คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3438/2558
#586538
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของ น. ให้โอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ น. ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างมูลหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นหลักในการฟ้องคดี หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ของกองมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของเจ้ามรดก ไม่ใช่หนี้สินส่วนตัว การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ น. ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีจึงต้องร่วมกันดำเนินการจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 จะแยกกันจัดการไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดี เป็นการแยกกันจัดการมรดก เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 600 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินของนางนารีแปลงที่ 6 ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินของนางดวงพรโดยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้วยตนเองให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม 100,000 บาท หากไม่สามารถดำเนินการได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 180 ตารางวา ในส่วนที่ได้รับมรดกมาจากนางนารี ส้มเกลี้ยง ให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการได้ จำเลยที่ 1 จะชำระเงินให้แก่โจทก์ 468,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 420 ตารางวา ในส่วนของนางนารี แปลงที่ 6 ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินของนางดวงพร ที่ได้จับฉลากแบ่งแยกที่ดินร่วมกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถจดทะเบียนได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 1,092,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 และที่พิพากษาเมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2554 ทั้งสองฉบับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองที่เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ในการต่อสู้คดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้คดีตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกของนางนารี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 แล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางนารีให้โอนที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดกของนางนารีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างมูลหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นหลักในการฟ้องคดี หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ของกองมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของเจ้ามรดก ไม่ใช่หนี้สินส่วนตัว การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนารีในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ถูกฟ้องเช่นนี้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันดำเนินการจัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 จะแยกกันจัดการไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดี เป็นการแยกกันจัดการมรดก เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (2) ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง พันธ์รอด
จำเลย — นางรวงทอง เตมีรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3438/2558
#634177
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของ น. ให้โอนที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดกของ น. ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างมูลหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นหลักในการฟ้องคดี หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ของกองมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของเจ้ามรดก ไม่ใช่หนี้สินส่วนตัว การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ น. ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ถูกฟ้องเช่นนี้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันดำเนินการจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 จะแยกกันจัดการไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดี เป็นการแยกกันจัดการมรดก เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 600 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินของนางนารีแปลงที่ 6 ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินของนางดวงพรโดยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้วยตนเองให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม 100,000 บาท หากไม่สามารถดำเนินการได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 180 ตารางวา ในส่วนที่ได้รับมรดกมาจากนางนารี ให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการได้ จำเลยที่ 1 จะชำระเงินให้แก่โจทก์ 468,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 420 ตารางวา ในส่วนของนางนารี แปลงที่ 6 ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินของนางดวงพร ที่ได้จับฉลากแบ่งแยกที่ดินร่วมกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถจดทะเบียนได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 1,092,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2554 และที่พิพากษาเมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2554 ทั้งสองฉบับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ให้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองที่เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ในการต่อสู้คดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2550 นางนารี ถูกนายธรรมนูญ ฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2688/2550 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ต่อมาประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2550 นางนารี โดยนายประสพชัย จำเลยที่ 1 และนางดวงพร ในฐานะตัวแทนได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความแก้ต่างในคดีดังกล่าว หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2552 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งว่า นางนารีเป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของจำเลยที่ 1 นายประสพชัยและนางดวงพร และในวันที่ 7 มิถุนายน 2552 นางนารีโดยจำเลยที่ 1 กับพวกในฐานะผู้อนุบาลทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความแก้ต่างในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2688/2550 ของศาลจังหวัดปทุมธานี โดยตกลงจ่ายค่าบำเหน็จทนายความให้แก่โจทก์เป็นที่ดินจำนวน 600 ตารางวา ของที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลบางหลวงฝั่งใต้ อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี ที่นางนารีเป็นเจ้าของที่ดินอยู่จำนวน 6 ไร่เศษ และจะชำระค่าบำเหน็จทนายความให้แก่โจทก์ทันทีเมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์ได้ยื่นใบแต่งทนายความฉบับใหม่ คำร้องขอให้สัตยาบัน คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ และคำร้องขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ต่อมานายธรรมนูญกับนางนารีได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันและศาลจังหวัดปทุมธานีได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว หลังจากนั้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 นางนารีโดยจำเลยที่ 1 กับพวกในฐานะผู้อนุบาลและในฐานะทายาทโดยธรรม ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความขอชำระค่าบำเหน็จทนายความเป็นที่ดินจำนวน 600 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินของนางนารีที่ได้จับฉลากแบ่งแยกที่ดินร่วมกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี และจะดำเนินการโอนที่ดินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทันทีเมื่อศาลแพ่งได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทกลุ่มที่ 2 คือ จำเลยที่ 2 นางดาวรุ่ง และนายธานี ได้ยินยอมและเห็นด้วยกับการจับฉลากดังกล่าว โดยได้ยื่นคำร้องขอกันส่วนก่อนขายทอดตลาดที่ดินแปลงพิพาทด้วย วันที่ 4 ตุลาคม 2553 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนางนารีชำระหนี้ของนางนารีที่มีต่อโจทก์เป็นที่ดินจำนวน 600 ตารางวา จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้จ้าง ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นแต่ประการใดกับการทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความแก้ต่างในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2688/2550 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ระหว่างนายธรรมนูญ กับนางนารี เนื่องจากคดีดังกล่าวนั้นทายาทกลุ่มที่ 1 มี จำเลยที่ 1 นางดวงพร และนายประสพชัย ลงลายมือชื่อว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินคดีดังกล่าว โดยทายาทกลุ่มที่ 2 คือ จำเลยที่ 2 นางดาวรุ่ง และนายธานี ไม่เห็นด้วยที่ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความ อีกทั้งคดีดังกล่าวจบลงด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและนางนารีต้องชำระเงินให้แก่นายธรรมนูญ เป็นเงิน 800,000 บาท ซึ่งทายาทกลุ่มที่ 2 ไม่เห็นด้วยและคัดค้านการทำงานของโจทก์ เนื่องจากทายาทกลุ่มที่ 2 ได้นัดเจรจาและสามารถตกลงกันได้กับนายธรรมนูญนอกศาลไว้ก่อนแล้วว่าจะจ่ายให้เป็นเงิน 550,000 บาท ทายาทกลุ่มที่ 1 ที่สัญญาว่าจ้างโจทก์ไม่ไปชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจนที่ดินพิพาทจะถูกยึด ทายาทกลุ่มที่ 2 ไม่อยากให้ที่ดินถูกยึดขายทอดตลาด จึงให้นางดาวรุ่งนำเงินส่วนตัวไปชำระแก่นายธรรมนูญเพื่อให้ที่ดินแปลงพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์มรดกเหมือนเดิมและขอให้ทายาททุกคนร่วมกันชำระหนี้ในส่วนของแต่ละคน โดยโจทก์แทบไม่ได้ทำงานอะไรเลยหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว เพราะยังคงมีคดีพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดินพิพาทดังกล่าวระหว่างทายาทกลุ่มที่ 1 กับทายาทกลุ่มที่ 2 ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอีกหลายคดี และการจับฉลากแบ่งแยกที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ถูกต้อง เพราะทายาทกลุ่มที่ 2 ไม่ได้ไปจับสลากเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกที่ดินกันเองของทายาทกลุ่มที่ 1

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้คดีตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกของนางนารี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 แล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางนารีให้โอนที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดกของนางนารีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างมูลหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นหลักในการฟ้องคดี หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ของกองมรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนของเจ้ามรดก ไม่ใช่หนี้สินส่วนตัว การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนารีในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ถูกฟ้องเช่นนี้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันดำเนินการจัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 จะแยกกันจัดการไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดี เป็นการแยกกันจัดการมรดก เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (2) ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง พันธ์รอด
จำเลย — นางรวงทอง เตมีรักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3434/2558
#581443
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรในระหว่างที่เด็กเป็นผู้เยาว์ ถ้าเด็กมีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทน เมื่อเด็กมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ เด็กต้องฟ้องเอง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสอง เมื่อขณะยื่นคำร้องขอผู้เยาว์มีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว ผู้เยาว์จึงต้องยื่นคำร้องขอเอง ผู้เยาว์จะให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ยื่นคำร้องขอแทนในนามของผู้เยาว์มิได้ แม้ผู้เยาว์จะเป็นบุคคลพิการก็ตาม ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ แต่ทั้งนี้ผู้เยาว์ยังคงมีสิทธิฟ้องหรือร้องขอด้วยตนเองได้ตามมาตรา 1556 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแสดงว่าผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพลโทพิภพผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งว่า นางสาวชุติธิดา ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพลโทพิภพ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรในระหว่างที่เด็กเป็นผู้เยาว์ ถ้าเด็กมีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทน เมื่อเด็กมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ เด็กต้องฟ้องเอง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 เมื่อขณะยื่นคำร้องขอคดีนี้ผู้เยาว์มีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว ผู้เยาว์ต้องยื่นคำร้องขอเอง ผู้เยาว์จะให้นางชุติมา ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ยื่นคำร้องขอแทนในนามของผู้เยาว์มิได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้ผู้เยาว์จะเป็นบุคคลพิการประเภท 2 (หูตึง) ตามบัตรประจำตัวคนพิการ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแต่ทั้งนี้ผู้เยาว์ยังคงมีสิทธิฟ้องหรือร้องขอด้วยตนเองได้ตามมาตรา 1556 วรรคสาม ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1556
ชื่อคู่ความ
นางสาวชุติธิดา สุรโยธินหรืออินทราวุธ
ผู้ร้อง — โดยนางชุติมา สุรโยธิน ผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้คัดค้าน — นางสาวปนัดดา อินทราวุธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2558
#585990
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องและออกหมายเรียกเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคดีนั้นปรากฏในเบื้องต้นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำขอตามวรรคหนึ่งหรือไม่ ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่เว้นแต่มาตรา 190 จัตวา มาใช้บังคับแก่คดีเช่นว่านั้นได้ภายในบังคับต่อไปนี้ (1) ให้ศาลออกหมายเรียกไปยังจำเลยแสดงจำนวนเงินที่เรียกร้องและเหตุแห่งการเรียกร้องและให้จำเลยมาศาลและให้การในวันใดวันหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดโดยมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดี" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในคดีไม่มีข้อยุ่งยาก กฎหมายกำหนดให้ศาลออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลและให้การในวันใดวันหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด หมายเรียกคดีนี้กำหนดให้จำเลยทั้งสองมาศาลและให้การแก้ข้อหาแห่งคดีในวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ก่อนถึงวันนัด 2 วัน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและนัดพิจารณาคดีออกไป 60 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ส่วนวันนัดพิจารณาคดีศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้เลื่อน จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ได้จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2549 โดยมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง (1) แล้ว เมื่อถึงวันนัดคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้วแถลงว่าประสงค์จะเจรจาตกลงกัน ขอให้นำคดีเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยของศาล โดยนัดไกล่เกลี่ยวันที่ 18 สิงหาคม 2549 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนด แม้คดีจะอยู่ในระหว่างการไกล่เกลี่ยก็ไม่ทำให้ระยะเวลาในการยื่นคำให้การต้องขยายออกไป นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความในวรรคสอง (2) และ (3) แล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีไม่มีข้อยุ่งยากโดยเร็วเท่าที่พึงกระทำได้ โดยห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอของจำเลยเพื่อเลื่อนเวลายื่นคำให้การหรือเพื่อเลื่อนคดี เว้นแต่จำเลยจะแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า คำขอของตนมีเหตุผลดีและสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่า จำเลยมีข้อต่อสู้คดีอันสมควร การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในวันที่ 11 สิงหาคม 2549 เป็นการยื่นคำให้การเกินกำหนด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบแล้วและโดยเหตุที่คดีไม่มีข้อยุ่งยากกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นมิได้กำหนดให้ศาลต้องสอบถามคำให้การของจำเลยเหมือนดั่งคดีมโนสาเร่ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ขาดนัดยื่นคำให้การไปก่อนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีหน้าที่ต้องสอบถามคำให้การจำเลยทั้งสองในวันที่ 10 สิงหาคม 2550 ที่มีการสืบพยานโจทก์ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 889,732.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 479,902.92 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,274.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้บังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้งพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 889,732.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ของต้นเงิน 479,902.92 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 เมษายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20365 ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การและฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและออกหมายเรียกเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากให้จำเลยทั้งสองมาศาลและให้การแก้ข้อหาแห่งคดีในวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา วันที่ 3 กรกฎาคม 2549 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2549 เมื่อถึงวันนัด คู่ความมาศาลแถลงว่าประสงค์จะเจรจาตกลงกัน ขอให้นำคดีเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยโดยนัดไกล่เกลี่ยวันที่ 18 สิงหาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2549 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อที่ไม่ได้ตรวจสอบคำสั่งศาลว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การถึงวันที่เท่าใด จำเลยทั้งสองประสงค์จะต่อสู้คดีโจทก์ ไม่มีเจตนาที่จะขาดนัดยื่นคำให้การขออนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป กับยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นคู่ความมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยในวันที่ 18 สิงหาคม 2549 วันที่ 27 กันยายน 2549 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 และวันที่ 8 ธันวาคม 2549 รวม 4 ครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ในวันที่ 10 สิงหาคม 2550 เวลา 9 นาฬิกา และมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้หมายเรียกคดีไม่มีข้อยุ่งยากไม่มีข้อความให้จำเลยทั้งสองมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย แต่ศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยคู่ความมาตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ถือว่าศาลชั้นต้นได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคสอง แล้ว และตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การลงวันที่ 11 สิงหาคม 2549 จำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อที่ไม่ได้ตรวจสอบคำสั่งศาลว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลายื่นคำให้การถึงวันที่เท่าใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ทั้งต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 14 กันยายน 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงและเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองก็มิได้คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น จึงถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคสี่ แล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามคำให้การจำเลยทั้งสองก่อนมีการสืบพยานโจทก์ในวันที่ 10 สิงหาคม 2550 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคสาม แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องและออกหมายเรียกเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคดีนั้นปรากฏในเบื้องต้นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำขอตามวรรคหนึ่งหรือไม่ ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา 190 จัตวา มาใช้บังคับแก่คดีเช่นว่านั้นได้ภายในบังคับต่อไปนี้ (1) ให้ศาลออกหมายเรียกไปยังจำเลยแสดงจำนวนเงินที่เรียกร้องและเหตุแห่งการเรียกร้องและให้จำเลยมาศาลและให้การในวันใดวันหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดโดยมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดี" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในคดีไม่มีข้อยุ่งยากกฎหมายกำหนดให้ศาลออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลและให้การในวันใดวันหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ซึ่งในหมายเรียกคดีไม่มีข้อยุ่งยากที่ศาลออกไปยังจำเลยทั้งสองนั้น ได้กำหนดให้จำเลยทั้งสองมาศาลและให้การแก้ข้อหาแห่งคดีในวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว แต่ก่อนถึงวันนัด 2 วัน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและนัดพิจารณาคดีออกไป 60 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ส่วนวันนัดพิจารณาคดีศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีแต่อย่างใด จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ได้จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2549 โดยมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสอง ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง (1) แล้ว เมื่อถึงวันนัด คู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นก็ได้สอบถามคู่ความแล้วแถลงว่า ประสงค์จะเจรจาตกลงกัน ขอให้นำคดีเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยของศาล โดยนัดไกล่เกลี่ยวันที่ 18 สิงหาคม 2549 จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับอนุญาตให้ยื่นคำให้การภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2549 จึงมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนด แม้คดีจะอยู่ในระหว่างการไกล่เกลี่ยก็ไม่ทำให้ระยะเวลาในการยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองที่ได้รับอนุญาตจากศาลต้องขยายออกไป นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความในวรรคสอง (2) และ (3) ของบทบัญญัติดังกล่าวประกอบกันแล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีไม่มีข้อยุ่งยากโดยเร็วเท่าที่พึงกระทำได้ โดยห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอของจำเลยเพื่อเลื่อนเวลายื่นคำให้การหรือเพื่อเลื่อนคดี เว้นแต่จำเลยจะแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า คำขอของตนมีเหตุผลดีและสันนิษฐานได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยมีข้อต่อสู้คดีอันสมควร ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนเวลายื่นคำให้การออกไปจนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2549 แล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในวันที่ 11 สิงหาคม 2549 จึงเป็นการยื่นคำให้การเกินกำหนด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว และโดยเหตุที่คดีไม่มีข้อยุ่งยากนี้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นมิได้กำหนดให้ศาลต้องสอบถามคำให้การของจำเลยเหมือนดั่งคดีมโนสาเร่ อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็ขาดนัดยื่นคำให้การไปก่อนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีหน้าที่ต้องสอบถามคำให้การจำเลยทั้งสองในวันที่ 10 สิงหาคม 2550 ที่มีการสืบพยานโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบและพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 888,640.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2531 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 รวม 117 ครั้ง ออกจากจำนวนหนี้ในวันที่มีการชำระแต่ละครั้ง โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือให้หักชำระต้นเงิน เมื่อหักชำระแล้วต้นเงิน ณ วันที่ 28 เมษายน 2549 ต้องไม่เกิน 479,902.92 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20365 ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขอให้ชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 196 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายประดิษฐ์หรือนนทวัฒน์ สืบสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3422/2558
#579713
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และความผิดฐานใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้นั้น กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกันตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์ให้ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน ดังนี้ ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัสจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 221, 224, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (3) 55, 78 และริบตะปูรวม 9 รายการ ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 221, 224 วรรคสอง, 297 (8), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (3), 55, 78 วรรคหนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 224 วรรคสอง และมาตรา 297 (8) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 224 วรรคสอง ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท และความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดสภาพใช้งานได้ จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบตะปูรวม 9 รายการ ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 224 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามอายุสิบแปดปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 50 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 25 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 แก้ฎีกาว่า ขอให้ลงโทษสถานเบา รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษจำคุกนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา และคดีนี้จำเลยทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองกับฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัสเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และความผิดฐานใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ นั้น กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกันตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์ให้ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นกรรมเดียวกันและการที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำให้เกิดระเบิดโดยขว้างระเบิดใส่กลุ่มของพวกผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 รับอันตรายสาหัสก็เป็นการใช้วัตถุระเบิดตามบทกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง ดังนี้ ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัสจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทวีศักดิ์หรือเพชร ชุ่มชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายวินัย เลิศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2558
#630095
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาในลักษณะดังกล่าวส่งให้แก่จำเลยเพื่อทำการต่อสัญญาและติดตามให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ลงนาม ซึ่งทางปฏิบัติของโจทก์เช่นนั้น แสดงว่าข้อความแห่งร่างสัญญาดังกล่าว โจทก์ถือเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อ ได้ความจากจำเลยว่า เหตุที่จำเลยไม่ยอมลงนามในร่างสัญญานั้น เพราะโจทก์ไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงช่องสัญญาณให้ทันสมัยหรือมีความน่าสนใจตรงตามความต้องการของลูกค้าในเขตตำบลราไวย์ ทั้งไม่มีการส่งเสริมการขายใดๆ ประกอบกับมีผู้ประกอบการให้บริการเคเบิ้ลทีวีเกิดขึ้นในตำบลราไวย์อีกหลายราย จึงสอบถามโจทก์ว่าเหตุใดจึงมีคู่แข่งได้ทั้งที่โจทก์เคยบอกจำเลยว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียว แต่โจทก์ไม่ได้ตอบคำถาม เห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะตกลงกับโจทก์ใหม่ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยยังตกลงกันไม่ได้อยู่ตราบใด ถือว่าโจทก์และจำเลยยังไม่มีสัญญาต่อกัน แม้ในระหว่างนั้นจำเลยจะยังคงชำระค่าธรรมเนียมและค่าเชื่อมส่งสัญญาณให้แก่โจทก์ ก็หาเป็นการผูกพันให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาดังกล่าวไม่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับการก่อให้เกิดสัญญา และมีผลไปถึงอำนาจฟ้องในกรณีผิดสัญญา ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง แม้ภายหลังสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาณภาพเคเบิ้ลทีวีไปยังจำเลยต่อไป ก็เป็นการดำเนินการของโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยที่จำเลยไม่ได้ตกลงด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,323,600.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,933,060.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2553) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หลังจากสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาในลักษณะดังกล่าวส่งให้แก่จำเลยเพื่อทำการต่อสัญญาและติดตามให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ลงนาม ซึ่งทางปฏิบัติของโจทก์เช่นนั้น แสดงว่าข้อความแห่งร่างสัญญาดังกล่าว โจทก์ถือเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อ ในข้อนี้ได้ความจากจำเลยว่า เหตุที่จำเลยไม่ยอมลงนามในร่างสัญญานั้น เพราะโจทก์ไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงช่องสัญญาณให้ทันสมัยหรือมีความน่าสนใจตรงตามความต้องการของลูกค้าในเขตตำบลราไวย์ ทั้งไม่มีการส่งเสริมการขายใดๆ ประกอบกับมีผู้ประกอบการให้บริการเคเบิ้ลทีวีเกิดขึ้นในตำบลราไวย์อีกหลายราย จึงสอบถามโจทก์ว่าเหตุใดจึงมีคู่แข่งได้ทั้งที่โจทก์เคยบอกจำเลยว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียว แต่โจทก์ไม่ได้ตอบคำถาม เห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะตกลงกับโจทก์ใหม่ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยยังตกลงกันไม่ได้อยู่ตราบใด ถือว่าโจทก์และจำเลยยังไม่มีสัญญาต่อกัน แม้ในระหว่างนั้นจำเลยจะยังคงชำระค่าธรรมเนียมและค่าเชื่อมส่งสัญญาณให้แก่โจทก์ ก็หาเป็นการผูกพันให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาดังกล่าวไม่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับการก่อให้เกิดสัญญา และมีผลไปถึงอำนาจฟ้องในกรณีผิดสัญญา ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง แม้ภายหลังสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาณภาพเคเบิ้ลทีวีไปยังจำเลยต่อไป ก็เป็นการดำเนินการของโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยที่จำเลยไม่ได้ตกลงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อนึ่ง โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท โดยขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,323,600.01 บาท ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 3,303,600.01 บาท การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลของจำนวนทุนทรัพย์ 3,323,600.01 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ต เคเบิ้ล จำกัด
จำเลย — บริษัทราไวย์ เคเบิ้ล ทีวี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2558
#582404
เปิดฉบับเต็ม

รถโดยสารคันเกิดเหตุมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นผู้ประกอบการขนส่ง โดยรถคันดังกล่าวนำมาใช้สำหรับการรับ - ส่งนักเรียนของโรงเรียน ส. มาตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2547 ทั้งกิจการโรงเรียน ส. ก็เป็นกิจการของครอบครัวจำเลยที่ 2 ซึ่งทำสืบทอดต่อเนื่องมาจากบิดา แม้ต่อมาจะได้มีกฎหมาย คือ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ออกมาใช้บังคับและในมาตรา 24 มีข้อบัญญัติว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบแล้ว ให้โรงเรียนในระบบเป็นนิติบุคคลนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต และให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนของนิติบุคคล แต่ในมาตรา 25 (3) ยังมีข้อบัญญัติว่า เมื่อโรงเรียนในระบบเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 24 แล้ว ผู้รับใบอนุญาตยังต้องโอนทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นทุนนอกจากที่ดินให้แก่โรงเรียนในระบบภายในเวลาที่ผู้อนุญาตกำหนด เมื่อรถโดยสารคันเกิดเหตุยังไม่ได้มีการโอนทางทะเบียนเป็นของโรงเรียน ส. การที่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารคันเกิดเหตุไปก่อเหตุละเมิด ย่อมถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการที่ได้มอบหมายหรือมีคำสั่งหรือจ้างวานใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารคันเกิดเหตุ เพื่อให้สมประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 2 และโรงเรียน ส. จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,060,579 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,029,894 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 296,987 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 288,395 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,060,579 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,029,894 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในยอดเงินจำนวน 296,987 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 288,395 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า รถโดยสารคันเกิดเหตุมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นผู้ประกอบการขนส่ง โดยรถคันดังกล่าวนำมาใช้สำหรับการรับ - ส่ง นักเรียนของโรงเรียนสมคิดจิตต์วิทยา มาตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2547 ทั้งกิจการโรงเรียนสมคิดจิตต์วิทยาก็เป็นกิจการของครอบครัวจำเลยที่ 2 ซึ่งทำสืบทอดต่อเนื่องมาจากบิดา แม้ต่อมาจะได้มีกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ออกมาใช้บังคับและในมาตรา 24 มีข้อบัญญัติว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบแล้ว ให้โรงเรียนในระบบเป็นนิติบุคคลนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต และให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนของนิติบุคคล แต่ในมาตรา 25 (3) ยังมีข้อบัญญัติว่า เมื่อโรงเรียนในระบบเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 24 แล้ว ผู้รับใบอนุญาตยังต้องโอนทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นทุนนอกจากที่ดินให้แก่โรงเรียนในระบบภายในเวลาที่ผู้อนุญาตกำหนด ตามคำเบิกความของนายสมศักดิ์และนายธนากฤชพยานจำเลยที่ 2 ได้ความตรงกันว่า รถโดยสารคันเกิดเหตุยังไม่ได้มีการโอนทางทะเบียนเป็นของโรงเรียนสมคิดจิตต์วิทยา การที่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารคันเกิดเหตุไปก่อเหตุละเมิด ย่อมถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการที่ได้มอบหมายหรือมีคำสั่งหรือจ้างวานใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารคันเกิดเหตุ เพื่อให้สมประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 2 และโรงเรียนสมคิดจิตต์วิทยา จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24 ม. 25 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพุทธธรรมประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายศุภชัย วราหะสุนทรหรือวรศรีสุนทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางพจนันท์ เดชาวุธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3397/2558
#582429
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ก่อวินาศภัย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ถ. ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ถ. ผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ยังขาดอยู่ได้

บันทึกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเพียงข้อตกลงระหว่าง ถ. ผู้เอาประกันกับจำเลยเท่านั้น หาใช่สัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ แม้มูลหนี้ละเมิดระหว่าง ถ. ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยจะระงับสิ้นไป ตามบันทึกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ตาม แต่หามีผลผูกพันโจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาไม่ โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ถ. ผู้เอาประกันภัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของ ถ. ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 555,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 555,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่นายถิรายุ ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยตกลงค่าเสียหายในส่วนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยตามบันทึกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และจำเลยชำระเงินให้แก่นายถิรายุครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของนายถิรายุระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่สามารถรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยหรือไม่ ก่อนจะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ตอนหนึ่งว่า จำเลยและบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์และผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เช่นนี้พอถือได้ว่ามีประเด็นว่ามูลหนี้ละเมิดระหว่างจำเลยกับนายถิรายุผู้เอาประกันภัยเป็นอันระงับสิ้นไปตามบันทึกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ไม่สามารถรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ไม่ถูกต้อง แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยาน หลักฐานครบถ้วนมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อวินาศภัย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายถิรายุผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของนายถิรายุผู้เอาประกันภัยตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ยังขาดอยู่ได้ บันทึกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างนายถิรายุ ผู้เอาประกันกับจำเลยเท่านั้น หาใช่สัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ แม้มูลหนี้ละเมิดระหว่างจำเลยกับนายถิรายุผู้เอาประกันภัยจะระงับสิ้นไปตามบันทึกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ตาม แต่ไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญา โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของนายถิรายุ ผู้เอาประกันภัยได้ตามบทบัญญัติมาตรา 880 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้หักเงินที่จำเลยชำระให้แก่นายถิรายุไปบางส่วนแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยฟ้องคดีโดยรับช่วงสิทธิของนายถิรายุผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลย สิทธิของโจทก์จึงมีเท่ากับสิทธิของนายถิรายุผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ชำระเงินในมูลหนี้ค่าเสียหายในส่วนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยให้แก่นายถิรายุไปแล้วเป็นเงิน 180,000 บาท สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าเสียหายจากจำเลยย่อมลดลงตามสิทธิของนายถิรายุผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่ จึงให้หักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากค่าเสียหายที่ยังขาดอยู่จำนวน 555,000 บาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนภดล ธรรมเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางสาวอรอนงค์ โพธิ์ศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2558
#629411
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ไซยาโนเทค ไบโอแอสติน (Bioastin) เมื่อประมาณต้นปี 2555 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันถึงวันฟ้อง จำเลยได้ลงโฆษณาสินค้าทางอินเทอร์เน็ท ชื่อเว็บไซต์ www.เจ้าแม่อาหารเสริม.com อ้างว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทสาหร่ายแดงไบโอแอสติน (Bioastin) ซึ่งเป็นความเท็จ รายละเอียดปรากฏตามคำโฆษณาของจำเลยในเว็บไซต์ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเอาชื่อ รูป และรอยประดิษฐ์ ไซยาโนเทค ไบโอแอสติน (Bioastin) ในการประกอบการค้าของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์มาใช้หรือทำให้ปรากฏที่สินค้าหีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าไซยาโนเทค ไบโอแอสติน (Bioastin) หรือการค้าของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์ และจำเลยไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความเท็จอย่างไรเพื่อให้เสียความเชื่อถือในสถานที่การค้า สินค้า อุตสาหกรรมหรือพาณิชย์การของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์ โดยมุ่งประโยชน์แก่การค้าของจำเลยซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) (3) และ 275 และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า สินค้าที่จำเลยจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์ และจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, 109 และ ป.อ. มาตรา 273, 274 หรือจำเลยเป็นผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามมาตรา 108 หรือที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามมาตรา 109 อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 หรือ 109 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า บริษัทไซยาโนเทค จำกัด เป็นเจ้าของสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใด และสินค้าที่จำเลยจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นหรือใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด อย่างไรอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 36, 38 และ 85 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ซึ่งโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยมาอีกเช่นกัน ฟ้องโจทก์จึงมิได้แสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับการกระทำนั้นๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาความผิดดังกล่าวได้ดีตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 272, 273, 274, 275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 (ที่ถูก 2534) มาตรา 4, 44, 46, 108, 109, 110 (1) พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36, 38, 85

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ไซยาโนเทค ไบโอแอสติน (Bioastin) เมื่อประมาณต้นปี 2555 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันถึงวันฟ้อง จำเลยได้ลงโฆษณาสินค้าทางอินเทอร์เน็ท ชื่อเว็บไซต์ www.เจ้าแม่อาหารเสริม.com อ้างว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทสาหร่ายแดงไบโอแอสติน (Bioastin) ซึ่งเป็นความเท็จ รายละเอียดปรากฏตามคำโฆษณาของจำเลยในเว็บไซต์ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเอาชื่อ รูป และรอยประดิษฐ์ ไซยาโนเทค ไบโอแอสติน (Bioastin) ในการประกอบการค้าของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์มาใช้หรือทำให้ปรากฏที่สินค้าหีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าไซยาโนเทค ไบโอแอสติน (Bioastin) หรือการค้าของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์ และจำเลยไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความเท็จอย่างไรเพื่อให้เสียความเชื่อถือในสถานที่การค้า สินค้า อุตสาหกรรมหรือพาณิชย์การของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์ โดยมุ่งประโยชน์แก่การค้าของจำเลยซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) (3) และ 275 และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า สินค้าที่จำเลยจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด และโจทก์ และจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 109 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273, 274 หรือจำเลยเป็นผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอ จำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามมาตรา 108 หรือที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามมาตรา 109 อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 หรือ 109 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า บริษัทไซยาโนเทค จำกัด เป็นเจ้าของสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใด และสินค้าที่จำเลยจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นหรือใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรของบริษัทไซยาโนเทค จำกัด อย่างไรอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 36, 38 และ 85 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ซึ่งโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยมาอีกเช่นกัน ฟ้องโจทก์จึงมิได้แสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับการกระทำนั้นๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาความผิดดังกล่าวได้ดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าคดีมีมูลหรือไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1) ม. 272 (3) ม. 274 ม. 275
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 109 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ม. 38 ม. 85
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.เค.เฮลท์ โปรดักส์
จำเลย — นายสัญชัย บู่สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3365/2558
#629410
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงาน และที่พักคนงานและลูกจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิม จึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ไม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายนั้นชอบแล้ว

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 7 บัญญัติให้โจทก์เป็นทบวง มีฐานะเทียบเท่ากรม โจทก์จึงเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้แทนโจทก์ย่อมมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินคดีแทนได้ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 และคำสั่งของโจทก์ที่ 767/2548 เรื่องมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระบุแจ้งชัดว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรก็จะมอบอำนาจให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ดังนั้น การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมอบอำนาจช่วงให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 7,509,787.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี รวมเป็นเงิน 8,074,021.91 บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,509,787.83 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารสำนักงาน ที่พักคนงานและลูกจ้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 69,972 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารสำนักงาน ที่พักคนงานและลูกจ้างออกไปจากที่ดินโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมบริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าใสท้อนและป่าคลองโซง ในท้องที่ตำบลชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ภายในเนื้อที่ 15,000 ไร่ มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2528 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2543 บริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเพียง 1,794 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา เนื่องจากมีชาวบ้านเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อน ครั้นวันที่ 21 กันยายน 2531 บริษัทชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง หลังจากนั้นจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากบริษัทดังกล่าว ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2537 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ดังกล่าว ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำที่ดินดังกล่าวมาปฏิรูปที่ดินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่ 2 ว่า โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายไม่ชอบ เนื่องจากฟ้องเดิมโจทก์ไม่ได้บรรยายเกี่ยวกับกรณีนี้ และการแก้ไขคำฟ้องมิใช่เป็นการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางส่วนหรือเพิ่มเติมคำฟ้องให้สมบูรณ์ ทั้งคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่เกี่ยวข้องพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดเข้าด้วยกันได้นั้น ฟ้องเดิมโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันและปลูกสร้างอาคารสำนักงาน และที่พักคนงานและลูกจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ และไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมาทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ การแก้ไขคำฟ้องอันสืบเนื่องมาจากการกระทำตามฟ้องเดิมจึงเป็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 โดยหาจำต้องแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างได้เฉพาะการสละข้อหาในฟ้องเดิมบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องให้บริบูรณ์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องส่วนนี้ได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 7 บัญญัติให้โจทก์เป็นทบวง มีฐานะเทียบเท่ากรม โจทก์จึงเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้แทนโจทก์ย่อมมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินคดีแทนได้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 และคำสั่งของโจทก์ที่ 767/2548 เรื่องมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระบุแจ้งชัดว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรก็จะมอบอำนาจให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ดังนั้น การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมอบอำนาจช่วงให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 7
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — บริษัทรวมชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมพู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3363/2558
#629113
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีนี้มาจากโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ อันเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติไว้พิเศษนอกเหนือไปจากบททั่วไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้นที่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อคดีอยู่ระหว่างการขายเช่นนี้ แสดงว่าการบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น ย่อมเป็นสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมายที่จะร้องขอเข้าสวมสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อดำเนินการบังคับคดีสืบต่อจากโจทก์ได้แม้จะล่วงพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีไปแล้วก็ตาม เพราะตราบใดที่สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ยังไม่หมดสิ้น ผู้ร้องก็ชอบที่จะเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ได้ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ทั้งมิใช่เรื่องการร้องสอดดังที่อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,503,369.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยผ่อนชำระ กับค่าฤชาธรรมเนียม และค่าประกันอัคคีภัย หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 86160 ตำบลฉิมพลี อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระจนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2543 และอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด

วันที่ 16 มกราคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 โจทก์โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และผู้ร้องบอกกล่าวการโอนให้แก่จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่ความฝ่ายชนะคดีที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ ทั้งคำร้องของผู้ร้องยื่นเข้ามาเมื่อพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีสิบปีแล้ว และพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิเมื่อพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีแล้วได้ เห็นว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีนี้มาจากโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นได้ อันเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติไว้พิเศษนอกเหนือไปจากบททั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้นที่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อคดีอยู่ระหว่างการขายเช่นนี้ แสดงว่าการบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น ย่อมเป็นสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมายที่จะร้องขอเข้าสวมสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อดำเนินการบังคับคดีสืบต่อจากโจทก์ได้แม้จะล่วงพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีไปแล้วก็ตาม เพราะตราบใดที่สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ยังไม่หมดสิ้น ผู้ร้องก็ชอบที่จะเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ได้ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ทั้งมิใช่เรื่องการร้องสอดดังที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายพิพัฒน์ ถาวรประพาฬ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356 -ที่ 3357/2558
#582394
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ข. ถึงแก่ความตายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ข. ที่จะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงที่มีชื่อ ข. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา จึงไม่สามารถบังคับโจทก์ที่ 3 ได้ คงได้แต่อาศัยคำพิพากษาศาลแสดงเจตนาแทนโจทก์ที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 2 ที่ 3 สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

สำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 41,345.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง จำเลยทั้งสามฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่ก่อสร้างตึกแถวเลขที่ 24/83 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่กว้าง 8.20 เมตร ยาว 33 เมตร แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี ค่าอากรแสตมป์ในการไถ่จำนอง รังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินที่เหลือจากการชำระหนี้จำนองมาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนวน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จนกว่าจะครบ ให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี ค่าอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอน หากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสามให้การ แก้ไขคำให้การฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องและให้จำเลยทั้งสามคืนทรัพย์มรดกที่อยู่ในความครอบครองโดยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความกลับมายังกองมรดกเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคน กับให้ยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและห้ามมิให้จำเลยทั้งสามเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ซึ่งเป็นตึกแถว) ของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 และข้อ 1.4 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับสำนวนแรกกับยกฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่กว้าง 8.20 เมตร ยาว 33 เมตร และให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาววรนุช บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ศาลฎีกาอนุญาต ส่วนโจทก์ที่ 3 ฐานะผู้จัดการมรดกของนายขจรเดช ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ทนายจำเลยทั้งสามไม่ค้านการถึงแก่ความตายของโจทก์ที่ 3 ปัจจุบันพ้นเกินกำหนด 1 ปี แล้วไม่มีทายาทของนายขจรเดชเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาจึงให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ที่ 3 ออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบมาตรา 132 (3)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 3 เป็นมารดาของโจทก์ที่ 2 กับนายขจรเดช โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ที่ 2 โดยการจดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนายชนัฐ และนางสาววรนุช จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายขจรเดช โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน วันที่ 9 ตุลาคม 2533 โจทก์ที่ 2 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่และบริษัทอู่ ส ทวีชัย จำกัด ซึ่งนายขจรเดชเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่ด้วย โดยมีหน้าที่ตีราคาค่าซ่อมรถที่บริษัทประกันภัยส่งมา วันที่ 9 เมษายน 2534 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด และธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน) ปี 2536 โจทก์ที่ 2 ก่อสร้างตึกแถว 4 ชั้น 3 คูหา บนที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 เป็นบ้านเลขที่ 24/83 และ 24/84 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน (หนองรี) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี โดยบ้านเลขที่ 24/83 ซึ่งเป็นตึกแถวพิพาทมีนายขจรเดชและจำเลยทั้งสามเป็นผู้พักอาศัยและใช้ประกอบกิจการร้านขจรกลการ (2001) ส่วนตึกแถวซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 24/84 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่ วันที่ 4 กันยายน 2544 นายขจรเดชถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 3 ในฐานะมารดามอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนายขจรเดช วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 โจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์มรดก วันที่ 16 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ถอนโจทก์ที่ 3 จากการเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ที่ 3 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านการขอถอนผู้จัดการมรดกกับมีอำนาจประนีประนอมยอมความ ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยทั้งสามเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นจำเลยในข้อหาผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลยักยอกทรัพย์ วันที่ 28 กันยายน 2549 โจทก์ที่ 3 โดยโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและในฐานะส่วนตัวตกลงโอนทรัพย์มรดกของนายขจรเดชและทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกันกับนายขจรเดชให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1.2, 1.3, 1.5 และ 1.6 เสร็จสิ้นแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1.1 คือแบ่งแยกที่ดินและตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 55605 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และข้อ 1.4 คือโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้แก่จำเลยที่ 1

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 มีผลบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนอื่นจะต้องพิจารณาว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 กับนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท โจทก์ที่ 1 ให้นายขจรเดชครอบครองตึกพิพาท โดยโจทก์ที่ 1 ไม่เคยตกลงขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้นายขจรเดช ทั้งไม่เคยยินยอมให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวโดยลำพัง โจทก์ที่ 1 ไม่ได้อยู่ด้วยขณะทำสัญญา ทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 ไม่ใช่ของนายขจรเดช แต่เป็นของโจทก์ที่ 1 เหตุที่ตกลงไปเช่นนั้นเพราะสับสนเนื่องจากโจทก์ที่ 2 มีที่ดินอีกสามแปลงอยู่ติดกับที่ดินพิพาท เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินอีกสามแปลง โจทก์ที่ 2 เช่าที่ดินทั้งหมดมีกำหนด 25 ปี ต่อมาเจ้าของที่ดินเดิมแบ่งที่ดินออกเป็น 4 แปลง แล้วแบ่งขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 อีกสามแปลงขายให้โจทก์ที่ 2 หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ 2 ไปติดต่อกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อจะดำเนินการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1.1 จึงทราบว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังมีนางสาววรนุช นายชนัฐ นายแม้ และนายสมพล มาเป็นพยานสนับสนุนว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 และให้นายขจรเดชอยู่อาศัย ส่วนจำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 กับนายขจรเดชอยู่กินฉันสามีภริยากันมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 นายขจรเดชกับจำเลยที่ 1 ตกลงร่วมกันทำธุรกิจเปิดร้านขจรกลการ (2001) จำหน่ายติดตั้งกระจกรถยนต์ แอร์รถยนต์และพิล์มกรองแสงรถยนต์ ตั้งอยู่บนที่ดินและตึกแถวพิพาท เมื่อประมาณปี 2536 นายขจรเดชกับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ที่ 2 สร้างจำนวน 1 คูหา ในราคา 5,000,000 บาท โดยวางมัดจำแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อนำเงินไปก่อสร้างตึกแถว ที่เหลือผ่อนชำระประมาณเดือนละ 100,000 บาท เป็นเวลา 2 ปีเศษ ต่อมาต้นปี 2537 ตึกแถวพิพาทสร้างเสร็จและส่งมอบให้จำเลยที่ 1 และนายขจรเดช แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอผัดผ่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทเนื่องจากติดจำนองกับธนาคารจนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขอทะเบียนบ้านตึกแถวพิพาทในฐานะผู้ซื้อ โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้าน จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระภาษีโรงเรือนเป็นผู้ขอไฟฟ้าและน้ำประปาตึกแถวพิพาท เมื่อนายขจรเดชถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนายขจรเดช แต่โจทก์ที่ 3 มีพฤติการณ์ไม่น่าวางใจและผ่านพ้นไปสามปีจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอถอนโจทก์ที่ 3 จากการเป็นผู้จัดการมรดก และยื่นฟ้องเป็นคดีอาญากล่าวหาว่ามีการยักยอกทรัพย์มรดก ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 ยื่นคัดค้านการขอถอนผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 1.1 ระบุว่า โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 โอนที่ดินและตึกพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากเป็นทรัพย์มรดกโดยจำเลยที่ 1 กับนายขจรเดชร่วมกันทำมาหาได้ซื้อมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และนายสมชาย มาเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้เรียงสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 และในฐานะส่วนตัวตกลงทำสัญญาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายขจรเดช และยังเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า โจทก์ที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าได้ตกลงขายทรัพย์ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 1.1 ให้แก่จำเลยที่ 1 และนายขจรเดช จึงเขียนสัญญาตามที่ปรากฏในข้อ 1.1 เห็นว่า การตกลงซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาแม้ไม่ปรากฏว่ามีทำหลักฐานสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกพิพาทเป็นหนังสือ หรือทำหลักฐานการวางมัดจำเป็นเงิน 2,000,000 บาท หรือหลักฐานผ่อนชำระค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทไว้ แต่จำเลยที่ 1 ก็เบิกความให้เหตุผลส่วนนี้ในการตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า เนื่องจากเป็นญาติ และไว้ใจกัน จึงไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นพี่สาวจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นพี่ชายนายขจรเดชและนายขจรเดชยังเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดชลบุรีรวมชัยอะไหล่ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แสดงว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์เป็นญาติพี่น้องที่สนิทสนมไว้เนื้อเชื่อใจกันมาก่อน ย่อมเป็นไปได้ที่จะไม่ทำหลักฐานดังกล่าวกันไว้เนื่องจากไว้ใจกันตามที่จำเลยที่ 1 ให้เหตุผลมา ประกอบกับการที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างตึกแถวสามคูหาบนที่ดินพิพาทแล้วให้นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ครอบครองตึกดังกล่าว 1 คูหาแยกต่างหากจากตึกแถวที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ครอบครอง มาดำเนินเปิดร้านขจรกลการ (2001) อันเป็นกิจการของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ทั้งนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ขอทะเบียนบ้านตึกแถวตามสำเนาทะเบียน และเป็นผู้เสียภาษีโรงเรือน เป็นผู้ยื่นขอไฟฟ้าและประปาในตึกแถวพิพาท อันมีลักษณะบ่งชี้ว่านายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของเป็นสัดส่วนแยกต่างหากจากที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ครอบครอง นอกจากนี้ยังได้ความจากคดีจัดการมรดกของนายขจรเดชที่โจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนโจทก์ที่ 3 จากการเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 มายื่นคำร้องคัดค้าน ศาลไกล่เกลี่ยแล้ว โจทก์ที่ 2 ฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 3 และฐานะส่วนตัวได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และข้อ 1.1 โดยยอมรับว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ที่เป็นเจ้าของร่วมกัน โดยกำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ส่วนนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 เป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นผู้ก่อสร้างตึกแถวดังกล่าวย่อมทราบดีว่าเป็นของผู้ใด ทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ระบุรายละเอียดของที่ดินและตึกแถวพิพาทอย่างชัดเจนว่าตึกแถวเลขที่เท่าใดและที่ดินโฉนดเลขที่เท่าใด ตั้งอยู่ที่ไหน ย่อมไม่น่าเป็นไปได้ที่โจทก์ที่ 2 จะสับสนเกี่ยวกับที่ดินเนื่องจากมีที่ดินอีกสามแปลงตามที่โจทก์ที่ 2 กล่าวอ้างมา เมื่อโจทก์ที่ 2 ยอมรับเช่นนั้นย่อมบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีการตกลงขายที่ดินและตึกพิพาทให้นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 โดยมีการชำระมัดจำและผ่อนชำระค่าที่ดินกันแล้วตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมา มิฉะนั้นโจทก์ที่ 2 คงไม่กล้าที่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความระบุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่ามีสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่จะฟ้องร้องบังคับกันได้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักแก่การให้รับฟังได้ ส่วนพยานหลักฐานโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็มีเพียงพยานบุคคลซึ่งส่วนมากจะเป็นบุตรและญาติของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ย่อมเบิกความช่วยเหลือกันไปทำนองเดียวกันได้ จึงมีน้ำหนักน้อยแก่การรับฟัง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 และบริวารอยู่ในที่ดินและตึกแถวพิพาทหาใช่เป็นการอาศัยโจทก์ที่ 1 ตามที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างไม่ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาทได้ เมื่อคดีฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทกับโจทก์ที่ 2 สามีทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้นายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 สามารถฟ้องร้องบังคับให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทได้ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.1 กำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของนายขจรเดชและจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในสำนวนที่สองขอให้ยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความและให้จำเลยทั้งสามคืนทรัพย์มรดกของนายขจรเดชที่ครอบครองไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดเลขที่ 55605 ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 เป็นการเกินคำขอท้ายฟ้องสำนวนที่สองนั้น ปรากฏว่าคำขอท้ายฟ้องสำนวนที่สองของจำเลยทั้งสามขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ที่ 3 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดเลขที่ 55605 ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 ด้วย จึงเป็นการเกินคำขอในสำนวนที่สองของจำเลยทั้งสามเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

สำหรับที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 3 เป็นบุพการีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องโจทก์ที่ 3 จึงเป็นคดีอุทลุมนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาจำหน่ายคดีโจทก์ที่ 3 ออกจากสารบบความแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นนี้อีกต่อไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อที่ 1.4 จึงไม่อาจบังคับให้โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น แม้จะได้ความจากสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสามในการคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดีในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วก็ตาม แต่หาเป็นการปฏิบัติให้ตรงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำขอท้ายฟ้องของจำเลยทั้งสามในสำนวนที่สองที่โอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 ไม่ จึงไม่อาจถือว่ามีการปฏิบัติเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 44648 และ 44649 มีชื่อนายขจรเดชเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อนายขจรเดชถึงแก่ความตายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายขจรเดชจะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ถึงแก่ความตายระหว่างฎีกา จึงไม่สามารถบังคับโจทก์ที่ 3 ได้ คงได้แต่อาศัยคำพิพากษาศาลแสดงเจตนาแทนโจทก์ที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้องในสำนวนที่สองเท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 55605 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ส่วนที่เป็นตึกแถวเลขที่ 24/83 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่กว้าง 8.20 เมตร ยาว 33 เมตร และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนโจทก์ที่ 3 ในการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 44647 และ 44648 ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณา เสริมพัฒนา กับพวก
จำเลย — นางหรือนางสาวเจษณี แก้วมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3349 -ที่ 3350/2558
#629079
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า พฤติการณ์ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ผู้ร้อง และผู้คัดค้านปฏิบัติต่อกันมีลักษณะเป็นการตกลงกันโดยปริยายระหว่างคู่สัญญาสามฝ่ายให้ผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำเป็นสัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านโดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่า น. กระทำในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มิได้กระทำในฐานะกรรมการบริษัทผู้คัดค้าน เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของศาล และไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านมิได้รับโอนสิทธิเรียกร้องหรือความรับผิดมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. และหากมีการโอนสิทธิเรียกร้องแต่การโอนมิได้ทำเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง จึงไม่ผูกพันผู้คัดค้านนั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้

สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับผู้ร้อง คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างมีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มิได้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องปฏิบัติตามสัญญาได้แต่ฝ่ายเดียว การโอนหนี้ตามสัญญาดังกล่าวย่อมไม่อาจกระทำได้แต่โดยโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง หากกระทำได้แต่ด้วยวิธีแปลงหนี้ใหม่ การแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น ป.พ.พ. มาตรา 350 บัญญัติเพียงจะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ ดังนี้ การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มาเป็นผู้คัดค้าน แม้มิได้ทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ แต่ก็มิได้เป็นการทำขึ้นโดยขืนใจห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้เดิมแล้ว จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว มีผลให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นข้อหนึ่งของสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ย่อมผูกพันผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 13 ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังไม่เกิด เป็นอุทธรณ์นอกเหนือไปจากที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างในคำคัดค้าน ทั้งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5)

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่า อ. กรรมการผู้ร้องลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า โดยไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้อง จึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ แม้ อ. กรรมการผู้ร้องลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าโดยมิได้ประทับตราสำคัญของผู้ร้อง เป็นการไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทผู้ร้องอันได้จดทะเบียนไว้ก็ตาม แต่ ป.พ.พ. มาตรา 1167 บัญญัติให้ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัท และบุคคลภายนอกนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน กรณีจึงเป็นเรื่อง อ.ในฐานะตัวแทนลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวแทนผู้ร้องซึ่งเป็นตัวการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนือขอบอำนาจ การที่ผู้ร้องได้ยอมรับและปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวมาโดยตลอด จึงเป็นข้อแสดงว่าผู้ร้องได้ให้สัตยาบันแก่การนั้นแล้ว สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าย่อมมีผลผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นตัวการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามข้อสัญญาดังกล่าวได้

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่า การตั้ง ส. เป็นอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ในวันนัดสืบพยานนัดสุดท้าย เมื่อความปรากฏเหตุที่ผู้คัดค้านแถลงคัดค้าน ส. อนุญาโตตุลาการถึงเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ คณะอนุญาโตตุลาการจดบันทึกในรายงานการประชุมเป็นภาษาอังกฤษและแทรกข้อความไว้ในรายงานดังกล่าวว่าสอบถามคู่กรณีแล้วไม่คัดค้านถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการ โดยผู้คัดค้านไม่ได้สังเกตเห็นข้อความดังกล่าว กรณีนับเป็นความบกพร่องของผู้คัดค้านเอง ทั้งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5)

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านชำระเงินในส่วนที่เป็นค่าซื้อกิจการของผู้ร้องในราคา 238,303,046 บาท ทั้ง ๆ ที่ตามสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ข้อ 10 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มีสิทธิซื้อกิจการของผู้ร้องได้ในราคา 30,000,000 บาท จึงไม่ตรงตามสัญญานั้น อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ปรากฏว่า คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดราคาประเมินกิจการของผู้ร้องตามสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า โดยราคาค่าซื้อ/ซื้อกิจการประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน คือเงินที่ต้องชำระตามข้อ 10 และข้อ 14.3 เมื่อผู้คัดค้านมิได้กล่าวอ้างว่า การกำหนดราคาดังกล่าวของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตรงไหน อย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ยกข้อเท็จจริงบางส่วนขึ้นกล่าวอ้างว่าการกำหนดค่าซื้อกิจการของคณะอนุญาโตตุลาการเกินขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ มีผลเท่ากับเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการซื้อกิจการตามข้อ 14.3 ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นให้พิจารณารวมกันโดยเรียกบริษัทสหสินวัฒนา โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกบริษัท สหสินวัฒนา แป้งแปรรูป จำกัด ผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรกผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

สำนวนหลังผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคดีหมายเลขดำที่ 119/2551 หมายเลขแดงที่ 67/2553

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม คดีหมายเลขดำที่ 119/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 67/2553 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 300,302,468.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 53,289,241 บาท นับแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับคำชี้ขาด (วันที่ 9 กรกฎาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ตลอดจนค่าป่วยการในชั้นอนุญาโตตุลาการครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดคิดเป็นเงิน 334,345 บาท แก่สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมของผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาในประการแรกที่ว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นข้อสัญญาหนึ่งในสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าระหว่างผู้ร้องกับห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา และคำแปลไม่ผูกพันผู้คัดค้าน ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า พฤติการณ์ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา ผู้ร้อง และผู้คัดค้านปฏิบัติต่อกันมีลักษณะเป็นการตกลงกันโดยปริยายระหว่างคู่สัญญาสามฝ่ายให้ผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำเป็นสัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่า นายนพนันท์กระทำในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา มิได้กระทำในฐานะกรรมการบริษัทผู้คัดค้าน เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของศาล และไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านมิได้รับโอนสิทธิเรียกร้องหรือความรับผิดมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา และหากมีการโอนสิทธิเรียกร้องแต่การโอนมิได้ทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง จึงไม่ผูกพันผู้คัดค้านนั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา กับผู้ร้อง คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างมีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา มิได้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องปฏิบัติตามสัญญาได้แต่ฝ่ายเดียว การโอนหนี้ตามสัญญาดังกล่าวย่อมไม่อาจกระทำได้แต่โดยโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง หากกระทำได้แต่ด้วยวิธีแปลงหนี้ใหม่ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ทั้งการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 บัญญัติเพียงจะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ ดังนี้ การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา มาเป็นผู้คัดค้านแม้มิได้ทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่ แต่ก็มิได้เป็นการทำขึ้นโดยขืนใจห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา ซึ่งเป็นลูกหนี้เดิมแล้ว จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว มีผลให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นข้อหนึ่งของสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ย่อมผูกพันผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 13 ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังไม่เกิด เป็นอุทธรณ์นอกเหนือไปจากที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างในคำคัดค้าน ทั้งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ยกเหตุผลอื่นขึ้นอ้างนอกจากนี้ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาที่ว่า นายอานัน กรรมการผู้ร้องลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าโดยไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้อง จึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า แม้นายอานัน กรรมการผู้ร้องลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าโดยมิได้ประทับตราสำคัญของผู้ร้อง เป็นการไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทผู้ร้องอันได้จดทะเบียนไว้ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติให้ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัท และบุคคลภายนอกนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน กรณีจึงเป็นเรื่องนายอานันในฐานะตัวแทนลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวแทนผู้ร้องซึ่งเป็นตัวการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนือขอบอำนาจ การที่ผู้ร้องได้ยอมรับและปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวมาโดยตลอด จึงเป็นข้อแสดงว่าผู้ร้องได้ให้สัตยาบันแก่การนั้นแล้ว สัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้าย่อมมีผลผูกพันผู้ร้องซึ่งเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามข้อสัญญาดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาที่ว่า การตั้งนายสุรพล เป็นอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ในวันนัดสืบพยานนัดสุดท้าย เมื่อความปรากฏเหตุที่ผู้คัดค้านแถลงคัดค้านนายสุรพลอนุญาโตตุลาการถึงเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ คณะอนุญาโตตุลาการจดบันทึกในรายงานการประชุมเป็นภาษาอังกฤษและแทรกข้อความไว้ในรายงานดังกล่าวว่าสอบถามคู่กรณีแล้วไม่คัดค้านถึงความเป็นกลางและความเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการ โดยผู้คัดค้านไม่ได้สังเกตเห็นข้อความดังกล่าว กรณีนับเป็นความบกพร่องของผู้คัดค้านเอง ทั้งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการสุดท้ายที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านชำระเงินในส่วนที่เป็นค่าซื้อกิจการของผู้ร้องในราคา 238,303,046 บาท ทั้ง ๆ ที่ตามสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า ข้อ 10 ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแป้งสหสินวัฒนา มีสิทธิซื้อกิจการของผู้ร้องได้ในราคา 30,000,000 บาท จึงไม่ตรงตามสัญญานั้น อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการกำหนดราคาประเมินกิจการของผู้ร้องตามสัญญาซื้อขายไอน้ำและไฟฟ้า โดยราคาค่าซื้อ/ซื้อกิจการประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน คือเงินที่ต้องชำระตามข้อ 10 และข้อ 14.3 เมื่อผู้คัดค้านมิได้กล่าวอ้างว่าการกำหนดราคาดังกล่าวของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตรงไหน อย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ยกข้อเท็จจริงบางส่วนขึ้นกล่าวอ้างว่าการกำหนดค่าซื้อกิจการของคณะอนุญาโตตุลาการเกินขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ มีผลเท่ากับเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการซื้อกิจการตามข้อ 14.3 ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้คัดค้านในสำนวนแรก และบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคำร้องของผู้ร้องในสำนวนหลังนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความทั้งสองสำนวน 100,000 บาท แทนผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง ม. 350 ม. 823 ม. 1167
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 13 ม. 45 (1) - (5)
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — บริษัทสหสินวัฒนา แป้งแปรรูป จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทสหสินวัฒนา โคเจนเนอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3344/2558
#582419
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดกับอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพ ขึ้นมาด้วยตนเอง ภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปกรรมประเภทจิตรกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีขอบเขตแห่งลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 ที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดดังกล่าวให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์ในภาพเขียนนั้นแก่ผู้อื่น กับอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพเขียนดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ใช้ภาพเขียนนี้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเสื้อ กางเกง เสื้อกีฬา กางเกง กีฬา รองเท้ากีฬา และจดทะเบียนภาพเขียนนี้เป็นเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดนี้สำหรับสินค้าดังกล่าวได้ และไม่อาจหวงกันผู้อื่นมิให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดนี้จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 การที่โจทก์อนุญาตให้บริษัท ส. นำภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าเสื้อและกางเกง แล้วบริษัท ส. โอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้กับสินค้าในจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ กางเกง ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 การที่จำเลยทั้งแปดได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าเสื้อและกางเกงจึงเป็นการใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ในการใช้เครื่องหมายการค้านี้อย่างเครื่องหมายการค้าโดยชอบ การกระทำของจำเลยทั้งแปดหาใช่การกระทำต่อภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดซึ่งเป็นรูปแบบของการแสดงออกซึ่งความคิดที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดไม่ จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดของโจทก์ และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการละเมิดลิขสิทธิ์แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าภาพเขียนตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งแปดเลียนแบบ ทำซ้ำ ภาพเขียนตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 อันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 6,900,000 บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,656,000 บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 จะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 250,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะเลิกใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" คือภาพ และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" คือภาพ จำนวน 3 ภาพ ตามภาพเขียนหรือไม่ ในปัญหานี้ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของโจทก์ว่าโจทก์ได้คิดและเขียนภาพสุนัขกระโดดโดยได้ออกแบบและเขียนขึ้นจากแนวความคิดของโจทก์เอง โจทก์ได้เกิดจินตนาการในการคิดสร้างสรรค์ภาพตราสัญลักษณ์รูปสุนัขประดิษฐ์ที่มีรูปร่างปราดเปรียวว่องไว มีความทะเยอทะยานที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จเพื่อจะนำไปใช้เป็นรูปตราสัญลักษณ์ทางธุรกิจของโจทก์ จนสุดท้ายมาลงตัวที่สุนัขพันธุ์หนึ่งที่มีรูปลักษณะตรงกับความต้องการของโจทก์ จึงได้เขียนรูปสุนัขดังกล่าวขึ้นมาจากจินตนาการ ต่อมาได้ขอให้นางสาวไฮดรุน สัญชาติเยอรมัน เพื่อนโจทก์ ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ช่วยทำการปรับปรุงภาพร่างรูปสุนัขของโจทก์เพื่อให้ได้ภาพเขียนที่ถูกต้องได้สัดส่วนโดดเด่นสวยงาม ตามภาพเขียน เมื่อปรับปรุงเสร็จแล้วนางสาวไฮดรุนก็มอบภาพเขียนที่สมบูรณ์กลับคืนมาให้โจทก์ หลังจากได้สร้างสรรค์ภาพเขียนแล้วโจทก์ได้คิดกลุ่มคำว่า "DALMATINER" เพื่อจะนำไปประกอบกับรูปสุนัขกระโดดอันเป็นภาพศิลปะของโจทก์ โดยจะให้อยู่ในรูปเครื่องหมายการค้าอีกรูปแบบหนึ่งต่างหากจากงานลิขสิทธิ์ในงานภาพเขียนรูปสุนัข เมื่อปี 2536 โจทก์ได้อนุญาตให้บริษัทสยามรีเซ็ท จำกัด นำเอาภาพเขียนรูปสุนัขและอักษรโรมันคำว่า dalmatiner" ประกอบกันไปจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 ในรูปแบบของเครื่องหมายการค้า โดยบริษัทสยามรีเซ็ท จำกัด เป็นผู้ยื่นคำขอและจดทะเบียนเป็นเจ้าของไว้กับสินค้าในจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อแขนสั้น เสื้อแขนยาว เสื้อยืด กางเกงขาสั้น กางเกงขายาว เสื้อยกทรง กางเกงใน เสื้อซับใน ชุดนอน เป็นคำขอเลขที่ 256024 ทะเบียนเลขที่ ค55687 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ส่วนพยานจำเลยทั้งแปดไม่มีพยานปากใดโต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพ แต่อย่างใดโจทก์ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของโจทก์ว่า เมื่อปี 2536 โจทก์ได้วาดภาพลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพ แต่ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" ซึ่งบริษัทสยามรีเซ็ท จำกัด ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้าในจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ กางเกง ชุดนอน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 เป็นคำขอจดทะเบียนเลขที่ 256024 ทะเบียนเลขที่ ค55687 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเมื่อต้นปี 2539 จากการที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 คุยกับโจทก์ในเรื่องธุรกิจอันนำไปสู่การดำเนินการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นมารับดำเนินการจำหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 256024 ทะเบียนเลขที่ ค55687 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสาร เมื่อมีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นระยะเวลาภายหลังที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพ ในปี 2536 และภายหลังจากวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 อันเป็นวันที่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่างไม่มีพยานคนใดที่รู้เห็นที่มาของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวว่าได้นำมาจากภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพแต่ประการใด ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ก็เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "Dalmatiner" คือเครื่องหมายการค้า ซึ่งได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 รายการสินค้า เสื้อ เสื้อชั้นใน (ยกเว้นเสื้อกีฬา) กางเกง กางเกงชั้นใน (ยกเว้นกางเกงกีฬา) ชุดใส่นอน รองเท้า (ยกเว้น รองเท้ากีฬา) เนกไท ถุงเท้า ถุงมือ ผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้า เข็มขัด เป็นคำขอจดทะเบียนเลขที่ 574687 ทะเบียนเลขที่ ค 222989 สำหรับสินค้าในจำพวก 25 ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และรายละเอียดการพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 574688 ทะเบียนเลขที่ ค224854 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 สำหรับสินค้าในจำพวก 18 รายการสินค้า กระเป๋าทำจากหนังสัตว์ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และรายละเอียดการพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 610068 ทะเบียนเลขที่ ค243695 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 สำหรับสินค้าในจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อกีฬา กางเกงกีฬา รองเท้ากีฬา ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และรายละเอียดการพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 610069 ทะเบียนเลขที่ ค240676 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 สำหรับสินค้าในจำพวก 24 รายการสินค้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และรายละเอียดการพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 610070 ทะเบียนเลขที่ ค246926 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 28 รายการสินค้า ลูกกอล์ฟ ถุงกอล์ฟ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และรายละเอียดการพิจารณาและเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 610262 ทะเบียนเลขที่ ค247841 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 สำหรับสินค้าในจำพวก 18 รายการสินค้า ร่ม ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และ เมื่อมีการทำบันทึกข้อตกลงโอนขายกิจการของจำเลยที่ 1 พร้อมกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นเจ้าของให้แก่จำเลยที่ 5 ในวันที่ 15 ธันวาคม 2549 ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 5 ซึ่งก็เกิดขึ้นในภายหลังจากปี 2536 ที่โจทก์อ้างว่าได้ทำการสร้างสรรค์ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพ เป็นเวลานาน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ไม่ทราบด้วยเช่นกันว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพ ที่ได้นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้า ดังกล่าว ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงย่อมรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อปี 2536 โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดด ภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "DALMATINER" และภาพเขียนลายเส้นรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "dalmatiner" จำนวน 3 ภาพ ขึ้นมาด้วยตนเอง ภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปกรรม ประเภทจิตรกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งแปดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดอันเป็นงานศิลปกรรมประเภทจิตรกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดอันเป็นงานศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรมตามภาพเขียน มีขอบเขตแห่งลิขสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดดังกล่าวให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์ในภาพเขียนนั้นแก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้ภาพเขียน เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเสื้อ กางเกง เสื้อกีฬา กางเกงกีฬา รองเท้ากีฬา และจดทะเบียนภาพเขียน เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าดังกล่าวและไม่อาจหวงกันผู้อื่นมิให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ภาพเขียน อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 การที่จำเลยทั้งแปดใช้ภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดและอักษรโรมันคำว่า "Dalmatiner" กับสินค้าเสื้อและกางเกงเป็นการใช้ภาพและคำดังกล่าวอย่างเครื่องหมายการค้า เมื่อโจทก์มิได้ใช้ภาพเขียน เป็นเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ได้อนุญาตให้บริษัทสยามรีเซ็ท จำกัด นำเอาภาพเขียนรูปสุนัขกระโดดดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าเสื้อและกางเกง ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 256024 ทะเบียนเลขที่ ค55687 และบริษัทสยามรีเซ็ท จำกัด ได้จดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำขอโอนพร้อมสัญญาดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไว้กับสินค้าในจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ เสื้อซับใน (ยกเว้นเสื้อกีฬา) กางเกง กางเกงชั้นใน (ยกเว้นกางเกงกีฬา) ชุดใส่นอน รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) เนกไท ถุงเท้า ถุงมือ ผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้า เข็มขัด เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 574687 ทะเบียนเลขที่ ค222989 กับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไว้กับสินค้าในจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อกีฬา กางเกงกีฬา รองเท้ากีฬาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 610068 ทะเบียนเลขที่ ค243695 แล้วจำเลยที่ 1 โอนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 ตามคำขอโอนและหนังสือโอน จึงเป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งสองคำขอดังกล่าวและจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอนี้แก่จำเลยที่ 5 โดยสุจริต เมื่อโจทก์ได้อนุญาตให้บริษัทสยามรีเซ็ท จำกัด นำภาพเขียนรูปสุนัขอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าเสื้อและกางเกงตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค55687 และบริษัทสยามรีเซ็ท จำกัด ได้โอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำขอโอนพร้อมสัญญา และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไว้กับสินค้าในจำพวก 25 รายการสินค้า เสื้อ กางเกง ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค222989 และเลขที่ ค243695 แล้ว จำเลยที่ 1 โอนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 ตามคำขอโอนและหนังสือโอน ดังนี้ การที่จำเลยทั้งแปดได้ใช้เครื่องหมายการค้า กับสินค้าเสื้อและกางเกงตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค55687 เลขที่ ค222989 และเลขที่ ค243695 จึงเป็นการใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ในการใช้เครื่องหมาย อย่างเครื่องหมายการค้าโดยชอบ การกระทำของจำเลยทั้งแปดดังกล่าวหาใช่การกระทำต่อภาพเขียน ซึ่งเป็นรูปแบบของการแสดงออกซึ่งความคิดที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่งแต่อย่างใดไม่ การกระทำของจำเลยทั้งแปดดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในภาพเขียน อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งแปดย่อมไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการละเมิดลิขสิทธิ์แก่โจทก์ตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรีย์ อำไพวรรณ
จำเลย — บริษัทดัลมาติเนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3329/2558
#582401
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป การจำนองห้องชุดพิพาทยังคงมีอยู่ ลูกหนี้ต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง แม้หนี้ประธานจะขาดอายุความ แต่จะบังคับคดีเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 ประกอบมาตรา 745 สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นั้น เห็นว่า หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ประธานเสียก่อน การบังคับจำนองจึงจะกระทำได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ประธานโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 17 ต่อปี หนี้จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงคิดดอกเบี้ยได้เพียงไม่เกินที่ศาลชั้นต้นกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 175,599.67 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ในต้นเงิน 152,312.27 บาท นับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยในแต่ละปีนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ถ้าจำเลยไม่ชำระและโจทก์ชำระแทน ให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาจากจำเลยได้ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง ถ้าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้โจทก์ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วนกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มีความประสงค์จะบังคับคดียึดทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 99/52 อาคารเลขที่ 1 ชั้นที่ 3 ชื่ออาคารชุด 5 กระรัต 1 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์จำนอง อันเป็นการใช้สิทธิบังคับกับทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่า การใช้สิทธิของโจทก์เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้โจทก์บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งและมีคำสั่งยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของโจทก์ จึงขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 182,000 บาท โดยจำนองห้องชุดเลขที่ 99/52 อาคารเลขที่ 1 ชั้นที่ 3 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 206998 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีข้อตกลงท้ายสัญญาจำนองว่า เมื่อบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดแก่โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 175,599.67 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ในต้นเงิน 152,312.27 บาท นับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2536 หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้โจทก์ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยชำระเงิน 175,599.67 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ในต้นเงิน 152,312.27 บาท นับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง คือ ห้องชุดเลขที่ 99/52 อาคารเลขที่ 1 ชั้นที่ 3 ชื่ออาคารชุด 5 กระรัต 1 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่า การใช้สิทธิของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้โจทก์บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้งดดำเนินการยึดทรัพย์และยกคำร้องโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ เงินต้นและดอกเบี้ยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2536 และได้มีการออกหมายบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2546 แต่โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนองเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 กรณีย่อมเท่ากับโจทก์มิได้บังคับคดีแก่จำเลยจนล่วงเลยกำหนดเวลาบังคับคดีแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยตามกฎหมายและไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำขอของโจทก์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยตามที่กฎหมายบัญญัติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์หมดสิทธิในการบังคับคดีในหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่โจทก์ยังคงทรงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในฐานผู้รับจำนอง ผู้รับจำนองหรือเจ้าหนี้มีประกันภัยย่อมมีสิทธิในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนอง แต่ทั้งนี้จะบังคับได้แต่ในต้นเงินจำนองและดอกเบี้ยไม่เกินห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยโจทก์มิได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่การไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี ดังกล่าว ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป การจำนองห้องชุดพิพาทจึงยังคงมีอยู่ ลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง แม้หนี้ประธานจะขาดอายุความ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 ประกอบมาตรา 745 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงคงมีสิทธิบังคับจำนองเป็นเงิน 152,312.27 บาท สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นั้น เห็นว่า หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ประธานเสียก่อน การบังคับจำนองจึงจะกระทำได้ เมื่อหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ประธานกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่าใด หนี้จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงไม่เกินที่ศาลกำหนด เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าอัตราดังกล่าวได้ เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 99/52 อาคารเลขที่ 1 ชั้นที่ 3 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 206998 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่เกินหนี้จำนอง 152,312.27 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางน้ำริน ศิริวงศ์หรือศิริวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิษณุ สอนง่าย
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3328/2558
#627377
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแบ่งที่ดินที่ยึดออกเป็น 3 แปลง แล้วขายแยกทีละแปลงเพื่อให้ขายทรัพย์สินได้ในราคาที่สูงขึ้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจแยกการขายทอดตลาดทรัพย์ตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอได้ เนื่องจากที่ดินทั้งสามแปลงเป็นส่วนประกอบของสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการโรงแรม การแยกขายที่ดินไม่มีประโยชน์แก่การบังคับคดีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการขายทอดตลาดทรัพย์ตามที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งชี้ขาดในเรื่องให้รวมหรือแยกทรัพย์สินขายทอดตลาด จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 243,816,359.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 195,000,000 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6750, 8881 และ 138258 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์จำนำคือหุ้นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาใช้หนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาใช้หนี้โจทก์ครบถ้วนฯ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเปลี่ยนแปลงวิธีการขายทอดตลาดทรัพย์ ดำเนินการขายทรัพย์โดยขายแยกเป็น 3 แปลง และขายครั้งละ 1 แปลง พร้อมทั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินแต่ละแปลงใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคท้าย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เป็นที่สุดหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นบังคับคดี เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแบ่งที่ดินที่ยึดออกเป็น 3 แปลง แล้วขายแยกทีละแปลงเพื่อให้ขายทรัพย์สินได้ในราคาที่สูงขึ้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจแยกการขายทอดตลาดทรัพย์ตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอได้ เนื่องจากที่ดินทั้งสามแปลงเป็นส่วนประกอบของสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการโรงแรม การแยกขายที่ดินไม่มีประโยชน์แก่การบังคับคดี ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการขายทอดตลาดทรัพย์ตามที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งชี้ขาดในเรื่องให้รวมหรือแยกทรัพย์สินขายทอดตลาดจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฎีกาปัญหานี้ การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกานี้มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาประการต่อไปว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีด้วยเหตุความเจ็บป่วยของกรรมการของจำเลยที่ 1 และไม่ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ก่อน เป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งชี้ขาดเรื่องการให้รวมหรือแยกขายทอดตลาดของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นประเด็นหลักถึงที่สุดแล้ว ปัญหาว่าศาลไม่ไต่สวนก่อนมีคำสั่ง และไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ก็ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่การโต้แย้งว่า คำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นในเรื่องรวมหรือแยกทรัพย์สินขายทอดตลาดซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุดแล้วไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับการห้ามฎีกาเช่นเดียวกัน คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาปัญหาข้อนี้มา จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา
โจทก์ — จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเสนา โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3320/2558
#627375
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อ หรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กล่าวคือ ฎีกาจะต้องมีข้อคัดค้านหรือโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ว่า ไม่ถูกต้องในข้อไหนอย่างใด หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด ทั้งนี้ ไม่ว่าในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ตนประสงค์จะยกขึ้นฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ล้วนเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น โดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด เพียงเพิ่มตอนท้ายว่า บรรดาของกลางที่พบในที่เกิดเหตุไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยถึงปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อใด ตอนใดไม่ถูกต้องอย่างไร และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะเหตุใด แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำขอท้ายฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ก็ไม่อาจถือเป็นคำคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ว่า หมายถึง เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้ความหมายรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง ตามคำนิยามจากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์"มิใช่เป็นการกำหนดความหมายถึงเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ฯ ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไปถึงกฎกระทรวงด้วย และโดยอาศัยอำนาจตามความในบทนิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงไว้ว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วนว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เพราะถือว่ากำลังแรงม้า และขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวเกินกว่า 12 นิ้ว ตามลักษณะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีรายละเอียดพอสมควร ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ไม่สามารถลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 14, 31 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4, 17, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 138, 289 ริบไม้พะยูง และของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69, (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) 73 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (2)) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) (3) ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันตัด โค่น ทำลายต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 10 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 10 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมี อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานและต่อสู้หรือขัดขวางผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธปืน และความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตสถานเดียว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ริบไม้พะยูง เลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์โซ่ อาวุธปืนแก๊ป อาวุธปืนคาร์ไบน์พร้อมซองกระสุน มีดปลายแหลม ตลับเมตร ไฟฉายติดศีรษะและแกลลอนน้ำมันของกลาง ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสี่คนเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงภูสีฐาน บริเวณภูบักเว ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ร่วมกันตัดต้นพะยูงและแปรรูปไม้ นายธวัชชัย ผู้เสียหายที่ 1 เป็นพนักงานราชการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐานตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่าไม้ มีหน้าที่ออกตรวจพื้นที่และทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ นายสีเทียม ผู้เสียหายที่ 2 และนายเอกชัย ผู้เสียหายที่ 3 เป็นลูกจ้างของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกเข้าจับกุม แต่คนร้ายต่อสู้ขัดขวางและใช้มีดเป็นอาวุธฟัน แทง ผู้เสียหายทั้งสาม เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานออกไปตรวจที่เกิดเหตุ และยึดไม้พะยูงแปรรูป 7 แผ่น/เหลี่ยมไม้พะยูงที่ยังไม่ได้แปรรูป 1 ท่อน เลื่อนโซ่ยนต์พร้อมบาร์โซ่ 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ตลับเมตร 2 อัน ไฟฉายติดศีรษะ 3 ชุด แกลลอนน้ำมัน 2 ใบ อาวุธปืนคาร์ไบน์ 1 กระบอก มีดปลายแหลม 1. เล่ม เป็นของกลาง ต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ตามหมายจับของศาลชั้นต้น ขณะนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันมีอาวุธปืนและอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ พยายามฆ่าเจ้าพนักงานและผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันตัด โค่น ทำลาย ต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน และยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟัง ไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานและต่อสู้หรือขัดขวางผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย และโดยมีอาวุธปืน และความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำการตามหน้าที่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ฎีกาต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อ หรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กล่าวคือ ฎีกาจะต้องมีข้อคัดค้านหรือโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า ไม่ถูกต้องในข้อไหนอย่างใด หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด ทั้งนี้ ไม่ว่าในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ตนประสงค์จะยกขึ้นฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาฎีกาของจำเลยที่ 1 โดยละเอียดแล้ว ล้วนเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น โดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด เพียงเพิ่มตอนท้ายว่า บรรดาของกลางที่พบในที่เกิดเหตุไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยถึงปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อใด ตอนใดไม่ถูกต้องอย่างไร และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะเหตุใด แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำขอท้ายฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ก็ไม่อาจถือเป็นคำคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไปได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ว่า หมายถึง เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้ความหมายรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง เช่นนี้แสดงว่าตามคำนิยามจากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์"มิใช่เป็นการกำหนดความหมายถึงเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ฯ ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไปถึงกฎกระทรวงด้วย และโดยอาศัยอำนาจตามความในบทนิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์"ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงไว้ว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วนว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เพราะถือว่ากำลังแรงม้าและขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวเกินกว่า 12 นิ้ว ตามลักษณะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีรายละเอียดพอสมควร ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่สามารถลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 225 ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายอุดม สมสวย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2558
#627372
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาด กรณีเป็นเรื่องชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 นั้น จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า กรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และคำว่า "เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" นั้น หมายความว่า หากความผิดกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนำเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวม ศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน 50 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมารวมลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ได้ แต่จำเลยที่ 2 ยังคงมีความผิดและต้องโทษจำคุกในความผิดทั้งสี่ฐานดังกล่าว มิใช่ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงอย่างเดียว

พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติให้ความหมายคำว่า กำหนดโทษ ทำนองเดียวกันว่า "กำหนดโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด หรือ กำหนดโทษตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ หรือกำหนดโทษดังกล่าวที่ได้ลดโทษลงแล้วโดยการได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือโดยเหตุอื่น" โทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนี้ ในการพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 เพียงใดจึงต้องพิจารณาตามกำหนดโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุดแต่ละกระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 2 วางโทษโดยอาศัยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีก 1 กระทง ส่วนจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 3 กระทง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2), 80 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามมาตรา 289 (2), 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีก 1 กระทง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และอีก 20 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และอีก 57 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 35 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษอื่นอีกได้และไม่อาจนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอื่นมาบวกรวมเข้าได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และริบอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนของกลาง คดีถึงที่สุดวันที่ 17 ธันวาคม 2544

จำเลยที่ 2 ฟ้องคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อศาลปกครองกลางว่า คำนวณวันต้องโทษให้จำเลยที่ 2 หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วเหลือกำหนดโทษจำคุก 36 ปี 5 เดือน 15 วัน เป็นการผิดพลาด ที่ถูกคงเหลือกำหนดโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ขอให้เปลี่ยนวันต้องโทษให้ถูกต้อง

คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง คณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง และคณะกรรมการตรวจสอบพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 สำหรับเรือนจำกลางบางขวาง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า กรณีของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระและศาลพิพากษาเรียงกระทงลงโทษแต่ละกระทงความผิด การพิจารณาให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษจึงต้องแยกเป็นรายกระทงความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 แล้วคงเหลือกำหนดโทษจำคุก 50 ปี กำหนดโทษจำคุก 41 ปี 8 เดือน และกำหนดโทษจำคุก 36 ปี 5 เดือน 15 วัน ตามลำดับ ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่คำนวณโทษชอบแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การคำนวณวันต้องโทษของจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 เป็นไปตามมติของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2549 มิได้คำนวณวันต้องโทษผิดพลาด ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 1 แก้ฎีกาว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาด กรณี เป็นเรื่องชั้นบังคับคดี จึงไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่คำนวณวันต้องโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ผิดพลาดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกแล้วจึงไม่อาจบวกโทษจำคุก 57 ปี ตามกระทงอื่นได้อีก โทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับจึงเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า กรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และคำว่า "เว้นแต่กรณีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" นั้น หมายความว่า หากความผิดกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนำเอาโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลาในกระทงอื่นมารวม ศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีน 50 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมารวมลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ได้ แต่จำเลยที่ 2 ยังคงมีความผิดและต้องโทษจำคุกในความผิดทั้งสี่ฐานดังกล่าว มิใช่ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงอย่างเดียวดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติให้ความหมายคำว่า กำหนดโทษ ทำนองเดียวกันว่า "กำหนดโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด หรือกำหนดโทษตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ หรือกำหนดโทษดังกล่าวที่ได้ลดโทษลงแล้วโดยการได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือโดยเหตุอื่น" และโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนี้ ในการพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 เพียงใด จึงต้องพิจารณาตามกำหนดโทษจำคุกที่จำเลยที่ 2 ได้รับเป็นโทษซึ่งศาลได้กำหนดไว้ในคำพิพากษาและระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเมื่อคดีถึงที่สุดแต่ละกระทง การที่ผู้คัดค้านทั้งสี่มีมติเกี่ยวกับการได้รับพระราชทานอภัยโทษของจำเลยที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ดังรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 220
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — สิบเอกราชันญ์ เทศเพราะผล
คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด
ปัญหาการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 และ
ผู้คัดค้าน — พ.ศ.2549 กับพวก
จำเลย — นายจักรวัฒน์หรือกฤตพัชร์ ปัถวี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3282/2558
#589773
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นผู้แทนของนิติบุคคลต้องรับโทษตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/5 นั้น หากโจทก์สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลรู้เห็นด้วยในการกระทำความผิดของนิติบุคคล จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับโทษในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว คดีนี้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นด้วยในการยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7), 90/5 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 5 กระทง ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 100,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 5 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 อีกบทหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่อกรมสรรพากร โดยแจ้งความประสงค์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) โดยใช้ใบกำกับภาษี 227 ฉบับ ในการคำนวณภาษีสำหรับเดือนภาษีมีนาคม เมษายน กรกฎาคม 2540 และตุลาคม 2542 และจำเลยที่ 1 โดยนายปิยฉัตร เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) โดยใช้ใบกำกับภาษี 53 ฉบับ ในการคำนวณภาษีสำหรับเดือนภาษีกันยายน 2542

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ผู้ทำการตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่จำเลยที่ 1 ยื่นสำหรับเดือนภาษีมีนาคม เมษายน กรกฎาคม 2540 เดือนภาษีกันยายนและตุลาคม 2542 เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีขัดแย้งกับจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุต้องระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษทางอาญา เชื่อว่าเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ตนได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์และทราบข้อความจริงมาด้วยตนเอง การที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่จำเลยที่ 1 ยื่นดังกล่าวมาแล้วข้างต้น พบว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อให้จำเลยที่ 1 พิสูจน์ที่มาของใบกำกับภาษีว่าได้มาอย่างไร แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์การได้มาของใบกำกับภาษี เนื่องจากไม่มีหลักฐานการซื้อสินค้าและการชำระราคามาแสดง กรมสรรพากรจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) ให้จำเลยที่ 1 ทราบ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเพิ่มเติม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนกรณีที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ทราบว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากได้รับใบกำกับภาษี 280 ฉบับ จากนายกษิตและนายชัยวัล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเงินในการร่วมกันบริหารงานโครงการอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งจำเลยที่ 1 รับจ้างนั้น จำเลยทั้งสองมิได้นำนายกษิตและนายชัยวัลมาเบิกความสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองว่า การได้มาซึ่งใบกำกับภาษีเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและมีการซื้อสินค้าตามใบกำกับภาษีจริง จึงเป็นเพียงคำเบิกความที่เลื่อนลอยของจำเลยที่ 2 ปราศจากพยานหลักฐานอื่นใดมาอ้างอิงสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องและฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษีตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.3 และข้อ 1.5 จำเลยที่ 2 จึงกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.3 และข้อ 1.5 ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 นำใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษีตามฟ้องข้อ 1.4 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องรับโทษในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 90/5 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ประจำเดือนภาษีกันยายน 2542 ของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 มีลายมือชื่อของนายปิยฉัตรลงชื่อแทนในช่องผู้ประกอบการ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจะไม่ต้องรับโทษในกรณีที่นิติบุคคลนั้นกระทำความผิดเสียเลย หากโจทก์สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นด้วยในการกระทำความผิดของนิติบุคคล จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับโทษในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ได้ สำหรับคดีนี้ โจทก์นำสืบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นด้วยในการยื่นแบบแสดงรายการ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้ เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อ 1.4 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 90/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเบ็ทเทอร์ไลฟ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร
ศาลอุทธรณ์ — นายจาตุรงค์ สรนุวัตร
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สุนันท์ ชัยชูสอน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3256/2558
#628936
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 จะต้องได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏไว้เลยว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างหรือไม่ อย่างไร ในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถือว่าฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิด กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 465,613.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 442,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 19,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดด้วยการขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0836 สระบุรี โดยประมาทเลินเล่อกล่าวคือ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 หยุดรถไม่ทันเป็นเหตุให้รถที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้ามาเฉี่ยวชนรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยู รุ่น 323 ไอ รุ่นปี 2001 หมายเลขทะเบียน สล 8880 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยในวงเงิน 730,000 บาท จากทางด้านหลังไปทางด้านข้างและหลังคาไปจนถึงด้านหน้าขวาได้รับความเสียหายมากเกือบตลอดคันรายละเอียดตามภาพถ่าย ซึ่งโจทก์นำสืบอ้างว่า โจทก์ไม่สามารถซ่อมแซมรถประกันให้คืนกลับสภาพเดิมได้ เนื่องจากถูกชนได้รับความเสียหายเกือบตลอดคัน วันที่ 30 มกราคม 2551 โจทก์จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยรับไปแล้วร้อยละ 90 ของวงเงินประกันภัยเป็นเงิน 657,000 บาท ตามหนังสืออนุมัติจ่ายและหลักฐานการจ่ายเงินของโจทก์ให้ผู้เอาประกันภัยรับเงินไป ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้โอนกรรมสิทธิ์ในรถประกันให้โจทก์นำไปขายต่อตามสภาพเป็นซากรถได้เงินมา 215,000 บาท คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไป 442,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยก่อนว่ากรณีเป็นอย่างที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ได้พิจารณาตามภาพถ่ายแล้ว ปรากฏชัดเจนอย่างที่โจทก์นำสืบว่ารถประกันถูกชนได้รับความเสียหายมากเกือบตลอดคันจนไม่อาจซ่อมแซมได้ กรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา เมื่อโจทก์มีหลักฐานการจ่ายเงินของโจทก์ให้ผู้เอาประกันภัยรับเงินไปมาแสดงต่อศาล แม้ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ลงลายมือชื่อรับเงินอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำสืบโต้แย้งการจ่ายเงินของโจทก์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงรับฟังได้ว่า โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยรับไปแล้วอย่างที่โจทก์นำสืบ ส่วนที่โจทก์นำรถประกันไปขายต่อตามสภาพเป็นซากรถ แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาลอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา แต่ก็น่าเชื่อว่าโจทก์นำไปขายจริง เนื่องจากไม่มีเหตุอะไรที่โจทก์จะเก็บซากรถไว้ให้เปลืองค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและเมื่อพิจารณาสภาพซากรถแล้วก็น่าเชื่อว่าโจทก์ขายได้ราคา 215,000 บาท จริงอย่างที่โจทก์นำสืบ และไม่มีเหตุที่จะคิดไปได้ว่าโจทก์นำรถประกันไปซ่อมแซมให้อยู่สภาพดีก่อนแล้วนำไปขายต่อทีหลังในราคาใกล้เคียงกับที่ซื้อรถอย่างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นการผิดปกติวิสัยของบริษัทประกันภัยอย่างเช่นโจทก์จะพึงปฏิบัติโดยเหตุที่โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยอยู่ในความควบคุมของรัฐ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการขายรถที่ไปเอารถถูกชนมาซ่อมแล้วนำไปขายอย่างเช่นธุรกิจขายรถมือสอง และเมื่อคิดหักแล้วคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไป 442,000 บาท อย่างที่โจทก์นำสืบ เมื่อค่ารถยก 4,000 บาท รวมอยู่ในส่วนนี้แล้วถือว่าโจทก์ได้ยกขึ้นว่ากล่าวแล้วในศาลชั้นต้น ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่าค่ารถยกไม่ได้ยกว่ากล่าวฟังไม่ขึ้น โจทก์มีสิทธิเรียกค่ารถยกได้ ซึ่งกรณีถือว่าโจทก์นำสืบค่าเสียหายแล้วกรณีไม่ใช่โจทก์ไม่นำสืบอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ระหว่างการเจรจาที่สถานีตำรวจมีช่างซ่อมรถยนต์ของอู่สองคอนเจริญยนต์ ซึ่งเป็นคนกลางมาประเมินความเสียหายของรถประกันเป็นเงินเพียง 250,000 บาท เท่านั้นตามบันทึกการตรวจพิสูจน์เครื่องอุปกรณ์รถยนต์และสภาพความเสียหาย ก็ไม่มีน้ำหนักรับฟัง เนื่องจากขัดแย้งกับความเสียหายที่ปรากฏชัดเจนตามภาพถ่าย อีกประการหนึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงโจทก์ก็คงซ่อมแซมรถประกันไปแล้ว โจทก์คงไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงินถึง 657,000 บาท เมื่อเป็นเช่นนี้ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า โจทก์ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เพียง 50,000 บาท เท่านั้น เนื่องจากตอนแรกที่โจทก์มีหนังสือ ไปถึงจำเลยที่ 1 เรียกร้องค่าเสียหายเพียง 69,700 บาท แต่ได้มีการเจรจาตกลงกันจนกระทั่งมีการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ 50,000 บาท ก็น่าเชื่อว่าโจทก์แสดงเจตนาไปโดยหลงผิดทั้งหมด ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาในทำนองว่าโจทก์ไม่ได้หลงผิดเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของโจทก์มีความชำนาญเป็นอย่างดี ก่อนที่จะออกหนังสือ ของโจทก์ก็ได้ตรวจสอบเอกสารทั้งหมดแล้วฟังไม่ขึ้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายและติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้ อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาเนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องยอมระงับข้อพิพาทไม่เรียกร้องค่าเสียหายในส่วนที่เหลือจากจำเลยที่ 1 กรณีเป็นข้อตกลงรับชำระค่าเสียหายเพียงบางส่วนเท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ไปบางส่วนแล้วเป็นเงิน 50,000 บาท จึงยังคงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ให้โจทก์อีก 392,000 บาท ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 จะต้องได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏไว้เลยว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างหรือไม่ อย่างไร ในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถือว่าฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิด กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อเป็นเช่นนี้ฎีกาโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นสาระสำคัญอันควรแก่วินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 392,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายมานพ หวังเฝ้ากลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ