คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2558
#581405
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่ายให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน เมื่อคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานเพราะโจทก์ยังไม่คืนเอกสารสัญญาค้ำประกันการทำงานและยังไม่สามารถเรียกเก็บบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบได้ทั้งหมด จึงยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลย การที่จำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่คืนเงินประกันการทำงานให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินประกันการทำงาน 5,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 24 ตุลาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2551 จนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาวางศาล (วันที่ 9 มีนาคม 2552) แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งพนักงานขายต่างจังหวัดอัตราค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท โดยเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์ 50,000 บาท พนักงานขายของจำเลยต้องปฏิบัติตามระเบียบพนักงานขาย ซึ่งข้อ 6 ระบุว่า การคืนค้ำประกันจะคืนก็ต่อเมื่อบริษัทได้ตรวจสอบแล้วไม่เกิดความเสียหายต่อบริษัท และบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบจะต้องเรียกเก็บเงินได้ทั้งหมดแล้ว กรณีเป็นเช็คจะต้องสามารถเรียกเก็บเรียบร้อยแล้วทุกใบ และข้อ 10 ระบุว่า การลาออกจากการเป็นพนักงานขายต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า 1 เดือน และในวันสุดท้ายที่ปฏิบัติงาน จะต้องคืนเอกสารต่างๆ ให้ครบด้วยตนเองเท่านั้น ต่อมาโจทก์ลาออกจากงานโดยที่ยังไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าสินค้า 1,750 บาท จากนายแพทย์ศิริวัฒน์และยังไม่คืนสัญญาค้ำประกันแก่จำเลย ครั้นจำเลยได้คืนเงินประกันการทำงาน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 734.80 บาท แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดอีก 5,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยแต่ไม่ให้เงินเพิ่มโดยวินิจฉัยว่า การเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 มาตรา 9 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหลักประกันที่เป็นเงินโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร แต่คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่คืนเอกสารและยังไม่สามารถเรียกเก็บบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบได้ทั้งหมด ถือได้ว่ามีเหตุให้จำเลยเชื่อว่าสามารถระงับการคืนเงินประกันการทำงานให้แก่โจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นการจงใจไม่คืนโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจงใจไม่คืนเงินประกันโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิระงับการคืนเงินประกันการทำงานของโจทก์เพราะโจทก์ไม่จำเป็นต้องคืนสัญญาค้ำประกันการทำงานของโจทก์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และการที่จำเลยยังไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากนายแพทย์ศิริวัฒน์ ได้เกิดจากจำเลยไม่ดำเนินการเก็บเงินเองนั้น เห็นว่า โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มจากจำเลยได้หรือไม่จักต้องพิจารณาจากมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคแรกโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเจ็ดวัน เมื่อคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์เพราะโจทก์ยังไม่คืนเอกสารสัญญาค้ำประกันการทำงานและยังไม่สามารถเรียกเก็บบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบได้ทั้งหมด เงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดจึงยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าจำเลยระงับการคืนให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ การที่จำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จึงยังมีเหตุอ้าง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่คืนเงินประกันการทำงานให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกิดพงษ์ หนูคำ
จำเลย — บริษัทเจ.เอ.เอส เคมิคอล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระพงศ์ ฮั่นไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2558
#582972
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิเช่นนั้นผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องโดยเห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่ไม่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงได้รับการจดทะเบียนของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์เท่ากับโต้แย้งว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

ถ้อยคำที่เล็งถึงคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอันจะถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะและต้องห้ามมิให้นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้น จะต้องเป็นถ้อยคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้เพราะเป็นคำบรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "LIVE WITH CHIVALRY" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "CHIVAS LIVE WITH CHIVALRY" ซึ่งมีคำว่า "LIVE WITH CHIVALRY" เป็นส่วนประกอบ โดยคำว่า LIVE แปลว่า มีชีวิต ดำเนินชีวิต อยู่ คำว่า WITH แปลว่า รวมถึง เกี่ยวกับ คำว่า "CHIVALRY" แปลว่า คุณสมบัติของอัศวิน รวมกันแล้วสื่อความหมายได้ว่า ดำเนินชีวิตตามวิถีอัศวิน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 32 และ 33 ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แล้ว คำว่า LIVE WITH CHIVALRY จึงไม่ใช่คำแปลหรือความหมายของลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ตามที่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรง และไม่ทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าได้ในทันที ทั้งคำดังกล่าวไม่อาจทำให้สาธารณชนพิจารณาหรือคิดไตร่ตรองไปถึงสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านี้โดยตรงตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น และเมื่อไม่ปรากฏว่าคำว่า "LIVE WITH" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อันเป็นสินค้าที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ เนื่องจากคำว่า "LIVE WITH" ไม่ได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์โดยตรง ถือเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองแล้ว การที่โจทก์ใช้คำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าคำว่า "LIVE WITH CHIVALRY" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "CHIVAS LIVE WITH CHIVALRY" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 32 และ 33 ซึ่งเป็นสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จึงไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "LIVE WITH" กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/17984 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ที่ พณ 0704/22593 ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 ที่ พณ 0704/22594 ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0702/181 ฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2554 ที่ พณ 0708/10256 ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ที่ พณ 0708/10255 ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 946/2554 ที่ 179/2555 และที่ 180/2555 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนคำสั่งกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" คำขอเลขที่ 698461 กับเครื่องหมายการค้าคำว่า " " คำขอเลขที่ 755523 และ 755524 เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ โดยไม่ต้องแสดงปฏิเสธสิทธิภาคส่วนใด ๆ ให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 698461 เลขที่ 755523 และเลขที่ 755524

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/17984 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ที่ พณ 0704/22593 ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 และที่ พณ 0704/22594 ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 ในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า " " และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 946/2554 ที่ 179/2555 และที่ 180/2555 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 698461 เลขที่ 755523 และเลขที่ 755524 ของโจทก์ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายและย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โจทก์จึงไม่อาจนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าแม้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด ดังนั้น หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2551 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 698461 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 33 รายการสินค้า สุรา เครื่องดื่มที่มีสุราผสม เหล้าลิเคียวร์ สุรากลั่น วิสกี้ เครื่องดื่มทำจากหรือที่มีวิสกี้ผสม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทำจากหรือที่มีมอลต์ผสม สุราใช้ดื่มก่อนอาหาร สุราค็อกเทล เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าบางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "" และให้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายอื่นของโจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่าคำว่า "" เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน และมีคำวินิจฉัยไม่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 755523 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า เบียร์ น้ำแร่ (เครื่องดื่ม) น้ำอัดลม เครื่องดื่มน้ำอัดลม ค็อกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มรสผลไม้ น้ำเชื่อมใช้ผสมเครื่องดื่ม และคำขอเลขที่ 755524 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 33 รายการสินค้า สุรา บรั่นดี วอดก้า เหล้ายิน ไวน์ เหล้า สุรากลั่น วิสกี้ วิสกี้ทำจากมอลต์ เหล้าลิเคียวร์ที่มีเหล้าวิสกี้ผสม เครื่องดื่มที่ทำจากเหล้าวิสกี้หรือมีเหล้าวิสกี้ผสม สุราใช้ดื่มก่อนอาหาร เครื่องดื่มค็อกเทลที่มีแอลกอฮอล์ผสม นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองคำขอดังกล่าวบางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "" และให้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายอื่นของโจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่าคำว่า "" เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน และมีคำวินิจฉัยไม่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์เห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า "" และคำว่า "" เป็นคำที่ไม่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงได้รับการจดทะเบียน คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์เท่ากับโจทก์โต้แย้งว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคำวินิจฉัยไม่รับ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" และคำว่า "" ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 698461 และเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 755523 และ 755524 เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้โดยไม่ต้องแสดงปฏิเสธสิทธิภาคส่วนใดหรือไม่ เห็นว่า ถ้อยคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอันจะถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะและต้องห้ามมิให้นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้น จะต้องเป็นถ้อยคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอย่างตรงไป ตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้เพราะเป็นคำบรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง เครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 698461 และเครื่องหมายการค้า คำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 755523 และที่ 755524 ซึ่งมีคำว่า "" เป็นส่วนประกอบ โดยคำว่า LIVE มีคำแปลว่า มีชีวิต ดำเนินชีวิต อยู่ คำว่า WITH มีคำแปลว่า รวมถึง เกี่ยวกับ คำว่า CHIVALRY มีคำแปลว่า คุณสมบัติของอัศวิน รวมกันแล้วสื่อความหมายได้ว่า ดำเนินชีวิตตามวิถีอัศวิน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 32 และ 33 ตามคำขอจดทะเบียน ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะเห็นว่าคำว่า ไม่ใช่คำแปลหรือความหมายของลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ตามที่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรง ไม่สามารถทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าได้ในทันที ทั้งคำดังกล่าวยังไม่อาจทำให้สาธารณชนพิจารณาหรือคิดไตร่ตรองไปถึงสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่า คำว่า "" รวมกันสื่อความหมายว่า ดำเนินชีวิตตามวิถีอัศวิน เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามคำขอทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นเครื่องดื่มอย่างดี ก็ไม่เป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยงกันว่า การดำเนินชีวิตตามวิถีอัศวินเกี่ยวข้องกับการเป็นเครื่องดื่มอย่างดีและทำให้สาธารณชนทราบถึงคุณสมบัติของสินค้าหรือพิจารณาหรือคิดไตร่ตรองไปถึงสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้อย่างไร ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 698461 และ เครื่องหมายการค้า คำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 755523 และที่ 755524 ไม่มีคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านี้โดยตรงตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น ส่วนปัญหาที่ว่า โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "LIVE WITH" หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวซึ่งส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลายส่วนของเครื่องหมายการค้าซึ่งมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น ก็ต่อเมื่อปรากฏว่าส่วนดังกล่าวเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวกอันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวก็ดีหรือมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะก็ดี เมื่อปรากฏว่าคำว่า LIVE มีคำแปลว่า มีชีวิต ดำเนินชีวิต อยู่ คำว่า WITH มีคำแปลว่า รวมถึง เกี่ยวกับ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายอยู่แล้วมิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้น แต่ไม่ปรากฏว่าคำว่า "LIVE WITH" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อันเป็นสินค้าที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะเนื่องจากคำว่า "" ไม่ได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์โดยตรง จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง การที่โจทก์ใช้คำว่า "LIVE WITH" เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า คำว่า "" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "" สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 32 และ 33 ซึ่งเป็นสินค้าจำพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จึงไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "LIVE WITH" กับเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า "LIVE WITH" จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/17984 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/22593 ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 และคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/22594 ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 ในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "LIVE WITH" และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 946/2554 ที่ 179/2555 และที่ 180/2555 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 698461 คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 755523 และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 755524 ของโจทก์ต่อไปนั้น จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (1) ม. 17 ม. 18 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ชีวาส โฮลดิ้งส์ (ไอพี) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4649/2558
#585462
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย และโจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ตามคำฟ้องของโจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อในกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของจำเลย แต่ได้ความจากทางพิจารณาว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลย เป็นเรื่องของการรับฟังข้อเท็จจริงซึ่งศาลจะนำมาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามคำฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 78,858.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 130,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 มกราคม 2551) เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย และโจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ตามคำฟ้องของโจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อในกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของจำเลย แต่ได้ความจากทางพิจารณาว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลย เป็นเรื่องของการรับฟังข้อเท็จจริงซึ่งศาลจะนำมาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามคำฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายในกรณีนี้ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 กำหนดความรับผิดกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อและมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อไว้แตกต่างกัน หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนตามสัญญา ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่ยังค้างชำระอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่หากรถยนต์สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อเช่นในคดีนี้ ความรับผิดของผู้เช่าซื้อจำกัดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายจากจำเลยได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว แต่ในส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดนั้น โจทก์มิได้นำสืบถึง กรณีจึงต้องพิจารณาเฉพาะค่าเสียหายจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ แต่ข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดกรณีดังกล่าวหาได้กำหนดค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระเพื่อใช้แทนราคารถยนต์ จึงมิใช่ข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับ และโจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์ใช้แทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์ใช้แทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงกำหนดเป็นค่าเสียหายกรณีรถยนต์สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ โดยมีข้อพิจารณาว่า หากจำเลยชำระค่าเช่าซื้อครบ 24 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 46,519.68 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระแล้ว 5 งวดเศษ รถยนต์ก็สูญหายไปโดยมิใช่ความผิดของจำเลย แต่ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ 130,000 บาท ยังสูงเกินควร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียง 36,000 บาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นเป็นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอลออโต้ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายจำเนียร ทองไพบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นางนฤมล พงษ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายนิรัตน์ จันทพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4646/2558
#630196
เปิดฉบับเต็ม

คู่สัญญาอาจตกลงกันไว้ล่วงหน้าเมื่อเลิกสัญญาโดยคู่สัญญาไม่จำต้องกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิมได้ ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง ที่กำหนดว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้...ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็น และมีเหตุอันสมควร ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ความรับผิดของผู้เช่าซื้อจึงหาได้ระงับไปพร้อมกับสัญญาด้วยไม่

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้สัญญาระบุให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อเจ้าของแม้ในเหตุสุดวิสัย ต้องเป็นเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากการใช้รถมิใช่เหตุสุดวิสัยที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาตินั้น โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเนื่องจากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ไม่ได้อ้างว่าสัญญาเลิกกันโดยเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองเนื่องจากรถที่เช่าซื้อเสียหายจากภัยธรณีพิบัติ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

ตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวหาได้ระบุจำกัดสิทธิดังเช่นสัญญาข้อ 5 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเฉพาะเป็นเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากรถหรือการใช้รถไม่ ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเบี้ยปรับจึงควรกำหนดเบี้ยปรับตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาซึ่งกำหนดไว้เท่ากับอัตราดอกเบี้ย เอ็ม อาร์ อาร์ บวก 10 ต่อปี นั้น จำเลยที่ 2 ให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ขายรถที่เช่าซื้อแก่บุคคลภายนอกโดยยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ เกิดเหตุธรณีพิบัติเป็นเหตุให้รถได้รับความเสียหาย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การและไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เพราะสัญญากำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดไม่ว่าความผิดนั้นจะเกิดจากผู้เช่าซื้อหรือไม่ เป็นข้อสัญญาที่ทำให้ผู้เช่าซื้อต้องรับภาระเกินกว่าปกติทำให้ผู้ให้เช่าซื้อได้เปรียบผู้เช่าซื้อนั้น ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการค้าหรือวิชาชีพในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 มิได้กำหนดบังคับให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากแต่ได้แบ่งความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 ข้อ 4 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สัญญาข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า หากรถที่เช่าซื้อเสียหายหรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิม โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของจ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร ดังนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อจึงต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 182,559.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 5294 ภูเก็ต จากโจทก์ในราคา 221,024.16 บาท แบ่งชำระ 48 งวด งวดละ 4,927 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ 7 งวด เป็นเงิน 32,232.69 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายจากเหตุธรณีพิบัติจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ได้ดีดังเดิม ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยและมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์และโจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงิน 10,000 บาท

คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาเช่าซื้อแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คู่สัญญาอาจตกลงกันไว้ล่วงหน้าเมื่อเลิกสัญญาโดยคู่สัญญาไม่จำต้องกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิมได้ ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง ที่กำหนดว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้...ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็น และมีเหตุอันสมควร ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ความรับผิดของผู้เช่าซื้อจึงหาได้ระงับไปพร้อมกับสัญญาด้วยไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้สัญญาระบุให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อเจ้าของแม้ในเหตุสุดวิสัย ต้องเป็นเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากการใช้รถมิใช่เหตุสุดวิสัยที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาตินั้น โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเนื่องจากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ไม่ได้อ้างว่าสัญญาเลิกกันโดยเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองเนื่องจากรถที่เช่าซื้อเสียหายจากภัยธรณีพิบัติ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลาย จนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวหาได้ระบุจำกัดสิทธิดังเช่นสัญญาข้อ 5 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเฉพาะเป็นเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากรถหรือการใช้รถไม่ ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเบี้ยปรับจึงควรกำหนดเบี้ยปรับตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาซึ่งกำหนดไว้เท่ากับอัตราดอกเบี้ย เอ็ม อาร์ อาร์ บวก 10 ต่อปี นั้น จำเลยที่ 2 ให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ขายรถที่เช่าซื้อแก่บุคคลภายนอกโดยยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ เกิดเหตุธรณีพิบัติเป็นเหตุให้รถได้รับความเสียหาย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การและไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เพราะสัญญากำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดไม่ว่าความผิดนั้นจะเกิดจากผู้เช่าซื้อหรือไม่ เป็นข้อสัญญาที่ทำให้ผู้เช่าซื้อต้องรับภาระเกินกว่าปกติทำให้ผู้ให้เช่าซื้อได้เปรียบผู้เช่าซื้อนั้น ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการค้าหรือวิชาชีพในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมิได้กำหนดบังคับให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากแต่ได้แบ่งความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 ข้อ 4 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

สัญญาข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า หากรถที่เช่าซื้อเสียหายหรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิม โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของจ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร ดังนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อจึงต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น แต่เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถาม การติดตาม ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นไปหรือไม่ เพียงใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่รถที่เช่าซื้อเสียหายหรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิม ซึ่งแม้สัญญาเช่าซื้อจะเป็นอันระงับไปเพราะรถที่เช่าซื้อเสียหายหรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถนั้นได้ แต่เมื่อพิจารณาว่า หากรถที่เช่าซื้อไม่เสียหายหรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมได้ดีดังเดิมและจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนทั้ง 48 งวด เมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับตามระยะเวลาดังกล่าวประกอบกับการที่โจทก์ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดรถมาแล้ว 10,000 บาท จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถ 125,000 บาท นั้นไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบุญประสิทธิ์ กฤตยาเจริญพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4641/2558
#583702
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุที่จำเลยขับชนกับรถที่ ส. ขับสวนมา จำเลยและ ม. นั่งมาในรถคันเดียวกันและ ม. เข้าเบิกความหลังจากนั่งฟังจำเลยเบิกความแล้ว แต่การรับฟังข้อเท็จจริงว่า ส. ประมาทมากกว่าจำเลยหรือไม่นั้น ศาลพิเคราะห์จากพฤติการณ์ที่ ส. ขับรถบรรทุกซึ่งมีน้ำหนักมากแซงรถเครนในระยะกระชั้นชิดขณะที่จำเลยขับรถแล่นสวนมา และพิจารณาจากคำเบิกความของจำเลยประกอบสภาพความเสียหายของรถ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ สนับสนุนกัน ทั้งมีบันทึกคำให้การในคดีอาญาของ ม. เป็นพยานประกอบ คำเบิกความของ ม. ซึ่งเป็นไปทำนองเดียวกับจำเลยจึงเป็นที่เชื่อฟังได้ ไม่ทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงมีดุลพินิจที่จะไม่ฟังว่าคำเบิกความของ ม. เป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 114

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 849/2538 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 268,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 4 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 7,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถบรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8764 นครสวรรค์ ไว้จากบริษัทเสริมสุข จำกัด มีระยะเวลาประกันภัยเริ่มแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 เวลาประมาณ 8.45 นาฬิกา นายสุรินทร์ ลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยบรรทุกน้ำอัดลมออกจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปตามถนนสายอุตรดิตถ์ - เขื่อนสิริกิติ์ มุ่งหน้าไปทางตำบลท่าเสา เพื่อไปส่งน้ำอัดลมที่จังหวัดแพร่ เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 1 กับหลักกิโลเมตรที่ 2 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีฝนตกปรอยๆ นายสุรินทร์ขับรถแซงรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่แล่นอยู่ด้านหน้า ขณะนั้นจำเลยขับรถบรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 5630 แพร่ แล่นสวนทางมาในช่องเดินรถมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองอุตรดิตถ์ รถทั้งสองคันชนกันเป็นเหตุให้จำเลย นางสมใจ และผู้ที่นั่งโดยสารมาด้วยได้รับบาดเจ็บ รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ในส่วนของคดีอาญา นายสุรินทร์ถูกฟ้องในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษนายสุรินทร์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2544 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1166/2541 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุที่รถทั้งสองคันชนกัน เกิดจากจำเลยประมาทมากกว่านายสุรินทร์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะนายสุรินทร์ขับแซงพ้นรถเครนและจะกลับเข้าช่องเดินรถของตนเอง รถของจำเลยซึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงและห้ามล้ออย่างแรงเสียหลักล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของนายสุรินทร์ แล้วเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของนายสุรินทร์ จำเลยเห็นรถของนายสุรินทร์โดยมีเวลาเพียงพอที่จะชะลอความเร็วหรือห้ามล้อรถให้ช้าลงเพื่อความปลอดภัย แต่จำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วสูง จำเลยจึงประมาทมากกว่านายสุรินทร์ นั้น ในเหตุที่รถทั้งสองคันชนกันนี้ โจทก์มีนายสุรินทร์เบิกความเป็นพยานว่า เหตุเกิดจากจำเลยขับรถลงจากเนินม่อนดินแดงด้วยความเร็วสูง ขณะนายสุรินทร์ขับแซงรถเครนขึ้นไปรถจำเลยยังไม่ลงเนินมา ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 300 ถึง 400 เมตร เมื่อนายสุรินทร์แซงรถเครนไปเกือบจะพ้นแล้วจึงเริ่มเห็นรถจำเลย หากจำเลยชะลอความเร็วของรถก็จะไม่เกิดเหตุขึ้น กับมีนายชัยชาญ ซึ่งนั่งมาในรถคันที่นายสุรินทร์ขับ เบิกความทำนองเดียวกัน นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทดำรงสิทธิ์ พนักงานสอบสวน เบิกความเกี่ยวกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการสอบปากคำพยานในคดีอาญา โดยพนักงานสอบสวนเบิกความด้วยว่า ตอนที่เกิดการเฉี่ยวชนกัน รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 8764 นครสวรรค์ ได้แซงพ้นรถเครนและอยู่ในช่องทางของตนเองแล้ว ในขณะที่จำเลยและนายมนตรี ซึ่งนั่งมาในรถคันที่จำเลยขับเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนถึงที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร เห็นรถบรรทุกหกล้อซึ่งบรรทุกน้ำอัดลมแซงรถเครนขึ้นมา ส่วนด้านซ้ายของรถจำเลยมีรถจักรยานยนต์ขับอยู่ด้านหน้าห่างประมาณ 20 เมตร และนายมนตรีเบิกความด้วยว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เห็นว่า ที่โจทก์อ้างในทำนองว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูง และมีระยะห่างจากจุดที่นายสุรินทร์ขับรถแซงรถเครนประมาณ 300 ถึง 400 เมตร แต่จำเลยไม่ชะลอความเร็วของรถนั้น หากพิจารณาจากที่นายสุรินทร์เบิกความว่า ก่อนจะขับรถแซงรถเครนขึ้นไปยังไม่เห็นรถจำเลยลงเนินมา แสดงว่า สภาพถนนที่เป็นเนินอยู่ข้างหน้าทำให้นายสุรินทร์ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าจะมีรถแล่นลงเนินสวนทางมาหรือไม่ นายสุรินทร์ขับรถตามรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การที่นายสุรินทร์จะขับแซงรถเครนขึ้นไปนั้น รถคันที่นายสุรินทร์ขับซึ่งบรรทุกน้ำอัดลมมาย่อมมีน้ำหนักมาก การเร่งทำความเร็วเพื่อแซงจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ทั้งในช่วงเวลานั้นฝนตกถนนลื่นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถยิ่งขึ้น นายสุรินทร์จึงต้องดูให้ดีก่อนว่าทางเดินรถข้างหน้าปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในช่วงระยะเวลาที่นายสุรินทร์จะแซงให้พ้นรถเครน นอกจากนี้บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางที่จะมุ่งไปขึ้นเนิน ดังนั้น นายสุรินทร์ยังไม่ควรที่จะแซงรถเครนขึ้นไป เพราะอาจจะมีรถลงเนินสวนทางมาก่อนที่นายสุรินทร์จะแซงรถเครนพ้น แต่นายสุรินทร์ก็ยังขับแซงขึ้นไป ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรของศาลแพ่งปรากฏว่า จุดเฉี่ยวชนของรถทั้งสองคันอยู่บริเวณกึ่งกลางถนน และพบรอยยางล้อหน้าข้างซ้ายของรถบรรทุกคันที่นายสุรินทร์ขับเป็นทางยาว 15 เมตร ในช่องเดินรถที่มุ่งหน้าไปเนินม่อนดินแดง ประกอบกับสภาพรถคันที่นายสุรินทร์ขับเสียหายบริเวณส่วนหน้าและมุมรถด้านซ้ายยุบเข้าไปมาก จึงเชื่อว่า ขณะนายสุรินทร์ขับแซงรถเครนขึ้นไปยังไม่พ้นนั้น รถคันที่จำเลยขับแล่นลงเนินมา เมื่อนายสุรินทร์เห็นรถจำเลย นายสุรินทร์ จะกลับเข้าช่องเดินรถของตนและห้ามล้ออย่างแรงจนทำให้เกิดรอยยางล้อบนถนน ซึ่งรถนายสุรินทร์ก็ยังไม่ทันได้กลับเข้าช่องทางเดินรถของตนได้ทั้งคัน โดยส่วนหนึ่งยังอยู่ในช่องรถสวน ขณะเดียวกันนั้นรถคันที่จำเลยขับก็แล่นสวนทางมาถึงในระยะใกล้ ตามที่นายมนตรีให้การไว้ในคดีอาญาของศาลแพ่งว่า รถอยู่ห่างกันประมาณ 30 เมตร จำเลยต้องห้ามล้อรถเพื่อชะลอความเร็ว เมื่อห้ามล้อเป็นครั้งที่สองรถได้เสียหลักท้ายปัดเข้าไปในช่องเดินรถของนายสุรินทร์และรถคันที่นายสุรินทร์ขับเข้ามาเฉี่ยวชนบริเวณด้านหน้าข้างขวาอย่างแรง ซึ่งจากรอยยางล้อในช่องเดินรถของนายสุรินทร์ก็มีจุดหักเปลี่ยนทิศทางเบนเข้าหาเส้นกึ่งกลางถนนก่อนที่รถทั้งสองคันจะชนกันบริเวณเส้นกึ่งกลางถนน การที่จำเลยต้องห้ามล้อรถก็เพราะรถนายสุรินทร์ยังแซงไม่พ้นรถเครนในขณะที่รถจำเลยจะแล่นไปถึงซึ่งเป็นระยะกระชั้นชิด และจำเลยก็ไม่สามารถหลบไปทางซ้ายได้ เพราะมีรถจักรยานยนต์ขับอยู่ด้านหน้า จำเลยจึงมิได้อยู่ในระยะห่างหรือมีเวลาเพียงพอที่จะค่อยๆ ชะลอความเร็วและควบคุมรถได้ ที่รถทั้งสองคันชนกันนั้นสาเหตุสำคัญมาจากนายสุรินทร์ขับรถแซงรถเครนไม่พ้น ถึงแม้ตามคำพิพากษาฎีกาคดีอาญากล่าวถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถได้ทันในขณะที่นายสุรินทร์ขับรถแล่นสวนทางเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่วินิจฉัยมานั้น ยังไม่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยประมาทมากกว่านายสุรินทร์คงรับฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนผิดโดยประมาทอยู่บ้าง ซึ่งเป็นความประมาทที่น้อยกว่าความประมาทของนายสุรินทร์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในข้อนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย สำหรับฎีกาของโจทก์ที่โต้เถียงว่าคำเบิกความของนายมนตรีไม่ชอบ เพราะนายมนตรีเข้าเบิกความหลังจากนั่งฟังจำเลยนั้น เห็นว่า แม้นายมนตรีเบิกความโดยได้ฟังคำพยานของจำเลยก่อนก็ตาม แต่ในการรับฟังข้อเท็จจริงว่านายสุรินทร์ประมาทมากกว่าจำเลยนั้น ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์ที่นายสุรินทร์ขับรถที่มีน้ำหนักบรรทุกมากแซงรถเครนในระยะกระชั้นชิด ขณะที่จำเลยขับรถแล่นสวนทางมา ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับสภาพความเสียหายของรถและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุสนับสนุนกัน คำเบิกความของนายมนตรีซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกัน ทั้งยังมีบันทึกคำให้การของนายมนตรีในคดีอาญาเป็นพยานหลักฐานประกอบ จึงเป็นที่เชื่อฟังได้ และไม่ทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงมีดุลพินิจที่จะไม่ฟังว่าคำเบิกความของนายมนตรีเป็นการผิดระเบียบ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1166/2541 ไว้นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานอ้างพยานสำนวนคดีอาญาดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก สำหรับค่าทนายความใช้แทนในชั้นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 7,000 บาท แทนจำเลยนั้น ไม่เกินอัตราขั้นสูงตามกฎหมายและเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะต้องแก้ไข ฎีกาของโจทก์ทุกข้อจึงฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองแบ่งส่วนความเสียหายให้จำเลยรับผิด 1 ใน 10 ส่วน โดยให้จำเลยชดใช้ค่าซ่อมแซมรถแก่โจทก์เป็นเงิน 25,000 บาท นั้น เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายในเหตุละเมิดที่ผู้เสียหายมีส่วนทำความผิดด้วยต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากนายสุรินทร์ลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด ผู้เอาประกันภัยประมาทมากกว่าจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีบริษัทเสริมสุข จำกัด ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งนายสุรินทร์กระทำไปในทางการที่จ้าง เมื่อนายสุรินทร์ประมาทมากกว่าจำเลย ฝ่ายที่ประมาทมากกว่าไม่มีสิทธิฟ้องให้ฝ่ายที่ประมาทน้อยกว่ารับผิดในค่าเสียหายของฝ่ายที่ประมาทมากกว่าได้ ดังนั้น บริษัทเสริมสุข จำกัด จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ แม้โจทก์ผู้รับประกันภัยเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถที่บริษัทเสริมสุข จำกัด เอาประกันภัยไว้ โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพระนครธนบุรีประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ คำมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายสมเกียรติ อุงจิตต์ตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4641/2558
#635367
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ม. เบิกความโดยได้ฟังคำพยานของจำเลยก่อนก็ตาม แต่ในการรับฟังข้อเท็จจริงว่า ส. ประมาทมากกว่าจำเลยนั้น ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์ที่ ส. ขับรถที่มีน้ำหนักบรรทุกมากแซงรถเครนในระยะกระชั้นชิด ขณะที่จำเลยขับรถแล่นสวนทางมา ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับสภาพความเสียหายของรถและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุสนับสนุนกัน คำเบิกความของ ม. ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกัน ทั้งยังมีบันทึกคำให้การของ ม. ในคดีอาญาเป็นพยานหลักฐานประกอบ จึงเป็นที่เชื่อฟังได้ และไม่ทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงมีดุลพินิจที่จะไม่ฟังว่าคำเบิกความของ ม. เป็นการผิดระเบียบ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 114 วรรคสอง

การกำหนดค่าเสียหายในเหตุละเมิดที่ผู้เสียหายมีส่วนทำความผิดด้วยต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่

เหตุที่รถชนกันเกิดจาก ส. ลูกจ้างของบริษัท บ. ผู้เอาประกันภัยประมาทมากกว่าจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีบริษัท บ. ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่ง ส. กระทำไปในทางการที่จ้าง เมื่อ ส. ประมาทมากกว่าจำเลย ฝ่ายที่ประมาทมากกว่าไม่มีสิทธิฟ้องให้ฝ่ายที่ประมาทน้อยกว่ารับผิดในค่าเสียหายของฝ่ายที่ประมาทมากกว่าได้ บริษัท บ. จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ แม้โจทก์ผู้รับประกันภัยเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถที่บริษัท บ. เอาประกันภัยไว้ โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 849/2538 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 268,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 4 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 7,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถบรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8764 นครสวรรค์ ไว้จากบริษัทเสริมสุข จำกัด มีระยะเวลาประกันภัยเริ่มแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 ตามตารางกรมธรรม์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 เวลาประมาณ 8.45 นาฬิกา นายสุรินทร์ ลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยบรรทุกน้ำอัดลมออกจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปตามถนนสายอุตรดิตถ์ - เขื่อนสิริกิติ์ มุ่งหน้าไปทางตำบลท่าเสา เพื่อไปส่งน้ำอัดลมที่จังหวัดแพร่ เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 1 กับหลักกิโลเมตรที่ 2 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีฝนตกปรอยๆ นายสุรินทร์ขับรถแซงรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่แล่นอยู่ด้านหน้า ขณะนั้นจำเลยขับรถบรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 5630 แพร่ แล่นสวนทางมาในช่องเดินรถมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองอุตรดิตถ์ รถทั้งสองคันชนกันเป็นเหตุให้จำเลย นางสมใจ และผู้ที่นั่งโดยสารมาด้วยได้รับบาดเจ็บ รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ในส่วนของคดีอาญา นายสุรินทร์ถูกฟ้องในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษนายสุรินทร์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2544 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1166/2541 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุที่รถทั้งสองคันชนกัน เกิดจากจำเลยประมาทมากกว่านายสุรินทร์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะนายสุรินทร์ขับแซงพ้นรถเครนและจะกลับเข้าช่องเดินรถของตนเอง รถของจำเลยซึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงและห้ามล้ออย่างแรงเสียหลักล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของนายสุรินทร์ แล้วเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของนายสุรินทร์ จำเลยเห็นรถของนายสุรินทร์โดยมีเวลาเพียงพอที่จะชะลอความเร็วหรือห้ามล้อรถให้ช้าลงเพื่อความปลอดภัย แต่จำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วสูง จำเลยจึงประมาทมากกว่านายสุรินทร์นั้น ในเหตุที่รถทั้งสองคันชนกันนี้ โจทก์มีนายสุรินทร์เบิกความเป็นพยานว่า เหตุเกิดจากจำเลยขับรถลงจากเนินม่อนดินแดงด้วยความเร็วสูง ขณะนายสุรินทร์ขับแซงรถเครนขึ้นไปรถจำเลยยังไม่ลงเนินมา ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 300 ถึง 400 เมตร เมื่อนายสุรินทร์แซงรถเครนไปเกือบจะพ้นแล้วจึงเริ่มเห็นรถจำเลย หากจำเลยชะลอความเร็วของรถก็จะไม่เกิดเหตุขึ้น กับมีนายชัยชาญซึ่งนั่งมาในรถคันที่นายสุรินทร์ขับ เบิกความทำนองเดียวกัน นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทดำรงสิทธิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความเกี่ยวกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการสอบปากคำพยานในคดีอาญา โดยพนักงานสอบสวนเบิกความด้วยว่า ตอนที่เกิดการเฉี่ยวชนกัน รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 8764 นครสวรรค์ ได้แซงพ้นรถเครนและอยู่ในช่องทางของตนเองแล้ว ในขณะที่จำเลยและนายมนตรี วิเศษ ซึ่งนั่งมาในรถคันที่จำเลยขับเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนถึงที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร เห็นรถบรรทุกหกล้อซึ่งบรรทุกน้ำอัดลมแซงรถเครนขึ้นมา ส่วนด้านซ้ายของรถจำเลยมีรถจักรยานยนต์ขับอยู่ด้านหน้าห่างประมาณ 20 เมตร และนายมนตรีเบิกความด้วยว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เห็นว่า ที่โจทก์อ้างในทำนองว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูง และมีระยะห่างจากจุดที่นายสุรินทร์ขับรถแซงรถเครนประมาณ 300 ถึง 400 เมตร แต่จำเลยไม่ชะลอความเร็วของรถนั้น หากพิจารณาจากที่นายสุรินทร์เบิกความว่า ก่อนจะขับรถแซงรถเครนขึ้นไปยังไม่เห็นรถจำเลยลงเนินมา แสดงว่า สภาพถนนที่เป็นเนินอยู่ข้างหน้าทำให้นายสุรินทร์ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าจะมีรถแล่นลงเนินสวนทางมาหรือไม่ นายสุรินทร์ขับรถตามรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การที่นายสุรินทร์จะขับแซงรถเครนขึ้นไปนั้น รถคันที่นายสุรินทร์ขับซึ่งบรรทุกน้ำอัดลมมาย่อมมีน้ำหนักมาก การเร่งทำความเร็วเพื่อแซงจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ทั้งในช่วงเวลานั้นฝนตกถนนลื่นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถยิ่งขึ้น นายสุรินทร์จึงต้องดูให้ดีก่อนว่าทางเดินรถข้างหน้าปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในช่วงระยะเวลาที่นายสุรินทร์จะแซงให้พ้นรถเครน นอกจากนี้บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางที่จะมุ่งไปขึ้นเนิน ดังนั้น นายสุรินทร์ยังไม่ควรที่จะแซงรถเครนขึ้นไป เพราะอาจจะมีรถลงเนินสวนทางมาก่อนที่นายสุรินทร์จะแซงรถเครนพ้น แต่นายสุรินทร์ก็ยังขับแซงขึ้นไป ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร ของศาลแพ่งปรากฏว่า จุดเฉี่ยวชนของรถทั้งสองคันอยู่บริเวณกึ่งกลางถนน และพบรอยยางล้อหน้าข้างซ้ายของรถบรรทุกคันที่นายสุรินทร์ขับเป็นทางยาว 15 เมตร ในช่องเดินรถที่มุ่งหน้าไปเนินม่อนดินแดง ประกอบกับสภาพรถคันที่นายสุรินทร์ขับเสียหายบริเวณส่วนหน้าและมุมรถด้านซ้ายยุบเข้าไปมาก จึงเชื่อว่า ขณะนายสุรินทร์ขับแซงรถเครนขึ้นไปยังไม่พ้นนั้น รถคันที่จำเลยขับแล่นลงเนินมา เมื่อนายสุรินทร์เห็นรถจำเลย นายสุรินทร์จะกลับเข้าช่องเดินรถของตนและห้ามล้ออย่างแรงจนทำให้เกิดรอยยางล้อบนถนน ซึ่งรถนายสุรินทร์ก็ยังไม่ทันได้กลับเข้าช่องทางเดินรถของตนได้ทั้งคัน โดยส่วนหนึ่งยังอยู่ในช่องรถสวน ขณะเดียวกันนั้นรถคันที่จำเลยขับก็แล่นสวนทางมาถึงในระยะใกล้ ตามที่นายมนตรีให้การไว้ในคดีอาญาตามบันทึกคำให้การ ของศาลแพ่งว่า รถอยู่ห่างกันประมาณ 30 เมตร จำเลยต้องห้ามล้อรถเพื่อชะลอความเร็ว เมื่อห้ามล้อเป็นครั้งที่สองรถได้เสียหลักท้ายปัดเข้าไปในช่องเดินรถของนายสุรินทร์และรถคันที่นายสุรินทร์ขับเข้ามาเฉี่ยวชนบริเวณด้านหน้าข้างขวาอย่างแรง ซึ่งจากรอยยางล้อในช่องเดินรถของนายสุรินทร์ก็มีจุดหักเปลี่ยนทิศทางเบนเข้าหาเส้นกึ่งกลางถนนก่อนที่รถทั้งสองคันจะชนกันบริเวณเส้นกึ่งกลางถนน การที่จำเลยต้องห้ามล้อรถก็เพราะรถนายสุรินทร์ยังแซงไม่พ้นรถเครนในขณะที่รถจำเลยจะแล่นไปถึงซึ่งเป็นระยะกระชั้นชิด และจำเลยก็ไม่สามารถหลบไปทางซ้ายได้ เพราะมีรถจักรยานยนต์ขับอยู่ด้านหน้า จำเลยจึงมิได้อยู่ในระยะห่างหรือมีเวลาเพียงพอที่จะค่อยๆ ชะลอความเร็วและควบคุมรถได้ ที่รถทั้งสองคันชนกันนั้นสาเหตุสำคัญมาจากนายสุรินทร์ขับรถแซงรถเครนไม่พ้น ถึงแม้ตามคำพิพากษาฎีกาคดีอาญากล่าวถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถได้ทันในขณะที่นายสุรินทร์ขับรถแล่นสวนทางเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่วินิจฉัยมานั้น ยังไม่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยประมาทมากกว่านายสุรินทร์คงรับฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนผิดโดยประมาทอยู่บ้าง ซึ่งเป็นความประมาทที่น้อยกว่าความประมาทของนายสุรินทร์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในข้อนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย สำหรับฎีกาของโจทก์ที่โต้เถียงว่าคำเบิกความของนายมนตรีไม่ชอบ เพราะนายมนตรีเข้าเบิกความหลังจากนั่งฟังจำเลยนั้น เห็นว่า แม้นายมนตรีเบิกความโดยได้ฟังคำพยานของจำเลยก่อนก็ตาม แต่ในการรับฟังข้อเท็จจริงว่านายสุรินทร์ประมาทมากกว่าจำเลยนั้น ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์ที่นายสุรินทร์ขับรถที่มีน้ำหนักบรรทุกมากแซงรถเครนในระยะกระชั้นชิด ขณะที่จำเลยขับรถแล่นสวนทางมา ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับสภาพความเสียหายของรถและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุสนับสนุนกัน คำเบิกความของนายมนตรีซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกัน ทั้งยังมีบันทึกคำให้การของนายมนตรีในคดีอาญาเป็นพยานหลักฐานประกอบ จึงเป็นที่เชื่อฟังได้ และไม่ทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงมีดุลพินิจที่จะไม่ฟังว่าคำเบิกความของนายมนตรีเป็นการผิดระเบียบ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1166/2541 ไว้นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานอ้างพยานสำนวนคดีอาญาดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีกสำหรับค่าทนายความใช้แทนในชั้นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 7,000 บาท แทนจำเลยนั้น ไม่เกินอัตราขั้นสูงตามกฎหมายและเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะต้องแก้ไข ฎีกาของโจทก์ทุกข้อจึงฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองแบ่งส่วนความเสียหายให้จำเลยรับผิด 1 ใน 10 ส่วน โดยให้จำเลยชดใช้ค่าซ่อมแซมรถแก่โจทก์เป็นเงิน 25,000 บาท นั้น เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายในเหตุละเมิดที่ผู้เสียหายมีส่วนทำความผิดด้วยต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากนายสุรินทร์ลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัดผู้เอาประกันภัยประมาทมากกว่าจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีบริษัทเสริมสุข จำกัด ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งนายสุรินทร์กระทำไปในทางการที่จ้าง เมื่อนายสุรินทร์ประมาทมากกว่าจำเลย ฝ่ายที่ประมาทมากกว่าไม่มีสิทธิฟ้องให้ฝ่ายที่ประมาทน้อยกว่ารับผิดในค่าเสียหายของฝ่ายที่ประมาทมากกว่าได้ ดังนั้น บริษัทเสริมสุข จำกัด จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ แม้โจทก์ผู้รับประกันภัยเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถที่บริษัทเสริมสุข จำกัดเอาประกันภัยไว้ โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 442
ป.วิ.พ. ม. 114 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพระนครธนบุรีประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ คำมา
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมพู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4633/2558
#604475
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) หากโจทก์หรือทนายโจทก์ไม่แก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ลงลายมือชื่อในคำฟ้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ย่อมเป็นการไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ และรับเงินส่วนที่เหลือ 1,260,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นพิเศษแก่โจทก์เป็นเงิน 1,400,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ยังมิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์หรือทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้อง ปรากฏว่าโจทก์และทนายโจทก์ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว ไม่ลงลายมือชื่อในคำฟ้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) หากโจทก์หรือทนายโจทก์ไม่แก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ลงลายมือชื่อในคำฟ้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ย่อมเป็นการไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

พิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้อง กับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นทั้งหมด ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ กับให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 67 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ สินธิพิณหรือสนธิพิณ
จำเลย — นายพีระพงศ์ วงโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุชาดา เมธาบุตร อดุลย์ธีรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4633/2558
#636271
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) หากโจทก์หรือทนายโจทก์ไม่แก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ลงลายมือชื่อในคำฟ้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ย่อมเป็นการไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ และรับเงินส่วนที่เหลือ 1,260,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นพิเศษแก่โจทก์เป็นเงิน 1,400,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ยังมิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์หรือทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้อง ปรากฏว่าโจทก์และทนายโจทก์ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว ไม่ลงลายมือชื่อในคำฟ้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) หากโจทก์หรือทนายโจทก์ไม่แก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ลงลายมือชื่อในคำฟ้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ย่อมเป็นการไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

พิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้อง กับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นทั้งหมด ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ กับให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 67 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ สินธิพิณหรือสนธิพิณ
จำเลย — นายพีระพงศ์ วงโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2558
#599061
เปิดฉบับเต็ม

การจัดการมรดกมีความเนิ่นช้ามากว่า 20 ปี ย่อมเกิดความเคลือบแคลงในหมู่ทายาทผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนคดีนี้ทายาทผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งไปร้องต่อศาลขอให้ถอนผู้ร้องทั้งสองจากการเป็นผู้จัดการมรดก แม้จะมีการถอนคำร้องดังกล่าวไป แต่ก็มีเงื่อนไขให้ผู้ร้องร่วมเข้าเป็นผู้จัดการมรดกด้วย แสดงถึงความไม่ไว้ใจในการจัดการมรดกที่ผ่านมาของผู้ร้องทั้งสอง ดังนั้น การแต่งตั้งผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นเข้าร่วมจัดการมรดกอาจช่วยให้การจัดการมรดกลุล่วงไปได้ด้วยดี เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมุ่งรักษาผลประโยชน์ของตน

ฎีกาที่ว่าผู้ร้องร่วมปกปิดทรัพย์มรดก เป็นการกระทำการไม่สุจริตนั้นก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ไปในทางเสียหาย เพราะผู้ร้องร่วมไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกในอันที่จะไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นของตน การถือโฉนดที่ดินไว้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดแก่ผู้ร้องร่วม ส่วนข้อที่ว่ามีผู้ไปขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินมรดกก็เป็นเรื่องของบุคคลภายนอกที่บุกรุกแล้วอ้างสิทธิโดยชอบของตนไม่ปรากฏว่าผู้ร้องร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อต่อสู้คดีกับบุคคลภายนอกเป็นเรื่องของส่วนรวม เพราะทุกคนต่างได้รับผลประโยชน์หากชนะคดี ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ร้องร่วมจะต้องรับผิดชอบเพียงผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายบุญปิ่น และนายบุญกิจ ผู้ร้องทั้งสองให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายหงวน ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องร่วมยื่นคำร้องขอลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 ว่า เดิมผู้ร้องร่วมมีชื่อว่า "จันทรา " เป็นบุตรคนหนึ่งของผู้ตายกับนางหง่ามจี่ เนื่องด้วยผู้ตายมีทรัพย์มรดกจำนวนมากทำให้จนบัดนี้เวลาล่วงเลยมากว่า 28 ปี การจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ผู้ร้องร่วมประสงค์เข้าร่วมเป็นผู้จัดการมรดกกับผู้ร้องทั้งสองเพื่อช่วยดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายให้เสร็จสิ้นโดยเร็วต่อไป โดยผู้ร้องร่วมได้รับความยินยอมจากทายาทของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องร่วมไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลเสมือนไร้ความสามารถและไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันกับผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องร่วม

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 19 มกราคม 2555 ว่า เห็นชอบด้วยกับคำร้องขอของผู้ร้องร่วม ขอให้อนุญาตให้ผู้ร้องร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องที่ 1 และที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่างยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องร่วม

ศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวนจึงให้งดไต่สวนและวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 ไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องร่วมเข้าเป็นผู้จัดการมรดกร่วมและยื่นคำคัดค้าน กรณีจึงไม่มีเหตุให้เข้าเป็นผู้จัดการมรดกร่วม ยกคำร้องขอของผู้ร้องร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ตั้งนางสาวนารีรัตน์ ผู้ร้องร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนายหงวน ผู้ตาย ร่วมกับนายบุญปิ่น ผู้ร้องที่ 1 และนายบุญกิจ ผู้ร้องที่ 2 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องร่วมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของนายหงวน เจ้ามรดก จึงเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งต่างไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่แต่งตั้งให้ผู้ร้องร่วมเข้าเป็นผู้จัดการมรดกด้วยคนหนึ่ง เห็นว่า การจัดการมรดกรายนี้ มีความเนิ่นช้ามากว่า 20 ปีแล้ว ย่อมเกิดความเคลือบแคลงในหมู่ทายาทผู้มีส่วนได้เสีย ดังได้ความอย่างชัดแจ้งว่าก่อนคดีนี้ได้มีนายบุญชัย ซึ่งเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งไปร้องต่อศาลขอให้ถอดถอนผู้ร้องทั้งสองจากการเป็นผู้จัดการมรดกมาแล้ว แม้ต่อมานายบุญชัยจะได้ถอนคำร้องดังกล่าวไป แต่ก็มีเงื่อนไขให้ผู้ร้องร่วมเข้าเป็นผู้จัดการมรดกด้วย อันแสดงถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในการจัดการมรดกที่ผ่านมาของผู้ร้องทั้งสอง ดังนี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ปัญหาเดิมๆ ก็ยังคงอยู่ และอาจเกิดปัญหาใหม่จากความขัดแย้งเพิ่มขึ้นตามมา การแต่งตั้งผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นเข้าร่วมจัดการมรดก อาจช่วยให้การจัดการมรดกรายนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เนื่องด้วยต่างฝ่ายต่างมุ่งรักษาผลประโยชน์ของตน ข้อที่ว่าผู้ร้องร่วมกระทำการปกปิดทรัพย์มรดกโดยยึดถือโฉนดที่ดินมรดกไว้ 2 แปลง เป็นการกระทำการไม่สุจริตนั้น ไม่ปรากฏพฤติการณ์ไปในทางเสียหาย เพราะผู้ร้องร่วมไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกในอันที่จะไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นของตนได้ การถือโฉนดที่ดินไว้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ แก่ตน ทั้งได้ความว่าต่อมาผู้ร้องร่วมก็ได้มอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกไปแล้ว ส่วนข้อที่ว่ามีผู้ไปร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินมรดก เป็นเรื่องของบุคคลภายนอกที่บุกรุกเข้าไปแล้วอ้างสิทธิโดยชอบของตน ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องยินยอมด้วย การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อต่อสู้คดีกับบุคคลภายนอก เป็นเรื่องของส่วนรวม เพราะทุกคนต่างได้รับผลประโยชน์หากชนะคดี มิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องร่วมจะต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ข้ออ้างของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสอง ยังไม่มีเหตุผลและน้ำหนักอันน่ารับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ตั้งผู้ร้องร่วมเข้าเป็นผู้จัดการมรดกด้วยอีกคนหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายบุญปิ่น ว่องไวกิจไพศาล กับพวก
ผู้ร้องร่วม — นางสาวนารีรัตน์ ว่องไวกิจไพศาล
ผู้คัดค้าน — นางหง่ามจี่ แซ่ม้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสืบสาย บริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4626/2558
#584541
เปิดฉบับเต็ม

กรณีห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารหรือนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร หมายถึงกรณีที่จำต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเพื่อพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิที่ใช้เป็นหลักในการฟ้องคดี แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องอ้างสิทธิความเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกนาย ก. โดยจำเลยจดทะเบียนนิติกรรมในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าใช้สิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกส่วนของตนซึ่งจำเลยถือครองไว้แทนคืนได้ กรณีมิใช่การใช้สิทธิฟ้องคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และส่วนข้ออ้างว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบบันทึกการสอบสวนการโอนมรดกเป็นเอกสารมหาชนนั้น แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นเอกสารมหาชนซึ่งตามมาตรา 127 แห่ง ป.วิ.พ. ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะต้องรับฟังตามนั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้านำพยานเข้าสืบหักล้างถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยมานั้นไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 94

ปัญหาว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ จะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินมรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันไว้แทนโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าฟ้องโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งห้าคนละหนึ่งส่วน คิดเป็นเงินรวม 319,000 บาท แม้โจทก์ทั้งห้าจะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาส่วนนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้า ในสัดส่วนห้าในหกส่วน คำนวณเป็นเนื้อที่คนละ 1 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2952 ตำบลสากเหล็ก กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละหนึ่งในหกส่วน โดยให้โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงแบ่งที่ดินเป็นสัดส่วนกันเองก่อนแล้วจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินกันตามนั้น หากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันตามส่วนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นบุตรของนางบุญลือ ซึ่งเป็นบุตรของนายกลม กับนางเอม นางบุญลือถึงแก่ความตายไปแล้วก่อนนายกลม หลังจากนายกลมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายกลึงบุตรของนายกลมซึ่งเกิดจากนางบุญยัง เป็นผู้จัดการมรดกของนายกลม นายกลมมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 81 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร นายกลึงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลมจดทะเบียนแบ่งที่ดินมรดกให้แก่จำเลย นายกลึง นางเกลี้ยง พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายกลึง (บุตรของนายกลมเกิดจากนางบุญยัง) และนายท้วม พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนางบุญลือ (บุตรของนายกลมเกิดจากนางเอม) หลังจากนั้นที่ดินมรดกได้เปลี่ยนเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 822 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร และผู้รับมรดกทั้งสี่คนตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมรดกเป็นส่วนเท่าๆ กัน โดยที่ดินมรดกส่วนของจำเลยเมื่อแบ่งออกมาแล้วเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ต่อมาจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2952 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังพยานหลักฐานขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินส่วนที่จำเลยรับไปนี้คือที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทั้งห้าและจำเลยต่างมีสิทธิได้รับเท่าๆ กัน คนละหนึ่งในหกส่วน เพราะเป็นทรัพย์มรดกส่วนของนางบุญลือ ซึ่งใส่ชื่อจำเลยถือไว้ในฐานะที่เป็นพี่ชายคนโต และจำเลยยังไม่ได้แบ่งปันให้โจทก์ทั้งห้าตามสัดส่วน เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีและคำพยานบุคคลคือนายกลึงเป็นหลักในการพิจารณา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 บังคับแก่กรณีห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารหรือนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น ซึ่งหมายถึงกรณีที่จำต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเพื่อพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิที่ใช้เป็นหลักในการฟ้องคดี แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องอ้างสิทธิความเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายกลม โดยจำเลยจดทะเบียนนิติกรรมในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินมรดกไว้แทนโจทก์ทั้งห้า ทำให้โจทก์ทั้งห้าใช้สิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกส่วนของตนซึ่งจำเลยถือครองไว้แทนคืนได้ กรณีมิใช่ใช้สิทธิฟ้องคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และโจทก์ทั้งห้าได้นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารไว้แล้ว การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในสำนวนชอบต่อการรับฟังพยานหลักฐานแล้ว ส่วนข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบบันทึกการสอบสวนการโอนมรดกเป็นเอกสารมหาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังคำเบิกความของนายกลึงมาวินิจฉัยซึ่งขัดกับข้อความในพยานเอกสารดังกล่าว โดยโต้แย้งว่าขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นเอกสารมหาชนซึ่งมาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะต้องรับฟังตามนั้น โจทก์ทั้งห้านำพยานเข้าสืบหักล้างได้ว่าความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยมานั้นไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมานาน 30 ปี ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและเปิดเผย โจทก์ทั้งห้าไม่เคยฟ้องเรียกที่ดินคืน คดีขาดอายุความนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินมรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันไว้แทนโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าฟ้องโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งห้าคนละหนึ่งส่วน คิดเป็นเงินรวม 319,000 บาท แม้โจทก์ทั้งห้าฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาส่วนนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 127 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำพรวน สวนปาน กับพวก
จำเลย — นายพัว เอี่ยมสำอางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายเบญจพล ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
พิชัย นิลทองคำ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4626/2558
#630193
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 94 บังคับแก่กรณีห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารหรือนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น หมายถึงกรณีที่จำต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเพื่อพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิที่ใช้เป็นหลักในการฟ้องคดี แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องอ้างสิทธิความเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ก. โดยจำเลยจดทะเบียนนิติกรรมในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินมรดกไว้แทนโจทก์ทั้งห้า จึงใช้สิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกส่วนของตนคืน กรณีมิใช่ใช้สิทธิฟ้องคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การวินิจฉัยโดยรับฟังพยานบุคคลเป็นหลักในการพิจารณา ชอบต่อการรับฟังพยานหลักฐานแล้ว

แม้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบบันทึกการสอบสวนการโอนมรดกจะเป็นเอกสารมหาชนซึ่งมาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะต้องรับฟังตามนั้น โจทก์ทั้งห้านำพยานเข้าสืบหักล้างได้ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 94

ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมานาน 30 ปี ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและเปิดเผย โจทก์ทั้งห้าไม่เคยฟ้องเรียกที่ดินคืน คดีขาดอายุความนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินมรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันไว้แทนโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าฟ้องโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งห้าคนละหนึ่งส่วน คิดเป็นเงินรวม 319,000 บาท แม้โจทก์ทั้งห้าฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้า ในสัดส่วนห้าในหกส่วน คำนวณเป็นเนื้อที่คนละ 1 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2952 ตำบลสากเหล็ก กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละหนึ่งในหกส่วน โดยให้โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยตกลงแบ่งที่ดินเป็นสัดส่วนกันเองก่อนแล้วจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินกันตามนั้น หากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันตามส่วนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นบุตรของนางบุญลือ ซึ่งเป็นบุตรของนายกลม กับนางเอม นางบุญลือถึงแก่ความตายไปแล้วก่อนนายกลม หลังจากนายกลมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายกลึงบุตรของนายกลมซึ่งเกิดจากนางบุญยัง ผู้จัดการมรดกของนายกลม นายกลมมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 81 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร นายกลึงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลมจดทะเบียนแบ่งที่ดินมรดกให้แก่จำเลย นายกลึง นางเกลี้ยง พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายกลึง (บุตรของนายกลมเกิดจากนางบุญยัง) และนายท้วม พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนางบุญลือ (บุตรของนายกลมเกิดจากนางเอม) หลังจากนั้นที่ดินมรดกได้เปลี่ยนเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 822 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร และผู้รับมรดกทั้งสี่คนตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมรดกเป็นส่วนเท่า ๆ กัน โดยที่ดินมรดกส่วนของจำเลยเมื่อแบ่งออกมาแล้วเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ต่อมาจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2952 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังพยานหลักฐานขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีและคำพยานบุคคลคือนายกลึงเป็นหลักในการพิจารณา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 บังคับแก่กรณีห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารหรือนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น ซึ่งหมายถึงกรณีที่จำต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเพื่อพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิที่ใช้เป็นหลักในการฟ้องคดี แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องอ้างสิทธิความเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายกลม โดยจำเลยจดทะเบียนนิติกรรมในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินมรดกไว้แทนโจทก์ทั้งห้า ทำให้โจทก์ทั้งห้าใช้สิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกส่วนของตนซึ่งจำเลยถือครองไว้แทนคืนได้ กรณีมิใช่ใช้สิทธิฟ้องคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และโจทก์ทั้งห้าได้นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารไว้แล้ว การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในสำนวนชอบต่อการรับฟังพยานหลักฐานแล้ว ส่วนข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบบันทึกการสอบสวนการโอนมรดก เป็นเอกสารมหาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังคำเบิกความของนายกลึงมาวินิจฉัยซึ่งขัดกับข้อความในพยานเอกสารดังกล่าว โดยโต้แย้งว่าขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นเอกสารมหาชนซึ่งมาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แต่ก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะต้องรับฟังตามนั้น โจทก์ทั้งห้านำพยานเข้าสืบหักล้างได้ว่าความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยมานั้นไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมานาน 30 ปีด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและเปิดเผย โจทก์ทั้งห้าไม่เคยฟ้องเรียกที่ดินคืน คดีขาดอายุความนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินมรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันไว้แทนโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าฟ้องโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งห้าคนละหนึ่งส่วน คิดเป็นเงินรวม 319,000 บาท แม้โจทก์ทั้งห้าฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาส่วนนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 127 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำพรวน สวนปาน กับพวก
จำเลย — นายพัว เอี่ยมสำอางค์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย นิลทองคำ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2558
#587386
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 150 (เดิม) ประกอบมาตรา 246 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ต้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางตามที่ศาลกำหนด หากไม่นำมาวาง อุทธรณ์ย่อมไม่ชอบ คดีนี้ศาลชั้นต้นให้เวลาจำเลยที่ 1 นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งมาวางศาลให้ครบถ้วน โดยจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินหลายครั้งเป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบธุรกิจที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงดังเช่นทำสัญญากับโจทก์คดีนี้ในวงเงินถึง 160,000,000 บาท ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งมาวางศาลให้ครบถ้วน โดยอ้างเหตุขอเลื่อนการนำเงินมาวางหลายครั้งและเป็นเวลานานดังกล่าว ทำให้คดีต้องเนิ่นช้าออกไปและทำให้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งเฉพาะส่วนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไว้ เป็นการไม่ชอบ เมื่ออุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบ ถึงแม้ต่อมาในชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งนี้มาครบถ้วน ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 172,870,319.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 156,933,333.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 43,366,986.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 384,400,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 156,933,333.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าโฆษณาแต่ละงวดของงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ถึงธันวาคม 2547 งวดละ 13,333,333.33 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2547 วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 วันที่ 30 มิถุนายน 2547 วันที่ 1 สิงหาคม 2547 วันที่ 30 สิงหาคม 2547 วันที่ 1 ตุลาคม 2547 วันที่ 30 ตุลาคม 2547 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 1 มกราคม 2548 วันที่ 29 มกราคม 2548 และวันที่ 2 มีนาคม 2548 ตามลำดับ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 43,336,986.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้โจทก์และร่วมรับผิดค่าทนายความ 10,000 บาท และยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 กับค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเหมาเวลาโฆษณาในรายการข่าวของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานของโจทก์ เป็นช่วงเวลาตลอดปี 2547 ในราคา 160,000,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 11,200,000 บาท รวมเป็นเงิน 171,200,000 บาท ตกลงชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 14,266,666.66 บาท งวดแรกชำระภายใน วันที่ 1 เมษายน 2547 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 40,000,000 บาท หลังจากทำสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ดำเนินการโฆษณาให้แก่จำเลยที่ 1 หมดครบทุกรายการที่จำเลยที่ 1 แจ้ง แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่างวดให้โจทก์เพียงงวดแรก งวดเดียว งวดที่เหลือจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ชำระ โดยอ้างว่าในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ซื้อเหมาเวลาโฆษณาในรายการข่าว โจทก์ดำเนินการให้มีการโฆษณาแฝง ทั้งในรูปแบบของการโฆษณาในช่วงเวลาโดยตรง การโฆษณาในช่วงรอยต่อของเวลาระหว่างรายการข่าวกับรายการอื่นและการใช้ตัววิ่งในช่วงเวลาของรายการข่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เมื่อถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยที่ 1 จึงให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย ทั้งในส่วนที่จำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ขายโฆษณาไม่ได้หรือได้ในราคาต่ำกว่าที่ควรและทั้งในส่วนที่โจทก์ให้ข่าวว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 เสียชื่อเสียง ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 417,474,416.60 บาท เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามฟ้องและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นทั้งในส่วนที่โจทก์ฟ้องและในส่วนที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง โดยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 แต่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลครบถ้วนคือ จำนวน 200,000 บาท เฉพาะตามฟ้องเดิม ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนนี้ จำเลยที่ 1 ชำระให้บ้างเป็นบางส่วน แต่ไม่ครบถ้วน และขอผัดผ่อนการชำระค่าขึ้นศาลตลอดมาหลายครั้งหลายหน ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งในส่วนฟ้องเดิมและในส่วนฟ้องแย้ง โดยในส่วนของฟ้องแย้งให้รับเป็นอุทธรณ์เฉพาะส่วนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 วางเงินค่าขึ้นศาลไว้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนที่เป็นฟ้องแย้งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่เสียค่าขึ้นศาลไม่ครบไม่ชอบด้วยกฎหมายและพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ใช้เวลาขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของชั้นฟ้องแย้งนี้นานถึง 2 ปี 5 เดือน เป็นการประวิงคดีให้ล่าช้า จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในส่วนของฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีนี้โดยเสียค่าขึ้นศาลทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและในส่วนของฟ้องแย้งในอัตราสูงสุดคือ ส่วนละ 200,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและในส่วนของฟ้องแย้ง

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ในส่วนฟ้องแย้ง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 (เดิม) ประกอบมาตรา 246 คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางตามที่ศาลกำหนด หากไม่นำมาวาง อุทธรณ์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับในคดีนี้ศาลชั้นต้นให้เวลาจำเลยที่ 1 ที่จะนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งมาวางศาลให้ครบถ้วน โดยจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินไปหลายครั้งเป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ จำเลยที่ 1 ประกอบการทำธุรกิจที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูง ดังเช่น ทำสัญญากับโจทก์ในคดีนี้ในวงเงินถึง 160,000,000 บาท เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งมาวางศาลให้ครบถ้วน โดยอ้างเหตุขอเลื่อนการนำเงินมาชำระหลายครั้ง และเป็นเวลานานดังกล่าว ทำให้คดีต้องเนิ่นช้าออกไปและทำให้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะประวิงคดี จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผลร้ายจากการกระทำของตน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ส่วนของฟ้องแย้งเฉพาะส่วนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไว้เป็นการไม่ชอบและการที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ไม่ควรมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนอีก โดยให้ถือว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่ออุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบ ถึงแม้ต่อมาในชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 จะชำระค่าขึ้นศาลในส่วนของฟ้องแย้งนี้มาครบถ้วน ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนของฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับมา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องเดิมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 (เดิม) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — บริษัทเดอะมีเดีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายองอาจ งามมีศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4604/2558
#584788
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาคืนในคดียักยอกทรัพย์นั้น หมายรวมทั้งคดีเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 147 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 161, 264, 265, 266, 268 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 87,438 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 161, 266(4) และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสาร และฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอก จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 45 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 30 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารและฐานปลอมตั๋วเงินเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกและฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอีก 2 กระทง เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,500 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สิน หรือราคาคืนในคดียักยอกทรัพย์นั้นหมายรวมทั้งคดีเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 63,580 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
ป.อ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายบุญธรรม พุทธสอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชกูล โตอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4577/2558
#579860
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เดินออกจากร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุกลับถึงห้องพัก ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 2 ถึง 3 กิโลเมตร แล้วจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้พูดเกลี้ยกล่อมจำเลยที่ 1 ไม่ให้กลับไปอีก ทั้งได้ความว่าจำเลยทั้งสี่ออกไปจากร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุได้ประมาณ 30 นาที ก็กลับมาอีก เมื่อหักเวลาเดินทางไปและกลับระหว่างร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุกับห้องพักของจำเลยทั้งสี่เชื่อว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้เวลาพูดเกลี้ยกล่อมไม่ให้จำเลยที่ 1 กลับไปที่ร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุนานประมาณ 20 นาที ซึ่งจำเลยที่ 1 น่าจะสามารถระงับสติอารมณ์ทำให้โทสะหมดสิ้นไปแล้วและกลับมามีสติสัมปชัญญะดีเหมือนเดิม การที่จำเลยที่ 1 กลับไปที่ร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุแล้วทำร้ายผู้ตายจึงหาใช่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำเลยที่ 1 ยังมีโทสะอยู่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ากระทำโดยบันดาลโทสะไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ตระเตรียมอาวุธมีดของกลางกลับไปที่ร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุ ไล่ตามผู้ตายที่วิ่งหนีไปเป็นระยะทางถึง 50 เมตร และใช้อาวุธมีดของกลางที่เตรียมมาฟันแทงผู้ตายอย่างแรงหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 90 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 90 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก, 86 ประกอบมาตรา 87 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 1 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 60 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต คำให้การของจำเลยที่ 1 ชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 60 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 ถูกผู้ตายทำร้ายจึงวิ่งออกจากร้านกลับไปที่ห้องพักใช้เวลาเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ขณะที่จำเลยที่ 1 มีอารมณ์โกรธใช้เวลานานเพียงไม่กี่นาทีย่อมไม่มีโอกาสคิดทบทวนว่าสมควรจะฆ่าผู้ตายหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โกรธผู้ตาย จึงหยิบอาวุธมีดจากห้องพักเพื่อกลับมาทำร้ายผู้ตาย เมื่อไปถึงจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดเดินเข้าไปภายในร้าน ผู้ตายวิ่งออกจากร้านไป จำเลยที่ 1 วิ่งไล่ตามผู้ตายแล้วใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย และโจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นมาแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีโอกาสคิดใคร่ครวญตระเตรียมการวางแผนก่อเหตุฆ่าผู้ตาย พยานหลักฐานโจทก์ย่อมฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ประกอบกับเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายจำเลยที่ 1 ก่อน โดยขณะที่จำเลยที่ 1 กลับไปที่ร้านเกิดเหตุแล้วใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายในเวลาต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำเลยที่ 1 ยังมีโทสะอยู่ อันเป็นการกระทำเนื่องจากถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เห็นว่า ร้านคาราโอเกะในนาอยู่ห่างจากห้องพักของจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้รถจักรยานยนต์สองคันเป็นพาหนะออกจากร้านคาราโอเกะในนากลับไปห้องพักและจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เดินทางจากห้องพักกลับไปร้านคาราโอเกะรวมเวลาเดินทางไปกลับไม่น่าจะเกิน 10 นาที จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 กลับไปถึงห้องพักก็เข้าไปหยิบมีดของกลางและจะกลับไปหาผู้ตายที่ร้านคาราโอเกะในนา จำเลยที่ 2 และที่ 4 พยายามห้ามไว้แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมฟัง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องกลับไปที่ร้านคาราโอเกะในนา กับจำเลยที่ 1 อีก ซึ่งก็สอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ว่า จำเลยที่ 1 จะกลับไปร้านคาราโอเกะในนาคนเดียว แต่จำเลยอื่นไม่ยอม จึงเชื่อได้ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 กลับไปถึงห้องพัก จำเลยอื่นได้พูดเกลี้ยกล่อมจำเลยที่ 1 ไม่ให้กลับไปอีก นางสาวจรรยา พนักงานเสิร์ฟประจำร้านคาราโอเกะในนาให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การของพยาน ว่า จำเลยทั้งสี่ออกไปจากร้านเวลาประมาณ 0.30 นาฬิกา และกลับมาอีกครั้งเมื่อเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ตามคำให้การของนางสาวจรรยาแสดงว่าจำเลยทั้งสี่ออกไปได้ประมาณ 30 นาที ก็กลับมาอีก เมื่อหักเวลาเดินทางไปและกลับระหว่างร้านคาราโอเกะในนากับที่พักของจำเลยทั้งสี่เชื่อว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้เวลาพูดเกลี้ยกล่อมไม่ให้จำเลยที่ 1 กลับไปที่ร้านคาราโอเกะในนาประมาณ 20 นาที ซึ่งจำเลยที่ 1 น่าจะสามารถระงับสติอารมณ์ทำให้โทสะหมดสิ้นไปแล้วและกลับมามีสติสัมปชัญญะดีเหมือนเดิม การที่จำเลยที่ 1 กลับไปที่ร้านคาราโอเกะในนาแล้วทำร้ายผู้ตายจึงหาใช่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำเลยที่ 1 ยังมีโทสะอยู่ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ากระทำโดยบันดาลโทสะไม่ได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ตระเตรียมอาวุธมีดของกลางกลับไปที่ร้านคาราโอเกะในนาเมื่อผู้ตายเห็นจำเลยที่ 1 จึงวิ่งหนี จำเลยที่ 1 ไล่ตามไปเป็นระยะทางถึง 50 เมตร และใช้อาวุธมีดของกลางที่เตรียมมาฟันแทงผู้ตายอย่างแรงหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุโดยใช้ท่อเหล็กแป๊บตีทำร้ายจำเลยที่ 1 ก่อน ประกอบกับคำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้หนึ่งในสามยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี และเมื่อลดโทษฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 45 บาท รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 45 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย
จำเลย — นายธีรพลหรือโจ้ ทับแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายภาณุพงศ์ พุทธบูชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาทิตย์ สวาวสุ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2558
#585987
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญารับดำเนินการข้อ 2.1 และ 2.2 มีใจความโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 จะเร่งรัดดำเนินการเก็บเงินที่ลูกหนี้ของโจทก์ค้างชำระโดยใช้ใบเสร็จรับเงินของโจทก์เป็นหลักฐานในการรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทุกสัปดาห์ หากจำเลยที่ 1 ยึดหน่วงเงินไว้ไม่ส่งมอบภายในเวลาที่กำหนดให้ถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริต นอกจากนี้ตามสัญญาข้อ 2.3 ยังระบุว่า หากจำเลยที่ 1 สามารถติดตามเร่งรัดหนี้สินและส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 2,841,051 บาท โจทก์จะโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ของโจทก์ 1,529,796 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทนไม่มีข้อความในสัญญาตอนใดกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ในกรณีไม่สามารถเก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ได้ แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่ามุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เร่งรัดติดตามหนี้สินให้แก่โจทก์เพียงอย่างเดียวรวมทั้งมีหน้าที่ส่งมอบเงินที่เรียกเก็บให้แก่โจทก์ทุกสัปดาห์ มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 มอบเงินที่เก็บได้ให้แก่โจทก์แล้ว แต่ยังไม่สามารถเก็บเงินได้อีก 1,099,529.55 บาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่งผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,099,529.55 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,099,529.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจการจำหน่ายและให้เช่าซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ 1 เคยทำงานเป็นพนักงานของโจทก์ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมาจนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้นต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากับโจทก์ มีใจความโดยย่อว่า จำเลยที่ 1 จะทำหน้าที่ติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้สินที่ลูกค้าของโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 697 ราย รวมเป็นเงิน 4,370,847 บาท โดยตกลงแบ่งผลประโยชน์กันว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากหนี้สินทั้ง 697 ราย เป็นเงิน 2,841,051 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,529,796 บาท ให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2550 หากจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ส่งเงินให้แก่โจทก์ตรงตามกำหนดเวลา จำเลยที่ 1 ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 1,741,521.45 บาท ยังขาดอยู่อีก 1,099,529.55 บาท โจทก์จึงต้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,099,529.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระเงิน 1,099,529.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในยอดเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญารับดำเนินการลงวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ข้อ 2.1 และ 2.2 มีใจความโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 จะเร่งรัดดำเนินการเก็บเงินที่ลูกหนี้ของโจทก์ค้างชำระ โดยใช้ใบเสร็จรับเงินของโจทก์เป็นหลักฐานในการรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทุกสัปดาห์ หากจำเลยที่ 1 ยึดหน่วงเงินไว้ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตต่อโจทก์ นอกจากนี้ตามสัญญาข้อ 2.3 ยังระบุว่า หากจำเลยที่ 1 สามารถติดตามเร่งรัดหนี้สินและส่งมอบเงินให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,841,051 บาท โจทก์จะโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ของโจทก์ 1,529,796 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน แต่ไม่มีข้อความในสัญญาตอนใดที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ได้ แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่ามุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เร่งรัดติดตามหนี้สินให้แก่โจทก์แต่เพียงอย่างเดียว รวมทั้งมีหน้าที่ส่งมอบเงินที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ให้แก่โจทก์ทุกสัปดาห์ มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่มิได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ได้เป็นจำนวนเงิน 1,741,521.45 บาท แต่ยังไม่สามารถเก็บเงินได้อีก 1,099,529.55 บาท ทั้งจำเลยที่ 1 ได้มอบเงินจำนวน 1,741,521.45 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้เงิน 1,099,529.55 บาท ให้แก่โจทก์ส่งผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,099,529.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องให้แก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสัมพันธ์ รองเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรสิทธิ์ บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉาปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4564/2558
#631354
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิจารณาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 13,500 บาท รวม 4 กระทง คงปรับ 54,000 บาท โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้ เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมนึก ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 13,500 บาท รวม 4 กระทง คงปรับ 54,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 2,700 บาท รวม 4 กระทง คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 10,800 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 13,500 บาท รวม 4 กระทง คงปรับ 54,000 บาท โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้ เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ โดยมีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
โจทก์ร่วม — นายสมนึก ศรีสันเทียะ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พรพรหม เทรดดิ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4560/2558
#631048
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในเบื้องต้นโจทก์ร่วมที่ 1 ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แต่หลังจากนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนพร้อมกับร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงรถคันดังกล่าว ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน ซึ่งในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 123 วรรคสาม บัญญัติว่า คำร้องทุกข์จะทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ ถ้าเป็นหนังสือต้องมีวันเดือนปีและลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ ถ้าร้องด้วยปาก ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ ลงวันเดือนปีและลงลายมือชื่อผู้บันทึกกับผู้ร้องทุกข์ในบันทึกนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ระบุว่า วันที่ 16 ตุลาคม 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขาสมิงพร้อมกับร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงรถ โดยในคำให้การดังกล่าวปรากฏชื่อและที่อยู่ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ร้องทุกข์ ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่างๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ความเสียหายที่ได้รับและชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำผิดเท่าที่จะบอกได้ เข้าลักษณะเป็นคำร้องทุกข์ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) ประกอบมาตรา 123 แล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 และมาตรา 120 ตามลำดับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 570,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจรรยาดี และนายจรูญ ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและเรียกผู้เสียหายทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 320,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 76,000 บาท กับอีกเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง กับค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ 50,000 บาท

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 280,000 บาท และชำระเงิน 92,000 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นภริยาของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกันซื้อรถกระบะหมายเลขทะเบียน บพ 2757 ระยอง มาในราคา 570,000 บาท แต่ใส่ชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตามรายการจดทะเบียน โดยโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ครอบครองใช้รถคันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปให้จำเลยนำไปจำนำ และวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 ได้มอบหนังสือรายการจดทะเบียนรถกับเอกสารเกี่ยวกับการโอนรถให้แก่จำเลย ครั้นวันที่ 8 สิงหาคม 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 ประสงค์จะไถ่รถคืนจึงไปติดต่อจำเลย แต่จำเลยอ้างว่าไม่สามารถติดต่อผู้รับจำนำได้เพราะผู้รับจำนำถูกจำคุก วันที่ 6 กันยายน 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขาสมิงมีใจความว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มอบรถยนต์ให้จำเลยนำไปจำนำไว้แก่ผู้อื่นได้เงินมา 70,000 บาท เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ประสงค์จะไถ่รถคืน จำเลยอ้างว่าไม่สามารถติดต่อผู้รับจำนำได้และบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับผิดชอบ โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ทราบว่าผู้รับจำนำเป็นผู้ใดและอยู่ที่ไหน จึงมาแจ้งความเป็นหลักฐาน ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ครั้นวันที่ 19 กันยายน 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 ออกติดตามพบรถคันดังกล่าวจอดอยู่ที่เต็นท์รถขอนแก่นยานยนต์ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามเจ้าของเต็นท์รถดังกล่าวทราบว่าซื้อรถคันดังกล่าวมาจากบุคคลอื่นในราคา 260,000 บาท วันที่ 16 ตุลาคม 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไปให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขาสมิง พร้อมกับร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงรถคันดังกล่าว ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า คดีนี้มีการร้องทุกข์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในเบื้องต้นโจทก์ร่วมที่ 1 ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แต่หลังจากนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนพร้อมกับร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงรถคันดังกล่าว ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน ซึ่งในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 วรรคสาม บัญญัติว่า คำร้องทุกข์จะทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ ถ้าเป็นหนังสือต้องมีวันเดือนปีและลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ ถ้าร้องด้วยปาก ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ ลงวันเดือนปีและลงลายมือชื่อผู้บันทึกกับผู้ร้องทุกข์ในบันทึกนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ระบุว่า วันที่ 16 ตุลาคม 2554 โจทก์ร่วมที่ 1 ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขาสมิงพร้อมกับร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงรถคันดังกล่าว โดยในคำให้การดังกล่าวปรากฏชื่อและที่อยู่ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ร้องทุกข์ ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ความเสียหายที่ได้รับและชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำผิดเท่าที่จะบอกได้ เข้าลักษณะเป็นคำร้องทุกข์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ประกอบมาตรา 123 แล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 และมาตรา 120 ตามลำดับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัย และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเห็นควรให้มีการพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
โจทก์ร่วม — นางจรรยาดี อำประเสริฐ กับพวก
จำเลย — นางสันทนีย์หรือฟู บุญถนอม
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2558
#631037
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 334 ผู้กระทำจะต้องแย่งการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น ในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาด โดยมีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น แต่จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมปรากฏว่า โจทก์ร่วมต้องการตัดไม้ยางเพื่อจะสร้างบ้านให้บุตรชายของตน แต่ไม่มีทุนจ้างคนเลื่อยไม้ โจทก์ร่วมไปปรึกษาจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการ จำเลยรับดำเนินการขออนุญาตตัดไม้ยาง โดยมีข้อตกลงแบ่งไม้ยางที่ได้จากการตัดและแปรรูป แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเนื่องจากยังไม่ทราบจำนวนไม้ยางที่แปรรูปแน่นอน และจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ร่วมต้องการสร้างบ้านให้แก่บุตรชายของตนตรงบริเวณที่มีต้นยางปลูกอยู่จำนวน 2 ต้น แต่โจทก์ร่วมไม่สามารถขออนุญาตตัดไม้ยางได้ด้วยตนเอง โจทก์ร่วมจึงยกไม้ยางทั้งสองต้นให้แก่จำเลย โดยไม่เคยมีข้อตกลงแบ่งไม้ยางแปรรูปที่ได้จากการตัดแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยตัดต้นยางและชักลากไปแปรรูปในที่ดินของจำเลย ย่อมเป็นไปโดยอาศัยข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยตามที่โจทก์ร่วมนำสืบ มิใช่เป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม ในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยเด็ดขาด โดยมีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพียงแต่หลังจากที่จำเลยเข้าตัดต้นยางของโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมกับจำเลยต่างมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับข้อตกลงในการแบ่งไม้ยางที่ได้จากการแปรรูปว่าเป็นประการใด อันเป็นข้อโต้แย้งสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งระหว่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้จำเลยคืนไม้ยาง 2 ต้น ให้แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางเข็ม ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยตัดไม้ยาง จำนวน 2 ต้น จากบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การที่จำเลยตัดไม้ยาง จำนวน 2 ต้น จากบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ร่วม เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงที่จะเลื่อยไม้ยาง จำนวน 2 ต้น ของโจทก์ร่วมเพื่อแบ่งปันกัน การครอบครองไม้ยางทั้งสองต้นยังอยู่ที่โจทก์ร่วม แต่จำเลยไปตัดไม้ยางบริเวณที่เกิดเหตุ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบว่าทางราชการออกใบอนุญาตและชักลากไม้ยางไปแปรรูปในที่ดินของจำเลย เป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต อันครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ผู้กระทำจะต้องแย่งการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น ในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาด โดยมีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น แต่จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมปรากฏว่า โจทก์ร่วมต้องการตัดไม้ยางเพื่อจะสร้างบ้านให้บุตรชายของตน แต่ไม่มีทุนจ้างคนเลื่อยไม้ โจทก์ร่วมไปปรึกษาจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการ จำเลยรับดำเนินการขออนุญาตตัดไม้ยาง โดยมีข้อตกลงแบ่งไม้ยางที่ได้จากการตัดและแปรรูป แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเนื่องจากยังไม่ทราบจำนวนไม้ยางที่แปรรูปแน่นอน และจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ร่วมต้องการสร้างบ้านให้แก่บุตรชายของตนตรงบริเวณที่มีต้นยางปลูกอยู่จำนวน 2 ต้น แต่โจทก์ร่วมไม่สามารถขออนุญาตตัดไม้ยางได้ด้วยตนเอง โจทก์ร่วมจึงยกไม้ยางทั้งสองต้นให้แก่จำเลย โดยไม่เคยมีข้อตกลงแบ่งไม้ยางแปรรูปที่ได้จากการตัดแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยตัดต้นไม้ยางและชักลากไปแปรรูปในที่ดินของจำเลย ย่อมเป็นไปโดยอาศัยข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยตามที่โจทก์ร่วมนำสืบ มิใช่เป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม ในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยเด็ดขาด โดยมีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพียงแต่หลังจากที่จำเลยเข้าตัดต้นยางของโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมกับจำเลยต่างมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับข้อตกลงในการแบ่งไม้ยางที่ได้จากการแปรรูปว่าเป็นประการใด อันเป็นข้อโต้แย้งสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งระหว่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
โจทก์ร่วม — นางเข็ม ทองโม้
จำเลย — นายธนูศักดิ์ เสมอภาค
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4543/2558
#635930
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือนไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 15, 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 15, 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือนไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
จำเลย — นายประดง แก้วเพลีย
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2558
#580219
เปิดฉบับเต็ม

การขอเลื่อนคดีเนื่องจากมีเหตุจำเป็นของคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 นั้น จะต้องมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรม ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาว่าที่โจทก์ขอเลื่อนคดีนั้นมีเหตุทั้งสองประการดังกล่าวหรือไม่ หากได้ความตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็อนุญาตให้เลื่อนคดี มิฉะนั้นต้องยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุประการแรกว่าได้ถอนทนายความ

คนเดิมและแต่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี และประการที่สองว่าโจทก์เดินทางไปเยี่ยมมารดาซึ่งป่วยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย จึงไม่อาจมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งด้วยเหตุทำแผนที่พิพาท และขอเลื่อนคดีเพื่อขอเอกสารจากสำนักงานที่ดินมาเสนอต่อศาลอีกจนมาถึงนัดนี้ศาลกำหนดนัดล่วงหน้า 3 เดือนเศษ โจทก์ทราบวันนัด แต่ก็ไม่มาศาล ทั้งไม่มีพยานมาสืบ เชื่อว่าโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีโดยไม่ได้พิจารณาเหตุแห่งการขอเลื่อนคดีตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่ามีเหตุตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดีได้หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง

ดังกล่าวหาเป็นการชอบไม่ และถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชันลอย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องถอนทนายความและขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนทนายความ แต่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์ และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี งดสืบพยานโจทก์ และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า การขอเลื่อนคดีเนื่องจากมีเหตุจำเป็นของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 นั้น จะต้องมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรม ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาว่าที่โจทก์ขอเลื่อนคดีนั้นมีเหตุทั้งสองประการดังกล่าวหรือไม่ หากได้ความตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็อนุญาตให้เลื่อนคดี มิฉะนั้นต้องยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุประการแรกว่าได้ถอนทนายความคนเดิมและแต่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี และประการที่สองว่าโจทก์เดินทางไปเยี่ยมมารดาซึ่งป่วยอยู่ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 และจะเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 1 ธันวาคม 2555 จึงไม่อาจมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ โดยมีสำเนาตั๋วเครื่องบินเป็นหลักฐาน ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาเหตุแห่งการขอเลื่อนคดีดังกล่าวว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรมหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า โจทก์ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งด้วยเหตุทำแผนที่พิพาท เมื่อศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทแล้วโจทก์ก็ไม่พอใจและขอเลื่อนคดีเพื่อทำแผนที่พิพาทใหม่มาหลายนัด หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทใหม่โจทก์ก็ยังไม่พอใจ และขอเลื่อนคดีเพื่อขอเอกสารจากสำนักงานที่ดินมาเสนอต่อศาลอีกจนมาถึงนัดนี้ศาลกำหนดนัดล่วงหน้า 3 เดือนเศษ โจทก์ทราบวันนัด แต่ก็ไม่มาศาลทั้งไม่มีพยานอื่นมาศาล เชื่อว่าโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีโดยไม่ได้พิจารณาเหตุแห่งการขอเลื่อนคดีตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่ามีเหตุตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดีได้หรือไม่ ทั้งพฤติการณ์ที่ผู้รับมอบฉันทะโจทก์เป็นผู้นำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ยังใส่ใจคดี และการที่ทนายความจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อขอเลื่อนคดี เท่ากับทนายความจำเลยทั้งสองยอมรับในข้อเท็จจริงที่ว่าทนายความโจทก์คนใหม่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี และโจทก์เดินทางไปเยี่ยมมารดาซึ่งป่วยอยู่ที่ประเทศมาเลเซียในวันที่ศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ จึงไม่อาจมาศาลในวันนัดได้ซึ่งหากข้ออ้างทั้งสองประการดังกล่าวเป็นความจริง ก็ถือได้ว่ากรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะเสียความยุติธรรม แม้ระหว่างพิจารณาหลังจากจัดทำแผนที่พิพาทแล้ว โจทก์ขอเลื่อนคดีโดยแถลงขอให้เพิ่มเติมรายละเอียดในแผนที่พิพาท เช่น ขอให้ใส่รูปจำลองแผนที่หลังโฉนดที่ดินเดิมลงในแผนที่พิพาท รวมทั้งขอดำเนินการเกี่ยวกับต้นฉบับเอกสารคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ต้องเสียเวลาไปมากก็ตามแต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาตลอด ตามรูปคดีก็จะถือว่าโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้าหาได้ไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาเป็นการชอบไม่และถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 40 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
นางสาววิไลลักษณ์ รัตนศรีเวคิน โดยนายชันลอย
โจทก์ — แซ่ฉ่านหรือแซ่ตั้ง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายยงยุทธ รุ่งเรืองฤทธิชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธรรมนูญ เชาว์พานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา