คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3237/2558
#629409
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่บิดามารดาจำเลยยินยอมจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ของ จ. แก่ธนาคาร น. แต่แรกนั้น เกิดจากความปรารถนาดีที่ต้องการช่วยเหลือบุตรที่ต้องการเงินทุนไปประกอบอาชีพ แต่เมื่อ จ. ไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารได้ การที่บิดามารดาจำเลยยินยอมตกลงทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ในเวลาต่อมา จึงน่าเชื่อว่าเป็นหนทางในการแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อมิให้ต้องเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยที่อาจต้องถูกบังคับจำนอง โดยให้โจทก์ซึ่งมีโอกาสที่จะขอกู้ยืมจากสถาบันการเงินได้ นำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากแหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อปลดภาระหนี้สินของ จ. เท่านั้น มิได้มีเจตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อย่างแท้จริง เพราะการไถ่ถอนจำนอง การซื้อขายรวมตลอดถึงการจดจำนองใหม่ได้ดำเนินการด้วยความเร่งรัดให้เสร็จสิ้นในวันเดียวกัน ส่อแสดงเจตนาเพื่อให้โจทก์ขอสินเชื่อใหม่ไปไถ่ถอนสินเชื่อเดิมของ จ. เป็นสำคัญ มิได้มุ่งประสงค์ต่อการโอนกรรมสิทธิ์และใช้ราคาทรัพย์อันเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการแสดงเจตนาลวง ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่หาอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 24775 ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และบ้านเลขที่ 114/20 บนที่ดินดังกล่าว กับให้ส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้ชดใช้ค่าเสียหาย 250,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยเป็นบุตรของนายจรูญและนางสุพัตรา และเป็นพี่น้องต่างบิดากับนางจินทิมา โจทก์เป็นสามีของนางจันทิมา เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 24775 พร้อมบ้านเลขที่ 114/20 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายจรูญและนางสุพัตรา โดยจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวด้วย ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2540 บิดามารดาจำเลยนำที่ดินและบ้านพิพาทจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของนางจันทิมาในวงเงิน 300,000 บาท จากนั้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 บิดามารดาจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินและบ้านพิพาท พร้อมทั้งจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ในราคา 500,000 บาท และโจทก์นำไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ จำเลยเบิกความประกอบหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน และสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดว่า ในทำนองว่า วันที่ 26 มีนาคม 2540 ก่อนบิดามารดาจำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ นางจันทิมาได้ขอให้บิดามารดาจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมของนางจันทิมาต่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแหลมฉบัง จำนวน 300,000 บาท เพื่อนำเงินไปใช้ในธุรกิจของนางจันทิมาและโจทก์ โดยตกลงว่าหลังจากนางจันทิมาไถ่ถอนจำนองแล้วจะคืนที่ดินพิพาทแก่บิดามารดาจำเลยต่อไป แต่นางจันทิมาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว กลับหลอกลวงให้บิดามารดาจำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยมิได้ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด แล้วโจทก์ยังนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของโจทก์แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อีกในวันเดียวกัน นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ไม่สามารถบังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ที่บิดามารดาจำเลยนำที่ดินพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้ของนางจันทิมา ไม่ถูกต้องอย่างไร แต่การที่โจทก์เบิกความว่า หลังจากโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทแล้ว ในวันเดียวกันโจทก์ได้นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 500,000 บาท แล้วโจทก์ได้นำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 300,000 บาท ก่อนนั้น กลับแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วบิดามารดาจำเลยผู้ขายยังมิได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินครบถ้วน เพราะผู้ซื้อได้นำค่าที่ดินที่จะต้องชำระแก่ผู้ขายไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองซึ่งเป็นหนี้เงินกู้ของนางจันทิมาภริยาโจทก์ ซึ่งบิดามารดาจำเลยนำที่ดินพิพาทจำนองไว้ มิใช่หนี้ของบิดามารดาจำเลยมาแต่เดิม และที่โจทก์เบิกความว่าได้นำเงินส่วนที่เหลือ 200,000 บาท ไปชำระหนี้ให้แก่บิดามารดาจำเลยนั้น นายจรูญบิดาจำเลยก็เบิกความปฏิเสธว่าไม่เคยได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์เลย โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานการชำระเงินดังกล่าวมานำสืบสนับสนุนในข้อนี้ ทั้งนายสุชาติ เจ้าพนักงานที่ดินที่เป็นผู้ทำนิติกรรมสัญญาก็เบิกความว่า ไม่เห็นขณะที่มีการชำระเงิน ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การซื้อขายที่ดินพิพาท มีการชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความสัมพันธ์ในทางครอบครัวของโจทก์ นางจันทิมา ตลอดจนถึงบิดามารดาจำเลยแล้ว ได้ความว่า เหตุที่บิดามารดาจำเลยยินยอมจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ของนางจันทิมาแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) แต่แรกนั้น เกิดจากความปรารถนาดีที่ต้องการช่วยเหลือบุตรที่ต้องการเงินทุนไปประกอบอาชีพ แต่เมื่อนางจันทิมาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารได้ การที่บิดามารดาจำเลยยินยอมตกลงทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ในเวลาต่อมา จึงน่าเชื่อว่าเป็นหนทางในการแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อมิให้ต้องเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยที่อาจต้องถูกบังคับจำนอง โดยให้โจทก์ซึ่งมีโอกาสที่จะขอกู้ยืมจากสถาบันการเงินได้ นำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากแหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อปลดภาระหนี้สินของนางจันทิมาเท่านั้น มิได้มีเจตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อย่างแท้จริง เพราะการไถ่ถอนจำนอง การซื้อขายรวมตลอดถึงการจดจำนองใหม่ได้ดำเนินการด้วยความเร่งรัดให้เสร็จสิ้นในวันเดียวกัน ส่อแสดงเจตนาเพื่อให้โจทก์ขอสินเชื่อใหม่ไปไถ่ถอนสินเชื่อเดิมของนางจันทิมาเป็นสำคัญ มิได้มุ่งประสงค์ต่อการโอนกรรมสิทธิ์และใช้ราคาทรัพย์อันเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการแสดงเจตนาลวง ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่หาอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวแล้ว กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไปว่า ที่นายจรูญบิดาจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดินจะมีผลทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิกร จิตสำราญ
จำเลย — นางสาวสุภาภรณ์ ลือสมุทร
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3226/2558
#583714
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งนั้นต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 24,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. อาญา มาตรา 40 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้องเท่านั้น ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเกิดแก่รถจักรยานยนต์ของผู้ร้อง ดังนี้ ผู้ร้องจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 887/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายอนุวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 5,875 บาท ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของยานพาหนะในการเดินทางไปกลับเพื่อรับการรักษาที่โรงพยาบาล 3,000 บาทค่าขาดประโยชน์ในการทำมาหาได้ 16,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 9,940 บาทและค่าทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 35,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 ปี 12 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 887/2555 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าคดีอาญาดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่อย่างไร จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 24,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามและใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มของผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนี กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่แขนขวา แผลทะลุเป็นวงกลม เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และถูกผู้เสียหายที่ 3 ที่เอวขวา ผ่าตัดพบลำไส้ฉีกขาด มีเลือดออกในช่องท้อง มีกระสุนปืนฝังอยู่ที่ผนังหน้าท้อง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 24,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้ร้องนั้น เห็นว่า สิทธิในการอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 24,725 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 24,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง ที่ผู้ร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 9,940 บาท และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้องด้วยนั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้องเท่านั้น ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดแก่รถจักรยานยนต์ของผู้ร้องดังนี้ ผู้ร้องจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 9,940 บาท แก่ผู้ร้องด้วยนั้นเป็นการมิชอบ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เฉพาะในคดีส่วนแพ่ง ยกฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่ง และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 9,940 บาท โดยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 14,785 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
ผู้ร้อง — นายอนุวัฒน์ บุญพิทักษ์ศิริกุล
จำเลย — นายนาวินหรือแป๊ะ ลอยอากาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายเกียรติศักดิ์ พุ่มเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3221/2558
#581399
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วว 3951 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 1 หรือผู้มีชื่อซึ่งมีข้อสัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกอันเกิดจากการใช้รถยนต์คันดังกล่าวแทน และจำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์โจทก์ถูกชนได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 และหรือผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย ด้วยเหตุที่มีข้อสัญญาระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้เอาประกันภัย ส่วนจำเลยที่ 1 หรือผู้มีชื่อผู้ใดจะเป็นผู้เอาประกันภัยนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสองแล้ว ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 294,834.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 147,309 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยทั้งสองอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับฎีกาต่อศาลฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนและทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาโดยสรุปว่า พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท ค่าเสียหายสูงเกินและศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสูงเกินไปนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่อาจรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองได้ กรณีไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาต้องแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองอีก

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้ใดและผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องรับผิดอย่างไร ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในนามของผู้ใดด้วยมูลหนี้ใด ซึ่งเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้อง มิใช่รายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วว 3951 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 1 หรือผู้มีชื่อซึ่งมีข้อสัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกอันเกิดจากการใช้รถยนต์คันดังกล่าวแทนและจำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าว โดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์โจทก์ถูกชนได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 และหรือผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย ด้วยเหตุที่มีข้อสัญญาระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้เอาประกันภัย ส่วนจำเลยที่ 1 หรือผู้มีชื่อผู้ใดจะเป็นผู้เอาประกันภัยนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะคำฟ้องไม่ปรากฏว่าผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ เมื่อผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยมาแล้วว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่เคลือบคลุม ทั้งจำเลยที่ 2 ให้การรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วว 3951 กรุงเทพมหานคร และจะเสนอกรมธรรม์ประกันภัยในชั้นพิจารณา เช่นนี้จำเลยที่ 2 ย่อมตรวจสอบรายละเอียดและทราบข้อเท็จจริงดีว่าผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ใด ไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากฟ้องโจทก์ ประกอบกับข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของบริษัทเวิลด์คลาสเรนท์ อะ คาร์ จำกัด ผู้เอาประกันภัย ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันดังกล่าวไปตรวจเช็คสภาพ จำเลยที่ 1 จึงขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้โดยผู้เอาประกันภัยยินยอมแล้ว จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดแต่เพียงวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดโดยไม่ได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด เมื่อหนี้ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่ากฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์ อีสเทิร์น ซัพพลาย จำกัด
จำเลย — นายทศพล อะโสต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2558
#587637
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 1 (จำเลย) ไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลายประมาณ 5 เดือนเศษ และต่อมาผู้คัดค้านที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เสียเปรียบตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 237 ถือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายคดีนี้เอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว แต่จะนำ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) มาใช้บังคับในกรณีไม่ได้

ส่วนการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน การโอนนั้นก็ยังชอบด้วยกฎหมายอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยตามขอ ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) (ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนนี้) เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา ระหว่างลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 84.9 ตารางวา ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 โดยให้แก้ไขสารบัญทางทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991, 102992, 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย รวม 5 โฉนด กลับมาเป็นชื่อของลูกหนี้ตามฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 35 ตารางวา) ซึ่งดาบตำรวจสมชายได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่สามารถเพิกถอนการโอนที่ดินและจำนองให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว มีอำนาจแต่งตั้งทนายความและคัดค้านคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอำนาจจัดกิจการทรัพย์สินตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 ลูกหนี้จึงไม่อาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านได้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนทรัพย์สินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 โดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818, 102026, 102027, 102991, 102992 และ 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 และ 114 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดในที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991 ถึง 102993 เพียง 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อน คือ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่วินิจฉัยว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านในคดีได้นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินจากผู้คัดค้านที่ 1 ไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย ประมาณ 5 เดือนเศษ และต่อมาผู้คัดค้านที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว 1 แปลง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เสียเปรียบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ถือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายคดีนี้เอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้ จะนำพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งของศาลล้มละลายกลางในส่วนผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่ง แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 มีประเด็นที่เกี่ยวพันกับผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความเป็นพยานไว้แล้วเพียงแต่ศาลล้มละลายกลางไม่นำคำคัดค้านตลอดจนพยานหลักฐานที่ลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) นำเข้าสืบมาวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและทำคำสั่งใหม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา หรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ผู้คัดค้านทั้งห้าจึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผู้คัดค้านทั้งห้านำสืบโดยมีผู้คัดค้านที่ 1 นายทวี ลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ และนายวิทยา หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวเป็นพยานว่า เจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 ห้างดังกล่าวได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18468 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อนำมาจัดสรรในโครงการทรัพย์อนันต์ 2 แต่เนื่องจากยังไม่ได้ขออนุญาตค้าที่ดินและต้องการความรวดเร็วในการดำเนินการ ทั้งการจัดสรรที่ดินต้องใช้เงินลงทุนทำการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกันก่อนที่จะขาย ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ จึงมอบหมายให้ตัวแทนที่เป็นหุ้นส่วนและลูกจ้างรวมทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน แต่ผู้คัดค้านทั้งห้าก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของที่ดินโดยการซื้อหรือชำระเงินค่าที่ดินแต่อย่างใด แม้จะได้ความต่อมาว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 18468 ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก 6 แปลง และผู้ถือกรรมสิทธิ์บางคนได้ขออนุญาตค้าที่ดินที่แบ่งแยก ก็เป็นเรื่องเจ้าของที่ดินแต่ละคนดำเนินการเป็นส่วนตัว ไม่มีชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่ามีการนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 102026, 102027 และ 99818 ฝากเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการกับทรัพย์สินของตนเองภายใต้ชื่อตัวการที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ นั้น ก็มีแต่สำเนาใบรับฝากเงินซึ่งเป็นเพียงหลักฐานการฝากเงินเข้าบัญชี แต่ไม่มีรายละเอียดแสดงแหล่งที่มาของเงิน ทั้งยอดเงินที่นำฝากก็ไม่สอดคล้องตรงกับราคาทุนทรัพย์ที่ซื้อขายที่ดินตามใบเสร็จรับเงินในราชการกรมที่ดิน ฟังไม่ได้ว่าเงินฝากดังกล่าวเป็นเงินค่าขายที่ดินพิพาท พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านทั้งห้านำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 99818

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นการกระทำที่รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ อันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 ล้มละลายเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 อันเป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า เป็นการกระทำที่ผู้คัดค้านที่ 1 (ลูกหนี้) และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 (ผู้ที่ได้ลาภงอกแต่การนั้น) รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์แต่เพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินพิพาทไว้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ ในกิจการค้าปกติด้วยความจำเป็นทางธุรกิจ โดยไม่รู้เห็นการเป็นหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 โดยผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องเสียเปรียบ อันเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนปัญหาว่าการเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวมีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 84.9 ตารางวา) จากผู้คัดค้านที่ 4 หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 กล่าวคือ การเพิกถอนดังกล่าวไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่จะมีการขอให้เพิกถอนการโอน ได้ความตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เพียงรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ไว้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ โดยเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน มิได้มีการชำระค่าที่ดิน เท่ากับมิได้เสียค่าตอบแทน ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 4 โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้ผู้คัดค้านที่ 5 ในวันที่ 7 กันยายน 2547 อันเป็นวันที่โจทก์ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย ซึ่งต่อมามีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 6 ราย รวมเป็นเงิน 74,846,811.57 บาท น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 5 มีส่วนร่วมกับผู้คัดค้านที่ 4 ช่วยผู้คัดค้านที่ 1 ในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ศาลจึงสามารถเพิกถอนการโอนดังกล่าวข้างต้นให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้คัดค้านที่ 5 ได้ แต่ไม่กระทบถึงนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 35 ตารางวา) ระหว่างผู้คัดค้านที่ 5 กับดาบตำรวจสมชาย ซึ่งดาบตำรวจสมชาย ได้ที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจึงเป็นกรณีไม่อาจโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้คัดค้านที่ 5 จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินแทนตามที่ผู้ร้องขอ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดในที่ดินโฉนดเลขที่ 102991 ถึง 102993 เป็นเงิน110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 35 ตารางวา) แก่ผู้ร้อง นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในกรณีไม่สามารถให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 5 มิได้มีส่วนในการจดทะเบียนทำนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา) ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มาเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027 แต่อย่างใด และที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า การเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน การโอนนั้นก็ยังชอบด้วยกฎหมายอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้อง อันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยตามขอ ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไป คำสั่งของศาลล้มละลายกลางทั้งสองส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

พิพากษาแก้เป็นว่า หากเพิกถอนแล้วไม่สามารถกลับคืนฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 102991 ถึง 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (เนื้อที่ 35 ตารางวา) ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 113 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นายบรรเจิด หลากสุขถม กับพวก
จำเลย — นายบรรเจิด หลากสุขถม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวลัดดา เกียรติก้องขจร
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3203/2558
#581393
เปิดฉบับเต็ม

กองทัพบกเป็นส่วนราชการ สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด และกองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นส่วนราชการ สังกัดกระทรวงกลาโหม ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 8 ซึ่งใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ กระทรวงกลาโหมจึงมีอำนาจควบคุมดูแลกิจการในกองบัญชาการทหารสูงสุดตลอดไปถึงกิจการในกองทัพบก สิบเอก ต. เป็นทหารสังกัดกองทัพบก จึงถือว่าเป็นทหารในสังกัดของกองบัญชาการทหารสูงสุดซึ่งเป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมจำเลยด้วย เมื่อสิบเอก ต. ขับรถบรรทุกน้ำคันเกิดเหตุตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ซึ่งทั้งกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมจำเลยต่างเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องทั้งกองทัพบกซึ่งเป็นต้นสังกัดโดยตรง และฟ้องกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นต้นสังกัดในลำดับสูงขึ้นไปได้ด้วย การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องกระทรวงกลาโหมให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่สิบเอก ต. ซึ่งถือเป็นผู้แทนของจำเลยผู้กระทำละเมิดตาม ป.พ.พ.มาตรา 76 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 56,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 37,867 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุสิบเอกเตียงเป็นทหารประจำกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 3 กองพลทหารราบที่ 3 จังหวัดทหารบกสกลนคร สังกัดกองทัพบก กองทัพบกเป็นส่วนราชการ สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุดและกองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 8 ซึ่งใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ กระทรวงกลาโหมจึงมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการในกองบัญชาการทหารสูงสุดให้เป็นไปโดยความถูกต้องเรียบร้อย และกองบัญชาการทหารสูงสุดควบคุมดูแลกิจการในกองทัพบกให้เป็นไปโดยความถูกต้องเรียบร้อย กระทรวงกลาโหมจึงมีอำนาจควบคุมดูแลกิจการในกองบัญชาการทหารสูงสุดตลอดไปถึงกิจการในกองทัพบก เมื่อสิบเอกเตียงเป็นทหารสังกัดกองทัพบก จึงถือว่าเป็นทหารในสังกัดของกองบัญชาการทหารสูงสุดซึ่งเป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมจำเลยด้วย ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า สิบเอกเตียงขับรถบรรทุกน้ำคันเกิดเหตุโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โดยนายสุพิษผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มีส่วนประมาทอยู่ด้วย แต่สิบเอกเตียงเป็นฝ่ายประมาทมากกว่า เมื่อทั้งกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมจำเลยต่างเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องทั้งกองทัพบกซึ่งเป็นต้นสังกัดโดยตรง และฟ้องกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นต้นสังกัดในลำดับสูงขึ้นไปได้ด้วย การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องกระทรวงกลาโหมให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่สิบเอกเตียงซึ่งถือเป็นผู้แทนของจำเลยผู้กระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กระทรวงกลาโหม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายธราธิป นิรมลไพสิฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2558
#581436
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1169 บัญญัติว่า "ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ ..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว บริษัทย่อมเป็นผู้ฟ้องเรียกให้กรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหายชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ส่วนผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้ฟ้องได้ต้องฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างบริษัท ส. กับจำเลย หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหายไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้จำเลยเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นกรรมการบริษัทจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีในที่ดินโฉนดเลขที่ 34550, 23739, 38169 และ 34614 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโมฆะ ให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในโฉนดที่ดินดังกล่าวให้เป็นชื่อของบริษัทสุราษฎร์แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด กับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยโดยกำหนด ค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยปกติบริษัทย่อมเป็นผู้ฟ้องเรียกให้กรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหายชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ส่วนผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้ฟ้องได้ต้องฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีในที่ดินโฉนดเลขที่ 34550, 23739, 38169 และ 34614 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากบริษัทสุราษฎร์แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด เป็นชื่อของจำเลยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 ขัดต่อกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวซึ่งเป็นคำขอหลักหาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหายไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้จำเลยเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นกรรมการบริษัทจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 1169
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ ช่วยสงค์
จำเลย — บริษัทพี.ซี. สยามปิโตรเลี่ยม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายไพบูลย์ คงเขษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3169/2558
#583716
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฝ่ายซื้อกับผู้ขายไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผู้ขาย ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฝ่ายซื้อ จึงไม่เป็นตัวการร่วมในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 และที่ 8

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2 ได้มอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 19,750 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1,806.080 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 333.243 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ให้กับจำเลยที่ 1 นำติดตัวเดินทางจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มายังกรุงเทพมหานครด้วยรถยนต์โดยสารปรับอากาศเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า แต่ระหว่างทางเมื่อถึงด่านตรวจห้วยยะอุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำเลยที่ 1 ถูกพันตำรวจโทบุญส่ง ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรับมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภรรยากันและจับกุมตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามฟ้องฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยื่นฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ค้างพิจารณาอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ใช้บังคับ การฎีกาจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้คือไม่จำต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่การฎีกายังคงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทบุญส่ง สิบตำรวจเอกมนต์และสิบตำรวจเอกนริศเป็นพยานเบิกความได้ความว่า ในวันเกิดเหตุคือวันที่ 29 มกราคม 2551 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากที่จับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางและจำเลยที่ 1 ได้ให้การว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจ้างให้นำไปส่งที่กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้นำจำเลยที่ 1 มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภรรยาและได้จับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ให้นำไปส่งแก่จำเลยที่ 4 ที่จังหวัดสมุทรปราการ จึงมีการนำตัวจำเลยที่ 2 เดินทางมากรุงเทพมหานคร จนเวลาประมาณ 7 นาฬิกา ของวันที่ 30 มกราคม 2551 จำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์มายังจำเลยที่ 2 สอบถามว่าเดินทางถึงที่ใดแล้ว หากมาถึงให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 ที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู สาขาสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และจำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 อีกหลายครั้ง จนเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ได้ควบคุมจำเลยที่ 2 มาถึงห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู สาขาสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และเวลาประมาณ 10.20 นาฬิกา จำเลยที่ 4 โทรศัพท์มายังจำเลยที่ 2 บอกว่าใกล้จะถึงแล้ว พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงให้จำเลยที่ 2 ทำทีถือถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้จำเลยที่ 4 สักครู่จำเลยที่ 4 เดินมาหาจำเลยที่ 2 โดยพันตำรวจโทบุญส่งกับพวกซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ภายในรถยนต์ใกล้กับที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ เมื่อจำเลยที่ 4 มาถึงได้นั่งคุยกับจำเลยที่ 2 และขอดูถุงที่จำเลยที่ 2 ถืออยู่มีการพูดคุยกัน จำเลยที่ 2 ส่งถุงที่ใส่เมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 4 เมื่อคุยกันสักครู่จำเลยที่ 4 ก็แยกตัวออก พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงเข้าจับกุม จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นคนกลางมารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ไปให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 โดยได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 มัดละ 5,000 บาท และให้การว่าเมื่อได้รับเมทแอมเฟตามีนแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้นำไปส่งให้ที่บ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 และมีหน้าที่นำเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 มาให้จำเลยที่ 2 พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงนำจำเลยที่ 4 ไปที่บ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จากนั้นให้จำเลยที่ 4 ถือถุงใส่เมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 พบจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยืนรออยู่หน้าบ้าน จำเลยที่ 4 ได้มอบถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ 6 พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงเข้าจับกุม ซึ่งจำเลยที่ 4 ชี้ยืนยันจำเลยที่ 5 และที่ 6 ว่าเป็นผู้ว่าจ้าง พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 5 และที่ 6 พบเงิน 709,880 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับว่าเป็นเงินที่ไว้จ่ายค่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว เห็นว่า การที่พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกไปจับกุมจำเลยที่ 4 เกิดจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2 ให้ความร่วมมือติดต่อนัดหมายกับจำเลยที่ 4 ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการใช้โทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ที่มีการติดต่อกันในวันที่ 29 มกราคม 2551 เวลา 15.19 นาฬิกา และเวลา 22.21 นาฬิกา และโดยเฉพาะในวันที่ 30 มกราคม 2551 เวลา 10.25 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาขณะที่จำเลยที่ 2 รอส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 4 ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ที่พวกจำเลยใช้ติดต่อว่าหมายเลขใดเป็นของจำเลยคนใดปรากฏตามบันทึกการจับกุมที่ระบุไว้โดยชัดเจนว่ายึดโทรศัพท์หมายเลขใดได้จากจำเลยคนใด นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาพถ่ายสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว ที่เป็นภาพจำเลยที่ 4 กำลังข้ามถนนไปหาจำเลยที่ 2 ที่นั่งรออยู่และภาพที่ทั้งสองนั่งคุยกันและจำเลยที่ 4 หิ้วเอาถุงที่ใส่เมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ไป และภาพที่จำเลยที่ 4 ชี้เมทแอมเฟตามีนของกลางหลังจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 4 นำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 มาซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู มีชาย 3 คน หญิง 1 คน มาสอบถามว่าชื่อสมพรหรือไม่ เมื่อบอกว่าไม่ใช่ก็ถูกบังคับให้รับและถูกตรวจค้นตัว ชายกลุ่มดังกล่าวนำกระเป๋ามาเปิดบังคับให้จำเลยที่ 4 ชี้แล้วถ่ายรูป จากนั้นพามาที่บ้านของจำเลยที่ 4 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยเฉพาะ ที่ปรากฏภาพของจำเลยที่ 4 เดินเข้าไปหาจำเลยที่ 2 แล้วนั่งคุยกันมีการเปิดดูถุง ซึ่งไม่มีลักษณะของการขู่บังคับให้เห็นตามที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้าง และที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 แล้วพามาจับกุมจำเลยที่ 4 เป็นการจัดฉากโดยข่มขืนใจจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ลงชื่อในบันทึกการจับกุม โดยไม่ได้สมัครใจ การจับกุมจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ นั้น ฟังไม่ขึ้นไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้เช่นกัน สำหรับฎีกาประการอื่นของจำเลยที่ 4 เห็นว่า ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 นั้น เห็นว่า การจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็สืบเนื่องมาจากคำให้การของจำเลยที่ 4 ที่ให้การว่าจำเลยที่ 4 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อนำไปมอบให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 โดยได้ค่าจ้างมัดละ 5,000 บาท จึงมีการนำจำเลยที่ 4 มาที่บ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 เมื่อมาถึงพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าพบจำเลยที่ 5 และที่ 6 อยู่บริเวณหน้าบ้านแล้ว อันเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 รอจำเลยที่ 4 อยู่และพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 4 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ของกลางให้กับจำเลยที่ 6 ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวไม่มีพิรุธและไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความให้ร้ายจำเลยที่ 5 และที่ 6 และโจทก์ยังมีบันทึกการใช้โทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 5 ในวันที่ 29 มกราคม 2551 และวันที่ 30 มกราคม 2551 โดยเฉพาะเวลา 9.55 นาฬิกา ของวันที่ 30 มกราคม 2551 ที่จำเลยที่ 4 โทรศัพท์ไปยังจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่จำเลยที่ 4 ไปพบจำเลยที่ 2 และเวลา 10.56 นาฬิกา ที่จำเลยที่ 5 โทรศัพท์ไปยังจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ 4 ถูกจับกุมตัวแล้ว ตามบันทึกการใช้โทรศัพท์ประกอบบันทึกการตรวจยึดโทรศัพท์ที่ระบุไว้ในบันทึกการจับกุม นอกจากนี้การตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังพบเงินจำนวน 709,880 บาท ซึ่งทำให้เชื่อมโยงได้ว่าน่าจะเป็นเงินที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 เตรียมไว้เพื่อชำระค่าเมทแอมเฟตามีนตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ที่ให้การไว้กับพยานโจทก์ผู้จับกุม จากหลักฐานของโจทก์ที่ประกอบทั้งหมดดังที่กล่าวจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 4 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางนำมาให้ตนที่บ้าน ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 4 ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองแล้วและนำมามอบให้แก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามที่ตกลงกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองด้วยเช่นกัน ส่วนข้อที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 นำสืบต่อสู้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 และที่ 6 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจมาที่บ้านของจำเลยที่ 4 จึงเข้าไปสอบถามถึงการตรวจค้นทำให้เจ้าพนักงานตำรวจไม่พอใจ จับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 กล่าวหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า ยังไม่ได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 4 เพราะเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก่อน โดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้ตามที่พยานโจทก์เบิกความและจำเลยที่ 5 กับที่ 6 ก็ไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ส่วนเงินที่พบที่บ้านนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ชี้แจงให้เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทราบแล้วแต่ไม่ยอมรับฟังเหตุผลและหมายเลขโทรศัพท์จำเลยที่ 4 ก็ให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่หมายเลขของตนพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว นั้น เห็นว่า ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้เช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผู้ขาย ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฝ่ายผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ จำเลยทั้งห้าคนจึงไม่ใช่ตัวการร่วมกันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นตัวการร่วมกันอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอมราวดี ยาพรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเอกวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3148/2558
#580008
เปิดฉบับเต็ม

ดาบตำรวจ ศ. ผู้ร่วมจับกุมเบิกความว่า จำเลยรับว่าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อในการขนส่งเมทแอมเฟตามีน และจำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ชายที่ให้จำเลยขนเมทแอมเฟตามีนเป็นคนมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้จำเลยใช้โดยให้รับสายอย่างเดียว แม้คำรับและคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมที่จำเลยมีหน้าที่ขับรถนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากไปส่งให้แก่ผู้รับ เชื่อว่าผู้ว่าจ้างต้องมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้จำเลยไว้ใช้ติดต่อในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีน จึงต้องริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ริบเมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ กระเป๋าเงิน และเงินสดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ รถยนต์กระบะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเงินสดของกลาง แต่คืนกระเป๋าเงินแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 300,000 เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ 27,102.740 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3,840.882 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บว 4815 เชียงราย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง กระเป๋าเงิน 1 ใบ ที่จำเลยใช้ซุกซ่อนเงินสด 7,000 บาท เป็นของกลาง โดยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่จำเลยใช้ติดต่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่เนื่องจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นคดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตลอดชีวิตหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น โจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 13 ซึ่งดาบตำรวจศิริ พยานโจทก์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุม เบิกความว่า จำเลยรับว่าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง และจำเลยให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า ชายที่ให้จำเลยขนเมทแอมเฟตามีนเป็นคนให้จำเลยใช้ โดยให้รับสายอย่างเดียว แม้คำรับและคำให้การดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมที่จำเลยมีหน้าที่ขับรถนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากไปส่งให้แก่ผู้รับ เชื่อว่า ผู้ว่าจ้างต้องมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้จำเลยไว้ใช้ติดต่อในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยได้ใช้โทรศัพท์ของกลางในการติดต่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ดังนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเป็นทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสมชัย อภิปรีชาชาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3139/2558
#628935
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดโค่นทำลายต้นไม้บริเวณป่า ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพะโต๊ะ ป่าปังหวาน และป่าปากทรงและเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 เมื่อจำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งหกย่อมเป็นความผิดต่อกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว อีกทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง ก็มีโทษหนักกว่าความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 54 วรรคหนึ่งด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น จึงถูกต้องแล้ว

การที่จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นต้นน้ำลำธารและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ผลของการกระทำของจำเลยทั้งหกนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อสภาพพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารแล้ว ยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชาติ เป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลง ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกทั้งเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งหกพร้อมอาวุธปืนยาวขนาด .22 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 2 กระบอก อาวุธปืนพกขนาด 9 มม. 1 กระบอก และมีกระสุนปืนทั้งสองขนาดจำนวนมาก ซึ่งจำเลยทั้งหกร่วมกันมีและพาไปขณะบุกรุกที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกมีเจตนาจะใช้อาวุธปืนดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการล่าสัตว์ป่ารวมทั้งต่อสู้กับเจ้าพนักงานหากถูกจับกุม พฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งหกไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระจะต้องเลี้ยงดูครอบครัวและที่จำเลยที่ 3 อ้างว่ามีสุขภาพไม่แข็งแรง เคยประสบอุบัติเหตุไม้ยางพาราล้มทับกระเพาะปัสสาวะแตกเคยเข้ารับการผ่าตัด และต้องสวมแผ่นรองซับปัสสาวะตลอดก็ไม่ปรากฏหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจน จึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31 วรรคสอง (3), 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบมีดพร้าและอาวุธปืนยาวขนาด .22 จำนวน 2 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .22 ที่เหลือจากการทดลองยิงของกลาง และให้จำเลยทั้งหก คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งหกออกจากป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกบทหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทในส่วนนี้อีก) การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท และจำเลยที่ 6 มีความผิดฐานพาอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของตนเองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีกำหนดคนละ 4 ปี และปรับคนละ 60,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 62,000 บาท จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 30,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 31,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบมีดพร้า อาวุธปืนยาวขนาด .22 จำนวน 2 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .22 ของกลาง ให้จำเลยทั้งหก คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งหกออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่เกิดเหตุ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 6 มีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและฐานพาอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของตนเองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งหก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดโค่นทำลายต้นไม้บริเวณป่า ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพะโต๊ะ ป่าปังหวาน และป่าปากทรงและเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 เมื่อจำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งหกย่อมเป็นความผิดต่อกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว อีกทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง ก็มีโทษหนักกว่าความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 54 วรรคหนึ่งด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น จึงถูกต้องแล้ว

การที่จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นต้นน้ำลำธารและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ผลของการกระทำของจำเลยทั้งหกนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อสภาพพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารแล้ว ยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชาติ เป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลง ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกทั้งเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งหกพร้อมอาวุธปืนยาวขนาด .22 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 2 กระบอก อาวุธปืนพกขนาด 9 มม. 1 กระบอก และมีกระสุนปืนทั้งสองขนาดจำนวนมาก ซึ่งจำเลยทั้งหกร่วมกันมีและพาไปขณะบุกรุกที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกมีเจตนาจะใช้อาวุธปืนดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการล่าสัตว์ป่ารวมทั้งต่อสู้กับเจ้าพนักงานหากถูกจับกุม พฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งหกไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระจะต้องเลี้ยงดูครอบครัวและที่จำเลยที่ 3 อ้างว่ามีสุขภาพไม่แข็งแรง เคยประสบอุบัติเหตุไม้ยางพาราล้มทับกระเพาะปัสสาวะแตกเคยเข้ารับการผ่าตัด และต้องสวมแผ่นรองซับปัสสาวะตลอดก็ไม่ปรากฏหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจน จึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งหกนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคสอง
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 38 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายสุคนธ์หรือบ๊อบ แซ่ตั้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3129/2558
#581448
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยให้มีผลวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 แม้จะเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายยินยอม แต่ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับนายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อโจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายและประมาททำให้จำเลยที่ 1 เสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2552 ก่อนถึงวันที่การลาออกมีผลได้หาใช่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ที่โจทก์ได้แสดงเจตนาลาออกแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าชดเชย 211,600.80 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6,171.69 บาท และค่าจ้าง 1,763.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง เงินเพิ่มของค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าจ้าง ทุกระยะเจ็ดวันนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 กับร่วมกันชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,858.45 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 6,982,800 บาท และค่าเสียหายจากการเสียชื่อเสียง 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบส่วนนายจ้าง 40,128.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาต

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 380,879 บาท (ค่าชดเชย 211,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,858 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6,171 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 132,250 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 217,771 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,858 บาท นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกจากงานก่อนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออกถือว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกลงวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยให้มีผลวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 ถือว่าโจทก์สมัครใจลาออก ไม่ใช่การเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในส่วนค่าจ้างที่ให้โจทก์ออกก่อนครบกำหนดลาออกเท่านั้น เห็นว่า การที่โจทก์แสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยให้มีผลวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 ย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติ แต่ในระหว่างระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับอยู่นั้น นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล สำหรับคดีนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างมีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง เนื่องจากโจทก์กระทำการจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย และกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเท่ากับจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์แล้ว หาใช่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิให้โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ที่โจทก์ได้แสดงเจตนาลาออกแต่อย่างใดไม่ ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 อ้างเหตุเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่าโจทก์กระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ค่าเช่าบ้านเป็นค่าจ้างหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองว่า ค่าเช่าบ้านเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์ เพื่อเป็นสวัสดิการ จึงมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเช่าบ้านให้โจทก์โดยจ่ายในอัตราเท่ากันทุกเดือน แต่ในการพิจารณาว่าค่าเช่าบ้านเป็นค่าจ้างหรือไม่ต้องพิจารณาที่วัตถุประสงค์ในการจ่ายเงินดังกล่าว เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเช่าบ้านโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือพนักงานตามข้อบังคับการบริหารงานบุคคล โดยถือเป็นเงินช่วยเหลืออื่น ๆ ตามบทที่ 5 สวัสดิการและเงินช่วยเหลือ ข้อ 5 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีวัตถุประสงค์ในการจ่ายค่าเช่าบ้านเพื่อเป็นสวัสดิการแก่โจทก์ ค่าเช่าบ้านจึงมิใช่ค่าจ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าชดเชยเพียง 174,799 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,491.55 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,098 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ในส่วนดอกเบี้ยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยและเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในอัตราที่ไม่ถูกต้องและกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่เลิกจ้างไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนั้น เมื่อค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นค่าจ้างตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับวันผิดนัดอันเป็นวันเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดนั้น ค่าชดเชยคิดได้นับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นายจ้างต้องจ่ายภายในสามวันนับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคท้าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นายจ้างต้องจ่ายนับแต่วันทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในวันใด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 174,799 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,098 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2552 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,491.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2552 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรักจริง สุขคุ้ม
บริษัทเจเทคโตะ ออโตโมทีฟ
จำเลย — (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางสาวอรกมล เจนนิรมาณ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2558
#581724
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน จำเลยฟ้อง ว. เป็นจำเลย อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ว. ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของ ว. โดยครอบครองต่อจาก ตา ยาย และบิดาของ ว. คือโจทก์ในคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่ แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน ทั้งคู่ความในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคนละคนกัน ว. เป็นผู้สืบสิทธิจากโจทก์ คำพิพากษาในคดีก่อนย่อมไม่ผูกพันโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 658 ตำบลกะลาเส อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 งาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 658 และ 1084 ตำกะลาเส อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงรับกันว่า จำเลยเคยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นางวรรณทิพย์ บุตรโจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่นางวรรณทิพย์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 564/2555 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบริวารของนางวรรณทิพย์ คำพิพากษาจึงผูกพันโจทก์ด้วย คดีนี้จึงต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วอีก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับ คดีหมายเลขแดงที่ 564/2555 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อน จำเลยฟ้องนางวรรณทิพย์ เป็นจำเลย อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย นางวรรณทิพย์ให้การต่อสู่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางวรรณทิพย์ โดยครอบครองต่อจาก ตา ยาย และบิดาของนางวรรณทิพย์คือโจทก์ในคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน ทั้งคู่ความในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคนละคนกัน การที่นางวรรณทิพย์ให้การต่อสู้ในคดีก่อนว่าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากโจทก์ เป็นเพียงข้ออ้างของนางวรรณทิพย์ ซึ่งโจทก์มิได้ยอมรับและจะถือว่าโจทก์สืบสิทธิจากนางวรรณทิพย์หาได้ไม่ ตรงกันข้ามตามคำให้การต่อสู้ของนางวรรณทิพย์กลับเป็นกรณีนางวรรณทิพย์สืบสิทธิจากโจทก์ ดังนั้นคำพิพากษาในคดีก่อนยอมไม่ผูกพันโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 เว้นแต่ในส่วนที่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายผัน ทองเอี้ยว
จำเลย — บริษัทพนากิจเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายจรงณ์ชัย ทองทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมศักดิ์ เนตรมัย
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2558
#597466
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 359 (4) นั้น ต้องได้ความว่าเจ้าของทรัพย์นั้นเป็นกสิกร เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ข้าวนาปรังที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำให้เสียหายเป็นพืชหรือพืชผลของกสิกร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 359 ได้ เท่ากับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามแต่เพียงมาตรา 358 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และโจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งที่เป็นการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกัน ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 358, 359, 362, 365 และให้จำเลยใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์ 90,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ และให้การว่าไม่ต้องรับผิดในส่วนแพ่งเนื่องจากไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 359 (4), 83 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามไว้คนละ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสามฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองในคดีส่วนแพ่งว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 ซึ่งต่างมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่การที่จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 359 (4) นั้น ต้องได้ความว่าเจ้าของทรัพย์นั้นเป็นกสิกร เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ข้าวนาปรังที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำให้เสียหายเป็นพืชหรือพืชผลของกสิกร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 ได้ เท่ากับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามแต่เพียงมาตรา 358 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และโจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งที่เป็นการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกันมานี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดตามฟ้องคดีในส่วนแพ่งศาลจึงไม่อาจบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้ จะต้องพิพากษายกฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับยกอุทธรณ์ของโจทก์ และยกฎีกาของจำเลยทั้งสามสำหรับคดีในส่วนอาญา โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 358 ม. 359 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันดา เขตคาม
จำเลย — นายสุข ตามสีรัมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายกบินทร์ เอกปัญญาสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2558
#636265
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันบุกรุก ตาม ป.อ. มาตรา 365 และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 359 ซึ่งต่างมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่การที่จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 359 (4) นั้น ต้องได้ความว่าเจ้าของทรัพย์นั้นเป็นกสิกร เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ข้าวนาปรังที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำให้เสียหายเป็นพืชหรือพืชผลของกสิกร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 359 ได้ เท่ากับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามแต่เพียงมาตรา 358 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และโจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

คดีในส่วนแพ่งนั้น แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งที่เป็นการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกันมานี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดตามฟ้องคดีในส่วนแพ่ง ศาลจึงไม่อาจบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 358, 359, 362, 365 และให้จำเลยทั้งสามใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์ 90,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ และให้การว่าไม่ต้องรับผิดในส่วนแพ่งเนื่องจากไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 359 (4), 83 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามไว้คนละ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสามฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองในคดีส่วนแพ่งว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 ซึ่งต่างมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่การที่จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 359 (4) นั้น ต้องได้ความว่าเจ้าของทรัพย์นั้นเป็นกสิกร เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ข้าวนาปรังที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำให้เสียหายเป็นพืชหรือพืชผลของกสิกร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 ได้ เท่ากับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามแต่เพียงมาตรา 358 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และโจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์จะไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งที่เป็นการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกันมานี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดตามฟ้องคดีในส่วนแพ่ง ศาลจึงไม่อาจบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้ จะต้องพิพากษายกฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับยกอุทธรณ์ของโจทก์ และยกฎีกาของจำเลยทั้งสามสำหรับคดีในส่วนอาญา โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 158 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันดา เขตคาม
จำเลย — นายสุข ตามสีรัมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2558
#579856
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 โดยมิได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 392 แม้การที่จำเลยใช้มีดขู่เข็ญให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือตกใจเป็นความผิดตาม มาตรา 392 ก็ตาม แต่ความผิดฐานนี้ไม่ใช่การกระทำอันรวมอยู่ในความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 392 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 371, 91 ให้จำเลยคืนเงิน 50 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วกลับให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวชิระ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องว่าขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยขอชดใช้เงิน 20,000 บาท โดยจะนำมาวางศาลก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา ผู้ร้องจึงขอถอนคำร้องศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคสอง (2), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกรรโชกโดยมีอาวุธจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาทรวมจำคุก 6 เดือน ปรับ 90 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 ให้จำเลยคืนเงิน 50 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 16 นาฬิกา นายวชิระ ผู้เสียหายที่ 1 กับนางสาวกัลป์รภัทร ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนรักกันนั่งโดยสารรถรับจ้างของจำเลยจากโรงแรมนิวเอเชียเพื่อไปสถานีขนส่งอาเขต 2 โดยมีนางสาวชฎาพรหรือพิน ไม่ปรากฏชื่อสกุล ภริยาของจำเลยนั่งด้านหน้าคู่กับจำเลย เมื่อถึงสถานีขนส่งอาเขต 2 ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นธนบัตรฉบับละ 100 บาท ให้นางสาวชฎาพรเพื่อชำระค่าโดยสาร นางสาวชฎาพรทอนเงินให้ 20 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ดึงธนบัตรดังกล่าวกลับคืน แล้วเกิดเหตุทะเลาะกันเรื่องค่าโดยสาร จำเลยตกลงพาผู้เสียหายทั้งสองกลับไปส่งที่โรงแรมนิวเอเชียโดยไม่คิดค่าโดยสาร ระหว่างทางผู้เสียหายทั้งสองขอลง จำเลยจอดรถริมทางเท้าบริเวณหน้าวัดบุปผารามโดยจำเลยถือวัตถุยาวประมาณ 1 เมตร เดินอ้อมทางด้านหน้ารถไปที่ริมทางเท้าซึ่งผู้เสียหายทั้งสองยืนอยู่ใกล้ประตูรถด้านซ้าย จำเลยดึงธนบัตรฉบับละ 50 บาท ที่ผู้เสียหายที่ 2 มอบให้นางสาวชฎาพรจากมือของนางสาวชฎาพร แล้วขับรถออกไป ผู้เสียหายทั้งสองจึงเรียกรถรับจ้างให้ไปส่งที่สถานีขนส่งอาเขต 2 แล้วเดินทางกลับกรุงเทพมหานครต่อมาประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายทั้งสองเดินทางกลับมาที่จังหวัดเชียงใหม่อีก แล้วแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกหญิงญาดา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ปิงให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองเห็นวัตถุที่จำเลยถือขณะเดินอ้อมหน้ารถมาหาผู้เสียหายทั้งสองได้อย่างชัดเจนว่าเป็นมีดหาใช่เหล็กถอดยางอะไหล่ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาไม่ จำเลยประกอบอาชีพขับรถสองแถวรับส่งผู้โดยสาร เหตุคดีนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันในเรื่องค่าโดยสารระหว่างผู้เสียหายทั้งสองกับจำเลยทั้งเงินที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้เป็นจำนวนเพียง 50 บาท นับเป็นสาเหตุเพียงเล็กน้อยแม้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เหตุที่ยอมส่งมอบธนบัตรฉบับละ 50 บาท ให้แก่นางสาวชฎาพร เป็นเพราะกลัวถูกจำเลยทำร้าย แต่ผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความก่อนหน้านี้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 มอบเงินให้นางสาวชฎาพรก่อนที่จำเลยจะถือมีดออกมาจากรถ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่จำเลยจะหยุดรถตรงบริเวณที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ได้กดกริ่งถึง 2 ครั้ง ซึ่งจำเลยเบิกความว่า ลักษณะการกดกริ่งของผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกดแช่ค้างไว้ ดังนี้ พฤติกรรมของผู้เสียหายที่ 1 ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่จำเลย เพราะเป็นการผิดไปจากข้อตกลงที่จำเลยจะขับรถรับจ้างพาผู้เสียหายทั้งสองกลับมาส่งที่โรงแรมนิวเอเชีย ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเกิดโทสะถือมีดลงจากรถ แม้ขณะจำเลยเดินถือมีดอ้อมหน้ารถมาหาผู้เสียหายทั้งสองนั้นผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า จำเลยเงื้อมีดชูขึ้นพร้อมกับพูดว่า "เล่นกับใคร ไม่เล่น มาเล่นกับกู" ก็น่าจะสืบเนื่องจากความไม่พอใจดังกล่าว ต่อเมื่อนางสาวชฎาพรเปิดประตูรถขวางจำเลยไว้ ประกอบกับจำเลยเห็นว่าผู้เสียหายที่ 2 ชำระค่าโดยสารให้แก่นางสาวชฎาพรแล้ว จำเลยจึงค่อยระงับโทสะและดึงเงินดังกล่าวจากมือของนางสาวชฎาพรมาเก็บไว้แล้วขับรถจากไป พฤติการณ์ของจำเลยยังไม่พอฟังว่ามีเจตนากรรโชกเอาเงิน 50 บาท จากผู้เสียหายทั้งสอง แต่ลักษณะกิริยาอาการตลอดจนคำพูดของจำเลยดังกล่าว เป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าย่อมทำให้ ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งตกอยู่ในภาวะที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะประสบเหตุการณ์เช่นนี้ตกใจกลัว แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้มีดขู่เข็ญให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 มิได้บรรยายและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 โดยความผิดฐานนี้ไม่ใช่การกระทำอันรวมอยู่ในความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 392 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 60 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 ม. 392
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ร้อง — นายวชิระ ผอบทอง
จำเลย — นายเลอพงษ์ อุ่นใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเพิ่มพร ดำรงเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3106/2558
#583692
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น และ (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้และมาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ ในกรณีที่มีคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าการที่จะให้มีการพิจารณาคดีต่อไปจะยังประโยชน์แก่การจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มากยิ่งกว่าและมิได้ร้องขอให้งดการพิจารณาคดีไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ หาใช่ว่าศาลจะต้องงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ทั้งหมดออกจากสารบบความได้เพียงสถานเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประสงค์ที่จะให้ศาลพิจารณาคดีต่อไป โดยยื่นคำร้องขอเข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 และขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปกับยื่นคำให้การมาพร้อมด้วยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 ลูกหนี้ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว แม้ผลของคดีอาจทำให้ที่ดินทั้ง 5 แปลง ต้องกลับไปเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์จัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือฟ้องร้องคดีอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) (3) แต่อย่างใด เพราะคดีนี้ โจทก์ได้มีการดำเนินคดีฟ้องร้องก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นมิได้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ จึงหาเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 และฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2542 ฉบับที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 กับเพิกถอนการขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2547 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23273 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 10 ตามสัญญาจำนองเป็นประกันฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 และที่ 8 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ระหว่างจำเลยที่ 7 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 หากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ยินยอมโอนหรือเพิกถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำขอท้ายฟ้อง ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาด้วย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทปทุมวิลเลจ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกว่า จำเลยร่วมที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมที่ดินเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมที่ 1 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 โดยวันที่ 5 มีนาคม 2542 นายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดปทุมธานีได้รับจดทะเบียนเลิกบริษัทและยังอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี โดยมีนางสาวคำ เป็นผู้ชำระบัญชี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งเก้าแปลง ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีมีคำสั่งยึดที่ดินทั้งเก้าแปลงเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรแก่โจทก์ วันที่ 2 และ 6 ตุลาคม 2541 จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินทั้งห้าแปลงให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ไป

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องสอดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 และฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 เพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 3 ฉบับ ฉบับแรกระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2542 ฉบับที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ให้เพิกถอนการขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2547 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23273 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานีพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 และเพิกถอนการไถ่ถอนสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 และเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 10 ตามสัญญาจำนองเป็นประกันฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 และเพิกถอนการไถ่ถอนสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญา ฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 และที่ 8 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ระหว่างจำเลยที่ 7 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 โดยให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 หากจำเลยทั้งสิบและจำเลยร่วมทั้งสองไม่ยินยอมโอนหรือเพิกถอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบและจำเลยร่วมทั้งสอง ให้ยกคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสิบและจำเลยร่วมทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท อยู่ระหว่างการชำระบัญชี โดยมีนางสาวคำ เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยร่วมที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์เป็นเงิน 5,038,191.66 บาท ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี โดยนายพิพัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดรักษาราชการแทน มีคำสั่งให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23197, 23199, 23234, 23235, 23280, 23281, 23282, 23273 และ 18980 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี รวม 9 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยร่วมที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรและแต่งตั้งเจ้าพนักงานให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197, 23199 และ 23273 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 กับโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 โอนขายต่อให้แก่จำเลยที่ 4 ไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 และวันเดียวกันจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 9 กับขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23273 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 และ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งวันเดียวกันจำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 9 จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ให้แก่จำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 6 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 10 จำเลยที่ 5 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งจำเลยที่ 7 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 9 ก่อนฟ้องโจทก์แจ้งให้จำเลยร่วมที่ 1 ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ให้เพิกถอนการจำนอง ไถ่ถอนจำนองและการขึ้นวงเงินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23199, 23234 และ 23235 เพื่อติดตามเอาที่ดินทั้ง 5 แปลง กลับคืนมาเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 แต่จำเลยร่วมที่ 1 เพิกเฉย กับแจ้งให้จำเลยทั้งสิบทราบถึงนิติกรรมซื้อขายและจำนองซึ่งตกเป็นโมฆะแล้ว ตามหนังสือแจ้งประกาศหนังสือพิมพ์สายกลางและใบตอบรับไปรษณีย์ ต่อมาศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยร่วมที่ 1 เด็ดขาด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำให้การเข้ามาในคดีถือเป็นการต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว ศาลจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น และ (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาให้ได้มากที่สุดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้ และมาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ ก็เห็นได้ชัดว่าในกรณีที่มีคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า การที่จะให้มีการพิจารณาคดีต่อไปจะยังประโยชน์แก่การจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มากยิ่งกว่าและมิได้ร้องขอให้งดการพิจารณาคดีไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ หาใช่ว่าศาลจะต้องงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ทั้งหมดออกจากสารบบความได้เพียงสถานเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประสงค์ที่จะให้ศาลพิจารณาคดีต่อไป โดยยื่นคำร้องขอเข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 และขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปกับยื่นคำให้การมาพร้อมด้วย เช่นนี้ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 ลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว แม้ผลของคดีอาจทำให้ที่ดินทั้ง 5 แปลง ต้องกลับไปเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์จัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือฟ้องร้องคดีอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) (3) แต่อย่างใด เพราะคดีนี้โจทก์ได้มีการดำเนินคดีฟ้องร้องก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นมิได้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ จึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยเองและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้นและจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์โต้เถียง ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 และโจทก์มิได้ฎีกา เพราะไม่มีข้อที่จะให้โจทก์ยกขึ้นกล่าวได้จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์ใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งในคราวเดียวกันเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
นายสมชายหรือธนพัต หวังเกียรติกำจร
จำเลย — หรือวงศ์รุจิดา กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทปทุมวิลเลจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3104/2558
#582412
เปิดฉบับเต็ม

แม้สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยค้างชำระจะมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ อายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14 (2) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคสอง การที่อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้น ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ตามมาตรา 692 ปรากฏว่าคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2547 โดยคู่ความมิได้ฎีกา คดีย่อมถึงที่สุดในวันที่ 22 กันยายน 2547 อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด ณ เวลาดังกล่าว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่สำหรับลูกหนี้ที่ 4 ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งลูกหนี้ที่ 4 ค้ำประกันไว้ จึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยได้ หาใช่ว่ามีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยย้อนหลังจากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดขึ้นไป 5 ปี ไม่ อย่างไรก็ตามความรับผิดของลูกหนี้ที่ 4 ในเรื่องต้นเงินและดอกเบี้ยย่อมจำกัดเพียงไม่เกินความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นที่มีต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีแพ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 4 เด็ดขาด ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องลูกหนี้ที่ 4 และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 286,354,139.83 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเจ้าหนี้รายที่ 76 ระหว่างสอบสวนบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาต

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว เจ้าหนี้รายที่ 6 ที่ 83 ที่ 84 และลูกหนี้ที่ 4 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า ลูกหนี้ที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทริช เรียล เอสเตท จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นที่มีต่อเจ้าหนี้ ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ได้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นและลูกหนี้ที่ 4 ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ธ.5308/2545 ขอให้บังคับชำระหนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ที่ 4 และพิพากษาให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน 111,231,513.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 109,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้และชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 5,142,591.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 และอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2542 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ชั้นต้นนำเงินมาชำระเข้าบัญชีกระแสรายวันแก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2540 จำนวน 99,620 บาท ให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่ชำระ ให้ลูกหนี้ชั้นต้นใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไปในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของเจ้าหนี้ที่ประกาศไว้แล้วก่อนวันฟ้องและจะประกาศให้มีผลบังคับต่อไปภายหลังฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนื้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด ไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เมื่อมูลหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นหนี้ประธาน ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระเงินให้เจ้าหนี้เท่าใดแล้ว ลูกหนี้ที่ 4 มีฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเป็นหนี้อุปกรณ์เกินกว่าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ข้อโต้แย้งของลูกหนี้ที่ 4 ฟังขึ้น ส่วนข้อโต้แย้งประการอื่นของลูกหนี้ที่ 4 และข้อโต้แย้งของเจ้าหนี้รายที่ 6 ที่ 83 และที่ 84 ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อลูกหนี้ชั้นต้นทำสัญญากู้เงินแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาโดยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 จำนวน 3,750,047.94 บาท คงเหลือต้นเงิน 109,000,000 บาท เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เป็นเงิน 109,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2545 (วันคิดดอกเบี้ยย้อนหลังจากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดขึ้นไป 5 ปี) ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 (วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) คำนวณดอกเบี้ยได้ 81,750,000 บาท รวมเป็นเงิน 190,750,000 บาท และเมื่อลูกหนี้ชั้นต้นได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินและนำเงินเข้าบัญชีเรื่อยมา โดยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 จำนวน 99,620 บาท คงเหลือต้นเงิน 5,013,586.06 บาท เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เป็นเงิน 5,013,586.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 คำนวณดอกเบี้ยได้ 3,760,189.55 บาท รวมเป็นเงิน 8,773,775.61 บาท รวมมูลหนี้ค้ำประกันตามสัญญาทั้งสองเป็นเงินทั้งสิ้น 199,523,775.61 บาท เจ้าหนี้ขอมากไป 86,830,364.22 บาท จึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 199,523,775.61 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิในการได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า ดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันผิดนัดตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามที่ลูกหนี้ที่ 4 ค้ำประกันขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยค้างชำระจะมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) หนี้ตามสัญญากู้เงิน บริษัทริช เรียล เอสเตท จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยค้างชำระในหนี้เงินกู้จึงเริ่มนับถัดจากวันที่ 24 มิถุนายน 2540 และในหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเริ่มนับถัดจากวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคสอง การที่อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้น ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ตามมาตรา 692 ปรากฏว่าคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2547 โดยคู่ความมิได้ฎีกา คดีย่อมถึงที่สุดในวันที่ 22 กันยายน 2547 อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด ณ เวลาดังกล่าว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่สำหรับลูกหนี้ที่ 4 ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งลูกหนี้ที่ 4 ค้ำประกันไว้จึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยได้ หาใช่ว่ามีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยย้อนหลังจากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดขึ้นไป 5 ปี ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และคำสั่งศาลล้มละลายกลางไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามความรับผิดของลูกหนี้ที่ 4 ในเรื่องต้นเงินและดอกเบี้ย ย่อมจำกัดเพียงไม่เกินความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นที่มีต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.5308/2545 เท่านั้น ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นตามข้อโต้แย้งของลูกหนี้ที่ 4 แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยมิได้กำหนดเงื่อนไขส่วนนี้ไว้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวางเงื่อนไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เงินเป็นต้นเงิน 109,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 (วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) แต่ต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณแล้วมิให้เกิน 265,960,000 บาท ตามอุทธรณ์และในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน 5,013,586.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 (วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) แต่ต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณแล้วมิให้เกิน 7,089,760.14 บาท ตามอุทธรณ์ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมด้วยว่า ให้สิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่เกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.5308/2545 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/15 วรรคสอง ม. 193/33 (1) ม. 692
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหาร
เจ้าหนี้ — สินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้สวมสิทธิ
จำเลย — บริษัทดีไฟ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสุริยา ปานแป้น
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3101/2558
#633546
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลายนั้น เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่ยังค้างชำระอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย มูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงสามารถคำนวณได้ว่าเมื่อถึงวันฟ้องคดีล้มละลายจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เป็นจำนวนเท่าใด ลักษณะแห่งมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลาย จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อ้างว่าได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีนั้น กรณีดังกล่าวหาทำให้หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องซึ่งเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอีกแต่อย่างใดไม่

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าหนี้มีประกันได้ยื่นฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย โดยการที่จะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวนั้นมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาฐานะของเจ้าหนี้ในขณะที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย แม้ว่าโจทก์จะเคยมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในทางจำนอง แต่ก็ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีล้มละลายโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เหลือได้มีการไถ่ถอนไปแล้ว ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายนั้น โจทก์มิได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อีก จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่มิได้ระบุให้เห็นชัดว่ามีสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชิ้นใด กรณีจึงต้องฟังว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ธรรมดา โจทก์จึงไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) แต่อย่างใด

การที่โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลายนั้น มิใช่เป็นการบังคับในคดีเดิม กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 271 แต่กรณีดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด หรือโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี ทั้งนี้ ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะมีกำหนดอายุความเท่าใด และมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2538 นั้น ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืน และค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2538 เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ย่อมสามารถบังคับคดีได้นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลา 10 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งเจ็ดเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 7 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายคดีอื่น ศาลล้มละลายกลางจึงให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 7 ออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งเจ็ดเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดเชียงใหม่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2075/2538 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 43,275,237.37 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยทั้งเจ็ดยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2538 หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยให้บังคับทรัพย์จำนองตามระบุไว้ในคำฟ้องออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9527 ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดได้เป็นเงิน 25,300,000 บาท ตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินครั้งที่ 1 คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นต้นเงิน 30,208,159.95 บาท และดอกเบี้ย 44,033,304.76 บาท รวมเป็นเงิน 74,241,464.71 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ข้อแรกมีว่า หนี้ตามฟ้องนั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลายนั้น เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่ยังค้างชำระอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย มูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงสามารถคำนวณได้ว่าเมื่อถึงวันฟ้องคดีล้มละลายจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เป็นจำนวนเท่าใด ลักษณะแห่งมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลาย จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อ้างว่าได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวหาทำให้หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องซึ่งเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอีกแต่อย่างใดไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าหนี้มีประกันได้ยื่นฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย โดยการที่จะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวนั้นมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาฐานะของเจ้าหนี้ในขณะที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย คดีนี้แม้ว่าโจทก์จะเคยมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในทางจำนอง แต่ก็ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีล้มละลายโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เหลือก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายศิริวุฒิว่า ได้มีการไถ่ถอนไปแล้ว โดยนายศิริวุฒิก็เบิกความยืนยันว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายนั้น โจทก์มิได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อีก ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่มิได้ระบุให้เห็นชัดว่ามีสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชิ้นใด กรณีจึงต้องฟังว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ธรรมดา โจทก์จึงไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) แต่อย่างใด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ได้กล่าวครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลายนั้น มิใช่เป็นการบังคับในคดีเดิม กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่กรณีดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด หรือโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี ทั้งนี้ ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะมีกำหนดอายุความเท่าใด และมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 2075/2538 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2538 นั้น ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืน และค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2538 เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ย่อมสามารถบังคับคดีได้นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลา 10 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 10 (2)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ อินเตอร์แคปปิตอลอลิอันซ์
โจทก์ — จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางหรือนางสาวมุฑิกา ศรีเพชรวรรณดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3099/2558
#635925
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 8 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมต้องผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้พิพากษาแก้ไขหรือกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 8 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ประกอบกับหนี้ดังกล่าวสามารถที่จะคิดคำนวณได้ถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว หาทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไปไม่ และเมื่อหนี้ดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ศาลล้มละลายกลางอนุญาต

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2)

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) แล้ว ย่อมมีผลให้จำเลยดังกล่าวพ้นจากการล้มละลายและมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเอง กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.569/2547 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 10 กับพวกร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 30,412,244.07 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนไปหักชำระหนี้ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 กับพวกร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 41,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 3 เป็นเงิน 12,637,843.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบกับพวกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 8 และที่ 10 อุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสิบขอให้ล้มละลายเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 เป็นหนี้โจทก์ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และโจทก์มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้หรือไม่ โจทก์มีนายสุรเวช ผู้รับมอบอำนาจและทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.569/2547 ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 10 เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 83,214,854.25 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 เป็นหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 1 และที่ 2 รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 98,241,301.37 บาท และหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 3 รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 28,798,702.07 บาท โดยโจทก์มีสำเนาคำพิพากษาและตารางคำนวณยอดหนี้มาแสดงประกอบ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 8 มีจำเลยที่ 8 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นมิได้ผิดสัญญา จำเลยที่ 8 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด หนี้จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เห็นว่า คำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 8 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมต้องผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้พิพากษาแก้ไขหรือกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 8 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ประกอบกับหนี้ดังกล่าวสามารถที่จะคิดคำนวณได้ถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว หาทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไปไม่ และเมื่อหนี้ดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนฟ้องโจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 8 โดยยื่นคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยดังกล่าวมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 8 มีทรัพย์สินไม่พอที่จะชำระหนี้ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่พบว่ามีทรัพย์สินแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ชำระหนี้แล้วสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 8 ไม่ชำระหนี้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และ (9) จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีทรัพย์สินเป็นที่ดินและห้องชุด โดยให้บริษัทศศิรัชดา จำกัด ประเมินราคารวมกันทั้งหมดเป็นเงิน 485,239,405 บาท นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าลูกหนี้คนหนึ่งคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้แต่ละคน ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 นำสืบดังกล่าวได้ประเมินราคารวมกันทั้งหมด ประกอบกับการประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 8 ได้ขอให้บริษัทศศิรัชดา จำกัด ทำการประเมินเมื่อเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2552 ในช่วงที่จำเลยดังกล่าวยื่นคำให้การต่อสู้คดี น่าเชื่อว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่รูปคดีของตน ศาลจึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง สำหรับจำเลยที่ 1 ที่นำสืบอ้างว่า มีที่ดินจำนวน 95 แปลง โดยไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการประเมินราคาแต่อย่างใด ส่วนที่ดินอีกจำนวน 104 แปลง ที่อ้างว่าติดจำนองโจทก์ ก็ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียง 5 แปลงเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 8 มีที่ดิน 7 แปลง ราคาประเมิน 15,768,000 บาท และติดจำนองบุคคลภายนอกไม่สามารถนำมาชำระหนี้โจทก์ได้ และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำคดีไปฟ้องเจ้าหนี้เดิมต่อศาล ปรากฏว่าศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้อง พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 นำสืบไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยดังกล่าวล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 เด็ดขาดนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — บริษัทหาญพาณิชย์พัฒนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3061/2558
#590205
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. ของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยการยกให้จาก อ. ก็เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่ยังมิได้จดทะเบียน และจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โดยไม่ทราบว่าโจทก์เข้าไปครอบครองทำกินในที่ดินพิพาทมาก่อน โจทก์จึงไม่อาจยกสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองมายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีก และให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ที่ 24/2552

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 140 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท บริเวณที่มีเส้นสีเขียวล้อมรอบ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และห้ามจำเลยทั้งสองมายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในที่ดิน น.ส. 3 ก. หรือไม่ จากการตรวจสอบเอกสารราชการ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. ของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ตามแผนที่พิพาท ประกอบแผนที่ และภาพถ่ายทางอากาศแล้ว ที่ดิน น.ส. 3 ก. ของจำเลยทั้งสองมีเนื้อที่ด้านทิศใต้จดห้วยสาธารณประโยชน์ ซึ่งเรียกว่า คลองกล่ำ ซึ่งรวมที่ดินพิพาทอยู่ด้วย ที่ดินพิพาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. ของจำเลยทั้งสอง ฉะนั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยการยกให้จากนายอิ๋น ก็เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่ยังมิได้จดทะเบียน และจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โดยไม่ทราบว่าโจทก์เข้าไปครอบครองทำกินในที่ดินพิพาทมาก่อน โจทก์จึงไม่อาจยกสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมคิด ระยะธรรม
จำเลย — นางสาวสุรีย์ ฉัตรพันธุ์มงคล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางกองกนก โกศัลลกูฏ สุขพันธุ์ถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3058/2558
#583703
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2549 ลงวันที่ 18 กันยายน 2549 และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 23 เพื่อมิให้มีการขายบุหรี่ซิกาแรตเกินราคาที่กำหนด โดยบัญญัติโทษปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืนตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน จึงเป็นการออกประกาศที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยกรมสรรพากรให้ใช้ราคาขายปลีกตามประกาศเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นตามที่โจทก์อ้าง หากกรมสรรพากรใช้ราคาขายปลีกดังกล่าวเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นตามมาตรา 79/5 (2) และโจทก์ได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านต่อกรมสรรพากร หาทำให้ราคาขายปลีกตามประกาศทั้งสองฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ โดยเฉพาะประกาศทั้งสองฉบับนี้เป็นการกำหนดราคาขายปลีกยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ได้รับอนุญาตขายยาสูบประเภท 3 ซึ่งขายได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 มวน จึงย่อมไม่มีผลบังคับแก่โจทก์โดยตรง เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ขายยาสูบซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศออกแสดงเพื่อขายประเภท 1 ซึ่งขายโดยไม่จำกัดจำนวน การออกประกาศทั้งสองฉบับจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การกำหนดราคาขายปลีกดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติและเอื้อประโยชน์แก่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง นั้น ราคาขายปลีกของโรงงานยาสูบใช้ราคาขาย ณ โรงงานยาสูบเป็นหลัก เนื่องจากเป็นยาสูบที่ผลิตในประเทศ มิได้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. เป็นหลัก ดังเช่นยาสูบที่นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาขายปลีกจึงแตกต่างกันได้ และเหตุที่จำเลยมิได้ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตของโรงงานยาสูบ เพราะมิได้เปลี่ยนแปลงราคาขาย ณ โรงงาน ต่างกับราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของบุหรี่ซิกาแรตของโจทก์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่สูงขึ้นจึงต้องมีการออกประกาศกำหนดราคาขายปลีกตามประกาศทั้งสองฉบับ การกำหนดราคาขายปลีกตามประกาศทั้งสองฉบับจึงมิได้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่โรงงานยาสูบและเลือกปฏิบัติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนราคาสูงสุดตามที่ประกาศในประกาศกรมสรรพสามิตสำหรับบุหรี่ซิกาแรตของโจทก์ กล่าวคือ มาร์ลโบโร และแอล แอนด์ เอ็ม และให้จำเลยพิจารณากำหนดราคาสูงสุดในประกาศกรมสรรพสามิตซึ่งเกี่ยวข้องกับบุหรี่ซิกาแรตของโจทก์ใหม่อีกครั้ง ในทางที่จะรับประกันได้ว่าจำเลยมิได้ช่วยเหลือและสนับสนุนให้กรมสรรพากรในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบุหรี่ซิกาแรตนำเข้าของโจทก์ให้สูงเกินกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2549 และฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อมาร์ลโบโร และแอล แอนด์ เอ็ม หรือไม่ เห็นว่า ประกาศทั้งสองฉบับออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 23 เพื่อมิให้มีการขายบุหรี่ซิกาแรตเกินราคาที่กำหนด โดยบัญญัติโทษปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน จึงเป็นการออกประกาศที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยกรมสรรพากรให้ใช้ราคาขายปลีกดังกล่าวเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นตามที่โจทก์อ้าง หากกรมสรรพากรใช้ราคาขายปลีกดังกล่าวเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/5 (2) และโจทก์ได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านต่อกรมสรรพากร หาทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตทั้งสองยี่ห้อของโจทก์ตามประกาศทั้งสองฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ โดยเฉพาะประกาศทั้งสองฉบับนี้เป็นการกำหนดราคาขายปลีกยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ได้รับอนุญาตขายยาสูบประเภท 3 ซึ่งขายได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท จึงย่อมไม่มีผลบังคับแก่โจทก์โดยตรง เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ขายยาสูบซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศออกแสดงเพื่อขายประเภท 1 ซึ่งขายโดยไม่จำกัดจำนวน การออกประกาศทั้งสองฉบับจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการกำหนดราคาขายปลีกดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติและเอื้อประโยชน์แก่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาสูบในประเทศและสังกัดกระทรวงการคลังเช่นเดียวกับจำเลยนั้น ราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ใช้ราคาขาย ณ โรงงานยาสูบเป็นหลัก เนื่องจากเป็นยาสูบที่ผลิตในประเทศ มิได้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. เป็นหลัก ดังเช่นยาสูบที่นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาขายปลีกจึงแตกต่างกันได้ และเหตุที่จำเลยมิได้ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เพราะโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง มิได้เปลี่ยนแปลงราคาขาย ณ โรงงานยาสูบแต่อย่างใด ต่างกับราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของบุหรี่ซิกาแรตทั้งสองยี่ห้อของโจทก์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางสูงขึ้นจึงต้องมีการออกประกาศกำหนดราคาขายปลีกใหม่ตามประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว การกำหนดราคาขายปลีกตามประกาศทั้งสองฉบับจึงมิได้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง และเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าประกาศทั้งสองฉบับมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/5 (2)
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
กรองเกียรติ คมสัน
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา