คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4133/2558
#579672
เปิดฉบับเต็ม

ตามทางไต่สวนผู้คัดค้านนำสืบไม่ได้ว่าทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ริบผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่แท้จริง กลับนำสืบเองว่าเป็นทรัพย์สินของ ณ. และ ว. ซึ่ง ณ. และ ว. ไม่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านและขอคืนทรัพย์สินดังกล่าวด้วยตนเอง แม้ผู้คัดค้านจะเป็นบิดาของ ณ. และสามีของ ว. ก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินแทนได้ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเงินสด 10,500 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 6230 จำนวน 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไดสตาร์ รุ่น ดี 99 จำนวน 1 เครื่อง รถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บต 8648 ลำพูน เงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน บัญชีเลขที่ 511-2-13353-8 เงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สอด บัญชีเลขที่ 604-6-04019-1 เงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาฝาง บัญชีเลขที่ 062-4-02636-5 ที่ดินโฉนดเลขที่ 73708 ตำบลต้นธง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 120 ตำบลต้นธง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 182 และเลขที่ 625 ตำบลต้นธง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึง 3 รายการที่ 20 และรายการที่ 23 ถึง 28 ตามคำร้องของผู้ร้อง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ริบทรัพย์ของผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านรวม 26 รายการ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 รายการที่ 20 และรายการที่ 23 ถึง 28 ตามคำร้องของผู้ร้องโดยไม่รวมรถยนต์ตามทรัพย์สินรายการที่ 21และที่ 22 ของนางสาวณัฐกานต์ และนางกัลยา จึงมิใช่การพิพากษาเกินคำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ร้อง หรือเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชัดแจ้ง การพิจารณาและพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นไปโดยชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการสุดท้ายว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินรายการที่ 26 ซึ่งกรมที่ดินได้เดินสำรวจและออกเป็นโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ รายการที่ 24 และที่ 25 ระหว่างที่ดินดังกล่าวจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ซึ่งต่อมามีการบังคับจำนองและขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว และมีบุคคลภายนอกซื้อทอดตลาดที่ดินดังกล่าวไปแล้วจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ทั้งผู้ร้องมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยและมีคำพิพากษาไป จึงเป็นการพิจารณาพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่าปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง สำหรับทรัพย์สิน รายการที่ 4 ถึงที่ 19 ซึ่งผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและขอให้ริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31 ศาลชั้นต้นได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว มีผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเพียงคนเดียวว่าเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านซึ่งได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายจากการประกอบอาชีพโดยสุจริตไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตามมาตรา 29 (1) บัญญัติให้ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ตามทางไต่สวนผู้คัดค้านนำสืบไม่ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าว ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่กลับนำสืบเองว่าเป็นทรัพย์สินของนางสาวณัฐกานต์ บุตรสาวของ ผู้คัดค้าน และนางวัฒนา ภริยาของผู้คัดค้าน ซึ่งทั้งนางสาวณัฐกานต์และนางวัฒนาไม่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านและขอคืนทรัพย์สินดังกล่าวตามมาตรา 29 ด้วยตนเอง แม้ผู้คัดค้านจะเป็นบิดาของนางสาวณัฐกานต์และสามีของนางวัฒนาก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินแทนได้ เมื่อผู้คัดค้านไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว ทรัพย์สินดังกล่าวจึงต้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 และรายการที่ 20 ถึงที่ 26 แต่ยังคงยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องในส่วนนี้จึงไม่ชอบ แม้ผู้ร้องจะไม่ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น และมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เป็นว่าให้ริบทรัพย์สิน รายการที่ 4 ถึงที่ 19 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบทรัพย์สิน รายการที่ 4ถึงที่ 19 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
นายกาซิมคาน มุดซาเคนหรือ
ผู้คัดค้าน — สกุลมุดซาเคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4124/2558
#579630
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อหน้าจอของเครื่องจีพีเอสของวัตถุพยานที่ใช้โปรแกรมอดิพจน์ วี 10 ของโจทก์ กับหน้าจอของวัตถุพยานที่ใช้โปรแกรมเบสท์เทค 11 ของจำเลยที่ 1 หรือเรียกว่าส่วนเชื่อมประสานกับผู้ใช้ (User Interface) เป็นส่วนที่ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งคำสั่งให้เครื่องทำงานตามที่ตนต้องการ และหลังประมวลผลตามคำสั่งของผู้ใช้แล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลการทำงานตามที่ผู้ใช้ได้สั่งการปรากฏว่ามีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน โดยทั้งสองโปรแกรมต่างมีสัญลักษณ์ให้ส่งคำสั่งเพื่อให้เครื่องทำงานต่างๆ ซึ่งผู้สั่งหรือผู้ใช้จะใช้วิธีการสัมผัสที่หน้าจอเป็นการส่งคำสั่ง เพื่อให้เครื่องทำการประมวลผลแล้วแสดงผลที่ได้ที่หน้าจอของเครื่อง อันเป็นส่วนที่จัดว่าเป็นแนวความคิดว่าผู้ใช้เครื่องจะสื่อสารกับเครื่องอย่างไร และเครื่องจะตอบสนองต่อคำสั่งอย่างไร จึงถือไม่ได้ว่าส่วนเชื่อมประสานกับผู้ใช้นี้ เป็นสิ่งที่โจทก์สามารถผูกขาดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้แต่เพียงผู้เดียว ทั้งไม่ใช่สิ่งที่โจทก์จะได้รับความคุ้มครองในฐานะเจ้าของหรือผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ การที่จะรับฟังว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์หรือไม่จะต้องปรากฏว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำหรือลอกเลียนรหัสต้นทางหรือซอร์สโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ถูกเขียนขึ้นโดยมีการทำซ้ำหรือดัดแปลงรหัสต้นทางหรือซอร์สโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์หรือไม่อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนหรือเปรียบเทียบให้เห็นว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีส่วนเหมือนหรือคล้ายกันอย่างใดและในส่วนใดบ้างที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ทำซ้ำหรือดัดแปลงรหัสต้นทางหรือซอร์สโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ทั้งรายละเอียดของงานล้วนแล้วแต่เป็นแนวความคิดในการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามที่ผู้ว่าจ้างประสงค์ ซึ่งถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงกันแต่ก็เป็นความคล้ายคลึงในส่วนของแนวความคิด จึงหาใช่ข้อยืนยันหรือพิสูจน์ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ลอกเลียนรหัสต้นทางหรือซอร์สโค้ดมาจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์เสมอไป ประกอบกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยใช้รหัสต้นทางหรือซอร์สโค้ดที่แตกต่างกันยังสามารถสั่งให้แสดงผลที่หน้าจอประมวลผลหรือที่เรียกว่าส่วนประสานกับผู้ใช้ออกมาเหมือนกันได้ และการดูชุดคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วจดจำไปเพื่อเขียนชุดคำสั่งดังกล่าวขึ้นมาใหม่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก แต่หากดูชุดคำสั่งแล้วได้แนวคิดเพื่อไปเขียนชุดคำสั่งของตนเองเป็นโปแกรมขึ้นมาใหม่ย่อมเป็นไปได้มากกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ด้วยการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 30 (1) ม. 30 (2) ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิพจน์ ภู่พันธ์กุล
จำเลย — บริษัทเบสท์ เทคโนโลยี อินโนเวชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชุตินธร ห่อวโนทยาน
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2558
#634152
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ใช้ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐาน แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องไว้ตามมาตรา 88 และในกรณีที่คู่ความมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตามมาตรา 90 ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยาน หลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องและมิได้นำส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้านั้นได้

โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จริงแต่ชำระแล้ว แต่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 500,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ 960,000 บาท แทนสัญญากู้ฉบับเดิม จึงเป็นการนำสืบว่ามีการแปลงหนี้ใหม่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แม้จำเลยได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำให้การซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม มาตรา 88 และ มาตรา 90 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยชำระหนี้เงินยืมตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินยืมแก่โจทก์นั้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 กันยายน 2539 โดยจำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5210 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน มอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินด้วย จำเลยได้รับเงินกู้ยืม 500,000 บาท จากโจทก์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยชำระหนี้โจทก์แล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาว่า จำเลยนำสืบนอกคำให้การ เนื่องจากจำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง แต่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ภาระการพิสูจน์ว่า ได้ชำระหนี้นั้นตกแก่จำเลย แต่การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท แล้วทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่เป็นเงิน 960,000 บาท แทนฉบับเดิม 500,000 บาท เป็นการสืบพยานทำนองว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ปัญหานี้จำเลยมิได้ให้การเป็นประเด็นไว้และมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความนำสืบได้ในชั้นพิจารณา แม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 นั้น จำเลยเห็นว่า มาตรา 87 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่ (1) พยานหลักฐานนั้นเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ และ (2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญ ในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้" การที่จำเลยกู้และทำสัญญากู้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และได้มีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้วโดยการทำสัญญากู้ฉบับใหม่เป็นเงิน 960,000 บาท ซึ่งบวกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนไว้แล้ว แทนสัญญากู้ฉบับเดิมนั้น จำเลยถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญแห่งคดีและเป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 แล้ว ชอบที่ศาลจะรับฟังได้ ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ใช้ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐาน แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องไว้ตามมาตรา 88 และในกรณีที่คู่ความมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตามมาตรา 90 ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องและมิได้นำส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้านั้นได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จริงแต่ชำระแล้ว แต่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 500,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ 960,000 บาท แทนสัญญากู้ฉบับเดิม จึงเป็นการนำสืบว่ามีการแปลงหนี้ใหม่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แม้จำเลยได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำให้การซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม มาตรา 88 และมาตรา 90 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมา ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยชำระหนี้เงินยืมตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินยืมแก่โจทก์นั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (1) ม. 87 (2) ม. 88 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิมล ธนจิรจรัสชัย
จำเลย — พันตรีสีห์พนม วิชิตวรสาร
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
สุภกิจ กิตสัมบันท์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4107/2558
#590841
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายในกำหนด 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 74 วรรคสอง แล้ว แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่ แต่เนื้อหาของคำอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มเติมรายละเอียดของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ และข้อเท็จจริงอื่นซึ่งได้มีการกล่าวอ้างมาแต่ในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ซึ่งอุทธรณ์ฉบับเดิมก็ได้มีการกล่าวไว้แล้วเพียงแต่ไม่มีการยกข้อความซึ่งอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้หรือข้อความในสัญญาขึ้นกล่าวอ้างไว้ในอุทธรณ์ เพียงแต่อ้างว่ามีรายละเอียดปรากฏอยู่ในหน้าใดของคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรืออยู่ในสัญญาข้อใดตามเอกสารที่แนบท้ายมาเท่านั้น อุทธรณ์ฉบับใหม่จึงไม่ใช่การเพิ่มเติมเนื้อหาสาระสำคัญหรือข้อเท็จจริงเข้ามาใหม่ต่างจากอุทธรณ์ฉบับเดิม แต่เป็นการเพิ่มรายละเอียดในอุทธรณ์ฉบับเดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงชอบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะรับอุทธรณ์ฉบับใหม่ของจำเลยที่ 1 ไว้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับเดิมของจำเลยที่ 1 ได้

ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้รับอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วต้องแจ้งให้ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิยื่นคำชี้แจงหรือคำคัดค้าน คงมีแต่ในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่กฎหมายบัญญัติว่า เมื่อได้รับคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ได้รับอนุญาต ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ได้รับอนุญาตแล้วแต่กรณีทราบเพื่อยื่นคำชี้แจงภายในกำหนดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 74 วรรคสอง ที่ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตทราบเพื่อยื่นคำคัดค้าน จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 1 โดยผิดระเบียบหรือผิดกฎหมาย

เมื่อโจทก์ยื่นคำคัดค้านโต้แย้งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ได้นำข้อเท็จจริงในคำโต้แย้งคัดค้านของโจทก์มาพิจารณาด้วย ทั้งไม่มีบทบัญญัติตามระเบียบข้อบังคับหรือตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่กำหนดให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องวินิจฉัยตามคำโต้แย้งคัดค้านอุทธรณ์ทุกประเด็น การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และคำโต้แย้งคัดค้านของโจทก์เฉพาะประเด็นสำคัญ ถือว่าการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแสดงให้เห็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการฉบับที่ 1 สิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้อนุญาตแล้ว ส่วนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิโดยชอบในการบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่เนื่องจากมีการนำไปจดทะเบียนและยังไม่ได้รับการเพิกถอนจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า อนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบที่จะวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้ว เนื่องจากจะกระทบกระเทือนถึงอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จากคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าแสดงได้ว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 107/2552 ถึง 133/2552 และเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวม 27 คำขอ

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ "TSUTAYA" ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 นำสัญญาไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากมีการยื่นคำร้องใหม่และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ "TSUTAYA" ฉบับที่ 2 และนำสัญญามาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวม 27 คำขอ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งรับจดทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนการจดทะเบียนสัญญา โดยอ้างว่าโจทก์ค้างชำระค่าสิทธิและเบี้ยปรับอันเป็นการผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ และในการบอกเลิกสัญญาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้าระหว่างประเทศเป็นคดีเลขที่ 13197/เอ็มเอส/เจอีเอ็น ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาด ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีคำวินิจฉัยไว้ ณ ที่ใดในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิไม่อาจแสดงให้เห็นได้ว่า สัญญาที่ร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 72 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งอยู่ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่ภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์หลังครบกำหนด 90 วัน ดังกล่าวอีก 1 ฉบับ ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการที่จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิ้นสุดแล้วและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาต่อไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การดำเนินการของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เกินกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและอุทธรณ์ฉบับใหม่เป็นแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญเป็นการยื่นและใช้แทนอุทธรณ์ฉบับเดิมขัดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 74 วรรคสอง และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยพิจารณาจากคำอุทธรณ์ซึ่งยื่นเกินกำหนด 90 วัน ดังกล่าว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเป็นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า เดิมจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งอยู่ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 74 วรรคสอง แล้ว แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่ แต่เนื้อหาของคำอุทธรณ์ฉบับใหม่เป็นเพียงการเพิ่มเติมรายละเอียดของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิและข้อเท็จจริงอื่นซึ่งได้มีการกล่าวอ้างมาแต่ในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น เช่น มีการเพิ่มรายละเอียดโดยสรุปคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้งสิบประเด็นไว้ ซึ่งคำชี้ขาดจำเลยที่ 1 ก็ได้เสนอนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อพิจารณามาแต่ต้นแล้ว ส่วนการเพิ่มเติมข้ออื่นๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ เป็นการยกข้อความที่อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยไว้ในคำชี้ขาดหรือข้อความในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการทั้งสองฉบับมากล่าวถึงนั่นเอง ซึ่งอุทธรณ์ฉบับเดิมก็ได้มีการกล่าวไว้แล้ว เพียงแต่ไม่มีการยกข้อความซึ่งอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้หรือข้อความในสัญญาขึ้นกล่าวอ้างไว้ในอุทธรณ์ เพียงแต่อ้างว่ามีรายละเอียดปรากฏอยู่ในหน้าใดของคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรืออยู่ในสัญญาข้อใดตามเอกสารที่แนบท้ายมาเท่านั้น อุทธรณ์ฉบับใหม่จึงไม่ใช่การเพิ่มเติมเนื้อหาสาระสำคัญหรือข้อเท็จจริงเข้ามาใหม่ต่างจากอุทธรณ์ฉบับเดิม แต่เป็นการเพิ่มรายละเอียดในอุทธรณ์ฉบับเดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงชอบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะรับอุทธรณ์ฉบับใหม่ของจำเลยที่ 1 ไว้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับเดิมของจำเลยที่ 1 ได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทำคำชี้แจงหรือคำคัดค้านจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ชอบด้วยกฎหมายและเมื่อโจทก์ยื่นคำคัดค้านอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากลับไม่ได้พิจารณาคำคัดค้านของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้รับอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว จะต้องแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิยื่นคำชี้แจงหรือคำคัดค้านแต่อย่างใด คงมีแต่ในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่บัญญัติว่า เมื่อได้รับคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ได้รับอนุญาต ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ได้รับอนุญาต แล้วแต่กรณีทราบเพื่อยื่นคำชี้แจงภายในกำหนดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 74 วรรคสอง ที่ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตทราบเพื่อยื่นคำคัดด้าน จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยผิดระเบียบหรือผิดกฎหมาย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ได้นำคำโต้แย้งคัดค้านของโจทก์มาประกอบการพิจารณา คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจากคำอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว เป็นการขัดต่อหลักการรับฟังความสองฝ่าย จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำคัดค้านโต้แย้งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ได้นำข้อเท็จจริงในคำโต้แย้งคัดค้านของโจทก์มาพิจารณาด้วยเช่นกัน เช่น ประเด็นที่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 มีส่วนผิดสัญญาด้วย การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งยังไม่มีบทบัญญัติตามระเบียบข้อบังคับหรือตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่กำหนดให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องวินิจฉัยตามคำโต้แย้งคัดค้านอุทธรณ์ทุกประเด็น ดังนั้นการที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และคำโต้แย้งคัดค้านของโจทก์เฉพาะประเด็นสำคัญ จึงถือว่าการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายหมายค้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อนุญาโตตุลาการซึ่งชี้ขาดประเด็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการเลิกกันแล้วหรือไม่ โดยวินิจฉัยว่า การที่ผู้เรียกร้อง (จำเลยที่ 1) ยื่นขอเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการฉบับที่ 2 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมาย แม้การบอกเลิกสัญญาจะเป็นไปตามวิธีที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการฉบับที่ 2 ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นก็ตาม การบอกเลิกสัญญายังมิอาจมีผลใช้บังคับได้ในประเทศไทย เพราะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไทยยังไม่ยินยอมเพิกถอนการจดทะเบียน ทำให้ผู้คัดค้าน (โจทก์) ยังได้รับการรับรองจากการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ เช่นเดียวกับการบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญา แต่เนื่องจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จึงไม่จำต้องให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นชอบด้วย ฉะนั้นการบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการฉบับที่ 1 จึงมีผลบังคับนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 อันเป็นวันที่ผู้เรียกร้อง (จำเลยที่ 1) ทำหนังสือบอกเลิกสัญญา อย่างไรก็ตามแม้การบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการฉบับที่ 1 จะมีผลบังคับได้ทันทีก็ตาม แต่ข้อ 19 (เอ) ของสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 1 ซึ่งว่าด้วยพันธะหลังจากการบอกเลิกสัญญาก็ไม่อาจใช้บังคับได้ทันทีเพราะขัดกับการที่ผู้คัดค้าน (โจทก์) ยังมีสิทธิได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและบริการตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 2 โดยชอบอยู่ตามทรรศนะของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไทย เมื่อเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสัญญาฉบับที่ 2 มิอาจอยู่ได้โดยตนเองเพราะต้องใช้กับสิ่งประกอบ...ซึ่งข้อ 19 (เอ) ของสัญญาฉบับที่ 1 กำหนดให้รื้อถอนทันทีที่มีการบอกเลิกสัญญา ดังนั้นคำสั่งของอนุญาโตตุลาการย่อมมีผลทำให้การระงับการใช้เครื่องหมายการค้าและบริการตามสัญญาฉบับที่ 2 ซึ่งยังได้รับการรับรองจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่หรือเป็นการลบล้างคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไทยและหมิ่นเหม่ต่อการบ่อนทำลายอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ซึ่งจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแสดงให้เห็นว่า อนุญาโตตุลาการเห็นว่า สัญญาอนุญาตให้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 1 สิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้อนุญาตแล้ว ส่วนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 2 นั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิโดยชอบในการบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่เนื่องจากมีการนำไปจดทะเบียนและยังไม่ได้รับการเพิกถอนจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า อนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาเลิกกันแล้ว เนื่องจากจะกระทบกระเทือนถึงอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งจากคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าแสดงได้ว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ได้สิ้นสุดลงแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 72 ดังนั้นคำชี้ขาดของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่วินิจฉัยว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงนั้น เป็นคำวินิจฉัยโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 74 วรรคสาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 72 ม. 73 วรรคหนึ่ง ม. 74 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทคัลเลอร์ คอนวีเนียนซ์ คลับ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนพดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4097/2558
#585453
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อ้างในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ลงมติออกเสียงในที่ประชุมลำพัง ซึ่งไม่ถูกต้องตรงตามกับความจริง เท่ากับโจทก์โต้แย้งว่ามติของที่ประชุมไม่ชอบ โจทก์ในฐานะสมาชิกของสมาคมย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ในคราวนั้นได้ ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 100 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวเกินหนึ่งเดือน มติที่ประชุมใหญ่จึงมีผลใช้บังคับหาเสียไปไม่ และการที่จำเลยทั้งห้าร่วมประชุมและลงมติในการประชุมดังกล่าวจึงมิได้เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้เงินจำนวน 160,819,497.59 บาท แก่สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในเบื้องต้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์อ้างในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ลงมติออกเสียงในที่ประชุมลำพังจึงไม่ถูกต้องตรงกับความจริง เพราะในวันดังกล่าวยังมีกรรมการคนอื่นเข้าประชุมและบางคนไม่เข้าประชุมแต่ก็ได้มอบอำนาจให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทน ข้ออ้างดังกล่าวจึงเท่ากับว่าโจทก์โต้แย้งว่ามติของที่ประชุมในวันดังกล่าวที่ให้โอนเงินตามฟ้องให้จำเลยที่ 6 ไม่ชอบ โจทก์ในฐานะสมาชิกของสมาคมย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ในคราวนั้นได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 100 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าววันที่ 24 พฤษภาคม 2553 จึงเกินหนึ่งเดือนนับแต่วันที่มีการประชุมครั้งที่ 1 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 และครั้งที่ 2 วันที่ 22 ตุลาคม 2551 มติที่ประชุมใหญ่จึงมีผลใช้บังคับหาเสียไปไม่ จำเลยทั้งห้าร่วมประชุมและลงมติในการประชุมดังกล่าวจึงมิได้เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นต่อไป ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 100 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยจิวเวลรี่ แมนูแฟคเจอร์เรอร์ จำกัด
จำเลย — นายวิชัย อัศรัสกร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชวลิต ชัยโชดก
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4083/2558
#584781
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อย่างเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) คือ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ซึ่งผู้ร้องก็ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์หลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 10576 ไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12/2542 ของศาลจังหวัดชลบุรี อันเป็นไปตามความประสงค์ในคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้แล้ว การที่ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอสละหลักทรัพย์คือที่ดินแปลงดังกล่าวก็เป็นเพราะที่ดินมีสภาพเป็นถนน ประกาศขายทอดตลาดหลายครั้งแต่ขายทอดตลาดไม่ได้ เห็นได้ถึงความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ร้องว่าต้องการที่จะไม่ดำเนินการกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ซึ่งก็หมายถึงถอนการยึดทรัพย์หลักประกันนั่นเอง ประกอบกับที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาแล้วเห็นว่าการจะรวบรวมที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วนำออกขายทอดตลาดย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่กองทรัพย์สิน มีแต่จะก่อภาระแก่กองทรัพย์สินจึงไม่ประสงค์จะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว กล่าวคือบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 145 (1) และ (3) โดยการสละสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ร้องย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี หาใช่เป็นภาระของกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสละหลักประกัน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 10576 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งผู้ร้องได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12/2542 ของศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ประสงค์จะดำเนินการกับที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย วันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านโดยเห็นว่าผู้ร้องมิได้ขอถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ผู้คัดค้านยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา 3 คดี เป็นเงิน 31,732,970.31 บาท อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) โดยมีหลักประกัน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 215, 2498, 28778, 29195 ถึง 29201, 36348 ถึง 36355 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 10576 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวน 17,031,509.76 บาท อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96 (3) ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 10576 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12/2542 ของศาลจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสละหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 10576 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตามสำเนาคำร้องขอสละหลักประกัน ผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีเจ้าหนี้มาประชุม 2 ราย จากเจ้าหนี้ 3 ราย ที่ประชุมพิจารณาแล้วไม่มีเจ้าหนี้รายใดเต็มใจที่จะดำเนินการกับที่ดินแปลงดังกล่าว ให้ผู้คัดค้านงดดำเนินการกับที่ดินแปลงที่ยึดไว้นั้น และแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินแปลงข้างต้น โดยให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ตามสำเนารายงานนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีในคดีแพ่ง วันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของผู้คัดค้าน โดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องมิได้ถอนการยึดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่เป็นผู้คัดค้านแจ้งถอนการยึดเอง ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง ตามสำเนาคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของ จำเลยที่ 1 อย่างเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) คือ ขอให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ซึ่งผู้ร้องก็ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์หลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 10576 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 12/2542 ของศาลจังหวัดชลบุรี อันเป็นไปตามความประสงค์ในคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้แล้ว การที่ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอสละหลักทรัพย์คือที่ดินแปลงดังกล่าวก็เป็นเพราะที่ดินมีสภาพเป็นถนน ประกาศขายทอดตลาดหลายครั้งแต่ขายทอดตลาดไม่ได้ เห็นได้ถึงความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ร้องว่าต้องการที่จะไม่ดำเนินการกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ซึ่งก็หมายถึงถอนการยึดทรัพย์หลักประกันนั่นเอง ประกอบกับที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาแล้วเห็นว่าการจะรวบรวมที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วนำออกขายทอดตลาดย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่กองทรัพย์สิน มีแต่จะก่อภาระแก่กองทรัพย์สินจึงไม่ประสงค์จะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว กล่าวคือบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 145 (1) และ (3) โดยการสละสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ร้องย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี หาใช่เป็นภาระของกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3) ม. 145 (1) ม. 145 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายบุญส่งหรือบุญสม ขันติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประธาน ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4075/2558
#579639
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ลงลายมือในเอกสารโดยรู้อยู่แล้วว่าข้อความในเอกสารมีความหมายเช่นไร เมื่อข้อความในเอกสารมีข้อความชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ขอสละสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงหาอาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้ไม่ จำเลยที่ 2 แม้จะเป็นผู้รับประกันภัยในรถจักรยานยนต์ที่บุตรของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ได้ทำบันทึกขอสละสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ จ. ผู้ละเมิด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 หรือ จ. โจทก์ที่ 1 จึงหามีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 182,138.13 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 166,253 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 56,683.65 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 51,740 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 39,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง และได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายณัฐพงษ์ ผู้ตาย จำเลยที่ 1 รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บจ 8408 น่าน จากนายปรีชา จำเลยที่ 2 รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กพล น่าน 398 จากนายแหลมทอง เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2554 ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กพล น่าน 398 มีโจทก์ที่ 2 นั่งซ้อนท้ายมา เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บจ 8408 น่าน ที่มีนางสาวใจกานต์ เป็นผู้ขับโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัส วันเกิดเหตุยังอยู่ในระหว่างอายุกรมธรรม์ของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั้งสองคัน เบื้องต้นจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าเสียหายอันเป็นค่ารักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิตและค่าปลงศพของผู้ตายกับค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นในส่วนนี้แก่โจทก์ที่ 1 และโรงพยาบาลในนามของโจทก์ทั้งสองแล้ว ในระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 โจทก์ที่ 1 นางละอองดาว มารดาโจทก์ที่ 2 และนางสาวใจกานต์ ได้ตกลงทำบันทึกโดยนางสาวใจกานต์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 270,000 บาท และต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.3 เรื่องขอสละสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเหตุเฉี่ยวชนกันครั้งนี้เกิดจากความประมาทของนางสาวใจกานต์ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บจ 8408 น่าน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 เพียงว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า บันทึกตกลงความชดใช้ค่าเสียหาย ค่าปลงศพ เป็นบันทึกที่คู่กรณีมีเจตนาระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปด้วยการยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและมีผลในการเรียกร้องในมูลละเมิดที่คู่กรณีตกลงกันเป็นอันระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และ 852 นอกจากนี้การที่โจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในเอกสาร ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ขอสละสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 แม้โจทก์ที่ 1 จะอ้างว่า เหตุที่ลงลายมือชื่อเพราะนางสาวเนาวรัตน์พี่สาวของนางสาวใจกานต์และนายนนทพัทธ์ เป็นผู้นำเอกสารดังกล่าวมาให้ลงลายมือชื่อโดยโจทก์ที่ 1 ไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารและยังได้มอบสำเนาใบมรณบัตรบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านให้นางสาวเนาวรัตน์ไป เห็นว่า โจทก์ที่ 1 สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ ทั้งข้อความในเอกสารก็เป็นข้อความที่มิได้ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งเนื้อหาก็สอดคล้องกับบันทึกตกลงความชดใช้ค่าเสียหาย ค่าปลงศพ กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 พึงพอใจในค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากนางสาวใจกานต์แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยรู้อยู่แล้วว่าข้อความในเอกสารมีความหมายเช่นไร เมื่อข้อความในเอกสารมีข้อความชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ขอสละสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงหาอาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้ไม่ สำหรับในส่วนของจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นผู้รับประกันภัยในรถจักรยานยนต์ที่บุตรของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ได้ทำบันทึกขอสละสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางสาวใจกานต์ผู้ทำละเมิด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 หรือนางสาวใจกานต์ โจทก์ที่ 1 จึงหามีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพิน สมเผ่าหรือสมฤทธิ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นางสาวไพพร อัมพรกลิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2558
#627410
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และ ช. ได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทมา ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ เป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 บัญญัติว่า สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้ (5) ให้โดยเสน่หา และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ กฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมในการจัดการสินสมรสที่คู่สมรสทำไปโดยลำพังนั้น เป็นโมฆะหรือโมฆียะ บัญญัติแต่เพียงว่านิติกรรมนั้นอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหลังเท่านั้น เมื่อศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้เพิกถอน นิติกรรมการให้ที่ดินโดยเสน่หาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมสมบูรณ์ โจทก์ไม่จำต้องบอกล้างโมฆียะกรรมแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์จึงเป็นสินสมรส อำนาจในการจัดการสินสมรสดังกล่าว จำเลยที่ 1 และโจทก์จึงต้องจัดการร่วมกัน การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 22375 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวาหรือบางคอแหลม (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2505 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลง ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22375 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวาหรือบางคอแหลม (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการให้ที่ดินเฉพาะส่วนแก่จำเลยที่ 2 หรือบุคคลใด ๆ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 22375 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2505 และยังมิได้มีการจดทะเบียนหย่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2515 จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลง ซื้อที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 3224 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบ้านทวาย (บางรัก) นครหลวง กรุงเทพธนบุรี พร้อมอาคารพาณิชย์ประมาณ 30 ห้อง จากผู้จัดการมรดกพระยาศรีวิกรมาทิตย์ แล้วนำมาแบ่งแยกที่ดินขายพร้อมอาคารพาณิชย์ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 22375 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3224 มีสภาพเป็นทางตัน ซึ่งผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีจำเลยที่ 1 กับเรือเอกเชลงเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2515 ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อสองขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอน การจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินพิพาทได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การจดทะเบียนให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 นั้น เป็นการกระทำโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน มิใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกับนางกุ่ยม่วย มารดาจำเลยที่ 2 ที่ได้ทำงานเป็นนายหน้าชี้ช่องให้จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงไปซื้อที่ดินแปลงใหญ่รวมทั้งแปลงพิพาทจากบุตรพระยาศรีวิกรมาทิตย์โดยตกลงว่าจะให้ที่ดินเป็นการตอบแทน เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างของจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวอย่างเลื่อนลอย ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงให้มารดาจำเลยที่ 2 พาไปซื้อที่ดินจากบุตรพระยาศรีวิกรมาทิตย์ และตกลงว่าจะให้ค่านายหน้าเป็นที่ดินบางส่วนที่ทั้งสองคนจะซื้อจากบุตรพระยาศรีวิกรมาทิตย์ และต่อมาได้มีการตกลงซื้อ นั้น เห็นว่า เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกพระยาศรีวิกรมาทิตย์ทำนิติกรรมตกลงยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด และจำเลยที่ 1 กับเรือเอกเชลงเข้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ 3224 ตำบลวัดพระยาไกร อำเภอยานนาวา นครหลวงกรุงเทพธนบุรี โดยมีค่าตอบแทน ทำนิติกรรมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2515 จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงได้ทำบันทึกไว้ว่า จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงขอยืนยันว่าในการทำนิติกรรมรายทั้งสองคนได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง มีการตกลงกันมาอย่างแน่นอนแล้วที่จะทำนิติกรรมสัญญาและขอจดทะเบียน หากเกิดการผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของที่ดินหรือผิดความประสงค์ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบตัวเอง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงระบุไว้ที่ใดเลยว่าการทำนิติกรรม มีมารดาจำเลยที่ 2 หรือตัวจำเลยที่ 2 เป็นนายหน้าชี้ช่องแต่อย่างใด และหากมีข้อตกลงหรือสัญญาว่าจะยกที่ดินที่พิพาทให้จำเลยที่ 2 ตามข้ออ้างจริง จำเลยที่ 2 ก็น่าจะต้องรีบติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยเร็ว ไม่ใช่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานถึง 35 ปี จนถึงปี 2550 จำเลยที่ 2 จึงค่อยนำเอา หนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา นอกจากนี้คู่สัญญายังได้ตีราคาที่ดินที่ยกให้โดยเสน่หา เป็นเงิน 4,800,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าราคาที่ดินที่จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงซื้อมาจากผู้จัดการมรดกของพระยาศรีวิกรมาทิตย์มาก โดยจำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงจดทะเบียนเข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมจำนวน 607 ส่วน ใน 1158 ส่วน หรือ 1 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา ตกลงให้ค่าตอบแทน 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่กว่าที่ดินที่พิพาท ซึ่งมีเนื้อที่ 81 เศษ 2 ส่วน 10 ตารางวา ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ตกลงยกที่ดินพิพาทตามฟ้องราคา 4,800,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาเป็นการตอบแทนที่มารดาจำเลยที่ 2 ชี้ช่องให้จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงซื้อที่ดินจากผู้จัดการมรดกพระยาศรีวิกรมาทิตย์ในราคา 3,000,000 บาท เมื่อ 35 ปี ที่แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เชื่อว่าจำเลยที่ 2 นำเอาหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ยังไม่บอกล้างโมฆียะกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 178 แต่อย่างใด ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และเรือเอกเชลงได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2515 ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ เป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 บัญญัติว่า สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้ (5) ให้โดยเสน่หา และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ กฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมในการจัดการสินสมรสที่คู่สมรสทำไปโดยลำพังนั้น เป็นโมฆะหรือโมฆียะ บัญญัติแต่เพียงว่านิติกรรมนั้นอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหลังเท่านั้น เมื่อศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้เพิกถอน นิติกรรมการให้ที่ดินโดยเสน่หาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมสมบูรณ์ โจทก์ไม่จำต้องบอกล้างโมฆียะกรรมแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์จึงเป็นสินสมรส อำนาจในการจัดการสินสมรสดังกล่าว จำเลยที่ 1 และโจทก์จึงต้องจัดการร่วมกัน การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 22375 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุพา จินดาประดิษฐ์
จำเลย — นายประยูร จินดาประดิษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4061/2558
#627408
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องเป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 7/170 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ทำหนังสือยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องทั้งหมดตามโฉนดที่ดินเลขที่ 21664 พร้อมตึกแถวสามชั้นเลขที่ 7/170 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนี้เมื่อตึกแถว 3 ชั้น เลขที่ 7/170 ยังปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ตึกแถวเลขที่ 7/170 ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 การที่ผู้ร้องจะก่อตั้งกรรมสิทธิ์ในตึกแถวเลขที่ 7/170 แยกออกต่างหากจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 จะทำได้ก็โดยการก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 เมื่อผู้ร้องไม่เคยจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้สมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่มีผลทำให้ตึกแถวเลขที่ 7/170 นั้นมิใช่เป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ 7/170 แยกต่างหากจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 พร้อมตึกแถวเลขที่ 7/170 ออกขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน จำนวน 13,108,843.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 13,000,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศโจทก์ และดอกเบี้ยของต้นเงิน 108,843.64 บาท ในอัตราดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีส่วนที่เกินวงเงิน ตามที่โจทก์ประกาศกำหนด นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยในอัตราดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2544 ให้รับผิดในอัตรา เอ็ม.แอล.อาร์ ตามโจทก์ขอ และให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2541 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 31 สิงหาคม 2541 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 จำนวน 15,000 บาท และวันที่ 17 มีนาคม 2542 จำนวน 15,000 บาท มาหักชำระหนี้ โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อนหลังจากนั้นให้หักชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 บังคับชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วนแต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 7/170 ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าตึกแถวเลขที่ 7/170 เป็นส่วนควบกับที่ดินโฉนดเลขที่21664 หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องเป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 7/170 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 พร้อมตึกแถวเลขที่ 7/170 ออกขายทอดตลาด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 7/170 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ทำหนังสือยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องทั้งหมดตามโฉนดที่ดินเลขที่ 21664 พร้อมตึกแถวสามชั้นเลขที่ 7/170 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วน ดังนี้เมื่อตึกแถว 3 ชั้น เลขที่ 7/170 ยังปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ตึกแถวเลขที่ 7/170 ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 การที่ผู้ร้องจะก่อตั้งกรรมสิทธิ์ในตึกแถวเลขที่ 7/170 แยกออกต่างหากจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 จะทำได้ก็โดยการก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 เมื่อผู้ร้องไม่เคยจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้สมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่มีผลทำให้ตึกแถวเลขที่ 7/170 นั้นมิใช่เป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ 7/170 แยกต่างหากจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21664 พร้อมตึกแถวเลขที่ 7/170 ออกขายทอดตลาดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 1299 ม. 1410
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายอนันตชัย จันทรกลกิจ
จำเลย — นายดำรงศักดิ์ จันทรกลกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4037/2558
#579649
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงที่ระบุไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความสรุปว่า ความเสียหายของรถยนต์พิพาทนั้น พ. ผู้ครอบครองรถยนต์จะใช้สิทธิการซ่อมตามประกันภัยของตน ส่วนความเสียหายจากเหตุประมาทได้เรียกร้องจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ พ. แล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่ายจำเลยที่ 1 แสดงว่า พ. ผู้ครอบครองรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ประสงค์ที่จะให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมตามสัญญาประกันภัย ส่วนความเสียหายจากเหตุประมาทที่เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาทนั้น เป็นกรณีที่ พ. เรียกร้องค่าเสียหายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถยนต์ ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวไม่ทำให้สิทธิในการเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลงอันเป็นการระงับข้อพิพาทตามลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์พิพาท โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 109,360.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 104,776.15 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 104,776.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,584 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผจ 0260 นครราชสีมา คันเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองและเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนสรรพสิทธิ์ จากสามแยกหน้าเรือนจำ จังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าไปทางสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ด้วยความประมาทโดยขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถควบคุมบังคับรถยนต์ได้เป็นเหตุให้ชนรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌป 7852 กรุงเทพมหานคร ที่นายพิเชษฐ์ ขับไปจอดไว้หน้าบ้านพักผู้อำนวยการเรือนจำจังหวัดนครราชสีมาซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดโตโยต้าโคราช 1988 เสียค่าแรงและค่าอะไหล่เป็นเงิน 104,776.15 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งทำให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายพิเชษฐ์ ตัวแทนเจ้าของรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ระงับไปอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ละเมิดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อความที่ระบุไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีแล้ว มีข้อความสรุปได้ว่า ส่วนความเสียหายของรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌป 7852 กรุงเทพมหานครนั้น นายพิเชษฐ์ผู้ครอบครองรถยนต์จะใช้สิทธิการซ่อมตามประกันภัยของตน ส่วนความเสียหายจากเหตุดังกล่าวได้เรียกร้องนายปัตทวี เป็นเงินทั้งสิ้น 15,000 บาท ซึ่งนายปัตทวีได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์แล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่ายนายปัตทวี จากข้อความดังกล่าวแสดงว่านายพิเชษฐ์ ผู้ครอบครองรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ประสงค์ที่จะให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมตามสัญญาประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์ได้ทำไว้กับโจทก์ ส่วนความเสียหายจากเหตุดังกล่าวได้เรียกร้องจากนายปัตทวีเป็นเงินทั้งสิ้น 15,000 บาท ซึ่งนายปัตทวีได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์แล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่ายนายปัตทวี นั้น เป็นกรณีที่นายพิเชษฐ์เรียกร้องค่าเสียหายอื่นๆ นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถยนต์ ที่นายพิเชษฐ์จะพึงได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่างๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างนายพิเชษฐ์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ไม่ทำให้สิทธิในการเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง ข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์

อันเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ชดใช้ไปได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายปัตทวี เกยพุดซา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายยุทธเสน ทองเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4037/2558
#636269
เปิดฉบับเต็ม

รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความสรุปได้ว่า ส่วนความเสียหายของรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌป 7852 กรุงเทพมหานครนั้น พ.ผู้ครอบครองรถยนต์จะใช้สิทธิการซ่อมตามประกันภัยของตน ส่วนความเสียหายจากเหตุดังกล่าวได้เรียกร้อง ป. (จำเลยที่ 1) เป็นเงินทั้งสิ้น 15,000 บาท ซึ่ง ป. ได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ พ. แล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่าย ป. จากข้อความดังกล่าวแสดงว่า พ. ผู้ครอบครองรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ประสงค์ที่จะให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมตามสัญญาประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์ได้ทำไว้กับโจทก์ ส่วนความเสียหายจากเหตุดังกล่าวได้เรียกร้องจาก ป. เป็นเงินทั้งสิ้น 15,000 บาท ซึ่ง ป. ได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ พ. แล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่าย ป. นั้น เป็นกรณีที่ พ. เรียกร้องค่าเสียหายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถยนต์ที่ พ. จะพึงได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ข้อตกลงระหว่าง พ. กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ไม่ทำให้สิทธิในการเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง ข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์ อันเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ชดใช้ไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 109,360.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 104,776.15 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 104,776.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,584 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผจ 0260 นครราชสีมา คันเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองและเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนสรรพสิทธิ์ จากสามแยกหน้าเรือนจำจังหวัดนครราชสีมามุ่งหน้าไปทางสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ด้วยความประมาทโดยขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถควบคุมบังคับรถยนต์ได้เป็นเหตุให้ชนรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌป 7852 กรุงเทพมหานคร ที่นายพิเชษฐ์ ขับไปจอดไว้หน้าบ้านพักผู้อำนวยการเรือนจำจังหวัดนครราชสีมาซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดโตโยต้าโคราช 1988 เสียค่าแรงและค่าอะไหล่เป็นเงิน 104,776.15 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งทำให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายพิเชษฐ์ ตัวแทนเจ้าของรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ระงับไป อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ละเมิดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อความที่ระบุไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีแล้ว มีข้อความสรุปได้ว่า ส่วนความเสียหายของรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌป 7852 กรุงเทพมหานคร นั้น นายพิเชษฐ์ผู้ครอบครองรถยนต์จะใช้สิทธิการซ่อมตามประกันภัยของตน ส่วนความเสียหายจากเหตุดังกล่าวได้เรียกร้องนายปัตทวี เป็นเงินทั้งสิ้น 15,000 บาท ซึ่งนายปัตทวีได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์แล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่ายนายปัตทวีฯ จากข้อความดังกล่าวแสดงว่านายพิเชษฐ์ ผู้ครอบครองรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ประสงค์ที่จะให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมตามสัญญาประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์ได้ทำไว้กับโจทก์ ส่วนความเสียหายจากเหตุดังกล่าวได้เรียกร้องจากนายปัตทวีเป็นเงินทั้งสิ้น 15,000 บาท ซึ่งนายปัตทวีได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์แล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่ายนายปัตทวี นั้น เป็นกรณีที่นายพิเชษฐ์เรียกร้องค่าเสียหายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถยนต์ ที่นายพิเชษฐ์จะพึงได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่างๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างนายพิเชษฐ์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ไม่ทำให้สิทธิในการเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง ข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์ อันเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ชดใช้ไปได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผจ 0260 นครราชสีมา ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ไปขับ หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้เรียกจำเลยทั้งสองไปเจรจาเรื่องค่าเสียหายที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดว่าเป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ตามบันทึกยอมรับผิด โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปฝากขายที่เต็นท์รถ ชื่อ "นัทรถบ้าน" เจ้าของเต็นท์เป็นกำนันตำบลดอนหวายมีความสนิทสนมกับจำเลยที่ 2 หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากเต็นท์รถว่าจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ไปขับจนเกิดเหตุอุบัติเหตุ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ไปที่สถานีตำรวจและเห็นจำเลยที่ 1 เจรจาเรื่องค่าเสียหายกับเจ้าของรถยนต์ที่ได้รับอุบัติเหตุ จำเลยที่ 2 ร่วมรับฟังการเจรจาด้วย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อยอมรับผิดในบันทึก จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และไม่ได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ในเรื่องนี้หลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน หากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ตนเองนำสืบมาจริง เหตุใดจำเลยที่ 2 ไม่ยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ตนเองกล่าวอ้างต่อพนักงานสอบสวน และหลังจากวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 ที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกยอมรับผิดว่าเป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกดังกล่าวแล้ว ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2552 ในวันที่จำเลยที่ 1 ตกลงค่าเสียหายกับนายพิเชษฐ์และเจ้าของรถยนต์อีกคันหนึ่งที่ถูกเฉี่ยวชนด้วยตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จำเลยที่ 2 ก็ไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาด้วยและอยู่ในขณะที่มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหายกัน หากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ตามที่กล่าวอ้างก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาในวันที่มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหายและอยู่ร่วมด้วยในขณะที่มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหายอีก ทั้ง ๆ ที่บันทึกยอมรับผิดและรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ต่างทำขึ้นที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาและทำขึ้นคนละวันกันห่างกันประมาณ 1 เดือน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีความเกี่ยวพันกับจำเลยที่ 1 จึงติดตามจำเลยที่ 1 ไปที่สถานีตำรวจทั้งสองครั้ง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำเจ้าของเต็นท์รถมานำสืบตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 880
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายปัตทวี เกยพุดซา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4022/2558
#632597
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จึงไม่อาจถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคแรก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ให้จำเลยคืนเงิน 885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1443/2554 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยคืนเงิน 885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์มีคำขอนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1443/2554 นั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบความแล้ว เนื่องจากโจทก์ถอนฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอนับโทษต่อเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ยกคำร้องในส่วนแพ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ถอนฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จึงไม่อาจถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคแรก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยชักชวนประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ให้เข้าร่วมลงทุนของวิสาหกิจชุมชนและองค์กรเกษตรสกลนครว่า หากผู้เข้าร่วมลงทุนสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบจะได้กู้ยืมเงินจำนวน 10 เท่าของเงินค่าหุ้นสมทบและได้รับการกู้ยืมเงินระยะยาวโดยไม่มีดอกเบี้ย และชักชวนโจทก์กับประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาซื้อขายหุ้นสมทบหรือเพิ่มเงินค่าหุ้นสมทบโดยให้นำเงินมาชำระให้จำเลยหรือให้นำเงินโอนเข้าบัญชีของธนาคาร โดยแจ้งว่าถ้าจ่ายให้จำเลยแล้วจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปโอนเข้าบัญชีโดยให้ถือว่าโจทก์ได้สมัครเป็นสมาชิกของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนและองค์กรเกษตรสกลนครโดยทันที อันเป็นข้อความที่เป็นเท็จ สภาพของความผิดที่จำเลยได้กระทำไปเป็นที่เห็นได้ว่าผู้กระทำผิดต้องเห็นได้ล่วงหน้าว่าเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนเป็นทวีคูณแก่โจทก์และประชาชน ทั้งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่สุจริต อาศัยโอกาสจากการที่ผู้ที่เดือดร้อนต้องใช้เงินมาเป็นช่องทางให้กระทำสำเร็จได้เช่นนี้ ทั้งการกระทำของจำเลยกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือเคยให้การช่วยเหลือสังคม หรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์แล้ว หรือมีเหตุอื่น ๆ ตามที่อ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุเพียงพอ ที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 35 วรรคแรก ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิทยา ภูผิวโคก
จำเลย — นายทศพลหรือเวช หาไชย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3995/2558
#585097
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเครื่องหมายมีลักษณะคล้ายกันหลายประการ คือ จำเลยใช้เลขอารบิคเช่นเดียวกัน การวางตำแหน่งเลข 9 วางอยู่ด้านหน้าอักษรโรมัน M และติดกับอักษรโรมัน M และจำเลยใช้อักษรโรมัน M เช่นเดียวกันกับของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเครื่องหมายจึงมีสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นเช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวนอกจากมีคำว่า 9M และมีลวดลายประดิษฐ์ก็ตาม แต่ส่วนแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดมิใช่ส่วนสาระสำคัญ และแม้สาธารณชนอาจไม่สับสนว่า 9M เป็น 3M เพราะเสียงเรียกขานต่างกัน แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเครื่องหมายที่ใช้เลขอารบิค อยู่ด้านหน้า M เหมือนกับของโจทก์ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนได้ว่า เครื่องหมายการค้า 9M เป็นเครื่องหมายอีกเครื่องหมายของโจทก์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ในทางใดทางหนึ่ง

โจทก์ใช้โฆษณาและจำหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า 3M อย่างแพร่หลายทั่วโลกจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดีและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) และเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเครื่องหมายยังเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13

จำเลยเคยผลิตและเคยจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้า 9M แม้กล่องสินค้าของจำเลยไม่ได้พิมพ์ชื่อโจทก์หรืออ้างถึงความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับโจทก์ แต่การใช้เครื่องหมายการค้า 9M ย่อมทำให้เกิดความสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ โดยผู้พบเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวบนกล่องสินค้าของจำเลยอาจเข้าใจไปได้ว่า จำเลยมีความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับโจทก์ได้ อันถือเป็นละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตลอดชื่อทางการค้าของโจทก์แล้วย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในช่วงที่จำเลยผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 644373 และ 706518 และถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 692681, 692684, 692682, 706519, 692683 และ 644808 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามจำเลยใช้ ยื่นคำขอจดทะเบียน หรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดๆ กับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวรวมตลอดทั้งเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า 3M ของโจทก์ ให้จำเลยยุติการใช้เครื่องหมายการค้า 9M และเครื่องหมายการค้า 9 เอ็ม ตามรูปลักษณะและกับสินค้าต่าง ๆ ตามคำฟ้อง และห้ามการใช้ โฆษณา หรือทำให้ปรากฏซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า 3 M ของโจทก์ ไม่ว่ากับสินค้าใดๆ และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะยุติการกระทำละเมิด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้า กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการคำว่า 3M ซึ่งใช้กับกิจการค้าและสินค้าหลายประเภทรวมประมาณ 50,000 ชนิด โจทก์ใช้ โฆษณา และจำหน่ายสินค้าของโจทก์ใน 189 ประเทศ โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า 3M ไว้ประมาณ 150 ประเทศ เป็นจำนวนมากกว่า 2,000 ทะเบียน โจทก์จดทะเบียนและยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า 3M ในประเทศไทยไว้กว่า 60 คำขอ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า หน้ากากป้องกันสารเคมี โจทก์ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากนั้นจำเลยยังยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวก 9 และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวก 3, 5, 7, 17, 25 เครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวก 25 ซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และ ของจำเลยตามฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือ 3M ประกอบด้วยเลขอารบิค 3 อยู่ด้านหน้าอักษรโรมัน M โดยเขียนเลขอารบิคและ M เชื่อมติดต่อเป็นส่วนเดียวกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยคือ และ เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยแล้วจะเห็นได้ว่า เครื่องหมายทั้งสองมีลักษณะคล้ายกันหลายประการ ประการแรก จำเลยใช้เลขอารบิคเช่นเดียวกัน ประการที่สอง การวางตำแหน่งเลข 9 วางอยู่ด้านหน้าอักษรโรมัน M ประการที่สาม จำเลยวางเลข 9 ติดกับอักษรโรมัน M ประการที่สี่ จำเลยใช้อักษรโรมัน M เช่นเดียวกับของโจทก์ เห็นว่า ส่วนแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดมิใช่ส่วนต่างในสาระสำคัญ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า เสียงเรียกขานก็แตกต่างกัน ของจำเลยเรียกว่า "เก้าเอ็ม" แต่ของโจทก์เรียกว่า "สามเอ็ม" เห็นว่า แม้สาธารณชนอาจไม่สับสนว่า 9M เป็น 3M แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ใช้เลขอารบิคอยู่ด้านหน้า M เหมือนกับของโจทก์ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนได้ว่า เครื่องหมายการค้า 9M เป็นเครื่องหมายอีกเครื่องหมายหนึ่งของโจทก์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ในทางใดทางหนึ่ง (Likelihood of Association)

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในอนาคตให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยเคยผลิตและจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้า แม้กล่องสินค้าของจำเลยจะไม่ได้พิมพ์ชื่อโจทก์หรืออ้างถึงความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับโจทก์ แต่การใช้เครื่องหมายการค้า ย่อมทำให้เกิดความสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ โดยผู้ที่พบเห็นเครื่องหมายการค้าตามรูป บนกล่องสินค้าของจำเลยอาจเข้าใจไปได้ว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับโจทก์ได้ อันถือเป็นละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตลอดจนชื่อทางการค้าของโจทก์แล้ว ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในช่วงที่จำเลยผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการขอถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เลขที่ 644373 และเลขที่ 706518 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาศาลฎีกานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 292689 เลขที่ ค 292690 เลขที่ ค 294539 เลขที่ ค 303970 เลขที่ ค 298106 และเลขที่ ค 271154 และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง 30,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — 3 เอ็ม คัมปะนี
จำเลย — บริษัทผาทอง เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983/2558
#585459
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้าง หรือตัวแทน หรือผู้ถูกจ้างวานใช้ของจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยในขณะกระทำการในทางที่จ้างให้จำเลยที่ 2 หรือกระทำการตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้กระทำการแทน และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งกระทำการตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าตนเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขับรถยนต์ไปตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมายให้กระทำ และถือเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบในข้อนี้ เช่นนี้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาท จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์คู่กรณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 174,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 174,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนายจ้างหรือตัวการซึ่งมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนกระทำการตามที่มอบหมายต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 3847 ปราจีนบุรี จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้าง หรือตัวแทน หรือผู้ถูกจ้างวานใช้ของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ปท 8906 กรุงเทพมหานคร โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยในขณะกระทำการในทางที่จ้างให้จำเลยที่ 2 หรือกระทำการตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายให้กระทำการแทน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 174,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยมิได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งกระทำการตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการมอบหมายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ปท 8906 กรุงเทพมหานคร ไปตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบในข้อนี้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 3847 ปราจีนบุรี ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายทั้งคัน จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 174,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง การสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 นั้น ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์หรือฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับยังไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวน 174,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 427
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวิรัช ทองมาเอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายพยนต์ ฉุยฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3982/2558
#583696
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทพร้อมบ้านพักซึ่งปลูกบนที่ดินโดยซื้อมาจากจำเลยร่วมทั้งสาม จำเลยเข้าไปอยู่อาศัยในที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยซื้อที่พิพาทพร้อมบ้านพักจากจำเลยร่วมทั้งสามขณะที่พิพาทเป็นเพียงที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และเข้าครอบครองที่พิพาทแล้ว แต่จำเลยร่วมทั้งสามไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลย กลับจำนองและขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดยโจทก์รับซื้อไว้โดยไม่สุจริต ขอให้บังคับโจทก์โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่จำเลย คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่พิพาทและบ้านพักเป็นของโจทก์หรือจำเลย และมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทจากจำเลยร่วมทั้งสามโดยสุจริตหรือไม่ ไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยร่วมทั้งสามคบคิดกันโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ที่จะเรียกจำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะไม่ใช่เรื่องที่จำเลยหรือจำเลยร่วมอาจใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยกันได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกให้จำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาในคดีรวมทั้งมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเหล่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดำเนินคดีสำหรับจำเลยและจำเลยร่วมจนเสร็จสิ้นกระแสความ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปัญหาว่าจำเลยร่วมทั้งสามต้องรับผิดต่อจำเลยเพียงใดจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่สมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ไม่ได้ระบุให้แน่ชัดว่าค่าฤชาธรรมเนียมชั้นใดให้เป็นพับ แต่กลับพิพากษาให้จำเลยร่วมทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ทั้งที่โจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามไม่ได้พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์แม้จำเลยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลในนามของจำเลย ทั้งไม่ได้วินิจฉัยถึงค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามในศาลชั้นต้นว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผิดซึ่งเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 70,000 บาท แก่โจทก์และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสิริพร นางสาวบุษบาหรืออลิสาและนายเกษมหรือ นนทโชค เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกนางสิริพร นางสาวบุษบาและนายเกษมว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 192/61 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จากโจทก์ แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 192/61 ให้แก่จำเลย หากโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถโอนที่ดินและบ้านพักให้แก่จำเลยได้ ให้โจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่จำเลย 1,140,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 192/61 มาโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมทั้งสามให้การและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 380,000 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่จำเลยร่วมทั้งสามนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสามว่า จำเลยไม่เคยผิดสัญญาที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักกับจำเลย จำเลยร่วมทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 192/61 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 เลขที่ดิน 437 และที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 21,000 บาทและค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป ให้จำเลยร่วมที่ 3 ชำระเงินแก่จำเลย 920,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 17 มกราคม 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้จำเลยร่วมที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งสำหรับจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองและโอนชำระหนี้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กลับมาเป็นชื่อจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ถือสิทธิการครอบครอง และจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และให้จำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 และผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 154149 ถ้าจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ให้จำเลยได้ เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเป็นการพ้นวิสัย ให้จำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,140,000 บาท คืนจำเลย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยฟ้องแย้ง (วันที่ 17 มกราคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยร่วมทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และบ้านเลขที่ 192/61 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว กับที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักมาจากจำเลยร่วมทั้งสาม จำเลยเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินนั้นโดยไม่มีสิทธิเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่พิพาททั้งสองแปลงและบ้านพักเป็นของจำเลย ขอให้บังคับโจทก์ให้โอนที่พิพาททั้งสองแปลงและบ้านพักให้แก่จำเลย หากไม่สามารถโอนคืนได้ก็ให้โจทก์ชำระราคาที่ดินและบ้านพักให้แก่จำเลยจนครบจำนวน คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่พิพาททั้งสองแปลงและบ้านพักเป็นของโจทก์หรือจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักจากจำเลยร่วมทั้งสาม ขณะนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดิน เป็นเพียงที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระราคาที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักให้แก่จำเลยร่วมทั้งสามครบถ้วนแล้ว ทั้งเข้าครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงเพื่อตนตลอดมา แต่จำเลยร่วมทั้งสามไม่จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลย กลับจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่โจทก์และขายให้โจทก์โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ จำเลยอ้างว่าโจทก์รับซื้อไว้โดยไม่สุจริต อันเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยอยู่ในฐานะอันจะขอให้จดทะเบียนสิทธิของตนในที่ดินทั้งสองแปลงกับบ้านเลขที่ 192/61 ได้ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากจำเลยร่วมทั้งสาม จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงกับบ้านเลขที่ 192/61 จากจำเลยร่วมทั้งสามโดยสุจริตหรือไม่ หากข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ซื้อมาโดยสุจริต กล่าวคือ ไม่รู้ถึงข้อความจริงที่จำเลยร่วมทั้งสามตกลงจะขายที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักให้แก่จำเลย โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายชนะคดี แต่หากฟังได้ว่าขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักจากจำเลยร่วมทั้งสามและขณะที่จดทะเบียนสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ทราบดีว่าจำเลยอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ย่อมไม่อาจยกเอาการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงขึ้นใช้ยันจำเลยได้ แต่ไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมทั้งสามคบคิดกันโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์หรือไม่ กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ที่จะเรียกจำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะไม่ใช่เรื่องที่จำเลยหรือจำเลยร่วมอาจใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยแก่กันได้ ทั้งไม่มีกฎหมายบังคับให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี รวมทั้งไม่มีเหตุจำเป็นที่จะเรียกจำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) บัญญัติไว้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกให้จำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ทั้งเปิดโอกาสให้จำเลยฟ้องแย้งจำเลยร่วมทั้งสามและให้จำเลยร่วมทั้งสามฟ้องกลับจำเลย ล้วนแต่เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ทำได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกให้จำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาในคดี รวมทั้งมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเหล่านั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียน และการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน หรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร..." แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดำเนินคดีสำหรับจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมาจนเสร็จสิ้นกระแสความ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลย หากไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ให้ใช้ราคาที่ดินและดอกเบี้ยแก่จำเลย จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปัญหาว่าจำเลยร่วมทั้งสามต้องรับผิดต่อจำเลยเพียงใดจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่เป็นปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้น แต่จะวินิจฉัยปัญหาระหว่างโจทก์กับจำเลยไปตามประเด็นข้อพิพาท

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งไม่ได้ระบุให้แน่ชัดว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นใดให้เป็นพับ แต่กลับพิพากษาให้จำเลยร่วมทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ทั้งที่โจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามไม่ได้พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์แม้จำเลยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลในนามของจำเลย ทั้งไม่ได้วินิจฉัยถึงค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามในศาลชั้นต้นว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผิดซึ่งเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นของโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามกับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 57 (3) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริพร สมจิตต์
จำเลย — นางสาวสุมาลี ยิ้มอิ่ม
จำเลยร่วม — นางสิริพร เสาวภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพีรวุฒิ เอ่งฉ้วน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3980/2558
#627406
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันโดยจำเลยที่ 1 ยอมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปี ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1382 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินพิพาทกับโจทก์ หากแต่โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะโดยวิสาสะด้วยความสัมพันธ์ฉันญาติ แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์อันเนื่องมาจากโจทก์ครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยตรงตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีแล้ว

ทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินเลขที่ 54893 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 นับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 ยังไม่ถึงสิบปี แม้โจทก์จะอ้างว่าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งในขณะนั้นทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2623 ของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจนับระยะเวลาที่ครอบครองอยู่แต่เดิมมารวมเข้ากับระยะเวลาครอบครองที่ดินได้ เพราะการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์จะมีได้แต่เฉพาะที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ฉะนั้น ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ไม่ว่าโจทก์จะครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทขนาดกว้างประมาณ 3.5 เมตร ยาวประมาณ 35 เมตร ด้านทิศตะวันตกของโฉนดที่ดินเลขที่ 54893 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวภายในเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ภายในเวลา 7 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการแบ่งแยกที่ดินแล้วเสร็จ มิฉะนั้น ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และเงินวันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะเปิดที่ดินพิพาทแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 30 ตารางวา ภายในกรอบเส้นสีม่วงตามแผนที่พิพาท เป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 54893 เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับเงินวันละ 300 บาท นับตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2554 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่ อันเป็นการแก้ประเด็นข้อพิพาทเดิมของศาลชั้นต้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันโดยจำเลยที่ 1 ยอมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปี ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินพิพาทกับโจทก์ หากแต่โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะโดยวิสาสะด้วยความสัมพันธ์ฉันญาติ แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์อันเนื่องมาจากโจทก์ครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยตรงตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินเลขที่ 54893 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 นับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 ยังไม่ถึงสิบปี แม้โจทก์จะอ้างว่าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งในขณะนั้นทางพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ( น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2623 ของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจนับระยะเวลาที่ครอบครองอยู่แต่เดิมมารวมเข้ากับระยะเวลาครอบครองที่ดินได้ เพราะการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์จะมีได้แต่เฉพาะที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ฉะนั้น ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ไม่ว่าโจทก์จะครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการอื่นอีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหมาย นามบุญลือ
จำเลย — นางเสถียร นามสง่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3951/2558
#585988
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการโอนกิจการระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟ. กับโจทก์ไม่มีหลักฐานจึงรับฟังไม่ได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟ. กับโจทก์มีการควบรวมกิจการกันตามกฎหมาย แต่เป็นเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟ. เลิกกิจการและมีการโอนทรัพย์สินรวมทั้งรถยนต์คันเกิดเหตุให้โจทก์ เมื่อขณะเกิดเหตุรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟ. ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองรับผิดฐานละเมิดคือห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟ. โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และการกระทำละเมิดเป็นเรื่องทำให้เจ้าของรถได้รับความเสียหายมิใช่ความเสียหายจะตกติดไปกับตัวรถ ผู้ใดที่ครอบครองรถต่อมาจึงไม่มีสิทธิฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 295,120.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 225,120.39 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ไอ.เค ทรานสปอร์ต และบริษัทคุ้มเกล้าประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ไอ.เค ทรานปอร์ต เป็นนายจ้างและเจ้าของรถคันที่จำเลยขับและบริษัทคุ้มเกล้าประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 73-6038 กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ไอ.เค ทรานสปอร์ต ว่าจำเลยร่วมที่ 1 และเรียกบริษัทคุ้มเกล้าประกันภัย จำกัด (มหาชน) ว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทฟุกเทียนกรุ๊ป จำกัด รถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 81-0532 นครศรีธรรมราช เป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร ซึ่งเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่งประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อขณะเกิดเหตุรถยนต์บรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน 73-6038 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยเป็นคนขับได้ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 81-0532 นครศรีธรรมราช ซึ่งมีนายไพโรจน์ เป็นคนขับ

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร เป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ได้ความจากนายมนูญ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ปัจจุบันห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร เลิกดำเนินกิจการแล้ว โดยได้โอนทรัพย์สินรวมทั้งรถยนต์คันเกิดเหตุที่นายไพโรจน์ขับให้แก่โจทก์ แต่พยานปากนี้เบิกความตอบทนายจำเลยร่วมที่ 1 ถามค้านว่า ที่ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร กับโจทก์ได้โอนกิจการกันนั้นไม่มีหลักฐาน ในสำนวนนี้ก็ไม่มีเช่นกัน จึงรับฟังไม่ได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตรกับโจทก์มีการควบรวมกิจการกันตามกฎหมาย แต่เป็นเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร เลิกกิจการและมีการโอนทรัพย์สินรวมทั้งรถยนต์คันเกิดเหตุให้โจทก์ เมื่อขณะเกิดเหตุรถยนต์หมายเลขทะเบียน 81-0532 นครศรีธรรมราช เป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร และมีการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิด ผู้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรวมทั้งจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะนายจ้างและเจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยขับ และจำเลยร่วมที่ 2 ในฐานผู้รับประกันภัยค้ำจุนให้ร่วมกันรับผิดคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตร เลิกกิจการไปไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ซึ่งแม้จะมีกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้มีอำนาจเป็นบุคคลคนเดียวกันได้รับมรดก รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟุกเทียนนครการเกษตรแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และการกระทำละเมิดเป็นเรื่องทำให้เจ้าของรถได้รับความเสียหาย มิใช่ว่าความเสียหายจะตกติดไปกับตัวรถ ผู้ใดที่ครอบครองรถต่อมาจะมีสิทธิฟ้องได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ กรณีปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้จำเลยร่วมทั้งสองเท่านั้นที่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ส่วนจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจึงมิได้ยกเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้ด้วย แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงมีผลถึงจำเลยด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟุกเทียนกรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นายพงษ์พันธ์ รักรุ่ง
จำเลยร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ไอ.เค. ทรานสปอร์ต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายชัยรัตน์ ปิยะพลากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3949/2558
#582982
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำสืบถึงข้อเท็จจริงที่ว่าข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 3 ระหว่าง ค. กับจำเลยเป็นการตกลงกันเฉพาะค่าเสียหายในส่วนของผลไม้ที่ ค. บรรทุกไปในรถยนต์กระบะเท่านั้นไม่เกี่ยวกับค่าเสียหายของตัวรถยนต์ที่ ค. เอาประกันไว้แก่โจทก์แต่อย่างใด เป็นการนำสืบว่า ค. และจำเลยมีการตกลงกันอย่างไร มิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารหมาย จ.5 ที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 165,956 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 159,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 165,956 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 159,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ( ฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บบ 4007 จันทบุรี ไว้จากนายควรคิด ผู้เอาประกันภัย มีอายุการคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 นายควรคิดขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนสายวัฒนานคร - แซร์ออ จากอำเภอวัฒนานคร มุ่งหน้าไปแซร์ออ เมื่อถึงบริเวณบ้านหนองน้ำใส ตำบลช่องกุ่ม อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว จำเลยขับรถยนต์แล่นสวนทางมาโดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายและผลไม้ที่นายควรคิดบรรทุกไปในรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ก็ได้รับความเสียหายด้วย จำเลยและนายควรคิดตกลงกันต่อหน้าพนักงานสอบสวน ข้อตกลงมีใจความว่าจำเลยยอมรับผิดและยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย 30,000 บาท แก่นายควรคิดโดยผ่อนชำระ 3 งวด งวดละ 10,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์จัดการซ่อมแซมและส่งมอบรถคืนแก่นายควรคิดโดยมีค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 159,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบอ้างว่า ข้อตกลงระหว่างนายควรคิดกับจำเลย เป็นค่าเสียหายเฉพาะส่วนของผลไม้ เป็นการนำสืบที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า นายควรคิดได้รับความเสียหายเป็น 2 ส่วน คือผลไม้ที่นายควรคิดบรรทุกไปเต็มคันรถกับรถยนต์ที่นายควรคิดประกันภัยไว้กับโจทก์ที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก ค่าซ่อมแซมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่โจทก์ชำระไปเป็นเงิน 159,000 บาท ขณะเกิดเหตุรถยนต์ของนายควรคิดมีประกันภัยไว้กับโจทก์โดยมีทุนประกัน 250,000 บาท ซึ่งนายควรคิดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และย่อมทราบดีว่ารถยนต์ที่ได้ประกันภัยไว้นั้นโจทก์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในค่าซ่อมแซมนั้น กรณีจึงไม่น่าจะมีเหตุผลที่นายควรคิดจะเรียกร้องเอาค่าเสียหายส่วนที่เป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ที่ตนประกันภัยไว้กับโจทก์จากจำเลย แต่ค่าเสียหายเฉพาะในส่วนผลไม้ที่นายควรคิดบรรทุกมาเต็มคันรถนั้นไม่ปรากฏว่ามีการประกันภัยไว้ กรณีจึงน่าเชื่อตามที่นายควรคิดพยานโจทก์เบิกความยืนยันและร้อยตำรวจเอกประยุทธ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ก็เบิกความสนับสนุนว่า การตกลงเรื่องค่าเสียหายระหว่างนายควรคิดกับจำเลยนั้น เป็นข้อตกลงเฉพาะค่าเสียหายในส่วนของผลไม้ของนายควรคิดเท่านั้น พยานจำเลยเองก็มีจำเลยมาเบิกความปากเดียวว่า ค่าเสียหายกรณีรถยนต์ชนกันนายควรคิดตกลงยอมรับชดใช้จากจำเลยจำนวน 30,000 บาท ซึ่งหมายถึงค่าเสียหายเกี่ยวกับตัวรถยนต์กระบะที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเห็นได้ว่าหากนายควรคิดจะตกลงกับจำเลยเกี่ยวกับค่าเสียหายในส่วนรถยนต์แล้วก็เห็นได้ชัดว่า เป็นจำนวนที่ต่ำมากเกินไป เพราะสภาพรถยนต์กระบะหลังจากชนกันตามที่ปรากฏในภาพถ่าย จำนวนหลายภาพนั้นได้รับความเสียหายอย่างมาก ค่าซ่อมแซมน่าจะเกินกว่า 100,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายของผลไม้แล้วย่อมไม่สมเหตุผลที่นายควรคิดจะตกลงเรียกค่าเสียหายทั้งหมดจากจำเลยเพียง 30,000 บาท เท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย น่าเชื่อว่าข้อตกลงตามเอกสารระหว่างนายควรคิดกับจำเลยเป็นการตกลงกันเฉพาะค่าเสียหายในส่วนของผลไม้ที่นายควรคิดบรรทุกไปในรถยนต์กระบะเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับค่าเสียหายของตัวรถยนต์ที่นายควรคิดเอาประกันไว้แก่โจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์นำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการนำสืบว่านายควรคิดและจำเลยมีการตกลงกันอย่างไร มิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยและเมื่อกรณีฟังได้ว่าข้อตกลงระหว่างนายควรคิดกับจำเลยตามเอกสาร เป็นการตกลงกันเรื่องค่าเสียหายเฉพาะส่วนของผลไม้เท่านั้นดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์กระบะของนายควรคิดที่มีต่อจำเลยจึงยังไม่ระงับไป โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยซึ่งได้จัดการซ่อมแซมและมอบรถคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยเสียค่าใช้จ่ายไป 159,000 บาท ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายศิริพงษ์ กุลสากล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายประจวบ ลอบลัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3947/2558
#586543
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" หมายถึงเฉพาะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและผูกพันเฉพาะคู่ความโดยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1033/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ผู้ตายมิได้ถูกฟ้องคดีด้วย แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท แต่ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่า ผู้ตายไม่ได้มีส่วนในความประมาท ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ตายมีส่วนในความประมาทหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คดีนี้ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 63,000 บาท นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2552 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 2 ปี 1 เดือน ต่อคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 63,000 บาท นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า คดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ประมาทแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" หมายถึงเฉพาะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและผูกพันเฉพาะคู่ความโดยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1033/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ผู้ตายมิได้ถูกฟ้องคดีด้วย แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท แต่ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่า ผู้ตายไม่ได้มีส่วนในความประมาท ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ตายมีส่วนในความประมาทหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คดีนี้ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อต่อไปว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากน้อยเพียงใด การที่ผู้ตายเป็นผู้เยาว์ยังไม่สมควรที่จะขับรถจักรยานยนต์แต่ไม่สนใจในกฎหมายบ้านเมืองและการที่ไม่เคารพและปฏิบัติตามป้ายสัญญาณจราจรโดยเคร่งครัด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเหตุที่รถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับ ผู้ตายมีส่วนประมาท ดังนั้น การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายประมาทไม่น้อยกว่าจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับจึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อที่ว่า ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองมีเพียงใด เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพ็ง นันทะสาร กับพวก
จำเลย — นายบุญล้ำ ราชติกา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายวิศณุกร แทนรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมยศ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3945/2558
#585457
เปิดฉบับเต็ม

ผลของการทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกขาขวาท่อนล่าง ซึ่งมี 2 ท่อนคู่กันกระดูกแต่ละท่อนได้หัก 2 แห่ง และมีแผลฉีกขาดที่ปลายขาขวา ยาว 20 เซนติเมตร แพทย์ต้องตัดเนื้อเยื่อจากส่วนอื่นของร่างกายมาใส่แผลที่ฉีกขาด ต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกที่หัก ถึง 2 ครั้ง โจทก์ต้องรับการรักษาต่อเนื่องนานนับปี ต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานเป็นอันมาก มีรอยแผลเป็นและไม่สามารถเดินได้อย่างปกติเพราะขายาวไม่เท่ากัน เห็นได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกได้จากจำเลยผู้ทำละเมิดตาม ป.พ.พ.มาตรา 446 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ต้องรับการผ่าตัดกระดูกขาขวานั้นเอง ทำให้โจทก์ไม่สามารถประกอบการงานขับรถจักรยานยนต์ส่งเอกสารได้จนถูกบริษัทนายจ้างสั่งให้ออกจากงาน แม้ต่อมาโจทก์จะได้กลับไปทำงานขับรถส่งเอกสารอีก แต่ก็ไม่สามารถขับไปส่งในระยะไกล ๆ ได้ดังเดิม ทำให้รายได้โจทก์ลดลงจากเดิมเดือนละ 15,000 บาท เหลือเพียง 8,000 บาท อันถือได้ว่า เป็นการเสียความสามารถประกอบการงานแต่บางส่วนที่คิดเป็นเงินได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยผู้ทำละเมิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 444 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อนกันดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา ส่วนจำนวนค่าเสียหายโจทก์ควรจะได้เท่าใดนั้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 955,216.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 955,216.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดอีกไม่เกิน 532,909.25 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 756,497 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 756,497 บาท นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 532,909.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 532,909.25 บาท นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 4 ประการแรกว่า ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ตามมาตรา 446 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกันหรือไม่ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายถึงกับไม่สามารถทำงานได้ โดยโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ผลของการทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกขาขวาท่อนล่าง ซึ่งมี 2 ท่อนคู่กันกระดูกแต่ละท่อนได้หัก 2 แห่ง และมีแผลฉีกขาดที่ปลายขาขวา ยาว 20 เซนติเมตร แพทย์ต้องตัดเนื้อเยื่อจากส่วนอื่นของร่างกายมาใส่แผลที่ฉีกขาด ต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกที่หัก ถึง 2 ครั้ง โจทก์ต้องรับการรักษาต่อเนื่องนานนับปี ต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานเป็นอันมาก มีรอยแผลเป็นและไม่สามารถเดินได้อย่างปกติเพราะขายาวไม่เท่ากัน เห็นได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกได้จากจำเลยผู้ทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ต้องรับการผ่าตัดกระดูกขาขวานั้นเอง ทำให้โจทก์ไม่สามารถประกอบการงานขับรถจักรยานยนต์ส่งเอกสารได้จนถูกบริษัทนายจ้างสั่งให้ออกจากงาน แม้ต่อมาโจทก์จะได้กลับไปทำงานขับรถส่งเอกสารอีก แต่ก็ไม่สามารถขับไปส่งในระยะไกล ๆ ได้ดังเดิม ทำให้รายได้โจทก์ลดลงจากเดิมเดือนละ 15,000 บาท เหลือเพียง 8,000 บาท อันถือได้ว่า เป็นการเสียความสามารถประกอบการงานแต่บางส่วนที่คิดเป็นเงินได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยผู้ทำละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อนกันดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา ส่วนจำนวนค่าเสียหายโจทก์ควรจะได้เท่าใดนั้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ได้ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช้ตัวเงินกับค่าเสียหายที่เสียความสามารถประกอบการงานบางส่วนอย่างละ 200,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ได้ทำบันทึกรับเงินค่าเสียหายบางส่วนจากจำเลยที่ 4 โดยในบันทึกดังกล่าวได้ระบุต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 และผู้เกี่ยวข้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีก 367,900.25 บาทแล้ว โจทก์จะยุติคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป ฝ่ายจำเลยคงรับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน 367,900.25 บาทเท่านั้น เห็นว่า ภายหลังที่มีการทำบันทึกดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงจนโจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดต่อโจทก์เกินวงเงิน 367,900.25 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 444 ม. 446
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนรงค์ วัฒนกุล
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเฉลิมชัย ก้องกังวาฬโชค
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สมยศ เข็มทอง
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา