คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5501 -ที่ 5502/2558
#582441
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มีระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 บังคับใช้ โดยข้อ 21 กำหนดว่า "ถ้ารัฐวิสาหกิจเลิกจ้างพนักงานโดยพนักงานมิได้มีความผิดตามข้อ 46 ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายเงินเดือนค่าจ้างแก่พนักงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามข้อ 8 และข้อ 20 ด้วย" และข้อ 46 ตามระเบียบดังกล่าวกำหนดกรณีรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้หลายกรณีรวมทั้งการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง ดังนั้นกรณีการเลิกจ้างที่รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีต้องเป็นกรณีที่พนักงานรัฐวิสาหกิจทำผิดร้ายแรงเท่านั้น เมื่อคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวด 3 ข้อ 2.3.2 กำหนดว่า "ไม่ว่ากรณีใด ๆ บริษัทจะไม่จ่ายเงินตอบแทนให้แก่พนักงานผู้ซึ่งสมัครใจไม่หยุดพักผ่อนประจำปีเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานออกจากงานระหว่างปีโดยไม่มีความผิดและยังมิได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี" จึงต้องแปลให้สอดคล้องกับระเบียบดังกล่าวว่าการออกจากงานโดยไม่มีความผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงไม่มีความผิดร้ายแรงนั่นเอง

ตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2.9 กำหนดแนวทางพักงานระหว่างสอบสวนไว้ว่า "การพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้บริษัทสืบสวนและสอบสวนโดยอิสระว่าพนักงานกระทำผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ซึ่งโดยปกติจะใช้เมื่อมีความผิดร้ายแรง พนักงานซึ่งถูกสั่งพักระหว่างสอบสวนแม้ว่าจะยังไม่ถือเป็นการลงโทษ แต่บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินเดือนให้เพียงร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในขณะพักงานพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะทราบผลการสอบสวนแน่ชัดว่าพนักงานไม่มีความผิดแล้วจึงจะจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบของค่าจ้างสำหรับระยะเวลาที่ถูกพักงานให้" จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์หลักของการพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้การสอบสวนกระทำโดยอิสระป้องกันไม่ให้พนักงานที่ถูกกล่าวหาไปยุ่งกับพยานหลักฐาน สำหรับการจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบนั้น คู่มือและระเบียบการพนักงานดังกล่าว หมวดที่ 9 ข้อ 2.9 กำหนดว่าจะจ่ายให้เมื่อพนักงานไม่มีความผิดอันมีความหมายอยู่ในตัวว่าพนักงานผู้นั้นไม่มีความผิดใดเลยไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 665,550 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 338,601 บาท เงินโบนัส 688,668 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 86,083.50 บาท ค่าชดเชย 1,377,360 บาท และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของนายจ้าง 876,537 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงินดังกล่าวข้างต้นทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 31,246,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือสำคัญการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 1,010,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 21,051.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าจ้างระหว่างพักงานเพื่อสอบสวน 492,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคดี ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบังคับคดี 2 ครั้งสุดท้ายโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายคดีพิเศษ ได้รับเงินเดือนเดือนละ 126,300 บาท กำหนดจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 23 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและสั่งพักงานโจทก์ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งจำเลยที่ 24/2547 (130) ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าโจทก์กระทำผิดวินัยที่ร้ายแรงหลายประการ จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเห็นว่าการบริหารงานและการปฏิบัติงานของโจทก์ผิดระเบียบปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการกระทำผิดที่ร้ายแรง เห็นสมควรให้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย คณะกรรมการจำเลยที่ 1 มีมติเห็นชอบ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลบังคับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 อันเป็นวันที่สั่งพักงานตามหนังสือเลิกจ้าง สำหรับเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างเลิกจ้างโจทก์ได้แก่

(1) ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคดี 3 โจทก์มอบหมายงานให้ทนายความภายในฝ่ายโดยไม่เป็นธรรม

(2) โจทก์ห้ามพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้คบหาสมาคมกับเพื่อนพนักงานในฝ่ายเดียวกัน

(3) โจทก์กำหนดบทลงโทษการปฏิบัติงานของพนักงานในฝ่ายเดียวกันโดยเลือกปฏิบัติ

(4) โจทก์ไม่มีความชอบธรรมในวิธีการจ่ายค่าทนายความ (incentive) กรณีทนายความคู่และเลือกปฏิบัติ

(5) ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายคดีพิเศษ โจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าประชุมตามคำสั่งของกรรมการ/รักษาการกรรมการผู้จัดการ และไม่เข้าร่วมบริหารในฐานะผู้บริหารเกี่ยวกับกิจกรรมอื่น ๆ ของบริษัท ไม่มาปฏิบัติงานที่บริษัทอย่างสม่ำเสมอโดยไม่แจ้งหยุดล่วงหน้าหรือย้อนหลัง ไม่ใส่ใจหรือสนใจงานที่ได้รับมอบหมายคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

(6) ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งประจำกรรมการผู้จัดการ โจทก์มีการพูดจาหว่านล้อมให้พนักงานเข้าใจผิดและเกลียดชังเพื่อนพนักงานและผู้บังคับบัญชาและมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการลงลายมือชื่อในหนังสือคัดค้านการแต่งตั้งนายสิทธิศักดิ์ เป็นผู้จัดการฝ่ายคดี 3 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำความผิดในข้อกล่าวหาตาม (1) (2) (5) และ (6) แต่รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่กล่าวหาใน (3) และ (4) โดยกรณีตาม (3) ฟังว่าโจทก์ลงโทษนายอภินันท์ ซึ่งเป็นพนักงานที่เกียจคร้านและผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่มีความตั้งใจปฏิบัติงาน เช่นขาดงานโดยไม่ทราบเหตุผลถึง 3 วัน โจทก์ตักเตือนด้วยวาจาและให้นายอภินันท์รับทราบคำเตือนเป็นหนังสือ ส่วนนายเธนศ กระทำผิดละเมิดอำนาจศาล โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท แต่รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี โจทก์เห็นว่านายเธนศได้รับการลงโทษจากศาลตามสมควรแล้วและเป็นความผิดเฉพาะตัว จึงย้ายนายเธนศไปอยู่ฝ่ายนิติการซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีความและไม่มีโอกาสรับค่าตอบแทนแบบ incentive โดยให้ส่งเรื่องและคดีที่อยู่ในความดูแลคืนฝ่ายคดี 3 ทั้งหมด ต่อมานายเธนศขอโอกาสปรับปรุงตัวโดยขอย้ายกลับมาปฏิบัติงานด้านคดีความอีก โดยนายเธนศให้สัญญาว่าหากกระทำความผิดดังกล่าวอีกจะยอมลาออกและได้ทำหนังสือลาออกให้ไว้ แสดงให้เห็นถึงดุลพินิจในการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์โดยกรณีนายเธนศถูกลงโทษจำคุกและปรับอันเป็นการขาดจริยธรรมในวิชาชีพและเป็นการฝ่าฝืนต่อคู่มือและระเบียบการพนักงาน หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษและการร้องทุกข์ข้อ 1 เจตนารมณ์ (1.5) และข้อ 2 แนวปฏิบัติ 2.2 ก. (9) แต่โจทก์ไม่ได้ลงโทษเพียงแต่ย้ายงานนายเธนศและต่อมาย้ายกลับมาอยู่ฝ่ายบังคับคดีตามเดิม ส่วนนายอภินันท์เพียงแต่ไม่ปฏิบัติตามเป้าหมาย ขาดความกระตือรือร้นและรอบคอบในการปฏิบัติงาน โจทก์ถึงกับกล่าวโทษและตักเตือนให้ปรับปรุงการปฏิบัติงานรวมทั้งให้นายอภินันท์แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อีก หากไม่สามารถปรับปรุงตนได้ แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ย่อมก่อให้เกิดความคลางแคลงใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม อันเป็นการทำผิดคู่มือและระเบียบพนักงานของจำเลย หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2 แนวปฏิบัติ 2.1 ช. ละเว้นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในระหว่างเพื่อนร่วมงาน และ 2.2 ค. การประพฤติปฏิบัติอันไม่สมควร (14) ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในระหว่างพนักงานด้วยกัน ส่วนข้อกล่าวหาตาม (4) กรณีขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายว่าคดี 3 มีความไม่ชอบธรรมในวิธีการจ่ายค่าทนายความ (incentive) กรณีทนายความคู่และเลือกปฏิบัติ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายมานิต และนายพีระพงศ์ ได้รับมอบหมายให้ทำคดีร่วมกันโดยนายมานิตเป็นคนดำเนินการในคดีทั้งหมดด้วยตนเองคนเดียวแต่โจทก์แจ้งให้นำเงินค่าตอบแทนคดี (incentive) 50,000 บาท ไปมอบให้แก่นายพีระพงศ์ แล้ววินิจฉัยว่า การจ่ายคดีให้ทนายความผู้ใต้บังคับบัญชาทำคดีคู่กันย่อมก่อให้เกิดปัญหาเพราะโจทก์ไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของทนายแต่ละคนในการทำคดีคู่กันได้ การเกิดปัญหาการแบ่งเงินค่าตอบแทนจากการจ่ายงานของโจทก์ โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อนายพีระพงศ์ไม่มีส่วนร่วมในการทำคดีแต่โจทก์กลับทวงถามให้นายมานิตจ่ายค่าตอบแทน (incentive) ให้แก่นายพีระพงศ์โดยมิได้สอบข้อเท็จจริงว่ามีส่วนร่วมทำคดีกันจริงหรือไม่ จึงเป็นการกระทำผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2 แนวปฏิบัติ 2.2 ค. การประพฤติปฏิบัติอันไม่สมควร (1) เรียกเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์จากผู้อื่นเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้ขาดความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน และทำให้ได้รับบำเหน็จความดีความชอบในงาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มีระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 บังคับใช้ โดยระเบียบดังกล่าวข้อ 21 กำหนดว่า "ถ้ารัฐวิสาหกิจเลิกจ้างพนักงานโดยพนักงานมิได้มีความผิดตามข้อ 46 ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายเงินเดือนค่าจ้างแก่พนักงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามข้อ 8 และข้อ 20 ด้วย" และตามข้อ 46 กำหนดกรณีรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้หลายกรณีรวมทั้งการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง ดังนั้นกรณีการเลิกจ้างที่รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีต้องเป็นกรณีที่พนักงานรัฐวิสาหกิจทำความผิดร้ายแรงเท่านั้น คู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวด 3 ข้อ 2.3.2 ที่กำหนดว่า "ไม่ว่ากรณีใด ๆ บริษัทจะไม่จ่ายเงินตอบแทนให้แก่พนักงานผู้ซึ่งสมัครใจไม่หยุดพักผ่อนประจำปีเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานออกจากงานระหว่างปีโดยไม่มีความผิดและยังมิได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี" จึงต้องแปลให้สอดคล้องกับระเบียบดังกล่าวว่า การออกจากงานโดยไม่มีความผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงไม่มีความผิดร้ายแรงนั่นเอง เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงจึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างพักงานหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2.9 กำหนดแนวทางการพักงานระหว่างสอบสวนไว้ว่า "การพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้บริษัทสืบสวนและสอบสวนโดยอิสระว่าพนักงานกระทำผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ซึ่งโดยปกติจะใช้เมื่อมีความผิดร้ายแรง พนักงานซึ่งถูกสั่งพักระหว่างการสอบสวนแม้ว่าจะยังไม่ถือเป็นการลงโทษ แต่บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินเดือนให้เพียงร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในขณะพักงานพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะทราบผลการสอบสวนแน่ชัดว่าพนักงานไม่มีความผิดแล้วจึงจะจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบของค่าจ้างสำหรับระยะเวลาที่ถูกพักงานให้" ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์หลักของการพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้การสอบสวนกระทำโดยอิสระป้องกันไม่ให้พนักงานที่ถูกกล่าวหาไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ส่วนการจะพักงานพนักงานคนใดระหว่างสอบสวนย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจออกคำสั่งซึ่งปกติจะใช้กับกรณีถูกกล่าวหาว่ามีความผิดร้ายแรง แต่ก็หาจำกัดว่ากรณีพนักงานถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร้ายแรงจะต้องสั่งพักงานระหว่างสอบสวนเสมอไปหรือกรณีพนักงานถูกกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาจะสั่งพักงานระหว่างสอบสวนไม่ได้ สำหรับการจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบนั้น คู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 9 ข้อ 2.9 กำหนดว่าจะจ่ายให้เมื่อพนักงานไม่มีความผิดอันมีความหมายอยู่ในตัวว่าพนักงานผู้นั้นไม่มีความผิดใดเลยไม่ว่าจะเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ ในกรณีของโจทก์เมื่อปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ใช่ความผิดร้ายแรงโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบ โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างพักงานเพียงร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าเท่านั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าอัตราค่าจ้างเดิมระหว่างโจทก์ถูกพักงานมีจำนวน 492,609 บาท ดังนั้นโจทก์คงมีสิทธิได้รับเพียงครึ่งเดียวคือ 246,304.50 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานเพื่อการสอบสวน 246,304.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปกรณ์ สุวรรณวัฒนะ
จำเลย — บริษัทกฎหมายกรุงไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2558
#633689
เปิดฉบับเต็ม

การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพียงแต่บัญญัติให้ศาลฟังจำเลยเท่านั้น มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งพิจารณาถึงความสุจริตและคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดีด้วย โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารที่โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนและโจทก์เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยซึ่งถ้าทราบมาก่อนก็จะไม่ฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าเมื่อโจทก์ถอนฟ้องคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ต้องรับผิดยังคงมีอยู่จึงไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบในเชิงคดีอันแสดงว่าโจทก์ขอถอนฟ้องโดยสุจริต

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติให้สิทธิจำเลยจะฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าคำฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยออกคำสั่งที่ 053/2553 ให้โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองส่งเสริมกิจการโคนมภาคเหนือ และนายเสริมศักดิ์ลูกจ้างของจำเลยอีกคนหนึ่งรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่าโจทก์และนายเสริมศักดิ์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับของจำเลยมิได้ส่งสัญญาที่นายนพดลในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการจำเลยลงนามในการซื้อขายน้ำนมดิบกับห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ ทำให้สัญญาขาดความชัดเจนว่าจะชำระเงินเมื่อใด ณ สถานที่ใด และเมื่อทำสัญญาแล้วหน่วยงานใดมีหน้าที่ส่งสัญญาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามสัญญา ทั้งไม่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติ ทำให้ไม่มีการติดตามว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญาหรือไม่ จึงไม่มีการรายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อระงับการขายตามเงื่อนไขของสัญญา เป็นเหตุให้มีหนี้ค้างชำระจำนวนมาก แต่ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,783,412.58 บาท จึงให้นายเสริมศักดิ์และโจทก์ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 70 ของความเสียหายคิดเป็นเงิน 1,248,388.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในส่วนเท่า ๆ กัน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้กระทำละเมิดต่อจำเลยโดยมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระหนี้เป็นเรื่องปกติในการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้จำเลยยังได้ดำเนินคดีแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งแล้ว ซึ่งคดีอยู่ในชั้นบังคับคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยอาจได้รับการชำระหนี้เต็มจำนวนได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 053/2553

จำเลยให้การว่าคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 624,194.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งว่าเมื่อพิจารณาคำแถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควร จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยย่อมตกไปตามฟ้องเดิมของโจทก์ ให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยเช่นกัน

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพียงแต่บัญญัติให้ศาลฟังจำเลยเท่านั้น มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งพิจารณาถึงความสุจริตและคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดีด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกรมบัญชีกลางตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารที่โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนและโจทก์เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยซึ่งถ้าทราบมาก่อนก็จะไม่ฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าเมื่อโจทก์ถอนฟ้องคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ต้องรับผิดยังคงมีอยู่จึงไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใดอันแสดงว่าโจทก์ขอถอนฟ้องโดยสุจริต ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่าเมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ คำฟ้องแย้งของจำเลยจะตกไปหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติให้สิทธิจำเลยจะฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าคำฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ การที่ศาลแรงงานภาค 1 จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยไปด้วย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานภาค 1 ที่สั่งจำหน่ายฟ้องแย้ง ให้ศาลแรงงานภาค 1 ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปและมีคำพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 วรรคสอง ม. 177 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชชัย ทัศนพานนท์
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5446/2558
#582421
เปิดฉบับเต็ม

น้ำมันหล่อลื่นของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 จึงต้องริบตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115

เครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ชอบที่จะริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

ขวดพลาสติกเปล่าสำหรับบรรจุน้ำมันหล่อลื่น กล่องกระดาษเปล่า ฝาครอบขวดน้ำมัน กระดาษฟอยล์ปิดปากขวด ม้วนเศษกระดาษฟอยล์สำหรับปิดปากขวดบรรจุน้ำมันซึ่งบรรจุอยู่ในถุง กล่องกระดาษที่ใช้สำหรับบรรจุแกลลอนน้ำมัน สติกเกอร์ติดขวด และแกลลอนเปล่าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรดังกล่าวนั้น แม้ไม่อาจถือว่าเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังมิได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค่าน้ำมันหล่อลื่น โดยยังอยู่ในขั้นตระเตรียมการทำความผิด แต่ของกลางดังกล่าวถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ชอบที่ศาลจะสั่งให้ริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

เมื่อน้ำมันหล่อลื่นของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบมาตรา 50 และเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงและทรัพย์สินที่ต้องส่งมอบแก่กรมธุรกิจพลังงานเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรต่อไปตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 61

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110 และ 115 พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 4, 25, 49, 50, 51, 60 และ 61 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 ริบของกลางในส่วนที่เป็นภาชนะและวัสดุประกอบเป็นภาชนะสำหรับบรรจุและห่อหุ้มเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่น ส่วนของกลางสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นและไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่น รวมทั้งเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันดังกล่าว ให้ส่งมอบแก่กรมธุรกิจพลังงานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยหากต้องทำลายของกลาง ให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินการดังกล่าวแก่กรมธุรกิจพลังงาน

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทเอลฟ์อากีแตน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 เท่านั้น)

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 (ที่ถูก มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108), 114 และ 115 พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49, 50, 51, 60 และ 61 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 300,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ฐานร่วมกันปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันหล่อลื่นที่มีลักษณะและคุณภาพแตกต่างไปจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 300,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นสมควรมีกำหนดเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางส่วนที่เป็นภาชนะและวัสดุประกอบเป็นภาชนะสำหรับบรรจุและห่อหุ้มเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่น ส่วนสินค้าของกลางสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นและไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นรวมทั้งเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันดังกล่าวให้ส่งมอบแก่กรมธุรกิจพลังงานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยหากต้องทำลายของกลาง ให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินการดังกล่าวแก่กรมธุรกิจพลังงาน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่าหากนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแตกรั่วของขวดน้ำมันหล่อลื่นตามคำเบิกความของนายสนองจิตรมาคำนวณหาปริมาณน้ำมันหล่อลื่นที่นำมาบรรจุใหม่เนื่องจากบรรจุภัณฑ์แตกรั่วแต่ละเดือนแล้ว ปริมาณน้ำมันหล่อลื่นที่นำมาบรรจุใหม่ดังกล่าวน่าจะมีจำนวนอยู่ระหว่าง 390 ถึง 660 ลิตร ต่อเดือน เท่านั้น และนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 กับบริษัทโทเทิลออยล์เอเชีย - แปซิฟิก พีทีอี จำกัด เลิกสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายลงวันที่ 19 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2552 ซึ่งเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นเป็นเวลารวม 8 เดือนเศษ แล้ว ปริมาณน้ำมันหล่อลื่นที่นำมาบรรจุใหม่เนื่องจากขวดบรรจุสินค้าแตกรั่วน่าจะมีจำนวนอยู่ระหว่าง 3,200 ถึง 5,500 ลิตร เท่านั้น แต่เจ้าพนักงานกลับยึดได้น้ำมันหล่อลื่นบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร ทั้งที่โรงงานและโกดัง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ได้จำนวนถึง 69,478 ขวด จึงไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าน้ำมันหล่อลื่นของกลางจะเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่นำมาบรรจุใหม่ทั้งหมด และในการส่งตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นไปตรวจพิสูจน์นั้นพันตำรวจโทสุมิตรก็ได้สุ่มตัวอย่างจากของกลางทั้งหมดไปตรวจพิสูจน์ด้วย แม้จำเลยทั้งสามจะมีใบรับการเรียกร้องค่าสินค้าที่ได้รับความเสียหาย มาแสดงว่ามีน้ำมันหล่อลื่นที่ลูกค้าส่งคืนเนื่องจากขวดบรรจุสินค้าแตกรั่วและนำมาบรรจุใหม่ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวมีเพียงบางรายการเท่านั้นที่ระบุยี่ห้อว่าเป็นน้ำมันหล่อลื่น "elf" ซึ่งคิดได้จำนวนเพียง 61 กล่อง และจำเลยทั้งสามก็ไม่ได้นำลูกค้าที่ส่งคืนสินค้ามาเบิกความยืนยันด้วยว่าได้ส่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อ "elf" คืนจำเลยที่ 1 ตามใบรับการเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับสินค้าดังกล่าวจริงหรือไม่ ดังกล่าวจึงยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ ตามเอกสารนั้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่ว่า น้ำมันหล่อลื่นของกลางที่ส่งไปตรวจพิสูจน์เป็นสินค้าที่ขวดบรรจุแตกรั่วและนำมาบรรจุใหม่ซึ่งเผชิญกับความร้อนและฝุ่นทำให้เสื่อมคุณภาพได้นั้น จึงฟังไม่ขึ้น แม้ตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นของกลางที่ส่งไปตรวจพิสูจน์จะมีจำนวนเพียง 4 ขวด แต่พันตำรวจโทสุมิตรผู้ตรวจค้นเบิกความยืนยันว่า ได้สุ่มเอาตัวอย่างดังกล่าวจากของกลางที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุทั้งหมด และพันตำรวจโทสายัณห์ พนักงานสอบสวนก็เบิกความยืนยันว่า ได้สอบถามไปยังหน่วยงานที่ตรวจพิสูจน์แล้วว่าต้องส่งไปจำนวนเท่าใดด้วย ดังนั้น น้ำมันหล่อลื่นของกลางจำนวน 4 ตัวอย่าง ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างจึงมีความน่าเชื่อถือและรับฟังได้ว่าเป็นตัวอย่างแทนของกลางทั้งหมดได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนข้อที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตรวจสอบน้ำมันหล่อลื่นที่สั่งซื้อมาก่อนนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบลักษณะและคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นว่าเป็นไปตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือตามที่ขออนุญาตไว้หรือไม่ และเมื่อไม่ปรากฏว่าน้ำมันหล่อลื่นที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากบริษัทโทเทิลออยล์เอเชีย - แปซิฟิก พีทีอี จำกัดเคยมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือไม่เป็นไปตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานให้ความเห็นชอบไว้มาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกดำเนินคดีนี้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบน้ำมันหล่อลื่นที่สั่งซื้อมาก่อนเกิดเหตุคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นอีก เช่นนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่าน้ำมันหล่อลื่นของกลางที่เจ้าพนักงานยึดได้ในคดีนี้ไม่มีลักษณะและคุณภาพตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดและตามที่ขอความเห็นชอบไว้จากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองน้ำมันหล่อลื่นซึ่งมีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบไว้จำนวนถึงเกือบ 7,000 ลิตร และน้ำมันหล่อลื่นดังกล่าวถือว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำจำกัดความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มีปริมาณตั้งแต่ 200 ลิตร ขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย..." การที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันหล่อลื่นอันมีลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบเป็นจำนวนเกือบ 7,000 ลิตร จึงเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นผู้ปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานหักล้างว่าน้ำมันหล่อลื่นของกลางมีลักษณะหรือคุณภาพตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบไว้อย่างไร หรือพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งน้ำมันหล่อลื่นโดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่มีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง อย่างไร พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันหล่อลื่นอันเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบเพื่อจำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกำหนดหรือให้ความเห็นชอบอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลให้การดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 บัญญัติไว้ แต่กลับไม่ควบคุมดูแลให้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าน้ำมันให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยปล่อยให้มีการปลอมปนน้ำมันหล่อลื่นและจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นซึ่งมีการปลอมปนดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานดังกล่าวส่วนจำเลยที่ 3 นั้นไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันร่วมทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบเพื่อจำหน่าย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่น "elf 4T Super Sport" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 4,564 ขวด ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรคำว่า "elf" และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมและร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่น "elf moto4 4T EXTRA" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 2,160 ขวด ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรคำว่า "elf" และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายลงวันที่ 19 มกราคม 2544 ที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ในการใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรคำว่า "elf" สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2551 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป การที่จำเลยที่ 1 สั่งบริษัทปัญจะวัฒนามาร์เก็ตติ้ง จำกัด ให้ผลิตบรรจุภัณฑ์และวัสดุภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วมในปี 2552 โดยอ้างว่าเพื่อรองรับการสั่งซื้อน้ำมันหล่อลื่นจากบริษัทโทเทิลออยล์เอเชีย - แปซิฟิก พีทีอี จำกัด ในเดือนธันวาคม 2551 โดยไม่ปรากฏว่าบริษัทโทเทิลออยล์เอเชีย - แปซิฟิก พีทีอี จำกัด ตอบรับการสั่งซื้อดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งขณะสั่งซื้อน้ำมันหล่อลื่นดังกล่าวก็เป็นเวลาใกล้เลิกสัญญาแล้ว ซึ่งหากบริษัทดังกล่าวไม่ส่งน้ำมันหล่อลื่นมาให้จำเลยที่ 1 ตามที่สั่งซื้อไว้ การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ผลิตบรรจุภัณฑ์และวัสดุจำนวนมากเผื่อไว้โดยยังไม่มีความแน่นอนว่าบริษัทดังกล่าวจะส่งน้ำมันหล่อลื่นมาให้จำเลยที่ 1 ตามที่สั่งซื้อย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นอย่างมาก จึงยังไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าการสั่งให้ผลิตบรรจุภัณฑ์และวัสดุสิ่งของที่มีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วมที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางจะเป็นการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ผลิตเพื่อรองรับการสั่งซื้อดังกล่าวจริงดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้สั่งผลิตบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่มีเครื่องหมายการค้า "elf" ของโจทก์ร่วมโดยรู้อยู่ว่าไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวหลังจากสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย สิ้นสุดลงแล้ว ประกอบกับปรากฏตามภาพถ่ายของกลางใน ว่าสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้ชื่อในทางการค้าว่า "elf 4T Super Sport" ตามบัญชีของกลาง ลำดับที่ 5 ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 3,412 ขวด และลำดับที่ 12 จำนวน 1,152 ขวด รวมจำนวน 4,564 ขวด ระบุวันที่ผลิตในปี 2552 ซึ่งเป็นการผลิตหลังจากสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่า สินค้าน้ำมันหล่อลื่น "elf 4T Super Sport" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 4,564 ขวด และน้ำมันหล่อลื่น "elf moto4 4T EXTRA" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 2,160 ขวด ที่เจ้าพนักงานยึดได้เป็นของกลางจากบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วมซึ่งบริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใช้ติดอยู่ อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่น "elf 4T Super Sport" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 4,564 ขวด และน้ำมันหล่อลื่น "elf moto4 4T EXTRA" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 2,160 ขวด ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วยนั้น ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการโรงงานของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมรู้เห็นในการมีสินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" ปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อจำหน่ายอย่างไร คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 เองเพียงว่า จำเลยที่ 3 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกบอกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย เท่านั้น แต่ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 3 รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อใด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างไร พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาจึงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการโรงงานของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงดูแลการผลิตให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วมไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้คืนของกลางทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อน้ำมันหล่อลื่น "elf 4T Super Sport" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 4,564 ขวด และน้ำมันหล่อลื่น "elf moto4 4T EXTRA" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 2,160 ขวด รวมจำนวน 6,724 ขวด ของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จึงต้องริบ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 ส่วนเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง 1 เครื่อง ของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ส่วนขวดพลาสติกเปล่าสำหรับบรรจุน้ำมันหล่อลื่นขนาด 1 ลิตร ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 97,390 ขวด กล่องกระดาษเปล่าที่ใช้บรรจุขวดน้ำมันหล่อลื่นขนาด 1 ลิตร ซึ่งมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 1,160 กล่อง ฝาครอบขวดน้ำมันที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 10,900 ฝา กระดาษฟอยล์ปิดปากขวดจำนวน 60 ม้วน เศษกระดาษฟอยล์สำหรับปิดปากขวดบรรจุน้ำมันซึ่งบรรจุอยู่ในถุงจำนวน 14 ถุง กล่องกระดาษที่ใช้สำหรับบรรจุแกลลอนน้ำมันขนาด 5 ลิตร ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 2,300 กล่อง สติกเกอร์ติดขวดที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 33 ม้วน และแกลลอนเปล่าขนาด 5 ลิตร ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 2,672 ใบ ของกลางนั้น แม้จะไม่ใช่สินค้าน้ำมันหล่อลื่นที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วม เพราะยังอยู่ในขั้นตระเตรียมกระทำความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "elf" ของโจทก์ร่วม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ก็ตาม แต่ของกลางดังกล่าวถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานดังกล่าว ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จะสั่งให้ริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เมื่อน้ำมันหล่อลื่นจำนวน 6,724 ขวด ของกลางข้างต้นซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบมาตรา 50 และเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง 1 เครื่อง ของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) จึงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงและทรัพย์สินที่ต้องส่งมอบแก่กรมธุรกิจพลังงานเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรต่อไป ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 61 แต่สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง "elf 2T Super Sport" จำนวน 62,754 ขวด ของกลางที่โจทก์ฟ้องมาเฉพาะข้อหาร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 นั้น เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้พิพากษาลงโทษในความผิดฐานดังกล่าว โดยโจทก์หรือโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้รับฟังได้ว่าน้ำมันจำนวนดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ร่วมหรือไม่ น้ำมันเชื้อเพลิง "elf 2T Super Sport" จำนวน 62,754 ขวด ดังกล่าวจึงไม่เป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำหรือมีไว้เป็นความผิดอันจะริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ริบของกลางส่วนที่เป็นภาชนะและวัสดุประกอบเป็นภาชนะสำหรับบรรจุและห่อหุ้มเป็นสินค้าน้ำมันหล่อลื่น ส่วนสินค้าของกลางสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นและไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นรวมทั้งเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันดังกล่าวให้ส่งมอบแก่กรมธุรกิจพลังงานเพื่อดำเนินการต่อไปนั้น เป็นคำพิพากษาที่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นของกลางรายการใดบ้าง ของกลางแต่ละรายการสั่งให้ริบโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด มาตราใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบมาตรา 50 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 300,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันร่วมกันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบมาตรา 50 ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 300,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 300,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 3 ปี และปรับ 600,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ริบน้ำมันหล่อลื่น "elf 4T Super Sport" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 4,564 ขวด และน้ำมันหล่อลื่น "elf moto4 4T EXTRA" ขนาดบรรจุ 1 ลิตร จำนวน 2,160 ขวด รวมจำนวน 6,724 ขวด ของกลาง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 ริบเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง 1 เครื่อง ของกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แล้วให้ส่งมอบน้ำมันหล่อลื่นรวมจำนวน 6,724 ขวด และเครื่องจักรสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง 1 เครื่อง ของกลางที่ศาลมีคำพิพากษาให้ริบดังกล่าวแก่กรมธุรกิจพลังงานเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรต่อไป หากต้องทำลายน้ำมันเชื้อเพลิงปลอมปนและเครื่องจักรดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้แก่กรมธุรกิจพลังงาน ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2534 มาตรา 61 ให้ริบขวดพลาสติกเปล่าสำหรับบรรจุน้ำมันหล่อลื่น ขนาด 1 ลิตร ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 97,390 ขวด กล่องกระดาษเปล่าที่ใช้บรรจุขวดน้ำมันหล่อลื่นขนาด 1 ลิตร ซึ่งมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 1,160 กล่อง ฝาครอบขวดน้ำมันที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 10,900 ฝา กระดาษฟอยล์ปิดปากขวดจำนวน 60 ม้วน เศษกระดาษฟอยล์สำหรับปิดปากขวดบรรจุน้ำมันซึ่งบรรจุอยู่ในถุงจำนวน 14 ถุง กล่องกระดาษที่ใช้สำหรับบรรจุแกลลอนน้ำมันขนาด 5 ลิตร ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 2,300 กล่อง สติกเกอร์ติดขวดที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 33 ม้วน และแกลลอนเปล่าขนาด 5 ลิตร ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "elf" จำนวน 2,672 ใบ ของกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ให้ยกคำขอให้ริบน้ำมันเชื้อเพลิง "elf 2T Super Sport" จำนวน 62,754 ขวด ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1) ม. 115
พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ม. 49 ม. 50 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท เอลฟ์ อากีแตน จำกัด
บริษัท อาร์ เอ ซี โกลบอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2558
#585207
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่า ค. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้ ต. และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ค. ใช้สิทธิฟ้องจำเลยในฐานะบริวารของ ต. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อ ต. ถูกผูกพันโดยคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ค. จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบริวารของ ต. ออกไปจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายคำสาบิดาโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนสารบบเล่ม 3 เลขที่ 287 หมู่ที่ 5 ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม (เรณูนคร) จังหวัดนครพนม ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2553) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เสียเกินมา 1,200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมนายคำสา บิดาของโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 289 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนคร จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 14 ไร่ จำเลยซึ่งเป็นบุตรเขยของนางคำตัน ได้อาศัยสิทธิของนางคำตันเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ต่อมาเมื่อปี 2541 นายคำสาถึงแก่ความตายโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำสาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ในปี 2542 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ นางคำตันได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายคำสา เป็นจำเลย ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น โดยกล่าวฟ้องว่าเมื่อปี 2507 นางคำตันกับนายคำสา ร่วมกันซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ แล้วตกลงแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วนโดยโจทก์ครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินทางด้านทิศตะวันตก ส่วนนายคำสาครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2509 นายคำสานำที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งส่วนของนางคำตันและนายคำสาไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ให้แก่นายคำสาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2510 หลังจากนายคำสาถึงแก่ความตายแล้ว นางคำตันก็ได้บอกกล่าวให้โจทก์กับพวกในฐานะทายาทของนายคำสาแบ่งแยกที่ดินพิพาทส่วนที่นางคำตันครอบครองให้แก่นางคำตัน แต่โจทก์กับพวกเพิกเฉย ส่วนโจทก์คดีนี้กับพวกให้การและฟ้องแย้งว่านายคำสาซื้อที่ดินเพียงผู้เดียว นางคำตันไม่ได้ร่วมซื้อด้วย นางคำตันเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายคำสา ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของนางคำตัน ขอให้บังคับนางคำตันและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทโต้แย้งอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 287 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนครจังหวัดนครพนม เป็นของนายคำสาหรือของนางคำตัน ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 587/2552 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาว่า นายคำสาเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 287 หมู่ที่ (5) 10 ตำบล (เรณู) โคกหินแฮ่ อำเภอ (ธาตุพนม) เรณูนคร จังหวัดนครพนม ให้นางคำตันและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9580/57 ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำสาใช้สิทธิฟ้องจำเลยในฐานะบริวารของนางคำตันซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อนางคำตันถูกผูกพันโดยคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำสา จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบริวารของนางคำตันออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์จำเลยให้การต่อสู้ว่าอยู่ในที่ดินในฐานะบริวารของนางคำตัน เท่ากับมิได้ต่อสู้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น และจำเลยชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์และจำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์และจำเลยตามลำดับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายสุทธิพงษ์นวลตา ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายคำสา นวลตา
จำเลย — นายสมยศ สัพโส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายเทอดพงษ์ กาศเรือนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5425/2558
#630212
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 49 วรรคสอง เว้นแต่คู่ความอาจยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาทหรือในปัญหาข้อกฎหมาย โดยต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับฎีกาต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมกับฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไปตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว และบทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ.2551 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้ศาลฎีกาเท่านั้นที่มีอำนาจในการสั่งให้อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาและรับหรือไม่รับฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 95,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาท โดยโจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่ออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกา

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 49 วรรคสอง เว้นแต่คู่ความอาจยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาทหรือในปัญหาข้อกฎหมาย โดยต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับฎีกาต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมกับฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว และบทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้ศาลฎีกาเท่านั้นที่มีอำนาจในการสั่งให้อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาและรับหรือไม่รับฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาและไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่ารับรองเอกสารและค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 49 วรรคสอง ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤษณะโรจ แสงเดือน
จำเลย — บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5418/2558
#630195
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีถึงพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่จำเลยที่ 2 นำมาร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้นับแต่เจ้าพนักงานได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 กลับไม่แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบถึงพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามคำร้องนี้ และไม่ไปศาลในวันนัดพิจารณาคดี จนศาลมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาและมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ ทั้งหลังจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 กลับดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีมาตลอด โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดหลายครั้ง อันเป็นการดำเนินการขึ้นใหม่อีกด้วย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้ว ประกอบกับตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจดำเนินการแทนบุคคลล้มละลายเกี่ยวด้วยเรื่องทรัพย์สินรวมตลอดถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย แม้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแพ่งที่ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับคดีของคดีล้มละลาย กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อปี 2524 ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ล. 8/2524 ต่อมาปี 2527 โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาปี 2535 ศาลแพ่งมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 แต่ในปี 2538 จำเลยที่ 2 ตกเป็นบุคคลล้มละลายอีกครั้งตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ล. 30/2538 และในปีดังกล่าวโจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 หลายแปลง รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 50281 และ 51498 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 106205 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวของจำเลยที่ 2 อีกคดีหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 19061/2530, 10868/2531 และ 3372/2528 ตามลำดับ ยื่นคำขอรับเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสี่แปลงในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่โจทก์นำยึดในคดีนี้ จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ศาลแพ่งพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแพ่ง โดยวินิจฉัยว่านิติกรรมจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ เนื่องจากขณะทำนิติกรรมดังกล่าวจำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 8/2524 มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว นิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2527 โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ โดยขณะฟ้องจำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ปี 2524 แล้ว จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ และคดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ทั้งหมด

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ และกรณีมีเหตุสมควรเพิกถอนตามคำร้องของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ของจำเลยที่ 2 แล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลล้มละลายเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวด้วย โดยต้องยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ต้องยกขึ้นกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่จำเลยที่ 2 ทราบว่าตนล้มละลายและถูกโจทก์ฟ้อง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 จะต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ด้วยเมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2527 และศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2528 นับถึงวันที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ทั้งในชั้นบังคับคดีจำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ขอให้ศาลเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์มาไต่สวนข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลาย วันที่ 29 กรกฎาคม 2552 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งยึดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายและเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 อีกครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีถึงพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่จำเลยที่ 2 นำมาร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้นับแต่เจ้าพนักงานได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 กลับไม่แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบถึงพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามคำร้องนี้ และไม่ไปศาลในวันนัดพิจารณาคดี จนศาลมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาและมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ ทั้งหลังจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 กลับดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีมาตลอด โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดหลายครั้ง อันเป็นการดำเนินการขึ้นใหม่อีกด้วย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้ว ประกอบกับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจดำเนินการแทนบุคคลล้มละลายเกี่ยวด้วยเรื่องทรัพย์สินรวมตลอดถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย แม้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลแพ่งที่ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับคดีของคดีล้มละลาย กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โอ.เอ.พัฒนาที่ดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5415/2558
#582093
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างจำเลยต้องคุมขังอยู่ที่เรือนจำ จำเลยเขียนจดหมายถึงเจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยมีความประสงค์แจ้งเบาะแสและข้อมูลเกี่ยวกับการลำเลียงยาเสพติดครั้งใหม่ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ไปสอบคำให้การจำเลยเพิ่มเติม จำเลยได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเท่านั้น โดยมิได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างในจดหมาย แม้จำเลยเบิกความว่าแจ้งเบาะแสแก่เจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับกลุ่มชาวเขาซึ่งใช้รถกระบะ 2 คัน มารับยาเสพติดตรงตามบันทึกการจับกุมผู้กระทำความผิดในช่วงเวลาเดียวกับที่จำเลยอ้างในจดหมาย แต่ตามบันทึกการจับกุมดังกล่าวได้ความว่า การจับกุมผู้ต้องหาสืบเนื่องมาจากการสืบสวน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานผู้จับกุมและเจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกการจับกุมนั้นมีการสืบสวนสอบสวนขยายผลในการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91, 100/2 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ (ที่ถูกต้องระบุวรรคหนึ่งด้วย), 157/1 (ที่ถูก ต้องระบุวรรคสองด้วย) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุก 40 ปี และปรับ 3,000,000 บาท ฐานขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะจำนนต่อหลักฐานจึงไม่ลดโทษให้ ส่วนฐานขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 40 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้คืนแก่เจ้าของและเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต และเมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแก่จำเลยแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมารวมได้อีก คงลงโทษจำเลยให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างที่จำเลยต้องคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดลำปาง จำเลยเขียนจดหมายถึงพันตำรวจเอกธนะรัชต์ สรุปได้ความว่า จำเลยมีความประสงค์แจ้งเบาะแสและข้อมูลเกี่ยวกับการลำเลียงยาเสพติดครั้งใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ต่อมาพันตำรวจโทสายันต์ พนักงานสอบสวนได้ไปสอบคำให้การจำเลยเพิ่มเติม สรุปได้ความว่า นายหมู่หรือมูหรือมูมหรือนายอะเซา ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยขับรถไปที่บ้านแม่ขะจาน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงปาเป้า จังหวัดเชียงราย เพื่อรอรับเมทแอมเฟตามีน ไปส่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยให้ค่าจ้างเป็นเงิน 300,000 บาท นัดส่งที่สถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งและให้รายละเอียดเกี่ยวกับการติดต่อกับนายหมู่ ตำหนิรูปพรรณของนายหมู่และการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเท่านั้น โดยมิได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในสำเนาจดหมายเลย แม้จำเลยเบิกความว่า จำเลยได้แจ้งเบาะแสแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า กลุ่มชาวเขาซึ่งมารับยาเสพติดขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บว 3149 เชียงราย และรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีเทา หมายเลขทะเบียน ตศ 4420 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงตามสำเนาบันทึกการจับกุมที่มีการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพร้อมรถกระบะสองคัน แต่ตามสำเนาบันทึกการจับกุมได้ความว่า การจับกุมผู้ต้องหาสืบเนื่องมาจากการสืบสวน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานผู้จับกุมและเจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกการจับกุมนั้น มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลในการจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี โดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ดังนี้ กรณีข้างต้นจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 57 ม. 66 วรรคสาม ม. 91 ม. 100/2
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 43 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายเรวัตร ปุณณวิชญ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายวรัญญู แสงศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5411/2558
#579804
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางแล้ว หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลอุทธรณ์ริบอาวุธปืนของกลางโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาคำพิพากษาไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลคืนอาวุธปืนของกลาง โดยอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่ปรากฏในคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องดังกล่าวแล้ววินิจฉัยให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่จำเลยที่ 1 ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 ที่ห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบอาวุธปืน 2 กระบอก ค้อน 1 อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง และกระเป๋าสะพาย 2 ใบ ของกลาง

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาริบอาวุธปืนตามที่โจทก์ขอริบ โดยศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าคือปืนตามฟ้องทุกกระบอก อันหมายรวมถึงปืนที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงในคำร้องฉบับนี้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจขอคืนอาวุธปืนดังกล่าวได้ ส่วนทรัพย์รายการอื่นนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ขอให้ศาลริบมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปดำเนินการขอคืนทรัพย์ดังกล่าวกับพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง (ที่ถูกต้องระบุ ให้ยกคำร้อง)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะคืนอาวุธปืนพก กึ่งออโตเมติก ขนาด .45 ยี่ห้อซูตเตอร์ หมายเลขทะเบียน กก 53103625 เลขประจำปืน SH 450911 ของกลางให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางแล้ว หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลอุทธรณ์ริบอาวุธปืนของกลางโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาคำพิพากษาไปยังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลคืนอาวุธปืนของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่ปรากฏในคำร้องของจำเลยที่ 1 ข้างต้น ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องดังกล่าวแล้ววินิจฉัยให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่จำเลยที่ 1 ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายราฮูมาน อับดุลลา
พลทหารอาสาสมัครหรือนายวีรยุทธ
จำเลย — หรือเอ งามเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางชมภู่ ใจเงินสุทธิ์ มากมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5368/2558
#600607
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท โดยไม่ปรากฏในเช็คพิพาททั้งสองฉบับว่า เป็นเช็คค้ำประกันการขายลดเช็คดังที่จำเลยที่ 8 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 8 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามเนื้อความในเช็ค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คผู้ถือ เมื่อโจทก์มีเช็คดังกล่าวไว้ในครอบครอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงโดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 การที่จำเลยที่ 8 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 8 ให้จำเลยที่ 6 ขอยืมเช็คพิพาทไปค้ำประกันการขายลดเช็คโดยจำเลยที่ 6 สั่งจ่ายเช็คของตนเองมาเปลี่ยน จำเลยที่ 8 มิได้มีเจตนาให้จำเลยที่ 1 นำไปชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นการยกข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยที่ 8 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อนมาต่อสู้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 ส่วนที่จำเลยที่ 8 อ้างว่า โจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาด้วยการคบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 8 มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์คบคิดกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลจำเลยที่ 8 อย่างไร จำเลยที่ 8 นำสืบมาเพียงว่า จำเลยที่ 8 ให้จำเลยที่ 6 ยืมเช็คพิพาทไปค้ำประกันการขายลดเช็คโดยจำเลยที่ 6 สั่งจ่ายเช็คของตนเองมาแลกเปลี่ยนเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังดังที่จำเลยที่ 8 อ้างมา จำเลยที่ 8 ในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับย่อมต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 9,238,688.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 8,925,442 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,167,023.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,045,200 บาท ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,092,930.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,975,220 บาท ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,673,859.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,586,450 บาท และให้จำเลยที่ 8 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 425,686.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 405,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 8 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินตามสัญญาขายลดเช็ค 8,925,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 465,110 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 387,530 บาท นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 398,550 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 331,900 บาท นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 465,110 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ของต้นเงิน 546,990 บาท นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 512,480 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 422,390 บาท นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 493,360 บาท นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 669,480 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 477,260 บาท นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ของต้นเงิน 439,710 บาท นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2540 ของต้นเงิน 195,500 บาท นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 ของต้นเงิน 266,900 บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2540 ของต้นเงิน 297,820 บาท นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2540 ของต้นเงิน 235,010 บาท นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2540 ของต้นเงิน 466,950 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 495,662 บาทนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 598,620 บาท นับแต่วันที่3 กุมภาพันธ์ 2540 ของต้นเงิน 549,110 บาท นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมชำระเงินตามเช็ค 2,167,023.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 465,110 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 387,530 บาท นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 398,550 บาท นับแต่วันที่16 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 331,900 บาท นับแต่วันที่ 20 มกราคม2540 ของต้นเงิน 465,110 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 ตุลาคม 2540) ต้องไม่เกิน 118,823.96 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมชำระเงินตามเช็ค 1,975,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 546,990 บาท นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 512,480 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 422,390 บาท นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 493,360 บาท นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 117,710.33 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ร่วมชำระเงินตามเช็ค 1,586,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 669,480 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 477,260 บาทนับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 ของต้นเงิน 439,710 บาท นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน87,409.16 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ร่วมชำระเงินตามเช็ค 405,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,500 บาท นับแต่วันที่25 กุมภาพันธ์ 2540 ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 20,186.20 บาท ให้จำเลยทั้งแปดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดีส่วนของตน โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 8 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลยที่ 8 ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 10,442.50 บาท แก่จำเลยที่ 8

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชำระเงินตามเช็คจำนวน 405,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 195,500 บาท นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 และของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 20,186.20 บาท กับให้จำเลยที่ 8 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดีส่วนของตน โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ร่วมชำระเงินตามเช็ค 2,045,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 465,110 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 387,530 บาท นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 398,550 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2540ของต้นเงิน 331,900 บาท นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2540 ของต้นเงิน 465,110 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 ตุลาคม 2540) ต้องไม่เกิน 118,823.96 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 8 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 เท่านั้น ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องของเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 เท่านั้น ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต จำเลยที่ 8 ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 8 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายกิตติพล ฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ในวงเงิน 10,000,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 นำเช็คมาขายลดกับโจทก์หลายครั้ง แต่เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินรวม 21 ฉบับ โดยจำเลยที่ 4 สั่งจ่าย 5 ฉบับ เป็นเงินรวม 2,048,200 บาท จำเลยที่ 5 สั่งจ่าย 4 ฉบับ เป็นเงินรวม 1,975,220 บาท จำเลยที่ 7 สั่งจ่าย 3 ฉบับ เป็นเงินรวม 1,586,450 บาท และจำเลยที่ 8 สั่งจ่าย 2 ฉบับ เป็นเงินรวม 405,500 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งแปดไม่ชำระ

ที่จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า เช็คพิพาทจำเลยที่ 8 ให้จำเลยที่ 6 ขอยืมไปค้ำประกันการขายลดเช็ค มิได้มีเจตนาให้จำเลยที่ 1 นำไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบนั้น เห็นว่า คงมีเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยที่ 8 เท่านั้น เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 8 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท โดยไม่ปรากฏในเช็คพิพาททั้งสองฉบับว่า เป็นเช็คค้ำประกันการขายลดเช็คดังที่จำเลยที่ 8 อ้างมา จำเลยที่ 8 จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเนื้อความในเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คผู้ถือ เมื่อโจทก์มีเช็คดังกล่าวไว้ในครอบครอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ส่วนที่จำเลยที่ 8 อ้างว่า เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้นั้น มาตรา 916 บัญญัติว่า บุคคลทั้งหลายผู้ถูกฟ้องในมูลตั๋วแลกเงินหาอาจจะต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่ายหรือกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล ดังนั้น การที่จำเลยที่ 8 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 8 ให้จำเลยที่ 6 ขอยืมเช็คพิพาทไปค้ำประกันการขายลดเช็คโดยจำเลยที่ 6 สั่งจ่ายเช็คของตนเองมาแลกเปลี่ยน จำเลยที่ 8 มิได้มีเจตนาให้จำเลยที่ 1 นำไปชำระหนี้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นการยกข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยที่ 8 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อนมาต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 8 อ้างว่า โจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาด้วยการคบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ข้อนี้จำเลยที่ 8 มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์คบคิดกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลจำเลยที่ 8 อย่างไร ข้อเท็จจริงคงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 8 นำสืบมาเพียงว่า จำเลยที่ 8 ให้จำเลยที่ 6 ยืมเช็คพิพาทไปค้ำประกันการขายลดเช็คโดยจำเลยที่ 6 สั่งจ่ายเช็คของตนเองมาแลกเปลี่ยนเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังดังที่จำเลยที่ 8 อ้างมา จำเลยที่ 8 ในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับย่อมต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 904 ม. 914 ม. 916
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนจีอี เอเซียไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน)
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนเฉพาะในส่วนของ
โจทก์ — จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย่งง่วนฮวด อุตสาหกรรม
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจีระพงศ์ เกล็ดเครือมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5333/2558
#582973
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการได้มี 4 จำพวก คือ 1) นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า 2) เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการนั้น 3) ผู้มีส่วนได้เสีย และ 4) บุคคลใด โดยกฎหมายกำหนดตัวบุคคลที่จะมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนไว้แตกต่างกันไปตามสาเหตุต่างกัน คดีนี้มีปัญหาเรื่องการเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 61 หมายความว่า ผู้นั้นต้องมีจุดเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่มาร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียน

เครื่องหมายบริการตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 ของจำเลยร่วมใช้กับบริการในจำพวก 35 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีและจะใช้ หรือใช้ และขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่คล้ายกับของจำเลยร่วม ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสีย

เครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 จ.8 และ จ.9 ของจำเลยร่วม ปรากฏว่าโจทก์มีและจะใช้ หรือใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม ทั้งใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันด้วย ถือว่าโจทก์มีส่วนได้เสีย

เครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.9 ของจำเลยร่วมซึ่งใช้กับสินค้าในจำพวก 16 และ 9 ปรากฏว่าโจทก์มิได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจำพวกดังกล่าว ทั้งสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้แล้วก็มิได้มีลักษณะอย่างเดียวกับสินค้าของจำเลยร่วม และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีและจะใช้ หรือใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าในจำพวกดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสีย

เครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.2 ของจำเลยร่วมที่ใช้กับสินค้าในจำพวก 23 แม้โจทก์ไม่ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจำพวกดังกล่าวไว้ แต่รายการที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้กับสินค้าในจำพวก 24 เป็นสินค้า ผ้าคลุมเตียง ผ้านวม ผ้าปูที่นอน ผ้ารองผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดปาก ผ้าแขวนผนัง กระเป๋าผ้า และปลอกหมอน เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าในจำพวก 23 ของจำเลยร่วมเป็นสินค้า ด้ายดิบและเส้นด้ายใช้ทำสิ่งทอแล้ว รายการดังกล่าว แม้จะต่างจำพวกกันแต่ก็มีลักษณะอย่างเดียวกันอันอาจนำไปสู่การทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ถือว่าโจทก์มีส่วนได้เสีย

เครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.4 ของจำเลยร่วมที่ใช้กับสินค้าในจำพวก 8 แม้โจทก์ไม่ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจำพวกดังกล่าวไว้ แต่รายการที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้กับสินค้าในจำพวก 21 เป็นรายการสินค้า แก้วน้ำ ช้อน ส้อม มีด ชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (ยกเว้นมีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า และหม้ออาหารที่เป็นชุด เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าในจำพวก 8 ของจำเลยร่วมเป็นสินค้า ส้อมที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า ช้อนที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า มีดที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า อาวุธประจำกาย มีดโกนแล้ว รายการดังกล่าว แม้จะต่างจำพวกกันแต่ก็มีลักษณะอย่างเดียวกันอันอาจนำไปสู่การทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ถือว่าโจทก์มีส่วนได้เสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสาม และเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/เครื่องหมายบริการตามทะเบียนเครื่องหมายเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 18 ถึง 26

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา วาเลนติโน เอส.พี.เอ. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยขอถือเอาคำให้การของจำเลยทั้งสิบสามเป็นคำให้การของตน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามตามคำสั่งเลขที่ 2/2555, 3/2555, 4/2555, 5/2555 และ 8/2555 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยทั้งสิบสาม และจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนอันเป็นสาระสำคัญที่คำอักษรโรมันว่า Valentino Rudy ในลักษณะลายมือชื่อ ออกเสียงว่า วาเลนติโน รูดี้ และอักษรโรมันตัว V รวม 3 เครื่องหมาย โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 21, 14, 24, 18 และ 25 แต่ถูกจำเลยร่วมคัดค้าน จำเลยร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนที่มีภาคส่วนอันเป็นสาระสำคัญอักษรโรมันคำว่า VALENTINO และอักษรโรมันตัว V ใช้กับสินค้าจำพวก 23, 24, 8, 21, 16, 25 และ 9 และจำเลยร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการจดทะเบียนที่ใช้กับบริการจำพวก 35 โจทก์ได้ยื่นคำขอให้จำเลยทั้งสิบสามในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวของจำเลยร่วมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (1) และตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 61 (1) เนื่องจากโจทก์เห็นว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลยร่วมไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ต้องห้ามมิให้จดทะเบียนตามมาตรา 7 จำเลยร่วมยื่นคำชี้แจง ต่อมาจำเลยทั้งสิบสามวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลยร่วมได้ตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1/2555 ถึงที่ 9/2555

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสิบสาม และจำเลยร่วมว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 61 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หมวด 1 ส่วนที่ 4 เฉพาะที่ว่าด้วยการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตั้งแต่มาตรา 57 ถึงมาตรา 67 แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการได้มี 4 จำพวก คือ 1) นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า 2) เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการนั้น ๆ เอง 3) ผู้มีส่วนได้เสียและ 4) บุคคลใด และตามบทกฎหมายเหล่านั้นแสดงให้เห็นต่อไปว่า วัตถุแห่งสิทธิที่จะขอเพิกถอนคือ ทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดไว้แล้ว โดยกฎหมายกำหนดเหตุแห่งการที่จะเพิกถอนไว้แตกต่างกัน เช่น เป็นความประสงค์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการนั้น ๆ เอง เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการฝ่าฝืนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้ให้ไว้ เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการนั้นหรือตัวแทนเลิกตั้งสำนักงานหรือสถานที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะต้องห้ามจดทะเบียนตามกฎหมาย เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ไม่มีการใช้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนนั้น เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในทางการค้าขาย และผู้ขอเพิกถอนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนนั้นดีกว่า ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดตัวบุคคลที่จะมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนไว้แตกต่างกันไปตามสาเหตุดังกล่าว ซึ่งกรณีนอกเหนือจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น จะเห็นได้ว่าตัวบุคคลที่กฎหมายเปิดกว้างที่สุดที่จะขอเพิกถอนการจดทะเบียนได้คือ "บุคคลใด" ตามมาตรา 62 ในกรณีเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนแล้วนั้นเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ส่วนที่แคบลงมาคือ บุคคลที่มีส่วนได้เสีย ซึ่งกฎหมายให้สิทธิไว้ในมาตรา 61, 63, 66 และ 67 ดังนั้น เฉพาะในกรณีเช่นคดีนี้ ซึ่งมีปัญหาเรื่องการอยู่ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 61 จึงต้องหมายความว่า ผู้นั้นต้องมีจุดเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่มาร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียน กล่าวคือ การประกอบกิจการไม่ว่าการค้าสินค้าหรือการให้บริการนั้น นอกจากเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการจะทำหน้าที่เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจำแนกและจดจำสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้เพื่อประโยชน์ในการบริโภคครั้งต่อ ๆ ไปแล้ว ในด้านของผู้ประกอบกิจการเองนั้น เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการย่อมเป็นเครื่องมือสำหรับใช้นำสินค้าหรือบริการของตนเข้าสู่ตลาดหรือช่องทางการจัดจำหน่าย ถ้าผู้นั้นเลือกกำหนดเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการสำหรับจะใช้กับสินค้าหรือบริการของตนแล้ว แต่กลับปรากฏว่ามีข้อจำกัดในการใช้ และข้อจำกัดในการที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ ย่อมเท่ากับผู้นั้นได้รับผลกระทบในทางการค้ากับสินค้าหรือบริการที่ตนประกอบกิจการอยู่ อันถือได้ว่าเป็นส่วนได้เสียที่จะใช้สิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการอันเป็นวัตถุแห่งสิทธิที่จะต้องถูกเพิกถอนนั้นจะต้องมีจุดเกาะเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของผู้ขอเพิกถอนการจดทะเบียนด้วย เพราะฉะนั้น จึงต้องพิจารณาด้วยว่าเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ถูกขอเพิกถอนการจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของผู้นั้นที่ได้ใช้หรือจะใช้ในทางการค้าสินค้าหรือบริการนั้นเหมือนกันหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนกัน มีความคล้ายกันจนทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการหรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.17 ซึ่งใช้กับสินค้าในจำพวก 21, 14, 24, 18 และ 25 กับทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลยร่วมตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 จ.8 และ จ.9 ซึ่งใช้กับสินค้าในจำพวก 23, 24, 8, 21, 16, 25 และ 9 และเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 ซึ่งใช้กับบริการในจำพวก 35 แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของทั้งสองฝ่ายไม่เหมือนกัน แต่คล้ายกัน จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการเพราะเป็นการขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าหรือบริการจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่เห็นได้ว่ามีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เครื่องหมายบริการตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 ของจำเลยร่วมใช้กับบริการในจำพวก 35 ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์มีและจะใช้ หรือใช้และขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่คล้ายกับของจำเลยร่วมดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในเหตุที่จะขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 ดังกล่าว

ส่วนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 จ.8 และ จ.9 ของจำเลยร่วมนั้น ปรากฏว่าโจทก์มีและจะใช้หรือใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนตามเอกสารหมาย จ.13 จ.15 และ จ.17 ที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมทั้งใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันด้วยคือ เครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.5 จ.3 และ จ.8 ตามลำดับ จึงถือได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.3 จ.5 และ จ.8 ของจำเลยร่วมได้

สำหรับเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.9 ของจำเลยร่วมซึ่งใช้กับสินค้าในจำพวก 16 และ 9 นั้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าในจำพวกดังกล่าว ทั้งสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้แล้วก็มิได้มีลักษณะอย่างเดียวกับสินค้าของจำเลยร่วมและตามทางนำสืบก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีและจะใช้หรือใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าในจำพวก 16 หรือ 9 ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในเหตุที่จะขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.9 ของจำเลยร่วม แต่สำหรับเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.2 ที่ใช้กับสินค้าในจำพวก 23 และเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.4 ที่ใช้กับสินค้าในจำพวก 8 ของจำเลยร่วม แม้โจทก์ไม่ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจำพวก 8 และ 23 ไว้ แต่รายการสินค้าที่โจทก์ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ตามเอกสารหมาย จ.13 ที่ใช้กับสินค้าในจำพวก 21 เป็นรายการสินค้า แก้วน้ำ ช้อน ส้อม มีด ชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (ยกเว้นมีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า และหม้ออาหารที่เป็นชุด เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าในจำพวก 8 ของจำเลยร่วมเป็นสินค้า ส้อมที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า ช้อนที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า มีดที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า อาวุธประจำกาย มีดโกน และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.15 ใช้กับสินค้าในจำพวก 24 ของโจทก์เป็นสินค้า ผ้าคลุมเตียง ผ้านวม ผ้าปูที่นอน ผ้ารองผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดปาก ผ้าแขวนผนัง กระเป๋าผ้า และปลอกหมอน เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าในจำพวก 23 ของจำเลยร่วมเป็นสินค้า ด้ายดิบและเส้นด้ายใช้ทำสิ่งทอแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า รายการสินค้าในจำพวก 8 กับ 21 และจำพวก 23 กับ 24 ดังกล่าว แม้จะต่างจำพวกกันแต่ก็มีลักษณะอย่างเดียวกันอันอาจนำไปสู่การทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงถือได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในอันที่จะขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 ของจำเลยร่วมได้ด้วย

ดังนั้น โจทก์จึงมีส่วนได้เสียในเหตุที่จะขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 และ จ.8 ของจำเลยร่วมได้ แต่ไม่มีส่วนได้เสียในเหตุที่จะขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 และเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.9 ของจำเลยร่วมได้ คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1/2555, 6/2555, 7/2555 และที่ 9/2555 ชอบแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสิบสาม และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยร่วมอุทธรณ์เป็นทำนองว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลยร่วมนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมเพียงแต่ขอถือเอาคำให้การของจำเลยทั้งสิบสามเป็นคำให้การของตนด้วย โดยจำเลยทั้งสิบสามมิได้ให้การต่อสู้ตามที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มัตซุดะ แอนด์ โก.
จำเลย — นางปัจฉิมา ธนสันติ กับพวก
จำเลยร่วม — วาเลนติโน เอส.พี.เอ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5329/2558
#585445
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทในเครือโจทก์ประกอบกิจการขายอาหารประเภทโดนัทมาเป็นเวลานานหลายสิบปี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคจนมีการขยายกิจการไปหลายแห่งทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ แสดงถึงการเป็นกิจการขนาดใหญ่มีสาขาเครือข่ายมาก ถือได้ว่าเป็นกิจการที่มีชื่อเสียง และมีการประชาสัมพันธ์โดยเปิดเว็บไซต์ให้บุคคลเข้าดูรายละเอียดทางอินเทอร์เน็ตได้ ทั้งคำว่า "KRISPY KREME" ซึ่งมีลักษณะเลียนจากคำว่า "CRISPY CREAM" โดยมีเสียงอ่านเป็นทำนองเดียวกันนั้น มีลักษณะให้เห็นได้ว่าเป็นคำประดิษฐ์ที่ใช้ความคิดสร้างคำโดยนำคำ 2 คำ มาใช้ประกอบกัน ทั้งที่คำทั้งสองไม่น่าจะใช้ประกอบกันได้เนื่องจากคำว่า CRISPY ซึ่งย่อมเข้าใจได้ตามปกติว่ามีความหมายว่ากรอบ ขณะที่คำว่า CREAM เป็นคำที่หมายถึงครีมที่มีลักษณะเหลวเป็นปกติ เมื่อนำมาใช้ประกอบกันจึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน จึงเป็นการใช้คำที่แปลกไปจากการใช้คำตามปกติธรรมดาโดยทั่วไป ย่อมดึงดูดและสร้างสรรค์ให้เกิดความสนใจรวมทั้งช่วยให้สังเกตจดจำได้ดีมีลักษณะเด่น มีลักษณะที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ดังนี้ที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทว่า "บริษัท ค." ซึ่งตรงกับคำว่า "CRISPY CREAM" ทั้งที่เป็นคำที่มีความแปลกเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่ไม่น่าจะมีผู้อื่นนำใช้พ้องกันโดยบังเอิญเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าการใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เช่นนี้เป็นการลอกเลียนชื่อทางการค้าที่มีชื่อเสียงของโจทก์แม้เครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมาย โดยใช้คำว่า "CRISPY CREAM" ประกอบกับภาพประดิษฐ์ก็ตาม แต่ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าคำว่า "CRISPY CREAM" ที่ใช้นี้ย่อมเป็นคำเรียกขานถึงเครื่องหมายบริการและกิจการบริการของจำเลยที่ 1 นั่นเอง ซึ่งเมื่อเป็นการนำมาใช้โดยไม่สุจริตแล้ว การใช้ชื่อบริษัทของจำเลยที่ 1 ก็ดี การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวก็ดี ย่อมล้วนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 และเป็นการกระทำที่เป็นเหตุให้สาธารณชนผู้พบเห็นการให้บริการด้านจัดหาอาหารและเครื่องดื่มสำหรับการประชุมและสัมมนาภายใต้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนที่คล้ายกับโจทก์ย่อมมีโอกาสเข้าใจไปได้ว่า การให้บริการของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงในทางธุรกิจในมาตรฐานเดียวกัน การใช้ชื่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์แล้ว จึงชอบที่โจทก์จะมีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวได้

คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนซึ่งโจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้อันเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสอง ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการหรือไม่ โดยหากฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจดทะเบียน แล้วพิพากษาไปตามที่ฟังได้ดังกล่าว และมีผลให้นายทะเบียนไม่อาจมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้โดยไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนแต่อย่างใด

นอกจากนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการเฉพาะกับสินค้าหรือบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ และอาจห้ามจำเลยที่ 1 ขายสินค้าหรือให้บริการในลักษณะลวงขายหรือลวงการให้บริการให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือบริการของโจทก์เท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ประกอบการอย่างอื่นโดยไม่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการในรายการเดียวกับที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้หรือไม่ได้ลวงขายสินค้าหรือลวงให้บริการ จำเลยที่ 1 ก็ยังกระทำได้ โจทก์ยังไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทว่า บริษัท ค. โดยเด็ดขาดทุกกรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 591333 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ยื่นขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใด ๆ กับเครื่องหมายบริการดังกล่าวและเครื่องหมายอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้า "KRISPY KREME" รวมทั้งเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าคำว่า "KRISPY KREME" ของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำลายนามบัตร เอกสารเผยแพร่ และสิ่งของต่าง ๆ ในการประกอบการค้าที่ปรากฏชื่อทางการค้าว่า "CRISPY CREAM" และเครื่องหมายการค้าเครื่องหมายบริการ กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตรานิติบุคคลโดยมิให้ใช้คำว่า "CRISPY CREAM" และ "คริสปี้ครีม" หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับคำทั้งสองดังกล่าวรวมทั้งคำว่า "KRISPY KREME" เป็นชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 อีก และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2551) จนกว่าจำเลยที่ 1 จะถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าว และเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตรานิติบุคคลเป็นชื่อและดวงตราอื่นที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้า "KRISPY KREME" รวมทั้งเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าคำว่า "KRISPY KREME" และยุติการลวงขายสินค้า

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้นางชุมาพันธ์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "คริสปี้ ครีม" และ "CRISPY CREAM" เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอที่ 591333 และห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า "คริสปี้ ครีม" และ "CRISPY CREAM" กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่า "บริษัทคริสปี้ ครีม จำกัด" ซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "CRISPY CREAMCO., LTD." และจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "CRISPY CREAM" จดทะเบียนดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 กับการที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "คริสปี้ ครีม" และ "CRISPY CREAM" ในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 รวมทั้งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "KRISPY KREME" ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่าการที่มีการใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ว่า "บริษัทคริสปี้ ครีม จำกัด" ซึ่งตรงกับคำว่า "CRISPY CREAM" ทั้งที่เป็นคำที่มีความแปลกเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่ไม่น่าจะมีผู้อื่นนำใช้พ้องกันโดยบังเอิญเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เช่นนี้เป็นการลอกเลียนชื่อทางการค้าที่มีชื่อเสียงของโจทก์และนำมาใช้กับบริษัทที่ประกอบกิจการค้าด้านอาหาร แม้จะไม่เฉพาะเจาะจงเป็นอาหารประเภทโดนัทดังเช่นของโจทก์ แต่ก็ยังเป็นกิจการร้านอาหารเช่นกัน จึงแสดงว่าเป็นการนำมาใช้โดยไม่สุจริตเพื่ออาศัยความมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมในชื่อทางการค้าของโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชื่อทางการค้าคำว่า "KRISPY KREME" ของโจทก์ดังกล่าวเลียนหรือแปลงมาจากคำว่า "CRISPY CREAM" โดยมีเสียงเรียกเหมือนกัน โดยโจทก์มุ่งใช้ความแปลกเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชื่อโจทก์เพื่อให้ลูกค้าสังเกตจดจำว่าเป็นชื่อกิจการของโจทก์อันเป็นชื่อทางการค้า และยังใช้คำนี้ประกอบในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มาช้านานหลายสิบปีจนมีชื่อเสียงก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทดำเนินกิจการร้านอาหาร รวมทั้งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับการบริการด้านจัดหาอาหารและเครื่องดื่ม โดยแม้เครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมาย โดยใช้คำว่า "CRISPY CREAM" ประกอบกับภาพประดิษฐ์ก็ตาม แต่ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าคำว่า "CRISPY CREAM" ที่ใช้นี้ย่อมเป็นคำเรียกขานถึงเครื่องหมายบริการและกิจการบริการของจำเลยที่ 1 นั่นเอง ซึ่งเมื่อเป็นการนำมาใช้โดยไม่สุจริตดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำในการใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ดี การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวก็ดี ย่อมล้วนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และเป็นการกระทำที่เป็นเหตุให้สาธารณชนผู้พบเห็นการให้บริการด้านจัดหาอาหารและเครื่องดื่มสำหรับการประชุมและสัมมนาภายใต้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนที่คล้ายกับโจทก์ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ย่อมมีโอกาสเข้าใจไปได้ว่าการให้บริการของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงในทางธุรกิจในมาตรฐานเดียวกัน การใช้ชื่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์แล้ว จึงชอบที่โจทก์จะมีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนซึ่งโจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้อันเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสอง ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการหรือไม่ โดยหากฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจดทะเบียน แล้วพิพากษาไปตามที่ฟังได้ดังกล่าว และมีผลให้นายทะเบียนไม่อาจมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้โดยไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนนั้น ไม่ต้องด้วยกฎหมายดังกล่าว สมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง นอกจากนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการเฉพาะกับสินค้าหรือบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ และอาจห้ามจำเลยที่ 1 ขายสินค้าหรือให้บริการในลักษณะลวงขายหรือลวงการให้บริการให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือบริการของโจทก์เท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ประกอบการอย่างอื่นโดยไม่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการในรายการเดียวกับที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้หรือไม่ได้ลวงขายสินค้าหรือลวงให้บริการ จำเลยที่ 1 ก็ยังกระทำได้ โจทก์ยังไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทว่า บริษัทคริสปี้ ครีม จำกัด โดยเด็ดขาดทุกกรณี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อโดยไม่ระบุให้ชัดว่าห้ามใช้ชื่อในกรณีใดบ้างเป็นการห้ามเกินกว่าสิทธิที่โจทก์มีอยู่ และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์แต่เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรก็ยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และ 142 (5) นอกจากนี้เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับ แต่บริษัทจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้บังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "คริสปี้ ครีม" และ "CRISPY CREAM" เฉพาะในการประกอบกิจการบริการอาหารและเครื่องดื่ม บริการภัตตาคาร บริหารอาหารประเภทโดนัท อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ หรือที่เป็นการทำให้โจทก์เสียหายในชื่อทางการค้าเท่านั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และให้เฉพาะจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ กับใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ป.พ.พ. ม. 5
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 38 วรรคสอง ม. 40 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เอชดีเอ็น ดิเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทคริสปี้ครีม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2558
#585983
เปิดฉบับเต็ม

การเกิดขึ้นและการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายมีสาระสำคัญเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเจรจาต่อรองซึ่งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า สัญญาเกิดขึ้นโดยใจสมัครของทั้งสองฝ่าย จากนั้นมีการนำส่งคำเสนอและคำสนองเป็นลายลักษณ์อักษรลงนาม โดยคู่สัญญาหรือตัวแทนปรากฏรายละเอียดของสินค้าที่เจรจาต่อรองกันแล้วว่าจะซื้อขายกัน จำเลยทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ติดต่อและประสานงานด้านข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและเอกสารที่ต้องใช้ในการซื้อขายและส่งมอบ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอำนาจตัดสินใจในขั้นตอนการเจรจาต่อรอง การทำคำเสนอ และการชำระราคา ทั้งชื่อของผู้ซื้อกับตัวแทนผู้ซื้อก็ปรากฏโดยเปิดเผยในเอกสารที่เกี่ยวกับการซื้อขาย ลำพังแต่การตรวจสอบสินค้าขั้นสุดท้ายก่อนการส่งมอบแก่ผู้ขนส่งที่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุดและเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ยังไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นตัวแทนค้าต่างที่ทำสัญญาซื้อขายทั้งหกครั้งในนามของตนเองแทน อันอาจจะทำให้จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขายต่อโจทก์ หรือเป็นตัวแทนที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศในอันที่จะต้องรับผิดแต่ลำพังตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์จำนวน 268,379 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นเงิน 278,602.20 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ฟ้อง 33.58 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) เป็นเงิน 9,355,461.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 268,379 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ในฐานะที่เป็นตัวแทนค้าต่างของ DEUTSCHLAND WOOLWORTH GMBH & Co.KGซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศหรือไม่ เห็นว่า การเกิดขึ้นและการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายมีสาระสำคัญเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเจรจาต่อรองซึ่งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นโดยใจสมัครของทั้งสองฝ่าย จากนั้นมีการส่งคำเสนอและคำสนองเป็นลายลักษณ์อักษรลงนามโดยคู่สัญญาหรือตัวแทนปรากฏรายละเอียดของสินค้าที่เจรจาต่อรองกันแล้วว่าจะซื้อขายกัน จำเลยทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ติดต่อและประสานงานด้านข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า และเอกสารที่ต้องใช้ในการซื้อขายและส่งมอบ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอำนาจตัดสินใจในขั้นตอนการเจรจาต่อรอง การทำคำเสนอ และการชำระราคา ทั้งชื่อของผู้ซื้อคือ DEUTSCHE WOOLWORTH GMBH & Co.KG กับตัวแทนผู้ซื้อคือ บริษัทลี แอนด์ ฟุง (เทรดดิ้ง) จำกัด ก็ปรากฏโดยเปิดเผยในเอกสารที่เกี่ยวกับการซื้อขาย ลำพังแต่การตรวจสอบสินค้าขั้นสุดท้ายก่อนการส่งมอบแก่ผู้ขนส่ง ที่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุดและเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ยังไม่เพียงพอที่จะให้ถือได้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนค้าต่างที่ทำสัญญาซื้อขายทั้งหกครั้งในนามของตนเองแทน DEUTSCHE WOOLWORTH GMBH & Co.KG อันอาจจะทำให้จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขายต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 833 และมาตรา 837 หรือจำเลยเป็นตัวแทนของ DEUTSCHE WOOLWORTH GMBH & Co.KG ที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตามมาตรา 824 ในอันที่จะต้องรับผิดแต่ลำพังตนเอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824 ม. 833 ม. 837
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอปพลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทลี แอนด์ ฟุง (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5314/2558
#582445
เปิดฉบับเต็ม

การจะลดค่าปรับให้แก่ผู้ประกันในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิด ความหนักเบาแห่งข้อหา และการผิดสัญญาประกันประกอบด้วย คำร้องขอลดค่าปรับถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

กรณีผิดสัญญาประกันและขอลดค่าปรับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 119 มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันทั้งหกประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 500,000 บาท ต่อมาผู้ประกันทั้งหกผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งหกตามสัญญา วันที่ 26 สิงหาคม 2556 ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

ผู้ประกันที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ประกันที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอลดค่าปรับคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ประกันทั้งหกผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งการจะลดค่าปรับให้แก่ผู้ประกันทั้งหกหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิด ความหนักเบาแห่งข้อหาและการผิดสัญญาประกันประกอบด้วย ดังนั้น คำร้องขอลดค่าปรับถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกรณีผิดสัญญาประกันและขอลดค่าปรับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 มาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ลดค่าปรับให้ผู้ประกันที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกันที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
ผู้ประกัน — นายยะสีม มะสะหมะ กับพวก
จำเลย — นายนิรันดรหรือกุ้ง หัดยุมสา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอภิชาติ ไตรทิพยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย พูนเกษม
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
สุภกิจ กิตสัมบันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5305/2558
#582422
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 เป็นอันระงับไปแล้วหรือไม่ แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสามจึงยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้

ความผิดฐานร่วมกันลักลอบนำหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งหลอดไฟฟ้าดังกล่าวโดยรู้อยู่ว่าเป็นของที่ลักลอบหนีศุลกากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ และความผิดฐานร่วมกันนำหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ดังกล่าวที่เป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้แสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21 และ 48 แต่ละฐานแยกออกจากกันได้ชัดเจนทั้งในแง่เจตนาในการกระทำ สภาพและลักษณะของการกระทำความผิดสำเร็จลง ตลอดจนบัญญัติกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ต่างบทมาตรากัน จึงเป็นการกระทำความผิดคนละกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวกันไม่ ดังนั้น แม้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรซึ่งจำเลยทั้งสามได้ทำความตกลงและอธิบดีกรมศุลกากรได้งดการฟ้องร้องจำเลยทั้งสามตามมาตรา 102 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3) ดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง แต่ก็ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันเป็นอันระงับไปด้วยแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 115, 117 พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21, 48 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21, 48 (ที่ถูกและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และฐานร่วมกันนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่มีใบอนุญาต การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ปรับคนละ 30,000 บาท ฐานนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาต ปรับคนละ 500,000 บาท รวมปรับคนละ 530,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 265,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ประการแรกว่า การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21 และ 48 เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ ที่จำเลยทั้งสามได้ทำความตกลงและอธิบดีกรมศุลกากรได้งดการฟ้องร้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ ตามที่มาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้อำนาจไว้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 อีกเช่นกันนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 เป็นอันระงับไปแล้วหรือไม่ แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสามจึงยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อพิจารณาความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันลักลอบนำหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์จำนวน 3,088 ดวง ที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งหลอดไฟฟ้าดังกล่าวโดยรู้ว่าเป็นของที่ลักลอบหนีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ และความผิดฐานร่วมกันนำหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ดังกล่าวที่เป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่แสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและไม่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21 และ 48 นั้น เห็นได้ว่า ความผิดแต่ละฐานแยกออกต่างหากจากกันได้ชัดเจนทั้งในแง่เจตนาในการกระทำ สภาพและลักษณะของการกระทำ เวลาที่กระทำเป็นความผิดสำเร็จลง ตลอดจนบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ต่างบทมาตรากัน จึงเป็นการกระทำความผิดคนละกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวกันไม่ ดังนั้น แม้ว่าความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ทำความตกลงและอธิบดีกรมศุลกากรได้งดการฟ้องร้องจำเลยทั้งสามตาม มาตรา 102 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) ดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง แต่ก็ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มาตรา 21 และ 48 ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันเป็นอันระงับไปด้วยแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าว อุทธรณ์จำเลยทั้งสามประการนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า สมควรลดโทษปรับให้แก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์จำนวน 3,088 ดวง ที่เป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่แสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและไม่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 นั้น แม้จะเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสามละเลยต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคที่อาจได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานเจ้าหน้าที่และได้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายได้ แต่เมื่อยังไม่ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแล้วจริง ทั้งน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามน่าจะเข็ดหลาบและสำนึกในความผิดบ้างแล้ว กรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีด้วยการลดโทษปรับให้แก่จำเลยทั้งสาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 มานั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษปรับเสียใหม่ให้เหมาะสม อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 นั้น ไม่ถูกต้อง สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่แสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและไม่ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ ให้ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 300,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับคนละ 150,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกฐานแล้วคงปรับคนละ 165,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (3) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ม. 21 ม. 48
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบรรลือ นุชกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2558
#631368
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง มิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดเด็ดขาด เพราะการฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง การที่จะแปลความมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนนั้นจะต้องรับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่โดยเด็ดขาด โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุที่นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ว่าเกิดจากการกระทำของผู้นั้นหรือไม่ ย่อมเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จึงเป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 151,889.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ค่าเสียหายดังกล่าวตกเป็นขององค์การบริหารส่วนตำบลโยธะกา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่าเมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรายใด ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งใหม่ คำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องถือว่าเป็นอันยุติ จำเลยจะยกอ้างข้อเท็จจริงอื่นขึ้นต่อสู้คดีอีกไม่ได้นั้น เห็นว่า มาตรา 99 วรรคหนึ่ง มิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดเด็ดขาด เพราะการฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง การที่จะแปลความมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนนั้นจะต้องรับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่โดยเด็ดขาด โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุที่นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ว่าเกิดจากการกระทำของผู้นั้นหรือไม่ย่อมเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จึงเป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 97 วรรคหนึ่ง ม. 99 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นางชูศรี วัฒนเวช
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2558
#631367
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกระทำการปลอมเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษของที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ด้วยการกรอกข้อความให้ปรากฏว่าเป็นการรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษว่าได้ส่งไปตามหน่วยราชการต่าง ๆ แล้วอันเป็นเท็จ นั้น ตามใบรับฝากไปรษณีย์ในประเทศ รวม 7 ฉบับ ด้านบนมีข้อความระบุว่า ผู้ฝากส่งเป็นผู้กรอกข้อความ เมื่อผู้ฝากส่งกรอกข้อความแล้วได้นำส่งให้แก่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เพื่อนำซองเอกสารนั้นชั่งน้ำหนักและดำเนินการต่อโดยกรอกข้อความในส่วนด้านล่างที่มีข้อความระบุว่า เจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอกข้อความซึ่งหมายถึงเจ้าพนักงานไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารของที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ดังนั้น การที่จำเลยกระทำการปลอมเอกสารดังกล่าว โดยจำเลยมีหน้าที่ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ผ. เพียงเป็นผู้ปลดและผู้นำส่งประกาศประกวดราคาจ้างเหมาของผู้เสียหาย จำเลยจึงไม่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดทำเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษดังกล่าว การที่จำเลยปลอมเอกสารดังกล่าว จึงไม่ถือว่ากระทำโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 161 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยได้รับการแต่งตั้งจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผ. ให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ เป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ปลดและนำส่งเอกสารประกาศประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างของผู้เสียหายซึ่งกำหนด ให้มีหน้าที่นำเอกสารประกาศประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างดังกล่าว เผยแพร่ไปยังสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมเจ็ดแห่ง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 31 ดังนั้น ข้อฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยมีหน้าที่กรอกข้อความในใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2542 และตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นการนอกฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 90 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60/1, 65

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60/1, 65 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขอดอน ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุและเป็นเจ้าหน้าที่ปลดและนำส่งเอกสารประกาศประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างตามโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขององค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขอดอน ผู้เสียหาย โดยจำเลยมีหน้าที่นำส่งประกาศประกวดราคาจ้างเหมาเพื่อประชาสัมพันธ์ที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดพิษณุโลก กรมประชาสัมพันธ์ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารการซื้อการจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลระดับอำเภอ ศูนย์รวมข่าวภูมิภาคจังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 10 ส่วนนางชลธิชา มีหน้าที่ปิดประกาศประกวดราคาจ้างเหมาที่ป้ายประกาศขององค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขอดอน นายวิวัฒน์ยื่นหนังสือร้องเรียนกล่าวหาว่า มีการปกปิดการประกาศประกวดราคาขอให้ยกเลิกงานดังกล่าว สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 10 ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่ามีการปกปิดข่าวประกาศประกวดราคาโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมจริง และเสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาแล้วลงมติว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตน มีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า การที่จำเลยกระทำการปลอมเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษของที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ด้วยการกรอกข้อความให้ปรากฏว่าเป็นการรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษว่าได้ส่งไปตามหน่วยราชการต่าง ๆ แล้วอันเป็นเท็จ จะถือเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 หรือไม่ เห็นว่า ตามใบรับฝากไปรษณีย์ในประเทศ รวม 7 ฉบับ นั้น ด้านบนมีข้อความระบุว่า ผู้ฝากส่ง เป็นผู้กรอกข้อความ เมื่อผู้ฝากส่งกรอกข้อความแล้วได้นำส่งให้แก่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เพื่อนำซองเอกสารนั้นชั่งน้ำหนักและดำเนินการต่อโดยกรอกข้อความในส่วนด้านล่างที่มีข้อความระบุว่า เจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอกข้อความซึ่งหมายถึงเจ้าพนักงานไปรษณีย์ ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารของที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ดังนั้น การที่จำเลยกระทำการปลอมเอกสารดังกล่าว โดยจำเลยมีหน้าที่ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขอดอน เพียงเป็นผู้ปลดและผู้นำส่งประกาศประกวดราคาจ้างเหมาของผู้เสียหาย จำเลยจึงไม่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดทำเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษดังกล่าว การที่จำเลยปลอมเอกสารดังกล่าว จึงไม่ถือว่ากระทำโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยมีหน้าที่กรอกข้อความในใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้การรับฝากในประกาศประกวดราคาของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ใช้ใบรับฝากและฝากส่งทาง EMS เท่านั้น และตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่อง แนวปฏิบัติ ในการกำกับดูแลเผยแพร่ข่าวสารการประกาศประกวดราคาฯ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยได้รับการแต่งตั้งจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่ขอดอนให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ เป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ปลดและนำส่งเอกสารประกาศประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างของผู้เสียหายซึ่งกำหนดให้มีหน้าที่นำเอกสารประกาศประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างดังกล่าว เผยแพร่ไปยังสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมเจ็ดแห่ง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 31 ดังนั้น ข้อฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยมีหน้าที่กรอกข้อความในใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2542 และตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นการนอกฟ้องและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 161
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกประทีป ศิริมงคล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5245/2558
#582430
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายเพราะเหตุละเมิด ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2556 หน้าที่ในการอุปการะของผู้ตายในฐานะสามีของโจทก์ที่มีต่อโจทก์จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ตามที่โจทก์เรียกร้องเป็นเวลา 7 ปี นับแต่วันทำละเมิดคือ วันที่ 17 มกราคม 2554 จึงมากเกินสมควร กรณีมีเหตุสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ใหม่ตามส่วนที่โจทก์เรียกร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางอัมพร ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า การปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาท แต่คำพิพากษาคดีอาญาไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และจำเลยทั้งสามยังนำสืบต่อสู้คดีนี้ได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย แต่เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามต่างยันคำกันอยู่ จึงยังฟังข้อเท็จจริงเป็นทางใดทางหนึ่งยังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏว่าควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายในข้อหาใดและผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่อย่างไร ทั้งจำเลยทั้งสามก็มิได้นำพยานมาสืบในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง ส่วนจำเลยที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายไม่มีส่วนประมาทด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบให้เห็นว่าได้ชดใช้เงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ เป็นเงิน 500,000 บาท และตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท แต่ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิได้จำกัดวงเงินความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 700,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ตายมีส่วนร่วมในความประมาทจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในคดีนี้ด้วย และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ในส่วนค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดนั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2556 หน้าที่ในการอุปการะของผู้ตายในฐานะสามีของโจทก์ที่มีต่อโจทก์จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งกำหนดตามที่โจทก์เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 7 ปี นับแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 17 มกราคม 2554 จึงมากเกินสมควร กรณีมีเหตุสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ใหม่ เป็นเงิน 157,500 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพแล้ว เป็นเงิน 517,500 บาท แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วบางส่วนเป็นเงิน 120,000 บาท ดังนี้ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสิ้น 397,500 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 397,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 443 ม. 1461
ชื่อคู่ความ
นางประยงค์ สีทองสุก โดยนางอัมพร ยิ้มศรวล
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายบุญรอด คำคุ้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวอภิณห์พร เพชรวรวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิบูลย์ แสงชมภู
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5197/2558
#633734
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นสองปีนับแต่วันวินาศภัย หมายความถึงว่าในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากผู้เอาประกันภัยจะใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยจะต้องฟ้องคดีภายใน 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย แต่ในกรณีของผู้รับประกันภัยที่เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกที่ก่อให้เกิดความเสียหาย กำหนดอายุความต้องเป็นไปตามสิทธิเท่าที่ผู้เอาประกันภัยจะพึงมีต่อบุคคลภายนอกแล้วแต่กรณี หาใช่ว่าจะต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วยไม่ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัท ส. ผู้เอาประกันภัย ฟ้องไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ส. กับไล่เบี้ยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันความเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 882 วรรคหนึ่ง และสิทธิเรียกร้องสำหรับความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในความเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ให้ไว้แก่บริษัท ส. นายจ้าง กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

การนำสืบข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีของศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 85 คู่ความย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานได้ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร การที่โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานบุคคลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยขอส่งคำเบิกความของพยานที่เคยเบิกความไว้ในศาลแรงงานภาค 6 เป็นพยานเอกสาร ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่พึงกระทำได้ ประกอบกับทนายจำเลยที่ 2 และที่ 4 ยังแถลงยอมรับความถูกต้องของเอกสารว่า พยานเคยเบิกความดังคำเบิกความตามที่โจทก์อ้างส่งจริง ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจในอันที่จะรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารดังกล่าวได้ หาใช่เป็นการนำเอาคำเบิกความของพยานในคดีอื่นมารับฟังในคดีนี้ไม่

โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันพนักงาน โดยแนบสัญญาค้ำประกันพนักงานมาท้ายฟ้องด้วย อันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันพนักงานข้อ 1 มีข้อความว่า จำเลยที่ 4 ยินยอมรับผิดชอบในความเสียหายอย่างลูกหนี้ร่วม ย่อมเรียกได้ว่าโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องและประสงค์จะให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมแล้ว คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงไม่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันจะเป็นการต้องห้าม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 376,345.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 329,257 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แถลงสละข้อต่อสู้ตามคำให้การในประเด็นฟ้องซ้ำและฟ้องเคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 329,257 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2550) ไม่ให้เกิน 47,088.27 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวแทน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 3,000 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 847.50 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า บริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของบริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งผู้จัดการสาขาไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกันพนักงาน ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 บริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) เอาประกันภัยความซื่อสัตย์ของลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ทั่วประเทศ 86 คน ไว้แก่โจทก์ วงเงินคนละ 400,000 บาท ต่อครั้ง และ 1,000,000 บาท ตลอดเวลาที่เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 บริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ตรวจพบว่า จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเอาเงินจากการขายน้ำมันระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2548 ถึงวันที่ 19 เมษายน 2548 ไปเป็นเงิน 365,841.92 บาท วันที่ 27 เมษายน 2548 บริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหายักยอก จำเลยที่ 1 หลบหนี ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและสำเนาหมายจับ กับเรียกร้องให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์จ้างบริษัทที่ เจ. เอส. แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินบริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ไป 365,841.92 บาท จริง และเสนอให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนในจำนวนดังกล่าวโดยหักความรับผิดส่วนแรกร้อยละ 10 ออก คงเหลือ 329,257.73 บาท โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทน 329,257.73 บาท ให้แก่บริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) แล้ว ตามใบสำคัญจ่าย มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประกันภัยค้ำจุน เมื่อฟ้องเรียกเอาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงต้องใช้อายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 โจทก์ทราบความเสียหายวันที่ 19 เมษายน 2548 นับถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 เกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นสองปีนับแต่วันวินาศภัย หมายความถึงว่าในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากผู้เอาประกันภัยจะใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยจะต้องฟ้องคดีภายใน 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย แต่ในกรณีของผู้รับประกันภัยที่เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกที่ก่อให้เกิดความเสียหาย กำหนดอายุความต้องเป็นไปตามสิทธิเท่าที่ผู้เอาประกันภัยจะพึงมีต่อบุคคลภายนอกแล้วแต่กรณี หาใช่ว่าจะต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วยไม่ เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัย ฟ้องไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) กับไล่เบี้ยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันความเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง และสิทธิเรียกร้องสำหรับความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในความเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ให้ไว้แก่บริษัทสยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) นายจ้าง กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นนำคำเบิกความพยานโจทก์ตามที่เบิกความไว้ต่อศาลแรงงานภาค 6 มาใช้ในคดีนี้ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและไม่ผูกพันคู่ความนั้น เห็นว่า การนำสืบข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85 คู่ความย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานได้ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร การที่โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานบุคคลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยขอส่งคำเบิกความของพยานที่เคยเบิกความไว้ในศาลแรงงานภาค 6 เป็นพยานเอกสาร ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่พึงกระทำได้ ประกอบกับทนายจำเลยที่ 2 และที่ 4 ยังแถลงยอมรับความถูกต้องของเอกสารว่า พยานเคยเบิกความดังคำเบิกความตามที่โจทก์อ้างส่งจริง ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 14 สิงหาคม 2550 ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจในอันที่จะรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารดังกล่าวได้ หาใช่เป็นการนำเอาคำเบิกความของพยานในคดีอื่นมารับฟังในคดีนี้ไม่ ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เพราะโจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันพนักงาน โดยแนบสัญญาค้ำประกันพนักงานมาท้ายฟ้องด้วย อันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันพนักงานข้อ 1 มีข้อความว่า จำเลยที่ 4 ยินยอมรับผิดชอบในความเสียหายอย่างลูกหนี้ร่วม ย่อมเรียกได้ว่าโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องและประสงค์จะให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมแล้ว คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงไม่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันจะเป็นการต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แถลงขอสละประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำและฟ้องเคลือบคลุม ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 โดยผิดหลง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เห็นว่า ประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำและฟ้องเคลือบคลุม เป็นปัญหาสำคัญอันควรศาลฎีกาได้วินิจฉัยนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในประเด็นดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในข้อไหนอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 4 นั้นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่รับวินิจฉัยให้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 882 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 85 ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมยศ ภาศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5157/2558
#631361
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับพวกนั่งดื่มสุรากันอยู่บริเวณกระท่อมที่เกิดเหตุอยู่ก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะพาโจทก์ร่วมมายังกระท่อมที่เกิดเหตุ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทราบมาก่อนว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะพาโจทก์ร่วมมาข่มขืนกระทำชำเรา อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่ชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ที่จะเข้าไปมีส่วนในการกระทำความผิดด้วย นอกจากนี้ทั้งก่อนและขณะที่จำเลยที่ 2 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม แม้จำเลยที่ 1 อยู่ใกล้กับกระท่อมที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 พูดหรือกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 กับพวกในการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 แต่ไม่เข้าไปห้ามปรามหรือขัดขวางเพื่อมิให้โจทก์ร่วมถูกข่มขืนกระทำชำเรา กรณีดังกล่าวก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277 วรรคสี่

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง น. ผู้เสียหาย โดยนาย พ. และนาง ร. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่าไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่าค่าสินไหมทดแทนสูงเกินไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และยกคำขอส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 1 เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกอีก 13 คน กระทำชำเราโจทก์ร่วมอายุ 14 ปี โดยจำเลยที่ 1 อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 2 และพวกอีก 13 คน กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกนั่งดื่มสุราอยู่บริเวณกระท่อมใกล้ที่เกิดเหตุก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะนำโจทก์ร่วมมาที่กระท่อม ทั้งกระท่อมที่เกิดเหตุ ไม่มีผนังรอบด้าน จำเลยที่ 1 ย่อมมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่พวกของจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมอยู่ในกระท่อม แต่กลับปล่อยให้จำเลยที่ 2 กับพวกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยมิได้ขัดขวางหรือห้ามปรามแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 กับพวกก่อนหรือในขณะที่มีการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมแล้ว จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนั้น เห็นว่า คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกนั่งดื่มสุรากันอยู่บริเวณกระท่อมที่เกิดเหตุอยู่ก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะพาโจทก์ร่วมมายังกระท่อมที่เกิดเหตุ และจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทราบมาก่อนว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะพาโจทก์ร่วมมาข่มขืนกระทำชำเรา อีกทั้งเมื่อโจทก์ร่วมมาถึงก็คงได้ความจากโจทก์ร่วมเพียงว่า เห็นจำเลยที่ 1 นั่งดื่มสุราอยู่กับพวกเท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่ชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ที่จะเข้าไปมีส่วนในการกระทำความผิดด้วย นอกจากนี้ทั้งก่อนและขณะที่จำเลยที่ 2 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ใกล้กับกระท่อมที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 พูดหรือกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 กับพวกในการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 แต่ไม่เข้าไปห้ามปรามหรือขัดขวางเพื่อมิให้โจทก์ร่วมถูกข่มขืนกระทำชำเรา กรณีดังกล่าวก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงไม่จำต้องพิจารณาเรื่องค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 277 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
เด็กหญิง น. โดยนาย พ.
โจทก์ร่วม — และนาง พ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5146/2558
#596823
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 84 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ..." นั่นคือ ให้ถือเสมือนว่าผู้ใช้เป็นตัวการ เป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ..." แต่กรณีที่ผู้กระทำความผิดด้วยตนเองโดยไม่ร่วมกับผู้อื่นนั้น ไม่เรียกว่าตัวการ ดังนั้น หากร่วมกระทำความผิดกับผู้อื่น แต่ผู้ร่วมกระทำคนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น อันเนื่องมาจากเป็นความผิดเฉพาะตัวผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นองค์ประกอบของความผิดไว้ ดังเช่นมาตรา 162 (1) (2) ผู้นั้นก็เป็นตัวการไม่ได้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร จำเลยที่ 1 จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานเป็นตัวการเพราะใช้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามมาตรา 162 (1) (2) ได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้ก็เป็นได้แต่ผู้สนับสนุนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 157, 161, 162, 264, 265 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 8, 10, 11, 50 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 37, 39, 42, 44

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 และที่ 10 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 และที่ 10 เสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (ที่ถูก 162 (1) (2)) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 (ที่ถูก มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (ที่ถูก 162 (1) (2)) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 (ที่ถูก มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวม 166 กระทง ความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 จำคุกคนละ 6 เดือน รวม 166 กระทง เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 11

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (2) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็น 152 กรรมความผิด โดยเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 8 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลเมืองสิงห์บุรีตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงาน ตำแหน่งผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นสำนักงานเทศบาลเมืองสิงห์บุรี มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบและควบคุมการปฏิบัติงานการทะเบียนราษฎรในเขตเทศบาลเมืองสิงห์บุรี รับเรื่องการแจ้งย้ายที่อยู่ของราษฎร ตรวจสอบเอกสารในการแจ้งย้ายที่อยู่ของราษฎร และลงชื่อในฐานะนายทะเบียนผู้รับแจ้งย้ายออก ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสิงห์บุรีที่ 2/2536 และที่ 1/2539 เรื่อง แต่งตั้งผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีราษฎรที่มีชื่อถูกแจ้งย้ายที่อยู่ออกจากทะเบียนบ้านเทศบาลเมืองสิงห์บุรีไปเข้าอยู่ในทะเบียนบ้านเทศบาลเมืองชุมพร เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้แจ้งย้ายที่อยู่ออกจากทะเบียนบ้านเทศบาลเมืองสิงห์บุรีด้วยตนเอง และไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่แทน อีกทั้งไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ หรือ ทร.6 ชั้นสอบสวนได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนและให้ตัวอย่างลายมือชื่อเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ตามสำเนาทะเบียนบ้าน บันทึกคำให้การของพยาน ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ และตัวอย่างลายมือชื่อ เห็นว่า พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 หมวด 4 การย้ายที่อยู่ บัญญัติหลักเกณฑ์การย้ายที่อยู่ไว้ว่า กรณีการแจ้งย้ายออก เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายที่อยู่จากบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายออกต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้อยู่ในบ้านย้ายออก ส่วนกรณีแจ้งย้ายเข้านั้น เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่เข้าอยู่ในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายเข้าต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ย้ายเข้าอยู่ในบ้าน นอกจากนี้ผู้ย้ายที่อยู่จะเป็นผู้แจ้งการย้ายออกและย้ายเข้าด้วยตนเองต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่ไปอยู่ใหม่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันย้ายออกก็ได้ โดยให้นำสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมด้วยคำยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าบ้านที่เข้าไปอยู่ใหม่แสดงต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 หมวด 4 การย้ายที่อยู่ ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์แล้ว มีหลักเกณฑ์ในการย้ายที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งย้ายออกหรือย้ายเข้า ดังนี้ เจ้าบ้านหรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้านหรือผู้ย้ายที่อยู่ต้องมาแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งและยื่นหลักฐานด้วยตนเอง เช่น บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ได้รับมอบหมายกรณีเจ้าบ้านมอบหมายให้บุคคลอื่นมาดำเนินการแทน หนังสือมอบหมายของเจ้าบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ย้ายที่อยู่ หนังสือยินยอมของเจ้าบ้าน และสำเนาทะเบียนบ้าน ด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าบ้านหรือไม่ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้านหรือไม่ใช่ผู้ย้ายที่อยู่ จึงไม่มีสิทธิดำเนินการแจ้งย้ายออกหรือย้ายเข้าต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งได้ และนายทะเบียนผู้รับแจ้งก็ไม่มีอำนาจดำเนินการรับแจ้งการย้ายที่อยู่จากผู้ที่ไม่ใช่เจ้าบ้านหรือไม่ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้านหรือไม่ใช่ผู้ย้ายที่อยู่เช่นกัน หากมีการดำเนินการผิดไปจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 หมวด 4 การย้ายที่อยู่ พยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพยานโจทก์ปากพนักงานสอบสวนบังคับ ขู่เข็ญ หรือหลอกลวงจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อให้ให้การตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา และปรากฏข้อเท็จจริงว่าก่อนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าว จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ได้อ่านข้อความในบันทึกด้วยตนเองแล้ว หากข้อเท็จจริงที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ไม่ตรงกับคำให้การของตน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิโดยชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านในขณะนั้นได้ทันที แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ การที่จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 เพิ่งจะโต้แย้งคัดค้านในชั้นพิจารณาว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของตนไม่เป็นความจริง จึงเป็นพิรุธ คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไปตามความเป็นจริงที่ตนประสบพบเห็นเหตุการณ์มาด้วยตนเอง โดยไม่ได้ถูกคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือจูงใจเพื่อให้ให้ถ้อยคำแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยรับรองยืนยันข้อเท็จจริงตามบันทึกนั้น แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพยานบอกเล่า แต่ก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ หาใช่ต้องห้ามมิให้รับฟังเสียเลย ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าไม่มีเหตุจูงใจในการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การเช่นนั้นเพื่อให้ตนพ้นจากการกระทำความผิดหรือได้รับประโยชน์แต่อย่างใด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง หาได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ทั้งมีเหตุผลอยู่ในตัวว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่มาหาจำเลยที่ 2 แล้วมอบรายชื่อราษฎรแก่จำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่จากเทศบาลเมืองสิงห์บุรีไปอยู่เทศบาลเมืองชุมพร เพื่อช่วยเหลือในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมพรแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ข้อเท็จจริงเช่นนั้นต่อพนักงานสอบสวน แสดงให้เห็นได้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 1 เป็นความจริง เมื่อนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหามาวินิจฉัยประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 นำรายชื่อราษฎรมามอบให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่จากเทศบาลเมืองสิงห์บุรีไปอยู่เทศบาลเมืองชุมพร โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมพร ที่จะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนตุลาคม 2539 โดยผู้ขอย้ายไม่ได้แจ้งย้ายที่อยู่ด้วยตนเอง ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่โดยปฏิบัติผิดหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 หมวด 4 การย้ายที่อยู่ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่กรณีดังกล่าวรวมทั้งหมดกี่รายนั้น พันตำรวจโทชูเกียรติเบิกความว่า พยานสอบสวนราษฎรที่ถูกแจ้งย้ายที่อยู่ประมาณ 200 ราย ให้การยืนยันว่าไม่ได้ไปแจ้งย้ายด้วยตนเอง ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ หรือ ทร.6 และได้ให้ตัวอย่างลายมือชื่อไว้เพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน เห็นว่า คดีฟังเป็นยุติว่ามีการแจ้งย้ายที่อยู่โดยผู้มีชื่อย้ายไม่ได้ดำเนินการแจ้งย้ายด้วยตนเอง หรือไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน และไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งการย้ายที่อยู่รวม 163 ราย แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคนกรอกข้อความลงในใบแจ้งการย้ายที่อยู่เท็จ แต่โจทก์มีนางอัญชลีและนางสมพิศ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน 2539 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบเอกสารของผู้แจ้งย้ายที่อยู่มาให้พยานทั้งสองกรอกข้อความขอย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านไปจังหวัดชุมพรเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ขอย้ายที่อยู่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ต่อหน้าพยานทั้งสอง ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีแจ้งย้ายที่อยู่เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง ตามคำสั่งจังหวัดสิงห์บุรีที่ 1034/2539 และให้การต่อพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวน โดยมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำเบิกความดังกล่าวข้างต้น จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้นางอัญชลีและนางสมพิศกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวเท็จ โดยผู้ย้ายที่อยู่ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้แจ้งย้ายออกต่อหน้านางอัญชลีและนางสมพิศ แม้การกระทำดังกล่าวยังไม่เกิดความเสียหาย เนื่องจากพนักงานของเทศบาลเมืองชุมพรตรวจสอบพบเสียก่อนว่ามีการย้ายที่อยู่ราษฎรจากเทศบาลเมืองสิงห์บุรีมาอยู่เทศบาลเมืองชุมพรจำนวนมากในช่วงระยะเวลาก่อนมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมพร ส่อพิรุธว่าจะเป็นการช่วยเหลือในการเลือกตั้งดังกล่าวจึงดำเนินการย้ายกลับเทศบาลเมืองสิงห์บุรี เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 นำรายชื่อราษฎรมามอบให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่จากเทศบาลเมืองสิงห์บุรีไปอยู่เทศบาลเมืองชุมพร โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมพร ที่จะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนตุลาคม 2539 โดยผู้ขอย้ายไม่ได้มาแจ้งย้ายที่อยู่ด้วยตนเอง ซึ่งจำเลยที่ 3 ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวเช่นกัน เป็นการกระทำโดยเอาผู้อื่นเป็นเครื่องมือในการทำความผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 (1) (2) และพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยที่ 3 ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่โดยปฏิบัติผิดหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 หมวด 4 การย้ายที่อยู่ เพียง 6 ราย โดยจำเลยที่ 3 ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีแจ้งย้ายที่อยู่เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง ตามคำสั่งจังหวัดสิงห์บุรีที่ 1034/2539 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกจำเลยที่ 3 โดยตรงให้ช่วยดำเนินการ

แจ้งย้ายที่อยู่กรณีดังกล่าว แต่จำเลยที่ 3 เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีงานจะต้องดำเนินการเรื่องดังกล่าวจำนวนมาก จึงเข้าไปช่วยจำเลยที่ 2 ดำเนินการเพียงบางรายเท่านั้น ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ก็ให้การยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่เช่นว่านั้นเพียง 6 ราย ข้อเท็จจริงเพียงแค่นี้จะฟังว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกันหาได้ไม่ เนื่องจากเป็นการตัดสินใจของจำเลยที่ 3 ที่จะกระทำความผิดโดยลำพังแยกต่างหากจากจำเลยที่ 2 ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกัน 163 กระทง จำเลยที่ 2 คงมีความผิดรวม 157 กระทง จำเลยที่ 3 มีความผิดเพียง 6 กระทง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษให้นั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับคำสั่งมาจากจำเลยที่ 1 โดยตรงให้ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่ราษฎรจากเทศบาลเมืองสิงห์บุรีไปอยู่เทศบาลเมืองชุมพรเพื่อช่วยเหลือในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมพร โดยจำเลยที่ 2 ดำเนินการแจ้งย้ายรวม 157 ราย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ช่วยส่งเสริมให้การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยของประเทศเป็นไปโดยไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม อันเป็นการบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ไม่ได้รับคำสั่งมาจากจำเลยที่ 1 โดยตรง แต่ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระการงานของจำเลยที่ 2 และกระทำความผิดเพียง 6 กระทงเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อให้โอกาสกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 3 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน แต่เพื่อให้จำเลยที่ 3 หลาบจำให้ลงโทษปรับด้วย

ส่วนกรณีปัญหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิด หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่นั้น คดีฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 มาหาจำเลยที่ 2 แล้วมอบรายชื่อราษฎรแก่จำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่จากเทศบาลเมืองสิงห์บุรีไปอยู่เทศบาลเมืองชุมพร เพื่อช่วยเหลือในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมพร ที่จะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนตุลาคม 2539 โดยผู้ขอย้ายไม่ได้มาแจ้งย้ายที่อยู่ด้วยตนเอง ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการให้ตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ รวม 163 ราย ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ..." นั่นคือ ให้ถือเสมือนว่าผู้ใช้เป็นตัวการ เป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ..." แต่กรณีที่ผู้กระทำความผิดด้วยตนเองโดยไม่ร่วมกับผู้อื่นนั้น ไม่เรียกว่าตัวการ ดังนั้น หากร่วมกระทำความผิดกับผู้อื่น แต่ผู้ที่ร่วมกระทำคนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น อันเนื่องมาจากเป็นความผิดเฉพาะตัวผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นองค์ประกอบความผิดไว้ ดังเช่นมาตรา 162 (1) (2) ผู้นั้นก็เป็นตัวการไม่ได้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร จำเลยที่ 1 จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานเป็นตัวการเพราะใช้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามมาตรา 162 (1) (2) ได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้ก็เป็นได้แต่ผู้สนับสนุนเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (2) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง รวม 163 กระทง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 8 เดือน รวม 163 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 157 กระทง เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปี ให้จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 6 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 86 ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นายอรรถสิทธิ์ ศรีชำนิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายไวกูณฐ์ สว่างสุรีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา