คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2183/2558
#598051
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องโจทก์กล่าวบรรยายว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนตาลได้สอบสวนแล้ว และได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นผู้สอบสวนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงและการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นเพียงการกล่าวบรรยายฟ้องเพื่อให้ทราบว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมีการสอบสวนแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านต้า อนุมัติให้จัดจ้างพวกของจำเลยกำจัดขยะในเขตเทศบาลตำบลบ้านต้า ด้วยการทำสัญญาจ้างเหมานายไสว เป็นผู้รับจ้างกำจัดขยะตกลงค่าจ้างเหมาเป็นเงิน 120,000 บาท จ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วนายไสวเป็นพวกของจำเลย ไม่มีที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ และไม่มีเครื่องจักรกล อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการกำจัดขยะ ทั้งไม่ได้เป็นผู้เก็บขยะและฝังกลบ แต่จำเลยใช้พนักงานของเทศบาลเป็นผู้เก็บขยะและฝังกลบในที่ดินของนายออน บิดาจำเลย แล้วเบิกจ่ายเงินค่าจ้างเหมากำจัดขยะดังกล่าวมาเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลตำบลบ้านต้าหรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และระหว่างที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านต้า อนุมัติให้จัดจ้างกำจัดขยะในเขตเทศบาลตำบลบ้านต้า ด้วยการทำสัญญาจ้างเหมา นายไสวเป็นผู้รับจ้างกำจัดขยะ ตกลงค่าจ้างเหมาเป็นเงิน 120,000 บาท จ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วนายไสวเป็นพวกของจำเลย ไม่มีที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ และไม่มีเครื่องจักรกล อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการกำจัดขยะ ทั้งไม่ได้เป็นผู้เก็บขยะฝังกลบ แต่จำเลยใช้พนักงานของเทศบาลเป็นผู้เก็บขยะและฝังกลบในที่ดินของนายออน แล้วเบิกจ่ายเงินค่าจ้างเหมากำจัดขยะดังกล่าวมาเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลตำบลบ้านต้าหรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลต้า อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2061/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2061/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านต้า อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2550 ทำหน้าที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบการบริหารราชการในกิจการของเทศบาลตำบลบ้านต้าให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ มีอำนาจหน้าที่สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลตำบลบ้านต้า เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างเทศบาล และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยงานการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 และระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 จำเลยมีคำสั่งอนุมัติให้จัดจ้างนายไสว เป็นผู้รับจ้างกำจัดขยะในเขตเทศบาลตำบลบ้านต้า ประจำปีงบประมาณ 2549 และ 2550 ตามลำดับ โดยวิธีพิเศษตามใบเสนอราคาที่นายไสวได้ยื่นเสนอไว้ก่อนแล้วเพียงรายเดียว ตกลงค่าจ้างเหมาปีละ 120,000 บาท ชำระค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท และเทศบาลตำบลบ้านต้าได้ตั้งฎีกาเบิกเงินค่าจ้างชำระแก่นายไสวตามข้อตกลงจนครบถ้วน ต่อมานายณรงค์ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านต้าตำแหน่งประธานสภาเทศบาลตำบลกับพวกซึ่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านต้า ตรวจสอบพบว่านายไสวประกอบอาชีพเป็นช่างตัดผม ไม่มีเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ในการกำจัดขยะ ไม่มีที่ดินเป็นของตน ไม่มีศักยภาพในการเป็นผู้รับจ้างกำจัดขยะ และลายมือชื่อนายไสวผู้รับเงินค่าจ้างในฎีกามีข้อพิรุธ และยังพบว่าจำเลยสั่งให้พนักงานของเทศบาลตำบลบ้านต้าทำการเก็บขยะไปทิ้ง นำรถของเทศบาลไปขุดตักบ่อขยะและฝังกลบในที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ ของนายออน บิดาของจำเลย โดยนายไสวไม่ให้ดำเนินการใด ๆ แล้วจำเลยมอบหมายให้พนักงานเทศบาลตำบลบ้านต้าไปรับเช็คค่ากำจัดขยะของนายไสว นำไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วมอบให้จำเลย นายณรงค์กับพวกจึงร้องเรียนกล่าวโทษจำเลยต่อนายอำเภอขุนตาล จากนั้นจึงกล่าวโทษจำเลยต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้วส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการสอบสวนดำเนินคดีจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องโจทก์กล่าวบรรยายว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนตาลได้สอบสวนแล้ว และได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นผู้สอบสวนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงและการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นเพียงการกล่าวบรรยายฟ้องเพื่อให้ทราบว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมีการสอบสวนแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 120 ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นายเฉลิมพันธุ์ คำแผ่นไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายนิติธร ภาระจำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชลอ บุณยเนตร
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2183/2558
#636177
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ถือเป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว บุคคลผู้พบเหตุความผิดดังกล่าวมีอำนาจที่จะกล่าวโทษผู้กระทำความผิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดได้ และพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดได้โดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กล่าวโทษเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121

จำเลยมีตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบล บ. เป็นผู้บริหารท้องถิ่น ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่บังคับใช้อยู่ใน ขณะเกิดเหตุความผิดคดีนี้ แต่ตำแหน่งของจำเลยเป็นเพียงผู้บริหารท้องถิ่นมิใช่บุคคลที่เป็นข้าราชการการเมืองอื่นตามมาตรา 66 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะทำการไต่สวนข้อเท็จจริงและลงมติชี้มูลความผิดส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกล่าวโทษจำเลยว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงต้องบังคับตามมาตรา 84 ที่ให้ผู้กล่าวหายื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือตามมาตรา 89 ที่ให้ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการตามมาตรา 88 เมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ และการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ทั้งได้ความจากพันตำรวจโท ว. ว่ากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ได้รับสำนวนการสอบสวนมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. อันเข้าลักษณะเป็นกรณีตามมาตรา 84, 88 และ 89 ประกอบประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 ข้อ 6 ดังนั้นพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการย่อมมีอำนาจดำเนินการสอบสวนคดีความผิดนี้ โดยมิพักต้องคำนึงถึงอำนาจของพนักงานสอบสวนในการรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ

แม้คำฟ้องโจทก์กล่าวบรรยายว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ข. ได้สอบสวนแล้ว และได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นผู้สอบสวนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงและการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นเพียงการกล่าวบรรยายฟ้องเพื่อให้ทราบว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมีการสอบสวนแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2061/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2061/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านต้า อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2550 ทำหน้าที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบการบริหารราชการในกิจการของเทศบาลตำบลบ้านต้าให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ มีอำนาจหน้าที่สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลตำบลบ้านต้า เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างเทศบาล และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยงานการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 และระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 จำเลยมีคำสั่งอนุมัติให้จัดจ้างนายไสว เป็นผู้รับจ้างกำจัดขยะในเขตเทศบาลตำบลบ้านต้า ประจำปีงบประมาณ 2549 และ 2550 ตามลำดับ โดยวิธีพิเศษตามใบเสนอราคาที่นายไสวได้ยื่นเสนอไว้ก่อนแล้วเพียงรายเดียว ตกลงค่าจ้างเหมาปีละ 120,000 บาท ชำระค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท และเทศบาลตำบลบ้านต้าได้ตั้งฎีกาเบิกเงินค่าจ้างชำระแก่นายไสวตามข้อตกลงจนครบถ้วน ต่อมานายณรงค์ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านต้าตำแหน่งประธานสภาเทศบาลตำบลกับพวกซึ่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านต้า ตรวจสอบพบว่านายไสวประกอบอาชีพเป็นช่างตัดผม ไม่มีเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ในการกำจัดขยะ ไม่มีที่ดินเป็นของตน ไม่มีศักยภาพในการเป็นผู้รับจ้างกำจัดขยะ และลายมือชื่อนายไสวผู้รับเงินค่าจ้างในฎีกามีข้อพิรุธ และยังพบว่าจำเลยสั่งให้พนักงานของเทศบาลตำบลบ้านต้าทำการเก็บขยะไปทิ้ง นำรถของเทศบาลไปขุดตักบ่อขยะและฝังกลบในที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ ของนายออน บิดาของจำเลย โดยนายไสวไม่ให้ดำเนินการใด ๆ แล้วจำเลยมอบหมายให้พนักงานเทศบาลตำบลบ้านต้าไปรับเช็คค่ากำจัดขยะของนายไสว นำไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วมอบให้จำเลย นายณรงค์กับพวกจึงร้องเรียนกล่าวโทษจำเลยต่อนายอำเภอขุนตาล จากนั้นจึงกล่าวโทษจำเลยต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้วส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการสอบสวนดำเนินคดีจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้มิได้กระทำโดยผู้เสียหายที่แท้จริง เป็นการร้องทุกข์โดยมิชอบนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามข้ออ้างของจำเลยว่า นายณรงค์ นายบุญยอม นายบุญมา และนายมูล ผู้ร้องเรียนกล่าวโทษจำเลยต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการจะเป็นเพียงสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านต้า มิใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเทศบาลตำบลบ้านต้า และไม่ได้รับมอบอำนาจจากนายกเทศมนตรีตำบลบ้านต้าหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกเทศมนตรีให้เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยก็ตาม แต่ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ถือเป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว บุคคลผู้พบเหตุความผิดดังกล่าวมีอำนาจที่จะกล่าวโทษผู้กระทำความผิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดได้ และพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดได้โดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กล่าวโทษเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ มีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านต้า เป็นผู้บริหารท้องถิ่น ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุความผิดคดีนี้ แต่ตำแหน่งของจำเลยเป็นเพียงผู้บริหารท้องถิ่นมิใช่บุคคลที่เป็นข้าราชการการเมืองอื่นตามมาตรา 66 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะทำการไต่สวนข้อเท็จจริงและลงมติชี้มูลความผิดส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกล่าวโทษจำเลยว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงต้องบังคับตามมาตรา 84 ที่ให้ผู้กล่าวหายื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือตามมาตรา 89 ที่ให้ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการตามมาตรา 88 เมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ และการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ทั้งได้ความจากพันตำรวจโทวิสุทธิ์ ว่ากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ได้รับสำนวนการสอบสวนมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. อันเข้าลักษณะเป็นกรณีตามมาตรา 84, 88 และ 89 ประกอบประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 ข้อ 6 ดังนั้น พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการย่อมมีอำนาจดำเนินการสอบสวนคดีความผิดนี้ โดยมิพักต้องคำนึงถึงอำนาจของพนักงานสอบสวนในการรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษของนายณรงค์กับพวกดังข้อต่อสู้ของจำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องโจทก์กล่าวบรรยายว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนตาลได้สอบสวนแล้ว และได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นผู้สอบสวนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงและการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นเพียงการกล่าวบรรยายฟ้องเพื่อให้ทราบว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมีการสอบสวนแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 120 ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121 ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 66 ม. 84 ม. 88 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นายเฉลิมพันธุ์ คำแผ่นไชย
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2164/2558
#583688
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประมูลซื้อที่ดินของจำเลยจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยโจทก์เสนอราคาสูงสุด และได้ชำระเงินมัดจำและราคาบางส่วนรวมแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองและทำประโยชน์ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังครอบครองที่ดินอยู่ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว และโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลและได้ชำระราคาแล้วบางส่วนมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระราคาไปจนกว่าคดีที่จำเลยที่ 1 ร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทถึงที่สุด ก็เพียงก่อสิทธิแก่โจทก์ว่าโจทก์ยังจะมีสิทธิเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลให้สำเร็จลุล่วงต่อไปเท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ชำระราคาค่าซื้อทรัพย์สินตามเงื่อนไขการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 เพราะโจทก์อาจผิดสัญญาการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ทำให้การขายทอดตลาดไม่สำเร็จได้ โจทก์ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 124888 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเดี่ยวเลขที่ 144/3 บนที่ดินดังกล่าวและส่งมอบแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเนื่องจากขาดประโยชน์จำนวน 129,000 บาท และอีกเดือนละ 30,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทและส่งมอบคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงไม่สืบพยาน ขอให้ศาลวินิจฉัยคดีไปตามคำฟ้อง และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระหว่างพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลและได้ชำระราคาแล้วบางส่วนมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระราคาไปจนกว่าคดีที่จำเลยที่ 1 ร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทถึงที่สุด ก็เพียงก่อสิทธิแก่โจทก์ว่าโจทก์ยังจะมีสิทธิเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลให้สำเร็จลุล่วงต่อไปเท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ชำระราคาค่าซื้อทรัพย์สินตามเงื่อนไขการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 เพราะโจทก์อาจผิดสัญญาการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ทำให้การขายทอดตลาดไม่สำเร็จได้ โจทก์ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในปัญหาอื่นต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกังวาลชัย งามวิไลดี
จำเลย — นางนิภา ปริญญโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุพจน์ หนูเกลี้ยง
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2161/2558
#627366
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตาม ป.พ.พ. มาตรา 194 และมาตรา 214 แต่เมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตายกฎหมายคุ้มครองให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น ตามมาตรา 1734 และมาตรา 1738 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าหนี้จะไปบังคับเอาจากทรัพย์สินของบุคคลอื่นไม่ได้ การที่ทายาทของลูกหนี้จะต้องรับผิดทั้งสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้ามรดกก็เพื่อให้เจ้าหนี้มีทางได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น ไม่ทำให้ทายาทนั้นต้องรับผิดชดใช้จากทรัพย์สินส่วนตัวด้วย หากทายาทรับทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายไปแล้วก็เพียงให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทได้รับไปตามมาตรา 1601 และมาตรา 1738 วรรคสอง โดยยังถือว่าทรัพย์สินที่ได้รับไปนั้นเป็นกองมรดกอยู่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ผู้เป็นเจ้าหนี้กองมรดกฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นทายาทรับผิดในค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ตายเจ้ามรดกกระทำละเมิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น มิได้ฟ้องให้จำเลยต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิบังคับคดีเฉพาะทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายฤกษ์ชัย ผู้ตาย (ผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่) ชำระเงิน 286,446 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,741.32 บาท ทั้งนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสี่ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดพิจิตรไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3424 ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสี่ คดีอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี และสั่งปล่อยทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการบังคับคดีที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3424 ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสี่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ได้รับชำระหนี้จึงชอบที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ แม้ตามคำพิพากษาให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน แต่มิได้หมายความว่าจะมีสิทธิบังคับคดีเอาเฉพาะทรัพย์สินของผู้ตายที่จำเลยได้รับมาเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลย ทั้งไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสี่จะต้องพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของผู้ตายด้วยหรือไม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 12622 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่งที่ตกได้แก่จำเลยและส่วนที่เหลือจากจำเลยแบ่งขายไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ยึดไว้แล้วแต่มีมูลค่าน้อยไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า แม้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194 และมาตรา 214 แต่เมื่อลูกหนี้ถึงแก่ความตายกฎหมายคุ้มครองให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น ตามมาตรา 1734 และมาตรา 1738 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าหนี้จะไปบังคับเอาจากทรัพย์สินของบุคคลอื่นไม่ได้ การที่ทายาทของลูกหนี้จะต้องรับผิดทั้งสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้ามรดกก็เพื่อให้เจ้าหนี้มีทางได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น ไม่ทำให้ทายาทนั้นต้องรับผิดชดใช้จากทรัพย์สินส่วนตัวด้วย หากทายาทรับทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายไปแล้วก็เพียงให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทได้รับไปตามมาตรา 1601 และมาตรา 1738 วรรคสอง โดยยังถือว่าทรัพย์สินที่ได้รับไปนั้นเป็นกองมรดกอยู่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ผู้เป็นเจ้าหนี้กองมรดกฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นทายาทรับผิดในค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ตายเจ้ามรดกกระทำละเมิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น มิได้ฟ้องให้จำเลยต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิบังคับคดีเฉพาะทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 214 ม. 1734 ม. 1738 ม. 1601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกปณิธาน โชติวิสุทธิ์ กับพวก
นางศิริพร วุฒิ ในฐานะทายาทโดยธรรม
จำเลย — ของนายฤกษ์ชัย วุฒิ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2158/2558
#580405
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดพิพาทและจำเลยเช่าพื้นที่ห้องชุดดังกล่าวบางส่วนจากโจทก์ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาเช่า ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลย เป็นการฟ้องอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าและในฐานะเจ้าของห้องชุดพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 538 แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้อง และมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยยังคงอาศัยในห้องชุดพิพาทได้ ไม่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดออกไปจากห้องชุดเลขที่ 11/17 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 9 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2536 ตำบลบางพัง (สีกัน), บ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9104 และ 9108 ตำบลบางพัง (สีกัน), บ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระรวมเป็นเงิน 56,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องชุด พร้อมทั้งส่งมอบห้องชุดคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องชุดเลขที่ 11/17 ชั้นที่ 1 อาคารชุดที่ 9 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2536 ตำบลบางพัง (สีกัน), บ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2551) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องพิพาท พร้อมส่งมอบห้องพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ฟ้องและนำสืบเรื่องการติดตามเอาทรัพย์คืน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในห้องชุดพิพาทต่อไป และได้บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกไปแล้วจำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ไม่มีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดมาแสดง โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งฉบับ โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นเจ้าของห้องชุดพิพาท เลขที่ 11/17 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 9 ชื่ออาคารชุดป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ครูเมืองทอง ตำบลบางพัง (สีกัน), บ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และจำเลยเช่าพื้นที่ห้องชุดดังกล่าวบางส่วนจากโจทก์ ต่อมาผิดสัญญาเช่า โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยออกจากห้องชุดพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลย เห็นได้ว่า นอกจากโจทก์จะอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ยังอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของห้องชุดพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดพิพาท จำเลยอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทโดยไม่มีสัญญาเช่าแต่อยู่โดยอาศัยสิทธิจากโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในห้องชุดพิพาทต่อไป จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยออกจากห้องชุดพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย กรณีเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 538 แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้อง และศาลมีอำนาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยยังคงอาศัยในห้องชุดพิพาทโดยโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ห้องชุดพิพาทตามที่เห็นสมควร กรณีจึงไม่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมานั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าไม่เกินสองแสนบาท และฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จำนวน 56,000 บาท และมีคำขอให้ชำระค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 1,120 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคตอีก 100 บาท รวม 1,220 บาท ส่วนในชั้นฎีกาเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และค่าเสียหายในอนาคต ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 200 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคตอีก 100 บาท รวม 300 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 3,120 บาท เกินไป 1,900 บาท และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามา 533 บาท เกินไป 233 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์และจำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,900 บาท แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 233 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพเยีย ทรัพย์ชูแสง
จำเลย — นางสาวบุญจิรา โชติการณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุวัตร์ สุขเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกิติยาภรณ์ อาตมียะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125 -ที่ 2126/2558
#582979
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมอันมีผลเกี่ยวถึงทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมดังกล่าว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาลซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3,000,000 บาท จากการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดดาบฟันทำร้ายร่างกายที่คอ ศีรษะและลำตัวของโจทก์ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ต้องพิการทุพพลภาพไปตลอดชีวิต ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เยาว์ผู้กระทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ที่ทำละเมิดต้องร่วมรับผิดด้วย ต่อมาในระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งสามตกลงรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท ภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2555 หากจำเลยทั้งสามผิดนัด ยินยอมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามได้ทันที โจทก์และจำเลยทั้งสามต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องเงิน ทรัพย์สินหรือสิทธิใด ๆ ต่อกันทั้งในทางแพ่งและทางอาญา โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอบอกล้างนิติกรรมการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอบอกเลิกความยินยอมที่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 บอกล้างนิติกรรมสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 3 บอกเลิกความยินยอมที่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในชั้นอุทธรณ์ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยในวันดังกล่าวโจทก์บรรลุนิติภาวะแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้เยาว์มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและศาลชั้นต้นไม่เป็นศาลเยาวชนและครอบครัว ทั้งไม่ได้รับการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ เห็นว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นนิติกรรมอันมีผลเกี่ยวถึงทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาลซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายและเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาได้ความดังว่ามานี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
นายอมรเทพ เชื้อดี
โจทก์ — โดยนางพิมพ์ ศรนุวัต ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายอัครยา มุกดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ธีระพงศ์ จิระภาค
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2558
#579969
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องบังคับคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 867 วรรคหนึ่ง หมายถึงกรณีผู้เอาประกันภัยฟ้องบังคับผู้รับประกันภัยให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา หรือกรณีที่ผู้รับประกันภัยฟ้องบังคับเอาเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยฟ้องจำเลยทั้งสามผู้ขนส่งให้ร่วมกันรับผิดเนื่องจากสินค้าของผู้เอาประกันภัยเสียหายระหว่างการขนส่งของจำเลยและโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วเข้ารับช่วงสิทธิฟ้องร้องจำเลยทั้งสามโดยอาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 ได้ กรณีมิใช่เป็นการฟ้องบังคับคดีตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวอันจะตกอยู่ภายใต้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 867 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ชนะการประมูลในการขนส่งสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 1 กิโลกรัม เมื่อสินค้าหนัก 528.40 กิโลกรัม จำเลยที่ 1 จึงจำกัดความรับผิดไว้เพียงจำนวน 528.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เมื่อปรากฏว่าใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจำกัดจำนวนความรับผิดไว้ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องจำกัดความผิดไว้ตามที่ระบุไว้รวมเป็นเงิน 10,568 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดจากการขนส่งดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 8,244,027.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,838,161 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 528.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ชำระเงินคนละ 10,568 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยทั้งสามจะชำระเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยการขนส่งสินค้าของผู้เอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยได้สั่งซื้อสินค้า Ultra High Resolution Scanning Acoustic Microscope จากผู้ขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในราคา 175,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้เงื่อนไข FOB จำเลยทั้งสามเป็นผู้ขนส่งสินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทยโดยสินค้ามีน้ำหนัก 528.40 กิโลกรัม เมื่อสินค้าถูกขนส่งทางอากาศมาถึงประเทศไทยและมีการส่งมอบกันในวันที่ 21 กันยายน 2548 ปรากฏว่าลังไม้บรรจุสินค้าได้รับความเสียหายทำให้สินค้าได้รับความเสียหาย โดยเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสาม

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และผู้เอาประกันภัยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยนั้นกฎหมายมิได้กำหนดแบบแห่งนิติกรรมไว้ เพียงแต่บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีมิได้ ดังนั้น สัญญาประกันภัยจึงเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงเจตนาทำคำเสนอคำสนองถูกต้องตรงกัน และการฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาประกันภัยที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนฝ่ายนั้นเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึงกรณีผู้เอาประกันภัยฟ้องร้องบังคับผู้รับประกันภัยให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา หรือกรณีที่ผู้รับประกันภัยฟ้องร้องบังคับเอาเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย ส่วนคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยฟ้องร้องจำเลยทั้งสามผู้ขนส่งให้ร่วมกันรับผิดเนื่องจากสินค้าของผู้เอาประกันภัยเสียหายระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 และโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องร้องจำเลยทั้งสามโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ได้ กรณีมิใช่เป็นการฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวอันจะตกอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีว่า ความบุบสลายเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งอันเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า ได้มีการแจ้งผู้ขนส่งแล้วว่าสินค้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเคลื่อนย้าย ผู้ขายสินค้าบรรจุสินค้าในลังไม้โดยมีวัสดุรับแรงกระแทกอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานและติดตั้งเครื่องเตือนภัยพร้อมคำเตือนแล้ว ความบุบสลายจึงไม่ได้เกิดเพราะความผิดของผู้ส่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสามสามารถอ้างข้อจำกัดความรับผิดได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบแต่เพียงว่า ผู้เอาประกันภัยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า สัญญารับขนมีข้อจำกัดความรับผิดตามที่ปรากฏด้านหลังใบรับขนทางอากาศ และผู้เอาประกันภัยตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำกัดความรับผิดตามเงื่อนไขทางการค้ามาตรฐาน ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำนางอุษา พนักงานของผู้เอาประกันภัยซึ่งมีหน้าที่ดูแลการขนส่งสินค้าขาเข้าและขาออกและได้รับมอบอำนาจจากผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับการประมูลงานการขนส่งมาเบิกความเป็นพยานว่า ในการประมูลงาน ผู้เอาประกันภัยจะเรียกผู้เข้าประมูลมาเพื่อให้ทราบรายละเอียดของผู้เอาประกันภัยและสิทธิประโยชน์ของแต่ละโรงงานของผู้เอาประกันภัย แล้วให้ผู้เข้าประมูลยื่นข้อเสนอรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งค่าบริการและค่าระวางขนส่ง จำเลยที่ 1 เสนอการประมูลซึ่งระบุความรับผิดในการขนส่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ชนะการประมูล ผู้เอาประกันภัยจะออกหนังสือแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เดิมผู้เอาประกันภัยจัดให้มีการประมูลทุกปีจนกระทั่งปี 2549 จึงให้ประมูลทุก 2 ปี เมื่อจำเลยที่ 1 ชนะการประมูลทุกครั้งจำเลยที่ 1 จะส่งใบขอเสนอราคาประจำปีให้แก่ผู้เอาประกันภัย และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามติงว่า ในการขนส่งสินค้าคดีนี้เมื่อปี 2548 ใช้ใบขอเสนอราคาประจำปีและสำเนาเงื่อนไขทางการค้ามาตรฐานบังคับ จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การโต้แย้งเป็นประเด็นไว้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ชนะการประมูลในการขนส่งสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามสำเนาใบขอเสนอราคาประจำปีและสำเนาเงื่อนไขทางการค้ามาตรฐาน และเอกสารดังกล่าวใช้บังคับการขนส่งสินค้าคดีนี้ซึ่งเป็นการซื้อขายแบบ FOB และเมืองท่าต้นทางคือ Washington และเมื่อเงื่อนไขทางการค้ามาตรฐาน ข้อ 27 (a) (ii) จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 1 กิโลกรัมรวมของสินค้า จึงถือว่าผู้เอาประกันภัยและจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันโดยชัดแจ้งในข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าว เมื่อสินค้าหนัก 528.40 กิโลกรัม จำเลยที่ 1 จึงจำกัดความรับผิดไว้เพียงจำนวน 528.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เมื่อปรากฏว่าใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจำกัดจำนวนความรับผิดไว้ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องจำกัดความผิดไว้ตามที่ระบุไว้รวมเป็นเงิน 10,568 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดจากการขนส่งดังกล่าวจำเลยทั้งสาม จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินคนละ 10,568 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดเป็นเงินบาทในอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยราคาขายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 30 ธันวาคม 2548 หากไม่มีประกาศในวันดังกล่าวก็ให้ใช้ประกาศฉบับก่อนหน้านั้น และให้จำเลยที่ 1 ร่วมชำระไม่เกิน528.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยให้คิดเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนข้างต้น แต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณเป็นเงินไทยแล้วต้องไม่เกิน 7,838,161 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800 ม. 867
ป.วิ.พ. ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโปร-ล็อก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2118/2558
#627365
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคแปด บัญญัติว่า "ในกรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ผู้ขอเฉลี่ยหรือผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา 287 หรือตามมาตรา 289 มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มิให้เกิดปัญหาในการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนเดียวกันในคดีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา รวมตลอดทั้งบุคคลภายนอกผู้ทรงสิทธิตามที่มาตรา 287 และมาตรา 289 บัญญัติไว้ จะได้รับการชำระหนี้หรือการคุ้มครองสิทธิของตนล่าช้า จึงกำหนดให้มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีในคดีที่ได้มีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ก่อนแล้วต่อไปได้ แต่สำหรับคดีนี้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 เพื่อนำออกขายทอดตลาด ได้แถลงขอถอนการบังคับคดีโดยเหตุผลว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งนี้เพราะหมดสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตนนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องถอนการยึดและรายงานต่อศาล จึงมิใช่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ยึดสละสิทธิหรือเพิกเฉยในการบังคับคดี อันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องซึ่งใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตามมาตรา 289 จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 290 วรรคแปด และชอบที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ตามสิทธิของตนเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ให้เสร็จภายในกำหนด 8 เดือน นับแต่วันทำสัญญายอม หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13484 และ 16290 ตำบลบางหัวเสือ (บางศีรษะเสือ) อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 23480 ตำบลพระยาบรรลือ (สิงหนาท) อำเภอลาดบัวหลวง (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550 โจทก์ขอยึดทรัพย์พิพาทของจำเลยที่ 1 เพิ่มเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 ตำบลสามเสนนอก (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำนองไว้แก่บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ประกาศขายทอดตลาดเพื่อนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่ กับขอเพิกถอนการสวมสิทธิและขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 และขอบังคับคดีโดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 ตำบลสามเสนนอก (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อขายทอดตลาด ปรากฏว่าที่ดินแปลงนี้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองไว้ต่อบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ไทยเคหะ จำกัด เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ไทยเคหะ จำกัด จดทะเบียนโอนสิทธิจำนองให้แก่บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2550 บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยทำสัญญาขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ซึ่งมีหนี้สินของจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้องคดีนี้ และจดทะเบียนบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2550 บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยและผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 1 จากนั้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 ในฐานะเจ้าหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 อนุญาตตามคำขอ แต่ขณะอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการจะขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ 2 และวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จึงขอถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นคดีนี้ พิเคราะห์แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นว่า เมื่อโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ขอถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 ของจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิจำนองมาจากบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งรับโอนสิทธิดังกล่าวมาจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ไทยเคหะ จำกัด มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปด บัญญัติว่า "ในกรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ผู้ขอเฉลี่ยหรือผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา 287 หรือตามมาตรา 289 มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มิให้เกิดปัญหาในการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนเดียวกันในคดีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา รวมตลอดทั้งบุคคลภายนอกผู้ทรงสิทธิตามที่มาตรา 287 และมาตรา 289 บัญญัติไว้ จะได้รับการชำระหนี้หรือการคุ้มครองสิทธิของตนล่าช้า จึงกำหนดให้มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีในคดีที่ได้มีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ก่อนแล้วต่อไปได้ แต่สำหรับคดีนี้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 เพื่อนำออกขายทอดตลาด ได้แถลงขอถอนการบังคับคดีโดยเหตุผลว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งนี้เพราะหมดสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตนนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องถอนการยึดและรายงานต่อศาล จึงมิใช่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิหรือเพิกเฉยในการบังคับคดี อันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องซึ่งใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตามมาตรา 289 จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 290 วรรคแปด และชอบที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ตามสิทธิของตนเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะไม่มีเหตุให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 128135 ตำบลสามเสนนอก (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
นางนิภาพรรณหรือโศภชา ตริชอบ
จำเลย — หรือรัตนแสงชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2558
#580838
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นผู้อนุบาล จ. หาได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการส่วนตัวไม่ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าเสียหายและเปิดทางเข้าออก อาจดูเหมือนเป็นการบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดในฐานะส่วนตัวดังที่ศาลชั้นต้นเข้าใจก็เป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดี หาทำให้ฟ้องโจทก์ที่ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้อนุบาลของ จ. กลายเป็นฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัวไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งโจทก์ในฐานะจำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุบาล จ. และสาระสำคัญของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องสัญญาเช่าเดียวกันกับที่โจทก์ใช้เป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาศัยข้ออ้างดังกล่าวเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องแย้งโจทก์ให้ออกไปจากห้องพิพาทและเรียกค่าเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

ป.พ.พ. มาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1590 ที่ใช้บังคับอยู่ขณะศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองซึ่งมิใช่บิดามารดาหรือคู่สมรสของ จ. เป็นผู้อนุบาลของ จ. ที่เป็นคนไร้ความสามารถนั้น บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับแก่ผู้อนุบาล โดยศาลจะตั้งผู้อนุบาลหลายคนให้กระทำการร่วมกันหรือกำหนดอำนาจเฉพาะสำหรับคนหนึ่ง ๆ ก็ได้ ซึ่งตามคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในคดีหมายเลขแดงที่ 25/2548 ระบุเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้อนุบาลของ จ. ผู้ไร้ความสามารถ โดยมิได้กำหนดหน้าที่ของผู้อนุบาลแต่ละคนไว้โดยเฉพาะ และมิได้กำหนดให้ผู้อนุบาลกระทำการร่วมกันอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่าการใดที่จำเลยทั้งสองกระทำการแทน จ. ต้องกระทำด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยที่ 1 ร่วมให้การและฟ้องแย้งมานั้นจึงขัดต่อคำสั่งศาล ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมา จ. ถึงแก่ความตายระหว่างคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้น อันมีผลให้ความเป็นผู้อนุบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อ จ. ซึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถสิ้นสุดลงในภายหลังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1572 (เดิม), 1581 (เดิม) แก้ไขใหม่มาตรา 1598/6 และ 1598/18 แล้ว และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน จ. เจ้ามรดกจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม ก็หามีผลทำให้การขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ของจำเลยที่ 2 ที่สืบเนื่องมาจากการยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่กระทำโดยปราศจากอำนาจขัดต่อกฎหมาย กลับมีผลเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองเปิดทางเข้าออกห้องเช่า 4 ห้อง ตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องพิพาท 4 ห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ถนนทวีวงศ์ ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายซึ่งอาจให้เช่าห้องพิพาททั้ง 4 ห้อง ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจาก

วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องพิพาท และห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาล 700 บาท แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจาก

ศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าทรัพย์พิพาทในคดีนี้เป็นห้องเช่า 4 ห้อง บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ถนนทวีวงศ์ ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต อันเป็นของนางสาวจินตนา นางสาวจินตนาตกเป็นคนไร้ความสามารถ จำเลยที่ 1 และนางคมคาย ได้รับแต่งตั้งจากศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้เป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 ต่อมา

นางคมคายถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสองได้รับแต่งตั้งจากศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้เป็นผู้อนุบาลร่วมกันของนางสาวจินตนาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้อนุบาลร่วมกันของนางสาวจินตนา แต่จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งคดีในฐานะเป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนา ขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกไปจากห้องพิพาทพร้อมเรียกค่าเสียหาย โดยโจทก์บรรยายฟ้องความว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพิพาท 4 ห้องของ

นางสาวจินตนากับจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะทำสัญญา จำเลยที่ 1 และนางคมคาย เป็นผู้อนุบาลของนางสาวจินตนาร่วมกันและโจทก์ยังบรรยายต่อไปว่า ต่อมานางคมคายถึงแก่ความตาย และเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 ศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนาร่วมกัน ในระหว่างอายุสัญญาเช่าคือ วันที่ 5 มีนาคม 2522 จำเลยทั้งสองให้บริวาร

ปิดกั้นห้องพิพาท 4 ห้องของโจทก์ ทั้งที่โจทก์มิได้ผิดสัญญาเช่าดังนี้ เห็นได้ชัดว่า โจทก์ฟ้องจำเลย

ทั้งสองในฐานะเป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนา หาได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการส่วนตัวไม่ แม้คำขอ

ท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าเสียหายและเปิดทางเข้าออก อาจดูเหมือนเป็นการบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดในฐานะส่วนตัวดังที่ศาลชั้นต้นเข้าใจ ก็เป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดี หาทำให้ฟ้องโจทก์ที่ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้อนุบาลของนางสาวจินตนากลายเป็นฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัวไม่ ทั้งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งโจทก์ในฐานะจำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนา และสาระสำคัญของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องสัญญาเช่าเดียวกันกับที่โจทก์ใช้เป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาศัยข้ออ้างดังกล่าวเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องแย้งโจทก์ให้ออกไปจากห้องพิพาทและเรียกค่าเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 มีอำนาจยื่นคำให้การและฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1590 ที่ใช้บังคับอยู่ขณะศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองซึ่งมิใช่บิดามารดาหรือคู่สมรสของนางสาวจินตนาเป็นผู้อนุบาลของนางสาวจินตนาที่เป็นคนไร้ความสามารถ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 นั้น บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับแก่ผู้อนุบาล โดยศาลจะตั้งผู้อนุบาลหลายคนให้กระทำการร่วมกันหรือกำหนดอำนาจเฉพาะสำหรับคนหนึ่ง ๆ ก็ได้ ซึ่งตามคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในคดีหมายเลขแดงที่ 25/2548 ระบุเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้อนุบาลของนางสาวจินตนาผู้ไร้ความสามารถ โดยมิได้กำหนดหน้าที่ของผู้อนุบาลแต่ละคนไว้โดยเฉพาะ และมิได้กำหนดให้ผู้อนุบาลกระทำการร่วมกันอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่าการใดที่จำเลยทั้งสองกระทำการแทนนางสาวจินตนาต้องกระทำด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยที่ 1 ร่วมให้การและฟ้องแย้งมาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2552 นั้น จึงขัดต่อคำสั่งศาล ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมานางสาวจินตนาถึงแก่ความตายระหว่างคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้น อันมีผลให้ความเป็นผู้อนุบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อนางสาวจินตนาซึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถสิ้นสุดลงในภายหลังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1572 (เดิม), 1581 (เดิม) แก้ไขใหม่มาตรา 1598/6 และ 1598/18 แล้ว และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวจินตนาให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนนางสาวจินตนาเจ้ามรดกจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม ก็หามีผลทำให้การขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ของจำเลยที่ 2 ที่สืบเนื่องมาจากการยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่กระทำโดยปราศจากอำนาจขัดต่อกฎหมาย กลับมีผลเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1572 (เดิม) ม. 1581 (เดิม) ม. 1598/6 ม. 1598/18 ม. 1590
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจริน เอกา
นายวิวัฒน์ บุรินทรโกษฐ์ ในฐานะผู้อนุบาลของ
จำเลย — นางจินตนา บุรินทร์โกษฐ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพฤฒิพงษ์ เลิศชัยมงคล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2558
#636173
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1590 ที่ใช้บังคับอยู่ขณะศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองซึ่งมิใช่บิดามารดาหรือคู่สมรสของเป็นผู้อนุบาลของ จ. ที่เป็นคนไร้ความสามารถนั้น บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับแก่ผู้อนุบาล โดยศาลจะตั้งผู้อนุบาลหลายคนให้กระทำการร่วมกันหรือกำหนดอำนาจเฉพาะสำหรับคนหนึ่งๆ ก็ได้ ซึ่งตามคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวระบุเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้อนุบาลของ จ. ผู้ไร้ความสามารถ โดยมิได้กำหนดหน้าที่ของผู้อนุบาลแต่ละคนไว้โดยเฉพาะ และมิได้กำหนดให้ผู้อนุบาลกระทำการร่วมกันอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่าการใดที่จำเลยทั้งสองกระทำการแทน จ. ต้องกระทำด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยที่ 1 ร่วมให้การและฟ้องแย้งมานั้น จึงขัดต่อคำสั่งศาล ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมา จ. ถึงแก่ความตายระหว่างคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้น อันมีผลให้ความเป็นผู้อนุบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อ จ. ซึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถสิ้นสุดลงในภายหลังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1572 (เดิม), 1581 (เดิม) แก้ไขใหม่มาตรา 1598/6 และ 1598/18 แล้ว และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน จ. เจ้ามรดกจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม ก็หามีผลทำให้การขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ของจำเลยที่ 2 ที่สืบเนื่องมาจากการยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่กระทำโดยปราศจากอำนาจขัดต่อกฎหมาย กลับมีผลเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองเปิดทางเข้าออกห้องเช่า 4 ห้อง ตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องพิพาท 4 ห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ถนนทวีวงศ์ ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายซึ่งอาจให้เช่าห้องพิพาททั้ง 4 ห้อง ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องพิพาท และห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาล 700 บาท แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ทรัพย์พิพาทในคดีนี้เป็นห้องเช่า 4 ห้อง บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ถนนทวีวงศ์ ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต อันเป็นของนางสาวจินตนา นางสาวจินตนาตกเป็นคนไร้ความสามารถ จำเลยที่ 1 และนางคมคายได้รับแต่งตั้งจากศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้เป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 ต่อมานางคมคายถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองได้รับแต่งตั้งจากศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้เป็นผู้อนุบาลร่วมกันของนางสาวจินตนาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้อนุบาลร่วมกันของนางสาวจินตนา แต่จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งคดีในฐานะเป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนา ขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกไปจากห้องพิพาทพร้อมเรียกค่าเสียหาย โดยโจทก์บรรยายฟ้องความว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพิพาท 4 ห้องของนางสาวจินตนากับจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะทำสัญญา จำเลยที่ 1 และนางคมคาย เป็นผู้อนุบาลของนางสาวจินตนาร่วมกันและโจทก์ยังบรรยายต่อไปว่า ต่อมานางคมคายถึงแก่ความตาย และเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 ศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนาร่วมกัน ในระหว่างอายุสัญญาเช่าคือ วันที่ 5 มีนาคม 2522 จำเลยทั้งสองให้บริวารปิดกั้นห้องพิพาท 4 ห้องของโจทก์ ทั้งที่โจทก์มิได้ผิดสัญญาเช่า ดังนี้ เห็นได้ชัดว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนา หาได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการส่วนตัวไม่ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าเสียหายและเปิดทางเข้าออก อาจดูเหมือนเป็นการบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดในฐานะส่วนตัวดังที่ศาลชั้นต้นเข้าใจ ก็เป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดี หาทำให้ฟ้องโจทก์ที่ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้อนุบาลของนางสาวจินตนากลายเป็นฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัวไม่ ทั้งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งโจทก์ในฐานะจำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุบาลนางสาวจินตนา และสาระสำคัญของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องสัญญาเช่าเดียวกันกับที่โจทก์ใช้เป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาศัยข้ออ้างดังกล่าวเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องแย้งโจทก์ให้ออกไปจากห้องพิพาทและเรียกค่าเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 มีอำนาจยื่นคำให้การและฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1590 ที่ใช้บังคับอยู่ขณะศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองซึ่งมิใช่บิดามารดาหรือคู่สมรสของนางสาวจินตนาเป็นผู้อนุบาลของนางสาวจินตนาที่เป็นคนไร้ความสามารถเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 นั้น บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับแก่ผู้อนุบาล โดยศาลจะตั้งผู้อนุบาลหลายคนให้กระทำการร่วมกันหรือกำหนดอำนาจเฉพาะสำหรับคนหนึ่งๆ ก็ได้ ซึ่งตามคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ตแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในคดีหมายเลขแดงที่ 25/2548 ระบุเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้อนุบาลของนางสาวจินตนาผู้ไร้ความสามารถ โดยมิได้กำหนดหน้าที่ของผู้อนุบาลแต่ละคนไว้โดยเฉพาะ และมิได้กำหนดให้ผู้อนุบาลกระทำการร่วมกันอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่าการใดที่จำเลยทั้งสองกระทำการแทนนางสาวจินตนาต้องกระทำด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อนุบาลเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยที่ 1 ร่วมให้การและฟ้องแย้งมาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2552 นั้น จึงขัดต่อคำสั่งศาล ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมานางสาวจินตนาถึงแก่ความตายระหว่างคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้น อันมีผลให้ความเป็นผู้อนุบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อนางสาวจินตนาซึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถสิ้นสุดลงในภายหลังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1572 (เดิม), 1581 (เดิม) แก้ไขใหม่มาตรา 1598/6 และ 1598/18 แล้ว และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวจินตนาให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนนางสาวจินตนาเจ้ามรดกจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม ก็หามีผลทำให้การขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ของจำเลยที่ 2 ที่สืบเนื่องมาจากการยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่กระทำโดยปราศจากอำนาจขัดต่อกฎหมาย กลับมีผลเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1590 ม. 1598/6 ม. 1598/18
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจริน เอกา
นายวิวัฒน์ บุรินทรโกษฐ์ ในฐานะผู้อนุบาลของ
จำเลย — นางสาวจินตนา บุรินทรโกษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2558
#581412
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่ถูกหลอกลวงจะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ แม้ทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้หลอกลวง ถ้าหากผู้หลอกลวงโดยทุจริตหลอกลวงผู้ถูกหลอกลวงและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโดยเจตนาทุจริตใช้อุบายหลอกลวงให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30277 และ 30301 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่จำเลยอ้างว่าจะนำโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงไปดำเนินการยื่นคำร้องขอแบ่งแยกและโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โจทก์หลงเชื่อจึงได้มอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยไปซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกลับนำที่ดินทั้งสองแปลงไปโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ ค. ซึ่งเกี่ยวดองเป็นญาติทางการสมรสกับจำเลย ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงที่ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341 แล้ว ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานฉ้อโกงจะต้องได้ความว่า โดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งนั้น ผู้กระทำผิดนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม แต่เมื่อได้ความว่าโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องยังเป็นของจำเลยอยู่ ยังไม่อาจถือว่าจำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงมานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่ถูกหลอกลวงจะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ แม้ทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้หลอกลวง ถ้าหากผู้หลอกลวงโดยทุจริตหลอกลวงผู้ถูกหลอกลวงและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโดยมีเจตนาทุจริตใช้อุบายหลอกลวงให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30277 และ 30301 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่จำเลยอ้างว่าจะนำโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงไปดำเนินการยื่นคำร้องขอแบ่งแยกและโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โจทก์หลงเชื่อจึงได้มอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยไปซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกลับนำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไปโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นางประคอง ซึ่งเกี่ยวดองเป็นญาติทางการสมรสกับจำเลย ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาอื่น จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญยืน เพียดขุนทด
จำเลย — นางนิ่มอนงค์ เทียมขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางสาวสรชา แสงวิรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2052/2558
#579828
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ขณะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายกับตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น อำนาจปกครอง ณ. อยู่กับผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องจึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของ ณ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1569 ซึ่งการยื่นคำร้องขอดังกล่าวผู้ร้องมิได้ยื่นในฐานะส่วนตัวแต่ยื่นในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของ ณ. ในคำร้องขอนั้นนอกจากมีข้ออ้างว่ามีการยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตายแล้วยังมีข้ออ้างว่าผู้ร้องได้รับคำบอกเล่าว่าแท้จริงผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้ ณ. ไว้ด้วย ดังนั้นการยื่นคำร้องขอของผู้ร้องจึงเป็นไปตามหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองเพื่อระวังรักษาประโยชน์ของ ณ. ให้ได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสิทธิที่แท้จริง ผู้ร้องในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองของ ณ. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ที่มีสิทธิจะร้องต่อศาลขอให้ถอนผู้จัดการมรดกหรือขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางพนิดา ผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวหรือนางกรองทอง ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวณิชชา ผู้ตายโดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวณิชชา แล้วตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน

ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า นางสาวณิชชา ผู้ตายเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 3 กับนายชัยสิทธิ์ ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ตายมีบุตร 3 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 นางสาวสุริสา และนางสาวณัฐาภรณ์ โดยผู้คัดค้านที่ 1และนางสาวสุริสาเป็นบุตรของผู้ตายที่เกิดจากนายสุรัตน์ สามีไม่ชอบด้วยกฎหมายที่แยกทางกับผู้ตายในภายหลัง ส่วนนางสาวณัฐาภรณ์เป็นบุตรของผู้ตายที่เกิดจากผู้ร้องซึ่งมีการจดทะเบียนสมรสกันแต่ได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ผู้ตายถึงแก่ความตายตามสำเนามรณบัตร และมีที่ดินสิ่งปลูกสร้างกับเงินฝากในธนาคารหลายรายการเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยขณะนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ร้องร่วมกันใช้อำนาจปกครองนางสาวณัฐาภรณ์ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์โดยตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินและประโยชน์ของนางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์ด้วยตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่1948/2555 คำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองของนางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์ ขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกหรือขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ขณะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายกับตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น อำนาจปกครองนางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์อยู่กับผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องจึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1569 ซึ่งการยื่นคำร้องขอดังกล่าวผู้ร้องมิได้ยื่นในฐานะส่วนตัวแต่ยื่นในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์ ในคำร้องขอนั้นนอกจากมีข้ออ้างว่ามีการยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตายแล้วยังมีข้ออ้างว่าผู้ร้องได้รับคำบอกเล่าว่าแท้จริงผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้นางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์ไว้ด้วย ดังนั้นการยื่นคำร้องขอของผู้ร้องจึงเป็นไปตามหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองเพื่อระวังรักษาประโยชน์ของนางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์ให้ได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสิทธิที่แท้จริง ผู้ร้องในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองของนางสาวณัฐาภรณ์ผู้เยาว์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ที่มีสิทธิจะร้องต่อศาลขอให้ถอนผู้จัดการมรดกหรือขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ คำร้องขอของผู้ร้องจึงสมบูรณ์ในเรื่องสิทธิการเสนอคดีต่อศาลมาตั้งแต่แรก คำสั่งของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1948/2555 ที่มีภายหลังหามีผลย้อนให้คำร้องขอของผู้ร้องมีข้อบกพร่องในเรื่องสิทธิการเสนอคดีต่อศาลโดยจะต้องแก้ไขด้วยการขอความยินยอมจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายปรปักษ์และขอความเห็นชอบจากผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1569 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายขจรเกียรติ พันธุ์รักษ์
ผู้คัดค้าน — นางพนิดา หอรุ่งเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสิริภัทร ผามะนาว
ศาลอุทธรณ์ — นายกีรติ กาญจนรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2046/2558
#584540
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 24 มิใช่บทบังคับให้ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำขอของคู่ความทุกเรื่อง ถ้าเห็นว่าการวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายที่ขอหรือคดีจำเป็นต้องดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีอำนาจใช้ดุลพินิจและมีคำสั่งให้รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษาได้

ในการพิจารณาคำร้องขอของผู้ร้องครั้งแรกในศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดีและประเด็นในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นครั้งแรกเป็นเรื่องผู้ร้องเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นครั้งหลังเป็นเรื่องสมควรถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ว่า เมื่อมีเหตุอันสมควร ศาลมีอำนาจถอนผู้จัดการมรดกเสียได้ เมื่อผู้คัดค้านร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่าพินัยกรรมปลอมแต่ผู้ร้องคัดค้านคำร้องขอของผู้คัดค้าน ดังนี้ คำร้องขอของผู้คัดค้านและคำคัดค้านของผู้ร้อง จึงเป็นคำคู่ความที่จะก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งแตกต่างจากประเด็นในการพิจารณาครั้งแรก จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวณิชมน ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายยุวชาติ ผู้ตายโดยพินัยกรรม นางนิภาพร ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและเป็นมารดาของผู้ร้อง ผู้ร้องมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ และไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย พินัยกรรมที่ผู้ร้องนำมาเป็นเหตุร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นพินัยกรรมปลอม ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้ร้องได้ดำเนินการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ไม่ได้ละเลยหรือทำผิดต่อหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยอยู่ระหว่างรวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตาย ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าพินัยกรรมที่ผู้ร้องนำมาใช้อ้างต่อศาลเป็นพินัยกรรมปลอมนั้นไม่เป็นความจริง ขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย คำขออื่นของผู้คัดค้านนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางนิภาพรผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายยุวชาติ ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยตามประเด็นที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านถูกกำจัดจากกองมรดกเพราะผู้คัดค้านปิดบังซ่อนเร้นและยักยอกทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1605 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แต่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยให้ หากวินิจฉัยเป็นคุณแก่ผู้ร้องแล้วก็ไม่ต้องพิจารณาคดีต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงไม่ชอบ เห็นว่า การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวและศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียเอง โดยไม่ย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ปัญหานี้เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 มิใช่บทบังคับศาลต้องทำการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำขอของคู่ความทุกเรื่อง ถ้าเห็นว่าการวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายที่ขอหรือคดีจำเป็นต้องดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีอำนาจใช้ดุลพินิจและมีคำสั่งให้รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยก่อนมีคำพิพากษาเสียเอง ก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลชั้นต้น การดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้คัดค้านมีสิทธิพิสูจน์ว่าพินัยกรรมปลอม เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ผู้ร้องอ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม คดีถึงที่สุด จึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นผู้คัดค้านที่ขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่าพินัยกรรมปลอมจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า ในการพิจารณาคำร้องขอของผู้ร้องครั้งแรกในศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านมิได้เป็นคู่ความในคดีและประเด็นในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นครั้งแรกเป็นเรื่องผู้ร้องเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นครั้งหลังเป็นเรื่องสมควรถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 ว่า เมื่อมีเหตุอันสมควร ศาลมีอำนาจถอนผู้จัดการมรดกเสียได้เมื่อผู้คัดค้านร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย อ้างว่าพินัยกรรมปลอมแต่ผู้ร้องคัดค้านคำร้องขอของผู้คัดค้าน ดังนี้ คำร้องขอของผู้คัดค้าน และคำคัดค้านของผู้ร้อง จึงเป็นคำคู่ความที่จะก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งแตกต่างกัน จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาที่ผู้ร้องฎีกาต่อไปว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ คดีมีเหตุสมควรถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ และสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่นั้น ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริงแห่งคดีทั้งสิ้น โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ฎีกาส่วนนี้ของผู้ร้องจึงไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 144
ป.พ.พ. ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวณิชมน พิพัฒน์วีรวัฒน์
ผู้คัดค้าน — นางนิภาพร พิพัฒน์วีรวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพิทยลักษณ์ บุญชู สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1987 -ที่ 2026/2558
#585110
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานเป็นพนักงานขับรถและพนักงานคลังสินค้าซึ่งเป็นธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 กรณีจึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ หมายความว่าผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของผู้ประกอบกิจการโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงหรือลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง อันเป็นการกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับตามมาตรา 11/1 วรรคสอง จึงเป็นสิทธิตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บัญญัติไว้โดยตรง ผู้ประกอบกิจการก็ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงนั้นได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเช่นเดียวกัน และการกำหนดวันเวลาทำงานอันมีผลกระทบต่อการได้รับเงินค่าตอบแทนถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบกิจการจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจึงต้องดำเนินการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์ในเงินค่าตอบแทนดังกล่าวให้ถูกต้องตามที่จำเลยที่ 1 จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 โดยต้องดำเนินการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ได้รับในส่วนที่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างโดยตรงไม่จัดให้หรือจัดให้น้อยกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ซึ่งหากจำเลยที่ 1 มีหลักเกณฑ์การกำหนดวันเวลาทำงานและการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกัน

สำหรับเงินโบนัสนั้น แม้เป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ แต่จำเลยทั้งสองจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามการประเมินผลงานซึ่งมีการแบ่งเกรด เอ บี ซี และดี และขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกิจการ ถือเป็นการวางหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสที่เหมือนกัน ส่วนที่ปรากฏว่าในปี 2553 จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงมากกว่าที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 2 แต่ในปี 2554 จำเลยที่ 1 ก็จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงต่ำกว่าที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 2 จึงหาใช่ว่าลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้รับเงินโบนัสประจำปีในอัตราที่ต่ำกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงทุกปีไม่ แต่เป็นการได้รับตามหลักเกณฑ์การจ่ายที่จำเลยทั้งสองกำหนดไว้เหมือนกันโดยดูจากผลงานของลูกจ้างและจากฐานผลประกอบการของแต่ละบริษัท ดังนั้นที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึง ที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ได้รับเงินโบนัสประจำปีในช่วงดังกล่าวตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีที่เหมือนกันจากจำเลยที่ 2 ถือเป็นการได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

มาตรา 11/1 วรรคสอง บัญญัติให้เฉพาะผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น เฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 11/1 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 และเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้จัดหาโจทก์ดังกล่าวมาทำงานในธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เว้นแต่ นายประเสริฐ โจทก์ที่ 5 ที่ถูกเป็น นายประเสริฐหรือประสิทธิ์ โจทก์ที่ 5 นายคเณศณัฏฐ์ โจทก์ที่ 38 ที่ถูกเป็น นายคเณศณัฏฐ์หรือคเณศณัฎฐ์ โจทก์ที่ 38

คดีทั้งสี่สิบสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน กับคดีหมายเลขแดงที่ 3152/2555 และ 3153/2555 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 13 และที่ 36 และเรียกโจทก์ทั้งสี่สิบสำนวนนี้ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 13 และที่ 36 ยุติไปแล้วตามคำสั่งอนุญาตถอนฟ้องของศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสี่สิบสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสี่สิบสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองดำเนินการให้โจทก์ทั้งสี่สิบได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ และชำระเงินที่โจทก์ทั้งสี่สิบต้องทำงานมากกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 สัปดาห์ละ 1 วัน และที่ต้องทำงานมากกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 วันละครึ่งชั่วโมง กับเงินโบนัสที่จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบน้อยกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 จำนวน 6 เดือนของเงินเดือน ย้อนหลัง 2 ปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2553 ถึง 30 เมษายน 2555 รวมเป็นเงิน 73,140, 74,198, 62,670, 78,437, 67,553, 63,374.68, 69,960, 68,898, 51,198, 73,140, 46,450, 52,034, 74,198, 81,731, 54,520, 77,376, 76,320, 74,198, 78,864, 69,960, 69,960, 68,899, 102,696, 62,290, 62,598, 69,960, 75,048, 63,915, 74,198, 83,634, 68,898, 56,612, 74,376, 85,433, 50,752, 66,165, 68,898, 69,960, 79,430 และ 93,276 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสองทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ว่าจำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ได้รับเงินค่าตอบแทนที่ต้องทำงานมากกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 สัปดาห์ละ 1 วัน วันละครึ่งชั่วโมง และเงินโบนัสย้อนหลัง 2 ปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2553 ถึง 30 เมษายน 2555 เท่ากับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานเป็นพนักงานขับรถและพนักงานคลังสินค้าซึ่งเป็นธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 กรณีจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ หมายความว่าผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของผู้ประกอบกิจการโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงหรือลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง อันเป็นการกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับตามมาตรา 11/1 วรรคสอง จึงเป็นสิทธิตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บัญญัติไว้โดยตรง ผู้ประกอบกิจการก็ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงนั้นได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเช่นเดียวกัน และการกำหนดวันเวลาทำงานอันมีผลกระทบต่อการได้รับเงินค่าตอบแทนถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบกิจการจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจึงต้องดำเนินการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์ในเงินค่าตอบแทนดังกล่าวให้ถูกต้องตามที่จำเลยที่ 1 จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 โดยต้องดำเนินการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ได้รับในส่วนที่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างโดยตรงไม่จัดให้หรือจัดให้น้อยกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ซึ่งหากจำเลยที่ 1 มีหลักเกณฑ์การกำหนดวันเวลาทำงานและการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกัน สำหรับเงินโบนัสนั้น เห็นว่า แม้เป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ แต่ข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยทั้งสองจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามการประเมินผลงานซึ่งมีการแบ่งเกรด เอ บี ซี และดีและขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกิจการ ถือเป็นการวางหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสที่เหมือนกัน ส่วนที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปี 2553 จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงมากกว่าลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 2 แต่ในปี 2554 จำเลยที่ 1 ก็จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงต่ำกว่าลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 2 จึงหาใช่ว่าลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้รับเงินโบนัสประจำปีในอัตราที่ต่ำกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงทุกปีไม่ แต่เป็นการได้รับตามหลักเกณฑ์การจ่ายที่จำเลยทั้งสองกำหนดไว้เหมือนกันโดยดูจากผลงานของลูกจ้างและจากฐานผลประกอบการของแต่ละบริษัท ดังนั้นที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ได้รับเงินโบนัสประจำปีในช่วงดังกล่าวตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีที่เหมือนกันจากจำเลยที่ 2 ถือเป็นการได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในส่วนเงินโบนัสประจำปี แต่ไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนเงินค่าตอบแทนที่ต้องทำงานมากกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ดำเนินการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า มาตรา 11/1 วรรคสอง บัญญัติให้เฉพาะผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น เฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 11/1 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 และเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้จัดหาโจทก์ดังกล่าวมาทำงานในธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 แต่ละคนได้รับเงินค่าตอบแทนที่ต้องทำงานมากกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 สัปดาห์ละ 1 วัน วันละครึ่งชั่วโมง เป็นระยะเวลาเท่าไร เป็นเงินจำนวนเท่าใด จึงชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 35 และที่ 37 ถึงที่ 42 ได้รับสิทธิประโยชน์ในเงินค่าตอบแทนที่ต้องทำงานมากกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 สัปดาห์ละ 1 วัน วันละครึ่งชั่วโมง ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ไม่จัดให้หรือจัดให้น้อยกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงข้างต้นเพิ่มเติมให้ครบถ้วน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 11/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56 วรรคสอง ม. 56 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิกุลทอง พิมละมาต กับพวก
จำเลย — บริษัทยูเซ็น โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประภาส สุวรรณจิตอารีย์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1970/2558
#581421
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 137052 เป็นถนนที่โจทก์ร่วมจัดให้มีขึ้นในการก่อสร้างอาคารชุดเคหะชุมชนธนบุรี 8 ทั้งข้อความและภาพที่โฆษณาที่โจทก์ร่วมโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุดก่อนจดทะเบียนอาคารชุด ระบุไว้ชัดเจนว่าสาธารณูปโภค สาธารณูปการ มีถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ลานจอดรถ เมื่อใบโฆษณาดังกล่าวโจทก์ร่วมทำขึ้นเพื่อโฆษณาขายโครงการอาคารชุดแก่ประชาชนทั่วไป จึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาซื้อขายห้องชุด อีกทั้งโจทก์ร่วมยังเสนอรายละเอียดโครงการต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุประเภทของการใช้ที่ดินในบริเวณโครงการของโจทก์ร่วมว่าที่ขายไม่ได้คือถนน ลานจอดรถ ทางเท้า สนามหญ้าและที่ว่างเปิดโล่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีการแก้ไขใบโฆษณาดังกล่าวผิดไปจากเดิม จึงต้องฟังว่าทางพิพาทดังกล่าวโจทก์ร่วมจัดให้เป็นสาธารณูปโภคแก่อาคารชุด จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์ส่วนกลาง การจัดระบบรักษาความปลอดภัยและจัดการตามมติของเจ้าของร่วมตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเคหะชุมชนธนบุรี 8 และรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญนิติบุคคลเคหะชุมชนธนบุรี 8 ครั้งที่ 2 /2548 และจำเลยทั้งสองยังชี้แจงการทำรั้วตาข่ายตามหนังสือที่ นธบ. 8- 030/2549 ลงวันที่ 27 มกราคม 2549 แก่โจทก์ร่วมทราบว่าการทำรั้วตาข่าย ตามความประสงค์ส่วนใหญ่ของเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อป้องกันภยันตรายกับผู้พักอาศัยในชุมชนฯ และเพื่อทดแทนรั้วตาข่ายเดิมที่ใช้งานมานานและชำรุดอันเป็นการย้ำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองทำตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่ต้องขออนุญาตโจทก์ร่วม นอกจากนี้ยังได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบว่า โจทก์นำชี้รั้วตาข่ายที่จำเลยทั้งสองทำตามภาพถ่ายยาวตลอดแนวทางพิพาทร่นจากแนวรั้วลวดหนามเดิมประมาณ 1 ศอก แสดงว่าจำเลยทั้งสองทำรั้วเสาเหล็กและตาข่ายเหล็กภายในที่ดินโฉนดเลขที่ 137052 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลาง จึงมิได้รุกล้ำที่ดินอื่นของโจทก์ร่วมและที่ดินโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทก็ดีและหลังจากฟ้อง โจทก์ร่วมจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 137052 ให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ก็ดีหาก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่จะใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางไม่ การที่โจทก์เข้าออกเส้นทางพิพาทไม่ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วตาข่ายออกไปจากถนนคอนกรีตและจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อถอนรั้วตาข่ายได้เองโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หรือให้พนักงานศาลเป็นผู้รื้อถอน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกการเคหะแห่งชาติเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537 โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 141103 และได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ โจทก์ร่วมส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันทำรั้วตาข่ายในที่ดินของโจทก์ร่วมอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วตาข่ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วเหล็กออกจากถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางพิพาทบนโฉนดเลขที่ 137052 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าที่ดินโฉนด เลขที่ 137052 เป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเคหะชุมชนธนบุรี 8 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 137052 เป็นถนนที่โจทก์ร่วมจัดให้มีขึ้นในการก่อสร้างอาคารชุดเคหะชุมชนธนบุรี 8 ทั้งข้อความและภาพที่โฆษณาที่โจทก์ร่วมโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุดก่อนจดทะเบียนอาคารชุด ระบุไว้ชัดเจนว่าสาธารณูปโภค สาธารณูปการ มีถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ลานจอดรถ เมื่อใบโฆษณาดังกล่าวโจทก์ร่วมทำขึ้นเพื่อโฆษณาขายโครงการอาคารชุดแก่ประชาชนทั่วไป จึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาซื้อขายห้องชุด อีกทั้งโจทก์ร่วมยังเสนอรายละเอียดโครงการต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุประเภทของการใช้ที่ดินในบริเวณโครงการของโจทก์ร่วมว่าที่ขายไม่ได้คือถนน ลานจอดรถ ทางเท้า สนามหญ้าและที่ว่างเปิดโล่งตามสำเนารายละเอียดโครงการ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีการแก้ไขใบโฆษณาดังกล่าวผิดไปจากเดิม จึงต้องฟังว่าทางพิพาทดังกล่าวโจทก์ร่วมจัดให้เป็นสาธารณูปโภคแก่อาคารชุด ดังที่นายสมหมาย พยานโจทก์ร่วมตำแหน่งพนักงานจัดการทรัพย์สิน 7 มีหน้าที่ จดทะเบียนอาคาร จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ตามบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางอาคารชุดเคหะชุมชนธนบุรี 8 นอกจากที่ดิน 2 แปลงที่ระบุแล้ว ทรัพย์ส่วนกลางยังรวมถึงถนนเข้าออกอาคารและลานจอดรถ ระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันฯลฯ เมื่อโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 137051, 137052 และ 137056 ทำการโฆษณาขายอาคารชุด ระบุว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณูปโภค จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมสัญญาว่าทางพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนกลางแล้ว โจทก์ร่วมจึงต้องยื่นหลักฐานคือโฉนดที่ดินเลขที่ 137052 พร้อมคำขอจดทะเบียนอาคารชุดเพื่อให้ตรงกับที่โฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุด การที่โจทก์ร่วมหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการนำโฉนดที่ดินเลขที่ 137052 ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมคำขอจดทะเบียนอาคารชุดจึงหามีผลกระทบทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวซึ่งเป็นถนนที่เป็นสาธารณูปโภคตามที่โจทก์ร่วมสัญญาไว้กลับกลายไม่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง เมื่อเป็นทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์ส่วนกลาง การจัดระบบรักษาความปลอดภัยและจัดการตามมติของเจ้าของร่วมตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเคหะชุมชนธนบุรี 8 ข้อ 17 และข้อ 18 และรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญนิติบุคคลเคหะชุมชนธนบุรี 8 ครั้งที่ 2 /2548 และจำเลยทั้งสองยังชี้แจงการทำรั้วตาข่ายตามหนังสือที่ นธบ. 8- 030/2549 ลงวันที่ 27 มกราคม 2549 แก่โจทก์ร่วมทราบว่าการทำรั้วตาข่าย ตามความประสงค์ส่วนใหญ่ของเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อป้องกันภยันตรายกับผู้พักอาศัยในชุมชนฯ และเพื่อทดแทนรั้วตาข่ายเดิมที่ใช้งานมานานและชำรุดอันเป็นการย้ำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองทำตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่ต้องขออนุญาตโจทก์ร่วม นอกจากนี้ยังได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบว่า โจทก์นำชี้รั้วตาข่ายที่จำเลยทั้งสองทำตามภาพถ่าย ภาพที่ 2 ยาวตลอดแนวทางพิพาทร่นจากแนวรั้วลวดหนามเดิมประมาณ 1 ศอก แสดงว่าจำเลยทั้งสองทำรั้วเสาเหล็กและตาข่ายเหล็กภายในที่ดินโฉนดเลขที่ 137052 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลาง จึงมิได้รุกล้ำที่ดินอื่นของโจทก์ร่วมและที่ดินโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทก็ดีและหลังจากฟ้อง โจทก์ร่วมจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 137052 ให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ก็ดี หาก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่จะใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางไม่ การที่โจทก์เข้าออกเส้นทางพิพาทไม่ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทรัพย์ส่วนกลางและจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนคำแก้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้ปัญหาเรื่องโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด จึงไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 6/1 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบ้านสกุลทัย จำกัด
โจทก์ร่วม — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเคหะชุมชนธนบุรี 8 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ปริญญา ดีผดุง
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2558
#581390
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับทรัพย์ที่เช่าซึ่งโจทก์ในฐานะลูกหนี้นำมาวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ โดยมีเหตุที่จะอ้างตามกฎหมายว่าโจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนให้ถูกต้องตามคำพิพากษา เพราะยังไม่มีการตรวจสอบว่าทรัพย์ดังกล่าวใช้การได้ อีกทั้งโจทก์ต้องส่งมอบคืนยังสถานที่ที่ถูกต้องคือภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่รับมอบได้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์โดยชอบแล้วโจทก์ในฐานะลูกหนี้จึงมีภาระต้องรักษาทรัพย์นั้นไว้จนกว่าจะได้ส่งมอบทรัพย์นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 323 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบำรุงรักษาทรัพย์ที่เช่าและค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 29,048,966.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักรเดือนละ 250,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะมารับเครื่องจักรทั้งหมดคืนไปจากโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการให้บุคคลเช่าพื้นที่ใช้สอยในโรงงานเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะมารับเครื่องจักรคืนไปจากโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงิน 4,377,929.11 บาท ให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า นายธารณพยานโจทก์เบิกความยอมรับว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้จริง ดังนั้น บันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ จึงมีผลผูกพันโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาว่า ไม่ผูกพันโจทก์ โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้โอนสิทธิเรียกร้องหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4588/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะทำบันทึกตกลงปรับโครงสร้างหนี้กับโจทก์ได้นั้น เห็นว่า โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพื่อคืนเงินแก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงในคำฟ้องของโจทก์หน้า 6 ข้อ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างดังกล่าว ถือว่าคู่ความรับข้อเท็จจริงกันแล้ว จึงเป็นที่ยุติและรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฎีกาว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเข้าลักษณะของการขายความ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ก็เป็นข้อที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาโดยมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ตามบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ ยังมิได้ระบุว่าโจทก์จะต้องส่งมอบเครื่องจักรที่เช่ากี่รายการคืนให้แก่เจ้าหนี้ จึงเป็นสัญญาที่ยังไม่สมบูรณ์ และในหน้า 3 จำเลยที่ 2 ก็ยังไม่ได้ลงชื่อในช่องเจ้าหนี้ จึงไม่ผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในหน้า 1 ข้อ 1 ได้ระบุให้ลูกหนี้คืนทรัพย์ที่เช่าโดยการใช้ราคาแทน จึงเป็นบันทึกข้อตกลงที่คู่สัญญาได้แสดงเจตนาข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญไว้ครบถ้วนแล้ว มิใช่มีลักษณะเป็นเพียงร่างสัญญาที่ยังตกลงกันไม่เสร็จอย่างที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ส่วนในหน้า 3 แม้จำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อในช่องเจ้าหนี้ แต่โจทก์ได้ลงชื่อในช่องลูกหนี้แล้ว จึงย่อมผูกพันโจทก์และใช้ยันโจทก์ได้ โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิและหน้าที่ตามบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งตามหน้า 1 ของบันทึกดังกล่าวระบุไว้ว่า ในขณะที่โจทก์ทำบันทึกฉบับนี้ โจทก์ยอมรับว่า โจทก์มีภาระหนี้จำนวน 50,775,625.50 บาท โดยแยกเป็น (1) ชำระเงินจำนวน 12,031,800 บาท (2) ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนข้างต้น นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 เป็นจำนวน 7,068,682.50 บาท (3) ราคาแทนทรัพย์ที่เช่า (21 รายการ) เป็นเงิน 31,375,143 บาท (4) ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำนวน 300,000 บาทแต่คู่สัญญาได้ตกลงลดยอดหนี้จากทั้งหมด 50,775,625.50 บาท เหลือ 25,000,000 บาทถ้วน โดยให้โจทก์แบ่งชำระได้เป็นงวด ๆ มีระยะเวลาทั้งหมด 4 ปีตามที่ระบุไว้ในข้อ 3 ดังนั้นการที่โจทก์ผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 32 ครั้งรวมเป็นเงิน 11,350,000 บาท ตามใบสำคัญการสั่งจ่าย นั้นจึงเป็นการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาลดภาระหนี้เฉพาะค่าเสียหายลงเหลือ 4,275,100 บาท แต่โจทก์ก็ยังมีภาระหนี้อย่างอื่น คือ ยังจะต้องใช้คืนเครื่องจักร 21 เครื่อง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารวมเป็นเงิน 31,375,143 บาท ดังนั้น การที่โจทก์คิดคำนวณหนี้ที่ผ่อนชำระไปแล้วจำนวน 11,350,000 บาท มาหักกับหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำนวน 4,275,100 บาท แล้วเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 4,377,929.11 บาท โดยอ้างว่าเป็นลาภมิควรได้นั้น จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยทั้งสองรับชำระหนี้จากโจทก์ไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่ลาภมิควรได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า ควรแยกหนี้ค่าเสียหายกับหนี้ที่ต้องใช้คืนเครื่องจักร 21 เครื่อง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารวมเป็นเงิน 31,375,143 บาท ออกจากกัน จะเหลือหนี้ค่าเสียหายน้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ใช้คืนเครื่องจักร 21 เครื่องโจทก์ก็มีภาระหนี้ต้องคืนเครื่องจักร หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาแทนร่วมกันกับหนี้ค่าเสียหายจนครบถ้วน ไม่อาจแบ่งแยกได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าบำรุงรักษาเครื่องจักรและค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ตกลงรับมอบเครื่องจักรไปจากโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 นั้น แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายธารณกรรมการโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 โจทก์ตกลงกับนายณัฐพงศ์ตัวแทนจำเลยที่ 1 ว่า เครื่องจักรที่โจทก์จำเป็นต้องการใช้นั้นยังไม่ต้องคืน นายภาณุมาศ เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า วันดังกล่าวไม่มีการยึดทรัพย์ เนื่องจากเจรจากันอยู่ และนางสาวสุนีย์ กรรมการโจทก์ยังเบิกความรับว่า หลังจากเจรจา นายธารณให้เครื่องจักรทำงานต่อไปเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังมิได้ส่งมอบเครื่องจักรที่ต้องคืนจำนวน 21 รายการให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 โจทก์นำทรัพย์ไปวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำให้โจทก์หลุดพ้นภาระที่ต้องคืนทรัพย์ตามสัญญาเช่าทรัพย์แล้วนั้น ในข้อนี้ได้ความจากนายโชติพงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานวางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี เบิกความว่า หากเป็นกรณีวางเครื่องจักรเพื่อชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะตรวจสอบก่อนว่า เครื่องจักรนำมาวางตามมูลหนี้อะไร เป็นเครื่องจักรประเภทใด ใช้งานได้ดีหรือไม่ และสอบถามผู้วางทรัพย์ว่าจะให้ขนไปที่ใด หากไม่ยุ่งยากในการเก็บรักษากรมบังคับคดีจะรับการวางทรัพย์ไว้ หลังจากวางทรัพย์แล้วกรมบังคับคดีจะมีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าหนี้ให้มารับทรัพย์ที่วางภายใน 15 วัน เจ้าหนี้สามารถปฏิเสธไม่รับทรัพย์ที่นำมาวางได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับทรัพย์ที่นำมาวางตามแผ่นสุดท้าย โดยมีเหตุที่จะอ้างตามกฎหมายว่าโจทก์ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนให้ถูกต้องตามคำพิพากษา เพราะยังไม่มีการตรวจสอบว่าทรัพย์ดังกล่าวใช้การได้ อีกทั้งโจทก์ต้องส่งมอบคืนยังสถานที่ที่ถูกต้องคือภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่รับมอบได้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์โดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะลูกหนี้จึงมีภาระต้องรักษาทรัพย์นั้นไว้จนกว่าจะได้ส่งมอบทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 323 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบำรุงรักษาเครื่องจักรและค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียพลายวู้ด จำกัด
จำเลย — บริษัทคาเธ่ย์ลีสแพลน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายฐปนรรฆณ์ พยุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1964/2558
#580045
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้วเห็นว่าฎีกาของจำเลยไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบ และมีคำพิพากษายกฎีกาของจำเลย ถือได้ว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้วว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง การที่ศาลฎีกายกฎีกาของจำเลยจึงมิใช่เป็นเพียงแบบของการจัดทำคำพิพากษาของศาล เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 คดีของจำเลยจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษายกฎีกาของจำเลย โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจำเลย โดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555

วันที่ 26 มิถุนายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องแก้ไข ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีของจำเลยถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ" คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้วเห็นว่าฎีกาของจำเลยไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบ และมีคำพิพากษายกฎีกาของจำเลย ถือได้ว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้วว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง การที่ศาลฎีกายกฎีกาของจำเลยจึงมิใช่เป็นเพียงแบบของการจัดทำคำพิพากษาของศาลดังที่จำเลยฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 ดังนี้ คดีของจำเลยจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นายวิจิตร์ มุสิกะพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2558
#581431
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเพียงเดือนละ 1,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสองและมาตรา 248 วรรคสอง การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนจึงมีสิทธิดีกว่าจำเลย แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยไม่มีการรับรองหรืออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่ชอบ ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสองและมาตรา 243 (3) (ก) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิการเช่า เพราะจำเลยครอบครองอยู่ก่อนแล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การที่จำเลยจอดรถในที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงเป็นการละเมิดต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย หาใช่ละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ชอบที่จะฟ้องขับไล่และขอให้ศาลเรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมซึ่งจะมีผลทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งอยู่ชุมชนกุโบร์ ถนนริมทางรถไฟนอก ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 56.94 ตารางเมตร ซึ่งโจทก์มีสิทธิการเช่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทของการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื้อที่ 56.94 ตารางเมตร ซึ่งโจทก์เช่าช่วงจากตัวแทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนกุโบร์ตามสัญญาเช่าช่วงที่ดินแปลงย่อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายเดือน ๆ ละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2556 ) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 56.94 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ชุมชนกุโบร์ ถนนริมทางรถไฟนอก ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ภายในกรอบสีแดงตามแผนผังใหม่ของชุมชนกุโบร์ มีการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ สถาบันพัฒนาองค์การชุมชนเช่าที่ดินพิพาทและที่ดินบริเวณใกล้เคียงจากการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าที่ดิน ต่อมาสถาบันพัฒนาองค์การชุมชนนำที่ดินมาให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนกุโบร์เช่าช่วง โดยมีนางละออ นางประพิณและนางมณฑาทิพย์ เป็นตัวแทนกลุ่มออมทรัพย์ตามหนังสือสัญญาเช่า ต่อมากลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนกุโบร์ได้นำที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาทมาให้คนในชุมชนเช่า ซึ่งโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากตัวแทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยชุมชนกุโบร์ จำเลยประกอบอาชีพขับรถสองแถวโดยสาร มีรถยนต์เป็นของตนเอง จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยนำรถยนต์ไปจอดในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเพียงเดือนละ 1,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และมาตรา 248 วรรคสอง การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้น คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทไม่ได้เพราะจำเลยนำรถไปจอดในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วและจำเลยจอดรถในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อน จึงมีสิทธิดีกว่าจำเลย แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยไม่มีการรับรองหรืออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมาย การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่ชอบ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และมาตรา 243 (3) (ก) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงรับวินิจฉัยข้อกฎหมายที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิการเช่าและโจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้เพราะจำเลยครอบครองอยู่ก่อนแล้ว โจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน การที่จำเลยจอดรถในที่ดินพิพาท โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงเป็นละเมิดต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย หาใช่ละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ชอบที่จะฟ้องขับไล่และขอให้ศาลเรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งจะมีผลทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 224 วรรคสอง ม. 243 (3) (ก) ม. 246 ม. 247 ม. 248 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหิ้ว แป้นชาตรี
จำเลย — นายสิทธิชัย มหากาฬ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายณรงค์ พรหมอยู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิธูร คลองมีคุณ
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2558
#627409
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2549 ผู้คัดค้านทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ได้ยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12730 และ 12732 เป็นของผู้คัดค้านทั้งสามที่ได้รับมรดกมาจาก ก. ขอให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้คัดค้านทั้งสาม ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสามและผู้ร้องตกลงกันได้โดยมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1627/2549 ระบุให้มีการรังวัดเนื้อที่ดินในโฉนดเลขที่ 12730 และ 12732 ให้ได้เนื้อที่ครบตามหน้าโฉนด หากปรากฏว่ามีที่ดินเหลือจากการรังวัดให้ถือว่าส่วนที่เหลือเป็นที่ดินของผู้ร้อง คดีถึงที่สุด ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดที่ดินกับมีการปักหลักเขตเรียบร้อยแล้ว การที่ผู้ร้องมาร้องขอครอบครองปรปักษ์ เป็นคดีนี้ซึ่งเป็นที่ดินที่เดียวกับที่พิพาทและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1627/2549 ของศาลจังหวัดขอนแก่น โดยที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามในคดีนี้กับโจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นที่ต้องพิจารณาในคดีนี้กับคดีดังกล่าวก็เป็นประเด็นเนื่องมาจากมูลฐานเดียวกัน จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ซึ่งผู้ร้องในคดีนี้มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ให้แก่ผู้ร้อง การที่ผู้ร้องกลับหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาฎีกาว่า ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาตามยอม หาได้เป็นการกระทบกระเทือนการครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้องไม่ คำร้องขอของผู้ร้องไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินเฉพาะส่วนในโฉนดที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนผู้คัดค้านทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท ที่เสียเกินมาแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำร้องขอคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1627/2549 ของศาลจังหวัดขอนแก่น นั้น ในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2549 ผู้คัดค้านทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเก่ง ได้ยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12730 และ 12732 เป็นของผู้คัดค้านทั้งสามที่ได้รับมรดกมาจากนางเก่ง ขอให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้คัดค้านทั้งสาม ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสามและผู้ร้องตกลงกันได้โดยมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1627/2549 ระบุให้มีการรังวัดเนื้อที่ดินในโฉนดเลขที่ 12730 และ 12732 ให้ได้เนื้อที่ครบตามหน้าโฉนด หากปรากฏว่ามีที่ดินเหลือจากการรังวัดให้ถือว่าส่วนที่เหลือเป็นที่ดินของผู้ร้อง คดีถึงที่สุด ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดที่ดินกับมีการปักหลักเขตเรียบร้อยแล้ว การที่ผู้ร้องมาร้องขอครอบครองปรปักษ์เป็นคดีนี้ซึ่งเป็นที่ดินที่เดียวกับที่พิพาทและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1627/2549 ของศาลจังหวัดขอนแก่น โดยที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามในคดีนี้กับโจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นที่ต้องพิจารณาในคดีนี้กับคดีดังกล่าวก็เป็นประเด็นเนื่องมาจากมูลฐานเดียวกัน จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ซึ่งผู้ร้องในคดีนี้มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ให้แก่ผู้ร้อง การที่ผู้ร้องกลับหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาฎีกาว่า ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาตามยอม หาได้เป็นการกระทบกระเทือนการครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้องไม่ คำร้องขอของผู้ร้องไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเศวตหรือเฉวต แก้วกุดฉิม
ผู้คัดค้าน — นายอนนท์หรืออานนท์ โพธิ์หอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมพู
ธีระพงศ์ จิระภาค
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2558
#582403
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระค่าประกันชดเชยตามสัญญาค้ำประกันให้แก่ผู้เป็นเจ้าหนี้เป็นต้นเงินจำนวน 754,333.57 บาท และดอกเบี้ยอีกจำนวน 63,898.62 บาท รวม 818,232.19 บาท เงินจำนวนนี้จึงรวมเป็นต้นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่เจ้าหนี้ไป โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 818,232.19 บาท ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่ง หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2549 แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2549 ครบกำหนดชำระแล้วจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จึงตกเป็นผู้ผิดนัดมาตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2549 โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 818,232.19 บาท จากจำเลยทั้งสี่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 829,160.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 818,232.19 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 818,232.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 754,333.57 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2549) ไม่ให้เกินจำนวน 10,928.44 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินจำนวน 818,232.19 บาท ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระค่าประกันชดเชยตามสัญญาค้ำประกันให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นเจ้าหนี้เป็นต้นเงินจำนวน 754,333.57 บาท และดอกเบี้ยอีกจำนวน 63,898.62 บาท รวม 818,232.19 บาท เงินจำนวนนี้จึงรวมเป็นต้นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไป โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 818,232.19 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2549 แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2549 ครบกำหนดชำระแล้วจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จึงตกเป็นผู้ผิดนัดมาตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2549 โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 818,232.19 บาท จากจำเลยทั้งสี่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 818,232.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
จำเลย — นายสุเทพ พัดทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายรชต อ่องวิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา