คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7413/2558
#632406
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนโจทก์นำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้นำยึดที่ดินจำนวน 9 แปลง ของจำเลยทั้งห้าไว้ก่อนแล้ว และปรากฏจากคำแถลงของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จะไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งโจทก์ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่โจทก์ยังคงใช้สิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 อีก โจทก์มิได้ตรวจสอบมูลค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ให้ดีก่อนทำการยึดว่ามีความจำเป็นและสมควรยึดไว้เพื่อขายทอดตลาดหรือไม่ จึงนับว่าเป็นความผิดและเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง นอกจากนี้ ผู้แทนโจทก์ยังแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดหุ้นว่า หากเกิดความเสียหายประการใดยินยอมรับผิดชอบเองทั้งสิ้น และเห็นชอบด้วยกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในราคาประเมินหุ้นละ 100 บาท เท่ากับมูลค่าหุ้นที่โจทก์อ้างว่าได้ดูจากที่มีการจดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียน ซึ่งสามารถคำนวณเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ดังนี้ โจทก์จะมาอ้างในภายหลังว่าขณะยึดหุ้นมีมูลค่าติดลบ ไม่มีคนซื้อ เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ 1 เอง และเห็นชอบด้วยกับราคาประเมินมูลค่าหุ้นดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดหรือบกพร่องแต่ประการใด โจทก์จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 4,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระมาแล้วจำนวน 15,000 บาท 5,900 บาท และ 7,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ในวันที่นำเงินมาชำระในแต่ละครั้ง หากมีเงินเหลือให้นำหักต้นเงินที่ค้างชำระ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระจำนวน 200,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 หากมีเงินเหลือให้นำไปหักชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17361, 17362 และ 20572 ถึง 20578 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17361, 17362 และ 20572 ถึง 20578 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำออกขายทอดตลาด ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นบริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด หุ้นหมายเลข 860001 ถึง 935000 จำนวน 75,000 หุ้น ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดได้ ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอถอนการยึดและขอยกเว้นค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้ว ไม่มีการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ขณะโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ในบริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด นั้น โจทก์สำคัญผิดว่าหุ้นดังกล่าวมีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้วหุ้นไม่มีมูลค่าเลย เพราะติดลบอยู่ 4,242,000 บาท จึงเป็นหุ้นที่ไม่มีราคาและไม่มีผู้ใดซื้อหุ้นอย่างแน่นอน โจทก์เพิ่งทราบเรื่อง ทั้งปัจจุบันบริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้ว และไม่มีหุ้นที่จะนำออกขายทอดตลาดได้ ค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์ที่ยึดจึงไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและอนุญาตให้โจทก์ถอนการยึดโดยงดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ขณะโจทก์นำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 หุ้นยังมีมูลค่า แม้ต่อมาหุ้นดังกล่าวจะไม่มีมูลค่าเนื่องจากบริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วหากโจทก์ประสงค์จะถอนการยึด โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยดูจากมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียน จึงเข้าใจว่าหุ้นมีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ในความเป็นจริงขณะที่โจทก์นำยึดหุ้นติดลบ 59.57 บาท ต่อหุ้น ซึ่งไม่มีคนซื้อ หากโจทก์ทราบว่าหุ้นติดลบไม่มีมูลค่าโจทก์จะไม่นำยึด โจทก์มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเมื่อหุ้นไม่มีมูลค่าจึงไม่อาจคำนวณค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายเป็นตัวเงินได้ โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายนั้น เห็นว่า ก่อนโจทก์นำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้นำยึดที่ดินจำนวน 9 แปลง ของจำเลยทั้งห้าไว้ก่อนแล้ว และปรากฏจากคำแถลงของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จะไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งโจทก์ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่โจทก์ยังคงใช้สิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 อีก โจทก์มิได้ตรวจสอบมูลค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ให้ดีก่อนทำการยึดว่ามีความจำเป็นและสมควรยึดไว้เพื่อขายทอดตลาดหรือไม่ จึงนับว่าเป็นความผิดและเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง นอกจากนี้ ผู้แทนโจทก์ยังแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดหุ้นว่า หากเกิดความเสียหายประการใดยินยอมรับผิดชอบเองทั้งสิ้น และเห็นชอบด้วยกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในราคาประเมินหุ้นละ 100 บาท เท่ากับมูลค่าหุ้นที่โจทก์อ้างว่าได้ดูจากที่มีการจดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียน ซึ่งสามารถคำนวณเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ดังนี้ โจทก์จะมาอ้างในภายหลังว่าขณะยึดหุ้นมีมูลค่าติดลบไม่มีคนซื้อ เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ 1 เอง และเห็นชอบด้วยกับราคาประเมินมูลค่าหุ้นดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดหรือบกพร่องแต่ประการใด โจทก์จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเสฐียรพงษ์หรือศุภกร หอมระรื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7405/2558
#633731
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องหรือร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังเช่นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไป แต่เป็นการฟ้องหรือร้องขอเพื่อให้มีการจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ ดังนั้น แม้คำร้องของโจทก์ในคดีก่อนจะเป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ส่วนคดีนี้เป็นการยื่นคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ก็ตาม แต่ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ก็ได้บัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว จึงเห็นได้ว่า การยื่นคำร้องของโจทก์ในคดีก่อน ศาลก็ต้องพิจารณาให้ได้ความจริงไปตามหลักเกณฑ์อันเป็นเงื่อนไขของการร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 เช่นเดียวกับการพิจารณาคำฟ้องโจทก์ของศาลในคดีนี้ สภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับในคดีก่อนกับในคดีนี้จึงเป็นอย่างเดียวกันคือ เป็นกรณีที่โจทก์ดำเนินคดีเพื่อขอให้มีการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกันนั่นเอง ซึ่งแม้ว่ามูลหนี้ในคดีก่อนกับในคดีนี้จะเป็นคนละมูลหนี้กันก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของจำเลยที่ 2 มาแต่เพียงผู้เดียว สิทธิเรียกร้องในคดีก่อนกับในคดีนี้ โจทก์ย่อมสามารถฟ้องหรือร้องขอรวมกันมาคราวเดียวกันได้ในคดีก่อน เพราะคู่ความในคดีก่อนกับในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกัน กล่าวคือ เป็นคดีระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้ร้องในคดีก่อนซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ กับ ม. ลูกหนี้ที่ 4 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางในคดีก่อนได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยที่ 2 กับพวกได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับโจทก์ และได้มีการโอนทรัพย์สินคือ ที่ดินตีชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน และมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งคำสั่งดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายเป็นคดีนี้อีก จึงถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน กรณีจึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคำร้องในคดีก่อนที่ศาลได้มีคำสั่งอันถึงที่สุดให้ยกคำร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แล้ว คำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 1 ได้ถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีอื่นแล้ว ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ก่อนยื่นคำฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางในคดีหมายเลขดำที่ ล.5632/2550 ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ และศาลล้มละลายกลางในคดีดังกล่าวได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ให้ยกคำร้องสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ล.15798/2550 และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2551 ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นคดีนี้อีก

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคำร้องของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 15798/2550 ของศาลล้มละลายกลางหรือไม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 บัญญัติว่า "นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กระบวนพิจารณาในศาลล้มละลาย ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายและข้อกำหนดตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ... ฯลฯ มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ดังนั้น การพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในปัญหาดังกล่าว จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." เห็นว่า การฟ้องหรือร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังเช่นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไป แต่เป็นการฟ้องหรือร้องขอเพื่อให้มีการจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ ดังนั้น แม้คำร้องของโจทก์ในคดีก่อนจะเป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ส่วนคดีนี้เป็นการยื่นคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ก็ตาม แต่ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ก็ได้บัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว จึงเห็นได้ว่า การยื่นคำร้องของโจทก์ในคดีก่อน ศาลก็ต้องพิจารณาให้ได้ความจริงไปตามหลักเกณฑ์อันเป็นเงื่อนไขของการร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 เช่นเดียวกับการพิจารณาคำฟ้องโจทก์ของศาลในคดีนี้ สภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับในคดีก่อนกับในคดีนี้จึงเป็นอย่างเดียวกันคือ เป็นกรณีที่โจทก์ดำเนินคดีเพื่อขอให้มีการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกันนั่นเอง ซึ่งแม้ว่ามูลหนี้ในคดีก่อนกับในคดีนี้จะเป็นคนละมูลหนี้กันก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของจำเลยที่ 2 มาแต่เพียงผู้เดียว สิทธิเรียกร้องในคดีก่อนกับในคดีนี้ โจทก์ย่อมสามารถฟ้องหรือร้องขอรวมกันมาคราวเดียวกันได้ในคดีก่อน เพราะคู่ความในคดีก่อนกับในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกัน กล่าวคือ เป็นคดีระหว่าง บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้ร้องในคดีก่อนซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ กับนายมานพ ลูกหนี้ที่ 4 ในคดีก่อนซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางในคดีก่อนได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยที่ 2 กับพวกได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับโจทก์ และได้มีการโอนทรัพย์สินคือ ที่ดินตีชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน และมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งคำสั่งดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายเป็นคดีนี้อีก จึงถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน กรณีจึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคำร้องในคดีก่อนที่ศาลได้มีคำสั่งอันถึงที่สุดให้ยกคำร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แล้ว คำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — นายโชดก เตพละกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7387/2558
#631809
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองพระหลวงพ่อฤาษีลิงดำองค์ใหญ่ทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไปแล้วอ้างว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับยกให้จากบิดาซึ่งเป็นความเท็จ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์ดังกล่าวมาโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ซึ่งแตกต่างจากความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง กรณีเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อที่แตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียดคือต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับรับของโจรซึ่งมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 128,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 4 ปี และให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์ 19 รายการ หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 128,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดหน้าร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น มีคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายกันมาเทียบข้างรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แล้วคนร้ายคนหนึ่งกระชากเอากระเป๋าถือของผู้เสียหายซึ่งบรรจุทรัพย์หลายรายการที่แขวนอยู่ที่แฮนด์รถจักรยานยนต์ข้างขวาของผู้เสียหายไป เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองข้อหาร่วมกันวิ่งราวทรัพย์คดีอื่น แล้วแจ้งให้ผู้เสียหายไปดูตัวจำเลยทั้งสอง ผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายคดีนี้จริงหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณเที่ยงวัน และผู้เสียหายเห็นว่าคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์เป็นผู้ชาย ส่วนคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายเป็นผู้หญิง แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาจอดเทียบข้างรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายหันไปมองแต่ไม่ได้สนใจ เมื่อคนร้ายดึงกระเป๋าถือทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายล้มลงไปด้วย โดยคนร้ายกระทำการรวดเร็วมาก พฤติการณ์แห่งคดีตามคำเบิกความของผู้เสียหายและร้อยตำรวจโทบรรลือชัย เชื่อว่าขณะที่ผู้เสียหายหันไปมองคนร้ายที่ขับรถมาจอดเทียบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมิได้สังเกตจดจำใบหน้าของคนร้ายทั้งสอง และเมื่อคนร้ายกระชากเอากระเป๋าถือแล้วขับรถหลบหนีไป ผู้เสียหายไม่มีโอกาสเห็นใบหน้าคนร้ายทั้งสอง ผู้เสียหายจึงไม่สามารถแจ้งรูปพรรณใบหน้าคนร้ายแก่ร้อยตำรวจโทบรรลือชัยได้ ผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ เจ้าพนักงานตำรวจประสานงานให้ผู้เสียหายไปตรวจสอบเนื่องจากคนร้ายที่จับกุมได้แขวนพระ ผู้เสียหายจึงเดินทางไปตลาดเมืองใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคนร้าย เมื่อไปถึงพบผู้หญิงกับผู้ชาย ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าบุคคลทั้งสองถูกจับในคดีวิ่งราวทรัพย์และสงสัยว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับคนร้ายในคดีของผู้เสียหาย ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าจำได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายอาจเกิดจากการชี้นำของเจ้าพนักงานตำรวจ ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าจำได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายจึงไม่น่าเชื่อถือ แม้ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าพระหลวงพ่อฤาษีลิงดำองค์ใหญ่ที่จำเลยที่ 1 แขวนขณะถูกจับกุมเป็นของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในกระเป๋าถือขณะที่ถูกคนร้ายลักไป แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่วิ่งราวทรัพย์ผู้เสียหายในวันเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่วิ่งราวทรัพย์ผู้เสียหายคดีนี้ การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองพระหลวงพ่อฤาษีลิงดำองค์ใหญ่ทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไปแล้วอ้างว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับยกให้จากบิดาซึ่งเป็นความเท็จ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์ดังกล่าวมาโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ซึ่งแตกต่างจากความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง กรณีเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่ข้อที่แตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียดคือต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับรับของโจรซึ่งมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และคำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายธนัฐ หิรัญพิจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7383/2558
#586535
เปิดฉบับเต็ม

อ. ครูประจำชั้นของโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนของจำเลยมีส่วนประมาทเลินเล่อในการดูแลความปลอดภัยของโจทก์โดยละเลยไม่รีบนำโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาดวงตา หลังจากทราบว่าโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้าย ซึ่งการกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวน่าเชื่อว่ามีส่วนทำให้ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ติดเชื้อ โดย ว. จักษุแพทย์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า หากดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ไม่ติดเชื้อก็อาจจะไม่ถึงขนาดสูญเสียการมองเห็น เมื่อโจทก์นำสืบรับฟังได้ว่า โจทก์ต้องสูญเสียการมองเห็นในเวลาต่อมาตามใบรับรองแพทย์ โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดในผลของความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420

โจทก์มิได้นำสืบในรายละเอียดของค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าเจ็บป่วยต้องทนทุกขเวทนาและกระทบกระเทือนจิตใจที่สูญเสียดวงตาข้างซ้าย กับค่าสูญเสียดวงตาในการทำมาหาเลี้ยงชีพตามที่โจทก์เรียกมาในคำฟ้องแต่ละจำนวน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายและมีค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่ากับที่โจทก์เรียกมาในคำฟ้อง ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้นับแต่เวลาที่ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษาเรื่องดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2005/2556 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 5,650,343.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,003,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แทนโจทก์และชำระค่าธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นต่อศาลในนามของโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยต้องรับผิดในเหตุที่นางสาวอำพร ครูประจำชั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยละเลยไม่พาโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาทันทีหลังจากโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้ายหรือไม่ ตามทางนำสืบของคู่ความฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันเกิดเหตุหลังจากโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้ายได้รับบาดเจ็บเมื่อเวลาประมาณ 10 นาฬิกาแล้ว นางสาวอำพร และนางสาวเครือมาศเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้พาโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาทันที รวมทั้งมิได้แจ้งเหตุให้ผู้ปกครองของโจทก์ทราบ เป็นเหตุให้โจทก์ไปพบแพทย์ภายหลังเกิดเหตุแล้ว 5 ถึง 6 ชั่วโมง ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าว ถือว่าเป็นการไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลโจทก์จนเป็นเหตุให้ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์มองไม่เห็นตามใบรับรองแพทย์หรือไม่ ซึ่งในการพิจารณาปัญหาดังกล่าว จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่านางสาวอำพรและนางสาวเครือมาศรู้ตั้งแต่แรกหรือไม่ว่า โจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้าย เห็นว่า ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความละเอียดอ่อนและอาจเกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้โดยง่าย นายณัฐวัฒน์ จักษุแพทย์โรงพยาบาลตากสินผู้ตรวจรักษาโจทก์ได้มาเป็นพยานโจทก์เบิกความประกอบแบบใบแสดงความเห็นของแพทย์ว่า วันเกิดเหตุพยานได้ตรวจรักษาโจทก์ พบว่าโจทก์มีบาดแผลฉีกขาดที่ตาดำข้างซ้ายขนาด 4 ถึง 5 มิลลิเมตร และกระจกตาทะลุ พยานจึงเย็บซ่อมกระจกตาดำให้โจทก์ ขณะนั้นพยานยังไม่สามารถประเมินได้ว่า โจทก์จะสูญเสียการมองเห็นหรือไม่ ตามคำเบิกความของจักษุแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ แสดงให้เห็นว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ได้รับอันตรายอย่างร้ายแรงที่ดวงตาข้างซ้าย ถึงขนาดกระจกตาฉีกขาดและทะลุ จึงเชื่อได้ตามที่นางสาวดาราบุตรพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุขณะที่พยานไปรับโจทก์ที่โรงเรียนที่เกิดเหตุ เมื่อเวลา 14.45 นาฬิกา นั้น โจทก์มีอาการตาแดงที่ดวงตาข้างซ้ายอย่างมากจริง แม้นายณัฐวัฒน์ จักษุแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โดยทั่วไปแล้วเป็นการยากที่จะมองเห็นบาดแผลที่กระจกตาของโจทก์ก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดี นางสาวอำพรก็ควรจะสังเกตเห็นความผิดปกติที่ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ซึ่งได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรง เช่นเดียวกับนางสาวดาราบุตรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้จะปรากฏตามทางพิจารณาว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวอำพรไม่เห็นเหตุการณ์ที่โจทก์ถูกทำร้ายแต่นางสาวอำพรพยานจำเลยเบิกความยอมรับว่า ขณะเกิดเหตุ พยานได้ยินเสียงเด็กนักเรียนในห้องซึ่งน่าจะหมายถึงโจทก์ร้องไห้เสียงดังมาก พยานจึงเรียกมาสอบถาม หากโจทก์นิ่งไม่ตอบ ก็ไม่น่าเชื่อว่า นางสาวอำพรจะไม่ซักไซ้ไล่เลียงโจทก์จนได้ความชัดว่า โจทก์ร้องไห้เพราะเหตุอันใด และนางสาวอำพรในฐานะครูอนุบาลก็ควรจะรู้ดีด้วยประสบการณ์ว่าโจทก์ร้องไห้เสียงดังตามประสาเด็กเล็กเพราะได้รับบาดเจ็บ ประกอบกับขณะนั้นโจทก์น่าจะได้รับความเจ็บปวดที่ตาข้างซ้ายอย่างมากและควรจะมีอาการระคายเคืองตา มีน้ำตาไหล ซึ่งนางสาวอำพรก็ควรจะสังเกตเห็นได้เช่นเดียวกัน แม้จะปรากฏว่าโจทก์มิได้นำเพื่อนๆ ของโจทก์มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น แต่ตามรูปคดีก็มีเหตุผลน่าเชื่อตามที่โจทก์เบิกความว่า หลังจากถูกทำร้ายโจทก์ได้พูดให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อนๆ จึงพาโจทก์ไปบอกครูอำพรหรืออีกนัยหนึ่งไปฟ้องครูนั่นเอง ซึ่งเป็นวิสัยของเด็กเล็กในวัยนั้นพึงกระทำและในการฟ้องครูดังกล่าว เพื่อนๆ ของโจทก์ก็น่าจะระบุด้วยว่าโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้าย นางสาวอำพรควรจะรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้จึงมีน้ำหนักและเหตุผลน่ารับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลย คดีจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้ายแล้ว โจทก์ได้ร้องไห้เสียงดังด้วยความเจ็บปวดแต่นางสาวอำพรครูประจำชั้น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยทราบเหตุแล้วกลับละเลย ไม่นำโจทก์ให้แพทย์ตรวจรักษาหรือแจ้งให้ผู้ปกครองของโจทก์ทราบเพื่อนำโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาทันที ซึ่งนางสาวอำพรควรจะคาดหมายได้ว่า การที่ปลายแท่งดินสอทิ่มถูกดวงตาข้างซ้ายของโจทก์และโจทก์ร้องไห้เสียงดังด้วยความเจ็บปวดนั้น โจทก์ควรจะได้รับอันตรายร้ายแรง ดังจะเห็นได้ว่า จักษุแพทย์ตรวจพบว่า โจทก์ได้รับอันตรายร้ายแรงถึงขั้นกระจกตาฉีกขาดที่ตาดำข้างซ้ายเป็นบาดแผลขนาด 4 ถึง 5 มิลลิเมตร และกระจกตาทะลุ ต้องเย็บซ่อมกระจกตาดำให้โจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ถือได้ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่โจทก์ควรได้รับการรักษาด้วยการเย็บซ่อมกระจกตาอย่างเร่งด่วน การที่นางสาวอำพร ครูประจำชั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแลโจทก์ให้มีความปลอดภัยขณะอยู่ในโรงเรียน กลับปล่อยให้เวลาล่าช้าไป 5 ถึง 6 ชั่วโมง บาดแผลที่กระจกตาซ้ายของโจทก์ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งให้โจทก์ไปล้างหน้าล้างตาย่อมเห็นได้ว่ามีความเสี่ยงสูงยิ่งขึ้นที่บาดแผลของโจทก์จะติดเชื้อจากน้ำซึ่งไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออันจะมีผลกระทบต่อบาดแผลที่กระจกตาของโจทก์ ทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นมากยิ่งขึ้น แม้นายณัฐวัฒน์ ผู้ตรวจรักษาโจทก์พยานโจทก์จะเบิกความว่า ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ติดเชื้อและอักเสบตั้งแต่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตากสิน ก็น่าจะมีความหมายว่า หลังจากที่รับตัวโจทก์ไว้รักษาในโรงพยาบาลตากสินแล้ว พยานตรวจพบว่าโจทก์มีอาการติดเชื้อ ไม่ได้หมายความว่า โจทก์มาติดเชื้อที่โรงพยาบาลในภายหลัง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวมานี้ จึงมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า นางสาวอำพร ครูประจำชั้นของโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนของจำเลยมีส่วนประมาทเลินเล่อในการดูแลความปลอดภัยของโจทก์โดยละเลยไม่รีบนำโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจรักษาดวงตา หลังจากทราบว่าโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอถูกดวงตาข้างซ้าย ซึ่งการกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวน่าเชื่อว่ามีส่วนทำให้ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ติดเชื้อ โดยนายณัฐวัฒน์ จักษุแพทย์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า หากดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ไม่ติดเชื้อก็อาจจะไม่ถึงขนาดสูญเสียการมองเห็น เมื่อโจทก์นำสืบฟังได้ว่า โจทก์ต้องสูญเสียการมองเห็นในเวลาต่อมาตามใบรับรองแพทย์ โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดในผลของความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,003,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ในส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาตัวเป็นเงิน 3,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยชอบด้วยเหตุผลแล้ว และเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้นำสืบในรายละเอียดของค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าเจ็บป่วยต้องทนทุกขเวทนาและกระทบกระเทือนจิตใจที่สูญเสียดวงตาข้างซ้าย กับค่าสูญเสียดวงตาในการทำมาหาเลี้ยงชีพตามที่โจทก์เรียกมาในคำฟ้องแต่ละจำนวน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายและมีค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่ากับที่โจทก์เรียกมาในคำฟ้อง ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีข้อที่ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นค่าทนทุกขเวทนาและหน้าเสียโฉมอย่างติดตัวเป็นเงิน 600,000 บาท กับค่าเสียหายเป็นค่าเสียดวงตาในการทำมาหาเลี้ยงชีพในอนาคตเป็นเงิน 400,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่ดวงตาข้างซ้ายของโจทก์ต้องสูญเสียการมองเห็นนั้น ต้นเหตุสำคัญคือโจทก์ถูกเด็กชาย ณ. ที่ใช้หนังยางยิงแท่งดินสอใส่ดวงตาข้างซ้ายจนกระจกตาทะลุและฉีกขาดเป็นบาดแผลยาว 4 ถึง 5 มิลลิเมตร ซึ่งหลังจากจักษุแพทย์ เย็บซ่อมกระจกตาให้โจทก์แล้ว จะมีรอยแผลเป็นที่กระจกตา ตามแบบใบแสดงความเห็นแพทย์ โดยนายณัฐวัฒน์ พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อประเมินจากบาดแผลของโจทก์แล้ว เชื่อว่าจะไม่มีทางมองเห็นได้เป็นปกติอันเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการทำละเมิดของเด็กชาย ณ. และรอยแผลเป็นดังกล่าว น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดน้อยลงหรือสูญเสียไปในที่สุด ส่วนการที่นางสาวอำพร ครูประจำชั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยประมาทเลินเล่อโดยละเลยไม่รีบนำโจทก์ส่งโรงพยาบาลให้จักษุแพทย์ตรวจรักษานั้น เห็นว่า เป็นเพียงเหตุข้างเคียงอันมีผลทำให้โจทก์ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้บาดแผลที่กระจกตกของโจทก์ใหญ่ขึ้น และมีโอกาสสูญเสียหายการมองเห็นได้มากขึ้นเท่านั้น รวมทั้งเป็นเหตุให้โจทก์ต้องทนทุกขเวทนาเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติเนื่องจากบาดแผลติดเชื้อ ถือว่าความประมาทเลินเล่อของนางสาวอำพร ไม่ถึงกับร้ายแรงนัก เมื่อพิจารณาใบหน้าของโจทก์ตามภาพถ่าย ก็ไม่ปรากฏว่า ใบหน้าของโจทก์ถึงขนาดต้องเสียโฉม เพราะดวงตาข้างซ้ายของโจทก์เพียงแต่สูญเสียการมองเห็นเท่านั้น ไม่ใช่กรณีที่แพทย์ต้องควักลูกตาข้างซ้ายของโจทก์ออกไป อันจะทำให้ใบหน้าโจทก์ต้องเสียโฉม ซึ่งในอนาคตโจทก์ยังมีโอกาสที่จะผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา หากโจทก์ได้รับการบริจาคดวงตาจากผู้ใจบุญและอาจมองเห็นได้ ประกอบกับได้ความตามทางนำสืบของคู่ความว่าโจทก์ได้รับการบรรเทาผลร้ายโดยโจทก์ได้รับเงินค่าเสียหายจากบิดาของเด็กชาย ณ. 45,000 บาท เงินช่วยเหลือจากผู้บริหารโรงเรียนบางแค (เนื่องสังวาลย์อนุสรณ์) ของจำเลย 15,000 บาท และเงินค่าสินไหมทดแทนประกันอุบัติเหตุนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดของจำเลยอีก 66,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 126,000 บาท แล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นค่าทนทุกขเวทนาที่ต้องป่วยเจ็บและสูญเสียการมองเห็นสำหรับดวงตาข้างซ้ายเป็นเงิน 50,000 บาท กับค่าเสียความสามารถในการทำมาหาเลี้ยงชีพบางอาชีพในอนาคตเนื่องจากดวงตาข้างซ้ายมองไม่เห็น เป็นเงินอีก 150,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 203,000 บาท ส่วนค่าดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้นับแต่เวลาที่ทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษาเรื่องดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 203,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราและนับแต่เวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 420 ม. 438
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
เด็กชายประชารัตน์ เจริญรบ
โจทก์ — โดยนางสาวทัศนีย์ เจริญรบ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ศาลอุทธรณ์ — นางชารียา เด่นนินนาท
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2558
#586101
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. ซึ่งจำเลยก็ได้โต้แย้งแก้อุทธรณ์ไว้ในข้อ 2 ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนาย ต. ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตั้งประเด็นในการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. หรือไม่ กับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. จึงชอบแล้ว

จำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นมรดกของนาย ต. ซึ่งตกทอดแก่ทายาทและจำเลยแย่งการครอบครองจากทายาทอื่นจนได้สิทธิการครอบครองแล้วแต่อย่างใด หากแต่ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนาย ต. ไม่อาจนำไปแบ่งปันแก่ทายาทได้ เพราะนาย ต. ยกให้นาย อ. บิดาจำเลยตั้งแต่นาย ต. มีชีวิตอยู่ เท่ากับอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนาย อ. และตกทอดมายังจำเลย โดยนาย อ. และจำเลยมิได้แย่งการครอบครองมาจากผู้ใด คดีจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่น ไม่อาจแย่งการครอบครองในที่ดินซึ่งตนเองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของได้ แม้ภายหลังโจทก์มีหนังสือแจ้งให้ทายาทและนาย อ. ไปตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนาย ต. นาย อ. ได้มีหนังสือไปถึงโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนาย ต. ที่จะต้องนำไปแบ่งปันแก่ทายาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เพราะจำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนาย ต. การโต้แย้งตามหนังสือของนาย อ. ดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเกิน 2 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไปจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด แก่จำเลย และให้โจทก์จดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือติ่ง ห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์ ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทต่อไป หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมทั้งสองศาล และฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า นายติ๋มหรือติ่ง บิดาโจทก์มีภริยา 2 คน คือ นางห้อย กับนางห้อง โจทก์เป็นบุตรที่เกิดกับนางห้อย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน ส่วนนายอวย บิดาจำเลยเป็นบุตรของนายติ๋งที่เกิดกับนางห้อง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน นายติ๋งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2522 โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 37 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เนื้อที่ 3 งาน 20 ตารางวา วันที่ 25 พฤษภาคม 2552 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายติ๋งตามสำเนาคำสั่ง วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายติ๋ง ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) นายอวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 ตามสำเนามรณบัตร วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทตามสำเนาคำขอออกโฉนดที่ดิน และนำเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดที่ดินพิพาทวันที่ 24 ธันวาคม 2555 แต่จำเลยซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทคัดค้านไม่ยอมให้รังวัดอ้างว่าเป็นของนายอวย ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ วันที่ 3 มกราคม 2556 โจทก์ขอยกเลิกคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงวินิจฉัยอีกว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งซึ่งจำเลยก็ได้โต้แย้งแก้อุทธรณ์ไว้ในข้อ 2 ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋ง ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้ทายาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตั้งประเด็นในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือไม่ กับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งจึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นไปตามประเด็นที่เกิดจากฟ้องแย้งของจำเลยและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและเป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท แต่จำเลยคัดค้านการรังวัด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้าน ส่วนการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการแย่งการครอบครองที่ดินกันและฝ่ายที่ถูกแย่งการครอบครองประสงค์จะเอาที่ดินคืน จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่คดีนี้จำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นมรดกของนายติ๋งซึ่งตกทอดแก่ทายาทและจำเลยแย่งการครอบครองมาจากทายาทคนอื่นจนได้สิทธิการครอบครองแล้วแต่อย่างใด หากแต่ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋ง ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้ทายาทได้ เพราะนายติ๋งยกให้นายอวยบิดาจำเลยตั้งแต่นายติ๋งยังมีชีวิตอยู่ เท่ากับอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายอวยและตกทอดมาเป็นของจำเลย โดยนายอวยและจำเลยมิได้แย่งการครอบครองมาจากผู้ใด คดีจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่น ไม่อาจแย่งการครอบครองในที่ดินซึ่งตนเองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของได้ แม้ภายหลังที่โจทก์มีหนังสือ แจ้งให้ทายาทและนายอวยไปตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายติ๋ง นายอวยได้มีหนังสือ ไปถึงโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋งที่จะต้องนำไปแบ่งปันให้ทายาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 เพราะจำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของติ๋ง การโต้แย้งตามหนังสือของนายอวยดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า การขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทมิได้เป็นการดำเนินการเพื่อการจัดการมรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การขอรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทจากเดิมที่เป็นที่ดินมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ย่อมจะทำให้ทราบแนวเขตและเนื้อที่ของที่ดินได้แน่นอนชัดเจน ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นเอง แต่ถูกจำเลยขัดขวางอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อดังกล่าวข้างต้นล้วนฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาห้ามมิให้จำเลยขัดขวางการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอ และโจทก์ขอยกเลิกคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว คำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินไม่อาจบังคับได้นั้น เห็นว่า โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินและห้ามจำเลยคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินเท่านั้น โดยมิได้มีคำขอห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์ในกรณีอื่นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์จึงเกินคำขอ และเมื่อโจทก์ขอยกเลิกการขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ คำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยย่อมถูกยกเลิกไปด้วย จึงไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์และที่ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อไป หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 วรรคสอง ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางสาวสุนทร เขียวขจี ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายติ๋งหรือติ่ง เขียวขจี
จำเลย — นางมณทิพย์ กัญญาคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายอัคเดช มัชฌิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปวีณณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2558
#633557
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ต. นั้น จำเลยก็ได้โต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของ ต. การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตั้งประเด็นในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ต. หรือไม่ กับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ต. จึงชอบแล้ว

การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการแย่งการครอบครองที่ดินกันและฝ่ายที่ถูกแย่งการครอบครองประสงค์จะเอาที่ดินคืน จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่คดีนี้จำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นมรดกของ ต. ซึ่งตกทอดแก่ทายาทและจำเลยแย่งการครอบครองมาจากทายาทคนอื่นจนได้สิทธิการครอบครองแล้วแต่อย่างใด หากแต่ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของ ต. เพราะ ต. ยกให้ อ. บิดาจำเลยตั้งแต่ ต. ยังมีชีวิตอยู่ เท่ากับอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ อ. และตกทอดมาเป็นของจำเลย โดย อ. และจำเลยมิได้แย่งการครอบครองมาจากผู้ใด คำให้การของจำเลยจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่น ไม่อาจแย่งการครอบครองในที่ดินซึ่งตนเองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของได้ แม้ อ. เคยมีหนังสือไปถึงโจทก์ว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของ ต. ที่จะต้องนำไปแบ่งปันให้ทายาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เพราะจำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ต. การโต้แย้งตามหนังสือของ อ. ดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว

การขอรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทจากเดิมที่เป็นที่ดินมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ย่อมจะทำให้ทราบแนวเขตและเนื้อที่ของที่ดินได้แน่นอนชัดเจน ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นเอง เมื่อการรังวัดถูกจำเลยขัดขวางอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ต. หรือไม่

โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินและห้ามจำเลยคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินเท่านั้น โดยมิได้มีคำขอห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์ในกรณีอื่นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์จึงเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไปจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด แก่จำเลย และให้โจทก์จดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือติ่ง ห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์ ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทต่อไป หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมทั้งสองศาล และฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า นายติ๋งหรือติ่ง บิดาโจทก์มีภริยา 2 คน คือ นางห้อย กับนางห้อง โจทก์เป็นบุตรที่เกิดกับนางห้อย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน ส่วนนายอวย บิดาจำเลยเป็นบุตรของนายติ๋งที่เกิดกับนางห้อง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน นายติ๋งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2522 โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 37 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองคันทรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เนื้อที่ 3 งาน 20 ตารางวา วันที่ 25 พฤษภาคม 2552 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายติ๋งตามสำเนาคำสั่ง วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายติ๋ง นายอวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท และนำเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดที่ดินพิพาทวันที่ 24 ธันวาคม 2555 แต่จำเลยซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทคัดค้านไม่ยอมให้รังวัดอ้างว่าเป็นของนายอวย ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ วันที่ 3 มกราคม 2556 โจทก์ขอยกเลิกคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงวินิจฉัยอีกว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้จำเลยฎีกาว่า ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือไม่ ยุติไปแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยคู่ความมิได้อุทธรณ์คัดค้าน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอีก จึงเป็นการพิพากษาไปโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งซึ่งจำเลยก็ได้โต้แย้งแก้อุทธรณ์ไว้ในข้อ 2 ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋ง ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้ทายาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตั้งประเด็นในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือไม่ กับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งจึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นไปตามประเด็นที่เกิดจากฟ้องแย้งของจำเลยและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและเป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท แต่จำเลยคัดค้านการรังวัด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้าน ส่วนการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการแย่งการครอบครองที่ดินกันและฝ่ายที่ถูกแย่งการครอบครองประสงค์จะเอาที่ดินคืน จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่คดีนี้จำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินเป็นมรดกของนายติ๋งซึ่งตกทอดแก่ทายาทและจำเลยแย่งการครอบครองมาจากทายาทคนอื่นจนได้สิทธิการครอบครองแล้วแต่อย่างใด หากแต่ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋ง ไม่อาจนำไปแบ่งปันให้ทายาทได้ เพราะนายติ๋งยกให้นายอวยบิดาจำเลยตั้งแต่นายติ๋งยังมีชีวิตอยู่ เท่ากับอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายอวยและตกทอดมาเป็นของจำเลย โดยนายอวยและจำเลยมิได้แย่งการครอบครองมาจากผู้ใด คดีจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่น ไม่อาจแย่งการครอบครองในที่ดินซึ่งตนเองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของได้ แม้ภายหลังที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้ทายาทและนายอวยไปตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายติ๋ง นายอวยได้มีหนังสือไปถึงโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายติ๋งที่จะต้องนำไปแบ่งปันให้ทายาท ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 เพราะจำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋ง การโต้แย้งตามหนังสือของนายอวยดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า การขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทมิได้เป็นการดำเนินการเพื่อการจัดการมรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การขอรังวัดออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทจากเดิมที่เป็นที่ดินมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ย่อมจะทำให้ทราบแนวเขตและเนื้อที่ของที่ดินได้แน่นอนชัดเจน ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทนั้นเอง แต่ถูกจำเลยขัดขวางอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายติ๋งหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อดังกล่าวข้างต้นล้วนฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาห้ามมิให้จำเลยขัดขวางการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอ และโจทก์ขอยกเลิกคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว คำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินไม่อาจบังคับได้นั้น เห็นว่า โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินและห้ามจำเลยคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินเท่านั้น โดยมิได้มีคำขอห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์ในกรณีอื่นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์จึงเกินคำขอ และเมื่อโจทก์ขอยกเลิกการขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว คำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยย่อมถูกยกเลิกไปด้วย จึงไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ห้ามจำเลยขัดขวางการแบ่งปันมรดกของโจทก์และที่ให้จำเลยไปเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อไป หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
นางสาวสุนทร เขียวขจี ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายติ๋งหรือติ่ง เขียวขจี
จำเลย — นางมณทิพย์ กัญญาคำ
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุณปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7379/2558
#585713
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ โดยไม่มีคู่ความโต้แย้งในการกำหนดประเด็นดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นก้าวล่วงไปวินิจฉัยว่าจำเลยในฐานะตัวการต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนกระทำต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 708,751.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 664,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2556) ไม่เกิน 44,751.78 บาท ตามคำขอโจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในชั้นนี้ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จำเลยจัดงานแถลงข่าวกิจกรรม การประกวด คูล แอนด์ คิวท์ บาย จีแพค ที่โรงภาพยนตร์ในเครือของโจทก์ภายในศูนย์การค้าเอสพลานาด รัชดา ระหว่างการจัดเวทีและสถานที่ในการแถลงข่าว อุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเวทีไปเกี่ยวถูกจอภาพยนตร์ เป็นเหตุให้จอภาพยนตร์ของโจทก์ฉีกขาดได้รับความเสียหาย โจทก์แจ้งรายการค่าเสียหายให้จำเลยทราบ โดยมีนายนรา เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบใบแจ้งรายการค่าเสียหายดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกประเด็นนั้นชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดว่า ผู้ที่ทำให้จอภาพยนตร์ของโจทก์ฉีกขาดเสียหายนั้นคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงานของจำเลย จึงฟ้องคดีบังคับให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายดังกล่าว ซึ่งแสดงอยู่ในตัวว่า สภาพแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของผู้ที่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับจำเลย หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ แม้ว่าความรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่น กฎหมายจะบัญญัติไว้หลายกรณี แต่เมื่อศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า บุคคลที่ทำให้จอภาพยนตร์ของโจทก์เสียหายเป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ ย่อมทำให้ประเด็นข้อพิพาทถูกจำกัดเหลือเพียงความรับผิดของนายจ้างที่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างเท่านั้น เมื่อคู่ความมิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลชั้นต้นดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทให้ศาลต้องวินิจฉัยถึงความเกี่ยวพันของจำเลยกับผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างกันหรือไม่ เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในส่วนนี้ว่า บุคคลที่ทำให้จอภาพยนตร์ของโจทก์จะเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของจำเลยหรือไม่ ก็มิใช่ประเด็นชี้ขาดข้อพิพาทในคดีที่จะทำให้คดีเสร็จไป เพราะยังคงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า แม้ไม่อาจชี้ชัดว่าบุคคลใดเป็นผู้ทำให้จอภาพยนตร์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อความเสียหายของโจทก์เกิดขึ้นจากการจัดงานในกิจกรรมของจำเลยซึ่งจำเลยเป็นผู้สนับสนุนหลักและเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจัดขึ้นเพื่อประโยชน์ของจำเลย ถือว่าจำเลยเป็นตัวการต้องร่วมรับผิดกับตัวแทนในผลแห่งละเมิดซึ่งตัวแทนได้กระทำไปในกิจการของตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 แสดงว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่า ผู้ที่ทำให้จอภาพยนตร์ของโจทก์ได้รับความเสียหายนั้นคือลูกจ้างของจำเลยนั่นเอง ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยในส่วนนี้ ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้รับฟังได้ตามที่ฟ้อง ทั้งประเด็นข้อพิพาทข้อนี้เป็นข้อสำคัญและภาระการพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนี้ตกแก่โจทก์ โจทก์จึงต้องแพ้คดี การที่ศาลชั้นต้นก้าวล่วงไปวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยในฐานะตัวการต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนกระทำต่อโจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุพิชฌาย์ รีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7366/2558
#594397
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตนที่เป็นปัญหาพิพาทในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิโจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 33 ว่าหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งยกเลิกการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

โจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา และไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท ต. ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด โดยโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของบริษัท ต. โจทก์จะทำงานอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีผลงานหรือไม่มีผลงาน ก็ไม่มีการให้คุณให้โทษแก่โจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าการทำงานของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท ต. ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย ให้โจทก์ยังคงสถานะเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และให้จำเลยจ่ายเงิน 104,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2549 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเป็นผู้แทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้งอัดเม็ดบรรจุกระสอบ ปุ๋ยจุลินทรีย์ชนิดน้ำ จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย ฯลฯ มีนางสาวภัครดา ภรรยาโจทก์ นางอุมาพรรณ นางพงษ์ลดา และนายปราชญา พี่ชายโจทก์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน กรรมการทุกคนมีงานประจำอื่นทำ บริษัทดังกล่าวขึ้นทะเบียนประกันสังคมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2549 โดยแจ้งว่ามีลูกจ้าง 5 คน รวมทั้งโจทก์ วันที่ 28 ธันวาคม 2549 ลูกจ้างคนอื่นลาออกคงเหลือโจทก์เพียงคนเดียว โจทก์และบริษัทดังกล่าวส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตลอดมา วันที่ 10 มิถุนายน 2550 โจทก์เข้ารับการรักษาโรคไตที่โรงพยาบาลเลิดสิน แพทย์ระบุว่าเป็นไตวายเรื้อรังตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 ต่อมาต้องรักษาโดยการฟอกไตที่โรงพยาบาลนครธน โจทก์จึงยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีบำบัดทดแทนไตต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โดยให้ถ้อยคำว่าก่อนหน้านั้นโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทอื่นแล้วลาออกเมื่อต้นปี 2549 เพราะหมดงานและมีปัญหาด้านการเงิน จากนั้นเข้าทำงานที่บริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด ทำหน้าที่พนักงานขาย ได้รับเงินเดือนในอัตราเดือนละ 5,000 บาท กับค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 จึงตรวจสอบสถานะความเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วมีความเห็นว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เนื่องจากมีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องทำงานอยู่ภายใต้กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของนายจ้าง ค่าจ้างที่ได้รับขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท สามารถคิดและตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้เองโดยไม่ต้องปรึกษาหรือฟังคำสั่งจากนายจ้าง จึงยกเลิกการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2549 โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้กรรมการบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด จะเป็นภรรยาและญาติของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท เมื่อกรรมการบริษัททุกคนมีงานประจำอื่นทำ ย่อมเป็นธรรมดาที่โจทก์ซึ่งต้องทำงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทเพียงคนเดียวต้องตัดสินใจดำเนินการใด ๆ โดยลำพังในฐานะผู้จัดการบริษัท การที่บริษัทให้อำนาจเต็มแก่โจทก์ในการตัดสินใจดำเนินการทุกอย่างเป็นเรื่องความเชื่อถือไว้วางใจในฐานะญาติและเพื่อความคล่องตัวในการประกอบกิจการ เมื่อไม่ปรากฏว่าการเป็นนายจ้างลูกจ้างของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด กับโจทก์ เป็นไปโดยทุจริตเพื่อประสงค์สิทธิในการเป็นผู้ประกันตน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า โจทก์กระทำการเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวโดยสุจริต โจทก์จึงเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 คำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามฟ้องไม่ชอบด้วยเหตุผล พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 666/2551 ลงวันที่ 8 เมษายน 2551 ให้โจทก์ยังคงสถานภาพความเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายปราชญา ผู้จัดการมรดกของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นไม่ครบตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย ข้อ 4.1 อันเป็นประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า จำเลยให้การในข้อ 4.1 ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยมิได้เป็นผู้มีคำวินิจฉัยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำวินิจฉัย แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่ไม่จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตนที่เป็นปัญหาพิพาทในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิโจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 33 ว่าหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งยกเลิกการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด โดยโจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลเพราะว่ากรรมการบริษัททุกคนมีงานประจำอื่นทำ และบริษัทให้อำนาจเต็มแก่โจทก์ในการตัดสินใจดำเนินการทุกอย่างเนื่องจากความเชื่อถือไว้วางใจในฐานะญาติและเพื่อความคล่องตัวในการประกอบกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าการเป็นนายจ้างลูกจ้างของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด กับโจทก์ เป็นไปโดยทุจริตเพื่อประสงค์สิทธิในการเป็นผู้ประกันตนดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลว่าเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ นอกจากจะพิจารณาว่าบุคคลทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าบุคคลที่เป็นลูกจ้างอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลที่เป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามความเป็นจริงของความเป็นนายจ้างและลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากตัวโจทก์เองว่า โจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา และไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท 1 ตะวันไบโอเทค จำกัด ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด โดยโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของบริษัท และอ้างงบดุลปี 2549 และปี 2550 ของบริษัทดังกล่าว เป็นหลักฐานการเป็นลูกจ้าง แต่งบดุลดังกล่าวกลับไม่ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวมีรายได้จากการขายสินค้าแต่อย่างใด แสดงว่าลักษณะการทำงานของโจทก์นั้น โจทก์จะทำงานอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีผลงานหรือไม่มีผลงาน ก็ไม่มีการให้คุณให้โทษแก่โจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าการทำงานของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 33 ม. 88 ม. 86 ม. 87
ชื่อคู่ความ
นายวสุ ชื่นเจริญสุข โดยนายปราชญา ชื่นเจริญสุข
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสากล สมสุข
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7366/2558
#636283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยมิได้เป็นผู้มีคำวินิจฉัยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำวินิจฉัย แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตนอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิว่าหากไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งยกเลิกการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

การที่จะพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลว่าเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ นอกจากจะพิจารณาว่าบุคคลทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าบุคคลที่เป็นลูกจ้างอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลที่เป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามความเป็นจริงของความเป็นนายจ้างและลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 583 ด้วย เมื่อโจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา และไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท ต. ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด โดยโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของบริษัท และงบดุลของบริษัท ไม่ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวมีรายได้จากการขายสินค้าแต่อย่างใด แสดงว่าลักษณะการทำงานของโจทก์นั้น โจทก์จะทำงานอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีผลงานหรือไม่มีผลงาน ก็ไม่มีการให้คุณให้โทษแก่โจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าการทำงานของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท ต. ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย ให้โจทก์ยังคงสถานะเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และให้จำเลยจ่ายเงิน 104,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 666/2551 ลงวันที่ 8 เมษายน 2551 ให้โจทก์ยังคงสถานภาพความเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายปราชญา ผู้จัดการมรดกของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นไม่ครบตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย ข้อ 4.1 อันเป็นประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า จำเลยให้การในข้อ 4.1 ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยมิได้เป็นผู้มีคำวินิจฉัยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำวินิจฉัย แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่ไม่จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตนที่เป็นปัญหาพิพาทในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิโจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 33 ว่าหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งยกเลิกการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด โดยโจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลเพราะว่ากรรมการบริษัททุกคนมีงานประจำอื่นทำ และบริษัทให้อำนาจเต็มแก่โจทก์ในการตัดสินใจดำเนินการทุกอย่างเนื่องจากความเชื่อถือไว้วางใจในฐานะญาติและเพื่อความคล่องตัวในการประกอบกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าการเป็นนายจ้างลูกจ้างของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด กับโจทก์ เป็นไปโดยทุจริตเพื่อประสงค์สิทธิในการเป็นผู้ประกันตนดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลว่าเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ นอกจากจะพิจารณาว่าบุคคลทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าบุคคลที่เป็นลูกจ้างอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลที่เป็นนายจ้าง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามความเป็นจริงของความเป็นนายจ้างและลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากตัวโจทก์เองว่า โจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา และไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด โดยโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของบริษัท และอ้างงบดุลปี 2549 และปี 2550 ของบริษัทดังกล่าว เป็นหลักฐานการเป็นลูกจ้าง แต่งบดุลดังกล่าวกลับไม่ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวมีรายได้จากการขายสินค้าแต่อย่างใด แสดงว่าลักษณะการทำงานของโจทก์นั้น โจทก์จะทำงานอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีผลงานหรือไม่มีผลงาน ก็ไม่มีการให้คุณให้โทษแก่โจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าการทำงานของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท 1 ตะวันไบโอ - เทค จำกัด จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 51
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5 ม. 33 ม. 85 ม. 86 ม. 87 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
นายวสุ ชื่นเจริญสุข
โดยนายปราชญา ชื่นเจริญสุข
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7365/2558
#631762
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องกล่าวว่าโจทก์รับ ร. เข้าทำงานและทำงานในตำแหน่งสุดท้ายผู้จัดการสาขาย่อยลำปาง มีหน้าที่บริหารงานสาขา รับผิดชอบรายรับ รับจ่าย ขายกรมธรรม์ประกันภัยและรับเงินค่าเบี้ยประกันเพื่อนำเข้าบัญชีของโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของ ร. ต่อโจทก์ หาก ร. ก่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์ จำเลยยอมผูกพันร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยไม่จำกัดจำนวน ระหว่างเดือนมกราคม 2540 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 ร. ได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัย 1,394,118 บาท แล้วยักยอกเงินดังกล่าวพร้อมกับเงินที่โจทก์โอนมาสาขาย่อยลำปางเพื่อทดรองจ่าย 43,774 บาท รวมเป็นเงิน 1,437,892 บาท จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์นั้น จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับกรณี ร. ผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ทำไว้กับโจทก์ซึ่งไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของ ร. จะยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาต่อสู้คดีหาได้ไม่และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อผู้ค้ำประกันกฎหมายก็มิได้กำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่นจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,698,509 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,437,892 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,698,509 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,437,892 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า นางรุ่งทิพย์เป็นลูกจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาย่อยลำปาง ในช่วงเกิดเหตุได้ยักยอกเงินโจทก์ 1,437,892 บาท และวินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันสมบูรณ์ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและถือได้ว่าเป็นการค้ำประกันการทำงานตลอดระยะเวลาที่นางรุ่งทิพย์ทำงานกับโจทก์ไม่ว่าตำแหน่งใดและไม่ว่านางรุ่งทิพย์จะก่อความเสียหายแก่โจทก์เพียงใด จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง และคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นนิติกรรมที่จำเลยมีความประสงค์ค้ำประกันการทำงานของนางรุ่งทิพย์ในตำแหน่งธุรการมิใช่ผู้จัดการ ภายหลังนางรุ่งทิพย์ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขา โจทก์ต้องทำสัญญาค้ำประกันใหม่โดยเพิ่มวงเงินค้ำประกันเพราะตำแหน่งผู้จัดการเป็นตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงทุกด้าน โดยโจทก์กำหนดวงเงินค้ำประกันไว้ว่าจะต้องไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท ส่วนตำแหน่งธุรการวงเงินค้ำประกันไม่เกิน 50,000 บาท ดังระเบียบหลักเกณฑ์การค้ำประกันของโจทก์ และตามคำเบิกความของนายไชยนุวัฒน์ นายสมบัติ และนางลิษา นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 5 เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของนางรุ่งทิพย์ในตำแหน่งผู้จัดการ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องกล่าวว่าโจทก์รับนางรุ่งทิพย์เข้าทำงานและทำงานในตำแหน่งสุดท้ายผู้จัดการสาขาย่อยลำปาง มีหน้าที่บริหารงานสาขา รับผิดชอบรายรับ รับจ่าย ขายกรมธรรม์ประกันภัยและรับเงินค่าเบี้ยประกันเพื่อนำเข้าบัญชีของโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของนางรุ่งทิพย์ต่อโจทก์ หากนางรุ่งทิพย์ก่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์ จำเลยยอมผูกพันร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยไม่จำกัดจำนวน ระหว่างเดือนมกราคม 2540 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 นางรุ่งทิพย์ได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัย 1,394,118 บาท แล้วยักยอกเงินดังกล่าวพร้อมกับเงินที่โจทก์โอนมาสาขาย่อยลำปางเพื่อทดรองจ่าย 43,774 บาท รวมเป็นเงิน 1,437,892 บาท จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์นั้น จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับกรณีนางรุ่งทิพย์ผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ทำไว้กับโจทก์ซึ่งไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของนางรุ่งทิพย์จะยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาต่อสู้คดีหาได้ไม่ และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อผู้ค้ำประกันกฎหมายก็มิได้กำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่นจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เช่นกัน โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 จากต้นเงิน 1,437,892 บาท เกินกว่าที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจจะแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,437,892 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพัฒนา ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายพัฒนศักดิ์หรือทนงศักดิ์ มงคลปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2558
#587636
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งต้องอาศัยการแข่งขันทางธุรกิจการค้า โจทก์จึงมีสิทธิตามสมควรที่จะป้องกันรักษาความลับในทางการค้าได้ จำเลยเป็นพนักงานตำแหน่งหัวหน้างานผสมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีหน้าที่ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผน โจทก์จึงมีสิทธิทำความตกลงกับจำเลยเพื่อรักษาความลับทางการค้าได้ เมื่อพิจารณาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อ 2 ที่กำหนดว่า ในขณะที่จำเลยเป็นพนักงานหรือพ้นสภาพพนักงานภายในหนึ่งปี จำเลยจะไม่เป็นพนักงานนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ในลักษณะการค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันหรือคล้ายกัน กำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่หนึ่งปีเป็นกำหนดเวลาพอสมควร สัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งผลประโยชน์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี อย่างไรก็ตามข้อตกลงที่มีข้อความว่า หากฝ่าฝืนข้อตกลง จำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับเงิน 500,000 บาท นั้นเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 แต่การกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลแรงงาน เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยได้ทำสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ว่า ในขณะที่จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ หรือพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตามภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยจะไม่ปฏิบัติงานเป็นพนักงานงของนิติบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตามในลักษณะการค้าประเภทหรือชนิดเดียวกัน หรือคล้ายกันกับโจทก์ หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ จำเลยไม่ดำเนินการลงทุน หรือมีส่วนได้เสียโดยไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในกิจการใด ๆ ไม่ว่ากิจการนั้นจะเป็นของผู้ใดก็ตาม ในลักษณะการค้าประเภท หรือชนิดเดียวกัน หรือคล้ายกันกับโจทก์ หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ หากจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าปรับ 500,000 บาท ต่อมาจำเลยลาออกจากบริษัทโจทก์ไป จากนั้นจำเลยไปเป็นพนักงานบริษัทกรีนสลิลล์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตเครื่องสำอาง อันเป็นลักษณะการค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันหรือคล้ายกันกับโจทก์ ก่อนพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์ อันเป็นการผิดสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ จำเลยมีหน้าที่จะต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์ 500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าปรับดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งหัวหน้างานผสมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีหน้าที่ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผน โดยเมื่อแผนกวางแผนได้กำหนดวัตถุดิบ ขั้นตอน และวิธีการผลิตแล้ว ฝ่ายผลิตมีหน้าที่ผลิตตามขั้นตอนและวิธีการที่ฝ่ายวางแผนกำหนด โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผน ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโจทก์จะกำหนดเป็นรหัส พนักงานฝ่ายผลิตรวมทั้งจำเลยจะไม่ทราบว่าวัตถุดิบดังกล่าวคืออะไร ในการปฏิบัติงานดังกล่าวโจทก์จำเลยทำสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อ 2 กำหนดว่า จำเลยขณะที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ตาม ภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยจะไม่ปฏิบัติงานเป็นพนักงานของนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ในลักษณะการค้าประเภทชนิดเดียวกัน หรือคล้ายกันกับบริษัทโจทก์หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าของบริษัทโจทก์ และข้อ 3 กำหนดว่า หลังจากที่จำเลยพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้ว จำเลยจะไม่นำความลับ หรือข้อมูลของโจทก์ ไม่ว่าความลับหรือข้อมูลนั้น ๆ จะเกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบในงานของจำเลยหรือไม่ก็ตาม ไปเปิดเผยด้วยวิธีใดก็ตามต่อผู้อื่น หรือนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าผู้อื่นหรือนิติบุคคลนั้น ๆ จะทำการค้าประเภทใดก็ตาม และข้อที่ 5 กำหนดว่า หากจำเลยผิดหรือฝ่าฝืนสัญญายอมให้โจทก์ฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายและยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 500,000 บาท แล้ววินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยนำความลับทางการค้าไปเปิดเผยให้บริษัทอื่นทราบฟังไม่ขึ้น สัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงมีลักษณะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมไม่อาจใช้บังคับได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวตามอุทธรณ์โจทก์ว่า ข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ เป็นสัญญาที่ขัดกับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า เหตุที่โจทก์ต้องทำสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ เนื่องจากการผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางย่อมมีข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า เพื่อคุ้มครองความลับทางการค้าโจทก์จึงให้พนักงานของโจทก์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องสำอางในระดับหัวหน้าทุกคนลงนามในข้อตกลง ทั้งข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรมและไม่ได้ขัดกับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เห็นว่า บริษัทโจทก์ผลิตเครื่องสำอางซึ่งในการประกอบกิจการโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขันทางธุรกิจการค้า ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิตามสมควรที่จะป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ จำเลยเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งหัวหน้างานผสมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะทำความตกลงกับจำเลยเพื่อรักษาความลับทางการค้าของโจทก์ได้ด้วยการทำข้อตกลงกับจำเลยในการห้ามประกอบกิจการหรือปฏิบัติงานในกิจการอื่นที่แข่งขันกับโจทก์ เมื่อพิจารณาสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อ 2 ที่กำหนดว่า ในขณะที่จำเลยเป็นพนักงาน หรือพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามภายในหนึ่งปี นับแต่วันพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติงานเป็นพนักงานของนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ในลักษณะการค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันหรือคล้ายกัน หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์นั้น เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยมีกำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่หนึ่งปี อันถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลาพอสมควร สัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ทำให้จำเลยต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนยุติว่า หลังจากจำเลยพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์ภายใน 1 ปี แล้วไปทำงานกับบริษัทที่มีลักษณะทางการค้าคล้ายกัน จึงมีลักษณะเข้าเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 2 ถือว่าจำเลยผิดสัญญาจ้าง อย่างไรก็ตามข้อตกลงในสัญญาที่มีข้อความว่า หากฝ่าฝืนข้อตกลง จำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับเงินจำนวน 500,000 บาท นั้น ย่อมเป็นข้อสัญญาที่กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้หรือโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แต่การกำหนดค่าเสียหายนั้นเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลาง อันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดให้ได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาคดีเสียใหม่ตามรูปคดี

พิพากษากลับ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดในเรื่องค่าเสียหายตามสัญญาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14/1
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เค เอ็ม อินเตอร์แล็บ จำกัด
จำเลย — นายบวรธัช มากจีน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2558
#633542
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผลิตเครื่องสำอางซึ่งในการประกอบกิจการโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขันทางธุรกิจการค้า โจทก์จึงมีสิทธิตามสมควรที่จะป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ จำเลยเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งหัวหน้างานผสมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะทำความตกลงกับจำเลยเพื่อรักษาความลับทางการค้าของโจทก์ได้ด้วยการทำข้อตกลงกับจำเลยในการห้ามประกอบกิจการหรือปฏิบัติงานในกิจการอื่นที่แข่งขันกับโจทก์ สัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อ 2 ที่กำหนดว่า ในขณะที่จำเลยเป็นพนักงานหรือพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติงานเป็นพนักงานของนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ในลักษณะการค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันหรือคล้ายกัน หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์นั้น เมื่อข้อตกลงมีกำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่ 1 ปี ถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลาพอสมควร ไม่ทำให้จำเลยต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

หลังจากจำเลยพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์ภายใน 1 ปี แล้วไปทำงานกับบริษัทที่มีลักษณะทางการค้าคล้ายกัน เข้าเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 2 ถือว่าจำเลยผิดสัญญาจ้าง แต่ข้อตกลงในสัญญาที่มีข้อความว่า หากฝ่าฝืนข้อตกลง จำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับเงินจำนวน 500,000 บาท เป็นการกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามมาตรา 383 แต่การกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลาง อันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดให้ได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาคดีเสียใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งหัวหน้างานผสมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีหน้าที่ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผน โดยเมื่อแผนกวางแผนได้กำหนดวัตถุดิบ ขั้นตอน และวิธีการผลิตแล้ว ฝ่ายผลิตมีหน้าที่ผลิตตามขั้นตอนและวิธีการที่ฝ่ายวางแผนกำหนด โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผนดังกล่าว ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโจทก์จะกำหนดเป็นรหัส พนักงานฝ่ายผลิตรวมทั้งจำเลยจะไม่ทราบว่าวัตถุดิบดังกล่าวคืออะไร ในการปฏิบัติงานดังกล่าวโจทก์จำเลยทำสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อ 2 กำหนดว่า จำเลยขณะที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ตาม ภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยจะไม่ปฏิบัติงานเป็นพนักงานของนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ในลักษณะการค้าประเภทชนิดเดียวกัน หรือคล้ายกันกับโจทก์หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ และข้อ 3 กำหนดว่า หลังจากที่จำเลยพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้ว จำเลยจะไม่นำความลับหรือข้อมูลของโจทก์ ไม่ว่าความลับหรือข้อมูลนั้น ๆ จะเกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบในงานของจำเลยหรือไม่ก็ตามไปเปิดเผยด้วยวิธีใดก็ตามต่อผู้อื่นหรือนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าผู้อื่นหรือนิติบุคคลนั้น ๆ จะทำการค้าประเภทใดก็ตาม และข้อที่ 5 กำหนดว่า หากจำเลยผิดหรือฝ่าฝืนสัญญายอมให้โจทก์ฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายและยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 500,000 บาท แล้ววินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยนำความลับทางการค้าไปเปิดเผยให้บริษัทอื่นทราบฟังไม่ขึ้น สัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงมีลักษณะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมไม่อาจใช้บังคับได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวตามอุทธรณ์โจทก์ว่า ข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์เป็นสัญญาที่ขัดกับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า เหตุที่โจทก์ต้องทำสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์เนื่องจากการผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางย่อมมีข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า เพื่อคุ้มครองความลับทางการค้าโจทก์จึงให้พนักงานของโจทก์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องสำอางในระดับหัวหน้าทุกคนลงนามในข้อตกลง ทั้งข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรมและไม่ได้ขัดกับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เห็นว่า โจทก์ผลิตเครื่องสำอางซึ่งในการประกอบกิจการโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขันทางธุรกิจการค้า ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิตามสมควรที่จะป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ จำเลยเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งหัวหน้างานผสมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการผลิตตามแผนงานของแผนกวางแผน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะทำความตกลงกับจำเลยเพื่อรักษาความลับทางการค้าของโจทก์ได้ด้วยการทำข้อตกลงกับจำเลยในการห้ามประกอบกิจการหรือปฏิบัติงานในกิจการอื่นที่แข่งขันกับโจทก์ เมื่อพิจารณาสัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อ 2 ที่กำหนดว่า ในขณะที่จำเลยเป็นพนักงานหรือพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติงานเป็นพนักงานของนิติบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ในลักษณะการค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันหรือคล้ายกัน หรือเป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์นั้น เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่ 1 ปี อันถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลาพอสมควร สัญญาข้อตกลงเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่ทำให้จำเลยต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนยุติว่าหลังจากจำเลยพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์ภายใน 1 ปี แล้วไปทำงานกับบริษัทที่มีลักษณะทางการค้าคล้ายกัน จึงมีลักษณะเข้าเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 2 ถือว่าจำเลยผิดสัญญาจ้าง อย่างไรก็ตามข้อตกลงในสัญญาที่มีข้อความว่าหากฝ่าฝืนข้อตกลง จำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับเงินจำนวน 500,000 บาท นั้น ย่อมเป็นข้อสัญญาที่กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้หรือโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แต่การกำหนดค่าเสียหายนั้นเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลาง อันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดให้ได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาคดีเสียใหม่ตามรูปคดี

พิพากษากลับ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดในเรื่องค่าเสียหายตามสัญญาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เค เอ็ม อินเตอร์แล็บ จำกัด
จำเลย — นายบวรธัช มากจีน
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2558
#633730
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินวางประกันค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืนจากศาลนั้น เป็นกรณีของการขอเงินค้างจ่ายคืนจากศาลซึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงจะต้องนำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าศาลมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีเงินวางประกันค่าใช้จ่ายคงเหลืออยู่ที่ศาลและโจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าว เงินดังกล่าวจึงมิใช่เงินค้างจ่ายซึ่งจะตกเป็นของแผ่นดินตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์เพิ่งทราบว่ามีเงินคงเหลือและมีสิทธิรับเงินดังกล่าวแล้วโจทก์จึงได้ยื่นคำขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล กรณีจึงยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนได้ เงินดังกล่าวนั้นย่อมไม่ตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลขอปิดคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 133 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มิถุนายน 2556 ว่า ศาลได้มีคำสั่งปิดคดีแล้ว โจทก์มีความประสงค์ขอรับเงินวางประกันค่าใช้จ่ายที่เหลือคืนจากศาล

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 จึงพ้นระยะเวลา 5 ปี แล้ว เงินที่เหลือทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอรับคืนเงินวางประกันค่าใช้จ่ายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินวางประกันค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืนจากศาลนั้น เป็นกรณีของการขอเงินค้างจ่ายคืนจากศาลซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงจะต้องนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าศาลมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีเงินวางประกันค่าใช้จ่ายคงเหลืออยู่ที่ศาลและโจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าว เงินดังกล่าวจึงมิใช่เงินค้างจ่ายซึ่งจะตกเป็นของแผ่นดินตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์เพิ่งทราบว่ามีเงินคงเหลือและมีสิทธิรับเงินดังกล่าวแล้วโจทก์จึงได้ยื่นคำขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล กรณีจึงยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนได้ เงินดังกล่าวนั้นย่อมไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลล้มละลายกลางจ่ายเงินวางประกันค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิกรม หวังศิริวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7333/2558
#586554
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ทำหนังสือสัญญาประกันความเสียหายข้อ 2 ระบุว่า "ลูกจ้างให้สัญญาว่าจะทำงานให้แก่นายจ้างอย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป หากทำงานไม่ครบเวลา 1 ปี ฝ่ายลูกจ้างยินดีให้นายจ้างยึดเงินประกันความเสียหายตามข้อ 1" จำเลยที่ 2 ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 การทำสัญญาดังกล่าวที่มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานอย่างน้อย 1 ปี หากผิดสัญญายินยอมให้ยึดเงินประกันถือเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้าง มิใช่เป็นเรื่องการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันหรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ว่า หากจำเลยที่ 2 ทำงานไม่ครบ 1 ปี ยินดีให้โจทก์ยึดเงินประกัน จึงเป็นข้อตกลงที่แตกต่างกับบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 โจทก์จึงต้องคืนเงินประกันจำนวน 5,000 บาท ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 991/2554 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาแก้ไขคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 85/2553 ลงวันที่ 14 กันยายน 2553 เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงินประกันความเสียหายในการทำงานจำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาประกันความเสียหาย ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อ 2 ระบุว่า ลูกจ้างหรือจำเลยที่ 2 ให้สัญญาว่าจะทำงานให้แก่นายจ้างหรือโจทก์ อย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป หากทำงานไม่ครบเวลา 1 ปี ฝ่ายลูกจ้างหรือจำเลยที่ 2 ยินดีให้นายจ้างหรือโจทก์ยึดเงินประกันความเสียหายตามข้อ 1 และข้อ 3 ระบุว่า เมื่อฝ่ายลูกจ้างทำงานมาครบ 1 ปี หากจะลาออกจากงานต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน เมื่อได้มอบหมายงานและได้รับอนุมัติแล้วจึงออกจากงานได้ หากผิดสัญญาก็ยินดีให้นายจ้างหรือโจทก์ยึดเงินประกันความเสียหายตามข้อ 1 หนังสือสัญญาประกันความเสียหายเป็นสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 การกำหนดระยะเวลาห้ามจำเลยที่ 2 ออกจากงานเป็นเวลา 1 ปี เป็นการกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง โดยมิได้ตัดหนทางในการประกอบอาชีพของจำเลยที่ 2 โดยสิ้นเชิง และเป็นระยะเวลาห้ามเพียงชั่วคราวซึ่งเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นและระหว่างห้ามจำเลยที่ 2 ก็คงได้รับค่าจ้างจากโจทก์โดยตลอดเวลาเป็นการตอบแทนและถ้าลูกจ้างหรือจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาข้อนี้ นายจ้างหรือโจทก์ก็มีสิทธิยึดเงินประกันความเสียหายจากการทำงานของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาได้ การคืนเงินประกันความเสียหายในการทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ลาออกนั้น หมายถึงเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ผิดสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานหรือเมื่อหักเงินประกันความเสียหายแล้วยังคงมีเงินเหลืออยู่เท่าใด โจทก์จึงต้องคืนเงินให้จำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง ดังนั้นสัญญาค้ำประกันความเสียหายในการทำงานจึงเป็นสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง ใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ยื่นใบลาออกจากงานเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ให้มีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 แม้จำเลยที่ 2 จะแจ้งการลาออกจากงานเพียง 6 วัน การลาออกจากงานของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ถือว่าผิดสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานข้อ 3 แต่จำเลยที่ 2 ลาออกก่อนทำงานครบ 1 ปี จึงถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานข้อ 2 คำว่ายึดเงินประกันความเสียหายที่ปรากฏในสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และถ้าสัญญากำหนดจำนวนเงินจำนวนหนึ่งไว้ล่วงหน้าที่ฝ่ายหนึ่งจะใช้ให้เมื่อฝ่ายนั้นปฏิบัติผิดสัญญา เงินจำนวนนี้เรียกว่า เบี้ยปรับ ซึ่งเบี้ยปรับเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายและถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติผิดสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการสอนงานให้รู้จักสินค้าทุกชนิดของโจทก์ก่อนการทำงานขายสินค้าให้โจทก์และค่าใช้จ่ายในเอกสารและอุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ นั้น การสอนให้รู้จักตัวสินค้าทุกชนิดของโจทก์เป็นปกติธรรมดาในการประกอบธุรกิจการค้าของโจทก์ไม่ถือว่าโจทก์เสียหายแต่อย่างใดและโจทก์ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจำนวน 50,000 บาท จากจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติผิดสัญญาประกันความเสียหายในการทำงานข้อ 2 และโจทก์ยึดเงินประกันความเสียหายในการทำงานจำนวน 5,000 บาท จากจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นเบี้ยปรับนั้น เนื่องจากเบี้ยปรับที่โจทก์ยึดจากจำเลยที่ 2 สูงเกินส่วน เมื่อพิเคราะห์ถึงว่าจำเลยที่ 2 ทำงานให้โจทก์เป็นเวลาถึง 6 เดือน 12 วัน แล้วจึงลาออกและทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายประกอบกับพฤติการณ์แห่งรูปคดีนี้แล้ว ศาลเห็นสมควรลดลงโดยกำหนดจำนวนเงิน 2,000 บาท เป็นเบี้ยปรับที่โจทก์มีสิทธิยึดตามสัญญาประกันความเสียหายในการทำงาน ส่วนเงินที่เหลืออีก 3,000 บาท โจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ปัญหาว่าโจทก์ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ลาออกโจทก์ต้องคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 2 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างลาออก ถ้าโจทก์ไม่จ่ายถือว่าโจทก์ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ลาออกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 โจทก์ต้องคืนเงินประกันภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ถ้าโจทก์ไม่จ่ายถือว่าโจทก์ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไป เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจึงเห็นสมควรแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 85/2553

ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความพยานโจทก์และฝ่ายจำเลยว่า สัญญาและเอกสารที่ลูกจ้างลงนามเป็นแบบฟอร์มสำเร็จรูปและเงินประกันการทำงานของลูกจ้างที่โจทก์เก็บไปนำเข้าบัญชีในนามของโจทก์ไม่ได้นำเข้าในนามบัญชีของลูกจ้างเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 และประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 เนื่องจากหลักประกันที่นายจ้างเรียกเก็บยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกจ้าง เพียงแต่นายจ้างมีสิทธิยึดถือไว้เท่านั้น ดอกผลเงินประกันจึงตกเป็นของลูกจ้างนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในคำให้การ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า เงินประกันจำนวน 5,000 บาท ที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างโดยมีข้อตกลงว่าจะต้องทำงานกับโจทก์อย่างน้อย 1 ปี หากทำงานไม่ครบ 1 ปี ยินดีให้ยึดเงินประกัน ข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาประกันความเสียหาย ข้อ 2 ระบุว่า "ลูกจ้างให้สัญญาว่าจะทำงานให้แก่นายจ้างอย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป หากทำงานไม่ครบเวลา 1 ปี ฝ่ายลูกจ้างยินดีให้นายจ้างยึดเงินประกันความเสียหายตามข้อ 1" จำเลยที่ 2 ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ซึ่งการทำสัญญาที่มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานอย่างน้อย 1 ปี หากผิดสัญญายินยอมให้ยึดเงินประกัน ถือเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้าง มิใช่เป็นเรื่องการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันหรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ว่า หากจำเลยที่ 2 ทำงานไม่ครบ 1 ปี ยินดีให้โจทก์ยึดเงินประกัน จึงเป็นข้อตกลงที่แตกต่างกับบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 โจทก์จึงต้องคืนเงินประกันจำนวน 5,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟูจิซีล จำกัด
นายฉัตรดนัย ด้วงมหาสอน
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7309/2558
#590018
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสี่จะไม่ใช่คู่ความในคดีก่อน แต่มูลแห่งสิทธิอันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้อง คือ สิทธิแห่งทายาทในการรับมรดกแทนที่บิดามารดาของตน เรียกร้องเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกเดียวกันของผู้ตายเช่นเดียวกับโจทก์ในคดีก่อน จึงเป็นกรณีทายาทมีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทในลำดับเดียวใช้สิทธิแห่งความเป็นทายาทของผู้ที่ตนเข้าแทนที่ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดก ถือว่าเป็นการฟ้องในนามทายาททุกคน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามชนะคดี คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความรวมถึงทายาทที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นเช่นเดียวกับคู่ความด้วย คำฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 31 ตำบลหัวเขา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และกับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และการออกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หรือแบ่งที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่และทายาทที่เหลือตามส่วนแห่งสิทธิ ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์ทั้งสี่ในคดีนี้และโจทก์ทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1170/2555 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 137/2556 ของศาลชั้นต้นนั้น ล้วนเป็นทายาทของนายหะยีสัน และนางฝาย๊ะ ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 137/2556 ของศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงท้ากันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ และศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และคำรับของคู่ความเพียงพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสี่จะเป็นคนละคนกับโจทก์ทั้งสี่ในคดีก่อน แต่มูลแห่งสิทธิอันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องคือสิทธิแห่งทายาทในการรับมรดกแทนที่บิดามารดาของตนเรียกร้องเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายรายเดียวกันเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสี่ในคดีก่อน กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 และที่ 4 อ้างมูลแห่งสิทธิในการรับมรดกแทนที่นางมิน๊ะ เช่นเดียวกับโจทก์ที่ 2 คดีก่อน โจทก์ที่ 2 อ้างมูลแห่งสิทธิในการรับมรดกแทนที่นายมะแอเช่นเดียวกับโจทก์ที่ 4 คดีก่อน และโจทก์ที่ 3 อ้างมูลแห่งสิทธิในการรับมรดกแทนที่นางฝาติม๊ะเช่นเดียวกับโจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนเป็นกรณีทายาทหลายคนมีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทในลำดับเดียวกันคนหนึ่ง การที่ทายาทคนใดคนหนึ่งในจำนวนหลายคนนั้นใช้สิทธิแห่งความเป็นทายาทของผู้ที่ตนเข้าแทนที่ฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดก ถือได้ว่าเป็นการฟ้องในนามทายาททุกคนที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้มีสิทธิรับมรดกซึ่งตนอาจขอเข้าแทนที่ได้ทุกคน เมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในคดีก่อนใช้สิทธิในการรับมรดกแทนที่นางฝาติม๊ะ นางมิน๊ะและนายมะแอ ตามลำดับ ฟ้องจำเลยทั้งสามเรียกเอาส่วนแบ่งที่ดินพิพาทโดยกล่าวอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายหะยีสันและนางฝาย๊ะอันอาจตกได้แก่บุคคลทั้งสาม และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำท้าแล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความซึ่งรวมถึงทายาทที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นๆ เช่นเดียวกับคู่ความด้วย คำฟ้องโจทก์ทั้งสี่คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 137/2556 ของศาลชั้นต้น พิพากษายืนให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์รวม 3,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ที่ว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 137/2556ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.พ.พ. ม. 1639
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสว่าง บุรันวิจิตร กับพวก
จำเลย — นายมุหมัด สันโต๊ะเส็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางบวรวรรณ ธีระมงคลกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7307/2558
#585410
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี ถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง กับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง ประเด็นเรื่องค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 5,000 บาท แก่โจทก์ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนค่าเสียหายดังกล่าวสูงหรือต่ำเกินไป เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีในส่วนฟ้องขับไล่ ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกา ถือได้ว่าในขณะยื่นคำฟ้องที่ดินของโจทก์อาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาคำแถลงของ ส. เจ้าพนักงานผู้รังวัดที่ดินซึ่งแถลงต่อศาลชั้นต้นแล้ววินิจฉัยว่า ส. ได้รังวัดที่ดินของโจทก์และจำเลยไปตามหลักวิชา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานผู้รังวัดได้รังวัดที่ดินของโจทก์และจำเลยตามคำท้าทุกประการ จำเลยฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริงตามคำท้าของโจทก์และจำเลย คำแถลงของ ส. ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่ารับฟังเป็นพยานคนกลาง เป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ฎีกาของจำเลยข้อที่เหลือเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยกขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยแล้ว ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้จำเลยใช้เงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินปีละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนและออกไปจากที่ดินพิพาท

ระหว่างพิจารณา ในวันนัดจำเลยมาให้การและสืบพยาน คู่ความตกลงท้ากันขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกรังวัดที่ดินของโจทก์และจำเลยซึ่งมีเขตติดต่อกัน โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินจากทิศตะวันออกลากเป็นเส้นตรงมายังทิศตะวันตก ให้ถือแผนที่พิพาทท้ายรายงานกระบวนพิจารณา กับแบบสำรวจเนื้อที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.6) ในการรังวัดนั้นให้ถือหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 3 กว้าง 30 วา หมายเลข 2 ถึงหมายเลข 4 กว้าง 30 วา โดยเส้นแนวรังวัดตามหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 2 ต้องเป็นเส้นตรง หากรังวัดแล้วทั้งสองฝ่ายยอมรับแนวเขตเป็นแนวเขตที่ถูกต้อง หากมีสิ่งก่อสร้างฝ่ายใดรุกล้ำเข้าไป ฝ่ายนั้นจะต้องรื้อถอนออกไปภายใน 15 วัน และผลการรังวัดให้ถือเป็นข้อแพ้ชนะในคดี โจทก์และจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เป็นไปตามที่คู่ความท้ากัน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินออกไปรังวัดที่ดินของโจทก์และจำเลยกับทำแผนที่พิพาท ตามแผนที่พิพาทท้ายหนังสือของสำนักงานที่ดินอำเภอไทรโยค

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนเสารั้วคอนกรีตและขนย้ายออกไปจากที่ดินตามรูปแผนที่เส้นสีแดง ที่ดินส่วนที่พิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา ตามหนังสือที่ กจ 0619/390 และรูปแผนที่ท้ายหนังสือของสำนักงานที่ดินอำเภอไทรโยค หากไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากจำเลย ให้จำเลยชำระเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว และชำระค่าเสียหายอีกปีละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนด แล้วพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนเสารั้วคอนกรีตและขนย้ายออกไปจากที่ดินตามรูปแผนที่เส้นสีแดง เนื้อที่ดินส่วนที่พิพาท 1 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา ตามหนังสือที่ กจ. 0619/390 และรูปแผนที่ท้ายหนังสือของสำนักงานที่ดินอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หากไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากจำเลย ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว และชำระค่าเสียหายอีกปีละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี จึงถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง กับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา สำหรับประเด็นเรื่องค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 5,000 บาท แก่โจทก์ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนค่าเสียหายดังกล่าวสูงหรือต่ำเกินไป จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ส่วนคดีฟ้องขับไล่ ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกา ย่อมถือได้ว่าในขณะยื่นคำฟ้องที่ดินของโจทก์อาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามคำท้า จำเลยอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินของโจทก์และจำเลยไม่เป็นไปตามคำท้า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาคำแถลงของนายสมศักดิ์ เจ้าพนักงานผู้รังวัดที่ดิน ซึ่งแถลงต่อศาลชั้นต้น ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น กับที่นายสมศักดิ์มาแถลงยืนยันต่อศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่งว่า รูปแผนที่เส้นสีแดงเป็นรูปแผนที่ที่ถูกต้อง การรังวัดครั้งนี้มีการใช้กล้องสำรวจและประมวลผลส่องเพื่อหาแนวเส้นพิกัดและใช้เทปวัดระยะด้วย ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แล้ววินิจฉัยว่า นายสมศักดิ์ได้รังวัดที่ดินของโจทก์และจำเลยไปตามหลักวิชา แม้นายสมศักดิ์จะทำรูปแผนที่เส้นสีเขียวไว้ด้วย แต่นายสมศักดิ์ก็แถลงต่อศาลว่า รูปแผนที่ทำขึ้นตามที่จำเลยนำชี้เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานรังวัดและทำแผนที่ตามที่ทั้งสองฝ่ายต่างนำชี้ดังที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานผู้รังวัดได้รังวัดที่ดินของโจทก์และจำเลยตามคำท้าทุกประการ จำเลยฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริงตามคำท้าของโจทก์และจำเลย คำแถลงของนายสมศักดิ์ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่ารับฟังเป็นพยานคนกลางได้ จึงเป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้อที่เหลือเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยกขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยให้ดังกล่าวแล้ว ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและเมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอนงค์ ศรีสุวรรณ
จำเลย — นายละเอียด ธัญญผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายทวีศักดิ์ ชัยธันยาภัทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพงษ์ธร จันทร์อุดม
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมพู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7294/2558
#582416
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ที่ได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเท่านั้น แม้จำเลยกระทำความผิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยจึงยังไม่ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ดังนี้ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 92, 334, 335 และจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2059/2550 ของศาลชั้นต้น ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 1 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติว่า ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนี้ ผู้ต้องโทษที่จะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นผู้ต้องโทษในกรณีความผิดที่ได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ คือ วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เท่านั้น แม้จำเลยกระทำความผิดคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2095/2550 ของศาลชั้นต้น ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยจึงยังไม่ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ดังนี้ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายกิตติพงษ์หรือแฟร์ วงกรดหรือวงกรต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางนงนุช เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางอภิญญา จันทรเศรษฐ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2558
#631758
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพราก น. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจาก ว. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย กับจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยพูดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 สวมใส่ชุดนักเรียนแต่หนีเรียนไม่เข้าโรงเรียนตามปกติ ว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมไปกับจำเลย จำเลยจะนำเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 หนีเรียนไม่เข้าโรงเรียนตามปกติดังกล่าวไปแจ้งให้ทางโรงเรียนที่ผู้เสียหายที่ 2 ศึกษาอยู่และผู้ปกครองผู้เสียหายที่ 2 ทราบ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 2 ถูกลงโทษหรือว่ากล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 เกิดความกลัวตามคำข่มขู่ของจำเลยดังกล่าว และยอมไปกับจำเลย อันเป็นการขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม และจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจับแขนและดึงตัวผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปสวมกอดเพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 2 ขัดขืน แล้วจำเลยได้หอมที่บริเวณหน้าผากของผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยมีเจตนาล่วงเกินทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 หรือพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารอย่างไร และไม่ได้บรรยายถ้อยคำตาม ป.อ. มาตรา 284 ว่า จำเลยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ก็ตาม แต่คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวก็พอเข้าใจได้แล้วว่า จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย พาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมและพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใดแล้ว ทั้งการบรรยายฟ้องก็หาจำต้องเคร่งครัดถึงกับต้องใช้ถ้อยคำในกฎหมายเสมอไปไม่ ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ, 284, 318 แล้ว นอกจากนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ และมาตรา 284 ในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเพียงกรรมเดียว โจทก์จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดนั้นว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน ทั้ง ป.อ. มาตรา 90 มิใช่กฎหมายซึ่งอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด โจทก์จึงไม่จำต้องอ้างบทบัญญัติดังกล่าวในคำขอท้ายฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 283 ทวิ, 284 และ 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 283 ทวิ วรรคแรก, 284 วรรคแรก และ 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใดโดยผู้นั้นไม่ยินยอม และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย (ที่ถูก ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด (ที่ถูก ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78) ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อ 2 และข้อ 3 ส่วนฎีกาข้อ 4 และข้อ 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับสรุปได้ความว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยและเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่าการจับกุมจำเลยไม่ชอบเพราะขณะจับกุมผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้ร้องทุกข์ แม้ทราบว่าจำเลยกระทำความผิดแล้ว ก็ต้องจัดให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัวจำเลยหรือภาพถ่ายจำเลย หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนต้องออกหมายเรียกจำเลยมาพบพนักงานสอบสวนก่อน เมื่อจำเลยมาพบก็แจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การไว้ การจับกุมจำเลยจึงไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนและหาวิธีการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยวิธีล่อซื้อ และเป็นการดำเนินการผิดขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปฏิบัติ การสอบสวนพยานบุคคลจึงเป็นการสอบสวนที่มิชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนในเรื่องการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นพิรุธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบในเรื่องนี้ แต่ข้อนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏรายละเอียดของข้อความและวันเวลาการใช้โทรศัพท์และไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้ ส่วนจำเลยได้นำสืบหักล้างให้เห็นความจริงได้ การสอบสวนของร้อยตำรวจโท น. เกินอำนาจสอบสวนในระดับสารวัตรสอบสวนที่จะทำการสอบสวนต่อไป การเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนเป็นพิรุธ ร้อยตำรวจโท น. ไม่ได้สอบสวนผู้เสียหายทั้งสองและพยานอื่น ๆ ทันทีขณะเกิดเหตุ พันตำรวจโท ว. ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำการสอบสวนต่อจากร้อยตำรวจโท น. ไม่ได้อยู่ร่วมสอบปากคำพยานทุกปาก แต่กลับไปลงชื่อสอบสวนในคำให้การพยาน จึงมีการระบุวันที่สอบสวนและสอบสวนเพิ่มเติมข้อกล่าวหาจำเลยขึ้นในภายหลัง พันตำรวจโท ว. จึงมิใช่พนักงานสอบสวนที่ได้รับฟังจดบันทึกสอบปากคำพยานทุกปาก ร้อยตำรวจโท น. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไม่ได้เรียกจำเลยไปพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำจำเลยไว้ตั้งแต่แรก แต่กลับเป็นพันตำรวจโท ว. เรียกจำเลยไปพบ เมื่อมีการแจ้งข้อหาพรากและพาผู้เยาว์แก่จำเลย จำเลยให้การปฏิเสธและทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและให้สอบสวนเพิ่มเติม แต่พนักงานสอบสวนกลับนำข้อเท็จจริงในหนังสือดังกล่าวมาแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยเพิ่มเติม การทำสำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงมีพิรุธ ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยกระทำความผิดและพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ต้องได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย มิฉะนั้นรับฟังไม่ได้ คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ จึงเป็นภาระของโจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ให้เห็นถึงความผิดของจำเลยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยพยายามจะบิดเบือนให้เป็นข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกระทำลักษณะอาการอย่างไรจึงเป็นการพรากผู้เยาว์โดยใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ กระทำความผิดลักษณะอย่างไรเป็นการพาไปเพื่อการอนาจาร และไม่ได้บรรยายถ้อยคำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ฟ้องโจทก์ขัดกันเพราะนำข้อความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ที่ว่าโดยปราศจากเหตุอันสมควร มาบรรยายฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ และมาตรา 284 โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดหลายกรรมแต่ละกรรมให้ชัดเจน และโจทก์ไม่อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพราก น. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากนาง ว. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย กับจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยพูดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 สวมใส่ชุดนักเรียนแต่หนีเรียนไม่เข้าโรงเรียนตามปกติ ว่าหากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมไปกับจำเลย จำเลยจะนำเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 หนีเรียนไม่เข้าโรงเรียนตามปกติดังกล่าวไปแจ้งให้ทางโรงเรียนที่ผู้เสียหายที่ 2 ศึกษาอยู่และผู้ปกครองผู้เสียหายที่ 2 ทราบ เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 2 ถูกลงโทษหรือว่ากล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 เกิดความกลัวตามคำข่มขู่ของจำเลยดังกล่าว และยอมไปกับจำเลย อันเป็นการขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม และจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจับแขนและดึงตัวผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปสวมกอดเพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 2 ขัดขืน แล้วจำเลยได้หอมที่บริเวณหน้าผากของผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยมีเจตนาล่วงเกินทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 หรือพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารอย่างไร และไม่ได้บรรยายถ้อยคำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 ว่า จำเลยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ก็ตาม แต่คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวก็พอเข้าใจได้แล้วว่า จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย พาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมและพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใดแล้ว ทั้งการบรรยายฟ้องก็หาจำต้องเคร่งครัดถึงกับต้องใช้ถ้อยคำในกฎหมายเสมอไปไม่ ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 284, 318 แล้ว นอกจากนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ และมาตรา 284 ในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเพียงกรรมเดียว โจทก์จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดนั้นว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่กฎหมายซึ่งอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด โจทก์จึงไม่จำต้องอ้างบทบัญญัติดังกล่าวในคำขอท้ายฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 283 ทวิ ม. 284 ม. 318
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — พันตำรวจโท ส.
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7289/2558
#586559
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ และมีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดและราคาทรัพย์ใช้แทนย่อมรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้รับว่าจำเลยกระทำโดยทุจริตและโรงเรือนมีสภาพเก่ามีราคาเพียง 50,000 บาท จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพและเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอส่วนแพ่ง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้รับว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต เนื่องจากพนักงานของผู้เสียหายหลอกขายโรงเรือนไม้ให้จำเลย จำเลยเข้ารื้อถอนโรงเรือนตามสัญญา จึงเป็นการกระทำโดยสุจริตและโรงเรือนมีสภาพเก่าราคาเพียง 50,000 บาท มิใช่ 8,448,180 บาท หากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว จะทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดโดยเจตนาทุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบและศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำพิพากษาในคำขอส่วนแพ่ง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์จึงถือว่าโจทก์ไม่ติดใจ คำพิพากษาในส่วนแพ่งจึงยุติ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ราคาในส่วนแพ่งแก่ผู้เสียหายอีก จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ และมีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดและราคาทรัพย์ใช้แทนย่อมรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพและเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้วและเมื่อคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอส่วนแพ่ง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยแล้วโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์อันจะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยคืนโครงหลังคาเหล็กของโรงงานและอุปกรณ์ส่วนควบของอาคารโรงงานหรือใช้ราคาเป็นเงิน 8,448,180 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายสี นามไพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7280 -ที่ 7281/2558
#586568
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 38 และร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 39 ถึงที่ 46 การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 38 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 21 คืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง 46 คนนั้น เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 44 บัญญัติให้คำพิพากษาคดีอาญาต้องมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องทางแพ่ง อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าวและมาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดคืนหรือใช้เงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายโดยไม่ได้ให้เหตุผลและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 21 คืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง 46 คน อันเป็นการเกินคำขอ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 เป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 จึงต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้ง 46 ด้วย และกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษแก่จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2004/2550 ถึง 2010/2550 ของศาลชั้นต้นโดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2004/2550, 2007/2550 และ 2009/2550 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 4 ที่ 2 และที่ 18 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนแรกและคดีอาญาหมายเลขแดง 2005/2550, 2006/2550, 2008/2550 และ 2010/2550 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 15 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 20 และที่ 21 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดในสำนวนหลังใหม่เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 21 ตามลำดับ เรียงตามชื่อจำเลยที่เรียกในสำนวนดังกล่าวข้างต้น แต่คดีสำหรับจำเลยอื่นยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้และเพื่อความสะดวกในการพิจารณา ให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนหลังว่า ผู้เสียหายที่ 39 ถึงที่ 46 ต่อจากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 38 ในสำนวนแรก

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดทั้งเก้าสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 ให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันคืนเงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 38 และร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 39 ถึงที่ 46 นับโทษจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดในสำนวนหลังต่อจากโทษของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดในห้าสำนวนแรก

จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 12 วิกลจริต ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีโจทก์ชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 12 และจำเลยที่ 13 ที่ 16 และที่ 17 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 13 ที่ 16 และที่ 17 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 21 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 21 คืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง 46 คน ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 11 ที่ 18 ที่ 19 และที่ 20 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 21 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 14 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 14 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 และยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 6 ชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่สิบหกร่วมกับจำเลยคนอื่นๆ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 6 ร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยที่ 6 เริ่มเข้าร่วมเป็นตัวการกระทำความผิดตั้งแต่ปลายปี 2539 เป็นคดีใหม่ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยที่ 12 เป็นภริยาของจำเลยที่ 16 จำเลยที่ 3 เป็นบุตรของบุคคลทั้งสอง ระหว่างปี 2536 ถึง 2539 จำเลยที่ 12 ชักชวนพันเอกสมัคร พันเอกไสว พันเอกสมานและผู้เสียหายที่ 1 ร่วมทำธุรกิจค้าที่ดินโดยจำเลยที่ 12 อ้างว่า จำเลยที่ 3 ทำงานที่บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งบริษัทกำลังหาที่ดินจำนวนมากไปเสนอขายให้แก่ชาวต่างชาติ ผู้ที่นำที่ดินไปเสนอขาย จะได้รับค่าตอบแทนสูง ต่อมาจำเลยที่ 12 ชักชวนประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายหลายคนให้ร่วมกันหาที่ดินไปเสนอขายให้แก่จำเลยที่ 12 ผ่านนายทหารทั้งสี่ดังกล่าว เรียกว่า ศูนย์สี่พัน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์นันทชิต มีผู้รวบรวมเอกสารสิทธิที่ดินให้จำเลยที่ 12 จำนวนมาก รวมทั้งผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 11 ต่างก็ถูกจำเลยที่ 12 เรียกเก็บค่าตรวจแปลงที่ดินตามจำนวนแปลงที่ดินที่รวบรวมเสนอขาย ซึ่งในระยะเริ่มต้นจำเลยที่ 12 เรียกค่าตรวจแปลงละ 3,000 บาท โดยมีความหวังว่าจำเลยที่ 12 จะขายที่ดินได้และได้รับค่าตอบแทนตามที่จำเลยที่ 12 บอกกล่าวไว้ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปจำเลยที่ 12 ไม่สามารถขายที่ดินให้แก่ผู้เสียหายได้ ต่อมามีผู้นำที่ดินมาเสนอขายให้แก่จำเลยที่ 12 มากขึ้น จำเลยที่ 12 จึงจัดตั้งบริษัทสุขชนกิจ จำกัด ขึ้นและให้จำเลยที่ 2 ที่ 10 และที่ 17 เป็นกรรมการโดยไม่มีชื่อจำเลยที่ 12 เป็นกรรมการ ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทพชรกนกชัย จำกัด โดยมีชื่อจำเลยที่ 2 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 17 และบุคคลอื่นอีก 7 คน เป็นกรรมการ ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยที่ 12 ขยายกิจการมีการแนะนำว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธานบริษัท จำเลยที่ 12 เป็นรองประธานบริษัทมีการเก็บเงินค่าสมัครเป็นสมาชิก หากสมัครเป็นผู้บริหารระดับสูง ต้องเสียค่าสมัครสมาชิกในอัตราสูงกว่าสมาชิกทั่วไป โดยจำเลยที่ 12 อ้างว่าจะได้รับค่าตอบแทนสูงและมีสิทธิกู้ยืมเงินจากบริษัทได้จำนวนมาก นอกจากนี้จำเลยที่ 12 ยังตั้งสมาชิกที่หาที่ดินได้จำนวนมากเป็นหัวหน้าสายหลายคน ให้ทำหน้าที่รวบรวมที่ดินที่มีผู้นำไปเสนอขายให้ ระหว่างนี้มีการเรียกเก็บค่าตรวจแปลงที่ดินหลายอัตรา ไม่เท่ากันในแต่ละราย ปี 2543 จำเลยที่ 12 กับจำเลยที่ 16 จดทะเบียนหย่ากันแล้วจำเลยที่ 12 กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสใหม่ ในปี 2544 ต่อมาผู้ที่เสนอขายที่ดินรวมทั้งผู้เสียหายหลายคน สอบถามจำเลยที่ 12 เกี่ยวกับความคืบหน้าในการขายที่ดินและผลตอบแทนที่จะได้รับ จำเลยที่ 12 จึงจัดให้มีการประชุมและสังสรรค์ในกลุ่มสมาชิกขึ้นหลายครั้งในหลายจังหวัด รวมทั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอุดรธานี มีการปรากฏตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 12 ในการประชุมว่า เป็นประธานและรองประธานบริษัทตามลำดับ กับเป็นประธานและรองประธานการจัดประชุม แต่ในที่สุดก็ไม่มีการขายที่ดินและไม่มีสมาชิกผู้ใดรวมทั้งผู้เสียหายทั้งสี่สิบหกได้รับผลตอบแทนใดๆ ตามที่จำเลยที่ 12 กล่าวอ้าง จึงมีผู้เสียหายหลายคนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 12 และผู้ร่วมกระทำความผิด พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้องแล้วรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ด จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การปฏิเสธ สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ติดตามคอยดูแลจำเลยที่ 12 ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 12 เริ่มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน แม้ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ประชุมสังสรรค์ในงานชุมนุมของผู้เสียหาย แต่จำเลยที่ 1 มิได้แสดงพฤติการณ์ใดๆ หรือชักชวนผู้ใดทำธุรกิจร่วมกับบริษัทพชรกนกชัย จำกัด และจะได้รับประโยชน์ตอบแทน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนได้รับผลประโยชน์หรือส่วนแบ่งจากบริษัทและไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่าบริษัทหรือจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน การที่ผู้เสียหายกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นประธานบริษัทและรับรองว่าผู้เสียหายจะได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน จึงไม่อาจรับฟังได้นั้น โจทก์มีผู้เสียหาย เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า พวกจำเลยได้ชักชวนให้พยานหาที่ดินมาเสนอขายให้แก่ชาวต่างประเทศโดยผ่านพวกของจำเลย โดยอ้างว่าจะขายที่ดินได้ราคาสูงและจะได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงินที่สูงด้วย เมื่อพยานนำสำเนาเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินมาเสนอขายก็จะมีการเรียกเก็บเงินเป็นค่าตรวจแปลงที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 12 ชักชวนให้พยานสมัครเป็นสมาชิกหรือผู้บริหารเพื่อจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยจะเรียกเก็บเงินค่าสมัครสมาชิกหรือค่าสมัครผู้บริหารอีกด้วย ส่วนการซื้อขายที่ดิน มีการประชุมตามโรงแรมในจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น มีจำเลยที่ 1 เป็นประธาน และจำเลยที่ 12 เป็นรองประธาน โดยจำเลยที่ 1 จะกล่าวในที่ประชุมทำนองให้ความหวังแก่สมาชิกว่างานใกล้จะสำเร็จและจะได้รับผลตอบแทนแล้ว อันเป็นการยืนยันแก่สมาชิกว่าจะมีชาวต่างประเทศมาซื้อที่ดินแน่นอน ทำให้ทุกคนมีความหวังและหาที่ดินเพิ่มเพื่อจะได้รับค่าตอบแทนตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมประกาศรับสมัครสมาชิกของบริษัทด้วยเช่นกัน อันเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหลายคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีเป็นคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ ศาลจังหวัดสุโขทัยและศาลจังหวัดอ่างทอง ต่อมาศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ไปแล้วซึ่งคดีอาญาของศาลจังหวัดนครสวรรค์เป็นความผิดเดียวกันและเกี่ยวเนื่องกัน อีกทั้งเป็นการกระทำกรรมเดียวกันกับคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า ตามที่ปรากฏในฎีกาของจำเลยที่ 1 เองว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์ ศาลจังหวัดสุโขทัยและศาลจังหวัดอ่างทอง แต่ข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ศาลจังหวัดสุโขทัยและศาลจังหวัดอ่างทอง เหมือนกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกันและมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกัน จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนในคราวเดียวกันกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนในคดีของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ศาลจังหวัดสุโขทัยและศาลจังหวัดอ่างทอง การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ศาลจังหวัดสุโขทัยและศาลจังหวัดอ่างทอง ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 38 และร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 39 ถึงที่ 46 การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 38 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 21 คืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง 46 คน นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 44 บัญญัติให้คำพิพากษาคดีอาญาต้องมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องทางแพ่ง อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าวและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดคืนหรือใช้เงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายโดยไม่ได้ให้เหตุผลและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 21 คืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง 46 คน อันเป็นการเกินคำขอศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 เป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 จึงต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้ง 46 ด้วย และกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษแก่จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 21 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,047,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 38 และร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 10,463,700 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 39 ถึงที่ 46 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44 ม. 186 (9) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายชัยวัฒน์หรือวัชรา วรวุฒิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา