คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3619/2558
#633547
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยทั้งสี่ ผู้ร้องบรรยายคำร้องกล่าวอ้างแสดงอำนาจพิเศษและเบิกความในชั้นไต่สวนว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว นับแต่ ป. ละทิ้งการครอบครองไป แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ขัดแย้งกับที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 339/2551 ของศาลชั้นต้นเดียวกัน ซึ่งผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเดียวกันนี้เฉพาะเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ โดยการครอบครองปรปักษ์อ้างเหตุ ป. ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ยิ่งไปกว่านั้นในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์คดีนี้ก็ได้ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1151/2552 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นบริวารของ ป. และผู้ร้องมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ดังนี้ คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือผู้ร้องและโจทก์ในฐานะผู้คัดค้าน นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษา จนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเพื่อสนับสนุนว่าผู้ร้องมีอำนาจพิเศษจึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7963 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี (บางปลาสร้อย) จังหวัดชลบุรี ของโจทก์ และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและส่งมอบคืนให้แก่โจทก์พนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551

วันที่ 22 เมษายน 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษอ้างว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ และผู้ร้องได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินบางส่วนเนื้อที่ 3 ไร่ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ ดังกล่าว โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องมิใช่ผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมพันเอกหญิงสมพร เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7963 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี (บางปลาสร้อย) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 143 ไร่ 2 งาน 27 ตารางวา ต่อมาได้มีการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยหลายแปลง คงเหลือเนื้อที่ 31 ไร่ 7 ตารางวา โดยขณะนั้นพันเอกหญิงสมพรให้นายประสิทธิ์ บิดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อาศัยอยู่ในที่ดินตามสัญญาอาศัยลงวันที่ 1 มกราคม 2523 ครั้นวันที่ 12 ตุลาคม 2527 พันเอกหญิงสมพรจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ ซึ่งก่อนหน้านั้นนายประสิทธิ์ถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อปี 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดี คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ เป็นเหตุให้การบังคับคดีต้องล่าช้า ครั้นคดียุติโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 แต่ในชั้นบังคับคดีก็ยังมีปัญหาว่า การให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามฟ้อง เป็นการบังคับคดีเกินไปจากคำพิพากษาหรือไม่ จนกระทั่งศาลฎีกาต้องมีคำสั่งคำร้องว่าไม่เป็นการบังคับคดีเกินไปกว่าคำพิพากษา โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งคำร้องศาลฎีกาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2549 และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2550 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องอนุญาตตามคำขอ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งคำร้องศาลฎีกาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 โจทก์จึงร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 ข้างต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยทั้งสี่ ผู้ร้องบรรยายคำร้องกล่าวอ้างแสดงอำนาจพิเศษและเบิกความในชั้นไต่สวนว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว นับแต่นายประสิทธิ์ละทิ้งการครอบครองไป แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ขัดแย้งกับที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 339/2551 ของศาลชั้นต้นเดียวกัน ซึ่งผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551 ขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเดียวกันนี้เฉพาะเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ โดยการครอบครองปรปักษ์อ้างเหตุนายประสิทธิ์ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ยิ่งไปกว่านั้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 339/2551 ดังกล่าวโจทก์คดีนี้ก็ได้ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1151/2552 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นบริวารของนายประสิทธิ์ และผู้ร้องมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขแดงที่ 2121/2554 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2554 แนบท้ายคำแก้ฎีกา ดังนี้ คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือผู้ร้องและโจทก์ในฐานะผู้คัดค้าน นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษา จนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเพื่อสนับสนุนว่าผู้ร้องมีอำนาจพิเศษจึงรับฟังไม่ได้ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา เพราะไม่เป็นผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป และพฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ว่าผู้ร้องยื่นคำร้องโดยเจตนาประวิงการบังคับคดี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 296 จัตวา (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาษา ดำรงศิริ
ผู้ร้อง — นางสมหมาย แจ่มนาม
นายประเสริฐ สุกใส โดยนางสาวสมจิตร สุกใส
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2558
#581428
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายกรมธรรม์ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) กับโจทก์ต้องทำการด้วยตัวเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 808 ประกอบกับข้อสัญญาข้อ 8 กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วง ดังนั้นการตั้งตัวแทนช่วงให้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของตัวแทน แม้โจทก์ทราบเรื่องแล้วไม่ทักท้วง ก็เป็นเพียงการให้สัตยาบันต่อการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของตัวแทนอันมีผลทำให้นิติกรรมการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของตัวแทนช่วงซึ่งไม่ผูกพันโจทก์กลับเป็นผูกพันโจทก์โดยตรง และทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดที่มีต่อบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 แต่ในระหว่างตัวการตัวแทนด้วยกัน จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกิจการที่ตนได้กระทำนอกเหนือขอบอำนาจนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 812 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุตัวแทนช่วงเป็นผู้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ.มาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมจะทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าประกันภัยจากการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ.ฉบับเดียวกันถึง 2 ครั้ง เพราะโจทก์มีหนังสือแจ้งตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ให้ส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายให้แก่โจทก์โดยตรง เป็นทำนองตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยส่วนนี้แล้วนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์จัดส่งหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่ทำเรื่องขอเบิกจ่าย และยังมีตารางกรมธรรม์ประกันภัยค้างอยู่กับฝ่ายจำเลย 147,157 ชุด จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า ตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่เบิกมาอยู่ที่ตัวแทนช่วงทั้งหมด มิได้อยู่ที่จำเลยที่ 1 แม้แต่ฉบับเดียว ตามคำเบิกความของ น. พยานโจทก์ การเบิกตารางกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องตรวจสอบว่าไม่มีหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระ แต่ในรอบขายเดือน ก.ค. และเดือน ส.ค. 2551 จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็คธนาคารพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2,155,704.18 บาท โจทก์คงไม่จัดส่งกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 1 อย่างแน่นอน โดยฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์ รวม 147,157 ชุด

ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในค่าเสียหายเพียงใดนั้น เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญา ข้อ 6.2 ที่ให้ตัวแทนต้องชำระค่าเสียหายกรณีหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยสูญหาย เสียหาย ชำรุดใช้การไม่ได้ หรือไม่สามารถส่งคือให้แก่โจทก์ได้เป็นเงินชุดละ 300 บาท เป็นค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนช่วงหรือทีมขายของจำเลยที่ 1 ได้นำตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ไม่ส่งคืนไปขาย หรือมีลูกค้ารายใดเรียกร้องให้โจทก์รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ พ.ร.บ. ดังกล่าว และโจทก์ไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากยังไม่มีการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินชุดละ 50 บาท นั้น สูงเกินไป เห็นสมควรลดลงเป็นจำนวนพอสมควรกับแนวทางปฏิบัติของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่คิดค่ายกเลิกตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. และค่าปรับตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ชำรุด ชุดละ 20 บาท จำนวน 147,157 ชุด เป็นเงิน 2,943,140 บาท

สัญญาที่โจทก์ตกลงแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ระบุจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ติดต่อเบิกหน้ากรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปขาย และนำส่งค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ขายได้หรือส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังขาดไม่ได้ให้แก่โจทก์ หากผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่โจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาอันเดียว ตัวการคนเดียวตั้งตัวแทนหลายคนเพื่อแก่การอันเดียว ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 804 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ตัวแทนจะต่างคนต่างทำการนั้น ๆ แยกกันไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถให้โจทก์แยกต่างหากจากกัน ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า ในการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. จำเลยที่ 2 มีตัวแทนช่วงหรือทีมงานรับกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขายให้แก่ลูกค้า โดยจำเลยที่ 1 มิได้ขายเอง แต่เมื่อตัวแทนหรือทีมงานขายได้จะส่งสำเนากรมธรรม์และค่าเบี้ยประกันภัยให้จำเลยที่ 2 รวบรวมส่งต่อให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ตามลำดับโดยจำเลยที่ 2 ได้รับค่าใช้จ่ายด้วย ตามพฤติการณ์ถือว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนร่วมกันผูกพันตนในอันที่จะขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ให้แก่โจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายจากการทำหน้าที่ตัวแทน จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 297

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 46,703,284.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ.พร้อมเอกสารประกอบกรมธรรม์ 147,157 ชุด หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาชุดละ 300 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,758,330.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการขยายงานภาคใต้ของโจทก์ ตามคำสั่ง ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2548 โจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ. โดยตกลงให้จำเลยทั้งสองติดต่อเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขาย และรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยนำส่งให้โจทก์พร้อมสำเนาตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ขายได้ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ขาย หรือภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยไปจากโจทก์ ถ้าขายไม่ได้ให้ส่งหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. คืนโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เบิกเอกสาร หากไม่สามารถส่งคืนแก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยกรณีใดจำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าเสียหายเป็นเงินชุดละ 300 บาท ตามสัญญาข้อตกลงเป็นตัวแทนขายประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เบิกหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. พร้อมเอกสารประกอบกรมธรรม์ไปขายและนำส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์หมุนเวียนกันหลายครั้ง ในรอบบัญชีเดือนกันยายน 2551จำเลยที่ 1 ออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) จำนวน 25 ฉบับ รวมเป็นเงิน 2,155,704.18 บาท ให้โจทก์เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายได้ของเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2551 เมื่อถึงกำหนดธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์มีคำสั่งลงวันที่ 9 กันยายน 2551 ให้ระงับการเบิกจ่ายหน้ากรมธรรม์ พ.ร.บ. แก่จำเลยที่ 1และให้จำเลยที่ 1 หยุดรับประกันภัยโดยสิ้นเชิง กับยกเลิกตำแหน่งผู้อำนวยการขยายงานภาคใต้ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป ตามคำสั่ง ต่อมาโจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลแขวงสงขลาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 เดือน รวม 25 กระทง จำคุก 25 เดือนแต่จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็คดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยมาชำระครบถ้วนโจทก์จึงถอนคำร้องทุกข์ หนี้ที่โจทก์ฟ้องในส่วนของค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็ค 2,155,704.18 บาท จึงระงับสิ้นไป

มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติม 400,480.13 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นตัวแทนขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. กับโจทก์ ย่อมต้องทำการด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 808 ประกอบกับสัญญา กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงได้ ดังนี้ การตั้งตัวแทนช่วงให้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจของตัวแทน แม้โจทก์ทราบเรื่องแล้วไม่ทักท้วง ทั้งยังรับเอาการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของตัวแทนช่วงดังกล่าวไว้ในกิจการของโจทก์ ก็เป็นเพียงการให้สัตยาบันต่อการกระทำนอกเหนืออำนาจของตัวแทนอันมีผลทำให้นิติกรรมการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของตัวแทนช่วงซึ่งไม่ผูกพันโจทก์กลับเป็นผูกพันโจทก์โดยตรง และทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดที่มีต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 แต่ในระหว่างตัวการตัวแทนด้วยกันจำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกิจการที่ตนได้กระทำนอกเหนือขอบอำนาจนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 812 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุตัวแทนช่วงเป็นผู้ขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. มาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1ต้องรับผิดเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติมจะทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ฉบับเดียวกันถึง 2 ครั้ง เพราะโจทก์มีหนังสือแจ้งตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ให้ส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายได้แก่โจทก์โดยตรง เป็นทำนองตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยส่วนนี้แล้วนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ขายเพิ่มเติม 400,480.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายที่ไม่สามารถส่งมอบคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยเพียงใดในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จัดส่งหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยที่ 1 ตามที่ทำเรื่องขอเบิกจ่าย และยังมีตารางกรมธรรม์ประกันภัยค้างอยู่กับฝ่ายจำเลย 147,157 ชุด จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกากว่า ตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่เบิกมาอยู่ที่ตัวแทนช่วงทั้งหมด มิได้อยู่ที่จำเลยที่ 1 แม้แต่ฉบับเดียว และตามคำเบิกความของนางสาวนันทิยา พยานโจทก์ การเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องตรวจสอบว่าไม่มีหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระ แต่ในรอบขายเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2551 จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2,155,704.18 บาท โจทก์คงไม่จัดส่งกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยที่ 1 อย่างแน่นอนโดยฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่นำส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์รวม 147,157 ชุดส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในค่าเสียหายเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ตามตัวอย่างกรมธรรม์ หน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ทุกฉบับมีการลงลายมือชื่อของกรรมการและผู้รับมอบอำนาจของบริษัทโจทก์ไว้ครบถ้วน เมื่อจำเลยทั้งสองหรือตัวแทนช่วงหรือทีมขายของจำเลยทั้งสองนำไปกรอกข้อมูลลงในช่องว่างหน้าตารางกรมธรรม์จะมีผลคุ้มครองทันที เพื่อป้องกันความเสียหาย โจทก์จึงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในกรณีไม่สามารถส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ตามสัญญา เป็นเงินชุดละ 300 บาท โดยรวมค่าอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้นทุนการพิมพ์ และการเสี่ยงภัยหากตัวแทนนำกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขายแก่ลูกค้าแล้วไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่ไม่สูงเกินความเป็นจริง

ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ค่าพิมพ์ตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ของโจทก์มีต้นทุนอย่างสูงไม่เกินชุดละ 3.50 บาท ทั้งไม่ได้มีการขายตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ค้างส่งคืน 147,157 ชุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ชุดละ 50 บาท จึงสูงเกินสมควร เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญา ที่ให้ตัวแทนต้องชำระค่าเสียหายกรณีหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยสูญหายเสียหาย ชำรุดใช้การไม่ได้ หรือไม่สามารถส่งคืนให้แก่โจทก์ได้เป็นเงินชุดละ 300 บาท เป็นการตกลงค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาด เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนช่วงหรือทีมขายของจำเลยที่ 1 ได้นำตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ไม่ส่งคืนไปขาย หรือมีลูกค้ารายใดเรียกร้องให้โจทก์รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ พ.ร.บ. ดังกล่าว และโจทก์ไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากยังไม่มีการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินชุดละ 50 บาท นั้น สูงเกินไปเห็นสมควรลดลงเป็นจำนวนพอสมควรเท่ากับแนวทางปฏิบัติของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่คิดค่ายกเลิกตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. และค่าปรับตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. ชำรุด ชุดละ 20 บาท รวม 147,157 ชุด เป็นเงิน 2,943,140 บาท ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาข้อสุดท้ายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ตกลงแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โดยจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ติดต่อเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปขาย และนำส่งค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ขายได้ หรือส่งคืนหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังขายไม่ได้ให้แก่โจทก์หากผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่โจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาอันเดียวตัวการคนเดียวตั้งตัวแทนหลายคนเพื่อแก่การอันเดียวกัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 804 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าตัวแทนจะต่างคนต่างทำการนั้น ๆ แยกกันไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนขายประกันภัยรถให้โจทก์แยกต่างหากจากกัน ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า ในการขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. จำเลยที่ 2 มีตัวแทนช่วงหรือทีมงานรับกรมธรรม์ พ.ร.บ. ไปขายให้แก่ลูกค้าโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายเอง แต่เมื่อตัวแทนหรือทีมงานขายได้จะส่งสำเนากรมธรรม์และค่าเบี้ยประกันภัยให้จำเลยที่ 2 รวบรวมส่งต่อให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับค่าใช้จ่ายด้วย ตามพฤติการณ์ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนร่วมกันผูกพันตนในอันที่จะขายกรมธรรม์ พ.ร.บ. ให้แก่โจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายจากการทำหน้าที่ตัวแทน จำเลยทั้งสองก็ต้องรับผิดเช่นอย่างเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 297 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดร่วมกันหรือแทนกัน และจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเบิกหน้าตารางกรมธรรม์ พ.ร.บ. จากโจทก์ไปขายโดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมดำเนินการด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,343,620.13 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มิถุนายน 2552)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 297 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 804 ม. 808 ม. 812 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางสาวพัชนีย์ น้ำรอบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายไพโรจน์ ไพมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2558
#581445
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การโต้แย้งถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว กรณีต้องถือว่าจำเลยทั้งสองรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) ดังนั้น กรณีจึงถือว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญา และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 นั่นคือ การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ด้วยเหตุนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าผูกพันตนตามสัญญากับโจทก์ยอมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้เป็นของบุตรทั้งสองเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จะไม่โอนขายบ้านและที่ดินดังกล่าวเด็ดขาด แม้ว่าสัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกคือ บุตรทั้งสอง และบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ในสัญญายังมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นเพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะตามเงื่อนไขในสัญญาก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จะย้อนมาอ้างสิทธิว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสหรือไม่อย่างไรไม่ได้ เพราะสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามที่มีอยู่เดิมเหนือที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้ระงับสิ้นไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้แต่สิทธิและพันธะหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ตำบลลานดอกไม้ตก อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 26051 ตำบลลานดอกไม้ตก อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และโฉนดเลขที่ 28345 ตำบลลานดอกไม้ตก กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนให้บ้านพร้อมที่ดินเป็นของเด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,030,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,030,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนด เลขที่ 26051 ตำบลลานดอกไม้ตก อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และโฉนดเลขที่ 28345 ตำบลลานดอกไม้ตก กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ตำบลลานดอกไม้ตก อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร ตามสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 101 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสองส่วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนที่ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาท ระหว่างจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระไว้เกินแก่โจทก์ 10,400 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์เคยเป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. หลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ในข้อ 3 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยกบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ตำบลลานดอกไม้ตก อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมที่ดินที่ปลูกบ้าน ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 ให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จะไม่จำหน่ายบ้านและที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาขายที่ดินหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การโต้แย้งถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ดังนั้นกรณีจึงถือว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาและผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นั่นคือ การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ด้วยเหตุนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าผูกพันตนทำสัญญากับโจทก์ ยอมยกที่ดินพิพาทตามโฉนดทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของเด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. เมื่อเด็กชายทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จะไม่โอนขายบ้านและที่ดินเด็ดขาด แม้ว่าสัญญาจะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก คือ เด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. และบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ในสัญญายังมิได้แสดงเจตนาว่า จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นเพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะตามเงื่อนไขในสัญญาก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จะย้อนมาอ้างสิทธิว่าที่ดินเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสหรือไม่อย่างไรไม่ได้ เพราะสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามที่มีอยู่เดิมเหนือที่ดินทั้งสองแปลงได้ระงับสิ้นไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้แต่สิทธิและพันธะหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ไปดำเนินการโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงฟ้องบังคับเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามสัญญาและเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ที่บ้านและที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ถัดไปอีกเพียงไม่กี่หลัง จึงเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังว่า หลังโจทก์หย่าจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองคบหากันแบบชู้สาว มีการนอนค้างคืนด้วยกัน ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ในปี 2549 จำเลยที่ 2 รู้จักกับนาย ค. จึงได้สมรสด้วยการจดทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยนาย ค. สามียินยอมนั้น โจทก์มีนาง อ. เบิกความว่า พยานมีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวทราบเหตุที่จำเลยที่ 2 จะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยมีญาติของจำเลยที่ 2 เตือนจำเลยที่ 2 ว่าอย่าซื้อ เพราะจำเลยที่ 1 ยกให้บุตรทั้งสองแล้ว เมื่อประมวลเข้ากับข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษในเชิงชู้สาวมาก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีสามี เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับรู้เรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกบ้านให้แก่บุตรของจำเลยที่ 1 แล้ว ดังที่มีญาติของจำเลยที่ 2 เคยกล่าวตักเตือน แต่ก็ยังเข้ารับซื้อบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้บุตรทั้งสองของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง แล้วขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุตรทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเงื่อนไขว่า ให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อบุตรทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามคำขอบังคับ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26051 ตำบลลานดอกไม้ตก อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และโฉนดเลขที่ 28345
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 84 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฉ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชรแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายชานนท์ ศรีสาตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2558
#630177
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การโต้แย้งถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว กรณีต้องถือว่าจำเลยทั้งสองรับแล้วว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) ดังนั้น กรณีจึงถือว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาและผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 นั่นคือ การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ด้วยเหตุนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าผูกพันตนตามสัญญากับโจทก์ยอมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้เป็นของบุตรทั้งสองเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จะไม่โอนขายบ้านและที่ดินดังกล่าวเด็ดขาดแม้ว่าสัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกคือ บุตรทั้งสอง และบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ในสัญญายังมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นเพราะยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะตามเงื่อนไขในสัญญาก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะย้อนมาอ้างสิทธิว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสหรือไม่อย่างไรไม่ได้ เพราะสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามที่มีอยู่เดิมเหนือที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้ระงับสิ้นไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้แต่สิทธิและพันธะหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายบ้านเลขที่ 101 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 26051 อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และโฉนดเลขที่ 28345 กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนให้บ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวเป็นของเด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,030,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,030,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26051 อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และโฉนดเลขที่ 28345 กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมบ้านเลขที่ 101 อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร ตามสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 101 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสองส่วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนที่ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ระหว่างจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 5,000 บาท ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระไว้เกินแก่โจทก์ 10,400 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้น ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์เคยเป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. หลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ในข้อ 3 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยกบ้านเลขที่ 101 อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมที่ดินที่ปลูกบ้านดังกล่าว ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 ให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จะไม่จำหน่ายบ้านและที่ดินดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การโต้แย้งถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ดังนั้นกรณีจึงถือว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญา และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นั่นคือการเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ด้วยเหตุนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าผูกพันตนทำสัญญากับโจทก์ ยอมยกที่ดินพิพาทตามโฉนดทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของเด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. เมื่อเด็กชายทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จะไม่โอนขายบ้านและที่ดินดังกล่าวเด็ดขาด แม้ว่าสัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก คือเด็กชาย ว. และเด็กชาย ช. และบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ในสัญญายังมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือ เอาประโยชน์จากสัญญานั้นเพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะตามเงื่อนไขในสัญญาก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จะย้อนมาอ้างสิทธิว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสหรือไม่อย่างไรไม่ได้ เพราะสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามที่มีอยู่เดิมเหนือที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้ระงับสิ้นไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้แต่สิทธิ และพันธะหน้าที่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ไปดำเนินการโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงฟ้องบังคับเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามสัญญา และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ที่บ้านและที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ถัดไปอีกเพียงไม่กี่หลัง จึงเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทั้งได้ความตามคำเบิกความของเด็กชาย ว. ว่า รู้จักจำเลยที่ 2 เพราะมีบ้านห่างจากบ้านและที่ดินพิพาทประมาณ 3 ถึง 4 หลัง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 คบกันในลักษณะสามีภริยา และเด็กชาย ช. เบิกความว่า รู้จักจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ที่บ้านและที่ดินพิพาทเคยรับเด็กชาย ว. ไปพักอาศัย และนอนในห้องเดียวกับจำเลยทั้งสองด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า หลังโจทก์หย่าจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองคบหากันแบบชู้สาว มีการนอนค้างคืนด้วยกัน ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ในปี 2549 จำเลยที่ 2 รู้จักกับนาย ค. จึงได้สมรสด้วยการจดทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยนาย ค. สามียินยอมนั้น โจทก์มีนาง อ. เบิกความว่า พยานมีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวทราบเหตุที่จำเลยที่ 2 จะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยมีญาติของจำเลยที่ 2 เตือนจำเลยที่ 2 ว่าอย่าซื้อ เพราะจำเลยที่ 1 ยกให้บุตรทั้งสองแล้ว เมื่อประมวลเข้ากับข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษในเชิงชู้สาวมาก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีสามี เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับรู้เรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกบ้านให้แก่บุตรของจำเลยที่ 1 แล้ว ดังที่มีญาติของจำเลยที่ 2 เคยกล่าวตักเตือน แต่ก็ยังเข้ารับซื้อบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้บุตรทั้งสองของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินพิพาทจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26051 อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และโฉนดเลขที่ 28345 กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่เด็กชาย ว. และ เด็กชาย ช. เมื่อบุตรทั้งสองบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 84 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฉ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3595/2558
#582436
เปิดฉบับเต็ม

การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. ได้มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น จึงถือว่าได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยก็มิได้กำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. จึงไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ไม่ได้เป็นการโอนหุ้นกันโดยมีเจตนาลวง เมื่อการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. เป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทน ภ. จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแจ้งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทใส่ชื่อโจทก์ในทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ในส่วนที่โจทก์ได้รับโอนมาจากนายภูวน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทนนายภูวน เลขหมายหุ้นที่ 40601 ถึงเลขที่ 45301 จำนวน 4,700 หุ้น หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ทั้งหมด กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด เดิมโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายภูวน ต่อมาโจทก์กับนายภูวนจดทะเบียนหย่ากัน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 นายภูวนถือหุ้นในบริษัทจำเลย จำนวน 8,950 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 นายภูวนได้ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทจำเลย หุ้นหมายเลข 40601 ถึงเลขที่ 45301 รวม 4,700 หุ้น ให้แก่โจทก์โดยนายภูวนลงลายมือชื่อเป็นผู้โอน โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอน มีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองไว้ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนได้มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วย ตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทจำกัด จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย ก็มิได้กำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนจึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลย ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย ข้อ 4 กำหนดว่า การโอนหุ้นจะนำมาใช้แก่บริษัทได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว และที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทจำกัด มีเงื่อนไขให้จำเลยเลือกว่าจะโอนหุ้นให้โจทก์หรือหากไม่โอนหุ้นให้โจทก์ โจทก์ก็มีความประสงค์จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งของจำเลย การที่จำเลยไม่โอนหุ้นให้โจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กระทำการใดโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่า มีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนขอบอกกล่าวให้บริษัทจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยหรือหากไม่ดำเนินการ โจทก์ก็มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งที่มีความประสงค์จะซื้อ ดังนี้ ตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า ความประสงค์ของโจทก์ก็คือต้องการจะได้หุ้นที่นายภูวนโอนให้ โดยให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นลำดับแรก ถือว่าโจทก์ได้แจ้งให้บริษัทจำเลยจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า นายภูวนไม่มีความประสงค์จะโอนหุ้นจริง แต่เป็นเพียงเจตนาลวงเท่านั้น ในประเด็นนี้ โจทก์มีนายภูวนมาเบิกความยืนยันว่า พยานโอนหุ้นให้โจทก์ จริง ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการโอนหุ้นกันโดยมีเจตนาลวง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การโอนหุ้นโจทก์จะต้องมีเอกสารหลายอย่างมามอบให้จำเลย ต้องมีคณะกรรมการของจำเลยเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมดำเนินการได้ จำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสารก่อนนั้น เป็นเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการของจำเลยเท่านั้น รวมทั้งไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะเป็นสินสมรสของนายภูวนหรือไม่ดังที่จำเลยฎีกา ก็ไม่ได้ทำให้การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนเป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามที่ทนายโจทก์มีหนังสือแจ้ง การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทนนายภูวน เลขหมายหุ้นที่ 40601 ถึงเลขที่ 45301 จำนวน 4,700 หุ้น ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกฤชดา วรสินธนา
จำเลย — บริษัทวิเศษเพิ่มพูน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางกมลา เทพวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3595/2558
#635363
เปิดฉบับเต็ม

การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. ได้มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วย จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย ก็มิได้กำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลย ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ตามหนังสือที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทจำกัด มีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนขอบอกกล่าวให้บริษัทจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย หรือหากไม่ดำเนินการ โจทก์ก็มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งที่มีความประสงค์จะซื้อ ดังนี้ ตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า ความประสงค์ของโจทก์ก็คือต้องการจะได้หุ้นที่ ภ. โอนให้ โดยให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นลำดับแรก ถือว่าโจทก์ได้แจ้งให้บริษัทจำเลยจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว

การโอนหุ้น โจทก์จะต้องมีเอกสารหลายอย่างมามอบให้จำเลย ต้องมีคณะกรรมการของจำเลยเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมดำเนินการได้ จำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสารก่อนนั้น เป็นเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการของจำเลยเท่านั้น รวมทั้งไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะเป็นสินสมรสของ ภ. หรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับ ภ. เป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามที่ทนายโจทก์มีหนังสือแจ้งการกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแจ้งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทใส่ชื่อโจทก์ในทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ในส่วนที่โจทก์ได้รับโอนมาจากนายภูวน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทนนายภูวน เลขหมายหุ้นที่ 40601 ถึงเลขที่ 45301 จำนวน 4,700 หุ้น หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ทั้งหมด กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายภูวน ต่อมาโจทก์กับนายภูวนจดทะเบียนหย่ากัน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 นายภูวนถือหุ้นในบริษัทจำเลย จำนวน 8,950 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 นายภูวนได้ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทจำเลย หุ้นหมายเลข 40601 ถึงเลขที่ 45301 รวม 4,700 หุ้น ให้แก่โจทก์โดยนายภูวนลงลายมือชื่อเป็นผู้โอน โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอน มีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองไว้ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนได้มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วย ตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทจำกัด จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย ก็มิได้กำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนจึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย ข้อ 4 กำหนดว่า การโอนหุ้นจะนำมาใช้แก่บริษัทได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทจำกัด มีเงื่อนไขให้จำเลยเลือกว่าจะโอนหุ้นให้โจทก์หรือหากไม่โอนหุ้นให้โจทก์ โจทก์ก็มีความประสงค์จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งของจำเลย การที่จำเลยไม่โอนหุ้นให้โจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กระทำการใดโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนขอบอกกล่าวให้บริษัทจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยหรือหากไม่ดำเนินการ โจทก์ก็มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งที่มีความประสงค์จะซื้อ ดังนี้ ตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า ความประสงค์ของโจทก์ก็คือต้องการจะได้หุ้นที่นายภูวนโอนให้ โดยให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นลำดับแรก ถือว่าโจทก์ได้แจ้งให้บริษัทจำเลยจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า นายภูวนไม่มีความประสงค์จะโอนหุ้นจริง แต่เป็นเพียงเจตนาลวงเท่านั้น ในประเด็นนี้ โจทก์มีนายภูวนมาเบิกความยืนยันว่า พยานโอนหุ้นให้โจทก์จริง ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการโอนหุ้นกันโดยมีเจตนาลวง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การโอนหุ้น โจทก์จะต้องมีเอกสารหลายอย่างมามอบให้จำเลย ต้องมีคณะกรรมการของจำเลยเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมดำเนินการได้ จำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสารก่อนนั้น เป็นเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการของจำเลยเท่านั้น รวมทั้งไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะเป็นสินสมรสของนายภูวนหรือไม่ดังที่จำเลยฎีกา ก็ไม่ได้ทำให้การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับนายภูวนเป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามที่ทนายโจทก์มีหนังสือแจ้ง การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทนนายภูวน เลขหมายหุ้นที่ 40601 ถึงเลขที่ 45301 จำนวน 4,700 หุ้น ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกฤชดา วรสินธนา
จำเลย — บริษัทวิเศษเพิ่มพูน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2558
#584773
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การจำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น การที่จำเลยให้การแต่เพียงว่า การบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นการบอกกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลย โดยไม่มีรายละเอียดข้อเท็จจริงว่าการบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใด ทั้งที่การบอกกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นให้มีการนำสืบและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องนี้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทและการที่จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องนี้เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นเรื่องดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 226,850 บาท ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 72,150 บาท กับอีกเดือนละ 5,550 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 299,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 156,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 46,800บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 46,800 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์อีกเดือนละ 3,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน แต่ไม่ให้เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยประเด็นเรื่องการบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคำให้การจำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น การที่จำเลยให้การแต่เพียงว่า การบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นการบอกกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลย โดยไม่มีรายละเอียดข้อเท็จจริงว่าการบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใด ทั้งที่การบอกกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ และจำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ การที่ศาลชั้นต้นให้มีการนำสืบและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องนี้ให้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท และการที่จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องนี้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นเรื่องดังกล่าวจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาอื่นของจำเลยเป็นเรื่องสืบเนื่องจากประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 156,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 46,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์อีกเดือนละ 3,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน แต่ไม่ให้เกิน 6 เดือน จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงเป็นเงิน 202,800 บาท ซึ่งเสียค่าขึ้นศาลเพียง 4,056 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 224,400 บาท โดยรวมค่าขาดประโยชน์หลังวันฟ้อง 21,600 บาท เข้ามาด้วย ทำให้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 4,488 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบมาตรา 142 (4) ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ที่ศาลกำหนดให้หลังวันฟ้องซึ่งต่อเนื่องมาจากค่าเสียหายที่คำนวณถึงวันฟ้อง ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 432 บาท แก่จำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพูนฉัตรหรือภัคภิญญา มูลจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายพิชยนต์ นิพาสพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3588 -ที่ 3589/2558
#582407
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนค่ารักษาพยาบาล ค่าทนทุกข์ทรมานและค่าเสียหายอื่นหรือไม่ มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ให้การไว้ จึงไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์แถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสามทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 267,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 190,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่หลังจากจำเลยร่วมยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 145,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 40,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท และ 3,000 บาท ตามลำดับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชนะคดี

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในสำนวนหลัง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2551) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถตู้หมายเลขทะเบียน อล 3853 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ขับรถตู้ดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษค 5849 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ที่โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และโจทก์ทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัสและทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 3 ปี ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1283/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อที่โต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสองแถลงต่อศาลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1283/2551 ของศาลชั้นต้นว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายในส่วนค่ารักษาพยาบาล ค่าทนทุกข์ทรมานและค่าเสียหายอื่นจนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 อีก คงติดใจที่จะเรียกร้องเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากจำเลยที่ 3 เท่านั้น จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง โดยเห็นว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนค่ารักษาพยาบาล ค่าทนทุกข์ทรมานและค่าเสียหายอื่นหรือไม่ มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ให้การไว้ จึงไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์แถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลัดดาหรือสุรภา สุบิดา
จำเลย — นายพิมาน วงษ์แสงน้อย กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายประกิต มากเอี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเศกสิทธิ์ สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3568/2558
#582432
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างให้บริการรักษาความปลอดภัยระหว่างบริษัท ท. ผู้ว่าจ้าง กับ กลุ่ม ล. ผู้รับจ้างซึ่งมีจำเลยเป็นตัวแทน ข้อ 9.1 ระบุให้จำเลยรับผิดเฉพาะกรณีเป็นทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง หรือเป็นทรัพย์สินที่ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบได้รับความเสียหาย แต่ตามสัญญารับจ้างให้บริการรถเข็นกระเป๋าระหว่างบริษัท ท. ผู้ว่าจ้าง กับ บริษัท อ. ผู้รับจ้างซึ่งทำประกันภัยไว้กับโจทก์ เห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาจ้างทำของ ดังนั้น รถเข็นกระเป๋าจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัท ท. หรือทรัพย์สินที่บริษัท ท. มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ กรณีย่อมไม่เข้าเงื่อนไขตามสัญญาที่จะให้จำเลยต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยประเภทความเสี่ยงต่อทรัพย์สินสำหรับรถเข็นกระเป๋าจากบริษัทไทย แอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด หรือแท็กซ์ผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นรถเข็นกระเป๋าที่ผู้เอาประกันภัยทำสัญญารับจ้างให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จำเลยเป็นตัวแทนผู้ได้รับมอบหมายจากกลุ่มล็อกซเลย์ - ไอ ซี ที เอส คอนซอร์เตียม ให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามสัญญาจ้างให้บริการรักษาความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่กลุ่มล็อกซเลย์ - ไอ ซี ที เอส คอนซอร์เตียม ได้ทำกับบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาระหว่างเดือนมิถุนายน 2551 ถึงเดือนสิงหาคม 2551 รถเข็นกระเป๋าของผู้เอาประกันภัยเกิดสูญหายเนื่องจากถูกคนร้ายลักไปจากบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจำนวน 4,722 คัน รวมเป็นเงิน 5,454,720 บาท โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยเต็มวงเงิน 10,000,000 บาท จึงรับช่วงสิทธิฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างให้บริการรักษาความปลอดภัย ข้อ ๙.1 ได้ระบุให้จำเลยฝ่ายผู้รับจ้างรับผิดเฉพาะกรณีเป็นทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างหรือเป็นทรัพย์สินที่ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบได้รับความเสียหาย แต่ตามสัญญารับจ้างให้บริการรถเข็นกระเป๋าที่ผู้เอาประกันภัยทำกับบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาจ้างทำของ ดังนั้น รถเข็นกระเป๋าจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทรัพย์สินที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ กรณีย่อมไม่เข้าเงื่อนไขตามสัญญาที่จะให้จำเลยต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น เพราะไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอเชีย ซีเคียวริตี้ เมเนจเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุภาพร เนตรเขียน
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2558
#580602
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน เมื่อโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 4 แต่ต่อมากลับถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยอ้างว่าจะไปดำเนินคดีต่างหาก ถ้ารับฟังว่ามีการรับประกันภัยจริง เท่ากับสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 มีผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่โจทก์ต้องไปรับชดใช้จากจำเลยที่ 4 เอง การถอนฟ้องดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เหตุดังกล่าวจึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จนเป็นที่พอใจ ไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีก จึงเข้าเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดใด ๆ กับโจทก์มีผลให้จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นกัน ทั้งจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 ไม่ถูกต้อง นั้น ถือเป็นฎีกาที่นอกเหนือไปจากอุทธรณ์เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 และมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,359,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องลดทุนทรัพย์จาก 2,359,000 บาท เป็น 1,100,000 บาท และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และแก้ไขคำฟ้องได้ และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถอนคำให้การให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มกราคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 3) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 3 สรุปความว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว จำนวน 600,000 บาท จนเป็นที่พอใจไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีก จึงเข้าเงื่อนไขสัญญาประกันภัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อโจทก์อีกต่อไป มีผลยุติให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นกันตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย และทั้งจำนวนเงิน 600,000 บาท ที่โจทก์ได้รับชำระจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว เมื่อนำไปหักจากจำนวนทุนทรัพย์ภายหลังที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องที่ลดจำนวนเหลือ 1,100,000 บาทแล้ว จะเหลือค่าเสียหายตามคำฟ้องที่โจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 ได้เพียงจำนวน 500,000 บาท ไม่ใช่จำนวน 1,100,000 บาท ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 3 ยกปัญหาขึ้นอ้างคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันว่าหากรถยนต์ที่เอาประกันภัยประเภท 1 ชนกัน ไม่ว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก ต่างฝ่ายตกลงซ่อมรถยนต์ของฝ่ายตนเอง เมื่อโจทก์แจ้งเอาประกันภัยประเภท 1 กับจำเลยที่ 4 โดยผ่านตัวแทนของจำเลยที่ 4 และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีด้วย แต่โจทก์กลับถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยประสงค์จะไปดำเนินคดีต่างหาก ซึ่งถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการรับประกันภัยไว้จริง เท่ากับว่า สัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวมีผลบังคับให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แต่โจทก์ต้องไปรับการชดใช้เอาจากจำเลยที่ 4 เอง การถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว เหตุดังกล่าวจึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 ที่ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นกัน และรถยนต์ของโจทก์ยังสามารถซ่อมให้อยู่ในสภาพดีได้แม้จะไม่เหมือนเดิม โดยค่าใช้จ่ายในการซ่อมไม่เกิน 700,000 บาท และหากจะขายตามสภาพน่าจะได้ราคาถึง 1,500,000 บาท ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการนอกเหนือไปจากอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ และมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษเกษรแม็ช
จำเลย — นายวิภาส นันจรัส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางอัญชลี กิจธนไพบูลย์ ทัพทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
โสฬส สุวรรณเนตร์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3546/2558
#579716
เปิดฉบับเต็ม

ข่าวเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและมีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่สวนป่าเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจเพราะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม และข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 นำมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของตนเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนและสอบสวนได้ความ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย โดยที่โจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดอายุความ ทั้งการนำเสนอข่าวสารเชิงวิเคราะห์ของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328, 332 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชนรายวัน และเอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน มีขนาด 1/2 หรือเศษหนึ่งส่วนสองของหน้าหนังสือพิมพ์ดังกล่าว เป็นระยะเวลา 7 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์มีชื่อเล่นว่าเอี้ยง โจทก์เคยรับราชการในท้องที่จังหวัดเชียงรายระหว่างปี 2521 ถึงปี 2545 หลายตำแหน่งรวมถึงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดเชียงรายและป่าไม้เขตเชียงรายด้วย ต่อมาโจทก์ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 วันที่ 30 กันยายน 2552 และวันที่ 1 ตุลาคม 2552 หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน ตีพิมพ์ข้อความทำเป็นข่าวพิเศษมีความยาว 3 ตอนจบ โดยมีหัวข้อข่าวว่า "เปิดกลโกงขบวนการฮุบป่าเชียงราย (1) สวนหัวหน้าเอี้ยง ใช้เล่ห์สวมคนตายเป่าคดี" "เปิดกลโกงขบวนการฮุบป่าเชียงราย (ตอนที่ 2) เล่ห์ป่าไม้ - ที่ดินร่วมเอกชนฮุบสวนป่าราชการ" และ "เปิดกลโกงขบวนการฮุบป่าเชียงราย (จบ) เดิมพันสูง - คดีมีตอ" แล้วจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์อันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับข้อความตามเอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาว่ามีกลุ่มบุคคลบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม - ป่าห้วยลึก ซึ่งมีการกันพื้นที่ออกมาเป็นสวนป่ากิ่วทัพยั้งและมีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่สวนป่าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สลองในท้องที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ตรวจสอบพบว่ามีที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 49 ไร่เศษ สภาพเป็นสวนลิ้นจี่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ชาวบ้านหมู่บ้านแม่ข้าวต้มเรียกสวนนี้ว่า "สวนหัวหน้าเอี้ยง" หรือ "สวนนายเอี้ยง" มีการปลูกสร้างบ้านพักไว้หลายหลัง และมีสระน้ำขนาดใหญ่ กับมีผู้เห็นรถกระบะติดตรากรมป่าไม้เข้าออกที่ดินดังกล่าวเสมอและเสนอให้ดำเนินการเอาผิดแก่ผู้เกี่ยวข้องรวมถึงโจทก์ด้วย แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่กรมป่าไม้แต่งตั้งขึ้นตรวจสอบกลับพบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวส่วนหนึ่งเนื้อที่ 38 ไร่เศษ อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิของนายเป็ง แต่อีกส่วนหนึ่งเนื้อที่ 9 ไร่เศษ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นของนายคำรณ ซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้ว เป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินคดีเอาผิดแก่ผู้กระทำความผิดได้ อันเนื่องมาจากมีการโยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องหลายคนช่วงที่โจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และน่าเชื่อว่ามีขบวนการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดอยู่ภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นว่า ข่าวเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจเพราะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ดังกล่าว มีหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 14 กันยายน 2552 นำมาตีพิมพ์ก่อนแล้ว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เคยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2550 ก็ได้ความว่า มีการกระทำความผิดจริง โดยมีผู้เกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนหลายคน พร้อมเสนอว่าสมควรส่งเรื่องไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการต่อไปตามสำเนารายงานการสอบสวนข้อเท็จจริง ต่อมา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พบว่ามีการกระทำความผิดเช่นเดียวกัน โดยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายได้มีหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รายงานข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิด และเสนอความเห็นให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ด้วย ตามสำเนาบันทึกข้อความ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ก็ได้เห็นชอบให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้เกี่ยวข้องโดยให้ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายประสานนายวรวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เป็นผู้มาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีต่อไป ตามสำเนาบันทึกข้อความ เห็นได้ว่าข่าวเรื่องการบุกรุกป่าในท้องที่จังหวัดเชียงรายดังกล่าวเป็นข่าวที่สื่อมวลชนมิใช่เฉพาะจำเลยที่ 1 และประชาชนให้ความสนใจ แม้ในตอนแรกคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชตั้งขึ้นจะมิได้ระบุตัวผู้กระทำความผิดว่ามีผู้ใดบ้าง เพียงแต่ระบุว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยก็ตาม แต่ในเวลาต่อมาคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงชุดที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 แต่งตั้งขึ้นและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายทำการสืบสวนแล้วก็ได้ข้อเท็จจริงสอดคล้องกัน ทั้งยังระบุตัวผู้ที่กระทำความผิดว่ามีโจทก์รวมอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 นำมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของตนจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการหลายคนในระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นั้น โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่าโจทก์โยกย้ายข้าราชการหลายคนจริง คงอ้างเพียงว่าเฉพาะนายวรวิทย์ เป็นข้าราชการระดับ 9 การโยกย้ายอยู่ในอำนาจปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนและสอบสวนได้ความ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย โดยที่โจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดอายุความ ทั้งการนำเสนอข่าวสารเชิงวิเคราะห์ของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำรงค์ พิเดช
จำเลย — บริษัทเอเอสทีวีผู้จัดการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวรพีพร วัฒนะชีวะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายไสว จันทะศรี
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2558
#585449
เปิดฉบับเต็ม

ตามความในมาตรา 23 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 บัญญัติว่า "การดำเนินคดีใดๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ในกรณีที่ศาลจะต้องพิจารณาเพื่อใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. หรือ ป.วิ.อ. แล้วแต่กรณี ให้ศาลเรียกเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกข้อกำหนด ประกาศหรือคำสั่ง หรือกระทำการนั้น มาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รายงานหรือแสดงเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวดังกล่าวด้วย" จึงเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคำร้องของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับคดีการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ โดยให้เรียกเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกข้อกำหนดมาชี้แจงข้อเท็จจริง รายงานหรือแสดงเหตุผลประกอบการสั่งได้ โดยไม่จำต้องสั่งรับคำร้องของผู้ร้องก่อนก็ได้ ทั้งยังสามารถที่จะเรียกไต่สวนพยานผู้ร้องฝ่ายเดียวเพื่อประกอบการพิจารณาได้โดยไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงฝ่ายอื่นก็ได้ เพราะเป็นไปตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 แล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาเพื่อใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. ทั้งนี้ในมาตรา 254 (2) แห่ง ป.วิ.พ. บัญญัติให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว แต่ศาลก็มีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (3)

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อบังคับให้ผู้คัดค้านทั้งสองกับกลุ่มบุคคล 3 คน และพวกที่เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดออกไปจากสถานที่ตามคำขอในคำร้อง ดังนั้น การที่ผู้ร้องใช้สิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. เพื่อบังคับตามคำร้องดังกล่าวข้างต้นโดยอาศัยบทบัญญัติตามมาตรา 23 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นเรียกไต่สวนและเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่อ้างในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องมาใช้สิทธิทางศาล แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาหรือประเด็นแห่งคดีตามคำร้อง ตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) กรณีดังกล่าวมิใช่เพียงการไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

อนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้ไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีด้วยเสมอ การไม่มีคำสั่ง

ในเรื่องนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดปฏิบัติตามข้อกำหนดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร อันเป็นมาตรการอย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติให้ใช้เพื่อแก้ปัญหา อีกทั้งคำสั่งศาลย่อมเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกฝ่ายที่จะปฏิบัติตาม อันทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบอาจกลับคืนสู่สภาพปกติได้มากกว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 15 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในขณะนี้ที่มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ จึงขอให้บังคับ

1. ให้กลุ่มบุคคลทั้งห้า ออกไปจากสถานที่ตามข้อกำหนด และนำมวลชนกลุ่ม นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมด พร้อมด้วยทรัพย์สินและยานพาหนะทุกชนิดที่เป็นคนกลุ่มบุคคลทั้งห้า และหรือผู้เข้าร่วมชุมนุมและเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งหมดออกไปจากสถานที่ตามข้อกำหนด (บริเวณถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกประตูน้ำ ถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ถนนพระรามที่ 1 ตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกปทุมวัน และถนนเพลินจิตตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกชิดลม) โดยให้มีผลบังคับในทันทีที่ศาลมีคำสั่ง

2. ให้ศาลมีคำสั่งห้ามกลุ่มบุคคลทั้งห้าและกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมเข้าไปในบริเวณถนนพระรามที่ 4ตั้งแต่แยกตัดกับถนนสาทรหรือแยกสามย่าน ถนนสาทรตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสีลมตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสุรวงศ์ตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนเจริญกรุงตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุรวงศ์ถึงแยกตัดกับถนนสาทร ถนนราชดำริตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าราชดำริถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนพญาไทตั้งแต่แยกสามย่านถึงแยกราชเทวี ถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุขุมวิทถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนดินแดงตั้งแต่แยกตัดกับถนนรัชดาภิเษกถึงแยกตัดกับถนนทวีมิตร ถนนทวีมิตรและถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนดินแดงถึงแยกตัดกับถนนรัชดาภิเษก ซอย 8 หากกลุ่มบุคคลทั้งห้าและกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมเข้าไปในบริเวณพื้นที่ตามข้อกำหนดดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยให้มีผลบังคับในทันทีที่ศาลมีคำสั่ง

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า มีเหตุที่จะแก้คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องเป็นไม่รับคำร้องของผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามความในมาตรา 23 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 บัญญัติว่า "การดำเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ในกรณีที่ศาลจะต้องพิจารณาเพื่อใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี ให้ศาลเรียกเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกข้อกำหนด ประกาศหรือคำสั่ง หรือกระทำการนั้น มาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รายงานหรือแสดงเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวดังกล่าวด้วย" จึงเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคำร้องของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับคดีการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ โดยให้เรียกเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกข้อกำหนดมาชี้แจงข้อเท็จจริง รายงานหรือแสดงเหตุผลประกอบการสั่งได้ โดยไม่จำต้องสั่งรับคำร้องของผู้ร้องก่อนก็ได้ ทั้งยังสามารถที่จะเรียกไต่สวนพยานผู้ร้องฝ่ายเดียวเพื่อประกอบการพิจารณาได้โดยไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงฝ่ายอื่นก็ได้ เพราะเป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 แล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาเพื่อใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ในมาตรา 254 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว แต่ศาลก็มีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (3) ในคดีนี้ทนายผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นทำการไต่สวน ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานผู้ร้องรวม 3 ปาก ทนายผู้คัดค้านทั้งสองก็ได้ถามค้านพยานผู้ร้องดังกล่าวแล้ว เมื่อทนายผู้ร้องแถลงหมดพยาน ทนายผู้คัดค้านกลับไม่แถลงติดใจสืบพยานชั้นไต่สวนต่อไป แสดงว่าศาลชั้นต้นให้โอกาสนำพยานเข้าสืบแล้ว แต่ทนายผู้คัดค้านทั้งสองไม่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบเอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องและดำเนินการไต่สวนกรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาต่อไปว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องโดยก้าวล่วงวินิจฉัยประเด็นหลักอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีไปแล้วจึงมาพิจารณาเรื่องอำนาจของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อบังคับให้ผู้คัดค้านทั้งสองกับกลุ่มบุคคล 3 คน และพวกที่เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดออกไปจากสถานที่ตามคำขอในคำร้อง (บริเวณถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกประตูน้ำ ถนนราชดำริตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ถนนพระรามที่ 1 ตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกปทุมวัน และถนนเพลินจิตตั้งแต่แยกราชประสงค์ถึงแยกชิดลม) และขอให้มีคำสั่งห้ามกลุ่มบุคคลทั้งห้าและกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดเข้าไปในบริเวณถนนพระรามที่ 4 ตั้งแต่แยกตัดกับถนนสาทรถึงแยกสามย่าน ถนนสาทรตั้งแต่แยกตัดกับกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสีลมตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนสุรวงศ์ตั้งแต่แยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกตัดกับถนนเจริญกรุง ถนนเจริญกรุงตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุรวงศ์ถึงแยกตัดกับถนนสาทร ถนนราชดำริตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าราชดำริถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนพญาไทตั้งแต่แยกสามย่านถึงแยกราชเทวี ถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนสุขุมวิทถึงแยกตัดกับถนนพระรามที่ 4 ถนนดินแดงตั้งแต่แยกตัดกับถนนรัชดาภิเษกถึงแยกตัดกับถนนทวีมิตร ถนนทวีมิตรและถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกตัดกับถนนดินแดงถึงแยกตัดกับถนนรัชดาภิเษก ซอย 8 และหากกลุ่มบุคคลและกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมดังกล่าวเข้าไปในบริเวณพื้นที่ตามข้อกำหนดขอให้สั่งออกจากพื้นที่ดังกล่าว การร้องขอดังกล่าวข้างต้นนี้ทาง กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการทั้งหลายทั้งปวงให้กลับสู่สภาวะปกติได้โดยอาศัยอำนาจที่มีอยู่ตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 บัญญัติให้อำนาจไว้ในมาตรา 15, 16 และ 18 ตามลำดับ และมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนด้วยตามมาตรา 24 ดังนั้น การที่ผู้ร้องใช้สิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อบังคับตามคำร้องดังกล่าวข้างต้นโดยอาศัยบทบัญญัติตามมาตรา 23 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นเรียกไต่สวนและเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่อ้างในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องมาใช้สิทธิทางศาล แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาหรือประเด็นแห่งคดีตามคำร้อง ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) กรณีดังกล่าวมิใช่เพียงการไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้เป็นการไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีด้วยเสมอ การไม่มีคำสั่งในเรื่องนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (3) ม. 131 (2) ม. 167 วรรคหนึ่ง ม. 254 (2)
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ม. 23 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — สำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้คัดค้าน — นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3526/2558
#579823
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาคดีว่า ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 50,000 บาท ในคดีอาญาแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 อีก แต่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งได้ทั้งหมดหรือบางส่วนตามแต่จะเลือก ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงภายในขอบแห่งความรับผิดของลูกหนี้แต่ละคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ จึงต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อโจทก์ทั้งสอง การที่โจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 อีก จึงหาใช่โจทก์ทั้งสองสละสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองร่วมกันฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 535,000 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 430,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอกชัย ผู้ตาย จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ถฮ 4608 กรุงเทพมหานคร มีความคุ้มครอง 2 กรมธรรม์ ฉบับแรกเป็นการประกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ในส่วนความเสียหายแก่ชีวิตร่างกายเป็นเงิน 200,000 บาท ฉบับที่ 2 เป็นกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตร่างกายเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่เกิน 500,000 บาท ต่อคน ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเดียวกัน กรมธรรม์คุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อชีวิตร่างกายหรืออนามัยเฉพาะส่วนที่เกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่เกิน 500,000 บาท ต่อคน ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 รับประกันภัยเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ตน 9638 กรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ตายเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2621/2556 ของศาลชั้นต้น ในคดีอาญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง 50,000 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าเมื่อโจทก์ทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาคดีว่า ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 50,000 บาท ในคดีอาญาแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 อีก จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งได้ทั้งหมดหรือบางส่วนตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงภายในขอบแห่งความรับผิดของลูกหนี้แต่ละคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ถฮ 4608 กรุงเทพมหานคร จึงต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 อีก จึงหาใช่โจทก์ทั้งสองสละสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำเริญ ประมูลศิลป์ กับพวก
จำเลย — นายศรชัย กลิ่นพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสุภักดิ์ จันทร์พุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3520/2558
#582443
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลจังหวัดระยอง เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อกล่าวหาตามบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 20 ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2555 ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว และที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าวขึ้นมา ก็เป็นการหยิบยกขึ้นมาเพื่อประกอบดุลพินิจในการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่เท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยรับในเรื่องการเพิ่มโทษ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคดีอาญาข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษจำคุกต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1314/2554 ของศาลจังหวัดสว่างแดนดิน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ส่วนคำขอให้นับโทษต่อ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1314/2554 ของศาลจังหวัดสว่างแดนดินยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยให้จำคุกจำเลย 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลจังหวัดระยอง เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อกล่าวหาตามบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 20 ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2555 ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว และที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าวขึ้นมา ก็เป็นการหยิบยกขึ้นมาเพื่อประกอบดุลพินิจในการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่เท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยรับในเรื่องการเพิ่มโทษ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลจังหวัดระยอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคมสัน ศรีสร้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายคมสัณห์ รางชางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2558
#575691
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือในการติดต่อรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเพื่อให้มาอยู่ในความครอบครองของจำเลยก่อน แล้วจึงนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อจำหน่าย ดังนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง อันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้จำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานศุลกากรประจำด่านพรมแดนแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตรวจค้นจำเลยซึ่งเดินมาจากอำเภอท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้าในช่องผู้เดินทางเข้าด่านพรมแดนแม่สาย พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 1 ถุง น้ำหนัก 49.473 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 47.410 กรัม ซุกซ่อนไว้ในทวารหนักและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จึงนำตัวจำเลยพร้อมของกลางส่งร้อยตำรวจเอกกัมปนาท พนักงานสอบสวน โดยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่จำเลยกับพวกใช้เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารในการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง โดยได้ความจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยถูกตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางขณะที่เดินมาจากอำเภอท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เข้ามาตามช่องผู้เดินทางเข้าด่านพรมแดนแม่สาย ซึ่งจำเลยให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อนัดหมายกับนายชาลี ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเกี่ยวกับวิธีการไปรับยาเสพติดให้โทษของกลางและเมื่อเดินทางข้ามพรมแดนไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาแล้ว จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อกับนายอาหมี่เพื่อรับยาเสพติดให้โทษของกลาง จากนั้นซุกซ่อนในรูทวารหนักนำกลับมาในประเทศไทย โดยจำเลยยังได้ชี้ข้อมูลในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อกับนายชาลีและนายอาหมี่ให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วย พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังว่า จำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เป็นเครื่องมือในการติดต่อรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อให้มาอยู่ในความครอบครองของจำเลยก่อน แล้วจึงนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อจำหน่าย ดังนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายหย่าหมื่อ มาเยอะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางชลิตา ศรีสง่า เพชรนิล
ศาลอุทธรณ์ — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3486/2558
#579673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 83 โดยโจทก์บรรยายฟ้องข้อ (ค) ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ท่อนไม้และขวดขว้างใส่ผู้เสียหายทั้งสองโดยมีเจตนาทำร้าย จำเลยทั้งสองกับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองวิ่งหลบหนีได้ทัน ทำให้ท่อนไม้และขวดไม่ถูกร่างกายของผู้เสียหายทั้งสอง โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นข้อเท็จจริงว่าหากจำเลยทั้งสองขว้างปาท่อนไม้และขวดถูกผู้เสียหายทั้งสอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายทั้งสองได้อย่างแน่นอน อันเป็นองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวมาด้วย ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นขนาดของขวดและไม้มาพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ซึ่งหากขวดหรือท่อนไม้ขนาดไม่ใหญ่มากนักขว้างถูกผู้เสียหายทั้งสอง ไม่แน่นอนว่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้หรือไม่ ฟ้องโจทก์ข้อ (ค) ดังกล่าวนี้ จึงต้องแปลว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองอาจไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายทั้งสอง ตาม ป.อ. มาตรา 391 ประกอบมาตรา 80 และ 83 เท่านั้น เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองในข้อนี้เป็นการพยายามกระทำความผิด จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 105

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 371, 376, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และ 295 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 83 มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 83 มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 376 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 ประกอบมาตรา 72 วรรคสาม และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 18 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 15 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ (คนละ) กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 18 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุยังไม่เกินยี่สิบปีเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (คนละ) หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน 10 วัน จำเลยที่ 2 จำคุก 2 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 โดยจำเลยที่ 1 ให้กักขัง 1 เดือน 10 วัน จำเลยที่ 2 ให้กักขัง 2 เดือน ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 เวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยทั้งสองกับพวกมีเรื่องวิวาทกับผู้เสียหายทั้งสองและพวก โดยจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันขว้างปาขวดและไม้ใส่ผู้เสียหายทั้งสองกับพวก แต่ผู้เสียหายทั้งสองหลบทัน จึงไม่ได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่หน้าบ้านพักของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายหนองดุม - มะค่า ตำบลมะค่า อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา หลังเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนไทยให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวกเป็นคดีนี้ โดยผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนคล้ายปากกายิงผู้เสียหายที่ 1 หนึ่งนัด ถูกที่บริเวณใต้รักแร้ขวา สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองตามฟ้องข้อ (ค) นั้น โจทก์ไม่ฎีกา ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาเพียงข้อเดียว ขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งพอแปลได้ว่า จำเลยทั้งสองประสงค์ฎีกาขอไม่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง และรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 83 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องข้อ (ค) โดยไม่ได้บรรยายให้เห็นข้อเท็จจริงว่า หากจำเลยทั้งสองขว้างปาท่อนไม้และขวดถูกผู้เสียหายทั้งสอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่า จะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายทั้งสองได้อย่างแน่นอน อันเป็นองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวมาด้วย รวมทั้งฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้เห็นขนาดของขวดและไม้มาพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ดังนั้น หากขวดหรือท่อนไม้ขนาดไม่ใหญ่มากนักขว้างถูกผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่แน่นอนว่าจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บถึงขั้นเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้หรือไม่ ฟ้องโจทก์ใน ข้อ (ค) นี้ จึงต้องแปลว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองอาจไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งเป็นเพียงความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 80 และ 83 เท่านั้น เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองในข้อนี้เป็นการพยายามกระทำความผิด จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 105 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และ 83 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้เสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องยกฎีกาของจำเลยทั้งสองขึ้นวินิจฉัยต่อไปว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 หรือไม่อีก และชอบที่จะยกฎีกาของจำเลยทั้งสองเสีย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามฟ้องข้อ (ค) เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 295 ม. 391 ม. 105 ม. 83 ม. 80
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายอภิสิทธิ์หรืออภิสทธิ์หรือเบ๊น โสภาพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสยาม วุฒิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิรัช จารุนิธิ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ธีะพงศ์ จิระภาค
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3464/2558
#582405
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 4 โรงแรม หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ดังนี้ สถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 674 จะต้องเป็นสถานที่ซึ่งให้บริการทำนองเดียวกันกับโรงแรมหรือโฮเต็ล คือเป็นสถานที่ซึ่งมีลักษณะให้บริการเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด สำหรับอพาร์ตเม้นท์ของจำเลยนั้น ศ. เช่าห้องพักของจำเลยสำหรับอยู่อาศัยและเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปสถานศึกษา แม้จะมีบุคคลอื่นเช่าห้องพักดังกล่าวในลักษณะเดียวกัน แต่เห็นได้ว่าการให้บริการห้องพักของจำเลยมีลักษณะเป็นการให้เช่าพักอยู่อาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้นไปเท่านั้น มิใช่เป็นการให้เช่าบริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลใด ดังนี้ การประกอบธุรกิจของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะสถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้น กล่าวคือ เช่นดังเจ้าสำนักโรงแรมหรือโฮเต็ลที่จะนำบทบัญญัติวิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรมตาม ป.พ.พ. มาใช้บังคับให้จำเลยต้องรับผิดตามคำฟ้องของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายทดแทนเป็นเงิน 730,138 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 714,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ชฉ 20 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาวฐิติมา ประเภทชดใช้ความเสียหายโดยสิ้นเชิง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2552 นายศรัณย์ ผู้เช่าห้องในอพาร์ตเมนต์ของจำเลย นำรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของอพาร์ตเมนต์ ต่อมาในเวลากลางคืนฝนตกหนักทำให้มีน้ำท่วมขังลานจอดรถเป็นเหตุให้รถยนต์คันดังกล่าวเสียหายทั้งคัน โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวฐิติมาผู้เอาประกันภัยไปแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อแรกว่า การประกอบธุรกิจให้เช่าห้องพักของจำเลยเข้าลักษณะสถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้นกล่าวคือเช่นดังเจ้าสำนักโรงแรมหรือโฮเต็ลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยซึ่งนายศรัณย์ผู้เช่าห้องในอพาร์ตเมนต์ของจำเลยได้พามานั้น เห็นว่า โรงแรม หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ เพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 4 ดังนั้นคำว่าสถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้น ต้องเป็นการให้บริการทำนองเดียวกัน กล่าวคือต้องเป็นสถานที่ซึ่งมีลักษณะให้บริการเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด เมื่อได้ความว่านายศรัณย์เช่าห้องพักในอพาร์ตเมนต์ของจำเลยสำหรับอยู่อาศัยเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยรังสิต เนื่องจากนายศรัณย์มีภูมิลำเนาอยู่ห่างไกลจากสถานศึกษาดังกล่าวมาก โดยได้ทำสัญญาเช่าพักกับจำเลยติดต่อกันมาถึงสองปีก่อนเกิดเหตุ ดังนั้น แม้จะมีบุคคลอื่นเช่าห้องพักในอพาร์ตเมนต์ของจำเลยในลักษณะเดียวกันด้วยก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าการให้บริการห้องพักของจำเลยเป็นลักษณะการให้เช่าพักอยู่อาศัยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการที่พักอาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้นไปเท่านั้นมิใช่เป็นการให้เช่าบริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด การประกอบธุรกิจของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะสถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้น กล่าวคือ เช่นดังเจ้าสำนักโรงแรมหรือโฮเต็ลที่จะนำบทบัญญัติวิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับให้จำเลยต้องรับผิดตามคำฟ้องต่อโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเกษตรอพาร์ทเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจตุพร โค้วคาศัย
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3447/2558
#583412
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญากฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการในการที่จะเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แล้วให้ถือว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 50 แต่ในส่วนของการบังคับคดีส่วนแพ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 249 ยังคงให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ ดังนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้จึงต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เมื่อมารดาของจำเลยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาประกอบกับคดีนี้ไม่เข้ากรณีที่ผลของคำพิพากษาผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลยได้ ผู้ร้องต้องใช้สิทธิทางแพ่งฟ้องร้องให้มารดาของจำเลยร่วมรับผิดในฐานละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 เป็นอีกคดีหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่ามารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องอย่างไร ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างคำพิพากษาคดีนี้เพื่อนำไปใช้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินมารดาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี จำเลยเพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก นอกจากนั้นผู้ปกครองยังรักใคร่ห่วงใยในตัวจำเลยและประสงค์จะรับตัวจำเลยกลับไปอบรมดูแลเอง จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นคนดีสักครั้งหนึ่ง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปีและให้คุมประพฤติจำเลยไว้ภายในเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่จำเลยมารายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะของจำเลยด้วยหากพบสารเสพติดให้รายงานศาลทราบ ให้จำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ ให้จำเลยตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี ห้ามจำเลยเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือในสถานเริงรมย์ทุกแห่ง และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 307,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับคดียึดทรัพย์ของมารดาจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2138/2545 ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 307,000 บาท แก่นายชนะชัย ผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายยื่นคำร้องขออนุญาตยึดทรัพย์จำเลยต่อศาลชั้นต้น ตามคำร้องลงวันที่ 20 มีนาคม 2556 อ้างว่า ผู้ร้องได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 324 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของมารดาจำเลยเพื่อบังคับคดีในส่วนแพ่ง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธการนำยึดโดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ของบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และคำพิพากษา ไม่ผูกพันบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลชั้นต้นสั่งว่า "การบังคับคดีนั้น ต้องบังคับเอากับทรัพย์สินจำเลยของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น จึงยกคำร้อง" ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีมีปัญหาให้วินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ปกครองของจำเลยต้องร่วมรับผิดในการชำระหนี้ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาของจำเลยตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งแม้กฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการในการที่จะเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แล้วให้ถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 50 ก็ตาม แต่ในส่วนของการบังคับคดีส่วนแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 ยังคงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ดังนี้ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ดังนี้ บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้จึงต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่เมื่อมารดาของจำเลยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาประกอบกับคดีนี้ไม่เข้ากรณีที่ผลของคำพิพากษาผูกพันบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ผู้ร้องจึงไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลยได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า มารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องใช้สิทธิทางแพ่งฟ้องร้องให้มารดาของจำเลยร่วมรับผิดในฐานละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่ง ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอย่างไร ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างคำพิพากษาคดีนี้เพื่อนำไปใช้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินมารดาของจำเลยได้ ส่วนฎีกาของผู้ร้องข้ออื่น ไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 50 ม. 249
ป.พ.พ. ม. 429
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย ช.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางวงศ์ศิริ เทียนฤทธิเดช
ศาลอุทธรณ์กลาง — นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3447/2558
#627379
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กฎหมายจะให้อำนาจพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แล้วให้ถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 50 ก็ตาม แต่ในส่วนของการบังคับคดีส่วนแพ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 249 ยังคงให้นำ ป.วิ.พ.มาใช้บังคับ ดังนี้ เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี(เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ดังนี้ บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้จึงต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เมื่อมารดาของจำเลยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาประกอบกับคดีนี้ไม่เข้ากรณีที่ผลของคำพิพากษาผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ผู้ร้องจึงไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลยได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า มารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องใช้สิทธิทางแพ่งฟ้องร้องให้มารดาของจำเลยร่วมรับผิดในฐานละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่ง ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอย่างไร ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างคำพิพากษาคดีนี้เพื่อนำไปใช้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินมารดาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี จำเลยเพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก นอกจากนั้นผู้ปกครองยังรักใคร่ห่วงใยในตัวจำเลยและประสงค์จะรับตัวจำเลยกลับไปอบรมดูแลเอง จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นคนดีสักครั้งหนึ่ง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยไว้ภายในเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่จำเลยมารายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะของจำเลยด้วยหากพบสารเสพติดให้รายงานศาลทราบ ให้จำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ ให้จำเลยตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี ห้ามจำเลยเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือในสถานเริงรมย์ทุกแห่ง และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 307,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับคดียึดทรัพย์ของมารดาจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2138/2545 ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 307,000 บาท แก่นายชนะชัย ผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายยื่นคำร้องขออนุญาตยึดทรัพย์จำเลยต่อศาลชั้นต้น ตามคำร้องลงวันที่ 20 มีนาคม 2556 อ้างว่า ผู้ร้องได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 324 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของมารดาจำเลยเพื่อบังคับคดีในส่วนแพ่ง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธการนำยึดโดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ของบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และคำพิพากษาไม่ผูกพันบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลชั้นต้นสั่งว่า"การบังคับคดีนั้น ต้องบังคับเอากับทรัพย์สินจำเลยของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น จึงยกคำร้อง" ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีมีปัญหาให้วินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ปกครองของจำเลยต้องร่วมรับผิดในการชำระหนี้ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาของจำเลยตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งแม้กฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการในการที่จะเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แล้วให้ถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 ก็ตาม แต่ในส่วนของการบังคับคดีส่วนแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 ยังคงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ดังนี้ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ดังนี้ บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้จึงต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่เมื่อมารดาของจำเลยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาประกอบกับคดีนี้ไม่เข้ากรณีที่ผลของคำพิพากษาผูกพันบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ผู้ร้องจึงไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลยได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า มารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องใช้สิทธิทางแพ่งฟ้องร้องให้มารดาของจำเลยร่วมรับผิดในฐานละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่ง ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามารดาของจำเลยต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอย่างไร ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างคำพิพากษาคดีนี้เพื่อนำไปใช้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินมารดาของจำเลยได้ ส่วนฎีกาของผู้ร้องข้ออื่น ไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 429
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 50 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายชนะชัย สอนแตง
จำเลย — นายองอาจหรือไอ รุ่งบันลือศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3444/2558
#581433
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องได้ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยกเอาเหตุข้อขัดข้องในการแบ่งทรัพย์มรดกมาเป็นมูลกล่าวอ้างว่าผู้ร้องไม่ทำตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อผู้คัดค้านมิได้ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงถึงที่สุด มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอีกหาได้ไม่ การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่าผู้ร้องละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยไม่แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายอีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอของผู้คัดค้านจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายธวัช ผู้ตาย กับให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนหรือตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำร้องขอของผู้คัดค้านต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้ละเลยการทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกและไม่ได้กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ผู้คัดค้านไม่ได้เป็นผู้รับพินัยกรรม จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องได้ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยกเอาเหตุข้อขัดข้องในการแบ่งทรัพย์มรดกมาเป็นมูลกล่าวอ้างว่าผู้ร้องไม่ทำตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อผู้คัดค้านมิได้ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงถึงที่สุด มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอีกหาได้ไม่ การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่าผู้ร้องละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยไม่แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายอีก แม้จะอ้างว่าผู้ตายมีทรัพย์สินเพิ่มเติมจากคำร้องเดิมเป็นหุ้นบริษัทกศิภัทร จำกัด ก็ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอของผู้คัดค้านจึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศันสนีย์ สุภัทรวณิชย์
ผู้คัดค้าน — นางเจือศิริ สุภัทรวณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ธงชัย เสนามนตรี
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา