คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902/2558
#582980
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กชาย ม. ซึ่งมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากโจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กชาย ม. ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ซึ่งโจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดที่จำเลยพรากเด็กชาย ม. ซึ่งมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้รับผิดในทางแพ่งฐานละเมิดโดยอาศัยมูลคดีอาญาความผิดดังกล่าว อันเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาจำเลยเฉพาะความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ไม่ได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล และคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดโดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่หน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กชาย ม. ให้ปราศจากเสรีภาพโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้ใช้อำนาจปกครองย่อมเป็นการพาและแยกเด็กชาย ม. ไปจากความปกครองดูแลของโจทก์ทำให้ความปกครองดูแลของโจทก์ที่มีต่อเด็กชาย ม. ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลด้วย เมื่อมูลคดีนี้ไม่มีผู้ใดฟ้องจำเลยทางอาญา สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทางแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นต้องนำ ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง มาใช้บังคับ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก มีอายุความทางอาญา 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกำหนดอายุความที่ยาวกว่าอายุความทางแพ่งในมูลละเมิด จึงต้องเอาอายุความ 15 ปี มาใช้บังคับ จำเลยกระทำละเมิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ยังไม่พ้นกำหนด 15 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 73,770.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 58,460 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กชายมนตรีซึ่งมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากโจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กชายมนตรีให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ซึ่งโจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดที่จำเลยพรากเด็กชายมนตรีซึ่งมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้รับผิดในทางแพ่งฐานละเมิดโดยอาศัยมูลคดีอาญาความผิดดังกล่าว อันเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีอาญาจำเลยเฉพาะความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ไม่ได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล และคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดโดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่หน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กชายมนตรีให้ปราศจากเสรีภาพโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้ใช้อำนาจปกครอง ย่อมเป็นการพาและแยกเด็กชายมนตรีไปจากความปกครองดูแลของโจทก์ทำให้ความปกครองดูแลของโจทก์ที่มีต่อเด็กชายมนตรีถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลด้วย เมื่อมูลคดีนี้ไม่มีผู้ใดฟ้องจำเลยทางอาญา สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทางแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง มาใช้บังคับการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก มีอายุความทางอาญา 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกำหนดอายุความที่ยาวกว่าอายุความทางแพ่งในมูลละเมิด จึงต้องเอาอายุความ 15 ปี มาใช้บังคับ จำเลยกระทำละเมิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ยังไม่พ้นกำหนด 15 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนั้น ปัญหานี้จำเลยได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ เห็นว่า ความเสียหายของโจทก์ในมูลละเมิดอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เป็นการสูญเสียสิทธิและโอกาสในการปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ และรวมถึงค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์จากการละเมิด แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการดำเนินคดีเพราะเป็นค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการพาเด็กชายมนตรีไปติดต่อกับเจ้าพนักงานฝ่ายต่างๆ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในระหว่างการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย จึงมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการละเมิด โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้อง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียสิทธิและโอกาสในการปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ และโจทก์ไม่อาจนำสืบได้ว่าความเสียหายดังกล่าวมีเพียงใด ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และค่าเสียหายที่ศาลล่างกำหนดให้แก่โจทก์นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคสอง
ป.อ. ม. 95 (2) ม. 317 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรวุฒิ เชี่ยวสุวรรณโชติ
จำเลย — นางสาวพัชรีภรณ์หรือหมวย วงษ์วีระวินิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวชนัญชิตา เจริญศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4901/2558
#636273
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156/1 วรรคท้าย ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ไว้แล้วคดีย่อมอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยังไม่เป็นการแน่นอนว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลอย่างไร โจทก์จึงไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อย่างไรก็ดีแม้ว่าในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์เรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษายืน แต่กำหนดระยะเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ ได้ล่วงพ้นไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้กำหนดเวลาให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดเวลาให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระซึ่งจะทำให้โจทก์สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญาจ้างทำของ และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,149,245.54 บาท ซึ่งจะเสียค่าขึ้นศาล 62,984 บาท และโจทก์ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลจำนวนดังกล่าวมาชำระภายใน 15 วัน หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แต่โจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวมาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคท้าย เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องนำเงินมาวางศาลตามเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งไม่ต้องขอขยายเวลาแต่อย่างใด การดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดี และต้องกำหนดระยะเวลาให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมใหม่ เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคท้าย ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ไว้แล้วคดีย่อมอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยังไม่เป็นการแน่นอนว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลอย่างไร โจทก์จึงไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดีแม้ว่าในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์เรื่องยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษายืน แต่กำหนดระยะเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ ได้ล่วงพ้นไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้กำหนดเวลาให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดเวลาให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระซึ่งจะทำให้โจทก์สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้ตามกฎหมาย

พิพากษากลับ หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ฟังคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156/1 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอดวานซ์ ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
นายกิตติภพหรือกิติภพ งามธนวิทย์
จำเลย — หรือนามธนวิทย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
โสฬส สุวรรณเนตร์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2558
#585752
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นสื่อมวลชน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ๆ แต่ก็หาอาจกระทำการใด ๆ ที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น การที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ เคยนำเสนอภาพและข่าวไปก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่ได้ระบุว่าชายหญิงในภาพเป็นใครมาเผยแพร่ซ้ำโดยระบุในเนื้อข่าวว่า ชายในภาพที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักคือโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องแจ้งชื่อ ลักษณะแห่งความผิดและพฤติการณ์ต่าง ๆ ต่อพนักงานสอบสวนเป็นหน้าที่ที่ผู้เสียหายต้องกระทำในการร้องทุกข์กล่าวโทษ จะถือว่าโจทก์ยินยอมเปิดเผยชื่อและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนหาได้ไม่ แม้โจทก์จะเป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ย่อมมีสิทธิของความเป็นส่วนตัว มิใช่ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะแล้วจะทำให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวต้องสูญสิ้นไปทั้งหมด การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่มิใช่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงตาม มาตรา 423 โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณและความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของตนโดยประการอื่นตามมาตรา 423 ได้ โดยจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น และแม้จะมีบุคคลอื่นกระทำละเมิดด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้กระทำละเมิดรายนั้น ๆ มิใช่เหตุตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลปรับลดค่าเสียหายที่ตนต้องรับผิดลง แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 จะบัญญัติคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และมาตรา 28 บัญญัติให้ผู้ถูกกระทำละเมิดสามารถยกขึ้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 194,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์มิได้เสียหายตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะบริหารธุรกิจและผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสมาชิก กรรมการบริหาร และรองโฆษกพรรคความหวังใหม่ เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นกรรมการบริหารของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2546 มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับและสื่อต่าง ๆ เผยแพร่ข่าวและรูปภาพชายหญิงกำลังร่วมเพศโดยตกแต่งภาพให้มัวมองเห็นไม่ชัด ต่อมาหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 และ 29 สิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ได้ลงพิมพ์ข้อความ โดยระบุว่า ผู้ชายที่ปรากฏในรูปภาพชายหญิงกำลังร่วมเพศกัน คือโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เป็นการทำหน้าที่ในฐานะสื่อสารมวลชน ข่าวที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกเป็นข่าวที่มีมาจากการที่โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งการเสนอข่าวในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเพราะจะทำให้บุคคลที่ได้อ่านข่าวทราบว่าโจทก์ถูกกลั่นแกล้งจากอดีตภริยาของโจทก์และจะทำให้ประชาชนสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าโจทก์ซึ่งเป็นนักการเมือง มีความน่าเคารพและน่าเชื่อถือได้เพียงใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่ชายหญิงมีเพศสัมพันธ์กันโดยความยินยอมพร้อมใจในสถานที่อันมิดชิดและเหมาะสมเป็นวิถีชีวิตตามปกติของสังคมมนุษย์ และถือเป็นสิทธิในความเป็นส่วนตัว ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 ที่บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง" ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นสื่อมวลชน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ๆ แต่ก็หาอาจกระทำการใด ๆ ที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น การที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ เคยนำเสนอภาพและข่าวไปก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่ได้ระบุว่าชายหญิงในภาพเป็นใครมาเผยแพร่ซ้ำโดยระบุในเนื้อข่าวว่า ชายในภาพที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักคือโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ยอมเปิดเผยชื่อและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำข้อเท็จจริงต่าง ๆ มาเผยแพร่ได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องแจ้งชื่อ ลักษณะแห่งความผิดและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดได้กระทำลงนั้นเป็นหน้าที่ที่ผู้เสียหายต้องกระทำในการร้องทุกข์กล่าวโทษตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิของตนจากการถูกละเมิด จะถือว่าโจทก์ยินยอมเปิดเผยชื่อและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนหาได้ไม่ ยิ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาข่าวที่จำเลยทั้งสองนำมาลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 และ 29 สิงหาคม 2546 พบว่ามีขอบเขตที่กว้างกว่าการเสนอข่าวการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม 2546 ที่พาดหัวข่าวว่า "ดร. แจ้งจับเมียแพร่ซีดีไฮโซฉาว... ดร. พระเอก "วีซีดีไฮโซสาว" แจ้งจับอดีตเมียและแม่ยาย อ้างเป็นต้นตอนำ "วีดีโอ" ภาพการร่วมรักกับแฟนสาวไฮโซออกเผยแพร่... รวมทั้งถ้อยคำในข่าวหน้า 15 ที่ระบุว่า "สำหรับวีซีดีไฮโซดังกล่าวได้เผยแพร่ออกสู่สายตาประชาชนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยเป็นภาพการร่วมรักระหว่างนายอัครเวชกับแฟนไฮโซ ซึ่งเป็นลูกสาวของบุคคลที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยในลีลาต่าง ๆ ..." ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองข้างต้นจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์เป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ จำเลยทั้งสองจึงสามารถนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวโจทก์มาเปิดเผยได้ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ย่อมมีสิทธิของความเป็นส่วนตัว มิใช่ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะแล้วจะทำให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวต้องสูญสิ้นไปทั้งหมด ทั้งการที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับหญิงคนรักซึ่งถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้มาเผยแพร่ซ้ำ ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสาธารณชน มีแต่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างมากขึ้นซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 2 ได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ว่า ไม่สามารถอธิบายได้ว่าการลงข่าวดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างไร เท่ากับเป็นการยอมรับว่าข่าวการมีเพศสัมพันธ์ของโจทก์กับหญิงคนรักไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนตามที่กล่าวอ้าง สำหรับที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาว่า ข่าวที่ลงไปนั้นจะช่วยบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นข่าวที่เกิดประโยชน์แก่โจทก์โดยตรงนั้น เห็นว่า นอกจากตัวโจทก์เองที่เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนแล้ว บุคคลโดยทั่วไปที่อยู่ในภาวะเดียวกับโจทก์ก็ไม่น่าจะมีบุคคลใดที่ยินดีให้จำเลยทั้งสองนำชื่อของตนไปเปิดเผยว่าเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลที่ปรากฏในภาพการมีเพศสัมพันธ์ที่ตกเป็นข่าว ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยทั้งสองว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดยังน้อยเกินไป และการที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดรายได้จากการเป็นกรรมการบริหารบริษัทประสิทธิรัตน์ จำกัด และการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินบริษัทบราโว แอนด์ ซับพลาย จำกัด โดยเห็นว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งการที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าไม่อาจแยกความเสียหายจากการถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในชื่อเสียงและความเป็นอยู่ส่วนตัวตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติรับรองและคุ้มครองออกจากความเสียหายจากการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ได้นั้นเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดนั้นสูงเกินไป เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ตามมาตรา 423 โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณและความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของตนโดยประการอื่นอันเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดตามมาตรา 423 ได้ โจทก์คงเรียกได้เฉพาะค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวเท่านั้น กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของโจทก์และของจำเลยทั้งสองที่เกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนอื่น ๆ สำหรับค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงการที่จำเลยทั้งสองไม่เคยเสนอข่าวในทางที่ทำให้โจทก์เสียหายมาก่อน เพิ่งมาเสนอข่าวหลังจากโจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่นำข่าวและภาพโจทก์มีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักไปเผยแพร่ก่อนหน้านั้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยังมีจรรยาบรรณของผู้มีอาชีพสื่อมวลชนอยู่ ทั้งเนื้อข่าวบางส่วนน่าจะมีผลเป็นการปรามผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์อยู่หรือคิดจะกระทำละเมิดต่อโจทก์ให้หยุดการกระทำหรือยกเลิกความคิดที่จะกระทำนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองถือว่าไม่ร้ายแรงมากนัก เห็นควรปรับลดค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมา โดยกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน1,000,000 บาท

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาว่า มีบุคคลอื่นกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยศาลจึงควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพียงบางส่วนเท่านั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้หนึ่งที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้จะมีบุคคลอื่นกระทำละเมิดด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้กระทำละเมิดรายนั้น ๆ มิใช่เหตุตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลปรับลดค่าเสียหายที่ตนต้องรับผิดลงสำหรับโจทก์ที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 บัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว และมาตรา 28 บัญญัติให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติมาตราดังกล่าวข้างต้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ จึงเป็นการบัญญัติความรับผิดต่างหากจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ก็ดี หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ดี ที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการที่จะควบคุมอำนาจรัฐและผดุงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการทั่วไป มิใช่กฎหมายที่บัญญัติกำหนดความรับผิดของบุคคลในกรณีที่มีการกระทำละเมิดกันไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 จะบัญญัติคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และมาตรา 28 บัญญัติให้ผู้ถูกกระทำละเมิดสามารถยกขึ้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เว้นแต่ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 28 ม. 34
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 423
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัครเวช โชตินฤมล
จำเลย — บริษัทเอ็นเอสทีนิวส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2558
#635373
เปิดฉบับเต็ม

การที่ชายหญิงมีเพศสัมพันธ์กันโดยความยินยอมพร้อมใจในสถานที่อันมิดชิดและเหมาะสมเป็นวิถีชีวิตตามปกติของสังคมมนุษย์ และถือเป็นสิทธิในความเป็นส่วนตัว ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 ที่บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง" ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นสื่อมวลชน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ๆ แต่ก็หาอาจกระทำการใด ๆ ที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น การที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ เคยนำเสนอภาพและข่าวไปก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่ได้ระบุว่าชายหญิงในภาพเป็นใครมาเผยแพร่ซ้ำโดยระบุในเนื้อข่าวว่า ชายในภาพที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักคือโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องแจ้งชื่อ ลักษณะแห่งความผิดและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดได้กระทำลงนั้นเป็นหน้าที่ที่ผู้เสียหายต้องกระทำในการร้องทุกข์กล่าวโทษตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 123 กำหนดไว้ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิของตนจากการถูกละเมิด จะถือว่าโจทก์ยินยอมเปิดเผยชื่อและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนหาได้ไม่ ยิ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาข่าวที่จำเลยทั้งสองนำมาลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์พบว่ามีขอบเขตที่กว้างกว่าการเสนอข่าวการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

แม้โจทก์จะเป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ย่อมมีสิทธิของความเป็นส่วนตัว มิใช่ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะแล้วจะทำให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวต้องสูญสิ้นไปทั้งหมด ทั้งการที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับหญิงคนรักซึ่งถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้มาเผยแพร่ซ้ำ ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสาธารณชน มีแต่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างมากขึ้น

การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 มิใช่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ตามมาตรา 423 โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณและความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของตนโดยประการอื่นอันเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดตามมาตรา 423 ได้ โจทก์คงเรียกได้เฉพาะค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวเท่านั้น

การที่จำเลยทั้งสองไม่เคยเสนอข่าวในทางที่ทำให้โจทก์เสียหายมาก่อน เพิ่งมาเสนอข่าวหลังจากโจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่นำข่าวและภาพโจทก์มีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักไปเผยแพร่ก่อนหน้านั้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยังมีจรรยาบรรณของผู้มีอาชีพสื่อมวลชนอยู่ ทั้งเนื้อข่าวบางส่วนน่าจะมีผลเป็นการปรามผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์อยู่หรือคิดจะกระทำละเมิดต่อโจทก์ให้หยุดการกระทำหรือยกเลิกความคิดที่จะกระทำนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองถือว่าไม่ร้ายแรงมากนัก เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้หนึ่งที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้จะมีบุคคลอื่นกระทำละเมิดด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้กระทำละเมิดรายนั้น ๆ มิใช่เหตุตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลปรับลดค่าเสียหายที่ตนต้องรับผิดลง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ก็ดี หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ดี ที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการที่จะควบคุมอำนาจรัฐและผดุงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการทั่วไป มิใช่กฎหมายที่บัญญัติกำหนดความรับผิดของบุคคลในกรณีที่มีการกระทำละเมิดกันไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 จะบัญญัติคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และมาตรา 28 บัญญัติให้ผู้ถูกกระทำละเมิดสามารถยกขึ้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 194,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์คมชัดลึกจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่เสนอข่าวหรือลงพิมพ์บทความ การตรวจ คัดเลือก จัดทำข่าว ที่ตีพิมพ์เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในฐานะบรรณาธิการซึ่งต้องรับผิดชอบตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ข้อความที่โจทก์นำมาฟ้องมิใช่การไขข่าวซึ่งข้อความอันเป็นเท็จ แต่เป็นการรายงานข่าวที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงและอยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป โจทก์มิได้เสียหายตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะบริหารธุรกิจและผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสมาชิกกรรมการบริหาร และรองโฆษกพรรคความหวังใหม่ เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นกรรมการบริหารของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2546 มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับและสื่อต่าง ๆ เผยแพร่ข่าวและรูปภาพชายหญิงกำลังร่วมเพศโดยตกแต่งภาพให้มัวมองเห็นไม่ชัด ต่อมาหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 และ 29 สิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ได้ลงพิมพ์ข้อความ โดยระบุว่า ผู้ชายที่ปรากฏในรูปภาพชายหญิงกำลังร่วมเพศกัน คือโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เป็นการทำหน้าที่ในฐานะสื่อสารมวลชน ข่าวที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกเป็นข่าวที่มีมาจากการที่โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งการเสนอข่าวในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเพราะจะทำให้บุคคลที่ได้อ่านข่าวทราบว่าโจทก์ถูกกลั่นแกล้งจากอดีตภริยาของโจทก์และจะทำให้ประชาชนสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าโจทก์ซึ่งเป็นนักการเมือง มีความน่าเคารพและน่าเชื่อถือได้เพียงใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่ชายหญิงมีเพศสัมพันธ์กันโดยความยินยอมพร้อมใจในสถานที่อันมิดชิดและเหมาะสมเป็นวิถีชีวิตตามปกติของสังคมมนุษย์ และถือเป็นสิทธิในความเป็นส่วนตัว ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 ที่บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง" ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นสื่อมวลชน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ๆ แต่ก็หาอาจกระทำการใด ๆ ที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น การที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ เคยนำเสนอภาพและข่าวไปก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่ได้ระบุว่าชายหญิงในภาพเป็นใครมาเผยแพร่ซ้ำโดยระบุในเนื้อข่าวว่า ชายในภาพที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักคือโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ยอมเปิดเผยชื่อและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำข้อเท็จจริงต่าง ๆ มาเผยแพร่ได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องแจ้งชื่อ ลักษณะแห่งความผิดและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดได้กระทำลงนั้นเป็นหน้าที่ที่ผู้เสียหายต้องกระทำในการร้องทุกข์กล่าวโทษตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 กำหนดไว้ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิของตนจากการถูกละเมิด จะถือว่าโจทก์ยินยอมเปิดเผยชื่อและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนหาได้ไม่ ยิ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาข่าวที่จำเลยทั้งสองนำมาลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 และ 29 สิงหาคม 2546 พบว่ามีขอบเขตที่กว้างกว่าการเสนอข่าวการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม 2546 ที่พาดหัวข่าวว่า "ดร. แจ้งจับเมียแพร่ซีดีไฮโซฉาว... ดร. พระเอก "วีซีดีไฮโซสาว" แจ้งจับอดีตเมียและแม่ยาย อ้างเป็นต้นตอนำ "วีดีโอ" ภาพการร่วมรักกับแฟนสาวไฮโซออกเผยแพร่... รวมทั้งถ้อยคำในข่าวหน้า 15 ที่ระบุว่า "สำหรับวีซีดีไฮโซดังกล่าวได้เผยแพร่ออกสู่สายตาประชาชนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยเป็นภาพการร่วมรักระหว่างนาย อ. กับแฟนไฮโซ ซึ่งเป็นลูกสาวของบุคคลที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยในลีลาต่าง ๆ..." ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองข้างต้นจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์เป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ จำเลยทั้งสองจึงสามารถนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวโจทก์มาเปิดเผยได้ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ย่อมมีสิทธิของความเป็นส่วนตัว มิใช่ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะแล้วจะทำให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวต้องสูญสิ้นไปทั้งหมด ทั้งการที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับหญิงคนรักซึ่งถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้มาเผยแพร่ซ้ำ ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสาธารณชน มีแต่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างมากขึ้นซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 2 ได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ว่า ไม่สามารถอธิบายได้ว่าการลงข่าวดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างไร เท่ากับเป็นการยอมรับว่าข่าวการมีเพศสัมพันธ์ของโจทก์กับหญิงคนรักไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนตามที่กล่าวอ้าง สำหรับที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาว่า ข่าวที่ลงไปนั้นจะช่วยบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นข่าวที่เกิดประโยชน์แก่โจทก์โดยตรงนั้น เห็นว่า นอกจากตัวโจทก์เองที่เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนแล้ว บุคคลโดยทั่วไปที่อยู่ในภาวะเดียวกับโจทก์ก็ไม่น่าจะมีบุคคลใดที่ยินดีให้จำเลยทั้งสองนำชื่อของตนไปเปิดเผยว่าเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลที่ปรากฏในภาพการมีเพศสัมพันธ์ที่ตกเป็นข่าว ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยทั้งสองว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดยังน้อยเกินไป และการที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดรายได้จากการเป็นกรรมการบริหารบริษัทประสิทธิรัตน์ จำกัด และการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินบริษัทบราโว แอนด์ ซับพลาย จำกัด โดยเห็นว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งการที่ศาลล่างทั้งสอง เห็นว่าไม่อาจแยกความเสียหายจากการถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในชื่อเสียงและความเป็นอยู่ส่วนตัวตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติรับรองและคุ้มครองออกจากความเสียหายจากการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ได้นั้นเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดนั้นสูงเกินไป เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ตามมาตรา 423 โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณและความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของตนโดยประการอื่นอันเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดตามมาตรา 423 ได้ โจทก์คงเรียกได้เฉพาะค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวเท่านั้น กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของโจทก์และของจำเลยทั้งสองที่เกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนอื่น ๆ สำหรับค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงการที่จำเลยทั้งสองไม่เคยเสนอข่าวในทางที่ทำให้โจทก์เสียหายมาก่อน เพิ่งมาเสนอข่าวหลังจากโจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่นำข่าวและภาพโจทก์มีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักไปเผยแพร่ก่อนหน้านั้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยังมีจรรยาบรรณของผู้มีอาชีพสื่อมวลชนอยู่ ทั้งเนื้อข่าวบางส่วนน่าจะมีผลเป็นการปรามผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์อยู่หรือคิดจะกระทำละเมิดต่อโจทก์ให้หยุดการกระทำหรือยกเลิกความคิดที่จะกระทำนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองถือว่าไม่ร้ายแรงมากนัก เห็นควรปรับลดค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมา โดยกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาว่า มีบุคคลอื่นกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยศาลจึงควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพียงบางส่วนเท่านั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้หนึ่งที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้จะมีบุคคลอื่นกระทำละเมิดด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้กระทำละเมิดรายนั้น ๆ มิใช่เหตุตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลปรับลดค่าเสียหายที่ตนต้องรับผิดลงสำหรับโจทก์ที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 บัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว และมาตรา 28 บัญญัติให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้สามารถยกบทบัญญัติมาตราดังกล่าวข้างต้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้จึงเป็นการบัญญัติความรับผิดต่างหากจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ก็ดี หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ดี ที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการที่จะควบคุมอำนาจรัฐและผดุงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการทั่วไป มิใช่กฎหมายที่บัญญัติกำหนดความรับผิดของบุคคลในกรณีที่มีการกระทำละเมิดกันไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 จะบัญญัติคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และมาตรา 28 บัญญัติให้ผู้ถูกกระทำละเมิดสามารถยกขึ้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เว้นแต่ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 423
ป.วิ.อ. ม. 123
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 34
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัทเอ็นเอสทีนิวส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2558
#586544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์และเป็นผู้เอาประกันภัยโดยทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนกับจำเลยที่ 2 เพื่อคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกรวมถึงความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยและทรัพย์สิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้นคือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันภัยโดยตรง แต่ค่าสินไหมทดแทนเช่นว่านี้หาอาจจะคิดเกินไปกว่าจำนวนอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญานั้นได้ไม่..." มีความหมายว่าบุคคลผู้ต้องเสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่ตนจากผู้รับประกันภัยโดยตรงและเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบฐานละเมิด คือจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับ และมาตรา 877 บัญญัติว่า "ผู้รับประกันภัยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (1) เพื่อจำนวนวินาศภัยแท้จริง..." คำว่า "วินาศภัยอันเกิดขึ้นและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" จึงหมายความว่า เมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ระบุในกรมธรรม์ ส่วนผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนในหนี้ละเมิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438 กรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้ละเมิดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ระงับเกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และ 852 เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญา เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงยังต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่มีอยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับในส่วนที่เหลือ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,560,477 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 819,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิด (วันที่ 3 ธันวาคม 2553) จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 มีนาคม 2555) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท ยกฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 759,200 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์โดยนางทองสุขได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ทำให้หนี้มูลละเมิดของจำเลยที่ 1 ระงับและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และ 852 ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้ทำละเมิดและเป็นผู้เอาประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนกับจำเลยที่ 2 ตามเอกสารรายการที่ 6 ข้อ 1 1.1 และ 1.2 คุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกรวมถึงความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย ไม่เกิน 1,000,000 บาท และต่อทรัพย์สินไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันภัยโดยตรง แต่ค่าสินไหมทดแทนเช่นว่านี้ หาอาจจะคิดเกินไปกว่าจำนวนอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญานั้นได้ไม่..." จากบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่าบุคคลผู้ต้องเสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่ตนจากผู้รับประกันภัยโดยตรงและเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบฐานละเมิด คือจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับและมาตรา 877 บัญญัติว่า "ผู้รับประกันภัยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (1) เพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง..." ฉะนั้นคำว่า "วินาศภัยอันเกิดขึ้นและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" จึงมีความหมายว่า เมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ส่วนผู้เอาประกันภัยก็ต้องรับผิด ค่าสินไหมดทดแทนในหนี้ละเมิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438 ส่วนกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้ละเมิดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ระงับเกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญา เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงยังคงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่มีอยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับในส่วนที่เหลือ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่งในศาลชั้นต้นแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยมิได้สั่งให้จำเลยที่ 2 นำค่าธรรมเนียมศาลที่ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรมีคำสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 519,200 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นกึ่งหนึ่งนั้นให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 850 ม. 852 ม. 877 ม. 887 วรรคหนึ่ง ม. 887 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเคน ทะขุ่ย
จำเลย — นายกง อุดมศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายกฤษฎาพัฒน์ ศิรจตุพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4848/2558
#630200
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 ได้นั้น ในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน ซึ่งคำว่าโจทก์รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเดียวกับโจทก์ด้วย ดังเช่นคดีก่อน โจทก์คือห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แต่คดีนี้ได้มีการยกเลิกห้างดังกล่าวแล้ว โดยมี ศ. หุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ชำระบัญชีและเป็นผู้ฟ้องคดีแทน ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1259 ที่ว่า ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจแก้ต่างว่าต่างในนามห้างหุ้นส่วนในอรรถคดีทั้งหลายทั้งปวงของห้าง ดังนั้น จึงถือว่าเป็นโจทก์คนเดียวกัน

ตามหลักกฎหมายหุ้นส่วน มีบทบัญญัติให้หุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวนหรือรับผิดเป็นส่วนตัวต่อบุคคลภายนอกที่มีนิติสัมพันธ์กับห้าง ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะด้านความรับผิดเท่านั้น มิใช่การไปตั้งสิทธิเรียกร้องใด ๆ ได้เป็นส่วนตัวต่างหากจากห้าง จึงถือไม่ได้ว่า ศ. มีอำนาจฟ้องเป็นส่วนตัวอีกฐานะหนึ่ง ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นคนเดียวกับโจทก์ในคดีก่อน

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น" โดยมีความมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรฟ้องร้องว่ากล่าวเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียว คดีก่อนโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลละเมิดให้คืนรถแทรกเตอร์พิพาททั้งสองคันหรือชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถดังกล่าวรวมทั้งค่าเสื่อมราคา ส่วนคดีนี้โจทก์ก็เรียกร้องในเรื่องเดียวกันโดยข้ออ้างต่างกันเพียงว่า จำเลยที่ 1 คำนวณค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในรถแทรกเตอร์พิพาททั้งสองคันไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม โดยมีรายละเอียดว่าเนื่องจากจำเลยที่ 1 นำรถแทรกเตอร์ของโจทก์ไปใช้ประโยชน์นานถึง 5 ปี 10 เดือน จึงต้องใช้ค่าขาดประโยชน์ขั้นต่ำประมาณ 21,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ขอชดใช้เพียงแค่ 3,617,280 บาท จึงต่ำเกินไป ซึ่งค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถดังกล่าว โจทก์สามารถกำหนดเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ในคราวเดียวกันกับที่ฟ้องคดีแรกอยู่แล้ว เพราะสภาพแห่งข้อกล่าวหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อกล่าวหาเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนี้เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นการยื่นคำฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของห้างโจทก์ โดยมูลหนี้ที่ฟ้องร้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าภาษีอากร และภายหลังที่ศาลออกคำบังคับ โจทก์กับพวกไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์กับพวกมาชำระหนี้ อันเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบ และเมื่อจำเลยที่ 2 ตรวจสอบพบว่า โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ของตนมีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนหนึ่งจากบุคคลภายนอกคือจำเลยที่ 1 จึงดำเนินการขอให้มีการอายัดเงินดังกล่าวเพื่อนำมาชำระหนี้ของตน อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่กฎหมายให้สิทธิไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 311 ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ควรอายัดสิทธิในจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 กำหนดแก่โจทก์ เพราะเป็นจำนวนเงินที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรม ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียประโยชน์ได้เงินมาชำระหนี้ไม่ครบจำนวนนั้น เป็นเรื่องของความคาดหวังของโจทก์เอง เนื่องจากตนยังสู้คดีอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เป็นที่แน่นอนว่าโจทก์จะได้เงินค่าเสียหายตามจำนวนที่ต้องการ ดังนี้จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะต้องรอและงดการอายัดสิทธิที่ตนควรได้ไว้ก่อนแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 21,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเพิกถอนการชำระหนี้และการรับชำระหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2553

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้สั่งยึดรถแทรกเตอร์ขุดดิน ยี่ห้อโกเบลโก หมายเลขทะเบียน ตค 43 มหาสารคาม และหมายเลขทะเบียน ตค 187 มหาสารคาม ของห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่พี่น้องก่อสร้าง ไว้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากสงสัยในพฤติการณ์ของผู้เป็นหุ้นส่วนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดคดียาเสพติดให้โทษ ระหว่างยึดไว้จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้นำรถทั้งสองคันดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในทางราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กองทัพบก ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งยกเลิกการยึดรถแทรกเตอร์ทั้งสองคันดังกล่าวโดยให้คืนแก่เจ้าของ โจทก์จึงเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายจากการนำรถทั้งสองคันไปใช้ประโยชน์ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กำหนดค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพรถให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 6,017,280 บาท แต่โจทก์เห็นว่าค่าเสียหายดังกล่าวเป็นจำนวนที่ต่ำเกินไปไม่ถูกต้องเป็นธรรม จึงมีหนังสือท้วงติงให้จำเลยที่ 1 กำหนดใหม่ ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่พี่น้องก่อสร้างถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเรียกค่าภาษีที่ติดค้างและศาลได้มีคำพิพากษาบังคับให้ห้างดังกล่าวชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 14,172,017.83 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้มีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าเสียหายจำนวน 6,017,280 บาท ที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยที่ 1 ไปเพื่อบังคับชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหลักฐานการอายัด ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552 โจทก์ก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดคืนทรัพย์สินและชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,367,500 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จึงยื่นฎีกา คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นแรกว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ได้นั้น ในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน ซึ่งคำว่าโจทก์รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเดียวกับโจทก์ด้วย ดังเช่นคดีก่อน โจทก์คือห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่พี่น้องก่อสร้าง แต่คดีนี้ได้มีการยกเลิกห้างดังกล่าวแล้ว โดยมีนายเศรษฐวิทย์ หุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ชำระบัญชีและเป็นผู้ฟ้องคดีแทน ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 ที่ว่า ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจแก้ต่างว่าต่างในนามห้างหุ้นส่วนในอรรถคดีทั้งหลายทั้งปวงของห้าง ดังนั้น จึงถือว่าเป็นโจทก์คนเดียวกัน ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่านายเศรษฐวิทย์มี 2 สถานะ คือ สถานะเป็นผู้ชำระบัญชีทำการแทนห้าง และในฐานะส่วนตัวจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องรับผิดในหนี้ของห้างอย่างไม่จำกัดจำนวนหรือต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จึงเป็นคนละคนกับโจทก์ในคดีก่อน เห็นว่า ตามหลักกฎหมายหุ้นส่วน มีบทบัญญัติให้หุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดจำนวนหรือรับผิดเป็นส่วนตัวต่อบุคคลภายนอกที่มีนิติสัมพันธ์กับห้าง ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะด้านความรับผิดเท่านั้น มิใช่การไปตั้งสิทธิเรียกร้องใด ๆ ได้เป็นส่วนตัวต่างหากจากห้าง ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่านายเศรษฐวิทย์มีอำนาจฟ้องเป็นส่วนตัวอีกฐานะหนึ่ง ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นคนเดียวกับโจทก์ในคดีก่อน ข้อที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ มูลคดีที่ฟ้องเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น" โดยมีความมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรฟ้องร้องว่ากล่าวเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียว ตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้ได้ความว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลละเมิดให้คืนรถแทรกเตอร์พิพาททั้งสองคันหรือชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถดังกล่าวรวมทั้งค่าเสื่อมราคา ส่วนคดีนี้โจทก์ก็เรียกร้องในเรื่องเดียวกันโดยข้ออ้างต่างกันเพียงว่า จำเลยที่ 1 คำนวณค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในรถแทรกเตอร์พิพาททั้งสองคันไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม โดยมีรายละเอียดว่าเนื่องจากจำเลยที่ 1 นำรถแทรกเตอร์ของโจทก์ไปใช้ประโยชน์นานถึง 5 ปี 10 เดือน จึงต้องใช้ค่าขาดประโยชน์ขั้นต่ำประมาณ 21,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ขอชดใช้เพียงแค่ 3,617,280 บาท จึงต่ำเกินไป ซึ่งค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถดังกล่าว โจทก์สามารถกำหนดเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ในคราวเดียวกันกับที่ฟ้องคดีแรกอยู่แล้ว เพราะสภาพแห่งข้อกล่าวหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อกล่าวหาเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนี้เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นการยื่นคำฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 2 อายัดเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของห้างโจทก์ โดยมูลหนี้ที่ฟ้องร้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าภาษีอากร และภายหลังที่ศาลออกคำบังคับ โจทก์กับพวกไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์กับพวกมาชำระหนี้ อันเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบ และเมื่อจำเลยที่ 2 ตรวจสอบพบว่า โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ของตนมีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนหนึ่งจากบุคคลภายนอกคือจำเลยที่ 1 จึงดำเนินการขอให้มีการอายัดเงินดังกล่าวเพื่อนำมาชำระหนี้ของตน อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่กฎหมายให้สิทธิไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 311 ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ควรอายัดสิทธิในจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 กำหนดแก่โจทก์ เพราะเป็นจำนวนเงินที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรม ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียประโยชน์ได้เงินมาชำระหนี้ไม่ครบจำนวนนั้น เป็นเรื่องของความคาดหวังของโจทก์เอง เนื่องจากตนยังสู้คดีอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เป็นที่แน่นอนว่าโจทก์จะได้เงินค่าเสียหายตามจำนวนที่ต้องการ ดังนี้จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะต้องรอและงดการอายัดสิทธิที่ตนควรได้ไว้ก่อนแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอน ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1259
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 310 ทวิ ม. 311
ชื่อคู่ความ
นายเศรษฐวิทย์ โชควัฒนพรหม ในฐานะส่วนตัว
และผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด
โจทก์ — สี่พี่น้องก่อสร้าง
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ
จำเลย — ปราบปรามยาเสพติด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4832/2558
#633558
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุได้จัดให้มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าโดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 คอยแจกบัตรจอดรถให้กับผู้มาใช้บริการที่ทางเข้าและรับบัตรจอดรถคืนที่บริเวณทางออกของห้างสรรพสินค้า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ย่อมทำให้ผู้ที่มาใช้บริการที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าจัดให้บริการรักษาความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ของผู้มาใช้บริการที่จะนำเข้ามาจอดในที่จอดรถขณะเข้าไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 2 จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ต้องดูแลรักษาความเรียบร้อยและจัดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมในการดูแลรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้ามาจอดยังที่จอดรถของจำเลยที่ 2 ด้วย

ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยแจกบัตรจอดรถที่ทำจากกระดาษแข็งชนิดอ่อนเคลือบด้วยพลาสติกใส ไม่ระบุวันเดือนปีและเวลารถเข้าออก ไม่ระบุหมายเลขทะเบียนรถที่แล่นผ่านเข้าในห้าง เพียงแต่ระบุหมายเลขประจำบัตรจอดรถเท่านั้น อันเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบบัตรจอดรถไปจากบัตรเดิมที่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถให้ตรงกับบัตรได้ การนำบัตรจอดรถซึ่งไม่ระบุรายละเอียดรถที่แล่นผ่านเข้าห้างมาใช้เช่นนี้ จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นได้ว่าบุคคลอื่นอาจนำบัตรจอดรถดังกล่าวมาใช้เพื่อนำรถคันอื่นๆ ออกจากที่จอดรถในบริเวณห้างจำเลยที่ 2 ได้โดยง่าย พฤติการณ์ซึ่งจำเลยทั้งสองผ่อนปรนการใช้ความระมัดระวังในการตรวจตรารถซึ่งผ่านเข้าออกห้างจำเลยที่ 2 ด้วยการจัดให้นำบัตรที่ไม่ระบุวันเดือนปี เวลาและหมายเลขทะเบียนรถที่แล่นผ่านเข้าห้างจำเลยที่ 2 มาใช้ในวันเกิดเหตุ โดยไม่มีมาตรการตรวจสอบใดๆ เพิ่มเติม จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและเป็นผลโดยตรงทำให้รถที่โจทก์รับประกันภัยถูกลักไป ถือว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นการกระทำไปในกิจการที่รับมอบหมายให้ทำแทนของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 นายจ้าง และจำเลยที่ 2 ตัวการต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 420,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2548) ต้องไม่เกิน 20,410 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค 7984 ลพบุรี จากนายบุญเสริม ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2547 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 ตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลผู้ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าชื่อบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ดูแลรักษาความปลอดภัยห้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 เวลา 12.30 นาฬิกา นายเอกชัยบุตรนายบุญเสริมผู้เอาประกันภัยได้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปจอดที่ห้างของจำเลยที่ 2 ก่อนเข้าห้างได้รับบัตรจอดรถ แล้วเข้าไปซื้อสินค้าในห้างของจำเลยที่ 2 เมื่อซื้อสินค้าเสร็จได้กลับมาที่ที่จอดรถปรากฏว่ารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไป โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,000 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุน ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้วเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547 โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุได้จัดให้มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าโดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 คอยแจกบัตรจอดรถให้กับผู้มาใช้บริการที่ทางเข้าและรับบัตรจอดรถคืนที่บริเวณทางออกของห้างสรรพสินค้า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ย่อมทำให้ผู้ที่มาใช้บริการที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าจัดให้บริการรักษาความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ของผู้มาใช้บริการที่จะนำเข้ามาจอดในที่จอดรถขณะเข้าไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 2 จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ต้องดูแลรักษาความเรียบร้อยและจัดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมในการดูแลรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้ามาจอดยังที่จอดรถของจำเลยที่ 2 ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความนายอนันต์ พนักงานจำเลยที่ 2 ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายป้องกันการสูญหายเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ในบางวันซึ่งมีลูกค้ามาใช้บริการไม่มาก พนักงานรักษาความปลอดภัยจะแจกบัตรจอดรถซึ่งเป็นบัตรฉีกและจดหมายเลขทะเบียนรถที่แล่นผ่านเข้าในห้าง แต่ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยแจกบัตรจอดรถที่ทำจากกระดาษแข็งชนิดอ่อนเคลือบด้วยพลาสติกใส ไม่ระบุวันเดือนปีและเวลารถเข้าออก ไม่ระบุหมายเลขทะเบียนรถที่แล่นผ่านเข้าในห้าง เพียงแต่ระบุหมายเลขประจำบัตรจอดรถเท่านั้น อันเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบบัตรจอดรถไปจากบัตรเดิมที่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถให้ตรงกับบัตรได้ การนำบัตรจอดรถซึ่งไม่ระบุรายละเอียดรถที่แล่นผ่านเข้าห้างมาใช้เช่นนี้ จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นได้ว่าบุคคลอื่นอาจนำบัตรจอดรถดังกล่าวมาใช้เพื่อนำรถคันอื่น ๆ ออกจากที่จอดรถในบริเวณห้างจำเลยที่ 2 ได้โดยง่าย พฤติการณ์ซึ่งจำเลยทั้งสองผ่อนปรนการใช้ความระมัดระวังในการตรวจตรารถซึ่งผ่านเข้าออกห้างจำเลยที่ 2 ด้วยการจัดให้นำบัตรที่ไม่ระบุวันเดือนปี เวลาและหมายเลขทะเบียนรถที่แล่นผ่านเข้าห้างจำเลยที่ 2 มาใช้ในวันเกิดเหตุ โดยไม่มีมาตรการตรวจสอบใด ๆ เพิ่มเติม จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและเป็นผลโดยตรงทำให้รถที่โจทก์รับประกันภัยถูกลักไป ถือว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นการกระทำไปในกิจการที่รับมอบหมายให้ทำแทนของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 นายจ้าง และจำเลยที่ 2 ตัวการต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า รถที่โจทก์รับประกันภัยมีอายุการใช้งานมาแล้ว 4 ปี ขณะสูญหายรถดังกล่าวมีราคาในท้องตลาดเพียง 250,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดเพียง 250,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามจำนวนความคุ้มครองที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์กรณีรถที่รับประกันภัยสูญหายคือ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 เพียงแต่ให้การต่อสู้ลอยๆ ว่า รถที่โจทก์รับประกันภัยขณะสูญหายมีราคาเพียง 250,000 บาท โดยไม่นำพยานหลักฐานเข้าสืบตามข้ออ้างดังกล่าว เมื่อพิจารณายี่ห้อ รุ่น และอายุการใช้งานของรถดังกล่าวขณะสูญหายแล้ว เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 400,000 บาท ตามคำขอของโจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 นั้นเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 427
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทชุบศรรักษาความปลอดภัย
จำเลย — และกฎหมาย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4829/2558
#594388
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงของจำเลยที่โจทก์ผู้บริโภคซื้อมาจากร้านค้ามีเชื้อราปนเปื้อน จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการจึงมีภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 เมื่อพยานบุคคลฝ่ายจำเลยเบิกความประกอบพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนและวิธีการผลิตข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยจนกระทั่งขนส่งให้แก่ลูกค้า จำเลยมีการตรวจสอบคุณภาพอยู่ตลอดเวลา โดยดำเนินการจัดทำระบบตามหลักการผลิตที่ดีเพื่อเป็นหลักในการประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร และระบบควบคุมอันตรายไม่ให้ไปสู่ผู้บริโภคเพื่อเป็นหลักประกันในการควบคุมการผลิต โดยโรงงานบรรจุข้าวถุงของจำเลยเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองทั้งสองระบบ ระบบคุณภาพและมาตรฐานต่าง ๆ ได้รับการประเมินตรวจสอบและได้ใบรับรองจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าตรามาบุญครองของจำเลยมีความสะอาดและถูกสุขอนามัยโดยใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่าข้าวสารบรรจุถุงที่ผลิตในวันเดียวกันกับข้าวสารบรรจุถุงปัญหาที่โจทก์ซื้อไปไม่ปรากฏว่ามีข้าวสารบรรจุถุงที่มีเชื้อราปนเปื้อนอีก แสดงว่าเชื้อราที่ปนเปื้อนไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการขนส่งของจำเลย

การที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีภาระการพิสูจน์ว่า ข้าวสารถุงบรรจุของจำเลยในคดีนี้เสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหาย นั้น โจทก์ไม่อาจผลักภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลย เนื่องจากการมีเชื้อราปนเปื้อนในข้าวสารบรจุถุงของจำเลยไม่อยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลย แต่กลับอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเชื้อราหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นในข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ ที่จำเลยไม่อาจทราบได้และไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความเสียหายว่าเกิดจากผู้ประกอบการคนใดอันเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 6 เนื่องจากจำเลยสามารถปลดเปลื้องภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าและการขนส่งได้แล้ว ทั้งหากให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับข้าวสารบรรจุถุงเสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหาย ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยและอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งกันในทางการค้าได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยมิได้เป็นสินค้าไม่ปลอดภัย จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจึงไม่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 7 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายที่เกิดแก่จิตใจของโจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิตข้าวถุงตรามาบุญครองเพื่อจำหน่าย โจทก์ซื้อข้าวถุงหอมมะลิ 100 เปอร์เซนต์ (คัดพิเศษ) ตรามาบุญครอง ขนาด 5 กิโลกรัม ในราคา 170 บาท มาเพื่อบริโภคจากร้านชื่อพลอย โจทก์เทข้าวถุงเพื่อนำมาหุงบริโภคปรากฏว่า ข้าวถุงดังกล่าวมีเชื้อราปนเปื้อน โจทก์นำข้าวถุงไปให้เจ้าของร้านพลอยดู เจ้าของร้านพลอยรับว่าเป็นข้าวถุงที่โจทก์ซื้อไปจากร้านของตนและยอมเปลี่ยนข้าวถุงใหม่ให้ แต่โจทก์ไม่ยินยอมและนำข้าวปนเปื้อนไปแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและเรียกค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแจ้งโจทก์ว่า จำเลยไม่ยอมรับว่าเป็นข้าวของจำเลยตามหนังสือแจ้งผลการตรวจข้าวหอมมะลิ สำหรับข้าวถุงหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ (คัดพิเศษ) ตรามาบุญครอง ขนาด 5 กิโลกรัม ที่โจทก์อ้างว่ามีเชื้อราปนเปื้อนนั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ข้าวถุงดังกล่าวเป็นสินค้าของจำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ข้าวถุงหอมมะลิที่มีเชื้อราปนเปื้อนเป็นสินค้าของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้าวถุงหอมมะลิของจำเลยเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อข้าวถุงของจำเลยมาเพียงถุงเดียว มิได้ซื้อมาเป็นจำนวนมากและนำมาเก็บรักษาไว้ การใช้โจทก์ก็ปฏิบัติเหมือนเช่นเคยปฏิบัติมาโดยเมื่อซื้อข้าวมาแล้วก็จะเทใส่ภาชนะที่ใช้หุงหาและในทางนำสืบโจทก์ก็นำสืบให้เห็นว่าเช่นปุถุชนทั่วไปปฏิบัติโดยที่จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติความรับผิดอย่างต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 6 แล้ว ส่วนความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบการผู้ใด ไม่ใช่หน้าที่ที่โจทก์จะต้องเป็นผู้นำสืบซึ่งภาระการพิสูจน์ในกรณีนี้ตกอยู่แก่จำเลย แต่จำเลยมิได้พิสูจน์ว่าข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยในคดีนี้เสียหายเพราะอะไร ใครเป็นผู้ทำให้เสียหาย แต่จำเลยกลับนำสืบยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐาน สินค้าที่มีอยู่ในความครอบครองของจำเลยไม่มีความเสียหาย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าสินค้าของจำเลยซึ่งได้แก่ข้าวบรรจุถุงในคดีนี้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "สินค้าที่ไม่ปลอดภัย" หมายความว่า สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิตหรือการออกแบบหรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือนหรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวถุงหอมมะลิของจำเลยที่โจทก์ในฐานะผู้บริโภคซื้อมาจากร้านพลอย มีเชื้อราปนเปื้อน จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการจึงมีภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยตามที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 บัญญัติไว้ เมื่อจำเลยมีนายสุรชัย ผู้รับมอบอำนาจของจำเลย นายปรีชา ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า นางสาวจรรยา ตำแหน่งผู้จัดการแผนกประกันและควบคุมคุณภาพ นายธนชัย ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปธุรกิจโลจิสติกส์ นายภานุรุจ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย และนายศรัณย์ภัทร ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นพนักงานของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนและวิธีการผลิตข้าวถุงของจำเลยจนกระทั่งขนส่งให้แก่ลูกค้า จำเลยมีการตรวจสอบคุณภาพอยู่ตลอดเวลา จากการที่จำเลยดำเนินการจัดทำระบบตามหลักการผลิตที่ดีเพื่อเป็นหลักในการประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร ระบบควบคุมอันตรายไม่ให้ไปสู่ผู้บริโภคเพื่อเป็นหลักประกันในการควบคุมการผลิต โดยโรงงานบรรจุข้าวถุงของจำเลยเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองทั้งสองระบบ และระบบคุณภาพและมาตรฐานต่างๆ ได้รับการประเมินตรวจสอบและได้ใบรับรองจากหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชน ผลิตภัณฑ์สินค้าตรามาบุญครองของจำเลยมีความสะอาดและถูกสุขอนามัยโดยใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค นอกจากนั้นจำเลยยังนำสืบอ้างอีกว่า ข้าวถุงที่ผลิตในวันเดียวกันกับข้าวถุงที่มีปัญหาที่โจทก์ซื้อไปไม่ปรากฏว่ามีข้าวถุงที่มีเชื้อราปนเปื้อนอีก แสดงว่าเชื้อราที่ปนเปื้อนไม่ได้เกิดในขั้นตอนการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการขนส่งของจำเลย มิเช่นนั้นข้าวถุงน่าจะมีเชื้อราปนเปื้อนมากกว่า 1 ถุง โจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานใด ๆ เพื่อหักล้างข้อนำสืบของจำเลยข้างต้น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการขนส่งของจำเลยมีข้อบกพร่องอันเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราปนเปื้อน ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยในคดีนี้เสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่อาจผลักภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยเนื่องจากการมีเชื้อราปนเปื้อนในข้าวถุงของจำเลยไม่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยแต่กลับอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเชื้อราหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นในข้าวถุงของจำเลยอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ โดยจำเลยไม่อาจทราบได้และไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความเสียหายว่าเกิดจากผู้ประกอบการคนใดอันเป็นการขัดต่อมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ดังโจทก์ฎีกา เนื่องจากจำเลยสามารถปลดเปลื้องภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าและการขนส่งได้แล้วดังวินิจฉัยมาข้างต้น หากจำเลยมีภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับข้าวสารเสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหายดังที่โจทก์ฎีกา ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยและอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งกันในทางการค้าได้ ดัวยเหตุดังวินิจฉัยมาข้างต้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวถุงของจำเลยมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัยตามพระราชบัญญัติรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 7 (1) ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บ ค่ารับรองของเอกสารและค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์จากโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืนและให้คืนค่ารับรองเอกสารและคำสั่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 ม. 7 (1)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณพร เล็กศิริมนตรี
จำเลย — บริษัทปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางกมลา เทพวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4829/2558
#635369
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า สินค้าไม่ปลอดภัย หมายความว่า สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิตหรือการออกแบบหรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือนหรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงของจำเลยที่โจทก์ผู้บริโภคซื้อมาจากร้านค้ามีเชื้อราปนเปื้อน จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการจึงมีภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 เมื่อพยานบุคคลฝ่ายจำเลยเบิกความประกอบพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนและวิธีการผลิตข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยจนกระทั่งขนส่งให้แก่ลูกค้า จำเลยมีการตรวจสอบคุณภาพอยู่ตลอดเวลา โดยดำเนินการจัดทำระบบตามหลักการผลิตที่ดีเพื่อเป็นหลักในการประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร และระบบควบคุมอันตรายไม่ให้ไปสู่ผู้บริโภคเพื่อเป็นหลักประกันในการควบคุมการผลิต โดยโรงงานบรรจุข้าวถุงของจำเลยเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองทั้งสองระบบ ระบบคุณภาพและมาตรฐานต่าง ๆ ได้รับการประเมินตรวจสอบและได้ใบรับรองจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าตรามาบุญครองของจำเลยมีความสะอาดและถูกสุขอนามัยโดยใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่าข้าวสารบรรจุถุงที่ผลิตในวันเดียวกันกับข้าวสารบรรจุถุงปัญหาที่โจทก์ซื้อไปไม่ปรากฏว่ามีข้าวสารบรรจุถุงที่มีเชื้อราปนเปื้อนอีก แสดงว่าเชื้อราที่ปนเปื้อนไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการขนส่งของจำเลย

การที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีภาระการพิสูจน์ว่า ข้าวสารถุงบรรจุของจำเลยในคดีนี้เสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหาย นั้น โจทก์ไม่อาจผลักภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลย เนื่องจากการมีเชื้อราปนเปื้อนในข้าวถุงของจำเลยไม่อยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลย แต่กลับอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเชื้อราหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นในข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ ที่จำเลยไม่อาจทราบได้และไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความเสียหายว่าเกิดจากผู้ประกอบการคนใดอันเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 6 เนื่องจากจำเลยสามารถปลดเปลื้องภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าและการขนส่งได้แล้ว ทั้งหากให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับข้าวสารบรรจุถุงเสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหาย ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยและอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งกันในทางการค้าได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยมิได้เป็นสินค้าไม่ปลอดภัย จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจึงไม่ต้องรับผิด พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 7 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายที่เกิดแก่จิตใจของโจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิตข้าวถุงตรามาบุญครองเพื่อจำหน่าย โจทก์ซื้อข้าวถุงหอมมะลิ 100 เปอร์เซนต์ (คัดพิเศษ) ตรามาบุญครอง ขนาด 5 กิโลกรัม ในราคา 170 บาท มาเพื่อบริโภคจากร้านชื่อพลอย โจทก์เทข้าวถุงเพื่อนำมาหุงบริโภคปรากฏว่า ข้าวถุงดังกล่าวมีเชื้อราปนเปื้อน โจทก์นำข้าวถุงไปให้เจ้าของร้านพลอยดู เจ้าของร้านพลอยรับว่าเป็นข้าวถุงที่โจทก์ซื้อไปจากร้านของตนและยอมเปลี่ยนข้าวถุงใหม่ให้ แต่โจทก์ไม่ยินยอมและนำข้าวปนเปื้อนไปแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและเรียกค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแจ้งโจทก์ว่า จำเลยไม่ยอมรับว่าเป็นข้าวของจำเลยตามหนังสือแจ้งผลการตรวจข้าวหอมมะลิ สำหรับข้าวถุงหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ (คัดพิเศษ) ตรามาบุญครอง ขนาด 5 กิโลกรัม ที่โจทก์อ้างว่ามีเชื้อราปนเปื้อนนั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ข้าวถุงดังกล่าวเป็นสินค้าของจำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ข้าวถุงหอมมะลิที่มีเชื้อราปนเปื้อนเป็นสินค้าของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้าวถุงหอมมะลิของจำเลยเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อข้าวถุงของจำเลยมาเพียงถุงเดียว มิได้ซื้อมาเป็นจำนวนมากและนำมาเก็บรักษาไว้ การใช้โจทก์ก็ปฏิบัติเหมือนเช่นเคยปฏิบัติมาโดยเมื่อซื้อข้าวมาแล้วก็จะเทใส่ภาชนะที่ใช้หุงหาและในทางนำสืบโจทก์ก็นำสืบให้เห็นว่าเช่นปุถุชนทั่วไปปฏิบัติโดยที่จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 6 แล้ว ส่วนความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบการผู้ใด ไม่ใช่หน้าที่ที่โจทก์จะต้องเป็นผู้นำสืบซึ่งภาระการพิสูจน์ในกรณีนี้ตกอยู่แก่จำเลย แต่จำเลยมิได้พิสูจน์ว่าข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยในคดีนี้เสียหายเพราะอะไร ใครเป็นผู้ทำให้เสียหาย แต่จำเลยกลับนำสืบยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐาน สินค้าที่มีอยู่ในความครอบครองของจำเลยไม่มีความเสียหาย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า สินค้าของจำเลยซึ่งได้แก่ข้าวบรรจุถุงในคดีนี้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "สินค้าที่ไม่ปลอดภัย" หมายความว่า สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิตหรือการออกแบบหรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือนหรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวถุงหอมมะลิของจำเลยที่โจทก์ในฐานะผู้บริโภคซื้อมาจากร้านพลอย มีเชื้อราปนเปื้อน จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการจึงมีภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยตามที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 บัญญัติไว้ เมื่อจำเลยมีนายสุรชัย ผู้รับมอบอำนาจของจำเลย นายปรีชา ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า นางสาวจรรยา ตำแหน่งผู้จัดการแผนกประกันและควบคุมคุณภาพ นายธนชัย ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปธุรกิจโลจิสติกส์ นายภานุรุจ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย และนายศรัณย์ภัทร ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นพนักงานของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนและวิธีการผลิตข้าวถุงของจำเลยจนกระทั่งขนส่งให้แก่ลูกค้า จำเลยมีการตรวจสอบคุณภาพอยู่ตลอดเวลา จากการที่จำเลยดำเนินการจัดทำระบบตามหลักการผลิตที่ดีเพื่อเป็นหลักในการประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร ระบบควบคุมอันตรายไม่ให้ไปสู่ผู้บริโภคเพื่อเป็นหลักประกันในการควบคุมการผลิต โดยโรงงานบรรจุข้าวถุงของจำเลยเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองทั้งสองระบบ และระบบคุณภาพและมาตรฐานต่างๆ ได้รับการประเมินตรวจสอบและได้ใบรับรองจากหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชน ผลิตภัณฑ์สินค้าตรามาบุญครองของจำเลยมีความสะอาดและถูกสุขอนามัยโดยใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค นอกจากนั้นจำเลยยังนำสืบอ้างอีกว่า ข้าวถุงที่ผลิตในวันเดียวกันกับข้าวถุงที่มีปัญหาที่โจทก์ซื้อไปไม่ปรากฏว่ามีข้าวถุงที่มีเชื้อราปนเปื้อนอีก แสดงว่าเชื้อราที่ปนเปื้อนไม่ได้เกิดในขั้นตอนการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการขนส่งของจำเลย มิเช่นนั้นข้าวถุงน่าจะมีเชื้อราปนเปื้อนมากกว่า 1 ถุง โจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานใด ๆ เพื่อหักล้างข้อนำสืบของจำเลยข้างต้น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการขนส่งของจำเลยมีข้อบกพร่องอันเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราปนเปื้อน ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าวสารบรรจุถุงของจำเลยในคดีนี้เสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่อาจผลักภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยเนื่องจากการมีเชื้อราปนเปื้อนในข้าวถุงของจำเลยไม่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยแต่กลับอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเชื้อราหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นในข้าวถุงของจำเลยอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ โดยจำเลยไม่อาจทราบได้และไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความเสียหายว่าเกิดจากผู้ประกอบการคนใดอันเป็นการขัดต่อมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ดังโจทก์ฎีกา เนื่องจากจำเลยสามารถปลดเปลื้องภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าและการขนส่งได้แล้วดังวินิจฉัยมาข้างต้น หากจำเลยมีภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับข้าวสารเสียหายเพราะอะไรและใครเป็นผู้ทำให้เสียหายดังที่โจทก์ฎีกา ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยและอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งกันในทางการค้าได้ ดัวยเหตุดังวินิจฉัยมาข้างต้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวถุงของจำเลยมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประกอบการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัยตามพระราชบัญญัติรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 มาตรา 7 (1) ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่ารับรองของเอกสารและค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์จากโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืนและให้คืนค่ารับรองเอกสารและคำสั่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 ม. 7 (1)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณพร เล็กศิริมนตรี
บริษัทปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี
จำเลย — จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4815/2558
#582978
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินที่จำเลยรับโอนมาจากบริษัท บ. ผู้จัดสรร ให้แก่ที่ดินของบริษัท บ. ผู้จัดสรร แต่เมื่อก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินให้แก่บริษัท บ. ตามมติของที่ประชุมใหญ่เสียแล้ว สภาพแห่งคดีจึงไม่เปิดช่องที่จะมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมตามคำขอของโจทก์ได้ และแม้จะอนุเคราะห์ให้ถือว่าคำขอของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างจำเลยกับบริษัท บ. แต่การจะเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าว โจทก์ต้องฟ้องบริษัท บ. ผู้เป็นคู่สัญญากับจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยด้วย ลำพังแต่เพียงฟ้องจำเลยเพื่อให้เพิกถอนภาระจำยอมนั้น ไม่อาจทำได้ เพราะคำพิพากษาย่อมผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย ห้ามจำเลยกระทำนิติกรรมหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินสาธารณูปโภค และบริเวณสาธารณะที่รับโอนมาจากผู้จัดสรรตามโฉนดเลขที่ 2603 ตำบลประเวศ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 65 ไร่ 84 ตารางวา ให้เป็นภาระจำยอมในเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้า ประปาตลอดจนสาธารณูปโภคอื่น อันทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสิบสี่และสมาชิกของจำเลยแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2346 ตำบลประเวศ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 21 ไร่ 72 ตารางวา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสิบสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสิบสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเมืองทอง 2 โครงการ 2 ซอยพัฒนาการ 61 ถนนพัฒนาการ แขวงและเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีนายชาญบุณฑ์ เป็นประธานกรรมการของจำเลย โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นสมาชิกของจำเลย แต่นายชาญบุณฑ์เป็นบุคคลล้มละลายทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งจากการเป็นกรรมการตามข้อบังคับของจำเลย การที่นายชาญบุณฑ์ในนามประธานกรรมการของจำเลยทำหนังสือเชิญประชุมและดำเนินการประชุมมีการลงมติในวาระต่าง ๆ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับ แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย คำพิพากษาศาลชั้นต้นตามคำขอของโจทก์ในข้อนี้ยุติแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยไม่ให้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินสาธารณูปโภคและบริเวณสาธารณะที่รับโอนมาจากผู้จัดสรรให้แก่ที่ดินแปลงอื่นของผู้จัดสรรตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้การจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินสาธารณูปโภคและบริเวณสาธารณะตามโฉนดเลขที่ 2603 ที่จำเลยรับโอนมาจากบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดสรร ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2346 ของบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดสรร จะเป็นมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมตินี้แล้วก็ตาม แต่เมื่อก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 18 สิงหาคม 2554 จำเลยได้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินที่รับโอนมาให้แก่ที่ดินของบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ตามมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวเสียแล้วตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2554 สภาพแห่งคดีจึงไม่เปิดช่องที่จะมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมตามคำขอของโจทก์ได้ และแม้จะอนุเคราะห์ให้ถือว่าคำขอของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างจำเลยกับบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ก็ดี แต่การจะเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าว โจทก์จำต้องฟ้องบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสามยทรัพย์ผู้เป็นคู่สัญญากับจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยด้วยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ลำพังแต่เพียงฟ้องจำเลยเพื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้น ไม่อาจทำได้ เพราะคำพิพากษาย่อมผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้คดีจึงไม่อาจบังคับจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้

ส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยให้ครบทุกข้อหาในคำฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย โดยประกอบด้วยสภาพแห่งข้อหาหลายข้อด้วยกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายชาญบุณฑ์พ้นจากตำแหน่งจากการเป็นกรรมการตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว การที่นายชาญบุณฑ์ในนามประธานกรรมการของจำเลยทำหนังสือเชิญประชุมและดำเนินการประชุมมีการลงมติในวาระต่าง ๆ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับ อันนำไปสู่การบังคับตามคำขอของโจทก์ได้แล้ว การที่ยังจะต้องวินิจฉัยข้อหาอื่นเพื่อนำไปสู่การบังคับตามคำขอเดียวกันนี้อีกจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี เพราะไม่ทำให้ ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในข้อหาที่เหลืออีก กรณีเช่นนี้หาใช่ว่าศาลไม่ได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังที่โจทก์ฎีกามาไม่ หากโจทก์เห็นว่าข้อหาที่เหลือยังมีการกระทำที่ทำให้โจทก์ต้องเสียหายก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแพทย์สว่าง อัมพรพันธ์ กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมืองทอง 2 โครงการ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายธวัชชัย แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4815/2558
#635368
เปิดฉบับเต็ม

แม้การจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินสาธารณูปโภคและบริเวณสาธารณะตามโฉนดเลขที่ 2603 ที่จำเลยรับโอนมาจากบริษัท บ. ผู้จัดสรร ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2346 ของบริษัท บ. ผู้จัดสรร จะเป็นมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญของจำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมตินี้แล้วก็ตาม แต่เมื่อก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ จำเลยได้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินที่รับโอนมาให้แก่ที่ดินของบริษัท บ. ตามมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวเสียแล้วสภาพแห่งคดีจึงไม่เปิดช่องที่จะมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมตามคำขอของโจทก์ได้ และแม้จะอนุเคราะห์ให้ถือว่าคำขอของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างจำเลยกับบริษัท บ. ก็ดี แต่การจะเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวโจทก์จำต้องฟ้องบริษัท บ. เจ้าของสามยทรัพย์ผู้เป็นคู่สัญญากับจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยด้วย ลำพังแต่เพียงฟ้องจำเลยเพื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้น ไม่อาจทำได้ เพราะคำพิพากษาย่อมผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง คดีจึงไม่อาจบังคับจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้

โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญของจำเลย โดยประกอบด้วยสภาพแห่งข้อหาหลายข้อด้วยกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ช. พ้นจากตำแหน่งจากการเป็นกรรมการตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว การที่ ช. ในนามประธานกรรมการของจำเลยทำหนังสือเชิญประชุมและดำเนินการประชุมมีการลงมติในวาระต่างๆ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับ อันนำไปสู่การบังคับตามคำขอของโจทก์ได้แล้ว การที่ยังจะต้องวินิจฉัยข้อหาอื่นเพื่อนำไปสู่การบังคับตามคำขอเดียวกันนี้อีกจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในข้อหาที่เหลืออีก กรณีเช่นนี้หาใช่ว่าศาลไม่ได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ไม่ หากโจทก์เห็นว่าข้อหาที่เหลือยังมีการกระทำที่ทำให้โจทก์ต้องเสียหายก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย ห้ามจำเลยกระทำนิติกรรมหรือกระทำการใดๆ ในที่ดินสาธารณูปโภค และบริเวณสาธารณะที่รับโอนมาจากผู้จัดสรรตามโฉนดเลขที่ 2603 ตำบลประเวศ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 65 ไร่ 84 ตารางวา ให้เป็นภาระจำยอมในเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ไฟฟ้าประปาตลอดจนสาธารณูปโภคอื่น อันทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสิบสี่และสมาชิกของจำเลยแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2346 ตำบลประเวศ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 21 ไร่ 72 ตารางวา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสิบสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสิบสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเมืองทอง 2 โครงการ 2 ซอยพัฒนาการ 61 ถนนพัฒนาการ แขวงและเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีนายชาญบุณฑ์ เป็นประธานกรรมการของจำเลย โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นสมาชิกของจำเลย แต่นายชาญบุณฑ์เป็นบุคคลล้มละลายทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งจากการเป็นกรรมการตามข้อบังคับของจำเลย การที่นายชาญบุณฑ์ในนามประธานกรรมการของจำเลยทำหนังสือเชิญประชุมและดำเนินการประชุมมีการลงมติในวาระต่างๆ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับ แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย คำพิพากษาศาลชั้นต้นตามคำขอของโจทก์ในข้อนี้ยุติแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยไม่ให้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินสาธารณูปโภคและบริเวณสาธารณะที่รับโอนมาจากผู้จัดสรรให้แก่ที่ดินแปลงอื่นของผู้จัดสรรตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่าแม้การจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินสาธารณูปโภคและบริเวณสาธารณะตามโฉนดเลขที่ 2603 ที่จำเลยรับโอนมาจากบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดสรร ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2346 ของบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดสรร จะเป็นมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมตินี้แล้วก็ตาม แต่เมื่อก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 18 สิงหาคม 2554 จำเลยได้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินที่รับโอนมาให้แก่ที่ดินของบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ตามมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวเสียแล้วตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2554 สภาพแห่งคดีจึงไม่เปิดช่องที่จะมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมตามคำขอของโจทก์ได้ และแม้จะอนุเคราะห์ให้ถือว่าคำขอของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมระหว่างจำเลยกับบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ก็ดี แต่การจะเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวโจทก์จำต้องฟ้องบริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสามยทรัพย์ผู้เป็นคู่สัญญากับจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยด้วยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ลำพังแต่เพียงฟ้องจำเลยเพื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้น ไม่อาจทำได้ เพราะคำพิพากษาย่อมผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้คดีจึงไม่อาจบังคับจำเลยตามคำขอ

ของโจทก์ได้

ส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยให้ครบทุกข้อหาในคำฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ของจำเลย โดยประกอบด้วยสภาพแห่งข้อหาหลายข้อด้วยกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายชาญบุณฑ์พ้นจากตำแหน่งจากการเป็นกรรมการตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว การที่นายชาญบุณฑ์ในนามประธานกรรมการของจำเลยทำหนังสือเชิญประชุมและดำเนินการประชุมมีการลงมติในวาระต่างๆ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับ อันนำไปสู่การบังคับตามคำขอของโจทก์ได้แล้ว การที่ยังจะต้องวินิจฉัยข้อหาอื่นเพื่อนำไปสู่การบังคับตามคำขอเดียวกันนี้อีกจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในข้อหาที่เหลืออีก กรณีเช่นนี้หาใช่ว่าศาลไม่ได้ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังที่โจทก์ฎีกามาไม่ หากโจทก์เห็นว่าข้อหาที่เหลือยังมีการกระทำที่ทำให้โจทก์ต้องเสียหายก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 14 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแพทย์สว่าง อัมพรพันธ์ กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเมืองทอง 2 โครงการ 2
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2558
#581392
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องเป็นการฟ้องคดีในมูลละเมิด แม้จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 รับขนส่งช่วง จำเลยที่ 3 นำเรือไปบรรทุกโดยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมเรือ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การว่าจำเลยที่ 2 เช่าเรือไปจากจำเลยที่ 3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 คำฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 และมาตรา 427 คำฟ้องโจทก์จึงไม่แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แม้ในทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ และศาลจะพิพากษาคดีให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 9,125 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 7,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 7,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 9,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 9,125 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มีนาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 7,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 7,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองกับผู้รับประกันภัยรายอื่นร่วมกันรับประกันความเสี่ยงภัยจากบริษัทยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัยโดยคุ้มครองความสูญเสียและเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 14/1 หมู่ที่ 4 ตำบลโพสะ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เนื่องจากอุบัติเหตุใด ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อยกเว้น ข้อจำกัด หรือมีเงื่อนไขใด ๆ ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเป็นเงิน 100,000 บาท ระยะเวลาประกันภัยเริ่มวันที่ 31 ธันวาคม 2549 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 1 เป็นนายท้ายผู้ควบคุมดูแลเรือโป๊ะหรือเรือ Lighter ชื่อยู.อี.35 ทะเบียนเรือ 241093268 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งน้ำตาลทรายดิบของบริษัทส่งออกน้ำตาลสยาม จำกัด จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของเรือโป๊ะหรือเรือ Lighter ชื่อยู.อี.35 ทะเบียนเรือ 241093268 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2550 จำเลยที่ 1 นำเรือยู.อี.35 บรรทุกน้ำตาลทรายดิบน้ำหนักประมาณ 650 ตัน ผูกไว้กับหลักไม้ค้อที่หน้าท่าเรือของบริษัทยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 14/1 หมู่ที่ 4 ตำบลโพสะ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เพื่อรอการลากจูงไปกับเรือพ่วง วันที่ 4 มีนาคม 2550 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา เรือลำดังกล่าวจมลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเหตุให้กลุ่มหลักไม้ค้อที่เรือผูกโยงไว้ล้มลงได้รับความเสียหาย 2 กลุ่ม เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 โจทก์ที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 9,125 บาท และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 โจทก์ที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 7,300 บาท และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงิน 9,125 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป และชำระเงิน 7,300 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายท้ายผู้ควบคุมดูแลเรือโป๊ะชื่อยู.อี.35 และเป็นผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งที่รับขนส่งน้ำตาลทรายดิบของบริษัทส่งออกน้ำตาลสยาม จำกัด และจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือโป๊ะชื่อยู.อี.35 วันที่ 3 มีนาคม 2550 เวลาเย็น จำเลยที่ 1 นำเรือยู.อี.35 บรรทุกน้ำตาลทรายดิบไปผูกไว้ที่หลักไม้ค้อหน้าท่าเรือบริษัทยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ครั้นวันที่ 4 มีนาคม 2550 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา เรือจมลงเป็นเหตุให้กลุ่มหลักไม้ค้อที่เรือผูกโยงไว้ล้มลงได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกร้องจากจำเลยทั้งสาม ตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องคดีในมูลละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อหลักไม้ค้อสำหรับผูกโยงเรือที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประกันภัย แม้จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 รับขนส่งช่วงน้ำตาลทรายดิบ จำเลยที่ 3 นำเรือยู.อี.35 ไปบรรทุกน้ำตาลทรายดิบโดยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมเรือ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เช่าเรือยู.อี.35 ไปจากจำเลยที่ 3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 คำฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และมาตรา 427 คำฟ้องโจทก์จึงไม่แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แม้ในทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ และศาลจะพิพากษาคดีให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 427
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นายวรวุฒิ เดชดอน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาวบุศรา เจตน์จำนงจิต
ศาลอุทธรณ์ — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4786/2558
#588597
เปิดฉบับเต็ม

ความหมายของคำว่า "ในทางการที่จ้าง" มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในเวลาทำงานของนายจ้างหรือระหว่างเวลาที่ต่อเนื่องคาบเกี่ยวใกล้ชิดกันกับการปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างมาเท่านั้น หากแต่เมื่อลูกจ้างที่มีหน้าที่ขับรถและได้กระทำไปในทางการที่จ้างแล้ว หลังจากนั้นแม้ลูกจ้างจะได้ขับรถไปทำธุรกิจส่วนตัวหรือประการใดก็ตาม ตราบใดที่ลูกจ้างยังมิได้นำรถกลับคืนสู่ความครอบครองของนายจ้าง ก็ยังคงถือว่าอยู่ในระหว่างทางการที่จ้างหรือต่อเนื่องกับทางการที่จ้างซึ่งนายจ้างยังคงต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกจ้าง ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุคดีนี้จะเป็นเวลา 2 นาฬิกา นอกเวลาทำงานปกติและ ว. ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุออกไปเที่ยว ก็ถือได้ว่า ว. ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของ ว. นั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 551,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 389,036.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายวิศวะ ที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า นายวิศวะขับรถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน บต 9370 ปทุมธานี คันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 อันทำให้จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาหรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มอบรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุดังกล่าวให้นายวิศวะ ใช้ในขณะไปทำการควบคุมงานที่บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 แต่นายวิศวะก็จะต้องนำรถยนต์กระบะดังกล่าวไปใช้ปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 3 มอบหมายหรือใช้ในระหว่างเวลาที่ต่อเนื่องคาบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ตามพฤติการณ์ที่ควรจะเป็น เนื่องจากขณะเกิดเหตุพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้นายวิศวะส่งมอบรถยนต์กระบะดังกล่าวและกุญแจรถคืนแก่จำเลยที่ 3 ภายหลังเวลาเลิกงานได้ การที่นายวิศวะนำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปใช้เที่ยวเตร่สถานบันเทิงและเชิงชู้สาวภายหลังจากเลิกงานแล้วนานถึง 9 ชั่วโมง จึงเป็นการกระทำในเรื่องส่วนตัวของนายวิศวะโดยแท้ไม่เกี่ยวกับการทำงานตามที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้าง จำเลยที่ 3 ไม่จำต้องร่วมรับผิดด้วยแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าขณะจำเลยที่ 3 มอบรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวให้นายวิศวะนำไปใช้ขณะไปทำการควบคุมงานที่จังหวัดสงขลาตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 ได้มีการกำหนดให้นายวิศวะนำรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ใด อย่างไร หรือมีการมอบหมายให้บุคคลใดเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลเก็บรักษารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ ภายหลังเวลาเลิกงานแล้ว แต่อย่างใด ทั้งตามคำเบิกความของนายทวี ผู้จัดการแผนกของบริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) พยานจำเลยที่ 3 ที่ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ตลอดระยะเวลาตามสัญญาจ้าง พยานเห็นนายวิศวะใช้รถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน บต 9370 ปทุมธานี ในการรับส่งพนักงานและขนส่งสินค้าด้วย ตามคำเบิกความของนายทวีดังกล่าว นายวิศวะซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานที่จังหวัดสงขลาตามคำสั่งจำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิปฏิบัติงานนอกเวลาในเวลากลางคืนได้ และตามพฤติการณ์ระหว่างจำเลยที่ 3 กับนายวิศวะดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 3 มอบรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุให้นายวิศวะเป็นผู้ครอบครองใช้และเก็บรักษารถภายหลังเลิกงานโดยสามารถนำรถออกปฏิบัติงานได้ตลอดเวลาของการทำงานที่จังหวัดสงขลา อันถือได้ว่า จำเลยที่ 3 ยินยอมให้นายวิศวะนำรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุออกไปใช้งานได้ตลอดเวลาแม้ในเวลากลางคืนนอกเวลาทำงานตามปกติข้อที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 มอบหมายให้นายวิศวะไปทำการควบคุมงานที่จังหวัดสงขลาซึ่งอยู่คนละจังหวัดกับสถานประกอบกิจการค้าของจำเลยที่ 3 ทำให้ไม่เปิดช่องที่จะให้นายวิศวะส่งมอบรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุและกุญแจรถคืนแก่จำเลยที่ 3 ภายหลังเวลาเลิกงานได้ ก็หาใช่เหตุจะอ้างเอาเป็นข้อปัดความรับผิดได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องภายในระหว่างพนักงานของจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 3 ที่สามารถกำหนดมาตรการในการควบคุมดูแลการใช้รถนอกเขตสถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ได้ ที่สำคัญความหมายของคำว่า "ในทางการที่จ้าง" มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในเวลาทำงานของนายจ้างหรือระหว่างเวลาที่ต่อเนื่องคาบเกี่ยวใกล้ชิดกันกับการปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างมาเท่านั้น หากแต่เมื่อลูกจ้างที่มีหน้าที่ขับรถและได้กระทำไปในทางการที่จ้างแล้วหลังจากนั้นแม้ลูกจ้างจะได้ขับรถไปทำธุรกิจส่วนตัวหรือประการใดก็ตาม ตราบใดที่ลูกจ้างยังมิได้นำรถกลับคืนสู่ความครอบครองของนายจ้าง ก็ยังคงถือว่าอยู่ในระหว่างทางการที่จ้างหรือต่อเนื่องกับทางการที่จ้างซึ่งนายจ้างยังคงต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกจ้างดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุคดีนี้จะเป็นเวลา 2 นาฬิกา นอกเวลาทำงานปกติและนายวิศวะขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุออกไปเที่ยว ก็ถือได้ว่านายวิศวะขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ผู้เป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของนายวิศวะนั้นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวิสุทธิ์ จันทะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางบกวรรณ ธีระมงคลกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนพวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4780/2558
#588593
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายเบื้องต้นตามนิยามของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 หมายถึงค่าปลงศพด้วย เหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นก็เพราะจำเลยที่ 2 นายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายเบื้องต้นจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 มีภาระต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ทั้งสองจึงเป็นการชำระค่าปลงศพ รวมถึงค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วยแก่โจทก์ทั้งสองแทนจำเลยที่ 2 ผู้ต้องรับผิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างและทำละเมิดในทางการที่จ้าง

ล. เป็นภริยาของ ห. ผู้ตายมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง ขณะ ห. มีชีวิตเป็นผู้ออกค่ารักษาพยาบาลซึ่งถือเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่ ล. ตลอดมา เมื่อ ห. ถึงแก่ความตายจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ล. จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะในส่วนนี้ได้ แต่ก่อนถึงแก่ความตาย ล. ยังมิได้ฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นทายาทโดยธรรมของ ล. แต่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเพียงว่าเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของ ห. มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ล. ด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้แทน ล.

คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดค่าขาดรายได้จากการประกอบอาชีพของ ห. ผู้ตาย แต่มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรมของ ล. และ ห. ผู้ตายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมแก่ ล. อย่างไร โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามฟ้อง

ผู้ที่จะได้รับค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจะต้องเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 คือ สามีกับภริยา หรือบิดามารดากับบุตร แต่ อ. และ ธ. มิใช่บุตรของ ห. ผู้ตาย แม้ในความเป็นจริงผู้ตายจะอุปการะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองอยู่ก็ตาม จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยทั้งสามและไม่ก่อสิทธิให้แก่ผู้อื่นฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 224,416.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมโดยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายหอม ผู้ตาย นางลอน เป็นภริยาผู้ตาย จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 0335 ฉะเชิงทรา และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 0336 ฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถทั้งสองคันรับผิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายคันละ 250,000 บาท ต่อคนต่อครั้ง รวมสองกรมธรรม์เป็นเงิน 500,000 บาท ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2547 ระหว่างอยู่ในอายุสัญญาประกันภัยจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จากอำเภอเมืองปราจีนบุรีมุ่งหน้าอำเภอศรีมโหสถ ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 6 ด้วยความเร็วสูง รถพ่วงหลุดออกจากส่วนหัวพุ่งชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - 6719 ปราจีนบุรี ซึ่งมีนายอร่าม เป็นผู้ขับและผู้ตายนั่งโดยสารมาด้วยถึงแก่ความตายทั้งสองคน จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว 400,000 บาท พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1651/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 578/2549 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีพิพากษาให้จำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ตามสำเนาคำพิพากษา ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายเป็นช่างซ่อมรถยนต์เปิดอู่ซ่อมรถยนต์ชื่อ เอื้อเฟื้อการช่าง ที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี รายได้เดือนละ 30,000 ถึง 40,000 บาท รวมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ และเป็นสายลับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ตายทำนาและจ้างผู้อื่นทำนาที่อำเภอศรีมโหสถ มีรายได้ปีละ 50,000 บาท และผู้ตายทำไร่มันสำปะหลัง 50 ไร่ มีรายได้ปีละ 150,000 บาท ถึง 180,000 บาท ผู้ตายอุปการะเลี้ยงดูหลานซึ่งเป็นบุตรของสิบเอกสุชาติ คือ เด็กชายอานนท์ เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเด็กหญิงธิดารัตน์ เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค่าปลงศพของผู้ตาย มีค่าอาหารเลี้ยงแขก ค่าดอกไม้ ค่าเช่าโลงเย็นและต้องเก็บศพไว้ 3 ปี เนื่องจากที่อำเภอศรีมโหสถ มีประเพณีว่าหากผู้ตายตายเนื่องจากอุบัติเหตุให้เก็บศพไว้ 3 ปี มีแขกร่วมงานศพผู้ตายจำนวนมาก ตามภาพถ่าย และมีค่าใช้จ่ายตามรายการค่าใช้จ่าย นางลอนภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคพาร์คินสันโดยป่วยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2540 หลังเกิดเหตุประมาณ 8 เดือน นางลอนถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า ค่าเสียหายเบื้องต้นตามนิยามของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 หมายถึง ค่าปลงศพด้วย และเหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นก็เพราะจำเลยที่ 2 นายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแทนจำเลยที่ 2 ฉะนั้น ค่าเสียหายเบื้องต้นจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 มีภาระต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้นายหอม ต้องถึงแก่ความตายและเสียค่าปลงศพเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงมีภาระต้องรับผิดชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ทั้งสองจึงเป็นการชำระค่าปลงศพ รวมถึงค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วยแก่โจทก์ทั้งสองแทนจำเลยที่ 2 ผู้ต้องรับผิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างและทำละเมิดในทางการที่จ้างนั่นเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนนี้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ทั้งสองอีก จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหานี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลนางลอน ภริยาของนายหอมผู้ตายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นางลอนเป็นภริยาของนายหอม ผู้ตาย มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากนายหอม ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ขณะที่นายหอมมีชีวิตอยู่เป็นผู้ออกค่ารักษาพยาบาลซึ่งถือเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่นางลอนตลอดมา เมื่อนายหอมถึงแก่ความตายจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 นางลอนจึงมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะในส่วนนี้ได้ แต่ปรากฏว่าก่อนถึงแก่ความตายนางลอนยังมิได้ฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะในส่วนนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นทายาทโดยธรรมของนางลอน แต่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องคดีนี้เพียงว่าโจทก์ทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายหอมโดยมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางลอนด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้แทนนางลอนแต่อย่างใด ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดค่ารักษาพยาบาลของนางลอน 24,416.01 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหานี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าขาดการงานในครัวเรือน 1,000,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของคำฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจให้จำเลยทั้งสามรับผิดนอกเหนือคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้ ซึ่งในคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดค่าขาดรายได้จากการประกอบอาชีพของนายหอมผู้ตาย เป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 1,000,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรมของนางลอน และนายหอมผู้ตายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมแก่นางลอนอย่างไร โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองเนื่องจากเห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ดังที่วินิจฉัยข้างต้น จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฎีกาโจทก์ทั้งสองในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชายอานนท์ และเด็กหญิงธิดารัตน์ หรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่จะได้รับค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจะต้องเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 คือ สามีกับภริยาหรือบิดามารดากับบุตร แต่เด็กชายอานนท์ และเด็กหญิงธิดารัตน์ มิใช่บุตรของนายหอม ผู้ตาย แม้ในความเป็นจริงผู้ตายจะอุปการะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองอยู่ก็ตาม จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยทั้งสามและไม่ก่อสิทธิให้แก่ผู้อื่นฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูแทน โจทก์ทั้งสองไม่อาจฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชายอานนท์และเด็กหญิงธิดารัตน์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสองในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่โจทก์ทั้งสองฎีกาเป็นปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าปลงศพ และค่ารักษาพยาบาลนางลอน รวมเป็นเงิน 224,416.01 บาท ต่อโจทก์ทั้งสองด้วย เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 224,416.01 บาท แก่โจทก์ทั้งสองอีก จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 วรรคสอง ม. 1598/38
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศุกาญจนา เอื้อเฟื้อ กับพวก
จำเลย — นายกรุง แสงมาศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววิดาภา สุจรรยาทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4778/2558
#630199
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้น ย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาไว้ 2 ประการ คือ โดยข้อสัญญาหรือโดยกฎหมายให้อำนาจไว้ เมื่อสัญญาเช่าบ้านไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนสัญญาเช่าถึงกำหนดโดยข้อสัญญาได้ โจทก์จึงต้องอาศัยสิทธิการบอกเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้โจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากบ้านเช่าพร้อมกับทำหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบ ก็มิใช่เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านกับจำเลยได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมตกลงเลิกสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านแต่เพียงฝ่ายเดียว สัญญาเช่าบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลผูกพันคู่สัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องคืนเงินดังกล่าวอันเป็นค่าเช่าล่วงหน้าส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินประกัน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2556 โจทก์ตกลงเช่าบ้านเลขที่ 29 ถนนเลียบห้วยวังนอง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จากจำเลยเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนเดือนละ 20,000 บาท โดยในวันทำสัญญา โจทก์วางเงิน 160,000 บาท ให้แก่จำเลยยึดถือไว้ ตามสัญญาเช่าบ้าน โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินเข้าไปอยู่ในบ้านเช่าตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2556 และอยู่ในบ้านเช่าจนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้น ย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาไว้ 2 ประการ คือ โดยข้อสัญญาหรือโดยกฎหมายให้อำนาจไว้ เมื่อพิเคราะห์สัญญาเช่าบ้าน ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนสัญญาเช่าถึงกำหนดโดยข้อสัญญาได้ โจทก์จึงต้องอาศัยสิทธิการบอกเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้โจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากบ้านเช่าพร้อมกับทำหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบ ก็มิใช่เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านกับจำเลยได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยยอมตกลงเลิกสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านแต่เพียงฝ่ายเดียว คดีฟังได้ว่าสัญญาเช่าบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลผูกพันคู่สัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องคืนเงินดังกล่าวอันเป็นค่าเช่าล่วงหน้าส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพัฒน์ เฟลทเชอร์
จำเลย — นางจินตนา ศิริแสงเลิศ
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2558
#585137
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้และคดีก่อนมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นนี้แล้ว คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 แต่คดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด หากในชั้นที่สุดศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีนี้เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา ผลของคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยในคดีนี้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คดีนี้ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 7 ถึง 9 แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด จึงควรรอฟังผลคดีดังกล่าวให้ถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพิพากษาคดีนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ 8,735,339.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาอาคารไทยวา จำนวน 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 เลขที่ 0945011914 QCMPG 055334 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 วงเงิน 3,300,017.59 บาท ฉบับที่ 2 เลขที่ 0945011914 QCMPG 064712 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2553 วงเงิน 1,287,943.17 บาท ฉบับที่ 3 เลขที่ 0945011914 QCMPG 064713 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2553 วงเงิน 1,287,943.16 บาท และฉบับที่ 4 เลขที่ 0945011914 QCMPG 065636 ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 วงเงิน 2,575,886.33 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 5,776,180.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2554) ไม่ให้เกิน 226,054.07 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับจ้างจำเลยปรับปรุงก่อสร้างโครงการอาคารไทมส์ สแควร์ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่26 สิงหาคม 2552 เป็นการปรับปรุงก่อสร้างอาคารเฟส เอ เป็นเงิน 33,000,175.93 บาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 เป็นการปรับปรุงก่อสร้างอาคารเฟส บี เป็นเงิน 25,758,863.27 หลังจากทำสัญญาโจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเฟส เอ ในงานงวดที่ 7 ที่ 7.1 และที่ 8 เสร็จแล้ว โดยจำเลยได้ตรวจและเซ็นรับมอบงานแล้ว คิดเป็นเงินค่าจ้างในส่วนนี้เป็นเงิน2,246,721.06 บาท และโจทก์ยังก่อสร้างงานในอาคารเฟส เอ งวดที่ 9 จนแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยแล้ว คิดเป็นเงินค่าจ้าง 1,275,553.37 บาท ส่วนการก่อสร้างอาคารเฟส บี โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จงานในงวดที่ 8 คิดเป็นเงินค่าจ้าง 2,253,906.06 บาท โจทก์ได้มีหนังสือให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างดังกล่าว แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญา หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยในคดีนี้ได้ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 1982/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 497/2556 ของศาลชั้นต้น เรียกให้โจทก์ในคดีนี้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์คดีนี้ผิดสัญญาจ้างทำของ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 โดยฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายโจทก์ในคดีนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ในคดีนี้ฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 497/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่างวดงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารไทมส์สแควร์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญา จึงไม่มีสิทธิเบิกค่าจ้าง ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 497/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้โจทก์คดีนี้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ผิดสัญญาจ้างดังกล่าว คดีนี้และคดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นนี้แล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้พิพากษาชี้ขาดแล้ว ก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับ มาตรา 144 เช่นกัน แม้คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาเมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด หากในชั้นที่สุดศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยคดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยในคดีนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คดีนี้ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 7 ถึงที่ 9 แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ดังนั้น หากให้รอฟังผลคดีหมายเลขแดงที่ 497/2556 ของศาลชั้นต้น ให้ถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพิพากษาคดีต่อไป ย่อมทำให้ความยุติธรรมคดีนี้ดำเนินไปด้วยดี การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่หยิบยกประเด็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำขึ้นวินิจฉัย โดยยังคงวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและพิพากษา จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลในคดีหมายเลขแดงที่ 497/2556 ของศาลชั้นต้นจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดแล้วพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรุจา คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทซี.ที.แลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิโรจน์ อำนวยสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2558
#631360
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เป็นพยานบอกเล่าอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธต่อศาลและไม่มีข้อเท็จจริงแวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ลำพังรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ยิ่งบันทึกคำให้การของผู้ให้ถ้อยคำ ซึ่งจำเลยให้การปรักปรำตนเองโดยเจ้าพนักงานตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อหา ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ของตน จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยเจ้าพนักงานตำรวจยังไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่าแล้วยังไม่ชอบธรรมที่จะรับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี กับให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันและสถานที่เกิดเหตุ มีคนร้ายลักบานพับประตูสเตนเลส 22 กล่อง ราคากล่องละ 10,000 บาท รวมราคา 220,000 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บไว้ที่คลังสินค้าของผู้เสียหายไป ขณะเกิดเหตุจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายตำแหน่งพนักงานชั่วคราวประจำอยู่ที่คลังสินค้าของผู้เสียหาย มีหน้าที่ช่วยยกสินค้าของผู้เสียหายขึ้นรถขนส่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบกล่าวหาว่าจำเลยลักบานพับประตูสเตนเลส จำนวน 22 กล่อง ของผู้เสียหายนั้น มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยให้การปรักปรำตนเอง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบเพื่อให้เชื่อได้ว่าจำเลยได้ให้การไปตามความจริง เหตุที่ทราบว่าสินค้าบานพับประตูสเตนเลสหายไป 22 กล่อง เพราะมีการตรวจสอบจำนวนสินค้า ซึ่งโจทก์มีเพียงนายมาณพผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหายมาเบิกความ แต่โจทก์ไม่ได้นำตัวนายพรเทพหัวหน้างาน ซึ่งเป็นผู้ตรวจพบว่ามีสินค้าหายไปมาเบิกความ ทำนองเดียวกันเหตุที่พบว่าจำเลยเป็นคนร้ายเพราะผู้จัดการบริษัทและนายพรเทพแจ้งว่าจำเลยรับสารภาพ โจทก์ก็ไม่ได้นำผู้จัดการบริษัทและนายพรเทพมาเบิกความ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าในชั้นสอบสวน ร้อยตำรวจเอกศุภชัยก็ดี พันตำรวจโทชำนาญก็ดี ได้สอบปากคำผู้จัดการบริษัทและนายพรเทพเป็นพยานกล่าวหาจำเลย คงสอบปากคำนายพรเทพ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ ซึ่งระบุเพียงว่าบุคคลที่เข้าออกคลังสินค้าได้มี 3 คน คือนายพรเทพ จำเลย และนายสานิตย์ แต่ยังไม่ได้กล่าวหาผู้ใด และให้ถ้อยคำด้วยว่ารถกระบะที่มารับสินค้ามี 3 คัน คือ รถกระบะของนายวันชัย นายวันชัย และนายโตก ไม่ปรากฏว่ามีนายสมพรขับรถมารับสินค้าด้วย ยิ่งกว่านั้นตามทางนำสืบของโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายสมพร โดยปรากฏตั้งแต่จำเลยรับสารภาพต่อนายพรเทพ ชี้ภาพนายสมพรในชั้นให้ถ้อยคำ และในชั้นให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้ต้องหา แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีแก่นายสมพรอย่างไร คงมีเพียงคำให้การจำเลยชั้นสอบสวนว่า นายสมพรตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ดำเนินคดีความผิดอาญาแผ่นดินและไม่อาจรับฟังเป็นโทษแก่จำเลย โจทก์อ้างว่าจำเลยกับนายสมพร นำสินค้าบานพับประตูออกไปโดยใส่ไว้ใต้ที่นั่งคนขับรถ แต่ไม่ได้นำสืบแสดงว่าช่องใต้ที่นั่งคนขับรถมีลักษณะอย่างไรเพียงพอซุกซ่อนกล่องสินค้าบานพับประตูได้หรือไม่ อีกทั้งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นไม่พบสินค้าบานพับประตูสเตนเลสที่ร้านขายของเก่าที่อ้างว่านายสมพรนำไปขาย และไม่ได้สอบปากคำเจ้าของร้านไว้ด้วย บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เป็นพยานบอกเล่าอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธต่อศาลและไม่มีข้อเท็จจริงแวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ลำพังรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ยิ่งบันทึกคำให้การของผู้ให้ถ้อยคำ ซึ่งจำเลยให้การปรักปรำตนเองโดยเจ้าพนักงานตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อหา ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ของตน จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยเจ้าพนักงานตำรวจยังไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่าแล้วยังไม่ชอบธรรมที่จะรับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 พยานหลักฐานอื่นนอกจากนี้ของโจทก์ก็ไม่หนักแน่นเชื่อมโยงเพียงพอที่จะรับฟังประกอบลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 226 ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายโยธิน จ้อยทองมูล
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4758/2558
#581454
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานบุกรุกสำเร็จแล้วตั้งแต่จำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกเพิงขายอาหารชั่วคราวในที่ดินโจทก์ร่วมเมื่อปี 2547 การที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินโจทก์ร่วมต่อมาหลังจากนั้นด้วยการก่อสร้างต่อเติมอาคารคอนกรีตชั้นเดียวจนถึงช่วงเกิดเหตุตามฟ้องคือ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2550 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2554 เป็นเพียงผลของการบุกรุกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่องในอันที่จำเลยทั้งสองจะมีความผิดฐานบุกรุกขึ้นมาอีก การกระทำของจำเลยทั้งสองในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอธีตา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกามีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปปลูกเพิงขายอาหารชั่วคราวในที่ดินโจทก์ร่วมมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองก็อาศัยอยู่ในที่ดินโจทก์ร่วมเรื่อยมาจนถึงในช่วงเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองจึงก่อสร้างต่อเติมเพิงชั่วคราวจนกลายมาเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวในที่ดินโจทก์ร่วม เมื่อความผิดฐานบุกรุกเกิดขึ้นและเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่จำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกเพิงขายอาหารชั่วคราวในที่ดินโจทก์ร่วมในปี 2547 ส่วนการครอบครองที่ดินโจทก์ร่วมของจำเลยทั้งสองต่อมา หลังจากนั้นจนถึงในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างต่อเติมอาคารคอนกรีตชั้นเดียวในที่ดินโจทก์ร่วมเป็นเพียงผลของการบุกรุกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่องในอันที่จำเลยทั้งสองจะมีความผิดฐานบุกรุกขึ้นมาอีก เมื่อเป็นดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
โจทก์ร่วม — นางอธีตา ภูรีทิพย์
จำเลย — นางสาวนงนุช ชูดอกไม้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวอภิณห์พร เพชรวรวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2558
#631359
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธไม่ได้ยอมรับตามคำให้การดังกล่าว คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งโดยลำพังไม่ควรที่จะเชื่อเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน แต่เมื่อคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 การตรวจยึดของกลางก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าการที่สามารถยึดของกลางได้เพราะเหตุที่ทราบจากจำเลยที่ 2 ส่วนคำเบิกความของพนักงานสอบสวนก็เป็นผู้สอบสวนคำรับสารภาพนั่นเอง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ด้วย

นอกจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 371 แล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานพาอาวุธตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ซึ่งมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์" ข้อที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นการบรรยายฟ้ององค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ การพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หากเป็นกรณีต้องมีติดตัวเนื่องจากมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์แล้ว การพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะไม่เป็นความผิด ส่วนความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณตาม ป.อ. มาตรา 371 นั้น มาตรานี้บัญญัติว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร...ต้องระวางโทษ..." การพาอาวุธที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ต่อเมื่อไม่มีเหตุสมควรอันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความผิดดังกล่าว จึงแตกต่างจากองค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ดังกล่าวข้างต้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไม่อาจถือได้ว่าได้บรรยายฟ้อง องค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 371 ด้วย ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 371 จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 93, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กับริบอาวุธปืน เครื่องช็อตไฟฟ้าและเสื้อกั๊กคล้ายเสื้อเกราะกันกระสุนของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป จำคุกคนละ 19 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 30 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี 3 เดือน คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 คงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รวมโทษทุกระทงและลดโทษคนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 10 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในชั้นนี้ว่า นายปิยะ ผู้เสียหายขับรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บล 3084 นครสวรรค์ โดยมีนางสาวสุภาพรรณ ภริยาของผู้เสียหายกับลูกจ้างที่ทำงานอยู่กับผู้เสียหายนั่งโดยสารไปด้วย ไปจอดที่ถนนริมเขื่อนหน้าโรงสูบน้ำ ตรงข้ามศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ ขณะภริยาของผู้เสียหายกับลูกจ้างของผู้เสียหายลงจากรถ ส่วนผู้เสียหายไปนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ มีรถยนต์สีดำยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กค 89 ประจวบคีรีขันธ์ ขับมาจอดขวางที่หน้ารถของผู้เสียหาย มีคนร้ายหลายคนลงมาจากรถ คนร้ายคนหนึ่งถืออาวุธปืนลูกซองยาวคนร้ายคนหนึ่งมายืนคุมเชิงที่หน้ารถผู้เสียหาย และคนร้ายอีกคนเดินมาที่ด้านหลังรถแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจปัสสาวะและขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายกับพวก จากนั้นคนร้ายที่ถืออาวุธปืนเข้ามานั่งในรถผู้เสียหายตรงที่คนขับแล้วใช้อาวุธปืนขู่ให้ผู้เสียหายลงจากรถแล้วขับรถของผู้เสียหายออกไปทันที ส่วนคนร้ายที่เหลือพากันไปขึ้นรถยนต์ที่ขับจอดขวางไว้แล้วขับหลบหนีไปทางเดียวกัน ผู้เสียหายกับพวกจึงพากันไปแจ้งความต่อพันตำรวจโทสุพจน์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ ต่อมาพันตำรวจโทหมายได้รับแจ้งจากสถานีตำรวจภูธรบางละมุง จังหวัดชลบุรี ว่าได้ตรวจยึดรถกระบะมีลักษณะคล้ายรถที่ถูกลักไปเนื่องจากมีผู้มาเสนอขาย จึงให้สายลับล่อซื้อ เมื่อถึงเวลานัดหมายจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันที่ตรวจยึดมาขายแต่ไม่สามารถแสดงเอกสารการครอบครองรถได้ พันตำรวจโทหมายกับผู้เสียหายจึงพากันเดินทางไปตรวจดูรถ ผู้เสียหายยืนยันว่ารถกระบะคันดังกล่าวเป็นของตน เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ นอกจากนี้ยังได้ตรวจยึดเครื่องช็อตไฟฟ้าและเสื้อกั๊กคล้ายเสื้อเกราะกันกระสุนได้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 และยึดได้อุปกรณ์เครื่องเสียงที่รื้อออกไปจากรถได้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ที่อำเภอบางละมุง จากนั้นจึงขอหมายจับจำเลยทั้งสี่และจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 วันต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 4 ได้พร้อมยึดรถยนต์ฮอนด้าสีดำ หมายเลขทะเบียน กค 89 ประจวบคีรีขันธ์ และอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอกพร้อมกระสุน ซึ่งจำเลยที่ 4 นำไปซุกซ่อนไว้ที่จังหวัดชัยนาท ตรวจยึดเอกสารและบัญชีของกลางคดีอาญา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รับฟังเป็นยุติ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์คัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม กับร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ขณะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปล้นรถกระบะของผู้เสียหายไปมาเบิกความ 2 ปาก คือ ผู้เสียหายและนางสาวสุภาพรรณ ภริยาของผู้เสียหาย พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความได้ความว่า เมื่อรถยนต์ฮอนด้านสีดำของคนร้ายขับมาจอดขวางหน้ารถกระบะของผู้เสียหายแล้วเห็นคนร้ายเพียง 3 คน ลงจากรถและไม่ทราบว่าจะมีคนร้ายอื่นยังนั่งอยู่ในรถยนต์อีกหรือไม่ คนร้ายที่ลงจากรถมีจำเลยที่ 4 ถือเอาวุธปืนลูกซองเดินมาที่หน้ารถของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 แต่งกายคล้ายตำรวจเดินมาทางด้านหลังรถ และจำเลยที่ 3 มายืนคุมเชิงที่บริเวณหน้ารถ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่เห็นในที่เกิดเหตุ แม้ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและของนางสาวสุภาพรรณปรากฏว่าพยานทั้งสองปากได้ให้การยืนยันว่า คนร้ายมี 4 คน จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ลงจากรถยนต์มายืนคุมเชิงที่หน้ารถกระบะของผู้เสียหายก็ตาม แต่การให้การของพยานโจทก์ทั้งสองปากได้ให้การเป็นครั้งที่สอง หลังจากเกิดเหตุและหลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้แล้ว ซึ่งพยานโจทก์ปากนางสาวสุภาพรรณเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า เหตุที่ให้การไว้ตามคำให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนยืนคุมเชิงอยู่หน้ารถกระบะของผู้เสียหายนั้น เนื่องจากพนักงานสอบสวนแจ้งให้พยานทราบ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพันตำรวจโทสุพจน์ พนักงานสอบสวนที่เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า ตามบันทึกคำให้การ ซึ่งเป็นคำให้การเพิ่มเติมนั้น ผู้เสียหายน่าจะทราบเหตุการณ์จากเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรบางละมุง และเมื่อพิจารณาคำให้การของพยานทั้งสองปากในชั้นสอบสวนครั้งแรกซึ่งให้การไว้ในวันเกิดเหตุแล้ว พยานให้การยืนยันว่าคนร้ายมีเพียง 3 คน และให้การเกี่ยวกับพฤติการณ์ของคนร้ายทั้ง 3 คนไว้ด้วย เห็นว่า การที่พยานโจทก์ทั้งสองปากได้ให้การดังกล่าวในเวลาใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุ จึงน่าเชื่อว่าให้การไปตามความจริงให้รับฟังได้ยิ่งกว่าที่ให้การเพิ่มเติมในเวลาต่อมา และตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เบิกความตามที่ได้ให้การเพิ่มเติมไว้ในชั้นสอบสวน ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 จึงยังรับฟังไม่ได้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดของกลาง แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาก็ไม่ได้ความชัดว่า จำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับของกลางดังกล่าวและนำชี้อย่างไร ในการนำชี้ก็นำชี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งของกลางที่ไปตรวจยึดก็อยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่จังหวัดชลบุรี พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ด้วย ดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา และแม้คำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน คำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจที่จำเลยที่ 2 นำไปตรวจยึดของกลาง และคำเบิกความของพนักงานสอบสวนลงโทษจำเลยที่ 2 ได้นั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธไม่ได้ยอมรับตามคำให้การดังกล่าว คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งโดยลำพังไม่ควรที่จะเชื่อเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน แต่เมื่อคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 การตรวจยึดของกลางก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าการที่สามารถยึดของกลางได้เพราะเหตุที่ทราบจากจำเลยที่ 2 ส่วนคำเบิกความของพนักงานสอบสวนก็เป็นผู้สอบสวนคำรับสารภาพนั่นเอง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องและพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานพาอาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ครบองค์ประกอบความผิดแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า "โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มี อาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุอันจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์" จึงมีคำว่า "ไม่มีเหตุสมควร" อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 รวมอยู่กับองค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 นั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานพาอาวุธตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ซึ่งมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์" ข้อที่โจทก์บรรยายฟ้องตามที่โจทก์ฎีกาอ้างมาดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้ององค์ประกอบความผิดพาฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ การพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หากเป็นกรณีต้องมีติดตัวเนื่องจากมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์แล้ว การพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะไม่เป็นความผิด ส่วนความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นั้น มาตรานี้บัญญัติว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร...ต้องระวางโทษ..." จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ต่อเมื่อไม่มีเหตุสมควรอันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความผิดดังกล่าว จึงแตกต่างจากองค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ดังกล่าวข้างต้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไม่อาจถือได้ว่าได้บรรยายฟ้ององค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดฐานพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายธนศักดิ์หรือมืด แก้วศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4742/2558
#581413
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับ ว. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ว. แล้ว ว. นำไปจำหน่ายต่อให้แก่สายลับ โดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 ทั้งไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ว. ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับได้ด้วย แต่การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ว. เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายเวชสุวรรณ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 เม็ด น้ำหนัก 0.647 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.230 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับในราคา 2,300 บาท โดยร้อยตำรวจโทอนุชิต ดาบตำรวจอนุวัตรและดาบตำรวจโพธิ์ กับพวกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรนาดินดำ สถานีตำรวจภูธรเชียงคานและเจ้าพนักงานตำรวจกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน 246 ร่วมกันจับกุมนายเวชสุวรรณพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง หลังจากนั้นร้อยตำรวจโทอนุชิต ดาบตำรวจอนุวัตรและดาบตำรวจโพธิ์กับพวกและนายเวชสุวรรณเดินทางไปที่กระท่อมนาซึ่งอยู่ในสวนยางพารา ตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 2,300 บาท ปะปนอยู่กับธนบัตรอื่นรวม 6,960 บาท อยู่ในถุงพลาสติกใต้เบาะที่นั่งรถไถนาแบบเดินตาม จึงจับกุมจำเลยและยึดธนบัตรเป็นของกลาง แล้วนำนายเวชสุวรรณและจำเลยพร้อมของกลางส่งมอบให้พันตำรวจโทประวัติ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนาดินดำดำเนินคดี ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหานายเวชสุวรรณและจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต่อศาลชั้นต้น นายเวชสุวรรณให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนายเวชสุวรรณและมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายเวชสุวรรณกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทอนุชิต ดาบตำรวจอนุวัตรและดาบตำรวจโพธิ์ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความว่า ขณะพยานทั้งสามซุ่มดูการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน เห็นสายลับมอบเงินให้นายเวชสุวรรณ แล้วนายเวชสุวรรณขับรถจักรยานยนต์ออกไป ประมาณ 5 นาที นายเวชสุวรรณขับรถจักรยานยนต์กลับมาอีกครั้งและมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้สายลับ พยานทั้งสามกับพวกจึงจับกุมนายเวชสุวรรณแล้วสอบถามนายเวชสุวรรณ นายเวชสุวรรณรับว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่กระท่อมนาในสวนยางพารา พยานทั้งสามให้นายเวชสุวรรณพาไปที่กระท่อมนา เมื่อไปถึงพยานทั้งสามกับพวกพบจำเลย จึงแสดงตัวขอตรวจค้นผลการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 2,300 บาท ปะปนอยู่กับธนบัตรอื่นรวม 6,960 บาท อยู่ในถุงพลาสติกใต้เบาะที่นั่งรถไถนาแบบเดินตาม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยรู้จักจำเลยและไม่รู้จักกระท่อมนาในสวนยางพารามาก่อน เหตุที่พยานโจทก์ทั้งสามเดินทางไปที่กระท่อมนานั้น ก็เพราะได้รับแจ้งจากนายเวชสุวรรณว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่กระท่อมนาและนายเวชสุวรรณพาพยานโจทก์ทั้งสามไปที่กระท่อมนานั้น เมื่อไปถึงพยานโจทก์ทั้งสามก็พบจำเลยและสามารถตรวจยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 2,300 บาท มาเป็นของกลางประกอบคดีได้ จำเลยเองก็เบิกความรับว่า ได้รับธนบัตรมาจากนายเวชสุวรรณจริง เพียงแต่อ้างว่า เป็นเงินที่นายเวชสุวรรณนำมาชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลย พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยจึงไม่มี คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้จำเลยมีนายเวชสุวรรณเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ได้นำธนบัตรของกลางไปชำระหนี้ให้แก่จำเลยจริง แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้การรับสารภาพว่า ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นายเวชสุวรรณจริง โดยพันตำรวจโทประวัติพนักงานสอบสวนเบิกความว่า เป็นผู้สอบคำให้การจำเลยตามบันทึกคำให้การ คำให้การนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวจำเลย การกระทำความผิดของจำเลยรวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยนำมาจำหน่ายการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลย ยากที่พันตำรวจโทประวัติพยานโจทก์จะแต่งเรื่องขึ้นเอง เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ คำเบิกความของนายเวชสุวรรณจึงมีลักษณะเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยมากกว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายเวชสุวรรณซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ โดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 ทั้งไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายเวชสุวรรณฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับได้ด้วย อย่างไรก็ดี การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นายเวชสุวรรณ เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ชิณโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายสมภพ พูลเพียร
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา