คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8823/2558
#636287
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "Caramelts" เป็นคำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม เป็นคำที่ไม่มีความหมาย ไม่มีคำแปล ถือว่าเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้น แม้คำว่า "Caramelts" จะมีอักษรโรมัน คำว่า "Caramel" รวมอยู่ด้วย แต่ก็มิได้ทำให้เข้าใจไปได้ว่าหมายถึง คาราเมลที่มีสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลไหม้ ขนมหวาน คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ย่อมนำคำว่า "Caramelts" มาใช้กับสินค้าขนมหวาน ช็อกโกแลต ขนมช็อกโกแลต เครื่องดื่มช็อกโกแลต อาหารที่มีชื่อช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมหลักได้ ดังนี้ คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง และมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนในแบบ ตค. 1 ที่ พณ. 0704/3903 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2554 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 207/2555 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 761689 ของโจทก์กับให้จำเลยมีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 761689 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 207/2555 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ 761689 ของโจทก์ ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Caramelts สำหรับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ขนมหวาน ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต พาสตรี ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 761689 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า คำขอดังกล่าวมีข้อบกพร่องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 9 เพราะไม่ระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง รายการสินค้าที่ 3 ระบุรายการสินค้าให้ชัดเจนเป็นอย่าง ๆ รายการสินค้าที่ 4 แก้เป็น เพสตรี นอกจากนี้ให้โจทก์ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ และยื่นแก้ไขรายการสินค้าเป็น ขนมหวาน ช็อกโกแลต ขนมช็อกโกแลต เครื่องดื่มช็อกโกแลต อาหารที่มีช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมหลัก เพสตรี และชี้แจงว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า Caramelts เป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีคำแปลในพจนานุกรมคำศัพท์ภาษาอังกฤษทั่วไป เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงคุณลักษณะของสินค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากโจทก์มิได้นำส่งหลักฐานนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะ และคำว่า Caramelts เทียบได้กับอักษรโรมันคำว่า Caramel ซึ่ง Caramel หมายถึง ขนมหวาน เมื่อนำคำดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าในคำขอนี้ จึงเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า Caramelts เป็นคำที่อ่านออกเสียงได้เช่นเดียวกับคำว่า Caramel ซึ่งตามพจนานุกรม แปลว่า คาราเมลที่มีสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลไหม้ ขนมหวาน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ขนมหวาน ช็อกโกแลต ขนมช็อกโกเลต เครื่องดื่มช็อกโกแลต อาหารที่มีช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมหลัก เพสตรี ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่มีส่วนผสมของคาราเมล นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนกรณีที่โจทก์อ้างว่า ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ในต่างประเทศนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องของกฎหมาย หลักเกณฑ์และความเห็นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้น ๆ ในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่าง ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่จำต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แต่อย่างใด สำหรับกรณีที่โจทก์อ้างถึงเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นการรับจดทะเบียนในชั้นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดอื่น ๆ ที่แตกต่างกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 7/2555 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า Caramelts เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบตัวอักษรที่ประกอบเป็นคำและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าโจทก์ คำว่า "Caramelts" กับคำว่า "Caramel" เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมัน 7 ตัวแรกเป็นอักษรตัวเดียวกันกับคำว่า "Caramel" คงแตกต่างกันเพียงเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษร "t" และ "s" เพิ่มขึ้นมาในตอนท้ายของคำเท่านั้น จึงถือได้ว่ารูปลักษณะและคำทั้งสองมีรูปลักษณะที่คล้ายกันอย่างมาก เมื่อพิจารณาถึงเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับคำว่า "Caramel" คำทั้งสองมีเสียงเรียกขานที่คล้ายกันมาก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในเสียงเรียกขานของพยางค์ที่สาม ส่วนโจทก์แก้อุทธรณ์ว่า Caramelts เป็นคำประดิษฐ์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น หากพิจารณาจำนวนตัวอักษรหรือเปรียบเทียบกับเสียงเรียกขานแล้วในภาษาอังกฤษยังมีคำอีกจำนวนมากที่อ่านออกเสียงและมีสำเนียงเหมือนหรือใกล้เคียงกันแต่เขียนต่างกัน และคำดังกล่าวเป็นคำที่มีความหมายหรือคำแปลทั้งสิ้น และมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ในภาษาอังกฤษเรียกคำเหล่านี้ว่า Words Homonyms ซึ่งหมายถึงคำที่เขียนแตกต่างกันแต่มีการอ่านออกเสียงที่เหมือนคล้ายใกล้เคียงกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยเครื่องหมายการค้าคำว่า Caramelt ของโจทก์ เป็นคำประดิษฐ์ที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบและถูกต้องแล้วนั้น เห็นว่า คำว่า "Caramelts" เป็นคำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม เป็นคำที่ไม่มีความหมาย ไม่มีคำแปล ถือว่าเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้น แม้คำว่า "Caramelts" จะมีอักษรโรมัน คำว่า "Caramel" รวมอยู่ด้วย แต่ก็มิได้ทำให้เข้าใจไปได้ว่าหมายถึง คาราเมลที่มีสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลไหม้ ขนมหวาน คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ย่อมนำคำว่า "Caramelts" มาใช้กับสินค้าขนมหวาน ช็อกโกแลต ขนมช็อกโกแลต เครื่องดื่มช็อกโกแลต อาหารที่มีชื่อช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมหลักได้ ดังนี้ คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง และมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 207/2555 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ออกุสท์ สโตร์ก เคจี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2558
#598032
เปิดฉบับเต็ม

คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วแม้เป็นกรณีที่ขอให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยรับประกันภัยรถแท็กซี่ไว้ในขณะเกิดเหตุ วันเกิดเหตุ ฝ. ขับรถแท็กซี่โดยประมาทชนรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุ ฝ. ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีท้ายคำฟ้อง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ฝ. ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ของ ณ. โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้แทนทั้งหมด คำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าว เพียงพอให้เข้าใจว่าสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่ไว้จาก ฝ. ผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาว่า ฝ. เป็นผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณา นอกจากนั้นจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยจึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากคำฟ้องของโจทก์อีก ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและเป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ส่วนในเรื่องนิติสัมพันธ์นั้น เมื่อฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่าขอให้จำเลยรับผิดในการทำละเมิดของ ฝ. ผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิดอีก ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วแม้เป็นกรณีที่ขอให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยรับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร ไว้ในขณะเกิดเหตุ วันเกิดเหตุนายคำฝาน ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุนายคำฝานให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีท้ายคำฟ้อง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่านายคำฝานยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ของนายคณิตสันติ์โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้แทนทั้งหมด เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว เพียงพอให้เข้าใจว่าสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ไว้จากนายคำฝานผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาว่านายคำฝานเป็นผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณา นอกจากนั้นจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยจึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากฟ้องโจทก์อีก ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและเป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ส่วนในเรื่องนิติสัมพันธ์นั้น เมื่อฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่าขอให้จำเลยรับผิดในการทำละเมิดของนายคำฝานผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิดอีก ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาข้ออื่นนั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางอารยา สุทธิวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2558
#636286
เปิดฉบับเต็ม

คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย

คำฟ้องของโจทก์แม้เป็นกรณีที่ขอให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยรับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร ไว้ในขณะเกิดเหตุ วันเกิดเหตุ ค. ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุ ค. ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีท้ายคำฟ้อง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ค. ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ของ ส. โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้แทนทั้งหมด เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว เพียงพอให้เข้าใจว่าสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ไว้จาก ค. ผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาว่า ค. เป็นผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณา นอกจากนั้นจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยจึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากฟ้องโจทก์อีก ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและเป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ส่วนในเรื่องนิติสัมพันธ์นั้น เมื่อฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่าขอให้จำเลยรับผิดในการทำละเมิดของ ค. ผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิดอีก ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วแม้เป็นกรณีที่ขอให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยรับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร ไว้ในขณะเกิดเหตุ วันเกิดเหตุนายคำฝาน ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุนายคำฝานให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีท้ายคำฟ้อง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่านายคำฝานยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ของนายคณิตสันติ์โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้แทนทั้งหมด เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว เพียงพอให้เข้าใจว่าสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ไว้จากนายคำฝานผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาว่านายคำฝานเป็นผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณา นอกจากนั้นจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยจึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากฟ้องโจทก์อีก ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและเป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ส่วนในเรื่องนิติสัมพันธ์นั้น เมื่อฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่าขอให้จำเลยรับผิดในการทำละเมิดของนายคำฝานผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิดอีก ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาข้ออื่นนั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ชข 5736 กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร วันเกิดเหตุนายคำฝานขับรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถยนต์เข้าซ่อมและชำระเงินค่าซ่อมแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของนายคำฝานหรือไม่ โจทก์มีนายเสรี ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุ โจทก์ส่งพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบและบันทึกถ้อยคำของนายคณิตสันติ์ไว้ตามสำเนาแบบแจ้งอุบัติเหตุและใบรับรองความเสียหาย พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายคำฝาน จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายคำฝานว่าขับรถยนต์โดยประมาทชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหาย นายคำฝานให้การรับสารภาพและยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ เมื่อพิจารณาแผนที่เกิดเหตุท้ายแบบแจ้งอุบัติเหตุประกอบถ้อยคำที่นายคณิตสันติ์ให้ต่อพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์หลังเกิดเหตุทันที เห็นว่า จุดเฉี่ยวชนอยู่ในช่องเดินรถที่สามก่อนขึ้นทางด่วนโดยนายคำฝานขับรถออกจากซอยเพื่อออกสู่ถนนหลักตัดช่องเดินรถถึงสามช่อง หากใช้ความระมัดระวังโดยชะลอความเร็วของรถและดูให้ดีก่อนว่าบนถนนหลักมีรถผ่านมาหรือไม่ ก็จะไม่มีเหตุเฉี่ยวชนกัน สอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของนายคำฝานต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายคำฝาน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากนายคณิตสันติ์ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมและชำระเงินค่าซ่อมแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของนายคณิตสันติ์ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่นายคำฝานขับรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เข้าซ่อมที่บริษัทโตโยต้า บอดี้ เซอร์วิส จำกัด โจทก์ควบคุมราคาทั้งค่าแรงและค่าอะไหล่ตามระเบียบของโจทก์และชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 142,078.77 บาท ตามใบแจ้งรายการซ่อมและใบแสดงค่าใช้จ่าย จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าซ่อมจริง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8812/2558
#585448
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของผู้เสียหายโดยการนำเพลงของผู้เสียหายที่มีผู้ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ไปบรรจุอันเป็นการทำซ้ำในหน่วยความจำของเครื่องคาราโอเกะ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เป็นการทำซ้ำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 26 และ 27 ซึ่งโจทก์อ้างว่า ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ที่ถูกต้องคือ มาตรา 27 และ 28 แต่คำบรรยายฟ้องในส่วนนี้โจทก์ได้บรรยายไว้หลังคำฟ้องที่ว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง และงานโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหาย ดังนั้นข้อความที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ว่า โดยการนำเพลงของผู้เสียหายที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปบรรจุในหน่วยความจำของเครื่องคาราโอเกะ จึงเป็นเพียงการบรรยายให้เห็นถึงวิธีการที่จำเลยนำเพลงของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายเท่านั้น คำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำตามมาตรา 27 (1) และ 28 (1) ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

สำหรับความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องว่า จำเลยรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานที่จำเลยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตราดังกล่าวมาด้วย แม้โจทก์บรรยายฟ้องตอนท้ายว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายก็ตาม แต่ก็อาจทำให้จำเลยเข้าใจเพียงว่า การที่จำเลยนำงานของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่จำเลยอาจไม่รู้ว่างานที่จำเลยนำออกเผยแพร่นั้นเป็นงานที่ทำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 70, 75, 76 และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และ 28 และโจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของผู้เสียหายโดยการนำเพลงของผู้เสียหายที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ไปบรรจุอันเป็นการทำซ้ำลงในหน่วยความจำของเครื่องคาราโอเกะโดยไม่รับอนุญาตจากผู้เสียหายนั้น เป็นการทำซ้ำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 26, 27 ซึ่งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ที่ถูกต้องคือ มาตรา 27 และมาตรา 28 นั้น เห็นว่า แม้ได้ความจากคำฟ้องโจทก์ว่าได้บรรยายฟ้องไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่คำบรรยายฟ้องในส่วนนี้โจทก์ได้บรรยายไว้หลังคำบรรยายฟ้องที่ว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียงและงานโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหาย ดังนั้นข้อความที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ว่าโดยการนำเพลงของผู้เสียหายที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปบรรจุในหน่วยความจำของเครื่องคาราโอเกะจึงเป็นเพียงการบรรยายให้เห็นถึงวิธีการที่จำเลยนำเพลงของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อการค้าหากำไรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายเท่านั้น คำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำตามมาตรา 27 (1) และ 28 (1) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยการกระทำความผิดของจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 31 บัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์..." โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องว่า จำเลยรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานที่จำเลยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นเป็นงานที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตราดังกล่าวมาด้วย แม้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ตอนท้ายว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายก็ตาม แต่ก็อาจทำให้จำเลยเข้าใจเพียงว่า การที่จำเลยนำงานของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่จำเลยอาจไม่รู้ว่างานที่จำเลยนำออกเผยแพร่นั้นเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ฟ้องโจทก์ในฐานความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 26 ม. 27 (1) ม. 28 (1) ม. 31 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสุภาพ เพ็ญเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจมโน เตชะวุฒิพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8811/2558
#585447
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีภาคส่วนที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลายประการ คือ ประการแรก มีวงกลมสีฟ้าซึ่งด้านบนมีสีฟ้าอ่อนและด้านล่างมีสีฟ้าแก่และมีเส้นรอบวงเป็นสีขาวกับมีรูปประดิษฐ์ลายเส้นสีเขียวอ่อนและสีเขียวแก่รอบเส้นรอบวงสีขาวอีกชั้นหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งภาคส่วนดังกล่าวมีความคล้ายกันมากจนยากที่บุคคลใดจะคิดประดิษฐ์ขึ้นเองได้โดยไม่ได้ลอกเลียนมาและเป็นภาคส่วนที่สำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ ประการที่สอง ภายในวงกลมมีเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่ในวงกลมเหมือนกัน เสียงเรียกขานมีความคล้ายคลึงกัน แม้ในส่วนของคำภาษาอังกฤษแม้โจทก์จะใช้อักษรโรมันคำว่า "CRYSTAL" ส่วนของจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "KISS" แตกต่างกัน แต่สำหรับคนไทยที่ไม่คุ้นเคยภาษาอังกฤษอาจไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ ในส่วนที่เป็นอักษรไทยของโจทก์ใช้คำว่า "คริสตัล" ส่วนของจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "คิสส์" มีความคล้ายคลึงกัน จำเลยที่ 1 เลือกใช้อักษร "ค" เป็นอักษรตัวแรกซึ่งเป็นอักษรสำคัญของเครื่องหมายการค้าเหมือนของโจทก์ และเลือกใช้ลักษณะตัวอักษร "ค" และ "ส" คล้ายคลึงกับของโจทก์และมีขนาดใกล้เคียงกับของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งในส่วนภาษาอังกฤษและภาษาไทยเป็นการใช้เสียงทับศัพท์ภาษาอังกฤษซึ่งล้วนเป็นภาษาต่างประเทศ ผู้ซื้อคนไทยซึ่งไม่มีความคุ้นเคยกับความหมายคำดังกล่าวย่อมไม่อาจแยกความแตกต่างได้ แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จะแตกต่างจากของโจทก์บางส่วนโดยไม่มีรูปดาวอยู่ในวงกลมที่ด้านบนและด้านล่าง แต่มีรูปริมฝีปากสีแดงอยู่ภายในวงกลมด้านล่างแต่รูปรอยดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยและมีขนาดเล็กไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้อย่างชัดเจน ประการที่สาม การวางโครงสร้างหรือวางตำแหน่งเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 อยู่ตรงกลางเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งยังใช้พื้นตัวอักษรเป็นสีขาวเหมือนกัน ประการที่สี่ ลักษณะของขวดบรรจุภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 คล้ายคลึงกับของโจทก์โดยมีลักษณะของขวดและลวดลายคล้ายกับของโจทก์กับมีฝาขวดเป็นสีฟ้าเช่นเดียวกันกับฝาขวดของโจทก์ ประการที่ห้า จำพวกสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นน้ำดื่มเช่นเดียวกับโจทก์ และมีช่องทางจำหน่ายเช่นเดียวกับของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีสาระสำคัญคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์เกือบทุกประการ เมื่อจำเลยที่ 1 เคยผลิตน้ำดื่มโดยใช้เครื่องหมายการค้าอื่นซึ่งไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อน การที่จำเลยที่ 1 เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีมูลเหตุจากน้ำดื่มของโจทก์เป็นน้ำดื่มที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและยอดจำหน่ายสูง จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้า "คิสส์" และ "KISS" ภายในรูปวงกลมสีฟ้าโดยมีเจตนาเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นนั้นอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109

จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กับมีอำนาจสั่งการและควบคุมดูแลการผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดซึ่งมีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดและต้องรับโทษสำหรับความผิดที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้กระทำตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 114

ที่โจทก์ขอให้จำเลยระงับหรือละเว้นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น เป็นการขอตามมาตรา 116 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการการป้องกันความเสียหายโดยให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายค้าของโจทก์อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 หรือมาตรา 110 ระงับหรือละเว้นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพื่อป้องกันความเสียหายแก่โจทก์ที่จะเกิดการเลียนเครื่องหมายการค้าและจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของตน มิใช่บทกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 18 แต่อย่างใด ซึ่งการที่โจทก์จะขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 116 นี้ ก็ต้องปรากฏในขณะที่ยื่นคำขอว่า มีหลักฐานแจ้งชัดว่า จำเลยได้กระทำหรือกำลังจะกระทำการเลียนเครื่องหมายการค้า หรือจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากมีการฟ้องคดีแล้วจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์หยุดการขายน้ำดื่มภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีกรณีที่จะขอให้บังคับตามมาตรา 116 อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 109, 110, 114, 115, 116 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 59, 83, 91, 274, 275 และให้จำเลยทั้งสองระงับหรือละเว้นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ริบสินค้าน้ำดื่มของจำเลยทั้งสองที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และ ริบเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตและบรรจุน้ำดื่มของจำเลยทั้งสองที่มีการเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งว่าคดีของโจทก์มีมูลตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า มาตรา 108 และมาตรา 109 ประกอบมาตรา 110 ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "KISS" และ "คิสส์" ในวงกลมพื้นสีฟ้าของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CRYSTAL" และ "คริสตัล" ของโจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาวัตถุพยานโจทก์ซึ่งเป็นขวดน้ำที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "คริสตัล" และ "CRYSTAL" ของโจทก์ เปรียบเทียบกับขวดน้ำซึ่งมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "คิสส์" และ "KISS" ของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยาน เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีภาคส่วนที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลายประการดังต่อไปนี้ ประการแรก มีวงกลมสีฟ้าซึ่งด้านบนมีสีฟ้าอ่อนและด้านล่างมีสีฟ้าแก่และมีเส้นรอบวงเป็นสีขาวกับมีรูปประดิษฐ์ลายเส้นสีเขียวอ่อนและสีเขียวแก่รอบเส้นรอบวงสีขาวอีกชั้นหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งภาคส่วนดังกล่าวมีความคล้ายกันมากจนยากที่บุคคลใดจะคิดประดิษฐ์ขึ้นเองได้โดยไม่ได้ลอกเลียนมา ดังเห็นได้จากการใช้วงกลมเหมือนกันและการให้สีทุกส่วนเหมือนกัน ภาคส่วนดังกล่าวเป็นภาคส่วนที่สำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้และเป็นส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ประการที่สอง ภายในวงกลมมีเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่ภายในวงกลมเหมือนกัน เมื่อพิจารณาในส่วนของเสียงเรียกขานมีความคล้ายคลึงกัน ของโจทก์เรียกว่า "คริสตัล" การออกเสียงพยางค์แรกของโจทก์ออกเสียงว่า "คริส" โดยมีเสียงควบกล้ำ "ร" คล้ายกับของจำเลยที่ 1 ออกเสียงว่า "คิสส์" ประเด็นนี้นายพิสิษฐ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ในการเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ส่วนใหญ่ผู้ซื้อเรียกชื่อน้ำดื่มของโจทก์ว่า "น้ำดื่มคริส" ดังนั้น ผู้ขายอาจส่งมอบน้ำดื่มของจำเลยที่ 1 โดยสับสนว่าเป็นน้ำดื่มของโจทก์ได้ นอกจากนี้หากพิจารณาในส่วนของคำภาษาอังกฤษ แม้ว่าโจทก์ใช้อักษรโรมันคำว่า "CRYSTAL" ส่วนของจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "KISS" จะแตกต่างกัน แต่สำหรับผู้ซื้อคนไทยที่ไม่คุ้นเคยภาษาอังกฤษอาจไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ แต่ในส่วนเป็นอักษรไทยของโจทก์ใช้คำว่า "คริสตัล" ส่วนของจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "คิสส์" มีความคล้ายคลึงกันโดยเฉพาะการที่จำเลยที่ 1 เลือกใช้อักษร "ค" เป็นอักษรตัวแรกซึ่งเป็นอักษรสำคัญของเครื่องหมายการค้าเหมือนของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเลือกใช้ลักษณะตัวอักษร (FONT) "ค" และ "ส" คล้ายคลึงของโจทก์และมีขนาดใกล้เคียงกับโจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีความหมายแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยของจำเลยที่ 1 "คิสส์" แปลว่า จูบ แต่คำว่า "คริสตัล" ของโจทก์แปลว่า แก้วหรือหินประดับนั้น เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งในส่วนของภาษาอังกฤษและภาษาไทยเป็นการใช้เสียงทับศัพท์ภาษาอังกฤษล้วนเป็นภาษาต่างประเทศ ดังนั้น ผู้ซื้อคนไทยซึ่งไม่มีความคุ้นเคยกับความหมายของคำดังกล่าวย่อมไม่อาจแยกความแตกต่างได้ โดยเฉพาะในขณะซื้ออาจสับสนระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 จนไม่ได้พิจารณาความแตกต่างในความหมายของเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จะแตกต่างจากของโจทก์บางส่วนโดยไม่มีรูปดาวอยู่ในวงกลมที่ด้านบนและด้านล่างแต่มีรูปริมฝีปากสีแดงอยู่ภายในวงกลมด้านล่างก็ตาม แต่รูปรอยดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยและมีขนาดเล็กไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้อย่างชัดเจน ประการที่สาม การวางโครงสร้างหรือวางตำแหน่งเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 อยู่ตรงกลางวงกลมเช่นเดียวกับของโจทก์ ทั้งยังใช้พื้นตัวอักษรเป็นสีขาวเหมือนกัน ประการที่สี่ ลักษณะของขวดบรรจุภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 คล้ายคลึงของโจทก์โดยขวดน้ำของจำเลยที่ 1 มีรูปร่างและลักษณะลวดลายเป็นรูปวงรีซ้อนกันหลายวงอยู่ด้านบน และมีรูปประดิษฐ์ลักษณะคล้ายรูปเพชรหรือรูปฟันปลาหลายขนาดเรียงเป็นแถวรอบขวดที่ส่วนบนและส่วนล่างของขวดของโจทก์กับมีสีฝาขวดเป็นสีฟ้าเช่นเดียวกับฝาขวดของโจทก์ ประการที่ห้า จำพวกสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นน้ำดื่ม เช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์ และมีช่องทางการจัดจำหน่ายเช่นเดียวกับของโจทก์ปรากฏจากคำเบิกความของนายสุทธิพงษ์ พยานโจทก์ว่า ไปตรวจสอบที่ห้างค้าส่งแม็คโครพบน้ำดื่มคิสส์ของจำเลยที่ 1 วางอยู่บนพาเลทใกล้เคียงกับน้ำดื่มคริสตัลของโจทก์ ซึ่งหากผู้ซื้อเป็นผู้หยิบสินค้าเองอาจสับสนสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าของโจทก์ได้ และประการสุดท้าย จำเลยที่ 1 ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "คิสส์" และ "KISS" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนโดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "คริสตัล" และ "CRYSTAL" และมีรายการสินค้าเดียวกัน ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 เมื่อพิจารณาเหตุผลทั้งหกประการดังกล่าวประกอบภาพโดยรวมแล้ว เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีสาระสำคัญคล้ายกับเครื่องหมายการค้าโจทก์เกือบทุกประการโดยเฉพาะส่วนที่เป็นวงกลมและการให้สีซึ่งเป็นภาคส่วนที่เด่นชัดที่สุด ทั้งเมื่อนำข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งว่าโจทก์ได้โฆษณาน้ำดื่มเครื่องหมายการค้าคำว่า "คริสตัล" และ "CRYSTAL" ของโจทก์จนมียอดจำหน่ายในตลาดน้ำดื่มเป็นอันดับสองของประเทศโดยมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 19 เปอร์เซ็นต์ น่าเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีมูลเหตุจูงใจจากการที่น้ำดื่มของโจทก์เป็นน้ำดื่มที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและมียอดจำหน่ายสูง เมื่อจำเลยที่ 1 เคยผลิตน้ำดื่มโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ไทยสมัย" ซึ่งไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อน แต่กลับมาใช้เครื่องหมายการค้าคล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในภายหลังอย่างมีข้อเคลือบแคลงสงสัย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "คิสส์" และ "KISS" ภายในรูปวงกลมสีฟ้าโดยมีเจตนาเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายค้าของบุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นนั้น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 กับมีอำนาจสั่งการและควบคุมดูแลการผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดซึ่งมีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังวินิจฉัยไว้แล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดและต้องรับโทษสำหรับความผิดที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้กระทำตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 114 อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "คิสส์ และคำว่า "KISS" ของจำเลยที่ 1 นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่เลียนแบบการค้าของโจทก์ตามฟ้อง สินค้าน้ำดื่มของจำเลยที่ 1 ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "คิสส์" หรือคำว่า "KISS" จึงเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงให้ริบเสียตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยระงับหรือละเว้นการเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำหน่ายสินค้าที่เลียนแบบการค้าของโจทก์นั้น เห็นว่า เป็นการขอตามมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการป้องกันความเสียหายโดยให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หรือจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 หรือมาตรา 110 ระงับหรือละเว้นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำหน่ายสินค้าที่เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพื่อป้องกันความเสียหายแก่โจทก์ที่จะเกิดการเลียนเครื่องหมายการค้าและจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของตน มิใช่บทกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 แต่อย่างใด ซึ่งการที่โจทก์จะขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 116 นั้น ก็ต้องปรากฏในขณะที่เป็นคำขอว่ามีหลักฐานแจ้งชัดว่าจำเลยได้กระทำหรือกำลังจะกระทำการเลียนเครื่องหมายการค้าหรือจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของนายพิสิษฐ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ว่า หลังจากมีการฟ้องคดีแล้ว จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์หยุดการขายน้ำดื่มภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสอง โดยหยุดไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 จึงไม่มีกรณีที่จะขอให้บังคับตามมาตรา 116 อีกต่อไป ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตและบรรจุน้ำดื่มของจำเลยทั้งสองนั้น ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์อย่างไร เนื่องจากเป็นเพียงเครื่องบรรจุน้ำดื่มเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องจักรที่ใช้ผลิตเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรงอันพึงต้องริบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 และมาตรา 114 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้อื่น ให้ปรับคนละ 200,000 บาท และฐานร่วมกันจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้อื่น ให้ปรับคนละ 200,000 บาท รวมปรับจำเลยทั้งสองคนละ 400,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบสินค้าน้ำดื่มของจำเลยทั้งสองที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามวัตถุพยาน คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 114 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยสมัยรวมแพคส์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8808/2558
#633597
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย ที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่สัญญานั้น ย่อมมีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยและเข้าทำสัญญาผูกพันระหว่างกันเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นเป็นบุคคลธรรมดา หาใช่บุคคลที่เป็นคู่สัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาเพื่อขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ในชั้นศาลต่อไป

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาตรงกันว่าให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ประกอบกับ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 กำหนดให้สิทธิเฉพาะคู่กรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการต่อกันเท่านั้น อันถือเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอาศัยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวขอให้ศาลจำหน่ายคดีในส่วนของตนได้ แม้จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ต้องรับผิดด้วยและเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ก็ตาม แต่ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับจำเลยที่ 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 107,449.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 96,450.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันกันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและขอให้จำหน่ายคดี

โจทก์ไม่คัดค้านสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้วว่า กรณีต้องด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำหน่ายคดีที่มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจรับประกันภัย โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน วว 8697 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน สร 248 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้ชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ในมูลละเมิดโดยอ้างว่า เหตุรถชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และโจทก์ดำเนินการซ่อมรถคันที่รับประกันภัยไว้จนมีสภาพดีและชำระค่าซ่อมไปแล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยรถคันดังกล่าวและเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าซ่อมรถ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นบริษัทประกันภัยและเข้าร่วมลงนามในสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีข้อตกลงในสัญญาว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 คือโจทก์จะต้องเสนอข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อน หากไม่พอใจจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อจำเลยที่ 2 ได้ และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการโดยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการเสียก่อน โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ คดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อไป

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้โดยละเอียดแล้วว่า สัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย ที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่สัญญานั้น ย่อมมีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยและเข้าทำสัญญาผูกพันระหว่างกันเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นเป็นบุคคลธรรมดา หาใช่บุคคลที่เป็นคู่สัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ เช่นนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาเพื่อขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งได้ โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ในชั้นศาลต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ฎีกาว่า วัตถุประสงค์ของสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการและตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 มีผลถึงจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ด้วย ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนี้ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นมูลหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาตรงกันว่าให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ประกอบกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 กำหนดให้สิทธิเฉพาะคู่กรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการต่อกันเท่านั้น อันถือเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอาศัยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวขอให้ศาลจำหน่ายคดีในส่วนของตนได้ แม้จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ต้องรับผิดด้วยและเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ก็ตาม แต่ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับจำเลยที่ 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียประกันภัย (1950) จำกัด
จำเลย — นางสาวนิดา วีรพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8805/2558
#632417
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 5 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงต้องนำเงินค่าทนายความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลพร้อมกับฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยที่ 5 ไม่นำเงินค่าทนายความมาวางศาลพร้อมฎีกา แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 5 ก็ถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 110214 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตกเป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 146361 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน ให้จำเลยที่ 5 รื้อถอนประตูที่ปิดทางเข้าออก ศาลาพักร้อน และสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าออกของโจทก์ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 110214 ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 19,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มกราคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คู่ความไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาเป็นที่สุด

ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนประตู ศาลาพักร้อน และสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าออกของโจทก์เสร็จสิ้นในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 5 นำทรายมาถมในทางจำเป็นเพื่อไม่ให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออก ซึ่งศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยที่ 5 นำทรายออกจากทางจำเป็น หากไม่ปฏิบัติ ให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา แต่จำเลยที่ 5 เพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ดำเนินการบังคับคดีตามคำสั่งศาล แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าไม่อาจดำเนินการได้เนื่องจากโจทก์ร้องขอให้บังคับคดีเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา วันที่ 17 มีนาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้ดำเนินการบังคับตามคำพิพากษาต่อไป

จำเลยที่ 5 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้โจทก์บังคับคดีได้ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 5 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงต้องนำเงินค่าทนายความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลพร้อมกับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยที่ 5 ไม่นำเงินค่าทนายความดังกล่าวมาวางศาลพร้อมฎีกา แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 5 ก็ถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 5 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปัทมา ธัญนารา
จำเลย — นายอนันต์ ลิ้มอำนวยผล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8795/2558
#635934
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในตอนต้นว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ตามกฎหมายอื่นบรรดาที่เรียกเก็บสำหรับอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย นอกจากอาคารและที่ดินที่ให้เช่า ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ซึ่งมาตรา 31 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ระบุว่า เฉพาะกรณีที่ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้มีจำนวนสูงเกินสมควรเท่านั้น จึงให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ แต่กรณีนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงไม่ใช่กรณีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามมาตรา 31 วรรคท้าย การท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนการท่าเรือแห่งประเทศไทยย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ได้

สัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 2 นอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งข้อความตามสัญญาและภาคผนวกล้วนแสดงให้เห็นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยยอมให้โจทก์ใช้ทรัพย์สินและโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษากับเอาประกันภัยทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์และยังมีการกำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยตามรายละเอียดในภาคผนวก บี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ตามที่ระบุไว้เป็นตัวเลขค่าธรรมเนียมแน่นอนสำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 12 ของการเช่า ค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมคิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องรับกันกับข้อสัญญาการชำระค่าเช่าตามข้อ 3.2 อันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์เป็นเช่นเดียวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์ และแม้การชำระเงินเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญานี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่และค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมที่คิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้ในภาคผนวก บี ซึ่งอาจมีบางส่วนที่คิดเป็นค่าตอบแทนในการให้สิทธิโจทก์ได้เข้าดำเนินการท่าเรือเพื่อแสวงหากำไรเป็นของโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็มีค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ซึ่งอย่างน้อยย่อมคิดในลักษณะเป็นค่าเช่าเป็นผลตอบแทนจากที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าท่าเทียบเรือบี 2 ด้วย ย่อมแสดงว่าสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์แม้จะมีข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่าง แต่ก็มีวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยคิดผลตอบแทนที่ถือเป็นค่าเช่าด้วยย่อมถือได้ว่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยดังกล่าวนี้เป็นอาคารและที่ดินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าตาม พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ตอนท้าย ซึ่งเป็นบทยกเว้นความตอนต้นของมาตรานี้ จึงมีผลให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ท่าเทียบเรือบี 2 เป็นทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น โจทก์มิได้ฟ้องประเด็นนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ภาษีที่จำเลยที่ 1 ประเมินมานั้นสูงเกินส่วนเนื่องจากสูตรในการคำนวณไม่สอดคล้องกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน เนื่องจากมิได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินประเภทโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในสัดส่วนที่ใช้ประโยชน์จริง ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินไว้ และจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดนั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร ดังนั้น การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาด เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 และในการนี้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีได้ตามมาตรา 31 วรรคท้าย เมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่คณะรัฐมนตรียังไม่มีมติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อนี้เช่นเดียวกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 7 เลขที่ 1 ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 9 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 13,315,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้ลดภาษีที่เรียกเก็บเพียงไม่เกิน 4,538,910 บาท และให้คืนเงินภาษี 8,776,555.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เล่มที่ 7 เลขที่ 1 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 และใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เล่มที่ 1 เลขที่ 9 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้กำหนดค่ารายปี 36,283,515.42 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 4,535,439.43 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ 8,780,026.12 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดสามเดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือบี 2 ตั้งอยู่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โจทก์ทำสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 2 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าประกอบกิจการท่าเทียบเรือ และตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือบี 2 กำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับภาระในการชำระค่าภาษีต่าง ๆ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องจ่ายตามกฎหมาย วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2554 สำหรับท่าเทียบเรือบี 2 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยกำหนด ค่ารายปีสำหรับท่าเทียบเรือบี 2 จำนวน 106,523,724.44 บาท ค่าภาษี 13,315,465.55 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วย การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่าการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีคำชี้ขาดแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแสดงสภาพแห่งข้อหาในตอนต้นว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ตามกฎหมายอื่นบรรดาที่เรียกเก็บสำหรับอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย นอกจากอาคารและที่ดินที่ให้เช่า ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ซึ่งมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ระบุว่า เฉพาะกรณีที่ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้มีจำนวนสูงเกินสมควรเท่านั้น จึงให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ แต่กรณีนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงไม่ใช่กรณีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ชำระ ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนการท่าเรือแห่งประเทศไทยย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาที่โจทก์ทำกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นสัญญาสัมปทานให้โจทก์เข้าบริหารและประกอบกิจการท่าเรือตามอำนาจหน้าที่อันเป็นวัตถุประสงค์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ให้เช่าจึงได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 2 แล้ว ปรากฏว่า นอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งข้อความตามสัญญาและภาคผนวกล้วนแสดงให้เห็นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยยอมให้โจทก์ใช้ทรัพย์สินและโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษากับเอาประกันภัยทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์และยังมีการกำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยตามรายละเอียดในภาคผนวก บี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ตามที่ระบุไว้เป็นตัวเลขค่าธรรมเนียมแน่นอนสำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 12 ของการเช่า ค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมคิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องรับกันกับข้อสัญญาการชำระค่าเช่าตามข้อ 3.2 อันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์เป็นเช่นเดียวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์ และแม้การชำระเงินเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญานี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่และค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมที่คิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้ในภาคผนวก บี ซึ่งอาจมีบางส่วนที่คิดเป็นค่าตอบแทนในการให้สิทธิโจทก์ได้เข้าดำเนินการท่าเรือเพื่อแสวงหากำไรเป็นของโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็มีค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ซึ่งอย่างน้อยย่อมคิดในลักษณะเป็นค่าเช่าเป็นผลตอบแทนจากที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าท่าเทียบเรือบี 2 ด้วย ย่อมแสดงว่าสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์แม้จะมีข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่าง แต่ก็มีวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยคิดผลตอบแทนที่ถือเป็นค่าเช่าด้วย ย่อมถือได้ว่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยดังกล่าวนี้เป็นอาคารและที่ดินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ตอนท้าย ซึ่งเป็นบทยกเว้นความตอนต้นของมาตรานี้ จึงมีผลให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในทรัพย์สินดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ท่าเทียบเรือบี 2 เป็นทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น โจทก์มิได้ฟ้องประเด็นนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการประเมินกำหนด ค่ารายปีของท่าเทียบเรือ บี 2 สูงเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ภาษีที่จำเลยที่ 1 ประเมินมานั้นสูงเกินส่วนเนื่องจากสูตรในการคำนวณไม่สอดคล้องกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน เนื่องจากมิได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินประเภทโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในสัดส่วนที่ใช้ประโยชน์จริง ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินไว้ และจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดนั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร ดังนั้น การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 และในการนี้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามสมควรตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของเรือเอกอิทธิชัยและว่าที่ร้อยตรีอลงกรณ์ พนักงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้นำเรื่องท่าเทียบเรือ บี 2 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีแล้ว แต่คณะรัฐมนตรียังไม่มีมติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อนี้เช่นเดียวกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและกำหนดค่ารายปีใหม่โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 17
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 30 ม. 31 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์เทอร์มินับ
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — เทศบาลนครแหลมฉบัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8793/2558
#633752
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติถึงเงินได้ประเภทต่าง ๆ ที่มีเหตุอันสมควรได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีโดยเงินได้ในประเภทตามมาตรา 42 (17) คือเงินได้ตามที่กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดได้ตามนโยบายภาษีและเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้มีเงินได้ และตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรกำหนดว่า เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 (17) แสดงให้เห็นว่ารัฐประสงค์จะใช้มาตรการยกเว้นภาษีจากเงินได้ประเภทนี้เพื่อสนับสนุนระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ข้อ 1 (1) กำหนดว่า (1) กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ก็แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ประเภทนี้ ที่ประสงค์ให้มีการเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเป็นระยะยาวอันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการกองทุนได้ดี จึงให้ประโยชน์ในการยกเว้นภาษีแก่ผู้เป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และไม่ให้ประโยชน์ในการยกเว้นภาษีในกรณีสมาชิกลาออกจากงานหรือออกเพราะเหตุที่กระทำความผิด

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่ให้พนักงานออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยความสมัครใจร่วมกันนี้ก็คือข้อกำหนดส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงาน อันเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การเกษียณ อายุงานเพิ่มเติมจากที่กำหนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นให้เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเกษียณอายุงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศนี้ การที่โจทก์ใช้สิทธิตามประกาศนี้ในการออกจากงาน โดยการเกษียณอายุซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่มุ่งส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อประโยชน์ในยามชราภาพของลูกจ้างก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการเกษียณอายุโดยการออกจากงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดไว้ให้เป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้ขณะออกจากงานโจทก์ก็มีอายุ 55 ปีเศษ อันเป็นกรณีที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งโจทก์ก็เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปีแล้ว จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่มีผลให้เงินได้ที่โจทก์ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (36) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 568,943.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 535,896.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะแจ้งคืนเงินแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร จำนวน 477,696.04 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของจำนวนเงินภาษีอากรดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2554 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนจำนวน 477,696.04 บาท และดอกเบี้ยที่คิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินที่โจทก์ขอจำนวน 33,046.91 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2519 และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเมื่อปี 2540 ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2550 โจทก์ออกจากงานตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ตามหนังสือรับรอง เดิมข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ข้อ 16 (4) ประกอบข้อ 19 กำหนดให้พนักงานออกจากงานกรณีเกษียณอายุไว้ว่า พนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ต่อมาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรออกประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 โจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการ และได้รับอนุญาตให้ลาออกตามคำสั่งที่ 3997/2550 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ขณะนั้นโจทก์มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรไม่น้อยกว่า 5 ปี โจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 1,364,824.80 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 232,646.95 บาท เงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุที่ออกจากงาน 3,141,916.04 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 297,523.61 บาท และเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 3,184,640.27 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 289,095.04 บาท วันที่ 25 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2550 แสดงเงินได้ 1,364,824.80 บาท พร้อมใบแนบคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน 3,141,916.04 บาท และเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 3,184,640.27 บาท มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 129,113.19 บาท ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2550 เพิ่มเติมพร้อมใบแนบที่คำนวณใหม่โดยไม่นำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมารวมคำนวณด้วยและขอคืนภาษีจำนวน 535,896.65 บาท สำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรีมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินโจทก์ เนื่องจากเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งโจทก์แสดงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเพียง 2,852,820 บาท ต่ำกว่าแบบแสดงรายการฉบับแรก โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาสำนักงานสรรพากรภาค 4 มีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรโจทก์โดยให้เหตุผลว่า เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 3,184,640.27 บาท เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ออกจากงานโดยแจ้งความประสงค์ขอเกษียณอายุก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อตกลงที่ธนาคารกำหนดเป็นคราว ๆ ไป จึงไม่ถือว่าเป็นการครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน โดยกำหนดให้การเกษียณอายุก่อนครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อตกลงที่ธนาคารกำหนดเป็นคราว ๆ ไป ถือเป็นการครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ออกจากงานไปแล้วถึง 2 ปีเศษ จึงไม่มีผลย้อนหลังไปถึงกรณีของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติถึงเงินได้ประเภทต่าง ๆ ที่มีเหตุอันสมควรได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยเงินได้ในประเภทตามมาตรา 42 (17) คือเงินได้ตามที่กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดได้ตามนโยบายภาษีและเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้มีเงินได้ และตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรกำหนดว่า เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) แสดงให้เห็นว่ารัฐประสงค์จะใช้มาตรการยกเว้นภาษีจากเงินได้ประเภทนี้เพื่อสนับสนุนระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ข้อ 1 (1) กำหนดว่า (1) กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ก็แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ประเภทนี้ ที่ประสงค์ให้มีการเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเป็นระยะยาวอันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการกองทุนได้ดี จึงให้ประโยชน์ในการยกเว้นภาษีแก่ผู้เป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และไม่ให้ประโยชน์ในการยกเว้นภาษีในกรณีสมาชิกลาออกจากงานหรือออกเพราะเหตุที่กระทำความผิด กรณีของโจทก์ซึ่งมีข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน กำหนดเวลาการจ้างแรงงานไว้ในข้อ 16 (4) ประกอบข้อ 19 ให้พนักงานออกจากงานกรณีเกษียณอายุไว้เพียงกรณีเดียวว่า พนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ต่อมามีการประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 โดยมีหลักการสำคัญตามประกาศนี้ ข้อ 1 ให้เป็นความสมัครใจระหว่างพนักงานกับธนาคาร ผู้จัดการมีสิทธิในการพิจารณาผู้เข้าโครงการและสามารถบริหารวงเงินและจำนวนได้ตามความเหมาะสมภายใต้ภาพรวม ธนาคารมีสิทธิจะพิจารณาไม่อนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร และยังมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่ผู้ออกจากงานตามประกาศนี้ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นทางเลือกสำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานมานานและต้องการพักผ่อนหรือมีปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านการปรับตัวในการรองรับภารกิจ รวมทั้งเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพกำลังคนให้เหมาะสม ซึ่งย่อมเห็นได้ว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรใช้ประกาศนี้เพื่อจูงใจพนักงานให้ขอออกจากงาน เนื่องจากต้องการลดกำลังคนขององค์กรให้มีขนาดเหมาะสม และลดค่าใช้จ่ายจากการมีพนักงานมากเกินความจำเป็น ซึ่งแตกต่างจากกรณีการลาออกของพนักงานตามปกติธรรมดา ที่เกิดจากความต้องการของพนักงานฝ่ายเดียว และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็ไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนพิเศษหรือให้สิทธิประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับเพราะการลาออกตามปกติโดยสิ้นเชิง จึงถือว่าการออกจากงานตามเงื่อนไขแห่งประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ไม่ใช่การลาออกจากงานตามปกติ ตรงกันข้ามการออกจากงานตามประกาศนี้กลับมีลักษณะที่เกิดจากความประสงค์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งก็เป็นทำนองเดียวกันกับการที่ธนาคารมีข้อบังคับให้พนักงานที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ต้องเกษียณอายุออกจากงาน อันถือได้ว่าเป็นความประสงค์ของธนาคารที่จะให้พนักงานออกจากงานเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของธนาคาร ดังนั้น ตามเนื้อหาแห่งประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 นี้ อาจกล่าวได้ว่าประกาศฉบับนี้ก็คือประกาศที่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้พนักงานเกษียณอายุออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในประกาศนี้นั่นเอง เพียงแต่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรยังต้องการหลักเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับเหตุผลและความจำเป็นในขณะนั้น โดยยังต้องการคงหลักการให้พนักงานทำงานได้จนถึงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเดิมด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องการให้พนักงานบางส่วนที่พอจะลดอัตรากำลังลงได้ได้เกษียณอายุก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แต่พนักงานบางส่วนที่ยังจำเป็นต้องให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไปหรือยังไม่มีผู้ทำหน้าที่ทดแทนได้ ก็อยู่ในดุลพินิจของธนาคารที่จะไม่อนุญาตให้ออกจากงานก่อนกำหนดได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพการทำงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จึงย่อมเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่ให้พนักงานออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยความสมัครใจร่วมกันนี้ก็คือข้อกำหนดส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงาน อันเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงานเพิ่มเติมจากที่กำหนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นให้เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเกษียณอายุงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศนี้ ดังนั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิตามประกาศนี้ในการออกจากงาน โดยการเกษียณอายุซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่มุ่งส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อประโยชน์ในยามชราภาพของลูกจ้างก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการเกษียณอายุโดยการออกจากงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดไว้ให้เป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้ขณะออกจากงานโจทก์ก็มีอายุ 55 ปีเศษ อันเป็นกรณีที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งโจทก์ก็เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปีแล้ว จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่มีผลให้เงินได้ที่โจทก์ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (36) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญศิริ นิ่มมุกดา
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782/2558
#582986
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ..." ซึ่งบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าวต้องพิจารณาในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นว่า บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอื่นได้ สิทธิในการเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีแพ่งให้แก่บริษัท บ. แล้วก็ตาม แต่วันที่จำเลยกระทำความผิดโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว เมื่อจำเลยโอนขายที่ดินของจำเลยให้แก่ น. เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลย โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ของศาลแพ่ง ระหว่างบริษัทรูมาโฮลดิ้ง บี.วี. จำกัด โจทก์ กับนางนงเยาว์ ที่ 1 นายวีระชัย ที่ 2 นายอำนาจ ที่ 3 จำเลยที่พิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวกับพวกร่วมกันชำระเงิน 148,472,881 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 166817 ถึง 166819 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางนงนุช ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2554 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องเรียกร้องตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวให้แก่บริษัทโบโคเจ เอส. พี. เอ. โคสตรูซีโอนนี่ เจนเนอรารี จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การพิจารณาอำนาจฟ้องของโจทก์จะต้องพิจารณาในขณะยื่นฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่โอนที่ดินให้แก่นางนงนุชหรือไม่ มิใช่พิจารณาข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุเพราะขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลยและไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการกระทำของจำเลยอีกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง...." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งต้องพิจารณาในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นว่า บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของการเป็นผู้เสียหายเป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอื่นได้ ดังนี้ สิทธิในการเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ของศาลแพ่ง ให้แก่บริษัทโบโคเจ เอส พี. เอ. โคสตรูซีโอนนี่ เจนเนอรารี จำกัด แล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด โจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว เมื่อจำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 166817 ถึง 166819 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของจำเลย ให้แก่นางนงนุช เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลย โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรูมาโฮลดิ้ง บี.วี. จำกัด
จำเลย — นายอำนาจ โตวชิรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายปัญจ กล้าแข็ง
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8780/2558
#634171
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง..." และตามมาตรา 53 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 หากปรากฏในภายหลังโดยคำร้องของเจ้าของ ผู้รับโอน หรือผู้รับประโยชน์ทรัพย์สินนั้น ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของมาตรา 50 ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้น..." และในวรรคสองบัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะต้องยื่นภายในหนึ่งปีนับแต่คำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด และผู้ร้องต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านตามมาตรา 50 ได้ เพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่า ผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ 2 กรณี กล่าวคือ กรณีแรกต้องยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 50 วรรคสอง และกรณีที่สองยื่นคำร้องภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 53 โดยผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องภายใน 1 ปี นับแต่คำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด และพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการ หรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น

ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีการส่งหนังสือแจ้งประกาศของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2546 เรื่อง ประกาศศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ไปยังสำนักงานใหญ่ของผู้คัดค้านที่ 6 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2546 ซึ่งมีพนักงานของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเอกสารดังกล่าวไว้แทน ย่อมถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 6 ทราบถึงประกาศดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในวันที่ 2 ธันวาคม 2547 ภายหลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 6 ทราบประกาศดังกล่าวแล้วเกือบ 1 ปี ผู้คัดค้านที่ 6 ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ แต่ผู้คัดค้านที่ 6 กลับมิได้ดำเนินการยื่นคำร้องภายในระยะเวลาดังกล่าว การที่ผู้คัดค้านที่ 6 เพิ่งมายื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน นานถึง 2 เดือน 16 วัน ผู้คัดค้านที่ 6 จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านก่อนศาลมีคำสั่งได้เพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการ หรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น เมื่อไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด ๆ ในคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 ประกอบกับในวันนัดไต่สวน ทนายผู้คัดค้านที่ 6 แถลงรับว่าจะนำสืบเฉพาะประเด็นความสุจริตในการรับจำนองที่ดินพิพาทเท่านั้น ทั้งผู้คัดค้านที่ 6 ทราบถึงประกาศของศาลชั้นต้น ถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 6 ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นว่า เหตุใดจึงไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านตามมาตรา 50 ได้ ดังนั้นกรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 53 วรรคสอง ผู้คัดค้านที่ 6 ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวมทั้งดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินเพราะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อมาผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำร้องคัดค้านลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 คัดค้านการยึดทรัพย์สินดังกล่าวเฉพาะที่ดินตามโฉนดเลขที่ 82314 ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ผู้คัดค้านที่ 6 รับจำนองเป็นประกันเงินกู้ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 6 ยอมรับว่ามีการส่งหนังสือแจ้งประกาศของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2546 เรื่องประกาศศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ไปยังสำนักงานใหญ่ของผู้คัดค้านที่ 6 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2546 ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่พิพาทตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำร้องคัดค้านตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 53 เป็นการเริ่มคดีใหม่จึงให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 14,126 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 โดยขอให้ศาลยกคำร้องเฉพาะทรัพย์พิพาทหรือให้ถอนการยึดหรือหากมีการขายทอดตลาดก็ขอให้ได้รับชำระหนี้ก่อนบุคคลอื่น และในวันนัดไต่สวนคำร้องคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 6 ยอมรับว่ามีการส่งหนังสือแจ้งประกาศของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2546 เรื่องประกาศศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ไปยังสำนักงานใหญ่ของผู้คัดค้านที่ 6

ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 มีว่า ผู้คัดค้านที่ 6 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 49 อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง..." และตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 หากปรากฏในภายหลังโดยคำร้องของเจ้าของ ผู้รับโอน หรือผู้รับประโยชน์ทรัพย์สินนั้น ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของมาตรา 50 ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้น..." และในวรรคสองบัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะต้องยื่นภายในหนึ่งปีนับแต่คำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด และผู้ร้องต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านตามมาตรา 50 ได้ เพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่า ผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนได้ 2 กรณี กล่าวคือ กรณีแรกต้องยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 50 วรรคสอง และกรณีที่สองยื่นคำร้องภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 53 โดยผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องภายใน 1 ปี นับแต่คำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด และพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ก่อนศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการ หรือ มีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า มีการส่งหนังสือแจ้งประกาศของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2546 เรื่อง ประกาศศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ไปยังสำนักงานใหญ่ของผู้คัดค้านที่ 6 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2546 ซึ่งมีพนักงานของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเอกสารดังกล่าวไว้แทน ย่อมถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 6 ทราบถึงประกาศดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในวันที่ 2 ธันวาคม 2547 ภายหลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 6 ทราบประกาศดังกล่าวแล้วเกือบ 1 ปี ผู้คัดค้านที่ 6 ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ แต่ผู้คัดค้านที่ 6 กลับมิได้ดำเนินการยื่นคำร้องภายในระยะเวลาดังกล่าว การที่ผู้คัดค้านที่ 6 เพิ่งมายื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนานถึง 2 เดือน 16 วัน ผู้คัดค้านที่ 6 จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านก่อนศาลมีคำสั่งได้เพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการ หรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น เมื่อไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใด ๆ ในคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 6 ประกอบกับในวันนัดไต่สวน ทนายผู้คัดค้านที่ 6 แถลงรับว่าจะนำสืบเฉพาะประเด็นความสุจริตในการรับจำนองที่ดินพิพาทเท่านั้น ทั้งผู้คัดค้านที่ 6 ทราบถึงประกาศของศาลชั้นต้นดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 6 ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นว่า เหตุใดจึงไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านตามมาตรา 50 ได้ ดังนั้นกรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 53 วรรคสอง ผู้คัดค้านที่ 6 ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายอดิศร เพชรวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8759/2558
#586552
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หมายถึงนายจ้างได้ปิดสถานที่ซึ่งใช้ประกอบกิจการเป็นประจำแห่งเดิมแล้วย้ายไปเปิดในที่แห่งใหม่อันมิใช่สถานที่ซึ่งใช้ประกอบกิจการเป็นประจำอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยใช้อู่ปากน้ำเป็นสถานที่จอดเก็บรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย ปอ.507 ในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขับรถจะต้องเริ่มต้นมาที่อู่ปากน้ำ เวลา 3 นาฬิกา ซึ่งเป็นกะแรกเพื่อลงชื่อก่อนทำงานแล้วรับรถขับออกจากอู่ไปยังปลายทางสายใต้ใหม่แล้วขับวนกลับมาที่อู่ปากน้ำ เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วโจทก์จะต้องนำรถไปเติมน้ำมันและนำรถไปจอดเก็บไว้ที่อู่ปากน้ำจึงกลับบ้านได้ เมื่อจำเลยได้ปิดสถานที่ประกอบกิจการเป็นประจำแห่งเดิมที่อู่ปากน้ำแล้วย้ายไปใช้อู่สายใต้ใหม่อันมิใช่สถานที่ที่จำเลยใช้ประกอบกิจการประจำอยู่ก่อนแล้วเป็นสถานที่ประกอบกิจการประจำแห่งใหม่ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นแล้ว เมื่อโจทก์มีบ้านอยู่ที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีระยะทางห่างจากอู่ปากน้ำ 3 กิโลเมตร และห่างจากอู่สายใต้ใหม่ 58 กิโลเมตร โดยโจทก์พักอาศัยอยู่กับพี่สาวที่มีอายุ 56 ปี ซึ่งเจ็บป่วยบ่อยและโจทก์ต้องดูแล เมื่อพิจารณาประกอบการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ที่จำเลยเปลี่ยนให้โจทก์จะต้องเริ่มต้นมาทำงานโดยมาลงชื่อก่อนทำงานที่อู่สายใต้ใหม่แล้วรับรถขับจากอู่สายใต้ใหม่ไปยังปลายทางที่อู่ปากน้ำ แล้วขับวนมาที่อู่สายใต้ใหม่ และเมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วต้องนำรถไปเติมน้ำมันและนำไปจอดเก็บที่อู่สายใต้ใหม่จึงจะกลับบ้านได้แล้ว แสดงว่าหากโจทก์ต้องทำงานตามที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการจากอู่ปากน้ำไปที่อู่สายใต้ใหม่ ย่อมมีความลำบากและเสียเวลาในการเดินทางมากกว่าเดิม อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีเวลาพักผ่อนน้อยลงกว่าเดิมและไม่มีเวลาดูแลครอบครัวเช่นเดิม เป็นการเพิ่มภาระและก่อความเดือดร้อนแก่โจทก์หรือครอบครัว ถือได้ว่ามีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือครอบครัว หากโจทก์ไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118 เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยโดยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้มีผลในวันที่ 9 ธันวาคม 2550 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษดังกล่าว

ค่าชดเชยพิเศษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118 เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 10 ปีขึ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) เป็นเงิน 145,175 บาท เมื่อคิดเป็นค่าชดเชยพิเศษคือร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับจะได้เป็นเงิน 72,587.50 บาท การที่ศาลแรงงานกลางเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความและอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษเป็นเงิน 72,587.50 บาท แก่โจทก์ แม้เกินไปจากที่โจทก์มีคำขอบังคับ แต่เป็นการกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษตามจำนวนเงินที่ถูกต้องแท้จริง จึงเป็นการพิพากษาที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,292 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 52,142 บาท และเงินประกันการทำงาน 9,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงิน 26,121 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 21,115 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษจำนวน 51,472.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันเป็นยุติว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารโดยรถยนต์ปรับอากาศสาย ปอ.507 เข้าร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพหรือ ขสมก. วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากอู่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ถึงขนส่งสายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และวนกลับอู่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 โจทก์ได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นพนักงานขับรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.507 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นรายวัน วันละ 191 บาท กำหนดจ่ายทุกวัน และได้รับค่าจ้างจากเปอร์เซ็นต์ค่าตั๋วโดยสารคิดจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 รวมเวลา 10 เดือน คิดเป็นเงินจำนวนรวม 87,875 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน โจทก์พักอยู่กับพี่สาวที่มีอายุ 56 ปี ซึ่งเจ็บป่วยบ่อย และโจทก์กับพี่สาวต่างดูแลกัน ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2550 จำเลยได้มีประกาศคำสั่งพิเศษ/2550 และเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550 โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างกับจำเลย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป เนื่องจากจำเลยย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีบ้านพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 120/59 หมู่ที่ 2 ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งระยะทางจากบ้านพักถึงอู่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ประมาณ 3 กิโลเมตร ระยะทางจากบ้านถึงสายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ประมาณ 58 กิโลเมตร จำเลยย้ายอู่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ไปเปิดอู่ที่สายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุทำให้การเริ่มต้นปฏิบัติงานของโจทก์จะต้องเริ่มต้นไปลงเวลาทำงานรับรถยนต์ที่อู่สายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จโจทก์ก็จะต้องนำรถยนต์ไปเก็บที่อู่สายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร แล้วเติมน้ำมันแล้วจึงจะกลับบ้านโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการได้ จึงถือว่าการย้ายอู่ของจำเลยเป็นการย้ายสถานประกอบกิจการของจำเลยแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะไปทำงานโดยเริ่มต้นทำงานที่อู่สายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยชอบด้วยมาตรา 120 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมแก่โจทก์ ส่วนเงินประกันการทำงาน เมื่อจำเลยให้การและนำสืบยอมรับว่าเก็บเงินประกันการทำงานไว้จากโจทก์ 9,720 บาท ดังนั้นเมื่อโจทก์ออกจากงานจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนให้โจทก์ แต่ถ้าโจทก์ทำความเสียหายให้แก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธินำไปหักกับความเสียหายของจำเลยได้ แต่เมื่อระหว่างโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ได้ขับรถยนต์โดยสารประจำทางสาย ปอ.507 โดยประมาทเลินเล่อไปชนรถยนต์ของผู้อื่นจนได้รับความเสียหายเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายไป 30,835 บาท จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากโจทก์ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลย 30,835 บาท เมื่อนำเงินประกันการทำงานของโจทก์มาหักหนี้แล้ว 9,720 บาท คงเหลือที่โจทก์จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลย 21,115 บาท และเมื่อนำเงินที่โจทก์จะต้องชดใช้ 21,115 บาท มาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ 72,587.50 บาท แล้วคงเหลือค่าชดเชยพิเศษที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ 51,472.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การย้ายอู่จอดรถยนต์โดยสารประจำทางของจำเลยเป็นกรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์หรือครอบครัว และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยย้ายอู่จอดรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.507 จากต้นทางที่อู่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ไปยังปลายทางที่อู่สายใต้ใหม่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนจุดจอดรถเท่านั้น เพราะการเดินรถยังเดินในเส้นทางเดิม และเพื่อความเหมาะสมในการทำงานจึงเปลี่ยนจุดจอดรถ จุดลงเวลาทำงานและรับส่งรถ กำหนดเวลาทำงานให้สิทธิเลือกเป็น 4 กะ หากทำกะดึกอนุญาตให้ทำกะต่อไปโดยมิใช่กะแรกได้ ลักษณะการทำงานอยู่บนรถตลอดเวลามิได้อยู่ในสำนักงานจึงไม่ได้มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์ นั้น เห็นว่า กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หมายถึงนายจ้างได้ปิดสถานที่ซึ่งใช้ประกอบกิจการเป็นประจำแห่งเดิมแล้วย้ายไปเปิดในที่แห่งใหม่อันมิใช่สถานที่ซึ่งใช้ประกอบกิจการเป็นประจำอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยใช้อู่ปากน้ำเป็นสถานที่จอดเก็บรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย ปอ.507 ในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขับรถจะต้องเริ่มต้นมาที่อู่ปากน้ำ เวลา 3 นาฬิกา ซึ่งเป็นกะแรก เพื่อลงชื่อก่อนทำงานแล้วรับรถขับออกจากอู่ไปยังปลายทางสายใต้ใหม่แล้วขับวนกลับมาที่อู่ปากน้ำ เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วโจทก์จะต้องนำรถไปเติมน้ำมันและนำรถไปจอดเก็บไว้ที่อู่ปากน้ำจึงกลับบ้านได้ ต่อมาจำเลยได้ย้ายไปใช้อู่สายใต้ใหม่เป็นสถานที่จอดเก็บรถแทน และในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ จำเลยเปลี่ยนให้โจทก์จะต้องเริ่มต้นทำงานโดยมาลงชื่อก่อนทำงานที่อู่สายใต้ใหม่แล้วรับรถขับจากอู่ที่สายใต้ใหม่ไปยังปลายทางที่อู่ปากน้ำ แล้วขับวนมาที่อู่สายใต้ใหม่ และเมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วต้องนำรถไปเติมน้ำมันและนำไปจอดเก็บที่อู่สายใต้ใหม่จึงจะกลับบ้านได้ แสดงว่าเดิมจำเลยได้ใช้อู่ปากน้ำเป็นสถานที่ประกอบกิจการประจำ เมื่อจำเลยได้ปิดสถานที่ประกอบกิจการเป็นประจำแห่งเดิมที่อู่ปากน้ำแล้วย้ายไปเปิดใช้อู่สายใต้ใหม่อันมิใช่สถานที่ที่จำเลยใช้ประกอบกิจการประจำอยู่ก่อนแล้วเป็นสถานที่ประกอบกิจการประจำแห่งใหม่ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อโจทก์มีบ้านอยู่ที่บ้านเลขที่ 120/59 หมู่ที่ 2 ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีระยะทางห่างจากอู่ปากน้ำ 3 กิโลเมตร และห่างจากอู่สายใต้ใหม่ 58 กิโลเมตร โดยโจทก์พักอาศัยอยู่กับพี่สาวที่มีอายุ 56 ปี ซึ่งเจ็บป่วยบ่อยและโจทก์ต้องดูแล เมื่อพิจารณาประกอบการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ที่จำเลยเปลี่ยนให้โจทก์จะต้องเริ่มต้นทำงานโดยมาลงชื่อก่อนทำงานที่อู่สายใต้ใหม่แล้วรับรถขับจากอู่ที่สายใต้ใหม่ไปยังปลายทางที่อู่ปากน้ำ แล้วขับวนมาที่อู่สายใต้ใหม่ และเมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วต้องนำรถไปเติมน้ำมันและนำไปจอดเก็บที่อู่สายใต้ใหม่จึงจะกลับบ้านได้แล้ว แสดงว่าหากโจทก์ต้องทำงานตามที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการจากอู่ปากน้ำไปที่อู่สายใต้ใหม่ซึ่งมีระยะทางห่างจากบ้านพัก 58 กิโลเมตร ย่อมมีความลำบากและเสียเวลาในการเดินทางมากกว่าเดิม อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีเวลาพักผ่อนน้อยลงกว่าเดิมและไม่มีเวลาดูแลครอบครัวเช่นเดิม เป็นการเพิ่มภาระและก่อความเดือดร้อนแก่โจทก์หรือครอบครัว ถือได้ว่ามีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง แล้ว หากโจทก์ไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิตามมาตรา 118 เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยโดยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้มีผลในวันที่ 9 ธันวาคม 2550 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์มากกว่าที่โจทก์ขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์มากกว่าที่โจทก์ขอเป็นการไม่ชอบและขัดต่อกฎหมาย นั้น เห็นว่า การได้รับค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118 เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 10 ปีขึ้นไป โจทก์จึงพึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) และโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 191 บาท และค่าจ้างจากเปอร์เซ็นต์ค่าตั๋วโดยสารอันถือเป็นค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย เมื่อคิดค่าชดเชยจากค่าจ้างรายวันโจทก์จะได้รับเป็นเงิน 57,300 บาท และคิดค่าชดเชยจากค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ซึ่งนับ 300 วันสุดท้าย (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550) เป็นเงิน 87,875 บาท รวมเป็นค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับเป็นเงิน 145,175 บาท เมื่อคิดเป็นค่าชดเชยพิเศษคือร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับจะได้เป็นเงิน 72,587.50 บาท การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความและอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษเป็นเงิน 72,587.50 บาท แก่โจทก์ แม้เกินไปจากที่โจทก์มีคำขอบังคับ แต่เป็นการวินิจฉัยให้จ่ายค่าชดเชยพิเศษตามจำนวนเงินที่ถูกต้องแท้จริงโดยอ้างเหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความและระบุอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยไว้ด้วยแล้ว จึงเป็นการพิพากษาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 120 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิงห์ บุญมาทัศ
จำเลย — บริษัทเอส.เค.ทัวร์แอนด์เซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755/2558
#587393
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมอาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อชดใช้ราคารถที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดหรือค่าขาดราคาได้นับแต่วันเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ มิใช่นับแต่วันที่ประมูลขายทอดตลาดรถที่เช่าซื้อ เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขาดราคาจึงขาดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 208,027.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,293 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลฎีกา จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถที่เช่าซื้อแล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันตามฟ้อง สัญญาเช่าซื้อเลิกกันตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถที่เช่าซื้อคืนมา แล้วได้ประมูลขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ได้เงิน 402,000 บาท น้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ยังไม่ได้ชำระอีก 511,293 บาท อยู่ 109,293 บาท ต่อมาผู้ให้เช่าซื้อล้มละลาย โจทก์ซื้อสิทธิเรียกร้องของผู้ให้เช่าซื้อจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องคดีนี้ด้วย โจทก์มาฟ้องคดีนี้เรียกค่าขาดราคา 109,293 บาท กับค่าขาดประโยชน์ โดยฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 สำหรับค่าขาดประโยชน์โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ฟ้องของโจทก์ส่วนที่เกี่ยวกับค่าขาดราคาขาดอายุความ 10 ปี หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การนับอายุความต้องนับแต่วันถัดจากวันที่ประมูลขายทอดตลาด เพราะผู้ให้เช่าซื้อทราบถึงจำนวนค่าขาดราคาเมื่อได้มีการนำรถที่เช่าซื้อขายทอดตลาดในวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมอาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อชดใช้ราคารถที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดหรือค่าขาดราคาได้นับแต่วันเลิกสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ฎีกา เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขาดราคาจึงขาดอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไวซ์ แมเนชเมนท์ จำกัด
จำเลย — นางชุลีพร วัฒนารมย์ หรือนางปทิตตยา สุขห่วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวัชรพล หมายสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ บุญเกษม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8752/2558
#632589
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้คำ "อีเฒ่าหัวหงอก" และ "มึง" เป็นสรรพนามในการเรียกโจทก์ผู้เป็นมารดา ซึ่งไม่ปรากฏว่าโดยปกติบุคคลทั่วไปรวมถึงจำเลยใช้สรรพนามดังกล่าวแทนมารดา คำดังกล่าวไม่ได้มีความหมายว่ามารดา แต่มีความหมายเปรียบเปรยไปในทางไม่ให้ความเคารพและทำให้โจทก์ได้รับความอับอายอันเป็นการแสดงออกถึงการดูถูกเหยียดหยามโจทก์ สำหรับเนื้อหาแม้จะถือว่าเป็นการกระทบกระเทียบ แต่ก็ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายเป็นไปในทางดูถูกเหยียดหยามโจทก์เช่นกัน การที่จำเลยด่าโจทก์ผู้เป็นมารดาด้วยถ้อยคำดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์ถอนคืนการให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10894 และ 10896 ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ คืนโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10894 และ 10896 ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10894 และ 10896 ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ แก่จำเลย จำเลยด่าโจทก์ว่า "อีเฒ่าหัวหงอก มึงเข้าวัดเข้าได้แต่ตีน บ่"

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำด่าดังกล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้คำ "อีเฒ่าหัวหงอก" และ "มึง" เป็นสรรพนามในการเรียกโจทก์ผู้เป็นมารดา ซึ่งไม่ปรากฏว่าโดยปกติบุคคลทั่วไปรวมถึงจำเลยใช้สรรพนามแทนมารดา คำดังกล่าวไม่ได้มีความหมายว่ามารดา แต่มีความหมายเปรียบเปรยไปในทางไม่ให้ความเคารพและทำให้โจทก์ได้รับความอับอายอันเป็นการแสดงออกถึงการดูถูกเหยียดหยามโจทก์ สำหรับเนื้อหาแม้จะถือว่าเป็นการกระทบกระเทียบ แต่ก็ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายเป็นไปในทางดูถูกเหยียดหยามโจทก์เช่นกัน การที่จำเลยด่าโจทก์ผู้เป็นมารดาด้วยถ้อยคำดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์ถอนคืนการให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทแทนทายาทของนายพา รวมทั้งจำเลย การที่โจทก์ยกที่พิพาทให้จำเลยจึงเป็นการยกให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไข นามวิลา
จำเลย — นางถันหา ยวงใย
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2558
#586086
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ว่าโจทก์ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 8,500,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี โจทก์ได้รับเงินค่าขายฝากครบถ้วน แล้วโจทก์ไม่ไถ่คืนภายในกำหนดและไม่ออกไปจากที่ดินที่ขายฝาก ขอให้ขับไล่และเรียกค่าขาดประโยชน์ โจทก์ให้การต่อสู้ว่าจำเลยชำระเงินค่าขายฝากไม่ครบ ขาดอยู่ 1,500,000 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับเงินค่าขากฝากครบจำนวนตามข้อความที่ระบุในสัญญาขายฝาก พิพากษาให้ขับไล่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย คดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 8,500,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี จำเลยชำระเงินค่าขายฝากให้แก่โจทก์แล้ว 7,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,500,000 บาท ยังไม่ชำระ ขอให้จำเลยชำระส่วนที่เหลือ เช่นนี้ เป็นกรณีที่ศาลในคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยคดีว่าจำเลยคดีนี้ชำระเงินค่าขายฝากให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว มิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์คดีนี้จึงตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 จึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยคดีนี้จะมิได้ยกเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ชำระราคาส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท แก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าก่อนคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกา มีคดีซึ่งจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นอีกคดีหนึ่งว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) ขายฝากที่ดินแปลงเดียวกับคดีนี้แก่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ในราคา 8,500,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี ตามสัญญาขายฝากฉบับเดียวกับคดีนี้ จำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้รับเงินค่าขายฝากครบถ้วน แล้วจำเลย (โจทก์คดีนี้) ไม่ไถ่คืนภายในกำหนด และไม่ออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากดังกล่าว ขอให้ขับไล่และเรียกค่าขาดประโยชน์ โจทก์คดีนี้ให้การต่อสู้คดีดังกล่าวทำนองเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้ว่า โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ชำระเงินค่าขายฝากไม่ครบ ขาดอยู่ 1,500,000 บาท กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังโจทก์ ศาลชั้นต้นคดีดังกล่าววินิจฉัยว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้รับเงินค่าขายฝากครบจำนวนตามข้อความที่ระบุในสัญญาขายฝาก และมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลย (โจทก์คดีนี้) พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1234/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลย (โจทก์คดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 362/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลย (โจทก์คดีนี้) ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งคดีดังกล่าวว่า ฎีกาของจำเลย (โจทก์คดีนี้) เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา เช่นนี้ เห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า จำเลยคดีนี้ชำระเงินค่าขายฝากให้แก่โจทก์คดีนี้ครบถ้วนแล้ว มิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์คดีนี้จึงตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 จึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยคดีนี้จะมิได้ยกเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรเพชรา ชาญกว้าง
จำเลย — นางสาวภัทรานิษฐ์ พุฒิเรืองศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาววราภรณ์ มณีขึ้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2558
#633596
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกา มีคดีซึ่งจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นอีกคดีหนึ่งว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) ขายฝากที่ดินแปลงเดียวกับคดีนี้แก่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ในราคา 8,500,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี ตามสัญญาขายฝากฉบับเดียวกับคดีนี้ จำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้รับเงินค่าขายฝากครบถ้วน แล้วจำเลย (โจทก์คดีนี้) ไม่ไถ่คืนภายในกำหนด และไม่ออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากดังกล่าว ขอให้ขับไล่และเรียกค่าขาดประโยชน์ โจทก์คดีนี้ให้การต่อสู้คดีดังกล่าวทำนองเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้ว่า โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ชำระเงินค่าขายฝากไม่ครบ ขาดอยู่ 1,500,000 บาท กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังโจทก์ ศาลชั้นต้นคดีดังกล่าววินิจฉัยว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้รับเงินค่าขายฝากครบจำนวนตามข้อความที่ระบุในสัญญาขายฝาก และมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลย (โจทก์คดีนี้) พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) จำเลย (โจทก์คดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลย (โจทก์คดีนี้) ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งคดีดังกล่าวว่า ฎีกาของจำเลย (โจทก์คดีนี้) เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา เช่นนี้ เป็นกรณีที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า จำเลยคดีนี้ชำระเงินค่าขายฝากให้แก่โจทก์คดีนี้ครบถ้วนแล้ว มิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์คดีนี้จึงตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 จึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยคดีนี้จะมิได้ยกเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ชำระราคาส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท แก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าก่อนคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกา มีคดีซึ่งจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นอีกคดีหนึ่งว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) ขายฝากที่ดินแปลงเดียวกับคดีนี้แก่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ในราคา 8,500,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี ตามสัญญาขายฝากฉบับเดียวกับคดีนี้ จำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้รับเงินค่าขายฝากครบถ้วน แล้วจำเลย (โจทก์คดีนี้) ไม่ไถ่คืนภายในกำหนด และไม่ออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากดังกล่าว ขอให้ขับไล่และเรียกค่าขาดประโยชน์ โจทก์คดีนี้ให้การต่อสู้คดีดังกล่าวทำนองเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้ว่า โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ชำระเงินค่าขายฝากไม่ครบ ขาดอยู่ 1,500,000 บาท กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังโจทก์ ศาลชั้นต้นคดีดังกล่าววินิจฉัยว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้รับเงินค่าขายฝากครบจำนวนตามข้อความที่ระบุในสัญญาขายฝาก และมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลย (โจทก์คดีนี้) พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1234/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลย (โจทก์คดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 362/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลย (โจทก์คดีนี้) ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งคดีดังกล่าวว่า ฎีกาของจำเลย (โจทก์คดีนี้) เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา เช่นนี้ เห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า จำเลยคดีนี้ชำระเงินค่าขายฝากให้แก่โจทก์คดีนี้ครบถ้วนแล้ว มิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์คดีนี้จึงตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 จึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยคดีนี้จะมิได้ยกเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรเพชรา ชาญกว้าง
จำเลย — นางสาวภัทรานิษฐ์ พุฒิเรืองศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8747/2558
#633659
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอของผู้ร้องย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียถ้าหากมี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 เมื่อคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองถึงที่สุดแล้ว และข้อที่ผู้ร้องขอแก้ไขคำสั่งของศาลขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 65,000,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เป็นการขอให้ศาลทำคำสั่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาระความรับผิดของจำเลย นอกเหนือไปจากคำสั่งของศาลซึ่งมีผลเป็นการแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคสอง กรณีมิใช่เรื่องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ที่จะเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5904 ตำบลดอนหัวฬ่อ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการขายทรัพย์จำนอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวน 98,140,835 บาท จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 5904 ตำบลดอนหัวฬ่อ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีให้ผู้ร้องสวมสิทธิในการบังคับคดีแทน

วันที่ 16 ธันวาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอแก้ไขเกี่ยวกับดอกเบี้ยแล้ว แต่มิได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระดอกเบี้ยด้วย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งชอบแล้ว ไม่อาจแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งข้อที่ขอแก้ไขมิใช่ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ชอบที่จะต้องอุทธรณ์ฎีกาต่อไป ยกคำขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาด คำร้องขอของผู้ร้องย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียถ้าหากมี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 เมื่อคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองถึงที่สุดแล้ว และข้อที่ผู้ร้องขอแก้ไขคำสั่งของศาลนั้น เป็นการขอให้ศาลทำคำสั่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาระความรับผิดของจำเลย นอกเหนือไปจากคำสั่งของศาลซึ่งมีผลเป็นการแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคสอง กรณีมิใช่เรื่องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ที่จะเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในคำแถลงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 145 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปีกานติ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทสยามนิสสัน อุบลราชธานี จำกัด
จำเลย — บริษัทเฟิสท์-บูรพาอินคอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8741/2558
#588378
เปิดฉบับเต็ม

ในการอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นครั้งแรก จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เต็มจำนวน 200,000 บาท ครบถ้วนแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดี จำเลยทั้งสามจึงหาต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ในคดีไม่ แต่ควรเสียอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ให้จำเลยทั้งสามแพ้คดี โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์นั้น คงหมายรวมเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท เท่านั้น ส่วนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลือต้องสั่งคืนแก่จำเลยทั้งสาม เมื่อเป็นดังนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นครั้งใหม่ โดยขอให้ถือเอาเงินจำนวนดังกล่าวนี้เป็นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 132,797,238.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 86,033,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การแก้คดี ส่วนจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 มกราคม ทนายจำเลยที่ 3 ให้ผู้รับมอบฉันทะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่ามีอาการเจ็บขา ไม่อาจเดินได้ ขออนุญาตถามค้านพยานโจทก์นัดต่อไป ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีใบรับรองแพทย์จึงไม่อาจอนุญาต ต่อมาวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอเลื่อนคดีอ้างเหตุพยานบางคนติดธุระและพยานบางคนติดต่อไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้อง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 132,797,238.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 86,033,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลและรอสั่งอุทธรณ์เมื่อจำเลยทั้งสามวางเงินดังกล่าวแล้ว

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ไว้ในคำพิพากษาตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไว้ จึงขอถือเอาค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้คืนเป็นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ในการอุทธรณ์ครั้งนี้ หากไม่อนุญาตจำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 45 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในส่วนที่ขอให้ถือเอาค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งก่อนเป็นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในครั้งนี้ แต่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลในวันที่ 9 มิถุนายน 2549

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หากจำเลยทั้งสามประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามรูปคดีต่อไป

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ความปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงขอให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะขอให้ถือเอาค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลในการอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาครั้งแรก มาเป็นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ในการอุทธรณ์ครั้งหลังได้หรือไม่ เห็นว่า ในการอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นครั้งแรก จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เต็มจำนวน 200,000 บาท ครบถ้วนแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีว่าผู้ใดควรชนะคดี จำเลยทั้งสามจึงหาต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ในคดีไม่ จึงควรเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เท่านั้น คือ จำนวน 200 บาท การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ให้จำเลยทั้งสามแพ้คดี โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์นั้น คงมีความหมายรวมถึงค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท ดังกล่าวเท่านั้น ส่วนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสามได้วางไว้ที่เหลืออีก 199,800 บาท ต้องสั่งคืนให้แก่จำเลยทั้งสาม เพราะมิใช่เงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสามต้องชำระ ดังนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นครั้งใหม่ โดยขอให้ถือเอาเงินจำนวนดังกล่าวนี้เป็นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งใหม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ถือเอาเงินที่เหลือจำนวน 199,800 บาท ที่จำเลยที่ 1 วางศาลไว้เป็นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งแรก เป็นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งใหม่ได้ ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอีกจำนวน 200 บาท มาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทยูนิเวสท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิรัช เมฆอรุโณทัย
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2558
#634170
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดอ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งแปดจะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินดังกล่าวให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเมื่อมีการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสามหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งแปดไม่ โจทก์ทั้งแปดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ทั้งแปดและทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเรียบร้อยตามเดิม ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายเป็นรายปีปีละ 72,000 บาท นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ทั้งแปดจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกจากที่ดิน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งแปดคนละ 9,000 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งแปดคนละ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งแปดฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 6 ถึงแก่ความตาย นางสาวปาหนัน บุตรของนางปราณีโจทก์ที่ 6 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายทั่งกับนางหลง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นภริยาและบุตรของจำเลยที่ 1 เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ นายทั่งได้ซื้อมาจากนายทอง ในราคา 14,000 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2517 ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย มีอาณาเขตทิศเหนือจดเขาหรือผนังเขาทิศใต้จดที่ดินของนายศักดิ์ ทิศตะวันตกจดที่ดินของนายวี ทิศตะวันออกจดที่ดินของนายเดชา ขณะซื้อขายที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลห้วยยายจิ๋ว กิ่งอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาที่ดินพิพาทถูกเปลี่ยนเขตพื้นที่การปกครองหลายครั้งตาม ภ.บ.ท.6 และใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ต่อมานายทั่งถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกแก่โจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 คนละส่วนเท่า ๆ กัน ตามแผนที่ดินสังเขปปัจจุบันที่ดินพิพาทมีผู้เข้าทำกินอยู่จำเลยทั้งสามครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ตาม ภ.บ.ท.5 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปแจ้งต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิเพื่อขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เป็นที่ดินกลุ่มที่ 4286 แปลงเลขที่ 6 เนื้อที่ 50 ไร่ และจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เป็นที่ดินกลุ่มที่ 4286 แปลงเลขที่ 14 เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา ตามแผนตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์ แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งแปดเป็นข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดหรือไม่ โจทก์ทั้งแปดอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายทั่งซื้อมาจากนายทองเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2517 ขณะซื้อขายที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลห้วยยายจิ๋ว กิ่งอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาปี 2520 นายทั่งได้แจ้งเสียภาษีที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายทั่งโดยระบุที่ตั้งของที่ดินพิพาทว่าตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยยายจิ๋ว กิ่งอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาปี 2518 ทางราชการได้เปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่ทำให้ที่ดินพิพาทเปลี่ยนไปตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อนายทั่งถึงแก่ความตายในปี 2540 แล้ว โจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 ได้แบ่งมรดกที่ดินพิพาทออกเป็น 9 ส่วน โดยจำเลยที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทด้วยตามแผนที่ดินสังเขป โจทก์ทั้งแปดได้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทได้ 2 ถึง 3 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ทั้งแปดอ้างว่าต้องการนำเงินจากการทำไร่มันสำปะหลังในที่ดินพิพาทไปส่งเสียบุตรเรียนหนังสือ โจทก์ทั้งแปดเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพี่น้องกันจึงตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน คงมีแต่ข้อตกลงว่าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่แทนโจทก์ทั้งแปด ต่อมาโจทก์ทั้งแปดทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทออกประกาศขายเนื่องจากที่ดินพิพาทได้ออกเอกสารสิทธิเป็นที่ดิน ส.ป.ก. 4 - 01 แล้ว และเมื่อโจทก์ทั้งแปดไปตรวจสอบที่ดินพิพาทที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ จึงได้ทราบว่ามีที่ดินพิพาทได้ถูกประกาศให้เป็นที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาทไปแจ้งขอเข้าทำประโยชน์ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิโดยอยู่ระหว่างการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ทั้งแปดได้ยื่นหนังสือคัดค้านการกระทำของจำเลยทั้งสามไว้ตามหนังสือคัดค้าน ส่วนจำเลยทั้งสามอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ไปขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดทั้งไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดตั้งอยู่ที่ใด ที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิตาม ภ.บ.ท.5 ที่จำเลยทั้งสามนำไปแจ้งขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิตามรายงานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ และตามแบบตรวจสอบการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินก็เป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับการให้จากนายทั่งประมาณ 2 ถึง 3 ปี ก่อนนายทั่งจะถึงแก่ความตาย เห็นว่า ที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดตามหนังสือสัญญาซื้อขายกับที่ดินที่จำเลยทั้งสามนำไปแจ้งขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ภ.บ.ท.5 ต่างก็เคยเป็นที่ดินมือเปล่าของนายทั่งบิดาโจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 มาก่อน ทั้งปรากฏตาม ภ.บ.ท.5 ของที่ดินมือเปล่าของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินทั้งสองแปลงล้วนเคยมีที่ตั้งอยู่ในท้องที่หมู่ที่ 10 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มาก่อนแม้ต่อมาที่ดินมือเปล่าของจำเลยทั้งสามจะเปลี่ยนมาตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ในภายหลังก็ตาม แต่ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดแผ่นสุดท้าย ก็ปรากฏว่าที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดก็เคยมีที่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มาก่อนเช่นกัน และปัจจุบันที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดได้เปลี่ยนที่ตั้งใหม่เป็นหมู่ที่ 21 บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ แล้ว ที่ดินมือเปล่าของจำเลยทั้งสามที่นำไปแจ้งขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตที่ดินปฏิรูปก็ปรากฏในแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์ แนวเขตที่ดินและคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินและตามรายงานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิว่า จำเลยที่ 2 ระบุว่าที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่ที่บ้านยางเกี่ยวแฝกพัฒนา หมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ และจำเลยที่ 3 ระบุว่าที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 3 ตั้งอยู่บ้านยางเกี่ยวแฝกหมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งระบุในแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดินและคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินว่า ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่บ้านยางเกี่ยวแฝกพัฒนา หมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยมีนายอุดม กำนันตำบลวะตะแบกเป็นผู้รับรอง ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ระบุในแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินว่า ที่ดินของจำเลยที่ 3 ตั้งอยู่บ้านยางเกี่ยวแฝก หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยมีนายชูเกียรติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบกเป็นผู้รับรอง ซึ่งที่ดินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองเป็นที่ดินแปลงเดียวกันจำเลยที่ 2 ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ส่วนจำเลยที่ 3 ครอบครองเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่เศษ ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เช่นเดียวกันกับที่ตั้งของที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดคงแตกต่างกันแต่เพียงที่ตั้งของที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 3 เท่านั้น แต่ที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 3 มีนายชูเกียรติซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 21 เป็นผู้รับรองการทำประโยชน์จึงเชื่อว่าพื้นที่ในหมู่ที่ 3 ต้องอยู่ติดต่อกับพื้นที่ในหมู่ที่ 21 ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เกิดความสับสนไม่แน่ใจว่าที่ดินส่วนที่ตนครอบครองตั้งอยู่หมู่ที่เท่าใดแน่ และตั้งอยู่หมู่เดียวกันทั้งแปลงหรือไม่ ทำให้มีการแจ้งแก่ทางราชการเกี่ยวกับที่ตั้งของที่ดินในเอกสารต่าง ๆ ต่างกัน แต่เนื่องจากที่ดินส่วนของจำเลยที่ 2 และส่วนของจำเลยที่ 3 เป็นที่ดินผืนเดียวกันและอยู่ต่อกัน ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งการได้มาของที่ดินไว้ว่าซื้อมาจากนายทองในระหว่างปี 2515 ถึง 2522 ตามแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายทอง พยานโจทก์ทั้งแปดซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมที่เบิกความว่า พยานได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายทั่งเมื่อประมาณปี 2517 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายอีกทั้งจำนวนเนื้อที่ของที่ดินจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมกันก็มีเนื้อที่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปด และโจทก์ทั้งแปดกับจำเลยทั้งสามต่างนำสืบตรงกันว่า ทางทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองฝ่ายต่างจดที่ดินของนายเดชาเหมือนกัน พยานหลักฐานโจทก์ทั้งแปดจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดตามแผนที่สังเขปกับที่ดินมือเปล่าตาม ภ.บ.ท.5 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นที่ดินแปลงเดียวกันและตั้งอยู่หมู่ที่ 21 บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ที่เดียวกัน ฎีกาของโจทก์ทั้งแปดในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งแปดมีว่า โจทก์ทั้งแปดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หลังจากพยานทราบจากบุตรชายว่าจำเลยที่ 1 จะประกาศขายที่ดินพิพาททั้งแปลงอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 พยานกับพวกจึงไปสอบถามผู้ใหญ่บ้านบ้านยางเกี่ยวแฝกได้รับแจ้งว่า จำเลยทั้งสามได้นำที่ดินพิพาทไปแจ้งขอออกเป็นหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิแล้ว เมื่อไปสอบถามสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิได้รับแจ้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาทมายื่นเรื่องขอออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4 - 01 เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขณะนั้นอยู่ระหว่างดำเนินการออกเอกสารให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ถูกประกาศให้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ ภายหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับมอบที่ดินของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินไปแจ้งการครอบครองเพื่อแสดงต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิเพื่อขออนุญาตเข้าทำกินในที่ดินดังกล่าว และต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำกินในที่ดินปฏิรูปซึ่งเป็นที่ดินเดิมของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดอ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งแปดจะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินดังกล่าวให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเมื่อมีการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสามหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งแปดไม่ โจทก์ทั้งแปดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งแปดข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนกหลิ่ง หวินกำปัง กับพวก
จำเลย — นายวิรัตน์ หวินกำปัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8733/2558
#585109
เปิดฉบับเต็ม

ความหมายของการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง สำหรับกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ 1 การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป 2 ไม่จ่ายค่าจ้างให้ แม้สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนสิ้นสุดลงแล้ว นายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและจ่ายค่าจ้างให้ ก็ไม่ถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ก่อนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนสิ้นสุดลง โจทก์ได้รับสัญญาจ้างฉบับที่ 4 จากจำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่ตกลงทำสัญญาจ้างกับจำเลยต่อไป จำเลยไม่ได้กระทำการใดที่ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยเอง ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 765,000 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 110,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยไม่ได้กระทำการใดที่ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยเอง หาใช่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ ดังนี้ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น ไม่ชอบ เพราะศาลแรงงานกลางไม่นำเอาบทบัญญัติส่วนท้ายของมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในส่วนที่ว่า "ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด" มาประกอบการวินิจฉัย และเมื่อสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนสิ้นสุดลงแล้ว ต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินการต่อไป ดังนั้น ความหมายของการเลิกจ้างตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมี 2 กรณี คือ การเลิกจ้างโดยนายจ้างกระทำการใดที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ เพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินการต่อไป สำหรับกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ 1 การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป 2 ไม่จ่ายค่าจ้างให้ แม้สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนสิ้นสุดลงแล้ว นายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและจ่ายค่าจ้างให้ ก็ไม่ถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า ก่อนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนสิ้นสุดลง โจทก์ได้รับสัญญาจ้างฉบับที่ 4 จากจำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่ตกลงทำสัญญาจ้างกับจำเลยต่อไป จำเลยไม่ได้กระทำการใดที่ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้าง แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยเอง เช่นนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย ภัทรจารุ
จำเลย — บริษัทพีทีทีอีพี เซอร์วิสเซส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวกรรณิกา อัศวเมธา
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา