คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8732/2558
#633595
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติให้อำนาจศาลแรงงานในการย่นหรือขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ และตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ได้วางหลักเกณฑ์ว่าจะกระทำได้เมื่อมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะกระทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและต้องทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยเช่นที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 ไม่

ศาลแรงงานภาค 5 อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 แต่โจทก์ซึ่งทราบวันนัดฟังคำพิพากษาโดยชอบแล้วไม่มาศาล และเพิ่งมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 16 มกราคม 2555 โจทก์อ้างว่าดำเนินคดีเองแต่ได้ปรึกษานิติกรศาลแรงงานภาค 5 มาโดยตลอด การที่โจทก์ไม่มาฟังคำพิพากษาและติดตามขอคัดคำพิพากษาหรือตรวจสอบรวมทั้งขอคำปรึกษาจากนิติกรศาลแรงงานภาค 5 ว่าคำพิพากษาศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์เอง มิใช่เหตุความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานภาค 5 จะพึงขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ต่อมาสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างได้สมัครเป็นผู้ประกันตนต่อตามมาตรา 39 การที่โจทก์มิได้เป็นผู้มีสภาพการทำงานดังเช่นลูกจ้าง แต่ยังคงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามมาตรา 64 เช่นเดียวกับกรณีผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตามมาตรา 66 และมาตรา 67 และการได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพตามมาตรา 71 ที่ไม่จำต้องคำนึงว่าเป็นผู้มีรายได้จากการประกอบอาชีพ ดังนั้น การที่แพทย์วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นโรคปวดท้องควรพักรักษาตัว 2 วัน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้วันละ 80 บาท รวม 2 วัน เป็นเงิน 160 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการอุทธรณ์ที่มีคำวินิจฉัยว่าขณะเป็นผู้ประกันตนโจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรจึงไม่เป็นผู้ประกันตนที่ขาดรายได้เนื่องจากหยุดงานเพื่อรักษาตัวตามมาตรา 64 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด รายละเอียดตามคำร้องลงวันที่ 16 มกราคม 2555

ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่มีเหตุผลว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนวันครบกำหนด ทั้งคำร้องก็ไม่มีเหตุผลสมควรที่จะขยายระยะเวลาให้ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินคดีแรงงานจึงเข้าใจว่ายื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน โดยไม่ทราบว่ามีกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน เพิ่งทราบจากนิติกรศาลแรงงานภาค 5 และล่วงเลยระยะเวลามาแล้ว จึงมีความจำเป็นที่ต้องยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ไม่ได้บัญญัติว่าศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาได้จะต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงมีสิทธิขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจศาลแรงงานในการย่นหรือขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ได้วางหลักเกณฑ์ว่าจะกระทำได้เมื่อมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะกระทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและต้องทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ศาลแรงงานภาค 5 อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 แต่โจทก์ซึ่งทราบวันนัดฟังคำพิพากษาโดยชอบแล้วไม่มาศาลและเพิ่งมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 16 มกราคม 2555 โดยอ้างเหตุไม่มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินคดีแรงงานทำให้เข้าใจว่ายื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน ทั้งที่โจทก์อ้างว่าดำเนินคดีเองแต่ได้ปรึกษานิติกรศาลแรงงานภาค 5 มาโดยตลอด การที่โจทก์ไม่มาฟังคำพิพากษาและติดตามขอคัดคำพิพากษาหรือตรวจสอบรวมทั้งขอคำปรึกษาจากนิติกรศาลแรงงานภาค 5 ว่าคำพิพากษาศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์เอง มิใช่เหตุความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานภาค 5 จะพึงขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 คำสั่งศาลแรงงานภาค 5 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 31 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภาพรรณ เศวตนันทน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8730/2558
#633658
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 การแก้ไขคำให้การต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานโจทก์ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนหน้านั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ หาใช่เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของจำเลยเสมอไปไม่ เมื่อศาลพิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วหากมีเหตุอันสมควร ศาลสามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของจำเลยได้

คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และหนังสือขอรับเงินกู้ซึ่งมีตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารประกอบทั้งสามประเภทหนี้รวมกันเป็นคดีเดียวกัน โดยเสียเงินค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 29 นั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นว่าโจทก์ฟ้องในมูลหนี้แต่ละประเภทรวมกันมาเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 29 หรือขอให้ศาลมีคำสั่งขอให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาได้ โดยไม่จำต้องต่อสู้มาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การ

คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ย่อมตกเป็นโมฆะ ยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้องมาจึงไม่ถูกต้องและเป็นโมฆะนั้น แม้การคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การไว้แล้วว่ายอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องตามสัญญาทั้งสามประเภทเคลือบคลุมและไม่ถูกต้อง กับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในกรณีผิดนัดสูงเกินส่วน ทั้งศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไว้ด้วย ซึ่งโจทก์ต้องนำสืบถึงการคิดยอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถนำสืบหักล้างว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเพียงใดได้ กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การ

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การที่ว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเจ้าหนี้ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับหนี้ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ฟ้องคดีของโจทก์ซ้ำซ้อนกันอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในข้อนี้ได้ก่อนวันชี้สองสถาน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 และไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้เคยมีการฟ้องคดีต่อศาลไว้ก่อนแล้วอย่างไรที่จะทำให้คดีนี้กลายเป็นฟ้องซ้อนจึงไม่ใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน หนังสือขอรับเงินกู้ซึ่งมีตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารประกอบสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยอ้างว่าการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายต้องเสียชื่อเสียงและเสียหายในการค้า มูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับข้ออ้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในฟ้องแย้งในเรื่องกล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิด จึงเป็นคนละส่วนและมาจากคนละมูลหนี้ไม่เกี่ยวข้องกันกับฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 260,298,090.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 244,375,040.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักร กับยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

หลังจากศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องทั้งสามประเภทเป็นหนี้คนละประเภทและแยกจากกันได้ โจทก์สามารถแยกฟ้องเป็นรายคดี การที่โจทก์ฟ้องรวมกันมาโดยเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาท เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 ชอบที่ศาลจะจำหน่ายคดี โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไป และเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไป อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ย่อมตกเป็นโมฆะ ยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้องมาจึงไม่ถูกต้องและเป็นโมฆะ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเจ้าหนี้โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนำสต็อกข้าวเปลือกและข้าวสารแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญา ต่อมาข้าวที่จำนำไว้บางส่วนสูญหายไป โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าข้าวที่สูญหายไปมาชำระคืนโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย หนี้ที่โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์เป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับหนี้ในคดีนี้ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการซ้ำซ้อนกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบและเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ผิดนัด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการทำละเมิด ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายต้องเสียชื่อเสียง เสียโอกาสทางการค้าจนอาจถูกสถาบันการเงินอื่นระงับการให้กู้เงิน ทำให้กิจการขายข้าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องขาดเงินทุนหมุนเวียนไม่สามารถขายข้าวได้ตามปกติ ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์แถลงคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องหลังวันชี้สองสถาน และฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งหลังจากศาลชี้สองสถาน โดยไม่ปรากฏเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การและไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 การแก้ไขคำให้การต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานโจทก์ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนหน้านั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ หาใช่เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของจำเลยเสมอไปไม่ เมื่อศาลพิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วหากมีเหตุอันสมควร ศาลสามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของจำเลยได้ กรณีตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกในข้อที่ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และหนังสือขอรับเงินกู้ซึ่งมีตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารประกอบทั้งสามประเภทหนี้รวมกันเป็นคดีเดียวกัน โดยเสียเงินค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นว่าโจทก์ฟ้องในมูลหนี้แต่ละประเภทรวมกันมาเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 หรือขอให้ศาลมีคำสั่งขอให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาได้ โดยไม่จำต้องต่อสู้มาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การในข้อนี้

สำหรับคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการที่สองในข้อที่ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ย่อมตกเป็นโมฆะ ยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้องมาจึงไม่ถูกต้องและเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า แม้การคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การไว้แล้วว่ายอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องตามสัญญาทั้งสามประเภทเคลือบคลุมและไม่ถูกต้อง กับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในกรณีผิดนัดสูงเกินส่วน ทั้งศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไว้ด้วย ซึ่งโจทก์ต้องนำสืบถึงการคิดยอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถนำสืบหักล้างว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเพียงใดได้ กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การในข้อนี้

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การในประการสุดท้ายในข้อที่ว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเจ้าหนี้ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับหนี้ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ฟ้องคดีของโจทก์ซ้ำซ้อนกันอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในข้อนี้ได้ก่อนวันชี้สองสถาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 และไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้เคยมีการฟ้องคดีต่อศาลไว้ก่อนแล้วอย่างไรที่จะทำให้คดีนี้กลายเป็นฟ้องซ้อนจึงไม่ใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิขอแก้ไขคำให้การในข้อนี้

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการที่สองที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบเพราะฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน หนังสือขอรับเงินกู้ซึ่งมีตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารประกอบสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยอ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายต้องเสียชื่อเสียงและเสียหายในการค้า เห็นได้ว่า มูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับข้ออ้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในฟ้องแย้งในเรื่องกล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิด จึงเป็นคนละส่วนและมาจากคนละมูลหนี้ไม่เกี่ยวข้องกันกับฟ้องเดิมจึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การและไม่รับฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 29 ม. 180
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางมูลนากธัญญะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
วิรุฬห์ แสงเทียน
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8728/2558
#633587
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7252/2555, 8122/2555 และ 8123/2555 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9765/2556 และ 9766/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10772/2556 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องข้อหายักยอก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น เห็นว่า เป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าตนเองเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไปถึง 134,541.71 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจำเลยนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องท้ายฎีกาเพื่อชดใช้แก่โจทก์เป็นการบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 163
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสสิริ สสิริน
จำเลย — นางสาวกฤตมน จินดาวัฒนภูมิ
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2558
#582414
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญาเป็นสัญญาที่ผูกพันเฉพาะตัวผู้ประกัน เมื่อผู้ประกันตายลงในระหว่างที่มีสัญญาประกันและยังไม่มีหนี้ปรับฐานผิดสัญญาประกันเกิดขึ้น สัญญาประกันนั้นย่อมเป็นอันระงับลงผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ประกันจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกัน และไม่มีเหตุที่ศาลจะยึดถือหลักประกันไว้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับนายสนาม ผู้ประกันจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามสัญญาประกันเนื่องจากไม่ส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนคำบังคับให้ผู้ประกันชำระเงินค่าปรับ และคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 4541 ตำบลไทรป่า อำเภอบางปลา จังหวัดนครปฐม แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการบังคับให้ผู้ประกันชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน และให้คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 4551 ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางปลา จังหวัดนครปฐม แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นายสนาม เป็นผู้ประกันจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ต่อมาผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามกำหนดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในวันที่ 1 สิงหาคม 2554 และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน ผู้ประกันถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสนาม ผู้ประกันต้องรับผิดตามสัญญาประกันหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญาที่ทำไว้ต่อศาลเพื่อให้ศาลปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวนั้น เป็นสัญญาที่ผูกพันเฉพาะตัวผู้ประกันให้มีหนี้ที่จะต้องนำตัวจำเลยไปส่งต่อศาลตามกำหนดเท่านั้น เมื่อผู้ประกันตายลงในระหว่างที่มีสัญญาประกันและยังไม่มีหนี้ปรับฐานผิดสัญญาประกันเกิดขึ้น สัญญาประกันนั้นก็ย่อมเป็นอันระงับลงเพราะขาดฝ่ายที่เป็นลูกหนี้ ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ประกันจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกัน ทั้งการที่ศาลจะยึดหลักประกันไว้ ย่อมหมายความว่ายึดเอาไว้เพื่อบังคับคดีเมื่อผิดสัญญาประกัน หากสัญญาประกันระงับลงเสียก่อนโดยไม่มีการผิดสัญญาประกันต่อไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะยึดถือหลักประกันไว้อีกต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้คัดค้านอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 112 ม. 114 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉา ยัง เดา
นายโกลา นุชเจริญ ในฐานะ
ผู้ร้อง — ผู้จัดการมรดกของผู้ประกัน
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นายเหลย เจิน สง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายชนานิติ วุฒิชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสรศักดิ์ จันเกษม
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8717/2558
#583253
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 4/1 หมู่ที่ 4 ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9241 ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,500 บาท และต่อไปเดือนละ 250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะย้ายออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดที่ศาลอนุญาตแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดบางกะจะ
จำเลย — นางสำเริง ปกรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมพร สมุทรคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8689/2558
#585744
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องโดยไม่ชอบเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์ ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 มีชื่อและชื่อสกุลซ้ำกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และมีคำขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีเสียทั้งหมดตั้งแต่มีการยึดทรัพย์ หาใช่เป็นคำร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ และตามคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302

การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องซึ่งมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาใช้บังคับแก่ผู้ร้องได้ เพราะผู้ร้องมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ การขายทอดตลาด รวมทั้งกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีเสียทั้งหมดเพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และมาตรา 296 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยไม่ชอบ

เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์ขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14770 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และขายทอดตลาดไปแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 14770 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาดนั้นเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องขัดทรัพย์ แต่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้โจทก์ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 14770 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์ โจทก์ยึดที่ดินของผู้ร้องโดยไม่ชอบ และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่แจ้งคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขายทอดตลาดและวันขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งคำร้องของผู้ร้องมิใช่เป็นคำร้องขัดทรัพย์ แต่ผู้ร้องประสงค์ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2557 ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 14770 ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาดนั้นเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 มีชื่อและชื่อสกุลตรงกัน แต่มีเลขประจำตัวประชาชน อายุ ที่อยู่ และชื่อบิดามารดาของผู้ร้อง และจำเลยที่ 1 แตกต่างกัน ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกัน ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งขั้นตอนต่าง ๆ ในการบังคับคดีและประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบแต่อย่างใด ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี ตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องโดยไม่ชอบเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์ ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 มีชื่อและชื่อสกุลซ้ำกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และมีคำขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีเสียทั้งหมดตั้งแต่มีการยึดทรัพย์ หาใช่เป็นคำร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ และตามคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และตามบทบัญญัติมาตรา 302 วรรคหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือ ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปากพนังซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีหรือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นตามกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องบรรยายในคำร้องแจ้งชัดว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์ ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกันแต่มีชื่อและชื่อสกุลซ้ำกัน โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องโดยไม่ชอบ โดยผู้ร้องได้แนบสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านของผู้ร้องและสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยที่ 1 มาท้ายคำร้อง ซึ่งในเบื้องต้นเห็นได้ว่าผู้ร้องและจำเลยที่ 1 มีชื่อและชื่อสกุลซ้ำกันจริง แต่เลขประจำตัวประชาชน อายุ ที่อยู่ และชื่อบิดามารดาของผู้ร้องและจำเลยที่ 1 แตกต่างกัน และจำเลยที่ 1 แถลงยอมรับตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2557 ว่าที่ดินตามคำร้องไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวจริง การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องซึ่งมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาใช้บังคับแก่ผู้ร้องได้ เพราะผู้ร้องมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ การขายทอดตลาด รวมทั้งกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีเสียทั้งหมดเพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และมาตรา 296 กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาดหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2557 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 27 ม. 243 (2) ม. 247 ม. 296 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายวิโรจน์ อินนุพัฒน์
จำเลย — นายวิโรจน์ อินนุพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายตรัสภณ ภัทรภรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8687 -ที่ 8688/2558
#586545
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย คำสั่งศาลที่ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไป แต่ความรับผิดของผู้จัดการมรดกอันเกิดจากการจัดการมรดกมิชอบมิใช่เป็นการเฉพาะตัวจึงย่อมตกทอดแก่ทายาท ที่ศาลอนุญาตให้ ท. เป็นคู่ความแทนที่จำเลยจึงชอบแล้ว

พินัยกรรมมีลายมือชื่อพยานสองคนและไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือในขณะเดียวกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานในพินัยกรรมทั้งสองเป็นบุคคลต้องห้าม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1670 การที่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้า ช. กับ ห. เมื่อบุคคลทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองไว้ในขณะทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1665 พินัยกรรมจึงถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามลำดับ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมของนางผ่องฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยแบ่งที่ดินมรดกส่วนที่เป็นของนางผ่องกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 970, 124166 ถึง 124168 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และที่ดินโฉนดเลขที่ 47284 และ 47285 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 คนละหนึ่งในสิบสองส่วน หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ ให้นำที่ดินทั้งหกแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีสิทธิได้รับ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนางผ่องฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ข้อ 1 เฉพาะการยกให้ที่ดินส่วนที่เป็นของบุตรทั้งสิบสองคนของนายคลิ้ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยอุทธรณ์

ในชั้นตรวจรับอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวทัศนีย์ บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยพร้อมยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางสาวทัศนีย์ เป็นคู่ความแทนที่จำเลยและรับอุทธรณ์ของจำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สิทธิในการจัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว จึงไม่อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการหาทายาทนางผ่องหรือผู้จัดการมรดกนางผ่องคนใหม่มาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธีระชัย บุตรนางผ่องเป็นคู่ความแทนที่จำเลย

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย นายสมควร ผู้จัดการมรดกโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 3 นางรวิพิมพ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตและให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ไม่รับนางสาวทัศนีย์ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย เป็นให้บังคับตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้นางสาวทัศนีย์ เป็นคู่ความแทนที่จำเลยและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายธีระชัย เป็นคู่ความแทนที่จำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ของนางผ่อง ตามฟ้องไม่มีผลบังคับ ให้นางสาวทัศนีย์ คู่ความแทนที่จำเลย แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 970 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินโฉนดเลขที่ 47284 และ 47285 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ครึ่งหนึ่งส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางผ่อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 1 ใน 12 ส่วน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดได้แก่ตน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งเจ็ด โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท

โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยบิดาชื่อนายคลิ้ง มารดาชื่อนางผ่อง โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรของร้อยเอกสมิทธิ์ ซึ่งเป็นบุตรของนายคลิ้งกับนางผ่อง โจทก์ที่ 5 เป็นบุตรของนางอุไร ซึ่งเป็นบุตรของนายคลิ้งกับนางผ่อง นายคลิ้งกับนางผ่องมีบุตรด้วยกัน 12 คน นายคลิ้งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 ส่วนนางผ่องถึงแก่ความตายเมื่อปี 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางผ่องตามพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวมีทั้งลายพิมพ์นิ้วมือของนางผ่องและลายมือชื่อของนางผ่อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์ บุตรจำเลยเป็นคู่ความแทนจำเลยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธีระชัย บุตรนางผ่องเป็นคู่ความแทนที่จำเลยแล้ว ไม่ควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะอนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยอีก ส่วนจำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยของนางสาวทัศนีย์แล้วก็ไม่ชอบที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ เพราะหากไม่มีบุคคลใดเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ตามกฎหมายให้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ถือเสมือนไม่มีการฟ้องร้อง เห็นว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย แม้คำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไปก็ตาม แต่ความรับผิดของผู้จัดการมรดกอันเกิดจากการจัดการมรดกมิชอบ มิใช่เป็นการเฉพาะตัวจึงย่อมตกทอดแก่ทายาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เป็นคู่ความแทนที่จำเลยจึงชอบแล้วและชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะดำเนินคดีต่อไป ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรมของนางผ่อง ผู้เชี่ยวชาญของศาลมีความเห็นว่า ไม่อาจตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลงความเห็นให้เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การวินิจฉัยว่า พินัยกรรมสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเข้ามาในสำนวนความ ตามลายมือชื่อของนางผ่องที่ปรากฏในเอกสาร มีทั้งส่วนที่นางผ่องลงลายมือชื่อเพียงอย่างเดียวและมีทั้งนางผ่องลงลายมือชื่อและชื่อสกุล ส่วนตามพินัยกรรมมีทั้งลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่อง การพิจารณาว่า ลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่องเป็นการลงลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่องที่แท้จริงหรือไม่ ควรจะต้องพิจารณาจากเอกสารต่าง ๆ ที่นางผ่องได้ลงลายมือชื่อและชื่อสกุลไว้ประกอบกัน ซึ่งเป็นเอกสารที่สำคัญนางผ่องจะลงทั้งลายมือชื่อและชื่อสกุลเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะการเขียนแม้จะแตกต่างกันบ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วคล้ายคลึงกัน เมื่อนำลายมือชื่อและชื่อสกุลที่ปรากฏตามพินัยกรรมมาเปรียบเทียบกันแล้วก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ ลักษณะการเขียนทั้งตัวอักษรลายมือชื่อและชื่อสกุลไม่ติดกัน ที่โจทก์อ้างว่านางผ่องเป็นคนหูหนวก ตาฝ้าฟางไม่เห็นตัวอักษร สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ไม่อาจลงลายมือชื่อด้วยตนเองได้นั้น เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 414/2534 ที่นายประจวบ ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคลิ้ง ผู้ตาย โดยมีนางสาวปราณี เป็นผู้คัดค้านนั้น นางผ่องได้มาเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536 ตามคำให้การซึ่งในคำเบิกความดังกล่าว นางผ่องสามารถเบิกความในสาระสำคัญเกี่ยวกับครอบครัวของนางผ่องเอง ตลอดจนทรัพย์สินของตนเองและของนายคลิ้งได้ ไม่ปรากฏว่าเลอะเลือนหรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์แต่ประการใด เมื่อต่อมานางผ่องทำพินัยกรรม หลังจากเบิกความในคดีดังกล่าวเพียงสองเดือนเศษ ซึ่งจำเลยและนางเพ็ญศรีก็เบิกความว่า ลายมือชื่อในพินัยกรรมและลายพิมพ์นิ้วมือเป็นของนางผ่อง จึงไม่น่าเชื่อว่าขณะทำพินัยกรรมนางผ่องจะมีอาการเลอะเลือน ตาฟ่าฟางไม่เห็นตัวอักษร หรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่ประการใด ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า นอกจากนางผ่องจะลงลายมือชื่อในการทำพินัยกรรมแล้วนางผ่องยังได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วย โดยโจทก์อ้างว่านางผ่องถูกกดลายพิมพ์นิ้วมือและไม่มีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือนั้น ก็ปรากฏว่าพินัยกรรมมีลายมือชื่อพยานสองคนและไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือในขณะเดียวกันมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานในพินัยกรรมทั้งสองคนเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นพยานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1670 นายโชติ ซึ่งเป็นผู้อ่านพินัยกรรมให้นางผ่องฟังได้เบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 90/2542 หมายเลขแดงที่ 321/2542 ว่า นายห้วน เป็นผู้พิมพ์พินัยกรรมตามข้อความที่นางผ่องต้องการ พยานอ่านข้อความในพินัยกรรมให้นางผ่องฟัง นางผ่องรับว่าถูกต้องจึงได้พิมพ์ลายนิ้วมือข้างขวาและเนื่องจากลายพิมพ์นิ้วมือไม่ชัดเจน นางผ่องจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ทำพินัยกรรมไว้ด้วย ขณะทำพินัยกรรมนางผ่องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พูดจารู้เรื่อง ขณะนี้นายห้วนได้เสียชีวิตไปแล้ว นายโชติมีอาชีพทนายความและเป็นเทศมนตรีไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด น่าเชื่อว่านางผ่องลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้านายโชติและนายห้วน และนายโชติกับนายห้วนลงลายมือชื่อรับรองไว้ขณะทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1665 พินัยกรรมจึงถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่โจทก์ทั้งเจ็ดเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 46,862.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งเจ็ด

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1665 ม. 1670
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิรพันธ์ ชัยสุวรรณรัตน์ กับพวก
นายประจวบ อักษรวรรณ ในฐานะผู้จัดการมรดก
ของนางผ่อง อักษรวรรณ โดยนางสาวทัศนีย์
จำเลย — อักษรวรรณหรือจิตต์สนธิ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเกรียงไกร วิกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8687 -ที่ 8688/2558
#636285
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย แม้คำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไปก็ตาม แต่ความรับผิดของผู้จัดการมรดกอันเกิดจากการจัดการมรดกมิชอบ มิใช่เป็นการเฉพาะตัวจึงย่อมตกทอดแก่ทายาท

นอกจาก ผ. จะลงลายมือชื่อในการทำพินัยกรรมแล้ว ผ. ยังได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วย โดยมีลายมือชื่อพยานสองคน และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือในขณะเดียวกันมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานในพินัยกรรมทั้งสองคนเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นพยานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1670 เมื่อ ผ. ลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้า ช. และ ห. และ ช. กับ ห. ลงลายมือชื่อรับรองไว้ขณะทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1665 พินัยกรรมจึงถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามลำดับ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมของนางผ่องฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยแบ่งที่ดินมรดกส่วนที่เป็นของนางผ่องกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 970, 124166 ถึง 124168 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และที่ดินโฉนดเลขที่ 47284 และ 47285 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 คนละหนึ่งในสิบสองส่วน หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ ให้นำที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีสิทธิได้รับ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนางผ่อง ฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ข้อ 1 เฉพาะการยกให้ที่ดินส่วนที่เป็นของบุตรทั้งสิบสองคนของนายคลิ้ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยอุทธรณ์

ในชั้นตรวจรับอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวทัศนีย์ บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยพร้อมยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางสาวทัศนีย์เป็นคู่ความแทนที่จำเลยและรับอุทธรณ์ของจำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สิทธิในการจัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวจึงไม่อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการหาทายาทนางผ่องหรือผู้จัดการมรดกนางผ่องคนใหม่มาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธีระชัย บุตรนางผ่องเป็นคู่ความแทนที่จำเลย

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย นายสมควร ผู้จัดการมรดกโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 3 นางรวิพิมพ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาต และให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ไม่รับนางสาวทัศนีย์ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย เป็นให้บังคับตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้นางสาวทัศนีย์เป็นคู่ความแทนที่จำเลย และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายธีระชัย เป็นคู่ความแทนที่จำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ของนางผ่อง ตามฟ้องไม่มีผลบังคับ ให้นางสาวทัศนีย์ คู่ความแทนที่จำเลย แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 970 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินโฉนดเลขที่ 47284 และ 47285 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ครึ่งหนึ่งส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางผ่อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 1 ใน 12 ส่วน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดได้แก่ตน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งเจ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท

โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยบิดาชื่อนายคลิ้ง มารดาชื่อนางผ่อง โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรของร้อยเอกสมิทธิ์ ซึ่งเป็นบุตรของนายคลิ้งกับนางผ่อง โจทก์ที่ 5 เป็นบุตรของนางอุไร ซึ่งเป็นบุตรของนายคลิ้งกับนางผ่อง นายคลิ้งกับนางผ่องมีบุตรด้วยกัน 12 คน นายคลิ้งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 ส่วนนางผ่องถึงแก่ความตายเมื่อปี 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางผ่องตามพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวมีทั้งลายพิมพ์นิ้วมือของนางผ่องและลายมือชื่อของนางผ่อง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์ บุตรจำเลยเป็นคู่ความแทนจำเลยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธีระชัย บุตรนางผ่องเป็นคู่ความแทนที่จำเลยแล้ว ไม่ควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะอนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยอีก ส่วนจำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยของนางสาวทัศนีย์แล้วก็ไม่ชอบที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ เพราะหากไม่มีบุคคลใดเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ตามกฎหมายให้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ถือเสมือนไม่มีการฟ้องร้อง เห็นว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย แม้คำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไปก็ตาม แต่ความรับผิดของผู้จัดการมรดกอันเกิดจากการจัดการมรดกมิชอบ มิใช่เป็นการเฉพาะตัวจึงย่อมตกทอดแก่ทายาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เป็นคู่ความแทนที่จำเลยจึงชอบแล้ว และชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะดำเนินคดีต่อไป ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 เป็นพินัยกรรมปลอม ขณะทำพินัยกรรมนางผ่องเป็นโรคหูหนวก ตาฝ้าฟางไม่เห็นตัวอักษร สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ นางผ่องไม่สามารถลงลายมือชื่อด้วยตนเองได้ ลายมือชื่อในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอม นางผ่องพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือขณะที่ไม่รู้สึกตัวและมีผู้จับมือนางผ่องจุ่มน้ำหมึกแล้วมากดลงในพินัยกรรม ส่วนจำเลยนำสืบโต้แย้งว่า ขณะทำพินัยกรรมนางผ่องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี นางผ่องสามารถลงลายมือชื่อได้ ซึ่งตามพินัยกรรมนางผ่องลงลายมือชื่อรวมทั้งได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไว้ด้วย พินัยกรรมเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เห็นว่า ในการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรมของนางผ่อง ผู้เชี่ยวชาญของศาลมีความเห็นว่า ไม่อาจตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลงความเห็นให้เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดได้ การวินิจฉัยว่าพินัยกรรมสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเข้ามาในสำนวนความ ตามลายมือชื่อของนางผ่องที่ปรากฏในเอกสารมีทั้งส่วนที่นางผ่องลงลายมือชื่อเพียงอย่างเดียวและมีทั้งนางผ่องลงลายมือชื่อและชื่อสกุล ส่วนตามพินัยกรรมมีทั้งลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่อง การพิจารณาว่าลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่องเป็นการลงลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่องที่แท้จริงหรือไม่ ควรจะต้องพิจารณาจากเอกสารต่าง ๆ ที่นางผ่องได้ลงลายมือชื่อและชื่อสกุลไว้ประกอบกัน ซึ่งเอกสารที่สำคัญนางผ่องจะลงทั้งลายมือชื่อและชื่อสกุลเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะการเขียนแม้จะแตกต่างกันบ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วคล้ายคลึงกัน เมื่อนำลายมือชื่อและชื่อสกุลที่ปรากฏตามพินัยกรรม มาเปรียบเทียบกันแล้วก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ ลักษณะการเขียนทั้งตัวอักษรลายมือชื่อและชื่อสกุลไม่ติดกัน ที่โจทก์อ้างว่านางผ่องเป็นคนหูหนวก ตาฝ้าฟางไม่เห็นตัวอักษร สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ไม่อาจลงลายมือชื่อด้วยตนเองได้นั้น เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 414/2534 ที่นายประจวบ ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคลิ้ง ผู้ตาย โดยมีนางสาวปราณี เป็นผู้คัดค้านนั้น นางผ่องได้มาเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536 ตามคำให้การ ซึ่งในคำเบิกความดังกล่าว นางผ่องสามารถเบิกความในสาระสำคัญเกี่ยวกับครอบครัวของนางผ่องเอง ตลอดจนทรัพย์สินของตนเองและของนายคลิ้งได้ ไม่ปรากฏว่าเลอะเลือนหรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์แต่ประการใด เมื่อต่อมานางผ่องทำพินัยกรรม หลังจากเบิกความในคดีดังกล่าวเพียงสองเดือนเศษ ซึ่งจำเลยและนางเพ็ญศรีก็เบิกความว่าลายมือชื่อในพินัยกรรมและลายพิมพ์นิ้วมือเป็นของนางผ่อง จึงไม่น่าเชื่อว่าขณะทำพินัยกรรมนางผ่องจะมีอาการเลอะเลือน ตาฝ้าฟางไม่เห็นตัวอักษร หรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่ประการใด ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า นอกจากนางผ่องจะลงลายมือชื่อในการทำพินัยกรรมแล้วนางผ่องยังได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วย โดยโจทก์อ้างว่านางผ่องถูกกดลายพิมพ์นิ้วมือและไม่มีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือนั้น ก็ปรากฏว่าพินัยกรรมมีลายมือชื่อพยานสองคน และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือในขณะเดียวกันมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานในพินัยกรรมทั้งสองคนเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นพยานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1670 นายโชติ ซึ่งเป็นผู้อ่านพินัยกรรมให้นางผ่องฟังได้เบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 90/2542 หมายเลขแดงที่ 321/2542 ว่า นายห้วน เป็นผู้พิมพ์พินัยกรรมตามข้อความที่นางผ่องต้องการ พยานอ่านข้อความในพินัยกรรมให้นางผ่องฟัง นางผ่องรับว่าถูกต้องจึงได้พิมพ์ลายนิ้วมือข้างขวา และเนื่องจากลายพิมพ์นิ้วมือไม่ชัดเจน นางผ่องจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ทำพินัยกรรมไว้ด้วย ขณะทำพินัยกรรมนางผ่องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พูดจารู้เรื่อง ขณะนี้นายห้วนได้เสียชีวิตไปแล้ว นายโชติมีอาชีพทนายความและเป็นเทศมนตรีไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด น่าเชื่อว่านางผ่องลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้านายโชติ และนายห้วน และนายโชติกับนายห้วนลงลายมือชื่อรับรองไว้ขณะทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1665 พินัยกรรมจึงถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่โจทก์ทั้งเจ็ดเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 46,862.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งเจ็ด

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1665 ม. 1670
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิรพันธ์ ชัยสุวรรณรัตน์ กับพวก
นายประจวบ อักษรวรรณ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นางผ่อง อักษรวรรณ โดยนางสาวทัศนีย์ อักษรวรรณ
จำเลย — หรือจิตต์สนธิ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8686/2558
#589740
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3148/2545 กับคดีนี้มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ส. เป็นเจ้าของรวมหรือมีกรรมสิทธิ์รวมในห้องแถวเลขที่ 1383/32 และเลขที่ 1379/1 - 2 หรือไม่ คดีทั้งสองจึงเป็นประเด็นอย่างเดียวกัน แม้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 มีใจความสำคัญเพียงว่าในศาลเดียวกันห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โดยมิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าจะต้องเป็นคู่ความรายเดียวกันด้วยก็ตาม แต่ก็ต้องมีความหมายว่าคู่ความที่ฟ้องร้องกันจะต้องเป็นคู่ความรายเดียวกันหรือเป็นบุคคลที่สืบสิทธิในการฟ้องร้องและดำเนินคดีมาจากคู่ความเดิมด้วยแล้วแต่กรณี เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้สืบสิทธิจาก ส. และ ว. ตามลำดับ คดีทั้งสองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในศาลเดียวกัน ย่อมต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 619,228,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความนำสืบรับโดยไม่โต้แย้งกันฟังยุติว่า โจทก์เป็นหลานและบุตรบุญธรรมของนายสุมน ส่วนจำเลยทั้งสองกับนางวรรณีเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน เมื่อปี 2504 นางวรรณีจดทะเบียนรับรองฐานะของภริยากับนายสุมน ต่อมาปี 2515 บุคคลทั้งสองหย่ากันตามทะเบียนการหย่า ในการจดทะเบียนการหย่า นางวรรณีและนายสุมนทำหนังสือรับรองกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินและแบ่งกันตามหนังสือหย่า และหนังสือรับรองกรรมสิทธิ์ หนังสือหย่านำไปจดทะเบียนพร้อมทะเบียนหย่า นางวรรณีไม่มีบุตรและได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 ตามมรณบัตร ขณะถึงแก่ความตาย นางวรรณีมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินที่สะพานควาย กรุงเทพมหานคร และที่บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และมีทรัพย์เป็นสังหาริมทรัพย์ฝากเก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางวรรณี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4716/2543 ของศาลชั้นต้น โดยนายสุมนยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของนางวรรณี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า ขณะนางวรรณีเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายสุมนมิใช่สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวรรณีจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของนางวรรณี และแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางวรรณี ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวรรณีฟ้องขับไล่นายสุมนออกจากตึกแถวเลขที่ 1383/32 ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 89810 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร และตึกแถว เลขที่ 1379/1 - 2 ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 13713 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร ต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 8088/2543 หมายเลขแดงที่ 3148/2545 นายสุมนให้การต่อสู้ว่า ตนเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ห้องแถวเลขที่ 1383/32 ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 89810 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร เป็นทรัพย์สินที่นางวรรณีกับนายสุมนได้มาในขณะอยู่กินเป็นสามีภริยากัน นายสุมนจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางวรรณี จำเลยทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่นายสุมน ส่วนห้องแถวเลขที่ 1379/1 - 2 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 13713 นายสุมนได้สละกรรมสิทธิ์ให้แก่นางวรรณีแล้ว นายสุมนจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ พิพากษาให้นายสุมนและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องแถวเลขที่ 1379/1 - 2 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร นายสุมนไม่อุทธรณ์ คงมีแต่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2548 นายสุมนถึงแก่ความตายตามใบมรณบัตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อ 3 ว่า ในคดีนี้ในส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับห้องแถวเลขที่ 1383/32 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89810 และห้องแถวเลขที่ 1379/1 - 2 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 13713 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3148/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ และข้อ 4 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกของนางวรรณีตามฟ้องในส่วนที่นอกเหนือจากตึกแถวเลขที่ 1383/32 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 89810 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร และตึกแถวเลขที่ 1379/1 - 2 ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 13713 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร จากจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เพียงใด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามข้อ 3 โจทก์โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 2 ประการ คือ ประการแรกว่า คดีทั้งสองหาใช่เป็นประเด็นอย่างเดียวกันอันจะมีผลให้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3148/2545 กับคดีนี้มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า นายสุมนเป็นเจ้าของรวมหรือมีกรรมสิทธิ์รวมในห้องแถวเลขที่ 1383/32 และเลขที่ 1379/1 - 2 หรือไม่ คดีทั้งสองจึงเป็นประเด็นอย่างเดียวกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 บัญญัติว่า "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้น อันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..." จะเห็นได้ว่า กระบวนพิจารณาเพื่อพิสูจน์ว่านายสุมนเป็นเจ้าของรวมหรือมีกรรมสิทธิ์รวมในตึกแถวห้องเลขที่ 1383/32 และเลขที่ 1379/1 - 2 หรือไม่ ย่อมซ้ำกัน ต้องห้ามตามมาตรานี้ ประการที่สองว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้นคู่ความในสองคดีนั้นต้องเป็นคู่ความเดียวกันด้วยนั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ดังกล่าวมานั้น มีใจความสำคัญเพียงว่า ในศาลเดียวกันห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โดยมิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าจะต้องเป็นคู่ความรายเดียวกันด้วยก็ตาม แต่ก็ต้องมีความหมายว่าคู่ความที่ฟ้องร้องกันจะต้องเป็นคู่ความรายเดียวกันหรือเป็นบุคคลที่สืบสิทธิในการฟ้องร้องและดำเนินคดีมาจากคู่ความเดิมด้วยแล้วแต่กรณี เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้สืบสิทธิจากนายสุมนและนางวรรณีตามลำดับ คดีทั้งสองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในศาลเดียวกัน ย่อมต้องห้ามตามมาตราดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสอง จำนวน 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสกสรร ศิริสุวุฒิกุล
จำเลย — คุณหญิงธีราณี กรรณสูต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป เหมือนเตย
ศาลอุทธรณ์ — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8681/2558
#633749
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแสดงสภาพแห่งข้อหาในตอนต้นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร และได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ตามกฎหมายอื่นบรรดาที่เรียกเก็บสำหรับอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย นอกจากอาคารและที่ดินที่ให้เช่า ตามมาตรา 17 แห่ง พระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ซึ่งมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ระบุว่า เฉพาะกรณีที่ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้มีจำนวนสูงเกินสมควรเท่านั้น จึงให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ แต่กรณีนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่า ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงไม่ใช่กรณีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนการท่าเรือแห่งประเทศไทยย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ได้

สัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 2 นอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวคือ ตามสัญญาข้อ 2 วรรคหนึ่ง การท่าเรือแห่งประเทศไทยยินยอมให้เช่าและโจทก์ผู้เช่าตกลงที่จะเช่าท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือ บี 2 สำหรับพัฒนาบริหารและประกอบการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขดังระบุในสัญญาฉบับนี้และภาคผนวกต่าง ๆ ข้อความตามสัญญาและภาคผนวกล้วนแสดงให้เห็นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยยอมให้โจทก์ใช้ทรัพย์สินและโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษากับเอาประกันภัยทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์และยังมีการกำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยตามรายละเอียดในภาคผนวก บี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ตามที่ระบุไว้เป็นตัวเลขค่าธรรมเนียมแน่นอนสำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 12 ของการเช่า ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมคิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องรับกันกับข้อสัญญาการชำระค่าเช่าอันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์เป็นเช่นเดียวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์ และแม้การชำระเงินเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญานี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่คิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้ในภาคผนวก บี ซึ่งอาจมีบางส่วนที่คิดเป็นค่าตอบแทนในการให้สิทธิโจทก์ได้เข้าดำเนินการท่าเรือเพื่อแสวงหากำไรเป็นของโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็มีค่าธรรมเนียมคงที่ซึ่งอย่างน้อยย่อมคิดในลักษณะเป็นค่าเช่าเป็นผลตอบแทนจากที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าท่าเทียบเรือ บี 2 ด้วย ย่อมแสดงว่าสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์แม้จะมีข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่าง แต่อย่างน้อยก็มีวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยคิดผลตอบแทนที่ถือเป็นค่าเช่าอยู่ด้วย ดังนั้น ไม่ว่าในบรรดาวัตถุประสงค์ของสัญญานี้จะมีบางส่วนเป็นสัญญาสัมปทานหรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีส่วนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมอยู่ด้วย ย่อมถือได้ว่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยดังกล่าวนี้เป็นอาคารและที่ดินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าตาม พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ตอนท้าย ซึ่งเป็นบทยกเว้นความตอนต้นของมาตรานี้ จึงมีผลให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในทรัพย์สินดังกล่าว

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ภาษีที่จำเลยที่ 1 ประเมินมานั้นสูงเกินส่วนเนื่องจากสูตรในการคำนวณไม่สอดคล้องกับกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินประเภทโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในสัดส่วนที่ใช้ประโยชน์จริง ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินไว้และจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดนั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร ดังนั้น การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตาม มาตรา 30 และในการนี้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามสมควรตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้นำเรื่องท่าเทียบเรือ บี 2 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 36 เลขที่ 45 ฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 และคำชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 2 ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 13,315,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้ลดภาษีที่เรียกเก็บเพียงไม่เกิน 4,538,910 บาท และให้คืนเงินภาษี 8,776,555.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน เล่มที่ 36 เลขที่ 45 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 และคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เล่มที่ 1 เลขที่ 2 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2554 โดยกำหนดค่ารายปี 36,283,515.42 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 4,535,439.43 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 8,780,026.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่พ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือ บี 2 ตั้งอยู่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โจทก์ทำสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือบี 2 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าประกอบกิจการท่าเทียบเรือ และตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบ การท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือบี 2 กำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับภาระในการชำระค่าภาษีต่าง ๆ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องจ่ายตามกฎหมาย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2553 สำหรับท่าเทียบเรือบี 2 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยกำหนดค่ารายปีสำหรับท่าเทียบเรือบี 2 จำนวน 106,523,724.44 บาท ค่าภาษี 13,315,465.55 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วย การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้ว เห็นว่าการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว จำเลยที่ 2 จึงแจ้งคำชี้ขาดแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย โจทก์ชำระค่าภาษีให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่งประเทศไทยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์มิใช่ผู้รับประเมินตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีในนามตนเองโดยไม่ได้รับมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย หากการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 การท่าเรือแห่งประเทศไทยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดและคำชี้ขาดของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แต่การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง และโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเช่นกันนั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในคำชี้ขาด... จะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกก็ได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด" และวรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจในคำชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้น มีจำนวนที่สูงเกินสมควร ให้รัฐวิสาหกิจนั้นนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 ในการนี้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจให้ลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามที่เห็นสมควร มติของคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด" เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแสดงสภาพแห่งข้อหาในตอนต้นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ตามกฎหมายอื่นบรรดาที่เรียกเก็บสำหรับอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย นอกจากอาคารและที่ดินที่ให้เช่า ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ซึ่งมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ระบุว่า เฉพาะกรณีที่ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้มีจำนวนสูงเกินสมควรเท่านั้น จึงให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ แต่กรณีนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่า ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงไม่ใช่กรณีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนการท่าเรือแห่งประเทศไทยย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาที่โจทก์ทำกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นสัญญาให้โจทก์เข้าบริหารและประกอบกิจการท่าเทียบเรือที่สงวนไว้เพื่อกิจการของการท่าเรือแห่งประเทศไทยมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และท่าเทียบเรือ บี 2 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ให้เช่าจึงได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือบี 2 แล้ว ปรากฏว่านอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวคือ ตามสัญญาข้อ 2 วรรคหนึ่ง การท่าเรือแห่งประเทศไทยยินยอมให้เช่าและโจทก์ผู้เช่าตกลงที่จะเช่าท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือ บี 2 สำหรับพัฒนาบริหารและประกอบการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขดังระบุในสัญญาฉบับนี้และภาคผนวกต่าง ๆ และในภาคผนวก เอ เงื่อนไขของสัญญา ข้อ 1.9 วรรคสอง ระบุว่า "...โจทก์จะต้องจดทะเบียนเป็นสัญญาเช่ากับเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจและรับผิดชอบต่อค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน.." ข้อ 2.1 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "สัญญานี้ครอบคลุมถึง การเช่าท่าเทียบเรือ และการให้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเช่า โดยจะต้องชำระเงินให้แก่ กทท. ตามที่ระบุไว้ในส่วนที่ 3" ข้อ 7.1 "โครงสร้างพื้นฐานที่ กทท. เป็นผู้จัดให้ ประกอบด้วยอุปกรณ์หลักดังต่อไปนี้ ท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือ บี 2 ความยาวของท่า 300 เมตร คูณ 350 เมตร สถานีขนถ่ายตู้สินค้า 115.5 เมตร คูณ 40 เมตร ประตู สำนักงาน และโรงซ่อม..." ข้อ 7.2 "...เครื่องมือที่ กทท. จะต้องจัดให้โจทก์ไว้ใช้งานที่ท่าเทียบเรือ บี 2 มีดังต่อไปนี้ ปั้นจั่นหน้าท่ายกตู้สินค้าชนิดเดินบนรางขนาด 40 ตัน 2 คัน สำหรับเรือที่มีความกว้างสูงสุด 32.2 เมตร ..." ข้อ 7.4.1 วรรคหนึ่ง "โจทก์ต้องรับผิดชอบในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือทั้งหมดภายในท่าเทียบเรือของตนโดยตลอด..." เงื่อนไขการประกันภัย ข้อ 6 (เอ) โจทก์ต้องทำประกันภัยเต็มจำนวนมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ กทท. หรือโจทก์จัดมาบริการให้ตามที่ระบุในสัญญา โดยระบุให้ กทท. เป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามรายการทรัพย์สินต่อท้ายนี้ หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายดังระบุไว้ข้างต้น" และข้อสัญญาการชำระเงินตามข้อ 3.2 กำหนดว่าโจทก์ต้องชำระเงินให้แก่ กทท. ซึ่งได้แก่ค่าธรรมเนียมการเช่าประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งกำหนดไว้คงที่ซึ่งเป็นส่วนของค่าธรรมเนียมการเช่าที่ กทท. เป็นผู้กำหนด และส่วนที่สองคือ ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งโจทก์จะเป็นผู้เสนอให้ กทท. โดยคิดจากจำนวนต่อทีอียูที่บรรทุกขนถ่ายที่ท่าเทียบเรือ กล่าวคือ ตามจำนวนทีอียูทั้งหมดที่ทำการขนถ่าย... รายละเอียดเงื่อนไข การชำระเงินได้ระบุไว้ในภาคผนวก บี หากโจทก์มิได้ชำระค่าเช่าภายในกำหนดเวลาดังกล่าว กทท. มีสิทธิที่จะได้รับการชำระเงิน โดยจะบังคับให้ชำระเงินที่ครบกำหนดชำระได้จากหนังสือค้ำประกันการเช่า และโจทก์จะต้องยื่นหนังสือค้ำประกันการเช่าฉบับใหม่วงเงินเต็มจำนวนภายในสามสิบวัน หากโจทก์มิได้ดำเนินการดังกล่าว กทท. จะบอกเลิกสัญญาเช่า อันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์เอง ซึ่งข้อความตามสัญญาและภาคผนวกดังกล่าวล้วนแสดงให้เห็นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยยอมให้โจทก์ใช้ทรัพย์สินและโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษากับเอาประกันภัยทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์และยังมีการกำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยตามรายละเอียดในภาคผนวก บี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ตามที่ระบุไว้เป็นตัวเลขค่าธรรมเนียมแน่นอนสำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 12 ของการเช่า ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมคิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องรับกันกับข้อสัญญาการชำระค่าเช่าตาม ข้อ 3.2 ดังกล่าวข้างต้น อันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์เป็นเช่นเดียวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์ และแม้การชำระเงินเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญานี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่คิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้ในภาคผนวก บี ซึ่งอาจมีบางส่วนที่คิดเป็นค่าตอบแทนในการให้สิทธิโจทก์ได้เข้าดำเนินการท่าเรือเพื่อแสวงหากำไรเป็นของโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็มีค่าธรรมเนียมคงที่ซึ่งอย่างน้อยย่อมคิดในลักษณะเป็นค่าเช่าเป็นผลตอบแทนจากที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าท่าเทียบเรือบี 2 ด้วย ย่อมแสดงว่าสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์แม้จะมีข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่าง แต่อย่างน้อยก็มีวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยคิดผลตอบแทนที่ถือเป็นค่าเช่าอยู่ด้วย ดังนั้น ไม่ว่าในบรรดาวัตถุประสงค์ของสัญญานี้จะมีบางส่วนเป็นสัญญาสัมปทานดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีส่วนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมอยู่ด้วย ย่อมถือได้ว่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยดังกล่าวนี้เป็นอาคารและที่ดินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ตอนท้าย ซึ่งเป็นบทยกเว้นความตอนต้นของมาตรานี้ จึงมีผลให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในทรัพย์สินดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ท่าเทียบเรือ บี 2 เป็นทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของสาธารณะโดยตรงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น โจทก์มิได้ฟ้องประเด็นนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการประเมินกำหนดค่ารายปีของท่าเทียบเรือ บี 2 สูงเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ภาษีที่จำเลยที่ 1 ประเมินมานั้นสูงเกินส่วนเนื่องจากสูตรในการคำนวณไม่สอดคล้องกับกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินประเภทโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในสัดส่วนที่ใช้ประโยชน์จริง ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ประเมินไว้และจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดนั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร ดังนั้น การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 และในการนี้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามสมควรตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้นำเรื่องท่าเทียบเรือ บี 2 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและกำหนดค่ารายปีใหม่โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 30 ม. 31 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอเวอร์กรีนคอนเทนเนอร์เทอร์มินัล
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — เทศบาลนครแหลมฉบัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8664/2558
#589775
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่เกี่ยวกับภาษาที่ใช้ในการทำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่าอนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดเป็นภาษาไทยขัดกับสัญญาที่ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เข้าข้อยกเว้นอันจะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 45 (1) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อนุญาโตตุลาการชุดแรกมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบินจนแล้วเสร็จ และให้เวลาแก่ผู้ร้องปฏิบัติและส่งมอบงานตามสัญญาแก่ผู้คัดค้านเป็นระยะเวลา 9 เดือน นับแต่วันทำคำชี้ขาด และให้ผู้ร้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับควบคุมกระแสไฟฟ้าแก่ผู้คัดค้านโดยไม่คิดมูลค่าตามที่ผู้ร้องแสดงความประสงค์ และภายหลังจากที่ผู้ร้องปฏิบัติถูกต้องตามคำชี้ขาดแล้วให้ผู้คัดค้านชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาอีกร้อยละ 10 ของมูลค่างานตามสัญญาแก่ผู้ร้อง โดยสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายนอกจากที่ชี้ขาดไว้เป็นอย่างอื่นในคำชี้ขาดให้เป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญา เมื่อผู้ร้องติดตั้งเครื่องฝึกบินแล้วเสร็จให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 228,850 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินหลักประกันค่าชำระราคาล่วงหน้าจำนวน 1,144,250 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้ร้อง เห็นได้ว่าเป็นการชี้ขาดให้คู่สัญญายังคงมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบินต่อไปตามเดิมโดยเพียงแต่กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ร้องขึ้นใหม่ ต่อมาเมื่อการปฏิบัติตามสัญญาหลังจากที่อนุญาโตตุลาการชุดแรกมีคำชี้ขาดนั้นเกิดปัญหาพิพาทระหว่างกันอีกเกี่ยวกับเรื่องค่าปรับตามสัญญา ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดแรกผู้ร้องส่งมอบเครื่องฝึกบินและอุปกรณ์ให้แก่ผู้คัดค้านล่าช้า จึงเกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้นใหม่ในเรื่องค่าปรับตามสัญญาซึ่งมิใช่ข้อพิพาทที่อนุญาโตตุลาการชุดแรกได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ แต่เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านนอกจากที่อนุญาโตตุลาการชุดแรกชี้ขาดไว้เป็นอย่างอื่นในคำชี้ขาด การระงับข้อพิพาทจึงต้องเป็นไปตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันในสัญญา ผู้ร้องย่อมมีสิทธิอาศัยสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบินเสนอข้อพิพาทนี้ให้อนุญาโตตุลาการชุดหลังวินิจฉัยชี้ขาดได้ อนุญาโตตุลาการชุดหลังจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับการคืนเงินค่าปรับจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาได้ หาใช่เป็นการที่อนุญาโตตุลาการชุดหลังมีคำชี้ขาดอันมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือขยายระยะเวลาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดแรกไม่

แม้กองทัพอากาศผู้คัดค้านจะเป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบินระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านจะเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของผู้คัดค้านโดยเฉพาะไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันทำคำชี้ขาดคิดถึงวันยื่นคำร้องขอนี้อีกจำนวน 71,060 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องขอนี้จนกว่าจะชำระต้นเงินครบถ้วนให้แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามคำร้องขอของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 และยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 1 มีนาคม 2549 อันเป็นวันทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเงินครบถ้วน แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 อันเป็นวันยื่นคำร้องขอต้องไม่เกินจำนวน 71,060 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ผู้ร้องขอ หากผู้คัดค้านจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อแรกว่า อนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ชุดหลังมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทครั้งหลังโดยให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า อนุญาโตตุลาการ สภาอนุญาโตตุลาการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชี้ขาดตามคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบินจนแล้วเสร็จ และให้เวลาแก่ผู้ร้องปฏิบัติและส่งมอบงานตามสัญญาแก่ผู้คัดค้านเป็นระยะเวลา 9 เดือน นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 อันเป็นวันทำคำชี้ขาด และให้ผู้ร้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับควบคุมกระแสไฟฟ้า (Uninterrupted Power Supply (UPS)) แก่ผู้คัดค้าน โดยไม่คิดมูลค่าตามที่ผู้ร้องแสดงความประสงค์ และภายหลังจากที่ผู้ร้องปฏิบัติถูกต้องตามคำชี้ขาดแล้ว ให้ผู้คัดค้านชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาอีกร้อยละ 10 ของมูลค่างานตามสัญญาแก่ผู้ร้อง โดยสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายนอกจากที่ชี้ขาดไว้เป็นอย่างอื่นในคำชี้ขาดให้เป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญา เมื่อผู้ร้องติดตั้งเครื่องฝึกบินแล้วเสร็จให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญา (Performance Bond) จำนวน 228,850 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินหลักประกันค่าชำระค่าล่วงหน้า (Advance Payment Guarantee) จำนวน 1,144,250 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้ร้อง จากคำชี้ขาดดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการชี้ขาดให้คู่สัญญายังคงมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ต่อไปตามเดิมโดยเพียงแต่กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ร้องขึ้นใหม่ เพื่อให้ผู้ร้องติดตั้งเครื่องฝึกบินและให้ผู้คัดค้านชำระราคาส่วนที่เหลือ คืนเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญา และคืนเงินหลักประกันค่าชำระราคาล่วงหน้า โดยสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายนอกจากที่ชี้ขาดไว้เป็นอย่างอื่นในคำชี้ขาดยังคงเป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญา ต่อมาเมื่อการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน หลังจากที่อนุญาโตตุลาการชุดแรกมีคำชี้ขาดนั้นเกิดปัญหาพิพาทระหว่างกันอีกเกี่ยวกับเรื่องค่าปรับตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดแรกผู้ร้องส่งมอบเครื่องฝึกบินและอุปกรณ์ให้แก่ผู้คัดค้านล่าช้ากว่ากำหนดเวลา 9 เดือน นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 อันเป็นวันที่อนุญาโตตุลาการชุดแรกทำคำชี้ขาดไปเป็นเวลา 153 วัน กรณีจึงเกิดปัญหาข้อพิพาทขึ้นใหม่ในเรื่องค่าปรับตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ซึ่งมิใช่ข้อพิพาทที่อนุญาโตตุลาการชุดแรกได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ โดยอนุญาโตตุลาการชุดแรกมีคำชี้ขาด ว่าให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบินจนแล้วเสร็จ และให้เวลาแก่ผู้ร้องปฏิบัติและส่งมอบงานตามสัญญาแก่ผู้คัดค้านเป็นระยะเวลา 9 เดือน นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 อันเป็นวันทำคำชี้ขาด และให้ผู้ร้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับควบคุมกระแสไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ยูพีเอสแก่ผู้คัดค้านโดยไม่คิดมูลค่าตามที่ผู้ร้องแสดงความประสงค์ ภายหลังจากที่ผู้ร้องปฏิบัติถูกต้องตามคำชี้ขาดแล้ว ให้ผู้คัดค้านชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาอีกร้อยละ 10 ของมูลค่างานตามสัญญาแก่ผู้ร้อง โดยสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายนอกจากที่ชี้ขาดไว้เป็นอย่างอื่นในคำชี้ขาดให้เป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญา เมื่อผู้ร้องติดตั้งเครื่องฝึกบินแล้วเสร็จให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 228,850 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินหลักประกันค่าชำระราคาล่วงหน้าจำนวน 1,144,250 ดอลลาร์สหรัฐ ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นใหม่ในเรื่องค่าปรับตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านนอกจากที่อนุญาโตตุลาการชุดแรกชี้ขาดไว้เป็นอย่างอื่นในคำชี้ขาด การระงับข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันในสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ผู้ร้องย่อมมีสิทธิอาศัยสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน เสนอข้อพิพาทนี้ให้อนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ชุดหลังวินิจฉัยชี้ขาดได้ อนุญาโตตุลาการชุดหลังจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นใหม่ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเกี่ยวกับการคืนเงินค่าปรับจำนวน 315,813 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน หาใช่เป็นการที่อนุญาโตตุลาการชุดหลังมีคำชี้ขาด อันมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือขยายระยะเวลาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชุดแรก ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน เป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ที่ผู้คัดค้านทำกับผู้ร้องเป็นสัญญาทางปกครอง ค่าปรับตามสัญญาทางปกครองเป็นโทษปรับทางปกครอง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 134, 137, 138 และ 139 จึงแตกต่างจากเบี้ยปรับทางแพ่ง การชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามคำชี้ขาดโดยใช้หลักกฎหมายแพ่งเรื่องเบี้ยปรับมาบังคับกับค่าปรับตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ซึ่งเป็นเรื่องค่าปรับทางปกครองจึงเป็นการชี้ขาดที่ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า แม้กองทัพอากาศผู้คัดค้านจะเป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งถือเป็นหน่วยงานทางปกครองและสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านจะเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของผู้คัดค้านโดยเฉพาะไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 การวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ในเรื่องค่าปรับโดยอาศัยสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องฝึกบิน ย่อมไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 3
ชื่อคู่ความ
บริษัท เอ็นไวรันเม็นทอล
ผู้ร้อง — เท็คโทนิคส์ คอร์โปเรชั่น จำกัด
ผู้คัดค้าน — กองทัพอากาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8660/2558
#587382
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อน แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 และมาตรา 81 ได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบ แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานนี้ได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลง โดยผลิตแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่ แล้วนำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่างานดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) กับความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เท่านั้น ไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 69, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 25, 38, 47, 54, 78, 79, 81 และ 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ริบของกลางทั้งหมดโดยของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 1,472 แผ่น ให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง มาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี เห็นควรลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 115,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 100,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 215,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 107,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี สำหรับคำขอของโจทก์ซึ่งขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ออกให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25, 78 (ที่ถูก มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง) เห็นว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าของภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรจะต้องเป็นผู้ยื่นขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบของความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสอง จึงให้ยกฟ้องจำเลยฐานนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25, 78 (ที่ถูก มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง) ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าที่โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานนำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ด้วยนั้น โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับข้อหาความผิดฐานนี้ในข้อ 2 (2.2) ว่า จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุ ซึ่งบันทึกภาพและเสียง งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่จำนวน 1,472 แผ่น และแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุที่ไม่มีผู้ใดยืนยันลิขสิทธิ์จำนวน 2,408 แผ่น รวมจำนวน 3,880 แผ่น ทั้งนี้ในจำนวนดังกล่าวมีแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 บัญญัติว่า "ผู้ใด ฝ่าฝืน มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ... ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท" มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" มาตรา 81 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืน ... มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท" และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "วีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" เห็นได้ว่าการกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อน แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยมีแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังกล่าวไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 และมาตรา 81 ได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 (2.1) ว่า จำเลยทำซ้ำ ดัดแปลง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 ไรท์เตอร์ เครื่องพิมพ์สี แผ่นดีวีดี วีซีดี เอ็มพี 3 และเอ็มพี 3 ต้นแบบ แผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 เปล่า และซองพลาสติกสำหรับใส่แผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 เป็นเครื่องมือทำการผลิตเป็นแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึก เสียง และโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่รวมจำนวน 1,472 แผ่น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่ แล้วนำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นดีวีดี วีซีดี และเอ็มพี 3 งานดนตรีกรรม ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบสี่ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) กับมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) กับความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เท่านั้น ไม่ถูกต้องแม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และ 28 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 ม. 47 ม. 78 ม. 81
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 28 ม. 31 ม. 69 ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายอภิเดช นุรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8651/2558
#633568
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" เช่นนี้ แม้โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายและมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกให้โจทก์ทั้งสามตามสิทธิในทางแพ่งได้ก็ตาม แต่ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 353, 354 เพื่อที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษในทางอาญานั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามในทางอาญาเป็นส่วนตัว เพราะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องรับโทษเป็นการส่วนตัว เนื่องจากสภาพบังคับในทางอาญาสำหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง คดีระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีอุทลุม ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ บ. ให้แก่จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ บ. จำเลยที่ 2 เป็นผู้เตรียมเอกสารและจัดหาทนายความแก่จำเลยที่ 1 และวันที่ไปโอนทรัพย์มรดกของ บ. ที่สำนักงานที่ดินนั้น จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนด้วยตนเองจนแล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันโดยสมคบกันมาก่อน โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเพียงลำพัง แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการได้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์มรดกของ บ. มิได้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้อื่นตามคำสั่งศาล คงลงโทษได้เพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353, 354 ประกอบมาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 8 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์ทั้งสาม นำสืบว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายบุญธรรมกับจำเลยที่ 1 ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 นายบุญธรรมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญธรรม ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญธรรม ในการร้องขอตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยทั้งสองปกปิดไม่แจ้งวันนัดไต่สวนคำร้องเพื่อโจทก์ทั้งสามจะได้ไม่ไปคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกและอ้างว่าได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสามให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งโจทก์ทั้งสามไม่เคยให้ความยินยอม ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29396 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวโดยแจ้งว่าเป็นการรับโอนมรดก ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถแบ่งปันได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกในส่วนของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโอนทรัพย์มรดกเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2556 โจทก์ทั้งสามทวงถามส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกมาโดยตลอดแต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมแบ่งให้

จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญธรรมกับจำเลยที่ 1 นายบุญธรรมกับจำเลยที่ 1 ย้ายมาอยู่ที่พัทยากับจำเลยที่ 2 โดยเมื่อปี 2531 นายบุญธรรมและจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 29396 จากนางกัญญา ในราคา 60,000 บาท เพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย โดยเงินที่ซื้อที่ดินเป็นของนายบุญธรรมกับจำเลยที่ 2 คนละครึ่ง แต่ใส่ชื่อนายบุญธรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดิน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 นายบุญธรรมถึงแก่ความตาย ต่อมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญธรรม เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอนทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของนายบุญธรรม โดยจำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และนายบุญธรรม นายบุญธรรมถึงแก่ความตายเมื่อปี 2535 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญธรรม วันที่ 14 เดือนเดียวกัน จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29396 อันเป็นทรัพย์มรดกของนายบุญธรรมให้แก่จำเลยที่ 2

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" เช่นนี้ แม้โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายและมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกให้โจทก์ทั้งสามตามสิทธิในทางแพ่งได้ก็ตาม แต่ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 เพื่อที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษในทางอาญานั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามในทางอาญาเป็นส่วนตัว เพราะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องรับโทษเป็นการส่วนตัว เนื่องจากสภาพบังคับในทางอาญาสำหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง คดีระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีอุทลุม ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29396 อันเป็นทรัพย์มรดกของนายบุญธรรมให้แก่จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านยอมรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนายบุญธรรม จำเลยที่ 2 เป็นผู้เตรียมเอกสารและจัดหาทนายความแก่จำเลยที่ 1 และวันที่ไปโอนทรัพย์มรดกของนายบุญธรรมที่สำนักงานที่ดินนั้น จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนด้วยตนเองจนแล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันโดยสมคบกันมาก่อน โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเพียงลำพัง แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการได้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์มรดกของนายบุญธรรมมิได้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้อื่นตามคำสั่งศาล คงลงโทษได้เพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 ประกอบมาตรา 86 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562
ป.อ. ม. 86 ม. 353 ม. 354
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกุลธวัช มหาดไทย กับพวก
จำเลย — นางบุญยิ่ง มหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8636/2558
#633563
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นคนยากจนไม่มีเงินชำระว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งมีความหมายว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฟ้องอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องวางค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งรวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 ด้วย สำหรับเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ คือ เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 229 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์โดยไม่ต้องวางเงินความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 203,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,000 บาท นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์โดยไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุดหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 13 ตุลาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นคนยากจนไม่มีเงินชำระว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งมีความหมายว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฟ้องอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องวางค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งรวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 ด้วย สำหรับเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ คือ เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์โดยไม่ต้องวางเงินความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคให้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 2 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงให้คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความแก่จำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 157 ม. 229
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลิสซิ่งกสิกรไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทชัยพฤกษ์ แกรนด์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ชาติชาย อัครวิบูลย์
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8623/2558
#589776
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ ส. เจ้ามรดก คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอ ให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เมื่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้อง จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 14315 ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6488 ตำบลสามวาฝั่งตะวันออก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 และเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวที่ออกให้ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 โดยให้ใช้ใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกให้ครั้งแรกเป็นหลักฐานทางทะเบียนที่ดินต่อไป

จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในจำนวนทุนทรัพย์ 18,000,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์

จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า โจทก์มิได้เรียกร้องให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ คงขอให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นทรัพย์มรดกตามเดิม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท เท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 14315 ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6488 ตำบลสามวาฝั่งตะวันออก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนางสาวสรรเจ้ามรดก หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 14315 เป็นเงิน 2,000,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 6488 เป็นเงิน 18,000,000 บาท แก่กองมรดก คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 6488 โจทก์ตีราคาตามคำขอท้ายฟ้องเป็นเงิน 18,000,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้อง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 6488 โดยแยกยื่นอุทธรณ์กับจำเลยที่ 2 คนละฉบับกันเช่นนี้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 18,000,000 บาท นั้นชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
นางปรารถนา หรือศิรกาญจน์ จันทร์ยิ้ม
หรือชูโต จันทร์ยิ้ม ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางสาวสรร ชูโต และในฐานะส่วนตัว
จำเลย — นายสุธีร์ ชูโต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8614/2558
#587059
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ยื่นอุทธรณ์มาคนละฉบับ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเพียงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 โดยไม่มีเนื้อหาวินิจฉัยถึงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยคดีตามฟ้องอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 240 คดีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและพิพากษาใหม่ทั้งหมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 65,412,641.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 41,366,641.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7368 และ 7369 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 4545 ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลอดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

จำเลยทั้งหกยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีแทนเจ้าหนี้เดิมต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ความปรากฏในสำนวนคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ต่างยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 4 กันยายน 2556 มาคนละฉบับ ผู้ร้องยื่นคำแก้อุทธรณ์จำเลยทั้งหกมาในฉบับเดียวกัน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเพียงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 โดยไม่มีเนื้อหาวินิจฉัยถึงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 แต่อย่างใดด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยคดีตามฟ้องอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาโดยครบถ้วน และไม่อาจถือได้ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่เห็นพ้องด้วยกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 คดีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและพิพากษาใหม่ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามนิสสัน นครศรีธรรมราช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสิรวดี สุขวัฒน์นิจกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8614/2558
#636284
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ต่างยื่นอุทธรณ์ มาคนละฉบับ ผู้ร้องยื่นคำแก้อุทธรณ์จำเลยทั้งหกมาในฉบับเดียวกัน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเพียงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 โดยไม่มีเนื้อหาวินิจฉัยถึงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 แต่อย่างใดด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยคดีตามฟ้องอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาโดยครบถ้วน และไม่อาจถือได้ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่เห็นพ้องด้วยกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 240 คดีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและพิพากษาใหม่ทั้งหมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 65,412,641.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 41,366,641.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7368 และ 7369 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 4545 ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลอดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ

วันที่ 23 มกราคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

จำเลยทั้งหกยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีแทนเจ้าหนี้เดิมต่อไป

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ความปรากฏในสำนวนคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ต่างยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 4 กันยายน 2556 มาคนละฉบับผู้ร้องยื่นคำแก้อุทธรณ์จำเลยทั้งหกมาในฉบับเดียวกัน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเพียงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 โดยไม่มีเนื้อหาวินิจฉัยถึงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 แต่อย่างใดด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยคดีตามฟ้องอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาโดยครบถ้วน และไม่อาจถือได้ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่เห็นพ้องด้วยกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 คดีมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและพิพากษาใหม่ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 กับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 ม. 243
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
บริษัทสยามนิสสันนครศรีธรรมราช จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8580/2558
#583710
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นลูกจ้างลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป แม้ทรัพย์ที่จำเลยลักในคดีนี้มีประเภทของทรัพย์มากกว่าทรัพย์ที่จำเลยลักในคดีเดิมของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งการกระทำความผิดคดีนี้มีช่วงระยะเวลาบางช่วงที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับคดีดังกล่าว คดีนี้และคดีดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 335 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 5,753,287.50 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไรตันล็อค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยคืนหรือชดใช้เฉพาะต้นเงินแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,753,287.50 บาท นับแต่วันกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยไม่ให้การในส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 78 กระทง ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 98 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี เป็นจำคุก 176 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 5,753,287.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินและนับแต่วันที่ที่จำเลยลักทรัพย์ไปในแต่ละครั้งตามฟ้องแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้หักวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้น ก่อนที่จำเลยจะถูกคุมขังในคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีนี้ให้จำเลยด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำความผิดคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้นเป็นการกระทำต่างวาระและต่างเวลากัน โดยมีเจตนาลักทรัพย์แยกต่างหากจากกัน ทั้งคดีนี้จำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมหลายประเภทมากกว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้น หลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมจึงพบการกระทำความผิดคดีนี้ ทำให้ไม่อาจแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มและพนักงานสอบสวนไม่อาจสอบสวนเพิ่มเติมได้ โจทก์จึงไม่อาจนำความผิดคดีนี้ไปฟ้องรวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้นได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานหลักฐานคนละชุดกัน การกระทำของจำเลยคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้น จึงไม่เกี่ยวเนื่องกันและไม่เกี่ยวพันกันนั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ โดยมีเจตนาลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป แม้ทรัพย์ที่จำเลยลักในคดีนี้มีประเภทของทรัพย์มากกว่าทรัพย์ที่จำเลยลักในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4969/2553 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงน่าจะเป็นชุดเดียวกัน ส่วนที่โจทก์ร่วมอ้างว่า พบการกระทำความผิดคดีนี้ในภายหลัง ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4696/2553 ของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2553 อันเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ทั้งการกระทำความผิดคดีนี้มีช่วงระยะเวลาบางช่วงที่จำเลยกระทำความผิดในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4696/2553 ของศาลชั้นต้น เชื่อว่าโจทก์ร่วมพบการกระทำความผิดคดีนี้ก่อนแจ้งความร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4696/2553 ของศาลชั้นต้นแล้ว ซึ่งโจทก์ร่วมต้องแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในครั้งเดียว เพื่อให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกัน ดังนี้ คดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4696/2553 ของศาลชั้นต้น จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 91 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทไรตันล็อค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นางสาวรจรินทร์ บุตรโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางสาวมยุรี ชีพพานิชไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8576 -ที่ 8578/2558
#582415
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิ่งปลูกสร้างอาคารชุด ร. เป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดที่ดิน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ สรุปได้ความว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุด ร. โดยเจ้าของที่ดินยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้าง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิเหนือพื้นดิน ทั้งยังปรากฏตามสัญญาซื้อขายว่า ซื้อขายเฉพาะที่ดิน ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง และงบการเงิน ก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 มีสินค้าคงเหลือเป็นอาคารชุด ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดิน อันเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลที่เกี่ยวกับบริษัท กรณีจึงเป็นที่แจ้งชัดว่า กรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างอาคารชุด ร. ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดิน เป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ดังนี้ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินให้ก่อสร้างอาคารชุด ร. บนที่ดินดังกล่าวหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสามสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4108/2556 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์สำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 3 และให้เรียกจำเลยทั้งเจ็ดทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 7 แต่คดีดังกล่าว ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกา เฉพาะคดีสามสำนวนนี้

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 350 และขอให้นับโทษจำเลยทั้งสามสำนวนต่อกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ทั้งสามสำนวน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ทั้งสามสำนวน จำหน่ายคดีจำเลยที่ 7 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายคดีชั่วคราวทั้งสามสำนวน

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ทั้งสามสำนวนในคดีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อ 2.1 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อ 2.1 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า สิ่งปลูกสร้างอาคารชุดราไวยา สวีท เป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดที่ดินหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิ่งปลูกสร้างอาคารชุดราไวยา สวีท เป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดที่ดิน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ข้อ 2.1 สรุปได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างอาคารชุดราไวยา สวีท โดยเจ้าของที่ดินยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้าง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิเหนือพื้นดิน ทั้งยังปรากฏตามสัญญาซื้อขายว่า ซื้อขายเฉพาะที่ดิน ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง และงบการเงิน ก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 มีสินค้าคงเหลือเป็นอาคารชุด ได้ปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลที่เกี่ยวกับบริษัท กรณีจึงเป็นที่แจ้งชัดว่า กรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างอาคารชุดราไวยา สวีท ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ดังนี้ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดิน ให้ก่อสร้างอาคารชุดราไวยา สวีท บนที่ดินดังกล่าวหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรัช อเล็กซานเดอร์
จำเลย — บริษัทธาราดอน เอสเตท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายเสกสันติ์ เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาทิตย์ สวาวสุ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8572/2558
#587403
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุดาบตำรวจ ช. จะคอยอยู่ที่ตู้ยามพิชัยรักษ์ แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าเขตงานตู้ยามพิชัยรักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพียงคนเดียวที่จะต้องควบคุมการทำหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานหลายคน ทั้งดาบตำรวจ ช. ยังเตรียมพร้อมที่จะออกไปสนับสนุนการทำหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ย่อมถือได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานที่กำลังกระทำการตามหน้าที่ ส่วนผู้ตายและผู้เสียหายนอกจากจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานีแล้ว ในวันเกิดเหตุผู้ตายและผู้เสียหายได้แต่งกายในชุดผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานซึ่งบุคคลที่พบเห็นย่อมทราบว่าเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน และยังได้รับมอบหมายจากดาบตำรวจ ช. ให้ออกตรวจท้องที่และกวาดล้างกลุ่มวัยรุ่นที่กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงฟังได้ว่าผู้ตายและผู้เสียหายเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย 1 นัด จากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธมีดดาบฟันผู้ตายและผู้เสียหายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าและร่วมกันพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2500/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นางลัดดาพร มารดาของนายอธิวัฒน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 และนายยุทธนา ผู้เสียหาย โดยนางพิมภา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 9,544,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (3) (4), 289 (3) (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร กับฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษตามความผิดกระทงอื่นมารวมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 660,000 บาท และร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 และ 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 288, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี กับให้บวกโทษจำคุก 6 เดือนของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2500/2554 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 6 เดือนเมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 15 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 25 ปี 9 เดือน ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายอธิวัฒน์ ผู้ตาย และนายยุทธนา ผู้เสียหาย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนพกพร้อมเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนดังกล่าวและอาวุธมีดดาบติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายและผู้เสียหาย จำนวน 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด จากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธมีดดาบดังกล่าวฟันผู้ตายและผู้เสียหายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ และผลการตรวจชันสูตรบาดแผล เจ้าพนักงานยึดปลอกกระสุน 1 ปลอก จากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุดาบตำรวจชุบจะคอยอยู่ที่ตู้ยามพิชัยรักษ์แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าเขตงานตู้ยามพิชัยรักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพียงคนเดียวในเขตงานนั้นที่จะต้องควบคุมการทำหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานหลายคน ทั้งดาบตำรวจชุบยังเตรียมพร้อมที่จะออกไปสนับสนุนการทำหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานที่กำลังกระทำการตามหน้าที่ ส่วนผู้ตายและผู้เสียหายนั้นนอกจากจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานีแล้ว ในวันเกิดเหตุผู้ตายและผู้เสียหายได้แต่งกายในชุดผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตามที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานีกำหนดซึ่งบุคคลที่พบเห็นย่อมทราบว่าเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานและยังได้รับมอบหมายจากดาบตำรวจชุบให้ออกตรวจท้องที่และกวาดล้างกลุ่มวัยรุ่นที่กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงฟังได้ว่า ผู้ตายและผู้เสียหายเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าและร่วมกันพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (3), 83 และ 289 (3) ประกอบมาตรา 80, 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 289 (3), 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
ผู้ร้อง — นางลัดดาพร วรยศ กับพวก
จำเลย — นายกฤษดาหรือแสบ เพียรพิมาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา