คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2558
#596496
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ แต่โจทก์คงมีแต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งมิใช่ผู้ชำนาญกฎหมายประเทศอังกฤษมาเบิกความประกอบพยานเอกสาร ซึ่งในบทบัญญัติกฎหมายประเทศอังกฤษดังกล่าว ห้ามการหย่าก่อนสิ้นกำหนดระยะเวลาสามปีนับแต่วันทำการสมรส เมื่อโจทก์นำสืบว่า ตามกฎหมายของประเทศอังกฤษยินยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ จำเลยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว เพียงแต่อ้างว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษมีเงื่อนไขการหย่าและคดีนี้ยังไม่พ้นระยะเวลาการหย่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ได้โต้แย้งความมีอยู่จริงของกฎหมายที่โจทก์นำสืบดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเทศอังกฤษหรือไม่ ข้อเท็จจริงก็ย่อมรับฟังได้ว่า กฎหมายของประเทศอังกฤษยินยอมให้คู่สมรสหย่าขาดกันได้ ซึ่งต้องตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แล้ว ทำให้ศาลไทยมีอำนาจที่จะพิจารณาต่อไปได้ว่า เหตุหย่าที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องนั้น เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่

การทิ้งร้าง หมายความว่าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเจตนาจะไม่ร่วมอยู่กินฉันสามีภริยากันต่อไป จึงได้ทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่ง หาใช่เป็นการทิ้งร้างเพราะมีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควร ข้อเท็จจริงการทิ้งร้างตามคำเบิกความของ พ. ล้วนเป็นพยานบอกเล่าทั้งสิ้น ไม่มีส่วนที่ พ. รู้เห็นด้วยตนเอง การที่โจทก์พาจำเลยไปอยู่กินด้วยกันที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และโจทก์ไม่ยินยอมเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกขัดแย้งกับข้อตกลงของโจทก์จำเลยก่อนสมรสซึ่งโจทก์ขอจำเลยแต่งงานโดยโจทก์จำเลยตกลงใช้ชีวิตบั้นปลายที่กรุงเทพมหานคร ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางกลับมาประเทศไทย จึงไม่ถือเป็นการทิ้งร้างโจทก์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจอ้างการทิ้งร้างเป็นเหตุหย่าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราษฎร์บูรณะ บัญชีเลขที่ 745-9-20013-9 และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสาทร บัญชีเลขที่ 047-2-22217-3 คืนแก่โจทก์ ให้แบ่งสินสมรสโดยขายทอดตลาดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 136410 เลขที่ดิน 170 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 7/40 หมู่ที่ 1 แขวงบางไผ่ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร นำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยรับเงินครึ่งหนึ่งตามยอดเงินคงเหลือสุทธิ ณ วันที่ศาลมีคำพิพากษาในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) สาขาสำนักราษฎร์บูรณะ บัญชีเลขที่ 745-9-20013-9 และบัญชีเงินฝากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสาทร บัญชีเลขที่ 047-2-22217-3 ให้จำเลยนำแหวนเพชรรูปหัวใจขนาด 1.36 กะรัต จำนวน 1 วง ราคา 167,785.20 บาท และต่างหูเพชรขนาด 1.08 กะรัต จำนวน 1 คู่ ราคา 24,830.52 บาท ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้โจทก์ยึดหรืออายัดทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสินสมรสอื่นตามมูลค่าของแหวนเพชรและต่างหูเพชรดังกล่าวครึ่งหนึ่ง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการดำเนินคดีในอัตราร้อยละ 1 ของทุนทรัพย์ตามฟ้อง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และหากพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือช่วยเหลือตนเองได้ และขอให้แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราษฎร์บูรณะ บัญชีเลขที่ 745-9-20013-9 และบัญชีเงินฝากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสาธร บัญชีเลขที่ 047-2-22217-3 ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 348,208.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสคือ บ้านพร้อมที่ดินตามโฉนดเลขที่ 136410 เลขที่ดิน 170 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และเงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราษฎร์บูรณะ บัญชีเลขที่ 745-9-20013-9 และเงินฝากในบัญชีธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสาทรบัญชีเลขที่ 047-2-22217-3 ให้โจทก์จำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งบ้านพร้อมที่ดินข้างต้นไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมาก ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราษฎร์บูรณะ บัญชีเลขที่ 745-9-20013-9 และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสาทร บัญชีเลขที่ 047-2-22217-3 คืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท และกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้ 10,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มก่อนอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้รับผู้มอบฉันทะทนายจำเลยทราบคำสั่งศาลฎีกาและอนุญาตให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลภายใน 15 วัน และเลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 1 กันยายน 2558 เมื่อถึงกำหนดนัดปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องและไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องตามคำสั่งของศาลฎีกาภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต จึงเป็นกรณีที่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น จึงถือว่าจำเลยทิ้งฎีกาเฉพาะส่วนเกี่ยวกับประเด็นบ้านและที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 ประกอบมาตรา 246 และ 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ และให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนประเด็นที่จำเลยทิ้งฎีกาออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีสัญชาติอังกฤษ มีถิ่นที่อยู่ถาวรในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย โจทก์และครอบครัวมีธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อการบริโภค โจทก์เคยมีภริยาแต่เลิกกันแล้ว เมื่อประมาณปี 2540 โจทก์เดินทางเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย และรู้จักจำเลยซึ่งทำงานเป็นพนักงานต้อนรับที่โรงแรมมณเฑียร กรุงเทพมหานคร วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 โจทก์โอนเงิน 1,028,713.90 บาท ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปชำระค่ามัดจำซื้อบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 136410 แขวงบางไผ่ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักทะเบียนสมรส ศาลาว่าการเมืองฮ่องกง วันที่ 21 ตุลาคม 2540 โจทก์โอนเงิน 5,632,000 บาท เข้าบัญชีมารดาจำเลยเพื่อนำไปชำระบ้านและที่ดินดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านหลังดังกล่าวนี้ โดยไม่มีบุตรด้วยกัน วันที่ 8 เมษายน 2541 โจทก์จำเลยมาจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายไทย ณ สำนักงานทะเบียนเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร วันที่ 5 พฤศจิกายน2541 โจทก์ประสบอุบัติเหตุลื่นหกล้ม ต้องพักรักษาตัวประมาณ 3 ปี ในวันที่ 12 กันยายน 2550 โจทก์จำเลยเดินทางกลับไปที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง วันที่ 24 ธันวาคม 2550 จำเลยเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากนั้นโจทก์จำเลยก็ไม่เดินทางไปมาหาสู่กันอีกเลย

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่เห็นสมควรนำมาวินิจฉัยเสียก่อนมีว่า โจทก์มีเหตุฟ้องขอหย่าจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า การทิ้งร้าง หมายความว่าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเจตนาจะไม่ร่วมอยู่กินฉันสามีภริยากันต่อไป จึงได้ทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่ง หาใช่เป็นการทิ้งร้างเพราะมีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควร คดีนี้ โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยมีเจตนาทิ้งร้างโจทก์โดยไม่ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยโจทก์ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยาน แต่มีนายพิสุทธิ์ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ และทำหน้าที่เป็นทนายความแก่โจทก์ด้วย มาเบิกความเป็นพยานยืนยันการทิ้งร้างตามฟ้อง โดยไม่มีข้อเท็จจริงว่านายพิสุทธิ์มีความเกี่ยวข้องกับโจทก์นอกเหนือการปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์แห่งคดีของโจทก์ ข้อเท็จจริงการทิ้งร้างตามคำเบิกความของนายพิสุทธิ์ดังกล่าว จึงล้วนเป็นพยานบอกเล่าทั้งสิ้น ไม่มีส่วนที่นายพิสุทธิ์รู้เห็นด้วยตนเอง ดังนั้น ที่อ้างว่าจำเลยมีเจตนาทิ้งร้างโจทก์โดยไม่มีสาเหตุประการอื่น ย่อมไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยเป็นผู้ที่รู้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดโดยตรง ทั้งมีพยานหลักฐานเป็นจดหมาย ซึ่งพยานเอกสารดังกล่าวทำขึ้นในขณะที่ยังมิได้มีเหตุฟ้องร้อง เชื่อว่าเป็นเอกสารที่ทำขึ้นถูกต้องตรงตามความเป็นจริง มาสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ความว่า การที่โจทก์พาจำเลยไปอยู่กินด้วยกันที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และโจทก์ไม่ยินยอมเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกนั้น ขัดแย้งกับข้อตกลงของโจทก์จำเลยก่อนสมรสตามคำเบิกความของนายพิสุทธิ์และนายวิโนดหรือวิดเตอร์ ซึ่งเป็นพี่ชายโจทก์ว่า โจทก์ขอจำเลยแต่งงาน โดยโจทก์จำเลยตกลงใช้ชีวิตบั้นปลายที่กรุงเทพมหานคร จะเกษียณอายุเมื่ออายุไม่มาก และนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยมีจำเลยเป็นผู้ดูแล แต่ได้ความว่า หลังจากโจทก์เดินทางกลับไปที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแล้ว โจทก์ไม่ได้แสดงเจตนาที่จะกลับมาอยู่ประเทศไทยอีก ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางกลับมาประเทศไทย จึงไม่ถือเป็นการทิ้งร้างโจทก์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจอ้างการทิ้งร้างเป็นเหตุหย่าได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยข้ออื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ม. 27 วรรคหรึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นางสาว อ. หรือนาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายไชยวุฒิ หวังอาษา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2558
#580843
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า แม้จะเป็นข้อตกลงที่แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า ในอนาคตหากจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินสิ่งหนึ่งสิ่งใด จำเลยที่ 1 จะยอมแบ่งให้แก่บุตรทั้งสาม อันหมายถึงบุตรของโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เนื้อหาตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นลักษณะที่ตกลงกันกว้าง ๆ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการระบุทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ เป็นการระบุที่ครอบคลุมทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งย่อมรวมทรัพย์สินทุกชนิดที่ได้มาในอนาคตและไม่จำกัดเวลา และในข้อตกลงส่วนที่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นั้น ก็ไม่ระบุชัดเจนว่าจะแบ่งแก่บุตรคนใด เท่าใด อันหมายความแล้วแต่ดุลยพินิจของจำเลยที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวนี้ จึงไม่ชัดแจ้ง ไม่มีสภาพบังคับให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งสามารถปฏิบัติให้ตรงตามวัตถุที่ประสงค์แห่งข้อตกลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่พิพาทให้แก่นายนพฤทธิ์ นางสาวศิริลักษณ์ นายอิทธิเดช และจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10528 เลขที่ดิน 112 ตำบลสี่แยกมหานาค (ดุสิต) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่าง จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 กับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่นายนพฤทธิ์ ในฐานะทายาทของพันจ่าอากาศเอกอนุชิต นางสาวศิริลักษณ์ และนายอิทธิเดช คนละหนึ่งในสี่ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2496 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ พันจ่าอากาศอนุชิต นางสาวศิริลักษณ์ และนายอิทธิเดช ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2507 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากัน โดยมีข้อตกลงการหย่าในบันทึกหลังทะเบียนหย่าข้อที่ 3 ว่า "ถ้าหากต่อไปภายหน้าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในทรัพย์สินสิ่งหนึ่งสิ่งใด จำเลยที่ 1 ยอมแบ่งให้แก่บุตรทั้งสามด้วย" ตามบันทึกหลังทะเบียนหย่า หลังจากนั้นในวันที่ 1 มีนาคม 2516 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับนางสุปราณี และมีบุตรกับนางสุปราณี 1 คน คือ จำเลยที่ 2 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 10528 แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 29 ตารางวา เป็นของนายถวัลย์ ซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2520 นายถวัลย์จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวนี้ให้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 2

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่เห็นสมควรนำมาวินิจฉัยเสียก่อนคือ จำเลยที่ 1 จะต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงข้อ 3. นั้น แม้จะเป็นข้อตกลงที่แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า ในอนาคตหากจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินสิ่งหนึ่งสิ่งใด จำเลยที่ 1 จะยอมแบ่งให้แก่บุตรทั้งสาม อันหมายถึงบุตรของโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เนื้อหาตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นลักษณะที่ตกลงกันกว้าง ๆ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการระบุทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ เป็นการระบุที่ครอบคลุมทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งย่อมรวมทรัพย์สินทุกชนิดที่ได้มาในอนาคตและไม่จำกัดเวลา และในข้อตกลงส่วนที่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นั้น ก็ไม่ระบุชัดเจนว่า จะแบ่งแก่บุตรคนใด เท่าใด อันหมายความแล้วแต่ดุลยพินิจของจำเลยที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวนี้ จึงไม่ชัดแจ้ง ไม่มีสภาพบังคับให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งสามารถปฏิบัติให้ตรงตามวัตถุที่ประสงค์แห่งข้อตกลงได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1532
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางวงศ์ศิริ เทียนฤทธิเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1290/2558
#627374
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง จะต้องให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้น หมายความว่า เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงที่โจทก์ประสงค์จะใช้เป็นข้ออ้างในการฟ้องให้แจ้งชัด โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องถึงสาเหตุที่โจทก์ต้องฟ้องหย่าว่า เป็นเพราะจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์อุปการะเลี้ยงดู ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา กล่าวคือ จำเลยทั้งสองเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยกัน พักร่วมอยู่ในบ้านเดียวกัน ติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กันเสมอเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเป็นยุติจากการวินิจฉัยพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายว่าเป็นไปตามฟ้อง แม้จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ 1 ขับรถให้ คือขอให้พาจำเลยที่ 2 ไปร้านตัดเสื้อ ร้านแว่นตา ร้านทำผม เขียนบทกลอนส่งหากัน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแล้วทั้งสิ้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกคำฟ้อง ส่วนศาลล่างทั้งสองจะเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ และเป็นเหตุหย่าที่ปรับได้กับบทบัญญัติกฎหมายมาตราใด กฎหมายมาด้วย แต่ก็ไม่ผูกพันว่าศาลจะต้องวงเล็บใดก็เป็นอำนาจหน้าที่และเป็นความเห็นของแต่ละศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างบทปรับบทตามฟ้องของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลปรับบทกฎหมายแตกต่างจากฟ้อง ไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือเป็นการวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้แบ่งสินสมรสให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 7,050,000 บาท หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์ 2,700,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทน เป็นเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้แบ่งสินสมรสคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14819 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 4/3 ถนนกาญจนวนิช ซอย 65 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 2468 นราธิวาส (ที่ถูก บ - 2468 นราธิวาส) และรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กก 1353 ตราด (ที่ถูก กก 1358 ตราด) (เดิมหมายเลขทะเบียน กข 2112 ตราด) ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้ให้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับราชการครู จำเลยที่ 1 รับราชการที่กรมศุลกากร โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2519 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ระหว่างอยู่กินด้วยกันโจทก์และจำเลยที่ 1 มีบ้านพักอาศัยหลายแห่ง คือ ที่จังหวัดสงขลา จังหวัดชลบุรี และที่จังหวัดตราด แต่หลังจากเกษียณอายุราชการแล้วในปี 2547 โจทก์และจำเลยที่ 1 พักอาศัยที่บ้านเลขที่ 46 - 48 ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาสันติสุข จังหวัดตราด และเป็นนายหน้าขายประกัน ประมาณกลางปี 2552 จำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และขายประกันสัญญาประกันชีวิตแก่จำเลยที่ 1 หลังจากรู้จักกันแล้ว จำเลยที่ 1 พูดคุยโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 อยู่เสมอเป็นเวลานานวันละหลายครั้ง นัดพบกัน ยินยอมให้จำเลยที่ 2 พักอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน เขียนข้อความเป็นกลอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ส่งหากัน ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นโดยคณะทัวร์เดียวกัน พาจำเลยที่ 2 ไปร้านตัดเสื้อ ร้านแว่นตา และร้านทำผม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวว่ายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) แต่ถือได้ว่าเป็นการกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรที่จะอยู่รวมกันฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 แล้ว อันเป็นเหตุหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้ฟ้องโจทก์จะระบุว่าเหตุหย่าตามฟ้อง เป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) แต่หากศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ศาลชั้นต้นมีอำนาจวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง และข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังเป็นยุตินั้น ถือเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ทั้งตาม (1) และ (6)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 มีเพียงประเด็นเดียวว่า การวินิจฉัยเหตุหย่าของศาลล่างทั้งสอง เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การบรรยายฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง นั้น โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้น หมายความว่า เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงที่โจทก์ประสงค์จะใช้เป็นข้ออ้างในการฟ้องให้แจ้งชัด คดีนี้ โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องถึงสาเหตุที่โจทก์ต้องฟ้องหย่าว่า เป็นเพราะจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์อุปการะเลี้ยงดู ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา กล่าวคือ จำเลยทั้งสองเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยกัน พักร่วมอยู่ในบ้านเดียวกัน จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปซื้อของตลาด ร้านแว่นตา ร้านทำผม รับประทานอาหาร ขับรถให้ ถือของให้ ติดต่อกันทางโทรศัพท์ จำเลยที่ 2 เดินทางมาหาจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดตราด เพื่อพักอาศัยด้วยกัน บางครั้งจำเลยที่ 1 ก็เดินทางไปหาจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดสงขลา ทำเช่นนี้หลายครั้ง ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเป็นยุติจากการวินิจฉัยพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย แม้จะมีรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแล้วทั้งสิ้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกคำฟ้อง ส่วนศาลล่างทั้งสองจะเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ และเป็นเหตุหย่าที่ปรับได้กับบทบัญญัติกฎหมายมาตราใด วงเล็บใด เป็นอำนาจหน้าที่และเป็นความเห็นของแต่ละศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างบทกฎหมายมาด้วย แต่ก็ไม่ผูกพันว่าศาลจะต้องปรับบทตามฟ้องของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลปรับบทกฎหมายแตกต่างจากฟ้อง ไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือเป็นการวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมาลินทร์ พรรธนานุวัติ
จำเลย — นายพรรธนะ พรรธนานุวัติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1278/2558
#575657
เปิดฉบับเต็ม

ส. บิดาโจทก์เช่าที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ และ ส. อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาท ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์ทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากกรมธนารักษ์ต่อจาก ส. โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาทอีกต่อไปจึงฟ้องให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท แม้โจทก์ในฐานะผู้เช่าจะมีสิทธิเข้าใช้สอยทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เคยเข้าครอบครองที่พิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน และจำเลยอยู่ในที่พิพาทก็โดยอาศัยสิทธิการเช่าของ ส. ผู้เช่าเดิมไม่ได้อาศัยสิทธิโจทก์ การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการละเมิดต่อกรมธนารักษ์เจ้าของที่พิพาท หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ โจทก์ก็ไม่ได้ขอให้ศาลเรียกกรมธนารักษ์ผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 545 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้โดยลำพัง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยเพิ่งกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 530 หมู่ที่ 3 ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท ให้จำเลยชำระเงิน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 530 หมู่ที่ 3 ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาทตามแผนที่พิพาท ให้จำเลยชำระเงิน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่ามีนายสุทินบิดาโจทก์เช่าที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์และนายสุทินอนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาท ต่อมานายสุทินถึงแก่ความตาย โจทก์ทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากกรมธนารักษ์ต่อจากนายสุทิน แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่พิพาทได้ เนื่องจากจำเลยครอบครองที่พิพาทอยู่ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาทอีกต่อไป จึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท แม้โจทก์ในฐานะผู้เช่าจะมีสิทธิเข้าใช้สอยทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เคยเข้าครอบครองที่พิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน และจำเลยอยู่ในที่พิพาทก็โดยอาศัยสิทธิการเช่าของนายสุทินผู้เช่าเดิมไม่ได้อาศัยสิทธิของโจทก์ การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการละเมิดต่อกรมธนารักษ์เจ้าของที่พิพาท หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ เพราะโจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันมาก่อนทั้งคดีนี้โจทก์ก็ไม่ได้ขอให้ศาลเรียกกรมธนารักษ์ผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมเพื่อวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้โดยลำพัง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้กล่าวอ้างเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยเพิ่งกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุปราณี เกลาแก้ว
จำเลย — นางเจนจิรา ฉ้งทับ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายสุภักดิ์ จันทร์พุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1276/2558
#590843
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. เนื่องจาก ป. จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม โดย ส. ผู้ตาย ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. ให้ความยินยอมด้วย โจทก์จึงถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ป. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายก่อน ป. โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัว ป. คู่สมรสย่อมเป็นทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิรับมรดกของ ส. ด้วยตามมาตรา 1635 แม้ ป. ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า ป. แสดงเจตนาสละมรดกดังกล่าวตามมาตรา 1612 ป. จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. ตามกฎหมาย เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายโดยยังไม่ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ส. โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. ในฐานะเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. แบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ในส่วนที่ตกแก่ ป. ได้

จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ซึ่งมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนซึ่งรวมถึง ป. คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่ ส. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกทั้งสามแปลง ให้แก่ตนเองเพียงผู้เดียวจึงเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และถือได้ว่าการมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นของ ส. ทุกคนเท่านั้น จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. ในส่วนที่ตกได้แก่ ป. คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7815 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ จำนวน 3 งาน 24.5 ตารางวา ราคาประมาณ 1,622,500 บาท แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน ราคาประมาณ 22,010,000 บาท และแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15117 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เนื้อที่ประมาณ 62 ตารางวา ราคาประมาณ 1,000,000 บาท หากการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่เป็นที่ตกลงกัน ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้หรือไม่สามารถขายทอดตลาดได้ ให้จำเลยใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7815 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ จำนวนเนื้อที่ 3 งาน 24.5 ตารางวา และแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ จำนวนเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยแบ่งเงินค่าขายทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15117 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 310,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ เนื้อที่ 11 ไร่ 2.38 ตารางวา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นางตีเปาะห์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2520 นายประเสริฐ จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมตามทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7572/2543 ของศาลชั้นต้น โดยนางพิสมร ภริยาให้ความยินยอมตามบันทึกด้านหลังทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวด้วย ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2532 นางพิสมรถึงแก่ความตาย ขณะถึงแก่ความตายมีทรัพย์อันเป็นมรดกคือรถยนต์ 1 คัน และที่ดินพิพาทตามฟ้องรวม 3 แปลง ตามรายการชื่อเจ้าของรถและสำเนาโฉนดที่ดิน กับสำเนาโฉนดที่ดิน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7572/2543 ของศาลชั้นต้น นางพิสมรไม่มีบุตร แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันซึ่งยังมีชีวิตอยู่ 9 คน ส่วนบิดามารดาของนางพิสมรถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว จำเลยเป็นพี่ชายของนางพิสมรและเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมร ตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 9635/2532 ของศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2539 นายประเสริฐถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า นายประเสริฐ เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพิสมร หรือไม่ เห็นว่า แม้ทะเบียนสมรสในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7572/2543 ของศาลชั้นต้น ระบุชื่อสามีของนางพิสมรว่าชื่อนายมาลีกี ไม่ใช่ชื่อนายประเสริฐก็ตาม แต่ตามเอกสารดังกล่าวระบุว่านายมาลีกีเป็นบุตรของนายการีมและนางดีเมาะ และเกิดปี 2483 ซึ่งตรงกับสำเนาทะเบียนบ้าน ในคดีอาญาดังกล่าวที่ระบุว่านายมาลีกีได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายประเสริฐ เป็นบุตรของนายการีมและนางดีเมาะซึ่งเกิดเมื่อปี 2483 เช่นกัน โดยโจทก์มีนายนรินทร์ ผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่น สำนักงานเขตหนองจอกเบิกความยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวตรงกับต้นฉบับ ส่วนจำเลยมีเพียงจำเลยและนางตีเปาะห์ ภริยาจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงว่า นายมาลีกีเป็นสามีคนแรกของนางพิสมร และนายประเสริฐเป็นสามีคนที่สองโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย รับฟังได้ว่าเดิมนายประเสริฐมีชื่อว่ามาลีกี และเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพิสมร ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายประเสริฐเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพิสมรผู้ตายและได้จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายประเสริฐตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 เมื่อนางพิสมรถึงแก่ความตายก่อนนายประเสริฐโดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาทรวม 3 แปลง แม้ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่นางพิสมรผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรสอันเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย แต่เมื่อนายประเสริฐเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงย่อมเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิรับมรดกของนางพิสมรด้วยส่วนหนึ่งตามมาตรา 1635 แม้นายประเสริฐยินยอมให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่านายประเสริฐแสดงเจตนาสละมรดกดังกล่าวตามมาตรา 1612 นายประเสริฐจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพิสมรตามกฎหมาย เมื่อนายประเสริฐถึงแก่ความตายโดยยังไม่ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางพิสมรภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายประเสริฐในฐานะเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพิสมรแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพิสมรในส่วนที่ตกแก่นายประเสริฐได้ ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การไว้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งจะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โดยจำเลยให้การเพียงว่านายประเสริฐ กับโจทก์ต่างมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดก โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่นายประเสริฐถึงแก่ความตายและนับแต่โจทก์บรรลุนิติภาวะจึงขาดอายุความ อายุความที่จำเลยอ้างถึงคืออายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 มิใช่อายุความห้าปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 หรือไม่เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกของนางพิสมรเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมรซึ่งมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนซึ่งรวมถึงนายประเสริฐ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่นางพิสมรเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกทั้ง 3 แปลง ให้แก่ตนเองเพียงผู้เดียวจึงเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และถือได้ว่าการมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นของนางพิสมรทุกคนเท่านั้น จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพิสมรในส่วนที่ตกได้แก่นายประเสริฐบิดาบุญธรรมของโจทก์ คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 จำนวน 11 ไร่ 2.38 ตารางวา ชอบแล้วหรือไม่ จึงรับฟังว่านางพิสมรมีกรรมสิทธิ์เท่ากับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นคือ 1 ใน 4 ส่วน ซึ่งคิดเป็นเนื้อที่ดินได้ 22 ไร่ 4.75 ตารางวา นายประเสริฐคู่สมรสของนางพิสมรจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งจากที่ดินดังกล่าวจำนวน 11 ไร่ 2.375 ตารางวา ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายประเสริฐได้รับส่วนแบ่งมรดกของนางพิสมรจำนวน 11 ไร่ 2.38 ตารางวาจึงยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ว่าการคิดคำนวณเนื้อที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพิสมรไม่ถูกต้องจึงฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 2.375 ตารางวา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1612 ม. 1627 ม. 1629 ม. 1635 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุกัญญา ฮ่อหลิม
จำเลย — นายพินิจ ซัดเราะมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1276/2558
#633712
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. เนื่องจาก ป. จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม โดย ส. ผู้ตายซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. ให้ความยินยอมด้วย โจทก์จึงถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ป. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายก่อน ป. โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวรวม 3 แปลง ป. คู่สมรสย่อมเป็นทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิรับมรดกของ ส. ด้วยส่วนหนึ่งตามมาตรา 1635 แม้ ป. ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า ป. แสดงเจตนาสละมรดกดังกล่าวตามมาตรา 1612 ป. จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. ตามกฎหมาย เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายโดยยังไม่ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ส. โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. ในฐานะเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. แบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ในส่วนที่ตกแก่ ป. ได้

เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การไว้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งจะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โดยจำเลยให้การเพียงว่า ป. กับโจทก์ต่างมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดก โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ป. ถึงแก่ความตายและนับแต่โจทก์บรรลุ นิติภาวะจึงขาดอายุความ อายุความที่จำเลยอ้างถึงคืออายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 มิใช่อายุความห้าปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 หรือไม่เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกของ ส. เสร็จสิ้นแล้วหรือไม่

จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ซึ่งมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนซึ่งรวมถึง ป. คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่ ส. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกทั้ง 3 แปลง ให้แก่ตนเองเพียงผู้เดียวจึงเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และถือได้ว่าการมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นของ ส. ทุกคนเท่านั้น จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. ในส่วนที่ตกได้แก่ ป. บิดาบุญธรรมของโจทก์ คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7815 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ จำนวน 3 งาน 24.5 ตารางวา ราคาประมาณ 1,622,500 บาท แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน ราคาประมาณ 22,010,000 บาท และแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15117 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เนื้อที่ประมาณ 62 ตารางวา ราคาประมาณ 1,000,000 บาท หากการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่เป็นที่ตกลงกัน ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้หรือไม่สามารถขายทอดตลาดได้ ให้จำเลยใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7815 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ จำนวนเนื้อที่ 3 งาน 24.5 ตารางวา และแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ จำนวนเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยแบ่งเงินค่าขายทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15117 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 310,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ เนื้อที่ 11 ไร่ 2.38 ตารางวา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นางตีเปาะห์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายประเสริฐ โดยนายประเสริฐจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2520 ขณะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมนายประเสริฐมีภริยาชอบด้วยกฎหมายชื่อนางพิสมร และนางพิสมรได้ให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมด้วย นายมาลีกี คือคนเดียวกับนายประเสริฐ ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้าน จำเลยเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางพิสมร นางพิสมรมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 9 คน ส่วนบิดามารดาถึงแก่ความตายไปก่อนนางพิสมรแล้ว หลังจากนางพิสมรถึงแก่ความตาย จำเลยได้เป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมรตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 9635/2532 ของศาลแพ่ง นางพิสมรผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 7815, 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 15117 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร และรถยนต์ จำนวน 1 คัน ภายหลังจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายปรากฏว่าจำเลยไม่ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท แต่จำเลยกลับโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดเป็นของตน มิได้แบ่งให้แก่นายประเสริฐซึ่งเป็นสามีของผู้ตายและเป็นเจ้าของรวมในสินสมรสกึ่งหนึ่งของที่ดินมรดกทั้งสามแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2539 นายประเสริฐถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุแผลในกระเพาะ ขณะถึงแก่ความตายนายประเสริฐไม่มีบุตร ส่วนบิดามารดาของนายประเสริฐถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ก่อนถึงแก่ความตายนายประเสริฐไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ หลังจากจำเลยได้เป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมรผู้ตาย จำเลยไม่เคยโอนทรัพย์มรดกของนางพิสมรในส่วนของนายประเสริฐให้แก่โจทก์ โจทก์ทราบว่าจำเลยโอนทรัพย์มรดกไปแล้วเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 เนื่องจากโจทก์ได้ไปขอดูโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอก การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางพิสมรส่วนที่ตกได้แก่นายประเสริฐทั้งหมด ก่อนฟ้องโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์เสียหายไม่ได้รับแบ่งปันมรดก คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 24 ล้านบาท

จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางพิสมร นางพิสมรมีสามีชื่อนายประเสริฐ ทรัพย์พิพาทเดิมเป็นของนางพิสมรซึ่งได้รับโอนมาโดยทางมรดกจากปู่ย่าตายาย นางพิสมรกับนายประเสริฐจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ จำเลยไม่ทราบ นายประเสริฐไม่มีชื่ออื่นมาก่อน ทรัพย์พิพาทนายประเสริฐรู้ว่าเป็นทรัพย์ของนางพิสมรที่ได้มาจากปู่ย่าตายาย นายประเสริฐไม่เคยแสดงเจตนาที่จะเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของนายประเสริฐ ขณะนางพิสมรมีชีวิตอยู่นางพิสมรแสดงเจตนาที่จะยกทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในทรัพย์พิพาทมาตั้งแต่ก่อนนางพิสมรตาย โดยให้นายจำรูญเช่าทำนา เมื่อประมาณปี 2532 นางพิสมรได้ถึงแก่ความตาย นายประเสริฐไม่ได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมร นายประเสริฐได้ขอให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมร เนื่องจากนายประเสริฐไม่อยากได้ทรัพย์พิพาทเพราะนายประเสริฐกับนางพิสมรไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามประเพณีศาสนา จึงไม่อยากจะได้ทรัพย์พิพาทเพราะเกรงว่าจะเป็นที่ครหาของญาติพี่น้อง จำเลยจึงได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมรต่อศาลแพ่ง และศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมร หลังจากนั้นจำเลยได้ไปรับโอนทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลย ซึ่งนายประเสริฐก็ได้รู้เห็นโดยไปด้วย จำเลยครอบครองทรัพย์พิพาทมาโดยตลอด ต่อมาเมื่อปี 2539 นายประเสริฐได้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นเวลาห่างจากนางพิสมรถึงแก่ความตายประมาณ 10 ปี ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนายประเสริฐไม่เคยทวงถามเอาทรัพย์พิพาทเนื่องจากนายประเสริฐไม่ได้ต้องการทรัพย์พิพาทมาตั้งแต่แรกแล้ว จำเลยครอบครองทรัพย์พิพาทด้วยเจตนาที่จะครอบครองแทนทายาท ขณะที่นายประเสริฐถึงแก่ความตายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นอกจากทรัพย์พิพาทแล้วนายประเสริฐไม่มีทรัพย์สินอื่น นายประเสริฐไม่เคยพูดว่าจะยกที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงราคาซื้อขายกันในท้องตลาดปัจจุบันตกราคาไร่ละไม่เกิน 500,000 บาท

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2520 นายประเสริฐ จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมตามทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม โดยนางพิสมร ภริยาให้ความยินยอมตามบันทึกด้านหลังทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวด้วย ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2532 นางพิสมรถึงแก่ความตาย ขณะถึงแก่ความตายมีทรัพย์อันเป็นมรดกคือรถยนต์ 1 คัน และที่ดินพิพาทตามฟ้องรวม 3 แปลง นางพิสมรไม่มีบุตร แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันซึ่งยังมีชีวิตอยู่ 9 คน ส่วนบิดามารดาของนางพิสมรถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว จำเลยเป็นพี่ชายของนางพิสมรและเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมร ตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 9635/2532 ของศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2539 นายประเสริฐถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า นายประเสริฐเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพิสมร หรือไม่ เห็นว่า แม้ทะเบียนสมรส ระบุชื่อสามีของนางพิสมรว่าชื่อนายมาลีกี ไม่ใช่ชื่อนายประเสริฐก็ตาม แต่ตามเอกสารดังกล่าวระบุว่านายมาลีกีเป็นบุตรของนายการีมและนางดีเมาะ และเกิดปี 2483 ซึ่งตรงกับสำเนาทะเบียนบ้าน ที่ระบุว่านายมาลีกีได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายประเสริฐ เป็นบุตรของนายการีมและนางดีเมาะซึ่งเกิดเมื่อปี 2483 เช่นกัน โดยโจทก์มีนายนรินทร์ ผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่น สำนักงานเขตหนองจอกเบิกความยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวตรงกับต้นฉบับ ส่วนจำเลยมีเพียงจำเลยและนางตีเปาะห์ ภริยาจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงว่า นายมาลีกีเป็นสามีคนแรกของนางพิสมร และนายประเสริฐเป็นสามีคนที่สองโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย รับฟังได้ว่าเดิมนายประเสริฐมีชื่อว่ามาลีกี และเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพิสมร ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายประเสริฐเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพิสมรผู้ตายและได้จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายประเสริฐตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 เมื่อนางพิสมรถึงแก่ความตายก่อนนายประเสริฐโดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาทรวม 3 แปลง แม้ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่นางพิสมรผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรสอันเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย แต่เมื่อนายประเสริฐเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงย่อมเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิรับมรดกของนางพิสมรด้วยส่วนหนึ่งตามมาตรา 1635 แม้นายประเสริฐยินยอมให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่านายประเสริฐแสดงเจตนาสละมรดกดังกล่าวตามมาตรา 1612 นายประเสริฐจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพิสมรตามกฎหมาย เมื่อนายประเสริฐถึงแก่ความตายโดยยังไม่ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางพิสมรภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายประเสริฐในฐานะเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพิสมรแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพิสมรในส่วนที่ตกแก่นายประเสริฐได้ ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การไว้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งจะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โดยจำเลยให้การเพียงว่านายประเสริฐ กับโจทก์ต่างมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดก โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่นายประเสริฐถึงแก่ความตายและนับแต่โจทก์บรรลุนิติภาวะจึงขาดอายุความ อายุความที่จำเลยอ้างถึงคืออายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 มิใช่อายุความห้าปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 หรือไม่เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกของนางพิสมรเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมรซึ่งมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนซึ่งรวมถึงนายประเสริฐ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่นางพิสมรเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกทั้ง 3 แปลง ให้แก่ตนเองเพียงผู้เดียวจึงเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และถือได้ว่า การมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นของนางพิสมรทุกคนเท่านั้น จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพิสมรในส่วนที่ตกได้แก่นายประเสริฐบิดาบุญธรรมของโจทก์ คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 จำนวน 11 ไร่ 2.38 ตารางวา ชอบแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นางพิสมรมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดดังกล่าวจำนวนเพียง 14 ไร่ 3 งาน 65.12 ตารางวา เท่านั้น เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่านายประเสริฐเป็นคู่สมรสของนางพิสมรซึ่งไม่มีบุตรด้วยกัน และขณะนางพิสมรถึงแก่ความตายบิดามารดาของนางพิสมรถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว คงมีแต่พี่น้องร่วมบิดามารดาเท่านั้น ดังนั้นนายประเสริฐจึงมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 เฉพาะในส่วนของนางพิสมรกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (2) เมื่อเดิมที่ดินโฉนดดังกล่าวมีเนื้อที่ 150 ไร่ 3 งาน 19 ตารางวา หรือ 60,319 ตารางวา และมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนหลายครั้งโดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527 พี่น้องของนางพิสมรรวมทั้งนางพิสมรได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดดังกล่าวบางส่วนเป็นของตนเองเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7812 ถึง 7821 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร และที่ดินดังกล่าวยังถูกแบ่งหักไปทำถนนสาธารณประโยชน์ด้วยส่วนหนึ่ง จึงคงเหลือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1087 อยู่จำนวน 88 ไร่ 19 ตารางวา โดยมีชื่อนางสาวยุภา จำเลย นางพิสมร และนายพินพงษ์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและไม่มีการจดแจ้งว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวคนละกี่ส่วน จึงรับฟังว่านางพิสมรมีกรรมสิทธิ์เท่ากับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นคือ 1 ใน 4 ส่วน ซึ่งคิดเป็นเนื้อที่ดินได้ 22 ไร่ 4.75 ตารางวา นายประเสริฐคู่สมรสของนางพิสมรจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งจากที่ดินดังกล่าวจำนวน 11 ไร่ 2.375 ตารางวาดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายประเสริฐได้รับส่วนแบ่งมรดกของนางพิสมรจำนวน 11 ไร่ 2.38 ตารางวา จึงยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ว่าการคิดคำนวณเนื้อที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพิสมรไม่ถูกต้องจึงฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ตำบลคลองสิบ (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 2.375 ตารางวา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1612 ม. 1627 ม. 1629 ม. 1635 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุกัญญา ฮ่อหลิม
จำเลย — นายพินิจ ซัดเราะมาน
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1268/2558
#579851
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 167 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง" และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนในชั้นพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาที่ศาลชั้นต้นสั่งว่ามีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนและวินิจฉัยยกฟ้องข้อหาดังกล่าวในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 137, 157, 172, 198, 326, 332 (2) ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดอุดรธานี พื้นที่ไม่น้อยกว่าหกตารางนิ้ว เป็นเวลาสามวัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 172 และ 198 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อหาดังกล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูลแล้วนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง" และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนในชั้นพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาที่ศาลชั้นต้นสั่งว่ามีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนและวินิจฉัยยกฟ้องข้อหาดังกล่าวในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ยกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะข้อหาดังกล่าวต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 167 ม. 170 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนิสรหรือสหพรรษ จินานุรักษ์
จำเลย — พันตำรวจเอกพีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสถาบัน บุญเติม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2558
#627373
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนที่ศาลจะสั่งคำร้องจะต้องไต่สวนคำร้องดังกล่าวเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะทำการไต่สวนคำร้องดังกล่าวหรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 21 (4) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีของผู้ร้องจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การทำสัญญาประกันอันเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 112 ส่วนการบังคับในกรณีมีการผิดสัญญาประกันบัญญัติไว้ในมาตรา 119 จึงถือได้ว่า การบังคับตามสัญญาประกันเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ที่ทำสัญญาประกันต่อศาลจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญโดยในคดีอาญานั้น ผู้ประกันซึ่งทำสัญญาประกันว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลมีหน้าที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมามอบต่อศาลตามกำหนดหรือตามที่ศาลมีหมายเรียก ซึ่งหากผิดสัญญาก็มิใช่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายภายในวงเงินตามสัญญาประกันเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมทางศาลด้วย และตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลก็ต้องถือว่ายังคงผิดสัญญาประกันที่ทำไว้ต่อศาลอยู่ตราบนั้น แต่หากผู้ประกันขวนขวายได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาภายในอายุความทางอาญา ศาลในคดีนั้น ๆ ก็ยังอาจลดค่าปรับลงได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีแม้จะส่งมอบตัวเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับนายประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันในคดีอาญาต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกันมีสิทธิและหน้าที่ดังเช่นที่กล่าวมา ผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลที่สั่งปรับผู้ประกันได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน เมื่อผู้ร้องยังคงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ผู้ประกันได้ก็หาจำต้องร้องขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ร้องหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 146,000 บาท และส่งคำบังคับไปยังผู้ประกันแล้ว วันที่ 28 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งให้พนักงานอัยการเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ผู้ประกันผ่อนชำระค่าปรับบางส่วนแล้วผิดนัด วันที่ 23 มีนาคม 2549 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแทนหมายบังคับคดีฉบับเดิม

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไป 2 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ผู้ประกันยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีจนถึงวันที่ 21 เมษายน 2559

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่27 ตุลาคม 2540 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 146,000 บาท ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ประกันชำระค่าปรับและหมายบังคับคดีแล้ว คดีครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนที่ศาลจะสั่งคำร้องจะต้องไต่สวนคำร้องดังกล่าวเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะทำการไต่สวนคำร้องดังกล่าวหรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีของผู้ร้องจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของผู้ประกันข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้ประกันฎีกาว่า เหตุตามคำร้องขอผู้ร้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องเมื่อสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี นั้น เห็นว่า การทำสัญญาประกันอันเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112 ส่วนการบังคับในกรณีมีการผิดสัญญาประกันบัญญัติไว้ในมาตรา 119 จึงถือได้ว่า การบังคับตามสัญญาประกันเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ที่ทำสัญญาประกันต่อศาลจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยในคดีอาญานั้น ผู้ประกันซึ่งทำสัญญาประกันว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลมีหน้าที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมามอบต่อศาลตามกำหนดหรือตามที่ศาลมีหมายเรียก ซึ่งหากผิดสัญญาก็มิใช่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายภายในวงเงินตามสัญญาประกันเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมทางศาลด้วย และตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลก็ต้องถือว่ายังคงผิดสัญญาประกันที่ทำไว้ต่อศาลอยู่ตราบนั้น แต่หากผู้ประกันขวนขวายได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาภายในอายุความทางอาญา ศาลในคดีนั้น ๆ ก็ยังอาจลดค่าปรับลงได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีแม้จะส่งมอบตัวเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับนายประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันในคดีอาญาต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกันในคดีนี้มีสิทธิและหน้าที่ดังเช่นที่กล่าวมา ผู้ร้องในคดีนี้จึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลที่สั่งปรับผู้ประกันได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน เมื่อผู้ร้องยังคงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ผู้ประกันได้ก็หาจำต้องร้องขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ร้องหรือไม่

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของผู้ประกัน ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาของผู้ประกัน กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (4) ม. 23 ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 112 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้ประกัน — นายวุฒิชัย ทองดี
จำเลย — นายสุรพงษ์ ทองดี
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2558
#580004
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญา ผู้ประกันซึ่งทำสัญญาประกันว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลมีหน้าที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาศาลตามกำหนดหรือตามที่ศาลมีหมายเรียก ซึ่งหากผิดสัญญาก็มิใช่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายภายในวงเงินตามสัญญาประกันเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมทางศาลด้วย และตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลก็ต้องถือว่ายังคงผิดสัญญาประกันที่ทำไว้ต่อศาลอยู่ตราบนั้น แต่หากผู้ประกันขวนขวายได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาภายในอายุความทางอาญา ศาลในคดีนั้น ๆ ก็ยังอาจลดค่าปรับลงได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีแม้จะส่งมอบตัวเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันในคดีอาญาต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกันในคดีนี้มีสิทธิและหน้าที่ดังเช่นที่กล่าวมา ผู้ร้องในคดีนี้จึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลที่สั่งปรับผู้ประกันได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 55,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายนัดให้ผู้ประกันชำระค่าปรับ ผู้ประกันขอผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ผู้ประกันไม่ผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์และผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไป 2 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ผู้ประกันยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาบังคับคดี

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 55,000 บาท ศาลชั้นต้นออกหมายนัดให้ผู้ประกันชำระค่าปรับและหมายบังคับคดีแล้ว คดีครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีสิบปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันว่า การที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนที่ศาลจะสั่งคำร้องจะต้องไต่สวนคำร้องดังกล่าวเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะทำการไต่สวนคำร้องดังกล่าวหรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีของผู้ร้องจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของผู้ประกันข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่ผู้ประกันฎีกาว่า เหตุตามคำร้องของผู้ร้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องเมื่อสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี นั้น เห็นว่า การทำสัญญาประกันอันเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112 ส่วนการบังคับในกรณีมีการผิดสัญญาประกันบัญญัติไว้ในมาตรา 119 จึงถือได้ว่า การบังคับตามสัญญาประกันเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ที่ทำสัญญาประกันต่อศาลจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญโดยในคดีอาญานั้น ผู้ประกันซึ่งทำสัญญาประกันว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลมีหน้าที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมามอบต่อศาลตามกำหนดหรือตามที่ศาลมีหมายเรียกซึ่งหากผิดสัญญาก็มิใช่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายภายในวงเงินตามสัญญาประกันเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมทางศาลด้วย และตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลก็ต้องถือว่ายังคงผิดสัญญาประกันที่ทำไว้ต่อศาลอยู่ตราบนั้น แต่หากผู้ประกันขวนขวายได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาภายในอายุความทางอาญา ศาลในคดีนั้นๆ ก็ยังอาจลดค่าปรับลงได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีแม้จะส่งมอบตัวเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันในคดีอาญาต่างๆ รวมทั้งผู้ประกันในคดีนี้มีสิทธิและหน้าที่ดังเช่นที่กล่าวมา ผู้ร้องในคดีนี้จึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลที่สั่งปรับผู้ประกันได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน เมื่อผู้ร้องยังคงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ผู้ประกันได้ก็หาจำต้องร้องขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของผู้ประกันว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ร้องหรือไม่

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของผู้ประกัน ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาของผู้ประกัน กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 112 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ
ผู้ร้อง — ประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้ประกัน — นางสมใจ มาสุขหรือทองดี
จำเลย — นายสุรพงษ์ ทองดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวจิราพร คกาทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิรัช จารุนิธิ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1219/2558
#581425
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอนุญาตให้จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลย โดยให้เหตุผลว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่จำต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษา จึงเป็นการไม่ถูกต้อง

จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด หากศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยได้รับยกเว้นย่อมรวมถึงค่าธรรมเนียมศาลซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามป.วิ.พ.มาตรา 229 ด้วย แต่หากศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุอันควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจะต้องกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาวางด้วย ซึ่งหากจำเลยนำเงินมาวางตามคำสั่ง อุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยมาตรา 229 หรือหากศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่า มีเหตุอันควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนและจำเลยนำเงินส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นมาวางศาล อุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยมาตรา 229 เช่นเดียวกัน กรณีจึงมีเหตุย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสถานที่เช่าสถานีบริการน้ำมัน เลขที่ 107 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และส่งมอบสถานที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,618,878.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยจึงได้รู้ว่า โจทก์เสนอคำฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จากการตรวจสำนวนได้ความว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องรวมทั้งหมายแจ้งวันนัดพิจารณาแก่จำเลย กระทำโดยวิธีปิดหมายที่บ้านเลขที่ 68 ถนนพิชัย แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามหนังสือรับรองนิติบุคคลซึ่งได้ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงเทศบาล สายถนนพิชัย ตอนเชื่อมระหว่างถนนนครไชยศรีกับสะพานเทพหัสดิน พ.ศ.2547 จำเลยจึงไม่รู้ว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้และไม่สามารถให้การต่อสู้คดีได้ หากจำเลยมีโอกาสยื่นคำให้การต่อสู้คดีแล้วจำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดีโจทก์ จำเลยจึงมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขอให้พิจารณาคดีใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยในคดีนี้ได้กระทำโดยชอบแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีทางชนะคดีโจทก์และการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเพราะเหตุจำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ชอบหรือไม่ คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 พร้อมคำร้องฉบับลงวันที่เดียวกัน ขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด รวมทั้งค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยอ้างว่าได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานศาลว่าเป็นเงิน 44,012.50 บาท ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า "ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 2 (ข) จำนวน 200 บาท ภายใน 7 วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย" และสั่งคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยว่า "จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ในชั้นนี้ไม่จำต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนอีกฝ่ายตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ให้งดไต่สวน ยกคำร้อง" ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า "จำเลยเสียค่าขึ้นศาลภายในกำหนดแล้ว รับอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย" เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย การที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอนุญาตให้จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยโดยให้เหตุผลว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่จำต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ภายหลังจำเลยชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย แต่มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์มา ก็ไม่มีผลให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้และแม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ว่า ในชั้นอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่จำต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้อง อันมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คำร้องดังกล่าวของจำเลยเป็นอันตกไปด้วยการให้ยกคำร้อง กรณีเช่นนี้ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้เช่นเดียวกัน ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด มิใช่เพียงแต่ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เท่านั้น หากศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยแล้ว เห็นว่า มีเหตุอันควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งหมดหรือบางส่วน ค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยได้รับยกเว้นไม่จำต้องนำมาวางย่อมรวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 และเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าว ย่อมรวมถึงค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 229 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ได้ทันที จึงเป็นการไม่ถูกต้องและที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลย ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลับเป็นคำฟ้องของอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายด้วยนั้น เป็นการไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะหากศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจะต้องกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาวางด้วย ซึ่งหากจำเลยนำเงินมาวางตามคำสั่ง อุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยมาตรา 229 หรือหากศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่า มีเหตุอันควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือยกเว้นบางส่วนและจำเลยนำเงินส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นมาวางศาล อุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยมาตรา 229 เช่นเดียวกัน กรณีจึงมีเหตุย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยก่อน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดและคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 157 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — บริษัทเทพพิชัยมอเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางนฤมล สันติสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2558
#635922
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมในเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบโดยผลของกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่มีกฎหมายใดห้ามการจดทะเบียนภาระจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว การที่โจทก์ทั้งสามสิบฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมอย่างหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 โจทก์ทั้งสามสิบย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามให้จดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวได้ โจทก์ทั้งสามสิบจึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสิบฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9052, 209041, 147541, 2202 และ 207005 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นภาระจำยอมในเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ เช่น ระบบประปา ไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ ถนนกว้างประมาณ 6.8 เมตร ยาวประมาณ 160 เมตร และที่ตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ประจำหมู่บ้านแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบตามโฉนดที่ดินเลขที่ 251402, 83477, 83478, 197225, 192115, 207010, 207004, 209038, 209037, 209036, 147540, 147539, 147538, 147537, 147535, 147536, 147534, 250809, 226931, 207146, 209042, 207147, 192118, 207123, 207124, 207125, 207126, 192116, 221219, 197224, 203591, 203590, 201469 และ 201468 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามสิบเป็นผู้จัดสร้างศาลพระภูมิเจ้าที่ประจำหมู่บ้านขึ้นใหม่ ให้มีขนาดเท่ากับของเดิม ณ สถานที่ตั้งเดิม โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าจัดสร้างในราคาเบื้องต้นประมาณ 80,000 บาท ห้ามจำเลยทั้งสามก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9052, 209041, 147541, 2202 และ 207005 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 252 ตารางวา ลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ให้จำเลยที่ 3 รื้อรั้วแมททัลชีทที่สร้างเป็นแนวเขตก่อสร้างปิดกั้นอยู่บนถนนสาธารณะออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 207005 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งสามสิบรื้อถอนเองได้โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โฉนดที่ดิน (ที่ถูก ที่ดินโฉนด) เลขที่ 9052, 209041, 147541, 2202, และ 207005 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นภาระจำยอมในเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะโดยมีถนนกว้างประมาณ 6.8 เมตร ยาวประมาณ 160 เมตร รูปตัวทีและที่ตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ประจำหมู่บ้านตามแผนที่พิพาท แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบตามโฉนดที่ดินเลขที่ 251402, 83477, 83478, 197225, 192115, 207010, 207004, 209038, 209037, 209036, 147540, 147539, 147538, 147537, 147535, 147536, 147534, 250809, 226931, 207146, 209042, 207147, 192118, 207123, 207124, 207125, 207126, 192116, 221219, 197224, 203591, 203590, 201469 และ 201468 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนให้เป็นภาระจำยอมสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามสิบเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างศาลพระภูมิเจ้าที่ประจำหมู่บ้านขึ้นใหม่ให้มีขนาดเท่ากับของเดิม ณ สถานที่ตั้งเดิม โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าจัดสร้างในราคา 43,608 บาท ห้ามจำเลยทั้งสามก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9052, 209041, 147541, 2202 และ 207005 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 252 ตารางวา ลดไปหรือเสื่อมความสะดวก และให้จำเลยที่ 3 รื้อรั้วแมททัลชีท (สังกะสี) ที่สร้างเป็นแนวเขตก่อสร้างปิดกั้นอยู่บนถนนสาธารณะออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 207005 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามสิบ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสามสิบ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9052, 209041 และ 147541 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 207005 ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2527 ถึง 2530 จำเลยที่ 1 นายมนัส นายประหยัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด แซมบิโก้ คอมเมอร์เชียล ร่วมกันนำที่ดินโฉนดเลขที่ 2202, 9052 และ 83479 มาจัดรูปที่ดินขึ้นใหม่แล้วแบ่งเป็นแปลงย่อยติดต่อกันรวม 56 แปลง เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปชื่อโครงการหมู่บ้านศิริพจน์นิเวศน์ ในโครงการมีถนนในหมู่บ้านลักษณะรูปตัวทีซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินทั้งห้าแปลงของจำเลยทั้งสาม มีความกว้างประมาณ 6.8 เมตร ยาวประมาณ 160 เมตร กับมีระบบประปา ไฟฟ้า และท่อระบายน้ำอันเป็นสาธารณูปโภคซึ่งตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบ นอกจากนี้ทางด้านทิศตะวันออกส่วนปลายสุดของถนนยังมีศาลพระภูมิเจ้าที่ซึ่งพิพาทกันในคดีนี้ปลูกสร้างไว้ โจทก์ทั้งสามสิบเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมบ้านในโครงการศิริพจน์นิเวศน์ ต่อมาจำเลยที่ 3 จะสร้างบ้านลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 207005 และ 192117 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จึงสั่งให้ทุบรื้อถอนศาลพระภูมิเจ้าที่และกั้นรั้วแมททัลชีทปิดกั้นถนนตามแผนที่พิพาท

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสามสิบมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเรื่องระบบประปา ไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ และถนนภายในหมู่บ้านหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามสิบไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ขัดขวางหรือปิดกั้นการใช้ภาระจำยอมในเรื่องระบบประปา ไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ และถนนภายในหมู่บ้าน จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามสิบ โจทก์ทั้งสามสิบจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้จดทะเบียนภาระจำยอมในเรื่องดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมในเรื่องสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบโดยผลของกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่มีกฎหมายใดห้ามการจดทะเบียนภาระจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามสิบฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 โจทก์ทั้งสามสิบย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามให้จดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวได้ โจทก์ทั้งสามสิบจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อต่อไปว่า ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลพระภูมิเจ้าที่เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหรือไม่ และจำเลยทั้งสามมีสิทธิรื้อถอนศาลพระภูมิเจ้าที่และกั้นรั้วแมททัลชีทหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ศาลพระภูมิเจ้าที่สร้างอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 3 เป็นการส่วนตัวเพื่อการเคารพบูชากราบไหว้ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลพระภูมิเจ้าที่จึงไม่เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบ จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจรื้อถอนศาลพระภูมิเจ้าที่และกั้นรั้วแมททัลชีทในที่ดินของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามสิบนั้น เห็นว่า ประเด็นตามฎีกาในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้โดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้วว่า จำเลยที่ 3 รื้อถอนศาลพระภูมิเจ้าที่และกั้นรั้วแมททัลชีทในบริเวณถนนรูปตัวทีซึ่งตกเป็นภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามสิบ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันสำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสามเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสามสิบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1391
ประกาศของคณะปฏิวัติ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกวิท เจียรพร กับพวก
จำเลย — นางอิงครัตน์ สมุทรโคจร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ธงชัย เสนามนตรี
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2558
#583697
เปิดฉบับเต็ม

แม้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ มีกิจการคือการส่งหรือออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ แต่การที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. ให้เอกชนซึ่งเป็นผู้จัดรายการเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการโดยมีค่าตอบแทนเป็นรายได้จากการเรียกเอาสินจ้างที่เรียกว่าค่าเช่าเวลา และเป็นปกติธุระที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. ให้ผู้จัดรายการมากมายหลายรายเช่าเวลา เพื่อออกอากาศรายการที่ผู้จัดรายการแต่ละรายการนำเทปบันทึกรายการที่ตนรับผิดชอบในการผลิตมาส่งให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. ออกอากาศให้ โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. เรียกเอาสินจ้างเป็นรายได้ ทั้งเมื่อพิจารณาระเบียบของโจทก์ว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2536 แล้ว ไม่มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. ไม่สามารถหารายได้จากการดำเนินการหรือประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ หรือไม่สามารถให้เอกชนผู้จัดรายการเช่าเวลาที่ออกอากาศ แต่กลับมีข้อที่แสดงให้เห็นว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. สามารถหารายได้ด้วยการเรียกเอาสินจ้างค่าเช่าเวลาจากการให้เอกชนซึ่งเป็นผู้จัดรายการเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการได้ โดยมีข้อจำกัดเพียงว่าการกำหนดหรือปรับอัตราค่าเช่าเวลาจะต้องทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ถือได้ว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการส่งหรือออกอากาศรายการวิทยุโทรทัศน์ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) บัญญัติให้สิทธิเรียกเอาสินจ้างที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ ก. เรียกว่าค่าเช่าเวลา มีกำหนด 2 ปี โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าเช่าเวลาและค่าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นประธานขาดอายุความ สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยซึ่งเป็นส่วนอุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,169,448 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,045,763.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายชัยยันต์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,188,967.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 181,690.20 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2541 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2541 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2542 ของต้นเงิน 74,343.60 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2542 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 ของต้นเงิน 111,515.40 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2542 ของต้นเงิน 185,859 บาท นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2542 ของต้นเงิน 111,515.40 บาท นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2542 ของต้นเงิน 185,859 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2542 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2542 ของต้นเงิน 148,687.20 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นก็วินิจฉัยให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีในประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งในคำแก้อุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะฟ้องพลเอกประวิทย์ ผู้บัญชาการทหารบกมอบอำนาจให้พลเอกเลิศรัตน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาทหารบกเป็นผู้ฟ้องคดีแทน การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จึงชอบแล้วนั้น ไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลใด การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงชอบแล้ว และถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ทั้งไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณา แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

ส่วนประเด็นวินิจฉัยลำดับต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า คดีขาดอายุความนั้น แม้กรณีฟังข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า กิจการของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ. 5) คือ การส่งหรือออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ แต่ในทางปฏิบัติได้ความจากการนำสืบของโจทก์เองว่า ททบ. 5 ให้เอกชนซึ่งเป็นผู้จัดรายการเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการ โดยมีค่าตอบแทนเป็นรายได้จากการเรียกเอาสินจ้างที่เรียกว่าค่าเช่าเวลา ทั้งพยานโจทก์คือ พันโทธีระ นิติกรของ ททบ. 5 ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่า ในการออกอากาศมีสินค้าหรือบริการมาโฆษณา และจำเลยร่วมก็มีรายการที่เช่าเวลาเพื่อออกอากาศที่ ททบ. 5 ซึ่งตรงกับคำเบิกความของนางสาวปริญญาภรณ์ เจ้าหน้าที่ธุรการของ ททบ. 5 ที่เบิกความตอบคำซักถามว่า จำเลยร่วมทำสัญญาเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการอื่นไว้กับโจทก์อีก 3 รายการ ตามสำเนาสัญญาเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการ และการที่ได้ความจากคำเบิกความของนายเสวนา เจ้าหน้าที่รับเทปและตรวจสอบรายการของ ททบ. 5 ด้วยว่า เมื่อผู้จัดรายการนำเทปบันทึกรายการมาส่ง พยานจะรับไว้และตรวจสอบความยาวของรายการ และมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่แผนกเดียวกับพยานที่ทำหน้าที่นี้ทั้งหมด 3 คน ก็บ่งชี้ว่าในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ ททบ. 5 ให้จำเลยหรือจำเลยร่วมเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการนั้น ททบ. 5 ยังให้ผู้จัดรายการอื่นอีกมากมายหลายรายเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการด้วย จึงมีความจำเป็นตามปริมาณและคุณภาพของงานในการรับและตรวจสอบเทปรายการซึ่งผู้จัดรายการแต่ละรายนำมาส่ง ที่ทำให้ ททบ. 5 ต้องมีเจ้าหน้าที่หลายคนทำหน้าที่อย่างเดียวกันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะและจำนวนรายการที่ปรากฏตามผังและคิวเวลาการออกอากาศรายการ ที่นายเสวนาเบิกความรับรอง ข้อเท็จจริงดังกล่าวล้วนแสดงให้เห็นว่า เป็นปกติธุระที่ ททบ. 5 ให้ผู้จัดรายการมากมายหลายรายเช่าเวลา เพื่อออกอากาศรายการที่ผู้จัดรายการแต่ละรายนำเทปบันทึกรายการที่ตนรับผิดชอบในการผลิตมาส่งให้ ททบ. 5 ออกอากาศให้ โดย ททบ. 5 เรียกเอาสินจ้างเป็นรายได้ จึงถือได้ว่า ททบ. 5 เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการส่งหรือออกอากาศรายการวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) บัญญัติให้สิทธิเรียกเอาสินจ้างที่ ททบ. 5 เรียกว่าค่าเช่าเวลาดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 2 ปี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาระเบียบกองทัพบกว่าด้วย วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2536 เห็นได้ว่า โจทก์จัดตั้ง ททบ. 5 ขึ้นมา โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการหารายได้หรือประกอบธุรกิจแต่อย่างใดนั้น เห็นว่าระเบียบข้อ 7 ดังกล่าวเพียงแต่กำหนดวัตถุประสงค์ในการดำเนินการหรือประกอบกิจการของ ททบ. 5 ไว้ 10 ประการ โดยไม่มีการกำหนดข้อห้ามหรือข้อจำกัดว่า ททบ. 5 ไม่สามารถหารายได้จากการดำเนินการหรือประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ทั้ง 10 ประการดังกล่าว แต่การที่มีข้อ 22 กำหนดไว้ด้วยว่า ในกรณีที่ ททบ. 5 มีความจำเป็นต้องกำหนดหรือปรับอัตราค่าเช่าเวลาของสถานี ให้นำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามแต่กรณี เพื่อขอความเห็นชอบจาก กบว. ทบ. (คณะกรรมการบริหารวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก) ก่อนดำเนินการปรับอัตราค่าเช่าเวลาอย่างน้อย 1 เดือน นั้น กลับแสดงให้เห็นว่า ททบ. 5 สามารถหารายได้ด้วยการเรียกเอาสินจ้างค่าเช่าเวลาจากการให้เอกชนซึ่งเป็นผู้จัดรายการเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการได้ โดยมีข้อจำกัดเพียงว่าการกำหนดหรือปรับอัตราค่าเช่าเวลาจะต้องทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ข้อ 22 ดังกล่าวกำหนด ทั้งไม่มีระเบียบข้อใดกำหนดข้อห้ามหรือข้อจำกัดว่า ททบ. 5 ไม่สามารถให้เอกชนผู้จัดรายการดังกล่าวเช่าเวลาเพื่อออกอากาศรายการ ซึ่งเมื่อคำนึงถึงจำนวนรายการและจำนวนครั้งในช่วงเวลาเดียวกันหรือใกล้กันถึงขนาดเป็นการดำเนินการหรือประกอบกิจการเป็นปกติธุระและถือได้ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นว่า ททบ. 5 เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการส่งหรือออกอากาศรายการวิทยุโทรทัศน์ ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยความเห็นของศาลฎีกา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าค่าเช่าเวลาตามฟ้องและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรที่จะเรียกเอาพร้อมกับค่าเช่าดังกล่าวมีการค้างชำระทุกรายการตามสำเนาใบแจ้งหนี้ซึ่งครบกำหนดชำระตั้งแต่ปี 2541 และปี 2542 ทั้งสิ้น แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ซึ่งพ้นกำหนดอายุความ 2 ปีแล้ว คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ ทั้งเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าเช่าเวลาและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนที่เป็นประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยซึ่งเป็นส่วนอุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ฎีกาจำเลยฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นที่เหลือเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/26 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — นายผจญ อุลปาทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนันต์ ลิ้มฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมยศ เข็มทอง
ภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2558
#594683
เปิดฉบับเต็ม

การแก้ไขคำฟ้องในคดีผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า "หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" การที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลย กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2553 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มีคนร้ายวางเพลิงเผาทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย ก่อนยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจากคำว่าวันที่ 24 เมษายน 2553 โดยขอเพิ่มเติมข้อความว่า "และโจทก์ยังได้ต่ออายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยโดยเริ่มคุ้มครองวันที่ 24 เมษายน 2553 ครบระยะเวลา 1 ปี ในวันที่ 24 เมษายน 2554 ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังอยู่ในอายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย" ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้บริโภคและดำเนินคดีมาอย่างคดีผู้บริโภค ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ศาลตรวจคำฟ้องของผู้บริโภคด้วยว่า" หากเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" และตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องมานั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลก็อาจมีคำสั่งให้โจทก์นั้นแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ แม้คดีนี้โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเข้ามาเองก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะแก้ไขคำฟ้องในคดีผู้บริโภคที่ขาดสาระสำคัญนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนยิ่งขึ้น และเป็นการขอแก้ไขก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ภายในกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด อีกทั้งปัญหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้อยู่แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์แล้วจะมาแก้ไขให้สมบูรณ์นั้นไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 จึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสองดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "พิเคราะห์แล้วอนุญาต สำเนาให้อีกฝ่าย" ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย และคัดค้านกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง"

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า "หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" ซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้บริโภคและได้ดำเนินคดีนี้มาอย่างคดีผู้บริโภค โดยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลมีอำนาจในการสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้ แม้กรณีดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องมาเองก็ตาม แต่ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ก็ระบุขอเพิ่มเติมฟ้องในข้อ 2 ย่อหน้าที่ 5 จากข้อความว่า "เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 สิ้นสุดวันที่ 24 เมษายน 2553" ขอเพิ่มเติมข้อความต่อไปว่า "และโจทก์ยังได้ต่ออายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยโดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2553 ครบระยะเวลา 1 ปี ในวันที่ 24 เมษายน 2554 ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังอยู่ในอายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในความคุ้มครองตามสัญญาดังกล่าวด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับคู่ฉบับกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จะขอนำเสนอในชั้นพิจารณาต่อไป" จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มีความประสงค์จะทำให้คำฟ้องที่ขาดสาระสำคัญนั้นถูกต้องหรือชัดเจนขึ้น และเป็นการแก้ไขก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้อยู่แล้ว ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งพร้อมคำพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 20 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด
จำเลย — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิโรจน์ อำนวยสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2558
#634175
เปิดฉบับเต็ม

การแก้ไขคำฟ้องในคดีผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า "หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" การที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลย กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2553 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มีคนร้ายวางเพลิงเผาทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย ก่อนยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจากคำว่าวันที่ 24 เมษายน 2553 โดยขอเพิ่มเติมข้อความว่า "และโจทก์ยังได้ต่ออายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยโดยเริ่มคุ้มครองวันที่ 24 เมษายน 2553 ครบระยะเวลา 1 ปี ในวันที่ 24 เมษายน 2554 ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังอยู่ในอายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย" ดังนี้ เมื่อคดีนี้โจทก์เป็นผู้บริโภคและได้ดำเนินคดีนี้มาอย่างคดีผู้บริโภค ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ศาลตรวจคำฟ้องของผู้บริโภคด้วยว่า" หากเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" และตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องมานั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลก็อาจมีคำสั่งให้โจทก์นั้นแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ แม้ในคดีนี้โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเข้ามาเองก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะแก้ไขคำฟ้องในคดีผู้บริโภคที่ขาดสาระสำคัญนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนยิ่งขึ้น และเป็นการขอแก้ไขก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ภายในกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด อีกทั้งปัญหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้อยู่แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์แล้วจะมาแก้ไขให้สมบูรณ์นั้นไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 จึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสองดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามคำร้องที่ขอเพิ่มเติมฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "พิเคราะห์แล้วอนุญาต สำเนาให้อีกฝ่าย" ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย และคัดค้านกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง"

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า "หากศาลเห็นว่าคำฟ้องนั้นไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" ซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้บริโภคและได้ดำเนินคดีนี้มาอย่างคดีผู้บริโภค โดยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลมีอำนาจในการสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้ แม้กรณีดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องมาเองก็ตาม แต่ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ก็ระบุขอเพิ่มเติมฟ้องในข้อ 2 ย่อหน้าที่ 5 จากข้อความว่า "เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 สิ้นสุดวันที่ 24 เมษายน 2553" ขอเพิ่มเติมข้อความต่อไปว่า "และโจทก์ยังได้ต่ออายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยโดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2553 ครบระยะเวลา 1 ปี ในวันที่ 24 เมษายน 2554 ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังอยู่ในอายุสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในความคุ้มครองตามสัญญาดังกล่าวด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับคู่ฉบับกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จะขอนำเสนอในชั้นพิจารณาต่อไป" จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มีความประสงค์จะทำให้คำฟ้องที่ขาดสาระสำคัญนั้นถูกต้องหรือชัดเจนขึ้น และเป็นการแก้ไขก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นได้อยู่แล้ว ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งพร้อมคำพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 20 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโนเบิลเรสเตอท์รองต์ จำกัด
จำเลย — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1194/2558
#627339
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง บัญญัติว่า "...สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว"นั้น หมายความถึงกรณีที่บุคคลได้มาโดยสุจริตซึ่งทรัพยสิทธิอันเดียวกับทรัพยสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น กรณีตามที่โจทก์อ้างเป็นการได้สิทธิประเภทกรรมสิทธิ์ในที่ดินสามยทรัพย์ ส่วนภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิจึงมิใช่การโต้เถียงกันในเรื่องการได้สิทธิในทรัพยสิทธิประเภทเดียวกับสิทธิของบุคคลภายนอกที่ยังไม่จดทะเบียน แต่เป็นกรณีที่มีนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของผู้ขายเดิมอันเป็นสามยทรัพย์ เมื่อผู้ขายเดิมได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์แก่โจทก์แล้ว ภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ ตามป.พ.พ. มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง ซึ่งภาระจำยอมจะสิ้นไปก็แต่เมื่อภาระจำยอมหรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมดหรือมิได้ใช้สิบปี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1397 และ 1399 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าภาระจำยอมได้สิ้นไปแล้วเพราะมิได้ใช้สิบปี จำเลยจึงมีสิทธิฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ จดทะเบียนปลอดภาระจำยอมในที่ดินพิพาทได้ และโจทก์จะยกการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต เป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทสิ้นไปหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีต สิ่งกีดขวางและถมดินปรับสภาพทางให้โจทก์และบริวารสามารถใช้ทางได้ หากจำเลยไม่เปิดทางภาระจำยอม ให้โจทก์จัดหาบุคคลภายนอกรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตและถมดินปรับสภาพเพื่อให้โจทก์และบริวารใช้ทางภาระจำยอมได้สะดวกโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์จดทะเบียนปลอดภาระจำยอม หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ไปจดทะเบียนปลอดภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 128536 และ 131287 ตำบลเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2534 ได้มีการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 110512, 110514, 110517, 140405, 140406 และ 140407 ตำบลเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้สิทธิภาระจำยอมเรื่องทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 128536 และ 131287 ตำบลเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ตามข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 128536 และ 131287 อันมีสิทธิภาระจำยอมติดอยู่ ครั้นวันที่ 25 สิงหาคม 2551 โจทก์ได้ซื้อที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์รวม 6 โฉนดดังกล่าว ปี 2552 จำเลยก่อสร้างรั้วคอนกรีตปิดทางภาระจำยอม ที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์รวม 6 โฉนด เป็นที่ว่างเปล่ายังไม่ได้ทำประโยชน์ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวและไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้ จึงฟ้องจำเลยให้รื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยกข้ออ้างภาระจำยอมสิ้นไปเพราะมิได้ใช้สิบปีขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินสามยทรัพย์เมื่อปี 2551 ขณะที่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอม จำเลยไม่อาจยกข้ออ้างภาระจำยอมสิ้นไปขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้นั้น เห็นว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทาง และได้มีการแบ่งที่ดินบางส่วนเพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์รวม 2 ครั้ง ในปี 2548 และ 2549 ทำให้มีทางสาธารณะจากถนนสุขุมวิทผ่านที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือตรงไปสุดชายทะเลซึ่งโจทก์สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ตลอดแนวถนนสุขุมวิทจนถึงชายทะเลโดยไม่จำต้องผ่านที่ดินพิพาท ประกอบกับโจทก์ไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ซื้อมาเมื่อปี 2551 จนถึงวันฟ้อง นอกจากนี้ที่ดินพิพาทไม่มีสภาพเป็นทางเดินและเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่มีการจดทะเบียนทางภาระจำยอมเมื่อปี 2534 ซึ่งได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดินไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทางภาระจำยอมไว้ที่สารบัญจดทะเบียน ที่ดินพิพาทอยู่หลังรั้วบ้าน แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่าอยู่ตรงจุดใด เนื่องจากยังไม่เคยมีการรังวัด แสดงว่าโจทก์ซื้อที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์โดยไม่ได้ขอดูหรือตรวจสอบหลักฐานที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ว่ามีทางออกสู่ชายทะเลหรือไม่ ทั้งที่มีการซื้อที่ดินหลังจากจำเลยซื้อที่ดินอันเป็นภารยทรัพย์แล้วหลายปี ซึ่งก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยจดทะเบียนปลอดภาระจำยอมให้แก่นายวันดี โดยโจทก์ได้รับค่าตอบแทน ซึ่งต่อมาโจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ไม่มีทางออกสู่ชายทะเลและหมดประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์กับภาระจำยอมสิ้นไปแล้วแต่กลับนำคดีมาฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางภาระจำยอมโดยไม่ประสงค์จะให้เป็นไปเช่นนั้นอย่างแท้จริงดังที่ได้วินิจฉัยถึงเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น พฤติการณ์ของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งกรณีตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง บัญญัติว่า "...สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว"นั้น หมายความถึงกรณีที่บุคคลได้มาโดยสุจริตซึ่งทรัพยสิทธิอันเดียวกับทรัพยสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น กรณีตามที่โจทก์อ้างเป็นการได้สิทธิประเภทกรรมสิทธิ์ในที่ดินสามยทรัพย์ ส่วนภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิจึงมิใช่การโต้เถียงกันในเรื่องการได้สิทธิในทรัพยสิทธิประเภทเดียวกับสิทธิของบุคคลภายนอกที่ยังไม่จดทะเบียน แต่เป็นกรณีที่มีนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของผู้ขายเดิมอันเป็นสามยทรัพย์ เมื่อผู้ขายเดิมได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์แก่โจทก์แล้ว ภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง ซึ่งภาระจำยอมจะสิ้นไปก็แต่เมื่อภาระจำยอมหรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมดหรือมิได้ใช้สิบปี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1397 และ 1399 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภาระจำยอมได้สิ้นไปแล้วเพราะมิได้ใช้สิบปี จำเลยจึงมีสิทธิฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ จดทะเบียนปลอดภาระจำยอมในที่ดินพิพาทได้ และโจทก์จะยกการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต เป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ให้ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทสิ้นไปหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1393 วรรคหนึ่ง ม. 1397 ม. 1399
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภกิจ พัชราภรณ์
จำเลย — นางวิภากร วทัญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2558
#574885
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องว่า การส่งหมายของพนักงานเดินหมายด้วยวิธีปิดหมาย กฎหมายกำหนดให้ระยะเวลามากขึ้นเพิ่มเติมออกไปอีก 15 วัน เมื่อเจ้าพนักงานส่งหมายเรียกคดีมโนสาเร่ให้แก่จำเลยโดยวิธีการปิดหมายวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 กรณีจึงต้องให้ระยะเวลาแก่จำเลยสามารถยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ตามที่ระบุในหมายเรียก ศาลมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโดยให้โจทก์นำพยานเข้าสืบไปฝ่ายเดียว และรอฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว เท่ากับจำเลยอ้างว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความ จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 มิใช่คำร้องเพื่อขอใช้สิทธิ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 ตรี จัตวา และเบญจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ก่อนวันนัดพิจารณาเพียง 13 วัน การปิดหมายยังไม่มีผล แต่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 อันเป็นวันนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและพิจารณาพิพากษาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งและอนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ โดยให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งจำเลยได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว จำเลยจะต้องมาให้การในวันนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 การที่ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำพิพากษาจึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และไม่มีเหตุให้พิจารณาคดีใหม่ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำร้องของจำเลยเป็นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องว่า การส่งหมายของพนักงานเดินหมายด้วยวิธีปิดหมาย กฎหมายกำหนดให้ระยะเวลามากขึ้นเพิ่มเติมออกไปอีก 15 วัน เมื่อมีการปิดหมายวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 กรณีจึงต้องให้ระยะเวลาแก่จำเลยสามารถยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ตามที่ระบุในหมายเรียก ศาลมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโดยให้โจทก์นำพยานเข้าสืบไปฝ่ายเดียว และรอฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว เท่ากับจำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานส่งหมายเรียกคดีมโนสาเร่ให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งการส่งหมายโดยวิธีการดังกล่าวจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดสิบห้าวันได้ล่วงพ้นไปแล้วนับตั้งแต่เวลาที่หมายเรียกคดีมโนสาเร่ได้ปิดไว้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยให้โจทก์นำพยานเข้าสืบไปฝ่ายเดียว และรอฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการยกข้ออ้างว่าการส่งหมายเรียกคดีมโนสาเร่ให้แก่จำเลยยังไม่มีผลใช้ได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความ คำร้องของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 มิใช่คำร้องเพื่อขอใช้สิทธิ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 ตรี จัตวา และเบญจ ดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเกินกว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลเหตุแห่งข้ออ้างนั้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 199 จัตวา ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเซีย อินเตอร์ เม็ททัล จำกัด
จำเลย — นายจีรัชญ์กร จิรนันท์จิราธิป
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2558
#580051
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 176 มิได้หมายความว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้วจึงพิพากษาคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจนเป็นที่น่าพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 ดังนี้ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 289, 334, 371

ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4),334, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 50 บาท รวมทุกกระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ให้จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษอื่นแล้วเป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และมาตรา 195 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 มิได้หมายความว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว จึงพิพากษาคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจนเป็นที่น่าพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ดังนี้ จำเลยก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด และปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัย อุทธรณ์จำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมโทษอื่นแล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 6 เดือนและปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอัมพร นิ่มคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายขจรธรรม ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2558
#635358
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 176 มิได้หมายความว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว จึงพิพากษาคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจนเป็นที่น่าพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 ดังนี้ จำเลยก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด และปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า ก่อนทำการฆ่า ผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ พฤติการณ์ที่จำเลยกับผู้ตายเล่นการพนันและทะเลาะวิวาทกันขณะจำเลยเมาสุรานั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ความโกรธจะมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่สภาพจิตของแต่ละคน แต่การที่จำเลยออกจากที่เกิดเหตุแล้วกลับมาอีกครั้งใช้เวลาประมาณ 5 นาที พร้อมอาวุธมีด แสดงว่าจำเลยโกรธมากในการทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย ระยะเวลาที่เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงนั้น โอกาสที่จำเลยจะได้คิดไตร่ตรองทบทวนไว้ก่อนย่อมมีน้อย การที่จำเลยกลับมายังที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายในเวลาต่อเนื่องกัน จึงไม่พอรับฟังว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 289, 334, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 334, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธไปเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 50 บาท รวมทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษอื่นแล้วเป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยและนายพันธ์ศักดิ์ ผู้ตาย ร่วมกันเล่นพนันไฮโลอยู่ที่บ้านเลขที่ 526/39 ในชุมชนแฟลตกระป๋อง กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ร่วมเล่นประมาณ 5 คน เล่นกันจนกระทั่งเวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยมีอาการเมาสุราและเสียพนันติดหนี้พนันผู้ตาย 1,000 บาทเศษ แต่จำเลยไม่มีเงินจ่ายหนี้และทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย จำเลยบอกกับผู้ตายว่า "กูมีแต่ลูกปืนจะเอามั้ย" แล้วจำเลยเดินออกจากบ้านไปและขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านพักของจำเลยซึ่งเป็นบ้านไม่มีเลขที่อยู่ในชุมชนแฟลตกระป๋องห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 120 เมตร เพื่อไปเอาอาวุธมีดและขับรถจักรยานยนต์กลับมาที่วงพนันไฮโลที่ยังเล่นกันอยู่ใช้เวลาไปกลับประมาณ 5 นาที โดยจำเลยใส่เสื้อแขนยาวลายพรางทหารสวมทับเสื้อตัวเดิมมาด้วยและจำเลยซ่อนอาวุธมีดไว้ภายในแขนเสื้อดังกล่าว จำเลยพูดขึ้นว่า "ใครจะรับจำนำรถมั้ย" แต่คนในวงพนันไฮโลไม่ได้ตอบอะไร จากนั้นจำเลยหยิบอาวุธมีดออกจากแขนเสื้อแล้วเข้าไปจะใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย นายจีรวัฒน์ ผู้เล่นพนันไฮโลซึ่งอยู่ใกล้กับผู้ตายใช้มือจับแขนจำเลยข้างที่ถืออาวุธมีดไว้และพยายามปัดอาวุธมีดทิ้ง นายจีรวัฒน์เสียหลักล้มลง จำเลยจึงใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่บริเวณแก้มด้านล่างข้างขาว 1 ครั้ง แล้วจำเลยดึงคอเสื้อผู้ตายขึ้นมาโดยมีสร้อยคอทองคำของผู้ตายติดมาด้วย ผู้ตายพูดกับจำเลยว่า "มึงจะปล้นกูเลยเหรอ" จำเลยก็ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายถูกบริเวณลำคอจนผู้ตายล้มลงกับพื้น เป็นเหตุให้เส้นเลือดแดงใหญ่ที่คอของผู้ตายฉีกขาดและถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยลักเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น ที่ขาดออกติดมือจำเลยมาเพียงบางส่วนพร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ ของผู้ตาย แล้วหลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ในสภาพที่มีรอยเลือดติดอยู่ตามเสื้อผ้า จำเลยรับในชั้นจับกุมว่านำอาวุธมีดที่ใช้แทงผู้ตายไปซ่อนไว้ในอ่างบัวหน้าบ้านเลขที่ 526/31 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจึงยึดไว้เป็นของกลาง และจำเลยนำสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองไปซ่อนไว้ในถังขยะหน้าบ้านพักจำเลย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และลักทรัพย์ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เจ้าพนักงานตำรวจนำชี้สถานที่เกิดเหตุไว้

จำเลยไม่สืบพยาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และมาตรา 195 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 มิได้หมายความว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว จึงพิพากษาคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจนเป็นที่น่าพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ดังนี้ จำเลยก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด และปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อสองว่า จำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาโจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่า การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า ก่อนทำการฆ่า ผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ พฤติการณ์ที่จำเลยกับผู้ตายเล่นการพนันและทะเลาะวิวาทกันขณะจำเลยเมาสุรานั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ความโกรธจะมากน้อยเพียงใด ก็แล้วแต่สภาพจิตของแต่ละคน แต่การที่จำเลยออกจากที่เกิดเหตุแล้วกลับมาอีกครั้งใช้เวลาประมาณ 5 นาที พร้อมอาวุธมีด แสดงว่าจำเลยโกรธมากในการทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย ระยะเวลาที่เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงนั้น โอกาสที่จำเลยจะได้คิดไตร่ตรองทบทวนไว้ก่อนย่อมมีน้อยการที่จำเลยกลับมายังที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายในเวลาต่อเนื่องกัน จึงไม่พอรับฟังว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อสุดท้ายที่ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำต่อผู้ตายอย่างอุกอาจ และแทงผู้ตายหลายครั้งอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้อื่นหลายคน โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุก 20 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น ยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมโทษอื่นแล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 6 เดือนและปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอัมพร นิ่มคง
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1174/2558
#627362
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 317 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพรากซึ่งหมายถึงการพาไปเสียประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปดื่มเบียร์กับ ส. ภริยาจำเลยจนเมาไม่ได้สติ ส. พาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปส่งที่บ้าน แต่ ด. ยายของผู้เสียหายที่ 1 ให้ ส. พาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปเพราะเกรงว่าผู้เสียหายที่ 1 จะถูกลงโทษ ส. จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปนอนที่แคร่หน้าห้องนอนของจำเลยและ ส. เมื่อจำเลยกลับถึงบ้านเห็นผู้เสียหายที่ 1 นอนหลับอยู่บนแคร่จึงกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมิได้กระทำการอันเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้ดูแล คงมีแต่เจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น แม้หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่แคร่แล้ว จำเลยจะอุ้มผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปกระทำชำเราในห้องนอนของบุตรสาวจำเลยซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันอีก 2 ครั้ง ก็ไม่เป็นการกระทำที่เป็นการพรากตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเพราะมิได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอีก และถือไม่ได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนายสายชล ผู้เสียหายที่ 2 ผู้แทนเฉพาะคดี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 2,000 บาท และค่าเสียหาย 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 202,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 2,000 บาท และค่าเสียหาย 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2556 จนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 10 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 5 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 202,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 283 ทวิ วรรคสองด้วย ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหมายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาซึ่งศาลชั้นต้นลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลย 9 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 21 เมษายน 2544 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 11 ปีเศษ อยู่ในความดูแลของนายสายชล ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ต่างบิดา ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ก่อนเกิดเหตุนางสมนึก ภริยาจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปดื่มเบียร์จนเมาไม่ได้สติ นางสมนึกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้าน แต่นางดำยายของผู้เสียหายที่ 1 เกรงว่าผู้เสียหายที่ 1 จะถูกนายชื่น ซึ่งเป็นตาลงโทษ จึงให้นางสมนึกพาผู้เสียหายที่ 1 กลับไป นางสมนึกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปนอนที่แคร่หน้าห้องนอนในบ้านของตนแล้วไปดื่มสุรากับพวก จำเลยกลับมาถึงบ้านพบผู้เสียหายที่ 1 นอนหลับอยู่บนแคร่จึงกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วอุ้มผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องนอนของบุตรสาว จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่อีก 2 ครั้ง สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพรากซึ่งหมายถึงการพาไปเสียประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปดื่มเบียร์กับนางสมนึกภริยาจำเลยจนเมาไม่ได้สติ นางสมนึกพาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปส่งที่บ้าน แต่นางดำยายของผู้เสียหายที่ 1 ให้นางสมนึกพาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปเพราะเกรงว่าผู้เสียหายที่ 1 จะถูกลงโทษ นางสมนึกจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปนอนที่แคร่หน้าห้องนอนของจำเลยและนางสมนึก เมื่อจำเลยกลับถึงบ้านเห็นผู้เสียหายที่ 1 นอนหลับอยู่บนแคร่จึงกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมิได้กระทำการอันเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้ดูแล คงมีแต่เจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น แม้หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่แคร่แล้ว จำเลยจะอุ้มผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปกระทำชำเราในห้องนอนของบุตรสาวจำเลยซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันอีก 2 ครั้ง ก็ไม่เป็นการกระทำที่เป็นการพรากตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเพราะมิได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอีก และถือไม่ได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสาม ม. 283 ทวิ ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนายสายชล ผู้แทนเฉพาะคดีกับพวก
จำเลย — นายไพฑูรย์หรือขอน งามพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2558
#583713
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป และพาผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี โดยผู้ร้องที่ 1 ไม่ยินยอม และเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการค้ามนุษย์ ตามคำฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่าผู้เสียหายในคดีอาญาตามฟ้องโจทก์คือ ผู้ร้องที่ 1 ไม่ใช่ผู้ร้องที่ 2 เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องได้ ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อหาดังกล่าว ในส่วนของผู้ร้องที่ 1 นั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องที่ 1 สมัครใจยินยอมที่จะร่วมประเวณีกับลูกค้าชายที่เข้ามาเที่ยวร้าน ต. คาราโอเกะของจำเลยที่ 1 มิใช่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวงก็ตาม แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอมก็เป็นความผิด ทั้งเป็นความผิดที่กระทำต่อผู้ร้องที่ 1 แม้ผู้ร้องที่ 1 จะยินยอมก็เป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283, 283 ทวิ, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายบุญเลิศ ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงินคนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 14 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่ออนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองคนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มีผู้ร้องที่ 1 เบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวนความว่า ในช่วงปลายปี 2554 นางสาวอรวรรณ์ พาผู้ร้องที่ 1 ไปสมัครงานที่ร้าน ต. คาราโอเกะ กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน จำเลยที่ 1 บอกให้ผู้ร้องที่ 1 ไปนั่งกับลูกค้าทำตัวให้ดีๆ ต่อมาในช่วงดึกลูกค้าชายเข้าไปคุยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 มาบอกให้ผู้ร้องที่ 1 ออกไปกับลูกค้า จากนั้นลูกค้าพาผู้ร้องที่ 1 ไปร่วมประเวณีที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งแล้วพาผู้ร้องที่ 1 กลับมาส่งที่ร้าน ในวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 500 บาท เป็นค่าตอบแทนที่ผู้ร้องที่ 1 ออกไปกับลูกค้า ซึ่งผู้ร้องที่ 1 เบิกความต่อเนื่องเป็นลำดับถึงพฤติการณ์ที่ผู้ร้องที่ 1 ออกไปร่วมประเวณีกับลูกค้าชายที่มาใช้บริการที่ร้าน โดยได้รับเงินค่าตอบแทนจากลูกค้า จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่ออนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นยินยอม กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ซึ่งมาตรา 2 (4) ให้ความหมายของคำว่า "ผู้เสียหาย" ว่า หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 คดีนี้โจทก์ฟ้องตอนต้นว่า จำเลยที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป และพาผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี โดยผู้ร้องที่ 1 ไม่ยินยอมและเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการค้ามนุษย์ ตามคำฟ้องตอนต้นของโจทก์จะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายในคดีอาญาตามฟ้องโจทก์คือ ผู้ร้องที่ 1 ไม่ใช่ผู้ร้องที่ 2 เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องได้ ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อหาดังกล่าว ในส่วนของผู้ร้องที่ 1 นั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องที่ 1 สมัครใจยินยอมที่จะร่วมประเวณีกับลูกค้าชายที่เข้ามาเที่ยวในร้าน ต. คาราโอเกะของจำเลยที่ 1 มิใช่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวง แม้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เกิดจากความสมัครใจยินยอมของผู้ร้องที่ 1 ก็ตาม แต่ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอมก็เป็นความผิด ทั้งเป็นความผิดที่กระทำต่อผู้ร้องที่ 1 แม้ผู้ร้องที่ 1 จะยินยอมก็เป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จำเลยที่ 1 จึงทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
เด็กหญิง ช. โดยนายบุญเลิศ
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นางหอมหวล ศรีอินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางปิยะลักษณ์ บุญญกูล สมดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา