คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6120/2558
#630634
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะซื้อที่ดินซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยจาก ฉ. และโจทก์เข้าทำประโยชน์ด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสและต้นไผ่ในที่ดินที่ซื้อมา แต่เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าช่องเม็ก การเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ซึ่งหากโจทก์จะมีสิทธิดีกว่าผู้อื่นก็ต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งการครอบครอง มิใช่อาศัยสิทธิตามเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 11) เพราะโจทก์จะมีสิทธิดีกว่าผู้อื่นตลอดเวลาที่ครอบครองอยู่เท่านั้น ถ้าการครอบครองสิ้นไปไม่ว่าด้วยเหตุใด สิทธิดีกว่าผู้อื่นก็ยุติไปด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าหลังจากโจทก์เข้าทำประโยชน์ด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสและต้นไผ่ในที่ดินแล้ว โจทก์ได้ดูแลหวงกันหรือแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์อย่างไร ทั้งได้ความด้วยว่า ที่ดินพิพาทอยู่หลังสถานีตำรวจภูธรช่องเม็ก ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนได้ หากโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ย่อมหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ได้โดยง่าย การที่จำเลยนำสืบว่า เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสและทำแปลงผักสวนครัวโดยมีหลักฐานตามภาพถ่ายเป็นพยาน แสดงว่า จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจริง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการขัดขวางการทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 4,000 บาท

โจทก์ฎีกาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าช่องเม็ก ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 1211 (พ.ศ.2530) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าจากนายเฉย ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุในราคา 200,000 บาท มีหลักฐานตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 11) โจทก์ให้นายสุรยุทธ เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดปรากฏว่ามีเนื้อที่ 81 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2533 ด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัส ต้นไผ่ และปักเสาเป็นแนวที่ดิน ต่อมาจำเลยบุกรุกเข้ามาครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์บางส่วนจำนวน 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เมื่อโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวก่อนจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองดีกว่าจำเลย เห็นว่า แม้โจทก์จะซื้อที่ดินซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยจากนายเฉยและโจทก์เข้าทำประโยชน์ด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสและต้นไผ่ในที่ดินที่ซื้อมา แต่เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าช่องเม็ก การเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งหากโจทก์จะมีสิทธิดีกว่าผู้อื่นก็ต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งการครอบครอง มิใช่อาศัยสิทธิตามเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 11) เพราะโจทก์จะมีสิทธิดีกว่าผู้อื่นตลอดเวลาที่ครอบครองอยู่เท่านั้น ถ้าการครอบครองสิ้นไปไม่ว่าด้วยเหตุใด สิทธิดีกว่าผู้อื่นก็ยุติไปด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าหลังจากโจทก์เข้าทำประโยชน์ด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสและต้นไผ่ในที่ดินแล้ว โจทก์ได้ดูแลหวงกันหรือแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์อย่างไร ทั้งได้ความด้วยว่า ที่ดินพิพาทอยู่หลังสถานีตำรวจภูธรช่องเม็ก ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนได้ หากโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ย่อมหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ได้โดยง่าย การที่จำเลยนำสืบว่า เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัสและทำแปลงผักสวนครัวโดยมีหลักฐานตามภาพถ่ายเป็นพยาน แสดงว่าจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจริง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1370
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหมาย บุษรากริช
จำเลย — นางอุทัย วงษาเกษ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2558
#586548
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยนำพวกและบริวารบุกรุกเข้ามาในโรงแรมของโจทก์ รื้อค้นปิดล็อกประตูห้องทำงานของพนักงานและสั่งให้พนักงานของโจทก์เปิดห้องเพื่อให้บริวารของจำเลยเข้าพัก สั่งอาหาร เครื่องดื่มแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ทั้งมีการข่มขู่เอาเงินจากพนักงานของโจทก์ไปและแสดงตัวว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าห้องพัก ค่าอาหารและเรียกเงินที่จำเลยเอาไปจากพนักงานของโจทก์ ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดที่ทำให้โจทก์ฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมเสียหาย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเดิมที่ว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลย และต้องพิจารณาถึงอำนาจของผู้ฟ้องคดีว่าต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการโรงแรมหรือเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนเสียงข้างมาก หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการจดแจ้งการโอนชื่อจำเลยลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เมื่อการฟ้องคดีของโจทก์ได้กระทำโดยผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดี ทั้งตามคำฟ้องโจทก์มิได้ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นโจทก์ หรือเกี่ยวกับการบริหารกิจการโจทก์ที่ต้องอาศัยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังข้ออ้างของจำเลยตามที่กล่าว แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่โจทก์ฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมอ้างว่าจำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

แม้ว่าจำเลยจะชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาก็ตาม แต่จำเลยมีสิทธิอย่างไรตามคำพิพากษาดังกล่าว ก็ชอบที่ต้องไปดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือต้องไปว่ากล่าวฟ้องร้องเอากับโจทก์อีกส่วนต่างหาก การที่จำเลยพาพวกและบริวารบุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์โดยพลการ จึงเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 389,651.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากโรงแรมของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับกิจการของโจทก์ทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 338,625.18 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549) จนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากโรงแรมซิกมารีสอร์ทคลับของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องในกิจการของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยนำพวกและบริวารบุกรุกเข้ามาในโรงแรมของโจทก์ รื้อค้น ปิดล็อกประตูห้องทำงานของพนักงานและสั่งให้พนักงานของโจทก์เปิดห้องเพื่อให้บริวารของจำเลยเข้าพัก สั่งอาหาร เครื่องดื่มแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ทั้งมีการข่มขู่เอาเงินจากพนักงานของโจทก์ไปและแสดงตัวว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าห้องพัก ค่าอาหารและเรียกเงินที่จำเลยเอาไปจากพนักงานของโจทก์ จะเห็นได้ว่า ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดที่ทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมเสียหาย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ที่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเดิมที่ว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์จำนวน 940 หุ้น จากหุ้นโจทก์ทั้งหมด 1,000 หุ้น ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลย และต้องพิจารณาถึงอำนาจของผู้ฟ้องคดีว่าต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการโรงแรม หรือเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนเสียงข้างมาก หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังข้อฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้หุ้นกลับคืนเป็นของจำเลยแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้มีการจดแจ้งการโอนชื่อจำเลยลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เมื่อการฟ้องคดีของโจทก์ได้กระทำโดยนายทรงวิทย์ และนายกิตติ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ในขณะยื่นฟ้อง และในการฟ้องคดีบุคคลทั้งสองได้มอบอำนาจให้นางธนาภรณ์ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทน ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทั้งตามคำฟ้องโจทก์มิได้ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นโจทก์ หรือเกี่ยวกับการบริหารกิจการโจทก์ที่ต้องอาศัยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังข้ออ้างของจำเลยตามที่กล่าว แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่โจทก์ฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองโรงแรมอ้างว่าจำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยและบริวารเป็นการละเมิดต่อโจทก์ หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยและบริวารกระทำการละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์นำสืบว่า จำเลยพาพวกซึ่งเป็นบริวารของจำเลยประมาณ 30 คน บุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์ ในสำนักงาน และห้องผู้จัดการและบังคับให้พนักงานมอบกุญแจให้เพื่อนำไปเปิดห้องพัก 12 ห้องให้บริวารของจำเลยพักพร้อมสั่งอาหารและเครื่องดื่ม และยังบังคับให้พนักงานของโจทก์มอบเงินสดให้เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยหาได้นำสืบหักล้าง หรือปฏิเสธว่า มิได้กระทำการดังที่โจทก์กล่าวหา ทั้งจำเลยก็รับมาในฎีกาชัดเจนว่า เหตุที่ต้องดำเนินการดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นก็เพราะว่าเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมายสารบัญญัติเพื่อป้องกันความเสียหายของจำเลย และเพื่อให้โจทก์โอนหุ้นกลับคืนมาเป็นของจำเลย บ่งชี้ว่า จำเลยกระทำการตามคำฟ้องจริงเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม ซึ่งแม้ว่าจำเลยจะชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ตาม แต่จำเลยมีสิทธิอย่างไรตามคำพิพากษาดังกล่าว ก็ชอบที่ต้องไปดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือต้องไปว่ากล่าวฟ้องร้องเอากับโจทก์อีกส่วนต่างหาก การที่จำเลยพาพวกและบริวารบุกรุกเข้าไปในโรงแรมของโจทก์โดยพลการ จึงเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ส่วนปัญหาค่าเสียหายมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลเพื่อกำหนดค่าเสียหายทั้งในส่วนของห้องพัก ซึ่งรวมถึงค่าห้องพัก ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่มภายในห้องพักเป็นเงิน 279,010.18 บาท กับค่าอาหารในร้านอาหารในโรงแรมของโจทก์เป็นเงิน 55,274 บาท เหมาะสมแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยเอาเงินไปจากพนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นเงินในห้องอาหารในโรงแรมและเงินจากส่วนบริการส่วนหน้าของโรงแรมนั้น โจทก์ฟ้องเรียกมาเป็นเงิน 3,260.18 บาท แต่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เป็นเงิน 4,341 บาท จึงเกินไปกว่าที่ระบุมาในฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงกำหนดให้เป็นเงิน 3,260.18 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 337,544.36 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 271
ชื่อคู่ความ
บริษัทแอล พี แลนด์
โจทก์ — แอนด์เฮ้าส์ซิ่งดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นางสาวลลิษา มหาเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6097/2558
#585444
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสามารถจำกัดความรับผิดตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งเป็นเงิน 852 เอสดีอาร์ เมื่อโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงินบาทเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 ในการพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จึงต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว แม้คู่ความจะไม่ได้อุทธรณ์ปัญหานี้ขึ้นมาก็เห็นสมควรให้อัตราแลกเปลี่ยนไม่เกินอัตราในวันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมกับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแก่โจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 299,720.22 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 295,350.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 952 เอสดีอาร์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 ธันวาคม 2553) หากคิดเป็นเงินไทยต้องไม่เกิน 4,369.57 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังยุติว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 บริษัทฟาบริเนท จำกัด สั่งซื้อสินค้าชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์ จากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริกา 3 ราย โดยซื้อสินค้าจากบริษัทอินเตอร์พาวเวอร์ คอร์เปอร์เรชั่น 110 ชุด ราคารวม 2,756.60 ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อสินค้าจากบริษัทดิจิคีย์ คอร์เปอร์เรชั่น 2 รายการ ราคารวม 3,924 ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อสินค้าจากบริษัทฟิวเจอร์ อิเล็กทรอนิกส์ คอร์เปอร์เรชั่น 2 รายการ ราคารวม 1,600.50 ดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทฟาบริเนท จำกัด ประเทศไทย ได้มอบหมายให้บริษัทฟาบริเนท จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกา รวบรวมสินค้าจากผู้ขายสินค้าทั้งสามและผู้ขายสินค้ารายอื่น ๆ จากนั้นบริษัทฟาบริเนท จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ว่าจ้างบริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ให้ขนส่งสินค้าพร้อมกับสินค้าอื่น ๆ รวม 115 กล่อง ทางเครื่องบินจากเมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังประเทศไทย เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด ในประเทศไทย เมื่อบริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ได้รับสินค้าครบถ้วนในสภาพเรียบร้อยแล้วได้ออกใบรับขนของทางอากาศให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ได้ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าทางเครื่องบินจากเมืองลอสแองเจลิสมายังประเทศไทย โดยจำเลยได้รับสินค้าครบถ้วนในสภาพเรียบร้อยดีแล้วและได้ออกใบรับขนของทางอากาศให้แก่บริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ซึ่งมีข้อความระบุถึงการจำกัดความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ขนส่งไว้ 17 เอสดีอาร์ (SDR) ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ต่อมาเครื่องบินซึ่งจำเลยใช้ในการขนส่งสินค้าเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่กล่องบรรจุสินค้าเปียกน้ำในระหว่างการขนส่งของจำเลย 20 กล่อง และเมื่อสำรวจความเสียหายของสินค้าโดยละเอียดที่โรงงานของบริษัทฟาบริเนท จำกัด พบว่า สินค้าเปียกน้ำเสียหายจำนวน 5 กล่อง กล่องที่ 1 เป็นสินค้าไอซีบูสท์ จำนวน 3,000 ชิ้น กล่องที่ 2 ถึงที่ 4 รวม 3 กล่อง เป็นสินค้าสายเคเบิลอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 110 ชุด และกล่องที่ 5 เป็นสินค้ารีซิสเตอร์ จำนวน 5,000 ชิ้น บริษัทฟาบริเนท จำกัด ปฏิเสธไม่รับสินค้าทั้งห้ากล่อง เนื่องจากสินค้าเปียกน้ำแล้วไม่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้และเพื่อป้องกันความเสียหายต่อยี่ห้อของบริษัทฟาบริเนท จำกัด บริษัทไม่อนุญาตให้นำซากสินค้าที่เสียหายนี้ออกไปขายเพื่อบรรเทาความเสียหายได้ โดยสินค้าที่ได้รับความเสียหายมีมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 8,281.10 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 295,350.65 บาท ตามสัญญาประกันภัยให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด ไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ข้อตกลงจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งไว้ไม่เกิน 17 เอสดีอาร์ ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ. 9 หรือ ล. 2 นั้น ผู้ส่งตกลงด้วยโดยชัดแจ้งหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งทางอากาศที่ได้รับสินค้าและการว่าจ้างจากบริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ เพื่อขนส่งสินค้าโดยเครื่องบินจากเมืองลอสแองเจลิสมายังสนามบินสุวรรณภูมิตามใบรับขนของทางอากาศฉบับดังกล่าว ทั้งนี้โดยบริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ได้รับสินค้าและตกลงรับขนส่งจากบริษัทฟาบริเนท จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา ไว้ก่อน ตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ. 8 ซึ่งเป็นใบรับขนของทางอากาศที่บริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ออกให้โดยระบุชื่อ บริษัทฟาบริเนท จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ส่งและบริษัทฟาบริเนท จำกัด ในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์เป็นผู้รับตราส่ง ครั้นเมื่อบริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ได้ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งและจำเลยออกใบรับขนของทางอากาศให้ตามเอกสารหมาย จ. 9 หรือ ล. 2 นั้น ใบรับขนของทางอากาศฉบับนี้ระบุชื่อ บริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ เป็นผู้ส่งและบริษัทยูพีเอส เอสซีเอส เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง โดยในช่องลายมือชื่อผู้ส่งหรือตัวแทนก็ระบุชื่อโรเบิร์ต ยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ลอสแองเจลิส และยังมีข้อความในหน้าเดียวกับช่องลายมือชื่อผู้ส่งนี้ระบุถึงมีการตกลงและข้อจำกัดความรับผิดที่อยู่ด้านหลังด้วยและตามใบรับขนของทางอากาศที่บริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ออกให้ตามเอกสารหมาย จ. 8 ก็มีข้อความเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของบริษัทในฐานะผู้ขนส่งตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ. 8 ด้วยเช่นกัน แสดงว่าบริษัทดังกล่าวทราบถึงการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดีอยู่แล้ว เมื่อบริษัทดังกล่าวมาเป็นผู้ส่งตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ. 9 หรือ ล. 2 จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าบริษัทในฐานะผู้ส่งตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ. 9 หรือ ล. 2 ตกลงในข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยในใบรับขนของทางอากาศนี้โดยชัดแจ้งแล้ว ส่วนบริษัทฟาบริเนท จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงผู้ส่งตามใบรับขนของทางอากาศที่บริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ออกให้ตามเอกสารหมาย จ. 8 ไม่ใช่ผู้ส่งของตามใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยออกให้แต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อใบรับขนของทางอากาศซึ่งจำเลยออกให้มีข้อจำกัดความรับผิดซึ่งผู้ส่งตามใบรับขนของทางอากาศฉบับนี้คือ บริษัทยูพีเอส ซัพพลายเชน โซลูชั่น อิ้งค์ ได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งแล้ว ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 จำเลยจึงต้องรับผิดจำกัดตามจำนวนจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในใบตราส่งแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 952 เอสดีอาร์ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลดังกล่าวพิพากษาให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของหน่วยเอสดีอาร์ในเวลาใช้เงินนั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด ไปเป็นเงินบาทเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 จึงต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ซึ่งแม้คู่ความจะไม่ได้อุทธรณ์ปัญหานี้ขึ้นมา ก็เห็นสมควรกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยนไม่เกินอัตราในวันดังกล่าว นอกจากนี้ที่คำพิพากษาศาลดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของสถาบันใดอันอาจเกิดปัญหาในชั้นบังคับคดี จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีต่อไป โดยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยในทำนองเดียวกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 35

พิพากษาแก้เป็นว่า การคิดอัตราแลกเปลี่ยนหน่วยเอสดีอาร์เป็นเงินบาทให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและต้องไม่เกินกว่าอัตราในวันที่ 20 กันยายน 2553 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทคาเธ่ย์ แปซิฟิค แอร์เวย์ส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2558
#585409
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกับที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องจำเลยคดีนี้โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์ชำระราคาค่างวดตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดิน 3 งวด แต่ละงวดชำระไม่ครบตามสัญญาและค้างชำระ 2,250,000 บาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ให้การต่อสู้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบที่ดินที่เหลืออีก 20 ไร่ ตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงไม่ชำระค่างวดที่เหลือ 780,000 บาท แก่จำเลย จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา สิทธิเรียกร้องตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แต่หากเป็นเรื่องที่ต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ทั้งในคดีก่อนนอกจากโจทก์จะให้การว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว โจทก์ยังให้การเรื่องที่ดินที่เหลือตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินอีก 20 ไร่ ว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิและจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 732,000 บาท แก่โจทก์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถหยิบยกขึ้นต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องของจำเลยในคดีก่อนได้ เมื่อคดีก่อนโจทก์กับจำเลยประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยต่างไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก และได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันในคดีนี้ การที่โจทก์นำข้ออ้างที่สามารถหยิบยกเป็นข้อต่อสู้แก้คำฟ้องของจำเลยในคดีก่อนมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงถือว่าคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินในโฉนดเลขที่ 239 ตำบลหนองสามวังใต้ (คลอง 12 ตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี(ธัญบุรี) เนื้อที่ 20 ไร่ ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จจากโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คำฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกับที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องจำเลยคดีนี้ โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์ชำระราคาค่างวดตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดิน 3 งวด แต่ละงวดชำระไม่ครบตามสัญญาและค้างชำระ 2,250,000 บาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้โจทก์กับบริวารออกไปจากที่ดินแล้ว โจทก์ให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ถูกต้องตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบที่ดินที่เหลืออีก 20 ไร่ ตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงไม่ชำระค่างวดที่เหลือ 780,000 บาท แก่จำเลย จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังนี้ สิทธิเรียกร้องตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีนี้ จึงมิใช่หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา หากแต่เป็นเรื่องที่ต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาทั้งในคดีดังกล่าวนอกจากโจทก์จะให้การว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว โจทก์ยังให้การเรื่องที่ดินที่เหลือตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินอีก 20 ไร่ ว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิและจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 832,000 บาท แก่โจทก์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถหยิบยกขึ้นต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องของจำเลยได้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 เมื่อคดีแพ่งดังกล่าวโจทก์กับจำเลยประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยโจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีกอันมีผลให้คดีดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันในคดีนี้ การที่โจทก์นำข้ออ้างที่สามารถหยิบยกเป็นข้อต่อสู้แก้คำฟ้องของจำเลยได้ในคดีหมายเลขแดงที่ 277/2551 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงถือว่าคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องตามกันมาโดยวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยตรีพงษ์ศักดิ์ สัมฤทธิ์วงศ์
จำเลย — นายมงคล หลาวเพ็ชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาววันวสี บุญโปร่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ประจุมาศ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2558
#630629
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้น จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกับที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องจำเลยคดีนี้ โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์ชำระราคาค่างวดตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดิน 3 งวด แต่ละงวดชำระไม่ครบตามสัญญาและค้างชำระ 2,250,000 บาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้โจทก์กับบริวารออกไปจากที่ดินแล้ว โจทก์ให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ถูกต้องตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบที่ดินที่เหลืออีก 20 ไร่ ตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงไม่ชำระค่างวดที่เหลือ 780,000 บาท แก่จำเลย จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังนี้ สิทธิเรียกร้องตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีนี้ จึงมิใช่หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ หากแต่เป็นเรื่องที่ต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาทั้งในคดีดังกล่าวนอกจากโจทก์จะให้การว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว โจทก์ยังให้การเรื่องที่ดินที่เหลือตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินอีก 20 ไร่ ว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิและจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 832,000 บาท แก่โจทก์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถหยิบยกขึ้นต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องของจำเลยได้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 เมื่อคดีแพ่งดังกล่าวโจทก์กับจำเลยประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยโจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีกอันมีผลให้คดีดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันในคดีนี้ การที่โจทก์นำข้ออ้างที่สามารถหยิบยกเป็นข้อต่อสู้แก้คำฟ้องของจำเลยได้ในคดีหมายเลขแดงที่ 277/2551 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงถือว่าคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินในโฉนดเลขที่ 239 ตำบลหนองสามวังใต้ (คลอง 12 ตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี(ธัญบุรี) เนื้อที่ 20 ไร่ ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกับที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องจำเลยคดีนี้ โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์ชำระราคาค่างวดตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดิน 3 งวด แต่ละงวดชำระไม่ครบตามสัญญาและค้างชำระ 2,250,000 บาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้โจทก์กับบริวารออกไปจากที่ดินแล้ว โจทก์ให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ถูกต้องตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบที่ดินที่เหลืออีก 20 ไร่ ตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงไม่ชำระค่างวดที่เหลือ 780,000 บาท แก่จำเลย จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังนี้ สิทธิเรียกร้องตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์คดีนี้ จึงมิใช่หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา หากแต่เป็นเรื่องที่ต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาทั้งในคดีดังกล่าวนอกจากโจทก์จะให้การว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว โจทก์ยังให้การเรื่องที่ดินที่เหลือตามสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินอีก 20 ไร่ ว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิและจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 832,000 บาท แก่โจทก์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถหยิบยกขึ้นต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องของจำเลยได้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 เมื่อคดีแพ่งดังกล่าวโจทก์กับจำเลยประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยโจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีกอันมีผลให้คดีดังกล่าวได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันในคดีนี้ การที่โจทก์นำข้ออ้างที่สามารถหยิบยกเป็นข้อต่อสู้แก้คำฟ้องของจำเลยได้ในคดีหมายเลขแดงที่ 277/2551 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงถือว่าคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องตามกันมาโดยวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 277/2551 ของศาลชั้นต้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยตรีพงษ์ศักดิ์ สัมฤทธิ์วงศ์
จำเลย — นายมงคล หลาวเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6089/2558
#587626
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาดังกล่าวก็หาใช่จะไม่มีผลใดๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่ง ป.ที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดหรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หรือนำไปจำหน่ายตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องมาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม โฉนดที่ดินเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ปัจจุบันอยู่แขวงลาดพร้าว (ออเป้า) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า)อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282, 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และที่ดินโฉนดที่แบ่งแยกออกจากที่ดินเลขที่ 135282 ดังกล่าว คือที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดินข้างต้นแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมนายคี้ ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับนางเซี่ยมจึง เมื่อปี 2494 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางอรพินท์ นางสาวเกษราและจำเลย นางเซี่ยมจึงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 ต่อมาปี 2520 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน แต่มีชีวิตอยู่ 4 คน คือ นางสาวสุมาลี นางสาวรัชนีวรรณ นายสมควรและนายสมเกียรติ หลังจากนั้นผู้ตายได้นางวันดี เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่มีชีวิตอยู่ 2 คน คือ นางสาวดวงใจและนายบุญชัย ในปี 2531 ผู้ตายได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย และปี 2546 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์เรียกประชุมทายาทและฟ้องเรียกคืนที่ดินที่มีชื่อทายาททั้งหมด คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ สำหรับคดีนี้ผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียให้จำเลยไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อประมาณปี 2516 และจำเลยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกลับมาประเทศไทยในปี 2527 ที่ดินพิพาท คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527, 51318 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กับที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 135282 ดังกล่าวอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35964, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี รวมเป็น 22 แปลง มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีตัวโจทก์และนางสุมาลีเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความว่า ขณะผู้ตายยังอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ผู้ตายประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างร่วมกับพี่น้องแบบกงสี ต่อมาปี 2520 กงสีเลิกกัน เมื่อแบ่งกงสีระหว่างพี่น้องตามบัญชีกงสี ผู้ตายได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินของนายสิทธิชัย น้องชายผู้ตาย 10 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ด้วย แต่เนื่องจากผู้ตายเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ปี 2522 ผู้ตายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 และ 43527 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาปี 2542 ผู้ตายสั่งให้จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 ดังกล่าวไป และให้นางสุมาลีนำเงินฝากเข้าบัญชีของผู้ตายที่ธนาคาร ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ผู้ตายซื้อมาประมาณปี 2525 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อปลูกอาคารทำเป็นสำนักงานและบ้านพัก โดยผู้ตายเป็นผู้ยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารด้วยตนเอง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ผู้ตายซื้อเมื่อปี 2526 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นกัน แต่หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 สูญหายและไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วนำโฉนดที่ดินเลขที่ 135282 ไปแบ่งแยกออกโฉนดที่ดินอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยและนางอรพินท์ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายและพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ดังนี้ จะเห็นได้ว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเมื่อระหว่างปี 2522 ถึง 2525 ขณะจำเลยมีอายุประมาณ 23 ถึง 27 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียออกค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทั้งหมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องถือครองที่ดินพิพาทซึ่งมีจำนวนหลายแปลงแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบกลับได้ความว่า ขณะจำเลยกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียนั้น จำเลยต้องมอบอำนาจให้นางอรพินท์พี่สาวจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายซื้อให้จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล้อมทรัพย์โยธาการ ของผู้ตาย กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 51318 ในวงเงิน 1,880,000 บาท กับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89390 และ 89391 ในวงเงิน 1,120,000 บาท และต่อมามีการขึ้นเงินจากจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งอีก 1,000,000 บาท แสดงว่าขณะนั้นกิจการของผู้ตายยังขาดสภาพคล่องไม่มั่นคงพอและต้องการเงินทุนอีกมาก ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ตายจำเป็นต้องซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากธนาคารแต่ผู้ตายไม่สามารถซื้อที่ดินด้วยตนเองได้เพราะผู้ตายเป็นคนต่างด้าว จึงต้องให้จำเลยซื้อแทนเพื่อนำที่ดินไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากธนาคารนั่นเอง อันเป็นความริเริ่มของผู้ตายหาใช่ผู้ตายต้องไปขอความยินยอมจากจำเลยเพื่อนำที่ดินไปจำนองดังที่จำเลยให้การไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยและสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายข้างต้นได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาก็หาใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือนำไปจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้โจทก์ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94
ชื่อคู่ความ
นางพิมใจ ทรัพย์เหลือหลาย ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายคี้ แซ่ล้อ
จำเลย — นายสมบัติ ทรัพย์เหลือหลาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนวชาติ ยมะสมิต
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6089/2558
#633012
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาดังกล่าวก็หาใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่ง ประมวลกฎหมายที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือนำไปจำหน่ายตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องมาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทั้ง 22 แปลง ตามฟ้องแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม โฉนดที่ดินเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ปัจจุบันอยู่แขวงลาดพร้าว (ออเป้า) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282, 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และที่ดินโฉนดที่แบ่งแยกออกจากที่ดินเลขที่ 135282 ดังกล่าว คือที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวข้างต้นแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายคี้ ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับนางเซี่ยมจึง เมื่อปี 2494 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนางอรพินท์ นางสาวเกษรา และจำเลย นางเซี่ยมจึงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 ต่อมาปี 2520 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน แต่มีชีวิตอยู่ 4 คน คือ นางสาวสุมาลี นางสาวรัชนีวรรณ นายสมควร และนายสมเกียรติ หลังจากนั้นผู้ตายได้นางวันดี เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่มีชีวิตอยู่ 2 คน คือ นางสาวดวงใจ และนายบุญชัย ในปี 2531 ผู้ตายได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย และปี 2546 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์เรียกประชุมทายาทและฟ้องเรียกคืนที่ดินที่มีชื่อทายาททั้งหมด คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ สำหรับคดีนี้ผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียให้จำเลยไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อประมาณปี 2516 และจำเลยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกลับมาประเทศไทยในปี 2527 ที่ดินพิพาท คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐมที่ดินโฉนดเลขที่ 43527, 51318 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กับที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 135282 ดังกล่าวอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี รวมเป็น 22 แปลง มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีตัวโจทก์และนางสุมาลีเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความว่า ขณะผู้ตายยังอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ผู้ตาย ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างร่วมกับพี่น้องแบบกงสี ต่อมาปี 2520 กงสีเลิกกัน เมื่อแบ่งกงสีระหว่างพี่น้องตามบัญชีกงสี ผู้ตายได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินของนายสิทธิชัย น้องชายผู้ตาย 10 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ด้วย แต่เนื่องจากผู้ตายเป็นคนต่างด้าวจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนตามสำเนาโฉนดที่ดินปี 2522 ผู้ตายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 และ 43527 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนตามสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาปี 2542 ผู้ตายสั่งให้จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43526 ดังกล่าวไป และให้นางสุมาลีนำเงินฝากเข้าบัญชีของผู้ตายที่ธนาคาร ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ผู้ตายซื้อมาประมาณปี 2525 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเพื่อปลูกอาคารทำเป็นสำนักงานและบ้านพัก โดยผู้ตายเป็นผู้ยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารด้วยตนเองตามสำเนาหนังสืออนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารและเลขหมายประจำบ้าน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ผู้ตายซื้อเมื่อปี 2526 และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นกัน แต่หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 สูญหายและไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วนำโฉนดที่ดินเลขที่ 135282 ไปแบ่งแยกออกโฉนดที่ดินอีก 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยและนางอรพินท์ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายและพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ดังนี้ จะเห็นได้ว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเมื่อระหว่างปี 2522 ถึง 2525 ขณะจำเลยมีอายุประมาณ 23 ถึง 27 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยผู้ตายเป็นผู้ส่งเสียออกค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทั้งหมดจึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องถือครองที่ดินพิพาทซึ่งมีจำนวนหลายแปลงแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบกลับได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2525 ขณะจำเลยกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียนั้น จำเลยต้องมอบอำนาจให้นางอรพินท์พี่สาวจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายซื้อให้จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล้อมทรัพย์โยธาการ ของผู้ตายกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 51318 ในวงเงิน 1,880,000 บาท กับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89390 และ 89391 ในวงเงิน 1,120,000 บาท และต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2527 มีการขึ้นเงินจากจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งอีก 1,000,000 บาท แสดงว่าขณะนั้นกิจการของผู้ตายยังขาดสภาพคล่องไม่มั่นคงพอและต้องการเงินทุนอีกมาก ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ตายจำเป็นต้องซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากธนาคารแต่ผู้ตายไม่สามารถซื้อที่ดินด้วยตนเองได้เพราะผู้ตายเป็นคนต่างด้าว จึงต้องให้จำเลยซื้อแทนเพื่อนำที่ดินไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากธนาคารนั่นเอง อันเป็นความริเริ่มของผู้ตาย หาใช่ผู้ตายต้องไปขอความยินยอมจากจำเลยเพื่อนำที่ดินไปจำนองดังที่จำเลยให้การไม่นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ด้วยว่า โฉนดที่ดินพิพาท หนังสือสัญญาขายที่ดินรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท เช่น หนังสือมอบอำนาจที่จำเลยให้นางอรพินท์ทำนิติกรรมแทนจำเลย ใบเสร็จรับเงิน ล้วนอยู่ในตู้นิรภัยของผู้ตายทั้งสิ้น ซึ่งจำเลยไม่สามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมด้วยตนเองได้ ทั้งตลอดเวลาที่จำเลยพักอาศัยที่บ้านของผู้ตายก็ดี หรือต่อมาจำเลยได้แยกไปอยู่ที่อื่นก็ดี ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทวงถามโฉนดที่ดินพิพาทคืนจากผู้ตาย แต่กลับปรากฏว่าเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยได้ไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 โดยแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวสูญหายตามสำเนาคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน จนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ทั้ง ๆ ที่โฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ที่โจทก์และเก็บไว้ในตู้นิรภัยของผู้ตาย ยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่าผู้ตายซื้อที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน จึงต้องเก็บโฉนดที่ดินพิพาทไว้ หาใช่ผู้ตายซื้อที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และจำเลยฝากโฉนดที่ดินพิพาทไว้ในตู้นิรภัยของผู้ตายดังที่จำเลยอ้างไม่ ส่วนที่ดินพิพาทแปลงที่จำเลยอ้างว่านายสิทธิชัยยกให้จำเลยนั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายอุดร น้องชายผู้ตายในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3370/2520 ของศาลชั้นต้นประกอบบัญชีกงสีว่า ในปี 2520 มีการแบ่งกงสีที่ผู้ตายทำกับนายอุดรและพี่น้อง ส่วนหลัก ๆ คือทรัพย์สินที่เป็นที่ดิน เครื่องจักรและส่วนของลูกหนี้เจ้าหนี้ โดยแบ่งทรัพย์สินออกเป็น 5 ส่วน แล้วทำการจับสลาก มีการทำบันทึกตามบัญชีกงสีไว้ ทำให้ที่ดินบางแปลงผู้ตายต้องรับโอนมาจากนายสิทธิชัย โดยผู้ตายใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เนื่องจากผู้ตายเป็นคนต่างด้าว ไม่อาจมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ ดังนั้น การใส่ชื่อจำเลยซึ่งเป็นบุตรคนโตของผู้ตายแทน จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ ที่จำเลยอ้างว่านายสิทธิชัยอาจำเลยยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้จำเลย แต่จำเลยหาได้นำนายสิทธิชัยมาเบิกความรับรองในข้อนี้ไม่ ทั้งจำเลยเป็นผู้ที่รู้เห็นในเรื่องนี้แต่กลับไม่ได้มาเบิกความยืนยัน พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยและสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาดังกล่าวก็หาใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือนำไปจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19246, 19247, 19270, 19271, 19272, 19274, 19276, 19280, 19305 และ 19306 ตำบลสำปะทวน อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 43527 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 51318, 89390 และ 89391 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 135281, 135282 และ 135283 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 35955, 35956, 35957, 35958 และ 35959 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทดังกล่าวภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้โจทก์ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600
ป.ที่ดิน ม. 89 ม. 94
ชื่อคู่ความ
นางพิมใจ ทรัพย์เหลือหลาย
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดก นายคี้ แซ่ล้อ
จำเลย — นายสมบัติ ทรัพย์เหลือหลาย
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2558
#630426
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ถูกศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2535 อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ดังที่บัญญัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ มาตรา 24 แต่เมื่อศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2536 จำเลยที่ 2 ย่อมกลับมามีอำนาจในการประกอบกิจการและทรัพย์สินของตนเองได้อีกต่อไปจวบจนกระทั่งศาลจังหวัดแพร่ได้มีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ได้ความตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3657/2542 ของศาลจังหวัดเชียงราย ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3741/2542 ส. และ ว. จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน อันเป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 2 กลับมามีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเองเนื่องจากศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจทำสัญญาค้ำประกันหนี้แก่โจทก์ได้โดยชอบ มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งสองคดีดังกล่าวจึงสมบูรณ์ ไม่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24

ศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำพิพากษาในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับ ในคำโฆษณาให้ระบุชื่อ ตำบลที่อยู่ อาชีพของลูกหนี้ และวันที่ได้มีคำพิพากษาทั้งให้แจ้งกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายเสนอคำขอรับชำระหนี้ที่ลูกหนี้ได้กระทำขึ้นในระหว่างวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ถึงวันที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วย มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีแพ่งทั้งสองคดีเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 2 ถึงวันที่ศาลจังหวัดแพร่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ซึ่งโจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 60 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 81/1 วรรคท้าย และมาตรา 77 ซึ่งมีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีมีมูลแห่งหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 กระทำขึ้นในระหว่างวันที่ศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ถึงวันที่ศาลจังหวัดแพร่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย อันเป็นหนี้ที่โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.3/2535 ของศาลจังหวัดแพร่ ตามมาตรา 60 วรรคสอง ทั้งเป็นหนี้ที่ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 (1) และ (2) จำเลยที่ 2 ย่อมหลุดพ้นจากหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีแพ่งแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีล้มละลายได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงราย คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3657/2542 ซึ่งคำนวณถึงวันฟ้องคดีนี้ (วันที่ 21 สิงหาคม 2551) จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์เป็นเงินรวม 1,096,664.05 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงราย คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3741/2542 ซึ่งคำนวณถึงวันฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินรวม 1,187,823.57 บาท จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ทั้งสองคดีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,284,487.62 บาท คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง คงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลายเป็นคดีนี้หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 3657/2542 และคดีหมายเลขแดงที่ 3741/2542 ของศาลจังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 2 กับพวกถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดแพร่เป็นคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.3/2535 ต่อมาศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 กับพวกเด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2535 แล้วศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 2 ก่อนล้มละลายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2536 แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัด ไม่ชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ ศาลจังหวัดแพร่จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ภายหลังจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2535 อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ดังที่บัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 แต่เมื่อศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2536 จำเลยที่ 2 ย่อมกลับมามีอำนาจในการประกอบกิจการและทรัพย์สินของตนเองได้อีกต่อไปจวบจนกระทั่งศาลจังหวัดแพร่ได้มีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ได้ความตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3657/2542 ของศาลจังหวัดเชียงราย ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3741/2542 นายสนอง และนางสาวโวพิศ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน อันเป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 2 กลับมามีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเองเนื่องจากศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจทำสัญญาค้ำประกันหนี้แก่โจทก์ได้โดยชอบ มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งสองคดีดังกล่าวจึงสมบูรณ์ ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำพิพากษาในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับ ในคำโฆษณาให้ระบุชื่อ ตำบลที่อยู่ อาชีพของลูกหนี้ และวันที่ได้มีคำพิพากษาทั้งให้แจ้งกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายเสนอคำขอรับชำระหนี้ที่ลูกหนี้ได้กระทำขึ้นในระหว่างวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ถึงวันที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วย มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 2 ถึงวันที่ศาลจังหวัดแพร่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ซึ่งโจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 60 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 วรรคท้าย และมาตรา 77 ซึ่งมีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีมีมูลแห่งหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 กระทำขึ้นในระหว่างวันที่ศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ถึงวันที่ศาลจังหวัดแพร่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย อันเป็นหนี้ที่โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.3/2535 ของศาลจังหวัดแพร่ ตามมาตรา 60 วรรคสอง ทั้งเป็นหนี้ที่ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 (1) และ (2) จำเลยที่ 2 ย่อมหลุดพ้นจากหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีแพ่งแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีล้มละลายได้อีก ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 22 ม. 24 ม. 60 วรรคสอง ม. 71 (1) (2) ม. 81/1 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเจนกิจ ตั้งกิตตินันท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6062/2558
#633702
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นฟ้องและชั้นตรวจคำฟ้องในคดีล้มละลาย ไม่มีกฎหมายว่าด้วยล้มละลายและข้อกำหนดคดีล้มละลายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 18 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นเอกสารที่ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง ประกอบกับโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาแล้วว่า โจทก์มอบอำนาจให้ว่าที่พันตรี ส. หรือ ข. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ อีกทั้งโจทก์ยื่นคำร้องอ้างเหตุที่มิได้ส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เนื่องจากหลงลืมและขอส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลและจำเลยทั้งสี่ ก่อนวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จำเลยทั้งสี่ย่อมมีโอกาสแก้ไขคำให้การได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบ ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้โจทก์จะเคยนำหนี้ในคดีนี้ไปฟ้องจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 862/2549 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี ขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความคนเดียวกันและคดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ก็ตาม แต่ในคดีดังกล่าวประเด็นแห่งคดีมีว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ ส่วนในคดีนี้ประเด็นแห่งคดีมีว่า จำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและสมควรถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ จึงเป็นการยื่นคำฟ้องคนละเรื่องกัน ฟ้องของโจทก์หาเป็นฟ้องซ้อนไม่

ในการฟ้องคดีล้มละลายเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามกระบวนการกฎหมายล้มละลาย โจทก์มีสิทธิที่ฟ้องได้ภายในอายุความที่กฎหมายกำหนด ส่วนจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ ย่อมมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยได้ตามข้อตกลงในสัญญาแห่งมูลหนี้นั้น ๆ เหตุที่ดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมากก็เนื่องมาจากจำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระหนี้ แม้หากดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับในชั้นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ นอกจากนี้ แม้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งและขอถอนฟ้อง และจำเลยทั้งสี่คัดค้านก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีล้มละลายอีกได้ ประกอบกับศาลในคดีแพ่งได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องยังไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเพื่อบีบบังคับแก่จำเลยทั้งสี่ และใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน และหนี้สินอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 4 ทำหนังสือให้ความยินยอมในฐานะเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 แม้หนี้ดังกล่าวจะไม่ใช่หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสดั่งที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 2 สามีของจำเลยที่ 4 ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยที่ 4 ผู้เป็นภริยาได้ให้สัตยาบันแล้วจึงเป็นหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ที่มีต่อโจทก์

หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาวงเงินขายลดตั๋วเงินซึ่งสามารถคิดคำนวณยอดหนี้จนถึงวันฟ้องได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใดโดยหาจำต้องรอให้ศาลในคดีแพ่งพิพากษากำหนดจำนวนหนี้จนคดีถึงที่สุดแล้วนำมาฟ้องคดีล้มละลายไม่ เนื่องจาก พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) เพียงแต่กำหนดว่าหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น โดยหาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อนไม่ หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายได้

ก่อนฟ้องโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่โดยยื่นคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยทั้งสี่มีภูมิลำเนาในเขตรับผิดชอบแล้วปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงชำระหนี้ได้ นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แล้วสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระหนี้ ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า จำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และ (9) แล้ว จำเลยทั้งสี่มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 3,000,000 บาท เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 3,800,000 บาท โดยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วตามสัญญากู้เงินและหนังสือหลักฐานการรับเงินกู้ยืม ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอใช้วงเงินขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 3,000,000 บาท ตามสัญญาวงเงินขายลดตั๋วเงิน และเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 1,400,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน เพื่อประกันการชำระหนี้ดังกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในการทำสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 4 ในฐานะคู่สมรส ตามสัญญาค้ำประกันและหนังสือให้ความยินยอม และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4617 ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงงานบนที่ดินดังกล่าวกับเครื่องจักรไว้แก่โจทก์ด้วย ตามหนังสือสัญญาจำนอง หลังจากทำสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสี่ผิดนัดผิดสัญญา ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2548 และวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์และทำคำขอและข้อตกลงชำระเงินกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3,000,000 บาท กับขอเปลี่ยนแปลงวงเงินขายลดตั๋วเงิน แพคกิ้งเครดิต คงเหลือเป็นเงิน 240,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 2,760,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผิดนัดผิดสัญญาคิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 17,302,251.14 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหนี้โจทก์ 5,327,251.14 บาท และจำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์ 19,502,251.14 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ว่าที่พันตรีสมบัติหรือนายขจรเกียรติ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ แต่ปรากฏว่าในคำฟ้องที่จำเลยทั้งสี่ได้รับและที่โจทก์ยื่นต่อศาล ไม่มีภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอส่งเอกสารดังกล่าวในภายหลัง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในการยื่นฟ้องและชั้นตรวจคำฟ้องในคดีล้มละลาย ไม่มีกฎหมายว่าด้วยล้มละลายและข้อกำหนดคดีล้มละลายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นเอกสารที่ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง ประกอบกับโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาแล้วว่า โจทก์มอบอำนาจให้ว่าที่พันตรีสมบัติหรือนายขจรเกียรติ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ อีกทั้งโจทก์ยื่นคำร้องอ้างเหตุที่มิได้ส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เนื่องจากหลงลืมและขอส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลและจำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ก่อนวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จำเลยทั้งสี่ย่อมมีโอกาสแก้ไขคำให้การได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบ ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์จะเคยนำหนี้ในคดีนี้ไปฟ้องจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 862/2549 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี ขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความคนเดียวกันและคดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ก็ตาม แต่ในคดีดังกล่าวประเด็นแห่งคดีมีว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ ส่วนในคดีนี้ประเด็นแห่งคดีมีว่า จำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและสมควรถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ จึงเป็นการยื่นคำฟ้องคนละเรื่องกัน ฟ้องของโจทก์หาเป็นฟ้องซ้อนไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อที่สามมีว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า โจทก์ปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน ทำให้จำนวนดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมาก ดอกเบี้ยดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ โจทก์ใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการฟ้องคดีล้มละลายเพื่อบีบบังคับจำเลยทั้งสี่ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่คัดค้านการถอนฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งนั้น เห็นว่า ในการฟ้องคดีล้มละลายเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามกระบวนการกฎหมายล้มละลาย โจทก์มีสิทธิที่ฟ้องได้ภายในอายุความที่กฎหมายกำหนด ส่วนจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ย่อมมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยได้ตามข้อตกลงในสัญญาแห่งมูลหนี้นั้น ๆ เหตุที่ดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมากก็เนื่องมาจากจำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระหนี้มากกว่า แม้หากดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับในชั้นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ นอกจากนี้ แม้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งและขอถอนฟ้อง และจำเลยทั้งสี่คัดค้านก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีล้มละลายอีกได้ ประกอบกับศาลในคดีแพ่งได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องยังไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเพื่อบีบบังคับแก่จำเลยทั้งสี่ และใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อที่สี่มีว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ที่มีต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 4 เพียงแต่ลงชื่อให้ความยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์เท่านั้น ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 ได้ให้สัตยาบัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งหนี้ดังกล่าวไม่ใช่หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสโดยตรง จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน และหนี้สินอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 4 ทำหนังสือให้ความยินยอมในฐานะเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 แม้หนี้ดังกล่าวจะไม่ใช่หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสดั่งที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 2 สามีของจำเลยที่ 4 ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยที่ 4 ผู้เป็นภริยาได้ให้สัตยาบันแล้วจึงเป็นหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ที่มีต่อโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปมีว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาวงเงินขายลดตั๋วเงินซึ่งสามารถคิดคำนวณยอดหนี้จนถึงวันฟ้องได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใดโดยหาจำต้องรอให้ศาลในคดีแพ่งพิพากษากำหนดจำนวนหนี้จนคดีถึงที่สุดแล้วนำมาฟ้องคดีล้มละลายดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ไม่ เนื่องจากพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) เพียงแต่กำหนดว่าหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น โดยหาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อนไม่ หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนฟ้องโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่โดยยื่นคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยทั้งสี่มีภูมิลำเนาในเขตรับผิดชอบแล้วปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงชำระหนี้ได้ นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แล้วสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระหนี้ ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า จำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และ (9) แล้ว จำเลยทั้งสี่มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบว่า ทรัพย์จำนองมีราคา 16,375,000 บาท สามารถหักกับหนี้ได้ทั้งหมด จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพค้าขายของเก่าและดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านนาปรือ มีรายได้จากการค้าขายของเก่าประมาณเดือนละ 50,000 ถึง 100,000 บาท และมีเงินเดือนเดือนละ 18,650 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 รับราชการทหารมีเงินเดือนเดือนละ 27,550 บาท นั้น เห็นว่า สำหรับราคาทรัพย์จำนองที่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าสามารถนำไปหักชำระหนี้ได้ทั้งหมด เป็นหนี้ตามทุนทรัพย์ในคดีแพ่งซึ่งโจทก์ฟ้องก่อนคดีนี้ จำนวน 15,055,791.31 บาท โดยยังไม่รวมดอกเบี้ยหลังจากวันฟ้อง แต่เมื่อคิดยอดหนี้ถึงวันฟ้องคดีนี้รวมเป็นเงิน 19,502,251.14 บาท ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่พอชำระหนี้ทั้งหมด สำหรับรายได้จากการขายของเก่าของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 เบิกความกล่าวอ้างเลื่อนลอยจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จะมีรายได้ดังกล่าวจริงหรือไม่ ส่วนเงินเดือนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นรายได้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต้องใช้จ่ายในการดำรงชีพและครอบครัว ไม่ปรากฏว่าแต่ละเดือนมีเงินเหลือเท่าใด อีกทั้งต้องห้ามมิให้บังคับคดีในคดีแพ่ง โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับมาชำระหนี้ได้ ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อข้างต้นล้วนฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นเป็นรายละเอียดปลีกย่อย แม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดมานั้น ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (4)
ป.วิ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) (9) ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเค.เอ็ม.วู้ด อินดัสทรี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6057/2558
#630423
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คู่ความทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยถือว่าคำพิพากษานั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว จึงครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 23 ตุลาคม 2557 อันเป็นวันหยุดราชการ ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต กรณีจึงต้องเริ่มนับกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาต่อจากวันที่ 23 ตุลาคม 2557 โดยเริ่มนับวันถัดไปเป็นวันแรกคือวันที่ 24 ตุลาคม 2557 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/7 และครบ 30 วัน ตรงกับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 อันเป็นวันเสาร์หยุดราชการ ต่อมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต กรณีจึงต้องเริ่มนับกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาต่อจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 โดยเริ่มนับวันถัดไปเป็นวันแรกคือวันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 แม้วันดังกล่าวจะเป็นวันหยุดราชการก็ตาม และครบ 30 วัน ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นวันจันทร์อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยจะมีสิทธิยื่นฎีกาตามกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 จึงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คู่ความทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยถือว่าคำพิพากษานั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว จึงครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 23 ตุลาคม 2557 อันเป็นวันหยุดราชการ ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต กรณีจึงต้องเริ่มนับกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาต่อจากวันที่ 23 ตุลาคม 2557 โดยเริ่มนับวันถัดไปเป็นวันแรกคือวันที่ 24 ตุลาคม 2557 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/7 และครบ 30 วัน ตรงกับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 อันเป็นวันเสาร์หยุดราชการ ต่อมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต กรณีจึงต้องเริ่มนับกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาต่อจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 โดยเริ่มนับวันถัดไปเป็นวันแรกคือวันที่ 23 พฤศจิกายน 2557 แม้วันดังกล่าวจะเป็นวันหยุดราชการก็ตาม และครบ 30 วัน ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นวันจันทร์อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยจะมีสิทธิยื่นฎีกาตามกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 จึงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเกียรติ บุญเลิศวณิชย์
จำเลย — นายวรัท ครองลาภยศ
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมพู
ธีระพงศ์ จิระภาค
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6044/2558
#631392
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ถึงบริเวณจุดเลี้ยวกลับรถถนนสาย 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่เกิดเหตุ ด้วยความเร็วสูง โดยจำเลยมีความประสงค์ที่ขับรถจักรยานยนต์แล่นผ่านจุดเลี้ยวกลับรถดังกล่าวตรงไปทางด้านถนนบางนา-ตราด และจำเลยมองเห็นอยู่แล้วว่าในขณะนั้นมี ส. กำลังขับรถยนต์เลี้ยวขวากลับรถบริเวณจุดกลับรถเข้าสู่ถนนสาย 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในช่องเดินรถช่องที่ 2 ซึ่งเป็นช่องเดินรถช่องเดียวกันกับที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมา แต่จำเลยไม่ชะลอความเร็วและไม่หักหลบรถยนต์คันที่ ส. ขับมาเข้าไปในช่องเดินรถช่องที่ 1 เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนบริเวณด้านท้ายรถยนต์ของ ส. อย่างแรง ทำให้รถยนต์ของ ส. ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยกล่าวถึงคำฟ้องของโจทก์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูง ไม่ชะลอความเร็ว ด้วยความประมาทของจำเลยจึงเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนบริเวณด้านท้ายรถยนต์ของ ส. แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ย่อมสามารถนำสืบให้เห็นว่าจำเลยขับรถอย่างไร ด้วยอัตราความเร็วเท่าใดจึงเป็นการขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อยและศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าการที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรได้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยคำฟ้องโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้วเห็นว่าคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนจำเลยขับรถอย่างไร ด้วยอัตราความเร็วเท่าใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ซึ่งศาลย่อมนำข้อนำสืบดังกล่าวมาวินิจฉัยถึงการกระทำผิดของจำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ถึงบริเวณจุดเลี้ยวกลับรถถนนสาย 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่เกิดเหตุ ด้วยความเร็วสูง โดยจำเลยมีความประสงค์ที่ขับรถจักรยานยนต์แล่นผ่านจุดเลี้ยวกลับรถดังกล่าวตรงไปทางด้านถนนบางนา-ตราด และจำเลยมองเห็นอยู่แล้วว่า ในขณะนั้นมีนายสากลกำลังขับรถยนต์เลี้ยวขวากลับรถบริเวณจุดกลับรถเข้าสู่ถนนสาย 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในช่องเดินรถช่องที่ 2 ซึ่งเป็นช่องเดินรถช่องเดียวกันกับที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมา แต่จำเลยไม่ชะลอความเร็วและไม่หักหลบรถยนต์คันที่นายสากลขับมาเข้าไปในช่องเดินรถช่องที่ 1 เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนบริเวณด้านท้ายรถยนต์ของนายสากลอย่างแรง ทำให้รถยนต์ของนายสากลได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยกล่าวถึงคำฟ้องของโจทก์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูง ไม่ชะลอความเร็ว ด้วยความประมาทของจำเลยจึงเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนบริเวณด้านท้ายรถยนต์ของนายสากล แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ย่อมสามารถนำสืบให้เห็นว่าจำเลยขับรถอย่างไร ด้วยอัตราความเร็วเท่าใดจึงเป็นการขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อยและศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าการที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรได้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยคำฟ้องโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้วเห็นว่าคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนจำเลยขับรถอย่างไร ด้วยอัตราความเร็วเท่าใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ซึ่งศาลย่อมนำข้อนำสืบดังกล่าวมาวินิจฉัยถึงการกระทำผิดของจำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจึงไม่เป็นการวินิจฉัยเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
จำเลย — นายสราวุฒิ ฤทธิเดชกำธร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6041/2558
#631390
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ข้อ 1.3 ว่า และเครื่องกระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. NATO จำนวน 11 นัด ซึ่งเป็นกระสุนปืนตามกฎหมายผลิตขึ้นใช้กับอาวุธปืนกล ขนาด 7.62 มม. NATO เป็นอาวุธปืนชนิดที่มีเครื่องกลไกสำหรับบรรจุกระสุนปืนให้สามารถยิงซ้ำเองได้ มีขนาดความยาวลำกล้องเกิน 160 มม. ซึ่งนายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ เครื่องกระสุนปืนจึงเป็นแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (3) (ก) ไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่ากระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนกล ขนาด 7.62 มม. NATO ซึ่งเป็นอาวุธปืนชนิดที่มีเครื่องกลไกสำหรับบรรจุกระสุนปืนให้สามารถยิงซ้ำเองได้มีขนาดความยาวลำกล้องเกิน 160 มม. ที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 (3) (ก) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองแล้ว โดยไม่จำต้องบรรยายให้เห็นว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพความผิดฐานดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. 11 นัด ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ข้อ 1.3 ว่า และเครื่องกระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. NATO จำนวน 11 นัด ซึ่งเป็นกระสุนปืนตามกฎหมายผลิตขึ้นใช้กับอาวุธปืนกล ขนาด 7.62 มม. NATO เป็นอาวุธปืนชนิดที่มีเครื่องกลไกสำหรับบรรจุกระสุนปืนให้สามารถยิงซ้ำเองได้ มีขนาดความยาวลำกล้องเกิน 160 มม. ซึ่งนายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ เครื่องกระสุนปืนจึงเป็นแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (3) (ก) ไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่ากระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนกล ขนาด 7.62 มม. NATO ซึ่งเป็นอาวุธปืนชนิดที่มีเครื่องกลไกสำหรับบรรจุกระสุนปืนให้สามารถยิงซ้ำเองได้มีขนาดความยาวลำกล้องเกิน 160 มม. ที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 (3) (ก) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองแล้ว โดยไม่จำต้องบรรยายให้เห็นว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพความผิดฐานดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. 11 นัด ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง อีกกรรมหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 176
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายวีระพงศ์หรือเอ็ม เกตุเกลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6011/2558
#630420
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าการเป็นธุระจัดหาดังกล่าวกระทำขึ้นโดยวิธีการใด ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ เมื่อสภาพแห่งความผิดทั้งสองอย่างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่มีเจตนากระทำความผิดแตกต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษในความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีโดยกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดได้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9, 11 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 ริบถุงยางอนามัย และแผ่นพลาสติกของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม, 11 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก วรรคสอง วรรคสาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานค้ามนุษย์ซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานค้ามนุษย์ซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจาร และฐานเป็นธุระจัดหาเพื่อให้บุคคลใดกระทำการค้าประเวณี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานให้ที่พักอาศัยคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบแปดปี บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 28 ปี 6 เดือน ริบถุงยางอนามัยและแผ่นพลาสติกของกลาง คืนธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 500 บาท 2 ฉบับ และเสื้อผ้าที่สวมใส่ค้าประเวณี 7 ตัว ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า ตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยที่ว่า จำเลยเปิดสถานการค้าประเวณีหรือไม่นั้น โจทก์มีพยานปากนางสาวป้อง ไม่ทราบชื่อสกุล และเด็กหญิง ป. ซึ่งพยานทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ย่อมไม่มีเหตุควรระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยโดยตนเองไม่ได้ประโยชน์อันใด นอกจากนี้แสดงสภาพภายในร้านแม่พลอยซึ่งชั้นบนมีการแบ่งเป็นห้อง ๆ ไว้เพื่อการร่วมประเวณี และมีการตรวจพบถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว แสดงว่าก่อนหน้านี้มีการร่วมประเวณีเกิดขึ้น สอดคล้องกับคำเบิกความของดาบตำรวจธนกฤต ร้อยตำรวจเอกชัยชนะ และพันตำรวจโทมนตรี พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าตรวจพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อการขายบริการทางเพศ และจำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน พยานหลักฐานโจทก์ล้วนสอดคล้องมีน้ำหนักให้รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเปิดสถานการค้าประเวณี ที่จำเลยนำสืบว่าเปิดเป็นเพียงร้านขายอาหารและมีคาราโอเกะ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ส่วนประเด็นที่จำเลยทราบหรือไม่ว่าเด็กหญิง ป. อายุไม่ถึง 15 ปี และนางสาวป้อง ไม่ทราบชื่อสกุล อายุไม่ถึง 18 ปี เห็นว่า จำเลยเบิกความรับว่าได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางของบุคคลทั้งสองแล้วเห็นว่าเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อ้างว่าไม่ได้ตรวจดูอายุ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผล เพราะในหนังสือเดินทางในหน้าที่มีภาพถ่าย ในบรรทัดต่อมาก็ระบุวันเดือนปีเกิด จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะไม่ดู ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทราบดีว่าเด็กหญิง ป. อายุไม่ถึง 15 ปี และนางสาวป้องอายุไม่ถึง 18 ปี ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า นางสาวกะติ้ง ไม่ทราบชื่อสกุล นางสาวเบียร์ ไม่ทราบชื่อสกุล นางสาวประภารัตน์ นางสาวสโนว ไม่ทราบชื่อสกุล นางสาวบีหรืออะแง ไม่ทราบชื่อสกุล นางสาวมะมอญหรือมะชิด ไม่ทราบชื่อสกุล นางสาววรรณา และนางสาวฟ้าหรือจิ่น ไม่ทราบชื่อสกุล เป็นพนักงานภายในร้านแม่พลอยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทมนตรีเบิกความประกอบบันทึกคำให้การซึ่งเป็นคำให้การของนางสาวกะติ้งกับพวกที่ยืนยันเป็นพนักงานขายบริการทางเพศภายในร้านแม่พลอย ซึ่งหากนางสาวกะติ้งกับพวกมิใช่พนักงานภายในร้านแม่พลอยก็ไม่มีเหตุผลที่นางสาวกะติ้งกับพวกจะให้การเช่นนั้น พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่านางสาวกะติ้งกับพวกเป็นพนักงานภายในร้านแม่พลอย แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุเกินสิบแปดปี บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ทำการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ตามลำดับ เป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นทั้งเจ้าของกิจการร้านอันเป็นสถานการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจารเพื่อการค้าประเวณี และเป็นการค้ามนุษย์ด้วย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานค้ามนุษย์ซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานค้ามนุษย์ซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นธุระจัดหาซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา เพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจาร ฐานเป็นธุระจัดหาเพื่อให้บุคคลใดกระทำการค้าประเวณี และฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานให้ที่พักอาศัยคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุมแล้ว คงจำคุก 18 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีเห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าการเป็นธุระจัดหาดังกล่าวกระทำขึ้นโดยวิธีการใด ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อสภาพแห่งความผิดทั้งสองอย่างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่มีเจตนากระทำความผิดแตกต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษในความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีโดยกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดได้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง เป็นการกระทำต่างกรรมกับความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 11 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นางพลอย มัฆวาล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5995/2558
#586569
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มีที่มาจากองค์กรตุลาการคือศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมและจากศาลปกครองสูงสุดซึ่งเป็นศาลปกครอง ในส่วนขององค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยก็มีข้อกำหนดของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีไม่ต่ำไปกว่ามาตรฐานการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดอันเป็นการประกันความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ดังนี้ จึงถือได้ว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีฐานะเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 จะมิได้บัญญัติถึงผลบังคับของคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไว้ แต่โดยผลของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว มาตรา 38 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 268 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 216 วรรคห้า ก็ถือได้ว่าคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 มีผลผูกพันศาลยุติธรรมเนื่องจากเป็นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83, 90 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 วรรคแรก (5), 101 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีกำหนดเวลา 10 ปี ให้จำเลยทั้งห้าลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดในหนังสือพิมพ์รายวัน 8 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน เดลินิวส์ แนวหน้า ข่าวสด โพสต์ทูเดย์ คมชัดลึก และผู้จัดการ เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความจากทางไต่สวนของโจทก์ว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 เป็นพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าพรรคจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเลขาธิการพรรคจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 เป็นเหรัญญิกพรรคจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 เป็นสมาชิกพรรคจำเลยที่ 1 และเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่วันที่ 2 เมษายน 2549 พรรคไทยรักไทยส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อครบทั้ง 100 คน จับสลากได้หมายเลข 2 โดยโจทก์เป็นผู้สมัครในลำดับที่ 1 ส่วนแบบแบ่งเขตก็ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 คน ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดตรัง พรรคไทยรักไทยส่งนายไกรสิน ลงสมัครรับเลือกตั้ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2549 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2549 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้จัดให้มีการปราศรัยที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดตรังหลังเก่า จังหวัดตรัง โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และสมาชิกอื่นของพรรค จำเลยที่ 1 ร่วมปราศรัยในการปราศรัยมีการใช้เครื่องกระจายเสียง เนื้อหาในการปราศรัยเป็นการกล่าวหาใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ปราศรัยก่อน กล่าวหาโจทก์เกี่ยวกับการขายหุ้นว่าเป็นการขายชาติ จำเลยที่ 3 กล่าวหาโจทก์ผูกขาดเรื่องดาวเทียม หลีกเลี่ยงไม่เสียภาษี ปล่อยให้มีการกู้เงินโดยไม่ชอบ ให้มีการฆ่าตัดตอนประชาชนเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด การฆ่าประชาชนที่มัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานี และที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าโจทก์ใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ละเมิดกฎหมาย ละเมิดรัฐธรรมนูญ ทุจริตคอร์รัปชั่น ขายหุ้นแล้วไม่ชำระภาษี และเรื่องโกงการเลือกตั้ง ส่วนจำเลยที่ 5 กล่าวหาโจทก์เรื่องขายหุ้น ขายชาติ และสั่งฆ่าประชาชน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลหรือไม่ ปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จึงมีว่า คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลผูกพันศาลยุติธรรมหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นเพียงองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลตามความหมายในมาตรา 177 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เพราะมิได้วินิจฉัยคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็มิได้บัญญัติถึงผลบังคับของคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไว้ คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจึงไม่มีผลผูกพันองค์กรอื่นของรัฐหรือบุคคลภายนอก นอกจากคู่ความเท่านั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 268 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 216 วรรคห้า บัญญัติไว้ตรงกันว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด และมีผลผูกพันองค์กรอื่นของรัฐ เกี่ยวกับที่มาของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 มาตรา 35 บัญญัติว่า บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือเมื่อมีปัญหาว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นรองประธาน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับจำนวนห้าคนเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูดสุดโดยวิธีลงคะแนนลับจำนวนสองคนเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ...องค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาบรรดาอรรถคดีหรือการใดที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีที่มาจากองค์กรตุลาการคือศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมและจากศาลปกครองสูงสุดซึ่งเป็นศาลปกครอง ในส่วนขององค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยก็มีข้อกำหนดของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญว่าด้วยการดังกล่าวลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งกำหนดมาตรฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีไม่ต่ำไปกว่ามาตรฐานการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดอันเป็นการประกันความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ดังนี้ จึงถือได้ว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีฐานะเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 จะมิได้บัญญัติถึงผลบังคับของคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไว้ แต่โดยผลของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว มาตรา 38 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 268 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 216 วรรคห้า ก็ถือได้ว่าคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 มีผลผูกพันศาลยุติธรรมเนื่องจากเป็นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ม. 35 ม. 38 วรรคหนึ่ง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 216 วรรคห้า
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
จำเลย — พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายศุภชัย นารถพจนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2558
#582975
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาก่อนแล้ว เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) แต่โจทก์ไม่มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว ทั้งคดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกัน มีวันเวลากระทำความผิดและสถานที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายต่างรายกันเท่านั้น การที่จำเลยเปิดเพลงคาราโอเกะที่ทำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บันทึกงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายต่างรายหลายเพลงต่อเนื่องในวันเดียวกัน จึงเป็นเจตนาเดียวกัน แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีก่อนแล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 69, 76 และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.40/2556 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือคดีอาญาหมายเลขดำที่อ.5095/2556 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5131/2556 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า "...โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าคำร้อง ทำนอง เสียงเพลง และภาพคาราโอเกะในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจำเลยทำขึ้นและเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย..." ทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาก่อนแล้ว เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) แต่โจทก์ไม่มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว ทั้งคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกัน มีวันเวลากระทำความผิดและสถานที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของงานดนตรีกรรมต่างรายกันเท่านั้น การที่จำเลยเปิดเพลงคาราโอเกะที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บันทึกงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายต่างรายหลายเพลงต่อเนื่องในวันเดียวกัน จึงฟังได้ว่าเป็นเจตนาเดียวกันแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5131/2556 แล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายพิทยา นันทสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5991/2558
#582411
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ยกคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องถึงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องฟัง ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคสอง, 18 และ ป.วิ.พ. มาตรา 147 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่ผู้ร้องยังคงยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่เป็นครั้งที่สอง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มาตรา 18 ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 40 (7) ก็เพื่อให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ที่ผู้ร้องยื่นครั้งที่สองและส่งสำนวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อให้วินิจฉัยคำร้องดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะคดีถึงที่สุดแล้ว และผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจที่จะรับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เดิมผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1068/2550 ของศาลจังหวัดลำพูน ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14815/2555 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ได้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องไปครั้งหนึ่งแล้ว ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องไปแล้ว จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคสอง คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ครั้งหลังของผู้ร้องต้องห้ามตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติว่า "คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคคีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว" จึงให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 211 โดยให้เหตุผลว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 18 เป็นบทบัญญัติตัดโอกาสผู้ร้องในการเสนอพยานหลักฐานใหม่ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 40 (7) ทั้งผู้ร้องไม่มีโอกาสขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยภายหลังคดีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องได้ถึงที่สุดแล้วจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 211 ไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฉบับแรก ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาแล้วพิพากษายกคำร้อง ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด และมาตรา 18 บัญญัติว่า คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคดีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว ดังนี้ คดีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องจึงถึงที่สุดแล้วตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ผู้ร้องฟังเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ให้ศาลวินิจฉัยอีก ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อีกเป็นครั้งที่สองและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้อง การที่ต่อมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 18 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 40 (7) หรือไม่นั้น ก็เพื่อให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ที่ผู้ร้องยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นครั้งที่สองและส่งสำนวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยคำร้องดังกล่าวซึ่งอ้างเหตุในลักษณะเดียวกันกับคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในครั้งแรกอีกครั้งหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากคำขอท้ายฎีกาของผู้ร้องที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องฉบับดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาวินิจฉัย และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้อง ตามคำร้องและคำร้องแก้ไขคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ 18 และ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ตามลำดับ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องภายหลังคดีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ถึงที่สุดแล้ว ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงไม่รับคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยให้นั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาผู้ร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องฉบับดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาวินิจฉัย และให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้อง ตามคำร้องและคำร้องแก้ไขคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ 18 และ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ตามลำดับอีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และยกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 147
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 10 วรรคสอง ม. 18
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเสาวนีย์ หรือรงรอง เลามาสุวพันธ์หรือทองไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายบรรดาล ดังขุนทด
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5962/2558
#587633
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งห้าไม่สามารถเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน เพราะผู้คัดค้านโต้แย้งคัดค้านว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านทั้งหมด ดังนี้ ผู้ร้องทั้งห้าจึงต้องฟ้องผู้คัดค้านเป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องทั้งห้าไม่มีสิทธิเสนอคดีเป็นคำร้องขอฝ่ายเดียวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนที่เจ้าพนักงานฝากไว้กับธนาคารออมสิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสัญญารับเงินค่าทดแทนเฉพาะส่วนของผู้ร้องทั้งห้าเป็นเงินคนละ 1,844,933 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิรับเงินค่าทดแทนเฉพาะส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 47233, 47238 และ 47579 ตำบลเกาะจันทร์ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จากกรมชลประทานที่ฝากไว้กับธนาคารออมสินเป็นเงินคนละ 976,228.57 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า

ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่า ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าตอบแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เหตุที่ผู้ร้องทั้งห้าไม่สามารถทำสัญญาซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสามแปลงและรับเงินค่าทดแทน สืบเนื่องจากผู้คัดค้านอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสามแปลง เจ้าพนักงานจึงได้นำเงินค่าทดแทนฝากไว้กับธนาคารออมสิน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาล หรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2532 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดว่า ...ในกรณีที่การวางเงินค่าทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อาจจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนรายได้ตาม มาตรา 28 วรรคสอง หรือมาตรา 29 เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้ก็ต่อเมื่อ... (2) มีคำพิพากษาถึงที่สุดมาแสดง ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไม่อาจตกลงกันได้ ซึ่งการที่ผู้ร้องทั้งห้าจะใช้สิทธิในทางศาล ประมวลกฎมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้" ดังนั้น เมื่อการที่ผู้ร้องทั้งห้าไม่สามารถเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนสืบเนื่องมาจากการโต้แย้งคัดค้านของผู้คัดค้าน ผู้ร้องทั้งห้าจึงต้องฟ้องผู้คัดค้านเป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องทั้งห้าจะเสนอคดีเป็นคำร้องฝ่ายเดียวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนที่เจ้าพนักงานฝากไว้กับธนาคารออมสินหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายชนินทร์ อมรธัญ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายดนัย อมรธัญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสุภาพ เมฆะวนิชย์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5962/2558
#632991
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่ผู้ร้องทั้งห้าไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสามแปลงและรับเงินค่าทดแทน สืบเนื่องจากผู้คัดค้านอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสามแปลง เจ้าพนักงานจึงได้นำเงินค่าทดแทนฝากไว้กับธนาคารออมสิน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาล หรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2532 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดว่า ...ในกรณีที่การวางเงินค่าทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อาจจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนรายได้ตาม มาตรา 28 วรรคสอง หรือมาตรา 29 เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้ก็ต่อเมื่อ ... (2) มีคำพิพากษาถึงที่สุดมาแสดง ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไม่อาจตกลงกันได้ ซึ่งการที่ผู้ร้องทั้งห้าจะใช้สิทธิในทางศาล ป.วิ.พ. มาตรา 55 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้" ดังนั้น เมื่อการที่ผู้ร้องทั้งห้าไม่สามารถเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนสืบเนื่องมาจากการโต้แย้งคัดค้านของผู้คัดค้าน ผู้ร้องทั้งห้าจึงต้องฟ้องผู้คัดค้านเป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องทั้งห้าจะเสนอคดีเป็นคำร้องฝ่ายเดียวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนที่เจ้าพนักงานฝากไว้กับธนาคารออมสินหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสัญญารับเงินค่าทดแทนเฉพาะส่วนของผู้ร้องทั้งห้าเป็นเงินคนละ 1,844,933 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิรับเงินค่าทดแทนเฉพาะส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 47233, 47238 และ 47579 ตำบลเกาะจันทร์ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จากกรมชลประทานที่ฝากไว้กับธนาคารออมสินเป็นเงินคนละ 976,228.57 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องทั้งห้าและผู้คัดค้านเป็นบุตรของนางฮวย ผู้ร้องทั้งห้า ผู้คัดค้านและนางฮวยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 47233, 47238 และ 47579 ตำบลเกาะจันทร์ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในส่วนเท่า ๆ กัน ต่อมานางฮวย ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางฮวย ปี 2553 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลเกาะจันทร์ ตำบลท่าบุญมี อำเภอเกาะจันทร์ และตำบลสุวรรณ ตำบลธาตุทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง จังหวัดชลบุรี วันที่ 2 มีนาคม 2555 เจ้าพนักงานผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีหนังสือรับรองแจ้งให้ผู้ร้องทั้งห้าและผู้คัดค้านไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และรับเงินค่าทดแทนที่ดินในที่ดินทั้งสามแปลงที่ถูกเวนคืนดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านไม่ยอมไปทำสัญญา เป็นเหตุให้ผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้รับเงินค่าทดแทน เจ้าพนักงานกรมชลประทานจึงนำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้กับธนาคารออมสิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่า ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าตอบแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เหตุที่ผู้ร้องทั้งห้าไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสามแปลงและรับเงินค่าทดแทน สืบเนื่องจากผู้คัดค้านอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสามแปลง เจ้าพนักงานจึงได้นำเงินค่าทดแทนฝากไว้กับธนาคารออมสิน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาล หรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2532 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดว่า ...ในกรณีที่การวางเงินค่าทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อาจจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนรายได้ตาม มาตรา 28 วรรคสอง หรือมาตรา 29 เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้ก็ต่อเมื่อ ... (2) มีคำพิพากษาถึงที่สุดมาแสดง ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไม่อาจตกลงกันได้ ซึ่งการที่ผู้ร้องทั้งห้าจะใช้สิทธิในทางศาล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้" ดังนั้น เมื่อการที่ผู้ร้องทั้งห้าไม่สามารถเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนสืบเนื่องมาจากการโต้แย้งคัดค้านของผู้คัดค้าน ผู้ร้องทั้งห้าจึงต้องฟ้องผู้คัดค้านเป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องทั้งห้าจะเสนอคดีเป็นคำร้องฝ่ายเดียวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนที่เจ้าพนักงานฝากไว้กับธนาคารออมสินหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายชนินทร์ อมรธัญ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายดนัย อมรธัญ
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5952/2558
#632955
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมกำหนดว่า หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยตกลงให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ เมื่อบ้านเลขที่ 20/1 หรือ 236 และเลขที่ 20/10 หรือ 242 เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทที่จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ซื้อคืนจากโจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยขนย้ายรวมทั้งรื้อถอนออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ทั้งจำเลยเคยยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวอ้างว่ามิใช่ทรัพย์สินตามสัญญาขายฝากและมิใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาท แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยรื้อถอน เมื่อศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์ โจทก์กลับแถลงว่าไม่เคยขัดขวางมิให้จำเลยรื้อถอนตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ยิ่งกว่านั้นในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนบ้านดังกล่าวของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทโดยเร็ว จำเลยกลับเป็นฝ่ายแถลงขอเวลาขนย้ายบ้านเลขที่ 20/1 หรือ 236 และเลขที่ 20/10 หรือ 242 ออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ก็ยินดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปทั้งหมด แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าหากจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยรื้อบ้านทั้งสองเลขที่ดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ด้วย จำเลยจะมากล่าวอ้างภายหลังว่าเป็นการนอกเหนือไปจากคำฟ้องหรือเกินคำขอมิได้ พฤติการณ์ของจำเลยส่อให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาประวิงการบังคับคดีของโจทก์ให้ชักช้า

ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์บังคับคดีเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ตามยอมวันที่ 24 มีนาคม 2544 นั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้

โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยปิดประกาศให้ขับไล่จำเลยและบริวารรวมทั้งให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 30 มกราคม 2546 อันอยู่ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เมื่อการบังคับคดีได้ดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมายังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จได้แม้จะพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีไปแล้วก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยซื้อทรัพย์ที่ขายฝากโฉนดเลขที่ 103403 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขง กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 20/5 หมู่ที่ 7 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นเงินจำนวน 23,400,000 บาท คืนภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญานี้ กับยอมชำระค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียม หากจำเลยไม่ปฏิบัติหรือผิดนัดชำระค่าเสียหายเดือนหนึ่งเดือนใดให้ถือว่าผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 และบ้านเลขที่ 20/5 ดังกล่าว พร้อมชำระค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปแล้วเสร็จ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม วันที่ 3 มกราคม 2546 โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 9 มกราคม 2546 ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยและบริวารรวม 4 คน ศาลชั้นต้นให้ออกหมายเรียกจำเลยและบริวารมาสอบถาม วันนัดสอบถามวันที่ 4 เมษายน 2546 จำเลยขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทภายในเดือนมิถุนายน 2546 โดยโจทก์ยินยอม ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อให้คู่ความมาแถลงเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาในวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 วันนัดพร้อมวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 โจทก์แถลงว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย วันเดียวกันจำเลยยื่นคำแถลงว่า จำเลยรื้อถอนและขนย้ายออกจากทรัพย์พิพาทเสร็จสิ้น และจะดำเนินการย้ายทะเบียนออกจากบ้านเลขที่ 20/5 กับยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งว่า โจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยรื้อถอนบ้านและโรงเรือนเลขที่ 20/1 (236) และเลขที่ 20/10 (242) แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมิใช่ส่วนควบของที่ดินและมิใช่ทรัพย์สินตามสัญญาขายฝาก ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/1 (236) และเลขที่ 20/10 (242) ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนตามคำแถลงและคำร้องของจำเลย

วันนัดไต่สวนวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายตามคำแถลงและคำร้องของจำเลย โจทก์แถลงว่าไม่เคยขัดขวางมิให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/1 (236) และเลขที่ 20/10 (242) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนและมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/1 และเลขที่ 20/10 และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ภายใน 10 วัน นับแต่วันมีคำสั่งนี้ หากไม่ปฏิบัติศาลจะมีคำสั่งถอนประกันและกักขังจำเลยตามกฎหมาย วันที่ 15 สิงหาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาประกันและให้จำเลยมาศาลภายใน 3 วัน นับแต่วันรับหมาย หากพ้นกำหนดจะปรับตามสัญญาและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ วันที่ 25 สิงหาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องว่า หมายบังคับคดีมิได้ระบุให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/1 (236) และเลขที่ 20/10 (242) ด้วย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/1 (236) และเลขที่ 20/10 (242) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยประวิงการรื้อถอนตลอดมา ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการรื้อถอนโดยเร็วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เบญจ วันที่ 1 กันยายน 2546 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องของจำเลยไม่มีลักษณะเป็นอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และในวันนัดอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยแถลงขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท โดยโจทก์ยินดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกไปทั้งหมด ศาลชั้นต้นให้นัดสอบถามผลการปฏิบัติวันที่ 31 มีนาคม 2547 ในวันนัดพร้อมจำเลยแถลงขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากโจทก์ในราคา 25,000,000 บาท คู่ความขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสอบถามวันที่ 7 เมษายน 2547 ในวันนัดต่อ ๆ มาวันที่ 17 มิถุนายน 2547 คู่ความแถลงว่าคดีไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยแถลงว่าขอเวลารื้อถอนทรัพย์สินและขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 หากพ้นกำหนดยินดีให้โจทก์ดำเนินการบังคับต่อไปทันที ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อฟังผลการปฏิบัติตามคำพิพากษาของจำเลยวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าไม่สามารถรื้อถอนได้ทัน ขณะนี้จำเลยขอสินเชื่อเพื่อจะนำเงินมาซื้อที่ดินพิพาทคืนจากโจทก์ ขอเลื่อนคดี โจทก์แถลงไม่ตกลงและคัดค้านที่จำเลยขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ปรับนายประกันเต็มตามสัญญา จำเลยและนายประกันอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยและผู้ประกันฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2554 วันที่ 11 เมษายน 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงว่าจำเลย นางมะลิ นางสาวรัชนี นางสาวปรานี และนางสาวสุพรรณี ซึ่งเป็นบริวารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลขอให้ออกหมายจับกุมและกักขังจำเลยและบริวารดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยและบริวารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายจับจำเลยและบริวารตามขอ

วันที่ 21 สิงหาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/5 หมู่ที่ 7 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ที่ขายฝากพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 ออกไปจากที่ดินที่ขายฝากดังกล่าวแล้ว ส่วนบ้านเลขที่ 20/1 หรือ 236 และเลขที่ 20/10 หรือ 242 ที่จำเลยและบริวารพักอาศัยมิใช่บ้านที่ขายฝาก ขอให้เพิกถอนหมายจับจำเลยและบริวาร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า บ้านเลขที่ 20/1 หรือ 236 และเลขที่ 20/10 หรือ 242 ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 ที่โจทก์สามารถใช้สิทธิบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ เมื่อจำเลยและบริวารไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดี โจทก์ชอบที่จะแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยและบริวารได้ จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 20/1 หรือ 236 และเลขที่ 20/10 หรือ 242 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท เพราะเกินคำฟ้องและนอกประเด็นที่พิพาทกัน ทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยขายฝากแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมกำหนดว่าหากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยตกลงให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 103403 ของโจทก์ เมื่อบ้านเลขที่ 20/1 หรือ 236 และเลขที่ 20/10 หรือ 242 เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทที่จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ซื้อคืนจากโจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยขนย้ายรวมทั้งรื้อถอนออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ทั้งจำเลยเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวอ้างว่ามิใช่ทรัพย์สินตามสัญญาขายฝากและมิใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาท แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยรื้อถอน เมื่อศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์ โจทก์กลับแถลงว่าไม่เคยขัดขวางมิให้จำเลยรื้อถอนตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ยิ่งกว่านั้นในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนบ้านดังกล่าวของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทโดยเร็วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยกลับเป็นฝ่ายแถลงขอเวลาขนย้ายบ้านเลขที่ 20/1 หรือ 236 และเลขที่ 20/10 หรือ 242 ออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ก็ยินดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปทั้งหมด แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าหากจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยรื้อบ้านทั้งสองเลขที่ดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ด้วย จำเลยจะมากล่าวอ้างภายหลังว่าเป็นการนอกเหนือไปจากคำฟ้องหรือเกินคำขอมิได้ พฤติการณ์ของจำเลยส่อให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาประวิงการบังคับคดีของโจทก์ให้ชักช้า ฎีกาของจำเลยที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์บังคับคดีเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาตามยอมวันที่ 24 มีนาคม 2544 นั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยปิดประกาศให้ขับไล่จำเลยและบริวารรวมทั้งให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 30 มกราคม 2546 อันอยู่ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อการบังคับคดีได้ดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมายังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จได้แม้จะพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีไปแล้วก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งแก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประนอม ธำรงศรีสุข
จำเลย — นายประสิทธิ์ ลีอ่ำ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5951/2558
#585754
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินที่บุคคลหลายคนถือกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีได้เพียงลำพังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 หาใช่เป็นเรื่องที่ต้องทำร่วมกันไม่ โจทก์ทั้งสองจึงมิได้เป็นผู้มีอำนาจร่วมกันในการฟ้องคดี หากแต่เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างใช้สิทธิของตน การมอบอำนาจให้ ส. ฟ้องและดำเนินคดีแทน จึงเป็นกรณีที่ผู้มอบอำนาจมีหลายคนแล้วมอบอำนาจในตราสารฉบับเดียวกัน ต้องคิดตามรายตัวผู้มอบคนหนึ่งเป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องปิดแสตมป์ 60 บาท มิใช่เพียง 30 บาท

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว การปิดแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจจึงสามารถกระทำในระหว่างพิจารณาคดีหรือสืบพยานได้ หาใช่ต้องปิดแสตมป์ในขณะที่ยื่นฟ้องไม่ เช่นนี้ แม้ขณะฟ้องโจทก์ทั้งสองปิดแสตมป์หนังสือมอบอำนาจเพียง 30 บาท แต่เมื่อในการสืบพยาน โจทก์ทั้งสองปิดแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเป็นจำนวน 60 บาท ครบถ้วน จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีว่าโจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้ ส. ฟ้องและดำเนินคดีแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 52535 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองวันละ 500 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 52535 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องและให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว

โจทก์ทั้งสองยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งเกินกำหนดระยะเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 52535 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ดินภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ทั้งสองและนายไพโรจน์ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 52535 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา หลังจากนายไพโรจน์ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของนายไพโรจน์ได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายไพโรจน์ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองขอรังวัดสอบเขตซึ่งได้เนื้อที่เท่าเดิมตามสำเนาหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและโจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้นายสมจิตร ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งปิดแสตมป์ 60 บาท แต่ขณะยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองปิดแสตมป์ 30 บาท ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองและจำเลยนำชี้รังวัดทำแผนที่พิพาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ขณะยื่นฟ้องหนังสือมอบอำนาจมิได้ปิดแสตมป์ครบถ้วนตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติ จึงเป็นหนังสือที่มิชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ทั้งสองและไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความ เป็นคำฟ้องที่ศาลไม่อาจรับพิจารณาไว้ได้นั้น เห็นว่า การใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินที่บุคคลหลายคนถือกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีได้เพียงลำพัง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 หาใช่เป็นเรื่องที่ต้องทำร่วมกันไม่ โจทก์ทั้งสองจึงมิได้เป็นผู้มีอำนาจร่วมกันในการฟ้องคดี หากแต่เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างใช้สิทธิของตน การมอบอำนาจให้นายสมจิตร ฟ้องและดำเนินคดีแทน จึงเป็นกรณีที่ผู้มอบอำนาจมีหลายคนแล้วมอบอำนาจในตราสารฉบับเดียวกัน ต้องคิดตามรายตัวผู้มอบคนหนึ่งเป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องปิดแสตมป์ 60 บาท มิใช่เพียง 30 บาท อย่างไรก็ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว การปิดแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจจึงสามารถกระทำในระหว่างพิจารณาคดีหรือสืบพยานได้ หาใช่ต้องปิดแสตมป์ในขณะที่ยื่นฟ้องไม่ เช่นนี้ แม้ขณะฟ้องโจทก์ทั้งสองปิดแสตมป์หนังสือมอบอำนาจเพียง 30 บาท ดังปรากฏตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้อง แต่เมื่อในการสืบพยาน โจทก์ทั้งสองปิดแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ เป็นจำนวน 60 บาท ครบถ้วน จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีว่า โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้นายสมจิตรฟ้องและดำเนินคดีแทน การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองโดยนายสมจิตรแต่งตั้งทนายความให้ว่าต่างแทนจึงเป็นไปโดยชอบ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในทะเบียนที่ดิน จึงให้สันนิษฐานไว้เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 จำเลยกล่าวอ้างว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ที่จำเลยนำสืบโดยจำเลยเบิกความว่า จำเลยมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดหนองคาย เมื่อปี 2536 จำเลยมาขับรถตู้ที่กรุงเทพมหานครและได้รับคำแนะนำจากจ่าสิบตำรวจสนอง ซึ่งเป็นเพื่อนกันให้ซื้อกระบือมาเลี้ยง จำเลยจึงขายรถตู้และไปซื้อกระบือ 40 ตัว ที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มาเลี้ยงในที่ดินติดคลองประปาและมีหลักเขตโฉนดที่ดินเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นที่ดินที่มีโฉนดกี่แปลง จำเลยสร้างบ้าน 2 หลังและล้อมรั้ว จำเลยถางหญ้า ขุดสระเพื่อเลี้ยงกระบือและเอาดินไปทำคูกั้นน้ำ จำเลยเคยไปขอน้ำประปา แต่การประปาบอกว่าไม่มีบ้านเลขที่ ขอใช้น้ำประปาไม่ได้ ส่วนไฟฟ้าต่อใช้จากเพื่อนบ้าน หลังจากมีเงินก็ได้ต่อเติมบ้านไปเรื่อย ๆ กับทำรั้วกั้นอาณาเขต จำเลยอยู่อย่างเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของโดยความสงบ ไม่มีใครมาโต้แย้งตั้งแต่ปี 2537 จนกระทั่งปี 2554 จึงมีคนมาบอกว่าเป็นเจ้าของที่ดินนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองปทุมธานี ซึ่งมีความเจริญและที่ดินมีราคาประเมินสูงถึง 13,423,200 บาท โจทก์ทั้งสองย่อมต้องมีความหวงแหนที่ดิน แม้จะยังมิได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินก็ตาม ที่นายอุทิศ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า เมื่อประมาณ 17 ถึง 18 ปี มานี้ โจทก์ทั้งสองมอบหมายให้พยานไปช่วยดูแลที่ดินพิพาทจึงสมเหตุสมผล ขณะจำเลยนำกระบือเข้าไปเลี้ยงในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 จำเลยก็ทราบดีว่าเป็นที่ดินมีเจ้าของ เพราะจำเลยเห็นมีหลักเขตโฉนดที่ดิน พฤติการณ์ที่จำเลยนำกระบือเข้าไปเลี้ยงในที่ดินพิพาทโดยไม่บอกกล่าวเจ้าของเพราะไม่รู้จัก จึงเป็นเพียงการฉวยโอกาสจากการที่โจทก์ทั้งสองยังมิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินและปล่อยทิ้งร้างไว้เท่านั้น ในช่วงแรก ๆ หากโจทก์ทั้งสองเข้าไปบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดิน เชื่อว่าจำเลยย่อมต้องยินยอมออกไปหรือมิฉะนั้นอาจขออาศัยอยู่ต่อ ที่นายอุทิศเบิกความว่า ในช่วงที่พยานเข้าไปดูแลที่ดิน ครั้งแรกพบจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินด้านติดถนนเลียบคลองประปา พยานถามโจทก์ทั้งสองแล้วทราบว่าจำเลยขออยู่อาศัยโดยจะดูแลที่ดินให้ด้วย หลังจากนั้นพยานพบจำเลยอีกหลายครั้ง จำเลยเคยขอนำโคและกระบือมาเลี้ยงในที่ดินซึ่งมีหญ้าขึ้นรก พยานยินยอมเพราะเห็นว่ามิได้ทำให้ที่ดินเสียหาย จึงมีน้ำหนักในการรับฟัง การเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นเพียงการอาศัย หากจำเลยประสงค์จะแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ โดยบอกกล่าวยังโจทก์ทั้งสองว่า ไม่เจตนายึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่จำเลยก็หาได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองไม่ สภาพของที่ดินที่ปรากฏตามภาพถ่ายกับที่ได้ความตามคำเบิกความของนายมงคล ช่างรังวัดทำแผนที่พิพาทว่า ที่ดินยังคงรกรุงรัง บริเวณส่วนกลางของที่ดินน้ำท่วมและมีวัชพืชขึ้นปกคลุมอยู่เต็ม บ้านที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นก็เป็นเพียงบ้านไม้ที่มิได้มั่นคงและไม่มีเลขที่บ้านในลักษณะของการอาศัยอยู่เพียงชั่วคราว ที่มีการล้อมรั้วบางส่วนในที่ดินก็เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ไม่พอให้รับฟังเป็นการกระทำอันจะถือเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสองเช่นกันพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 นั้น ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์หรือฟ้องแย้งของจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยไม่กำหนดให้ถูกต้องครบถ้วน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 108 ม. 118 บัญชีอัตราอากรแสตมป์
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวิทย์ หงรัตนากร กับพวก
จำเลย — นายวีระศักดิ์ สมมีทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายปฐม สมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
จตุรงค์ นาสมใจ
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา