คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2558
#628964
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่อาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนได้อีก ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วกลับพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยจึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 341, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องว่า กรณีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อนุญาตให้อุทธรณ์และมีคำสั่งในอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 และ ที่ 4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในชั้นนี้ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่อาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนได้อีก ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วกลับพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยจึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ในชั้นนี้เป็นชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิความหวังของชาวไทย
จำเลย — มูลนิธิสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2558
#585454
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าข้อ 7 ระบุว่า สมาชิกต้องไม่นำรถยนต์ไปให้ผู้อื่นขับขี่เป็นอันขาด แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทราบแต่แรกว่าไม่สามารถนำรถของตนให้ผู้อื่นหรือจำเลยที่ 1 เช่า สัญญาดังกล่าวนี้จึงเป็นการทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการนำรถออกรับจ้างเท่านั้น เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญายอมผูกพันให้จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รอยตราหรือเครื่องหมายและคำว่า "สหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จก" ไว้ที่ด้านข้างของรถแท็กซี่เพื่อออกแล่นรับผู้โดยสารในนามของจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย จำเลยร่วมที่ 2 เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 การนำรถแท็กซี่เข้าร่วมเป็นกิจการและตรงตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้ผลประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่ที่มีตราของจำเลยที่ 2 ออกแล่นรับจ้าง จำเลยร่วมที่ 2 เจ้าของรถย่อมต้องได้รับผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยร่วมที่ 2 และจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวม 232,421 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 221,758 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายณัฐเวช ซึ่งเป็นเจ้าของรถแท็กซี่คันเกิดเหตุเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 1 และเรียกนายณัฐเวช เป็นจำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 232,421 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 221,758 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาสอบถามว่า จะดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงไม่ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยร่วมที่ 1 ขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมที่ 1 จากสารบบความนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศง 1998 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการ ซึ่งมีจำเลยร่วมที่ 2 เจ้าของรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน พท 2201 กรุงเทพมหานคร นำมาเข้าแล่นในนามจำเลยที่ 2 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่เอาประกันภัยกับโจทก์ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ว่า จำเลยร่วมที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ จำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 2 ประกอบอาชีพให้เช่ารถแท็กซี่ โดยจำเลยที่ 1 มาขอเช่ารถแท็กซี่คันเกิดเหตุ จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่ผู้เช่าไปก่อขึ้นนั้น เห็นว่า พยานของจำเลยร่วมที่ 2 มีจำเลยร่วมที่ 2 กับนางจริยา มารดาจำเลยร่วมที่ 2 เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ได้นำรถยนต์แท็กซี่คันเกิดเหตุให้จำเลยที่ 1 เช่า แต่ในสัญญาไม่ได้ระบุค่าเช่ากันไว้และจำเลยร่วมที่ 2 ก็มิได้เบิกความถึงจำนวนอัตราค่าเช่ากันด้วย คงระบุว่าสามารถนำรถของตนให้เช่าได้ตามสัญญาว่าด้วยการนำรถยนต์เข้ามาเดินร่วมกับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาที่จำเลยร่วมที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 2 แล้วในสัญญาข้อ 7 ระบุว่า สมาชิกสหกรณ์ต้องไม่นำรถยนต์หรือป้ายทะเบียนของสหกรณ์ไปให้ผู้อื่นขับขี่เป็นอันขาด แสดงว่าจำเลยร่วมที่ 2 ทราบแต่แรกว่าไม่สามารถนำรถของตนให้ผู้อื่นหรือจำเลยที่ 1 เช่า สัญญาเช่านี้จึงเป็นการทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการนำรถออกไปรับจ้างเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการเช่ากันจริง เพราะไม่มีข้อความระบุในสัญญาเช่าชัดเจนว่าจะตกลงเช่ากันในอัตราเท่าใด ทั้งผู้ให้เช่าก็มิใช่จำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ลงชื่อในสัญญาด้วย ถือได้ว่าจำเลยร่วมที่ 2 เป็นตัวการเชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน ข้ออ้างจำเลยร่วมที่ 2 ข้อนี้ จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยที่ 2 ก็เพื่อส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือประกอบธุรกิจ ไม่ใช่เป็นการร่วมลงทุนหรือแบ่งกำไรหรือผลประโยชน์กัน ต่างฝ่ายต่างประกอบกิจการ จึงไม่อาจเป็นตัวการหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนและไม่ใช่นายจ้างลูกจ้างกัน จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยร่วมที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญายอมผูกพันซึ่งกันและกันให้จำเลยร่วมที่ 2 ใช้รอยตราหรือเครื่องหมายและคำว่า "สหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จก." จำเลยที่ 2 ไว้ที่ด้านข้างของรถแท็กซี่ เพื่อออกแล่นรับผู้โดยสารในนามของจำเลยที่ 2 ได้โดยเปิดเผย ซึ่งจำเลยร่วมที่ 2 เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 การนำรถเข้าร่วมเป็นกิจการและตรงตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้ผลประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ที่มีตราของจำเลยที่ 2 ออกแล่นรับจ้างต่อคนทั่วไปที่ได้พบเห็นรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าว ซึ่งส่งผลต่อมายังจำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์แท็กซี่คันที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยนำออกแล่นในนามจำเลยที่ 2 ย่อมจะต้องได้รับผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 เช่นกัน ไม่ใช่เป็นกรณีต่างคนต่างประกอบกิจการแยกจากกัน ดังนั้น การที่จำเลยร่วมที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกันกับได้เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยร่วมที่ 2 และจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสันติ์ ชินนะปัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายวันเดิม สู่ทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ ปุญปริอาทร
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2558
#579678
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีเท่านั้น หากพนักงานสอบสวนจะทำการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 131/1 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เป็นคดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี จึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าว

การที่พนักงานสอบสวนพบจำเลยนอนหมดสติอยู่บนเตียงผู้ป่วยและได้กลิ่นสุรา แต่ไม่สามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ จึงเป็นกรณีที่พันตำรวจโท ส. สงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือไม่ พันตำรวจโท ส. จึงมีอำนาจที่จะทำการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131/1 วรรคหนึ่ง การที่พันตำรวจโท ส. มีหนังสือขอให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลยเก็บตัวอย่างเลือดของจำเลยเพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จึงเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การสอบสวนของพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 และ 160 ตรี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 41 (2) (ที่ถูก มาตรา 43 (2)) และ 160 ตรี วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน และปรับ 12,000 บาท คำรับและทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 40 วัน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 1 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน และปรับ 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ความผิดที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหนึ่งปี จึงไม่อยู่ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ที่กฎหมายให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจพิสูจน์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 วรรคสอง การได้มาซึ่งผลการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดของจำเลยของพนักงานสอบสวนเป็นการเกินอำนาจของพนักงานสอบสวน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หากการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งจำเป็นต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือด เนื้อเยื่อ ผิวหนัง เส้นผมหรือขน น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรมหรือส่วนประกอบของร่างกายจากผู้ต้องหา ผู้เสียหายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจดังกล่าวได้ แต่ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควรโดยใช้วิธีการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ทั้งจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรืออนามัยของบุคคลนั้นและผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องให้ความยินยอม หากผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายกระทำการป้องปัดขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้ตรวจพิสูจน์แล้วจะเป็นผลเสียต่อผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายนั้นแล้วแต่กรณี" หมายความเฉพาะคดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีเท่านั้น ซึ่งหากพนักงานสอบสวนจะทำการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เป็นคดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของ มาตรา 131/1 วรรคสอง เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา และมาตรา 131/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ยังระบุว่าในกรณีที่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามมาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใด ๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวนว่าพบจำเลยนอนหมดสติอยู่บนเตียงผู้ป่วยและได้กลิ่นสุรา แต่ไม่สามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ จึงเป็นกรณีที่พันตำรวจโทสมศักดิ์ สงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือไม่ พันตำรวจโทสมศักดิ์จึงมีอำนาจที่จะทำการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่พันตำรวจโทสมศักดิ์มีหนังสือขอให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลยเก็บตัวอย่างเลือดของจำเลยเพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จึงเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหา การสอบสวนของพันตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 131 ม. 131/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายประพิษ ชลยิ่งยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายทัดเทพ จุทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5858/2558
#582409
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตั้ง ป. เป็นทนายความให้มีอำนาจใช้สิทธิในการฎีกาได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่เคยตั้งให้ ป. เป็นทนายความมาแต่แรก ฎีกาทำเป็นฉบับเดียวลงชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ฎีกา โดยมี ป. ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ ฉะนั้น แม้ฎีกาฉบับนี้จะระบุชื่อของจำเลยที่ 2 ไว้ในฎีกาหน้าแรกว่าเป็นผู้ที่ขอยื่นฎีกาด้วยก็ตาม กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เท่านั้นฎีกา

แม้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 เรื่องขอแบ่งสินสมรสเป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจที่ 191/2553 หมู่ที่ 7 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนาง น. แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้งขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอแบ่งที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ น. เป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจที่ 96/2553 หมู่ที่ 5 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แต่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้งว่ามีสิทธิครอบครอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง แม้การฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดี เป็นการขอให้แบ่งที่ดินต่างแปลงกัน แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรส คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจน ปุณวิจิตร
จำเลย — นางสาว ศรินทร์ ปุณวิจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี — นายรพี แพ่งสภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5858/2558
#634156
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตั้ง ป. เป็นทนายความให้มีอำนาจใช้สิทธิในการฎีกาได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่เคยตั้งให้ ป. เป็นทนายความมาแต่แรก แม้ฎีกาทำเป็นฉบับเดียวลงชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ฎีกา โดยมี ป. ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ และระบุชื่อของจำเลยที่ 2 ไว้ในฎีกาหน้าแรกว่าเป็นผู้ที่ขอยื่นฎีกาด้วยก็ตาม กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาเท่านั้น

โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่ง เรื่องขอแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับ น. เป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจที่ 191/2553 หมู่ที่ 7 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 79 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้ง ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอแบ่งที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ น. เป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจที่ 96/2553 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 2) ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา โดยจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้ง แม้การฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดี เป็นการขอให้แบ่งที่ดินต่างแปลงกัน แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องโดยการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรส คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 ต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินมีเอกสารแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 96/2553 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 2) ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางนภา ให้โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินกึ่งหนึ่ง เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา ให้จำเลยทั้งสี่ไปโอนสิทธิการเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน ส่วนค่าใช้จ่ายให้โจทก์และจำเลยทั้งสี่ออกฝ่ายละครึ่ง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตั้งนายประกิตเป็นทนายความให้มีอำนาจใช้สิทธิในการฎีกาได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่เคยตั้งให้นายประกิตเป็นทนายความมาแต่แรก ฎีกาทำเป็นฉบับเดียวลงชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ฎีกา โดยมีนายประกิต ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงพิมพ์ ฉะนั้น แม้ฎีกาฉบับนี้จะได้ระบุชื่อของจำเลยที่ 2 ไว้ในฎีกาหน้าแรกว่าเป็นผู้ที่ขอยื่นฎีกาด้วยก็ตามย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เท่านั้นฎีกา

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 ของศาลชั้นต้น ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอแบ่งสินสมรสเป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 191/2553 ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 79 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางนภา แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้ง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอแบ่งที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางนภาเป็นที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 96/2553 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 2) ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา แต่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรโต้แย้งว่ามีสิทธิครอบครอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง แม้การฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีเป็นการขอให้แบ่งที่ดินต่างแปลงกัน แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่ดินทั้งสองเป็นสินสมรส คำฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ศ. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5845/2558
#594392
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอของผู้ร้องระบุแต่แรกว่า ผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงค์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทหลายคนส่งจดหมายไปที่บ้านดังกล่าว ทั้งคดียักยอกทรัพย์มรดกที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้ร้องยืนยันที่อยู่บ้านเลขที่ 46/10 ประกอบกับผู้คัดค้านเบิกความตอบทนายผู้ร้องถามค้านรับว่า ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องอยู่ที่บ้านดังกล่าว พฤติการณ์ดังกล่าว แสดงว่าผู้ร้องเลือกเอาบ้านเลขที่ 46/10 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการดำเนินคดีของผู้ร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 ดังนั้น การที่พนักงานเดินหมายปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านเพื่อแจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนตามทะเบียนราษฎร์ที่มีชื่อผู้ร้อง โดยผู้คัดค้านไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องของผู้คัดค้านไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้ร้อง การปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2), 77 และมาตรา 79 ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทราบนัดไต่สวนแล้ว เมื่อกรณีมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ และทำให้กระบวนพิจารณาหลังจากนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และเมื่อวินิจฉัยให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านแล้ว กรณีต้องย้อนไปดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวใหม่ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายวีระศักดิ์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเลียกจั๊ว ผู้ตาย ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย ผู้ร้องละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ กล่าวคือ มิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จตามกำหนด มิได้แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท ทั้งผู้ร้องทำหนังสือขอสละมรดกของผู้ตายแล้ว ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกพร้อมกับมีคำสั่งตั้งนางเยาวลักษณ์ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยในการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านให้แก่ผู้ร้อง ครั้งแรกเจ้าพนักงานศาลนำส่งที่บ้านเลขที่ 1714 ถนนอ่อนนุช แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร แต่ส่งไม่ได้ เพราะบ้านเลขที่ดังกล่าวรื้อถอนไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งไปยังที่อยู่ใหม่ของผู้ร้องตามที่ผู้คัดค้านแถลงว่าผู้ร้องเปลี่ยนชื่อเป็น สหรัฐ และย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 418/41 หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับวันที่ 31 มกราคม 2554 โดยวิธีปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้าน ผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้านและไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและมีคำสั่งตั้งนางเยาวลักษณ์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงศ์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ผู้ร้องไม่เคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 418/41 หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านไปที่บ้านดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องมิได้จงใจที่จะไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา หากศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีใหม่ผู้ร้องมีทางชนะคดี เพราะข้ออ้างของผู้คัดค้านเป็นความเท็จ นางเยาวลักษณ์ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก หนังสือขอสละมรดกของผู้ร้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และการดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องขอไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ประกาศหนังสือพิมพ์เรื่องขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนคำร้องขอ ขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านและนางเยาวลักษณ์ ผู้จัดการมรดกของผู้ตายคนใหม่ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันว่า การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างของผู้ร้องเป็นความเท็จ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ไปยังที่อยู่ใหม่ของผู้ร้องโดยวิธีปิดหมาย ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับวันที่ 31 มกราคม 2554 และเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด รวมทั้งคำสั่งที่ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งนางเยาวลักษณ์ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 18 เมษายน 2554 และมีคำสั่งใหม่ว่า ให้ส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านไปยังที่อยู่ของผู้ร้องตามที่ระบุไว้ในคำร้องขอ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ถ้าจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ให้ผู้คัดค้านนำส่งภายใน 7 วัน และประกาศนัดไต่สวนให้ผู้คัดค้านวางเงินค่าประกาศหนังสือพิมพ์ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้องขอโดยให้นัดไต่สวนคำร้องขอของผู้คัดค้านใหม่

ผู้คัดค้านและนางเยาวลักษณ์ ผู้จัดการมรดกของผู้ตายคนใหม่อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นรับเป็นอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้าน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในการส่งคำคู่ความให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่เคยได้รับสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านและผู้ร้องไม่เคยแสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่จากบ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงศ์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ผู้ร้องเพิ่งทราบว่าถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดก ตามจดหมายของนางเยาวลักษณ์ ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ที่ส่งถึงนางสาวเปรมจิตร พี่ของผู้ร้องที่พักอาศัยอยู่กับผู้ร้องที่บ้านดังกล่าว ต่อมานางเยาวลักษณ์ส่งจดหมายผ่านนางสาวเปรมจิตรถึงผู้ร้องให้ส่งมอบทรัพย์มรดก ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ที่บ้านดังกล่าว ขณะผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก นางเยาวลักษณ์เคยส่งจดหมายถึงผู้ร้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ที่บ้านดังกล่าว และคดียักยอกทรัพย์มรดกที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้ร้องยืนยันที่อยู่ที่บ้านดังกล่าวตามสำเนาคำร้องฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 นอกจากนี้ทายาทหลายคนเคยส่งจดหมายหลายฉบับถึงผู้ร้องที่บ้านดังกล่าว กรณีดังกล่าวแสดงว่า ผู้ร้องมีเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าได้เลือกเอาบ้านดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับติดต่อทุกคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย แม้ว่าผู้ร้องมีชื่อในทะเบียนราษฎร์ ต่างหากจากบ้านดังกล่าวนั้นก็ตาม โดยในชั้นไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบันผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงศ์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร โดยมีอดีตภริยาของผู้ร้องเป็นเจ้าบ้าน เดิมผู้ร้องมีชื่ออยู่ที่บ้านเลขที่ 1714 ถนนอ่อนนุช แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ต่อมาบ้านดังกล่าวถูกรื้อถอนออกไป ครั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ผู้ร้องย้ายชื่อไปอยู่บ้านเลขที่ 418/41 หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านร้างไม่มีบุคคลอาศัย ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ ผู้คัดค้านนำสืบว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่ผู้ร้องและเป็นน้องนางเยาวลักษณ์การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านครั้งแรกส่งไม่ได้ ตามรายงานการเดินหมาย หลังจากนั้นตรวจสอบที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์พบว่า ผู้ร้องมีที่อยู่ตามเอกสาร จึงส่งหมายดังกล่าวได้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำร้องขอของผู้ร้องฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2543 ซึ่งระบุแต่แรกว่า ผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงค์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทหลายคน รวมทั้งนางเยาวลักษณ์เคยส่งจดหมายหลายฉบับไปที่บ้านดังกล่าว คดียักยอกทรัพย์มรดกที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้ร้องยืนยันที่อยู่บ้านบ้านเลขที่ 46/20 ตามสำเนาคำร้องขอฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 ประกอบกับผู้คัดค้านเบิกความตอบทนายผู้ร้องถามค้านรับว่า ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องอยู่ที่บ้านดังกล่าวย่อมเป็นการบ่งชี้ว่าฝ่ายผู้คัดค้านเองก็ทราบว่าผู้ร้องอยู่บ้านหลังนี้ พฤติการณ์แสดงว่าผู้ร้องได้เลือกเอาบ้านเลขที่ 46/10 โดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับในการดำเนินคดีนี้ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 ดังนั้น การที่พนักงานเดินหมายไปปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านเพื่อแจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนตามทะเบียนราษฎร์ที่ผู้ร้องมีชื่ออยู่ โดยผู้คัดค้านไม่ได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องของผู้คัดค้านไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้ร้อง การปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2), 77 และ มาตรา 79 ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทราบนัดไต่สวนแล้ว เมื่อกรณีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความและทำให้กระบวนพิจารณาหลังจากนั้นต่อมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และเมื่อวินิจฉัยให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านแล้ว กรณีต้องย้อนไปดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบังคับ ทำให้ไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่เหลืออีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 (2) ม. 77 ม. 79
ป.พ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวีระศักดิ์ ฉัตรชัยสุชา
ผู้คัดค้าน — นายประเสริฐ ฉัตรชัยสุชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสุภาพร เหลืองภัทรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5845/2558
#636280
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้เลือกเอาบ้านเลขที่ 46/10 โดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับในการดำเนินคดีของผู้ร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 การที่พนักงานเดินหมายไปปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านเพื่อแจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนตามทะเบียนราษฎร์ที่ผู้ร้องมีชื่ออยู่ โดยผู้คัดค้านไม่ได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องของผู้คัดค้านไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้ร้อง การปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2), 77 และ มาตรา 79 ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทราบนัดไต่สวนแล้ว เมื่อกรณีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ และทำให้กระบวนพิจารณาหลังจากนั้นต่อมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และเมื่อวินิจฉัยให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านแล้ว กรณีต้องย้อนไปดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวใหม่ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายวีระศักดิ์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเลียกจั๊ว ผู้ตาย ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย ผู้ร้องละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ กล่าวคือ มิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จตามกำหนด มิได้แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท ทั้งผู้ร้องทำหนังสือขอสละมรดกของผู้ตายแล้วขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกพร้อมกับมีคำสั่งตั้งนางเยาวลักษณ์หรือฉัตรชัยสุชาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยในการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านให้แก่ผู้ร้อง ครั้งแรกเจ้าพนักงานศาลนำส่งที่บ้านเลขที่ 1714 ถนนอ่อนนุช แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร แต่ส่งไม่ได้ เพราะบ้านเลขที่ดังกล่าวรื้อถอนไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งไปยังที่อยู่ใหม่ของผู้ร้องตามที่ผู้คัดค้านแถลงว่าผู้ร้องเปลี่ยนชื่อเป็น สหรัฐ และย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 418/41 หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับวันที่ 31 มกราคม 2554 โดยวิธีปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้าน ผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้านและไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 ให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งนางเยาวลักษณ์หรือฉัตรชัยสุชาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ครั้นวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงศ์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ผู้ร้องไม่เคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 418/41 หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านไปที่บ้านดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องมิได้จงใจที่จะไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา หากศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีใหม่ผู้ร้องมีทางชนะคดี เพราะข้ออ้างของผู้คัดค้านเป็นความเท็จ นางเยาวลักษณ์หรือฉัตรชัยสุชาไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก หนังสือขอสละมรดกของผู้ร้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และการดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องขอไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ประกาศหนังสือพิมพ์เรื่องขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนคำร้องขอ ขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านและนางเยาวลักษณ์หรือฉัตรชัยสุชาผู้จัดการมรดกของผู้ตายคนใหม่ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันว่า การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างของผู้ร้องเป็นความเท็จ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ไปยังที่อยู่ใหม่ของผู้ร้องโดยวิธีปิดหมาย ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับวันที่ 31 มกราคม 2554 และเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด รวมทั้งคำสั่งที่ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งนางเยาวลักษณ์หรือฉัตรชัยสุชา เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 18 เมษายน 2554 และมีคำสั่งใหม่ว่า ให้ส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านไปยังที่อยู่ของผู้ร้องตามที่ระบุไว้ในคำร้องขอ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ถ้าจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านก่อนหรือในวันนัดมิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ให้ผู้คัดค้านนำส่งภายใน 7 วัน และประกาศนัดไต่สวนให้ผู้คัดค้านวางเงินค่าประกาศหนังสือพิมพ์ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้องขอโดยให้นัดไต่สวนคำร้องขอของผู้คัดค้านใหม่

ผู้คัดค้านและนางเยาวลักษณ์หรือฉัตรชัยสุชา ผู้จัดการมรดกของผู้ตายคนใหม่อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นรับเป็นอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้าน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในการส่งคำคู่ความให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่เคยได้รับสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้าน และผู้ร้องไม่เคยแสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่จากบ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงศ์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ผู้ร้องเพิ่งทราบว่าถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดก ตามจดหมายของนางเยาวลักษณ์หรือฉัตรชัยสุชาฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ที่ส่งถึงนางสาวเปรมจิตร พี่ของผู้ร้องที่พักอาศัยอยู่กับผู้ร้องที่บ้านดังกล่าว ต่อมานางเยาวลักษณ์ส่งจดหมายผ่านนางสาวเปรมจิตร ถึงผู้ร้องให้ส่งมอบทรัพย์มรดก ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ที่บ้านดังกล่าว ขณะผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก นางเยาวลักษณ์เคยส่งจดหมายถึงผู้ร้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ที่บ้านดังกล่าว และคดียักยอกทรัพย์มรดกที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้ร้องยืนยันที่อยู่ที่บ้านดังกล่าวตามสำเนาคำร้องฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 นอกจากนี้ทายาทหลายคนเคยส่งจดหมายหลายฉบับถึงผู้ร้องที่บ้านดังกล่าว กรณีดังกล่าวแสดงว่า ผู้ร้องมีเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าได้เลือกเอาบ้านดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับติดต่อทุกคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย แม้ว่าผู้ร้องมีชื่อในทะเบียนราษฎร์ ต่างหากจากบ้านดังกล่าวนั้นก็ตาม โดยในชั้นไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบันผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงศ์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร โดยมีอดีตภริยาของผู้ร้องเป็นเจ้าบ้าน เดิมผู้ร้องมีชื่ออยู่ที่บ้านเลขที่ 1714 ถนนอ่อนนุช แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ต่อมาบ้านดังกล่าวถูกรื้อถอนออกไป ครั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ผู้ร้องย้ายชื่อไปอยู่บ้านเลขที่ 418/41 หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านร้างไม่มีบุคคลอาศัย ผู้คัดค้านนำสืบว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่ผู้ร้องและเป็นน้องนางเยาวลักษณ์ การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านครั้งแรกส่งไม่ได้ หลังจากนั้นตรวจสอบที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์พบว่า ผู้ร้องมีที่อยู่ จึงส่งหมายดังกล่าวได้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำร้องขอของผู้ร้องฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2543 ซึ่งระบุแต่แรกว่า ผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 46/10 ถนนสุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 14 (วงศ์สวัสดิ์ 1) แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทหลายคน รวมทั้งนางเยาวลักษณ์เคยส่งจดหมายหลายฉบับไปที่บ้านดังกล่าว คดียักยอกทรัพย์มรดกที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้ร้องยืนยันที่อยู่บ้านเลขที่ 46/20 ตามสำเนาคำร้องขอฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 ประกอบกับผู้คัดค้านเบิกความตอบทนายผู้ร้องถามค้านรับว่า ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องอยู่ที่บ้านดังกล่าวย่อมเป็นการบ่งชี้ว่าฝ่ายผู้คัดค้านเองก็ทราบว่าผู้ร้องอยู่บ้านหลังนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องได้เลือกเอาบ้านเลขที่ 46/10 โดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับในการดำเนินคดีนี้ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 ดังนั้น การที่พนักงานเดินหมายไปปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านเพื่อแจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนตามทะเบียนราษฎร์ที่ผู้ร้องมีชื่ออยู่ โดยผู้คัดค้านไม่ได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องของผู้คัดค้านไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้ร้อง การปิดหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2), 77 และ มาตรา 79 ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทราบนัดไต่สวนแล้ว เมื่อกรณีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ และทำให้กระบวนพิจารณาหลังจากนั้นต่อมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และเมื่อวินิจฉัยให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอของผู้คัดค้านแล้ว กรณีต้องย้อนไปดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวใหม่ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบังคับ ทำให้ไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่เหลืออีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 42
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 ม. 77 ม. 79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวีระศักดิ์ ฉัตรชัยสุชา
ผู้คัดค้าน — นายประเสริฐ ฉัตรชัยสุชา
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2558
#630419
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือมอบอำนาจ โจทก์มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์เป็นการไม่ชอบ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามหนังสือมอบอำนาจไม่ชอบอย่างไรตั้งเป็นประเด็นไว้และก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรมาแต่แรก และเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

โจทก์นำสืบส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านว่า ไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับปลอม หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องกับต้นฉบับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตาม มาตรา 93 (4) สำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่การรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร และสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน สำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายข้าวเปลือกที่นำไปหว่านในที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์ในการทำนาแต่ละครั้งเป็นเงิน 533,000 บาท แก่โจทก์ และต่อไปอีกครั้งละ 533,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3864 ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา แปลงเลขที่ 45 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดิน กับให้ชำระค่าเสียหาย 533,000 บาท แก่โจทก์ และต่อไปอีกเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันที่ 6 มีนาคม 2555 จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกคำขออื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิกการเช่านาไปยังจำเลยและแจ้งแก่ประธาน คชก. ตำบลหนามแดง เพื่อประชุมวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านา และที่ประชุม คชก. ตำบลหนามแดง มีมติว่าผู้เช่านาไม่ชำระค่าเช่านารวมกันเป็นเวลา 2 ปี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ทำนาแล้วไม่ชำระค่าเช่านารวมกันเป็นเวลา 2 ปี จำเลยให้การตอนแรกว่าจำเลยไม่เคยค้างชำระค่าเช่านาแก่โจทก์ ตอนหลังให้การว่าการเรียกเก็บค่าเช่านาโจทก์มิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 40 วรรคท้าย คำให้การจำเลยจึงขัดแย้งกัน จำเลยมิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าเช่านาแก่โจทก์รวมเป็นเวลา 2 ปี จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับตามข้ออ้างของโจทก์ว่าจำเลยไม่ชำระค่าเช่านารวมกันเป็นเวลา 2 ปี การบอกเลิกการเช่านาของโจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 31 (1) และมาตรา 34 แล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง การบอกเลิกการเช่านาตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 31 (1) เป็นการบอกเลิกการเช่านาก่อนสิ้นกำหนดระยะเวลาการเช่านา เพราะเหตุผู้เช่านาไม่ชำระค่าเช่านารวมกันเป็นเวลา 2 ปี สำหรับการบอกเลิกการเช่านา ตามมาตรา 37 เป็นการบอกเลิกการเช่านา เมื่อสิ้นระยะเวลาการเช่านาตามมาตรา 26 คนละเหตุกัน อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการบอกเลิกการเช่านายังมีขั้นตอนต้องปฏิบัติตามมาตรา 37 วรรคสอง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แต่ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยรับผิดนั้นสูงเกินไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 38,300 บาท แก่โจทก์ และต่อไปอีกปีละ 24,000 บาท นับถัดจากวันที่ 6 มีนาคม 2555 จนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือมอบอำนาจโจทก์มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์เป็นการไม่ชอบ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามหนังสือมอบอำนาจไม่ชอบอย่างไรตั้งเป็นประเด็นไว้และก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรมาแต่แรก และเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์นำสืบส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านว่า ไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับปลอม หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (4) สำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่การรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยอ้างไม่ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน สำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (4) ม. 125 ม. 249 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพ ฯ
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ เพียรพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2558
#630418
เปิดฉบับเต็ม

การใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายโดยจ่อและดัน ข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จแล้ว อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายหรือไม่ ไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด

การส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน มิใช่การลงโทษจำคุกซึ่งเป็นโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมจึงไม่ใช่กรณีศาลในคดีหลังพิพากษาให้ลงโทษจำคุกซึ่งจะต้องกำหนดโทษที่รอการลงโทษไว้มาบวกตาม ป.อ. มาตรา 58 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์มาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 276, 278 และให้กำหนดโทษของจำเลยที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีดังกล่าวของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ แล้วนำมาบวกกับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 278 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะเกิดเหตุ จำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน แต่เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ประกอบมาตรา 143

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายจอดรถริมถนนแล้ว ผู้เสียหายบอกจำเลยให้ลงจากรถ เพราะผู้เสียหายจะรีบไปทำงาน จำเลยขอให้ผู้เสียหายอยู่เป็นเพื่อนก่อน เพราะเพื่อนที่นัดไว้ยังไม่มา ต่อมาประมาณ 1 นาที ผู้เสียหายก็ให้จำเลยลงจากรถอีก จำเลยก็ยังไม่ยอมลงจากรถ แต่ได้ยื่นหน้ามาที่ผู้เสียหายและจูบบริเวณปากและแก้มของผู้เสียหาย ผู้เสียหายตกใจพยายามดันจำเลยออกและพยายามจะติดเครื่องยนต์แต่จำเลยปัดมือผู้เสียหายและแย่งกุญแจรถไปแล้วทิ้งกุญแจรถลงที่พื้นข้างตัวรถ แล้วจำเลยจูบผู้เสียหายและเอามือล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณหน้าอก ผู้เสียหายผลักและใช้เท้าซ้ายถีบจำเลยหลายครั้ง จำเลยดึงถุงน่องและกางเกงในของผู้เสียหายหลุดออกไป จากนั้นจำเลยถอดกางเกงของจำเลยลงมาที่ต้นขาแล้วจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยมาจ่อที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายเอามือปิดไว้และพยายามดันตัวจำเลยออกไป ช่วงที่จำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยมาจ่อที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายนั้น ขาของผู้เสียหายถูกจำเลยทับไว้และจำเลยพยายามดันอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย 3 ถึง 4 ครั้ง แต่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปไม่ได้ จำเลยจึงใช้นิ้วขวาสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายพยายามดันออก ต่อมาผู้เสียหายพูดขอร้องจำเลยว่าอย่าทำและบอกว่าจะช่วยสำเร็จความใคร่ให้จำเลยโดยใช้มือจับอวัยวะเพศของจำเลยชักขึ้นชักลงจนกระทั่งน้ำอสุจิของจำเลยออกมาแล้วจำเลยจึงสงบลง จากนั้นมีเพื่อนของผู้เสียหายโทรศัพท์มาตามผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงขับรถไปส่งจำเลย เมื่อไปถึงที่ทำงาน ผู้เสียหายโทรศัพท์หานางสาวกฤติยา เพื่อนร่วมงาน เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังและเล่าให้นางสาวไกวัลย์ หัวหน้างานฟังด้วย จากนั้นนางสาวกฤติยาและนางสาวไกวัลย์จึงพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรท่าฉัตรไชย เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพียงแต่เคยเห็นหน้ากันเนื่องจากพักอาศัยอยู่ใกล้กัน ผู้เสียหายยอมขับรถไปส่งจำเลยก็เพราะจำเลยขอ อีกทั้งวัยของจำเลยเด็กกว่าผู้เสียหายหลายปี ผู้เสียหายจึงไม่ทันระวังตัว การที่จำเลยอ้างว่า เมื่อถึงที่เกิดเหตุแล้วจำเลยเกิดอารมณ์ทางเพศจึงกอดจูบผู้เสียหายซึ่งผู้เสียหายก็มีอารมณ์ทางเพศสนองตอบด้วย จำเลยจึงถอดกางเกงของจำเลยออก ส่วนผู้เสียหายก็ถอดกระโปรง ถุงน่องและกางเกงในของผู้เสียหายออกด้วยความยินยอมนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากและขัดต่อเหตุผล เพราะผู้เสียหายไม่ได้สนิทสนมกับจำเลยจนถึงขนาดที่เมื่อถูกจำเลยลวนลามครั้งแรก ผู้เสียหายก็ยินยอมจนถึงขั้นที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏร่องรอยฟกช้ำบริเวณร่างกายของผู้เสียหายอีกหลายแห่งอันเกิดจากการต่อสู้ดิ้นรนกับจำเลย แม้บาดแผลฟกช้ำไม่มากก็มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าผู้เสียหายยินยอมมีความสัมพันธ์กับจำเลย แต่เป็นเพราะผู้เสียหายยังมีสติที่จะไม่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้นรุนแรงอันอาจเกิดภัยอันตรายมากกว่านี้ ภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายบอกเพื่อนร่วมงานให้ทราบแทบจะทันทีทันใดหลังจากที่ไปส่งจำเลยเสร็จแล้ว ซึ่งหากผู้เสียหายยินยอมพร้อมใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับจำเลยตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ผู้เสียหายคงอับอายไม่ไปร้องทุกข์หรือบอกเพื่อนร่วมงานให้ทราบ เพราะระหว่างเกิดเหตุมีเพียงผู้เสียหายกับจำเลยเท่านั้นที่ทราบ ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความขัดแย้งกับคำเบิกความของแพทย์ที่ว่าตรวจพบเชื้ออสุจิในช่องคลอดของผู้เสียหาย แพทย์จึงลงความเห็นว่าผู้เสียหายผ่านการร่วมเพศมานั้น เห็นว่า ไม่ขัดแย้งและไม่ทำให้น้ำหนักพยานโจทก์เสียไป เพราะการใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายโดยจ่อและดัน ข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จแล้ว อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายหรือไม่ ไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด และที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายวางแผนเพื่อเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนั้นไม่สมเหตุผลเพราะจำเลยไม่ใช่ผู้มีฐานะมั่งคั่ง และหากจะมองว่าผู้เสียหายประสงค์จะเรียกค่าเสียหายจากญาติของจำเลยก็ฟังไม่ถนัดนัก เนื่องจากในการเจรจาค่าเสียหายเป็นเรื่องที่ฝ่ายจำเลยเสนอภายหลังจากที่มีการร้องทุกข์แล้ว ทั้งผู้เสียหายเพิ่งทราบจากทนายความในระหว่างนั้นว่าเป็นคดีที่ยอมความได้และผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าเสียหายไปแต่ฝ่ายจำเลยไม่มีเงินจ่าย คดีจึงมาสู่ศาล ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้หลบหนีไปไหนอาจเป็นเพราะจำเลยคาดไม่ถึงว่าผู้เสียหายจะไปร้องทุกข์ทันที พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ จำคุก 6 เดือน แล้วบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือนแล้วเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ประกอบมาตรา 143 นั้น เห็นว่า การส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน มิใช่การลงโทษจำคุกซึ่งเป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมจึงไม่ใช่กรณีศาลในคดีหลังพิพากษาให้ลงโทษจำคุกซึ่งจะต้องกำหนดโทษที่รอการลงโทษไว้มาบวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์มาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ และไม่บวกโทษ แต่เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุก 2 ปี เป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ร.
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5826/2558
#628889
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 และกล่าวไว้ในท้ายฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาใหม่อีกครั้งหนึ่งและขอถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นส่วนหนึ่งในฎีกาของจำเลย ไม่มีข้อความระบุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

ป.อ. มาตรา 18 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีผู้ซึ่งกระทำผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษห้าสิบปี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบกับมาตรา 80 และ 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และวรรคสาม แล้วคงจำคุก 25 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 74 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือนนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เด็กได้รับโทษเท่ากับผู้ใหญ่ ต้องเปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นห้าสิบปีเสียก่อน แล้วจึงนำ ป.อ. มาตรา 80 ที่ให้ระวางโทษสองในสามของโทษห้าสิบปีมาปรับ ดังนั้นเมื่อลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม แล้ว โทษจำคุกที่กำหนดแก่จำเลย คือ 16 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุกเพียง 8 ปี 4 เดือน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 288, 289 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้พยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ทุก 4 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยไปศึกษา เข้ารับการฝึกอบรม รับคำปรึกษาแนะนำรับการรักษา แก้ไขบำบัดฟื้นฟู ประกอบสัมมาชีพ หรือให้จำเลยเข้ารับการอบรมศีลธรรม จริยธรรม และหน้าที่พลเมือง ในระหว่างคุมประพฤติห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งมึนเมาทุกชนิด ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีความประพฤติไม่ดี ห้ามเที่ยวเตร่ยามวิกาล และห้ามเล่นการพนัน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก และคืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ จึงไม่นำโทษจำคุกตลอดชีวิตมาใช้บังคับแก่จำเลย โดยให้ถือว่าระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสอง และวรรคสาม ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุก 25 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษาลงโทษจำเลย โดยจำเลยยื่นฎีกามาจำนวน 9 หน้า แต่ฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดลอกข้อความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 และกล่าวไว้ในท้ายฎีกาแต่เพียงว่า ขอให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษาใหม่อีกครั้งหนึ่งและจำเลยขอถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นส่วนหนึ่งในฎีกาของจำเลย ข้อความตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวมิได้ระบุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีผู้ซึ่งกระทำผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษห้าสิบปี ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบกับมาตรา 80 และ 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และวรรคสาม แล้วคงจำคุก 25 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือนนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เด็กได้รับโทษเท่ากับผู้ใหญ่ จึงให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นห้าสิบปีเสียก่อน แล้วจึงนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ให้ระวางโทษสองในสามของโทษห้าสิบปีมาปรับ หลังจากนั้นเมื่อลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม คงลงโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกเพียง 8 ปี 4 เดือน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม แล้วจำคุก 16 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 4 เดือน ส่วนการฝึกอบรมและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 74 ม. 75 ม. 78 ม. 80 ม. 83 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 216 ม. 225
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสรายุทธหรือศรายุทธ สันนัยหรืออุดมศิริ
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5792/2558
#583690
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี เป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างคู่กรณี นิติกรรมที่แสดงออกมาว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีคือจำเลยยอมชำระเงินแทน ฉ. ในมูลหนี้ที่ ฉ. ทำสัญญากู้เงิน ป. สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงถือได้ว่าเป็นการค้ำประกันการกู้ยืมเงินของ ฉ. โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำกรณีโอนที่ดินกันไม่ได้เท่ากับโจทก์ขอให้ชำระหนี้ค้ำประกัน หาใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากเพิกเฉยให้ถือเอา

คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระเงิน 621,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 540,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 540,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ ที่ระบุที่ดินที่จะซื้อจะขายตามโฉนดเลขที่ 3707 นั้น ไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีและคู่กรณีไม่ประสงค์ให้มีผลตามกฎหมาย เป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างคู่กรณี นิติกรรมที่แสดงออกมาว่าเป็นที่ดิน

โฉนดเลขที่ 3707 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีที่ประสงค์ให้ใช้บังคับระหว่างกันคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ที่ไม่เปิดเผยและถูกอำพรางไว้ กรณีจึงต้องบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางนี้

เมื่อครบกำหนดโอนที่ดินตามสัญญาในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 นายฉลาดผิดสัญญาโอนที่ดินแก่

นายประหยัดไม่ได้ ดังนี้ นายประหยัดย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้นายฉลาดปฏิบัติตามสัญญาหรือเรียกค่าเสียหายได้ การที่นายฉลาดทำสัญญากู้ยืมเงินนายประหยัด 880,000 บาท เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2553 โดยจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญา และจำเลยยอมนำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยให้ยึดถือเป็นประกันด้วยนั้น จึงเป็นที่มาแห่งมูลหนี้ ชอบที่นายประหยัดจะบังคับให้นายฉลาดชำระค่าเสียหายที่

ไม่สามารถโอนที่ดินแก่ตน แต่เนื่องเพราะนายฉลาดไม่มีทรัพย์สินอะไร เป็นบุคคลล้มละลายและ

นายประหยัดกลัวว่านายฉลาดจะโกงบิดพลิ้วไม่ยอมชำระเงินตามสัญญากู้เงิน การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยแก่โจทก์ในราคา 880,000 บาท เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2553 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันไว้แทนสัญญากู้เงินดังกล่าวให้อีก เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น ไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี และคู่กรณีใม่ประสงค์ให้มีผลตามกฎหมายเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างคู่กรณี นิติกรรมที่แสดงออกมาว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีที่ประสงค์ให้ใช้บังคับระหว่างกันคือ จำเลยยอมชำระเงินแทนนายฉลาดในมูลหนี้ที่นายฉลาดทำสัญญากู้เงินนายประหยัด 880,000 บาท นั่นเอง และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ถือได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินของนายฉลาด โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งสัญญาตามเจตนาที่แท้จริงดังกล่าวนี้เป็นนิติกรรมอีกอันหนึ่งที่คู่กรณีสมัครใจตกลงทำขึ้นเพื่อเป็นการค้ำประกันเงินที่นายประหยัดได้วางมัดจำแก่นายฉลาดเพื่อชำระราคาที่ดินไปแล้วพร้อมค่าเสียหายมิใช่นิติกรรมอำพรางของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างนายฉลาดกับนายประหยัด ซึ่งเป็นคนละส่วนต่างหากจากกัน เมื่อนายฉลาดมิได้ชำระเงินที่ต้องรับผิดแก่นายประหยัดหรือโจทก์และการที่จำเลยยอมทำสัญญารับผิดในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ตามที่นายฉลาด นายประหยัดและโจทก์ยินยอม โดยทุกฝ่ายต่างลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำกรณีโอนที่ดินกันไม่ได้เท่ากับโจทก์ขอให้ชำระหนี้ค้ำประกัน หาใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ฝ่ายโจทก์ตกลงว่าหากนายประหยัดได้รับโอนที่ดินจากนางสาวแล้วก็ให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท เป็นอันยกเลิกนั้น เห็นว่า นายฉลาดเบิกความยอมรับว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้ว หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน นายฉลาดจึงทราบว่า นายประหยัดไปดำเนินการไถ่ถอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ของนางสาวจากธนาคาร และวันที่ 30 มีนาคม 2553 นางสาวโอนที่ดินดังกล่าวแก่นายประหยัดตามสำเนาโฉนดที่ดิน แสดงว่าเมื่อนายฉลาดไม่สามารถดำเนินการโอนที่ดินดังกล่าวแก่นายประหยัดตามสัญญาภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 หลังจากนั้นนายฉลาดก็ไม่ได้ดำเนินการใดให้เห็นว่านายประหยัดคงให้นายฉลาดปฏิบัติตามสัญญาต่อไป และข้อกล่าวอ้างของจำเลยไม่มีหลักฐานยืนยันได้สมจริง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ การได้ที่ดินดังกล่าวของนายประหยัดไม่มีมูลเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินมัดจำ 540,000 บาท แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า เมื่อบิดาโจทก์และโจทก์ได้รับโอนที่ดินจากนางสาวและนางสร้อยสน โจทก์ได้รับเงิน 150,000 บาท เข้าใจว่าเป็นส่วนของนายฉลาด เมื่อหักหนี้กันแล้ว คงเหลือหนี้ต่อกัน 390,000 บาท ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงิน 390,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเพียงบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัญญา อู่ตะเภา
จำเลย — นางสาวสุณิสา สานุรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายอภัยรัตน์ ศรีราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวอารีรัตน์ วงศ์ศักดิ์มณี
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5792/2558
#636279
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ ที่ระบุที่ดินที่จะซื้อจะขายตามโฉนดเลขที่ 3707 นั้น ไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีและคู่กรณีไม่ประสงค์ให้มีผลตามกฎหมาย เป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างคู่กรณี นิติกรรมที่แสดงออกมาว่าเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3707 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีที่ประสงค์ให้ใช้บังคับระหว่างกันคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ที่ไม่เปิดเผยและถูกอำพรางไว้ กรณีจึงต้องบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางนี้

เมื่อครบกำหนดโอนที่ดินตามสัญญา ฉ. ผิดสัญญาโอนที่ดินแก่ ป. ไม่ได้ ป. ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ ฉ. ปฏิบัติตามสัญญาหรือเรียกค่าเสียหายได้ การที่ ฉ. ทำสัญญากู้ยืมเงิน ป. 880,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญา และจำเลยยอมนำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยให้ยึดถือเป็นประกันด้วยนั้น จึงเป็นที่มาแห่งมูลหนี้ ชอบที่ ป. จะบังคับให้ ฉ. ชำระค่าเสียหายที่ไม่สามารถโอนที่ดินแก่ตน แต่เนื่องเพราะ ฉ. ไม่มีทรัพย์สินอะไร เป็นบุคคลล้มละลายและ ป. กลัวว่า ฉ. จะโกงบิดพลิ้วไม่ยอมชำระเงินตามสัญญากู้เงิน การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยแก่โจทก์ในราคา 880,000 บาท เพื่อเป็นประกันไว้แทนสัญญากู้เงินดังกล่าวให้อีก สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น ไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี และคู่กรณีไม่ประสงค์ให้มีผลตามกฎหมายเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างคู่กรณี นิติกรรมที่แสดงออกมาว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีที่ประสงค์ให้ใช้บังคับระหว่างกันคือ จำเลยยอมชำระเงินแทน ฉ. ในมูลหนี้ที่ ฉ. ทำสัญญากู้เงิน ป. 880,000 บาท นั่นเอง และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทถือได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินของ ฉ. โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งสัญญาตามเจตนาที่แท้จริงดังกล่าวนี้เป็นนิติกรรมอีกอันหนึ่งที่คู่กรณีสมัครใจตกลงทำขึ้นเพื่อเป็นการค้ำประกันเงินที่ ป. ได้วางมัดจำแก่ ฉ. เพื่อชำระราคาที่ดินไปแล้วพร้อมค่าเสียหายมิใช่นิติกรรมอำพรางของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่าง ฉ. กับ ป. ซึ่งเป็นคนละส่วนต่างหากจากกัน เมื่อ ฉ. มิได้ชำระเงินที่ต้องรับผิดแก่ ป. หรือโจทก์และการที่จำเลยยอมทำสัญญารับผิดในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ตามที่ ฉ. ป. และโจทก์ยินยอม โดยทุกฝ่ายต่างลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำกรณีโอนที่ดินกันไม่ได้เท่ากับโจทก์ขอให้ชำระหนี้ค้ำประกัน หาใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระเงิน 621,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 540,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 540,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำให้การจำเลยและตามทางพิจารณาโจทก์จำเลยนำสืบว่า นายประหยัด บิดาโจทก์ต้องการซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ของนางสาว ต่อจากนายฉลาด อดีตสามีจำเลย ซึ่งนายฉลาดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจากนางสาว เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2551 ตกลงราคากัน 1,200,000 บาท นายฉลาดวางเงินมัดจำ 100,000 บาท สัญญากำหนดโอนกรรมสิทธิ์แก่นายฉลาดในวันที่ 19 มิถุนายน 2552 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2552 นายฉลาดตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวแก่นายประหยัดในราคา 1,200,000 บาท นายประหยัดวางเงินมัดจำ 500,000 บาท สัญญากำหนดโอนกรรมสิทธิ์แก่นายประหยัดในวันที่ 23 กันยายน 2552 โดยสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุที่ดินที่จะซื้อขายเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 แต่ระบุเป็นที่ดินแปลงอื่น คือที่ดินโฉนดเลขที่ 3707 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เนื้อที่ 4 ไร่ 38 ตารางวา ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2552 นายประหยัดชำระเงินแก่นายฉลาดเพิ่มอีก 40,000 บาท และมีการแก้ไขสัญญา กำหนดชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 และนายประหยัดเข้าทำประโยชน์ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ครบกำหนดตามสัญญาแล้ว แต่นายฉลาดไม่สามารถโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ให้แก่นายประหยัด ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2553 นายฉลาดทำสัญญากู้เงินกับนายประหยัดว่า นายฉลาดกู้ยืมเงินนายประหยัด 880,000 บาท ซึ่งจำนวนเงินคิดจากเงินมัดจำ 540,000 บาท และค่าเสียหายที่นายประหยัดปลูกต้นปาล์มน้ำมันในที่ดิน โดยนำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยให้ยึดถือไว้เป็นประกันด้วย สัญญากำหนดชำระเสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มกราคม 2554 และจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญาดังกล่าวตามหนังสือสัญญากู้เงิน รุ่งขึ้นวันที่ 17 มกราคม 2553 นายประหยัดบอกว่านายฉลาดไม่มีทรัพย์สินอะไร เป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยคือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 แก่โจทก์ในราคา 880,000 บาท สัญญาระบุว่าจำเลยรับเงินมัดจำไว้ 540,000 บาท กำหนดโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ในวันที่ 17 มกราคม 2554 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันไว้แทนสัญญากู้เงินดังกล่าว เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ ที่ระบุที่ดินที่จะซื้อจะขายตามโฉนดเลขที่ 3707 นั้น ไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีและคู่กรณีไม่ประสงค์ให้มีผลตามกฎหมาย เป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างคู่กรณี นิติกรรมที่แสดงออกมาว่าเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3707 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีที่ประสงค์ให้ใช้บังคับระหว่างกันคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ที่ไม่เปิดเผยและถูกอำพรางไว้ กรณีจึงต้องบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางนี้ เมื่อครบกำหนดโอนที่ดินตามสัญญาในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 นายฉลาดผิดสัญญาโอนที่ดินแก่นายประหยัดไม่ได้ ดังนี้ นายประหยัดย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้นายฉลาดปฏิบัติตามสัญญาหรือเรียกค่าเสียหายได้ การที่นายฉลาดทำสัญญากู้ยืมเงินนายประหยัด 880,000 บาท เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2553 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน โดยจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญา และจำเลยยอมนำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยให้ยึดถือเป็นประกันด้วยนั้น จึงเป็นที่มาแห่งมูลหนี้ ชอบที่นายประหยัดจะบังคับให้นายฉลาดชำระค่าเสียหายที่ไม่สามารถโอนที่ดินแก่ตน แต่เนื่องเพราะนายฉลาดไม่มีทรัพย์สินอะไร เป็นบุคคลล้มละลายและนายประหยัดกลัวว่านายฉลาดจะโกงบิดพลิ้วไม่ยอมชำระเงินตามสัญญากู้เงิน การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยแก่โจทก์ในราคา 880,000 บาท เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2553 เพื่อเป็นประกันไว้แทนสัญญากู้เงินดังกล่าวให้อีก เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2703 ของจำเลยระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น ไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี และคู่กรณีไม่ประสงค์ให้มีผลตามกฎหมายเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างคู่กรณี นิติกรรมที่แสดงออกมาว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีที่ประสงค์ให้ใช้บังคับระหว่างกันคือ จำเลยยอมชำระเงินแทนนายฉลาดในมูลหนี้ที่นายฉลาดทำสัญญากู้เงินนายประหยัด 880,000 บาท ตามสัญญากู้เงินนั่นเอง และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทถือได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินของนายฉลาด โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งสัญญาตามเจตนาที่แท้จริงดังกล่าวนี้เป็นนิติกรรมอีกอันหนึ่งที่คู่กรณีสมัครใจตกลงทำขึ้นเพื่อเป็นการค้ำประกันเงินที่นายประหยัดได้วางมัดจำแก่นายฉลาดเพื่อชำระราคาที่ดินไปแล้วพร้อมค่าเสียหาย มิใช่นิติกรรมอำพรางของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างนายฉลาดกับนายประหยัด ซึ่งเป็นคนละส่วนต่างหากจากกัน เมื่อนายฉลาดมิได้ชำระเงินที่ต้องรับผิดแก่นายประหยัดหรือโจทก์และการที่จำเลยยอมทำสัญญารับผิดในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ตามที่นายฉลาด นายประหยัด และโจทก์ยินยอม โดยทุกฝ่ายต่างลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำกรณีโอนที่ดินกันไม่ได้เท่ากับโจทก์ขอให้ชำระหนี้ค้ำประกัน หาใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ฝ่ายโจทก์ตกลงว่าหากนายประหยัดได้รับโอนที่ดินจากนางสาวแล้วก็ให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นอันยกเลิกนั้น เห็นว่า นายฉลาดเบิกความยอมรับว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้ว หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน นายฉลาดจึงทราบว่า นายประหยัดไปดำเนินการไถ่ถอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 261 ของนางสาวจากธนาคาร และวันที่ 30 มีนาคม 2553 นางสาวโอนที่ดินดังกล่าวแก่นายประหยัดตามสำเนาโฉนดที่ดิน แสดงว่าเมื่อนายฉลาดไม่สามารถดำเนินการโอนที่ดินดังกล่าวแก่นายประหยัดตามสัญญาภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 หลังจากนั้นนายฉลาดก็ไม่ได้ดำเนินการใดให้เห็นว่านายประหยัดคงให้นายฉลาดปฏิบัติตามสัญญาต่อไป และข้อกล่าวอ้างของจำเลยไม่มีหลักฐานยืนยันได้สมจริง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ การได้ที่ดินดังกล่าวของนายประหยัดไม่มีมูลเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินมัดจำ 540,000 บาท แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า เมื่อบิดาโจทก์และโจทก์ได้รับโอนที่ดินจากนางสาวและนางสร้อยสน โจทก์ได้รับเงิน 150,000 บาท เข้าใจว่าเป็นส่วนของนายฉลาด เมื่อหักหนี้กันแล้ว คงเหลือหนี้ต่อกัน 390,000 บาท ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงิน 390,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเพียงบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัญญา อู่ตะเภา
จำเลย — นางสาวสุณิสา สานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5791/2558
#581391
เปิดฉบับเต็ม

คดีโจทก์ในส่วนค่าซ่อมรถยกและค่าเสื่อมราคา เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายของทรัพย์สินที่เช่าอันเกิดขึ้นก่อนสัญญาเช่าเลิกกัน ตามสัญญาเช่าที่กำหนดให้จำเลยผู้เช่าต้องรับผิดในความเสียหายนั้น จึงเป็นกรณีฟ้องเกี่ยวแก่สัญญาเช่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 1,780,239.23 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 733,967.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,400,663.59 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ในส่วนค่าซ่อมรถยกและค่าเสื่อมราคาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การเช่ารถยก 3 คัน ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่า หากมีความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้งานที่ตกลงไว้ รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดขึ้นทั้งหมด ต่อมาประมาณปลายปี 2554 เกิดอุทกภัยในบริเวณสถานที่ที่จำเลยใช้งานรถยกของโจทก์ น้ำท่วมรถยกทั้งสามคัน และรถยกได้รับความเสียหาย วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 โจทก์บอกเลิกสัญญาและรับรถยกคืนมาในสภาพที่เกิดความเสียหายทั้งคัน วันที่ 22 ตุลาคม 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายได้แก่ค่าซ่อม ค่าเสื่อมราคา และค่าขาดประโยชน์ ซึ่งระยะเวลานับแต่วันที่โจทก์รับรถยกทั้งสามคันคืนจนถึงวันฟ้องเกินกว่า 6 เดือน เห็นว่า ในระหว่างอายุสัญญาเช่าการดูแลรักษาทรัพย์สินที่เช่าเป็นหน้าที่ของผู้เช่า ความเสียหายของทรัพย์สินที่เช่าเกิดขึ้นก่อนสัญญาเช่าเลิกกัน ความเสียหายที่โจทก์ฟ้องจึงไม่ได้เกิดขึ้นหลังสัญญาเช่าเลิกกันตามที่โจทก์ฎีกา ดังนั้น คดีโจทก์ในส่วนค่าซ่อมรถยกและค่าเสื่อมราคาจึงเป็นคดีที่โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งทรัพย์สินที่เช่าคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 563
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตงหมิง โรจนะ จำกัด
จำเลย — บริษัทพี เอส ซี เทคโนโลยี (อยุธยา) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวกรฎี นาคชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2558
#590621
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งอีกสำนวนให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยให้ตกลงแบ่งระหว่างกันก่อน หากตกลงไม่ได้ให้ประมูลระหว่างกันโดยให้ฝ่ายที่เสนอราคาสูงเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ไปทั้งหมด หากตกลงประมูลระหว่างกันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินแล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยที่ประชุมตกลงเงื่อนไขให้ผู้ประมูลทรัพย์ต้องวางเงินร้อยละ 5 ของราคาที่ประมูลได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันประมูล หากไม่วางเงินส่วนที่เหลือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินที่วางไว้ แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยผู้ประมูลได้ไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้ ข้อตกลงในการประมูลนี้ถือเป็นความประสงค์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ตกลงร่วมกันอันเป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้การประมูลขายทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์รวมเป็นไปโดยราบรื่น ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมีผลใช้บังคับได้ สำหรับความรับผิดของผู้ประมูลได้ที่ไม่ชำระเงินก้อนแรก ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ จึงต้องอาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งอันได้แก่ บทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 1 หมวด 4 ส่วนที่ 3 ขายทอดตลาด ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้ผู้สู้ราคามีความรับผิดเกี่ยวกับเงินที่จะต้องวางก้อนแรกนี้คงมีเพียงมาตรา 516 เมื่อฟ้องโจทก์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดในเงินที่ต้องวางก้อนแรกตามข้อตกลงในการประมูล ซึ่งไม่มีสภาพบังคับ โดยมิได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเงินส่วนที่ขาดเมื่อมีการประมูลซ้ำอีกครั้งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 คำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจบังคับได้ จำเลยไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

คดีนี้แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิเคราะห์ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ แล้วฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นรับฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,398,507 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,232,448.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเงื่อนไขและข้อตกลงในการประมูลที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตกลงกันตามรายงานเจ้าหน้าที่ เป็นข้อตกลงให้ผู้ประมูลได้วางเงินร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ประมูลได้ หากผู้ประมูลได้ไม่วางเงินส่วนที่เหลือ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินที่วางไว้จำนวนร้อยละ 5 แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยผู้ประมูลได้ไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้เท่านั้น ข้อตกลงในการประมูลตามรายงานเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่าเป็นความประสงค์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ตกลงร่วมกัน อันเป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้การประมูลขายทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์รวมในระหว่างกันเองเป็นไป โดยราบรื่น ทั้งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมีผลใช้บังคับกันได้โดยชอบ อย่างไรก็ดี แม้ข้อตกลงดังกล่าวผูกพันโจทก์และจำเลยรวมทั้งเจ้าของรวมคนอื่น แต่ไม่ปรากฏข้อตกลงว่าหากผู้ประมูลได้ไม่วางเงินก้อนแรกจำนวนร้อยละ 5 แล้ว จะมีสภาพบังคับให้ผู้ประมูลได้ต้องมีความรับผิดชำระเงินจำนวนร้อยละ 5 ดังกล่าวให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ในเรื่องการประมูลระหว่างเจ้าของรวมนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ ดังนั้น จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับคืออาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งอันได้แก่บทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 1 หมวด 4 ส่วนที่ 3 ขายทอดตลาด ซึ่งก็มิได้วางบทบัญญัติให้ผู้สู้ราคามีความรับผิดเกี่ยวกับเงินที่จะต้องวางก้อนแรกนี้ คงมีเพียงมาตรา 516 ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาไซร้ ท่านให้ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้สู้ราคาคนนั้นต้องรับผิดในส่วนที่ขาด" แต่ความกลับปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเงินที่ต้องวางก้อนแรกตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งไม่มีสภาพบังคับดังที่วินิจฉัยแล้ว โดยมิได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเงินส่วนที่ขาดเมื่อมีการประมูลซ้ำอีกครั้งหนึ่ง คำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจบังคับได้ จำเลยหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ทั้งที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้" ในคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แล้วว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นรับฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั่นเอง โดยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 4 วรรคสอง ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรม ปอประสิทธิ์
จำเลย — นางกุหลาบ ปอประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายจิรพนธ์ วีระชาญชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2558
#633701
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขและข้อตกลงในการประมูลที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตกลงกันตามรายงานเจ้าหน้าที่ เป็นข้อตกลงให้ผู้ประมูลได้วางเงินร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ประมูลได้ หากผู้ประมูลได้ไม่วางเงินส่วนที่เหลือ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินที่วางไว้จำนวนร้อยละ 5 แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยผู้ประมูลได้ไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้เท่านั้น ข้อตกลงในการประมูลตามรายงานเจ้าหน้าที่ถือได้ว่าเป็นความประสงค์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ตกลงร่วมกัน อันเป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้การประมูลขายทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์รวมในระหว่างกันเองเป็นไปโดยราบรื่น ทั้งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงมีผลใช้บังคับกันได้โดยชอบ อย่างไรก็ดี แม้ข้อตกลงดังกล่าวผูกพันโจทก์และจำเลยรวมทั้งเจ้าของรวมคนอื่น แต่ไม่ปรากฏข้อตกลงว่าหากผู้ประมูลได้ไม่วางเงินก้อนแรกจำนวนร้อยละ 5 แล้ว จะมีสภาพบังคับให้ผู้ประมูลได้ต้องมีความรับผิดชำระเงินจำนวนร้อยละ 5 ดังกล่าวให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ในเรื่องการประมูลระหว่างเจ้าของรวมนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ ดังนั้น จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับคืออาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งอันได้แก่บทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 1 หมวด 4 ส่วนที่ 3 ขายทอดตลาด ซึ่งก็มิได้วางบทบัญญัติให้ผู้สู้ราคามีความรับผิดเกี่ยวกับเงินที่จะต้องวางก้อนแรกนี้ คงมีเพียงมาตรา 516 ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาไซร้ ท่านให้ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้สู้ราคาคนนั้นต้องรับผิดในส่วนที่ขาด" แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเงินที่ต้องวางก้อนแรกตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งไม่มีสภาพบังคับ โดยมิได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเงินส่วนที่ขาดเมื่อมีการประมูลซ้ำอีกครั้งหนึ่ง คำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจบังคับได้ จำเลยหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องไม่

คดีนี้แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้" ในคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แล้วว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นรับฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั่นเอง โดยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,398,507 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,232,448.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1007/2545 ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 1031 เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา ที่เหลือจากเขตถนนรามอินทราให้แก่โจทก์ นายอินทร์ นายสาคร นางสาวบุญมา และนางจันทร์ โดยให้ตกลงแบ่งระหว่างกันก่อน หากตกลงไม่ได้ให้ประมูลระหว่างกันโดยให้ฝ่ายที่เสนอราคาสูงเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ไปทั้งหมด หากตกลงประมูลระหว่างกันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2553 นายพลัฐ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นัดประชุมเพื่อกำหนดเงื่อนไข วิธีการและนัดการประมูลราคา ที่ประชุมตกลงกันว่าในวันประมูลราคา ผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นผู้ประมูลทรัพย์ได้ โดยผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมทุกฝ่ายไม่มีสิทธิคัดค้านราคาและให้ประมูลโดยการจำนองติดไป ผู้ประมูลทรัพย์ได้ต้องวางเงินร้อยละ 5 ของราคาที่ประมูลได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันประมูล ระยะเวลาวางเงินประมูลภายใน 3 เดือน นับแต่วันประมูลได้และให้ผู้ประมูลมีสิทธิหักส่วนได้ใช้แทนราคาทรัพย์ หากผู้ประมูลไม่วางเงินส่วนที่เหลือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินที่วางไว้แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม โดยผู้ประมูลที่ไม่วางเงินไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดวันนัดประมูลใหม่ภายใน 15 วัน และให้ถือว่าคู่ความทุกคนทราบวันนัดประมูลระหว่างกันแล้ว ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2554 เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดให้มีการประมูลที่ดินดังกล่าวระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม มีผู้เข้าร่วมประมูล 4 คน คือ นางวิมลนันท์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นางวิมลมาศ นางสุพัตรา และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสาวบุญมา ก่อนประมูลเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเงื่อนไขในการประมูลให้ผู้เข้าร่วมประมูลทราบ จำเลยเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 245,000,000 บาท และตามเงื่อนไขจำเลยต้องวางเงินร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ประมูลได้เป็นเงิน 12,250,000 บาท ภายใน 15 วัน ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน 3 เดือน ครั้นเมื่อครบกำหนดจำเลยไม่นำเงินร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ประมูลได้มาวางและไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดตามเงื่อนไขและข้อตกลง ในการชำระเงินจำนวนร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ประมูลได้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเงื่อนไขและข้อตกลงในการประมูลที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตกลงกันตามรายงานเจ้าหน้าที่ เป็นข้อตกลงให้ผู้ประมูลได้วางเงินร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ประมูลได้ หากผู้ประมูลได้ไม่วางเงินส่วนที่เหลือ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินที่วางไว้จำนวนร้อยละ 5 แล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยผู้ประมูลได้ไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้เท่านั้น ถือได้ว่าเป็นความประสงค์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ตกลงร่วมกัน อันเป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้การประมูลขายทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์รวมในระหว่างกันเองเป็นไปโดยราบรื่น ทั้งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมีผลใช้บังคับกันได้โดยชอบ อย่างไรก็ดี แม้ข้อตกลงดังกล่าวผูกพันโจทก์และจำเลยรวมทั้งเจ้าของรวมคนอื่น แต่ไม่ปรากฏข้อตกลงว่าหากผู้ประมูลได้ไม่วางเงินก้อนแรกจำนวนร้อยละ 5 แล้ว จะมีสภาพบังคับให้ผู้ประมูลได้ต้องมีความรับผิดชำระเงินจำนวนร้อยละ 5 ดังกล่าวให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ในเรื่องการประมูลระหว่างเจ้าของรวมนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ ดังนั้น จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับคืออาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งอันได้แก่บทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 1 หมวด 4 ส่วนที่ 3 ขายทอดตลาด ซึ่งก็มิได้วางบทบัญญัติให้ผู้สู้ราคามีความรับผิดเกี่ยวกับเงินที่จะต้องวางก้อนแรกนี้ คงมีเพียงมาตรา 516 ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาไซร้ ท่านให้ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้สู้ราคาคนนั้นต้องรับผิดในส่วนที่ขาด" แต่ความกลับปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเงินที่ต้องวางก้อนแรกตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งไม่มีสภาพบังคับดังที่วินิจฉัยแล้ว โดยมิได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเงินส่วนที่ขาดเมื่อมีการประมูลซ้ำอีกครั้งหนึ่ง คำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจบังคับได้ จำเลยหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ทั้งที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้" ในคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แล้วว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นรับฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั่นเอง โดยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรม ปอประสิทธิ์
จำเลย — นางกุหลาบ ปอประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2558
#586540
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระราคาสินค้าที่ค้างชำระเป็นเงิน 11,329.38 บาท ให้แก่โจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลย เนื่องจากทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งมีจำนวนไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ยังไม่ชำระราคาสินค้าจำนวน 11,329.38 บาท ให้แก่จำเลยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยส่งมอบแผ่นหลังคาเหล็กให้แก่โจทก์ไม่ตรงตามสัญญา โจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงราคาสินค้าไว้ได้ เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์มาและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่อาจฎีกาขอให้โจทก์ชำระเงิน 11,329.38 บาท ให้แก่จำเลยได้ เพราะไม่ใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกามา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,355,395.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยรับแผ่นหลังคาเหล็กพร้อมอุปกรณ์ในการติดตั้งคืนจากโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ชำระเงิน 11,329.38 บาท ให้แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระเงิน 11,329.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 962,614.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยรับแผ่นหลังคาเหล็กพร้อมอุปกรณ์ติดตั้งคืนไปจากโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระราคาสินค้าที่ค้างชำระเป็นเงิน 11,329.38 บาท ให้แก่โจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เนื่องจากทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งมีจำนวนไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ยังไม่ชำระราคาสินค้าจำนวน 11,329.38 บาท ให้แก่จำเลยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยส่งมอบแผ่นหลังคาเหล็กให้แก่โจทก์ไม่ตรงตามสัญญา โจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงราคาสินค้าไว้ได้ เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ข้อนี้มาและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่อาจฎีกาขอให้โจทก์ชำระเงิน 11,329.38 บาท ให้แก่จำเลยได้ เพราะไม่ใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 357,892.47 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องแย้งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ยกฎีกาตามฟ้องแย้งของจำเลยและคืนค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมรชา เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยซินคอน แอนด์ ซัพพลาย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายดาราวรรณ ใจคำป้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายเชด กวีบริบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ธีระพงศ์ จิระภาค
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5755/2558
#585758
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ที่ 2 พบบ้านชำรุดบกพร่องในเดือนมกราคม 2552 จำเลยเข้าไปแก้ไขซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดบกพร่อง เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) แต่ต่อมาโจทก์ที่ 2 ให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 แจ้งให้จำเลยหยุดทำการแก้ไขชำรุดบกพร่องโดยโจทก์ที่ 2 จะหาบุคคลภายนอกมาแก้ไขเอง จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง อายุความจึงเริ่มนับใหม่นับแต่เวลานั้นคือวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ที่ 2 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 2 นำคดีมาฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2554 เกินกว่า 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,118,909.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 2,027,266.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ 2 ว่า คดีโจทก์ที่ 2 ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 หรือไม่ เห็นว่าเมื่อโจทก์ที่ 2 พบบ้านชำรุดบกพร่องในเดือนมกราคม 2552 จำเลยได้เข้าไปทำการแก้ไขซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดบกพร่อง เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ทำให้ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 แจ้งให้จำเลยหยุดทำการแก้ไขชำรุดบกพร่องโดยโจทก์ที่ 2 จะหาบุคคลภายนอกมาทำการแก้ไขเอง กรณีจึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง อายุความจึงเริ่มนับใหม่นับแต่เวลานั้นคือวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ที่ 2 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ส่วนหนังสือลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 เป็นหนังสือที่ทนายโจทก์ที่ 2 ทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์ที่ 2 ได้ทำการแก้ไขข้อชำรุดบกพร่องเรียบร้อยแล้วเป็นเงิน 2,027,266.30 บาท ไม่ใช่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 2 นำคดีมาฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2554 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ฎีกาโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนัยน์ภัค จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทคีรีคาม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเกรียงไกร นาคสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5740/2558
#590213
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในคดีแพ่งที่ผู้เสียหายฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้เสียหายโดยให้เหตุผลว่าผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาหลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกข้าวในที่นาพิพาทเป็นเวลาหลายเดือนจนข้าวจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว การยื่นคำร้องขอของผู้เสียหายจึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จึงยังไม่สมควรจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) มาใช้แก่จำเลยที่ 1 อันอาจเป็นเหตุทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิเข้าไปเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาพิพาท เพราะเชื่อว่าเป็นต้นข้าวที่จำเลยที่ 1 ปลูกไว้ก็ตาม แต่ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 กับพวกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานบุกรุกที่นาพิพาทของผู้เสียหาย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่นาพิพาทเป็นของผู้เสียหาย และผลของคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่นาพิพาท เนื่องจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมมีผลผูกพันคู่ความจนกว่าคำพิพากษานั้นถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่ในวันเกิดเหตุหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กลับเข้าไปเกี่ยวข้าวซึ่งปลูกอยู่ในที่นาพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน ได้ข้าวจำนวน 50 มัด นำไปวางไว้บนคันนาอีก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ข้าวในที่นาพิพาทเป็นของผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 4 เข้าไปเกี่ยวข้าวในที่นาพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักข้าวเปลือกที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าทรัพย์ที่ถูกลักไปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ หรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (12) เพราะลำพังการลักทรัพย์อื่นของผู้มีอาชีพกสิกรรมย่อมไม่เป็นความผิดตามอนุมาตรานี้ ดังนั้น จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดตามมาตรา 335 (7) เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1818/2551 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีแพ่งที่ผู้เสียหายฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้เสียหายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 โดยให้เหตุผลว่าผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาหลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกข้าวในที่นาพิพาทเป็นเวลาหลายเดือนจนข้าวจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว การยื่นคำร้องขอของผู้เสียหายจึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จึงยังไม่สมควรจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาใช้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา อันอาจเป็นเหตุทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิเข้าไปเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาพิพาท เพราะเชื่อว่าเป็นต้นข้าวที่จำเลยที่ 1 ปลูกไว้ก็ตาม แต่ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 กับพวกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานบุกรุกที่นาพิพาทของผู้เสียหาย ตามสำเนาคำพิพากษาอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่นาพิพาทเป็นของผู้เสียหาย และผลของคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่นาพิพาท เนื่องจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมมีผลผูกพันคู่ความจนกว่าคำพิพากษานั้นถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่ในวันเกิดเหตุหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กลับเข้าไปเกี่ยวข้าวซึ่งปลูกอยู่ในที่นาพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน ได้ข้าวจำนวน 50 มัด นำไปวางไว้บนคันนาอีกโดยคดีได้ความจากคำเบิกความของนายเขียว และนายเทิน พยานโจทก์ว่า ในฤดูทำนาปี 2551 ผู้เสียหายเป็นผู้ทำนาในที่นาพิพาท และยังได้ความจากคำเบิกความของนายเลียบ น้องของผู้เสียหายว่า วันเกิดเหตุ พยานเห็นจำเลยทั้งสี่เข้าไปเกี่ยวข้าวในที่นาพิพาท ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสามเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสี่ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยที่ 4 ก็เบิกความรับว่าเข้าไปในที่นาพิพาทด้วย เพียงแต่บ่ายเบี่ยงอ้างว่า ไปเกี่ยวตอซังข้าวและหญ้าตามคันนาตามที่จำเลยที่ 3 บอกให้เกี่ยว ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ง่ายแก่การกล่าวอ้าง ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นำสืบอ้างว่า ข้าวในที่นาพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่เข้าไปปลูกไว้เอง ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เสียหายพาพวกเข้าไปเกี่ยวข้าวในที่นาพิพาท จำเลยที่ 1 ห้ามปราม แต่ผู้เสียหายกับพวกไม่เชื่อฟัง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทสุรศักดิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนาเชือกนั้น ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทสุรศักดิ์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพยาน คงมีผู้เสียหายที่ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพยานว่า จำเลยที่ 1 กับพวกเข้าไปลักเกี่ยวข้าวของผู้เสียหายในที่นาพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ข้าวในที่นาพิพาทเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 4 เข้าไปเกี่ยวข้าวในที่นาพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักเป็นข้าวที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเกี่ยวจำนวน 50 มัด เป็นเงิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนัก ประกอบกับผู้เสียหายก็ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสี่ แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสี่หลาบจำ เห็นควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสี่อีกสถานหนึ่งด้วย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักข้าวเปลือกที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าทรัพย์ที่ถูกลักไปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ หรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (12) เพราะลำพังการลักทรัพย์อื่นของผู้มีอาชีพกสิกรรมย่อมไม่เป็นความผิดตามอนุมาตรานี้ ดังนั้น จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดตามมาตรา 335 (7) เท่านั้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสี่ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7)
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางปราณี ปุผาตา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายฉลองรัฐ บุญเริ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5726/2558
#630220
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำปลอมขึ้นได้กระทำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวมาขายให้แก่โจทก์ที่ร้านของโจทก์ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ร้านของโจทก์ดังกล่าวจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ถือได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด และในวรรคสองที่ว่า แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่า ก็ให้เอาอายุความที่ยาวกว่ามาบังคับนั้น คงใช้บังคับได้แต่ในกรณีการเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากตัวผู้กระทำผิดหรือร่วมกระทำผิดโดยเฉพาะเท่านั้น มิได้รวมถึงการเรียกร้องจากผู้อื่นซึ่งมิได้เป็นผู้กระทำผิดหรือร่วมในการกระทำผิดด้วย

จำเลยที่ 4 มิได้เป็นผู้กระทำผิดหรือร่วมในการกระทำผิด เพียงแต่เป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกโจทก์กล่าวหาว่ากระทำการโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวต้องรับผิดทางแพ่งต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเท่านั้นหาได้บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของตนซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดดังเช่นในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มาใช้บังคับแก่กรณีนั้นได้ แต่เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มิได้บัญญัติอายุความฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 4 จะให้การต่อสู้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2548 แต่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 3,525,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง ใช้ชื่อการค้าว่าร้านวรรณลักษณ์ ออโต้คาร์ เชียงใหม่ จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ 4 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานขนส่ง 7 ทำหน้าที่หัวหน้างานฝ่ายทะเบียน และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนประจำอยู่ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น อี 230 สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กข 6319 กำแพงเพชร มาขายให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นางพรรณิภา นางพรรณิภาแจ้งย้ายรถยนต์ไปใช้ที่จังหวัดลำพูน และเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนใหม่เป็น กข 8019 ลำพูน จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ สีเทา รุ่น อี 230 หมายเลขทะเบียน กค 386 สุพรรณบุรี มาขายให้แก่โจทก์ ต่อมานายทะเบียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์หลายคัน รวมทั้งรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวตามประกาศนายทะเบียนพระนครศรีอยุธยา หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ทั้งสองคันไป สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้ฎีกา คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์มุ่งเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 1 ร่วมกันชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งสังกัดจำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างไร ทำการปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาททั้งสองคันด้วยวิธีการอย่างไร เป็นการปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่บางส่วน จำเลยที่ 2 และที่ 4 สมคบกับจำเลยที่ 1 นำมาขายให้แก่โจทก์อย่างไร จึงถือว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 4 โดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว โดยคันแรกจำเลยที่ 2 นำทะเบียนรถยนต์หมายเลข ภฉ 7387 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุวิทย์ ยี่ห้อเบนซ์ สีเขียว หมายเลขตัวรถ ดับเบิลยู ดี บี 2100376 เอ 294422 หมายเลขเครื่องยนต์ 11197062057045 มาสวมเป็นทะเบียนรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์ สีน้ำเงิน หมายเลขตัวรถ ดับเบิลยู ดี บี 2100372 เอ 240863 หมายเลขเครื่องยนต์ 11197022050730 และคันที่สองจำเลยที่ 2 นำทะเบียนรถยนต์หมายเลข ภค 224 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเล็กกี่ ยี่ห้อเบนซ์ สีเทา หมายเลขตัวรถดับเบิลยู ดี บี 2100372 เอ 290062 หมายเลขเครื่องยนต์ 11197022059027 มาสวมเป็นทะเบียนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ สีเทา หมายเลขตัวรถดับเบิลยู ดี บี 2100372 เอ 173809 หมายเลขเครื่องยนต์ 11197002037969 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวมาขายให้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ทั้งสองคันคืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ส่วนที่จำเลยที่ 2 จงใจกระทำละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างไร ปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ด้วยวิธีการอย่างไร เป็นการปลอมทั้งฉบับหรือแต่เพียงบางส่วน จำเลยที่ 2 และที่ 4 สมคบกับจำเลยที่ 1 นำมาขายให้แก่โจทก์อย่างไร หาใช่ข้อสาระสำคัญที่ต้องกล่าวไว้ในฟ้อง แต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ประการต่อไปว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า เอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำปลอมขึ้นได้กระทำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลคดีจึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ทั้งสองคันมาขายให้แก่โจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงมิใช่ต้นเหตุอันเป็นที่มาของการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ มูลคดีจึงไม่ได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นหาได้ไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำปลอมขึ้นได้กระทำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวมาขายให้แก่โจทก์ที่ร้านของโจทก์ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ร้านของโจทก์ดังกล่าวจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ถือได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด และในวรรคสองที่ว่า แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่า ก็ให้เอาอายุความที่ยาวกว่ามาบังคับนั้น คงใช้บังคับได้แต่ในกรณีการเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากตัวผู้กระทำผิดหรือร่วมกระทำผิดโดยเฉพาะเท่านั้น มิได้รวมถึงการเรียกร้องจากผู้อื่นซึ่งมิได้เป็นผู้กระทำผิดหรือร่วมในการกระทำผิดด้วย จำเลยที่ 4 ในคดีนี้มิได้เป็นผู้กระทำผิดหรือร่วมในการกระทำผิด เพียงแต่เป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกโจทก์กล่าวหาว่ากระทำการโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวต้องรับผิดทางแพ่งต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเท่านั้นหาได้บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของตนซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดดังเช่นในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับแก่กรณีนั้นได้ แต่เนื่องจากตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มิได้บัญญัติอายุความฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 4 จะให้การต่อสู้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2548 แต่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาในข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่า พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 4 นำสืบยังมีข้อพิรุธว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทไปตามหน้าที่ของตนแล้วหรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาจำเลยที่ 4 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด สำหรับความเสียหายต่อรถยนต์พิพาททั้งสองคัน นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนความเสียหายจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงต้องปิดกิจการนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ปิดกิจการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง แต่ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ปิดกิจการก่อนหรือหลังถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์พิพาททั้งสองคัน คงได้ความแต่เพียงจากที่โจทก์เบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถามค้านว่า โจทก์ปิดกิจการเมื่อปี 2547 อันเป็นปีเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดรถยนต์พิพาททั้งสองคันคืนเท่านั้น นอกจากนี้พยานโจทก์ปากนายธนภัทร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ได้มายื่นคำร้องขอกู้ยืมเงินจากธนาคารดังกล่าวเมื่อปี 2548 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ปิดกิจการเมื่อปี 2547 ไปแล้ว ฉะนั้น การปิดกิจการของโจทก์จึงไม่น่าจะมีสาเหตุเพราะโจทก์ขาดสภาพคล่องทางการเงินเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้จากธนาคารดังกล่าวแต่อย่างใด แต่การปิดกิจการของโจทก์อาจมาจากสาเหตุประการอื่น ๆ เช่น สภาวะตลาดของธุรกิจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง หรือการขาดการดูแลเอาใจใส่ในการประกอบธุรกิจของโจทก์เอง ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ต้องขาดทุนจากการขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ให้แก่ธนาคารนั้น เห็นว่า หนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารเป็นหนี้ที่โจทก์กู้ยืมเงินมาเพื่อใช้หมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์มือสองซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่เป็นผลต่อเนื่องผูกพันจากการประกอบธุรกิจซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์พิพาททั้งสองคันไปส่งผลกระทบต่อยอดหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารอย่างไร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจรับฟังว่า โจทก์ต้องปิดกิจการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์มือสองไปเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถยนต์พิพาทในคดีนี้ไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์จำนวน 600,000 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 2,925,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มกราคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพดลหรือภาวิต บุญชละ
นางสาววงศ์จันฑาหรือกัญญา
จำเลย — วัชรหรือเจริญรักษ์ ขยันดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5707/2558
#582051
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดของ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) แตกต่างจากความผิดตามมาตรา 109 ซึ่งผู้เลียนเครื่องหมายการค้าต้องมีเจตนาพิเศษ คือ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าที่ตนเลียนนั้นเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นด้วย แต่การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 110 (1) ผู้กระทำเพียงมีเจตนาธรรมดา คือ รู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ก็เป็นความผิดตามมาตรา 110 (1) แล้ว โดยไม่จำต้องมีเจตนาพิเศษดังกล่าวอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 109, 110, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจำหน่าย เสนอจำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ารองเท้ากีฬาที่มีตราเครื่องหมายการค้าอันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร อีกทั้งโจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 109, 110, 115, 117 ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษการกระทำผิดของจำเลยฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) แต่เหตุที่การปรับบทลงโทษต้องนำมาตรา 109 มาประกอบด้วยเนื่องจากองค์ประกอบของมาตรา 110 (1) เป็นการจำหน่าย เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 108 หรือจำหน่าย เสนอจำหน่ายสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามมาตรา 109 ซึ่งมีลักษณะเป็นการนำสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นไปหาประโยชน์อันเป็นการส่งเสริมให้สินค้าดังกล่าวแพร่หลายหรือกระจายไปสู่ประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 ว่า บุคคลใด (1) เข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมปลอมตามมาตรา 108 หรือที่เลียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรองหรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นตามมาตรา 109 ..." องค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 110 (1) จึงแตกต่างจากความผิดตามมาตรา 109 ซึ่งผู้เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรต้องมีเจตนาพิเศษ คือ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าที่ตนเลียนนั้นเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นด้วย ดังนั้นการกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 110 (1) ผู้กระทำเพียงมีเจตนาธรรมดา คือ รู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ก็เป็นความผิดตามมาตรา 110 (1) แล้วโดยไม่จำต้องมีเจตนาพิเศษว่าเพื่อทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นอีก คดีจึงรับฟังได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบตามมาตรา 110 (1) แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายเสฎฐกฤษฎ์ กรรณทิพย์สกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา