คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5687/2558
#636278
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 แต่เป็นของผู้ร้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะสอบสวนให้ได้ความเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดในคดีล้มละลายหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด่วนสั่งยกคำร้องโดยปฏิเสธว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจสั่งถอนการยึด จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนและมีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึดตามที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 บัญญัติไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา จึงมิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอเพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ต่อศาลตามมาตรา 158 ที่บัญญัติให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเหมือนอย่างคดีธรรมดาซึ่งผู้ร้องขอต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ถอนการยึดนั้น แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 146 ซึ่งตามตารางท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 วรรคท้าย มิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องต่อศาล การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยก็ดี และมีคำสั่งไม่งดเว้นค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ก็ดี จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 และมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับการปลดจากล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนและมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดให้แก่ผู้ร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามราคาทุนทรัพย์ดังกล่าวภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องของดเว้นค่าขึ้นศาลในคดีนี้เนื่องจากเป็นทรัพย์เดียวกัน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ 9092/2541 ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8162 ตำบลสามเสนใน (สามเสนฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 คดีนี้ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 และมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2553 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 9092/2541 ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว อ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของแต่โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้ร้องมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจำนอง ทั้งนี้ ผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาล 200,000 บาท แก่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้รับคำร้องขอและนัดไต่สวนโดยหมายส่งสำเนาให้โจทก์ในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 3 และเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้คดี ตามสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมศาลในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ 9092/2541 ท้ายคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว (เป็นเงิน 200,000 บาท) ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 แต่เป็นของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะสอบสวนให้ได้ความเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดในคดีล้มละลายหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด่วนสั่งยกคำร้องโดยปฏิเสธว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจสั่งถอนการยึด จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนและมีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึดตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 บัญญัติไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา จึงมิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอเพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ต่อศาลตามมาตรา 158 ที่บัญญัติให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเหมือนอย่างคดีธรรมดาซึ่งผู้ร้องขอต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ถอนการยึดนั้น แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 146 ซึ่งตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 วรรคท้าย มิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องต่อศาล การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยก็ดี และมีคำสั่งไม่งดเว้นค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ก็ดี จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้ร้องวางเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าว และให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 156 ม. 158 ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายธฤตพน วนาสุพันธ์
จำเลย — บริษัทฮิลคอน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5683/2558
#583708
เปิดฉบับเต็ม

กรณีผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่มีเจ้าหนี้ซึ่งเป็นโจทก์เหมือนกรณีฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย เพื่อชำระสะสางกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายล้มละลาย โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการและศาลต้องสอดส่องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสั่งตามที่เห็นสมควรตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 151 เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติไม่ยอมรับเจ้าหนี้ที่เสนอรับจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และไม่มีเจ้าหนี้รายอื่นที่มาประชุมเสนอรับเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ตาม แต่มีเจ้าหนี้มาประชุม 96 ราย จากเจ้าหนี้ทั้งหมด 182 ราย คิดเป็นเงินที่ขอรับชำระหนี้จำนวนมาก โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มาประชุมไม่สามารถและเต็มใจที่จะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ชอบที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นใหม่เพื่อสรรหาเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ไม่ชอบที่จะขอให้ศาลยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (1)

โดยที่ลูกหนี้มิได้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย แม้มติที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกจะมีมติไม่สมควรขอให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตาม แต่มติดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนและขัดต่อกฎหมาย ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคำขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมตินั้นได้ และขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 31 และมาตรา 36 แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ดำเนินการตามหน้าที่ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย กลับรายงานศาลขอให้ยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมติดังกล่าว อันมีผลเท่ากับเจ้าหนี้ไม่ลงมติแต่ประการใดตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 61 และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลขอให้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทพี บี แอร์ จำกัด ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือรายงานศาลล้มละลายกลางว่า ในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 88 วรรคสอง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 มีบริษัทบี.บี.โฮลดิ้ง จำกัด เสนอขอเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ แต่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ยอมรับเจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และไม่มีเจ้าหนี้อื่นเสนอขอเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ถือว่าไม่มีเจ้าหนี้ช่วยเหลือทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจดำเนินการให้ได้ผลเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (1) ตามหนังสือกองบังคับคดีล้มละลาย 3 กรมบังคับคดี ที่ ยธ 0507/590 ลงวันที่ 14 มกราคม 2554

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เห็นว่า คำสั่งยกเลิกการล้มละลายไม่ใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 24 วรรคสอง แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดจึงให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาตามมาตรา 26 วรรคสี่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (1) ชอบหรือไม่ เห็นว่า การยกเลิกการล้มละลายตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายตามคำขอของผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อปรากฏเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจดำเนินการให้ได้ผลเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เพราะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ช่วยหรือยอมเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายหรือวางเงินประกันตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกร้อง และไม่มีเจ้าหนี้อื่นสามารถและเต็มใจกระทำการดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 1 เดือนนับแต่วันที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ขัดขืนหรือละเลยนั้น สำหรับคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ล้มละลายด้วยเหตุปรากฏว่าเงินลงทุนหรือเงินค่าหุ้นได้ใช้เสร็จหมดแล้วสินทรัพย์ก็ยังไม่พอกับหนี้สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1266 และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เหมือนกรณีที่ฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย เพื่อชำระสะสางกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายล้มละลาย โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการ และศาลต้องสอดส่องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสั่งตามที่เห็นสมควรได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 151 ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกที่แนบท้ายอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ อันเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 88 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเด็ดขาดแล้ว ให้ที่ประชุมเจ้าหนี้แต่งตั้งเจ้าหนี้คนหนึ่งขึ้น ให้มีสิทธิและหน้าที่เสมือนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ซึ่งในวันดังกล่าวมีบริษัทบี.บี. โฮลดิ้ง จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 137 เสนอรับที่จะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แล้ว แต่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ยอมรับเจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ด้วยเหตุเจ้าหนี้รายอื่นที่ลงมติไม่ยอมรับเนื่องจากโต้แย้งว่าลูกหนี้มิได้เป็นหนี้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว โดยมีเจ้าหนี้ลงมติไม่ยอมรับ 45 ราย ยอมรับ 39 ราย และงดออกเสียง 12 ราย รวมเจ้าหนี้ที่มาประชุม 96 ราย จากเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งหมด 182 ราย คิดเป็นเงินที่ขอรับชำระหนี้ 493,777,371.54 บาท แม้ที่ประชุมเจ้าหนี้ในวันดังกล่าวจะมีมติไม่ยอมรับเจ้าหนี้รายที่ 137 เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และไม่มีเจ้าหนี้รายอื่นที่มาประชุมเสนอรับเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ตาม แต่ก็ยังมีเจ้าหนี้รายอื่นที่ไม่มาร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ที่เหลือดังกล่าวไม่สามารถและเต็มใจที่จะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ สมควรที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นใหม่เพื่อสรรหาแต่งตั้งเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดให้มีสิทธิและหน้าที่เสมือนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ต่อไปเนื่องจากลูกหนี้มีกิจการและทรัพย์สินที่จะต้องดำเนินการเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มิได้รายงานศาลขอให้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย โดยที่ลูกหนี้มิได้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายแต่อย่างใด แม้ที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกจะมีเจ้าหนี้ส่วนมากมีมติไม่สมควรรายงานศาลขอให้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตาม แต่มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนและขัดต่อกฎหมายซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคำขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมตินั้นได้ และขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ทันที ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 31 และมาตรา 36 แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มิได้ดำเนินการตามหน้าที่ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยกลับรายงานศาลขอให้ยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมติที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว อันมีผลเท่ากับเจ้าหนี้ไม่ลงมติประการใด ตามมาตรา 61 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่สั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ และมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกที่ไม่สมควรรายงานศาลขอให้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลขอให้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายกับดำเนินการประชุมเจ้าหนี้เพื่อแต่งตั้งเจ้าหนี้คนหนึ่งขึ้นให้มีสิทธิและหน้าที่เสมือนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 31 ม. 36 ม. 61 ม. 88 ม. 135 (1) ม. 151
ชื่อคู่ความ
นายทรงศักดิ์ ภักตะไชย ผู้ชำระบัญชี
ร้องขอให้บริษัทพี บี แอร์ จำกัด
ล้มละลาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางจารุภา เพิ่มสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5657/2558
#584764
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินมีต่อจำเลยทั้งสามมาจากโจทก์โดยชอบ และศาลมีคำพิพากษาบังคับคดีตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว แม้ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องว่า โจทก์ได้นำหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องได้รับโอนมาในคดีนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามในคดีล้มละลายที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดแล้ว สิทธิของผู้ร้องที่จะได้รับชำระหนี้ในฐานะรับโอนหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากโจทก์จึงชอบที่จะไปว่ากล่าวตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายล้มละลาย ไม่มีกรณีที่ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยทั้งสามในคดีนี้แทนโจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,293,328.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียม โดยผ่อนชำระหากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับจำนองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระจนครบ จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่อย่างไร และผู้ร้องจะบังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้หรือไม่ ก็ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินมีต่อจำเลยทั้งสามมาจากโจทก์แล้วโดยชอบ และศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว แม้พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องว่า โจทก์ได้นำหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องได้รับโอนมาในคดีนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามในคดีล้มละลายที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดคดีหมายเลขแดงที่ ล.7822/2552 ของศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 สิทธิของผู้ร้องที่จะได้รับชำระหนี้ในฐานะรับโอนหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากโจทก์ จึงชอบที่ว่ากล่าวตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายล้มละลาย ไม่มีกรณีที่ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยทั้งสามในคดีนี้แทนโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์และฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพิ่มศักดิ์บริการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายบุญธรรม ตุกชูแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558
#585681
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้จัดการทั่วไป ผู้รับมอบอำนาจ ขอมอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อดำเนินคดีใด ๆ ต่อบริษัท ช. โดยให้มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้ง หรือเป็นจำเลยเข้าต่อสู้คดีในการดำเนินคดีแพ่ง ฯลฯ ข้อความตามที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการ ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะกับบริษัท ช. เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป และไม่ได้ระบุให้มีอำนาจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองด้วย การที่ ก. แต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยทั้งสองจึงเป็นการฟ้องบุคคลนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจช่วง ทั้งข้อความที่ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ย่อมหมายถึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับบริษัท ช. ตามที่ระบุชื่อไว้ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเท่านั้น ดังนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง

โจทก์ทราบมาตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้แล้วว่า ช. และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน ทั้งไม่ได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาแต่ต้น แม้โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปก็หาทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอ้างเอกสารดังกล่าวไว้และได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 หนังสือมอบอำนาจช่วง ดังกล่าวจึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,731,917 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,472,215 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,472,215 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ จดทะเบียนไว้ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ในการขายน้ำมันปิโตรเลียมมีนายเวน เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย โจทก์มอบอำนาจให้นายโรเบิร์ต เป็นผู้ดำเนินคดีนี้ รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายโรเบิร์ต มอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 94 - 1703 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 94 - 2840 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 0542 ระยอง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0543 ระยอง จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุก และรถพ่วงดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ในวงเงินที่ต้องรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกคันละ 600,000 บาท เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เวลา 21.20 นาฬิกา นายสมหวัง ขับรถบรรทุกของโจทก์บรรทุกน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว 36,000 ลิตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 จากทางด้านอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำน้ำมันไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 43 ถึง 44 ตำบลนุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นายอำพร ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 โดยมีนางสาวยุพิน นั่งโดยสารมาด้วย แล่นสวนทางมาและเกิดเหตุชนกับรถบรรทุกของโจทก์ เป็นเหตุให้รถบรรทุกทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหาย รถบรรทุกของโจทก์เกิดไฟลุกไหม้ได้รับความเสียหายทั้งคัน และน้ำมันที่บรรทุกไปได้รับความเสียหายทั้งหมด ส่วนนายอำพรและนางสาวยุพินถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายโรเบิร์ต เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และนายโรเบิร์ตมอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่า บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด โดยนายโรเบิร์ต ผู้จัดการทั่วไป ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อดำเนินคดีใดๆ ต่อบริษัทโชคปรีชา จำกัด โดยให้มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้ง หรือเป็นจำเลยเข้าต่อสู้คดีในการดำเนินคดีแพ่ง ฯลฯ ข้อความตามที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการ ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะกับบริษัทโชคปรีชา จำกัด เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป และไม่ได้ระบุให้มีอำนาจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองด้วย การที่นายกมลแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการฟ้องบุคคลนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจช่วง ทั้งข้อความที่ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ย่อมหมายถึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับบริษัทโชคปรีชา จำกัด ตามที่ระบุชื่อไว้ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเท่านั้น ดังนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และ 249 วรรคสอง

ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงผิดฉบับและโจทก์ได้ทำการแก้ไขโดยส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับใหม่ที่ถูกต้องแล้ว จึงต้องรับฟังว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยทั้งสองกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น เห็นว่า ได้ความจากนายออมสิน ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายและเลขานุการของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ก่อนฟ้องได้มีการตรวจสอบทางทะเบียนแล้วพบว่า บริษัทโชคปรีชา จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน เช่นนี้ แสดงว่าโจทก์ทราบมาตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้แล้วว่าบริษัทโชคปรีชา จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน ทั้งไม่ได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาแต่ต้น แม้โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปก็หาทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอ้างเอกสารดังกล่าวไว้และได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และมาตรา 90 หนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวจึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 87 วรรคหนึ่ง ม. 88 ม. 90 ม. 142 (5) ม. 225 วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทโชคปรีชา (ระยอง) ไฮเวย์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558
#630214
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้จัดการทั่วไป ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อดำเนินคดีใด ๆ ต่อบริษัท ช. โดยให้มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้ง หรือเป็นจำเลยเข้าต่อสู้คดีในการดำเนินคดีแพ่ง ฯลฯ ข้อความตามที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการ ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะกับบริษัท ช. เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป และไม่ได้ระบุให้มีอำนาจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองด้วย การที่ ก. แต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการฟ้องบุคคลนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจช่วง ทั้งข้อความที่ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ย่อมหมายถึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับบริษัท ช. ตามที่ระบุชื่อไว้ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเท่านั้น ดังนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และ 249 วรรคสอง

โจทก์ทราบมาตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้แล้วว่าบริษัท ช. และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน ทั้งไม่ได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาแต่ต้น แม้โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วง ซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปก็หาทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอ้างเอกสารดังกล่าวไว้และได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,731,917 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,472,215 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,472,215 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ จดทะเบียนไว้ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ในการขายน้ำมันปิโตรเลียมมีนายเวน เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในประเทศไทย โจทก์มอบอำนาจให้นายโรเบิร์ต เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ตามหนังสือมอบอำนาจ นายโรเบิร์ต มอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 94 - 1703 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 94 - 2840 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 0542 ระยอง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0543 ระยอง จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุก และรถพ่วงดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ในวงเงินที่ต้องรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกคันละ 600,000 บาท เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เวลา 21.20 นาฬิกา นายสมหวัง ขับรถบรรทุกของโจทก์บรรทุกน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว 36,000 ลิตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 จากทางด้านอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมาเพื่อนำน้ำมันไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 43 ถึง 44 ตำบลนุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นายอำพร ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 โดยมีนางสาวยุพิน นั่งโดยสารมาด้วย แล่นสวนทางมาและเกิดเหตุชนกับรถบรรทุกของโจทก์ เป็นเหตุให้รถบรรทุกทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหาย รถบรรทุกของโจทก์เกิดไฟลุกไหม้ได้รับความเสียหายทั้งคัน และน้ำมันที่บรรทุกไปได้รับความเสียหายทั้งหมด ส่วนนายอำพรและนางสาวยุพินถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายโรเบิร์ต เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และนายโรเบิร์ตมอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่า บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด โดยนายโรเบิร์ต ผู้จัดการทั่วไป ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้นายกมล เป็นผู้รับมอบอำนาจ เพื่อดำเนินคดีใด ๆ ต่อบริษัทโชคปรีชา จำกัด โดยให้มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้ง หรือเป็นจำเลยเข้าต่อสู้คดีในการดำเนินคดีแพ่ง ฯลฯ ข้อความตามที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการ ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะกับบริษัทโชคปรีชา จำกัด เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป และไม่ได้ระบุให้มีอำนาจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองด้วย การที่นายกมลแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการฟ้องบุคคลนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจช่วง ทั้งข้อความที่ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ย่อมหมายถึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับบริษัทโชคปรีชา จำกัด ตามที่ระบุชื่อไว้ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเท่านั้น ดังนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และ 249 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงผิดฉบับและโจทก์ได้ทำการแก้ไขโดยส่งหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับใหม่ที่ถูกต้องแล้ว จึงต้องรับฟังว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยทั้งสองกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ได้ความจากนายออมสิน ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายและเลขานุการของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ก่อนฟ้องได้มีการตรวจสอบทางทะเบียนแล้วพบว่า บริษัทโชคปรีชา จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน เช่นนี้ แสดงว่าโจทก์ทราบมาตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้แล้วว่าบริษัทโชคปรีชา จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นคนละบริษัทกัน ทั้งไม่ได้ระบุให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาแต่ต้น แม้โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจช่วง ซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปก็หาทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอ้างเอกสารดังกล่าวไว้และได้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 88 ม. 89 ม. 225 วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทโชคปรีชา (ระยอง) ไฮเวย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5636/2558
#586547
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาและเรียกร้องค่าเสียหายจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา แต่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยที่ 1 หยุดชำระค่าเช่าซื้อเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ทั้งโจทก์มิได้ใช้สิทธิร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา การที่โจทก์มาฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธต่างๆ หลายประการ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีจึงมีเพียงว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ในการกระทำความผิดในคดีอาญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็น แม้โจทก์จะอ้างสัญญาเช่าซื้อแนบมาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ตาม แต่โจทก์อยู่ในบังคับที่จะต้องบรรยายสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นให้ปรากฏในคำฟ้อง มิใช่อ้างเพียงเอกสารท้ายฟ้องซึ่งมีข้อตกลงต่างจากที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหาบรรยายฟ้องมา แล้วจะถือเอาว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องในเรื่องนั้น ๆ มาแล้วหาได้ไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ในการกระทำความผิดอาญาเป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์มิได้ฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ก็เป็นการไม่ชอบ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่โจทก์จะฎีกาในปัญหานี้ได้ เพราะเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว 15 งวด ครั้งสุดท้ายเป็นการชำระของงวดวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ยุติการชำระค่างวด การที่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2548 เป็นต้นมา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ การที่โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน และอาศัยเป็นเหตุในการเลิกสัญญาและเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาและเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ต่อมา ทั้งๆ ที่โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ยุติการชำระค่าเช่าซื้อเอง อันเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง ทั้งโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ดำเนินการยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอริบรถยนต์ที่เช่าซื้อจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกริบ ถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ การฟ้องคดีของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 402,500 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 55,100 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 457,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บน 4745 สุพรรณบุรี ไปจากโจทก์ ในราคา 508,440.96 บาท ตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนเดือนละ 7,556 บาท รวม 72 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 งวด ต่อไปชำระภายในวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ 15 งวด ครั้งสุดท้ายเป็นการชำระงวดวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางในคดีที่นางสาวสมหญิง บุตรสาวของจำเลยที่ 1 กับนายปริญญา ถูกดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเป็นของกลางแล้ว เดือนกรกฎาคม 2548 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยที่ 1 แจ้งให้หยุดชำระค่าเช่าซื้อเนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 หลังจากนั้นในเดือนสิงหาคม 2548 พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์ที่เช่าซื้อเนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคำร้องขอริบทรัพย์ จำเลยที่ 1 ติดต่อขอให้โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอริบทรัพย์ดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยินยอมและไม่ได้ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอริบทรัพย์แต่อย่างใด ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องนางสาวสมหญิง ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 632/2549 ของศาลจังหวัดลพบุรี โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน ตามสำเนาหนังสือขอให้ชำระหนี้และบอกกล่าวเลิกสัญญา ลงวันที่ 1 กันยายน 2549

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 อนุญาตให้นางสาวสมหญิง บุตรสาวเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ในการกระทำความผิดอาญาเป็นเหตุให้รถถูกริบเป็นของกลางเป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือ ใช้ราคาและเรียกร้องค่าเสียหายจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา แต่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยที่ 1 หยุดชำระค่าเช่าซื้อเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ทั้งโจทก์มิได้ใช้สิทธิร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา การที่โจทก์มาฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธต่างๆ หลายประการ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีจึงมีเพียงว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกันตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ในการกระทำความผิดในคดีอาญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็น แม้โจทก์จะอ้างสัญญาเช่าซื้อ แนบมาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ตาม แต่โจทก์อยู่ในบังคับที่จะต้องบรรยายสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นให้ปรากฏในคำฟ้อง มิใช่อ้างเพียงเอกสารท้ายฟ้องซึ่งมีข้อตกลงต่างจากที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหาบรรยายฟ้องมา แล้วจะถือเอาว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องในเรื่องนั้นๆ มาแล้วหาได้ไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ในการกระทำความผิดอาญา เป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์มิได้ฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ก็เป็นการไม่ชอบ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่โจทก์จะฎีกาในปัญหานี้ได้ เพราะเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์แล้ว 15 งวด ครั้งสุดท้ายเป็นการชำระของงวดวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ยุติการชำระค่างวดตาม การที่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2548 เป็นต้นมา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ การที่โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน และอาศัยเป็นเหตุในการเลิกสัญญาและเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาและเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ต่อมา ทั้งๆ ที่โจทก์เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ยุติการชำระค่าเช่าซื้อเอง อันเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง ทั้งโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ดำเนินการยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอริบรถยนต์ที่เช่าซื้อจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกริบถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ การฟ้องคดีของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประเชิญ สุดจิตจูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพีรรณ พรวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ธร จันทร์อุดม
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5623/2558
#633700
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าคำพิพากษาขัดกันหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.475/2552 ของศาลชั้นต้น เอกสารท้ายอุทธรณ์และฎีกา เช็คที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เป็นเช็คของธนาคาร ก. สาขาพหลโยธิน 20 ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 และลงวันที่ 22 ธันวาคม 2549 แต่เช็คที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายในคดีนี้เป็นเช็คของธนาคาร ก. สาขาพหลโยธิน 20 ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 และวันที่ 20 มีนาคม 2550 เช็คพิพาททั้งสองคดีจึงเป็นเช็คต่างฉบับกัน แม้มูลหนี้ในการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองคดีจะเป็นมูลหนี้อย่างเดียวกันและศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยต่างกันก็ตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีนี้กับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.475/2552 ก็มิใช่คำพิพากษาที่ขัดกัน

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 ที่บัญญัติว่า "คำสั่งปลดจากล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ เว้นแต่ (1) หนี้เกี่ยวกับภาษีอากรหรือจังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล (2) หนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นโดยความทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลาย หรือหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องเนื่องจากความทุจริตฉ้อโกงซึ่งบุคคลล้มละลายมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้" เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บุคคลล้มละลายที่ถูกปลดจากการล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้เท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไป โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มิได้คุ้มครองให้ผู้กระทำผิดอาญาพ้นผิดไปด้วย ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แม้จำเลยที่ 2 ถูกปลดจากการล้มละลายไม่ทำให้หนี้สินที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์สิ้นผลผูกพันไปแต่อย่างใด คดีจึงยังไม่เลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 อันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 เดือน รวมสองกระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน 20 รวม 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 สั่งจ่ายเงิน 68,954.36 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2550 สั่งจ่ายเงิน 80,668.29 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเผยแพร่ลิขสิทธิ์อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด และโจทก์ไม่ได้นำมูลหนี้ตามเช็คพิพาทไปยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม 2555 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปลดจำเลยที่ 2 จากการเป็นบุคคลล้มละลาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีนี้ขัดกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.475/2552 ชอบหรือไม่ มีปัญหาว่าคำพิพากษาขัดกันหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.475/2552 ของศาลชั้นต้น เอกสารท้ายอุทธรณ์และฎีกา เช็คที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เป็นเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน 20 ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 และลงวันที่ 22 ธันวาคม 2549 แต่เช็คที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายในคดีนี้เป็นเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน 20 ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 และวันที่ 20 มีนาคม 2550 เช็คพิพาททั้งสองคดีจึงเป็นเช็คต่างฉบับกัน แม้มูลหนี้ในการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองคดีจะเป็นมูลหนี้อย่างเดียวกันและศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยต่างกันก็ตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีนี้กับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.475/2552 ก็มิใช่คำพิพากษาที่ขัดกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 77 ที่บัญญัติว่า "คำสั่งปลดจากล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ เว้นแต่ (1) หนี้เกี่ยวกับภาษีอากรหรือจังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล (2) หนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นโดยความทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลาย หรือหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องเนื่องจากความทุจริตฉ้อโกงซึ่งบุคคลล้มละลายมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้" เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บุคคลล้มละลายที่ถูกปลดจากการล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้เท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไป โดยเฉพาะพระราชบัญญัติล้มละลายมิได้คุ้มครองให้ผู้กระทำผิดอาญาพ้นผิดไปด้วย ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แม้จำเลยที่ 2 ถูกปลดจากการล้มละลายไม่ทำให้หนี้สินที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์สิ้นผลผูกพันไปแต่อย่างใด คดีจึงยังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 อันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ.2499 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 77
พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
บริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิค พับลิชชิ่ง
โจทก์ — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็นซีเอ็น มิวสิค (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5610/2558
#631372
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยหลังจากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงปรับ 40 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ

คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ฎีกา เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมมาไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมมาจึงไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกอีกหลายคนซึ่งเป็นเยาวชนและแยกดำเนินคดีต่างหากแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91 288, 371 ริบอาวุธมีดดาบและท่อนไม้ยูคาลิปตัส 3 ท่อน ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางแสงจันทร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและอนามัยเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณา นางสุบรรณ ภริยาของนายวิรัตน์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพเป็นเงิน 156,251 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 24 ปี เป็นเงิน 2,592,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,748,251 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 60 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 40 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดดาบ และท่อนไม้ยูคาลิปตัสของกลาง กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 870,081 บาท และใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยหลังจากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงปรับ 40 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจะฎีกาในปัญหาดังกล่าวอีกหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งแก่โจทก์ร่วมและค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ร่วมจำนวน 10,000 บาท สูงเกินไปนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ฎีกา เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมมาไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมมาจึงไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งสำหรับโจทก์ร่วมและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีส่วนแพ่งสำหรับโจทก์ร่วม โดยให้บังคับคดีส่วนแพ่งสำหรับโจทก์ร่วมไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
โจทก์ร่วม — นางแสงจันทร์ ลบศรี
ผู้ร้อง — นางสุบรรณ พรมพุ้ย
จำเลย — นายอดิศรหรือแบงค์เก๊ ไชยเสนา
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
สมยศ เข็มทอง
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558
#636277
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ อ. ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การโอนทรัพย์ให้แก่กันย่อมกระทำได้ โดยการส่งมอบการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 เมื่อ อ. ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดย อ. ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป อันถือเป็นการแสดงเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ อ. จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง อ. และจำเลยที่ 1 จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 ก็หาได้สิทธิในที่ดินพิพาทไม่ เนื่องจากเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจาก อ. จึงไม่มีสิทธิดีกว่า อ. ผู้โอนเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้

อ. ไม่มีสิทธิโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองกับ บ. เพราะไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 การจำนองที่ดินพิพาทจึงไม่มีผลตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงว่า บ. รับจำนองไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อการจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บ. รวมไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนการจำนองจาก บ. ด้วยได้

การที่ อ. โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่ บ. หลังจากนั้น บ. ได้โอนการจำนองที่ดินพิพาทไปยังจำเลยที่ 2 ย่อมถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทอยู่ในตัว โดยจำเลยทั้งสองหาจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททราบเรื่องดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 1 และการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บ. ไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทเสียได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในส่วนออกทับที่ดินพิพาท จึงพอถือได้ว่าเป็นการขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั่นเอง เพื่อให้จำเลยทั้งสองสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปไม่ได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

แม้จำเลยที่ 1 จะเคยให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นขอสละประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2556 จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงย่อมหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกาในเรื่องดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ตำบลน้ำแวน (อ่างทอง) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาทของโจทก์ และให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้โจทก์กับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามเกี่ยวข้อง กับให้ชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,600 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์กับบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ตำบลน้ำแวน (อ่างทอง) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ของจำเลยที่ 1 กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2556) จนกว่าโจทก์กับบริวารจะออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ตำบลน้ำแวน (อ่างทอง) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมจำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ตำบลน้ำแวน (อ่างทอง) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา ซึ่งเดิมมีชื่อนายอเนก เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2530 นายอเนกจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นวันที่ 30 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่บรรษัทอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และวันที่ 19 มกราคม 2549 บรรษัทอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้โอนสิทธิจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายอเนกเมื่อปี 2549 และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยสงบ โดยสุจริต และเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดเข้ามาโต้แย้งสิทธิเป็นเวลา 33 ปี แล้ว จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนายอเนกไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนายอเนก จึงตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองแทนนายอเนก โจทก์จึงไม่ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายอเนก และไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองให้การรับข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงต้องฟังว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายอเนก และนายอเนกส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตั้งแต่ปี 2529 แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนายอเนกจะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายอเนกตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การโอนทรัพย์ให้แก่กันย่อมกระทำได้ โดยการส่งมอบการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 เมื่อนายอเนกขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยนายอเนกไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป อันถือเป็นการแสดงเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ นายอเนกจึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายอเนกและจำเลยที่ 1 จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 ก็หาได้สิทธิในที่ดินพิพาทไม่ เนื่องจากเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายอเนกจึงไม่มีสิทธิดีกว่านายอเนกผู้โอน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า โจทก์มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายอเนกไม่มีสิทธิโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพราะไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 การจำนองที่ดินพิพาทจึงไม่มีผลตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงว่าบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรับจำนองไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อการจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรวมไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนการจำนองจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยด้วยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่นายอเนกโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้โอนการจำนองที่ดินพิพาทไปยังจำเลยที่ 2 ย่อมถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทอยู่ในตัว โดยจำเลยทั้งสองหาจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททราบเรื่องดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ตำบลน้ำแวน (อ่างทอง) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมจำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายอเนกกับจำเลยที่ 1 และการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทเสียได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2878 ในส่วนออกทับที่ดินพิพาท จึงพอถือได้ว่าเป็นการขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั่นเอง เพื่อให้จำเลยทั้งสองสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงย่อมมีอำนาจวินิจฉัยไปได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเคยให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นขอสละประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2556 จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงย่อมหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกาในเรื่องดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 640,000 บาท เกินมา 91.30 บาท จึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนเกินให้จำเลยที่ 2

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมา 91.30 บาท ให้จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 378 ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 705 ม. 1367 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแฝง วงศ์แก้ว
นางสาววันเพ็ญ จงสุทธนามณี
หรือนางอรชริน รัตนชรินหรือนางณัฐฐ์จิร
จำเลย — จงสุขธนามณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598 -ที่ 5599/2558
#633736
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่ความที่มีความจำนงจะอ้างอิงพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน หากคู่ความประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ให้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลพร้อมบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยานตามวรรคสองแห่งบทมาตราดังกล่าว แต่หากกำหนดเวลาดังกล่าวล่วงพ้นไปแล้ว คู่ความฝ่ายใดซึ่งยังมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน มีความจำนงจะอ้างพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน คู่ความฝ่ายใดนั้น ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมบัญชีระบุพยานก่อนพิพากษาคดี โดยต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถมายื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้และศาลจะอนุญาตตามคำร้องเมื่อเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสามแห่งบทกฎหมายข้างต้น

จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เพิ่งยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยาน ภายหลังวันสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น โดยจำเลยที่ 3 อ้างเหตุว่า พยานบุคคลเพิ่งยืนยันจะมาเป็นพยานและเพิ่งค้นหาเอกสารที่จะนำมาสืบได้ ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 อ้างว่า บ้านพักของจำเลยที่ 5 และที่ 6 บนที่ดินพิพาทถูกน้ำท่วมต้องย้ายสิ่งของ เพิ่งค้นพบพยานหลักฐานที่จะนำมาประกอบการสืบพยาน และ พ. ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ยื่นคำร้องดังกล่าว ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจำเลย ว่า เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เข้าใจว่าทนายความคนเดิมได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นคำให้การต่อสู้โต้เถียงสิทธิของโจทก์มาแต่ต้นอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2538 โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 5 ยังร่วมกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมต้องทราบถึงพยานหลักฐานที่จะใช้อ้างอิงสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของตน ประกอบกับ พ. ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายจำเลยที่ 3 และที่ 5 และเป็นทนายจำเลยที่ 6 ก่อนวันสืบพยานโจทก์ประมาณ 1 ปี ทั้งยังเข้าแก้ต่างคดีแทนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตั้งแต่กระบวนพิจารณาในชั้นขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดทำแผนที่พิพาทและการตรวจดูแผนที่พิพาทในวันนัดชี้สองสถาน อันเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 กับ พ. ต้องทราบดีถึงข้อต่อสู้และพยานหลักฐานที่จะใช้อ้างแสดงประกอบข้อต่อสู้ และเมื่อพิจารณาว่าพยานหลักฐานซึ่งจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ประสงค์จะอ้างอิง เป็นเพียงการอ้างตัวจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 กับ ส. และพยานเอกสารที่อยู่ในความรู้เห็นและในครอบครองของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตลอดจนตามคำร้องขอระบุพยานของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ก็อ้างเพียงว่า เพิ่งค้นหาเอกสารพบและเพิ่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในทางพิจารณาที่ปรากฏชัดว่า พ. ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ได้รับแต่งตั้งให้แก้ต่างคดีมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ข้ออ้างตามคำร้องจึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แสดงได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง กรณีย่อมไม่อาจรับฟังว่ามีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเมื่อการอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทั้งการอนุญาตให้ยื่นบัญชีพยานภายหลังกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน ต้องเป็นกรณีศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ไม่อาจยกเหตุเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขึ้นเป็นข้ออ้างในการพิจารณาอนุญาต กรณีไม่มีเหตุอันสมควรจะอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นบัญชีระบุพยานภายหลังวันสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น ดังนั้น การสืบพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทั้งมิใช่พยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ย่อมเป็นการสืบพยานโดยไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 87

แม้ที่ดินพิพาทมีหลักฐานแห่งสิทธิเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ระบุชื่อ ส. เป็นผู้แจ้งการครอบครอง และโจทก์ไม่มีหลักฐานการให้ที่ดินพิพาทมาแสดงก็ตาม แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นหลักฐานสิทธิที่ไม่อาจจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อทางราชการและที่ดินพิพาทก็มีสภาพเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีเพียงสิทธิครอบครอง อันสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองด้วยการส่งมอบการครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับให้ใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายปราการ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และนายรณกร ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นคู่ความแทน

ภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 1604 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ตามแผนที่พิพาท โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งหก ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทต่อไป และให้จำเลยทั้งหกชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยทั้งหกฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย นางสาวจุราพร ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทมีหลักฐานสิทธิเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 1604 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เนื้อที่ดินตามทะเบียนที่ดิน 2 ไร่ 1 งาน มีอาณาเขตทิศเหนือติดที่ดินนายยืน ทิศใต้ติดถนนหน่อคำ ท่าเรือ ทิศตะวันออกติดลำน้ำน่านทิศตะวันตกติดถนนมโน มีชื่อนางสาวมณฑา หรือนางสุมณฑา มารดาโจทก์เป็นผู้แจ้งการครอบครอง ปัจจุบันเนื้อที่ดินคงเหลือประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา และมีจำเลยทั้งหกปลูกโรงเรือนอยู่อาศัย โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แต่ละคนครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 31 ตารางวา 94 ตารางวา 78 ตารางวา 71 ตารางวา 46 ตารางวา และ 1 งาน 6 ตารางวา ตามลำดับ และแผนที่พิพาท เดิมนางสุมณฑา ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทอีก 1 ปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2519 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม เมื่อครบกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ทำบันทึกขอผัดผ่อน จากนั้นได้ทำบันทึกขอเช่าที่ดินพิพาทและทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากนางสุมณฑาต่อไปตามบันทึก และหนังสือสัญญาเช่า ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากนางเพ็ญแข พี่สาวนางสุมณฑา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2523 แล้วทำบันทึกขอเช่าที่ดินพิพาทจากนางสุมณฑาต่อไป ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท อ้างว่าได้รับยกให้จากนางสุมณฑาตามบันทึกถ้อยคำ เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนด จำเลยทั้งหกคัดค้านการรังวัดอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2523 ปี 2530 ปี 2516 ปี 2529 และปี 2531 ตามลำดับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ว่า มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นบัญชีระบุพยานภายหลังวันสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่ความที่มีความจำนงจะอ้างอิงพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน หากคู่ความประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ให้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลพร้อมบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยานตามวรรคสองแห่งบทมาตราดังกล่าว แต่หากกำหนดเวลาดังกล่าวล่วงพ้นไปแล้ว คู่ความฝ่ายใดซึ่งยังมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน มีความจำนงจะอ้างพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน คู่ความฝ่ายใดนั้น ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมบัญชีระบุพยานก่อนพิพากษาคดี โดยต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถมายื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้และศาลจะอนุญาตตามคำร้องเมื่อเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ ในวรรคสามแห่งบทกฎหมายข้างต้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เพิ่งยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ภายหลังวันสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น โดยจำเลยที่ 3 อ้างเหตุว่า พยานบุคคลเพิ่งยืนยันจะมาเป็นพยานและเพิ่งค้นหาเอกสารที่จะนำมาสืบได้ ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 อ้างว่า บ้านพักของจำเลยที่ 5 และที่ 6 บนที่ดินพิพาทถูกน้ำท่วมต้องย้ายสิ่งของ เพิ่งค้นพบพยานหลักฐานที่จะนำมาประกอบการสืบพยาน และนายพิชัย ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ยื่นคำร้องดังกล่าว ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจำเลย ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ว่า เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เข้าใจว่าทนายความคนเดิมได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นคำให้การต่อสู้โต้เถียงสิทธิของโจทก์มาแต่ต้นอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2538 โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 5 ยังร่วมกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมต้องทราบถึงพยานหลักฐานที่จะใช้อ้างอิงสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของตน ประกอบกับนายพิชัย ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 และเป็นทนายจำเลยที่ 6 ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 ก่อนวันสืบพยานโจทก์ประมาณ 1 ปี ทั้งยังเข้าแก้ต่างคดีแทนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตั้งแต่กระบวนพิจารณาในชั้นขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดทำแผนที่พิพาทและการตรวจดูแผนที่พิพาทในวันนัดชี้สองสถาน อันเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 กับนายพิชัยต้องทราบดีถึงข้อต่อสู้และพยานหลักฐานที่จะใช้อ้างแสดงประกอบข้อต่อสู้ และเมื่อพิจารณาว่าพยานหลักฐานซึ่งจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ประสงค์จะอ้างอิง เป็นเพียงการอ้างตัวจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 กับนายสมใจ และพยานเอกสารที่อยู่ในความรู้เห็นและในครอบครองของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตลอดจนตามคำร้องขอระบุพยานของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ก็อ้างเพียงว่า เพิ่งค้นหาเอกสารพบและเพิ่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในทางพิจารณาที่ปรากฏชัดว่านายพิชัย ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ได้รับแต่งตั้งให้แก้ต่างคดีมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ข้ออ้างตามคำร้องจึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แสดงได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง กรณีย่อมไม่อาจรับฟังว่ามีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเมื่อการอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทั้งการอนุญาตให้ยื่นบัญชีพยานภายหลังกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน ต้องเป็นกรณีศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ไม่อาจยกเหตุเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขึ้นเป็นข้ออ้างในการพิจารณาอนุญาต กรณีไม่มีเหตุอันสมควรจะอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นบัญชีระบุพยานภายหลังวันสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น ดังนั้น การสืบพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทั้งมิใช่พยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ย่อมเป็นการสืบพยานโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานและไม่รับฟังพยานหลักฐานจากการสืบพยานดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทมีหลักฐานแห่งสิทธิเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ระบุชื่อนางสุมณฑาเป็นผู้แจ้งการครอบครอง และโจทก์ไม่มีหลักฐานการให้ที่ดินพิพาทมาแสดงก็ตาม แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นหลักฐานสิทธิที่ไม่อาจจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อทางราชการและที่ดินพิพาทก็มีสภาพเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีเพียงสิทธิครอบครอง อันสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองด้วยการส่งมอบการครอบครอง เมื่อโจทก์มีตัวโจทก์กับนางสุมณฑาและนางเพ็ญแข เบิกความว่านายถนอม เจ้าของที่ดินพิพาทคนเดิมยกที่ดินพิพาทให้นางสุมณฑา และนางสุมณฑาครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการให้จำเลยที่ 1 ดูแลยึดถือที่ดินพิพาทแทนแล้วให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 เช่า หลังจากนั้นนางสุมณฑาจึงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการนำสืบยืนยันว่า นางสุมณฑายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาตลอด และได้แสดงเจตนาโอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงออกถึงการรับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทส่วนจำเลยทั้งหกคงให้การปฏิเสธลอย ๆ ว่า นางสุมณฑากับโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทโดยไม่ได้นำสืบปฏิเสธโต้เถียงความแท้จริงแห่งเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) กับบันทึกผัดผ่อนขออาศัยในที่ดินพิพาท ที่โจทก์อ้างเป็นหลักฐานแสดงการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการมอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือแทน ตลอดจนจำเลยทั้งหกมิได้นำพยานหลักฐานอื่นมาพิสูจน์หักล้างข้ออ้างของโจทก์ ข้ออ้างของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งหกมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน เห็นว่า แม้จำเลยทั้งหกจะเป็นผู้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและได้คัดค้านการขอรังวัดออกโฉนดพิพาทของโจทก์ โดยอ้างว่า จำเลยทั้งหกครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของและต่อสู้ว่า โจทก์มิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่จำเลยทั้งหกแย่งการครอบครองก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า โจทก์มีตัวโจทก์กับนางสุมณฑาเบิกความว่า นายถนอมให้จำเลยที่ 1 ปลูกกระต๊อบอาศัยในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 ประพฤติตัวไม่ดี นายถนอมจึงให้นางสุมณฑาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาทอีก 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เมื่อครบกำหนดเวลาก็ผ่อนผันให้จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยต่อไป จากนั้นได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าที่ดินพิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัย และจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหลานของจำเลยที่ 1 เข้าปลูกบ้านบนที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 4 เช่าที่ดินพิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัย จำเลยที่ 6 เช่าที่ดินพิพาททำเป็นร้านอาหาร และโจทก์ยังมีนางเพ็ญแขกับนางวรพิมพ์วิมล และนายนพคุณ เบิกความประกอบว่า จำเลยที่ 1 เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทก่อนจำเลยอื่น ๆ ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 4 เช่าที่ดินพิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัย ส่วนจำเลยที่ 6 เช่าปลูกสร้างร้านอาหาร นางเพ็ญแขกับนายนพคุณเคยไปเก็บค่าเช่าจากจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 หลายครั้ง และมีเพียงจำเลยที่ 4 ปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่าในตอนหลังโดยอ้างว่าไม่มีเงินชำระ สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นบุตรของนางคำอ้วนกับนายป้อมเข้าอาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 เพราะนางคำอ้วนเป็นน้องของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นสำเนาสารบบคำพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งเป็นเอกสารที่ทางราชการเป็นผู้จัดทำกับบันทึกขอผัดผ่อน บันทึกขอเช่า สัญญาเช่า และแบบรับรองข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรพร้อมทะเบียนบ้าน ที่กระทำขึ้นก่อนเกิดข้อพิพาทคดีนี้เป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี มาแสดงสนับสนุนข้ออ้างให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ไม่อาจนำสืบพยานหักล้างข้ออ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ก็นำสืบว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 แผ้วถางครอบครองที่ดินพิพาทปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยตั้งแต่ยังเป็นที่ดินรกร้าง และอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่เคยเช่าที่ดินพิพาทจากผู้ใด โดยจำเลยที่ 2 มีเพียงนายรณกร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 กับนายบุญส่ง และนางวาสนา เบิกความอ้างลอย ๆ ว่า พยานทั้งสามปากไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท โดยมิได้ปฏิเสธโต้เถียงความถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารดังกล่าว และมิได้ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับสัญญาเช่าและการเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินพิพาทให้เห็นเป็นอื่น อันนับเป็นข้อต่อสู้ที่ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สำหรับจำเลยที่ 4 แม้จะนำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 4 แผ้วถางที่ดินพิพาทและปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยโดยไม่ได้อาศัยสิทธิของผู้ใด แต่จำเลยที่ 4 ก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงว่า นางเพ็ญแขเคยมาเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 4 เดือนละ 50 บาท จำเลยที่ 4 ปฏิเสธไม่ชำระและแจ้งให้นางเพ็ญแขไปฟ้องร้อง หากจำเลยที่ 4 แพ้คดีก็จะออกจากที่ดินพิพาท จากนั้นอีกประมาณ 2 ถึง 3 เดือน ลูกชายนางเพ็ญแขก็มาเรียกเก็บค่าเช่าอีก จำเลยที่ 4 ก็ปฏิเสธไม่ชำระด้วยเหตุผลเดิม ซึ่งเป็นข้อส่อแสดงว่า จำเลยที่ 4 ยอมรับสิทธิของนางเพ็ญแข พี่สาวของนางสุมณฑา ที่มีเหนือที่ดินพิพาทและนับเป็นข้อเจือสมให้ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 4 ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากนางสุมณฑา มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าจากนางสุมณฑา ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของจำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้จำเลยทั้งหกจะอ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทมานานเพียงใด จำเลยทั้งหกก็ไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจากนางสุมณฑา และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งหกภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งหกคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยทั้งหกย่อมไม่อาจอ้างการครอบครองดังกล่าวขึ้นปฏิเสธยันสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งหกที่ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 18/2519 ของศาลชั้นต้นที่นางสุมณฑาเคยฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทมาก่อนและคดีเป็นที่สุดไปแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งหกมิได้ให้การต่อสู้ตั้งประเด็นไว้ในคำให้การ โดยเพียงหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 18/2519 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเอมวจี กุลละวณิชย์
นางบัวคำ สายใจ โดยนายปราการ สายใจ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2558
#582442
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องโจทก์จะระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ก่อนการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าเกิดเหตุกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร ทั้งในคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวน ก็มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยได้รับของโจรโดยรับฝากรถจักรยานยนต์ที่ถูก ช. ผู้ต้องหาในคดีอื่นลักมา ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วให้การรับสารภาพ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจดีว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด และวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น มิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้และให้การรับสารภาพ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 92 และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าได้เกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร อีกทั้งข้อเท็จจริงในสำนวนที่ปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10.50 นาฬิกา (ที่ถูก เวลาประมาณ 10 นาฬิกา) จำเลยได้รับของโจรคือ รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 แสดงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางวัน มิใช่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 (ที่ถูก วันที่ 7 สิงหาคม 2556) เวลากลางวัน ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง จึงเป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงพิมพ์และพิมพ์ฟ้องผิดพลาดเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพ จึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ก่อนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าเกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร ทั้งในคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาซึ่งขอฝากขังจำเลย มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยได้รับของโจรคือรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 รวมราคาประมาณ 20,000 บาท โดยรับฝากรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวที่ถูกลักมาโดยนายชัยเทพหรือกลิ่น ผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ทั้งจำเลยยังให้การรับสารภาพในคดีนี้อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจดีว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ภายหลังที่นายชัยเทพลักรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เป็นที่เห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด ซึ่งวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น มิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้โดยให้การรับสารภาพ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งคดีนี้มิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเพื่อให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษมีกำหนด 4 ปี นั้น หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเชาวลิตหรือตุ๊ก ม่วงมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายจำนงค์ สุดใจใหม่
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยศ เอี่ยมทอง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5568/2558
#583717
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นที่เกิดเหตุโดยมีหมายค้น แต่คนที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีใครยอมเปิดประตูให้ การที่เจ้าพนักงานตำรวจงัดกุญแจประตูรั้วบ้าน และเข้าไปดำเนินการตรวจค้นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเป็นการกระทำตามสมควรเพื่อให้สามารถเข้าไปในที่เกิดเหตุได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 157, 358, 362, 364 และ 365 (2) (3)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 358, 364, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 3 ปี ปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจสั่งการให้พันตำรวจเอกวิทยาและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกตรวจค้นที่เกิดเหตุในวันเกิดเหตุหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 13/2549 เอกสารหมาย จ. 47 เพียงแต่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติมาเป็นคณะกรรมการอำนวยการปราบปรามผู้มีอิทธิพลโดยมีนายวันมูหะมัด เป็นผู้อำนวยการหาได้ยกเลิกศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ หรือยกเลิกคำสั่งต่าง ๆ ของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ที่ออกโดยพลตำรวจเอกชิดชัย ผู้อำนวยการคนก่อน ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำสั่งคณะกรรมการอำนวยการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ที่ 7/2549 ข้อ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้ภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนการดำเนินการอื่นใดเพื่อปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่กระทำความผิดเกี่ยวกับสถานบริการและแหล่งอบายมุข ที่มีอยู่เดิมตามคำสั่งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ เป็นภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการฯ ตามคำสั่งนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจออกคำสั่งต่าง ๆ มีเจตนารมณ์ให้การดำเนินการของคณะอนุกรรมการฯ ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยบังคับบัญชาก็ตาม พันตำรวจเอกวิทยา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำชุดปฏิบัติการสืบสวนปราบปรามและตรวจสอบการปฏิบัติงานปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่กระทำความผิดเกี่ยวกับสถานบริการและแหล่งอบายมุข และจำเลยที่ 1 มีอำนาจมอบหมายให้ตรวจค้นที่เกิดเหตุได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายบอยเบิกความด้วยว่า ภายหลังได้ยินเสียงเขย่าประตูและเห็นสิบตำรวจตรีพิรุฬห์ปีนรั้วเข้ามา นายบอยตะโกนถามว่าเข้ามาได้อย่างไร สิบตำรวจตรีพิรุฬห์ตอบว่ากูเป็นตำรวจ เมื่อพวกของสิบตำรวจตรีพิรุฬห์อีก 2 คน ปีนรั้วตามมา นายบอยตะโกนห้าม และเมื่อชาย 4 คน เดินเข้ามาหานายบอย ก็มีเสียงพูดขึ้นว่า มันเรื่องมากจับมันเลย แล้วมีคนเดินเข้ามาผลักอกนายบอยและจะจับสวมกุญแจมือ นายบอยสะบัดข้อมือหลุดแล้ววิ่งหนีออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ตามคำเบิกความของนางวิเชียร ไม่ปรากฏว่านางวิเชียรได้ยินเสียงหรือเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งที่นางวิเชียรยืนยันว่าเดินออกจากบ้านมาดูเหตุการณ์ภายหลังมีเสียงเขย่าประตู และตามภาพถ่ายบริเวณที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าบ้านเลขที่ 487/94 ที่นางวิเชียรอยู่เห็นเหตุการณ์อยู่ห่างจากชานบ้านเลขที่ 487/53 ที่เกิดเหตุนายบอยอยู่เห็นเหตุการณ์เพียงเล็กน้อย และระหว่างบ้านทั้งสองหลังเป็นที่โล่ง แม้จะมีต้นไม้ขึ้นอยู่แต่ก็เป็นต้นไม้ใหญ่ลำต้นสูงอยู่ด้านใน ไม่น่าจะปิดบังนางวิเชียรที่อยู่พื้นดินที่จะเห็นเหตุการณ์ อีกทั้งบริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างจากไฟสปอตไลท์ที่ประตูรั้ว ไฟนีออนที่บ้านเกิดเหตุ และไฟนีออนที่ศาลเจ้าภายในบริเวณที่เกิดเหตุ นางวิเชียรเบิกความด้วยว่า วันเกิดเหตุหลังเวลา 16 นาฬิกา นางวิเชียร ไม่เห็นนายบอยบริเวณที่เกิดเหตุ แต่นายบอยอ้างว่าภายหลังเวลา 16 นาฬิกา นายบอยเดินตรวจบริเวณที่เกิดเหตุชั่วโมงละครั้ง นายบอยเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่เกิดเหตุแต่เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ไม่ทราบเรื่องที่มีรถยนต์จอดค้างคืนในที่เกิดเหตุนานหลายวัน และรถยนต์ที่จอดลักษณะเสียและยางแบนในที่เกิดเหตุมีกี่คัน เป็นการผิดปกติวิสัยของพนักงานรักษาความปลอดภัย เมื่อพิจารณาหมายค้นบ้านเลขที่ 487/53 และหมายค้นโรงเรียนวัฒนศิลป์ แผ่นที่ 1 จะเห็นได้ว่า หมายค้นทั้งสองฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 และระบุเวลาตรวจค้นตั้งแต่ 12 นาฬิกา จนกว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจค้นเช่นเดียวกันและยังมีหมายเลขที่หมายค้นเรียงลำดับกันอีกด้วย แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจมีแผนที่จะเข้าไปตรวจค้นโรงเรียนวัฒนศิลป์และบ้านเลขที่ 487/53 ต่อเนื่องกันไปอยู่ก่อนแล้ว ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจเอกวิทยาว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ่อนการพนัน ปอ ประตูน้ำ ของโจทก์ จับกุมผู้เล่นการพนันจำนวน 262 คน แล้วไปตรวจค้นบ้านของนางสาวประภาพรรณ บุตรสาวโจทก์ พบเอกสารการรับจำนำทรัพย์สินจากผู้เล่นการพนันและพบกุญแจรถยนต์จำนวน 64 ดอก มีกระดาษเขียนหมายเลขทะเบียนรถ จำนวนเงินและวันรับจำนำติดไว้ที่พวงกุญแจและมีการสืบสวนข้อมูลได้ความว่ารถยนต์ที่รับจำนำดังกล่าวจอดอยู่ที่โรงเรียนวัฒนศิลป์บ้านเลขที่ 487/53 ที่เกิดเหตุ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการตรวจค้นบ้านของนางสาวประภาพรรณ แสดงว่าการตรวจค้นโรงเรียนวัฒนศิลป์และบ้านเลขที่ 487/53 มีวัตถุประสงค์เพื่อยึดรถยนต์จำนวน 64 คัน ซึ่งตามทางสืบสวนพบว่าจอดอยู่ที่สถานที่เกิดเหตุทั้งสองแห่ง และเมื่อพิจารณาบันทึกการตรวจค้นโรงเรียนวัฒนศิลป์ ที่ปรากฏว่ามีการเริ่มตรวจค้นเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ภายหลังพบว่ามีรถยนต์หลายคันซึ่งมีหมายเลขทะเบียนตรงกับกุญแจรถยนต์ที่ยึดได้ตรงตามทางสืบสวน ส่วนบ้านเลขที่ 487/53 ที่เกิดเหตุ ตามบันทึกการตรวจค้นเริ่มตรวจค้นเมี่อเวลา 15.45 นาฬิกา ภายหลังงัดประตูรั้วเข้าไปได้ เป็นการตรวจค้นต่อเนื่องจากการตรวจค้นที่โรงเรียนวัฒนศิลป์ ส่วนที่โจทก์นำสืบอ้างว่า ประตูรั้วบ้านที่เกิดเหตุเปิดเวลา 3 นาฬิกา และปิดเวลา 16 นาฬิกา ทุกวัน โดยมีป้ายบอกเวลาเปิดปิด เพื่อแสดงให้เห็นว่า หากเจ้าพนักงานตำรวจเริ่มการตรวจค้นก่อนเวลา 16 นาฬิกา ไม่น่าจะต้องงัดกุญแจประตูรั้ว เพราะประตูรั้วยังเปิดอยู่นั้น แต่เมื่อพิจารณาภาพถ่ายในวันเกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่ามีป้ายบอกเวลาเปิดปิดที่ประตูรั้วบ้านที่เกิดเหตุ ที่โจทก์เบิกความอ้างว่าป้ายระบุเวลาเปิดปิดประตูรั้วปิดมาเป็นเวลา 10 กว่าปีก่อนเกิดเหตุก็ขัดกับสภาพป้ายที่โจทก์อ้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นป้ายไม้อัดใช้ปากกาเขียนเวลาเปิดปิด ทำขึ้นชั่วคราวสภาพยังใหม่ จึงไม่น่าเชื่อว่าประตูรั้วบ้านที่เกิดเหตุเปิดเวลา 3 นาฬิกา และปิดเวลา 16 นาฬิกา โดยมีป้ายบอกเวลาเปิดปิดติดอยู่ที่ประตูรั้วตามที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พันตำรวจเอกวิทยากับพวกเริ่มตรวจค้นที่เกิดเหตุมาตั้งแต่เวลา 15.45 นาฬิกาแล้ว หาใช่เพิ่งเริ่มตรวจค้นประมาณ 19 นาฬิกา ไม่ แม้ในขณะนั้นจะไม่ได้ความว่ามีการแสดงหมายค้นให้แก่ผู้ครอบครองสถานที่ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่พันตำรวจเอกวิทยากับพวกเข้าไปในที่เกิดเหตุครั้งแรกเมื่อเวลา 15.45 นาฬิกา ส่วนที่โจทก์นำสืบอ้างว่า เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา โจทก์และนายสุทธิพงษ์หรือสุ่น ไปที่เกิดเหตุพบจำเลยที่ 2 กับพวกอยู่ในที่เกิดเหตุ โจทก์ขอดูหมายค้นจากจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถแสดงหมายค้นนั้น จำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 2 พันตำรวจโทณรงค์ สิบตำรวจตรีพิรุฬห์ และสิบตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุก่อนเวลา 19 นาฬิกา เล็กน้อย จำเลยที่ 2 ไปดูปัญหาการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากที่เกิดเหตุตามที่พันตำรวจโทณรงค์และสิบตำรวจตรีพิรุฬห์แจ้งให้ทราบเมื่อโจทก์ไปถึงที่เกิดเหตุและขอดูหมายค้น จำเลยที่ 2 ไม่สามารถแสดงหมายค้นให้โจทก์ดูเพราะให้สิบตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์นำหมายค้นไปทำบันทึกการตรวจค้นที่โรงเรียนวัฒนศิลป์ซึ่งมีโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือและมีแสงสว่างมากกว่าที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ให้สิบตำรวจตรีพิรุฬห์โทรศัพท์แจ้งสิบตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์นำหมายค้นมาที่เกิดเหตุ สิบตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์ส่งหมายค้นให้พันตำรวจโทณรงค์ทางช่องประตู พันตำรวจโทณรงค์ แสดงหมายค้นให้โจทก์ดู โจทก์ส่งต่อให้ทนายโจทก์อ่านพันตำรวจโทณรงค์แจ้งให้ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบในหมายค้นแต่ทนายโจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อและส่งหมายค้นคืนพันตำรวจโทณรงค์ นายสุทธิพงษ์ พยานโจทก์เองก็เบิกความรับว่า เมื่อโจทก์ถามหาหมายค้น นายสิทธิพงษ์ได้ยินเสียงตะโกนว่า รีบเอาหมายค้นมา แสดงว่าขณะที่โจทก์ไปที่เกิดเหตุและขอดูหมายค้นจากจำเลยที่ 2 หมายค้นไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่อยู่ที่สิบตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์ที่นำหมายค้นไปทำบันทึกการตรวจค้นที่โรงเรียนวัฒนศิลป์ที่อยู่ใกล้เคียงกัน การที่สิบตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์สามารถนำหมายค้นไปที่เกิดเหตุและส่งให้พันตำรวจโทณรงค์นำไปแสดงแก่โจทก์ได้หลังจากนั้นไม่นาน ถือได้ว่ามีการนำหมายค้นมาแสดงแก่ผู้ครอบครองสถานที่โดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 94 แล้ว การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปในที่เกิดเหตุ ภายหลังพันตำรวจเอกวิทยากับพวกเข้าไปในที่เกิดเหตุก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อเวลา 15.45 นาฬิกา และจำเลยที่ 2 กับพวกทราบดีว่าศาลแขวงดุสิตออกหมายค้นที่เกิดเหตุให้พันตำรวจเอกวิทยาแล้วด้วย จึงมีเหตุให้จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าไปในที่เกิดเหตุชุดแรกแสดงหมายค้นที่เกิดเหตุแก่ผู้ครอบครองที่เกิดเหตุโดยชอบแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาบุกรุกเข้าไปในที่เกิดเหตุ หรือรบกวนการครอบครองโดยมิชอบ ส่วนที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 23 นาฬิกา หลังจากจำเลยที่ 1 กลับไปแล้ว จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจชุดคอมมานโดเข้าไปในที่เกิดเหตุอีกครั้ง แม้ไม่ได้ความว่ามีการแสดงหมายค้นแก่โจทก์ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการค้นต่อเนื่องมาจากการค้นในช่วงเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ซึ่งมีการแสดงหมายค้นแก่โจทก์แล้ว ส่วนที่โจทก์มีตัวโจทก์ นายสิทธิพงษ์ พันตำรวจโท ศิริวัฒน์ พันตำรวจเอกทินกร และร้อยตำรวจเอกพิศิษฐ์เบิกความว่า คืนเกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 3 อยู่ในที่เกิดเหตุ และตัวโจทก์ นายสิทธิพงษ์และพันตำรวจเอกทินกรเบิกความว่า คืนเกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยนั้น ในส่วนของจำเลยที่ 3 โจทก์และนายสิทธิพงษ์เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยที่ 3 อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 3 กระทำประการใดบ้าง ที่นายบอยเบิกความว่า เห็นชายที่สวมกางเกงขาสั้นเสื้อยืดคอกลม ภาพที่ 2 และที่ 3 ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 3 อยู่ในที่เกิดเหตุ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายบอย อยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวดังได้วินิจฉัยมาแล้ว และที่พันตำรวจโทศิริวัฒน์เบิกความว่า ขณะที่เดินออกจากที่เกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 3 เดินสวนทางมานั้น เมื่อพิจารณาภาพถ่ายที่เกิดเหตุที่ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสี่อ้างส่งก็ไม่ปรากฏว่ามีภาพพันตำรวจโทศิริวัฒน์อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมาในที่เกิดเหตุ สิบตำรวจเอกทินกรและร้อยตำรวจเอกพิศิษฐ์ก็เบิกความเพียงว่า เห็นจำเลยที่ 3 อยู่นอกรั้วที่เกิดเหตุและเดินตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในที่เกิดเหตุ สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนหน้านั้นมีการแสดงหมายค้นแก่โจทก์แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ขัดขวางหรือห้ามมิให้จำเลยที่ 1 กับพวกเข้าไปในที่เกิดเหตุ การที่จำเลยที่ 3 เดินตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในที่เกิดเหตุในช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ที่โจทก์และนายสิทธิพงษ์เบิกความว่า เมื่อโจทก์ให้เจ้าพนักงานตำรวจออกไปจากที่เกิดเหตุ มีบางคนเดินออกไป คนที่เดินออกไปคนหนึ่งมองหน้าโจทก์ โจทก์ให้นายสิทธิพงษ์ไปดูว่าเป็นใคร นายสิทธิพงษ์สอบถามเจ้าพนักงานตำรวจในบริเวณนั้น ได้ความว่า คือ จำเลยที่ 4 แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสี่ว่า ไม่เห็นบุคคล ซึ่งก็คือจำเลยที่ 4 ในที่เกิดเหตุแต่ลูกน้องของโจทก์เห็น แตกต่างจากคำเบิกความของโจทก์ในชั้นพิจารณา ส่วนที่พันตำรวจเอกทินกรเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 4 ยังอยู่นอกประตูรั้วและเดินตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในที่เกิดเหตุ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่อ้างทุกภาพไม่ปรากฏว่ามีภาพจำเลยที่ 4 อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ 4 นำสืบปฏิเสธว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ทำงานอยู่กลุ่มงานสอบสวน 2 กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตลอดเวลา ไม่ได้ร่วมตรวจค้นที่เกิดเหตุด้วย ตามบันทึกการลงเวลาปฏิบัติงาน บันทึกส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการและทะเบียนส่งหนังสือ นอกจากนี้ในบันทึกการตรวจค้นสถานที่ทั้งสามแห่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ไม่ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 4 ร่วมตรวจค้นด้วย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานเวลากลางคืนและฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการให้งัดกุญแจประตูรั้วบ้านที่เกิดเหตุหรือสั่งการไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต้องแสดงหมายค้นแก่ผู้ครอบครองที่เกิดเหตุ การที่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวไม่ได้แสดงหมายค้นแก่ผู้ครอบครองในที่เกิดเหตุทันทีเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมของจำเลยที่ 1 อีกทั้งการงัดกุญแจประตูรั้ว เห็นได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นตามเหตุการณ์และเป็นการกระทำตามสมควรเพื่อให้สามารถเข้าไปในที่เกิดเหตุได้เพราะคนที่อยู่ภายในบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีใครยอมเปิดประตูให้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นฎีกาปลีกย่อยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคดีจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 94 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ
จำเลย — พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสะสม สิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5566/2558
#584785
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท อ. ประกอบกิจการก่อสร้างบ้านพร้อมจัดสรรที่ดินขายให้แก่ลูกค้า ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยมีเนื้อที่ โฉนดที่ดินและที่ตั้งตรงกับที่ดินพิพาท ทั้งรูปแผนที่ก็ตรงตามผังแสดงแนวเขตที่ดินของที่ดินทุกแปลง เพียงแต่ตอนนำชี้ก่อนที่จะตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขาย ได้ชี้แนวเขตที่ดินเพียงคร่าว ๆ ครั้นรังวัดแนวเขตชัดเจนแล้วปรากฏว่า ทิศทางและแนวเขตแตกต่างไปจากที่เจรจาตกลงกันตอนแรก ที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างว่า การก่อสร้างกำแพงตามแนวเขตดังกล่าว ทำให้บดบังทัศนียภาพของท้องน้ำนั้น เมื่อดูจากภาพถ่ายก็ยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพของท้องน้ำได้อย่างชัดเจน พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านรวมราคากว่า 7,000,000 บาท แต่โจทก์ร่วมชำระเงินไปเพียง 400,000 บาท หลังจากรังวัดแล้ว เนื้อที่ดินทั้งหมดก็ยังเป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขาย การที่จำเลยชี้แนวเขตที่ดินในตอนแรกโดยที่ยังไม่มีการรังวัด เป็นการกะประมาณเท่านั้น การกระทำของจำเลยยังไม่พอที่จะฟังว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเขตชัย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัทเอส เอ็ม เค คลาสสิคเฮ้าส์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการบ้านจัดสรร ชื่อว่า โครงการบ้านไม้อิงธาร โจทก์ร่วมตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับบริษัทเอส เอ็ม เค คลาสสิคเฮ้าส์ จำกัด แปลงเลขที่ เอฟ - 5 โฉนดเลขที่ 9238 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่รวม 262.7 ตารางวา ราคา 5,254,000 บาท โจทก์ร่วมวางเงินในวันจองและทำสัญญาเป็นเงิน 200,000 บาท โดยขณะทำสัญญานั้นในที่ดินมีบ้านซึ่งก่อสร้างไว้แล้วประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเอส เอ็ม เค คลาสสิคเฮ้าส์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการก่อสร้างบ้านพร้อมจัดสรรที่ดินขายให้แก่ลูกค้า การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งเนื้อที่ โฉนดที่ดินและที่ตั้งก็ตรงกับที่ดินพิพาท ทั้งรูปแผนที่ก็ตรงตามผังแสดงแนวเขตที่ดินของที่ดินทุกแปลง เพียงแต่ตอนนำชี้ก่อนที่จะมีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายได้มีการชี้แนวเขตที่ดินเพียงคร่าว ๆ ครั้นเมื่อมีการรังวัดแนวเขตชัดเจนแล้วปรากฏว่า ทิศทางและแนวเขตแตกต่างไปจากที่เจรจาตกลงกันตอนแรก ที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างว่า เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงตามแนวเขตทำให้บดบังทัศนียภาพของท้องน้ำนั้น เมื่อดูจากภาพถ่ายแล้วก็ยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพของท้องน้ำได้อย่างชัดเจน ทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านรวมราคากว่า 7,000,000 บาท แต่โจทก์ร่วมชำระเงินไปเพียง 400,000 บาท หลังจากรังวัดแล้ว เนื้อที่ดินทั้งหมดก็ยังเป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขาย การที่จำเลยชี้แนวเขตที่ดินในตอนแรกโดยที่ยังไม่ได้มีการรังวัด เป็นการกะประมาณเท่านั้น การกระทำของจำเลยยังไม่พอที่จะฟังว่า จำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นายเขตชัย ประพนธ์ศิลป์
จำเลย — นายสรศักดิ์ ศิริบุญญะสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางนงนุช ดุษฎีพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5546/2558
#584977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้อ้างว่า โจทก์ได้รับโอนมรดกที่ดินพร้อมตึกแถวมาจากผู้จัดการมรดกของ พ. จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาท ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) แต่เนื้อหาตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดอ้างว่า ก่อน พ. ซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องสอดถึงแก่ความตายโจทก์กับพวกร่วมกันทำพินัยกรรมของ พ. ปลอมขึ้น หลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของ พ. โอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวของผู้ร้องสอดให้แก่โจทก์โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำร้องสอดในคดีนี้จึงเป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด เป็นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้งนี้ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งว่า พินัยกรรมของ พ. เป็นโมฆะแล้ว ซึ่งการวินิจฉัยให้มีผลตามคำร้องสอดก็ต้องวินิจฉัยว่า พินัยกรรมปลอมหรือเป็นโมฆะหรือไม่เช่นกัน เมื่อคำฟ้องในคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวเลขที่ 1/34 ซอยจุลดิศ ถนนเพชรบุรี 19 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวของโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าไปเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีหรือไม่ เห็นว่าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดได้ทำนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13354 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 1/34 ตามฟ้องแก่นางพิมพ์พร ซึ่งเป็นมารดาโดยเจตนาลวงร่วมกัน เพื่อป้องกันมิให้สามีชาวต่างชาติของผู้ร้องสอดมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว สัญญาให้ที่ดินและตึกแถวระหว่างผู้ร้องสอดกับนางพิมพ์พรจึงตกเป็นโมฆะ ก่อนนางพิมพ์พรตาย โจทก์กับพวกร่วมกันทำพินัยกรรมของนางพิมพ์พรปลอมขึ้น หลังนางพิมพ์พรตายผู้จัดการมรดกของนางพิมพ์พรได้โอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวของผู้ร้องสอดให้แก่โจทก์โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะ ถอดถอนผู้จัดการมรดกและเรียกทรัพย์คืน จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) แต่เนื้อหาตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าว เป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด จึงเป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้งนี้ ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลไว้ก่อนแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต พรทศพล
ผู้ร้องสอด — นางสาวปัทมา พรทศพล
จำเลย — บริษัทอัล-เจดอร์ เอ็กซ์เพรส เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปิยนุช จันลองรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5546/2558
#635524
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด จึงเป็นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้งนี้ ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลไว้ก่อนแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวเลขที่ 1/34 ซอยจุลดิศ ถนนเพชรบุรี 19 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวของโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี จึงขออนุญาตเข้าเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (2)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีหรือไม่ เห็นว่าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดได้ทำนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13354 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 1/34 ตามฟ้องแก่นางพิมพ์พร ซึ่งเป็นมารดาโดยเจตนาลวงร่วมกัน เพื่อป้องกันมิให้สามีชาวต่างชาติของผู้ร้องสอดมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว สัญญาให้ที่ดินและตึกแถวระหว่างผู้ร้องสอดกับนางพิมพ์พรจึงตกเป็นโมฆะ ก่อนนางพิมพ์พรตาย โจทก์กับพวกร่วมกันทำพินัยกรรมของนางพิมพ์พรปลอมขึ้น หลังนางพิมพ์พรตายผู้จัดการมรดกของนางพิมพ์พรได้โอนที่ดินและตึกแถวดังกล่าวของผู้ร้องสอดให้แก่โจทก์โดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะ ถอดถอนผู้จัดการมรดกและเรียกทรัพย์คืน จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) แต่เนื้อหาตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าว เป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด จึงเป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าถูกโจทก์โต้แย้งนี้ ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลไว้ก่อนแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 173 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต พรทศพล
ผู้ร้องสอด — นางสาวปัทมา พรทศพล
จำเลย — บริษัทอัล - เจดอร์ เอ็กซ์เพรส เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5537/2558
#584760
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 106 บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดประสงค์จะโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบให้บุคคลอื่น ให้ยื่นคำขอต่อผู้อนุญาตตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อผู้อนุญาตเห็นว่าผู้รับโอนมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 แล้วแต่กรณี ให้อนุญาตโดยเร็ว" และมาตรา 107 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตตายหรือเป็นคนสาบสูญ และทายาทมีความประสงค์จะดำเนินกิจการโรงเรียนในระบบต่อไป ให้ทายาทซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 21 หรือในกรณีที่มีทายาทหลายคน ให้ทายาทด้วยกันนั้นตกลงตั้งทายาทคนหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 21 ยื่นคำขอรับโอนใบอนุญาตต่อผู้อนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้รับใบอนุญาตตายหรือสาบสูญหรือภายในระยะเวลาที่ผู้อนุญาตขยายเวลาตามความจำเป็น..." แสดงให้เห็นว่าผู้รับใบอนุญาตอาจโอนโรงเรียนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการโอนระหว่างที่ตนมีชีวิต หรือการโอนทางมรดกเมื่อตนถึงแก่ความตายแล้ว และสิทธิของผู้รับใบอนุญาตซึ่งได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนดังกล่าวไม่ระงับหรือหมดสิ้นไปในทันทีที่ผู้รับใบอนุญาตนั้นถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวจึงไม่เป็นสิทธิที่เป็นการเฉพาะตัวของผู้รับใบอนุญาตโดยแท้ ส่วนการที่ทายาทผู้ยื่นคำขอเพื่อรับโอนโรงเรียนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 21 เป็นเรื่องที่ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ กำหนดไว้เพื่อประโยชน์ในการให้บริการทางการศึกษา ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมในอันที่จะให้ผู้รับโอนมีทั้งความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมในมาตรฐานเช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาต จึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพแห่งสิทธิการเป็นผู้รับใบอนุญาตที่ทายาทอาจขอรับโอนได้ตาม มาตรา 107 วรรคหนึ่ง ดังนั้นการได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน ส. จึงไม่เป็นการเฉพาะตัวของเจ้ามรดก สิทธิในการรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเป็นทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้ความยินยอมและหรือทำสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลา 11 ปี และให้จดทะเบียนการยินยอมและหรือทำสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลา 11 ปี ต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระนคร แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระนคร ดำเนินการรับจดทะเบียนการเช่ามีกำหนดระยะเวลา 11 ปี ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางจงจิตต์ เจ้ามรดกและนายมงคล มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ นายณะธนภูมิ โจทก์ และจำเลยที่ 1 ก่อนจะสมรสกับนายมงคล เจ้ามรดกเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายเหรี่ยง มีบุตรด้วยกัน 6 คน คือ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 นายอดุลย์ พันเอกวิโรจน์ เรือเอกเดชา และนางวลี เมื่อประมาณปี 2480 นายมงคลและเจ้ามรดกร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนสุพมาศพิทยาคม ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการโดยเช่าอาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 340 ตำบลวัดชนะสงคราม อำเภอชนะสงคราม จังหวัดพระนคร เป็นอาคารเรียน นายมงคลเป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน ส่วนเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการและเป็นครูใหญ่ ต่อมาปี 2507 นายมงคลกับเจ้ามรดกได้ร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยวิธีผ่อนชำระและก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมในที่ดินและจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2522 โดยลงชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 นายณะธนภูมิกับนางวลีเป็นผู้รับโอน เมื่อนายมงคลถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการต่อไป ต่อมาเจ้ามรดกป่วยและตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ มีโจทก์ นางสาวพัชรา และนางอำไพ เป็นผู้อนุบาลตามคำสั่งศาล นางศรีเพ็ญ ภริยา นายณะธนภูมิซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกเคยยื่นฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางวลี ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงข้างต้น คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์โดยข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้ามรดกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง นายณะธนภูมิเพียงลงชื่อแทนเจ้ามรดก เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 โดยทำพินัยกรรมยกสิทธิการเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงเรียนให้โจทก์ ในระหว่างจัดการมรดก โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงศึกษาธิการขอดำเนินกิจการของโรงเรียนไปพลางก่อนจนกว่าจะเปลี่ยนแปลงใบขอรับอนุญาตเดิม สำหรับกรณีขอรับใบอนุญาตต่อจากผู้รับใบอนุญาตเดิม หากผู้ขอไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงเรียนเพียงผู้เดียว ผู้ขอต้องให้เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำสัญญาเช่าให้ผู้ขอเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 11 ปี เป็นหลักฐานประกอบคำขอ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมทำสัญญาเช่าให้โจทก์ คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องให้ความยินยอมหรือทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 340 และ 1429 ให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่

พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์ฎีกาเพียงข้อเดียวความว่า สิทธิของเจ้ามรดกในการเป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนสุพมาศพิทยาคมเป็นทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 เพราะไม่เป็นสิทธิที่เป็นการเฉพาะตัวของเจ้ามรดกโดยแท้หรือไม่ เห็นว่า สิทธิที่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ทรงสิทธิโดยแท้นั้นจะมีการโอนกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการโอนระหว่างที่ผู้ทรงสิทธิยังมีชีวิตหรือเป็นการโอนทางมรดก เมื่อผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตายแล้ว ดังเช่นสิทธิอาศัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1404 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิอาศัยนั้นจะโอนกันไม่ได้ แม้โดยทางมรดก" สิทธิเก็บกิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1418 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้ทรงสิทธิเก็บกินถึงแก่ความตาย ท่านว่าสิทธินั้นย่อมสิ้นไปเสมอ" หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1431 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระติดพันไซร้ ท่านว่าภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์นั้นจะโอนกันไม่ได้ แม้โดยทางมรดก" ฯลฯ ดังนั้นเมื่อผู้ทรงสิทธิดังกล่าวถึงแก่ความตายสิทธินั้นย่อมระงับหรือหมดสิ้นไปในทันที แต่ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 106 บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดประสงค์จะโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบให้บุคคลอื่น ให้ยื่นคำขอต่อผู้อนุญาตตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อผู้อนุญาตเห็นว่าผู้รับโอนมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 แล้วแต่กรณี ให้อนุญาตโดยเร็ว" และมาตรา 107 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตตายหรือเป็นคนสาบสูญ และทายาทมีความประสงค์จะดำเนินกิจการโรงเรียนในระบบต่อไป ให้ทายาทซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 21 หรือในกรณีที่มีทายาทหลายคน ให้ทายาทด้วยกันนั้นตกลงตั้งทายาทคนหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 21 ยื่นคำขอรับโอนใบอนุญาตต่อผู้อนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้รับใบอนุญาตตายหรือสาบสูญหรือภายในระยะเวลาที่ผู้อนุญาตขยายเวลาตามความจำเป็น..." นั้น แสดงให้เห็นว่าผู้รับใบอนุญาตอาจโอนโรงเรียนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการโอนระหว่างที่ตนมีชีวิต หรือการโอนทางมรดกเมื่อตนถึงแก่ความตายแล้ว และสิทธิของผู้รับใบอนุญาตซึ่งได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนดังกล่าวไม่ระงับหรือหมดสิ้นไปในทันทีที่ผู้รับใบอนุญาตนั้นถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวจึงไม่เป็นสิทธิที่เป็นการเฉพาะตัวของผู้รับใบอนุญาตโดยแท้ ส่วนการที่ทายาทผู้ยื่นคำขอเพื่อรับโอนโรงเรียนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 21 เช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ กำหนดไว้เพื่อประโยชน์ในการให้บริการทางการศึกษา ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมในอันที่จะให้ผู้รับโอนมีทั้งความรู้ ความสามารถและมีคุณธรรมในมาตรฐานเช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาต จึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพแห่งสิทธิการเป็นผู้รับใบอนุญาตที่ทายาทอาจขอรับโอนได้ตามมาตรา 107 วรรคหนึ่งแต่ประการใด ดังนั้นการได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนสุพมาศพิทยาคมจึงไม่เป็นการเฉพาะตัวของเจ้ามรดกผู้ตาย สิทธิในการรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนจึงเป็นทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 แต่แม้ข้อกำหนดของพินัยกรรม ยกสิทธิการเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงเรียนของโจทก์มีผลบังคับได้ตามที่โจทก์ฎีกา และแม้ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม นอกจากจำเลยที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 340 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งผลกำไรที่จะเกิดขึ้นหลังจากโจทก์รับโอนโรงเรียนสุพมาศพิทยาคมด้วย แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 340 ส่วนที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวม เพราะเมื่อพินัยกรรม ไม่มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องทำเช่นนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่จะใช้สอยหาประโยชน์จากทรัพย์สินของตนได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการปฏิเสธไม่ให้เช่าด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1429 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยอ้างว่าเจ้ามรดกใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเจ้ามรดก ซึ่งเท่ากับอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1429 เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ เพราะเห็นว่าไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง โจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งโดยขอให้มีการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทนี้ด้วย ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1429 ไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก และแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของเจ้ามรดกเช่นเดียวกับโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรม เพราะนอกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เป็นผู้รับประโยชน์จากพินัยกรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ไม่เป็นผู้รับพินัยกรรมแล้ว ยังถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมที่ถูกตัดโดยพินัยกรรม มิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกโดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง อีกด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่และความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1429 ของตนเช่นกัน ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1429 ไม่ได้เป็นที่ตั้งส่วนหนึ่งของโรงเรียนสุพมาศพิทยาคมและการเป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนสุพมาศพิทยาคมของเจ้ามรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว มิใช่มรดกนั้น ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 21 ม. 22 ม. 106 ม. 107
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลเอกสมชาย สุพรรณรัตน์
จำเลย — นางเสริมสุข อุดมทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยพงศ์ มุกดาเพชรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5535/2558
#586550
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีหย่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใดและอีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520 วรรคสองและมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์มาตลอดตั้งแต่จำเลยที่ 1 เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปและเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การหรือสืบพยานว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 1ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์คนละ 4,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 6,000 บาท ต่อคน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ฟ. และเด็กหญิง พ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 4,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ (เด็กหญิง ฟ. เกิดวันที่ 26 กันยายน 2543 และเด็กหญิง พ. เกิดวันที่ 17 ตุลาคม 2548) ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันรวม 2 คน คือเด็กหญิง ฟ. อายุ 12 ปี และเด็กหญิง พ. อายุ 7 ปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำนาง บ. ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า ตั้งแต่กลางปี 2555 จนถึงวันที่เบิกความ เห็นจำเลยที่ 1 พักอาศัยค้างคืนที่บ้านจำเลยที่ 2 โจทก์นำนาย ค. ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า พบเห็นจำเลยที่ 1 มาประมาณ 2 ปี แต่ที่พบเห็นเป็นประจำว่ามาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ประมาณหนึ่งปีครึ่ง โจทก์นำนาย ป. ซึ่งมีบ้านอยู่คนละฝั่งถนนกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า เคยเห็นจำเลยที่ 1 มาที่บ้านจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนอนพักค้างคืนหรืออาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวหรือไม่ แต่เห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จอดค้างคืนที่บ้านหลังดังกล่าว ทั้งนาง บ. นาย ท. และนาย ป. เป็นเพื่อนบ้านของจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนและไม่เคยรู้จักกับโจทก์ น่าเชื่อว่าพยานทั้งสามเบิกความไปตามความจริงที่พบเห็น ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ไปนอนค้างคืนที่บ้านของจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดไว้ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองแลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ เดือนละ 6 ถึง 7 ครั้ง ช่วยเหลือกันในด้านธุรกิจและออกงานสังคมร่วมกัน แม้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมประเวณีกัน และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 แนะนำบุคคลอื่นให้รู้จักจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยา แต่การที่จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย จำเลยที่ 1 มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยกันในเวลากลางคืนและแลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ ช่วยเหลือกันในด้านธุรกิจเปิดคลินิกตรวจรักษาโรคร่วมกันที่บ้านของจำเลยที่ 2 โดยใช้ชื่อว่า " ป. การพยาบาลและการผดุงครรภ์" เป็นการแสดงออกว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกันซึ่งถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครอง ศาลมีอำนาจกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด และอีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์มาตลอดตั้งแต่จำเลยที่ 1 เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การหรือสืบพยานว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองจึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง ซึ่งมีอายุ 12 ปีเศษ และ 7 ปีเศษ (ขณะฟ้อง) จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520 วรรคสอง ม. 1522 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายประดิษฐ์ พงษ์สุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5534/2558
#583704
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1574 บัญญัติเกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ซึ่งผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องที่ผู้ร้องขออนุญาตขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสามและอนุญาตให้ผู้ร้องขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสาม ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขออนุญาตขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสามในราคาใหม่ คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า สมควรกำหนดให้ขายใหม่ในราคาเท่าใดเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ร้องต้องนำสืบเกี่ยวกับราคาอสังหาริมทรัพย์ว่ามีราคาเท่าใดและสมควรขายในราคาเท่าใด หาได้เกี่ยวข้องกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าถูก ก. หลอกลวงขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ผู้คัดค้านหลงเชื่อวางเงินมัดจำให้ ก. ก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านต้องไปว่ากล่าวต่อ ก. เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของนางสาว อ. เด็กชาย ม. และเด็กหญิง ญ. ผู้เยาว์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 100 ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้เยาว์ทั้งสาม ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องขายอสังหาริมทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 100 ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แทนผู้เยาว์ในราคาไม่ต่ำกว่า 11,000,000 บาท ให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ทั้งสาม โดยให้มีเงินจากการขายที่ดินดังกล่าวสำหรับเป็นทุนการศึกษาแก่ผู้เยาว์ทั้งสามจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสามใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมขายอสังหาริมทรัพย์โฉนดเลขที่ 100 ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินทั้งหมดแทนผู้เยาว์ทั้งสามในราคาไม่ต่ำกว่า 10,100,000 บาท แต่ถ้าจะแบ่งขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอาคารพาณิชย์ก็อนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ได้ โดยมีเงื่อนไขคือ อาคารพาณิชย์ที่ตั้งบนที่ดินโฉนดเลขที่ 100 อย่างน้อย 2 ห้อง ต้องขายในราคาไม่น้อยกว่าห้องละ 2,500,000 บาท ส่วนอาคารพาณิชย์ที่เหลืออีก 3 ห้อง ต้องขายในราคาไม่น้อยกว่าห้องละ 1,700,000 บาท ให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ทั้งสาม โดยให้มีเงินจากการขายที่ดินเป็นทุนการศึกษาแก่ผู้เยาว์ทั้งสามจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขายทรัพย์สินของผู้เยาว์ทั้งสามฉบับและให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ชั้นไต่สวนผู้คัดค้านแถลงว่า นาย ก. บิดาของผู้เยาว์ทั้งสามไปหลอกลวงผู้คัดค้าน โดยเสนอขายอาคารพาณิชย์ 2 ห้อง ในราคาห้องละ 2,200,000 บาท และรับเงินมัดจำไปแล้ว 1,960,000 บาท ซึ่งราคาที่เสนอขายสูงกว่าที่ผู้ร้องจะขายให้แก่นาย ค. ในราคาห้องละ 1,200,000 บาท ผู้คัดค้านจึงเสนอจะซื้ออาคารพาณิชย์ 2 ห้อง ในราคาห้องละ 1,700,000 บาท ฝ่ายผู้ร้องและนาย ค .แถลงร่วมกันว่า ผู้ร้องประสงค์จะขายอาคารพาณิชย์แก่นาย ค. ในราคาห้องละ 1,700,000 บาท โดยไม่ประสงค์จะขายหรือแบ่งให้แก่ผู้คัดค้าน ส่วนนาย ค. ยินดีจะซื้อในราคาดังกล่าว รวม 5 ห้อง เป็นเงิน 8,500,000 บาท ผู้คัดค้านเสนอราคาใหม่เป็นห้องละ 2,500,000 บาท จำนวน 2 ห้อง และยอมรับผิดชอบในค่าโอน ค่าภาษีอากรและค่าแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ส่วนนาย ค. แถลงว่า อาคารพาณิชย์ 2 ห้อง ที่ผู้คัดค้านจะซื้อ นาย ค. ยินดีซื้อในราคาห้องละ 2,500,000 บาท เช่นกันและยอมรับผิดชอบในค่าโอน ค่าภาษีอากรและค่าฤชาธรรมเนียมต่าง ๆ ส่วนอีก 3 ห้อง ที่เหลือจะขอซื้อในราคาห้องละ 1,700,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิคัดค้านการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสามหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 บัญญัติเกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ ซึ่งผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนคำร้องที่ผู้ร้องขออนุญาตขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสามและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสาม ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขออนุญาตขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสามในราคาใหม่จึงมีประเด็นว่า สมควรกำหนดให้ขายใหม่ในราคาเท่าใดเท่านั้น กรณีเป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องนำสืบเกี่ยวกับราคาอสังหาริมทรัพย์ต่อศาลว่ามีราคาเท่าใด สมควรขายในราคาเท่าใด หาเกี่ยวข้องกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านถูกนาย ก. หลอกลวงขายอสังหาริมทรัพย์ให้ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านหลงเชื่อวางเงินมัดจำให้แก่นาย ก. ก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านต้องไปว่ากล่าวดำเนินคดีต่อนาย ก. เอง ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิมาเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิคัดค้านการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ทั้งสามชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น เมื่อผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้าน กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ร.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ — นายคงสิทธิ์ รักขิตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5513/2558
#582439
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรโดยบรรยายฟ้องว่า ในการร่วมกันลักทรัพย์มีการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ เมื่อความผิดฐานลักทรัพย์ดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ จึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพและข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองคงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 335 โดยมิได้ปรับบทลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7/2557 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 368/2555 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 3 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (7), (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 จังหวัดราชบุรี มีกำหนดคนละ 1 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ก่อนครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรม ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 และ 2 ไปจำคุกเท่ากับระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ ยกฟ้องข้อหารับของโจร ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 368/2555 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีนี้ศาลมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจบวกโทษได้ ให้ยกคำขอ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นองค์ประกอบที่ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ เมื่อความผิดดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักว่านั้น ซึ่งศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ จึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพและข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียให้ถูกต้อง ส่วนโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้น เหมาะสมกับที่ได้ปรับบทลงโทษใหม่แล้ว จึงไม่แก้ไขในส่วนนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (7), (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ส่วนโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายสุเทพ ค้าเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5510/2558
#581404
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 78 บัญญัติว่า เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง หรือกรณีเด็กหรือเยาวชนปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนรีบดำเนินการสอบสวนและส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็น ไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม หรือปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้วแต่กรณี แต่หากเกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นต่อศาลให้ทันภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณีต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวรรคสองและวรรคสาม บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการเร่งรัดให้มีการสอบสวนและฟ้องเด็กหรือเยาวชน เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนให้ได้รับการพิจารณาคดีโดยเร็ว นอกจากนั้น พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคสี่ บัญญัติว่า ในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องหายาเสพติดให้พนักงานสอบสวนดำเนินกระบวนการสอบสวนคดีต่อไป เมื่อสอบสวนเสร็จให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ โดยไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปด้วย แม้ตามมาตรา 19 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัว ตามพระราชบัญญัตินี้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องตามดำเนินการฝากขังหรือขอผัดฟ้องตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือผัดฟ้องดังกล่าวย่อมหมายถึงว่าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอฝากขังหรือผัดฟ้อง เฉพาะช่วงระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยไม่ต้องนำระยะเวลาระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมารวมเข้ากับระยะเวลาที่ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องหรือฝากขังเท่านั้น

คดีนี้ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป และได้แจ้งคำวินิจฉัยมายังสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ซึ่งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบสำนวน มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนติดตามตัวจำเลยมาส่งพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล แต่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยมาส่งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 และพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว เมื่อผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เนื่องจากการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจและให้ส่งคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปพนักงานอัยการจึงต้องยื่นฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวต่อศาลให้ทันภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ซึ่งหากเกิดความจำเป็นที่ไม่สามารถฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาดังกล่าวก็ต้องขอผัดฟ้องตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 มาตรา 78 เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด จึงต้องห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดี ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 มาตรา 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

วันนัดพิจารณานัดแรก ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีเกี่ยวกับจำเลย โจทก์แถลงว่าในการประชุมเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 คณะอนุกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป และแจ้งคำวินิจฉัยมายังสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 หลังจากนั้นพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบสำนวนมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนติดตามนำตัวจำเลยมาส่งเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาล พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยมาส่งยังพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีในวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 และมีการยื่นฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 19 วรรคห้า บัญญัติไว้ว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือขอผัดฟ้องตามกฎหมาย ดังนั้นเมื่อผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเนื่องจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเห็นว่าผู้ต้องหาซึ่งเข้ารับการฟื้นฟูมีผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจและให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป พนักงานอัยการจึงต้องยื่นฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวให้ทันภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว ซึ่งหากเกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลนี้ได้ทันภายในระยะเวลาดังกล่าวก็จะต้องขอผัดฟ้องตามกฎหมายต่อไปตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 78 เมื่อปรากฏว่าคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด จึงต้องห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 80 จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ประทับฟ้องคดีนี้ และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่ประทับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 จำเลยถูกจับกุมวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ต่อมาศาลอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จำเลยมีผลการฟื้นฟูไม่น่าพอใจ คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงได้แจ้งคำวินิจฉัยมายังสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 หลังจากนั้นพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบสำนวนมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนติดตามนำตัวจำเลยมาส่งเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยมาส่งยังพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีในวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 และมีการยื่นฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2554 มาตรา 78 บัญญัติว่า เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง หรือกรณีเด็กหรือเยาวชนปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนรีบดำเนินการสอบสวน และส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุมหรือปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวน แล้วแต่กรณี แต่หากเกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นต่อศาลให้ทันภายในระยะเวลาดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณีจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวรรคสองและวรรคสาม จึงเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่ต้องการเร่งรัดให้มีการสอบสวนและฟ้องเด็กหรือเยาวชน ทั้งนี้เพื่อการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนให้ได้รับการพิจารณาคดีโดยเร็ว นอกจากนั้นพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดพ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคสี่ บัญญัติว่า ในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องหายาเสพติดให้พนักงานสอบสวนดำเนินกระบวนการสอบสวนคดีต่อไป เมื่อสอบสวนเสร็จให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปด้วย แม้มาตรา 19 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือขอผัดฟ้องตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือผัดฟ้องดังกล่าวย่อมหมายถึงว่าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอฝากขังหรือผัดฟ้องเฉพาะช่วงระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยไม่ต้องนำระยะเวลาระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมารวมเข้ากับระยะเวลาที่ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องหรือฝากขังเท่านั้น เมื่อคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปในการประชุมเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 และได้แจ้งคำวินิจฉัยมายังสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ซึ่งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบสำนวนได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนติดตามตัวจำเลยมาส่งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล แต่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยมาส่งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 และพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว ดังนั้น กรณีเมื่อผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เนื่องจากการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจและให้ส่งคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป พนักงานอัยการจึงต้องยื่นฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวต่อศาลให้ทันภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว ซึ่งหากเกิดความจำเป็นที่ไม่สามารถฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ต้องขอผัดฟ้องตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2554 มาตรา 78 เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดจึงต้องห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นประทับรับฟ้อง และคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่าเมื่อไม่ประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้วมีผลเป็นการเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไปโดยปริยาย จึงไม่จำต้องมีคำสั่งในส่วนนี้

พิพากษากลับเป็นว่า ไม่ประทับฟ้องไว้พิจารณา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 78 ม. 80
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและ
โจทก์ — ครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายเกียรติศักดิ์ ช่วยรอด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายธนายุต ศิวายพราหมณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา