คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1714/2558
#627407
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ใด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 ข้อ 3 (11) ที่กำหนดว่า "การโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวถึงนโยบายในการที่จะเข้าไปบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้กระทำได้แต่ทั้งนี้ต้องเป็นงานที่ได้กำหนดว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ตามกฎหมาย และการดำเนินงานตามนโยบายนั้นจะต้องใช้จ่ายจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมีความเป็นไปได้จริง โดยพิจารณาถึงงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ" มีลักษณะเป็นเพียงข้อแนะนำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้พิจารณาประกอบในการที่จะปราศรัยหาเสียง การที่จำเลยซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อันถือได้ว่าเป็นผู้แทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้น ได้ปราศรัยนโยบายจะดำเนินการให้ประชาชนผู้ที่ถือสิทธิครอบครองในที่ดินสาธารณประโยชน์ได้มีสิทธิทำกินในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นหน้าที่โดยพื้นฐานของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนในท้องถิ่นดังกล่าว ภายหลังการเลือกตั้งปรากฏว่าเมื่อจำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุนก็ได้ดำเนินการประสานงานกับราชการที่เกี่ยวข้องตามที่หาเสียงไว้ จนกระทั่งมีการดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้แก่ประชาชนในท้องที่ ซึ่งในการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวนี้ ได้ความจาก ศ. ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน ว่า ในปี 2548 อำเภอเขาชัยสนได้ประสานงานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุนเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หลังจากนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุนได้สำรวจและจัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดินที่เข้าไปทำประโยชน์ในที่สาธารณะ จึงเป็นที่เห็นได้ว่า การที่จำเลยปราศรัยหาเสียงจัดที่ทำกินให้ประชาชนดังกล่าวเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่จำเลยจะต้องเข้าไปรับผิดชอบดูแลโดยตรง คำปราศรัยหาเสียงของจำเลยจึงมิได้เป็นการหาเสียงที่ฝ่าฝืนต่อประกาศการเลือกตั้งแต่อย่างใด

การที่จำเลยกล่าวปราศรัยว่าจะดำเนินการให้ประชาชนที่ครอบครองทำกินในที่ดินสาธารณประโยชน์ให้มีสิทธิทำกินในที่ดินดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนในท้องถิ่น กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเรื่องเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ตามความหมายแห่งมาตรา 57 (1) ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) (5), 118 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1), 118 จำคุก 1 ปี และปรับ 21,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 14,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุนได้ออกประกาศให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุน โดยกำหนดวันที่ 25 กรกฎาคม 2547 เป็นวันเลือกตั้ง มีนายสุภัทร์ ลงสมัครรับเลือกตั้งได้หมายเลข 1 และจำเลยได้หมายเลข 2 จำเลยได้ปราศรัยหาเสียงที่บริเวณสนามหน้าโรงเรียนควนสามโพธิ์ ตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เกี่ยวกับที่ดินสาธารณประโยชน์ว่าจำเลยจะดำเนินการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ทำกินอยู่ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุน ต่อมานายสุภัทร์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลา 1 ปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยปราศรัยหาเสียงแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยข้อความดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง วิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ใด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 ข้อ 3 (11) และเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 หรือไม่ เห็นว่า ประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ใด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 ข้อ 3 (11) ที่กำหนดว่า "การโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวถึงนโยบายในการที่จะเข้าไปบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้กระทำได้แต่ทั้งนี้ต้องเป็นงานที่ได้กำหนดว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ตามกฎหมาย และการดำเนินงานตามนโยบายนั้นจะต้องใช้จ่ายจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมีความเป็นไปได้จริง โดยพิจารณาถึงงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ" มีลักษณะเป็นเพียงข้อแนะนำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้พิจารณาประกอบในการที่จะปราศรัยหาเสียง การที่จำเลยซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อันถือได้ว่าเป็นผู้แทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้น ได้ปราศรัยนโยบายจะดำเนินการให้ประชาชนผู้ที่ถือสิทธิครอบครองในที่ดินสาธารณประโยชน์ได้มีสิทธิทำกินในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นหน้าที่โดยพื้นฐานของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนในท้องถิ่นดังกล่าว ภายหลังการเลือกตั้งปรากฏว่าเมื่อจำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุนก็ได้ดำเนินการประสานงานกับราชการที่เกี่ยวข้องตามที่หาเสียงไว้ จนกระทั่งมีการดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้แก่ประชาชนในท้องที่ ซึ่งในการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวนี้ ได้ความจากนายเศรษฐา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน ว่า ในปี 2548 อำเภอเขาชัยสนได้ประสานงานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุนเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หลังจากนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลควนขนุนได้สำรวจและจัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดินที่เข้าไปทำประโยชน์ในที่สาธารณะ จึงเป็นที่เห็นได้ว่า การที่จำเลยปราศรัยหาเสียงจัดที่ทำกินให้ประชาชนดังกล่าวเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่จำเลยจะต้องเข้าไปรับผิดชอบดูแลโดยตรง คำปราศรัยหาเสียงของจำเลยจึงมิได้เป็นการหาเสียงที่ฝ่าฝืนต่อประกาศการเลือกตั้งแต่อย่างใด มีปัญหาว่า การหาเสียงว่าจะดำเนินการให้ประชาชนผู้ครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ได้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย เป็นการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนแก่ตน ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกล่าวปราศรัยว่าจะดำเนินการให้ประชาชนที่ครอบครองทำกินในที่ดินสาธารณประโยชน์ให้มีสิทธิทำกินในที่ดินดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชนในท้องถิ่น กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเรื่องเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ตามความหมายแห่งมาตรา 57 (1) แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 (1) ม. 57 (5) ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายประกอบ เมืองทัง
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2558
#578184
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอ้างว่าเป็นทางสาธารณะ จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินเป็นของจำเลยไม่มีทางสาธารณะตัดผ่าน จึงมีประเด็นที่โต้เถียงว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลย ผลประโยชน์ที่โจทก์หรือจำเลยจะได้รับย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีราคา 75,354 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกากล่าวอ้างโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง สิ่งกีดกั้น และทรัพย์สินออกจากทางสาธารณะในที่ดินโฉนดเลขที่ 39283 ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก และส่งมอบทางสาธารณะคืนโจทก์ ให้จำเลยดำเนินการรังวัดเพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า องค์การบริหารส่วนตำบลศรีจุฬา ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลศรีจุฬา ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทางสาธารณะกับให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 39283 ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ที่จำเลยและพันตรีเกษม สามีจำเลยนำรังวัดทับทางสาธารณะดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 39283 เป็นของจำเลยและพันตรีเกษมทั้งแปลง ไม่มีทางสาธารณะตัดผ่าน

มีประเด็นที่โต้เถียงกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลย หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ย่อมมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันตามกฎหมาย แต่ถ้าจำเลยชนะคดี ย่อมมีผลให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ประโยชน์ที่โจทก์หรือจำเลยจะได้รับย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และปรากฏตามคำแถลงของโจทก์ เรื่องทุนทรัพย์ที่พิพาทและชำระค่าขึ้นศาลว่า ที่ดินพิพาทมีราคา 75,354 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกากล่าวอ้างโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลศรีจุฬา
จำเลย — นางถนอมศรี เจริญจิตต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายธีรวุฒิ กองมะลิกันแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุนันท์ เลขบวรวงค์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1634 -ที่ 1635/2558
#590270
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท และมีคำขอให้โจทก์โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคืนให้ผู้ร้องสอด เป็นการร้องสอดเข้ามาเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เพื่อต่อสู้คดีกับโจทก์ ในทำนองเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ก็มีประเด็นพิพาทเช่นเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีดังกล่าวว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องสอดถือเป็นคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน ผู้ร้องสอดจะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 282/2545 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องความเป็นเจ้าของของที่ดินที่พิพาท จำเลยทั้งสี่จึงสามารถสืบพยานตามคำให้การและฟ้องแย้งในคดีนี้ได้ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 33,270 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอพยพขนย้ายครอบครัวพร้อมบริวารกับผู้เช่าออกไปจากที่ดินและทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพอันดีแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหมอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสี่เดือนละ 30,000 บาท จนกว่าจะส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืน

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

นายนันทวัฒน์ ผู้ร้องสอด ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแทนผู้ร้อง สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3กับโจทก์จึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายและขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อของนางสาวตวงรัตน์ นางสาวพรพัฒน์ จำเลยที่ 1 และผู้ร้องสอดในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาและให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่า ผู้ร้องสอดเคยยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ซึ่งมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันหากอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีผู้ร้องสอดจะอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ และโจทก์จะอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เป็นกรณีต้องห้ามมิให้ผู้ร้องสอดยื่นฟ้องคดีเรื่องเดียวกันอีก จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ประเด็นข้อพิพาทข้อ 1. เรื่องโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ ข้อ 3. เรื่องสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ8410 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ข้อ 4. เรื่องโจทก์ต้องคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 2097 และ 8410 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ และข้อ 5. เรื่องจำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ในคดีนี้ กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 282/2545 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ในคดีนี้ เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เช่นเดียวกัน และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมีคำสั่งให้คู่ความนำพยานเข้าสืบในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2. เรื่องโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใดแต่เพียงประเด็นเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่โดยให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2097 และ4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่

โจทก์ จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสี่ให้ เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องโจทก์ ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสี่ และผู้ร้องสอด ให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องสอดฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และผู้ร้องสอดถึงแก่ความตายนางสาวนงเยาว์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ส่วนนางทิพาพรรณ บุตรของผู้ร้องสอด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องสอด ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า คำร้องสอดของผู้ร้องสอดเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท และมีคำขอให้โจทก์โอนที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทคืนให้ผู้ร้องสอดเป็นการที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เพื่อต่อสู้คดีกับโจทก์ ในทำนองเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้น ทำให้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดเป็นคำฟ้อง โดยผู้ร้องสอดเป็นผู้อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์อยู่ในฐานะเป็นจำเลยเช่นเดียวกับที่ผู้ร้องสอดฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งดังกล่าว ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา และคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่พิพาทดังเช่นที่ผู้ร้องสอดขอให้โจทก์โอนที่ดินสองแปลงที่พิพาทคืนให้แก่ผู้ร้องสอด ถึงแม้ในคดีนี้จะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทและขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ก็มีประเด็นพิพาทประเด็นเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทหรือไม่เช่นเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน ผู้ร้องสอดจะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอดจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยงดสืบพยานในประเด็นข้อ 1 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 แล้วฟังว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 282/2545 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 4288/2551 โดยวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม (หมายถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้) อ้างว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ไว้แทนนายนันทวัฒน์ (ผู้ร้องสอด) ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสาม นายนันทวัฒน์ได้ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 73 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 (นายทองอินทร์) โดยโจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ให้แก่จำเลยที่ 2 (โจทก์) เป็นการล่วงหน้าและรับเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 คืนแก่โจทก์ทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องดังกล่าว เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามเป็นตัวแทนของนายนันทวัฒน์ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 และดำเนินการต่าง ๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายนันทวัฒน์ทำไว้กับจำเลยที่ 1 สิทธิในที่ดินและตามสัญญาดังกล่าว จึงมิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสาม หากมีการโต้แย้งสิทธิก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของนายนันทวัฒน์ มิใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งที่จะนำคดีมาสู่ศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทั้งโจทก์ทั้งสามมิได้รับมอบอำนาจจากนายนันทวัฒน์ให้ฟ้องคดีแทนตามมาตรา 60 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้และพิพากษาแก้เป็น ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นกรณีที่มิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องความเป็นเจ้าของของที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ4810 อันเป็นที่ดินแปลงที่พิพาทกันในคดีนี้ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างบรรยายในฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 144 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพันธุ์ทิพา บัวแสงจันทร์
นายนันทวัฒน์ อุทุมพร โดยนางทิพาพรรณ อุทุมพร
ผู้ร้องสอด — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาวกฤษณีย์ อุทุมพร
โดยผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1622/2558
#627359
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ จำเลยกระทำความผิดโดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานก่อการร้ายนั้น จำเลยร่วมกระทำความผิดด้วยการสะสมกำลังพลและอาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว แม้จำเลยจะได้กระทำในช่วงเวลาเดียวกัน แต่การกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการเป็นอั้งยี่และการก่อการร้ายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานเป็นอั้งยี่และก่อการร้ายจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 135/2, 209

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ประกอบมาตรา 83, 209 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ก่อนเกิดเหตุจนถึงขณะเกิดเหตุ มีคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย สมคบกันก่อตั้งขบวนการก่อการร้าย มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา ออกจากราชอาณาจักรไทย โดยสะสมกำลังพลและอาวุธ สมคบกันเพื่อก่อการร้ายโดยลอบฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลอบวางระเบิดเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน วันที่ 6 กันยายน 2553 เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองพบฐานปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบบนเทือกเขาตะเว ที่เกิดเหตุ พบอาวุธปืนลูกซอง 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืนลูกซองหลายนัด เครื่องกระสุนปืน ขนาด 40 มม. หรือกระสุนปืน เอ็ม 203 จำนวน 1 ลูก กระสุนปืนขนาด 7.62 มม. 1 นัด เครื่องวิทยุโทรคมนาคม 1 เครื่อง วัตถุระเบิด อุปกรณ์ประกอบระเบิดหลายรายการ และสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมาก วันที่ 7 กันยายน 2553 เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไปตรวจเก็บวัตถุพยานบนเทือกเขาตะเวที่เกิดเหตุ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และร่วมกันก่อการร้ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีเอกพล เบิกความว่า พยานเป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยปฏิบัติการร่วม ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองขึ้นลาดตระเวนตรวจค้นบนเทือกเขาตะเวที่เกิดเหตุ พบอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ข้าวของเครื่องใช้ของผู้ก่อความไม่สงบ รวมทั้งหมวกไหมพรมสีเขียว ผลการตรวจดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมโดยเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์พบว่าหมวกไหมพรมสีเขียวดังกล่าวมีสารพันธุกรรมตรงกับสารพันธุกรรมของจำเลย ร้อยตำรวจโทปิยะเชษฐ์ เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เบิกความว่า วันที่ 7 กันยายน 2553 พยานกับเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รวม 9 คน ขึ้นไปตรวจเก็บวัตถุพยานบนเทือกเขาตะเว จากการสังเกตข้าวของเครื่องใช้ผ่านการใช้มาไม่นาน พยานจะเก็บสารพันธุกรรมหรือลายพิมพ์นิ้วมือแฝงจากวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุ วิธีการเก็บ หากวัตถุพยานใดสามารถเก็บโดยใช้สำลีเช็ดก็จะตรวจเก็บในขณะนั้น หากไม่สามารถตรวจเก็บได้ในที่เกิดเหตุก็จะตรวจเก็บใส่ซองของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ปิดผนึก แล้วพยานจะลงลายมือชื่อกำกับการปิดผนึก รวมทั้งบันทึกชื่อผู้ตรวจเก็บ สถานที่พบและสิ่งของที่บรรจุไว้บนหีบห่อดังกล่าวด้วย มีการตรวจเก็บหมวกไหมพรมได้หลายใบ และพบสารพันธุกรรมของจำเลยที่หมวกไหมพรมสีเขียว พยานทราบว่าจำเลยเคยถูกควบคุมตัวและเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมไว้ในสารบบตั้งแต่ปี 2552 สิบเอกชัยณรงค์ เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุมีการตรวจค้นบ้านยายจำเลย 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นวันที่ 19 มีนาคม 2552 หน่วยลาดตระเวนพบเห็นคนถืออาวุธปืนวิ่งออกจากยุ้งข้าวหลังบ้านยายจำเลย แต่ไม่สามารถจับคนดังกล่าวได้ วันดังกล่าวพบจำเลย พยานจึงส่งจำเลยไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ก่อนปล่อยจำเลยไปได้มีการเก็บสารพันธุกรรมของจำเลยไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเข้าตรวจค้นบ้านยายจำเลยอีกครั้ง พบกระสุนปืนและซองกระสุนปืนเอ็ม 16 เห็นว่า การตรวจเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุกระทำโดยเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งกระทำอย่างรัดกุม ทั้งนี้เชื่อว่าเพื่อป้องกันการสับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมวัตถุพยานที่ตรวจเก็บได้ วัตถุพยานใดสามารถตรวจเก็บสารพันธุกรรมหรือลายพิมพ์นิ้วมือแฝงในที่เกิดเหตุได้ก็จะตรวจเก็บในขณะนั้น วัตถุพยานใดไม่สามารถตรวจเก็บในที่เกิดเหตุได้ก็จะบรรจุซองของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ปิดผนึก แล้วร้อยตำรวจโทปิยะเชษฐ์ เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะลงลายมือชื่อกำกับการปิดผนึก รวมทั้งบันทึกชื่อผู้ตรวจเก็บ สถานที่พบและสิ่งของที่บรรจุในหีบห่อ สถานที่เกิดเหตุที่ไปตรวจเก็บวัตถุพยานอยู่บนเทือกเขาตะเว ซึ่งอยู่ในป่าลึก ต้องใช้เวลาเดินทางเข้าไปประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อนำสารพันธุกรรมที่ได้จากหมวกไหมพรมสีเขียวของกลางไปเปรียบเทียบกับสารพันธุกรรมของจำเลยที่ตรวจเก็บไว้เมื่อปี 2552 ขณะมีการควบคุมตัวจำเลยในครั้งที่ไปตรวจค้นบ้านยายจำเลยครั้งแรก พบว่ามีสารพันธุกรรมตรงกัน และเมื่อมีการตรวจค้นบ้านยายจำเลยอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 พบกระสุนปืนและซองกระสุนปืนเอ็ม 16 กับพบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยดังที่ร้อยตำรวจเอกนเรศ พนักงานสอบสวนเบิกความด้วย จำเลยยอมรับว่าหมวกไหมพรมดังกล่าวเป็นของจำเลย แต่อ้างว่าหมวกดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปพร้อมเสื้อผ้าและบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยนั้น เห็นว่า ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบอาวุธปืน ซองกระสุนปืนเอ็ม 16 พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย เจ้าหน้าที่ย่อมมุ่งประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยเกี่ยวกับอาวุธปืนและซองกระสุนปืนดังกล่าวซึ่งอยู่กับบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยจึงอยู่ที่อาวุธปืน ซองกระสุนปืนและบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าว จึงไม่มีเหตุผลใดที่เจ้าหน้าที่จะยึดหมวกไหมพรมของกลางพร้อมเสื้อผ้าของจำเลย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานมีอาวุธปืนดังกล่าวไปเป็นพยานหลักฐานด้วย อีกทั้งจำเลยและนางสาวซากีเราะ พยานจำเลยก็เบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับสถานที่ตรวจยึดหมวกไหมพรมดังกล่าว โดยจำเลยว่าเจ้าหน้าที่ยึดไปจากบ้านจำเลย แต่นางสาวซากีเราะว่ายึดไปจากบ้านยายจำเลย คำพยานจำเลยจึงเป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจยึดหมวกไหมพรมของกลางจากเทือกเขาตะเว อันเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยร่วมกับขบวนการก่อความไม่สงบ และแม้จะไม่พบสารพันธุกรรมหรือลายพิมพ์นิ้วมือแฝงของจำเลยที่วัตถุพยานรายการอื่นก็น่าเชื่อว่าเป็นเพราะฐานปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งตั้งขึ้นไม่นานดังที่ร้อยตำรวจโทปิยะเชษฐ์ เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งขึ้นไปเก็บวัตถุพยานบนเทือกเขาตะเวที่เกิดเหตุเบิกความว่า จากการสังเกตเห็นว่าข้าวของเครื่องใช้บนฐานปฏิบัติการผ่านการใช้มาไม่นาน จำเลยจึงอาจขึ้นไปบนฐานไม่กี่ครั้งและยังไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัตถุพยานรายการอื่น ส่วนที่จำเลยให้ถ้อยคำต่อสิบเอกชัยณรงค์ว่าจำเลยขึ้นไปประกอบอาหารให้ผู้ก่อความไม่สงบ ก็อาจเป็นข้ออ้างของจำเลยเท่านั้น การไม่พบลายพิมพ์นิ้วมือแฝงหรือสารพันธุกรรมของจำเลยที่วัตถุพยานอื่นจึงหาเป็นข้อพิรุธไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และร่วมกันก่อการร้ายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ จำเลยกระทำความผิดโดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานก่อการร้ายนั้น จำเลยร่วมกระทำความผิดด้วยการสะสมกำลังพลและอาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว แม้จำเลยจะได้กระทำในช่วงเวลาเดียวกัน แต่การกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการเป็นอั้งยี่และการก่อการร้ายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานเป็นอั้งยี่และก่อการร้ายจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ประกอบมาตรา 83, 209 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันก่อการร้าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 8 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 135/2 (2) ม. 209 วรรคแรก ม. 83 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอาซูวา ตาปา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1602/2558
#575693
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับ อ. ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่ข้อเท็จจริง ตามทางพิจารณาได้ความว่า อ. ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย หลังจากนั้น อ. จึงนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ อ. เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายก่อนที่จะส่งมอบ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 5 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอิ๊ดและจับกุมนายอิ๊ดได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.918 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.178 กรัม และธนบัตร 100 บาท 3 ฉบับ นายอิ๊ดให้การว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยซึ่งมีบ้านอยู่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดธนบัตร 1,000 บาท 1 ฉบับ และธนบัตร 100 บาท 4 ฉบับ คดีในส่วนของนายอิ๊ดศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4008/2554 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนายอิ๊ดกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ การจับกุมจำเลยเป็นผลสืบเนื่องจากการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอิ๊ดของเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งนายอิ๊ดให้การซัดทอดตั้งแต่ชั้นจับกุมว่า ได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย แม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างนายอิ๊ดและจำเลย ทั้งไม่ได้นำนายอิ๊ดมาเป็นพยานในชั้นศาล แต่โจทก์มีดาบตำรวจประกอบและสิบตำรวจเอกสามภพ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันได้ความว่า พยานทั้งสองกับพวกวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอิ๊ด โดยนำธนบัตรของกลางไปลงบันทึกในรายงานประจำวันและถ่ายสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ตามรายงานประจำวันธุรการและสำเนาธนบัตร เมื่อสายลับเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยมอบธนบัตรให้นายอิ๊ด สิบตำรวจเอกสามภพเห็นนายอิ๊ดขับรถจักรยานยนต์ของสายลับเข้าไปในหมู่บ้านนานประมาณ 1 นาที กลับมาส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้สายลับจึงร่วมกันเข้าจับกุม ถ้อยคำของพยานโจทก์นี้สอดคล้องกับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งนายอิ๊ดให้การว่า เมื่อสายลับไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีน นายอิ๊ดขับรถจักรยานยนต์ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย 10 เม็ด มอบธนบัตรให้จำเลย 1,400 บาท นำเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้แก่สายลับจนถูกจับกุมในเวลาต่อมา สำหรับเหตุการณ์หลังจากจับกุมนายอิ๊ดได้ความจากพยานโจทก์ว่า ดาบตำรวจประกอบและสิบตำรวจเอกสามภพให้นายอิ๊ดพาไปที่บ้านของจำเลยทันที ซึ่งดาบตำรวจประกอบยืนยันว่าใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที เมื่อไปถึงพบจำเลยอยู่ที่หน้าบ้าน ตรวจค้นตัวจำเลยก็พบธนบัตรซึ่งมีหมายเลขตรงกับที่ได้ลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันและถ่ายสำเนาไว้ ดังนี้ แม้คำให้การของนายอิ๊ดมีลักษณะเป็นคำซัดทอดและเป็นพยานบอกเล่าซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติให้ศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยก็ตาม แต่การจับกุมจำเลยเกิดขึ้นในเวลากระชั้นชิดกับนายอิ๊ด เห็นได้ว่านายอิ๊ดไม่ทันคิดแต่งเติมเรื่องราวเพื่อใส่ร้ายจำเลย ทั้งถ้อยคำของนายอิ๊ดสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดีตามที่ได้ความจากพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จับ จึงเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผลรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ เมื่อค้นตัวจำเลยก็พบธนบัตรของกลางซึ่งจำเลยก็รับว่ามีธนบัตรอยู่ที่จำเลยจริง ข้อที่อ้างว่านายอิ๊ดนำไปใช้หนี้ให้จำเลย นอกจากจะขัดต่อเหตุผลที่ว่านายอิ๊ดเพิ่งได้รับธนบัตรมาจากสายลับและขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปนำเมทแอมเฟตามีนมาให้สายลับ ไม่น่าจะต้องรีบร้อนนำไปใช้หนี้ให้แก่จำเลยแล้ว ยังขัดกับคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งจำเลยให้การไว้ในวันเกิดเหตุว่า นายอิ๊ดนำเงินไปฝากไว้ ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า นายอิ๊ดซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย หลังจากนั้นนายอิ๊ดจึงนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ โดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายอิ๊ด เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายก่อนที่จะส่งมอบ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นางสาวสมควรหรือนกหรือกบ โพธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายชัยรัตน์ อร่ามทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1600/2558
#580001
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) เท่านั้น โดยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ด้วย เพื่อให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามบทมาตราดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาสิบเอกทรงศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา และค่าใช้จ่ายที่นางสาวเกศรินทร์ ภริยาผู้เสียหาย ต้องเดินทางมาจากจังหวัดชลบุรีเพื่อดูแลผู้เสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท ค่าเสียหายแก่กาย อนามัย เสรีภาพและจิตใจของผู้เสียหายเป็นเงิน 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี อีกกระทงหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุตั้งแต่สิบแปดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 ปี ฐานชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะจำคุก 9 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 6 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เฉพาะในความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวกอีก 1 คนขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมา เมื่อพบผู้เสียหายซึ่งเป็นทหารกำลังขี่รถจักรยาน จำเลยที่ 1 ใช้เท้าถีบรถจักรยานของผู้เสียหายจนล้มลง แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อยเตะผู้เสียหายหลายครั้ง จนทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แล้วจำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์เงิน 200 บาท ของผู้เสียหายไป โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) เท่านั้น โดยยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ด้วย เพื่อให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามบทมาตราดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ร้อง — สิบเอกทรงศักดิ์ เงินลาด
จำเลย — นายสิทธิศักดิ์หรือเอ็ม โพธิ์สุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายดนุพร คีรีกิจขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1597/2558
#579797
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยเป็นผู้รับคำสั่งซื้อและจัดหาเมทแอมเฟตามีนไว้ วันเกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ จ. และ ส. นำไปส่งให้ ว. ลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานครทางไปรษณีย์และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปดูการส่งเมทแอมเฟตามีนของ จ. และ ส. จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับ จ. และ ส. ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยใช้ให้ จ. และ ส. กระทำความผิดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 279/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 279/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1328/2552 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้องจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยว่าจ้างให้นายจายเรียงและนายแสง นำเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไปส่งให้แก่นายวิชิต ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุหรือไม่ โจทก์มี นายจายเรียงเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักจำเลยแต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ในวันเกิดเหตุจำเลยว่าจ้างให้พยานและนายแสงนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้นายวิชิต ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุโดยจำเลยเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้พยานและนายแสงคนละ 1 คันเป็นยานพาหนะในการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่ง โดยจำเลยจะให้ค่าจ้างคนละ 5,000 บาท ในระหว่างที่พยานและนายแสงขับรถจักรยานยนต์ไปที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามมาสังเกตการณ์ด้วย เมื่อพยานและนายแสงถูกจับกุมก็ยอมรับกับพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์กับพวกว่าพยานและนายแสงรับจ้างจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่ผู้ซื้อทางไปรษณีย์ ตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และโจทก์มีพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์กับจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความยืนยันว่า หลังจากถูกจับกุมนายจายเรียงและนายแสงให้การว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้พวกตนนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่นายวิชิตทางไปรษณีย์และพาพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไปหาจำเลยที่บ้านแต่ไม่พบจึงตรวจค้นบ้านของจำเลยและพบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี 2 เล่มจึงยึดไว้เป็นของกลาง พยานโจทก์ทั้งสองควบคุมนายจายเรียงและนายแสงพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทวสันต์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คันที่นายจายเรียงและนายแสงขับไปส่งเมทแอมเฟตามีนพบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองคัน และพยานตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางบัญชีของสมุดบัญชีเงินฝากของกลาง 2 เล่ม ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุมีการโอนเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปจากบัญชีของจำเลยหลายครั้ง แต่ละครั้งจำนวนมากผิดปกติ เห็นว่า คำเบิกความของ นายจายเรียงและคำให้การชั้นสอบสวนของนายจายเรียงและนายแสงเกี่ยวกับการรับจ้างจำเลยไปส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางแม้จะเป็นคำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันแต่ก็หาได้เป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้นายจายเรียงและนายแสงพ้นโทษเพราะการกระทำความผิดของตนไม่ และยังสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์และจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยว่านายจายเรียงและนายแสงพาพยานทั้งสองไปบ้านจำเลยและตรวจพบสมุดบัญชีเงินฝากของกลาง 2 เล่มซึ่งพันตำรวจโทวสันต์เบิกความว่าเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่มีรายการโอนเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปจากบัญชีหลายครั้งโดยรายการโอนและถอนแต่ละครั้งจะเป็นเงินจำนวนมากขัดกับรายได้ของจำเลยตามที่นำสืบว่ามีรายได้เดือนละประมาณ 10,000 บาท พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกับนายจายเรียงมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนเนื่องจากจำเลยทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อทางราชการ จำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้นายจายเรียงและนายแสง แต่บุคคลทั้งสองได้ขอยืมจากภริยาจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ทั้งเพิ่งหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาล คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายจายเรียงและจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์จึงไม่มีพิรุธ รับฟังได้ ที่จำเลยฎีกาว่าการที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยในช่วงวันที่ 4 ถึง 5 มิถุนายน 2551 ไม่ได้เป็นพิรุธเพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีเป็นเงินของนายเจริญ หลานชายของจำเลยเพื่อใช้สร้างบ้านที่บ้านห้วยศาลา และเงินที่โอนเข้าบัญชีบางส่วนเป็นของหลานสาวจำเลยซึ่งทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครเพื่อนำไปให้มารดาของจำเลยนั้น เห็นว่า ตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีที่ 510-2-06624-7 ของจำเลย ปรากฏว่าในวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 มีเงินเข้าบัญชี 2 รายการ จำนวน 350,000 บาทกับ 160,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 เดือนเดียวกันถอนออก 300,000 บาท ส่วนรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีเลขที่ 510-0-31628-9 ของจำเลยอีกบัญชีหนึ่ง ปรากฏว่าในวันที่ 4 มิถุนายน 2551 นายเจริญถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ โดยทำการที่เครื่องเบิกถอนเงินสด ณ ที่ทำการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยดังกล่าวจำนวน 409,000 บาท บัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวทำบัตรถอนเงินสดไว้ด้วยโดยสามารถถอนเงินสดได้ไม่เกินครั้งละ 25,000 บาท แต่ละวันถอนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ตามหนังสือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย ซึ่งในวันที่ 4 มิถุนายน 2551 เมื่อนายเจริญโอนเงินให้จำเลยแล้ว มีการถอนเงินด้วยบัตรถอนเงินสดครั้งละ 25,000 บาท รวม 12 ครั้ง และต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ก็ยังปรากฏว่านายเจริญโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์เข้าบัญชีจำเลยดังกล่าว 2 ครั้ง จำนวน 150,000 บาท และ 20,000 บาทตามลำดับ นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายยี่ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นทรัล บางนา เข้าบัญชีจำเลย 2 ครั้ง จำนวน 150,000 บาทและ 30,000 บาท ตามหนังสือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย เมื่อพิจารณารายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีเลขที่ 510-0-31628-9 ของจำเลย ยังปรากฏชัดว่าก่อนเกินเหตุคดีนี้ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 440,000 บาทและในวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 300,000 บาทเป็นต้น ซึ่งรายการโอนเงินเข้าและถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชีข้างต้นเป็นจำนวนเงินที่สูงมากขัดกับรายได้ของจำเลยที่เบิกความว่าจำเลยมีรายได้จากการทำไร่ทำสวนและเลี้ยงสุกรเดือนหนึ่งไม่ถึง 10,000 บาท ทั้งจำเลยไม่ได้นำนายเจริญและหลานสาวของจำเลยมาเบิกความยืนยันว่าเงินที่เข้าบัญชีจำเลยเป็นเงินของบุคคลดังกล่าวตามที่จำเลยนำสืบ ฎีกาของจำเลยดังที่กล่าวมาฟังไม่ขึ้น การที่มีการโอนเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลยในช่วงเกิดเหตุคดีนี้จำนวนมากเป็นข้อพิรุธที่ทำให้เชื่อว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แม้คำเบิกความของนายจายเรียงและคำให้การของนายจายเรียงกับคำให้การของนายแสงจะเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันซึ่งกฎหมายห้ามมิให้รับฟังก็ตาม แต่ก็มิได้ห้ามเด็ดขาด เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะแหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวมาประกอบกับโจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานสนับสนุน ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในลักษณะผู้รับคำสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและจัดหาเมทแอมเฟตามีนไว้ จากนั้นจำเลยจึงให้บุคคลที่ร่วมขบวนการของจำเลยเป็นผู้จัดส่งเมทแอมเฟตามีนแก่ลูกค้าอีกทอดหนึ่ง และในวันเกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจำนวน 20,000 เม็ดให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้นายวิชิตลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานครทางไปรษณีย์โดยให้ค่าจ้างคนละ 5,000 บาท และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปดูการส่งเมทแอมเฟตามีนของนายจายเรียงและนายแสงด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่าในวันที่เกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 20,000 เม็ดให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้นายวิชิตลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานคร ย่อมแสดงว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองอยู่ก่อนที่จะมอบให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้ผู้มีชื่อ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับนายจายเรียงและนายแสงในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหาใช่เป็นกรณีที่จำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายจายเรียงและนายแสงกระทำความผิด ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นายแสง นามเป็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายรพี แพ่งสภา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2558
#579837
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อพังเสียหายจากการถูกคลื่นสึนามิซัดเข้าปะทะกับต้นไม้และพลิกตะแคงอยู่กับเศษวัสดุต่าง ๆ ที่แตกหักเสียหายเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายใช้การไม่ได้และสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่าหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควรและตามข้อ 11 กำหนดว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุด ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คืน แม้โจทก์ฟ้องเป็นกรณีผิดสัญญาเช่าซื้อโดยทั่วไปก็ตาม แต่ก็พอถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดกรณีสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดจากเหตุที่มิได้เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดังเดิม แต่รถยนต์หาได้สูญสิ้นสภาพไปทั้งหมดยังคงมีตัวทรัพย์อยู่ โจทก์ในฐานะเจ้าของย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนได้ แม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายจากธรณีพิบัติภัยอันเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้เช่าซื้อไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในการส่งมอบรถยนต์คืนตามสภาพที่ใช้การได้ดี แต่ต้องส่งมอบคืนตามสภาพที่เป็นจริงหลังเกิดธรณีพิบัติภัย จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดในการคืนทรัพย์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาแทน โดยกำหนดให้ในลักษณะของค่าซากรถเป็นเงิน 20,000 บาท

ตามคำฟ้องของโจทก์ขอเรียกค่าเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากความรับผิดตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถาม การติดตามทรัพย์ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายโดยสิ้นเชิงจากเหตุธรณีพิบัติภัย แม้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายตามราคารถยนต์ที่โจทก์ออกเงินลงทุนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาว่า หากรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ได้เสียหายจากธรณีพิบัติภัยและ ย. ชำระค่าเช่าซื้อครบ 48 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 44,979.37 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าซื้อที่ ย. ผ่อนชำระแล้ว 8 งวด รถยนต์ก็เสียหายโดยสิ้นเชิงจนมีสภาพเป็นเพียงซากรถ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ 37,400 บาท เมื่อค่าซากรถและค่าเสียหายที่กำหนดให้เป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยของค่าเสียหายอีก ส่วนค่าใช้ทรัพย์และค่าเช่าซื้อค้างชำระที่โจทก์ขอมานั้น ย. ผู้เช่าซื้อยังมิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันคงต้องรับผิดเฉพาะการคืนทรัพย์แก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนและชดใช้ค่าเสียหายดังที่วินิจฉัยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 474,573 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หรือใช้ราคาแทนจนครบ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า นางสาวยุภาทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า ไปจากโจทก์ ในราคา 463,000 บาท โดยตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 48 งวด เริ่มงวดแรกวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือน มีนายชวลิต ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นางสาวยุภาผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ถึงงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ต่อมาเกิดธรณีพิบัติภัยคลื่นสึนามิพัดถล่มบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นเหตุให้นางสาวยุภาผู้เช่าซื้อกับนายชวลิตผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายและรถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหาย จำเลยเป็นมารดาของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรม ทั้งนี้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 9 ประจำวันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นมาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาเช่าซื้อระงับไปด้วยเหตุที่รถยนต์เสียหายจากธรณีพิบัติภัยหรือจากการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูภาพถ่ายรถยนต์ท้ายรายงานกระบวนพิจารณา แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ เป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อระงับไป แต่สภาพรถยนต์ตามภาพยังสามารถซ่อมแซมได้ จำเลยไม่ได้นำภาพถ่ายรถยนต์ในเวลาปัจจุบันมาแสดงและไม่ส่งมอบรถยนต์คืนเพื่อให้โจทก์นำไปซ่อม สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ได้ระงับไปด้วยเหตุดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย แต่สัญญาเลิกกันด้วยเหตุตามฟ้องนั้น จำเลยให้การต่อสู้ว่า นางสาวยุภาไม่ได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แต่สัญญาเช่าซื้อระงับไปเพราะรถยนต์เสียหายไร้ประโยชน์จากธรณีพิบัติภัย ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ครั้นในนัดพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่า ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายด้วยเหตุธรณีพิบัติภัยจริงและจำเลยส่งภาพถ่ายรถยนต์ที่ถูกคลื่นสึนามิจำนวน 3 ภาพ ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้แถลงร่วมกันอีกว่า รถยนต์ถูกคลื่นสึนามิซัดถล่มได้รับความเสียหายและโจทก์ยังไม่ได้รับรถยนต์คืน เห็นว่า ที่จำเลยส่งภาพถ่ายแสดงสภาพความเสียหายของรถยนต์จากเหตุธรณีพิบัติภัยต่อศาลนั้น โจทก์ไม่ได้โต้แย้งภาพถ่ายเป็นอย่างอื่น ทั้งยังให้จำเลยไปเจรจาขอลดค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายจากเหตุธรณีพิบัติภัย เมื่อได้ความว่า นางสาวยุภาถึงแก่ความตายจากเหตุธรณีพิบัติภัยและรถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายดังสภาพที่ปรากฏในภาพถ่ายท้ายรายงานกระบวนพิจารณา กรณีจึงหาได้เป็นไปตามข้อกล่าวอ้างที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ซึ่งเป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อโดยทั่วไป แต่เป็นเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายโดยไม่ได้เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ เพราะเกิดจากเหตุสุดวิสัย โดยที่สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่รถยนต์เสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิม ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุด จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า รถยนต์เสียหายถึงขนาดที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมหรือไม่ ในข้อนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายท้ายรายงานกระบวนพิจารณาปรากฏชัดว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อพังเสียหายจากการถูกคลื่นสึนามิซัดเข้าปะทะกับต้นไม้และพลิกตะแคงอยู่กับเศษวัสดุต่าง ๆ ที่แตกหักเสียหาย ที่โจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ยังอยู่ในสภาพที่ซ่อมแซมได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะตามสภาพความเสียหายที่ปรากฏ ไม่น่าจะทำการซ่อมแซมรถยนต์ให้คืนสภาพดีดังเดิมได้ โจทก์ทราบอยู่แล้วว่า ผู้เช่าซื้อรายนี้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัย ทั้งกรณีเป็นเรื่องร้ายแรงที่ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันต่างถึงแก่ความตาย รถยนต์ที่เช่าซื้อก็เสียหายจนใช้การไม่ได้ เชื่อว่าฝ่ายจำเลยต้องแจ้งเรื่องแก่โจทก์โดยไม่เนิ่นช้า โจทก์จึงน่าจะทราบความเสียหายของรถยนต์ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2548 แล้ว แต่โจทก์มาฟ้องคดีนี้หลังเกิดเหตุเกือบ 3 ปี และยังกล่าวอ้างว่า ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จึงไม่ตรงตามข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไปตามรูปคดีโดยพิจารณาตามภาพถ่ายรถยนต์และข้อเท็จจริงในเรื่องคลื่นสึนามิซัดน้ำทะเลเข้าทำความเสียหายแก่รถยนต์ ทำให้รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้และสัญญาเช่าซื้อระงับไปนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดเช่นนี้ สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า หากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร และตามข้อ 11 กำหนดว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุด ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่จะต้องส่งมอบรถยนต์คืน แม้โจทก์ฟ้องเป็นกรณีผิดสัญญาเช่าซื้อโดยทั่วไปก็ตาม แต่พอถือได้ว่า โจทก์ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดกรณีสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดจากเหตุที่มิได้เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดังเดิม แต่รถยนต์หาได้สูญสิ้นสภาพไปทั้งหมด จึงยังคงมีตัวทรัพย์อยู่ โจทก์ในฐานะเจ้าของย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนได้ โจทก์นำสืบในข้อนี้ว่า จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์คืน ส่วนจำเลยเพียงแต่อ้างในคำให้การและแถลงต่อศาลว่า บริษัทผู้รับประกันภัยนำรถยนต์ไปไว้ที่บริษัทเท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยคืนทรัพย์ให้แก่โจทก์ แม้รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายจากธรณีพิบัติภัยอันเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้เช่าซื้อไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในการส่งมอบรถยนต์คืนตามสภาพที่ใช้การได้ดี แต่ต้องส่งมอบคืนตามสภาพที่เป็นจริงหลังเกิดธรณีพิบัติภัย จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดในการคืนทรัพย์ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาแทน โดยกำหนดให้ในลักษณะของค่าซากรถเป็นเงิน 20,000 บาท ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ขอเรียกค่าเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากความรับผิดตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 วรรคสองดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถาม การติดตามทรัพย์ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดหรือไม่ จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายโดยสิ้นเชิงจากเหตุธรณีพิบัติภัย แม้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายตามราคารถยนต์ที่โจทก์ออกเงินลงทุนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาว่า หากรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ได้เสียหายจากธรณีพิบัติภัยและนางสาวยุภาชำระค่าเช่าซื้อครบ 48 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 44,979.37 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าซื้อที่นางสาวยุภาผ่อนชำระแล้ว 8 งวด รถยนต์ก็เสียหายโดยสิ้นเชิงจนมีสภาพเป็นเพียงซากรถ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ 37,400 บาท เมื่อค่าซากรถและค่าเสียหายที่กำหนดให้เป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยของค่าเสียหายอีก ส่วนค่าใช้ทรัพย์และค่าเช่าซื้อค้างชำระที่โจทก์ขอมานั้น โจทก์ไม่อาจเรียกร้องได้ เพราะขณะรถยนต์เสียหายโดยสิ้นเชิงจากเหตุธรณีพิบัติภัยนั้น นางสาวยุภาผู้เช่าซื้อยังมิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันคงต้องรับผิดเฉพาะการคืนทรัพย์แก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนและชดใช้ค่าเสียหายดังที่วินิจฉัยแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสาวยุภาผู้เช่าซื้อและนายชวลิตผู้ค้ำประกัน ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพหลังเกิดเหตุธรณีพิบัติภัยคืนแก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 20,000 บาท กับชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 37,400 บาท ทั้งนี้จำเลยไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนางสาวยุภาและนายชวลิตที่ตกทอดแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกิ้มเซี้ยม แซ่โค้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายปิยะวุฒิ เครือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2558
#579652
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งสำหรับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และเมื่อคดีอาญารับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ตาม ปอ. มาตรา 390 คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 2 ว่าเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันเกิดจากโจทก์ที่ 2 มีส่วนประมาทด้วยเมื่อความประมาทเกิดจากโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 2 จะได้รับจึงต้องตกเป็นพับ

เมื่อโจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลและเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นคู่ความในคดี โจทก์ที่ 1 ยังคงกล่าวอ้างได้ว่าโจทก์ที่ 2 มิได้มีส่วนประมาทในเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน แต่กรณีรถยนต์เฉี่ยวชนกันเป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างทำละเมิดโดยไม่ได้ร่วมกัน โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5777/2544 และหมายเลขแดงที่ 5778/2554 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,039,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกให้บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความ 3,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยร่วมไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมา 400 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า เหตุที่รถยนต์เฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 2 ว่า เหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันเกิดจากโจทก์ที่ 2 มีส่วนประมาทด้วย แต่คำพิพากษาในส่วนอาญาดังกล่าวหามีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ เพราะโจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลและเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นคู่ความในคดีนั้น โจทก์ที่ 1 ยังคงกล่าวอ้างได้ว่าโจทก์ที่ 2 มิได้มีส่วนประมาทในเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันดังกล่าว หากแต่เกิดจากจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทฝ่ายเดียว ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ว เหตุที่รถยนต์ทั้งสองเฉี่ยวชนกันเกิดจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์ตัดหน้าซึ่งกันและกัน จนเกิดอาการไม่พอใจขับรถยนต์ไล่ตามและพยายามปาดหน้ากันไปมา เกิดการเฉี่ยวชนกันหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายเกิดการเฉี่ยวชนกันอย่างแรง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังว่า เหตุที่รถยนต์เฉี่ยวชนกันหาใช่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ 2 ด้วย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอีกว่า เหตุละเมิดเกิดจากจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทมากกว่านั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ตรงกันโดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้วว่าเหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากทั้งสองฝ่ายประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีหลักฐานการซ่อมรถเป็นพยานสนับสนุน และเมื่อพิจารณาสภาพรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่ถูกชนแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 จะต้องเสียค่าซ่อมไปจริง สำหรับปัญหาเรื่องค่าเสื่อมสภาพของรถนั้น เห็นว่า รถยนต์คันเกิดเหตุมีอายุการใช้งานเพียงปีเศษ ตามรายการจดทะเบียนเมื่อรถยนต์ถูกชนจนกระแทกกับราวสะพานอย่างแรงจนมีสภาพเป็นตามภาพถ่าย แม้จะได้รับการซ่อมแซมเป็นอย่างดี มีการเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ย่อมจะใช้การไม่ได้ดีดังเดิม ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงมีอยู่ แต่ที่โจทก์ที่ 1 ขอมาถึง 100,000 บาท นั้นก็สูงเกินไป จึงเห็นสมควรกำหนดให้ 50,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 ได้รับ 339,287 บาท แต่ตามข้อเท็จจริงในกรณีรถยนต์เฉี่ยวชนกันเป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างทำละเมิดโดยไม่ได้ร่วมกัน โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 แต่ละฝ่ายจึงไม่ต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ซึ่งเมื่อฟังว่าโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และโจทก์ที่ 1 มิได้ฟ้องโจทก์ที่ 2 ให้ร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายด้วย จำเลยที่ 1 ก็ควรจะรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 169,643.50 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะเป็นเจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรชายเป็นผู้ขับในลักษณะตัวการตัวแทนนั้น เห็นว่า เมื่อได้พิเคราะห์บทบัญญัติลักษณะตัวแทนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 820 ซึ่งบัญญัติให้ตัวการมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่ตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบเขตอำนาจแห่งตัวแทนแล้ว จะเห็นได้ว่า ตัวแทนตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 นั้น เป็นเรื่องตั้งตัวแทนให้ทำการติดต่อหรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่ 3 แต่ในเรื่องนี้โจทก์ที่ 1 มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปทำการติดต่อหรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่ 3 อันจะเข้าลักษณะเป็นตัวแทนตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 ก็มิได้นั่งมาในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับในขณะเกิดเหตุอีกด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปเกิดอุบัติเหตุเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์ที่ 1 อ้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 169,643.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ที่ 1 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
ป.อ. ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปิโตรเลียมวังหิน จำกัด กับพวก
จำเลย — นายวัชรพงศ์ ขาวสำอางค์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายชูเกียรติ ตังคโนภาส
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1581/2558
#582397
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ติดตั้งหลังคาเสร็จ พนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบงานแล้วโดยเมื่อฝนตกไม่ปรากฏการรั่วซึม จึงลงลายมือชื่อรับมอบงาน แสดงว่าขณะจำเลยที่ 1 รับมอบงานความชำรุดบกพร่องยังมิได้เห็นประจักษ์ หากแต่มาปรากฏภายหลังจากมีการรับมอบสินค้าแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับมอบสินค้าที่เห็นความชำรุดบกพร่องประจักษ์โดยมิได้อิดเอื้อน เมื่อความชำรุดบกพร่องเกิดจากการติดตั้งสินค้าของโจทก์ เป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ถือเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ขณะส่งมอบสินค้า โจทก์ผู้ขายจึงต้องรับผิดแม้จะรู้หรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 472 และการที่บริษัทผู้ว่าจ้างปรับลดค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนหลังคาดังกล่าว ถือได้ว่าไม่ประสงค์ให้โจทก์เข้าไปแก้ไขความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นอีก จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจใช้สิทธิยึดหน่วงเงินราคาค่าสินค้าได้อีกต่อไป คงมีสิทธิหักทอนเป็นค่าความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากความชำรุดบกพร่องนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,358,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2550 แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 58,500 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน โดยรับผิดไม่เกิน 2,260,000 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 16,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่เหลืออยู่แก่โจทก์หรือไม่ ตามคำเบิกความของนายสมบูรณ์ พนักงานของโจทก์ตำแหน่งผู้ควบคุมงานการติดตั้งแผ่นหลังคารายนี้ว่า หลังจากโจทก์ติดตั้งหลังคาเสร็จแล้ว พนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้วิธีตรวจสอบโดยรอให้ฝนตกลงมา เมื่อฝนตกแล้ว ไม่ปรากฏว่าน้ำฝนรั่วซึมแผ่นหลังคา พนักงานของจำเลยที่ 1 จึงลงลายมือชื่อรับมอบงาน แสดงว่าขณะจำเลยที่ 1 รับมอบงานติดตั้งหลังคาจากโจทก์ ความชำรุดบกพร่องยังมิได้เห็นประจักษ์ หากแต่มาปรากฏภายหลังจากมีการรับมอบสินค้าแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับมอบสินค้าที่เห็นความชำรุดบกพร่องประจักษ์โดยมิได้อิดเอื้อน ปัญหาว่าความชำรุดบกพร่องของสินค้าเกิดขึ้นก่อนหรือขณะที่โจทก์ส่งมอบ หรือเกิดขึ้นภายหลังส่งมอบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ให้ผู้รับเหมารายอื่นขึ้นไปติดตั้งเครื่องดูดอากาศ ทำให้มีการเหยียบหลังคาจนเกิดความชำรุดบกพร่องขึ้น ข้อนี้ได้ความจากนายสมบูรณ์ว่า เมื่อปรากฏความชำรุดบกพร่องขึ้น และโจทก์ส่งคนงานไปแก้ไขนั้น ได้ใช้วิธีหยอดกาวซิลิโคนในบริเวณที่รั่วซึม โดยปกติแล้วการแก้ไขด้วยวิธีนี้จะป้องกันน้ำไม่ให้รั่วซึมได้นานประมาณ 5 ปี แต่หลังจากการแก้ไขครั้งแรก จำเลยที่ 1 ยังมีการแจ้งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึมอีกในเดือนกรกฎาคม 2550 เดือนพฤษภาคม 2551 และเดือนสิงหาคม 2551 ตามคำเบิกความของนายสมบูรณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ว่า การแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึมของโจทก์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนายสมบูรณ์กับนายประเสริฐซึ่งเป็นพนักงานของทั้งสองฝ่ายมีสาระสำคัญใกล้เคียงกัน ฟังได้ว่า ปัญหาน้ำรั่วซึมที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการติดตั้งของโจทก์ไม่มีคุณภาพเพียงพอ หลังคาเหล็กกับหลังคาแผ่นใสมีความโค้งไม่เท่ากันต้องใช้ครอบหลังคาทับหลังคาแผ่นใสไว้ แต่ไม่อาจครอบทับได้อย่างถาวร หลังคาแผ่นใสที่เป็นแผ่นแข็งมีการดีดตัวขึ้น จนเกิดช่องว่างน้ำรั่วซึมได้ ตามคำเบิกความของนายสมบูรณ์และนายประเสริฐดังกล่าว มิได้มีข้อเท็จจริงใด ๆ ที่ชี้ชัดว่าการที่จำเลยที่ 1 ให้ผู้รับเหมารายอื่นขึ้นไปติดตั้งเครื่องดูดอากาศบนหลังคาจะเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำรั่วซึม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการติดตั้งสินค้าของโจทก์ตั้งแต่ต้น เป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ถือเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ขณะส่งมอบสินค้า โจทก์ผู้ขายจึงต้องรับผิดแม้จะรู้หรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472

ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงหรือมีสิทธิหักลดราคาที่ค้างอยู่หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า บริษัทที เอส เอ ผลิตภัณฑ์ยาง จำกัด ผู้ว่าจ้างมีหนังสือลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ถึงจำเลยที่ 1 แจ้งการปรับและหักส่วนลดคุณภาพค่าก่อสร้างอาคารโรงงานที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานล่าช้าและคุณภาพงานต่ำกว่ามาตรฐาน เฉพาะการปรับเกี่ยวกับคุณภาพงานต่ำกว่ามาตรฐาน ได้ระบุเหตุที่ปรับรวม 4 ประการ คือ (1) พื้นโรงงานเป็นคลื่น ไม่สม่ำเสมอ มีรอยร้าว (2) หลังคารั่วซึมเนื่องจากมีรอยต่อหลายชิ้น ได้แก้ไขหลายครั้งแต่ยังพบปัญหาเดิม (3) ถนนทรุดตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น (4) การดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งนี้ บริษัทผู้ว่าจ้างขอปรับในสาเหตุคุณภาพงานต่ำกว่ามาตรฐานร้อยละ 5 ของมูลค่าทั้งหมดเป็นเงิน 2,256,100 บาท ต่อมาบริษัทที เอส เอ ผลิตภัณฑ์ยาง จำกัด มีหนังสือลงวันที่ 13 มีนาคม 2551 ถึงจำเลยที่ 1 แจ้งสรุปว่าได้หักส่วนลดคุณภาพงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน จำนวน 1,500,000 บาท ลดจากที่เคยแจ้งขอปรับลงกว่า 750,000 บาท ในขณะที่ค่าปรับในส่วนส่งมอบงานล่าช้าและค่าปรับส่วนอื่นยังคงจำนวนเท่าเดิมตามที่ระบุ การที่บริษัทผู้ว่าจ้างหักส่วนลดคุณภาพงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน จำนวน 1,500,000 บาท ได้ระบุสาเหตุหลายประการทั้งกรณีพื้นโรงงานเป็นคลื่น หลังคารั่วซึม และถนนทรุดตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น โดยไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าการหักส่วนลดในแต่ละสาเหตุเป็นเงินเท่าใด เมื่อพิจารณาถึงความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นเปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ขวนขวายแก้ไขความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายในอัตราเดียวกับที่บริษัทผู้ว่าจ้างปรับส่วนลดจากจำเลยที่ 1 คืออัตราร้อยละ 5 ของราคาสินค้า เป็นเงิน 302,275 บาท ส่วนค่าซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมหลังคาจำนวน 7,597 บาท จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบให้ปรากฏ จึงไม่อาจนำมาหักลดแก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ค้างชำระราคาแก่โจทก์จำนวน 1,300,000 บาท เมื่อหักค่าเสียหายแล้ว จึงต้องชำระแก่โจทก์จำนวน 997,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 997,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 มกราคม 2551) ต้องไม่เกิน 58,500 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนโดยให้รับผิดไม่เกิน 2,260,000 บาท ตามวงเงินที่ค้ำประกัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 40,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 472
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศูนย์บริการเหล็กสยาม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกรีธาพล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกรัณย์ ภู่สุดแสวง
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579 -ที่ 1580/2558
#627358
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357

สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เอาทรัพย์ตามฟ้องซึ่งเป็นสินสมรสไป ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านของจำเลยที่ 2 ตามหมายค้นเพื่อหาสิ่งของผิดกฎหมายอย่างอื่น พบทรัพย์ตามฟ้องและทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุของจำเลยที่ 2 อีกจำนวนมากอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุเช่นเดียวกัน โดยมีการเก็บทรัพย์ตามฟ้องส่วนหนึ่งไว้ใต้บริเวณที่ใช้เป็นที่นอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 และโบกปูนปิดทับ เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์ที่ตรวจพบและทำบันทึกไว้ โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง จึงมีการ แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ยักยอก และจำเลยที่ 2 ว่า ลักทรัพย์หรือรับของโจร พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

สำหรับคดีตามฟ้องสำนวนแรกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการตามฟ้องสำนวนแรกอันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 น่าจะทราบความเป็นมาของทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่จำเลยที่ 1 นำไปไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความในคดีดังกล่าวร่วมกันส่งมอบพระพุทธรูป 12 องค์ ที่จำเลยที่ 2 นำไปฝากจำเลยที่ 1 ขายคืนแก่จำเลยที่ 2 ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสินสมรสทั้งหมดของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่ามีอะไรบ้าง เพราะจำเลยที่ 2 เพียงโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูป 12 องค์ เท่านั้น ทั้งได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ตามสำเนาบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า นายประยงค์ พี่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งรับเหมาก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกบางส่วนที่เป็นรูปปั้นพระพิฆเนศ รูปปั้นเจดีย์ และรูปปั้นตุ๊กตาชาย อย่างละ 1 ชิ้น ไปไว้ใต้เตียงนอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 รวมกับทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุและสร้อยลูกปัดของจำเลยที่ 2 แล้วโบกปูนปิดทับไว้ เพราะเกรงว่าจะถูกลักไปเนื่องจากมีคนงานจำนวนมากมาทำงานก่อสร้างอาคารอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ส่วนทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้น นายประยงค์นำไปเก็บไว้ในห้องพักของตนซึ่งอยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 ดังนั้น หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะปกปิดทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกไม่ให้ถูกพบเห็นได้โดยง่ายแล้ว เหตุใดจึงไม่ให้นายประยงค์นำทรัพย์ที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้นไปเก็บรวมไว้ใต้เตียงนอนที่มีการโบกปูนปิดทับด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนหลัง ส่วนสำนวนแรกให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 (1)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
นายสเตฟาน กรูซเซนเมแยร์ หรือนายสเตฟานูส
จูเลียงมาเดอแลน ครูซเซนเมแยร์ หรือนายสเตฟานูส
โจทก์ — จูเลียง มาเดอแลน กรูซเซนเมแยร์
นางสุคร กรูซเซนเมแยร์ หรือนางสร้อยฟ้า รัฐสมุทร
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2558
#587638
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" เช่นนี้ แม้โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของจ่าสิบเอก ม. ผู้ตายแทนที่ร้อยตำรวจตรี ม. บิดาของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย และมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นย่าของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิในทางแพ่งได้ก็ตาม แต่ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 352, 353, 354 เพื่อที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษในทางอาญานั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในทางอาญาเป็นส่วนตัว เพราะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องรับโทษเป็นส่วนตัว เนื่องจากสภาพบังคับในทางอาญาสำหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทลุม ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 ประกอบมาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 4 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกโมรา เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายวันที่ 18 สิงหาคม 2539 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย จำเลยที่ 1 และผู้ตายมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ ร้อยตำรวจตรีมาโนช พันตรีมนู นางจันทิมา และจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยตำรวจตรีมาโนชซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2530 จำเลยที่ 1 จึงเป็นย่าโจทก์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอกโมราผู้ตาย จ่าสิบเอกโมราผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 28900 ถึง 28903 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวทั้งหมดให้แก่ตนเอง แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 28903 มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28900 ไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28901 ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28902 ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 กับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28903 ไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นที่พิพากษาไปในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่นั้น ซึ่งก่อนที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นหลานฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นย่าของตนนั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" เช่นนี้ แม้โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของจ่าสิบเอกโมราผู้ตายแทนที่ร้อยตำรวจตรีมาโนชบิดาของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย และมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นย่าของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิในทางแพ่งได้ก็ตาม แต่ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 เพื่อที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษในทางอาญานั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในทางอาญาเป็นส่วนตัว เพราะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องเป็นการรับโทษเป็นส่วนตัว เนื่องจากสภาพบังคับในทางอาญาสำหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง คดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีอุทลุม ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562
ป.อ. ม. 352 ม. 353 ม. 354
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัยรินทร์ เพ็งประพัฒน์
นางบุญเรือน เพ็งประพัฒน์
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — จ่าสิบเอกโมรา เพ็งประพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางชูติมา เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สุนทร ทรงฤกษ์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2558
#632592
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นหลานฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นย่าของตนนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" เช่นนี้ แม้โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของจ่าสิบเอก ม. ผู้ตายแทนที่ร้อยตำรวจตรี น. บิดาของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย และมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นย่าของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิในทางแพ่งได้ก็ตาม แต่ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 352, 353, 354 เพื่อที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษในทางอาญานั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในทางอาญาเป็นส่วนตัว เพราะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องเป็นการรับโทษเป็นส่วนตัว เนื่องจากสภาพบังคับในทางอาญาสำหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง คดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีอุทลุม ซึ่งต้องห้ามมิให้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 ประกอบมาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 4 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกโมรา เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายวันที่ 18 สิงหาคม 2539 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย จำเลยที่ 1 และผู้ตายมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ ร้อยตำรวจตรีมาโนช พันตรีมนู นางจันทิมา และจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยตำรวจตรีมาโนชซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2530 จำเลยที่ 1 จึงเป็นย่าโจทก์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอกโมราผู้ตายตามสำเนาคำสั่ง จ่าสิบเอกโมราผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 28900 ถึง 28903 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวทั้งหมดให้แก่ตนเอง แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 28903 มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28900 ไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28901 ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28902 ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 กับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28903 ไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาไปในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่นั้น ซึ่งก่อนที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นหลานฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นย่าของตนนั้น โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้" เช่นนี้ แม้โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของจ่าสิบเอกโมราผู้ตายแทนที่ร้อยตำรวจตรีมาโนชบิดาของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย และมีสิทธิเรียกร้องในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นย่าของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิในทางแพ่งได้ก็ตาม แต่ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 เพื่อที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับโทษในทางอาญานั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในทางอาญาเป็นส่วนตัว เพราะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องเป็นการรับโทษเป็นส่วนตัว เนื่องจากสภาพบังคับในทางอาญาสำหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง คดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีอุทลุม ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562
ป.อ. ม. 352 ม. 353 ม. 354
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัยรินทร์ เพ็งประพัฒน์
นางบุญเรือน เพ็งประพัฒน์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของจ่าสิบเอกโมรา เพ็งประพัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สุนทร ทรงฤกษ์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1574/2558
#570040
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 943,606 บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ทั้งห้าคันรวมเป็นเงิน 1,405,875 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทพิธานพาณิชย์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นคำฟ้องของตน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 462,269 บาท แก่โจทก์ร่วมแล้ว จึงให้จำเลยชำระเงิน 943,606 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 943,606 บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทาง ทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตร 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
โจทก์ร่วม — บริษัทพิธานพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายฎาญุดดิน สามาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายสุพิศ ชายเกตุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1574/2558
#627380
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 943,606 บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ทั้งห้าคันรวมเป็นเงิน 1,405,875 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทพิธานพาณิชย์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วม เป็นโจทก์ โดยถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นคำฟ้องของตน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 462,269 บาท แก่โจทก์ร่วมแล้ว จึงให้จำเลยชำระเงิน 943,606 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วม รวม 5 คัน โดยอาศัยโอกาสที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างมอบความไว้วางใจให้จำเลยครอบครองรถยนต์ดังกล่าวแทนโจทก์ร่วม โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะบุคคลในครอบครัว ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น บุคคลทั่ว ๆ ไปในสถานะเช่นเดียวกับจำเลยก็มีภาระที่ไม่แตกต่างไปจากจำเลย จำเลยไม่อาจอ้างภาระความจำเป็นส่วนตัวเพื่อก่อภาระให้แก่โจทก์ร่วมได้ ทั้งเหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 943,606 บาท ไม่ใช่ทรัพย์สิน หรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
โจทก์ร่วม — บริษัทพิธานพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายฎาญุดดิน สามาย
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2558
#627378
เปิดฉบับเต็ม

ป. พี่ชายผู้ร้องซื้อสิทธิการเช่าที่ดินที่จำเลยเช่ามาจาก ซ. แล้วได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับร้อยตำรวจเอก ย. เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2528 มีระยะเวลาเช่า 15 ปี โดยทำสัญญาเช่ากัน 5 ฉบับ ฉบับละ 3 ปี มีกำหนดเวลาเช่าติดต่อต่อเนื่องกันไป พฤติการณ์ของคู่สัญญาที่ปฏิบัติเช่นนี้ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 ที่กำหนดให้การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียงสามปี โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเช่าเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2530 ย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของร้อยตำรวจเอก ย. ผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าเพราะสัญญาเช่าที่ดินนั้นย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 569 และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าสามปี ป. ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินอยู่ โจทก์รู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วง ต้องถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 แม้ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2546 ผู้ร้องได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับร้อยตำรวจเอก ย. จำนวน 5 ฉบับ แต่ละฉบับมีกำหนด เวลาเช่า 3 ปี รวม 15 ปี ต่อจาก ป. พี่ผู้ร้องในเวลาภายหลังที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเช่ามาแล้ว โดยโจทก์นำสืบปฏิเสธว่ามิได้รู้เห็นยินยอม และคดีที่ร้อยตำรวจเอก ย. ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 745/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ ร้อยตำรวจเอก ย. ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืน หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ทั้งถือว่าผู้ร้องอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยอาศัยสิทธิของร้อยตำรวจเอก ย. ซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินที่จะให้เช่าที่จะนำไปให้ผู้ร้องเช่าได้ เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์และยังคงใช้เป็นที่ตั้งบริษัท บ. อันเป็นกิจการระหว่างพี่น้องของผู้ร้องต่อเนื่องเรื่อยมาโดยผู้ร้องและบุตรผู้ร้องกับจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท เช่นนี้ จึงฟังได้ว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ในฐานะอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องหามีอำนาจพิเศษอย่างใดที่จะอยู่บนที่ดินไม่ ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลย บ้านเลขที่ 77/22 ของผู้ร้อง ย่อมต้องถูกรื้อถอนออกไปจากที่ดินตามคำพิพากษาตามยอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยจำเลยยินยอมรื้อถอนบ้านเลขที่ 77/22 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่เช่าโฉนดเลขที่ 39412 ตำบลบางมด (บางค้อ) อำเภอ (บางขุนเทียน) จอมทอง กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทราบว่าคดีที่โจทก์พิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 39412 กับร้อยตำรวจเอกประยุทธ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 745/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 39412 เป็นของโจทก์ถึงที่สุด โดยโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีหรือที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และเพื่อตอบแทนที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยอยู่ในที่ดินจำเลยตกลงชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท ภายในวันที่ 5 ของแต่ละเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป โดยส่วนแรกเดือนละ 4,000 บาท ชำระให้โจทก์ อีกส่วนหนึ่งเดือนละ 4,000 บาท นำไปวางชำระต่อศาลชั้นต้นโดยนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารวางศาล หากผิดนัดชำระเงินหรือผิดนัดนำเงินเข้าบัญชี 2 งวด ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันที โดยไม่ต้องรอให้คดีแพ่งหมายเลขแดงดังกล่าวของศาลชั้นต้น ถึงที่สุด และในครั้งแรกจำเลยจะเปิดบัญชีธนาคารที่ต้องนำมาวางศาลจำนวนเงิน 16,000 บาท กับชำระให้โจทก์ 16,000 บาท หากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 745/2551 ของศาลชั้นต้น ถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ให้โจทก์มีสิทธิรับเงินตามสมุดเงินฝากของจำเลยที่วางศาล หากที่ดินพิพาทมิใช่ของโจทก์ให้จำเลยรับเงินตามสมุดเงินฝากคืนจากศาล โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีว่าจำเลยศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและหมายบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2528 นายประเสริฐ ซึ่งเป็นพี่ผู้ร้องทำสัญญาเช่าที่ดินทำโรงงานอุตสาหกรรมและอยู่อาศัยกับร้อยตำรวจเอกประยุทธ จำนวน 5 ฉบับ แต่ละฉบับมีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี รวม 15 ปี หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าในวันที่ 1 กันยายน 2543 ผู้ร้องทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวกับร้อยตำรวจเอกประยุทธต่อเนื่องกับสัญญาเช่าของนายประเสริฐ มีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี หลังจากครบกำหนดเวลาเช่า วันที่ 1 กันยายน 2546 ผู้ร้องได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับร้อยตำรวจเอกประยุทธจำนวน 5 ฉบับ แต่ละฉบับมีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 สิงหาคม 2561 และคดีนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยตกลงรื้อถอนบ้านเลขที่ 77/22 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่เช่าโฉนดเลขที่ 39412 ตำบลบางมด (บางค้อ) อำเภอ (บางขุนเทียน) จอมทอง กรุงเทพมหานคร ชั้นบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลที่บ้านเลขที่ 77/22 หมู่ที่ 1 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งเช่า

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า บ้านเลขที่ 77/22 ของผู้ร้อง จะต้องถูกรื้อถอนออกไปจากที่ดินตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ ในข้อนี้ ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องนำสืบแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีอำนาจพิเศษในที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ เห็นว่า นายประเสริฐพี่ชายผู้ร้องซื้อสิทธิการเช่าที่ดินที่จำเลยเช่ามาจากนายเซ่งเพ้ง แล้วได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับร้อยตำรวจเอกประยุทธ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2528 มีระยะเวลาเช่า 15 ปี โดยทำสัญญาเช่ากัน 5 ฉบับ ฉบับละ 3 ปี มีกำหนดเวลาเช่าติดต่อต่อเนื่องกันไปตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน พฤติการณ์ของคู่สัญญาที่ปฏิบัติเช่นนี้ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ที่กำหนดให้การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียงสามปี โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเช่าเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2530 ย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของร้อยตำรวจเอกประยุทธผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าเพราะสัญญาเช่าที่ดินนั้นย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าสามปี นายประเสริฐผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินอยู่ โจทก์รู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วง ต้องถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 แม้ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2546 ผู้ร้องได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับร้อยตำรวจเอกประยุทธจำนวน 5 ฉบับ แต่ละฉบับมีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี รวม 15 ปี ต่อจากนายประเสริฐพี่ผู้ร้องในเวลาภายหลังที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเช่ามาแล้ว โดยโจทก์นำสืบปฏิเสธว่ามิได้รู้เห็นยินยอม และคดีที่ร้อยตำรวจเอกประยุทธฟ้องเรียกที่ดินคืนจากโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 745/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ร้อยตำรวจเอกประยุทธไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืน หนังสือสัญญาเช่าที่ดินจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ทั้งถือว่าผู้ร้องอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยอาศัยสิทธิของร้อยตำรวจเอกประยุทธซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินที่จะให้เช่าที่จะนำไปให้ผู้ร้องเช่าได้ เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์และยังคงใช้เป็นที่ตั้งบริษัทบางกอกแคนส์ จำกัด อันเป็นกิจการระหว่างพี่น้องของผู้ร้องต่อเนื่องเรื่อยมาโดยผู้ร้องและบุตรผู้ร้องกับจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทตามหนังสือรับรอง เช่นนี้ จึงฟังได้ว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ในฐานะอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องหาได้มีอำนาจพิเศษอย่างใดที่จะอยู่บนที่ดินได้ ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลย บ้านเลขที่ 77/22 ของผู้ร้อง ย่อมต้องถูกรื้อถอนออกไปจากที่ดินตามคำพิพากษาตามยอม ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538 ม. 569 ม. 570
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรจิตต์ ลิ้มวิริยะเลิศ
ผู้ร้อง — นายวันชัย วรวิสุทธิกูล
จำเลย — นางวาสนา เอี่ยมดำรงค์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1538/2558
#584779
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคท้ายนั้น นายจ้างต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างหรือแจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างเมื่อวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 และตามหนังสือของจำเลยฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยมิได้แจ้งเหตุและระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ที่จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ไปทำงานให้บริษัทอื่นที่เป็นคู่แข่งขันทางการค้าของจำเลยให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4)

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30" และมาตรา 119 วรรคท้าย บัญญัติว่า "การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" แม้ศาลแรงงานกลางจะฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (2) แต่เมื่อจำเลยมิได้ระบุข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในหนังสือที่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2551 และไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้โจทก์ทราบในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยจึงยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามมาตรา 67 ไม่ได้และยังต้องถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 578,138 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 31,760.34 บาท ค่าชดเชย 1,588,018.30 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 158,801.83 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 9,528,109.80 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 814,625 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายต่างจังหวัด ซึ่งเป็นผู้บริหารคนหนึ่งของจำเลย เงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 73,500 บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ 30 ของเดือน จำเลยให้สิทธิโจทก์ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 หมายเลข และใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 1 คัน ไว้สำหรับใช้ในการทำงาน โดยจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าใช้โทรศัพท์ให้ตามที่ใช้จริงแต่ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท และค่าน้ำมันรถให้ตามที่ใช้จริงแต่ไม่เกินเดือนละ 12,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 จำเลยนัดประชุมลูกจ้างระดับหัวหน้างาน ในการประชุมมีการสอบถามเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์และแจ้งให้โจทก์ทำบันทึกรายงานการทำงานย้อนหลังเป็นเวลา 3 เดือน จัดส่งให้จำเลยภายใน 7 วัน ซึ่งโจทก์มิได้ส่งบันทึกรายงานให้ เมื่อครบกำหนดวันจ่ายค่าจ้างของเดือนพฤษภาคม 2551 จำเลยจึงไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์แจ้งให้ทราบว่าโจทก์ไม่ได้ส่งบันทึกรายงานภายในกำหนดไม่ได้เข้ามาชี้แจงและเข้ามาทำงานถือว่าโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2551 และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 73,500 บาท ส่วนที่จำเลยให้โจทก์ใช้โทรศัพท์และรถยนต์ก็เพื่อประโยชน์ในการทำงาน การจ่ายเงินค่าโทรศัพท์และค่าน้ำมันรถก็เป็นไปตามความเป็นจริงที่โจทก์ใช้ มิใช่เป็นการจ่ายเงินให้โจทก์อันเป็นการเหมาจ่ายเป็นรายเดือน จึงเป็นการให้สวัสดิการแก่โจทก์ มิใช่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามปกติอันเป็นค่าจ้าง สำหรับเงินค่าส่วนแบ่งหรือเงินค่าตอบแทนจากยอดการขายสินค้า มีลักษณะเป็นเงินจูงใจเพื่อให้โจทก์ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานขายซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมิใช่ส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ส่วนการเลิกจ้างนั้นพยานหลักฐานตามที่จำเลยนำสืบมายังไม่แน่ชัดว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นวันใดแน่ แต่โจทก์ยืนยันว่าโจทก์ทราบจากเลขานุการฝ่ายขายในวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ว่ากรรมการผู้จัดการจำเลยสั่งไม่ให้โจทก์เข้าไปในที่ทำงานกับสั่งยกเลิกการประชุมพนักงานขายตามที่โจทก์นัดประชุมไว้และให้โจทก์นำรถยนต์ประจำตำแหน่งไปคืนจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2551 สำหรับเหตุแห่งการเลิกจ้างนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ไปทำงานให้นายวีระ กรรมการผู้จัดการบริษัทโอลิเวอร์เมดิคัลซิสเต็ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งขันทางการค้าของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวการกระทำของโจทก์จึงเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แต่เมื่อจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้วทำหนังสือฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2551 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ส่งรายงานการปฏิบัติงานย้อนหลัง ไม่ได้เข้ามาชี้แจงและไม่ได้เข้ามาทำงาน ซึ่งจำเลยมิได้ระบุข้อเท็จจริงว่าขณะโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น โจทก์ไปทำงานให้บริษัทอื่นที่เป็นคู่แข่งขันทางการค้าของจำเลยจึงเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจะยกเอาเหตุการกระทำดังกล่าวของโจทก์มาอ้างในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ย่อมไม่ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคท้าย จำเลยต้องรับผิดชำระค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตามมาตรา 118 (5) ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ได้ความตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่กำหนดให้พนักงานหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 6 วันทำงาน เมื่อโจทก์ทำงานนับถึงวันเลิกจ้างมีระยะเวลาเพียง 5 เดือน จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2551 ให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2.5 วัน ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 735,000 บาท กับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2551 เป็นเงิน 6,125 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 วรรคท้ายนั้น นายจ้างต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างหรือแจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ซึ่งในวันดังกล่าวและตามหนังสือของจำเลยฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2551 จำเลยก็มิได้แจ้งเหตุและระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ที่จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ไปทำงานให้บริษัทอื่นที่เป็นคู่แข่งขันทางการค้าของจำเลยให้โจทก์ทราบแต่อย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคท้าย กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2551 ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์มีความผิดกระทำการจงใจให้จำเลยได้รับความเสียหายตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (2) จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30" และมาตรา 119 วรรคท้าย บัญญัติว่า "การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" คดีนี้แม้ศาลแรงงานกลางจะฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (2) แต่เมื่อจำเลยมิได้ระบุข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในหนังสือที่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2551 และไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้โจทก์ทราบในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยจึงยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามมาตรา 67 ไม่ได้และยังต้องถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 วรรคหนึ่ง ม. 119 วรรคหนึ่ง (2) ม. 119 (4) ม. 119 วรรคสาม ม. 119 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทวัญ ด้วงคต
จำเลย — บริษัทโซวิค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิรัตน์ ลัทธิวงศกร
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2558
#582438
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าหนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดามานั้นเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์จำเลยต้องรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยให้หักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อนจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้ง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

การที่สามีภริยารับผิดในหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 และมาตรา 1490 นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใดก็มีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ให้ มิใช่ว่าหากสามีหรือภริยาหย่าและแบ่งสินสมรสแล้วจะต้องนำหนี้ร่วมมาหักออกจากสินสมรสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก็บรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกัน เพราะหากไม่นำเงินที่หักไว้ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดชำระหนี้เงินกู้เต็มจำนวนได้อยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้แบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 เลขที่ดิน 274 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 111/119 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลย หากประมูลไม่ได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินฝากในบัญชีธนาคารของจำเลยจำนวน 4,900,900 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งจำนวน 2,450,450 บาท และเงินจำนวนใด ๆ ที่จะปรากฏในภายหลังในบัญชีดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว กับให้โจทก์จ่ายค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ปีละไม่น้อยกว่า 400,000 บาท โดยเริ่มชำระปีการศึกษา 2554 และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละไม่น้อยกว่า 40,000 บาท เริ่มชำระเดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะเรียนจบในระดับชั้นสูงสุด และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเท่ากับระยะเวลาที่จำเลยทำงานในประเทศไทย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้แบ่งทรัพย์สินซึ่งโจทก์และจำเลยมีอยู่ร่วมกันอันเป็นสินสมรสในวันฟ้อง (วันที่ 2 พฤษภาคม 2554) คนละกึ่งหนึ่ง สำหรับสินสมรสบ้านเลขที่ 111/119 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 เลขที่ดิน 274 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี ให้แบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลย หากประมูลไม่ได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ทั้งนี้ ให้หักใช้หนี้เงินกู้จากนายสินไชย บิดาของจำเลยจำนวน 2,500,000 บาท เสียก่อน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรผู้เยาว์เป็นเงินเดือนละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ สมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กหญิง ค. เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาของเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 60,000 บาท สูงไปหรือไม่นั้น เห็นว่า เด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยผู้เป็นบิดามารดาจึงต้องมีส่วนร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตามความในบทบัญญัติมาตรา 1564 วรรคแรก และการที่จะให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษามากน้อยเพียงใด ย่อมต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีด้วย ตามมาตรา 1598/38 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากโจทก์ จำเลยและบุตรผู้เยาว์เดินทางออกจากประเทศอังกฤษมาอยู่ประเทศไทย โจทก์ไม่มีงานทำ คงมีแต่จำเลยทำงานมาตลอดโดยได้รับเงินเดือนเดือนละแสนบาทเศษนำมาใช้จ่ายทั้งโจทก์ จำเลยและเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 60,000 บาท เท่ากับรวมกับส่วนที่จำเลยในฐานะมารดาต้องร่วมอุปการะเลี้ยงดูด้วยก็จะเป็นการใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 120,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินกว่าฐานะของผู้รับ จึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุควรจะต้องนำหนี้ที่จำเลยและโจทก์กู้เงินจากบิดาของจำเลย 2,500,000 บาท หักออกจากสินสมรสก่อนการแบ่งสินสมรสหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ชำระหนี้ดังกล่าวออกจากสินสมรสก่อนการแบ่งสินสมรสเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดามานั้นเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์จำเลยจะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อนจึงเป็นการวินิจฉัยที่ให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้งซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เนื่องจากการที่จะให้สามีภริยารับผิดในหนี้ร่วมต่อกันตาม มาตรา 1489 และ 1490 นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาได้ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใด ก็มีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ให้ มิใช่ว่าเมื่อมีหนี้ร่วมหากสามีหรือภริยาฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสแล้ว ถ้ามีเหตุหย่าและจะต้องแบ่งสินสมรสกันแล้วจะต้องหักหนี้ร่วมออกจากสินสมรสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกัน การจะให้หักหนี้ดังกล่าวออกเพื่อจำเลยจะได้นำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงแบ่งสินสมรสกันย่อมกระทำไม่ได้ เพราะหากจำเลยไม่นำเงินที่หักไว้ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้โจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้เต็มจำนวนได้อยู่ ศาลชอบแต่จะให้แบ่งสินสมรสเท่ากันโดยให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวคนละกึ่งหนึ่งกับจำเลยเท่านั้นหากจำเลยขอมา ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้แบ่งบ้านและที่ดิน อันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดาจำเลยมาก่อนจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า การแบ่งสินสมรสที่เป็นบ้านเลขที่ 111/119 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี พร้อมที่ดินโฉนดที่ 19249 เลขที่ดิน 274 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี นั้น ไม่ต้องหักใช้หนี้เงินกู้จากนายสินไชย บิดาของจำเลยจำนวน 2,500,000 บาท ก่อน ทั้งนี้การแบ่งบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ให้อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรผู้เยาวเป็นเงินเดือนละ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1489 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายริชาร์ด แกรนวิล วอร์ค
จำเลย — นางศันสนีย์ วอร์ค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายสัญญวรรตร์ วงศ์รัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2558
#591508
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าหนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดามานั้นเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์จำเลยต้องรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยให้หักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อนจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้ง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

การที่สามีภริยาต้องรับผิดในหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 และมาตรา 1490 นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใดก็มีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ให้ มิใช่ว่าหากสามีหรือภริยาหย่าและแบ่งสินสมรสกันแล้วจะต้องนำหนี้ร่วมมาหักออกจากสินสมรสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก็บรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกัน เพราะหากไม่นำเงินที่หักไว้ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดชำระหนี้เงินกู้เต็มจำนวนได้อยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้แบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 เลขที่ดิน 274 พร้อมบ้านเลขที่ 111/119 จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลย หากประมูลไม่ได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินฝากในบัญชีธนาคาร ของจำเลยจำนวน 4,900,900 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งจำนวน 2,450,450 บาท และเงินจำนวนใด ๆ ที่จะปรากฏในภายหลังในบัญชีดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว กับให้โจทก์จ่ายค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ปีละไม่น้อยกว่า 400,000 บาท โดยเริ่มชำระปีการศึกษา 2554 และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละไม่น้อยกว่า 40,000 บาท เริ่มชำระเดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะเรียนจบในระดับชั้นสูงสุด และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเท่ากับระยะเวลาที่จำเลยทำงานในประเทศไทย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้แบ่งทรัพย์สินซึ่งโจทก์และจำเลยมีอยู่ร่วมกันอันเป็นสินสมรสในวันฟ้อง (วันที่ 2 พฤษภาคม 2554) คนละกึ่งหนึ่ง สำหรับสินสมรสบ้านเลขที่ 111/119 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 เลขที่ดิน 274 จังหวัดนนทบุรี ให้แบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลย หากประมูลไม่ได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ทั้งนี้ ให้หักใช้หนี้เงินกู้จากนายสินไชย บิดาของจำเลยจำนวน 2,500,000 บาท เสียก่อน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรผู้เยาว์เป็นเงินเดือนละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ สมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กหญิง ค. เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า อำนาจปกครองเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์ควรเป็นของโจทก์หรือจำเลย โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยมีอำนาจปกครองเพียงผู้เดียวเป็นการตัดอำนาจปกครองของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่ควรรับฟังความเห็นของเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เพราะยังอ่อนอายุนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์กับจำเลยฟ้องและฟ้องแย้งเพื่อขอให้หย่าขาดจากกัน จึงเป็นกรณีที่ขอให้หย่าโดยมีคำพิพากษาของศาล กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคสอง ที่ให้ศาลชี้ขาดได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ทั้งนี้ให้ศาลคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ดังนี้ การที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับจำเลยฝ่ายเดียวจึงกระทำได้ และแม้เด็กหญิง ค. จะเป็นผู้เยาว์ แต่ก็มีอายุ 10 ปีเศษ มีความคิดของตนเอง สามารถรับรู้ความทุกข์สุขที่เกิดขึ้นในครอบครัว และมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะรับรู้ถึงความรักความผูกพันและความสุขที่ตนควรจะได้รับจากการอยู่ร่วมกับผู้เป็นบิดาหรือมารดาอย่างไร การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังความเห็นของเด็กหญิง ค. ที่มาเบิกความต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณากำหนดให้จำเลยเป็นผู้ปกครองของเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์จึงชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาของเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 60,000 บาท สูงไปหรือไม่นั้น เห็นว่า เด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยผู้เป็นบิดามารดาจึงต้องมีส่วนร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตามความในบทบัญญัติมาตรา 1564 วรรคแรก และการที่จะให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษามากน้อยเพียงใด ย่อมต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีด้วย ตามมาตรา 1598/38 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากโจทก์ จำเลยและบุตรผู้เยาว์เดินทางออกจากประเทศอังกฤษมาอยู่ประเทศไทย โจทก์ไม่มีงานทำ คงมีแต่จำเลยทำงานมาตลอดโดยได้รับเงินเดือนเดือนละแสนบาทเศษนำมาใช้จ่ายทั้งโจทก์ จำเลยและเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 60,000 บาท เท่ากับรวมกับส่วนที่จำเลยในฐานะมารดาต้องร่วมอุปการะเลี้ยงดูด้วยก็จะเป็นการใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 120,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินกว่าฐานะของผู้รับ จึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุควรจะต้องนำหนี้ที่จำเลยและโจทก์กู้เงินจากบิดาของจำเลย 2,500,000 บาท หักออกจากสินสมรสก่อนการแบ่งสินสมรสหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ชำระหนี้ดังกล่าวออกจากสินสมรสก่อนการแบ่งสินสมรสเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดามานั้นเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์จำเลยจะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อนจึงเป็นการวินิจฉัยที่ให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้งซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เนื่องจากการที่จะให้สามีภริยารับผิดในหนี้ร่วมต่อกันตาม มาตรา 1489 และ 1490 นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาได้ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใด ก็มีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ให้ มิใช่ว่าเมื่อมีหนี้ร่วมหากสามีหรือภริยาฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสแล้ว ถ้ามีเหตุหย่าและจะต้องแบ่งสินสมรสกันแล้วจะต้องหักหนี้ร่วมออกจากสินสมรสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกัน การจะให้หักหนี้ดังกล่าวออกเพื่อจำเลยจะได้นำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงแบ่งสินสมรสกันย่อมกระทำไม่ได้ เพราะหากจำเลยไม่นำเงินที่หักไว้ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้โจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้เต็มจำนวนได้อยู่ ศาลชอบแต่จะให้แบ่งสินสมรสเท่ากันโดยให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวคนละกึ่งหนึ่งกับจำเลยเท่านั้นหากจำเลยขอมา ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้แบ่งบ้านและที่ดิน อันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดาจำเลยมาก่อนจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า การแบ่งสินสมรสที่เป็นบ้านเลขที่ 111/119 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 เลขที่ดิน 274 จังหวัดนนทบุรี นั้น ไม่ต้องหักใช้หนี้เงินกู้จากนายสินไชย บิดาของจำเลยจำนวน 2,500,000 บาท ก่อน ทั้งนี้การแบ่งบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ให้อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรผู้เยาว์เป็นเงินเดือนละ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1489 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ศ.
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2558
#579830
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ในกรณีเช่นนี้ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเจ็ดวันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 230 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติถึงทางแก้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ กำหนดเวลาเจ็ดวันดังกล่าวจึงต้องนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 9,000 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระเงินคนละ 6,000 บาท จำเลยที่ 6 ถึงที่ 13 ชำระเงินคนละ 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสามให้ชำระหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต้องถือตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยแต่ละคนชำระ เมื่อจำเลยแต่ละคนต้องรับผิดชำระเงินไม่เกินคนละ 50,000 บาท คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับรองให้อุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2557 แต่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อล่วงเลยเวลายื่นอุทธรณ์ จึงไม่รับให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า คู่ความทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นวันที่ 23 เมษายน 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2557 โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในวันดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์และโจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของโจทก์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2557 โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม โจทก์ยื่นคำร้องในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ซึ่งยังไม่พ้นเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ว่ายื่นเกินกำหนดจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ในกรณีเช่นนี้ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเจ็ดวัน เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคเพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติถึงทางแก้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ กำหนดเวลาเจ็ดวันตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2557 โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 อนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือต่อศาลชั้นต้นภายในเจ็ดวัน คือภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2557 แต่โจทก์ยื่นคำร้องในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 จึงพ้นเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 230 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมัย มีเสือ
จำเลย — นางสุพัตรา มูสิมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นายสุรพันธุ์ บุญช่วย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาทิตย์ สวาวสุ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา