คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2558
#631579
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่ไต่สวนมายังไม่อาจรับฟังได้อย่างสนิทใจ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาและพิพากษากลับว่าให้ยกข้อกล่าวหา ดังนี้ ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดสมุทรสาคร และมีหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลเพื่อไต่สวนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ จึงไม่มีสิทธิฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ให้อำนาจผู้อำนวยการประจำศาล ฎีกาในกรณีเช่นนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดสมุทรสาคร ผู้กล่าวหา รายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไปรับตัวนางสาวณัฐฐา จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9215/2555 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นบุตรของนางชมัยพร มาจากบ้าน เพื่อเจรจาตกลงเรื่องคดีความกันที่ศาลชั้นต้น จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงหมายจับของศาลซึ่งเป็นหมายจับปลอม ให้นางสาวณัฐฐาดู แล้วโทรศัพท์ไปข่มขู่นางชมัยพรว่า เจ้าพนักงานตำรวจจะจับตัวนางสาวณัฐฐาหากไม่นำเงินมาให้ นางชมัยพรกลัวจึงยอมมอบพระพุทธรูปบูชา 50 องค์ และเงินสดอีก 260,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) จำคุก 6 เดือน ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3407/2556 ของศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกข้อกล่าวหา

ผู้กล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่ไต่สวนมายังไม่อาจรับฟังได้อย่างสนิทใจ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาและพิพากษากลับว่าให้ยกข้อกล่าวหา ดังนี้ ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดสมุทรสาคร และมีหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลเพื่อไต่สวนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ จึงไม่มีสิทธิฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ให้อำนาจผู้อำนวยการประจำศาล ฎีกาในกรณีเช่นนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้กล่าวหามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของผู้กล่าวหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการ
ผู้กล่าวหา — สำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ถูกกล่าวหา — นายไพศาล ทองเจิม
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6274/2558
#587634
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับจำนองแก่ห้องชุดเลขที่ 60/630 ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองตามคำพิพากษา ส่วนผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดดังกล่าวค้างจ่ายแก่ผู้ร้อง ซึ่งตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือห้องชุดอันเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของจำเลย และเมื่อปรากฏว่าผู้จัดการผู้ร้องได้ส่งรายการหนี้ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว บุริมสิทธิของผู้ร้องจึงอยู่ในลำดับก่อนจำนองตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280 (1) และ (2) และเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่า หนี้ของผู้ร้องที่นำมาขอรับชำระหนี้นั้นขาดอายุความแล้วเพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองก่อนโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองซึ่งมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในทรัพย์สินจำนองนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 876,314.97 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีโดยผ่อนชำระรายเดือน เดือนละ ไม่ต่ำกว่า 16,000 บาท เริ่มเดือนแรกภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2541 และเบี้ยประกันภัยครั้งละ 5,377 บาท ทุก 3 ปี ต่อครั้ง เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 5 มกราคม 2543 งวดต่อไปทุกวันที่ 5 ของสามปีถัดไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระจนกว่าจะครบ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 60/629, 60/630 อาคารชุดทวิน ทาวเวอร์ ชั้นที่ 9 ตำบลสองห้อง (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลอาคารชุด และมีนายสมชาย เป็นผู้จัดการอาคารชุด มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 60/630 ในอาคารชุดของผู้ร้องและค้างชำระค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเพื่อเป็นค่าดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางตามข้อบังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 ถึงปี 2554 เป็นค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลาง เงินเพิ่มตามกฎหมายและข้อบังคับ ค่ารักษามิเตอร์น้ำประปารายปีพร้อมดอกเบี้ย ค่าเบี้ยประกันภัยอาคารรายปีพร้อมดอกเบี้ย และค่าทาสีอาคารตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 142,393.88 บาท ผู้ร้องนำส่งรายการหนี้ที่ค้างชำระส่วนกลางต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนโจทก์ผู้รับจำนอง หากโจทก์สละสิทธิถอนการยึดทรัพย์หรือถอนการบังคับคดี ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องกล่าวอ้างสูงเกินไป มูลหนี้ค่าใช้จ่ายมิได้เกิดจากการให้บริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค้างจ่ายเกิน 5 ปี นับแต่วันผิดนัด ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม ยอดหนี้ไม่ถูกต้อง ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระเงิน 44,388.62 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดอาคารชุดเลขที่ 60/630 ชั้นที่ 9 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดทวิน ทาวเวอร์ ก่อนผู้รับจำนอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี ให้ผู้ร้องสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาผู้ร้องในประการแรกที่ว่า โจทก์มีสิทธิยกอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องเงินค้างจ่ายที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดค้างชำระค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางขึ้นเป็นข้อต่อสู้นิติบุคคลอาคารชุดผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับจำนองแก่ห้องชุดเลขที่ 60/630 ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองตามคำพิพากษา ส่วนผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดดังกล่าวค้างจ่ายแก่ผู้ร้อง ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือห้องชุดอันเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของจำเลย และเมื่อปรากฏว่าผู้จัดการผู้ร้องได้ส่งรายการหนี้ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว บุริมสิทธิของผู้ร้องจึงอยู่ในลำดับก่อนจำนองตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 (1) และ (2) และเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่า หนี้ของผู้ร้องที่นำมาขอรับชำระหนี้นั้นขาดอายุความแล้วเพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองก่อนโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองซึ่งมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในทรัพย์สินจำนองนั้น ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่า ปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้ออ้างของจำเลยที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 273 (1)
ป.วิ.พ. ม. 280 (1) ม. 280 (2)
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 41
ชื่อคู่ความ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุด ทวิน ทาวเวอร์
จำเลย — นายวิบูลย์ วัฒนาประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวรรณภร ลิ้มเฉลิมฉัตร
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6274/2558
#633716
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับจำนองแก่ห้องชุด ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองตามคำพิพากษา ส่วนผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดดังกล่าวค้างจ่ายแก่ผู้ร้อง ซึ่งตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือห้องชุดอันเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของจำเลย และเมื่อปรากฏว่าผู้จัดการผู้ร้องได้ส่งรายการหนี้ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว บุริมสิทธิของผู้ร้องจึงอยู่ในลำดับก่อนจำนองตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280 (1) และ (2) และเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่า หนี้ของผู้ร้องที่นำมาขอรับชำระหนี้นั้นขาดอายุความแล้วเพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองก่อนโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองซึ่งมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในทรัพย์สินจำนองนั้น

ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นหนี้ที่จะต้องชำระเป็นงวด ๆ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความหมายเป็นเงินค้างจ่าย ไม่อาจใช้อายุความ 5 ปี นั้น ผู้ร้องมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ การที่ผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 876,314.97 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีโดยผ่อนชำระรายเดือน เดือนละ ไม่ต่ำกว่า 16,000 บาท เริ่มเดือนแรกภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2541 และเบี้ยประกันภัยครั้งละ 5,377 บาท ทุก 3 ปี ต่อครั้ง เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 5 มกราคม 2543 งวดต่อไปทุกวันที่ 5 ของสามปีถัดไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระจนกว่าจะครบ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 60/629, 60/630 อาคารชุดทวิน ทาวเวอร์ ชั้นที่ 9 ตำบลสองห้อง (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนโจทก์ผู้รับจำนอง หากโจทก์สละสิทธิถอนการยึดทรัพย์หรือถอนการบังคับคดี ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องกล่าวอ้างสูงเกินไป มูลหนี้ค่าใช้จ่ายมิได้เกิดจากการให้บริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค้างจ่ายเกิน 5 ปี นับแต่วันผิดนัด ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม ยอดหนี้ไม่ถูกต้อง ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระเงิน 44,388.62 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดอาคารชุดเลขที่ 60/630 ชั้นที่ 9 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดทวิน ทาวเวอร์ ก่อนผู้รับจำนอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี ให้ผู้ร้องสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาผู้ร้องในประการแรกที่ว่า โจทก์มีสิทธิยกอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องเงินค้างจ่ายที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดค้างชำระค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางขึ้นเป็นข้อต่อสู้นิติบุคคลอาคารชุดผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับจำนองแก่ห้องชุดเลขที่ 60/630 ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองตามคำพิพากษา ส่วนผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดดังกล่าวค้างจ่ายแก่ผู้ร้อง ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือห้องชุดอันเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของจำเลย และเมื่อปรากฏว่าผู้จัดการผู้ร้องได้ส่งรายการหนี้ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว บุริมสิทธิของผู้ร้องจึงอยู่ในลำดับก่อนจำนองตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 (1) และ (2) และเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่า หนี้ของผู้ร้องที่นำมาขอรับชำระหนี้นั้นขาดอายุความแล้วเพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองก่อนโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองซึ่งมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในทรัพย์สินจำนองนั้น ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่า ปัญหาเรื่องอายุความเป็นข้ออ้างของจำเลยที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของผู้ร้องประการต่อมาที่ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นหนี้ที่จะต้องชำระเป็นงวด ๆ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความหมายเป็นเงินค้างจ่าย ไม่อาจใช้อายุความ 5 ปี นั้น เห็นว่า ผู้ร้องมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ การที่ผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 280 (1) (2)
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 41 วรรคหนึ่ง (2) ม. 41 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุดทวิน ทาวเวอร์
จำเลย — นายวิบูลย์ วัฒนาประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6271/2558
#629185
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับสภาพความผิดจำเลยทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ส่วนตัวในระหว่างดำรงตำแหน่งเหรัญญิกของโจทก์ และจำเลยยินยอมชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 หนังสือรับสภาพความผิดดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานที่จำเลยทำขึ้นฝ่ายเดียวตกลงยอมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยนำเงินของโจทก์ไปใช้โดยไม่ชอบ มิใช่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ทำให้มูลหนี้เดิมที่จำเลยนำเงินของโจทก์ไปใช้ระงับไปแล้วเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งไม่มีการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้ระงับไป

จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของโจทก์ไป มูลหนี้จึงเกิดจากการกระทำละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ว่าเงินหายไปและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ แต่ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 26 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2553 จำเลยซึ่งเป็นเหรัญญิกของโจทก์ได้ยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตน สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์ของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 หาใช่ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดไม่ และจำเลยก็มิได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ในเรื่องละเมิด คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังที่อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ดังที่วินิจฉัยแล้ว ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพความผิด ฉะนั้น จึงนำอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเอาเงินจำนวนตามฟ้องโจทก์ไป จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินคืนแก่โจทก์ จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยคัดลอกข้อความทั้งหมดมาจากอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีข้อแตกต่างกัน จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินคืนภายใน 15 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ครบกำหนดชำระเงินวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 มิใช่วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 ตามที่โจทก์มีคำขอ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 จึงไม่ถูกต้องและเกินคำขอซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 272,229.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ผิดนัดถึงวันฟ้องอีก 5,593.75 บาท รวมเป็นเงิน 277,822.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 272,229.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 277,822.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 272,229.08 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 จำเลยเป็นคณะกรรมการของโจทก์ตำแหน่งเหรัญญิก มีหน้าที่รับจ่ายเงินและจัดทำบัญชีการเงิน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 มีการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ซึ่งตรวจพบว่าเงินในกองทุนขาดหายไป 442,229.08 บาท จำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสำเนารายงานการประชุม ต่อมาจำเลยชำระเงินให้โจทก์สองครั้งรวม 120,000 บาท และนางผ่องศรีชำระให้อีก 50,000 บาท คงค้างชำระอยู่จำนวน 272,299.08 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า หนังสือรับสภาพความผิด มีผลทำให้มูลหนี้เดิมระงับไปแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หนังสือรับสภาพความผิด เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ มีผลทำให้มูลหนี้เดิมระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า หนังสือรับสภาพความผิดจำเลยทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ส่วนตัวจำนวน 392,229.08 บาท ในระหว่างดำรงตำแหน่งเหรัญญิกของโจทก์ และจำเลยยินยอมชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 หนังสือรับสภาพความผิดดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานที่จำเลยทำขึ้นฝ่ายเดียวตกลงยอมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยนำเงินของโจทก์ไปใช้โดยไม่ชอบ มิใช่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ทำให้มูลหนี้เดิมที่จำเลยนำเงินของโจทก์ไปใช้ระงับไปแล้วเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งไม่มีการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้ระงับไปดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดหรือไม่ ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินของโจทก์ไป มูลหนี้จึงเกิดจากการกระทำละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ว่าเงินหายไปและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ แต่ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 26 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2553 จำเลยซึ่งเป็นเหรัญญิกของโจทก์ได้ยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตาม และเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตน ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน ใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์ของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หาใช่ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดไม่ และจำเลยก็มิได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ในเรื่องละเมิด คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังที่อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ดังที่วินิจฉัยแล้ว ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพความผิด ฉะนั้น จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น เห็นว่า จำเลยเคยยกประเด็นข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์มาแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไว้แล้วว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเอาเงินจำนวนตามฟ้องโจทก์ไป จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินคืนแก่โจทก์ จำเลยฎีกาในประเด็นดังกล่าวโดยคัดลอกข้อความทั้งหมดมาจากอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีข้อแตกต่างกัน จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินคืนภายใน 15 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ครบกำหนดชำระเงินวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 มิใช่วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 ตามที่โจทก์มีคำขอ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 จึงไม่ถูกต้องและเกินคำขอซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 272,299.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,593.75 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
กองทุนหมู่บ้านสามัคคี หมู่ที่ ๒ ตำบลพิชัย
โจทก์ — อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
จำเลย — นางปรีดา เพ็ชรบูรนิล
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ธงชัย เสนามนตรี
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6261/2558
#591876
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา คดีนี้โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2549 โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 ไม่ใช่ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การร้องขอให้บังคับคดีของโจทก์จึงอยู่ภายในกำหนดเวลาการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองซึ่งการจำนองครอบไปถึงนั้น มิใช่ทรัพย์สินอื่น แต่เงินดังกล่าวเข้ามาแทนที่ทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ถูกเวนคืนในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกับทรัพย์สินซึ่งจำนอง ย่อมตกอยู่ในบังคับแห่งจำนองซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้ได้เช่นเดียวกันกับทรัพย์สินซึ่งจำนอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 9,946,063.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้บังคับจำนองขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 30887 ตำบลลาดกระบัง (คลองประเวศบุรีรมย์) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระจนครบ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 10,019,602.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,308,440.76 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

วันที่ 4 กันยายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวบนที่ดินโฉนดเลขที่ 14862 และเลขที่ 30887 ไปยังแขวงการทางกรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอายัดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/9 ถนนกิ่งแก้ว แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2555 ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ไม่เกี่ยวกับปัญหาการอายัดเงินค่าสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกันในชั้นนี้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่า โจทก์บังคับคดีเกินกว่า 10 ปี โดยจะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 1 สิงหาคม 2545 ไม่ใช่นับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2549 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา คดีนี้โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2549 โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 ไม่ใช่ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ได้อ่านเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 จึงไม่มีเหตุที่จะเริ่มนับกำหนดเวลาการบังคับคดีในวันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา การร้องขอให้บังคับคดีของโจทก์จึงอยู่ภายในกำหนดเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองที่ว่า ที่ดินทรัพย์จำนองคดีนี้ยังไม่ถูกขายทอดตลาด จึงไม่ทราบว่าเงินที่ขายได้จะพอชำระหนี้หรือไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินจำนองซึ่งการจำนองครอบไปถึงนั้น มิใช่ทรัพย์สินอื่น แต่เงินดังกล่าวเข้ามาแทนที่ทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ถูกเวนคืนในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกับทรัพย์สินซึ่งจำนอง ย่อมตกอยู่ในบังคับแห่งการจำนองซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้ได้เช่นเดียวกับทรัพย์สินซึ่งจำนอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวมุกดา ปัญจะพรกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2558
#585986
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตตามคำสั่งศาลเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ย่อมมีอำนาจดำเนินการใดๆ ในชั้นบังคับคดี รวมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ได้

คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดระหว่างที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ การที่ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์เพิ่มอีกร้อยละ 5.5 และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลืออีกครั้งระหว่างการไต่สวนคำร้องขอของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุด อันเป็นไปตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 14 ที่ระบุว่า ในกรณีที่มีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากผู้ซื้อทรัพย์ประสงค์จะได้รับเงินคืนและผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดหรือสาขา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้คืนเงินให้ผู้ซื้อ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อโดยเหลือไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขาย หากศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง โดยคำสั่งนี้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 ข้อ 85 ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมบังคับคดีขยายกำหนดเวลาชำระเงินได้ตามที่เห็นสมควร หากทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงมากหรือมีเหตุผลพิเศษประการอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 8900 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ออกขายทอดตลาด วันที่ 8 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 1,720,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปอีก 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดเวลาวางเงิน 15 วัน ระหว่างนั้นคือ วันที่ 21 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและระหว่างการไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์คือ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์เพิ่มอีกร้อยละ 5.5 และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลืออีก เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุด วันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

วันที่ 12 มิถุนายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องใหม่ว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 เพราะฝ่าฝืนต่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ให้ขยายระยะเวลาได้ 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดเวลาวางเงิน 15 วัน เท่านั้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีชอบด้วยระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 และคำสั่งกรมบังคับคดีแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้ยกคำร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น รวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 27 เมษายน 2556 ในระหว่างที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2556 ซึ่งอยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้เข้าสวมสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ในฐานะผู้สวมสิทธิมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ในชั้นบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ตามบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งวางหลักเกณฑ์ว่า ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเช่นนี้แล้ว โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตตามคำสั่งศาลให้สวมสิทธิจึงมีอำนาจดำเนินการใด ๆ ในชั้นบังคับคดี รวมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปจนกว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน ข้อ 10 ระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายระยะเวลาในการชำระราคาทรัพย์ส่วนที่ค้างชำระแก่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระราคา 15 วัน และไม่ว่ากรณีใด ๆ ไม่ให้มีการขยายระยะเวลาอีกและคำสั่งข้อ 14 ระบุไว้ด้วยว่า ในกรณีที่มีการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากผู้ซื้อประสงค์ที่จะได้รับเงินคืนและผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดหรือสาขา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้คืนเงินให้ผู้ซื้อ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อโดยเหลือไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขาย หากศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งและการขอขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ปฏิบัติตามข้อ 10 ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิขอวางเงินค่าซื้อทรัพย์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อขายแล้วขอขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือออกไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้และเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจพิจารณาอนุญาตได้ตามคำสั่งของกรมบังคับคดี ทั้งคำสั่งกรมบังคับคดีก็สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 ข้อ 85 ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมบังคับคดีขยายกำหนดเวลาชำระเงินได้ตามที่เห็นสมควร หากทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงมากหรือมีเหตุผลพิเศษประการอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
คำสั่งกรมบังคับคดี ที่ 333/2551 เรื่อง การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางชุลีกร สุธีรางกูร
จำเลย — นางสาวจุฑามาศ แสงแย้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายพลวัฒน์ อมราสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6223/2558
#584759
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เสียให้ถูกต้องเป็นการดำเนินการแทนศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะการแจ้งให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นปฏิบัติและแจ้งผลการดำเนินการว่าผู้ร้องทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยชอบแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีคำสั่งว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลอุทธรณ์ภาค 4 แม้ผลคดีเรื่องนี้จะเสร็จสิ้นไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่ผู้ร้องก็ได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าการส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้จัดส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้ร้อง ภายใน 8 วันนับแต่วันที่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้อง กระบวนพิจารณาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นการไม่ชอบเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หลงผิดมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ ทางแก้ คือ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบได้ หาใช่เรื่องที่ผู้ร้องจะต้องแก้ไขโดยใช้สิทธิฎีกาเพียงทางเดียว แม้การที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแล้วมีคำสั่งเสียเองโดยลำพังให้เพิกถอนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นศาลสูงกว่า เป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นศาลสูงกว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ปรากฏว่าก่อนไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่โจทก์และจำเลยทราบโดยชอบแล้ว โจทก์และจำเลยมิได้คัดค้านทั้งปรากฏว่าผู้ร้องได้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องครบถ้วนแล้วตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นสมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องเพิกถอนการขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากมีการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 49029 ตำบลพระลับ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าผู้ร้องต้องทำเป็นอุทธรณ์คำสั่งและจดรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4 แจ้งว่ามีหมายแจ้งให้ผู้ร้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับหมายแล้วแต่เมื่อครบกำหนดผู้ร้องไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า เมื่อผู้ร้องไม่นำเงินมาชำระค่าขึ้นศาลในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 4

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4ให้ผู้ร้องฟังแล้ว ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดส่งให้ผู้ร้องที่บ้านซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของผู้ร้อง จึงเป็นการส่งหมายนัดให้แก่ผู้ร้องโดยไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์จึงเป็นการผิดหลง ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยหากผู้ร้องจะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อไป ให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันนี้ (มีคำสั่งวันที่ 19 มีนาคม 2555) มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งอุทธรณ์

ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2555 ผู้ร้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระแล้ว ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่ศาลมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความหรือเอกสารและผู้ร้องได้ยกขึ้นว่ากล่าวไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง และผู้ร้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าเป็นการสั่งโดยผิดหลงจึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในเรื่องดังกล่าวแทนศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นการดำเนินการแทนศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด 15 วัน ผู้ร้องก็ได้ชำระตามคำสั่ง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังดำเนินกระบวนพิจารณาแทนศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เสียให้ถูกต้องเป็นการดำเนินการแทนศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะการแจ้งให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นปฏิบัติและแจ้งผลการดำเนินการว่าผู้ร้องทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยชอบแล้วไม่ปฏิบัติคำสั่งของศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีคำสั่งว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 4 แม้ผลคดีเรื่องนี้จะเสร็จสิ้นไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบภายใน 8 วัน นับแต่วันที่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคสอง ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและมีคำสั่งด้วยแสดงว่าผู้ร้องมิได้ประสงค์จะให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวและหากข้อเท็จจริงเป็นดังคำร้องของผู้ร้อง กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นการไม่ชอบเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หลงผิดมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีผู้ร้องจากสารบบความทางแก้คือผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ หาใช่เรื่องที่ผู้ร้องจะต้องแก้ไขโดยใช้สิทธิฎีกาเพียงทางเดียว การที่ศาลชั้นต้นก้าวล่วงอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไปนัดไต่สวนแล้วมีคำสั่งเสียเองโดยลำพังแม้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นศาลสูงกว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ปรากฏว่าก่อนไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่โจทก์และจำเลยทราบโดยชอบแล้ว โจทก์และจำเลยมิได้คัดค้านทั้งปรากฏว่าผู้ร้องได้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาถูกต้องครบถ้วนแล้ว ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงสมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 70 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ ศิริเทพทรงกลด
ผู้ร้อง — นายมนูญ สอนเอี่ยม
จำเลย — นายรักษ์ศักดิ์ สุริยหาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายชาญชัย กุประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพินิจ เพชรรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2558
#585682
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 แต่จำเลยยังคงยื่นฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอถือตามคำฟ้องของพนักงานอัยการย่อมตกไป ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยฎีกา ระหว่างฎีกาจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำแถลงขอให้เพิกถอนคำบังคับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงถึงที่สุด ผู้เสียหายย่อมบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์ของจำเลยได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาเดิมของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยยังคงยื่นฎีกา จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อระหว่างฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ก็ย่อมตกไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เดิมที่ให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงินจำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 43
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นายจำลอง หิรัญกนกพันธ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นายครุฑ เหล่าประดิษฐ
จำเลย — นายอดุล เหล่าประดิษฐหรือเหล่าประดิษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายวิเชษฐ อุ่นอำนวยสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2558
#630777
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยยังคงยื่นฎีกา จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อระหว่างฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ก็ย่อมตกไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เดิมที่ให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงินจำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยฎีกา ระหว่างฎีกาจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำแถลงขอออกคำบังคับให้นายครุฑ ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลชั้นต้นอนุญาต

วันที่ 4 เมษายน 2557 นายครุฑ และนางสาวมนฤดี ซึ่งเป็นทายาทของจำเลย ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงถึงที่สุด ผู้เสียหายย่อมบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์ของจำเลยได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนคำบังคับที่บังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาเดิมของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะทายาทของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยยังคงยื่นฎีกา จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อระหว่างฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ก็ย่อมตกไปด้วย ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เดิมที่ให้จำเลยคืนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงินจำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 43
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นายจำลอง หิรัญกนกพันธ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นายครุฑ เหล่าประดิษฐ กับพวก
จำเลย — นายอดุล เหล่าประดิษฐ หรือเหล่าประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6219/2558
#630668
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้ว ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,905,461.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงิน 3,439,785.86 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41562 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องว่าได้รับโอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้มาจากโจทก์ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41562 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 20 ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และประกาศขายทอดตลาด บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทได้ และต่อมายื่นคำร้องลงวันที่ 17 ตุลาคม 2555 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายใน 30 วัน แต่จำเลยและบริวารไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศที่ทรัพย์พิพาทกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารจำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป

วันที่ 30 ตุลาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องได้ชำระเงินมัดจำ จำนวน 200,000 บาท ให้จำเลยแล้ว และได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเรื่อยมานับแต่วันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจนถึงปัจจุบัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์กับจำเลย ทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ไม่ใช่จำเลย ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจพิเศษที่จะสามารถยื่นคำร้องฉบับนี้ได้ ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยและมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายณัฐชลกรณ์ ใจดี
จำเลย — นางกนกวรรณ สุ่มสกุล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6218/2558
#596120
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใด คืนให้แก่ผู้นั้น..." ซึ่งบัญชีเงินฝากพิพาทมีชื่อจำเลยกับ ส. เป็นเจ้าของบัญชี โดยไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยกับ ส. เปิดบัญชีเงินฝากพิพาทดังกล่าวแทนผู้ร้อง และไม่ปรากฏว่าธนาคารผู้รับฝากรู้อยู่ก่อนแล้วว่า จำเลยกับ ส. เป็นตัวแทนของผู้ร้อง ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินในบัญชีเงินฝากพิพาทให้แก่จำเลยกับ ส. ตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยกับ ส. เท่านั้นจึงจะมีสิทธิเบิกถอนเงินออกจากบัญชีพิพาทดังกล่าวได้ ที่ผู้ร้องนำสืบว่า จำเลยกับ ส. นำเงินของผู้ร้องเข้าฝากในบัญชีเงินฝากพิพาทในนามของจำเลยกับ ส. นั้น เมื่อเป็นกรณีการฝากเงิน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ ฉะนั้นเงินที่ฝากจึงตกเป็นของธนาคาร เมื่อจำเลยกับ ส. ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินที่ฝากจากธนาคาร ธนาคารก็ไม่จำต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่รับฝาก ธนาคารคงมีแต่หน้าที่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น จำเลยกับ ส. เป็นผู้ทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารในนามของจำเลยกับ ส. ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยกับ ส. ซึ่งเป็นผู้ฝาก ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญากับธนาคารด้วย จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินที่รับฝากและไม่มีสิทธิขอให้ถอนอายัดบัญชีเงินฝากพิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาทองหล่อ บัญชีเลขที่ 031-2-17981-2, 031-1-03895-8, 031-1-03896-6, 031-1-03897-4 และ 031-1-03947-5 มีชื่อนายวีระ เป็นเจ้าของร่วม รวม 5 บัญชี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 เตรส ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระ เป็นจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 75 ตรี, 75 สัตต, 75 ทวาทศ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 243,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิทก้า จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี, 75 สัตต, 75 ทวาทศ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยความผิดตามมาตรา 75 ตรี และมาตรา 75 สัตต มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 75 ตรี จำคุก 5 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 73,000,000 บาท แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิทก้า จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย จำเลยฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากพิพาททั้ง 5 บัญชี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า เงินในบัญชีเงินฝากพิพาททั้ง 5 บัญชี ที่ถูกอายัดไว้เป็นของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใด คืนให้แก่ผู้นั้น..." ซึ่งบัญชีเงินฝากพิพาทดังกล่าวมีชื่อจำเลยกับนางสุภัทราเป็นเจ้าของบัญชี โดยไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยกับนางสุภัทราเปิดบัญชีเงินฝากพิพาทดังกล่าวแทนผู้ร้อง และไม่ปรากฏว่าธนาคารผู้รับฝากรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยกับนางสุภัทราเป็นตัวแทนของผู้ร้อง ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินในบัญชีเงินฝากพิพาทให้แก่จำเลยกับนางสุภัทราตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยกับนางสุภัทราเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเบิกถอนเงินออกจากบัญชีพิพาทดังกล่าวได้ ที่ผู้ร้องนำสืบว่า จำเลยกับนางสุภัทรานำเงินของผู้ร้องเข้าฝากในบัญชีเงินฝากพิพาทในนามของจำเลยกับนางสุภัทรานั้น เมื่อเป็นกรณีการฝากเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ ฉะนั้นเงินที่ฝากจึงตกเป็นของธนาคาร เมื่อจำเลยกับนางสุภัทราใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินที่ฝากจากธนาคาร ธนาคารก็ไม่จำต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่รับฝาก ธนาคารคงมีแต่หน้าที่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น จำเลยกับนางสุภัทราเป็นผู้ทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารในนามของจำเลยกับนางสุภัทรา ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยกับนางสุภัทราซึ่งเป็นผู้ฝาก ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญากับธนาคารด้วย ไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินที่รับฝากไว้จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามของจำเลยกับนางสุภัทราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 และมาตรา 672 ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าของเงินฝากตามบัญชีเงินฝากพิพาทที่ถูกอายัดไว้ และไม่มีสิทธิขอให้ถอนอายัดบัญชีเงินฝากพิพาทดังกล่าว ส่วนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับจำเลยและนางสุภัทรามีอย่างไรก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่างหาก สำหรับฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 665 ม. 672
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 75 เตรส
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุดเดอะเพรสทีจ 49
จำเลย — นายวีระ มานะคงตรีชีพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวันชัย เพียรวิทยาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175 -ที่ 6177/2558
#585456
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอยู่ในเขตป่าสงวนและเขตปฏิรูปที่ดิน ต้องห้ามแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ เงินมัดจำที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายกรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 411 จึงหาอาจเรียกคืนได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์ในสำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 77,049.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ร่วมกันคืนเงิน 30,832.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และร่วมกันคืนเงิน 15,416.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 75,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินมัดจำ 30,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และคืนเงินมัดจำ 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตั้งอยู่หมู่ที่ 6 หมู่บ้านไทรทอง ตำบลปงน้อย อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา โจทก์ที่ 1 มอบเงิน 75,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 มอบเงิน 30,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 มอบเงิน 15,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เป็นค่ามัดจำที่ดินที่โจทก์ทั้งสามซื้อไปจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หาใช่เงินที่โจทก์ทั้งสามมอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อให้ออกเอกสารสิทธิในที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาในฟ้องไม่

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งต้องห้ามมิให้แบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่น นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอยู่ในเขตป่าสงวนและอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเสียเอง เงินมัดจำที่โจทก์ทั้งสามมอบให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จึงหาอาจจะเรียกร้องคืนได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 411
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมกิจ จิตรเจริญ
จำเลย — นายนพพร ดีรักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางชลิตา ศรีสง่า เพชรนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2558
#633110
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2519 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจาก ค. และเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2525 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย มีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

ป. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 ก่อนครบกำหนดห้ามโอน แต่ผู้ร้องสอดที่ 1 เพิ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. เพื่อกล่าวอ้างสิทธิที่ดินพิพาทในปี 2540 โดยก่อนหน้านั้นผู้ร้องสอดที่ 1 และทายาทของ ป. รวมทั้ง พ. ที่อ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทแทนไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่ประการใด แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 และทายาทของ ป. สละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว เมื่อโจทก์ที่ 1 ยังครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี นับแต่ระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายล่วงเลยไปแล้ว และโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมา การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน คือนับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของ ป. และผู้ร้องสอดที่ 1 มีลักษณะเป็นการแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว และกรณีดังกล่าวโจทก์ที่ 1 มิได้ครอบครองแทน ป. หรือทายาทของ ป. จึงไม่จำต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยัง ป. หรือทายาท เมื่อผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2529 ที่โจทก์ที่ 1 แย่งการครอบครอง ผู้ร้องสอดที่ 1 จึงไม่มีอำนาจร้องสอดหรือฟ้องโจทก์ที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1225 ตำบลน้ำร้อน อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ กับขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดิน ห้ามยุ่งเกี่ยวรบกวนการครอบครองในที่ดินอีกต่อไป และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความขอให้บังคับผู้ร้องสอดที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางปูนจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1225 เฉพาะส่วนที่ผู้ร้องสอดที่ 2 ครอบครองให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้ร้องสอดที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 ถูกแย่งการครอบครองเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนเกินกว่า 1 ปี ย่อมหมดสิทธิฟ้องเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 ขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2

ผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 ขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1225 ตำบลน้ำร้อน อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ห้ามยุ่งเกี่ยวรบกวนการครอบครองที่ดินอีกต่อไป กับให้ร่วมกันส่งคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1225 ตำบลน้ำร้อน อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เฉพาะส่วนที่ดินเนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ตามแนวเขตเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้ ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าว ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 1 กับผู้ร้องสอดที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ในชั้นโจทก์ที่ 1 ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 ทราบโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่หน้าศาล โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายนางสาวประกอบ ทายาทของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาวสุพรรณ (ผู้ร้องสอดที่ 1) ซึ่งเป็นทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ตามแนวเขตเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1225 ตำบลน้ำร้อน อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีชื่อนางปูน มารดาผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ นางปูนหรือปุ่นอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ผู้ร้องสอดที่ 1 นางสาวทองยุ่น และนางสาวสงกรานต์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 นางปูนหรือปุ่นถึงแก่ความตาย ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางปูนหรือปุ่นตามคำสั่งศาลจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2540 ตามสำเนาคำสั่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี หรือไม่ ผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกาอ้างว่า ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ทางราชการออกเอกสารสิทธิแก่นางปูนวันที่ 8 ตุลาคม 2519 ครบกำหนด 10 ปี วันที่ 8 ตุลาคม 2529 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2525 ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 จึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นโมฆะ ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ต้นไม่ว่าจะครอบครองนานเท่าใด ก็ไม่มีสิทธิครอบครองและเป็นการครอบครองแทนนางปูนหรือปุ่นหรือทายาท หากโจทก์ที่ 1 จะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเพื่อตน จะต้องบอกกล่าวไปยังนางปูนหรือปุ่นหรือทายาท แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงลักษณะการยึดถือเพื่อตนไปยังนางปูนหรือปุ่นหรือทายาทนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2519 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายคำตัน และเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2525 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย มีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นางปูนหรือปุ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 ก่อนครบกำหนดห้ามโอน แต่ผู้ร้องสอดที่ 1 เพิ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางปูนหรือปุ่น เพื่อกล่าวอ้างสิทธิที่ดินพิพาทในปี 2540 โดยก่อนหน้านั้นผู้ร้องสอดที่ 1 และทายาทของนางปูนหรือปุ่น รวมทั้งนายพูล ที่อ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทแทนไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่ประการใด แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 และทายาทของนางปูนหรือปุ่น สละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว เมื่อโจทก์ที่ 1 ยังครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี นับแต่ระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายล่วงเลยไปแล้ว และโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมาตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน คือนับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของนางปูนหรือปุ่น และผู้ร้องสอดที่ 1 มีลักษณะเป็นการแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว และกรณีดังกล่าวโจทก์ที่ 1 มิได้ครอบครองแทนนางปูนหรือปุ่นหรือทายาทของนางปูนหรือปุ่นจึงไม่จำต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังนางปูนหรือปุ่นหรือทายาท เมื่อผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2529 ที่โจทก์ที่ 1 แย่งการครอบครอง ผู้ร้องสอดที่ 1 จึงไม่มีอำนาจร้องสอดหรือฟ้องโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1367 ม. 1375 วรรคสอง
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
นายราช ฟังสันเทียะ โดยนางสาวประกอบ
โจทก์ — ฟังสันเทียะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางสาวสุพรรณ จันทร์บุญ กับพวก
นายคำตัน จันทร์บุญ โดยนางสาวสุพรรณ
จำเลย — จันทร์บุญ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6154/2558
#585452
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ก. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจโจทก์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้ไม่ปรากฏรอยตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับไว้ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ในชั้นสืบพยานโจทก์มี ก. ผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีแทน และอ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับไว้เป็นเอกสารหมาย จ.2 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ประทับตราสำคัญของบริษัททั้งในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.2 แล้ว การมอบอำนาจของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายที่เป็นค่าที่ดิน ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน 42,566,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการขาดโอกาสนำเงินค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนที่ดินไปลงทุนหาประโยชน์ทางการค้า 11,971,750 บาท และให้จำเลยชำระค่าจ้างสถาปนิกในการสำรวจพื้นที่ออกแบบ คำนวณงานก่อสร้าง พร้อมค่าขออนุญาตทำการก่อสร้าง 27,177,699 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเนื่องจากการขาดโอกาสในการลงทุน 186,725,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,743,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวกรกฎ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจโจทก์เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้ไม่ปรากฏรอยตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับไว้ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปไม่ เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นสืบพยานโจทก์มีนางสาวกรกฎ ผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีแทนและอ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีตราสำคัญของบริษัทโจทก์ประทับต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับไว้เป็นเอกสารหมาย จ.2 จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ประทับตราสำคัญของบริษัททั้งในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.2 แล้ว การมอบอำนาจของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนาราชา จำกัด
จำเลย — นายธวัช ตันติพิริยะกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายณัฐนันท์ ดุจดำเกิง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6151/2558
#584539
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์รวมทั้งทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของจำเลย โดยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ แม้จำเลยจะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นที่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยจำเลยต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 72 ตารางวา ของโจทก์ออกไปทั้งหมดแล้วให้จำเลยปรับปรุงดินบริเวณดังกล่าวให้คงสภาพเดิม และห้ามจำเลยพร้อมทั้งบริวารรบกวน หรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์อีก และให้จำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย สาขากงไกรลาศ รังวัดเพื่อแบ่งแยกในนามเดิมของโฉนดที่ดินเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 3,200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์และปรับปรุงที่ดินของโจทก์ให้แล้วเสร็จและอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ทางด้านทิศตะวันตกในส่วนที่ติดกับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 16271 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 72 ตารางวา ตามเนื้อที่ภายในเส้นสีแดงแผนที่สังเขปเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ให้แก่จำเลยเพื่อจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้องแย้งภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์ในการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตกที่จำเลยครอบครองอยู่ เนื้อที่ 72 ตารางวา ในกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 72 ตารางวา ในกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาท แล้วให้จำเลยปรับปรุงดินบริเวณดังกล่าวให้คงสภาพดังเดิม และห้ามจำเลยพร้อมทั้งบริวารรบกวนหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ปีละ 3,200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์และปรับปรุงที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลย ถือเป็นการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" คดีนี้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยทำคันนาเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างที่ดินโจทก์และจำเลยดังกล่าวและปลูกต้นไม้รวมทั้งทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของจำเลย โดยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ดังนี้เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ แม้จำเลยจะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นที่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยจำเลยต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า การครอบครองปรปักษ์จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อฝ่ายจำเลยอ้างในคำให้การและคำแก้อุทธรณ์โจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน จึงไม่อาจมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ และคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันจำนวน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ยังมิได้วินิจฉัยดังกล่าวอาจเป็นผลให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เปลี่ยนแปลงไป ทั้งอาจมีกรณีจำกัดสิทธิของคู่ความในการฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับชั้นศาลเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) ประกอบด้วยมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อได้มีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสวง กลิ่นอำพันธ์
จำเลย — นายอุดม สั่งสอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเสริฐ อยู่เจริญดี
ศาลชั้นต้น — นายเจตน์พัฒน์ วารีเจริญชัย
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6151/2558
#630666
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยทำคันนาเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างที่ดินโจทก์และจำเลยดังกล่าวและปลูกต้นไม้รวมทั้งทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของจำเลย โดยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ดังนี้เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ แม้จำเลยจะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นที่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยจำเลยต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 72 ตารางวา ของโจทก์ออกไปทั้งหมดแล้วให้จำเลยปรับปรุงดินบริเวณดังกล่าวให้คงสภาพเดิม และห้ามจำเลยพร้อมทั้งบริวาร รบกวนหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์อีก และให้จำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย สาขากงไกรลาศ รังวัดเพื่อแบ่งแยกในนามเดิมของโฉนดที่ดินเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 3,200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์และปรับปรุงที่ดินของโจทก์ให้แล้วเสร็จและอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ทางด้านทิศตะวันตกในส่วนที่ติดกับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 16271 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 72 ตารางวา ตามเนื้อที่ภายในเส้นสีแดงแผนที่สังเขปเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ให้แก่จำเลยเพื่อจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้องแย้งภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์ในการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตกที่จำเลยครอบครองอยู่ เนื้อที่ 72 ตารางวา ในกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาท ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 72 ตารางวา ในกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาท แล้วให้จำเลยปรับปรุงดินบริเวณดังกล่าวให้คงสภาพดังเดิม และห้ามจำเลยพร้อมทั้งบริวาร รบกวนหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ปีละ 3,200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนต้นไม้ของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์และปรับปรุงที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9495 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16271 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ 3 งาน 66 ตารางวา ซึ่งมีอาณาเขตด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินของโจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีเขียว เนื้อที่ 72 ตารางวา อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลย ถือเป็นการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" คดีนี้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยทำคันนาเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างที่ดินโจทก์และจำเลยดังกล่าวและปลูกต้นไม้รวมทั้งทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของจำเลย โดยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ดังนี้เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ แม้จำเลยจะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นที่สามารถนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยจำเลยต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า การครอบครองปรปักษ์จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อฝ่ายจำเลยอ้างในคำให้การและคำแก้อุทธรณ์โจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน จึงไม่อาจมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ และคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันจำนวน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ยังมิได้วินิจฉัยดังกล่าวอาจเป็นผลให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เปลี่ยนแปลงไป ทั้งอาจมีกรณีจำกัดสิทธิของคู่ความในการฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับชั้นศาลเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) ประกอบด้วยมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อได้มีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสวง กลิ่นอำพันธ์
จำเลย — นายอุดม สั่งสอน
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6150/2558
#586446
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทเป็นของ น. มิใช่เป็นของจำเลย คำให้การของจำเลยในตอนแรกที่ว่า จำเลยซื้อที่ดินมาจาก น. และ น. ส่งมอบที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว เป็นเพียงการอ้างถึงที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ หาใช่เป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเองมาแต่เดิมไม่ คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่อ้างการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทหลังจากที่ซื้อมา จึงมิได้ขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกหรือเท่ากับเป็นการอ้างครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้แต่อย่างใดไม่

โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในทะเบียนที่ดิน ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินอยู่ในขณะที่พิพาทกัน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานว่าเป็นการยึดถือเพื่อตน และ ป.พ.พ. มาตรา 1370 ให้สันนิษฐานว่าครอบครองโดยสุจริตโดยความสงบและโดยเปิดเผย เป็นเพียงบทบัญญัติของการยึดถือครอบครองทรัพย์สินทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกถึงกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการยึดถือครอบครอง จึงต้องบังคับตาม มาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30935 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 30935 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ยอมไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ซื้อที่ดินจากนางสาวน้อย แต่เป็นการอยู่โดยสิทธิอาศัยไม่ได้อยู่โดยปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30935 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 1,500 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ ให้ยกอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางสาวน้อย มิใช่เป็นของจำเลย คำให้การของจำเลยในตอนแรกที่ว่า จำเลยซื้อที่ดินมาจากนางสาวน้อยและนางสาวน้อยส่งมอบที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว เป็นเพียงการอ้างถึงที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ หาใช่เป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเองมาแต่เดิมไม่ คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่อ้างการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทหลังจากที่ซื้อมา จึงมิได้ขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกหรือเท่ากับเป็นการอ้างครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยในประเด็นการครอบครองปรปักษ์ โดยเห็นว่า คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาใหม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์นั้น เห็นว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในทะเบียนที่ดิน ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินอยู่ในขณะที่พิพาทกัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานว่าเป็นการยึดถือเพื่อตน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1370 ให้สันนิษฐานว่าครอบครองโดยสุจริตโดยความสงบและโดยเปิดเผย เป็นเพียงบทบัญญัติของการยึดถือครอบครองทรัพย์สินทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกถึงกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการยึดถือครอบครอง จึงต้องบังคับตาม มาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย มิใช่ตกแก่โจทก์ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยตกลงซื้อที่ดินจากนางสาวน้อยเมื่อปลายปี 2538 โดยชำระเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษานางสาวน้อย เมื่อหายแล้วนางสาวน้อยจะไปโอนที่ดินให้ จำเลยเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือหลักฐานการเจ็บป่วยหรือการใช้จ่ายเงินในการรักษาตัวนางสาวน้อยและจำเลยเป็นผู้ดำเนินการมาสนับสนุน จึงยากแก่การรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางสาวน้อยแล้ว ส่วนที่จำเลยอยู่ร่วมกับนางสาวน้อยและนางเพียงในบ้านซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทมาแต่เดิม โดยจำเลยเองมิได้เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท ย่อมต้องถือว่าเป็นเพียงการอาศัยสิทธิของนางเพียงมารดาเท่านั้น มิใช่ในฐานะเจ้าของที่แท้จริง ที่จำเลยฎีกาว่า หลังจากนางสาวน้อยถึงแก่ความตาย โจทก์เคยจะให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่ออกและอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลย ก็เป็นการเบิกความลอยๆของจำเลยฝ่ายเดียวและไม่มีพยานหลักฐานใดอ้างอิง จึงไม่พอที่จะให้ฟังว่า จำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ โดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินไว้แทนโจทก์อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1381 ในอันจะถือได้ว่า จำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ที่จะเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้เช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยจึงเป็นเพียงผู้อาศัย เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการอาศัยอยู่โดยละเมิด โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ สำหรับค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท ตามที่ศาลล่างกำหนด เมื่อเทียบกับค่าเช่าบ้านหรือห้องพักทั่วไปเพื่อการอยู่อาศัยแล้วถือว่ามิได้เป็นจำนวนที่จนสูงเกินสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1369 ม. 1370 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขาว ศรีบุญเพ็ง
จำเลย — นางสาวหนาว ศรีบุญเพ็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นายพรชัย แสงชัยสุคนธกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6150/2558
#630639
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทเป็นของ น. มิใช่เป็นของจำเลย คำให้การของจำเลยในตอนแรกที่ว่า จำเลยซื้อที่ดินมาจาก น. และ น. ส่งมอบที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว เป็นเพียงการอ้างถึงที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ หาใช่เป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเองมาแต่เดิมไม่ คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่อ้างการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทหลังจากที่ซื้อมา จึงมิได้ขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกหรือเท่ากับเป็นการอ้างครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้แต่อย่างใดไม่

โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในทะเบียนที่ดิน ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินอยู่ในขณะที่พิพาทกัน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานว่าเป็นการยึดถือเพื่อตน และ ป.พ.พ. มาตรา 1370 ให้สันนิษฐานว่าครอบครองโดยสุจริตโดยความสงบและโดยเปิดเผย เป็นเพียงบทบัญญัติของการยึดถือครอบครองทรัพย์สินทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกถึงกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการยึดถือครอบครอง จึงต้องบังคับตาม มาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30935 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 30935 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ยอมไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ซื้อที่ดินจากนางสาวน้อย แต่เป็นการอยู่โดยสิทธิอาศัยไม่ได้อยู่โดยปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30935 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 1,500 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ ให้ยกอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ จำเลยและนางสาวน้อย เป็นบุตรของนางเพียง เดิมนางเพียงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 30935 ตำบลสวนแตง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 2 งาน 74 ตารางวา ที่พิพาท โดยมีบ้านเลขที่ 521 ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 นางเพียงจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่นางสาวน้อย ปี 2542 นางสาวน้อยถึงแก่ความตาย วันที่ 28 ตุลาคม 2542 นางเพียงจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นของตนแล้วจดทะเบียนยกให้โจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดิน

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางสาวน้อย มิใช่เป็นของจำเลย คำให้การของจำเลยในตอนแรกที่ว่า จำเลยซื้อที่ดินมาจากนางสาวน้อยและนางสาวน้อยส่งมอบที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว เป็นเพียงการอ้างถึงที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ หาใช่เป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเองมาแต่เดิมไม่ คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่อ้างการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทหลังจากที่ซื้อมา จึงมิได้ขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกหรือเท่ากับเป็นการอ้างครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยในประเด็นการครอบครองปรปักษ์ โดยเห็นว่า คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาใหม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์นั้น เห็นว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในทะเบียนที่ดิน ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินอยู่ในขณะที่พิพาทกัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานว่าเป็นการยึดถือเพื่อตน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1370 ให้สันนิษฐานว่าครอบครองโดยสุจริตโดยความสงบและโดยเปิดเผย เป็นเพียงบทบัญญัติของการยึดถือครอบครองทรัพย์สินทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกถึงกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการยึดถือครอบครอง จึงต้องบังคับตาม มาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยมิใช่ตกแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยตกลงซื้อที่ดินจากนางสาวน้อยเมื่อปลายปี 2538 โดยชำระเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษานางสาวน้อย เมื่อหายแล้วนางสาวน้อยจะไปโอนที่ดินให้ จำเลยเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือหลักฐานการเจ็บป่วยหรือการใช้จ่ายเงินในการรักษาตัวนางสาวน้อยและจำเลยเป็นผู้ดำเนินการมาสนับสนุน จึงยากแก่การรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางสาวน้อยแล้ว ส่วนที่จำเลยอยู่ร่วมกับนางสาวน้อยและนางเพียงในบ้านซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทมาแต่เดิม โดยจำเลยเองมิได้เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท ย่อมต้องถือว่าเป็นเพียงการอาศัยสิทธิของนางเพียงมารดาเท่านั้น มิใช่ในฐานะเจ้าของที่แท้จริง ที่จำเลยฎีกาว่า หลังจากนางสาวน้อยถึงแก่ความตาย โจทก์เคยจะให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่ออกและอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลย ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ ของจำเลยฝ่ายเดียวและไม่มีพยานหลักฐานใดอ้างอิง จึงไม่พอที่จะให้ฟังว่า จำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ โดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินไว้แทนโจทก์อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ในอันจะถือได้ว่า จำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ที่จะเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้เช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยจึงเป็นเพียงผู้อาศัย เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการอาศัยอยู่โดยละเมิด โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ สำหรับค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท ตามที่ศาลล่างกำหนด เมื่อเทียบกับค่าเช่าบ้านหรือห้องพักทั่วไปเพื่อการอยู่อาศัยแล้วถือว่ามิได้เป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1369 ม. 1370 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขาว ศรีบุญเพ็ง
จำเลย — นางสาวหนาว ศรีบุญเพ็ง
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6145/2558
#582426
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลาเกิดเหตุ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้นำความดังกล่าวมาใช้กับคู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาด้วย

จำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ จำเลยและคู่สมรสมีหน้าที่ตามบทบังคับแห่งกฎหมายในอันที่จะต้องไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์โดยไม่ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม การที่ ก. คู่สมรสของจำเลยเข้าถือหุ้นในบริษัท ป. สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันจากกระทรวงพลังงานอันมีลักษณะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและเป็นกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยมีเหตุสิ้นสุดลง จึงส่งเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการต้องห้ามอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยที่ 12 - 14/2553 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐตามมาตรา 216 วรรคห้า จำเลยเป็นคู่ความในคดีจึงต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยจงใจกระทำผิดกฎหมายเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลง เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยว่างลง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เป็นเงิน 11,385,447.01 บาท ต้องถือว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการจงใจกระทำผิดกฎหมายของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เป็นค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 หาจำต้องมีบทบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ให้สิทธิโจทก์เรียกค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่จากผู้กระทำผิดได้โดยเฉพาะ จึงจะทำให้การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดดังจำเลยฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 12,117,702.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 11,385,447.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2554) ต้องไม่เกิน 732,255.80 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นการทั่วไป จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 ภายหลังจากที่จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นางกาญจนา คู่สมรสของจำเลยถือหุ้นในบริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) สมาชิกวุฒิสภายื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งว่า คู่สมรสของจำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) ประกอบมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 106 (6) จึงส่งเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการต้องห้ามอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยได้รับสัมปทานในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันจากกระทรวงพลังงาน จึงเป็นบริษัทอันมีลักษณะเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) รัฐธรรมนูญห้ามการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่ต้องห้ามโดยไม่ได้ระบุว่า จะต้องถือหุ้นจำนวนเท่าใดและไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีอำนาจบริหารงานหรือครอบงำกิจการหรือไม่ ฉะนั้น การถือหุ้นเพียงหุ้นเดียวก็ย่อมเป็นการถือหุ้นตามรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการก็ตาม การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามการถือหุ้นไว้ชัดเจนก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีช่องทางที่จะใช้หรือถูกใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น แม้การซื้อหุ้นของนางกาญจนา คู่สมรสของจำเลยจะเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์และแม้จะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือเพื่อเป็นการเก็งกำไรก็ตาม ก็เป็นการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม จำเลยกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 12 - 14/2553 เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยว่างลง คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างในวันที่ 13 ธันวาคม 2553 โจทก์เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นเป็นเงิน 11,385,447.01 บาท สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น จำเลยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำละเมิดและต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่น มีบัญญัติไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด เช่น ความรับผิดของนายจ้างในการกระทำละเมิดของลูกจ้าง ความรับผิดของตัวการในการกระทำละเมิดของตัวแทน ความรับผิดของผู้ว่าจ้างในการกระทำละเมิดของผู้รับจ้าง ความรับผิดของบิดามารดาในการกระทำละเมิดของผู้เยาว์ เป็นต้น แต่ไม่มีบทบัญญัติให้สามีภริยาต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อนางกาญจนา คู่สมรสของจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) อันเป็นการกระทำเฉพาะตัวของคู่สมรสจำเลย จำเลยไม่ได้กระทำผิดกฎหมายจึงไม่ได้ทำละเมิดนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลาเกิดเหตุ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้นำความดังกล่าวมาใช้กับคู่สมรสและบุตรของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาด้วย จำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จำเลยและคู่สมรสมีหน้าที่ตามบทบังคับแห่งกฎหมายในอันที่จะต้องไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์โดยไม่ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม การที่นางกาญจนา คู่สมรสของจำเลยเข้าถือหุ้นในบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับสัมปทานในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันจากกระทรวงพลังงานอันมีลักษณะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและเป็นกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยมีเหตุสิ้นสุดลง จึงส่งเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการต้องห้ามอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยที่ 12 - 14/2553 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐตามมาตรา 216 วรรคห้า จำเลยเป็นคู่ความในคดีจึงต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยจงใจกระทำผิดกฎหมายเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลง เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยว่างลง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นเป็นเงิน11,385,447.01 บาท ก็ต้องถือว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการจงใจกระทำผิดกฎหมายของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หาจำต้องมีบทบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ให้สิทธิโจทก์เรียกค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่จากผู้กระทำผิดได้โดยเฉพาะ จึงจะทำให้การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดดังจำเลยฎีกาไม่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยในประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 106 (6) ม. 265 วรรคหนึ่ง (2) ม. 265 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางรัศมี เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอายุวัชญ์ วิทูธวัชรเวธน์
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะสิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6131/2558
#588128
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และเป็นคู่ความเดียวกัน คดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรชิ้นส่วนรถยนต์ของ อ. ผู้เอาประกันภัยกับโจทก์ พฤติการณ์ในคดีส่วนแพ่ง คือ พบชิ้นส่วนรถยนต์บรรทุกสิบล้อพิพาทในบริเวณอู่ซ่อมรถที่จำเลยดำเนินกิจการ จำเลยรับว่าซื้อรถยนต์พิพาทจาก ก. ราคา 200,000 บาท โดยโอนลอยทั้งที่ ก. เพิ่งซื้อมาจากบริษัท ห. ในราคา 650,000 บาท ดังนั้น จำเลยรับซื้อรถยนต์ทั้งคันไว้ในราคาต่ำผิดปกติ จึงฟังได้ว่า จำเลยรับซื้อรถยนต์พิพาททั้งคันโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ลักมา แม้ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยรับของโจรชิ้นส่วนรถยนต์ มิได้รับของโจรรถยนต์ทั้งคันก็ตาม แต่คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 เมื่อคดีส่วนแพ่งฟังว่า จำเลยรับรถยนต์ไว้ทั้งคันก็ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งคันแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 509,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 509,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2547) ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 74 - 7941 กรุงเทพมหานคร จากนายอภิชัย ผู้เอาประกันภัย ขณะเกิดเหตุอยู่ในอายุสัญญาประกันภัย โดยเมื่อวันที่ 26 ถึง 27 สิงหาคม 2546 มีคนร้ายลักรถยนต์พิพาทไปจากลานรับฝากรถและมีการร้องทุกข์ไว้แล้วตามรายงานประจำวันต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานตำรวจทำการตรวจค้นอู่สมพงษ์ในท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีจำเลยเป็นเจ้าของกิจการพบชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์พิพาทหลายรายการ มีการตรวจยึดไว้เป็นของกลางและส่งไปตรวจพิสูจน์ หลังจากนั้นนายอภิชัยขอรับชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์พิพาทรวม 8 ชิ้น จากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรี และโจทก์ดำเนินการซ่อมแซมชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์พิพาท โดยซื้ออะไหล่ใหม่มาทดแทนประกอบขึ้นใหม่เสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน 509,500 บาท เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกาของจำเลย คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำละเมิดทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดคือไม่ได้ลักทรัพย์หรือรับของโจรของผู้เสียหายไป จึงฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ กล่าวคือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่ถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความเดียวกับในคดีอาญา สำหรับคดีนี้แม้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและรับของโจร แต่โจทก์อุทธรณ์ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจร ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 508/2554 หมายเลขแดงที่ 9500/2555 ของศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลฎีกาเรียกมาประกอบการพิจารณาคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา คู่ความในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ดังนั้นการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ว่าจำเลยรับของโจรชิ้นส่วนรถยนต์ไว้ คงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยรับชิ้นส่วนอื่นด้วยหรือไม่ เห็นว่า จากพฤติการณ์ที่พบชิ้นส่วนรถยนต์พิพาทในบริเวณอู่ซ่อมรถที่จำเลยเป็นผู้ดำเนินกิจการประกอบกับจำเลยเบิกความรับว่า ได้ซื้อรถยนต์คันพิพาทมาจากนายกิตติในราคา 200,000 บาท ด้วยวิธีการโอนลอยจากนายกิตติ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น 5 วัน นายกิตติเพิ่งซื้อจากบริษัทหลานหลวง คอนสตรัคชั่น จำกัด ในราคา 650,000 บาท ดังนั้น จำเลยรับซื้อรถยนต์ทั้งคันไว้ในราคาต่ำผิดปกติ จึงฟังได้ว่าจำเลยรับซื้อรถยนต์พิพาททั้งคันโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา แม้ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยรับของโจรชิ้นส่วนของรถยนต์มิได้รับของโจรรถยนต์ทั้งคันก็ตาม แต่คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 เมื่อคดีส่วนแพ่งฟังว่าจำเลยรับรถยนต์ไว้ทั้งคันก็ให้จำเลยรับผิดได้ ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน ส่วนบริเวณที่พบของกลางก็ไม่ใช่บริเวณที่จำเลยเช่า จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องและมีหลักฐานการซื้อขายมาประกอบ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟังเพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมพงษ์ ปิณฑะศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสัญชัย ผลฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา