คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5136/2558
#585614
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลกับโจทก์ บริษัท จ. อ. และ ช. แต่จำเลยผิดสัญญา จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฝ่ายโจทก์ซึ่งรวมถึงบริษัท จ. อ. และ ธ. เป็นฝ่ายผิดสัญญาและขอให้โจทก์ บริษัท จ. อ. และ ธ. ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการผิดสัญญาให้แก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่า ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับคำฟ้องโจทก์ และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์ บริษัท จ. อ. และ ธ. ซึ่งร่วมกับโจทก์ทำสัญญากับจำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ตามคำร้องของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 40,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ บริษัททีเอสเอฟ แมเนจเม้นท์ จำกัด นายอรัญและนายธนัชพลร่วมกันคืนเงินที่จำเลยชำระไป 29,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันชำระรวมเป็น 33,295,547.95 บาท ให้แก่จำเลยและขอให้มีคำสั่งเรียกบริษัททีเอสเอฟ แมเนจเม้นท์ จำกัด นายอรัญและนายธนัชพลเข้ามาเป็นคู่ความในคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การของจำเลย ส่วนคำฟ้องแย้งและคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความนั้นไม่รับและยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ และสมควรเรียกบริษัททีเอสเอฟ แมเนจเม้นท์ จำกัด นายอรัญและนายธนัชพล เข้ามาเป็นคู่ความในคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลกับโจทก์ บริษัทเจซีดี แมเนจเมนท์ จำกัด นายอรัญและนายธนัชพล แต่จำเลยผิดสัญญา จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ดังนั้นเมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฝ่ายโจทก์ซึ่งรวมถึงบริษัทเจซีดี แมเนจเมนท์ จำกัด นายอรัญและนายธนัชพลเป็นฝ่ายผิดสัญญาและขอให้โจทก์ บริษัททีเอสเอฟ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของบริษัทเจซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัด นายอรัญและนายธนัชพลร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการผิดสัญญาให้แก่จำเลย ดังนี้ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่า ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์ บริษัททีเอสเอฟ แมเนจเม้นท์ จำกัด นายอรัญและนายธนัชพลซึ่งร่วมกับโจทก์ทำสัญญากับจำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ตามคำร้องของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลย และให้หมายเรียกบริษัททีเอสเอฟ แมเนจเม้นท์ จำกัด นายอรัญ และนายธนัชพล เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไลเกอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุภาพร เนตรเขียน
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5108/2558
#585991
เปิดฉบับเต็ม

แม้รถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้จะสูญหายไปในขณะที่จอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรม ร. แต่โจทก์ก็นำสืบว่า เหตุที่ ป. นำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรม ร. เนื่องจากรถบรรทุกมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนำเข้าไปในลานจอดรถของโรงแรมจำเลยได้เพราะประตูทางเข้าโรงแรมจำเลยมีเหล็กกั้นความสูงอยู่พนักงานของโรงแรมจำเลยจึงบอกให้ ป. นำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรม ร. วิธีปฏิบัติซึ่งโรงแรมจำเลยอาศัยพึ่งพิงลานจอดรถของโรงแรม ร. เสมือนเป็นลานจอดรถของตนในกรณีที่รถยนต์ของลูกค้าของโรงแรมจำเลยเป็นรถขนาดใหญ่และไม่สามารถเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมจำเลยได้ และน่าจะได้รับความยินยอมจากโรงแรม ร. เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นย่อมเป็นการยากที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ลูกค้าของโรงแรม ร. จะสามารถนำรถเข้าไปจอดภายในลานจอดรถของโรงแรมได้ เมื่อรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่ง ป. คนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามาตาม ป.พ.พ. มาตรา 674

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 2,043,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 43,750 บาท (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2550) กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,800,000 บาท เท่าราคาตามสภาพรถบรรทุกคันพิพาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 96 - 0232 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทซีโน - แปซิฟิคเทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2550 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ชื่อโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เวลาประมาณ 19.50 นาฬิกา นายประเสริฐ และนายอานนท์ พนักงานของบริษัทซีโน - แปซิฟิคเทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ของจำเลยห้องพักเลขที่ 414 เป็นเวลา 3 คืน โดยในช่วงเวลากลางวันนายประเสริฐจะขับรถบรรทุกคันดังกล่าวพานายอานนท์ไปส่งของให้ลูกค้า ส่วนช่วงเวลากลางคืนจะนำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา หลังจากส่งสินค้าให้ลูกค้าเสร็จแล้ว นายประเสริฐขับรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ที่บริเวณตามภาพถ่าย ซึ่งตรงกับตำแหน่งที่มีเครื่องหมายดอกจัน ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 เวลา 7.30 นาฬิกา นายประเสริฐไปที่ลานจอดรถ ปรากฏว่ารถบรรทุกสูญหายไป นายประเสริฐแจ้งให้พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ทราบ และไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามจำนวนทุนประกัน แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้รถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้จะสูญหายไปในขณะที่จอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ แต่โจทก์ก็นำสืบว่า เหตุที่นายประเสริฐนำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์เนื่องจากรถบรรทุกมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนำเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ได้เพราะประตูทางเข้าโรงแรมเกสท์เฮ้าส์มีเหล็กกั้นความสูงอยู่ พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์จึงบอกให้นายประเสริฐนำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนายชัยศักดิ์ ผู้จัดการโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ว่า ประตูทางเข้าโรงแรมมีเสา 2 ต้นและมีคานบนสูงจากพื้นประมาณเกือบ 3 เมตร และได้ความจากนายทนงศักดิ์ พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ว่า นายทนงศักดิ์เคยบอกให้ลูกค้าของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์นำรถไปจอดที่บริเวณลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ อันเป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังนำสืบอีกว่า ลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้ง จึงต้องรับฟังว่าลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ และเมื่อจำเลยนำสืบว่าโรงแรมเกสท์เฮ้าส์มีลานจอดรถ 2 แห่ง ถนนด้านหน้าโรงแรม และด้านทิศตะวันออกของโรงแรม ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายแล้วจะเห็นว่าตรงกับตำแหน่งลานจอดรถบริเวณหมายเลข 2 ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ ซึ่งลานจอดรถดังกล่าวปรากฏว่ามีโครงหลังคายาวตลอดแนว เมื่อพิเคราะห์ถึงความสูงของรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ซึ่งเป็นรถบรรทุกหกล้อขนาดใหญ่ ย่อมไม่สามารถขับผ่านประตูทางเข้าลานจอดรถที่มีคานกั้นสูงเพียงประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถนำเข้าไปจอดที่ลานจอดรถที่มีโครงหลังคาดังกล่าวได้ ดังนั้น ข้อที่นายประเสริฐและนายอานนท์เบิกความว่า นายประเสริฐไม่สามารถขับรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ได้เพราะเป็นรถขนาดใหญ่ และพนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์บอกให้นำรถไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ดังที่จำเลยฎีกา และแม้ต่อมานายทนงศักดิ์จะเบิกความใหม่ว่าตนไม่เคยบอกให้ลูกค้านำรถไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ก็น่าเชื่อว่าจะเป็นการเบิกความเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยมากกว่าที่จะเกิดจากความประหม่าตื่นเต้น คำเบิกความในส่วนนี้ของนายทนงศักดิ์จึงไม่น่าเชื่อถือ ทั้งพฤติการณ์ที่นายประเสริฐเข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์เป็นเวลาถึง 3 คืน โดยนายประเสริฐและนายอานนท์เบิกความยืนยันว่า ช่วงเวลาที่เข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ทั้ง 3 คืน ในช่วงกลางวัน นายประเสริฐกับนายอานนท์จะขับรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปส่งสินค้าให้ลูกค้า และในช่วงเย็นนายประเสริฐจะนำรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ จากนั้นจึงเข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ โดยนายประเสริฐยืนยันอีกว่า พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ทุกคนรู้จักนายประเสริฐ และทราบว่านายประเสริฐขับรถมาส่งสินค้าให้ลูกค้า เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบหรือถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ตลอด 3 คืนที่เข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ นายประเสริฐจะนำรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ตามที่พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์บอก โดยไม่มีใครทักท้วงหรือห้ามไม่ให้นายประเสริฐนำรถเข้าไปจอด ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นวิธีปฏิบัติว่า โรงแรมเกสท์เฮ้าส์อาศัยพึ่งพิงลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์เสมือนเป็นลานจอดรถของตนในกรณีที่รถยนต์ของลูกค้าของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์เป็นรถขนาดใหญ่และไม่สามารถเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ได้ และน่าจะได้รับความยินยอมจากโรงแรมราชพฤกษ์ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นการยากที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ลูกค้าของโรงแรมราชพฤกษ์จะสามารถนำรถเข้าไปจอดภายในลานจอดรถของโรงแรมได้ เมื่อรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งนายประเสริฐคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดเพียงใด นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกลั่นทอง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายถิรพันธ์ สุวรรณโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5108/2558
#635523
เปิดฉบับเต็ม

ป. เข้าพักที่โรงแรม ก. ของจำเลยโดยนำรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรม ร. ตามที่พนักงานของโรงแรม ก. บอก โดยไม่มีใครทักท้วงหรือห้ามไม่ให้ ป. นำรถเข้าไปจอด ย่อมแสดงให้เห็นวิธีปฏิบัติว่า โรงแรม ก. อาศัยพึ่งพิงลานจอดรถของโรงแรม ร. เสมือนเป็นลานจอดรถของตนในกรณีที่รถยนต์ของลูกค้าของโรงแรม ก. เป็นรถขนาดใหญ่และไม่สามารถเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรม ก. ได้ และน่าจะได้รับความยินยอมจากโรงแรม ร. เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นการยากที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ลูกค้าของโรงแรม ร. จะสามารถนำรถเข้าไปจอดภายในลานจอดรถของโรงแรมได้ เมื่อรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่ง ป. คนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 2,043,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 43,750 บาท (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2550) กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,800,000 บาท เท่าราคาตามสภาพรถบรรทุกคันพิพาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 96 - 0232 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทซีโน - แปซิฟิคเทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2550 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ชื่อโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เวลาประมาณ 19.50 นาฬิกา นายประเสริฐ และนายอานนท์ พนักงานของบริษัทซีโน - แปซิฟิคเทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ของจำเลยห้องพักเลขที่ 414 เป็นเวลา 3 คืน โดยในช่วงเวลากลางวันนายประเสริฐจะขับรถบรรทุกคันดังกล่าวพานายอานนท์ไปส่งของให้ลูกค้า ส่วนช่วงเวลากลางคืนจะนำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา หลังจากส่งสินค้าให้ลูกค้าเสร็จแล้ว นายประเสริฐขับรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 เวลา 7.30 นาฬิกา นายประเสริฐไปที่ลานจอดรถ ปรากฏว่ารถบรรทุกสูญหายไป นายประเสริฐแจ้งให้พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ทราบ และไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามจำนวนทุนประกันแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นายประเสริฐนำรถบรรทุกไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ไม่ใช่ลานจอดรถของโรงแรมจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า แม้รถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้จะสูญหายไปในขณะที่จอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ แต่โจทก์ก็นำสืบว่า เหตุที่นายประเสริฐนำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์เนื่องจากรถบรรทุกมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนำเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ได้เพราะประตูทางเข้าโรงแรมเกสท์เฮ้าส์มีเหล็กกั้นความสูงอยู่ พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์จึงบอกให้นายประเสริฐนำรถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนายชัยศักดิ์ ผู้จัดการโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ว่า ประตูทางเข้าโรงแรมมีเสา 2 ต้นและมีคานบนสูงจากพื้นประมาณเกือบ 3 เมตร และได้ความจากนายทนงศักดิ์ พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ว่า นายทนงศักดิ์เคยบอกให้ลูกค้าของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์นำรถไปจอดที่บริเวณลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ อันเป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ เมื่อจำเลยนำสืบว่าโรงแรมเกสท์เฮ้าส์มีลานจอดรถ 2 แห่ง คือบริเวณถนนด้านหน้าโรงแรม และบริเวณด้านทิศตะวันออกของโรงแรม จะเห็นว่าตรงกับตำแหน่งลานจอดรถที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ ซึ่งลานจอดรถดังกล่าวปรากฏว่ามีโครงหลังคายาวตลอดแนว เมื่อพิเคราะห์ถึงความสูงของรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ซึ่งเป็นรถบรรทุกหกล้อขนาดใหญ่ ย่อมไม่สามารถขับผ่านประตูทางเข้าลานจอดรถที่มีคานกั้นสูงเพียงประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถนำเข้าไปจอดที่ลานจอดรถที่มีโครงหลังคาดังกล่าวได้ ดังนั้น ข้อที่นายประเสริฐและนายอานนท์เบิกความว่า นายประเสริฐไม่สามารถขับรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ได้เพราะเป็นรถขนาดใหญ่ และพนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์บอกให้นำรถไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ดังที่จำเลยฎีกา และแม้ต่อมานายทนงศักดิ์จะเบิกความใหม่ว่าตนไม่เคยบอกให้ลูกค้านำรถไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ ก็น่าเชื่อว่าจะเป็นการเบิกความเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยมากกว่าที่จะเกิดจากความประหม่าตื่นเต้น คำเบิกความในส่วนนี้ของนายทนงศักดิ์จึงไม่น่าเชื่อถือ ทั้งพฤติการณ์ที่นายประเสริฐเข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์เป็นเวลาถึง 3 คืนโดยนายประเสริฐและนายอานนท์เบิกความยืนยันว่า ช่วงเวลาที่เข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ทั้ง 3 คืน ในช่วงกลางวันนายประเสริฐกับนายอานนท์จะขับรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปส่งสินค้าให้ลูกค้า และในช่วงเย็นนายประเสริฐจะนำรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ จากนั้นจึงเข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ โดยนายประเสริฐยืนยันอีกว่า พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ทุกคนรู้จักนายประเสริฐ และทราบว่านายประเสริฐขับรถมาส่งสินค้าให้ลูกค้า เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบหรือถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ตลอด 3 คืน ที่เข้าพักที่โรงแรมเกสท์เฮ้าส์ นายประเสริฐจะนำรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์ตามที่พนักงานของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์บอก โดยไม่มีใครทักท้วงหรือห้ามไม่ให้นายประเสริฐนำรถเข้าไปจอด ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นวิธีปฏิบัติว่า โรงแรมเกสท์เฮ้าส์อาศัยพึ่งพิงลานจอดรถของโรงแรมราชพฤกษ์เสมือนเป็นลานจอดรถของตนในกรณีที่รถยนต์ของลูกค้าของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์เป็นรถขนาดใหญ่และไม่สามารถเข้าไปจอดในลานจอดรถของโรงแรมเกสท์เฮ้าส์ได้ และน่าจะได้รับความยินยอมจากโรงแรมราชพฤกษ์ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นการยากที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ลูกค้าของโรงแรมราชพฤกษ์จะสามารถนำรถเข้าไปจอดภายในลานจอดรถของโรงแรมได้ เมื่อรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งนายประเสริฐคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดเพียงใด นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกลั่นทอง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5092/2558
#584772
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องของโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังพอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเองด้วย ดังนั้น แม้ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ยังจะต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยรถที่โจทก์รับประกันภัยและต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 258,657 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 3,233 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 261,890 บาท ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 258,657 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่รับฟ้องเพราะถึงแก่ความตายไปก่อนฟ้องแล้ว

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ 261,890 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 258,651 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถกระบะหมายเลขทะเบียน 9 ป - 1628 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยที่ 3 โดยระบุความรับผิดของจำเลยที่ 3 ต่อบุคคลภายนอกในความเสียหายต่อทรัพย์สิน 600,000 บาท ต่อครั้ง ตามรายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ และสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เอกสารท้ายคำให้การของจำเลยที่ 3 ส่วนโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตน 7506 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายปิยะ ระบุความรับผิดของโจทก์ต่อความเสียหายของรถที่โจทก์รับประกันภัย 440,000 บาทต่อครั้ง ตามตารางกรมธรรม์และเงื่อนไขและความคุ้มครอง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัยทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขับรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยชนท้ายรถที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมรถที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเงิน 258,657 บาท แล้วมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์มีทนายเบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แต่ไม่มีเอกสารใด ๆ มาแสดง โดยจำเลยที่ 2 นำสืบโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิด ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 เป็นการประกันภัยความเสียหายอันเกิดจากรถที่เอาประกันภัยไปก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่นในเมื่อผู้เอาประกันภัยขับรถหรือยินยอมให้ผู้อื่นขับรถ ซึ่งสอดรับกับเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 4 การคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่ ที่ว่า "บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง" ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้กำหนดให้บริษัทประกันภัยทุกบริษัทใช้เงื่อนไขเดียวกันหมด เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยรถไว้ต่อจำเลยที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 นำรถไปขับขี่ย่อมต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถที่โจทก์รับประกันภัย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยทำละเมิดเอง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโจทก์ในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังพอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเองด้วย ดังนั้น แม้ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาก็ตามแต่ก็ยังจะต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งข้อนี้โจทก์สืบพยานสองปากคือนางสาวรวิวรรณ ผู้รับมอบอำนาจช่วงและเป็นทนายความโจทก์ กับนายสงวน พนักงานของโจทก์มีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุ เบิกความรวมความว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือทางอันมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน แต่ก็มิได้เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่แต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่สืบพยาน จึงไม่มีพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 มาชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงย่อมต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยรถที่โจทก์รับประกันภัยและต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสุรพล ปัทมดิษฐ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสนั่น สร้อยผา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพันธาวุธ ปาณิกบุตร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5092/2558
#635522
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องของโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังพอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเองด้วยดังนั้น แม้ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ก็ตามแต่ก็ยังจะต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยรถที่โจทก์รับประกันภัยและต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 258,657 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 3,233 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 261,890 บาท ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 258,657 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่รับฟ้องเพราะถึงแก่ความตายไปก่อนฟ้องแล้ว

จำเลยที่ 2 และ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ 261,890 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 258,651 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถกระบะหมายเลขทะเบียน 9 ป - 1628 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยที่ 3 โดยระบุความรับผิดของจำเลยที่ 3 ต่อบุคคลภายนอกในความเสียหายต่อทรัพย์สิน 600,000 บาท ต่อครั้ง ส่วนโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตน 7506 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายปิยะ ระบุความรับผิดของโจทก์ต่อความเสียหายของรถที่โจทก์รับประกันภัย 440,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัยทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขับรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยชนท้ายรถที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมรถที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเงิน 258,657 บาท แล้วมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์มีทนายเบิกความลอยๆ ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แต่ไม่มีเอกสารใดๆ มาแสดง โดยจำเลยที่ 2 นำสืบโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิด ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 เป็นการประกันภัยความเสียหายอันเกิดจากรถที่เอาประกันภัยไปก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่นในเมื่อผู้เอาประกันภัยขับรถหรือยินยอมให้ผู้อื่นขับรถ ซึ่งสอดรับกับเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 4 การคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่ ที่ว่า "บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์ โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง" ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้กำหนดให้บริษัทประกันภัยทุกบริษัทใช้เงื่อนไขเดียวกันหมด เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกันจำเลยที่ 2 เอาประกันภัยรถไว้ต่อจำเลยที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 นำรถไปขับขี่ย่อมต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถที่โจทก์รับประกันภัย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยทำละเมิดเองจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโจทก์ในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังพอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเองด้วย ดังนั้น แม้ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาก็ตามแต่ก็ยังจะต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งข้อนี้โจทก์สืบพยานสองปากคือนางสาวรวิวรรณ ผู้รับมอบอำนาจช่วงและเป็นทนายความโจทก์ กับนายสงวน พนักงานของโจทก์มีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุ เบิกความรวมความว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือทางอันมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน แต่ก็มิได้เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่แต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่สืบพยาน จึงไม่มีพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 มาชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงย่อมต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยรถที่โจทก์รับประกันภัยและต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 427
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสุรพล ปัทมดิษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2558
#581437
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแต่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามา จึงมีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลทรัพย์สินของลูกค้า แต่จำเลยที่ 1 และพนักงานไม่ตรวจตราดูแลให้ดี ทำให้มีคนเข้ามาลักเอารถยนต์ไป จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาทรัพย์สินของผู้เข้าพักในโรงแรม ฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 โต้เถียงบรรยายโดยแจ้งชัดชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว

การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ม. ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันพิพาทระบุเวลาที่รถหายตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี 2 ฉบับ ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 และวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ไม่ตรงกันนั้น น่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนของผู้บันทึก ไม่ใช่ ม. แจ้งแตกต่างกัน

การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเฉพาะทรัพย์สินที่สูญหายภายในห้องพัก แต่ลานจอดรถอยู่ด้านนอกโรงแรม และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับฝากรถยนต์ จึงไม่มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ที่จอดไว้นั้น เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 674 และมาตรา 675 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามา แม้ความสูญหายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม ก็ต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 448,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 440,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 448,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 440,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน กง 9736 นครสวรรค์ ไว้จากนายมนัส มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงแรมวรบุรี อโยธยา คอนเวนชั่น รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างจำเลยที่ 1 ในการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และบุคคลภายนอกที่มาใช้บริการโดยส่งพนักงานมาปฏิบัติงานที่โรงแรมของจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 นายมนัสเข้าพักที่โรงแรมของจำเลยที่ 1 เพื่อร่วมในการอบรมสัมมนาของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหน่วยงานที่นายมนัสเป็นพนักงาน ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายมนัสแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน กง 9736 นครสวรรค์ ที่นำมาจอดไว้ในลานจอดรถสูญหายไป หลังจากนั้นนายมนัสไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาและแจ้งเรื่องให้โจทก์ทราบ โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วอนุมัติการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 440,000 บาท ตามจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยชำระเงินให้แก่นายมนัสเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายช่วงระยะเวลาที่รถยนต์สูญหายตามลำดับข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2549 นายมนัสนำรถยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมจำเลยที่ 1 จากนั้นนายมนัสเข้าพักและร่วมการอบรมสัมมนาที่โรงแรมดังกล่าว จนวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา นายมนัสนำกระเป๋าเสื้อผ้าและคอมพิวเตอร์ไปเก็บในรถแล้วปิดล็อกประตู แล้วนายมนัสไปเข้าอบรมต่อ จนเวลา 15 นาฬิกา นายมนัสกลับมาที่รถยนต์ แต่ไม่พบรถยนต์ที่จอดไว้ จึงแจ้งแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยและจำเลยที่ 1 คำฟ้องจึงระบุโดยแจ้งชัดว่า รถยนต์สูญหายในช่วงระหว่างเวลาประมาณ 7 นาฬิกา หลังจากนายมนัสนำของไปเก็บในรถ ถึงเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ที่นายมนัสกลับไปที่รถยนต์อีกครั้ง แต่ไม่พบรถยนต์แล้ว ในส่วนการงดเว้นกระทำการหรือการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์บรรยายสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแต่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามา จึงมีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลทรัพย์สินของลูกค้า แต่จำเลยที่ 1 และพนักงานไม่ตรวจตราดูแลรถยนต์ของนายมนัส ซึ่งมาเข้าพักและจอดรถไว้ในลานจอดรถของจำเลยที่ 1 ทำให้มีคนเข้ามาในลานจอดรถแล้วลักเอารถยนต์ไป จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาทรัพย์สินของผู้เข้าพักในโรงแรม จำเลยที่ 1 สามารถต่อสู้คดีได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมทำหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินของคนเดินทางที่เข้าพักโดยปฏิบัติอย่างไร ดังที่จำเลยที่ 1 ให้การแล้วว่า จำเลยที่ 1 จ้างจำเลยที่ 2 จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลในโรงแรม รวมถึงบริเวณที่จอดรถ ฟ้องโจทก์ในส่วนที่จำเลยที่ 1 โต้เถียงบรรยายโดยแจ้งชัดชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว จึงไม่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายจริงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายมนัสไม่พบรถยนต์ที่จอดไว้ก็สอบถามจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 และแจ้งแก่พนักงานของจำเลยที่ 1 และมีพนักงานของจำเลยที่ 1 ออกมาดูเหตุการณ์ จากนั้นนายมนัสได้แจ้งเหตุไปที่สาขาของโจทก์และไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้มาตรวจที่เกิดเหตุและให้นายมนัสนำชี้จุดที่จอดรถยนต์ไว้ ทั้งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่โจทก์ได้สอบถามจากนายณรงค์ พนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งก็ได้ความว่า เมื่อนายมนัสเลิกสัมมนาแล้วได้มาที่รถ แต่ไม่พบรถยนต์ที่จอดไว้ แต่ในช่วงเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ของวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 นายณรงค์ยังเห็นรถคันดังกล่าวจอดอยู่ ตามพฤติการณ์ของนายมนัสดังที่ได้ความข้างต้นเป็นไปตามปกติวิสัยของผู้ที่รถยนต์สูญหาย ทั้งการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ การไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและการแจ้งเหตุให้โจทก์ทราบ การที่นายมนัสมาเข้าพักในโรงแรมของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อเข้าร่วมการอบรมสัมมนาของหน่วยงาน ย่อมมีบุคคลที่รู้จักกับนายมนัสอยู่ในเหตุการณ์ช่วงที่เสร็จการสัมมนาแล้วนายมนัสจะเดินทางกลับ แต่ไม่พบรถยนต์ที่จอดไว้ หากข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นที่นายมนัสอ้าง ก็น่าจะมีการตรวจสอบและพบเห็นข้อพิรุธได้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อพิรุธในการกล่าวอ้างของนายมนัส ที่นายกฤษณะและนายณรงค์ให้ถ้อยคำไว้ตามบันทึกพยาน และบันทึกถ้อยคำ ก็ได้ความตรงกันว่า เมื่อเลิกการสัมมนานายมนัสไม่พบรถยนต์ที่จอดไว้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างในทำนองว่า นายมนัสระบุเวลาที่รถหายไม่ตรงกัน โดยในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แจ้งว่า รถยนต์สูญหายเวลาประมาณ 10 ถึง 12 นาฬิกานั้น ปรากฏว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนเป็นผู้บันทึกในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 เพื่อแสดงว่าได้รับคำร้องทุกข์เรื่องนี้เป็นคดี แต่ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งนายมนัสแจ้งเหตุในวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 ระบุว่า เวลา 15 นาฬิกา ผู้แจ้งไปที่รถ พบว่ารถยนต์สูญหายไป ทั้งตามเอกสารในสำนวนการสอบสวนทุกฉบับก็ระบุว่าเกิดเหตุระหว่างเวลาประมาณ 12 ถึง 15 นาฬิกา ระบุเวลาต่างไป จึงน่าจะมาจากความคลาดเคลื่อนของผู้บันทึก มิใช่นายมนัสแจ้งแตกต่างกัน สำหรับชิ้นส่วนที่ตกอยู่ใกล้จุดที่จอดรถยนต์ตามที่ปรากฏการนำชี้ในภาพถ่ายก็เป็นแต่หลักฐานประกอบอีกส่วนหนึ่ง หาใช่เมื่อไม่มีการตรวจสอบชิ้นส่วนดังกล่าวแล้ว จะฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ของนายมนัสสูญหายไป นอกจากข้ออ้างในเรื่องเวลาที่เกิดเหตุดังที่พิจารณาแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานที่จะแสดงว่า รถยนต์ของนายมนัสไม่ได้สูญหายไปจริง หรือนายมนัสรู้เห็นให้บุคคลใดมานำรถยนต์ออกไป พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไปจากลานจอดรถโรงแรมของจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 และมาตรา 675 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามา แม้ว่าความสูญหายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผู้คนไปมาเข้าออก ณ โรงแรม ก็ต้องรับผิด ความรับผิดของเจ้าสำนักโรงแรมตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะทรัพย์สินที่คนเดินทางหรือแขกพักอาศัยได้นำเข้าไปในห้องพักหรือตัวอาคารโรงแรมเท่านั้น การที่นายมนัสนำรถยนต์ไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของจำเลยที่ 1 ในระหว่างเข้าพักในโรงแรมแล้วรถยนต์สูญหายไปนั้น ลานจอดรถดังกล่าวจำเลยที่ 1 จัดไว้เพื่อให้บริการแก่คนเดินทางหรือผู้ที่มาเข้าพัก คนเดินทางซึ่งมีรถยนต์เป็นยานพาหนะนำรถยนต์มาจอดไว้ตามปกติ เมื่อรถยนต์สูญหายไปจากลานจอดรถ จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจะต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่คนเดินทางได้พามา จำเลยที่ 1 จะโต้เถียงว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 2 ผู้รับจ้างในการรักษาความปลอดภัยแต่ฝ่ายเดียวหาได้ไม่ เพราะถึงแม้จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นดูแลพื้นที่ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีฐานะเป็นเจ้าสำนักโรงแรมที่มีความรับผิดตามกฎหมายอยู่นั่นเอง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถยนต์เป็นของมีค่า ความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงจำกัดเพียงห้าพันบาท ตามมาตรา 675 วรรคสองนั้น เห็นว่า รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินทั่วไป ไม่ได้มีลักษณะเป็นของมีค่า อันมีลักษณะพิเศษทำนองเดียวกับ เงินทองตรา ธนบัตรหรืออัญมณี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 675 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามมูลค่าของรถยนต์ที่สูญหาย มิใช่มีความรับผิดจำกัดจำนวนดังที่อ้างมา สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ชดใช้สูงกว่าความเป็นจริงนั้น เมื่อพิจารณาจากที่นายมนัสเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ซื้อรถยนต์มาในราคา 700,000 บาทเศษ เมื่อต้นปี 2545 และในขณะเกิดเหตุรถยนต์มีราคาประมาณ 400,000 บาทเศษ ประกอบกับตามบันทึกถ้อยคำ ที่นายมนัสให้ถ้อยคำไว้ว่า รถยนต์ที่สูญหายเป็นรถโตโยต้า สปอร์ตครุยเซอร์ สี่ประตู ขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์ 2,500 ซีซี ซื้อมาในราคาประมาณ 758,000 บาท หลังซื้อรถได้ประกันภัยรถยนต์ไว้กับโจทก์โดยตลอด น่าเชื่อว่า การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยซึ่งเป็นมูลค่าของรถยนต์ได้คำนึงถึงอายุการใช้งานและความเสื่อมราคาของรถยนต์อยู่แล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบราคาท้องตลาดของรถยนต์ในขณะสูญหาย ฟังได้ว่า ที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ตามจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 675 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีอยุธยา เรสซิเดนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายภิทเวทย์ ดลอารมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5086/2558
#583700
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยมีเพียงว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ เมื่อโจทก์นำสืบพยานบุคคลฟังได้แล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการไว้จากบริษัท พ. ผู้เอาประกันภัย การอ้างกรมธรรม์ประกันภัยเป็นพยานจึงเป็นเพียงนำสืบประกอบพยานอื่นในประเด็นเรื่องการรับช่วงสิทธิ ไม่ได้นำสืบบังคับตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยตรง ดังนั้น แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนอ้างส่งเป็นพยาน ก็ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 298,296 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 291,021 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 291,021 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ต้องไม่เกิน 7,275 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการไว้จากบริษัทพัทยาปาร์ค บีช โฮเต็ล จำกัด ผู้เอาประกันภัย ซึ่งสถานที่ประกอบการของผู้เอาประกันภัยคือโรงแรมพัทยาปาร์ค บีช รีสอร์ท มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2544 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ผู้เอาประกันภัยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและติดตั้งลิฟต์และอะไหล่ลิฟต์กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งลิฟต์โดยสาร 1 เครื่อง ณ อาคารหลังใหม่ (ทาวเวอร์วิง) และให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งอะไหล่ลิฟต์พร้อมปรับปรุงลิฟต์แก้ว ณ อาคารหลังเก่า 2 เครื่อง จำเลยที่ 2 สั่งซื้อลิฟต์และอะไหล่ลิฟต์จากบริษัท พี.เจ. อินดัสตรี จำกัด โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท พี.เจ. อินดัสตรี จำกัด ให้ทำการติดตั้งลิฟต์โดยสาร 1 เครื่อง และปรับปรุงลิฟต์แก้ว 2 เครื่อง ในโรงแรมพัทยาปาร์ค บีช รีสอร์ท แทนจำเลยที่ 2 ต่อมาบริษัท พี.เจ. อินดัสตรี จำกัด ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาช่วงเพื่อติดตั้งและปรับปรุงลิฟต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ทำการปรับปรุงลิฟต์หมายเลข 2 ก่อน เมื่อปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเปิดให้บริการลิฟต์หมายเลข 2 ในวันที่ 26 ตุลาคม 2543 และปิดลิฟต์หมายเลข 1 เพื่อทำการปรับปรุง ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 เวลาประมาณ 17.45 นาฬิกา ลิฟต์หมายเลข 2 ที่เปิดใช้บริการเกิดอุบัติเหตุรูดลงมาจากประมาณชั้นที่ 4 ถึง 5 ลงมาชั้นที่ 1 สาเหตุเกิดจากมีผู้เข้ามาในลิฟต์มากเกินไป ซึ่งสวิทตช์โอเวอร์โหลดที่ทำหน้าที่ป้องกันลิฟต์บรรทุกน้ำหนักเกินเกิดขัดข้องไม่ทำงาน และระบบเบรกที่ตัวลิฟต์ทำการหนีบยึดรางลิฟต์ไว้ไม่ดีพอ ทำให้ลิฟต์รูดไหลลงมาหยุดที่ชั้น 1 เป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ภายในลิฟต์ได้รับบาดเจ็บ 12 คน โจทก์จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวแทนผู้เอาประกันภัยแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คู่ฉบับกรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนอ้างส่งเป็นพยานต่อศาล ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ นั้น เห็นว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยมีเพียงว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ เมื่อโจทก์นำสืบพยานบุคคลฟังได้แล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการไว้จากบริษัทพัทยาปาร์ค บีช โฮเต็ล จำกัด ผู้เอาประกันภัย การอ้างกรมธรรม์ประกันภัยเป็นพยานจึงเป็นเพียงนำสืบประกอบพยานอื่นในประเด็นเรื่องการรับช่วงสิทธิ ไม่ได้นำสืบบังคับตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยตรง ดังนั้น แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนอ้างส่งเป็นพยาน ก็ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 94
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนันต์ แสงศรีหรือแสงศร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสุรชัย สื่อยรรยงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5085/2558
#585106
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามกรมธรรม์จะมีข้อยกเว้นระบุว่า "การประกันภัยตามกรมธรรม์ฉบับนี้ไม่คุ้มครอง... 2. ความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากความบาดเจ็บทางร่างกายที่เกิดขึ้นในเวลาต่อไปนี้... ง. ขณะที่ผู้เอาประกันภัยเข้าร่วมทะเลาะวิวาทหรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท" มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงกรณีเสียชีวิตหรือถูกฆาตกรรม ดังนั้นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องรับผิดดังกล่าวต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าย่อมหมายถึงเฉพาะความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากการบาดเจ็บทางร่างกายที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เสียชีวิต การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะถูกฆาตกรรมจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามตารางกรมธรรม์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 541,917.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546) คำนวณแล้วต้องไม่เกิน 41,917.80 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นพี่สาวของผู้ตายจึงเป็นญาติของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 โจทก์มีความสัมพันธ์ผูกพันเคยช่วยเหลือผู้ตายมาก่อน ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการศพของผู้ตายจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ สัญญาประกันภัยมีผลผูกพัน จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายว่า โจทก์และผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์และผู้ตายรวมทั้งมารดาพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนโตของครอบครัวได้เอาประกันภัยบุคคลหลายคนในครอบครัวไว้แก่จำเลยซึ่งรวมถึงกรมธรรม์พิพาทคดีนี้ การเอาประกันภัยทั้งหมดระบุให้บุคคลในกลุ่มพี่น้องด้วยกันเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นการกระทำในวันเดียวกันคือวันที่ 7 เมษายน 2542 โดยโจทก์เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของผู้ตาย นายภมร และนางสาวประภัสสร ซึ่งเป็นน้องของโจทก์ ระบุโจทก์ในฐานะพี่สาวเป็นผู้รับประโยชน์ และโจทก์ยังเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของตนเอง ระบุนางสายชลในฐานะน้องสาวเป็นผู้รับประโยชน์ด้วย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้จัดการศพของผู้ตาย ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งบันทึกถ้อยคำของนางจันทร์แรม ภริยาไม่จดทะเบียนสมรสของผู้ตาย ที่จำเลยอ้างส่ง ยังระบุความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายเพิ่มเติมว่า ผู้ตายเคยถูกจับคดีอาวุธปืนเมื่อกุมภาพันธ์ 2542 พี่สาวซึ่งหมายถึงโจทก์วิ่งเต้นคดี เสียเงิน 30,000 บาท เจือสมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายดังที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์และผู้ตายมีความสัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามหน้าที่ธรรมจรรยาในครอบครัวในลักษณะเป็นญาติสนิท และบุคคลในครอบครัวของโจทก์และผู้ตายต่างเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แก่กันโดยมีเจตนาให้เฉพาะบุคคลในครอบครัวที่เหลืออยู่เป็นผู้รับประโยชน์ นอกจากนี้โจทก์ยื่นคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของผู้ตายแก่จำเลยโดยระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์มีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นพี่สาวของผู้ตาย จำเลยพิจารณาคำขอเอาประกันภัยดังกล่าวแล้วมิได้บอกปัดการรับประกันภัยด้วยเหตุว่าโจทก์มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย กลับตกลงเข้ารับประกันภัยผู้ตายโดยออกตารางกรมธรรม์การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แก่ผู้ตายและระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ทั้งยังระบุความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยว่าโจทก์เป็นพี่สาวของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้เงินตามตารางกรมธรรม์ จำเลยปฏิเสธการชดใช้เงินโดยอ้างเหตุแต่เพียงว่าการตายของผู้ตายอาจเข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องรับผิดตามตารางกรมธรรม์ คือ ผู้ตายเข้าร่วมทะเลาะวิวาท หรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท หรือขณะเกิดเหตุผู้ตายอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุราหรือยาเสพติดให้โทษร้ายแรงจนไม่สามารถครองสติได้ จำเลยเพิ่งยกเหตุว่าโจทก์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขึ้นอ้างเมื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีอันเป็นระยะเวลาห่างจากวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวถึง 4 ปีเศษ ตามพฤติการณ์ถือว่าจำเลยได้ยอมรับแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่จะประกันภัยได้ เมื่อพิจารณาประกอบความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย สัญญาประกันภัยจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การตายของผู้ตายเข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามตารางกรมธรรม์ หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน จำเลยอุทธรณ์ว่า การตายของผู้ตายเกิดจากผู้ตายซึ่งถือเป็นผู้เอาประกันภัยตามตารางกรมธรรม์ได้เข้าร่วมทะเลาะวิวาท หรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาทอันเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามตารางกรมธรรม์ ข้อ 2 (ง) แม้ข้อยกเว้นดังกล่าวจะระบุเพียงว่า ไม่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากความบาดเจ็บทางร่างกายที่เกิดขึ้นในเวลาดังกล่าว แต่การเสียชีวิตของผู้ตายเป็นผลมาจากความบาดเจ็บทางร่างกาย กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ตารางกรมธรรม์ แบ่งความคุ้มครองออกเป็น 6 ข้อ แยกต่างหากจากกัน คือ ข้อ 1 เสียชีวิต ข้อ 2 สูญเสียอวัยวะและสายตา ข้อ 3 ทุพพลภาพถาวร ข้อ 4 ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง ข้อ 5 ทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน และข้อ 6 การรักษาพยาบาลต่ออุบัติแต่ละครั้ง จำเลยตกลงรับประกันภัยตามข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 6 โดยขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมถึงการฆาตกรรมหรือถูกทำร้ายร่างกายโดยเจตนาซึ่งจำกัดจำนวนเงินความรับผิดตามข้อตกลงคุ้มครอง ข้อ 1 ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีข้อยกเว้นระบุว่า "การประกันภัยตามกรมธรรม์ฉบับนี้ไม่คุ้มครอง...2. ความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากความบาดเจ็บทางร่างกายที่เกิดขึ้นในเวลาต่อไปนี้...ง. ขณะที่ผู้เอาประกันภัยเข้าร่วมทะเลาะวิวาทหรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท" มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงกรณีเสียชีวิตหรือถูกฆาตกรรม ดังนั้นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องรับผิดดังกล่าวต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า ย่อมหมายถึงเฉพาะความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากการบาดเจ็บทางร่างกายที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เสียชีวิต การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะถูกฆาตกรรมจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามตารางกรมธรรม์ดังกล่าว เมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้วจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ 500,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2545 ตามที่โจทก์ฟ้อง

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 863
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางต่างจิตต์ ภมรวงศ์หรือสุวรรณชาตรี
จำเลย — บริษัทพัชรประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิสุทธิ์ แก้วเขียว
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5063/2558
#633564
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด" ผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมี ป. เป็นผู้ว่าการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อ ป. มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายหรือผู้รักษาการแทนซึ่งในคดีนี้คือ ก. เป็นผู้ดำเนินคดีแพ่ง ก. ย่อมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ แม้ อ. ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักกฎหมายก็ตาม แต่ อ. หาใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แต่อย่างใดไม่ การที่ อ. มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบที่วางไว้ตามปกติเท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำแทนผู้ว่าการของโจทก์ตามที่ได้รับมอบหมายในลักษณะของตัวการตัวแทนอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ว่าการ เมื่อปรากฏว่า ก. ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ทราบเรื่องตามที่เจ้าหน้าที่เสนอตามลำดับชั้นและอนุมัติให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้องและชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ ดังนั้น จึงชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ เป็นเงิน 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 6,855,156.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 เมษายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้อง คำให้การ และสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้ววินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นโดยมิได้สืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าวันที่ 1 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่นายอรรณพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย รักษาการแทนผู้อำนวยการกองคดีของโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 จึงเกินกว่าหนึ่งปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเพื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีนายประเจิดเป็นผู้ว่าการ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2548 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา โครงเหล็กแบบเสาคู่พร้อมป้ายโฆษณาจำนวน 2 ป้าย ที่ติดตั้งอยู่บนโครงเหล็กดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัยของจำเลยที่ 2 ล้มลงทับทรัพย์สินของโจทก์ได้แก่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง พร้อมอุปกรณ์ได้รับความเสียหาย นายอรรณพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักกฎหมายรักษาการแทนผู้อำนวยการกองคดีของโจทก์ มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ นายอรรณพทำบันทึกถึงผู้อำนวยการสำนักกฎหมายรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่ได้รับและขอให้ดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง นางกรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์อนุมัติให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่นายอรรณพซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย รักษาการแทนผู้อำนวยการกองคดีของโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 ถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด" เห็นว่า ผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีนายประเจิดเป็นผู้ว่าการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อนายประเจิดมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายหรือผู้รักษาการแทนซึ่งในคดีนี้คือ นางกรรณิกาเป็นผู้ดำเนินคดีแพ่งนางกรรณิกาย่อมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ แม้นายอรรณพซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักกฎหมายก็ตาม แต่นายอรรณพหาใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แต่อย่างใดไม่ การที่นายอรรณพมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบที่วางไว้ตามปกติเท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำแทนผู้ว่าการของโจทก์ตามที่ได้รับมอบหมายในลักษณะของตัวการตัวแทนอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ว่าการดังที่จำเลยที่ 1 เข้าใจ เมื่อปรากฏว่านางกรรณิกาผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ทราบเรื่องตามที่เจ้าหน้าที่เสนอตามลำดับชั้นและอนุมัติให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้องและชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ ดังนั้น จึงชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ เป็นเงิน 200 บาท แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัทมาสเตอร์ คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5057/2558
#584758
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อต้นปี 2534 รัฐบาลมีโครงการจัดหาที่ดินให้แก่ราษฎรมีที่ทำกิน จำเลยกว้านซื้อที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทแล้วไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2537 โดยอ้างหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 318 มี ห. เป็นผู้แจ้งการครอบครองซึ่งไม่เคยมีการเดินสำรวจที่ดินแปลงพิพาทมาก่อน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2537 มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลย ครั้นวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ ขั้นตอนตั้งแต่จำเลยจัดหาซื้อที่ดินไปจนกระทั่งนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ใช้เวลาเพียงประมาณ 7 เดือน พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทที่จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เฉพาะราย เพราะจำเลยเป็นนายหน้ากว้านซื้อที่ดินหลายแปลงจากผู้อื่นรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาท จำเลยไม่ได้เป็นผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทอยู่ก่อนวันที่ ป. ที่ดิน พ.ศ.2497 ใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและไม่เคยแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทไว้ต่อนายอำเภอท้องที่ แต่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินที่รู้เห็นกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยใช้ ส.ค. 1 ของที่ดินแปลงอื่นมาดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นการไม่ชอบ ทั้งนี้เพื่อจะหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อว่า ที่ดินแปลงพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) มิฉะนั้นโจทก์จะไม่ตกลงซื้อที่ดินแปลงพิพาท การที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยจึงเป็นการทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 จึงต้องคืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว มาตรา 412 ว่าด้วยลาภมิควรได้กำหนดให้ต้องคืนเต็มจำนวน ดังนั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินเต็มจำนวน และเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาเงินค่าที่ดินคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีอายุความ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีการทวงถามจำเลยให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนเมื่อไร จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,367,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 781,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4395 ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 52 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ออกให้จำเลยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2537 ที่พิพาทไปขายให้แก่โจทก์ในราคา 781,700 บาท โจทก์ชำระราคาที่ดินให้จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ทำการรังวัดตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิในที่ดินตามโครงการกองทุนที่ดิน รวม 216 แปลง รวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทแล้วกรมที่ดินมีความเห็นว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นการออก น.ส. 3 ก. เฉพาะรายโดยมีการนำ ส.ค. 1 ของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องดำเนินการเพิกถอน ตามรายละเอียดและผลการตรวจสอบ และหนังสือกรมที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ จำเลยไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทแล้วจำเลยนำไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยรับฟังได้ว่า เมื่อต้นปี 2534 รัฐบาลมีโครงการจัดหาที่ดินให้แก่ราษฎรมีที่ทำกิน จำเลยกว้านซื้อที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทแล้วไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2537 โดยอ้างหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 318 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี มีนางหมีเป็นผู้แจ้งการครอบครอง ซึ่งไม่เคยมีการเดินสำรวจที่ดินแปลงพิพาทมาก่อน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2537 มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลย ครั้นวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ ขั้นตอนตั้งแต่จำเลยจัดหาซื้อที่ดินไปจนกระทั่งนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ใช้เวลาเพียงประมาณ 7 เดือน พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทที่จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เฉพาะราย เพราะจำเลยเป็นนายหน้ากว้านซื้อที่ดินหลายแปลงจากผู้อื่นรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาท จำเลยไม่ได้เป็นผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและไม่เคยแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทไว้ต่อนายอำเภอท้องที่ แต่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินที่รู้เห็นกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยใช้ ส.ค. 1 ของที่ดินแปลงอื่นมาดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาท ข้ออ้างของจำเลยที่นำสืบว่า จำเลยไม่ทราบเรื่องที่มีการนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ซึ่งไม่ถูกต้องออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่จำเลย และจำเลยขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่นางรวงทองไปแล้วย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟัง เพราะจำเลยเป็น

ผู้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาท โดยจำเลยได้ให้ถ้อยคำในการยื่นคำขอรังวัดว่านางหมีแจ้งการครอบครองไว้ก่อนจะเสียชีวิตและยกให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ต่อมาพร้อมทั้งต้องนำ ส.ค. 1 ดังกล่าวเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา และจำเลยไม่ได้ขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่นางรวงทอง แต่มอบอำนาจให้นางรวงทองเสนอขายที่ดินหลายแปลงรวมทั้งแปลงพิพาท ซึ่งนำมาขายให้แก่โจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงเป็นข้อบ่งชี้เจตนาของจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดอ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทแล้วจำเลยนำไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้ฟังขึ้น

ปัญหาสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียงใด ทั้งสองปัญหาดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อปรากฏว่าคู่ความได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดังกล่าววินิจฉัยอีก เห็นว่า ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)เฉพาะราย แต่จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อจะหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อว่าที่ดินแปลงพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มิฉะนั้นโจทก์จะไม่ตกลงซื้อที่ดินแปลงพิพาท การที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย จึงเป็นการทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 จึงต้องคืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวมาตรา 412 ว่าด้วยลาภมิควรได้กำหนดให้ต้องคืนเต็มจำนวน ดังนั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินเต็มจำนวน และเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาเงินค่าที่ดินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ไม่มีอายุความ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และเมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีการทวงถามจำเลยให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนเมื่อไร จำเลยจึงต้องคืนเงิน 781,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 781,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม

ทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 172 วรรคสอง ม. 412 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายไสว เชิดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางจิดานันท์ รักษ์คิด เมธาธราธิป
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5057/2558
#636276
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เฉพาะราย แต่จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อจะหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อว่าที่ดินแปลงพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มิฉะนั้นโจทก์จะไม่ตกลงซื้อที่ดินแปลงพิพาท การที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย จึงเป็นการทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 จึงต้องคืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวมาตรา 412 ว่าด้วยลาภมิควรได้กำหนดให้ต้องคืนเต็มจำนวน ดังนั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินเต็มจำนวน และเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาเงินค่าที่ดินคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีอายุความ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และเมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีการทวงถามจำเลยให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนเมื่อไร จำเลยจึงต้องคืนเงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,367,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 781,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่าเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4395 ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 52 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ออกให้จำเลยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2537 ที่พิพาทไปขายให้แก่โจทก์ในราคา 781,700 บาท โจทก์ชำระราคาที่ดินให้จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ทำการรังวัดตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิในที่ดินตามโครงการกองทุนที่ดิน รวม 216 แปลง รวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทแล้วกรมที่ดินมีความเห็นว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นการออก น.ส. 3 ก. เฉพาะรายโดยมีการนำ ส.ค. 1 ของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องดำเนินการเพิกถอน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ จำเลยไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทแล้วจำเลยนำไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พยานโจทก์ที่นำสืบเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยมีพฤติการณ์ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐาน ส.ค. 1 ที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทต่อมานำไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์โดยทุจริตนั้น โจทก์มีนายขจรศักดิ์ หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธานี เบิกความเป็นพยานได้ความว่าปี 2534 รัฐบาลมีโครงการพัฒนาการเกษตรและปฏิรูปที่ดิน โดยจัดหาที่ดินให้แก่ราษฎรผู้รับจ้างแรงงานทางการเกษตรให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โจทก์ได้รับมอบหมายให้เป็นคู่สัญญาจัดซื้อที่ดิน จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทขายให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์รังวัดตรวจสอบเนื้อที่ของที่ดิน แต่เอกสารหลักฐานของที่ดินไม่ตรงกับสภาพภูมิประเทศ จึงขอความร่วมมือจากกรมที่ดินตรวจสอบพบว่ามีการนำ ส.ค. 1 ของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออก น.ส. 3 ก. ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยข้อหาฉ้อโกง และได้ความจากนายพูนศิลป์ คณะทำงานตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิที่ดินโครงการกองทุนที่ดินอำเภอเพ็ญ และอำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี เบิกความว่า การตรวจสอบระวางที่ดินและสารบบที่ดินพบว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทเป็นการออกเฉพาะรายโดยใช้ ส.ค. 1 เลขที่ 318 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ของนางหมี แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเดินสำรวจที่ดินในบริเวณดังกล่าว เมื่อไปสอบสวนนายกองพัน ผู้แทนเกษตรกรกองทุนที่ดินและนายสาย เจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านทิศใต้ให้การว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินหัวไร่ปลายนามีนายทองหล่อ และนายผ่านครอบครองปลูกมันสำปะหลังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน จำเลยซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากนายทองหล่อและนายผ่าน ต่อมาจำเลยยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาท โดยเป็นผู้ให้ถ้อยคำอ้างว่าได้ครอบครองต่อเนื่องจากนางหมีและนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 318 ของนางหมีมาประกอบ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2537 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยใช้แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ของนางหมีซึ่งเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่นายทองหล่อและนายผ่านครอบครองทำประโยชน์แล้วขายให้แก่จำเลย ไม่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งการครอบครองไว้กับทางราชการ จึงเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนจำเลยนำสืบว่า ปี 2537 จำเลยซื้อที่ดิน 3 แปลง ตั้งอยู่ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี จากนายสาย นายทองหล่อ และนายผ่าน ราคาไร่ละ 8,000 บาท จากนั้นรวมกันเป็นแปลงเดียว คือ ที่ดินแปลงพิพาทแล้วทำเรื่องขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่จำเลยไม่ทราบเรื่องที่มีการนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ซึ่งไม่ถูกต้องออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่นางรวงทอง ราคาไร่ละ 10,000 บาท หลายเดือนต่อมาจึงทราบว่านางรวงทองนำไปขายให้แก่โจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยรับฟังได้ว่า เมื่อต้นปี 2534 รัฐบาลมีโครงการจัดหาที่ดินให้แก่ราษฎรมีที่ทำกิน จำเลยกว้านซื้อที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทแล้วไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2537 โดยอ้างหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 318 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี มีนางหมีเป็นผู้แจ้งการครอบครอง ซึ่งไม่เคยมีการเดินสำรวจที่ดินแปลงพิพาทมาก่อน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2537 มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลย ครั้นวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ ขั้นตอนตั้งแต่จำเลยจัดหาซื้อที่ดินไปจนกระทั่งนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ใช้เวลาเพียงประมาณ 7 เดือน พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทที่จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เฉพาะราย เพราะจำเลยเป็นนายหน้ากว้านซื้อที่ดินหลายแปลงจากผู้อื่นรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาท จำเลยไม่ได้เป็นผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและไม่เคยแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทไว้ต่อนายอำเภอท้องที่ แต่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินที่รู้เห็นกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยใช้ ส.ค. 1 ของที่ดินแปลงอื่นมาดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาท ข้ออ้างของจำเลยที่นำสืบว่า จำเลยไม่ทราบเรื่องที่มีการนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ซึ่งไม่ถูกต้องออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่จำเลย และจำเลยขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่นางรวงทองไปแล้วย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟัง เพราะจำเลยเป็นผู้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาท โดยจำเลยได้ให้ถ้อยคำในการยื่นคำขอรังวัดว่านางหมีแจ้งการครอบครองไว้ก่อนจะเสียชีวิตและยกให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ต่อมา พร้อมทั้งต้องนำ ส.ค. 1 ดังกล่าวเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา และจำเลยไม่ได้ขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่นางรวงทอง แต่มอบอำนาจให้นางรวงทองเสนอขายที่ดินหลายแปลงรวมทั้งแปลงพิพาท ซึ่งนำมาขายให้แก่โจทก์ จึงเป็นข้อบ่งชี้เจตนาของจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดอ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทแล้วจำเลยนำไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้ฟังขึ้น

ปัญหาสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียงใด ทั้งสองปัญหาดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อปรากฏว่าคู่ความได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดังกล่าววินิจฉัยอีก ปัญหานี้จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงินภายหลัง 2 ปีนับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ทั้งโจทก์ทราบมูลเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2546 ตามบันทึกข้อความเรื่อง การมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแพ่งโครงการกองทุนที่ดินอำเภอเพ็ญ และอำเภอสร้างคอมจังหวัดอุดรธานี แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เฉพาะราย แต่จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทุจริตประพฤติมิชอบนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อจะหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อว่าที่ดินแปลงพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มิฉะนั้นโจทก์จะไม่ตกลงซื้อที่ดินแปลงพิพาท การที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย จึงเป็นการทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 จึงต้องคืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวมาตรา 412 ว่าด้วยลาภมิควรได้กำหนดให้ต้องคืนเต็มจำนวน ดังนั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินเต็มจำนวน และเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาเงินค่าที่ดินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ไม่มีอายุความ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และเมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีการทวงถามจำเลยให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนเมื่อไร จำเลยจึงต้องคืนเงิน 781,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 781,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 172 วรรคสอง ม. 412 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายไสว เชิดทอง
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2558
#586563
เปิดฉบับเต็ม

การนำหนังสือพิมพ์ไปแจกโดยทราบว่ามีเนื้อหาข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแล้ว จึงเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 332, 83, 91 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาของศาลลงในหนังสือพิมพ์เบาะแสจำนวน 6 ฉบับ ติดต่อกัน และในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นอีก 7 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด บ้านเมือง สยามรัฐ และคมชัดลึก เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ให้จำเลยทั้งสี่ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นตามที่โจทก์เป็นผู้กำหนดโดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 คนละ 3 กระทง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 รวม 2 กระทง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 เดือน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาของศาลลงในหนังสือพิมพ์เบาะแส จำนวน 6 ฉบับ ติดต่อกัน ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์ ฉบับละ 7 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์เบาะแสให้ได้ครบ 6 ฉบับ ก็ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์มติชน เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกันแทน โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นสามีของนางศุลีพร ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทพี.เค.การ์ด ทรานสปอร์ต แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ที่เข้าบริหารจัดการรถตู้สาย ต.63 ตั้งแต่ปี 2545 โดยได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้แล่นรับคนโดยสารจากศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี ถึงซอยลาซาล จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์เบาะแส จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์เบาะแส จำเลยที่ 3 รับราชการทหาร จำเลยที่ 4 เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทพี.เค.การ์ด ทรานสปอร์ต แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ถึงจเรตำรวจแห่งชาติ เรื่องขอให้ดำเนินการกับมาเฟียรถตู้รังสิต นอกจากนี้หนังสือพิมพ์เบาะแส ฉบับที่ 66/2548 พิมพ์ข้อความว่า "โค่นนายพล ป.มาเฟียรถตู้รังสิต - สำโรง ...จากการที่กลุ่มฯ เบาะแสได้รับร้องเรียนจากผู้รับขนส่งผู้โดยสารจากรังสิตไปยังสำโรง ต้องถูกข้าราชการนอกราชการที่กระทำตัวเป็นมาเฟียรถตู้ พร้อมทั้งเมีย หรือที่เรียกว่าเป็นมาเฟียทั้งครอบครัว ก็ไม่ผิด ...ไม่รู้ว่านายพล ป. เก็บค่าส่วยคุ้มครองมาตลอด 8 ปี ...นายพล ป. ผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำนาบนหลังคนเก็บส่วย..." หนังสือพิมพ์เบาะแส ฉบับที่ 67/2548 พิมพ์ข้อความว่า "มาเฟียรถตู้หรือทำนาบนหลังคน...กลุ่มมาเฟียรถตู้ที่ยืมมือนายพล ป... เป็นผู้ดูแลวินรับผลประโยชน์จากส่วย ต้องถูกข้าราชการนอกราชการที่กระทำตัวเป็นมาเฟียรถตู้พร้อมทั้งเมีย หรือที่เรียกว่าเป็นมาเฟียทั้งครอบครัว ก็ไม่ผิด ...ไม่รู้ว่านายพล ป. เก็บค่าส่วยคุ้มครองมาตลอด 8 ปี ...นายพล ป. ผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำนาบนหลังคนเก็บส่วย..." หนังสือพิมพ์เบาะแส ฉบับที่ 68/2548 พิมพ์ข้อความว่า "หลักฐานการรับเงินค่าคุ้มครอง ...นายพล ป. มาเฟียรถตู้ ...เมื่อนายพล ป.รังแกประชาชนชาวรถตู้เก็บค่าคุ้มครอง...เป็นการทำนาบนหลังคน อาศัยคราบคนมีสีบังคับขู่เข็ญ..." สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ 2.4 ความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องข้อ 2.5 ความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.6 และฟ้องข้อ 2.7 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่มีความผิดตามฟ้องข้อดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องข้อดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้องข้อ 2.1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือร้องเรียน ระบุเรื่องร้องเรียนว่า ขอให้ดำเนินการกับมาเฟียรถตู้รังสิต ทั้งมีใจความขอให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบขบวนการมาเฟียที่เก็บค่าคุ้มครองจากกิจการรถตู้สาย ต.63 โดยมีการแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมรถตู้สาย ต.63 ที่แล่นนอกเส้นทาง จากนั้นระบุชื่อโจทก์ว่าเป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อให้ไปตกลงที่ กอ.รมน. และระบุว่าทำให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์มีส่วนได้เสียกับรถตู้วินนี้ เมื่อสรุปเนื้อหาใจความสามารถเข้าใจได้ว่า เป็นการร้องเรียนว่าโจทก์มีพฤติการณ์เป็นมาเฟียรถตู้รังสิตคือรถตู้สาย ต.63 นั่นเอง คำว่า มาเฟีย เป็นคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ แต่นำมาใช้แพร่หลายในประเทศไทยทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน ซึ่งมีความหมายในทางไม่ดี เช่น เป็นมิจฉาชีพ ผู้มีอิทธิพลหรืออาชญากร จึงเท่ากับเป็นการร้องเรียนว่าโจทก์เป็นผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจข่มขู่ เรียกเงินจากผู้ประกอบกิจการรถตู้สายดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมายมีหน้าที่หลักในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายโดยตรง ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการร้องเรียนเพื่อมุ่งประสงค์ที่จะให้ดำเนินการต่อโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานตำรวจผู้รับผิดชอบได้ความว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเก็บค่าคุ้มครอง แต่เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการมอบหมายให้บริษัทพี.เค.การ์ด ทรานสปอร์ต แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จัดเก็บค่าบริหารจัดการและหาสถานที่จอดรถแห่งใหม่ โดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญหรือใช้อิทธิพลใด ๆ ข่มขู่ผู้ประกอบการ และไม่มีกรณีที่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนโจทก์ตามหนังสือร้องเรียนดังกล่าวจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ต่อไปว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามฟ้องข้อ 2.6 และ 2.7 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีนางวาสนา เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 4 นำหนังสือพิมพ์เบาะแส ฉบับที่ 66/2548 เกือบ 10 ฉบับ ไปแจกที่ร้านค้าของนางวาสนา โดยร้านค้าของนางวาสนาอยู่ใกล้บ้านพักของโจทก์เป็นเหตุให้นางศุลีพรได้รับแจกหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวจากร้านค้าของนางวาสนา โดยนางวาสนาดูภาพถ่ายของจำเลยที่ 4 แล้วยืนยันว่า เป็นบุคคลที่นำหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไปแจก พยานดังกล่าวไม่เคยรู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 4 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 เชื่อว่าเบิกความตามที่เป็นจริง โดยโจทก์และนางศุลีพรเบิกความสนับสนุน อีกทั้งโจทก์มีนายสมชาย เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 4 นำหนังสือพิมพ์เบาะแส ฉบับที่ 66/2548 เกือบ 10 ฉบับ ไปแจกให้แก่คนขับรถตู้สาย ต.63 ที่บริเวณหน้ากรมการขนส่งทางบก พยานปากนี้รู้จักจำเลยที่ 4 มาก่อน เชื่อว่าจำได้ไม่ผิดพลาด ทั้งพยานไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 4 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 เชื่อว่าพยานเบิกความตามที่เป็นจริง ที่จำเลยที่ 4 อ้างตนเองเบิกความลอย ๆ ว่า ไม่ได้ไปแจกหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวทั้งสองแห่งนั้นไม่มีน้ำหนัก นอกจากนี้จำเลยที่ 4 ยอมรับว่า ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ได้มาจากจำเลยที่ 1 ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 ทราบข้อความหมิ่นประมาทโจทก์แล้ว อีกทั้งการแจกหนังสือพิมพ์ในลักษณะเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามฟ้องข้อ 2.6 และ 2.7 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลเอกประยุทธ อินทรประสิทธิ์
จำเลย — นายเสกสรร ประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายเนติพันธ์ บุญมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4986/2558
#630209
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 271 จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 10 ปีไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีจำเลยที่ 2 ออกจากงาน ซึ่งบริษัท บ. ได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดและจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้ว 6 ครั้ง เป็นเงิน 279,727.72 บาท แต่โจทก์ได้รับชำระหนี้ยังไม่ครบตามหมายบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด ดังนี้ แม้เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้จนกว่าการบังคับคดีจะแล้วเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 ต้องไม่เกิน 125,441 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 ต้องไม่เกิน 4,808 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีและถอนการอายัดเงินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า การอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีจำเลยที่ 2 ออกจากงานเมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี แห่งการบังคับคดีแล้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 10 ปีไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีจำเลยที่ 2 ออกจากงาน ซึ่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดและจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้ว 6 ครั้ง เป็นเงิน 279,727.72 บาท แต่โจทก์ได้รับชำระหนี้ยังไม่ครบตามหมายบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด ดังนี้ แม้เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้จนกว่าการบังคับคดีจะแล้วเสร็จ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระ ถนอมวงศ์
จำเลย — นายสมปอง ใจมั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4985/2558
#630205
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" มีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตามมาตรา 287 ดังกล่าว บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 เท่านั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 อ. และ น. คู่สัญญามีความประสงค์ที่จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 ดังนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เสร็จเรียบร้อย การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่บริบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง นิติกรรมระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ดังกล่าวคงมีฐานะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้รับมอบอำนาจจะมอบที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องครอบครอง ก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 2 สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 2 อ. และ น. อยู่ ทั้งกรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 เพราะยังชำระราคากันไม่ครบ ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วนของตนในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงก่อนขายทอดตลาดได้

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า พิเคราะห์ตามคำร้องของผู้ร้องกันส่วนประกอบพยานหลักฐานเอกสารท้ายคำร้อง เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวน ให้งดการไต่สวนนั้น ย่อมมีผลเป็นการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องพิจารณาสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 17,185,732.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,172,890.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรอุปกรณ์ที่จำนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2626, 2764, 2766 และ 2767 ตำบลหนองตาแต้ม (เขาน้อย) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรอุปกรณ์ที่จำนำของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันส่วนทรัพย์สินของผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้องขอกันส่วน เมื่อถึงวันนัดทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอกันส่วนและเอกสารท้ายคำร้อง คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวน งดการไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2626, 2764, 2766 และ 2767 ตำบลหนองตาแต้ม (เขาน้อย) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 4 แปลง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นของผู้ร้อง โดยเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบางส่วนของที่ดินทั้งสี่แปลงกับจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของที่ดินแปลงที่ 1 และแปลงที่ 3 และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางเอื้อม เจ้าของที่ดินแปลงที่ 2 และนางสาวอนงค์ เจ้าของที่ดินแปลงที่ 4 เมื่อครบกำหนดการโอน ผู้จะขายไม่มอบโอนที่ดินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมา ภายหลังทราบว่ามีการโอนขายให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ จนกระทั่งถูกยึดนำออกขายทอดตลาด จึงขอให้ศาลกันส่วนที่ดินพิพาทส่วนของผู้ร้องก่อนขายทอดตลาดด้วย โจทก์คัดค้านว่า โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้กันส่วนที่ดินพิพาทก่อนการขายทอดตลาดได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิกันส่วนของตนในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงก่อนขายทอดตลาดได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า แม้ว่าโจทก์จะรับจำนองที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินตามกฎหมาย โดยผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย และมีเจตนายึดถือเพื่อตน ผู้ร้องได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงมาเกินกว่า 10 ปี ผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ซึ่งมีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญจะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตามมาตรา 287 ดังกล่าว บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 285 มาตรา 286 และมาตรา 287 เท่านั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 นางเอื้อม และนางสาวอนงค์ คู่สัญญามีความประสงค์ที่จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ดังนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เสร็จเรียบร้อย การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่บริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง นิติกรรมระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ดังกล่าวคงมีฐานะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้รับมอบอำนาจจะมอบที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องครอบครอง ก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 2 สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 2 นางเอื้อม และนางสาวอนงค์ อยู่ ทั้งกรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เพราะยังชำระราคากันไม่ครบ ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วนของตนในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงก่อนขายทอดตลาดได้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ก่อนที่จะมีการงดไต่สวนศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของผู้ร้องเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวนและยกคำร้องขอกันส่วนของผู้ร้องโดยไม่ได้พิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีก่อน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า พิเคราะห์ตามคำร้องของผู้ร้องกันส่วนประกอบพยานหลักฐานเอกสารท้ายคำร้อง เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวน ให้งดการไต่สวนนั้น ย่อมมีผลเป็นการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 285 ม. 286 ม. 287 ม. 456 วรรคสอง ม. 1299 วรรคหนึ่ง ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์
โจทก์ — จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายเสนาะ เสือสว่าง
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด มงคลกิจ อุตสาหกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4974/2558
#633560
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งงดการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และขอให้กันส่วนที่ดินส่วนที่ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ออกก่อนมีการขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ที่ 3 นั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 และที่ 3 เด็ดขาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันส่วนที่ดินของผู้ร้องที่สิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 3 สร้างรุกล้ำแนวเขตออกก่อน และให้เพิกถอนการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8678 และ 8679 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 เสียด้วย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 หรือ 288 ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้งดการขาย กรณีไม่จำต้องไต่สวน ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งงดการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 8679 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และขอให้กันส่วนที่ดินส่วนที่ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ออกก่อนมีการขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ที่ 3 นั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสอง (1) (2) (3) (4) ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสาววันวิสาข์ เหล่าอยู่คง
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางดวงกมล พันธ์นิกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4966/2558
#587390
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ผู้รับประกันภัยจึงมีเท่ากับสิทธิเรียกร้องของผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อผู้เอาประกันภัยต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์ก็ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 501,272.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,940 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฏีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 81 - 3363 ประจวบคีรีขันธ์ จากนางสาวพันธุ์ธีรา ผู้เอาประกันภัย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และเป็นผู้รับประกันภัยประเภท 1 จากนางสาวศิริพร (นางสาวพัทธุ์ธีรา) ผู้เอาประกันภัยด้วย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงพลังงานและเป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ควบคุมดูแลเสาไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้าขนาด 33 เควี ที่พาดผ่านเหนือพื้นดินระหว่างเสาไฟฟ้าต้นที่ 77 ถึง 78 หมู่ที่ 4 ตำบลเขาหัวควาย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ นายทวิชขับรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปในซอยลุงรัตน์และจอดอยู่ใต้สายไฟฟ้าที่พาดผ่านเสาไฟฟ้าต้นที่77 ถึง 78 ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน สายไฟฟ้าเส้นหนึ่งขาด กระแสไฟฟ้ารั่วถูกรถที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเหตุให้ไฟลุกไหม้รถเสียหายทั้งคันและนายทวิชถึงแก่ความตายอยู่ข้างรถ โจทก์ชดใช้ค่ายกรถที่รับประกันภัยเป็นเงิน 5,940 บาท และค่าซ่อมแซมรถเป็นเงิน 320,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้ตายเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยจากรถเป็นเงิน 35,000 บาท รวมเป็นเงิน 460,940 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเสนอข้อหาให้จำเลยรับผิดในการละเมิด ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์ฟ้องจำเลยเอง ก็ต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับวันที่ผู้เอาประกันภัยรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ผู้รับประกันภัย จึงมีเท่ากับสิทธิเรียกร้องของผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อผู้เอาประกันภัยต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนด 1 ปี ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งเมื่อจำเลยให้การยกข้อต่อสู้ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ที่รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยนั้น ขาดอายุความแล้ว โจทก์จำต้องนำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่า สิทธิเรียกร้องนั้นยังไม่ขาดอายุความ เพราะผู้เอาประกันภัยเพิ่งรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนและโจทก์ได้ฟ้องให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยได้รู้ดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงจะยังไม่ขาดอายุความ แต่ในทางพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นดังกล่าว ดังนั้นเมื่อปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่า พนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบของจำเลยได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุและมีหนังสือแจ้งแก่พนักงานสอบสวนถึงจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของจำเลยทันทีในวันเกิดเหตุและต่อเนื่องจากนั้นยังได้ร่วมงานศพของผู้ตายโดยได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของผู้ตายด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้เอาประกันภัยรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันละเมิดหรืออย่างช้าที่สุดในวันที่ 7 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงชอบแล้ว ข้ออ้างของโจทก์ว่า โจทก์เพิ่งรู้ว่า จำเลยเป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 จึงหาได้เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 พ้นกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 448 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสหรัฐ สิริวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
โสฬส สุวรรณเนตร์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4963/2558
#630194
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ไปจำนองเป็นประกันหนี้แก่ธนาคาร ท. โดยผู้ร้องลงชื่อเป็นพยานในการทำนิติกรรม แสดงให้เห็นถึงผู้ร้องได้ทราบดีแล้วว่าจำเลยที่ 3 จะนำสินสมรสไปจำนองเป็นประกันหนี้ การทำนิติกรรมของจำเลยที่ 3 จึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส หนี้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นหนี้ร่วมที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นระหว่างสมรสเนื่องจากเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 ส่วนการที่จำเลยที่ 3 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ให้จำเลยที่ 1 ก็เป็นการขายให้แก่นิติบุคคลซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ และการที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินไปจำนองโจทก์ จำเลยที่ 3 ก็ยังคงเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ทำนิติกรรมทั้งหลายเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 จึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส ถือได้ว่าเป็นลูกหนี้ร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ร้องตามมาตรา 1490 เช่นกัน นอกจากนี้ หลังจากที่ผู้ร้องหย่ากับจำเลยที่ 3 แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องติดใจในสินสมรส คือโฉนดที่ดินเลขที่ 16985 แต่ประการใด โดยปล่อยให้เวลาล่วงเลยเป็นเวลา 11 ปีเศษ ผู้ร้องเพิ่งมายื่นขอกันส่วน ดังนั้น เมื่อหนี้ระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ร้องเป็นหนี้ร่วมแล้วผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องครึ่งหนึ่งออกจากทรัพย์ที่ถูกยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2532 และจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมการ กรรมการคนหนึ่งคนใดลงลายมือชื่อประทับตรามีผลผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 วันที่ 15 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 3 และนางสาวพรศรี ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 98 ตารางวา ต่อมามีการปลูกบ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 12 บนที่ดินแปลงดังกล่าว วันที่ 9 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 3 และนางสาวพรศรีนำที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 จำนองเป็นประกันแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในการจำนองที่ดินดังกล่าวนางสาวพรศรีมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการจำนองที่ดิน โดยจำเลยที่ 3 และผู้ร้องลงลายมือชื่อในฐานะพยาน วันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 3 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ให้จำเลยที่ 1 วันที่ 9 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ไปจำนองประกันหนี้โจทก์ ปี 2554 จำเลยที่ 3 แจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าที่ดินถูกยึดไปขายทอดตลาดขอให้ผู้ร้องไปขอกันส่วน ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ร้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 หรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า การที่ผู้ร้องลงลายมือชื่อเป็นพยานนั้นก็เพื่อให้จำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 จำนองเป็นประกันแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อปลูกสร้างบ้านเลขที่ 23 ซึ่งมีราคาสูงถึง 7,000,000 บาท เท่านั้น หาได้มีเจตนายินยอมและหรือรับรู้ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองแก่นิติบุคคลอื่นอีกหลายรายรวมทั้งขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 และจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ในวันที่ 9 มิถุนายน 2546 ซึ่งในวันดังกล่าวเป็นวันที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ได้หย่าขาดจากกันแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ทราบถึงนิติกรรมดังกล่าว ผู้ร้องจึงมิได้เป็นหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 3 จึงมีสิทธิขอกันส่วนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นระหว่างสมรสดังต่อไปนี้ (2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส การที่จำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ไปจำนองเป็นประกันหนี้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2537 โดยผู้ร้องลงชื่อเป็นพยานในการทำนิติกรรม แสดงให้เห็นถึงผู้ร้องได้ทราบดีแล้วว่าจำเลยที่ 3 จะนำสินสมรสไปจำนองเป็นประกันหนี้ การทำนิติกรรมของจำเลยที่ 3 จึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส ดังนั้น หนี้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นหนี้ร่วมที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นระหว่างสมรสเนื่องจากเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 ส่วนการที่จำเลยที่ 3 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 ให้จำเลยที่ 1 ก็เป็นการขายให้แก่นิติบุคคลซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ และการที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินไปจำนองโจทก์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 3 ก็ยังคงเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ทำนิติกรรมทั้งหลายเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 16985 จึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส ถือได้ว่าเป็นลูกหนี้ร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ร้องตามมาตรา 1490 เช่นกัน นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่ผู้ร้องหย่ากับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องติดใจในสินสมรส คือโฉนดที่ดินเลขที่ 16985 แต่ประการใด โดยปล่อยให้เวลาล่วงเลยเป็นเวลา 11 ปีเศษ ผู้ร้องเพิ่งมายื่นขอกันส่วนเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนี้ระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ร้องเป็นหนี้ร่วมแล้วผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาแต่อย่างใด คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — พันตำรวจโทแปลก พนาลิกุล
จำเลย — บริษัทพารากอนวู้ด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2558
#628887
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมผู้ร้องเคยสมรสกับจำเลยที่ 3 ต่อมาเมื่อปี 2535 ผู้ร้องหย่ากับจำเลยที่ 3 และได้ตกลงสัญญาในการหย่าให้ที่ดินพิพาทตกแก่ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาโดยจำเลยที่ 3 ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง โจทก์ให้การต่อสู้คดี โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของผู้ร้อง ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนหย่ากันและได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ว่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้ร้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 84 (3) เช่นนี้ เมื่อผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนสมรสกันในปี 2527 ต่อมาปี 2534 ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแม้จะใส่ชื่อผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพียงคนเดียวก็ตาม ที่ดินพิพาทก็เป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (2) ซึ่งเมื่อทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ว่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้ร้อง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 ผู้ร้องมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพียงคนเดียวอยู่แล้ว แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสิทธิของผู้ร้องนับแต่เวลาจดทะเบียนหย่า และเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 3 ใหม่ ในปี 2549 จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ไม่ได้ ผู้ร้องมีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 982 ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนสมรสกันครั้งแรกเมื่อปี 2527 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2534 ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 982 ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยจดทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้รับโอนเพียงผู้เดียว ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ครั้นวันที่ 30 กันยายน 2535 ผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนหย่ากัน ตามสำเนาใบสำคัญการหย่า และวันที่ 14 มีนาคม 2549 ผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้ง ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมผู้ร้องเคยสมรสกับจำเลยที่ 3 ต่อมาเมื่อปี 2535 ผู้ร้องหย่ากับจำเลยที่ 3 และได้ตกลงสัญญาในการหย่าให้ที่ดินพิพาทตกแก่ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาโดยจำเลยที่ 3 ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง โจทก์ให้การต่อสู้คดี โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของผู้ร้อง ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนหย่ากันและได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ว่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 84 (3) เช่นนี้ เมื่อผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนสมรสกันในปี 2527 ต่อมาปี 2534 ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแม้จะใส่ชื่อผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพียงคนเดียวก็ตาม ที่ดินพิพาทก็เป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (2) ซึ่งเมื่อทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ว่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้ร้อง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 ผู้ร้องมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพียงคนเดียวอยู่แล้ว แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสิทธิของผู้ร้องนับแต่เวลาจดทะเบียนหย่า และเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 3 ใหม่ ในปี 2549 จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (1) ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ไม่ได้ ผู้ร้องมีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องต่อไปเพราะไม่เป็นสาระและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ปล่อยทรัพย์พิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 ม. 1474 ม. 1532
ป.วิ.พ. ม. 84 (3) ม. 177 วรรคสอง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประหยัด เสนวิรัช
ผู้ร้อง — นางเสาวณี บุตรเนียร
จำเลย — นางจันทร์หรือกชกร กาเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4927/2558
#582391
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้มีคณะกรรมการธุรกรรมคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติ โดยมาตรา 34 (1) และ (3) บัญญัติให้คณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และดำเนินการตามมาตรา 48 ซึ่งได้แก่ อำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในกรณีที่ตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยไม่มีบทบัญญัติใดจำกัดช่องทางการรับทราบรายงานและข้อมูลการทำธุรกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนที่มาตรา 13, 15 และ 16 บัญญัติให้สถาบันการเงิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานที่ดินสาขาหรือสำนักงานที่ดินอำเภอ รวมถึงผู้มีอาชีพเกี่ยวกับการดำเนินการหรือให้คำแนะนำในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุนหรือเคลื่อนย้ายเงินทุน มีหน้าที่ต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ก็เป็นการกำหนดหน้าที่แก่หน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ เนื่องด้วยเล็งเห็นว่าเป็นหน่วยงานและบุคคลที่รับทราบข้อมูลการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินในเบื้องต้นมาตามอำนาจหน้าที่ของตน เพื่อที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ต่อไป อันเป็นมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั่นเอง หาใช่เป็นบทบัญญัติบังคับให้คณะกรรมการธุรกรรมต้องรับรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเฉพาะที่มาจากหน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ การที่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอันเป็นความผิดมูลฐานเป็นผู้เสนอรายงานและข้อมูลการทำธุรกรรมให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินแล้วคณะกรรมการธุรกรรมได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อมาจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 20 รายการ มูลค่า 3,895,328.67 ดังกล่าวพร้อมดอกผลอันเกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปรามปราบการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 และมาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รถยนต์จำนวน 6 คัน รถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ 1 หลัง เงินสด เงินฝากในบัญชีธนาคาร สร้อยคอทองคำ จำนวน 1 เส้น แหวนทองคำประดับเพชรและทับทิมจำนวน 1 วง แหวนทองคำประดับเพชรจำนวน 1 วง สร้อยคอทองคำจำนวน 2 เส้น สร้อยข้อมือทองคำประดับเพชรจำนวน 1 เส้น สร้อยข้อมือทองเคประดับเพชรลงยาจำนวน 1 เส้นและโทรทัศน์สียี่ห้อฟิลลิปส์ขนาด 50 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง รวมทรัพย์สิน 20 รายการตามบัญชีทรัพย์สิน พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และนายอดิศักดิ์หรือเฮา เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนผู้คัดค้านที่ 6 เป็นอดีตภริยาของนายบุญเลี้ยงหรือปักนั้ง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ์รายงานให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกมีพฤติการณ์กระทำความผิดข้อหาร่วมกันกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ด้วยการนำพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนมีสิทธิใช้ร่วมกันออกให้ผู้ค้าตลาดมืดหรือตลาดเช้าสำเพ็งเช่าและเรียกเก็บค่าเช่าพื้นที่เป็นรายเดือน ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 คณะกรรมการธุรกรรมได้พิจารณาข้อมูลแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดข้อหาร่วมกันกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร และได้ไปซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงมีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก วันที่ 27 เมษายน 2548 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก รวม 30 รายการ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่าทรัพย์สิน 24 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น กับร่วมกันกรรโชกโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) (6) จึงเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการธุรกรรมและในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 15/2548 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวรวม 24 รายการ ไว้ชั่วคราว ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกได้ยื่นหนังสือโต้แย้งการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินและการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกแล้ว ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 21/2548 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้เพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์รวม 4 รายการ กับมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 20 รายการ ตามบัญชีทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน คดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้มีคณะกรรมการธุรกรรมคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติ โดยมาตรา 34 (1) และ (3) บัญญัติให้คณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และดำเนินการตามมาตรา 48 ซึ่งได้แก่ อำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในกรณีที่ตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยไม่มีบทบัญญัติใดจำกัดช่องทาง การรับทราบรายงานและข้อมูลการทำธุรกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนที่มาตรา 13, 15 และ 16 บัญญัติให้สถาบันการเงิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานที่ดินสาขาหรือสำนักงานที่ดินอำเภอ รวมถึงผู้มีอาชีพเกี่ยวกับการดำเนินการหรือให้คำแนะนำในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุนหรือเคลื่อนย้ายเงินทุน มีหน้าที่ต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ก็เป็นการกำหนดหน้าที่แก่หน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ เนื่องด้วยเล็งเห็นว่าเป็นหน่วยงานและบุคคลที่รับทราบข้อมูลการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินในเบื้องต้นมาตามอำนาจหน้าที่ของตน เพื่อที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ต่อไป อันเป็นมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั่นเอง หาใช่เป็นบทบัญญัติบังคับให้คณะกรรมการธุรกรรมต้องรับรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเฉพาะที่มาจากหน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ การที่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอันเป็นความผิดมูลฐานเป็นผู้เสนอรายงานและข้อมูลการทำธุรกรรมให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินแล้วคณะกรรมการธุรกรรมได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อมาจึงชอบแล้ว ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ว่า ทรัพย์สิน 9 รายการตามบัญชีทรัพย์สิน เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมเป็นการยากที่ลำพังผู้ค้าแต่ละคนจะเข้าไปครอบครองใช้เป็นพื้นที่ค้าขายได้ หากแต่ต้องมีการจัดการโดยกลุ่มบุคคลอันมีลักษณะเป็นขบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร แต่กลับถูกปล่อยปละละเลยให้ใช้เป็นพื้นที่ค้าขายโดยเปิดเผยต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน จึงเชื่อว่าการบริหารจัดการดังกล่าวมานี้อยู่ในความรู้เห็นของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งการจัดการพื้นที่อันเต็มไปด้วยผลประโยชน์นี้ กลุ่มบุคคลที่เข้าไปจัดการย่อมต้องมีการเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ค้าและอยู่ในวิสัยที่อาจมีการกระทบกระทั่งกันด้วยเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งในข้อนี้ก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานผู้ร้อง โดยเฉพาะนายสมศักดิ์ นางยุพา นางสุพรรณี และนางสาวศรีวรรณ โดยสรุปว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายอดิศักดิ์และนายบุญเลี้ยงกับพวกล้วนมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องในการจัดการและเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบต่อเนื่องกันมา โดยมีนายวสันต์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจให้ความร่วมมือในการจับกุมผู้ค้าที่ขัดขืนหรือมีปัญหาในการจ่ายเงินตามที่เรียกร้อง ทั้งมีการข่มขู่และใช้กำลังประทุษร้ายผู้ค้าด้วย พยานผู้ร้องเหล่านี้ล้วนใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ค้าขาย หาเลี้ยงชีพ หากไม่มีปัญหารุนแรงกระทบถึงตนแล้วก็คงไม่ว่ากล่าวเอาความแก่ผู้ที่จัดการให้ตนได้มีพื้นที่ค้าขาย ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายสมศักดิ์ที่ว่า พยานกระทบกระทั่งกับผู้คัดค้านที่ 1 ในเรื่องที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกเงินจากพยานเพิ่มเติมแต่พยานไม่ยอม และผู้คัดค้านที่ 1 ใช้อาวุธปืนข่มขู่ พยานจึงไปแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้ร้องมีนายพุทธิพงศ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความด้วยว่า ในเวลาต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในมูลเหตุเกี่ยวเนื่องกันนี้รวม 2 คดี และศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ฐานกรรโชกทั้ง 2 คดี ตามสำเนาคำพิพากษา ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 อ้างว่า เงินที่เรียกเก็บจากผู้ค้าแต่ละรายเป็นค่าใช้ไฟฟ้าที่ต่อจากบ้านผู้คัดค้านที่ 2 และนายบุญเลี้ยงนั้น ได้ความว่ามีการเรียกเก็บเงินจากผู้ค้าแต่ละรายในแต่ละเดือนเป็นจำนวนคงที่ โดยไม่ได้คำนึงว่าผู้ค้าแต่ละรายจะใช้ไฟฟ้ามากน้อยต่างกันอย่างไร ทั้งนายบุญเลี้ยงก็เบิกความรับว่าได้แบ่งเงินที่เรียกเก็บในแต่ละเดือนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ด้วย อันมีลักษณะเป็นค่าบริหารจัดการอยู่ในตัว พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมามีน้ำหนักดีกว่า พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายอดิศักดิ์และนายบุญเลี้ยงกับพวกร่วมกันนำพื้นที่สาธารณะมาจัดทำเป็นสถานที่ค้าขายออกให้ผู้ค้าเช่า แล้วแบ่งเขตรับผิดชอบในการเรียกเก็บผลประโยชน์เป็นค่าเช่าและค่าเซ้ง หากผู้ค้ารายใดขัดขืนหรือไม่จ่ายเงินตามจำนวนที่กำหนดก็จะถูกข่มขู่ ใช้กำลังประทุษร้าย และยังร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจแสวงหาประโยชน์จากการนี้ด้วยการกลั่นแกล้งจับกุมกับยึดอุปกรณ์ค้าขายไป จึงเป็นการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ โดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร กับสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (6) และ (5) ตามลำดับ ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ฎีกาว่า การจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน พยานหลักฐานของผู้ร้องต้องรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้คัดค้านกระทำความผิดอาญาอันเป็นความผิดมูลฐาน แต่พยานผู้ร้องหลายปากเบิกความว่าไม่มีการข่มขู่เรียกเก็บเงิน โดยไม่มีการกระทำความผิดดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ทั้งคดีที่ผู้คัดค้านถูกฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับผู้คัดค้านที่ 1 ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้องแล้วนั้น เห็นว่า การสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางแพ่งเพื่อบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมาตรา 59 บัญญัติให้การดำเนินการทางศาลต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ซึ่งเมื่อพนักงานอัยการยื่นคำร้อง และศาลทำการไต่สวนแล้ว หากเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และมาตรา 51 วรรคหนึ่ง โดยมิพักต้องพิจารณาว่าบุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าวต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ หาใช่พยานหลักฐานต้องรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 แต่อย่างใดไม่ ส่วนข้อตำหนิของคำเบิกความของพยานผู้ร้องนั้น สำหรับร้อยตำรวจเอกสุเมธ และพันตำรวจตรีกล้าหาญ ต่างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งยังได้ความจากนางยุพาว่ามีนางติ๋ว ซึ่งอ้างว่าเป็นภริยาของเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องในการเรียกรับผลประโยชน์จากการนี้อยู่ด้วย จึงเป็นธรรมดาที่พยานจะต้องเบิกความบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีการกระทำความผิดในท้องที่ความรับผิดชอบของตน เพราะข้อเท็จจริงอาจย้อนแสดงถึงความหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นผลร้ายแก่ตนได้ ส่วนพยานอื่นที่เป็นผู้ค้าบางปากเบิกความในทำนองว่าสมัครใจจ่ายเงิน โดยไม่ได้ถูกข่มขู่นั้น เห็นว่า การเรียกรับผลประโยชน์ในลักษณะนี้ ผู้กระทำการดังกล่าวไม่จำต้องข่มขู่เพื่อเรียกผลประโยชน์จากผู้ค้าทุกราย เพียงแต่แสดงให้รับรู้ทั่วกันว่าผู้ค้าทุกรายต้องจ่ายเงินเพื่อที่จะค้าขายต่อไปได้โดยไม่มีปัญหาดังเช่นที่นายสมศักดิ์กับพวกดังกล่าวประสบมา การที่พยานผู้ค้าบางปากยินยอมจ่ายเงินอาจเป็นเพราะทราบถึงข้อปฏิบัติในการเข้าไปค้าขายในพื้นที่ดังกล่าวดีอยู่แล้วนั่นเอง คำเบิกความของพยานเหล่านี้ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของผู้ร้องเสียน้ำหนักในการรับฟังแต่อย่างใด ส่วนปัญหาว่าทรัพย์ตามฎีกาของผู้คัดค้าน ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบฟังได้ว่าพฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายอดิศักดิ์และนายบุญเลี้ยงกับพวกมีพฤติการณ์ร่วมกันการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ โดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร กับสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นความผิดมูลฐานดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 6 ซึ่งเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายบุญเลี้ยงมาก่อน ย่อมมีภาระพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง และมาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งในปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 34 (1) ม. 34 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายจรัสชัยหรือเจียว จิรดำรงพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางดวงใจ สิงหนาท
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2558
#588594
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยปกปิดข้อความจริงหรือนิ่งเสียไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ และเป็นกลฉ้อฉลลวงโจทก์เพื่อการลงทุนถึงขนาดทำให้โจทก์เข้าใจผิดในคุณสมบัติของที่ดินที่จะซื้อขายและถือว่าเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ทราบความจริงจะไม่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพราะโจทก์ไม่สามารถที่จะดำเนินการขออนุญาตจัดสรรจัดจำหน่ายและทำกำไรตามวัตถุประสงค์ ซึ่งพอแปลได้ว่าโจทก์ถูกกลฉ้อฉลและสำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินที่จะซื้อจะขายว่าสามารถดำเนินการขออนุญาตจัดสรรได้ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในส่วนนี้เพียงว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดจากกลฉ้อฉลไม่ผูกพันโจทก์ และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินคืนโจทก์หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ฉ้อฉลโจทก์ แล้ววินิจฉัยเพิ่มเติมไปว่า โจทก์ทำสัญญากับจำเลยโดยสำคัญผิดว่าสามารถนำที่ดินไปขออนุญาตจัดสรรได้ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาที่โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่จะซื้อจะขายซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญจึงตกเป็นโมฆียะนั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

โจทก์ไม่สนใจที่จะตรวจสอบที่ดินที่จะซื้อจะขายว่า มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลย ประกอบกับจำเลยก็ได้ให้คำเตือนให้โจทก์ต้องตรวจสอบแล้ว แต่โจทก์กลับไม่นำพา จึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ โจทก์จะถือเอาความสำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินที่จะซื้อจะขายนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 158 สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวยังคงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย ไม่ตกเป็นโมฆียะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,408,844 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,111,112 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 13,111,112 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554) ต้องไม่เกิน 297,732 ตามคำขอของโจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ระหว่างระยะเวลาฎีกา กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษานอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า "จำเลยปกปิดข้อความจริงหรือนิ่งเสียไม่แจ้งให้โจทก์ทราบและเป็นกลฉ้อฉลลวงโจทก์เพื่อการลงทุนถึงขนาดให้โจทก์เข้าใจผิดในคุณสมบัติของที่ดินที่จะซื้อจะขายและถือว่าเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ทราบความจริง โจทก์จะไม่ทำสัญญาจะซื้อจะขายเพราะโจทก์ไม่สามารถที่จะดำเนินการขออนุญาตจัดสรรจัดจำหน่ายและทำกำไรได้ตามวัตถุประสงค์" ซึ่งพอแปลเป็นใจความได้ว่า โจทก์ถูกกลฉ้อฉลและโจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินที่จะซื้อขายว่าสามารถดำเนินการขออนุญาตจัดสรรได้ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในส่วนนี้เพียงว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดจากกลฉ้อฉลไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินคืนแก่โจทก์หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ฉ้อฉลโจทก์ แล้ววินิจฉัยเพิ่มเติมไปว่า โจทก์ทำสัญญากับจำเลยโดยสำคัญผิดว่าสามารถนำที่ดินไปขออนุญาตจัดสรรได้ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาที่โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่จะซื้อจะขายซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อจะขายจึงตกเป็นโมฆียะนั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศขายที่ดินพิพาทผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ในส่วนหมายเหตุมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า "ผู้สนใจควรจะต้องตรวจสอบความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสารสิทธิหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือประเด็นอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตรงตามความประสงค์และเป็นที่พึงพอใจก่อนการตัดสินใจ" และในหน้าเดียวกันตอนท้ายก็ยังมีข้อความว่า "ผู้สนใจเสนอซื้อทรัพย์สินของ บสท. ต้องศึกษาและเข้าใจข้อมูลและเงื่อนไขการซื้อขายทรัพย์สินอย่างละเอียดก่อนแจ้งความประสงค์เสนอซื้อ" นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของจำเลยก็ได้มอบแผนผังที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนถึงที่ดินที่จะซื้อจะขายและที่ดินแปลงอื่นซึ่งเป็นของบุคคลภายนอก ประกอบกับตามสัญญาจะซื้อจะขายในภาคผนวก ก. เงื่อนไขและข้อกำหนด (สัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สิน) ข้อ 3.1 ก็ระบุว่า "ก่อนทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้เข้าตรวจดูทรัพย์สินที่จะซื้อขายแล้ว เห็นว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยตรงตามความประสงค์ในการซื้อขายและเป็นที่พึงพอใจของผู้จะซื้อและผู้จะซื้อตกลงว่าจะมิยกเอาเหตุความไม่สมบูรณ์ ความชำรุดบกพร่อง ความเสียหาย สูญหายของทรัพย์สินที่จะซื้อขายใด ๆ ไม่ว่าจะเห็นก่อนและ/หรือภายหลังวันทำสัญญานี้หรือไม่ก็ตามขึ้นเป็นเหตุเรียกร้องค่าเสียหาย ยกเลิกสัญญา หรือปฏิเสธหน้าที่และความรับผิดชอบใด ๆ ที่ผู้จะซื้อมีอยู่ต่อผู้จะขายตามสัญญานี้ทั้งสิ้น" โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยจงใจปกปิดข้อเท็จจริงใด ๆ ตรงกันข้ามกลับปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นว่า จำเลยแจ้งให้โจทก์ทำการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและทรัพย์สินที่จะซื้อทั้งก่อนหน้านี้โจทก์เคยซื้อที่ดินจากจำเลยถึง 2 ครั้ง โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงในการประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จำเลยย่อมไม่ทราบรายละเอียดของที่ดินที่จะขายว่ามีคุณสมบัติอย่างไรและโจทก์ต้องการที่ดินที่มีคุณสมบัติเช่นไร ประกอบกับที่ดินที่จะซื้อจะขายมีจำนวนถึง 390 แปลง เนื้อที่ดินรวม 32 ไร่ 1 งาน 36.4 ตารางวา และมีราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายสูงถึง 65,555,555 บาท จึงย่อมจะต้องเป็นเรื่องของโจทก์ในการตรวจสอบที่ดินที่จะซื้อจะขายว่า มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่สนใจที่จะตรวจสอบทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของโจทก์เองประกอบกับจำเลยก็ได้ให้คำเตือนให้โจทก์ต้องตรวจสอบ แต่โจทก์กลับไม่นำพา จึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ โจทก์จะถือเอาความสำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินที่จะซื้อจะขายนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่จะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายจึงตกเป็นโมฆียะนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทยังคงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจมาฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 60,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโชครุ่งเรืองอนันต์ จำกัด
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุพิชฌาย์ ธีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา