คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3940/2558
#580846
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยกำหนดให้พนักงานมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงาน ขึ้นไปนายจ้างอาจให้แสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการ แม้ใบรับรองแพทย์ที่โจทก์นำมาแสดงจะมิใช่ของสถานพยาบาลของทางราชการ แต่ก็ออกโดยแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง จึงเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย ไม่ถือว่าโจทก์ขาดงาน

การที่โจทก์ไม่เดินทางไปศาลตามหน้าที่ เนื่องจากโจทก์ทราบว่าจำเลยให้บุคคลอื่นไปแทนโจทก์แล้ว ถือว่าโจทก์มีเหตุที่จะไม่ไปศาลได้ และโจทก์ก็ได้เดินทางไปทำงานที่สำนักงานของจำเลย โดยแสดงใบรับรองแพทย์ถึงสาเหตุการหยุดงานเพราะป่วยต่อจำเลย จึงไม่เป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 14,335 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 91,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ค่าจ้างค้างจ่าย 3,965 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,830 บาท และค่าชดเชย 54,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 14,335 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 30,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2554 เป็นต้นไป กับค่าจ้างค้างจ่าย 3,965 บาท และค่าชดเชย 54,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งธุรการอรรถคดี มีหน้าที่ไปเบิกความเป็นพยานศาล วันจันทร์ถึงวันศุกร์เริ่มงานเวลา 8.30 ถึง 17.30 นาฬิกา ส่วนวันเสาร์เริ่มงานเวลา 9 ถึง 15 นาฬิกา ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 9,150 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนวันที่ 10, 12 และ 13 กันยายน 2554 โจทก์หยุดงานโดยไม่ยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชา จำเลยจึงบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา เนื่องจากโจทก์ขาดงานติดต่อกัน 3 วัน และฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ไปเบิกความเป็นพยานศาลในวันที่ 14 กันยายน 2554 ที่โจทก์มาทำงานวันแรกหลังจากหยุดงาน โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันเดียวกัน จำเลยกำหนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับพนักงานปีละ 8 วัน โดยในปี 2554 โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิในการลาหยุดพักผ่อนประจำปี และค้างจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 13 กันยายน 2554 แล้ววินิจฉัยว่า ตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน หมวดที่ 4 ข้อ 4.1 กำหนดให้พนักงานที่ลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้พนักงานแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการ โจทก์กลับมาทำงานในวันที่ 14 กันยายน 2554 โดยนำใบรับรองแพทย์ของคลินิกแพทย์บางใหญ่และของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ มาแสดงถึงสาเหตุการหยุดงานเพราะป่วยในวันที่ 11 ถึง 13 กันยายน 2554 สำหรับวันที่ 11 ดังกล่าว ตรงกับวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ ส่วนการหยุดงานในวันที่ 10 กันยายน 2554 โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ผู้ใดทราบรวมทั้งไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยด่วนในวันที่ไม่สามารถมาทำงานได้ถึงสาเหตุที่เจ็บป่วยนั้น เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของการหยุดงานเท่านั้น แม้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับก็เป็นเพียงความผิดเล็กน้อย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เคยตักเตือนโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้ขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วันทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยนำเหตุนี้มาเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าไม่ได้ ส่วนกรณีที่โจทก์ไม่เดินทางไปศาลแขวงพระนครใต้ตามหน้าที่ในวันที่ 14 กันยายน 2554 เนื่องจากโจทก์ทราบว่าจำเลยได้จัดให้นางสาวณภัทวราญ์ไปแทน ถือว่าจำเลยได้ยกเลิกคำสั่งให้โจทก์ไปศาลตามเดิมแล้ว จึงไม่จำเป็นที่โจทก์ต้องเดินทางไปศาลซ้ำอีก มิใช่เพราะโจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด และไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย

มีปัญหาตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ใบรับรองแพทย์ที่ออกให้โดยคลินิกแพทย์บางใหญ่และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ มิใช่เป็นสถานพยาบาลของรัฐ เมื่อปรับข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อแปลความในระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 4 ข้อ 4.1 แล้ว ย่อมไม่ถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่เป็นการลาป่วยที่ชอบมีผลทำให้โจทก์ไม่สามารถหยุดงานได้และถือเป็นการขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่นั้น เห็นว่า ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 4 วันลาและหลักฐานการลา ได้กำหนดให้พนักงานมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไปนายจ้างอาจให้พนักงานแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการ ดังนั้น แม้ใบรับรองแพทย์จะมิใช่ของสถานพยาบาลของทางราชการ แต่ก็ออกโดยแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง ใบรับรองแพทย์จึงเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานแล้ว การลาป่วยของโจทก์จึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลย ไม่ถือว่าโจทก์ขาดงาน อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อไปว่า การเดินทางไปศาลเป็นหน้าที่ของโจทก์ แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยจัดให้บุคคลอื่นไปแทนแล้วก็ตาม แต่ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย หมวด 7 ข้อ 7. 2 ไม่มีข้อยกเว้นที่โจทก์จะไม่ต้องเดินทางไปศาลซ้ำอีกเพื่อปฏิบัติหน้าที่และไม่ปรากฏว่าจำเลยยกเลิกคำสั่งเดิมที่ให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่ไปก็ต้องถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ไม่เดินทางไปศาลตามหน้าที่เนื่องจากโจทก์ทราบว่าจำเลยได้จัดให้บุคคลอื่นไปแทนโจทก์แล้ว ถือว่าโจทก์มีเหตุที่จะไม่ไปศาลได้และโจทก์ได้เดินทางไปทำงานที่สำนักงานของจำเลยโดยแสดงใบรับรองแพทย์ถึงสาเหตุการหยุดงานเพราะป่วยต่อจำเลย จึงไม่เป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุรัตถ์พร ชื่นจิ๋ว
จำเลย — บริษัทสำนักกฎหมายประชาชน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวรรณ์ นามตะ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934 -ที่ 3936/2558
#581414
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องระวางโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ นั้นเป็นการ ไม่ชอบ เพราะ ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มีวัตถุประสงค์ลงโทษเฉพาะผู้ใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 5

สำนวนแรกและที่สามโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 เป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยที่ 1 และที่ 5 กับพวกร่วมกันเอาน้ำมันปาล์มดิบ 11,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25.50 บาท รวมราคาทรัพย์ 280,500 บาท ของบริษัทวิจิตรภัณฑ์สวนปาล์ม จำกัด ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริต โดยใช้รถบรรทุกสิบล้อชนิดบรรทุกน้ำมัน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งคา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 250,500 บาทแก่ผู้เสียหาย

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทวิจิตรภัณฑ์สวนปาล์ม จำกัด ผู้เสียหาย ร่วมกันเอาน้ำมันปาล์มดิบ 11,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25.50 บาท รวมราคาทรัพย์ 280,500 บาท ของผู้เสียหายที่เป็นนายจ้าง ไปโดยทุจริตโดยใช้รถบรรทุกสิบล้อชนิดบรรทุกน้ำมันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งคา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 250,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 86 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 5 คนละ 4 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันคืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 250,500 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนให้ยก เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด มิได้เอาทรัพย์ไป

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่จะวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้สนับสนุนการลักน้ำมันปาล์มดิบตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คืนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามอยู่เวรรักษาความปลอดภัยในช่วงเวลาที่มีการลักทรัพย์ จำเลยที่ 4 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ทางป้อมยามประตูด้านหน้า ซึ่งเป็นประตูที่คนร้ายนำรถบรรทุกเข้าและนำน้ำมันที่ลักแล้วกลับออกไป นายถวัลย์ ตำแหน่งผู้ช่วยจัดการโรงงานมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างภายในโรงงานเบิกความว่า โดยปกติหากมีรถเข้าออกบริษัทพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องบันทึกหมายเลขรถเข้าออก แต่ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ไม่ได้บันทึกรถผ่านเข้าออกไว้เป็นหลักฐานและการผ่านเข้าออกในเวลากลางคืน จะต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้างาน แต่จำเลยที่ 4 ก็มิได้ปฏิบัติเช่นนั้น เห็นว่าเป็นการผิดวิสัยของผู้มีหน้าที่รักษาความปลอดภัย รถยนต์ที่คนร้ายขับเข้าไปลักน้ำมันก็มิได้เป็นรถยนต์ของผู้เสียหาย ทั้งเวลาประมาณ 3 นาฬิกา มิใช่เวลาที่จะมีการขนถ่ายน้ำมันกันตามปกติ ยังได้ความจากคำเบิกความของนายถวัลย์ว่า คืนเกิดเหตุขณะอยู่ที่ห้องควบคุมการผลิตเห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปที่ถังเก็บน้ำมันปาล์มดิบ 2 ครั้ง ครั้งแรกเวลาประมาณ 2 นาฬิกา และครั้งต่อมาเวลา 2.30 นาฬิกา จนกระทั่งเวลา 2.45 นาฬิกา เห็นนายพรเทพ จำเลยที่ถูกฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษไปแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปทางถังเก็บน้ำมันปาล์มดิบ แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปทางด้านหน้าของบริษัท ต่อมาอีกประมาณ 10 นาที นายพรเทพ ขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปอีก จนกระทั่งเวลา 3.40 นาฬิกา มีรถบรรทุกสิบล้อสีแสดพาดขาวมีแทงก์สามารถบรรจุของเหลวเข้ามา มีชายคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณหัวจ่ายน้ำมันน่าจะเป็นนายพรเทพ นายถวัลย์จึงโทรศัพท์หานายอัษฎกร นายเดชาและดาบตำรวจจำนงค์ หลังจากคนร้ายลักน้ำมันแล้วจำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถจักรยานยนต์นำหน้า เมื่อนายเดชามาถึงนายถวัลย์และนายเดชาขับรถยนต์ตามไปทางโรงเรียนทุ่งคาวิทยาคาร แต่ไม่พบคนร้ายจึงกลับมาที่บริษัท ดาบตำรวจจำนงค์ได้เรียกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มาสอบถามต่อหน้าพยาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเงินส่วนแบ่ง 5,000 บาท ดาบตำรวจจำนงเบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่า เป็นผู้สอบถามจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 2 เล่าว่า ในคืนเกิดเหตุเวลา 22 นาฬิกา และเวลา 24 นาฬิกา นายดำรงค์โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 บอกว่าจะเข้ามาลักน้ำมันขอให้อยู่เฉยๆ จะให้ค่าน้ำร้อนน้ำชา 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 เล่าว่า ได้รับการติดต่อจากนายดำรงค์เช่นเดียวกัน สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยให้การในชั้นสอบสวนในฐานะพยานและผู้ต้องหา และยังสอดคล้องกับหลักฐานการใช้โทรศัพท์ แม้จะแตกต่างกันบ้างในเรื่องจำนวนครั้งก็เป็นเพียงรายละเอียด เมื่อพิเคราะห์เหตุผลอื่นประกอบ เช่น การลักทรัพย์ในครั้งนี้เป็นการกระทำอย่างอุกอาจ โดยนำรถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่เข้าไปลักน้ำมันในเวลาวิกาลมาก ทั้งคนร้ายจะต้องใช้กุญแจและเครื่องมือในการตัดซีล และเปิดวาล์วถังน้ำมัน หากพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ให้ความร่วมมือแล้ว การลักทรัพย์ย่อมกระทำได้โดยยาก เพราะจะต้องถูกตรวจสอบจากจำเลยที่ 4 และถ้าจำเลยที่ 4 ตรวจสอบตามระเบียบก็จะพบเห็นถึงความผิดปกติ เพราะมีคนร้ายอื่นที่ไม่ใช่คนของบริษัทรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ตอนคนร้ายนำรถบรรทุกขับออกจากบริษัทเป็นการขับกลับย้อนทางเดิมที่มีจำเลยที่ 4 ควบคุมดูแลอยู่ แสดงว่าคนร้ายมั่นใจว่าจะไม่ถูกตรวจสอบหรือขัดขวาง พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 สนับสนุนการลักทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องระวางโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ลงโทษเฉพาะผู้ใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป คงลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 335 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายสมพงษ์หรือทอย ประคุต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายต่อพงษ์ พ่วงมหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3930/2558
#630990
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่ในอาศัยหรือรับไว้ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม อันเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง และความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา 312 ตรี วรรคแรก ข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง ข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีอันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และข้อหาร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟัง เป็นยุติว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่อาศัยหรือรับไว้ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม ร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีและร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีกฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง มิใช่กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 312 ตรี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 828 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคสอง), 312 ตรีวรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (ที่ถูก มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคสอง), 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 (ที่ถูก มาตรา 64 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา และฐานร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์โดยล่อไปหรือพาไปเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นซึ่งหญิงอายุเกินกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 150,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 120,000 บาท ฐานร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยประการใดให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานให้เข้าทำงาน ปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 14 ปี และปรับคนละ 280,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังแทนได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง กับฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง และฐานร่วมกันแสวงหาประโยชน์โดยล่อไปหรือพาไปเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นซึ่งหญิงอายุเกินกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 120,000 บาท เมื่อรวมกับความผิดฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานให้เข้าทำงานตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 130,000 บาท ยกฟ้องข้อหาร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกนิยงค์ และดาบตำรวจศุภกิจ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ล่อซื้อหญิงขายบริการทางเพศในราคาคนละ 1,000 บาท พร้อมจับกุมจำเลยที่ 2 และหญิงต่างด้าวสัญชาติลาว 10 คน ได้จากร้านที่เกิดเหตุ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการตามสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ เจ้าพนักงานตำรวจจึงกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีสำหรับข้อหาร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษายกฟ้องแล้วโจทก์ไม่ฎีกา คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่า ขณะร้อยตำรวจเอกนิยงค์และดาบตำรวจศุภกิจเข้าไปล่อซื้อที่ร้านที่เกิดเหตุ พบหญิงขายบริการทางเพศนั่งอยู่ตามโซฟาภายในร้านประมาณ 10 คน มีจำเลยที่ 2 เข้ามาเสนอขายบริการทางเพศให้แก่หญิงดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกนิยงค์และดาบตำรวจศุภกิจตกลงซื้อบริการทางเพศเป็นการชั่วคราว 2 ชั่วโมง ในราคาคนละ 1,000 บาท เมื่อมอบเงินให้จำเลยที่ 2 แล้ว ก็แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อดังกล่าวได้จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง โดยมีนางสาววนาลีหรือปูเป้ นางสาวดาว นางสาวบุญมีหรือจอย และนางสาวเลหญิงต่างด้าวที่อยู่ในขณะเกิดเหตุและบางคนมีอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี เบิกความยืนยันเป็นพยานโจทก์ว่า ได้ทำงานขายบริการทางเพศในร้านที่เกิดเหตุคิดค่าบริการครั้งละ 1,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 หักไว้ 200 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น นอกจากจะมีชื่อเป็นผู้ประกอบกิจการร้านที่เกิดเหตุแล้ว คดียังได้ความจากพันตำรวจโทหญิงศิรประภา พนักงานสอบสวนว่า พยานได้สอบปากคำหญิงสัญชาติลาวทั้ง 10 คน ต่างให้การว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกิจการที่แท้จริง แต่มิได้พักอาศัยอยู่ในร้าน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแล จำเลยที่ 1 เพียงมาดูความเรียบร้อย โดยหญิงสัญชาติลาวทั้ง 10 คน ได้ลงลายมือชื่อยืนยันไว้ในสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งมีพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วยยิ่งกว่านั้นนางสาววนาลีให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยพาพยานไปรับประทานอาหารทะเลที่บ้าน 2 ครั้ง นางสาวดาวให้การว่าจำเลยที่ 1 เคยพานางสาววนาลีไปรับประทานอาหารทะเลที่บ้าน พยานไม่ได้ไปเพราะง่วงนอน นางสาวบุญมีและนางสาวเลให้การเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่จัดให้พยานกับพวกไปขายบริการลูกค้า พาไปส่งลูกค้าหรือลูกค้ามารับเองและเก็บเงินค่าบริการ ซึ่งเมื่อบริการมาแล้วจะหักไว้ครึ่งหนึ่งทุกรายเพื่อให้แก่จำเลยที่ 1 อีกครึ่งหนึ่งจะเก็บไว้ให้โดยจะรวมยอดไว้ ยังไม่จ่ายเงินให้ทันที เชื่อว่าพยานโจทก์ซึ่งเป็นหญิงต่างด้าวให้การในชั้นสอบสวนตามความเป็นจริงโดยปราศจากเหตุจูงใจ ดังนี้ แม้พยานโจทก์เหล่านี้พยายามเบิกความกลับคำในชั้นศาล โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่า พันตำรวจโทหญิงศิรประภาสอบปากคำหญิงต่างด้าวโดยไม่มีล่าม คำให้การในชั้นสอนสวนของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงไม่น่าเชื่อถือ แต่คดีได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทหญิงศิรประภาว่าหญิงต่างด้าวทั้ง 10 คน สามารถอ่านและเข้าใจภาษาไทยได้ดี และข้อเท็จจริงปรากฏว่าพยานโจทก์ซึ่งเป็นหญิงต่างด้าวเบิกความโดยไม่ต้องมีล่าม อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพยานโจทก์เหล่านี้สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ดี ไม่มีความจำเป็นต้องมีล่าม ดาบตำรวจศุภกิจร้อยตำรวจเอกนิยงค์ และพันตำรวจโทหญิงศิรประภาเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่รู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเป็นหญิงต่างด้าวมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เชื่อว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ซึ่งเป็นหญิงต่างด้าวรับฟังเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็มีน้ำหนักและเหตุผลควรแก่การรับฟัง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นและร่วมกันเป็นผู้จัดการค้าประเวณี ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชัดแจ้งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ร้านเกิดเหตุเป็นเพียงร้านคาราโอเกะ จำเลยทั้งสองไม่ทราบเรื่องการขายบริการทางเพศของหญิงต่างด้าวดังกล่าวพยานโจทก์เจตนาเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง เหตุที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขออนุญาตประกอบกิจการ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ขอยืมบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไป และหญิงต่างด้าวดังกล่าวมิได้ชี้ตัวยืนยันจำเลยที่ 1 ต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใดไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่อาศัยหรือรับไว้ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม อันเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง และความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคแรก ข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง ข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และข้อหาร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่อาศัยหรือรับไว้ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม ร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีและร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีกฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง มิใช่กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้ระบุความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคแรก และความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ไว้ด้วยอันเป็นการผิดหลง นอกจากนี้ข้อหาความผิดฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 55 ถ้าคนต่างด้าวนั้นไม่มีใบอนุญาต ผู้กระทำต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานรวม 10 คน แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 10,000 บาท ย่อมมิใช่การลงโทษอันต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ปัญหานี้แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจกำหนดโทษใหม่ได้อีกเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสอง ฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคแรก ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีแม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 282 วรรคสอง ม. 312 ตรี
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคสอง ม. 11 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (1) ม. 52 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางมาลัยหรือดา จรรยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2558
#630924
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จ่ายเงินรางวัลแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้เป็นคำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้ศาลเป็นผู้จ่าย เงินรางวัลตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 5 และข้อ 6 กำหนดให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้กำหนดเงินรางวัลให้ทนายความเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว หรือเมื่อทนายความได้ปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้ว ในกรณีที่มีการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ยังกำหนดให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลเพิ่มเติมสำหรับการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาให้ทนายความได้ตามที่เห็นสมควร ดังนี้ ตามระเบียบดังกล่าวกำหนดให้เฉพาะศาลชั้นต้นเป็นผู้มีหน้าที่กำหนดเงินรางวัลให้ทนายความ ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ในศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกา ไม่ได้กำหนดให้ศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีหน้าที่ในการกำหนดเงินรางวัลให้ทนายความแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนดเงินรางวัลทนายความในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องตามอัตราที่ระเบียบกำหนดไว้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่สิทธิอุทธรณ์คำสั่งว่าศาลชั้นต้นกำหนดเงินรางวัลให้ผู้ร้องน้อยเกินไปและไม่เหมาะสม กับขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดเงินรางวัลให้ผู้ร้องใหม่เป็นเงิน 10,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง แม้จะพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ก็เป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตารา 83, 91 จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยผู้ร้องเป็นผู้ทำอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลทนายความในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จ่ายเงินรางวัลทนายความในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม 1,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จ่ายเงินรางวัลแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้เป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้ศาลเป็นผู้จ่ายเงินรางวัลตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 5 และข้อ 6 กำหนดให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้กำหนดเงินรางวัลให้ทนายความเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว หรือเมื่อทนายความได้ปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้ว ในกรณีที่มีการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ยังกำหนดให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลเพิ่มเติมสำหรับการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาให้ทนายความได้ตามที่เห็นสมควร ดังนี้ ตามระเบียบดังกล่าวกำหนดให้เฉพาะศาลชั้นต้นเป็นผู้มีหน้าที่กำหนดเงินรางวัลให้ทนายความ ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ในศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกา ไม่ได้กำหนดให้ศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีหน้าที่ในการกำหนดเงินรางวัลให้ทนายความแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนดเงินรางวัลทนายความ ในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องตามอัตราที่ระเบียบกำหนดไว้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่สิทธิอุทธรณ์คำสั่งว่าศาลชั้นต้นกำหนดเงินรางวัลให้ผู้ร้องน้อยเกินไปและไม่เหมาะสม กับขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดเงินรางวัลให้ผู้ร้องใหม่เป็นเงิน 10,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง แม้จะพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นก็เป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้องโดยให้จ่ายเงินรางวัลทนายความในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม 1,000 บาท แก่ผู้ร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสาม ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นายปิยลักษณ์ สัยละมัย
จำเลย — นายสราวุฒิหรือกอร์ฟ ทองจีน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3905/2558
#630923
เปิดฉบับเต็ม

แม้บันทึกคำให้การของ ม. ในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่าและมีลักษณะเป็นคำให้การซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยก็ตาม แต่คำให้การดังกล่าวก็มีลักษณะของการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งผู้ให้ถ้อยคำก็มิได้ให้ถ้อยคำในลักษณะของการปัดความรับผิดไปให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ยอมรับว่าตนเป็นผู้กระทำความผิดด้วย อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำให้การของ ม. ประกอบกันกับคำเบิกความของ ช. เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่ว่าได้ติดต่อขอบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ม. จากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ปรากฏว่าในช่วงก่อนวันเกิดเหตุและในวันเกิดเหตุมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ม. ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบ่อยครั้ง ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง ประกอบกับ ม. ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกคำให้การ ต่อพนักงานสอบสวนโดยมี พ. ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นบุคคลที่ ม. ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนด้วยว่าเป็นบุคคลที่ ม. ไว้วางใจให้ร่วมฟังการสอบสวนด้วย ดังนั้นแม้บันทึกคำให้การดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่าหรือเป็นพยานชั้นสองไม่ใช่พยานชั้นหนึ่ง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การดังกล่าว ซึ่ง ม. ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนโดยสมัครใจและเป็นการให้ถ้อยคำทันทีหลังจากถูกจับกุม รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็สอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลในอันที่จะเป็นเหตุให้มีการกระทำและสอดคล้องกันกับพยานหลักฐานอื่นที่ปรากฏ น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1)

ม. พยานโจทก์และจำเลยต่างก็เบิกความเจือสมกันว่าจำเลยกับ ม. หลังจากพบกันที่ร้านซ่อมรถยนต์แล้วจำเลยกับ ม. ก็พูดคุยกันในเชิงชู้สาวมาตลอด มีการลักลอบนัดพบกันที่รีสอร์ตและมีความสัมพันธ์กันในทางชู้สาวแสดงให้เห็นได้ว่าบุคคลทั้งสองมีความสนิทสนมชอบพอกัน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าก่อนและหลังเกิดเหตุบุคคลทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ ม. จะเบิกความปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่าจำเลยเป็นผู้ที่ช่วยเหลือติดต่อหาคนมาฆ่าผู้ตาย รวมทั้งระบุว่าจำเลยเป็นผู้ที่พาคนร้ายมาพบที่รีสอร์ต ดังนั้นการที่ ม. เบิกความในทำนองว่าเคยพูดกับหลายๆ คนว่าหากใครช่วยจัดการฆ่าผู้ตายได้จะให้เงินนั้น ก็น่าจะเป็นคำเบิกความที่ต้องการเบี่ยงเบนให้ปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อให้เห็นว่าบุคคลที่ติดต่อผู้ที่มาฆ่าผู้ตายอาจไม่ใช่จำเลยก็ได้ หรือบุคคลที่มาฆ่าผู้ตายอาจไม่ใช่บุคคลที่จำเลยติดต่อมาซึ่งไม่ตรงกันกับที่ ม. เบิกความตอบโจทก์หรือที่เคยให้การในชั้นสอบสวน คำเบิกความของ ม. ดังกล่าวก็เป็นเพียงเพื่อช่วยจำเลยให้พ้นผิด ถ้อยคำที่ ม. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 288, 289

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 และ 52 (1) ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายเข้ามาในห้องนอนภายในบ้านของนายชาติชาย ผู้ตาย และใช้ไม้ท่อนเป็นอาวุธตีทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมานางมาคำหรือหน่อย ภริยาผู้ตายถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 733/2555 ของศาลชั้นต้น นางมาคำให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นางมาคำมีความผิดตามฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2023/2555

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า บันทึกคำให้การของนางมาคำในชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า คำเบิกความของนางมาคำในชั้นพิจารณาย่อมเป็นพยานที่น่าเชื่อถือและจากคำเบิกความของนางมาคำไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยมีส่วนร่วมแต่อย่างใด ไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับนางมาคำ ทั้งไม่มีพฤติกรรมใดๆ ของจำเลยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นช่วยพูดสนับสนุนหรือเป็นการกระทำใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่นางมาคำส่งมอบเงินค่าจ้างให้แก่คนร้าย หลังเกิดเหตุจำเลยก็ไม่ได้หลบหนี แต่จำเลยต้องไปหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัวนั้น เห็นว่า แม้บันทึกคำให้การของนางมาคำในชั้นสอบสวนตาม จะเป็นพยานบอกเล่าและมีลักษณะเป็นคำให้การซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยก็ตาม แต่คำให้การก็มีลักษณะของการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งผู้ให้ถ้อยคำก็มิได้ให้ถ้อยคำในลักษณะของการปัดความรับผิดไปให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ยอมรับว่าตนเป็นผู้กระทำความผิดด้วย เมื่อพิจารณาคำให้การของนางมาคำประกอบกันกับคำเบิกความของพันตำรวจโทชูศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่ว่าได้ติดต่อขอบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางมาคำจากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ปรากฏว่าในช่วงก่อนวันเกิดเหตุและในวันเกิดเหตุมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางมาคำติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบ่อยครั้ง ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง ประกอบกับนางมาคำได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกคำให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยมีนายไพรัตน์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นบุคคลที่นางมาคำให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนด้วยว่าเป็นบุคคลที่นางมาคำไว้วางใจให้ร่วมฟังการสอบสวนด้วย ดังนั้นแม้บันทึกคำให้การจะเป็นพยานบอกเล่าหรือเป็นพยานชั้นสองไม่ใช่พยานชั้นหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การดังกล่าว ซึ่งนางมาคำได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนโดยสมัครใจและเป็นการให้ถ้อยคำทันทีหลังจากถูกจับกุม รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็สอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลในอันที่จะเป็นเหตุให้มีการกระทำและสอดคล้องกันกับพยานหลักฐานอื่นที่ปรากฏ น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) อ้างว่า นางมาคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าเคยพูดกับหลายๆ คนว่าหากใครช่วยจัดการฆ่าผู้ตายได้จะให้เงิน 40,000 บาท ซึ่งเป็นการชัดแจ้งแล้วว่ายังมีอีกหลายคนที่รู้ว่านางมาคำต้องการหาคนฆ่าสามีของตน ทั้งนางมาคำก็มิได้เบิกความว่าจำเลยมีส่วนร่วมแต่ประการใดนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของนางมาคำพยานโจทก์และจำเลยต่างก็เบิกความเจือสมกันว่าจำเลยกับนางมาคำหลังจากพบกันที่ร้านซ่อมรถยนต์แล้วจำเลยกับนางมาคำก็พูดคุยกันในเชิงชู้สาวมาตลอด มีการลักลอบนัดพบกันที่รีสอร์ทและมีความสัมพันธ์กันในทางชู้สาวแสดงให้เห็นได้ว่าบุคคลทั้งสองมีความสนิทสนมชอบพอกัน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าก่อนและหลังเกิดเหตุบุคคลทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่นางมาคำจะเบิกความปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ที่ช่วยเหลือติดต่อหาคนมาฆ่าผู้ตาย รวมทั้งระบุว่าจำเลยเป็นผู้ที่พาคนร้ายมาพบที่รีสอร์ต ดังนั้นการที่นางมาคำเบิกความในทำนองว่าเคยพูดกับหลายๆ คนว่าหากใครช่วยจัดการฆ่าผู้ตายได้จะให้เงินนั้น ก็น่าจะเป็นคำเบิกความที่ต้องการเบี่ยงเบนให้ปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อให้เห็นว่าบุคคลที่ติดต่อผู้ที่มาฆ่าผู้ตายอาจไม่ใช่จำเลยก็ได้ หรือบุคคลที่มาฆ่าผู้ตายอาจไม่ใช่บุคคลที่จำเลยติดต่อมาซึ่งไม่ตรงกันกับที่นางมาคำเบิกความตอบโจทก์หรือที่เคยให้การในชั้นสอบสวน คำเบิกความของนางมาคำก็เป็นเพียงเพื่อช่วยจำเลยให้พ้นผิด ถ้อยคำที่นางมาคำเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง และจำเลยฎีกาอ้างว่า หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้หลบหนี แต่จำเลยต้องไปหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัวนั้น ก็ปรากฏว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนว่า หลังจากวันเกิดเหตุแล้วประมาณ 1 เดือน นางมาคำมาบอกว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะจับจำเลยจึงได้หลบหนีไปอยู่ที่บ่อกุ้ง จังหวัดระยองได้ประมาณ 2 เดือน แล้วจึงไปทำงานก่อสร้างที่จังหวัดสงขลาและถูกจับกุมที่จังหวัดสงขลา ซึ่งหากจำเลยมิได้จากถิ่นที่อยู่ไปเพื่อหลบหนีมิให้ถูกจับกุมแล้วจำเลยก็ไม่น่าที่จะให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเช่นนั้น ข้ออ้างตามฎีกาข้อนี้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84 หรือ 84 ก็ดี รวมทั้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29, 30 เพราะไม่ปรากฏว่ามีผู้พิพากษาอีกนายหนึ่งได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีมาแต่ต้น แต่ได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาด้วยนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ระบุมาตรา 83 และมาตรา 84 ไว้ในคำขอท้ายฟ้องแล้ว กรณีจึงหาได้เป็นไปตามที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ในเรื่องของการนั่งพิจารณาคดีก็ปรากฏว่ามีผู้พิพากษา 2 นาย ร่วมนั่งพิจารณาคดีตั้งแต่ต้นนับแต่วันสอบคำให้การจำเลยจนกระทั่งสืบพยานโจทก์และจำเลยและผู้พิพากษาที่ร่วมนั่งพิจารณาได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ดังนั้นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายอ่อนหล้าหรืออ่อน วิลุน
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3876/2558
#585104
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 7,000,000 บาท แต่ถูกโจทก์และ น. ฉ้อฉลให้ทำสัญญากู้ยืมเงิน 16,000,000 บาท เป็นการนำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่กู้จากโจทก์ว่าไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ถือว่าเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย ไม่ใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธินำสืบได้ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว

หนังสือสัญญาจำนองที่ดินถูกอ้างในฐานะเพียงหลักฐานในการกู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 อย่างหนึ่งเท่านั้น มิใช่เป็นลักษณะแห่งตราสารการกู้ยืมเงินอันจะพึงต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่อย่างใด ศาลจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 20,972,002.70 บาท (ที่ถูก 20,729,002.70) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 16,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,625,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มิถุนายน 2553) ต้องไม่เกิน 4,729,002.70 บาท ตามขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30 โฉนดที่ดินเลขที่ 92006 และโฉนดที่ดินเลขที่ 92007 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 แปลง ทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมนั้นเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 7,000,000 บาท แต่ถูกโจทก์และนายนพดล ฉ้อฉลให้ทำสัญญากู้ยืมเงิน 16,000,000 บาท เป็นการนำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่กู้จากโจทก์ว่าไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ถือว่าเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย ไม่ใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธินำสืบได้ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินระบุไว้ชัดเจนว่านายฐนนท์สรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ สอดคล้องกับเอกสารการรับเงินกู้ที่ระบุว่านายฐนนท์สรณ์ โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ได้รับเงินตามสัญญากู้ไปจากโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 1 มิได้กู้เงินตามสัญญากู้เงิน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ 3,000,000 บาท ส่วนเงินกู้ 6,000,000 บาท นั้น หนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ข้อ 3 ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ 16,000,000 บาท ไปแล้ว ซึ่งรวมถึงเงิน 6,000,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับด้วย จำเลยทั้งสองเพียงแต่นำสืบต่อสู้ลอย ๆ ว่า ถูกโจทก์และนายนพดลฉ้อฉลว่าจะนำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่บริษัทแอสคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โดยจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ 16,000,000 บาท โดยได้รับเงินเป็นแคชเชียร์เช็ค 7,000,000 บาท กับเงินสดอีก 6,000,000 บาท ส่วนอีก 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 รับไปแล้วตามสัญญากู้ จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์แล้ว 975,000 บาท เมื่อหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแล้ว คงเหลือต้นเงินค้างชำระ 15,625,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระต่อโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เนื้อความในบันทึกต่อท้ายสัญญาจำนอง สาระสำคัญเป็นสัญญาค้ำประกัน เมื่อไม่ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ นั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาจำนองที่ดินถูกอ้างในฐานะเพียงหลักฐานในการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 อย่างหนึ่งเท่านั้นมิใช่เป็นลักษณะแห่งตราสารการกู้ยืมเงินอันจะพึงต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 แต่อย่างใด ศาลจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวนภัสถา ทัศนวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธงชัย เสนามนตรี
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3871/2558
#584537
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รับจ้างให้บริการสรรหา ฝึกอบรมบุคคลเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทน ผู้บริหารงานขายให้เป็นตัวแทนของโจทก์ ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้ามาทำประกันภัยกับโจทก์ โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกหลังหักเบี้ยประกันภัยรับที่มีการยกเลิกกรมธรรม์และอื่น ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย และโจทก์ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 โดยได้ระบุค่าตอบแทนในการจัดสรรหาตัวแทนและผู้บริหารงานขาย รวมทั้งเงื่อนไขที่กำหนดในกรณีที่ตัวแทนและผู้บริหารงานขายไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่โจทก์จะเรียกคืนค่าตอบแทนในอัตราส่วนต่างๆ ที่โจทก์ยังคงให้จำเลยที่ 1 ดำเนินงานตามสัญญาบริการต่อไปหรือไม่ ตามสัญญาบริการเอกสารหมาย จ.4 จึงมีลักษณะเป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าเป็นค่านายหน้า หรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จำเลยที่ 1 ต้องทำให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ไม่ต้องด้วยลักษณะดังกล่าว สัญญาบริการเอกสารหมาย จ.4 จึงเป็นสัญญาต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ที่ห้ามมิให้บริษัทกระทำการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอันใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัทนั้น เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงหาเรียกคืนเงินนั้นได้ไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 866,107.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 830,935.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 830,935.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 กันยายน 2554) ต้องไม่เกิน 35,172.46 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาบริการกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหารวมถึงการฝึกอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทน ผู้บริหารงานขาย ที่มีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามที่โจทก์กำหนด และตามเงื่อนไขข้อบังคับตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจัดสรรบุคลากรจำนวน 30 คน แบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อให้เป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์ โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกหลังหักเบี้ยประกันภัยรับที่มียกเลิกกรมธรรม์และอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องทำให้ได้ตามเป้าจำนวน 5,000,000 บาท สำหรับในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์เรียกคืนเงินค่าตอบแทนตามอัตราส่วนที่ระบุไว้ในสัญญาได้ตามสัญญาบริการและเอกสารแนบท้ายสัญญา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนเงื่อนไขการรับประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และตกลงยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ทุกประการตามสัญญาค้ำประกัน หลังจากนั้นโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 กลับผลิตผลงานสำหรับเบี้ยประกันรับปีแรกให้แก่โจทก์ได้เพียงจำนวน 842,454 บาท ซึ่งน้อยกว่าข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาบริการและไม่ยินยอมคืนเงินค่าตอบแทนแก่โจทก์ 830,935.18 บาท ตามเงื่อนไขในสัญญาบริการ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการที่พิพาทเป็นสัญญาที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ที่บัญญัติห้ามมิให้บริษัทกระทำการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัทนั้น ก็ด้วยประสงค์มิให้นายหน้าแสวงหาลูกค้าเข้ามาทำสัญญาประกันชีวิตเพื่อมุ่งหวังค่าตอบแทนจากผลงานเบี้ยประกันภัย โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์อันแท้จริงของลูกค้าที่จะได้รับจากการทำสัญญาประกันชีวิตที่อาศัยเหตุความทรงชีพหรือมรณะของลูกค้าผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเป็นการให้บริษัทผู้รับประกันภัยไปสร้างแรงจูงใจแก่นายหน้าประกันชีวิตเพื่อมุ่งหวังค่าตอบแทน โดยมีเป้าหมายเพียงให้บริษัทได้รับเบี้ยประกันภัยเป็นจำนวนมากเท่านั้น ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของการทำสัญญาประกันชีวิตตามกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อสัญญาบริการเอกสารที่พิพาท ซึ่งจำเลยที่ 1 รับจ้างให้บริการสรรหา ฝึกอบรมบุคคลเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทน ผู้บริหารงานขายให้เป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้ามาทำประกันภัยกับโจทก์ โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกหลังหักเบี้ยประกันภัยรับที่มีการยกเลิกกรมธรรม์และอื่น ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายจำนวน 5,000,000 บาท และโจทก์ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท โดยได้ระบุค่าตอบแทนในการจัดสรรหาตัวแทนและผู้บริหารงานขายในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวนตัวแทนและผู้บริหารงานขาย เป้าหมายผลงานประจำปี ระยะเวลาในการคำนวณผลงาน ค่าตอบแทนเพิ่มเติมจะได้รับภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว รวมทั้งเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรณีที่ตัวแทนและผู้บริหารงานขายไม่สามารถบรรลุเป้าหมายผลงานที่โจทก์จะเรียกคืนค่าตอบแทนในอัตราส่วนต่างที่โจทก์ยังคงให้จำเลยที่ 1 ดำเนินงานตามสัญญาบริการต่อไปหรือไม่ ตามเอกสารแนบท้ายสัญญาบริการที่พิพาท สอดคล้องกับที่นายศิลปชัย ผู้จัดการอาวุโสแผนกปฏิบัติการตัวแทน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบริหารงานตัวแทนของโจทก์เบิกความว่า ตามสัญญาบริการที่พิพาทโจทก์จะให้เงินค่าตอบแทนจำเลยเป็นการล่วงหน้าเพื่อให้จำเลยสามารถทำผลงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในสัญญา หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด โจทก์ก็จะคำนวณให้ผลตอบแทนตามสัดส่วนที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา และจำเลยที่ 1 จะต้องคืนผลตอบแทนบางส่วนที่ได้รับล่วงหน้าไปแล้ว การที่โจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จำเลยที่ 1 จะต้องทำให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ไม่ต้องด้วยลักษณะดังกล่าว ดังที่โจทก์อ้างมาแต่อย่างใด สัญญาบริการที่พิพาทจึงเป็นสัญญาที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การที่โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปตามสัญญาดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์หาอาจจะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินนั้นได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 411
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 33 (7)
ชื่อคู่ความ
บริษัทพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณ พัช สปอร์ต 99 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทริกา จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3871/2558
#630186
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) บัญญัติห้ามมิให้บริษัทกระทำการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัทนั้น ก็ด้วยประสงค์มิให้นายหน้าแสวงหาลูกค้าเข้ามาทำสัญญาประกันชีวิตเพื่อมุ่งหวังค่าตอบแทนจากผลงานเบี้ยประกันภัย โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์อันแท้จริงของลูกค้าที่จะได้รับจากการทำสัญญาประกันชีวิตที่อาศัยเหตุความทรงชีพหรือมรณะของลูกค้าผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเป็นการให้บริษัทผู้รับประกันภัยไปสร้างแรงจูงใจแก่นายหน้าประกันชีวิตเพื่อมุ่งหวังค่าตอบแทน โดยมีเป้าหมายเพียงให้บริษัทได้รับเบี้ยประกันภัยเป็นจำนวนมากเท่านั้น ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของการทำสัญญาประกันชีวิตตามกฎหมาย เมื่อสัญญาบริการที่จำเลยที่ 1 รับจ้างให้บริการสรรหา ฝึกอบรมบุคคลเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทน ผู้บริหารงานขายให้เป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้ามาทำประกันภัยกับโจทก์ โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกหลังหักเบี้ยประกันภัยรับที่มีการยกเลิกกรมธรรม์และอื่น ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายจำนวน 5,000,000 บาท และโจทก์ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท โดยได้ระบุค่าตอบแทนในการจัดสรรหาตัวแทนและผู้บริหารงานขายในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวนตัวแทนและผู้บริหารงานขาย เป้าหมายผลงานประจำปี ระยะเวลาในการคำนวณผลงาน ค่าตอบแทนเพิ่มเติมจะได้รับภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว รวมทั้งเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรณีที่ตัวแทน และผู้บริหารงานขายไม่สามารถบรรลุเป้าหมายผลงานที่โจทก์จะเรียกคืนค่าตอบแทนในอัตราส่วนต่างที่โจทก์ยังคงให้จำเลยที่ 1 ดำเนินงานตามสัญญาบริการต่อไปหรือไม่ ตามเอกสารแนบท้ายสัญญาบริการ สอดคล้องกับที่ ศ. ผู้จัดการอาวุโสแผนกปฏิบัติการตัวแทน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบริหารงานตัวแทนของโจทก์เบิกความว่า ตามสัญญาบริการ โจทก์จะให้เงินค่าตอบแทนจำเลยเป็นการล่วงหน้าเพื่อให้จำเลยสามารถทำผลงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในสัญญา หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด โจทก์ก็จะคำนวณให้ผลตอบแทนตามสัดส่วนที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา และจำเลยที่ 1 จะต้องคืนผลตอบแทนบางส่วนที่ได้รับล่วงหน้าไปแล้ว การที่โจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าเป็นค่านายหน้า หรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จำเลยที่ 1 จะต้องทำให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ไม่ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด สัญญาบริการ จึงเป็นสัญญาที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การที่โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปตามสัญญาดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์หาอาจจะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินนั้นได้ไม่ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 411 จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 866,107.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 830,935.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 830,935.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 กันยายน 2554) ต้องไม่เกิน 35,172.46 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาบริการกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหา รวมถึงการฝึกอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทน ผู้บริหารงานขาย ที่มีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามที่โจทก์กำหนด และตามเงื่อนไขข้อบังคับตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจัดสรรบุคลากรจำนวน 30 คน แบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อให้เป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์ โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกหลังหักเบี้ยประกันภัยรับที่มียกเลิกกรมธรรม์และอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องทำให้ได้ตามเป้าจำนวน 5,000,000 บาท สำหรับในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์เรียกคืนเงินค่าตอบแทนตามอัตราส่วนที่ระบุไว้ในสัญญาได้ตามสัญญาบริการและเอกสารแนบท้ายสัญญา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนเงื่อนไขการรับประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และตกลงยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ทุกประการตามสัญญาค้ำประกัน หลังจากนั้นโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 กลับผลิตผลงานสำหรับเบี้ยประกันรับปีแรกให้แก่โจทก์ได้เพียงจำนวน 842,454 บาท ซึ่งน้อยกว่าข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาบริการและไม่ยินยอมคืนเงินค่าตอบแทนแก่โจทก์ 830,935.18 บาท ตามเงื่อนไขในสัญญาบริการ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการ เป็นสัญญาที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ที่บัญญัติห้ามมิให้บริษัทกระทำการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัทนั้น ก็ด้วยประสงค์มิให้นายหน้าแสวงหาลูกค้าเข้ามาทำสัญญาประกันชีวิตเพื่อมุ่งหวังค่าตอบแทนจากผลงานเบี้ยประกันภัย โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์อันแท้จริงของลูกค้าที่จะได้รับจากการทำสัญญาประกันชีวิตที่อาศัยเหตุความทรงชีพหรือมรณะของลูกค้าผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเป็นการให้บริษัทผู้รับประกันภัยไปสร้างแรงจูงใจแก่นายหน้าประกันชีวิตเพื่อมุ่งหวังค่าตอบแทน โดยมีเป้าหมายเพียงให้บริษัทได้รับเบี้ยประกันภัยเป็นจำนวนมากเท่านั้น ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของการทำสัญญาประกันชีวิตตามกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อสัญญาบริการที่จำเลยที่ 1 รับจ้างให้บริการสรรหา ฝึกอบรมบุคคลเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทน ผู้บริหารงานขายให้เป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้ามาทำประกันภัยกับโจทก์ โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยรับปีแรกหลังหักเบี้ยประกันภัยรับที่มีการยกเลิกกรมธรรม์และอื่น ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายจำนวน 5,000,000 บาท และโจทก์ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท โดยได้ระบุค่าตอบแทนในการจัดสรรหาตัวแทนและผู้บริหารงานขายในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวนตัวแทนและผู้บริหารงานขาย เป้าหมายผลงานประจำปี ระยะเวลาในการคำนวณผลงาน ค่าตอบแทนเพิ่มเติมจะได้รับภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว รวมทั้งเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรณีที่ตัวแทน และผู้บริหารงานขายไม่สามารถบรรลุเป้าหมายผลงานที่โจทก์จะเรียกคืนค่าตอบแทนในอัตราส่วนต่างที่โจทก์ยังคงให้จำเลยที่ 1 ดำเนินงานตามสัญญาบริการต่อไปหรือไม่ ตามเอกสารแนบท้ายสัญญาบริการ สอดคล้องกับที่นายศิลปชัย ผู้จัดการอาวุโสแผนกปฏิบัติการตัวแทน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบริหารงานตัวแทนของโจทก์เบิกความว่า ตามสัญญาบริการ โจทก์จะให้เงินค่าตอบแทนจำเลยเป็นการล่วงหน้าเพื่อให้จำเลยสามารถทำผลงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในสัญญา หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด โจทก์ก็จะคำนวณให้ผลตอบแทนตามสัดส่วนที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา และจำเลยที่ 1 จะต้องคืนผลตอบแทนบางส่วนที่ได้รับล่วงหน้าไปแล้ว การที่โจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าเป็นค่านายหน้า หรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จำเลยที่ 1 จะต้องทำให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ไม่ต้องด้วยลักษณะดังกล่าว ดังที่โจทก์อ้างมาแต่อย่างใด สัญญาบริการจึงเป็นสัญญาที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การที่โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปตามสัญญาดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์หาอาจจะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินนั้นได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 411
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 33 (7)
ชื่อคู่ความ
บริษัทพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณ พัช สปอร์ต ๙๙ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3857/2558
#627381
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดแล้วแต่กรณี จึงเป็นกรณีที่กฎหมายวางหลักเกณฑ์ในเรื่องของการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้โดยเฉพาะว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด การที่ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีกรณีที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้รับคำอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้หรือให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทำอุทธรณ์ขึ้นมาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 454,504.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายชั้นอนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านออกฝ่ายละครึ่ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมระหว่าง บริษัทบีช คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้เรียกร้อง กับบริษัทดวงจิตต์ จำกัด ผู้คัดค้าน โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 454,504.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ (วันที่ 31 สิงหาคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท บีช คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้เรียกร้อง ให้ผู้เรียกร้องและผู้คัดค้านออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายชั้นอนุญาโตตุลาการฝ่ายละครึ่ง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีนี้แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นของผู้คัดค้านให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วเห็นว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบที่จะส่งสำนวนกลับคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไปยังศาลฎีกา หรือให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทำอุทธรณ์ใหม่ไปยังศาลฎีกาเพื่อศาลชั้นต้นจะได้รวบรวมส่งไปยังศาลฎีกาโดยตรง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กลับมีคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์และพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดแล้วแต่กรณี จึงเป็นกรณีที่กฎหมายวางหลักเกณฑ์ในเรื่องของการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้โดยเฉพาะว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีกรณีที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้รับคำอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้หรือให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทำอุทธรณ์ขึ้นมาใหม่ตามที่ผู้คัดค้านฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 242
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทบีช คอนสตรัคชั่น จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทดวงจิตต์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3818/2558
#633719
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ข้อ 8 ระบุว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีคณะกรรมการจัดสรรหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก คณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้แทนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก และข้อ 19 ระบุว่า "การลงลายมือชื่อเพื่อให้มีผลผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้ปฏิบัติดังนี้ (2) การทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ให้ลงลายมือชื่อของประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกสองนาย และประทับตรานิติบุคคล" และข้อ 20 ระบุว่า "คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) เป็นผู้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ (2) เป็นผู้แทนของนิติบุคคลในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก" และตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" และมาตรา 44 บัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา ภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน" จำเลยที่ 1 ถูกจัดตั้งเพื่อจัดการและดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อจากผู้จัดสรรที่ดิน จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับตามบทบัญญัติมาตรา 43 ดังกล่าว คือ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ การที่จำเลยที่ 2 ประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ โดยยินยอมเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 หน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 108391 และ 5200 เพื่อประโยชน์ของบุคคลที่อาศัยอยู่ในที่ดินสองแปลงดังกล่าวใช้ถนนตามภาระจำยอมของที่ดินจัดสรรเป็นทางเข้าออก แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมิใช่เป็นการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะทั้งหมดหรือบางส่วนให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือบุคคลอื่นซึ่งจะต้องมีมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้ดำเนินการได้โดยมติดังกล่าวต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเจ้าของสิทธิในที่ดิน และต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครตามกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบ และการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ.2545 ข้อ 16 และข้อบังคับของนิติบุคคลของหมู่บ้านจัดสรร ข้อ 48 (2) ก็ตาม แต่เป็นที่เห็นได้ว่าข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลง เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งถนนภาระจำยอมของที่ดินจัดสรรลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้สอยของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรของหมู่บ้านดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงกระทำมิได้ ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ประธานกรรมการนิติบุคคลลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวกับโจทก์และประทับตรานิติบุคคล โดยมีกรรมการอื่นอีก 3 คน ลงลายมือชื่อเป็นพยานนั้น ก็ถือไม่ได้ว่ากรรมการอื่นดังกล่าวลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการนิติบุคคลตามความหมายในข้อบังคับของนิติบุคคลของหมู่บ้านจัดสรร ข้อ 19 (2) อันทำให้มีผลผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด นอกจากนี้คณะกรรมการยังต้องดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกอีกด้วย ตามข้อ 8 และข้อ 20 (1) แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการตามมติของสมาชิกนิติบุคคลเกี่ยวกับการเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 ด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกผู้มีสิทธิในที่ดิน จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลง กับโจทก์ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่หรือตามมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกนิติบุคคลตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บันทึกข้อตกลง จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1

ตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 4 ระบุว่า "...ผู้ให้ข้อตกลงยินดีมอบเงินอีกจำนวน 200,000 บาท... แก่นิติบุคคลฯ ภายในกำหนด 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้" และ ฝ่ายโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 2 งวด เป็นเงิน 1,200,000 บาท แต่การที่จำเลยที่ 1 นำเงิน 1,000,000 บาท มาวางศาลเพื่อคืนให้แก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลโดยยอมรับผิด การวางเงินเช่นว่านี้ไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ยแต่อย่างใด เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันปฏิบัติตามสัญญาบันทึกข้อตกลงวันที่ 12 มกราคม 2550 โดยเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 หมู่บ้านสวนแหลมทอง 2 หน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 108391 และ 5200 ตำบลสวนหลวง อำเภอสวนหลวง กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นทางเข้าออกมีความกว้างไม่เกิน 10 เมตร ตลอดไป หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติก็ให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินแก่โจทก์ 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2550 โดยเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 หมู่บ้านสวนแหลมทอง 2 หน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 108391 และ 5200 ตำบลสวนหลวง อำเภอสวนหลวง กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นทางเข้าออกทางซอย 9 จำนวน 1 ช่องทางตลอดไป มีความกว้างไม่เกิน 10 เมตร ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2551 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าตอบแทนจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2551 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2549 เพื่อรับโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา โดยมีข้อบังคับนิติบุคคล และมีคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้บริหารจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามกฎหมายและข้อบังคับ คณะกรรมการมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 มีคณะกรรมการ 23 คน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการตามประกาศรายชื่อคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ที่ดินโฉนดเลขที่ 108391 และ 5200 ตำบลสวนหลวง อำเภอสวนหลวง กรุงเทพมหานคร มีชื่อนางลัดดาวัลย์ มารดาของภริยาโจทก์กับนางสาวชมจรรย์ น้องของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามลำดับ มีเนื้อที่รวม 502 ตารางวา ตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านสวนแหลมทอง 2 แต่ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงขอเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 ของหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 บริเวณหน้าที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกตลอดไป กว้างไม่เกิน 10 เมตร โจทก์จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงิน 1,200,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 แล้วตามบันทึกข้อตกลง ขณะทำบันทึกข้อตกลงจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ส่วนผู้ลงลายมือชื่อคนอื่น ๆ ในฐานะพยานล้วนเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวแก่นางพวงแก้ว กับพวกในราคา 22,000,000 บาท และโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 24 สิงหาคม 2550 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาทางเข้าออกหน้าที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวถูกปิด นางพวงแก้วกับพวกจึงบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาให้มีทางเข้าออกที่ซอย 9 หรือให้โจทก์ซื้อที่ดินคืนไปพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหาย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บันทึกข้อตกลง มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรสวนแหลมทอง 2 ข้อ 8 ระบุว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีคณะกรรมการจัดสรรหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก คณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้แทนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก และข้อ 19 ระบุว่า "การลงลายมือชื่อเพื่อให้มีผลผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้ปฏิบัติดังนี้ (2) การทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ให้ลงลายมือชื่อของประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกสองนาย และประทับตรานิติบุคคล" และข้อ 20 ระบุว่า "คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) เป็นผู้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่" (2) เป็นผู้แทนของนิติบุคคลในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก" และตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" และมาตรา 44 บัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา ภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน" ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจัดตั้งเพื่อจัดการและดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อจากผู้จัดสรรที่ดิน จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับตามบทบัญญัติมาตรา 43 ดังกล่าว คือ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ การที่จำเลยที่ 2 ประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลง กับโจทก์ โดยยินยอมเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 หมู่บ้านสวนแหลมทอง 2 หน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 108391 และ 5200 เพื่อประโยชน์ของบุคคลที่อาศัยอยู่ในที่ดินสองแปลงดังกล่าวใช้ถนนตามภาระจำยอมของที่ดินจัดสรรเป็นทางเข้าออก แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมิใช่เป็นการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะทั้งหมดหรือบางส่วนให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือบุคคลอื่นซึ่งจะต้องมีมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้ดำเนินการได้โดยมติดังกล่าวต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเจ้าของสิทธิในที่ดิน และต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครตามกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบ และการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ.2545 ข้อ 16 และข้อบังคับของนิติบุคคลของหมู่บ้านจัดสรรสวนแหลมทอง 2 ข้อ 48 (2) ก็ตาม แต่เป็นที่เห็นได้ว่าข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลง เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งถนนภาระจำยอมของที่ดินจัดสรรลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้สอยของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรของหมู่บ้านดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงกระทำมิได้ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ประธานกรรมการนิติบุคคลลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวกับโจทก์และประทับตรานิติบุคคล โดยมีกรรมการอื่นอีก 3 คน ลงลายมือชื่อเป็นพยานนั้น ก็ถือไม่ได้ว่ากรรมการอื่นดังกล่าวลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการนิติบุคคลตามความหมายในข้อบังคับของนิติบุคคลของหมู่บ้านจัดสรร สวนแหลมทอง 2 ข้อ 19 (2) อันทำให้มีผลผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด นอกจากนี้คณะกรรมการยังต้องดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกอีกด้วย ตามข้อ 8 และข้อ 20 (1) แต่โจทก์ ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการตามมติของสมาชิกนิติบุคคลเกี่ยวกับการเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 ด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกผู้มีสิทธิในที่ดินตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 พยานโจทก์ ทั้งคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยังขัดแย้งกับคำเบิกความของนายสมชาย อดีตรองประธานกรรมการ พยานในบันทึกข้อตกลง พยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่เบิกความว่า เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีการพูดกันในที่ประชุมกรรมการ และกรรมการโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วย ประธานกรรมการจึงมอบให้รองประธานกรรมการชื่อนายสุวิทย์ดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงขึ้นมา ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายสมศักดิ์ กรรมการจำเลยที่ 1 พยานจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกระทำในฐานะส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกผู้มีสิทธิในที่ดินตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรสวนแหลมทอง 2 ข้อ 48 (1) การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่หรือตามมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกนิติบุคคลตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรสวนแหลมทอง 2 ข้อ 8 และข้อ 20 (1) อีกด้วย บันทึกข้อตกลง จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินตามบันทึกข้อตกลงแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า บิดาโจทก์เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเอกมัย สั่งจ่ายเงินงวดแรก 200,000 บาท และงวดที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน ตามสำเนาภาพถ่ายเช็คงวดที่ 2 ส่วนสำเนาภาพถ่ายเช็คงวดแรกได้สูญหายไป เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงิน 2 งวด ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ได้เปิดรั้วคอนกรีตเป็นทางเข้าออก สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และนายสมชายพยานโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เช็คที่จ่ายตามบันทึกข้อตกลง สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ทั้งสองฉบับ ขณะที่รับเงินงวดแรก 200,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินเพื่อใช้บริหารงาน และจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้กรรมการแต่ละคน เป็นเงินคนละ 20,000 บาท รวม 7 คน เป็นเงิน 140,000 บาท ได้นำเงินดังกล่าวไปใช้หนี้กรรมการและไปชำระหนี้ค่ารั้วของหมู่บ้านที่ค้างชำระอยู่ ส่วนนายสมชายเบิกความว่า เช็คฉบับแรกจำนวนเงิน 200,000 บาท เมื่อนายไชยากรรมการประธานฝ่ายจัดหารายได้ได้รับเช็คมาก็ส่งมอบให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบต่อให้กรรมการฝ่ายสำนักงานชื่อนายพิเชษฐ์ และนายพิเชษฐ์ได้ส่งต่อให้กรรมการฝ่ายสิ่งแวดล้อมและพัฒนาชื่อนายอมรเวทนำเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และเช็คสามารถเรียกเก็บเงินได้ ซึ่งรายชื่อกรรมการผู้รับมอบเช็คเงินงวดแรกดังกล่าวตรงตามประกาศรายชื่อคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรสวนแหลมทอง 2 ชุดที่ 1 ส่วนพยานจำเลยที่ 1 คงมีแต่นายสมศักดิ์ กรรมการจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวมาเบิกความลอย ๆ ว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 เพียง 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้นำเงินดังกล่าวมาวางศาลตามสำเนาใบรับเงิน เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 4 ระบุว่า "...ผู้ให้ข้อตกลงยินดีมอบเงินอีกจำนวน 200,000 บาท... แก่นิติบุคคลฯ ภายในกำหนด 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้" และบันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 และฝ่ายโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คชำระเงินงวดที่ 2 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ทั้งโจทก์นำสืบว่าได้มีการเปิดรั้วคอนกรีตที่ซอย 9 ตามบันทึกข้อตกลงมาแล้ว แต่มีการปิดในภายหลัง จึงน่าเชื่อว่าฝ่ายโจทก์ได้ชำระเงินงวดที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้วตามข้อตกลง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ฝ่ายโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 2 งวด เป็นเงิน 1,200,000 บาท ตามที่โจทก์นำสืบ แต่การที่จำเลยที่ 1 นำเงิน 1,000,000 บาท มาวางศาลเพื่อคืนให้แก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลโดยยอมรับผิด การวางเงินเช่นว่านี้ไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ยแต่อย่างใด เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ดังที่วินิจฉัยมา จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชนัญ ชุณห์อรรถกิจ
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
จำเลย — หมู่บ้านสวนแหลมทอง 2 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3804/2558
#581423
เปิดฉบับเต็ม

จัดการงานนอกสั่งนั้น ป.พ.พ. มาตรา 395 บัญญัติว่า "บุคคลใดเข้าทำกิจการแทนผู้อื่นโดยเขามิได้ว่าขานวานใช้ให้ทำก็ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิที่จะทำการงานนั้นแทนผู้อื่นด้วยประการใดก็ดี..." ดังนั้น บุคคลใดที่จะเข้าทำกิจการแทนผู้อื่น เช่น โจทก์เข้าไปชำระค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา แทนจำเลยนั้น เข้าทำกิจการแทนได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าตัวการจะขอให้ทำหรือมีสิทธิทำแทนหรือไม่ ยิ่งในกรณีคดีนี้เข้าทำกิจการอันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลย คือเป็นการจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 และตามข้อบังคับของจำเลยและตาม ป.พ.พ. มาตรา 397 ถ้าโจทก์ไม่เข้าชำระค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าส่วนกลาง แทนจำเลยแล้ว อาจไม่ทันท่วงทีเป็นเหตุให้ทางการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวงตัดน้ำตัดไฟของอาคารชุด การที่เข้าทำนี้ยังเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องคำนึงว่าจะขัดกับความประสงค์ของตัวการคือจำเลย โจทก์เข้าทำได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะต้องการหรือไม่ และเมื่อโจทก์ทำการตามมาตรา 397 นี้แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้เงินอันตนได้ออกไปคืนแก่โจทก์อย่างเช่นโจทก์เป็นตัวแทนจำเลยได้ตามมาตรา 401

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ธันวาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับและไม่โต้เถียงกันฟังยุติว่า อาคารชุดสาธร บริดจ ทาวเวอร์ มีห้องชุดจำนวน 167 ห้อง เดิมมีบริษัท สาธร แลนด์ แอนด์ บริดจ จำกัด เจ้าของโครงการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ บริษัทดังกล่าวขายห้องชุดไป 40 ห้อง ยังคงเหลืออีก 127 ห้อง วันที่ 12 มกราคม 2539 มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยขึ้นเพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดดังกล่าว โดยมีนายอภิพล เป็นผู้จัดการตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2542 ตามหนังสือสำคัญการจดทะเบียน ระหว่างที่นายอภิพลเป็นผู้จัดการจำเลย นายอภิพลนำห้องชุดของบริษัทสาธร แลนด์แอนด์ บริดจ จำกัด ที่เหลือทั้งหมดออกให้บุคคลภายนอกเช่า ต่อมาปี 2546 บริษัทสาธร แลนด์ แอนด์ บริดจ จำกัด ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 นายอภิพลถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอภิพล โจทก์เข้าทำธุรกิจนำห้องชุดของบริษัทสาธร แลนด์ แอนด์ บริดจ จำกัด ออกให้บุคคล ภายนอกเช่าและดูแลกิจการของจำเลยแทนนายอภิพล จนกระทั่งมีนายสมชาย เป็นผู้จัดการคนใหม่ของจำเลย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2549 แต่โจทก์ยังคงทำธุรกิจให้เช่าห้องชุดของบริษัทสาธร แลนด์ แอนด์ บริดจ จำกัด เรื่อยมาและชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาของอาคารชุดจำเลย ต่อมา ระหว่างเดือนมกราคม 2550 ถึงเดือนพฤษภาคม 2550 โจทก์ชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาของอาคารชุดจำเลยตามใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี หักส่วนที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบออกแล้วเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่าย 300,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า จัดการงานนอกสั่งที่โจทก์อ้างเป็นหลักแห่งข้อหาของฟ้องโจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 395 บัญญัติว่า "บุคคลใดเข้าทำกิจการแทนผู้อื่นโดยเขามิได้ว่าขานวานใช้ให้ทำก็ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิที่จะทำการงานนั้นแทนผู้อื่นด้วยประการใดก็ดี......." ดังนั้นบุคคลใดที่จะเข้าทำกิจการแทนผู้อื่น เช่น โจทก์เข้าไปชำระค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา แทนจำเลยนั้น เข้าทำกิจการแทนได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าตัวการจะขอให้ทำหรือมีสิทธิทำแทนหรือไม่ ยิ่งในกรณีคดีนี้เข้าทำกิจการอันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลย คือเป็นการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดสาธร บริดจ ทาวเวอร์ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 และตามข้อบังคับของจำเลยและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 397 ถ้าโจทก์ไม่เข้าชำระค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าส่วนกลาง แทนจำเลยแล้ว อาจจะไม่ทันท่วงทีเป็นเหตุให้ทางการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวงตัดน้ำตัดไฟของอาคารชุด เป็นที่เดือดร้อนของเจ้าของร่วมของห้องชุดและอาคารชุดที่เป็นส่วนกลาง การที่เข้าทำนี้ยังเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องคำนึงว่าจะขัดกับความประสงค์ของตัวการคือจำเลย โจทก์เข้าทำได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะต้องการหรือไม่ และเมื่อโจทก์ทำการตามมาตรา 397 นี้ แล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้เงินอันตนได้ออกไปคืนแก่โจทก์อย่างเช่น โจทก์เป็นตัวแทนจำเลยได้ ตามมาตรา 401 เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์มีกฎหมายกำหนดไว้ว่า เมื่อได้ทำการดั่งนั้นแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้เงินที่ได้ชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาจากจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 395 ม. 397 ม. 401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอภวรรณ คงชนะกุล
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด สาธร บริดจ ทาวเวอร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสุวีวัฒน์ ประมงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2558
#585747
เปิดฉบับเต็ม

การออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์เป็นราชการประจำตามปกติที่รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่เฉพาะแต่โจทก์ยังมีธนาคารอื่นที่ได้รับใบอนุญาตเช่นกัน ดังนั้น ปลัดกระทรวงการคลังย่อมใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์โดยตั้งเป็นสาขาในประเทศไทยได้ โดยไม่จำต้องผ่านความเห็นชอบของบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 6 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 18 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514 ข้อ 1 การที่ปลัดกระทรวงการคลังออกใบอนุญาตให้แก่โจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 7 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดจะกระทำการแทนธนาคารต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร หรือธนาคารพาณิชย์ใดนอกจากสาขาของธนาคารต่างประเทศจะตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย..." เห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช้บังคับแก่สาขาของธนาคารต่างประเทศ ดังนั้น ห. ผู้จัดการสาขาของโจทก์ในประเทศไทยซึ่งกระทำการแทนโจทก์มิได้กระทำเป็นการส่วนตัว จึงไม่ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ข้อตกลงตามสัญญาจำนองที่ว่า หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ผู้จำนองจะชำระส่วนที่ขาดจนครบ แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะผิดไปจากบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 733 ก็ตาม แต่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และข้อตกลงตามบันทึกต่อสัญญาจำนองที่กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จำนองต้องรับผิดในส่วนที่ขาดหากบังคับจำนองแล้วไม่พอชำระหนี้ก็เป็นไปตามปกติประเพณีของสัญญาจำนอง ซึ่งจำเลยที่ 3 รวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างทราบดีอยู่แล้ว จะถือว่าโจทก์ได้เปรียบในการต่อรองในการปฏิบัติตามสัญญาและจำเลยทั้งสามต้องรับภาระหนักกว่าโจทก์มากตามความใน พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 10 (1) (3) และ (4) หาได้ไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

หนังสือสัญญาค้ำประกันแม้จะไม่ได้ระบุจำนวนเงินไว้ แต่การค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 และ 681 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าหนี้ที่ค้ำประกันจะต้องมีจำนวนแน่นอน โดยหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขซึ่งเกิดขึ้นได้จริงก็ค้ำประกันได้ หนังสือสัญญาค้ำประกันจึงมีผลบังคับได้

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์พร้อมกับคำพิพากษา จำเลยทั้งสามชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา แต่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์เฉพาะคำพิพากษาไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งจนพ้นกำหนดอุทธรณ์แล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงยุติไป จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจยกขึ้นฎีกาได้อีก ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 23,413,689.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 21,375,679.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นตันไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทธนาคารสากลพาณิชย์แห่งประเทศจีน จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 21,375,679.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16828 ตำบลคลองหลวงแพ่ง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แทน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำนวนละ 50,000 บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลจำนวน 100,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การใช้อำนาจของปลัดกระทรวงการคลังในการออกใบอนุญาตให้โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มิใช่ราชการประจำตามปกติ ปลัดกระทรวงการคลังจึงไม่อาจใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการดำเนินการดังกล่าว โดยต้องเสนอข้อความวินิจฉัยต่อหัวหน้าคณะปฏิวัติโดยผ่านหัวหน้ากองอำนวยการหรือเสนอผู้อำนวยการฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับราชการของกระทรวงนั้น ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 3 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 6 และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 18 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514 ข้อ 1 การที่ปลัดกระทรวงการคลังออกใบอนุญาตให้แก่โจทก์ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของบุคคลดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมายไทย การแต่งตั้งนายหวังให้เป็นผู้กระทำการแทนของโจทก์ในประเทศไทยกระทำภายหลังจากพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 7 ทวิ ออกใช้บังคับแล้ว จึงต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 7 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดจะกระทำการแทนธนาคารต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย..." เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่านายหวังได้รับอนุญาตตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจกระทำการแทนโจทก์ในประเทศไทย และไม่อาจมอบอำนาจให้นายบุญช่วย หรือนายสุพรรณ์ ฟ้องคดีนี้ เห็นว่า การออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์เป็นราชการประจำตามปกติที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่เฉพาะแต่โจทก์ยังมีธนาคารอื่นที่ได้รับใบอนุญาตเช่นกัน ดังนั้น ปลัดกระทรวงการคลังย่อมใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์โดยตั้งเป็นสาขาในประเทศไทยได้ โดยไม่จำต้องผ่านความเห็นชอบของบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว ส่วนนายหวังซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการสาขาของโจทก์ในประเทศไทยและมีอำนาจยื่นฟ้องคดีแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ นายหวังจึงมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ ย่อมมอบอำนาจให้นายสุพรรณ์ฟ้องคดีนี้แทนได้ ส่วนข้อที่ว่านายหวังเป็นผู้กระทำการแทนธนาคารต่างประเทศ จึงต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 7 ทวิ นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 7 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดจะกระทำการแทนธนาคารต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร หรือธนาคารพาณิชย์ใดนอกจากสาขาของธนาคารต่างประเทศจะตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย..." บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ใช้บังคับแก่สาขาของธนาคารต่างประเทศ ดังนั้น นายหวังซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของโจทก์ได้กระทำการแทนโจทก์ มิได้กระทำเป็นการส่วนตัว จึงไม่ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อมาว่า สัญญาค้ำประกันไม่ได้กรอกจำนวนเงินที่ค้ำประกันไว้ จึงเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนอง แม้จะมีข้อตกลงกับโจทก์ว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 3 จะชำระส่วนที่ขาดจนครบ แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 ซึ่งเป็นเรื่องเมื่อบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ผู้ที่จะตกลงรับผิดต่อโจทก์ คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ ส่วนผู้จำนองนั้นบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายให้พ้นจากความรับผิด เมื่อการบังคับจำนองเสร็จสิ้นแล้ว หากมีข้อตกลงผิดไปจากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 3 ในมาตรา 4 บัญญัติถึงกรณีที่ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่ผู้ประกอบธุรกิจการค้าได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ในคดีนี้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปเพียง 20,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ต้องจำนองทรัพย์สินไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 30,000,000 บาท และยังมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาด หากได้เงินจากการบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้บริโภคต้องรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมวินิจฉัยให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี เมื่อทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ถูกยึดขายทอดตลาดไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามต่อไปนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 กล่าวถึงแต่ลูกหนี้เท่านั้นที่ไม่ต้องรับผิดส่วนที่ขาดหากการบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้โดยมุ่งประสงค์ที่จะให้เจ้าหนี้บังคับเอาจากทรัพย์ที่จำนอง ในส่วนผู้จำนองหากถูกยึดทรัพย์ที่จำนองขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็ไม่อาจยึดทรัพย์อื่นที่ไม่ได้จำนองไว้ได้ เว้นแต่ลูกหนี้และผู้จำนองจะมีข้อตกลงกับเจ้าหนี้ยอมชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจนครบ ซึ่งเป็นข้อตกลงเฉพาะราย แม้จะแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และข้อที่ว่าสัญญาค้ำประกันไม่ได้กรอกจำนวนเงินที่ค้ำประกันไว้ จึงเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ในข้อนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ปฏิเสธว่ามิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมทราบถึงการทำสัญญากู้ยืมเงิน รวมทั้งนิติกรรมอื่นที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 การแสดงเจตนาหรือความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้วตามข้อ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงจะชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้และนิติกรรมอื่นที่ทำไว้กับโจทก์ ทั้งที่มีอยู่ในวันทำสัญญาหรือที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าโดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม กล่าวคือรับผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ได้ระบุจำนวนเงินไว้ แต่การค้ำประกันนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 และ 681 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าหนี้ที่ค้ำประกันจะต้องมีจำนวนแน่นอน โดยหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขซึ่งเกิดขึ้นได้จริงก็ค้ำประกันได้ หนังสือสัญญาค้ำประกันจึงมีผลบังคับได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 2509/2540 และ 199/2545 ที่จำเลยทั้งสามยกขึ้นอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเป็นแนววินิจฉัยได้ ส่วนข้อที่ว่าบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์จัดทำขึ้น โดยกำหนดข้อตกลงว่าลูกหนี้คือจำเลยที่ 1 และผู้จำนองคือจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดหากบังคับจำนองแล้วไม่พอชำระหนี้ อันเป็นข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการได้เปรียบจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ให้ถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ต้องวินิจฉัยไปตามกฎหมายดังกล่าวในมาตรา 10 ที่ให้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั้งปวง รวมทั้ง (1) ถึง (4) โดยใน (2) ให้พิเคราะห์ถึงปกติประเพณีของสัญญาชนิดนั้น ในคดีนี้โจทก์ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ย่อมมีประเพณีและระเบียบปฏิบัติเช่นเดียวกับธนาคารทั่วไป ส่วนจำเลยทั้งสามประกอบธุรกิจค้าพืชผลทางเกษตรและอื่น ๆ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนซึ่งระบุวัตถุประสงค์ไว้ ซึ่งจำเลยทั้งสามต้องอาศัยสินเชื่อจากธนาคารเช่นเดียวกับผู้ประกอบการค้าอื่น ย่อมทราบถึงประเพณีและระเบียบปฏิบัติของธนาคารในการให้สินเชื่อ ในขณะเดียวกันธนาคารก็ต้องจัดทำแบบพิมพ์สัญญาในการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าเป็นการทั่วไป หนังสือสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ จึงเป็นไปตามปกติประเพณีของสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 3 รวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างทราบดีอยู่แล้ว และจะถือว่าโจทก์ได้เปรียบในการต่อรองในการปฏิบัติตามสัญญาและจำเลยทั้งสามต้องรับภาระหนักกว่าโจทก์มาก ตามความในมาตรา 10 (1), (3) และ (4) หาได้ไม่ ข้อตกลงในหนังสือสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการสุดท้ายว่า โจทก์โอนกิจการรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่ผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นไว้ในระหว่างพิจารณาพร้อมกับคำพิพากษา จำเลยทั้งสามจึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา แต่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์เฉพาะคำพิพากษาไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง จนพ้นกำหนดอุทธรณ์แล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงยุติไป จำเลยทั้งสามไม่อาจยกขึ้นฎีกาได้อีก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 680 ม. 681 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 7 ทวิ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 ม. 10
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 18 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514
ชื่อคู่ความ
ธนาคารสากลพาณิชย์แห่งประเทศจีน สาขากรุงเทพฯ
โดยบริษัทธนาคารสากลพาณิชย์แห่งประเทศจีน
โจทก์ — จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทผลิตภัณฑ์เมล็ดพืช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสุชีพร บุญทวีโชค
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2558
#586541
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าโจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองที่ดินนั้นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 18 ปีนั้น เป็นการได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างจำเลยทั้งหกกระทำโดยไม่สุจริตและโจทก์ทั้งสี่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งมิได้มีคำขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่อันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 636 ตำบลท่าแร้ง (จรเข้บัว) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 62.8 ตารางวา หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 67,561,200 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204408 ตำบลท่าแร้ง (จรเข้บัว) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 40.6 ตารางวา หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 25,074,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นให้คำให้การ

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 จำนวน 15,000 บาท จำเลยที่ 6 จำนวน 10,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 636 ตำบลท่าแร้ง (จรเข้บัว) อำเภอบางเขน (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 204408 ตำบลท่าแร้ง อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 18 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา โดยการครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 18 ปี แต่ยังมิได้ดำเนินการแก้ไขทางทะเบียน เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 204408 เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 636 ต่อมามีการแบ่งกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนระหว่างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 5 แล้ว จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 5 ดำเนินการแยกโฉนดที่ดินออกเป็นโฉนดเลขที่ 204408 และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 5 โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวตามลำดับเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 6 หลังจากนั้นจำเลยที่ 6 โอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่บริษัทซี ไอ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด แล้วบริษัทดังกล่าวโอนที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่บริษัทควอลิตี้เฮาส์ จำกัด (มหาชน) และตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 636 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 204408 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแก่โจทก์ทั้งสี่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าโจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยการครอบครองที่ดินนั้นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 18 ปี นั้นเป็นการได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างจำเลยทั้งหกกระทำโดยไม่สุจริตและโจทก์ทั้งสี่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งมิได้มีคำขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่อันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัวรัตน์ เสาเงิน กับพวก
จำเลย — บริษัทปัญจมิตรวิสาหกิจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพีระ จุ่งพิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2558
#583687
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยของจำเลยที่ 3 กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จะพิจารณาว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำละเมิดอย่างไรจึงต้องพิจารณาฟ้องของโจทก์ทั้งฉบับ มิใช่พิจารณาเฉพาะการออกโฉนดให้แก่ผู้ครอบครองในขณะนั้น หรือการเพิกถอนการออกโฉนดซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัท ส. โดยไม่ชอบเพราะอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จึงแสดงว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหลังจากที่โฉนดพิพาทถูกจำเลยที่ 1 เพิกถอน มิใช่ได้รับความเสียหายนับแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาท

สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยได้อาศัยแผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหารซึ่งมีมาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 แต่ขณะที่จำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ใช้ระวางแผนที่ภายถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ตรวจสอบ การออกโฉนดที่ดินแล้วเพิกถอนนั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มีส่วนผิดอยู่ แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ยังไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในขณะนั้น เหตุละเมิดจึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและถูกจำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเพราะวันดังกล่าวโจทก์เพิ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ครบองค์ประกอบฐานละเมิด เมื่อนับถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด หรือล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สืบเนื่องจากคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542

โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22904 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์

ก่อนจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 22904 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 ในราคา 500,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลจังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 3 ได้ยกประเด็นเรื่องละเมิดขึ้นกล่าวอ้างโดยชอบในชั้นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ศาลจังหวัดลำพูนพิพากษาว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ทำละเมิดต่อโจทก์ แต่พิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากคดีโจทก์ขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 จำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูนที่วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำละเมิดต่อโจทก์ ปัญหาว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงยุติตามคำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูน การที่จำเลยที่ 3 ฎีกาโดยยกปัญหาว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ขึ้นฎีกา ฎีกาข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยของจำเลยที่ 3 กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จะพิจารณาว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำละเมิดอย่างไรจึงต้องพิจารณาฟ้องของโจทก์ทั้งฉบับ มิใช่พิจารณาเฉพาะการออกโฉนดให้แก่ผู้ครอบครองในขณะนั้น หรือการเพิกถอนการออกโฉนดซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง กระทำการโดยประมาทออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาโฉนดที่ดินของโจทก์ถูกเพิกถอน โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าพนักงานที่ดิน จึงแสดงว่า โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงหลังจากที่โฉนดพิพาทถูกจำเลยที่ 1 เพิกถอน มิใช่โจทก์ได้รับความเสียหายนับแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาท ซึ่งข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายก็ฟังได้ว่า ในขณะที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ออกโฉนดที่ดินพิพาทนั้นได้อาศัยแผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหารซึ่งมีมาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 แต่ขณะที่จำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3 ใช้ระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ตรวจสอบ จึงฟังได้ว่า การออกโฉนดที่ดินแล้วเพิกถอนนั้นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มีส่วนผิดอยู่ หาใช่ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ทำละเมิดตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดในที่ดินพิพาทไม่ เพราะขณะนั้นเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ และโจทก์ก็ยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ยังไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและถูกจำเลยที่ 3 เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยแล้วว่าเป็นวันทำละเมิดจึงชอบแล้ว เพราะวันดังกล่าวโจทก์เพิ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 3 ครบองค์ประกอบฐานละเมิด เมื่อนับถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดหรือล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดจำนวนค่าเสียหาย 500,000 บาท เท่ากับราคาที่โจทก์ซื้อมา นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมใจ ชลวัฒนสกุลหรือเจริญสันติธรรม
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายปริญญา ปานเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3770/2558
#579686
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ถอนฟ้องเนื่องจากมูลคดีเกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นการฟ้องผิดศาล การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจ แม้จำเลยจะคัดค้าน แต่หากศาลเห็นว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ศาลก็อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และในกรณีที่ฟ้องผิดศาล หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยใหม่ยังศาลที่คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจได้ การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะเหตุฟ้องผิดศาล แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้ก็มิได้ทำให้จำเลยเสียหายแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2556 จนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องว่า มูลคดีเกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงขอถอนฟ้องเพื่อไปดำเนินคดีที่ศาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จำเลยแถลงคัดค้านว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 800 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นการชอบแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้นายวิริยะ กระทำการแทนโจทก์ สัญญาจ้างเหมาและติดตั้งจึงไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจในช่องผู้มอบอำนาจตามเอกสารท้ายฟ้อง เป็นลายมือชื่อและรอยตราประทับปลอม สินค้าที่โจทก์ส่งมอบติดตั้งและขนส่งให้แก่จำเลยมีความชำรุดบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินตามฟ้อง เมื่อนำมาหักกลบลบหนี้แล้ว โจทก์จะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยอีก คดีของจำเลยมีโอกาสชนะ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องทำให้จำเลยเสียเปรียบนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่า โจทก์ถอนฟ้องเนื่องจากมูลคดีเกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นการฟ้องผิดศาล ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน แสดงว่าการที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เป็นอำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจ แม้จำเลยจะคัดค้าน แต่หากศาลเห็นว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ศาลก็อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และในกรณีที่ฟ้องผิดศาล หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยใหม่ยังศาลที่คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะเหตุฟ้องผิดศาล แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้ก็มิได้ทำให้จำเลยเสียหายแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย จึงยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด หากโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ จำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม การถอนฟ้องของโจทก์จึงหาทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในเชิงคดีดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวี แอนด์ เอช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยแปซิฟิคอัลฟ่าโฮลดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางสุชาดา ยิ่งสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3754/2558
#585992
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านกับลูกหนี้และได้ชำระเงินค่าที่ดินและบ้านแก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้องได้เนื่องจากลูกหนี้ได้นำที่ดินและบ้านดังกล่าวไปจำนองแก่บริษัท บ. ซึ่งต่อมาบริษัทดังกล่าวได้โอนสิทธิการรับจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 2 แล้ว เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้ โดยลูกหนี้ไม่มีสิทธิอย่างใดตามสัญญาอีก คงเหลือเฉพาะหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา สิทธิตามสัญญานั้นเป็นของผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องจะพึงได้มีรับภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้ร้องใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้ร้อง หาตกได้แก่ลูกหนี้ไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้จึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อผู้ร้องได้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องประสงค์จะขอรับโอนกรรมสิทธิ์พร้อมบ้านที่พิพาทจากผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงชอบที่จะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้อง โดยปลอดจำนอง โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไถ่ถอนจำนองจากผู้คัดค้านที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 โจทก์ฟ้องขอมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ยอมรับสิทธิตามสัญญา โดยให้ลูกหนี้โดยผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านที่พิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระจำนอง

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 96209 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีพร้อมบ้านเลขที่ 3/78 หมู่ 5 โครงการบ้านทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว ซอยบงกช 29 ถนนเลียบคลองสอง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 17.8 ตารางวา ให้แก่ผู้ร้อง โดยติดจำนองผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 มีว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายตามที่ผู้ร้องอ้างหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบทั้งหมดแล้ว น่าเชื่อว่าผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับลูกหนี้และได้ชำระเงินค่าที่ดินและบ้านที่พิพาทแก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้วจริง ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้ เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านที่พิพาทให้แก่ผู้ร้องได้เนื่องจากลูกหนี้ได้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวไปจำนองแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ออมทรัพย์ จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ซึ่งต่อมาบริษัทดังกล่าวได้โอนสิทธิการรับจำนองให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 แล้ว เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว โดยลูกหนี้ไม่มีสิทธิอย่างใดตามสัญญาอีกคงเหลือเฉพาะหน้าที่ของลูกหนี้จะต้องปฏิบัติตามสัญญา สิทธิตามสัญญานั้นเป็นของผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้ร้องใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้ร้องหาตกได้แก่ลูกหนี้ไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้จึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อผู้ร้องได้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องประสงค์จะขอรับโอนกรรมสิทธิ์พร้อมบ้านที่พิพาทจากผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงชอบที่จะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านที่พิพาทให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านที่พิพาทให้แก่ผู้ร้อง โดยติดจำนองที่มีอยู่แก่ผู้คัดค้านที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 96209 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 3/78 หมู่ที่ 5 โครงการบ้านทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว ปทุมแลนด์ รังสิต คลองสอง ซอยบงกช 29 ถนนเลียบคลองสอง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 17.8 ตารางวา แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระจำนองของผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไปไถ่ถอนจำนองจากผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสาววิภาภรณ์ คุณาพัทธ์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
จำเลย — นางสาวประภัสสร ทอราซองหรือศุภวิรุตม์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายโชค จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3753/2558
#585446
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าคำว่า "VFLEX" เป็นคำที่ไม่มีคำแปลหรือปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น แม้โจทก์ไม่ได้ทำให้อักษร V มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากอักษรโรมัน V ซึ่งเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ คำดังกล่าวโดยรวมทั้งคำก็ยังเป็นคำประดิษฐ์อยู่ อย่างไรก็ดีแม้จะพิจารณาโดยการแยกคำ ความหมายก็หาได้ยุติดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่ กล่าวคือ อักษร V ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอ้างถึงพจนานุกรมอักษรย่ออังกฤษ - ไทย โดยสุนทร ประสารพจน์ ว่า อักษรโรมัน V เป็นคำย่อของคำว่า Very แปลว่า มาก มากๆ อย่างยิ่ง แท้จริง นั้น ตามสำเนาพจนานุกรมดังกล่าว อักษร V มิได้เป็นคำย่อของ Very ซึ่งแปลว่า มาก มากๆ อย่างยิ่ง แท้จริง เท่านั้น แต่เป็นคำย่อของหลายสิ่ง เมื่อพิจารณาพจนานุกรมเล่มอื่นก็เช่นกัน ดังนั้นอักษร V จึงมีความหมายหลากหลายจนไม่อาจยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใด สำหรับคำว่า FLEX ตามสำเนาพจนานุกรม Oxford River Books English- Thai Dictionary หากเป็นคำนาม หมายถึงสายไฟ หากเป็นคำกริยาแปลว่า งอ คำว่า FLEX จึงไม่ได้แปลว่า โค้งงอ เพียงอย่างเดียว การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาหาความหมายของคำว่า "VFLEX" โดยแยกคำเป็นภาคส่วน แล้วนำความหมายแต่ละภาคส่วนตามที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาเลือกมารวมกัน เพื่อให้ความหมายของคำดังกล่าวว่าโค้งงอได้อย่างมาก โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงหยิบยกความหมายนั้น ๆ มาใช้ จึงไม่ถูกต้อง เพราะอักษร V และคำว่า FLEX ต่างมีความหมายหลายอย่าง เมื่อนำมารวมกันแล้วจะมีความหมายอย่างใดขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้ความหมายใดของอักษร V กับความหมายใดของคำว่า FLEX นอกจากนี้การพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่อาจรับจดทะเบียนได้หรือไม่นั้นต้องมองภาพโดยรวมของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเองด้วย ทั้งการไม่สามารถหาความหมายของคำว่า "VFLEX" ที่ชัดเจนได้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "VFLEX" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 758355 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "VFLEX" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 758355 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 524/2555 ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VFLEX" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 758355 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "VFLEX" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) (3) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า "VFLEX" เป็นคำที่ไม่มีคำแปลหรือปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น แม้โจทก์ไม่ได้ทำให้อักษร V มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากอักษรโรมัน V ซึ่งเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ คำดังกล่าวโดยรวมทั้งคำก็ยังเป็นคำประดิษฐ์อยู่ อย่างไรก็ดีแม้จะพิจารณาโดยการแยกคำ ความหมายก็หาได้ยุติดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่ กล่าวคือ อักษร V ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอ้างถึงพจนานุกรมอักษรย่ออังกฤษ - ไทย โดยสุนทร ว่า อักษรโรมัน V เป็นคำย่อของคำว่า Very แปลว่า มาก มากๆ อย่างยิ่ง แท้จริง นั้น ตามสำเนาพจนานุกรมดังกล่าว อักษร V มิได้เป็นคำย่อของ Very ซึ่งแปลว่า มาก มากๆ อย่างยิ่ง แท้จริง เท่านั้น แต่เป็นคำย่อของหลายสิ่ง หากแบ่งกลุ่มตามไวยากรณ์ ได้แก่ (1) คำนาม เป็นคำย่อของสิ่งต่างๆ เช่น บักเตรีชนิดหนึ่ง (vibrio) ตำแหน่งราชาคณะผู้ปกครอง (vicargae) ชนะ (victory) หมู่บ้าน (village) ซอฝรั่งอย่างเล็ก (violin) ไวรัส (virus) สายตา (vision) ความสามารถในการเห็น (visual capacity) เสียงพูด (voice) ภูเขาไฟ (volcano) หน่วยวัดความดันไฟฟ้า (volt) ปริมาตร (volume) และอาสาสมัคร (volunteers) เป็นต้น (2) คำกริยา เป็นคำย่อของ โปรดดู (vide) หรือ ออกเสียง (voice) (3) คำบุพบท เป็นคำย่อของ แทน รอง (vice) (4) คำคุณศัพท์และคำวิเศษณ์ เป็นคำย่อของ แท้จริง จริงๆ มากๆ (very) เกี่ยวกับไวรัส ( viral) หรือเกี่ยวกับปาก ปากเปล่า ที่แสดงการพูด โดยทางการพูด (voice) หากพิจารณาจากพจนานุกรมอีกเล่มหนึ่งที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอ้างอิงคือ Oxford River Books English- Thai Dictionary ปรากฏว่า อักษร V หมายถึง (เอ) พยัญชนะตัวที่ 22 ของภาษาอังกฤษ (บี) เลขห้าของโรมัน (ซี) สิ่งของรูปตัววี (ดี) V1 คือ ระเบิดเครื่องบินเล็กไร้นักบินที่เยอรมันส่งมาโจมตีกรุงลอนดอนในสงครามโลกครั้งที่ 2 V2 เป็นจรวดวิถีไกลรุ่นหลังวีหนึ่งและยิงโจมตีอังกฤษ พจนานุกรมดังกล่าวยังได้แสดงวิธีที่นำอักษร V ประกอบคำอื่นเช่น V-neck, V-necked, V-sign นอกจากนี้ระบุว่า V ย่อมาจาก volt ส่วน V. ย่อมาจาก (เอ) versus (บี) very (ซี) verse ดังนั้นอักษร V จึงมีความหมายหลากหลายจนไม่อาจยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใด สำหรับคำว่า FLEX ตามสำเนาพจนานุกรม Oxford River Books English- Thai Dictionary หากเป็นคำนาม หมายถึง สายไฟ หากเป็นคำกริยา แปลว่า งอ (ใช้กับข้อต่อ แขนขา) คำว่า FLEX จึงไม่ได้แปลว่า โค้งงอ เพียงอย่างเดียว การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาหาความหมายของคำว่า "VFLEX" โดยแยกคำเป็นภาคส่วน แล้วนำความหมายแต่ละภาคส่วนตามที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาเลือกมารวมกัน เพื่อให้ความหมายของคำดังกล่าวว่า โค้งงอได้อย่างมาก โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงหยิบยกความหมายนั้นๆ มาใช้ จึงไม่ถูกต้อง เพราะอักษร V และคำว่า FLEX ต่างมีความหมายหลายอย่าง เมื่อนำมารวมกันแล้วจะมีความหมายอย่างใดขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้ความหมายใดของอักษร V กับความหมายใดของคำว่า FLEX คำว่า "VFLEX" จึงยังไม่แน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใดนอกจากนี้การพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่อาจรับจดทะเบียนได้หรือไม่นั้น ต้องมองภาพโดยรวมของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเองด้วย ซึ่งจำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าบุคคลในสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษในระดับทั่วไปในสังคมเมื่อเห็นคำว่า "VFLEX" แล้วจะเข้าใจความหมายว่าหมายถึง โค้งงอได้อย่างมาก เช่นเดียวกับที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยหรือไม่ ดังนั้นเมื่อคำว่า "VFLEX" ยังไม่มีคำแปลที่แน่นอน การนำไปใช้กับรายการสินค้า หน้ากากป้องกันมลพิษที่ไม่ใช้ในการช่วยทำให้หายใจ ย่อมไม่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VFLEX" เป็นสินค้าที่โค้งงอเข้ากับรูปหน้า หรือโค้งกระชับปรับเข้ากับรูปหน้าได้อย่างดี เครื่องหมายการค้าคำว่า "VFLEX" จึงเป็นคำอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง นอกจากนี้การไม่สามารถหาความหมายของคำว่า "VFLEX" ที่ชัดเจนได้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น (coined word) ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น กรณีรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "VFLEX" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) (3) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 524/ 2555 และให้จำเลยทั้งสิบเอ็ด ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VFLEX" ตามคำขอเลขที่ 758355 ของโจทก์ต่อไป จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาจนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 7 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — 3 เอ็ม คัมปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2558
#583695
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ได้ทำสัญญาการโอนกิจการกับผู้คัดค้านโดยตกลงโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดซึ่งรวมทั้งหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 7 ค้างชำระบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. แก่ผู้คัดค้านแล้ว สิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวย่อมตกเป็นของผู้คัดค้าน ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครแล้ว ดังนั้น ผู้ชำระบัญชีบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงิน 4,752,222.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 2,860,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 7 ไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8534 ของจำเลยที่ 7 ขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดและเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวข้างต้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โอนกิจการทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านรวมทั้งหนี้ตามคำร้อง แล้วบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัท เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 นายเจริญจิตร ผู้ชำระบัญชีบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด มอบอำนาจให้ (ว่าที่) ร้อยตรีภพพรหม ทำการบังคับคดีโดยชอบ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทำการยึดที่ดินของจำเลยที่ 7 ตามคำร้องโดยชอบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2550 และคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาหรือมีคำสั่ง ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ของจำเลยที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8534 ของจำเลยที่ 7 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย นายธันว์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 7 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาแล้วไม่ชำระหนี้ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ทำสัญญาการโอนกิจการรวมทั้งหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2549 นายเจริญจิตร ผู้ชำระบัญชีบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด มอบอำนาจให้ (ว่าที่) ร้อยตรีภพพรหม ดำเนินการบังคับคดี และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2549 (ว่าที่) ร้อยตรีภพพรหมนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8534 เพื่อนำมาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยังอยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำเลยที่ 7 ตามคำพิพากษาผู้สวมสิทธิโจทก์และมีอำนาจดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยที่ 7 มาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้ทำสัญญาการโอนกิจการกับผู้คัดค้านโดยตกลงโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดซึ่งรวมทั้งหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 7 ค้างชำระบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด แก่ผู้คัดค้านแล้ว สิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวย่อมตกเป็นของผู้คัดค้าน ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครแล้ว ดังนั้น ผู้ชำระบัญชีบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้ (ว่าที่) ร้อยตรีภพพรหมบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแทนตามคำร้องของจำเลยที่ 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 (เดิม)
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคาร น.
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางชื่นอารี ชุ่มจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สัณธาน ขันทมณี
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3744/2558
#582981
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคยเคาะไม้ขายให้ผู้สู้ราคาสูงสุดมาแล้ว 3 ครั้ง และผู้สู้ราคาดังกล่าวผิดสัญญาซื้อขายไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือทั้งสามครั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงกำหนดเงื่อนไขการวางเงินประกันการเข้าสู้ราคาสูงกว่าร้อยละ 5 ของราคาที่เคยมีผู้เสนอสูงสุด โดยเสนอต่ออธิบดีกรมบังคับคดีหรือรองอธิบดีผู้รับมอบหมายเพื่อพิจารณา และโดยอาศัยคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 64/2554 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ก่อนการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทในครั้งนี้ อันนับได้ว่าเป็นการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโดยชอบ ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเพื่อขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ก็บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าว เมื่อปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อ้างว่าประสงค์จะเข้าสู้ราคา โดยมิได้เข้าร่วมสู้ราคา ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1370 ตำบลสามวาตะวันตก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยเพื่อบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวแล้วเคาะไม้ขายทอดตลาดให้แก่นายกังวาลชัย ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ในราคา 4,850,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 10,441,153.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยและหนี้เงินกู้จำนวน 8,289,946.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 124948 และ 124949 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร กับที่ดินโฉนดเลขที่ 1370 และ 7719 ตำบลสามวาตะวันตกและตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1370 ตำบลสามวาตะวันตก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 3 ไร่ เพื่อบังคับเอาชำระหนี้ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์พิพาทเป็นเงิน 4,080,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าสู้ราคาต้องวางหลักประกันการเข้าสู้ราคาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงินสดหรือแคชเชียร์เช็คหรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นเงิน 1,230,000 บาท เมื่อถึงวันนัดเจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์พิพาทให้แก่นายกังวาลชัย ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ในราคา 4,850,000 บาท โดยผู้ร้องไม่ได้เข้าร่วมประมูลสู้ราคา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและมีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าสู้ราคาต้องวางหลักประกันการเข้าสู้ราคาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,230,000 บาท ขัดต่อคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 เป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7(1) มาตรา 27 และมาตรา 296 แต่ปรากฏข้อเท็จจริง ตามบันทึกเสนอรายงานข้อเท็จจริงฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2555 ของสำนักงานดำเนินการบังคับคดีกรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 3 ในสำนวนว่า คำสั่งกรมบังคับคดีที่ 333/2551 ที่กำหนดเงื่อนไขให้วางเงินประกันการเสนอราคารายการละ 50,000 บาท นั้นเป็นกรณียังไม่เคยนำทรัพย์ออกขายหรือยังไม่ได้เคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุด แต่ที่ดินพิพาทคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคยเคาะไม้ขายให้ผู้สู้ราคาสูงสุดมาแล้ว 3 ครั้ง และผู้สู้ราคาดังกล่าวผิดสัญญาซื้อขายไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือทั้งสามครั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงกำหนดเงื่อนไขการวางเงินประกันการเข้าสู้ราคาสูงกว่าร้อยละ 5 ของราคาที่เคยมีผู้เสนอสูงสุด โดยเสนอต่ออธิบดีกรมบังคับคดีหรือรองอธิบดีผู้รับมอบหมายเพื่อพิจารณา และโดยอาศัยคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 64/2554 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ก่อนการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทในครั้งนี้ อันนับได้ว่าเป็นการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโดยชอบ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเพื่อขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ก็บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าว เมื่อปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อ้างว่าประสงค์จะเข้าสู้ราคา โดยมิได้เข้าร่วมสู้ราคา ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดีนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุม วิทจำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายพีระยุทธ รุจิเกียรติขจร
จำเลย — นายคงศักดิ์ จารึกสถิตย์วงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐพงษ์ ตั้งสากล
ศาลอุทธรณ์ — นางอารีย์ เตชะหรูวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3736/2558
#599056
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อจะขายที่ดิน 3 แปลง รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นตามที่ระบุในสัญญาในราคารวม 56,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าว ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 1 และข้อ 3 ระบุว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจะทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่ดินเปล่าตามราคาประเมินของสำนักงานที่ดินอำเภอพระประแดงเป็นเกณฑ์ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในข้อ 5 (3) โดยระบุว่าขายเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่ตรงกับความจริง จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าหากโจทก์ต้องการให้จดทะเบียนโอนสิ่งปลูกสร้างด้วย โจทก์ต้องรับผิดชอบเสียค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000,000 บาท การกระทำของโจทก์และจำเลยทั้งสองที่ตกลงกันตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 3 บ่งชี้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ซื้อขายกันจริง ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ส่วนข้อตกลงในการซื้อขายที่ดินรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นตามข้อ 1 นั้น แม้จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อข้อตกลงในข้อ 3 ไม่มีผลบังคับแล้วย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกันดังกล่าวได้ ข้อตกลงในข้อ 1 จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้นโจทก์หรือจำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่ต่อกันจึงไม่อาจบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญาหรือเรียกค่าเสียหายต่อกันได้ ดังนั้นจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินมัดจำจำนวน 5,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ ซึ่งมิใช่กรณีอันเกิดจากการเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดพร้อมด้วยดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่จำเลยทั้งสองเสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 เมษายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 80,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อจะขายที่ดิน 3 แปลง รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นตามที่ระบุในสัญญาในราคารวม 56,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายกับค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าว ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 1 และข้อ 3 ระบุว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจะทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่ดินเปล่าตามราคาประเมินของสำนักงานที่ดินอำเภอพระประแดงเป็นเกณฑ์ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในข้อ 5 (3) โดยระบุว่าขายเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่ตรงกับความจริง ในข้อนี้จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าหากโจทก์ต้องการให้จดทะเบียนโอนสิ่งปลูกสร้างด้วย โจทก์ต้องรับผิดชอบเสียค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000,000 บาท การกระทำของโจทก์และจำเลยทั้งสองที่ตกลงกันตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 3 บ่งชี้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ซื้อขายกันจริง ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ส่วนข้อตกลงในการซื้อขายที่ดินรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นตามข้อ 1 นั้น แม้จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อข้อตกลงในข้อ 3 ไม่มีผลบังคับแล้วย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกันดังกล่าวได้ ข้อตกลงในข้อ 1 จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้นโจทก์หรือจำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่ต่อกันจึงไม่อาจบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญาหรือเรียกค่าเสียหายต่อกันได้ ดังนั้นจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินมัดจำจำนวน 5,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ ซึ่งมิใช่กรณีอันเกิดจากการเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดพร้อมด้วยดอกเบี้ย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 5,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระ รัตนกิจตระกูล
จำเลย — บริษัทนวภูมิค้าวัตถุก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวลักขณา งานประเสริฐกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา