คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9345/2558
#590027
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 134/4 วรรคสาม กำหนดไว้ว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 ในเรื่องการสอบถามและจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหานั้นไม่ได้เท่านั้น แต่หาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ ที่ห้ามมิให้นำคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาในลักษณะดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของบุคคลอื่นหรือจำเลยอื่นในคดีแต่ประการใดทั้งสิ้น ดังนั้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยจึงสามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยอื่นได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134/4 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นางสุจิตร เอี๋ยวพานิช กับพวก
จำเลย — นางวีณากร บุญยืน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอุทัย ปล้องใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9277/2558
#594391
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อน ส.ฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโท ค. เพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดก และมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกจะถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีดังกล่าวต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี หาใช่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ เมื่อการประมูลทรัพย์มรดกเป็นการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม หากไม่ถูกต้องโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ ส. ต้องไปโต้แย้งในชั้นบังคับคดีในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคดีใหม่ ฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามสัญญาแบ่งมรดกจึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่โจทก์อ้างว่ายังมีทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นด้วย กองมรดกที่ตกทอดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600, 1602 ถือเป็นการได้ทรัพย์มาโดยอาศัยสิทธิอันเดียวกัน มิใช่เป็นการได้มาโดยอาศัยสิทธิในทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นสิทธิต่างรายกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประมูลทรัพย์สินระหว่างทายาทในกองมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑและนางยุพิน ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2529 และพิพากษาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์มรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 ของศาลชั้นต้นยังเป็นทรัพย์มรดกร้อยตำรวจโทครุฑและนางยุพิน ให้จำเลยทั้งเก้าแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ทายาทตามคำพิพากษาดังกล่าว หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเพื่อโจทก์จะนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑแบ่งปันเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง บัญชีเลขที่ 502-1-03312-5 ให้แก่ทายาท และให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับมรดกในส่วนที่ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้เรียกจำเลยที่ 4 เช่นเดิม

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางเบ็ญจพร ทายาทนางประไพศรี เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกจำเลยร่วมเป็นจำเลยที่ 9

จำเลยที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายสุพงษ์ บิดาโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลต่างๆ ที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑหรือครุฑ เพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑต่อมาบรรดาทายาทมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 และมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑไปแล้ว โดยในระหว่างที่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2529 นายสุพงษ์ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และวันที่ 8 มกราคม 2530 ศาลพิพากษาให้นายสุพงษ์เป็นบุคคลล้มละลายตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 206/2529 ของศาลชั้นต้น ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวมีมติให้รับเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากกองมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑทดแทนส่วนที่เป็นมรดกตกทอดของนายสุพงษ์ตามคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นายสุพงษ์ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยศาลฎีกาให้ยกคำร้องของนายสุพงษ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคคลอื่นนอกจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ วันที่ 12 พฤษภาคม 2542 นายสุพงษ์ถึงแก่ความตาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 นายสุพงษ์ฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโทครุฑเพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดก และได้มีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความที่ได้มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกจะถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีดังกล่าวต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นของการบังคับคดีหาใช่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ เมื่อการประมูลทรัพย์มรดกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2529 เป็นการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม หากไม่ถูกต้องเช่นใดโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนายสุพงษ์จึงต้องไปโต้แย้งในชั้นบังคับคดีในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ ดังนั้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่โจทก์อ้างว่า ในคดีเดิมนั้นศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้วหรือไม่นั้น จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกประการว่า ยังมีทรัพย์สินที่อยู่นอกสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่โจทก์และทายาทอื่น การแบ่งทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้นและครบถ้วน หากนายสุพงษ์ ยังไม่ได้รับมรดกครบถ้วนจากการแบ่งทรัพย์มรดกแล้ว โจทก์ก็ขอสืบสิทธิที่จะเรียกร้องเอากับจำเลยทั้งเก้าได้นั้น เห็นว่า คดีก่อนนายสุพงษ์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดดังข้อวินิจฉัยข้างต้น คดีนี้การที่โจทก์อ้างว่ายังมีทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวอีกนั้น กองมรดกที่ตกทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600, 1602 ถือเป็นการได้ทรัพย์มาโดยอาศัยสิทธิอันเดียวกันไม่ว่าจะเป็นทรัพย์กี่ชิ้นก็ตาม มิใช่เป็นการได้มาโดยอาศัยสิทธิในทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นสิทธิต่างรายกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน มิใช่ต่างกันตามทรัพย์แต่ละชิ้นแต่ละราย ดังนั้น แม้ฟ้องของโจทก์จะเป็นทรัพย์มรดกที่อยู่นอกสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600 ม. 1602
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์สฤษดิ์ ศรีสมิต
จำเลย — นายบุญทรัพย์ ศรีสมิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรี พงษธา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9270/2558
#633744
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่ 8 มีนาคม 2544 โจทก์โดย ท. ลงลายมือชื่อในใบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ โดยแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนจาก ท. เป็น ว. และเปลี่ยนให้ ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน ท. ทั้ง พ. และ น. ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแล้ว และในวันเดียวกันโจทก์โดย ท. มอบอำนาจให้ ภ. ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าว การจดทะเบียนที่กระทำภายหลัง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 อันเป็นเวลาภายหลังที่ ท. ถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2544 ก็เป็นไปตามเจตนาของ ท. และได้แจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อจะได้มีการประกาศการเปลี่ยนแปลงลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบเท่านั้น เมื่อนายทะเบียนฯ รับจดทะเบียนไว้แล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีการร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือมีการเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนนั้นเป็นอย่างอื่น ก็ยังถือได้ว่า ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โดยชอบ การที่ ภ.ได้ดำเนินการจดทะเบียนเพื่อให้ ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่มีจุดประสงค์ให้โจทก์ดำเนินกิจการต่อไปได้ และเป็นไปเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของ ท. ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 ประกอบกับปรากฏจากคำเบิกความของ ว. พยานโจทก์ว่า ว. เป็นบุตรชายคนโตของ ท. จึงนับว่าเป็นทายาทของ ท. หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์คนเดิม ทั้งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดตกลงให้ ว. เข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่และตกลงให้ห้างฯ ยังคงอยู่ต่อไปมิได้ให้ห้างฯ เลิกไป ว. ย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์โดยชอบ ทั้งยังได้ความว่าก่อนฟ้องคดีนี้ห้างฯ โจทก์ยังดำเนินกิจการอยู่โดย ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยยังมิได้เลิกห้างฯ โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่โจทก์ฝากไว้กับจำเลย และขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ เพิ่มขึ้นจากค่าเสียหายที่แท้จริง ตามที่ศาลเห็นสมควร

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 105,571,160.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นต่อศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2513 มีนายทนงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นางพรรณีและนางสาวนวลฉวีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนและแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการโดยเปลี่ยนหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์จากนายทนงเป็นนายวิรัช การยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าวมีการทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2544 โดยระบุว่านายทนง ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการขอมอบอำนาจให้นายภานุเดชเป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร มีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าในวันที่ 8 มีนาคม 2544 โจทก์โดยนายทนงลงลายมือชื่อในใบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ โดยแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนจากนายทนงเป็นนายวิรัช และเปลี่ยนให้นายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนนายทนง ทั้งนางพรรณีและนางสาวนวลฉวีผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแล้ว และในวันเดียวกันโจทก์โดยนายทนงมอบอำนาจให้นายภาณุเดชไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าว การจดทะเบียนที่กระทำภายหลัง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 อันเป็นเวลาภายหลังที่นายทนงถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2544 ก็เป็นไปตามเจตนาของนายทนง และได้แจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อจะได้มีการประกาศการเปลี่ยนแปลงลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบเท่านั้น เมื่อนายทะเบียนฯ รับจดทะเบียนไว้แล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีการร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือมีการเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนนั้นเป็นอย่างอื่น ก็ยังถือได้ว่านายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โดยชอบ การที่นายภานุเดชได้ดำเนินการจดทะเบียนเพื่อให้นายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่มีจุดประสงค์ให้โจทก์ดำเนินกิจการต่อไปได้ และเป็นไปเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของนายทนงซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 ประกอบกับปรากฏจากคำเบิกความของนายวิรัชพยานโจทก์ว่า นายวิรัชเป็นบุตรชายคนโตของนายทนงจึงนับว่าเป็นทายาทของนายทนงหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์คนเดิม ทั้งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดตกลงให้นายวิรัชเข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่และตกลงให้ห้างฯ ยังคงอยู่ต่อไปมิได้ให้ห้างฯ เลิกไป นายวิรัชย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์โดยชอบ ทั้งยังได้ความว่าก่อนฟ้องคดีนี้ห้างฯ โจทก์ยังดำเนินกิจการอยู่โดยนายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยยังมิได้เลิกห้างฯ โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า นายวิรัชไม่มีอำนาจฟ้องในนามของโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดีเนื่องจากศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญอื่นๆ ตามอุทธรณ์ของจำเลยและเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเสียก่อนตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภครวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 828 ม. 1055 ม. 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน
จำเลย — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9217/2558
#633740
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาตามยอมกำหนดให้บังคับแก่ห้องชุดจำนองก่อน หากไม่พอชำระจำเลยยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ ตราบใดที่ยังมิได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง ก็ไม่อาจทราบว่ายังมีหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเหลืออยู่อีกเพียงใดที่จำเลยยินยอมจะชำระหนี้นั้นจนครบ เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องอาศัยและตามคำบังคับคดีที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยให้ผิดไปจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้

การบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นกำหนดให้ยึดห้องชุดจำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดจนครบเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและตราบใดที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังขายทอดตลาดห้องชุดจำนองตามคำพิพากษาไม่ได้ ก็ไม่อาจทราบว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดจำนองนั้นเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพียงใด แม้ห้องชุดจำนองมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจำเลยทั้งสี่ต้องชำระก็ตาม แต่ได้ความว่า โจทก์เพิ่งขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนองเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 และไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการนำห้องชุดจำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนหรือไม่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้นับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การปล่อยให้เวลาการบังคับคดีล่วงเลยมานานแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ขวนขวายที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ทั้งยังไม่มีการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนเลย ย่อมเห็นได้ชัดว่าการบังคับคดีไม่เป็นลำดับไปตามคำพิพากษาของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติให้การบังคับคดีต้องอาศัยและตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ทั้งไม่มีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดที่จะอ้างความเป็นธรรมเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมโดยให้รอขายทอดตลาดไว้ก่อนให้ผิดไปจากคำพิพากษาของศาลซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โดยจำเลยยินยอมชำระเงินจำนวน 268,958.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และยินยอมชำระเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองคดีนี้แก่โจทก์ทุก 2 ปี ต่อครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 1,217.66 บาท ครั้งแรกเริ่มวันที่ 3 เมษายน 2545 และหลังจากนั้นทุกครั้งชำระภายในวันที่ 3 เมษายน ของปีที่ชำระจนกว่าจะชำระหนี้หรือไถ่ถอนทรัพย์จำนองเสร็จสิ้น จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายงวดเดือนและจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 15 ปี นับแต่ชำระหนี้งวดแรก กับยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับทรัพย์จำนอง หากไม่พอชำระ ยอมชำระส่วนที่ขาดอยู่จนครบจำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนองตามคำพิพากษาเลขที่ 77/196 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่อาร์ชื่ออาคารชุดนิรันดร์เรซิเดนซ์ 3 ตำบลดอกไม้ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยโดยประเมินราคา 372,008 บาท และอยู่ระหว่างรอการประกาศขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 98493 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวม แต่ให้รอการขายทอดตลาดไว้จนกว่าจะขายทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็อนุญาตให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 98493 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมเพิ่มเติมได้หรือไม่ เมื่อคำพิพากษาตามยอมกำหนดให้บังคับแก่ห้องชุดจำนองก่อนหากไม่พอชำระจำเลยยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ ดังนั้น ตราบใดที่ยังมิได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง ก็ไม่อาจทราบว่ายังมีหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเหลืออยู่อีกเพียงใดที่จำเลยยินยอมจะชำระหนี้นั้นจนครบ ดังนั้น เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องอาศัยและตามคำบังคับคดีที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยให้ผิดไปจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้ ที่โจทก์อ้างว่ากว่าจะขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ ก็อาจล่วงพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิบังคับคดีนั้น เห็นว่า การบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นกำหนดให้ยึดห้องชุดจำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดจนครบเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและตราบใดที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังขายทอดตลาดห้องชุดจำนองตามคำพิพากษาไม่ได้ ก็ไม่อาจทราบว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดจำนองนั้นเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพียงใด แม้ห้องชุดจำนองมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจำเลยทั้งสี่ต้องชำระก็ตาม แต่คดีนี้ตามทางไต่สวนพยานผู้ร้องได้ความว่า โจทก์เพิ่งขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนองเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 และไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการนำห้องชุดจำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนหรือไม่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้นับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การปล่อยให้เวลาการบังคับคดีล่วงเลยมานานแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ขวนขวายที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ทั้งยังไม่มีการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนเลย ย่อมเห็นได้ชัดว่าการบังคับคดีไม่เป็นลำดับไปตามคำพิพากษาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติให้การบังคับคดีต้องอาศัยและตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ทั้งไม่มีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดที่จะอ้างความเป็นธรรมเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมโดยให้รอขายทอดตลาดไว้ก่อนให้ผิดไปจากคำพิพากษาของศาลซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายศิริวัฒน์ ทรัพย์วิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9214/2558
#633738
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่ ข. นำรังวัดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1837 เมื่อปี 2508 นั้น ข. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะนั้นได้ตกลงยินยอมให้นายอำเภอบางละมุงกันที่ดินส่วนสุดเขตทางด้านทิศตะวันตกที่ระบุว่าจดทะเลไปจนถึงทะเลในระยะ 15 เมตร ไว้เป็นที่ชายทะเลสาธารณประโยชน์ ซึ่งถือได้ว่า ข. ได้ยกหรืออุทิศที่ดินส่วนนั้นให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้จะมิได้มีการทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือหรือจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เมื่อที่ดินที่กันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์เกิดที่งอกริมตลิ่งขึ้น ที่ดินที่งอกขึ้นนั้นย่อมเป็นทรัพย์สินของที่สาธารณประโยชน์แปลงนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1308 หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ไม่

จำเลยให้การตั้งประเด็นต่อสู้คำฟ้องโจทก์ว่า ตามหลักฐานที่ปรากฏในรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 1837 ระบุว่า ด้านทิศตะวันตกของที่ดินจดชายทะเล ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า "ที่ชายทะเล" หมายถึง "เขตระหว่างแนวน้ำทะเลต่ำสุดกับแนวน้ำทะเลขึ้นสูงสุด" ซึ่งแสดงว่า แต่เดิมที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกที่เกิดที่งอกนั้นติดชายทะเลที่น้ำท่วมถึง ที่ดินที่น้ำขึ้นลงดังกล่าว (ชายหาด) ย่อมเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมิได้อยู่ติดกับทะเล แต่มีชายทะเล (ชายหาด) กั้นอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับพื้นน้ำทะเล ที่ดินที่งอกขึ้นจากชายทะเลดังกล่าว จึงเป็นที่ดินที่งอกขึ้นจากที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่งอกดังกล่าวจึงยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพื้นที่ที่ดินที่งอกขึ้นมา ตามคำให้การของจำเลยเช่นว่านี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โดยชัดแจ้งแล้วว่าที่งอกริมตลิ่งที่ดินพิพาท มิใช่ที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ โดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ชายทะเล ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ไม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าที่ชายหาดเป็นที่สาธารณประโยชน์ เนื่องจาก ข. เจ้าของที่ดินเดิมตกลงอุทิศให้แก่อำเภอบางละมุงนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาเพื่อสนับสนุนข้อเถียงตามคำให้การจำเลยในประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่สาธารณประโยชน์นั่นเอง จึงหาใช่เป็นการนำสืบและพิพากษาคดีนอกฟ้องนอกประเด็นอันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนทางเดินเท้า ท่อประปา ไฟฟ้า และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ออกไปพร้อมทั้งทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิมและส่งคืนโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีในปัญหาความรับผิดทางละเมิดของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยรับกันฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเดิมเป็นที่ดินมีหลักฐานการครอบครองเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มีเนื้อที่ 2 ไร่ 90 ตารางวา ซึ่งระบุว่าด้านทิศตะวันตกจดทะเล นายขจร บิดาโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากเรือเอกเอนก มาตั้งแต่ปี 2505 ต่อมาปี 2508 นายขจรยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ซึ่งระบุว่าด้านทิศตะวันตกจดชายทะเล ปรากฏว่ามีที่ดินงอกออกไป 1 ไร่ 1 งานเศษ ซึ่งจำเลยได้ทำทางเดินเท้า เดินสายไฟฟ้าและท่อประปา กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร ขนานริมชายทะเลตลอดแนว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่งอกตามแผนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เมื่อได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า ในขณะที่นายขจรนำรังวัดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1837 เมื่อปี 2508 นั้น นายขจรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะนั้นได้ตกลงยินยอมให้นายอำเภอบางละมุงกันที่ดินส่วนสุดเขตทางด้านทิศตะวันตกที่ระบุว่าจดทะเลไปจนถึงทะเลในระยะ 15 เมตร ไว้เป็นที่ชายทะเลสาธารณประโยชน์จริงตามคำเบิกความของนายพิทักษ์ ซึ่งถือได้ว่านายขจรได้ยกหรืออุทิศที่ดินส่วนนั้นให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้จะมิได้มีการทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือหรือจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เมื่อที่ดินที่กันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์เกิดที่งอกริมตลิ่งขึ้น ที่ดินที่งอกขึ้นนั้นย่อมเป็นทรัพย์สินของที่สาธารณประโยชน์แปลงนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตำหนิคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่ามีการกันที่ดินไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้ ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบและศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จึงเป็นการนำสืบและวินิจฉัยนอกคำให้การไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 นั้น เห็นว่าจำเลยให้การตั้งประเด็นต่อสู้คำฟ้องโจทก์ว่า ตามหลักฐานที่ปรากฏในรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 1837 ระบุว่า ด้านทิศตะวันตกของที่ดินจดชายทะเล ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า "ที่ชายทะเล" หมายถึง "เขตระหว่างแนวน้ำทะเลต่ำสุดกับแนวน้ำทะเลขึ้นสูงสุด" ซึ่งแสดงว่า แต่เดิมที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกที่เกิดที่งอกนั้นติดชายทะเลที่น้ำท่วมถึง ที่ดินที่น้ำขึ้นลงดังกล่าว (ชายหาด) ย่อมเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมิได้อยู่ติดกับทะเล แต่มีชายทะเล (ชายหาด) กั้นอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับพื้นน้ำทะเล ที่ดินที่งอกขึ้นจากชายทะเลดังกล่าว จึงเป็นที่ดินที่งอกขึ้นจากที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่งอกดังกล่าวจึงยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพื้นที่ที่ดินที่งอกขึ้นมา ตามคำให้การของจำเลยเช่นว่านี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โดยชัดแจ้งแล้วว่าที่งอกริมตลิ่งที่ดินพิพาท มิใช่ที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ โดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ชายทะเล ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ไม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบและศาลชั้นต้นตลอดจนศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ชายหาดเป็นที่สาธารณประโยชน์ เนื่องจากนายขจรเจ้าของที่ดินเดิมตกลงอุทิศให้แก่อำเภอบางละมุงนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาเพื่อสนับสนุนข้อเถียงตามคำให้การจำเลยในประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่สาธารณประโยชน์นั่นเอง จึงหาใช่เป็นการนำสืบและพิพากษาคดีนอกฟ้องนอกประเด็นอันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ไม่ และในประการสำคัญคดีนี้โจทก์ก็ได้นำสืบโต้เถียงในประเด็นพิพาทข้อนี้แล้วดังที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ที่งอกริมตลิ่งที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาความรับผิดทางละเมิดของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แต่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องของโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1308
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิกร สุขพานิช
จำเลย — เมืองพัทยา
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558
#589743
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในคดีอาญาจำเลยที่ 3 จะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย จึงไม่ถูกผูกพันที่ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 มีสิทธิใช้รถยนต์ดังกล่าวเสมือนเป็นรถยนต์ของตนเอง จึงถือเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย ทั้งตามคำให้การ จำเลยที่ 3 ก็มิได้ปฏิเสธว่าตนไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้ เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 2,044,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2554) แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 1,000,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3และคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าเสียหายเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,044,311 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 รับผิดในเงินจำนวนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท กำหนดค่าทนายความให้โจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 63/2555 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส โดยโจทก์ไม่มีส่วนประมาทด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะมาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ สำหรับความเสียหาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส กระดูกขาขวาหัก กระดูกเชิงกรานแตก นับแต่วันเกิดเหตุวันที่ 3 เมษายน 2553 ถึงวันฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2554 โจทก์ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระยองและที่โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ต้องรับการผ่าตัดใส่โลหะดามกระดูกกับผ่าตัดเอ็นร้อยหวายหลายครั้ง หลังผ่าตัดโจทก์ยังคงมีอาการปวดเรื้อรัง ข้อเท้าขวาผิดรูป เดินไม่ได้ตามปกติต้องมีไม้พยุงค้ำยัน และต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะ ๆ ไม่มีกำหนด โดยนายแพทย์สมบูรณ์ แพทย์โรงพยาบาลระยอง สรุปการรักษาแล้วลงความเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ป่วยทุพพลภาพถาวรของขาขวา ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีก 2 ถึง 3 ครั้ง เพื่อบรรเทาความพิการ และโจทก์ยังคงต้องเข้ารับการรักษาทางแพทย์แผนไทย เพื่อบรรเทาอาการปวดและทำกายภาพบำบัดตลอดมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ใบหน้าโจทก์ยังมีร่องรอยบาดแผลเสียโฉมอย่างติดตัว มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลาเนื่องจากศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากเหตุรถชน ตามใบรับรองแพทย์อันดับที่ 71 แผ่นที่ 15 เวชระเบียน และบันทึกการรักษา เห็นได้ชัดว่า โจทก์มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แม้บาดแผลภายนอกจะหาย อวัยวะก็ไม่อาจใช้การได้ดังเดิม ต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต เป็นผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันสหกรณ์การเกษตรบ้านค่าย จำกัด สาขาหนองกรับ ซึ่งมีรายได้เดือนละ 7,500 บาท ตามหนังสือรับรองเงินเดือน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับการรักษา ค่าเสียความสามารถในการประกอบกิจการงานและค่าเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน อันเป็นค่าความเสียหายทางจิตใจอันเกิดแต่การทำละเมิดของตนแก่โจทก์

สำหรับค่าเสียหายอันเป็นค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งในเรื่องค่ารักษาพยาบาลจำนวน 454,311 บาท ที่โจทก์นำสืบว่ามีการจ่ายไปตามเอกสารหลักฐานการจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสำเนาประวัติการรักษา เห็นว่า ปรากฏตามใบแจ้งหนี้ ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวน 15,000 บาท และระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 4 ได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์อีก 35,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับและจำเลยที่ 4 ถูกฟ้องเป็นคดีนี้ด้วย เงินที่จำเลยที่ 4 จ่ายให้แก่โจทก์ในส่วนนี้ จึงต้องถือว่าเป็นการจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด และเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับชดใช้ จึงต้องนำมาหักออก แต่ในส่วนของเงินค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด จ่ายไปจำนวน 60,000 บาท ตามใบแจ้งหนี้ เห็นว่า บริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แม้บริษัทดังกล่าวจะเป็นผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นการจ่ายเงินแทนผู้ทำละเมิดและไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ ในส่วนค่าพาหนะที่โจทก์ต้องเดินทางไปรักษาพยาบาล แม้โจทก์ไม่นำสืบว่าโจทก์ต้องเดินทางไปรักษาที่ไหน กี่ครั้ง ครั้งละเท่าไร และบ้านพักอยู่ห่างจากโรงพยาบาลเท่าไรอย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกา แต่จากอาการบาดเจ็บของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเป็นคนพิการเดินไม่ได้ตามปกติ ต้องใช้ไม้ค้ำยันและจากการรักษาตัวของโจทก์น่าเชื่อว่าโจทก์ต้องเสียค่าพาหนะจ้างเหมารถเดินทางจากบ้านพักไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลรวมทั้งค่าพาหนะของญาติที่ไปเฝ้าโจทก์ที่โรงพยาบาลในระหว่างผ่าตัดอย่างที่โจทก์เบิกความเป็นจำนวนหลายครั้งจริง เมื่อโจทก์ยังต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไปอีกเป็นระยะ ๆ ไม่มีกำหนดโดยต้องรับการผ่าตัดอีก 2 ถึง 3 ครั้ง เพื่อบรรเทาความพิการและต้องเข้ารับการรักษาตัวด้วยแพทย์แผนไทยเพื่อบรรเทาอาการปวดและทำกายภาพบำบัดตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์จึงยังต้องเสียค่าพาหนะในการจ้างเหมารถอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ค่าพาหนะจึงไม่ใช่เป็นเงิน 10,000 บาท อย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้เป็นเงิน 50,000 บาท เห็นว่าเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว ในส่วนที่โจทก์ต้องเสียความสามารถในการประกอบการงาน โจทก์ต้องเป็นคนพิการเดินไม่ได้ตามปกติต้องมีไม้ค้ำยัน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะมาฎีกาอ้างว่าโจทก์สามารถช่วยเหลือตัวเองและเดินได้แล้ว โดยโจทก์สามารถที่จะประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ปี นั้น ไม่ได้ จากอาการบาดเจ็บของโจทก์เมื่อโจทก์ต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ โจทก์จึงต้องเสียความสามารถในการประกอบการงาน แม้โจทก์ไม่มีพยานผู้ออกหนังสือรับรองเงินเดือน มาเบิกความยืนยัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำสืบโต้แย้ง จึงรับฟังได้ว่าก่อนออกจากงานโจทก์มีรายได้จากการทำงานที่สถานีบริการน้ำมันเดือนละ 7,500 บาท เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์มีอายุ 40 ปี สุขภาพแข็งแรงจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ต้องทำงานต่อไปได้อีกอย่างน้อยถึงอายุ 60 ปี กรณีจะไปกำหนดค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 178 บาท เป็นเงิน 250,000 บาท อย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้เดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลาเพียง 15 ปี เป็นเงิน 1,440,000 บาท จึงเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว และจากอาการบาดเจ็บของโจทก์ ในส่วนค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต จึงไม่ใช่มีเพียงจำนวน 50,000 บาท อย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ 100,000 บาท จึงเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้วเช่นกัน รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์ 1,994,311 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีอาญาจำเลยที่ 3 จะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย จึงไม่ถูกผูกพันที่ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 มีสิทธิใช้รถยนต์ดังกล่าวเสมือนเป็นรถยนต์ของตนเอง จึงถือเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย ทั้งตามคำให้การจำเลยที่ 3 ก็มิได้ปฏิเสธว่าตนไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้ เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 1,994,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววาสนา นาคเกษม
จำเลย — นางพรภิมล แสงอ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายภิญณชาตก์ คูหากาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9200/2558
#583711
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่ไม่ใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้จำเลยได้ให้การเกี่ยวกับวิธีการที่กลุ่มนายทุนผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศ แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้กระทำความผิดอื่นที่จำเลยกล่าวอ้างมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ อีกทั้งการที่จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านของจำเลย พร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลาง แต่ของกลางถูกเก็บไว้อยู่ในบ้านของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าหลังจากจับกุมจำเลยแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องมีการสอบคำให้การถึงแหล่งที่มาของยาเสพติด และต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก การให้ข้อมูลของจำเลยจึงมิใช่เป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติ พ.ศ.2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91,144 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพสารเสพติดให้โทษ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพสารเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียนปรับ 800 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ประหารชีวิต ฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกฐานเป็นผู้ขับขี่เสพสารเสพติดให้โทษ 4 เดือนฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียน ปรับ 400 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่จำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) และปรับ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้จำเลยได้ให้การเกี่ยวกับวิธีการที่กลุ่มนายทุนผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศแต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้กระทำความผิดอื่นที่จำเลยกล่าวอ้างมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ อีกทั้งการที่จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านของจำเลย พร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลาง แต่ของกลางถูกเก็บไว้อยู่ในบ้านของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าหลังจากจับกุมจำเลยแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องมีการสอบคำให้การถึงแหล่งที่มาของยาเสพติด และต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก การให้ข้อมูลของจำเลยจึงมิใช่เป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสุรชัย พฤกษาพันธ์ทวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุรเชษฐ์วริศ มหัทธนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9185/2558
#590024
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้นต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม 10,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 40,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมสูงเกินสมควร จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้ในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 295, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สิบเอกยอดเอก ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์ ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์ผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน ปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานร่วมทำร้ายร่างกายผู้อื่น ส่วนจำเลยที่ 2 ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณากรณีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่งลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ปรับ 6,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี แต่กำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติไว้ โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 2 ปี และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 40 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 10,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก คืนรถยนต์ของกลางให้จำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เสีย คงลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลังลดโทษแล้วจำคุก 4 เดือน ปรับ 2,666.66 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมรับราชการเป็นทหารค่ายเสนาณรงค์ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ขณะโจทก์ร่วมจอดรถยนต์บริเวณริมถนนปุณณกัณฑ์ มีรถยนต์หมายเลขทะเบียน กล 9364 สงขลา ของจำเลยที่ 1 มาจอดขวางหน้าแล้วจำเลยทั้งสามลงจากรถคันดังกล่าวตรงเข้ามารุมทำร้าย โจทก์ร่วมมีบาดแผลบวมแดงบริเวณกกหูขวา ขมับซ้าย แผ่นหลังด้านซ้าย และบาดแผลถลอกบริเวณหางคิ้วขวา ริมฝีปากบนขวา ใต้ตาซ้าย แผ่นหลังด้านขวาใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน ตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลระหว่างรุมทำร้ายจำเลยที่ 2 เอากระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมไปและในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 คืนกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่โจทก์ร่วมตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วม และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์โจทก์ร่วมอีกกระทงหนึ่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาทกับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 40,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามฐานปล้นทรัพย์และความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์โจทก์ร่วม และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีในส่วนของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน 40,000 บาท เห็นว่า สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมสูงเกินสมควร จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้ในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 3,333.34 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ปรับ 6,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ยกฎีกาของโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง สำหรับคดีส่วนแพ่งคงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — สิบเอกยอดเอก บุญมา
จำเลย — นายวีระกิจ อรัญดร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางประไพ เอื้อไพจิตร คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9181/2558
#585769
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี และยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 มีองค์ประกอบของความผิดและการกระทำที่มีเจตนาประสงค์ต่อผลแยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม ตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้ อ. ได้ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร และยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทางด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้ทำความตกลงระงับคดีแล้ว ก็เป็นการระงับเฉพาะในส่วนของ อ. ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยระงับไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5, 6, 7, 8, 9 และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้อง และมิได้มีการสั่งริบของกลาง จึงไม่มีเงินค่าปรับที่จำเลยหรือผู้กระทำความผิดได้ชำระต่อศาล และไม่มีเงินที่ได้จากการขายของกลาง ไม่อาจจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้เสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุก 3 ปี ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้มีการเสียค่าภาษี หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 1 ปี และปรับ 563,712 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 563,712 บาท ให้จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละยี่สิบของค่าปรับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรล่า หมายเลขเครื่อง 5 AP 197084 หมายเลขตัวถังรถ AE 100 - 0019035 หมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก ซึ่งเป็นรถที่มิได้ผลิต จำหน่าย หรือได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร และไม่มีการปฏิบัติพิธีการศุลกากรนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร เจ้าพนักงานตำรวจจึงยึดรถดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนนายอภิชาติ ให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร โดยยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน และด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้รับทำความตกลงระงับคดีแล้ว รถยนต์ของกลางมีราคาประเมิน 45,000 บาท ค่าภาษีอากร 95,928 บาท ราคารวมภาษีอากร 140,928 บาท ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ช่วยราชการงานป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสำราญ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นปี 2547 นายฝั้นมาบอกแก่พยานว่าจำเลยต้องการขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าในราคาถูก พยานต้องการซื้อรถยนต์ให้แก่นายพิทักร์ บุตรชายไว้ใช้งาน จึงได้ให้นายฝั้นนัดหมายจำเลยมาพบกันที่อู่ซ่อมรถบุญหาการช่างของนายบุญหา หลังจากนัดหมายกันแล้วพยานได้ไปพบจำเลยที่อู่บุญหาการช่าง จำเลยพาพยานไปดูรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก ซึ่งจอดอยู่ที่อู่ดังกล่าว พยานตกลงซื้อรถยนต์ในราคา 50,000 บาท โดยจำเลยให้พยานมารับรถในอีก 3 วันข้างหน้าเนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวอยู่ระหว่างซ่อมแซมหม้อน้ำ หลังจากนั้นอีก 3 วัน นายพิทักร์ได้ไปรับรถยนต์โดยไม่ได้ชำระราคา ต่อมาจำเลยให้นายพิทักร์มอบไม้แดงหรือไม้มะค่าประมาณ 3 ยก ให้จำเลยเพื่อตีใช้หนี้ราคารถยนต์โดยคิดประมาณ 30,000 บาท ส่วนอีก 20,000 บาท จะชำระให้ภายหลัง และโจทก์มีนายพิทักร์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นปี 2547 นายฝั้นได้บอกแก่พยานว่าจำเลยต้องการขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าในราคาถูก พยานจึงให้นายฝั้นพาไปดูรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุ พยานพอใจจึงบอกให้นายสำราญทราบ หลังจากนั้นพยานพูดขอซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลย โดยจำเลยขอให้พยานนำไม้มะค่าที่เหลือจากการสร้างบ้าน 3 ยก ราคาประมาณ 50,000 บาท ตีใช้หนี้ราคารถ ต่อมาพยานได้ให้นายฝั้นนัดหมายจำเลยมาพูดคุยกันที่อู่ที่เกิดเหตุ เมื่อพบจำเลย พยานได้พูดตกลงซื้อรถยนต์คันดังกล่าวต่อหน้านายบุญหา แต่พยานยังไม่ได้นำรถยนต์ไปใช้งาน เนื่องจากรถยนต์อยู่ระหว่างการซ่อมแซมหม้อน้ำ หลังจากที่พยานนำรถไปใช้ได้ไม่นาน จำเลยได้นำรถมาลากไม้ที่บ้านของพยาน 3 ยกไปตามที่ตกลงกัน และโจทก์มีนายฝั้น เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก พยานเคยเห็นจำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวและเห็นว่ารถมีสภาพดีจึงสอบถามจำเลยว่าจะขายหรือไม่ ต่อมาพยานพานายพิทักร์ไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อติดต่อขอซื้อรถยนต์คันดังกล่าว ต่อมาอีก 3 วัน จึงพากันไปที่อู่ที่เกิดเหตุเพื่อดูสภาพรถ หลังจากนั้นพยานเห็นนายพิทักร์ขับรถยนต์คันดังกล่าว และพยานทราบจากนายพิทักร์ว่าได้ใช้ไม้มะค่า 3 ยก ตีใช้หนี้ราคารถให้จำเลย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ โดยพยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะพยานโจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยรับราชการตำรวจ จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสามจะกล้าเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยเพื่อให้ได้รับโทษทางอาญา เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจตรีสุรเดช เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2547 พยานกับพวกรับแจ้งจากสายลับว่าอู่ที่เกิดเหตุมีการนำรถยนต์ที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายดัดแปลงซ่อมแซมเพื่อขายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา พยานจึงเข้าตรวจค้นอู่ที่เกิดเหตุและยึดรถยนต์ของกลางไปตรวจสอบ โดยนายบุญหาเจ้าของอู่ที่เกิดเหตุแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้นำรถยนต์มาซ่อมแซม พยานได้บันทึกการตรวจยึดไว้ ซึ่งบันทึกการตรวจยึดดังกล่าวนายบุญหาลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าของอู่และผู้ยินยอมให้ตรวจยึด ซึ่งบันทึกการตรวจยึดดังกล่าวทำขึ้นเกือบจะในทันทีที่มีการตรวจยึดรถยนต์ของกลาง โดยไม่มีเวลาปรุงแต่งคำให้การ เชื่อว่านายบุญหาให้การต่อร้อยตำรวจตรีสุรเดชตามความเป็นจริง ทั้งร้อยตำรวจตรีสุรเดชเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะบันทึกข้อเท็จจริงในการตรวจยึดรถยนต์ของกลางให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อปรักปรำจำเลย แม้ในชั้นพิจารณานายบุญหาจะเบิกความปฏิเสธว่าพยานไม่ได้อ่านบันทึกการตรวจยึด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความให้พยานฟังก่อนที่จะให้พยานลงลายมือชื่อ และพยานไม่เคยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ารถยนต์ของกลางเป็นของจำเลย แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ประกอบกับได้ความว่านายบุญหาเป็นญาติกับจำเลย การเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นเวลาห่างจากเวลาที่เกิดเหตุนานพอสมควร เชื่อว่าพยานดังกล่าวมีโอกาสคิดปรุงแต่งคำเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลย ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า นายบุญหาเบิกความว่าพยานไม่เคยเห็นนายพิทักร์เจรจาซื้อขายรถยนต์กับจำเลย พยานไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเห็นนายพิทักร์เจรจาซื้อขายรถยนต์กับจำเลย คำเบิกความของนายสำราญ นายพิทักร์ และนายฝั้นมีข้อพิรุธและขัดแย้งกัน ทั้งราคาซื้อขาย การเจรจาซื้อรถยนต์พิพาท และการใช้ไม้มะค่าหรือไม้แดงตีใช้หนี้ราคารถ ซึ่งถือเป็นข้อสาระสำคัญ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และฎีกาที่ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบทุกประการแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาดังกล่าวของจำเลยซ้ำอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี และยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีองค์ประกอบความผิดและการกระทำที่ประสงค์ต่อผลแยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้นายอภิชาติได้ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร และยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทางด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้ทำความตกลงระงับคดีแล้ว ก็เป็นการระงับเฉพาะในส่วนของนายอภิชาติไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยระงับไปด้วย นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 บัญญัติว่า "สินบนและรางวัลให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ในกรณีที่ศาลมิได้สั่งริบของกลางหรือของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล" ซึ่งคดีนี้มิได้สั่งริบของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษปรับจำเลย ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับจากเงินค่าปรับได้ พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยโดยมิได้กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับ เมื่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการบังคับค่าปรับไว้จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับอันเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 ทั้งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดวิธีการบังคับค่าปรับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ทั้งนี้ในกรณีต้องกักขังแทนค่าปรับ มิให้กักขังเกินกำหนด 1 ปี

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 157
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — ดาบตำรวจวิรัชหรือวิรัตน์ อินทะจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายฉัตรชัย ตังคณานุกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 9175/2558
#603141
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้วถึงสามครั้ง หลังจากที่ผู้คัดค้านไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างในปี 2556 ผู้คัดค้านก็ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนและเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านย่อมทราบได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองจะครบวาระในวันที่ 2 มีนาคม 2557 และพึงคาดหมายได้ว่าจะต้องมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปขึ้น เนื่องจากถึงคราวครบวาระของสมาชิกวุฒิสภา การที่ผู้คัดค้านจัดทำปฏิทินประจำปี 2557 ขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในจังหวัดระนอง เมื่อพิจารณาปฏิทินประจำปี 2557 ที่มีรูปหรือตราสัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ และภาพ ว. ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏอยู่ส่วนบนและภาพของผู้คัดค้านอยู่ส่วนกลางแล้ว ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเยี่ยงวิญญูชนที่พบเห็นเข้าใจได้ว่า ผู้คัดค้านเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ และ ว. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์หรือได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ และ ว. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์ หากผู้คัดค้านไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้ที่พบเห็นปฏิทินดังกล่าวเข้าใจเช่นว่านั้นก็คงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้คัดค้านจะต้องจัดทำปฏิทินที่ปรากฏภาพดังกล่าวเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่จังหวัดระนอง และปฏิทินปรากฏอยู่จนถึงวันเลือกตั้ง ดังนั้น การแจกปฏิทินที่มีตราสัญลักษณ์พรรคการเมืองกับภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนั้น ซึ่งสังกัดพรรคการเมืองจึงฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมาย เป็นการอ้างหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคการเมืองดังกล่าวสนับสนุนตนทั้งที่พรรคการเมืองไม่อาจสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาคนใดได้ การกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะเกิดขึ้นในเวลาใดๆ ก่อนเลือกตั้งหากเป็นการกระทำเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิลงคะแนนให้เลือกตั้งตนเอง ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 ประกอบมาตรา 122 กล่าวคือผู้สมัครผู้ใดกระทำการใดๆ โดยไม่สุจริตเพื่อที่จะให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง...ฝ่าฝืน พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองทำให้การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปในวันที่ 30 มีนาคม 2557 โดยในการเลือกตั้งดังกล่าว ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง หมายเลข 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 ผู้ร้องได้ประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง แต่ปรากฏว่าการเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านได้แจกหรือเป็นผู้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นแจกปฏิทินประจำปี 2557 ซึ่งปฏิทินนั้นมีรูปหรือตราสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และภาพนายวิรัช ขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พรรคประชาธิปัตย์ การแจกปฏิทินดังกล่าวของผู้คัดค้านให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองรายอื่นเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านและมีเจตนาในการจัดทำปฏิทินดังกล่าวเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งโดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบว่าผู้คัดค้านได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 (1) ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อที่จะให้ผู้คัดค้านได้รับเลือกตั้งมีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ขอให้คำสั่งตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 และมาตรา 122 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้จัดทำปฏิทินประจำปี 2557 ตามคำร้อง และมอบหมายให้นายปิยะรับไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปที่อำเภอละอุ่น 2,500 ฉบับ ที่อำเภอเมือง 6,200 ฉบับ นายประสิทธิ์รับไปแจกจ่ายที่อำเภอกระบุรี 6,000 ฉบับ นายสมเกียรติรับไปแจกจ่ายที่อำเภอสุขสำราญ 1,800 ฉบับ และนายสุมิตรรับไปแจกจ่ายที่อำเภอกะเปอร์ 3,500 ฉบับ แต่ได้แจกจ่ายเสร็จสิ้นก่อนระยะเวลาเก้าสิบวันก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภา และการแจกปฏิทินดังกล่าวไม่เป็นเหตุที่จะจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้านแต่ประการใด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 ในวันที่ 30 มีนาคม 2557 ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ดังกล่าวผู้คัดค้านได้จัดทำปฏิทินประจำปี 2557 และมอบหมายให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ และนายสุมิตร รับปฏิทินดังกล่าวไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปในท้องที่จังหวัดระนอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ผู้คัดค้านมอบหมายให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ และนายสุมิตร ไปแจกจ่ายปฏิทินประจำปี 2557ตามคำร้องให้แก่ประชาชนทั่วไปในท้องที่จังหวัดระนอง ทำให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์ในการเลือกตั้งมีผลทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านได้แจกจ่ายปฏิทินประจำปี 2557 ตามคำร้องให้แก่ประชาชนทั่วไปในท้องที่จังหวัดระนองแต่ได้แจกจ่ายเสร็จสิ้นก่อนระยะเวลาเก้าสิบวัน ก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภา และการแจกปฏิทินดังกล่าวไม่เป็นมูลเหตุให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้านนั้นได้ความจากนายชนซึ่งให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่าขณะที่ช่วยหาเสียงแนะนำตัวให้แก่นายคำนึงผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง หมายเลข 4 เมื่อไปถึงบ้านของนายวิโรฒ พบปฏิทินประจำปี 2557 ตามคำร้องแขวนไว้ที่ฝาผนังด้านนอกบ้านของนายวิโรฒ พยานจึงสอบถามนายวิโรฒถึงการได้รับปฏิทินดังกล่าวได้ความว่าได้รับแจกปฏิทินไม่ทราบว่าได้รับจากผู้ใด และนายวิโรฒได้มอบปฏิทินให้แก่พยาน ต่อมามีนายกาหริ่มนำปฏิทินตามคำร้องมามอบให้พยานบริเวณตลาดเทศบาลตำบลหงาว นายโสภณให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า ขณะที่พยานและนายชนนเดินทางไปแจกแผ่นพับที่เทศบาลตำบลหงาวเพื่อแจกแผ่นพับแนะนำตัวนายคำนึง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง หมายเลข 4 ได้พบกับนายกาหริ่มคนเคยรู้จักกันจึงได้แจกแผ่นพับให้และแสดงปฏิทินที่ได้รับจากนายวิโรฒให้นายกาหริ่มดู ซึ่งนายกาหริ่มบอกว่าที่บ้านก็มี เดี๋ยวจะเอามาให้ จากนั้นประมาณ 10 นาที นายกาหริ่มก็นำปฏิทินตามคำร้องมามอบให้แก่พยาน และนายวิโรฒให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่าพยานออกมาทำธุระส่วนตัวนอกบ้านและกลับถึงบ้านช่วงบ่ายพบปฏิทินดังกล่าววางอยู่ในกล่องรับจดหมายหน้าบ้านของพยานแต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำปฏิทินมาใส่ในกล่องจดหมายและวันดังกล่าวไม่มีใครอยู่ที่บ้าน พยานจึงนำปฏิทินไปแขวนไว้ที่ฝาผนังบ้าน นายกาหริ่ม ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า พยานออกมาทำธุระนอกบ้านกลับถึงบ้านช่วงบ่ายพบปฏิทินดังกล่าวเสียบอยู่ใต้หลังคาบ้าน พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำปฏิทินมาเสียบไว้และได้ความจากผู้คัดค้านซึ่งให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า ผู้คัดค้านเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ผู้คัดค้านว่าจ้างบริษัทโรงพิมพ์ทองกมล จำกัด จัดทำปฏิทินประจำปี 2557 เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไป ผู้คัดค้านได้รับปฏิทินเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2556 แล้วมอบหมายให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ นายสุมิตร ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักและไว้ใจไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปในพื้นที่รับผิดชอบ และผู้คัดค้านได้กำชับให้ทำการแจกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งอยู่นอกกรอบเวลาเก้าสิบวัน ก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภา เห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ได้ความตามบันทึกถ้อยคำของพยานและผู้คัดค้านดังกล่าวข้างต้นผู้คัดค้านซึ่งเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้วถึงสามครั้ง ทั้งยังได้ความตามบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านพร้อมบันทึกชี้แจงข้อกล่าวหาว่า หลังจากที่ผู้คัดค้านไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างในปี 2556ผู้คัดค้านก็ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนและเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังคงมีความสนใจและหวังผลในการสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งทางการเมืองในคราวถัดไป ผู้คัดค้านย่อมทราบได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองจะครบวาระในวันที่ 2 มีนาคม 2557 ขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในจังหวัดระนอง ทั้งยังได้กำชับให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ นายสุมิตร ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักและไว้ใจไปแจกจ่ายปฏิทินดังกล่าวให้แก่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่รับผิดชอบให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 อันเป็นระยะเวลาก่อนเก้าสิบวันก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภาทำให้เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีความประสงค์ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองในคราวถัดไป และจงใจกระทำการเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามมาตรา 49 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 เมื่อพิจารณาปฏิทินประจำปี 2557 ตามเอกสารหมาย ร.39 แผ่นที่ 3 ที่มีรูปหรือตราสัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ และภาพนายวิรัช ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏอยู่ส่วนบนและภาพของผู้คัดค้านอยู่ส่วนกลางแล้ว ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเยี่ยงวิญญูชนที่พบเห็นเข้าใจได้ว่า ผู้คัดค้านเกี่ยวข้องพรรคประชาธิปัตย์ และนายวิรัชสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์ หรือได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ และนายวิรัชสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์ หากผู้คัดค้านไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้ที่พบเห็นปฏิทินดังกล่าวเข้าใจเช่นว่านั้น ก็คงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้คัดค้านจะต้องจัดทำปฏิทินที่ปรากฏภาพดังกล่าวเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่จังหวัดระนอง และปฏิทินปรากฏอยู่จนถึงวันเลือกตั้งนอกจากนั้นยังได้ความว่านายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ นายสุมิตร ซึ่งเป็นผู้ที่ผู้คัดค้านมอบหมายให้ไป แจกปฏิทินประจำปี 2557 ดังกล่าวในพื้นที่ที่แต่ละคนรับผิดชอบนั้นล้วนแต่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมือง กรรมการบริหาร พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งหรือได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม" และมีโทษทางอาญาตามมาตรา 111 ซึ่งบัญญัติว่า "กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองผู้ใด ช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 43 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" ส่วนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...วิธีการหาเสียงเลือกตั้ง...ให้เป็นไปตามบทบัญญัติ ในส่วนนี้และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง" ซึ่งบทบัญญัติ ในมาตรา 122ให้นำมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย ดังนั้น การแจกปฏิทินที่มีตราสัญลักษณ์พรรคการเมืองกับภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดซึ่งสังกัดพรรคการเมืองจึงฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมาย เป็นการอ้างหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคการเมืองดังกล่าวสนับสนุนตน ทั้งที่พรรคการเมืองไม่อาจสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาคนใดได้ การกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะเกิดขึ้นในเวลาใดๆ ก่อนเลือกตั้ง หากเป็นการกระทำเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิลงคะแนนให้เลือกตั้งตนเอง ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 ประกอบมาตรา 122 กล่าวคือ ผู้สมัครผู้ใดกระทำการใดๆ โดยไม่สุจริตเพื่อที่จะให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง... ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาด้วยพรรคการเมืองทำให้การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากรณีเป็นไปตามคำร้องของผู้ร้องคำคัดค้านของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายศักดาผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปีนับแต่วันมีคำสั่ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 53 (1) ม. 111 ม. 122
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร สุทธิมนัส
อภิรัตน์ ลัดพลี
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
แผนกคดีเลือกตั้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9174/2558
#585985
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งทั้งสองคดีในคดีก่อน จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 กับโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้ร่วมกันโอนที่ดินรวม 8 แปลง แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 จึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ โจทก์ร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีแพ่งทั้งสองคดีในคดีก่อนจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีแพ่งทั้งสองคดีในคดีก่อนอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีนี้รูปคดีจึงเป็นเรื่องละเมิดซึ่งมีประเด็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในภายหลังและศาลในคดีก่อนทั้งสองคดียังไม่ได้มีการวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว

อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้องมิได้ขอให้โจทก์ชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (2) ท้าย ป.วิ.พ. แต่โจทก์เสียมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาให้โจทก์ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 36,641,932 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 830/2552 และ 601/2553 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 กับโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้ร่วมกันโอนที่ดินรวม 8 แปลง แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 จึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ โจทก์ร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ในคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว จึงมีประเด็นที่ศาลวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ ส่วนในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 830/2552 และหมายเลขดำที่ 601/2553 ของศาลชั้นต้น อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวและสิ่งปลูกสร้างคิดเป็นเงิน 36,641,932 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ คดีนี้รูปคดีจึงเป็นเรื่องละเมิด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในภายหลังและศาลในคดีก่อนทั้งสองคดียังไม่ได้มีการวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องมิได้ขอให้โจทก์ชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (2) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียมา 200,000 บาท 200,100 บาท ตามลำดับ จึงเห็นควรคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาให้โจทก์ ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมณีวรรณ หิมกร
จำเลย — บริษัท ที.การ์เด้น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจิตรภาณุ คณิตวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2558
#633630
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสามเป็นฝ่ายกล่าวอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ต่อเนื่องกับการครอบครองยึดถือเพื่อตนของบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนที่ บ. ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทบอกยกที่ดินพิพาทให้ตั้งแต่ประมาณปี 2500 ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า บ. ให้บิดามารดาของผู้ร้องแต่ละคนอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนตั้งแต่ประมาณปี 2500 หลังจากนั้นบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนตลอดจนผู้ร้องทั้งสามไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาแก่ บ. หรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะเปลี่ยนลักษณะการครอบครองโดยจะไม่ครอบครองแทนอีกต่อไป ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้องทั้งสาม

ผู้ร้องทั้งสามบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากบิดามารดาที่ถึงแก่ความตายแล้วร่วมกันเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ กรณีมิใช่คำร้องขอที่ประสงค์ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามเนื้อที่ที่แยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด จึงย่อมจะคิดแยกทุนทรัพย์ที่ดินตามที่ผู้ร้องแต่ละคนครอบครองอยู่ไม่ได้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้ต้องถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงที่คู่ความตีราคา 560,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ผู้ร้องทั้งสามประสงค์จะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ร่วมกันครอบครองนั้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 ตำบลมหาชัย (มะหาไชย) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 ตำบลมหาชัย (มะหาไชย) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2059 ตำบลมหาชัย (มะหาไชย) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา มีชื่อนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมี และนายวิชิต เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมตามสำเนาโฉนดที่ดินปัจจุบันมีบ้านของผู้ร้องที่ 1 บ้านของผู้ร้องที่ 2 และบ้านของผู้ร้องที่ 3 ตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทเรียงกันลักษณะตามสำเนาแผนที่ โดยผู้ร้องทั้งสามมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้านของตนตามสำเนาทะเบียนบ้าน ส่วนผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิต ผู้ตาย ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วตามสำเนาคำสั่งกับใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด ตามลำดับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ผู้ร้องทั้งสามเบิกความทำนองเดียวกันว่า แต่แรกผู้ร้องทั้งสามอยู่อาศัยกับมารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนในที่ดินพิพาท และได้รับคำบอกเล่าว่ามีการร่วมซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในราคา 10,000 บาท เมื่อปี 2500 การซื้อขายดังกล่าวตกลงกันด้วยวาจาและฝ่ายผู้ขายส่งมอบโฉนดที่ดินให้ไว้ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากบิดามารดาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสามต่างกั้นรั้วที่ดินส่วนที่ตนครอบครองแยกจากกันเป็นส่วนสัดตามสำเนาแผนที่และไม่เคยรู้จักผู้คัดค้านมาก่อน โดยผู้ร้องที่ 1 เบิกความในรายละเอียดว่า พยานครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทส่วนที่บ้านของพยานตั้งอยู่เพื่อตนมา 20 ปีเศษ ผู้ร้องที่ 2 เบิกความในรายละเอียดว่า บิดาของพยานเคยเล่าว่าในการซื้อขายที่ดินพิพาท นางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตแจ้งว่าจะมาจดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังแล้วก็ไม่มีการจดทะเบียนโอนกัน พยานไม่ได้เป็นญาติกับฝ่ายผู้ขายทั้งสาม พยานเข้าปลูกสร้างบ้านใหม่และมีชื่อเป็นเจ้าบ้านหลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตาย โดยยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทบริเวณนั้นเพื่อตนมากว่า 10 ปี ส่วนผู้ร้องที่ 3 เบิกความในรายละเอียดว่า หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว พยานเข้าครอบครองบ้าน กับที่ดินพิพาทบริเวณนั้นเพื่อตนมาประมาณ 40 ถึง 50 ปี และผู้ร้องทั้งสามมีนางชัช เป็นพยานเบิกความว่า พยานมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 206/27 ง. ถนนเจษฎาวิถี ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร ตั้งแต่ปี 2512 เวลานั้นบ้านนางสาวบุญมีตั้งอยู่ริมคลองที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 206/27 ง. ดังกล่าว และพยานเคยเห็นนางสาวบุญมีกับนายวิชิต นางสาวบุญมีย้ายออกไปขณะมีอายุมากแล้ว พยานเห็นผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นเจ้าของเรื่อยมากว่า 30 ปี โดยไม่เคยมีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ ส่วนผู้คัดค้านมีตัวผู้คัดค้าน นายถวิล และนายเปรม เป็นพยาน โดยผู้คัดค้านเบิกความว่า พยานเป็นบุตรของนางสาวบุญมีกับนายวิชิตตามสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเดิมพยานพักอาศัยอยู่กับนางสาวบุญมีและนายวิชิตในบริเวณที่ดินพิพาท 10 ปีเศษแล้ว นางสาวบุญมีและนายวิชิตทนความเกเรของนายโฮ้ ซึ่งเป็นญาติที่จะใช้มีดมาฟันทำร้ายไม่ได้จึงย้ายออกจากที่ดินพิพาทไปอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี โดยพยานไปอยู่ที่บ้านขอมในจังหวัดสมุทรสาคร และได้รับคำบอกเล่าจากนางสาวบุญมีว่า ก่อนย้ายนางสาวบุญมีอนุญาตให้บิดามารดาของผู้ร้องแต่ละคนเข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ นางสาวบุญมีและนายวิชิตถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อประมาณปี 2533 และปี 2536 ตามสำเนาหนังสือรับรองกับสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย ก่อนถึงแก่ความตายนางสาวบุญมีและนายวิชิตเคยบอกพยานว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ แต่พยานตอบปฏิเสธเพราะเวลานั้นพยานมีฐานะยากจนและไม่สะดวกในการเดินทาง นางสาวบุญมีและนายวิชิตจึงสั่งเสียให้พยานจัดการเรื่องที่ดินพิพาทให้เรียบร้อยด้วย หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งพยานเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตแล้ว พยานไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกไว้ตามสำเนาใบแทนโฉนดที่ดิน นายถวิลเบิกความว่า บิดามารดาของพยานเป็นพี่น้องกับนายวิชิต เดิมพยานอยู่อาศัยใกล้ที่ดินพิพาทซึ่งนายวิชิตกับนางสาวบุญมีผู้เป็นภริยาอยู่ด้วยกัน ต่อมา 20 ปีเศษ พยานแต่งงานจึงย้ายไปอยู่กับภริยาที่อื่น พยานทราบว่านายวิชิตและนางสาวบุญมีไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด และนายเปรมเบิกความว่า พยานเป็นบุตรของผู้คัดค้านและนายเง็ก ผู้คัดค้านเคยรับนางสาวบุญมีจากจังหวัดนนทบุรีมาอยู่ด้วยกันที่จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวบุญมีเคยบอกให้ผู้คัดค้านไปรับโอนที่ดินพิพาททางทะเบียนแต่ระยะนั้นผู้คัดค้านไม่มีเงินและการคมนาคมไม่สะดวกจึงยังไม่ดำเนินการ จากพยานผู้ร้องทั้งสามกับพยานผู้คัดค้านข้างต้นเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามเป็นฝ่ายกล่าวอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ต่อเนื่องกับการครอบครองยึดถือเพื่อตนของบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนที่นางสาวบุญมีผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทบอกยกที่ดินพิพาทให้ตั้งแต่ประมาณปี 2500 ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า นางสาวบุญมีให้บิดามารดาของผู้ร้องแต่ละคนอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนตั้งแต่ประมาณปี 2500 หลังจากนั้นบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนตลอดจนผู้ร้องทั้งสามไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาแก่นางสาวบุญมีหรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะเปลี่ยนลักษณะการครอบครอง โดยจะไม่ครอบครองแทนอีกต่อไป ดังนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้องทั้งสาม ซึ่งตามที่ผู้ร้องทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นเหตุให้มีการเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนว่าเป็นเพราะนางสาวบุญมีบอกยกที่ดินพิพาทให้บิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนนั้น ผู้ร้องทั้งสามกลับนำสืบแตกต่างไปว่าได้รับคำบอกเล่าจากบิดามารดาของตนว่าร่วมกันตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทด้วยวาจากับฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับมอบโฉนดที่ดินให้ยึดถือไว้ ซึ่งตามที่ผู้ร้องที่ 3 เบิกความตอบทนายผู้ร้องทั้งสามถามติงว่า หลังจากนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมี และนายวิชิตขายที่ดินพิพาทให้บิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแล้ว ผู้ร้องที่ 3 ไม่ทราบว่าบุคคลทั้งสามหายไปไหน แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางชัชซึ่งเป็นพยานผู้ร้องทั้งสามเองว่าในปี 2512 นางชัชยังเคยเห็นนางสาวบุญมีอยู่ที่บ้านนางสาวบุญมีในบริเวณที่ดินพิพาทและยังเคยเห็นนายวิชิตออกเรือไปหาปลา อันเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างขัดแย้งกันอย่างชัดแจ้ง กรณีจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้แน่ชัด นอกจากนี้ปรากฏจากคำเบิกความของผู้ร้องที่ 3 ที่ตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านได้ความตรงกันว่า ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ได้รับคำบอกเล่าจากบิดามารดาของตนว่าในการซื้อขายที่ดินพิพาทฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตส่งมอบโฉนดที่ดินให้ไว้โดยแจ้งว่าจะมาจดทะเบียนโอนให้ในภายหลัง ซึ่งหากข้อนำสืบของผู้ร้องทั้งสามในส่วนนี้เป็นเรื่องแท้จริงข้อตกลงระหว่างฝ่ายบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามกับฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตที่ประสงค์จะมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามแบบของกฎหมายโดยจะไปจดทะเบียนโอนกันที่สำนักงานที่ดินในภายหลังก็มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังไม่โอนมายังผู้ซื้อจนกว่าจะได้จดทะเบียนโอนตามแบบของกฎหมาย แม้ฝ่ายบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้วก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิต ผู้จะขายเรื่อยมา การที่ผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อจากบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนจึงเป็นการครอบครองแทนเช่นกัน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนหรือผู้ร้องทั้งสามได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่ดินพิพาทแก่ฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตหรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะไม่ยึดถือแทนอีกต่อไป แม้ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทมาเกิน 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องทั้งสามนำสืบจึงรับฟังไม่ได้ตามภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากบิดามารดาที่ถึงแก่ความตายแล้วร่วมกันเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ กรณีมิใช่คำร้องขอที่ประสงค์ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามเนื้อที่ที่แยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด จึงย่อมจะคิดแยกทุนทรัพย์ที่ดินตามที่ผู้ร้องแต่ละคนครอบครองอยู่ไม่ได้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้ต้องถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงที่คู่ความตีราคา 560,000 บาท ฎีกาของผู้คัดค้านจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 150
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางรุ่งทิวาหรือฮวย จงโปรย กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางสมสนิท ตันติภัณฑรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9136/2558
#635929
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการบังคับจำเลยในทุนทรัพย์ 300,000 บาท มิใช่ราคา 600,000 บาท การคำนวณทุนทรัพย์ของคดีจะต้องคำนวณตามราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นราคาที่ตกลงจะซื้อขายกับจำเลย จำเลยไม่เคยโต้เถียงในเรื่องนี้มาก่อนและจำเลยได้ร่วมดำเนินคดีมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยยอมรับว่าคดีมีทุนทรัพย์ 300,000 บาท เมื่อเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19826 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาพร้อมกับรับเงิน 300,000 บาท จากโจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่ความตาย นายปัน บิดา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยรับเงิน 300,000 บาท จากโจทก์ทั้งเจ็ด และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19826 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดภายใน 7 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งเจ็ด โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงเป็นที่ยุติมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์ทั้งเจ็ดตกลงซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 19826 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เฉพาะส่วนของจำเลยตามที่จำเลยเสนอขายโดยนัดจำเลยไปโอนที่ดินพร้อมชำระเงินที่สำนักงานที่ดินในวันที่ 29 มีนาคม 2556 และทั้งสองฝ่ายได้ไปยังสำนักงานที่ดินแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยถือว่าโจทก์ทั้งเจ็ดบอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายอันเป็นคำสนองรับไปยังจำเลยผู้เสนอแล้วจึงก่อให้เกิดสัญญาขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตกลงซื้อขายกัน สัญญาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย อันมีผลผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามสัญญานั้น เมื่อจำเลยปฏิเสธไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เสนอขายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามสัญญาจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมอาศัยหนังสือเสนอขายที่ดิน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้ที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยมีราคา 600,000 บาท คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดขอให้บังคับให้จำเลยขายที่ดินที่มีราคาไม่ต่ำกว่า 600,000 บาท ราคาทรัพย์ที่พิพาทเกิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นคือศาลแขวงเชียงใหม่ จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการบังคับจำเลยในทุนทรัพย์ 300,000 บาท มิใช่ราคา 600,000 บาท การคำนวณทุนทรัพย์ของคดีจะต้องคำนวณตามราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นราคาที่ตกลงจะซื้อขายกับจำเลย จำเลยไม่เคยโต้เถียงในเรื่องนี้มาก่อนและจำเลยได้ร่วมดำเนินคดีมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยยอมรับว่าคดีมีทุนทรัพย์ 300,000 บาท เมื่อเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ไม่มีผลบังคับเพราะเป็นเอกสารที่ฉีกขาดทั้งฉบับ เห็นว่า สภาพเอกสารฉีกขาดทั้งฉบับหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริง จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ แม้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ เป็นข้อที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประทิน ไชยศรี กับพวก
จำเลย — นางศรีบุศย์ ดวงทวี
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9129/2558
#585101
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับนาง ท. ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในคดีก่อน นั้น ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่นๆ ด้วย เพราะหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนาง ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนาง ท. และศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ใช้อำนาจผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้อีก จึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกัน คือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน มุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาง น. ตามคำสั่งศาลจดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ ถือเป็นการโอนทางมรดก ซึ่งเข้าข้อยกเว้น จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หลังจากพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงไม่เป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนางกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กลับมาเป็นกองมรดกของนางนางและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดก ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับมาเป็นกองมรดกของนางนาง ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนขอย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 3 พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนางนาง สร้างโศรก เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ คำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 87/2553 หมายเลขแดงที่1343/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้นำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาประนีประนอมในข้อที่ 2 ย่อมไม่อาจนำมาผูกพันต่อโจทก์และนางสาวทิพ แต่อย่างใด คดียังเปิดช่องให้โจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินคดีฟ้องร้องเอาคืนที่ดินพิพาทในคดีนี้ต่อไป นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนางทิพจุฑา ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนางทิพจุฑาทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนางทิพจุฑา และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะโจทก์ในส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้อีกจึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกันคือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งอยู่ระหว่างห้ามโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ จำเลยที่ 2 ทราบข้อกำหนดห้ามโอนตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินอันเป็นกองมรดกของบุคคลภายนอก สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลน้ำกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ทางราชการออกให้แก่นางนาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 ซึ่งสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนางตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่ดินพิพาทเนื่องจากติดจำนองอยู่กับนางละม่อม มากว่า 10 ปี แล้ว จำเลยที่ 2 จึงนำเงินไปไถ่ถอนจำนวน 150,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ในราคา 460,000 บาท ขณะนั้นที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์โดยจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งเป็นการทำสัญญาเมื่อกว่า 10 ปี ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกันถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
นางบังอร แก้วลี ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางนาง สร้างโศรก
นายอภิสิทธิ์ สร้างโศรกหรือสร่างโศรก
จำเลย — หรือสร่างโศก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายชัยรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9129/2558
#634179
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อน โจทก์กับ ท. ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 นั้น ถือได้ว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย เพราะหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับ ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับ ท. และศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้อีก จึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกัน คือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน มุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ น. ตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้น จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หลังจากพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงไม่เป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ระหว่างจำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนางกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กลับมาเป็นกองมรดกของนางนางและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดก ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับมาเป็นกองมรดกของนางนาง ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 3 พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนางนาง เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 87/2553 หมายเลขแดงที่ 1343/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้นำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาประนีประนอมยอมความในข้อที่ 2 ย่อมไม่อาจนำมาผูกพันต่อโจทก์และนางสาวทิพจุฑาแต่อย่างใด คดียังเปิดช่องให้โจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินคดีฟ้องร้องเอาคืนที่ดินพิพาทในคดีนี้ต่อไป นั้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ก็มิได้อ้างไว้เช่นกัน ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มิได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพิจารณามาก่อน ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่โจทก์ฎีกาว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น ขณะนั้นโจทก์เป็นเพียงทายาทคนหนึ่งของนางนาง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทจึงหาใช่คู่ความเดียวกันไม่ คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนางสาวทิพจุฑา ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนางสาวทิพจุฑาทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนางสาวทิพจุฑา และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะโจทก์ในส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้อีกจึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกันคือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งอยู่ระหว่างห้ามโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ จำเลยที่ 2 ทราบข้อกำหนดห้ามโอนตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินอันเป็นกองมรดกของบุคคลภายนอก สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนางตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่ดินพิพาทเนื่องจากติดจำนองอยู่กับนางละม่อมมากว่า 10 ปี แล้ว จำเลยที่ 2 จึงนำเงินไปไถ่ถอนจำนวน 150,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ในราคา 460,000 บาท ขณะนั้นที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโดยจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งเป็นการทำสัญญาเมื่อกว่า 10 ปี ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
นางบังอร แก้วลี ในฐานะส่วนตัวและ
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนาง สร้างโศรก
นายอภิสิทธิ์ สร้างโศรกหรือ
จำเลย — สร่างโศรกหรือสร่างโศก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9126/2558
#586537
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขายฝากที่ดินพิพาทจะมีการทำนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ราคาขายฝากที่ดินต่ำกว่าราคาตลาด ทั้ง ส. ซึ่ง จ.ผู้ขายฝากอ้างว่าเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น ก็เป็นญาติกับจำเลยผู้รับซื้อฝาก และราคาขายฝากนั้นจำเลยยอมรับว่าได้นำหนี้ของ ส. มารวมเข้าในราคาขายฝากด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นหนี้เท่าใด รวมทั้งไม่มีหลักฐานการเป็นหนี้มาแสดง นอกจากนี้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์เสนอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนในราคา 8,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทมีราคาสูงกว่าราคาที่ขายฝาก ตามพฤติการณ์แห่งคดีพอรับฟังได้ว่าจำเลยรับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินดังกล่าวด้วย หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 10742, 10743, 10744, 10745, 10746, 10747, 10748, 10749, 10750, 10751, 10752, 10753, 10754, 10755, 10756, 10757, 10758, 10759, 10760, 10761, 10762, 10763, 12159 และ 18567 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 และวันที่ 14 กันยายน 2552 ทั้งนี้ให้เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยให้จำเลยรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายจันทร์กับโจทก์นั้นชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยรับซื้อฝากที่ดินพิพาททั้ง 24 แปลง จากนายจันทร์ โดยไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจันทร์ นายจันทร์บอกแก่จำเลยว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ผู้เดียว ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของนายจันทร์ มิใช่เป็นสินสมรสอย่างที่โจทก์อ้างในฟ้อง เห็นว่า การจัดการทรัพย์สินที่จะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะต้องเป็นการจัดการสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 หากเป็นการจัดการเกี่ยวกับสินส่วนตัว คู่สมรสฝ่ายนั้นย่อมจัดการได้เองตามมาตรา 1473 คดีนี้แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้ดังที่จำเลยอ้าง แต่จำเลยก็ได้ให้การต่อไปในตอนท้ายของข้อ 1 ว่า ในวันจดทะเบียนขายฝาก นายจันทร์ได้พานางสุวรรณาไปที่สำนักงานที่ดินแล้วแจ้งต่อจำเลยและเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการจดทะเบียนขายฝากว่าเป็นคู่สมรสของตนเพื่อให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริตว่าคู่สมรสของนายจันทร์ได้ให้ความยินยอมแล้ว และนายจันทร์มีอำนาจขายฝาก เมื่ออ่านคำให้การของจำเลยโดยรวมทั้งหมดแล้ว เหตุแห่งการปฏิเสธไม่เป็นไปทางใดทางหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่เป็นสินสมรสระหว่างนายจันทร์กับโจทก์แต่อย่างใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายจันทร์กับโจทก์หรือไม่ และต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของโจทก์ในฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ปัญหานี้จึงไม่เป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยรับซื้อฝากที่ดินพิพาททั้ง 24 แปลงตามฟ้อง โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ โจทก์มีนางสุวรรณา เป็นพยานเบิกความว่า พยานอยู่กินฉันสามีภริยากับนายจันทร์โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมานายจันทร์มีความจำเป็น ต้องใช้เงิน จึงไปขอยืมเงินจำเลย โดยนำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันและรับเงินกู้จำนวนไม่ถึง 4,000,000 บาท แต่ไม่ทราบเหตุผลว่าเหตุใดสัญญาขายฝากจึงระบุจำนวนเงิน 6,000,000 บาท นางสาวชุติมา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า หลังทราบเรื่องได้ติดต่อจำเลยเพื่อขอไถ่ถอน แต่จำเลยปฏิเสธและเรียกค่าเสียหาย 12,000,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่า ทำการรับซื้อฝากที่ดินพิพาทในราคา 6,000,000 บาท โดยนำหนี้ที่นางสุวรรณาเป็นหนี้มารวมเข้าในราคารับซื้อฝากด้วย เห็นว่า แม้การขายฝากที่ดินพิพาทจะมีการทำนิติกรรมต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า ราคาขายฝากที่ดินต่ำกว่าราคาตลาด ทั้งนางสุวรรณาซึ่งนายจันทร์ผู้ขายฝากอ้างว่าเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น ก็เป็นญาติจำเลยผู้รับซื้อฝาก และราคาขายฝากนั้นจำเลยยอมรับว่าได้นำหนี้ของนางสุวรรณามารวมเข้าในราคาขายฝากด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นหนี้เท่าใด รวมทั้งไม่มีหลักฐานการเป็นหนี้มาแสดง นอกจากนี้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์เสนอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนในราคา 8,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทมีราคาสูงกว่าราคาที่ขายฝาก ตามพฤติการณ์แห่งคดีพอรับฟังได้ว่าจำเลยรับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ นางชุติมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ทราบเรื่องการขายฝากที่ดินเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2554 โดยทราบจากการที่นายจันทร์กับนางสุวรรณาไปพบเพื่อขอยืมเงินไปไถ่ถอนที่ดินพิพาทที่ขายฝากกับจำเลย โดยโจทก์มีนางสุวรรณามาเบิกความเป็นพยานได้ความทำนองเดียวกัน ส่วนจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้รับฟังเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์เพิ่งทราบเรื่องการขายฝากที่ดินพิพาทเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2554 การที่โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายที่ว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝาก แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องนายจันทร์ผู้ทำนิติกรรมขายฝากและไม่ได้นำนายจันทร์มาเป็นพยานในคดี เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในประเด็นดังกล่าวไว้ จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายทวีศักดิ์ ชัยธันยาภัทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9108/2558
#585451
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขนสินค้าเองบางส่วนที่เหลือให้โจทก์และบริษัทอื่นรับจ้างขนสินค้าคิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์มีสัญญาต่อกันในการรับจ้างขนสินค้าบางส่วนดังกล่าว ครั้นต่อมาโจทก์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนด้านการจัดส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่ง ธ. กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ยอมรับว่ายังไม่มีการทำสัญญาเนื่องจากสัญญาจะทำขึ้นในภายหลัง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาว่าสัญญาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ เนื่องจากยังไม่สามารถตกลงกันได้ในรายละเอียด ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ต้องถือว่ายังไม่มีสัญญาต่อกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง สัญญาว่าจ้างรถห้องเย็นขนส่งสินค้าที่ว่าจ้างโจทก์แต่ผู้เดียวตามฟ้องจึงยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงจะฟ้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันปฏิบัติตามสัญญาโดยให้โจทก์เป็นผู้ส่งสินค้าพรานทะเลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจำเลยทั้งแปดจะต้องจัดให้มีการขนส่งสินค้าไม่น้อยกว่า 260 เที่ยวต่อสัปดาห์ หากจำเลยทั้งแปดไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 79,104,782.17 บาท ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 79,104,782.17 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้แก่จำเลยคนละ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนรัชต์ และนางนิภา เป็นกรรมการ โดยกรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งให้เช่ารถห้องเย็นเพื่อการขนส่ง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยกรรมการคนหนึ่งคนใดลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยกรรมการสองในสี่คนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อประมาณ พ.ศ.2548 โจทก์เริ่มนำรถยนต์ของโจทก์มารับจ้างขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 ประมาณ 5 คัน เฉลี่ยค่าขนส่งเป็นรายเที่ยวละประมาณ 1,800 บาท โดยเบิกเงินทุกสัปดาห์ ขณะนั้นมีรถยนต์ของบริษัทอื่นมารับจ้างขนสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 อยู่ก่อนแล้วประมาณ 2 ถึง 3 คัน และมีรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าเองประมาณ 13 ถึง 14 คัน ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 นายประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรการและสิ่งแวดล้อมของจำเลยที่ 1 ได้มีประกาศเรื่องบริษัทที่เข้ามาเป็นคู่ค้ากับพรานทะเลตามและตามประกาศ ระบุว่า คัดเลือกโจทก์เป็นตัวแทนด้านการจัดส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้จัดส่งแบบร่างสัญญา มาให้โจทก์และมีการประชุมร่วมกันแต่ตกลงรายละเอียดในสัญญาไม่ได้ ครั้นวันที่ 22 ตุลาคม 2550 โจทก์ได้ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอหยุดขนส่งสินค้า โจทก์ได้รับค่าขนส่งสินค้าครบถ้วนแล้วตามรายการขนส่ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาว่าจ้างรถห้องเย็นขนส่งสินค้าที่ว่าจ้างโจทก์แต่ผู้เดียวโดยกำหนดระยะเวลา 3 ปี และให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เที่ยวละ 1,900 บาท ตามฟ้องเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า เดิมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขนสินค้าเองบางส่วนที่เหลือให้โจทก์และบริษัทอื่นรับจ้างขนสินค้าคิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์มีสัญญาต่อกันในการรับจ้างขนสินค้าบางส่วนดังกล่าว ครั้นต่อมาโจทก์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนด้านการจัดส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้แก่จำเลยที่ 1 ในข้อนี้นายธนรัชต์กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยอมรับว่า ตามประกาศดังกล่าว ยังไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากสัญญาจะทำขึ้นในภายหลัง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาว่าสัญญาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า มีการร่างสัญญากันหลายครั้งแต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้เนื่องจากยังไม่สามารถตกลงกันได้ในรายละเอียด ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ต้องถือว่ายังไม่มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง สัญญาว่าจ้างรถห้องเย็นขนส่งสินค้าที่ว่าจ้างโจทก์แต่ผู้เดียวโดยกำหนดระยะเวลา 3 ปี และให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เที่ยวละ 1,900 บาท ตามฟ้อง จึงยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงจะฟ้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเยลโล่ทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัทยูเนี่ยนโฟรเซนโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมชาย จันทร์นาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9093/2558
#586566
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานแผนกห้องอาหารของบริษัท ก. ซึ่งประกอบกิจการโรงแรม มีหน้าที่นำใบเสร็จรับเงินไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าที่สั่งอาหารและเครื่องดื่มแล้วนำเงินค่าอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวส่งให้โรงแรม การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินที่ใช้เรียกเก็บเงินไปแล้วมาลงวันที่และเขียนรายการใหม่ แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้ารายใหม่ ก็เพื่อไม่ต้องนำเงินจำนวนที่จำเลยเรียกเก็บใหม่ดังกล่าวส่งมอบให้แก่ทางโรงแรมเพราะไม่มีหลักฐานการรับเงินที่แท้จริงและเก็บเงินจำนวนนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลยคือโรงแรมที่ต้องเสียค่าแรงงานและค่าอาหาร เมื่อลูกค้าไม่ยอมชำระเงินค่าอาหาร บริษัท ก. จึงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดฐานพยายามฉ้อโกง

สำหรับคำขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6378/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อคดีนี้ศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ทั้งคดีอาญาของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุก จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 352 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6378/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 1 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6416/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 80, 83 ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 ให้ยก โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า บริษัทแกรนด์ซิทตี้ แมนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยมีตำแหน่งเป็นพนักงานแผนกห้องอาหารของบริษัทดังกล่าวซึ่งประกอบกิจการโรงแรม มีหน้าที่นำใบเสร็จรับเงินไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าแล้วนำส่งให้โรงแรม เห็นว่า การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินที่ใช้เรียกเก็บเงินไปแล้ว มาลงวันที่แล้วเขียนรายการใหม่ แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าชาวเกาหลี จำนวน 211.86 บาท ก็เพื่อไม่ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวส่งมอบให้แก่ทางโรงแรม เพราะไม่มีหลักฐานการรับเงิน และเก็บเงินจำนวนนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลยคือทางโรงแรมที่ต้องเสียค่าแรงงานและค่าอาหาร สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่าลูกค้าได้รับประทานอาหารไปแล้วแต่ไม่ยอมชำระเงินค่าอาหาร บริษัทแกรนด์ซิทตี้ แมนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ภายในอายุความ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและส่งสำนวนให้อัยการฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกหรือลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเคยกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว และศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงค่าอาหารประมาณ 211 บาท เป็นราคาไม่มากนัก ทั้งจำเลยยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ การกระทำความผิดครั้งนี้น่าจะมีผลกระทบต่อการทำงานของจำเลยในอนาคต ทั้งน่าเชื่อว่าจำเลยมีบุตรอายุเพียง 3 เดือน มีภาระอื่นทางครอบครัว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการจำคุกในระยะเวลาอันสั้น แต่ให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และเมื่อเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนแล้ว ทั้งคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6378/2555 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุก จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 20 วัน เป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศุภชัย นาคทองอินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายรติปกรณ์ จงอุตส่าห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9091/2558
#586567
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยไม่ฎีกาแต่ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอกอันเป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ การกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น หากจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีนี้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว จำเลยต้องซักค้านพยานโจทก์ที่นำสืบในชั้นพิจารณาให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดคดีนี้และรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อไร แต่จำเลยไม่ได้ซักค้านพยานโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจฟังยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ แต่จากคำเบิกความของ ห. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ประกอบกับรายงานการตรวจสอบของ บ. ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 จึงเป็นการฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยไม่ฎีกา แต่ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ การกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ดังนี้ หากจำเลยประสงค์ที่จะต่อสู้คดีว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีนี้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว จำเลยต้องซักค้านพยานโจทก์ที่นำสืบในชั้นพิจารณาให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดคดีนี้และรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อไร แต่จำเลยไม่ได้ซักค้านพยานโจทก์ให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับได้ความจากคำเบิกความของนายหาญ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในช่วงเกิดเหตุนอกจากจะมีจำเลยเป็นกรรมการของโจทก์แล้วยังมีพยาน นางสาวมณฑนา และนางสาวปริญณี เป็นกรรมการของโจทก์ด้วย กรรมการของโจทก์ทั้งสี่คนมีอำนาจที่จะตรวจสอบบัญชีของโจทก์ได้ตลอดเวลาและยังต้องตรวจสอบในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งกันและกันด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 ดังนั้น ด้วยอำนาจและหน้าที่ของกรรมการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เชื่อว่านายหาญ นางสาวมณฑนา และนางสาวปริญณี หรือคนใดคนหนึ่งต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องด้วยความระมัดระวังในกิจการของบริษัทโดยเฉพาะบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารเกี่ยวกับการเงินเพราะเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2554 ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเป็นวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลานานร่วมสองปี การเป็นกรรมการบริหารบริษัทอย่างน้อยต้องตรวจสอบบัญชีการเงินของบริษัททุกๆ เดือน เดือนละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อยเพื่อจะได้ทราบว่าการดำเนินการของบริษัทเป็นอย่างไร สถานะทางการเงินเป็นอย่างไร เป็นต้น เมื่อมีการตรวจสอบก็ต้องพบการกระทำผิดของจำเลยเป็นแน่แท้ เชื่อว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ทราบเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยอย่างช้าที่สุดในวันที่นายบุญชัย ผู้ตรวจสอบภายในทำรายงานผลการตรวจสอบภายในให้ประธานและคณะกรรมการของโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 เป็นการวินิจฉัยโดยคาดเดาเองจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากคำเบิกความของนายหาญและตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 บัญญัติไว้ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายบุญชัยว่า เมื่อทราบข้อพิรุธจากเอกสารที่ตรวจสอบแล้ว จึงทำรายงานให้กรรมการอื่นของโจทก์ทราบ ซึ่งรายงานดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 เมื่อนายบุญชัยทำรายงานในวันดังกล่าวและต้องส่งให้แก่กรรมการโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจฟังยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 เมื่อจำเลยไม่ได้ซักค้านพยานโจทก์ให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อใด ทั้งนายหาญเบิกความว่า โจทก์ทราบการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2554 ดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริงตามฟ้องระบุว่า โจทก์ทราบการกระทำความผิดและทราบตัวผู้กระทำความผิดเมื่อประมาณวันที่ 21 มีนาคม 2554 จากรายงานการตรวจสอบของนายบุญชัยซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภายใน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 จึงเป็นการฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมอนทาน่า โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายธนัชย์ สุวรรณวิสูตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายองอาจ ชัยเพชรโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
สุภกิจ กิตสัมบันท์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9076/2558
#585116
เปิดฉบับเต็ม

แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปเพราะคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว จึงเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 8 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างใน

ศาลชั้นต้นว่าคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าการกระทำของจำเลยในข้อหาโกงเจ้าหนี้ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ ดังนี้ แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า

ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง

อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาใน

ศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนางเยาวเรศ ถนอมกิตติหรือศรีเมฆ
จำเลย — นางลาวัณย์ ภู่กำชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายรุ่งโรจน์ สมบูรณ์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา