คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1912/2558
#635923
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำสั่ง ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยออกจากตำแหน่งเพราะได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นแก่โจทก์นับแต่วันดังกล่าว และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันดังกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง ทั้งไม่ใช่เป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำไม่เป็นความผิด หรือกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด อันจะต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อว่ามีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวถือเป็นที่สุด แม้ในคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการดังกล่าวด้วยตนเองก็ตาม แต่การออกจากตำแหน่งเพราะเหตุนี้มีผลทำให้จำเลยต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นแก่โจทก์

เงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ และค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงาน นั้น จำเลยเป็นผู้เลือกผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงาน และเสนอขอให้โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งตามหนังสือยืนยัน โดยผู้เชี่ยวชาญมีหน้าที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษาทางวิชาการแก่จำเลย ส่วนผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่รับผิดชอบตามที่จำเลยกำหนด ซึ่งเป็นการแต่งตั้งโดยอาศัยสิทธิที่จำเลยมีอยู่ในระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญและค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับไปในระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

จำเลยออกจากตำแหน่งเพราะได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 97 บัญญัติบังคับให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนได้ตลอดเวลาที่จำเลยยังคงยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โดยสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความห้าปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 1,774,289.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,720,209.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,720,209.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2549) ต้องไม่เกิน 54,080.55 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,122,928.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2543 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองว่า จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเขตการเลือกตั้งจังหวัดพะเยา ตามหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยสมาชิกภาพของจำเลยเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ต่อมานายสุวิทย์ ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตการเลือกตั้งจังหวัดพะเยาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากก่อนได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำเลยได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 คณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนแล้ว และเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อว่ามีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตการเลือกตั้งจังหวัดพะเยามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ในเขตเลือกตั้งจังหวัดพะเยาแทนจำเลย มีผลทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำสั่ง ตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2544 ที่จำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จำเลยได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม 871,838.70 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการ 27,000 บาท ใบเบิกทาง 224,090 บาท ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ 7,443 บาท รวมเป็นเงิน 1,122,928.70 บาท นอกจากนี้โจทก์ได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย 1 คน คือ นายเสถียร และโจทก์แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย 5 คน ได้แก่ นายเสริมชัย นางสาววชิราภรณ์ นายชัยกร นางสาววาสนา และนางสาวพวงร้อย เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำด้านวิชาการ รวมทั้งช่วยดำเนินการต่าง ๆ ให้แก่จำเลย โดยโจทก์จ่ายเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญเป็นเงิน 141,774.19 บาท และค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานเป็นเงิน 455,506.45 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ได้สิ้นสุดลง ตามคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงต้องใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยนั้น เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำสั่ง คือ วันที่ 13 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยออกจากตำแหน่งเพราะได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นแก่โจทก์นับแต่วันดังกล่าว และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันดังกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง ทั้งไม่ใช่เป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำไม่เป็นความผิด หรือกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด อันจะต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เงินค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลยมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับไป จึงต้องคืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่ม เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลย จึงเป็นค่าตอบแทนที่จำเลยได้รับมาโดยชอบก่อนที่จะมีคำสั่งเพิกถอนสมาชิกภาพ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อว่ามีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดพะเยามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวถือเป็นที่สุด แม้ในคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการดังกล่าวด้วยตนเองก็ตาม แต่การออกจากตำแหน่งเพราะเหตุนี้มีผลทำให้จำเลยต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นแก่โจทก์ ซึ่งในส่วนที่จำเลยได้รับไปโดยตรง ได้แก่ เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม 871,838.70 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการ 27,000 บาท ใบเบิกทาง 224,090 บาท ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ 7,443 บาท รวมเป็นเงิน 1,122,928.70 บาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ 141,774.19 บาท และค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงาน 455,506.45 บาท นั้น จำเลยเป็นผู้เลือกผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงาน และเสนอขอให้โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งตามหนังสือยืนยัน โดยผู้เชี่ยวชาญมีหน้าที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษาทางวิชาการแก่จำเลย ส่วนผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่รับผิดชอบตามที่จำเลยกำหนด ซึ่งเป็นการแต่งตั้งโดยอาศัยสิทธิที่จำเลยมีอยู่ในระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญและค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับไปในระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องคืนแก่โจทก์เช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องคืนประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ เพราะจำเลยมิได้เป็นผู้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อจำเลยออกจากตำแหน่งเพราะได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 97 บัญญัติบังคับให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนได้ตลอดเวลาที่จำเลยยังคงยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 11,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 97
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 44 (1) ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
จำเลย — นางพวงเล็ก บุญเชียง หรือธัญภัส วรกมลภัทร์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1910/2558
#579654
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 บัญญัติว่า "ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้... (3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล" แม้สัญญาที่โจทก์ทำกับลูกค้า จะมีข้อกำหนดหน้าที่และความรับผิดระหว่างคู่สัญญาตามลักษณะของสัญญารับขน โดยโจทก์ออกเอกสารที่เรียกว่า Consignment note ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ก็ตาม แต่ลักษณะการประกอบกิจการที่แท้จริงของโจทก์มีลักษณะให้บริการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เรียกว่า การขนส่งแบบ Door to door กับลักษณะขนส่งเฉพาะส่วนที่เป็นต้นทางเท่านั้นเรียกว่าการขนส่งแบบ Door to port ในส่วนขั้นตอนการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเพียงผู้ว่าจ้างสายการบินหรือเป็นผู้ว่าจ้างขนส่งเท่านั้น มิได้เป็นผู้ขนส่งเสียเอง เมื่อบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าของโจทก์ประกอบด้วยค่าบริการไปรับ - ส่งสินค้าให้ลูกค้า การบรรจุหีบห่อ การดำเนินพิธีการศุลกากร และค่าระวางพาหนะที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ผู้ขนส่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในส่วนการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์มิใช่ผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตนด้วยตนเอง ดังนั้น ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการในการจัดส่งสินค้ายิ่งกว่าเป็นผู้ขนส่งเสียเอง เพราะไม่มีการกระทำอันแสดงว่าโจทก์ตกลงขนของหรือสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่งเพื่อบำเหน็จซึ่งได้แก่ค่าระวางพาหนะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 02008330/5/104023 ถึงเลขที่ 02008330/5/104054 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/20.1/38/47 ถึงเลขที่ สภ.2/อธ.3/20.32/38/47 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2547 งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดให้แก่โจทก์และมีคำสั่งให้จำเลยคืนภาษีอากรพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายเอกสาร สินค้าและคนโดยสารทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งรับบริการนำของออกจากด่านตามพิธีศุลกากร การบรรจุหีบห่อและการจัดระวางการขนส่งทุกชนิด โจทก์ประกอบกิจการให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกว่า Consolidated shipment หมายถึง การให้บริการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าโดยอากาศยานระหว่างประเทศ โดยโจทก์จะไปรับสินค้าและพัสดุภัณฑ์จากลูกค้าบางราย แต่อาจมีลูกค้าบางรายจะนำส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ให้ที่สถานประกอบการของโจทก์ โจทก์จะจัดทำเอกสารและบรรจุหีบห่อสินค้าให้ การขนส่งประเภทนี้มีเฉพาะการขนส่งแบบ Door to door หมายถึง การให้บริการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยโจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกรณีนี้ในอัตราภาษีร้อยละ 7 ประเภทที่สองเรียกว่า Direct shipment หมายถึง โจทก์ทำการแยกส่งสินค้าของลูกค้าแต่ละรายในแต่ละเที่ยวของการขนส่งแยกออกจากลูกค้ารายอื่น เพื่อส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางต่างประเทศ การให้บริการดังกล่าวรวมถึงการไปรับสินค้า ณ สถานที่ที่ลูกค้ากำหนดในประเทศไทยและขนส่งสินค้านั้นออกจากประเทศไทย โดยใช้อากาศยานและนำสินค้านั้นไปส่ง ณ สถานที่ที่ลูกค้ากำหนดในต่างประเทศ ตามที่ลูกค้าแต่ละรายจะได้ตกลงกับโจทก์ การขนส่งประเภทนี้จะมีลักษณะให้บริการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เรียกว่า การขนส่งแบบ Door to door กับลักษณะขนส่งเฉพาะส่วนที่เป็นต้นทางเท่านั้นเรียกว่า การขนส่งแบบ Door to port ทั้งสองลักษณะจะเริ่มต้นเหมือนกัน จากการจัดทำเอกสาร บรรจุหีบห่อและจองพื้นที่เพื่อส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า การขนส่งประเภทนี้ โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราภาษีร้อยละ 0 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 เจ้าพนักงานของจำเลยออกตรวจปฏิบัติภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ในกรณีตรวจสภาพกิจการ วันที่ 8 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยขออนุมัติใช้อำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86 วรรคท้าย วันที่ 15 มกราคม 2546 สรรพากรภาค 2 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งเห็นควรอนุมัติตามแบบขออนุมัติดังกล่าวสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2543 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 02008330/5/104023 ถึง 104054 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2546 จำนวน 32 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2543 เดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2544 และเดือนภาษีมกราคมถึงสิงหาคม 2545 พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 15,774,634 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน วันที่ 10 กันยายน 2546 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รวม 32 ฉบับ วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว โจทก์อาจยังไม่เข้าใจในข้อกฎหมายดีพอ กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงลดเบี้ยปรับลง คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มนั้นไม่อาจพิจารณาลดหรืองดให้ได้ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.3/20.1 ถึง 20.32/38/47 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2547 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วกับเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14,431,673.09 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประกอบกิจการของโจทก์ตามที่เจ้าพนักงานประเมินนั้น ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 หรือร้อยละ 0 ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้าเป็นค่าระวางพาหนะตามใบตราส่ง โดยคำนวณจากต้นทุนการดำเนินการต่าง ๆ ต้นทุนในการบริหาร ต้นทุนค่าระวางพาหนะที่เสียให้แก่สายการบินในการว่าจ้างขนส่งช่วงรวมกันแล้วบวกด้วยกำไรทางธุรกิจ ได้เท่าใดจึงนำมาเรียกเก็บจากลูกค้าทั้งจำนวนเป็นค่าระวางพาหนะตามใบตราส่งสินค้าของโจทก์ที่ทำกับลูกค้า ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นค่าระวางพาหนะและค่าอุปกรณ์แห่งค่าระวางพาหนะในการขนส่ง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้แทนของลูกค้าในการจองพื้นที่ในการขนส่งกับสายการบินแทนลูกค้าในลักษณะตัวแทนจัดการขนส่ง (Freight forwarder) หากแต่โจทก์ทำการว่าจ้างช่วงให้สายการบินทำการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์และรับเป็นผู้ขนส่งให้แก่ลูกค้า โดยโจทก์ไม่ได้ทำการสำรองการจ่ายเงินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 บัญญัติว่า "ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้... (3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว ดังนั้น แม้สัญญาที่โจทก์ทำกับลูกค้าจะมีข้อกำหนดหน้าที่และความรับผิดระหว่างคู่สัญญาตามลักษณะของสัญญารับขน โดยโจทก์ออกเอกสารที่เรียกว่า Consignment note ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ก็ตาม แต่ลักษณะการประกอบกิจการที่แท้จริงของโจทก์ตามที่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ให้บริการที่เรียกว่า Direct shipment โดยโจทก์ทำการแยกส่งสินค้าของลูกค้าแต่ละรายในแต่ละเที่ยวของการขนส่งแยกออกจากลูกค้ารายอื่น เพื่อส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางต่างประเทศ การให้บริการดังกล่าวรวมถึงการไปรับสินค้า ณ สถานที่ที่ลูกค้ากำหนดในประเทศไทยและขนส่งสินค้านั้นออกจากประเทศไทยโดยใช้อากาศยานและนำสินค้านั้นไปส่ง ณ สถานที่ที่ลูกค้ากำหนดในต่างประเทศ ตามที่ลูกค้าแต่ละรายจะได้ตกลงกับโจทก์ การขนส่งประเภทนี้จะมีลักษณะให้บริการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เรียกว่า การขนส่งแบบ Door To door กับลักษณะขนส่งเฉพาะส่วนที่เป็นต้นทางเท่านั้นเรียกว่า การขนส่งแบบ Door To port ทั้งสองลักษณะจะเริ่มต้นเหมือนกัน จากการจัดทำเอกสาร บรรจุหีบห่อและจองพื้นที่เพื่อส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้า เมื่อโจทก์ได้รับสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์จากลูกค้า โจทก์จะว่าจ้างให้สายการบินที่ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศตามเส้นทางปกติส่งสินค้าให้โจทก์ โดยโจทก์เข้าทำสัญญาจองพื้นที่ระวางสินค้าและพัสดุภัณฑ์เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ ดังนั้น ในส่วนขั้นตอนการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเพียงเป็นผู้ว่าจ้างสายการบินหรือเป็นผู้ว่าจ้างขนส่งเท่านั้นมิได้เป็นผู้ขนส่งเสียเอง สำหรับค่าบริการที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างว่ามีค่าระวางพาหนะอยู่ด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นค่าระวางพาหนะที่สายการบินเรียกเก็บจากโจทก์แล้วโจทก์นำมาเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งในการเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้าของโจทก์ รายรับจากค่าระวางพาหนะทั้งหมดย่อมตกอยู่แก่สายการบินมิได้ตกอยู่แก่โจทก์ เมื่อบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าของโจทก์ประกอบด้วยค่าบริการไปรับ - ส่งสินค้าให้ลูกค้า การบรรจุหีบห่อ การดำเนินพิธีการศุลกากร และค่าระวางพาหนะที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ผู้ขนส่ง อันเนื่องมาจากการที่โจทก์จองพื้นที่ระวางสินค้าเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ในส่วนการขนส่งระหว่างประเทศนั้น โจทก์มิใช่ผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตนด้วยตนเอง ดังนั้น ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการให้บริการในการจัดส่งสินค้ายิ่งกว่าเป็นผู้ขนส่งเสียเอง เพราะไม่มีการกระทำอันแสดงว่า โจทก์ตกลงขนของหรือสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่งเพื่อบำเหน็จซึ่งได้แก่ค่าระวางพาหนะ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการให้บริการของโจทก์ตามที่เจ้าพนักงานประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 80/1 (3)
ชื่อคู่ความ
บริษัททีเอ็นที เอ็กซเพรส
โจทก์ — เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอนันต์ บุญแย้ม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
กรองเกียรติ คมสัน
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2558
#581442
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 9 (2) และมาตรา 30 บัญญัติให้รถพยาบาลที่มิใช่เป็นรถสำหรับรับจ้างได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและไม่ต้องเสียภาษีประจำปีนั้น หมายความถึงรถของสถานพยาบาลที่ใช้รับส่งผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน หรือรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีแพทย์ พยาบาล และเวชภัณฑ์พร้อมสำหรับไปรักษาผู้ป่วยในท้องถิ่นต่าง ๆ คล้ายโรงพยาบาลเคลื่อนที่ การที่โจทก์ซึ่งประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บค่าบริการรถพยาบาลจากผู้ป่วยหาทำให้การใช้รถพยาบาลของโจทก์เป็นการใช้รถพยาบาลสำหรับการรับจ้างไปโดยทันทีไม่ เนื่องจากโจทก์ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการจัดซื้อรถพยาบาลมาใช้ในการรับส่งผู้ป่วย ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานขับรถ เป็นต้น เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างพยานโจทก์ให้เห็นได้ว่าการเรียกเก็บค่าบริการรถพยาบาลของโจทก์มีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรในเชิงพาณิชย์จากการใช้รถพยาบาลมากกว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วย หรือโจทก์นำรถพยาบาลไปดำเนินกิจกรรมอย่างอื่นนอกเหนือจากใช้รับส่งผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน จึงไม่อาจเป็นข้อแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ใช้รถพยาบาลสำหรับรับจ้างอันไม่เข้าข่ายที่จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า รถพยาบาล 2 คัน หมายเลขทะเบียน ก - 3558 สุโขทัย และ กข - 3457 สุโขทัย ของโจทก์ เป็นรถพยาบาลไม่รับจ้างทั่วไปตามมาตรา 9 (2) ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปีรถยนต์ตามมาตรา 30 และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปีให้ถูกต้องครบถ้วนรวมเป็นเงิน 220,417.92 บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนภายใต้ชื่อว่า โรงพยาบาลพัฒนเวชสุโขทัย โดยได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนรถพยาบาล จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่ารถดังกล่าวเป็นรถพยาบาล ไม่ได้ใช้รับจ้างขนส่งทั่วไป จึงให้จดทะเบียนรถประเภทรถพยาบาล หมายเลขทะเบียน ก - 3558 สุโขทัย โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปี ตามบันทึกข้อความ วันที่ 24 กันยายน 2544 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนรถพยาบาลอีกคันหนึ่ง ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเป็นรถพยาบาล หมายเลขทะเบียน กข - 3457 สุโขทัย โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปีเช่นเดียวกัน ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์ขอยกเว้นการเสียภาษีรถคันหมายเลขทะเบียน กข - 3457 สุโขทัย จำเลยมีหนังสือหารือกรมการขนส่งทางบกแล้วได้รับแจ้งผลการพิจารณาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการสถานพยาบาลในลักษณะทางการค้าหรือแสวงหากำไรและใช้รถพยาบาลเพื่อให้บริการลูกค้า จึงไม่เข้าข่ายเป็นรถพยาบาลตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 9 (2) ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าภาษีประจำปีตามมาตรา 30 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบและชำระภาษีประจำปี วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และ 73 จำเลยมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบว่า รถทั้งสองคันของโจทก์ไม่ใช่รถพยาบาลตามมาตรา 9 (2) ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น เจ้าของรถจึงมีหน้าที่เสียภาษีประจำปีให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 32 ในอัตราภาษีประจำปีตามที่กำหนดไว้ท้ายพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ตั้งแต่ปีที่รับจดทะเบียนจนถึงปีปัจจุบันโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เนื่องจากไม่ใช่กรณีมิได้เสียภาษีภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีคลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นเหตุให้เจ้าของรถยนต์หลุดพ้นจากภาระหน้าที่ในการเสียภาษีประจำปีตามกฎหมาย แต่โจทก์ยังไม่เห็นด้วย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รถพยาบาลทั้งสองคันของโจทก์เป็นรถพยาบาลที่มิใช่เป็นรถสำหรับรับจ้าง ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 9 (2) อันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปีรถยนต์หรือไม่ เห็นว่า จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีแก่รถพยาบาลที่มิใช่เป็นรถสำหรับรับจ้างเท่านั้น ซึ่งรถพยาบาลที่มิใช่เป็นรถสำหรับรับจ้างหมายความถึงรถของสถานพยาบาลที่ใช้รับส่งผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน หรือรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีแพทย์ พยาบาล และเวชภัณฑ์พร้อมสำหรับไปรักษาพยาบาลผู้ป่วยในท้องถิ่นต่าง ๆ คล้ายโรงพยาบาลเคลื่อนที่ แม้นายสุชาติ กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์เรียกเก็บค่าบริการรถพยาบาลของโจทก์ทั้งสองคันจากผู้ป่วย และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงด้วยว่า กรณีรถพยาบาลของรัฐจะไม่มีการเสียค่าบริการก็ตาม แต่เพียงการเรียกเก็บค่าบริการหาทำให้การใช้รถพยาบาลของโจทก์เป็นการใช้รถพยาบาลสำหรับการรับจ้างไปโดยทันทีไม่ เนื่องจากโจทก์ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการจัดซื้อรถพยาบาลมาใช้ในการรับส่งผู้ป่วยจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกที่แห่งหนึ่ง ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานขับรถ เป็นต้น นอกจากนี้จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นได้ว่า การเรียกเก็บค่าบริการรถพยาบาลของโจทก์ตามฟ้องมีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรในเชิงพาณิชย์จากการใช้รถพยาบาลของโจทก์มากกว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยหรือโจทก์นำรถพยาบาลดังกล่าวไปดำเนินกิจกรรมอย่างอื่นนอกเหนือจากใช้รับส่งผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน จึงไม่อาจเป็นข้อแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ได้ใช้รถพยาบาลสำหรับรับจ้าง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า รถพยาบาลทั้งสองคันของโจทก์เป็นรถพยาบาลสำหรับรับจ้างที่ไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปีรถยนต์ตามความในมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประจำปีให้ถูกต้องครบถ้วนรวมเป็นเงิน 220,417.92 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 9 (2) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุโขทัยพัฒนเวช จำกัด
จำเลย — ขนส่งจังหวัดสุโขทัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
กรองเกียรติ คมสัน
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1907/2558
#579657
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และ ป.รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติให้อุทธรณ์การประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องถือว่าพอใจการประเมินและเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องให้เพิกถอนการประเมินไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 และไม่อาจต่อสู้คดีในชั้นศาลว่าการประเมินไม่ชอบ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมิน ย่อมไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ในชั้นศาลว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดประเภท

จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยมิได้อุทธรณ์การประเมิน ซึ่งในขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ทั้งต่อมายังเป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยที่ 2 ควรจะต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าว จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์ทั้งสองมิได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรจึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 2,906,974.72 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 179,435 บาท แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่จะต้องเสีย นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 2,906,974.72 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 179,435 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าจำนวนค่าภาษีที่ต้องชำระ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า แม้จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากโจทก์ทั้งสองแล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมิน ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้ถือว่าการประเมินเป็นอันยุติ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17 ) พ.ศ.2543 มาตรา 8 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน..." และประมวลรัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติว่า "ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน..." การประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่ขาดรายพิพาทจึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมินนั้นและเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินไม่ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 และย่อมไม่อาจต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองยอมรับมาในอุทธรณ์ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับทราบการแจ้งการประเมินให้ชำระค่าภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ และประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ย่อมมีผลให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ในชั้นศาลว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดประเภทพิกัด คดีจึงรับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 8701.900 ในฐานะเป็นรถแทรกเตอร์ชนิดอื่นๆ ตามการประเมิน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามที่โจทก์ฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบการประเมินมาก่อน โดยจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการและผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อดำเนินการเลิกบริษัทเท่านั้น จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเสร็จสิ้นไปแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง แต่หากต้องรับผิดก็ไม่เกินทรัพย์สินที่เหลืออยู่จำนวน 343,600 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด มีหน้าที่ชำระสะสางการงานของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2550 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินภาษีอากรแล้วเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 โดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมินดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ทั้งต่อมาจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1252 จำเลยที่ 2 ควรจะต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์ทั้งสองมิได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรจึงรับฟังไม่ได้ เมื่อปรากฏตามงบดุลว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือ 343,600 บาท แต่จำเลยที่ 2 มิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสองโดยกลับแบ่งเงินจำนวนดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1264 และมาตรา 1269 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง แต่ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นนอกเหนือจากที่แสดงไว้ในงบดุลดังกล่าวหรือมีการจัดทำงบดุลไม่ตรงต่อความเป็นจริงดังที่โจทก์ทั้งสองแก้อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระในวงเงินไม่เกินที่จำเลยที่ 1 มีเหลืออยู่ในวันเลิกกิจการเป็นจำนวน 343,600 บาท เท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าภาษีอากรจำนวน 2,906,974.72 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 343,600 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
ป.รัษฎากร ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทแมชชินเนอรี่ แฮนด์ลิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1886/2558
#575689
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอลดค่าปรับคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งการจะลดค่าปรับให้แก่ผู้ประกันหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิด ความหนักเบาแห่งข้อหา การผิดสัญญาประกันประกอบด้วย ดังนั้นคำร้องขอลดค่าปรับถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด และกรณีผิดสัญญาประกันและขอลดค่าปรับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 119 มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ลดค่าปรับให้ผู้ประกันแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 700,000 บาท ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดวันนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันภัยตามสัญญา ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ลดค่าปรับโดยให้ปรับ 250,000 บาท

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอลดค่าปรับ คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งการจะลดค่าปรับให้แก่ผู้ประกันหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิด ความหนักเบาแห่งข้อหาและการผิดสัญญาประกันประกอบด้วย ดังนั้น คำร้องขอลดค่าปรับถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดและกรณีผิดสัญญาประกันและขอลดค่าปรับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 มาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ลดค่าปรับให้ผู้ประกันโดยปรับ 250,000 บาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกัน จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 15 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
ผู้ประกัน — นางสาวนวล ชูกำเหนิด
จำเลย — นายธีรพลหรือหนุ่ม กรรณสูต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพิพัฒน์ ชำชะจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1873/2558
#627364
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยมีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารตึกแถวโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแทน แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างและควบคุมดูแลการปรับปรุงซ่อมแซมและเป็นผู้ออกแบบ เลือกวัสดุ เปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วยจำเลยที่ 1 เอง นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดในฐานะตัวการตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแล้ว ยังฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดในฐานะตัวแทนด้วย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 ตัวการมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนซึ่งมีความหมายว่าหากจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฟ้องด้วย จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดฐานะตัวการ คงฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างในฐานะตัวการ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง การที่ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 484,495 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าปรับในอัตราวันละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 450,000 บาท

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 323,300 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราวันละ 50 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 73/1 ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญประเทศ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าว ตกลงค่าจ้างกันในราคา 684,120 บาท โดยแบ่งชำระค่าจ้างเป็น 5 งวด งวดที่ 1 ชำระภายใน 5 วัน นับแต่วันทำสัญญา เป็นเงิน 135,000 บาท งวดที่ 2 ชำระภายในวันที่ 10 มกราคม 2548 เป็นเงิน 135,000 บาท งวดที่ 3 ชำระภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นเงิน 168,000 บาท งวดที่ 4 ชำระภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นเงิน 168,000 บาท และงวดที่ 5 ชำระภายในวันที่ 24 มีนาคม 2548 เป็นเงิน 78,120 บาท ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง หลังจากทำสัญญาโจทก์ได้เข้าไปดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารตามสัญญาโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ควบคุมการก่อสร้างและตรวจสอบงานที่ว่าจ้าง ต่อมาจำเลยที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 ถึงโจทก์ให้โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยที่ 2 ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2548 หากครบกำหนดให้โจทก์หยุดดำเนินการและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคาร โจทก์จึงหยุดทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องโดยมีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารตึกแถวโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแทน แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างและควบคุมดูแลการปรับปรุงซ่อมแซมและเป็นผู้ออกแบบ เลือกวัสดุ เปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วยจำเลยที่ 1 เอง นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดในฐานะตัวการตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแล้ว ยังฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดในฐานะตัวแทนด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ตัวการมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนซึ่งมีความหมายว่าหากจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฟ้องด้วย จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดฐานะตัวการ คงฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างในฐานะตัวการ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง การที่ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 142 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างมากกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชาติ นิ่มสกุล
จำเลย — นายริชาร์ด บรู๊ซ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1831/2558
#627363
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเก็บหา นำออกไปและทำด้วยประการใด ๆ อันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และนำอาวุธปืนเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเข้าลักษณะเป็นความผิดตามมาตรา 16 (2) (15) แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และมีบทลงโทษตามมาตรา 24, 26 และ 27 โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า ฟ้องต้องมี "อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด" ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเพียงแต่อ้างบทลงโทษตามมาตรา 24, 25 และ 27 โดยไม่ได้อ้างบทความผิดตามมาตรา 16 มาด้วย กรณีเช่นนี้ไม่ถึงกับเป็นเรื่องเกินคำขอเสียทีเดียวหรือเป็นเรื่องที่มิได้กล่าวในฟ้อง และไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามฐานความผิดดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ แต่อย่างใด เมื่อข้อหาความผิดหนึ่งต้องมีบทความผิดกับบทลงโทษประกอบเข้าด้วยกัน โดยอาจจะอยู่ในมาตราเดียวกันหรือแยกกันอยู่คนละมาตราก็ได้ การที่โจทก์เพียงอ้างมาตราในกฎหมายที่เป็นบทความผิดหรือบทลงโทษเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นเรื่องโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานความผิดนั้นสมตามฟ้อง ทั้งบทลงโทษที่บัญญัติไว้ก็เชื่อมโยงไปถึงบทความผิด อันเห็นได้ถึงบทมาตราที่ถูกต้องครบถ้วน และการกระทำตามฟ้องเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นใด ก็อยู่ในขั้นตอนปรับบทกฎหมายอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของศาล ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องนี้ได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคห้า

ความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 นั้น นอกจากโจทก์ไม่ได้อ้างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นมาในคำขอท้ายฟ้องแล้ว กรณีปรากฏอีกด้วยว่ากฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า "(1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว" อันเป็นการกำหนดไว้เฉพาะการมีเลื่อยโซ่ยนต์ที่มีลักษณะเช่นนี้เท่านั้นที่ต้องมีใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ ถ้าไม่มีใบอนุญาตจึงจะมีความผิดตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีบทลงโทษตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏเลยว่าเลื่อยโซ่ยนต์คดีนี้มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดไว้ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับความผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และ (6) แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพก็รับฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิพากษายกฟ้องความผิดข้อนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 7, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 15, 31, 35 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 24, 25, 27, 29 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17, 19 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (2) (15), 24, 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับ 42,272 บาท ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 18 เดือน และปรับ 42,772 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 15 เดือน และปรับ 21,386 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินสินบนร้อยละ 30 ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ของกลางและจ่ายเงินรางวัลร้อยละ 25 ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควรหรือโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้ว่าเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เพียงกระทงเดียว ความผิดฐานร่วมกันมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 1 เดือน 15 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว คงจำคุก 13 เดือน 15 วัน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ไม่ลงโทษปรับ ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) และจะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเก็บหา นำออกไปและทำด้วยประการใด ๆ อันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และนำอาวุธปืนเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเข้าลักษณะเป็นความผิดตามมาตรา 16 (2) (15) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และมีบทลงโทษตามมาตรา 24, 26 และ 27 โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า ฟ้องต้องมี "อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด" ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเพียงแต่อ้างบทลงโทษตามมาตรา 24, 25 และ 27 โดยไม่ได้อ้างบทความผิดตามมาตรา 16 มาด้วย กรณีเช่นนี้ไม่ถึงกับเป็นเรื่องเกินคำขอเสียทีเดียวหรือเป็นเรื่องที่มิได้กล่าวในฟ้อง และไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามฐานความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ แต่อย่างใด เมื่อข้อหาความผิดหนึ่งต้องมีบทความผิดกับบทลงโทษประกอบเข้าด้วยกัน โดยอาจจะอยู่ในมาตราเดียวกันหรือแยกกันอยู่คนละมาตราก็ได้ การที่โจทก์เพียงอ้างมาตราในกฎหมายที่เป็นบทความผิดหรือบทลงโทษเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นเรื่องโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานความผิดนั้นสมตามฟ้อง ทั้งบทลงโทษที่บัญญัติไว้ก็เชื่อมโยงไปถึงบทความผิด อันเห็นได้ถึงบทมาตราที่ถูกต้องครบถ้วน และการกระทำตามฟ้องเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นใด ก็อยู่ในขั้นตอนปรับบทกฎหมายอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของศาล ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้" ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 นั้น นอกจากโจทก์ไม่ได้อ้างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นมาในคำขอท้ายฟ้องแล้ว กรณีปรากฏอีกด้วยว่า กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า "(1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว" อันเป็นการกำหนดไว้เฉพาะการมีเลื่อยโซ่ยนต์ที่มีลักษณะเช่นนี้เท่านั้นที่ต้องมีใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ ถ้าไม่มีใบอนุญาตจึงจะมีความผิดตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีบทลงโทษตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏเลยว่าเลื่อยโซ่ยนต์คดีนี้มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดไว้ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับความผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพก็รับฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิพากษายกฟ้องความผิดข้อนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (2) (15), 24, 27 ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับ 42,276 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 15 เดือน และปรับ 42,772 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 เดือน 15 วัน และปรับ 21,386 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินสินบนร้อยละ 30 ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ของกลาง และจ่ายเงินรางวัลร้อยละ 25 ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ที่ศาลสั่งริบ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 185 ม. 192 วรรคหนึ่ง, ม. 192 วรรคสอง, ม. 192 วรรคสี่, ม. 192 วรรคห้า ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 17 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 ม. 24 ม. 26 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายเจริญ ทุนเกิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1804/2558
#582434
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าเป็นการให้ที่มีค่าตอบแทนได้ ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการให้มีค่าตอบแทน เป็นประเด็นต่อเนื่องที่รวมอยู่ในประเด็นหลักเพราะโจทก์ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์ที่เป็นสินสมรสที่พันเอก (พิเศษ) พ.ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ศาลจึงต้องวินิจฉัยในที่สุดว่าโจทก์เพิกถอนได้หรือไม่ การวินิจฉัยว่าเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนและตามหน้าที่ธรรมจรรยาจึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดิน และการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 581, 583, 585, 589, 590, 591, 625, 1149, 1152, 1153 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี รวม 10 แปลง ระหว่าง พันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 ตกเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันโจทก์ และให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินและนิติกรรมการจำนองที่ดินดังกล่าว โดยให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้ง 10 แปลงดังกล่าว แล้วใส่ชื่อพันเอก (พิเศษ) พล เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ตามเดิม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้ง 10 แปลง กลับมาเป็นชื่อพันเอก (พิเศษ) พล โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น โดยจำเลยทั้งสามออกค่าใช้จ่ายเอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนที่ดินทั้ง 10 แปลงดังกล่าว กลับมาตามเดิมไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 218,756,404.10 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ในต้นเงิน 201,937,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 3 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท และแทนจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือสัญญาให้ที่ดิน ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการให้มีค่าตอบแทน เป็นการรับฟังพยานบุคคลแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าเป็นการให้ที่มีค่าตอบแทนได้ ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการให้มีค่าตอบแทน เป็นประเด็นต่อเนื่องที่รวมอยู่ในประเด็นหลักเพราะโจทก์ฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์ที่เป็นสินสมรสที่พันเอก (พิเศษ) พลให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ศาลต้องวินิจฉัยในที่สุดว่าโจทก์เพิกถอนได้หรือไม่ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกประเด็น ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนให้และการจำนองหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่พันเอก (พิเศษ) พล และโจทก์ต้องจัดการร่วมกัน แต่พันเอก (พิเศษ) พล จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยที่ 1 รับโอนทั้งที่เจ้าหน้าที่ที่ดินแจ้งให้ทราบแล้วว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมถือว่ารับโอนโดยไม่สุจริต ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า พันเอก (พิเศษ) พล ประกอบธุรกิจค้าขายที่ดิน ทำกิจการบ้านจัดสรร ทำธุรกิจผลไม้กระป๋องส่งออก โดยกู้เงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ประมาณ 100 ล้านบาท และกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประมาณ 2,000 ล้านบาท นำที่ดิน 52 แปลง จดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ตามสัญญากู้ สัญญาจำนอง ต่อมาพันเอก (พิเศษ) พล ไม่สามารถชำระหนี้ให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งขณะนั้นมีหนี้อยู่ประมาณ 100 ล้านบาทเศษได้ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เสนอให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้ พันเอก (พิเศษ) พล ขอให้จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้แทน จำเลยที่ 1 จึงตกลงเข้าทำสัญญารับสภาพหนี้แล้วเข้าเป็นผู้กู้แทน นำเงินชำระหนี้ของพันเอก (พิเศษ) พล และหนี้บางส่วนของบริษัทชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่ จำกัด ที่มีอยู่กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) คืนโฉนดที่ดินที่จำนองเป็นประกันให้บางส่วนรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย พันเอก (พิเศษ) พล จึงยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และมีนางกมลธร พี่สะใภ้ของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ทราบว่าเมื่อปลายปี 2537 จำเลยที่ 1 ออกเงินไถ่ถอนที่ดินพิพาทกับที่ดินอื่นประมาณ 50 กว่าแปลง เพื่อตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ออกเงินไถ่ถอนและช่วยออกเงินหาเสียงเลือกตั้ง พันเอก (พิเศษ) พล ยกที่ดิน 10 แปลง ให้จำเลยที่ 1 กับมีนายประสาธน์ ซึ่งเป็นคนขับรถและเฝ้าบ้านของพันเอก (พิเศษ) พล เป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างขับรถพาพันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 ไปธนาคารได้ยินพันเอก (พิเศษ) พล ปรึกษากับจำเลยที่ 1 ถึงการไถ่ถอนจำนองที่ดิน เงินที่ไถ่ถอนเป็นของจำเลยที่ 1 พันเอก (พิเศษ) พล พูดว่าหากไถ่ถอนจำนองแล้วจะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีสัญญากู้ สัญญาจำนอง บันทึกสรุปภาระหนี้สินของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สัญญาจำนอง มาแสดง เอกสารดังกล่าวระบุว่าพันเอก (พิเศษ) พล กู้เงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนองที่ดิน 52 แปลง เป็นประกัน ต่อมามีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากพันเอก (พิเศษ) พล เป็นจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 นำหลักทรัพย์เข้าจำนองเป็นประกันหนี้ของพันเอก (พิเศษ) พล ที่มีอยู่กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 130 ล้านบาท ต่อมาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ไถ่ถอนจำนองที่ดินให้บางส่วนซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่มีสำเนาเช็คหรือหลักฐานการชำระเงินให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) มาแสดง แสดงให้เห็นว่าที่มีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยจำเลยที่ 1 เข้าเป็นผู้กู้ชำระหนี้แทนโดยใช้หลักประกันเดิมและจำเลยที่ 1 นำที่ดินเข้าจำนองเป็นประกันเพิ่ม ที่ต้องจำนองเป็นประกันเพิ่มอีก 130 ล้านบาท เชื่อว่าเพื่อให้เพียงพอกับยอดหนี้ที่มีอยู่ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปรับชำระหนี้แทนพันเอก (พิเศษ) พล ประมาณ 130 ล้านบาทจริง อีกทั้งหากไม่มีการชำระหนี้ก็เป็นไปไม่ได้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะไถ่ถอนหลักประกันให้ คำเบิกความจำเลยที่ 1 นางกมลธรและนายประสาธน์สอดคล้องเชื่อมโยงรับกับเอกสาร จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ไถ่ถอนและคืนหลักประกันให้ เป็นเพราะจำเลยที่ 1 เข้ารับสภาพหนี้และชำระหนี้แทนพันเอก (พิเศษ) พล และที่พันเอก (พิเศษ) พล จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ได้เป็นเพราะถูกฉ้อฉล แต่เป็นเพราะจำเลยที่ 1 เข้ารับสภาพหนี้และชำระหนี้ที่มีอยู่กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แทน โจทก์เบิกความว่า ระหว่างอยู่กินกับพันเอก (พิเศษ) พล ได้ร่วมกันทำธุรกิจเกี่ยวกับฟาร์มไร่สัปปะรด ค้าขายที่ดินซื้อที่ดิน ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินที่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี รวมประมาณ 12,000 ไร่ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า พันเอก (พิเศษ) พล ทยอยซื้อที่ดินจำนวนหลายหมื่นไร่ ได้ความจากเอกสารหมาย ล.30 ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวพันเอก (พิเศษ) พล มีหนี้สินที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ประมาณ 130 ล้านบาท และได้ความจากคำเบิกความจำเลยที่ 1 ว่า พันเอก (พิเศษ) พล เป็นหนี้เงินกู้จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประมาณ 2,000 ล้านบาท แสดงว่าพันเอก (พิเศษ) พล มีทรัพย์สินที่เป็นที่ดินจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีหนี้สินจำนวนมากเช่นกัน โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า ก่อนหน้านี้พันเอก (พิเศษ) พล เคยจดทะเบียนยกที่ดินที่ไม่ติดภาระผูกพันและมีมูลค่าสูงกว่าที่ยกให้จำเลยที่ 1 ให้แก่บุตรของโจทก์มาแล้วหลายคน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันเอก (พิเศษ) พล เช่นกัน การที่พันเอก (พิเศษ) พล มีทรัพย์สินเป็นที่ดินประมาณ 20,000 ไร่ แม้มีหนี้สินอยู่บ้าง ยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 359 ไร่ ให้จำเลยที่ 1 เพื่อตอบแทนการที่จำเลยที่ 1 ออกเงินชำระหนี้ให้ ทั้งที่ดินที่ยกให้ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยที่ 1 ออกเงินชำระหนี้ เมื่อพันเอก (พิเศษ) พล และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์เป็นบิดาและบุตรีกันย่อมทำให้นอกจากเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนแล้วยังถือเป็นเรื่องให้โดยเสน่หาแก่บุตรีที่เข้าช่วยเหลือทางธุรกิจรวมอยู่ในตัวด้วยแม้โจทก์จะอ้างว่า พันเอก (พิเศษ) พล มีหนี้สินจำนวนมาก แต่ก็ได้ความจากสำเนาคำร้องที่โจทก์เองยื่นขอให้ศาลจังหวัดนครสวรรค์แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพันเอก (พิเศษ) พล ว่าทรัพย์มรดกของพันเอก (พิเศษ) พล มีราคาประมาณ 1,781,722,000 บาท โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า คำร้อง ไม่รวมถึงที่ดินพิพาทในคดีนี้ แสดงว่าพันเอก (พิเศษ) พล ยังมีที่ดินเหลืออีกร่วม 20,000 ไร่ ทรัพย์สินที่เหลือมีมูลค่าถึงกว่า 1,700 ล้านบาท แสดงถึงฐานะและความเป็นอยู่ของพันเอก (พิเศษ) พล ที่มั่นคงไม่ขาดแคลน ที่ดินที่พันเอก (พิเศษ) พล ยกให้แก่จำเลยที่ 1 คิดเป็นจำนวนไม่ถึงร้อยละ 2 ของที่ดินที่มีอยู่ เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่พันเอก (พิเศษ) พล ยกให้บุตรโจทก์ทั้งสามคนก่อนหน้านี้ และเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่พันเอก (พิเศษ) พล มีอยู่ร่วมกันกับโจทก์แล้ว ส่วนที่ยกให้จำเลยที่ 1 นับเป็นทรัพย์สินส่วนน้อย การให้โดยเสน่หาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นไปตามหน้าที่ธรรมจรรยาที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว แม้นิติกรรมการให้ดังกล่าวจะไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 เพราะเข้าข้อยกเว้นให้พันเอก (พิเศษ) พล สามารถกระทำได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ตามมาตรา 1476 (5) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1476 (5) ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพ็ญศรี เริงประเสริฐวิทย์
จำเลย — นางสาวภรณี เริงประเสริฐวิทย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2558
#581411
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาและอยู่ในฐานะเป็นโจทก์คดีส่วนแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสอง แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 จะบัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคดีนี้ศาลฟังข้อเท็จจริงคดีส่วนอาญาว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายจริงตามฟ้องโจทก์ ผู้ร้องมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุผู้ตายได้รับอันตรายแก่ชีวิตอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ตามมาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง แต่การพิจารณาคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 40 บัญญัติไว้ เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งไม่ใช้สิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้องฟังตามกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ดังนั้น คดีส่วนแพ่งของผู้ร้องจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจยกเอาคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องตามผลของคำพิพากษาคดีส่วนอาญาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้อีก เพราะไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลฎีกาพิพากษาเช่นนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางพรภิมล ภริยาของผู้ตาย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ก่อนเริ่มสืบพยาน นางพรภิมล ภริยาของผู้ตาย ผู้ร้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท

จำเลยแถลงว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง และจำเลยไม่ติดใจยื่นคำให้การแก้คดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, และมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 12 เดือน ริบหมอนรองกระสุนปืนลูกซอง เศษลูกกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซอง และลูกกระสุนปรายตะกั่วกระสุนปืนลูกซองของกลาง ส่วนแผ่นพลาสติกมีรอยกระสุนของกลางไม่ริบ แต่ให้คืนแก่เจ้าของ และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,880,000 บาท แก่โจทก์ร่วม (ผู้ร้อง) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม กับยกคำร้อง (คดีส่วนแพ่ง) ของโจทก์ร่วม (ผู้ร้อง) แต่ให้ริบของกลาง ยกเว้นแผ่นพลาสติก ของกลาง ให้คืนแก่เจ้าของ ค่าฤชาธรรมเนียม (คดีส่วนแพ่ง) ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่มีและพาอาวุธปืนลูกซองไปยังบริเวณถนนที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงฆ่าผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุต่างก็เบิกความยืนยันว่า ก่อนเสียงปืนดัง พยานเห็นจำเลยชักอาวุธปืนลูกซองสั้นออกมาส่ายไปมา และหลังจากผู้ตายถูกยิงล้มลงแล้ว พยานเห็นจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งหนีเข้าไปในป่าอ้อยข้างทาง การที่จำเลยวิ่งหนีเข้าไปในป่าอ้อยก็เป็นข้อพิรุธของจำเลยที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยเป็นคนยิงผู้ตายจึงต้องหลบหนี และน่าเชื่อว่าจำเลยตั้งใจใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเนื่องจากจำเลยโกรธแค้นผู้ตายเพราะถูกผู้ตายชกต่อยตามที่นายขจรศักดิ์พยานจำเลยเบิกความรับในข้อนี้ ประกอบกับผู้ตายวิ่งอยู่ข้างหลังพวกของผู้ตาย นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้ตายกับพวกวิ่งหนีจำเลยกลับไปที่รถกระบะที่จอดอยู่ข้างศาลาที่เกิดเหตุ ก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าเพราะผู้ตายกับพวกเห็นจำเลยชักอาวุธปืนลูกซองสั้นออกจากเอวมาเล็งใส่ผู้ตายกับพวกจริง ส่วนที่จำเลยเบิกความอ้างว่าผู้ตายกับพวกวิ่งหนีกลับไปที่รถกระบะ เพราะนายขจรศักดิ์พวกของจำเลยถือชะแลงจะเข้าไปช่วยจำเลยนั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังเป็นความจริงได้เพราะชะแลงที่นายขจรศักดิ์ใช้เป็นอาวุธนั้นไม่ใช่อาวุธร้ายแรงที่ผู้ตายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่าจะต้องเกรงกลัวถึงขนาดต้องวิ่งหนีไปพร้อมกันเช่นนั้น ทั้งความในข้อนี้นายสมหมายก็เบิกความว่า พยานได้เข้าไปห้ามนายขจรศักดิ์ไว้แล้ว นอกจากนี้จำเลยกับนายขจรศักดิ์และนางสาวอารีรัตน์ พยานจำเลยซึ่งเห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุเบิกความไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ขณะเสียงปืนดัง โดยจำเลยเบิกความว่า ขณะที่นายขจรศักดิ์ถือชะแลงวิ่งไล่ตามกลุ่มผู้ตายไปนั้น จำเลยซึ่งถอยหนีผู้ตายกับพวกและล้มลงได้ลุกขึ้นจากพื้นถนนแล้ววิ่งตามกลุ่มผู้ตายไปด้วย เมื่อจำเลยเห็นนายบอยเปิดประตูรถกระบะนำอาวุธปืนยาวออกมาเล็งใส่จำเลย จำเลยจึงวิ่งหายเข้าไปในศาลา เพื่อนของนายบอยตามเข้าไปเตะจำเลยจนล้มลง ระหว่างนั้นจำเลยได้ยินเสียงคนร้องว่า "เอกหลบ เอกหลบ" จำเลยจึงวิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้านนางมาลัย ระหว่างวิ่งหนีจำเลยได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 ถึง 3 นัด ติดต่อกัน แต่นายขจรศักดิ์พยานจำเลยกลับเบิกความว่า หลังจากจำเลยถูกผู้ตายกับพวกรุมทำร้าย จำเลยได้วิ่งหนีไปบนถนน พยานหยิบชะแลงจะเข้าไปช่วยจำเลย กลุ่มผู้ตายเห็นพยานถือชะแลงก็พากันวิ่งหนีไปที่บริเวณศาลา ส่วนจำเลยวิ่งไล่ตามกลุ่มผู้ตายไปที่ศาลา ขณะนั้นพยานยืนอยู่ที่ศาลาเห็นชายในกลุ่มผู้ตายนำอาวุธปืน (ยาว) ออกมาจากรถกระบะ พยานจึงวิ่งหนีไปหลังบ้านของนางมาลัยซึ่งเป็นป่าอ้อย ขณะวิ่งหนีพยานก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จำเลยไม่ได้ยิงผู้ตายเนื่องจากขณะนั้นจำเลยถูกทำร้ายล้มลงอยู่กับพื้น ส่วนนางสาวอารีรัตน์ พยานจำเลยเบิกความว่า ขณะที่จำเลยหนีกลุ่มผู้ตายเข้าไปในศาลา พยานเห็นชายคนหนึ่งในกลุ่มของผู้ตายเตะจำเลยล้มลงในศาลาแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากทางรถกระบะของกลุ่มผู้ตายที่จอดอยู่ด้านข้างขวาของศาลา (หากหันหน้าเข้าหาศาลา) ตามคำเบิกความของนายขจรศักดิ์กับนางสาวอารีรัตน์ดังกล่าว แสดงว่าเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นในขณะที่จำเลยถูกทำร้ายล้มลงอยู่บนศาลาที่เกิดเหตุ หาใช่เสียงปืนดังขึ้นขณะที่จำเลยกำลังวิ่งหนีออกจากศาลาไปทางหลังบ้านนางมาลัยตามที่จำเลยเบิกความไม่ จึงเป็นข้อพิรุธของพยานจำเลย นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า หากเหตุการณ์เป็นดังที่นายขจรศักดิ์และนางสาวอารีรัตน์เบิกความก็น่าจะมีร่องรอยลูกกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซองปรากฏที่พื้นศาลาหรือม้านั่งในศาลาให้เห็นบ้างไม่มากก็น้อย แต่ก็ไม่ปรากฏให้เห็นเช่นนั้น กลับได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโทสุริวงศ์ กับดาบตำรวจชำนาญ พยานโจทก์และโจทก์ร่วม ซึ่งไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในวันรุ่งขึ้นว่า พยานตรวจพบรอยกระสุนปืนที่แผ่นพลาสติกโฆษณาของพรรคภูมิใจไทยที่ติดอยู่ใต้ชายคาด้านหน้าของศาลาที่เกิดเหตุ ซึ่งพยานยึดไว้เป็นของกลางและถ่ายรูปร่องรอยกระสุนปืนดังกล่าวไว้ตามภาพถ่าย และได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโทรตนดล พนักงานสอบสวน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า พยานได้ส่งแผ่นพลาสติกโฆษณาของกลางดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์หาวิถีกระสุนปืน ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสาร กับภาพถ่าย โดยโจทก์และโจทก์ร่วมได้นำพันตำรวจโทตะวัน ผู้เชี่ยวชาญงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุ) มาเบิกความรับรองรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง ซึ่งระบุว่าจากร่องรอยดังกล่าวเชื่อได้ว่าถูกลูกกระสุนปืนยิง 1 ลูก โดยมีทิศทางการยิง (เมื่อหันหน้าเข้าหาศาลา) จากด้านซ้ายไปทางด้านขวา ทำมุมเงยขึ้นเล็กน้อย สอดคล้องกับคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวข้างต้นว่า จำเลยถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามกลุ่มผู้ตายมาตามถนนสายบ้านหัวเขา - บ้านโปร่งสวอง จากทางด้านซ้ายของศาลาที่เกิดเหตุ (เมื่อหันหน้าเข้าหาศาลา) มาทางศาลาที่เกิดเหตุ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งนายจำลอง นายพิเชษฐ นายสาโรจน์กับนายณฐพร พยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ถูกผู้ตายล้มลงที่หน้าศาลาโดยเสียงปืนดังมาจากด้านที่จำเลยวิ่งตามหลังกลุ่มผู้ตายมา ยิ่งกว่านั้นคดียังได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโทรตนดล พนักงานสอบสวน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า หลังเกิดเหตุพยานได้ยึดอาวุธปืนแฝดลูกซองที่นายสาโรจน์ใช้ยิงในวันเกิดเหตุมาเป็นของกลางและส่งอาวุธปืนดังกล่าวพร้อมเสื้อยืดของกลางตัวที่ผู้ตายสวมใส่ขณะถูกยิงไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ระยะการยิงด้วย ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตำรวจโทตะวัน ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางมาเบิกความรับรองรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว ซึ่งในการตรวจพิสูจน์ได้ความว่า เสื้อยืดของกลางมีรอยถูกกลุ่มลูกกระสุนปืนกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ถ้าใช้ปืนลูกซองแฝดลูกซองยาวของกลางทดลองยิงจะต้องยิงที่ระยะประมาณ 20 เมตร จึงจะมีกลุ่มลูกกระสุนปืนกว้างเท่ากัน และพันตำรวจโทตะวันได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยืนยันว่า ตามภาพถ่ายประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ ผู้ตายถูกยิงล้มลงบริเวณหน้าศาลาที่เกิดเหตุ ส่วนรถกระบะของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนแฝดลูกซองยาวยิงนั้น ปรากฏว่ามีพยานให้การว่าจอดอยู่ทางด้านขวาของศาลาที่เกิดเหตุ ห่างจากผู้ตายประมาณ 3 เมตร เท่านั้น สอดคล้องกับภาพถ่ายนำชี้ที่เกิดเหตุ ที่นางมาลัย ป้าของจำเลยซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะเกิดเหตุชี้ยืนยันว่าพวกของผู้ตาย (หมายถึง นายสาโรจน์) ยืนถืออาวุธปืนยาวอยู่ข้างประตูซ้ายของรถกระบะ และสอดคล้องกับคำเบิกความของนายสาโรจน์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่เบิกความว่า หลังจากจำเลยยิงปืน 1 นัด ถูกผู้ตายล้มลงแล้ว พยานได้เปิดประตูรถกระบะนำอาวุธปืนแฝดลูกซองยาวออกมาบรรจุกระสุนปืนแล้วยิงขึ้นฟ้า 2 นัด เพื่อข่มขู่จำเลยมิให้เข้ามายิงพยานกับพวกอีก ประกอบกับนายพิเชษฐและนายจำลองพยานโจทก์และโจทก์ร่วมต่างก็เบิกความยืนยันว่า ขณะที่นายสาโรจน์ยิงปืน นายสาโรจน์อยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 4 ถึง 5 เมตร เท่านั้น ซึ่งระยะใกล้เพียง 4 ถึง 5 เมตร ดังกล่าว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ตายจะถูกลูกกระสุนปรายที่เกิดจากการยิงด้วยอาวุธปืนแฝดลูกซองยาวที่นายสาโรจน์นำมายิงขู่จำเลยเพราะระยะยิงดังกล่าวกลุ่มลูกกระสุนปรายจะกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร เท่านั้น ตามที่พันตำรวจโทตะวันทดลองยิงในการตรวจพิสูจน์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ส่วนร่องรอยกลุ่มลูกกระสุนปรายที่เสื้อยืดของผู้ตายมีความกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ต้องยิงในระยะ 20 เมตร ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนี้คดียังได้ความตามคำเบิกความของนายณฐพรพยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งยืนอยู่ใกล้ผู้ตายว่า ขณะผู้ตายถูกยิง จำเลยอยู่ห่างผู้ตายประมาณ 10 ถึง 14 เมตร โดยผู้ตายล้มลงอยู่จุดหมายเลข 1 ส่วนจำเลยยืนอยู่จุดหมายเลข 6 ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของศาลาที่เกิดเหตุ (เมื่อหันหน้าเข้าหาศาลา) ตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุประกอบสำนวนการสอบสวน โดยทั้งสองจุดจะอยู่ห่างกันประมาณ 10 ถึง 14 เมตร ตามที่นายณฐพรเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลย ซึ่งพันตำรวจโทตะวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความในข้อนี้ว่า หากเป็นการยิงโดยอาวุธปืนลูกซองสั้น กลุ่มลูกกระสุนปืนจะมีความกว้างกว่ายิงด้วยอาวุธปืนลูกซองยาวในระยะเดียวกัน ระยะที่จำเลยยิงตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบดังกล่าว จึงสอดคล้องกับร่องรอยรูกระสุนปืนที่ปรากฏอยู่ที่ศพผู้ตายตามภาพถ่ายศพผู้ตาย และรายงานการตรวจศพ ซึ่งขณะถูกยิงผู้ตายน่าจะกำลังเอี้ยวตัวหันด้านข้างขวาเข้าหาจำเลยในขณะผู้ตายหันกลับไปมองจำเลยที่ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นวิ่งตามหลังผู้ตายกับพวกมา ส่วนที่นายสาโรจน์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ขณะผู้ตายถูกยิงเป็นช่วงจังหวะที่ผู้ตายกำลังวิ่งหนีโดยเอี้ยวตัวไปทางซ้ายเพื่อมองจำเลยที่วิ่งตามหลังมานั้น น่าจะเป็นการเบิกความโดยพยานจำสับสนหรือจำคลาดเคลื่อนไป หาเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทำให้คำเบิกความของนายสาโรจน์ถึงกับรับฟังไม่ได้เสียทั้งหมดไม่ แม้นายณฐพร นายพิเชษฐกับนายสมหมายมิได้เบิกความยืนยันว่า พยานเห็นจำเลยลั่นไกยิงผู้ตายก็ตาม แต่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวต่างก็เบิกความยืนยันว่า ก่อนที่นายสาโรจน์จะนำอาวุธปืนแฝดลูกซองยาวออกมายิงขึ้นฟ้า 2 นัด นั้น พยานเห็นจำเลยถืออาวุธปืนอยู่ในที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากทิศทางที่จำเลยวิ่งตามผู้ตายมาแล้ว ผู้ตายได้ล้มลงไปที่พื้นที่หน้าศาลาที่เกิดเหตุทันที ส่วนที่นายจำลองพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยใช้มือข้างขวาหยิบอาวุธปืนออกมาแล้วยิงใส่ผู้ตาย แต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายจำลอง นายจำลองไม่ได้ให้การว่าเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายก็ไม่ใช่ข้อสำคัญที่จะนำมารับฟังเป็นข้อพิรุธของพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทำให้คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมข้อที่ว่าจำเลยชักอาวุธปืนออกมาส่ายไปมาและวิ่งไล่ตามผู้ตายกับพวกแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากทิศทางที่จำเลยวิ่งตามผู้ตายกับพวกถึงกับรับฟังไม่ได้เสียทั้งหมด นอกจากนี้ยังปรากฏว่าตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่พนักงานสอบสวนจัดทำให้ตามที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมนำชี้ ยังได้ระบุด้วยว่าจุดหมายเลข 5 ซึ่งเป็นจุดที่จำเลยยิงปืนใส่ผู้ตายและอยู่ใกล้จุดหมายเลข 8 ซึ่งระบุว่าเป็นกอมะเขืออยู่ห่างจากหน้าศาลาที่เกิดเหตุซึ่งผู้ตายถูกยิงล้มลง ประมาณ 15 เมตร มีหมอน (กระดาษ) รองกระสุนปืนลูกซองตกอยู่ด้วย ปรากฏตามภาพถ่ายประกอบสำนวนการสืบสวน ตามพฤติการณ์แห่งคดี ตลอดจนพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบดังกล่าวมานี้ เมื่อนำมารับฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้ว จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่มีและพาอาวุธปืนลูกซองสั้นติดตัวมายังถนนที่เกิดเหตุอันเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรแล้วจำเลยได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงฆ่าตายจริงตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ และคดีฟังได้ต่อไปตามรายการจากฐานข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน ที่โจทก์ส่งอ้างว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมาก่อน ซึ่งย่อมเป็นเหตุผลอยู่ในตัวว่า จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะด้วย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับคดีส่วนแพ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์คดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง แม้ตามมาตรา 46 จะบัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคดีนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงคดีส่วนอาญาว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายจริงตามฟ้องโจทก์ ผู้ร้องมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุผู้ตายได้รับอันตรายแก่ชีวิตอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ตามมาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง แต่การพิจารณาคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติไว้ เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งมีฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งไม่ใช้สิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีนี้ให้ผู้ร้องฟังตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังนั้น คดีส่วนแพ่งของผู้ร้องจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจยกเอาคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องตามผลของคำพิพากษาคดีส่วนอาญาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้อีก เพราะไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลฎีกาพิพากษาเช่นนั้นได้

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคดีส่วนอาญาให้บังคับคดีลงโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1 วรรคสอง ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ร่วม — นางพรภิมล สินใหม
ผู้ร้อง — นางพรภิมล สินใหม
จำเลย — นายเอกพลหรือเอก เทพบรรหาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวคุลิกา สังข์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1790/2558
#579659
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องและผู้เยาว์เป็นอิสลามศาสนิกซึ่งมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 บัญญัติให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการนั้น แต่คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องขออนุญาตศาลทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 การขออนุญาตศาลดังกล่าว เป็นการคุ้มครองผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ อันเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครอง สภาพแห่งข้อหาจึงไม่ใช่เป็นเรื่องครอบครัวและมรดกโดยตรงที่ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกการบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์อันเป็นเรื่องความสามารถในการทำนิติกรรมได้ด้วยตนเอง จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 19 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เมื่อผู้เยาว์อายุ 19 ปี จึงยังไม่พ้นจากภาวะผู้เยาว์ ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีเหตุต้องขออนุญาตศาลทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ที่ศาลชั้นต้นใช้หลักกฎหมายอิสลามว่า บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ 15 ปี บริบูรณ์ มายกคำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคืนแก่นางฮานีตา แทนนายราชพฤกษ์ ผู้เยาว์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลามของดะโต๊ะยุติธรรมว่า นายราชพฤกษ์ อายุ 19 ปี เป็นผู้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายอิสลามโดยพ้นจากการเป็นผู้เยาว์แล้ว สามารถทำนิติกรรมด้วยตนเอง จึงมีคำสั่งให้ถอนคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีเหตุต้องขออนุญาตศาลทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องและผู้เยาว์เป็นอิสลามศาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาสซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา 3 บัญญัติให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการนั้นก็ตาม แต่คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องขออนุญาตศาลทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 การที่ต้องขออนุญาตศาลดังกล่าวเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ อันเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองว่ากระทำมิได้เว้นแต่ศาลจะอนุญาต สภาพแห่งข้อหาจึงมิใช่เป็นเรื่องครอบครัวและมรดกโดยตรงที่ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นนี้ การบรรลุนิติภาวะของบุคคลอันเป็นเรื่องความสามารถในการทำนิติกรรมได้ด้วยตนเองจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เมื่อผู้เยาว์อายุ 19 ปี จึงยังไม่พ้นจากภาวะผู้เยาว์ ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีเหตุต้องขออนุญาตศาลทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ที่ศาลชั้นต้นใช้หลักกฎหมายอิสลามว่า การบรรลุศาสนภาวะ หมายความว่า ผู้ที่บรรลุนิติภาวะโดยพ้นจากการเป็นผู้เยาว์เมื่อมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ และพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนจนได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนราธิวาสได้เสนอรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียมาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องขอของผู้ร้องให้เสร็จสิ้นไป โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเสียใหม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องผู้เยาว์และนางฮานีตา ประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียว่า ที่ดินทั้งสองแปลงที่ขออนุญาตทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์นั้น นางฮานีตาซึ่งเป็นพี่สาวผู้เยาว์และประกอบอาชีพรับราชการครูเป็นผู้ซื้อจากบุคคลภายนอก แต่มีเหตุขัดข้องไม่สามารถมารับโอนที่ดินด้วยตนเองและผู้ร้องไม่รับโอนที่ดินใส่ชื่อตนไว้แทนเพราะผู้ร้องอายุมาก ป่วยเป็นโรคหอบหืดและความดันโลหิตสูงจึงเกรงว่าหากผู้ร้องรับโอนไว้แทนแล้วผู้ร้องเสียชีวิตที่ดินดังกล่าวจะตกเป็นมรดก ผู้ร้องจึงให้ผู้เยาว์ซึ่งขณะนั้นยังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมตอนปลายรับโอนที่ดินไว้แทน ผู้ร้องและผู้เยาว์ประสงค์จะโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่นางฮานีตาเพื่อให้นางฮานีตานำไปจำนองธนาคารอาคารสงเคราะห์นำเงินมาปลูกสร้างบ้านไว้ให้ครอบครัวญาติพี่น้องได้อยู่อาศัย กรณีจึงฟังได้ว่ามีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนายราชพฤกษ์ ผู้เยาว์ ยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 9861 และ 9862 ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ให้แก่นางฮานีตา ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 19 ม. 1574
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายมะดาโอ๊ อาแว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนราธิวาส — นายขันติ ชัยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2558
#580842
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เยาว์ได้ทำนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของตนแก่จำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่ผู้เยาว์กระทำนิติกรรมเอง ไม่ใช่ผู้ปกครองของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำ จึงหาใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ไม่ แต่ต้องปรับตามมาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้เยาว์จะกระทำนิติกรรมใดต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ เมื่อมีการบอกล้างก็ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง สัญญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ กรณีมิใช่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ และให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่คืน ขอให้มีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาวิเชียรบุรี ออกใบแทนโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์แทน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นิติกรรมที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียกรรม เมื่อโจทก์บอกล้างแล้ว นิติกรรมก็ตกเป็นโมฆะ ทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้จนกว่าโจทก์จะคืนเงินมัดจำแก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เยาว์ได้ทำนิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่ผู้เยาว์กระทำนิติกรรมเอง ไม่ใช่ผู้ปกครองของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำ จึงหาใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ไม่ แต่ต้องปรับตามมาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้เยาว์จะกระทำนิติกรรมใด ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้น นิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ เมื่อมีการบอกล้างก็ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 สัญญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ กรณีมิใช่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ได้วางเงินมัดจำแก่โจทก์เป็นเงิน 3,500,000 บาท จริงหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การ แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์ได้รับเงินมัดจำจำนวน 3,500,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วน ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยว่าสัญญาพิพาทตามฟ้องถูกบอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ศาลก็ต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 วางเงินมัดจำแก่โจทก์จริงหรือไม่ หากเป็นความจริงจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงอันเป็นอำนาจตามกฎหมายที่จะไม่ยินยอมคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวข้องต่อเนื่อง จึงต้องวินิจฉัยฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ให้สิ้นกระแสความ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพรับราชการ ตำแหน่งศึกษานิเทศน์ การที่จำเลยที่ 1 จะให้บุคคลใดกู้เงินเป็นจำนวนมาก เชื่อว่า จำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบประวัติ อาชีพ รวมทั้งโอกาสที่จำเลยที่ 1 จะได้รับชำระเงินกู้คืนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และตามคำร้องเอกสาร จำเลยที่ 1 ทราบดีโจทก์ยังเป็นนักศึกษา ไม่มีอาชีพ และไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากถึงขนาดนั้น ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า ในการกู้เงินแต่ละครั้งนั้น โจทก์ไม่เคยชำระเงินที่กู้ไปในครั้งก่อน ๆ แก่จำเลยที่ 1 เลย ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ายินยอมให้โจทก์กู้เงินไปหลายครั้งรวม 3,000,000 บาท จึงเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยและไม่น่าเชื่อถือ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างภาพถ่ายเป็นภาพในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยโจทก์รับเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท แต่ในภาพมีภาพของจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะในภาพถ่ายแผ่นที่ 3 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับเงินแทนโจทก์ ซึ่งไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะให้จำเลยที่ 3 มารับเงินแทนและยังเป็นหลักฐานที่ขัดแย้งกันเองอีกด้วย นอกจากนี้ในสัญญาจะซื้อจะขาย กำหนดให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาต แต่ในข้อ 4. กลับระบุให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายหากโจทก์ผิดสัญญาเป็นเงินถึง 10,000,000 บาท อีกด้วย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่มีเหตุผลและน้ำหนัก แต่กลับส่อพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ได้ร่วมกันข่มขู่หลอกลวงโจทก์ โดยอาศัยที่โจทก์เป็นผู้เยาว์ ไม่มีบิดามารดา และยังมีเรื่องผิดใจกับนายจันทร์เที่ยง ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ต้องพักอาศัยกับบุคคลอื่น ให้อยู่ในสภาวะจำยอมต้องลงลายมือชื่อในสัญญาจะขายที่ดินโดยกำหนดเงินมัดจำและค่าเสียหายเป็นจำนวนสูงมากโดยไม่เป็นความจริงเพื่อจำเลยที่ 1 จะได้ที่ดินในราคาถูก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าไม่มีการวางเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ เมื่อมีการบอกล้างโมฆียะกรรม โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่โจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องคืนเงินมัดจำแก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 21 ม. 176 ม. 1574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเกศสุดา น้อยยะ โดยนายจันทร์เที่ยง
โจทก์ — หิรัญพฤกษ์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นางนิยมพร เจริญวัฒนาชัยกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1776/2558
#581420
เปิดฉบับเต็ม

การนำสืบพยานบุคคลถึงความเป็นมาอันแท้จริงของสัญญาซื้อขายที่ดินว่าเพราะเหตุใดจึงมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน ไม่ใช่การนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

การที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้ธนาคารเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิม แต่การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายกับจำเลยคนละครึ่ง ดังนั้น เมื่อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับจำเลยมีอยู่ก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยฝ่ายละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินในการซื้อตอนแรกก่อนสมรส โดยนำที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันหนี้ แล้วมีการผ่อนชำระหนี้เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ตายกับจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยมาก่อนสมรสต้องกลายเป็นสินสมรส ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง

ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดบัญญัติให้คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกจะต้องระบุถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมด การที่จำเลยยื่นคำร้องขอโดยไม่ได้ระบุที่ดินอีก 5 แปลง ไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 ที่ดินโฉนดเลขที่ 140868 ที่ดินโฉนดเลขที่ 134895 ที่ดินโฉนดเลขที่ 19465 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 แต่ละรายการออกครึ่งหนึ่ง และกำจัดจำเลยมิให้ได้มรดก โดยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์โดยปลอดภาระติดพัน หากจำเลยไม่แบ่งแยก หรือแบ่งไม่ได้ หรือไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้นำที่ดินทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินครึ่งหนึ่งมาแบ่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมทาวน์เฮ้าส์สองชั้นเลขที่ 604/211 หมู่ที่ 3 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วนโดยปลอดภาระติดพัน หากจำเลยไม่ไปทำการแบ่งหรือแบ่งไม่ได้ หรือไม่สามารถโอนได้ให้นำที่ดินออกขายนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 หมู่ที่ 3 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์หนึ่งในแปดส่วนโดยปลอดภาระติดพัน ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินในศาลชั้นต้น 19,896 บาท และชั้นอุทธรณ์ 24,718 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า นางขนิษฐา โจทก์ และนายสุรเดช เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวอรนุช ผู้ตาย นายสุรเดชและบิดามารดาของผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ผู้ตายและจำเลยรับราชการเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผู้ตายได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาระดับปริญญาเอกที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างศึกษาอยู่นั้นผู้ตายเดินทางกลับมาประเทศไทยและจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรสแล้วกลับไปศึกษาต่อ ผู้ตายเดินทางกลับมาประเทศไทยและพักอาศัยอยู่กับจำเลยตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 ไม่มีบุตรด้วยกัน ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2547 ตามสำเนามรณบัตร จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งธนบุรีตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยระบุในคำร้องขอว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกรวม 7 รายการ ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ได้รับแบ่งมรดกของผู้ตายจากจำเลยเป็นเงิน 210,547 บาท ตามสำเนาสัญญาการรับทรัพย์สินจากกองมรดกผู้ตาย นอกจากทรัพย์สินตามสำเนารายการทรัพย์สินของผู้ตาย ผู้ตายกับจำเลยยังมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 18 ตารางวา พร้อมทาวน์เฮาส์ เลขที่ 604/211 หมู่ที่ 3 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยร่วมกันซื้อมาก่อนสมรส ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 140868 ตำบลบางแคเหนือ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 134895 ตำบลบางแคเหนือ อำเภอบางแค (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 198 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 19465 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 5 ไร่ 80 ตารางวา ที่ดินทั้งสี่แปลงนี้จดทะเบียนโอนเป็นชื่อจำเลยในระหว่างสมรสกับผู้ตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 140868, 134895 และ 19465 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำสืบพยานจำเลยปากนายชุ่มและพยาน ดังกล่าวไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับที่ได้วินิจฉัยในฎีกาตอนแรกแล้ว จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายและจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าว ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิมดังที่โจทก์ฎีกานั้น แต่การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น จึงต้องเป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายและจำเลยคนละครึ่ง ดังนั้นเมื่อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและจำเลยมีอยู่ก่อนสมรสจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและจำเลยฝ่ายละครึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผู้ตายและจำเลยร่วมกันกู้เงินในการซื้อตอนแรกก่อนการสมรส โดยนำที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันหนี้ แล้วมีการผ่อนชำระหนี้เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสนั้น เห็นว่า เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ตายและจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและจำเลยมาก่อนสมรสต้องกลายเป็นสินสมรสดังที่โจทก์ฎีกามาแต่อย่างใด ดังนั้นจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 เป็นสินส่วนตัวโดยเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายและจำเลยจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยปิดบังทรัพย์สินที่ดิน 5 แปลง โดยไม่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก แสดงต่อศาลประกอบคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและไม่แสดงต่อทายาทอื่นรวมทั้งโจทก์ จำเลยจึงสมควรถูกกำจัดมิให้รับมรดกทรัพย์ที่ปิดบังไว้ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดที่บัญญัติให้คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกจะต้องระบุถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมด การที่จำเลยไม่ได้ระบุทรัพย์สินที่ดิน 5 แปลง ไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ป.พ.พ. ม. 1471 (1) ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตรีสุริยา เผ่าจินดา
จำเลย — นายสุรัตน์ นันตะสุคนธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางนฤมล สันติสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1776/2558
#591708
เปิดฉบับเต็ม

การนำสืบพยานบุคคลถึงความเป็นมาอันแท้จริงของสัญญาซื้อขายที่ดินว่าเพราะเหตุใดจึงมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน ไม่ใช่การนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

การที่ผู้ตายและจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์ ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้ธนาคารเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิม แต่การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายและจำเลยคนละครึ่ง ดังนั้น เมื่อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้ตายและจำเลยมีอยู่ก่อนสมรสจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและจำเลยฝ่ายละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผู้ตายและจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินในการซื้อตอนแรกก่อนสมรส โดยนำที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันหนี้แล้วมีการผ่อนชำระหนี้เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ตายและจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและจำเลยมาก่อนสมรสต้องกลายเป็นสินสมรส ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง

ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดบัญญัติให้คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกจะต้องระบุถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมด การที่จำเลยยื่นคำร้องขอโดยไม่ได้ระบุที่ดินอีก 5 แปลง ไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกจำกัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินแต่ละรายการออกครึ่งหนึ่ง และกำจัดจำเลยมิให้ได้มรดก โดยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์โดยปลอดภาระติดพัน หากจำเลยไม่แบ่งแยก หรือแบ่งไม่ได้ หรือไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้นำที่ดินทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินครึ่งหนึ่งมาแบ่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 604/211 หมู่ที่ 3 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วนโดยปลอดภาระติดพัน หากจำเลยไม่ไปทำการแบ่งหรือแบ่งไม่ได้ หรือไม่สามารถโอนได้ให้นำที่ดินออกขายนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 หมู่ที่ 3 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์หนึ่งในแปดส่วนโดยปลอดภาระติดพัน ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินในศาลชั้นต้น 19,896 บาท และชั้นอุทธรณ์ 24,718 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า นางขนิษฐา โจทก์ และนายสุรเดช เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวอรนุช ผู้ตาย นายสุรเดชและบิดามารดาของผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ผู้ตายและจำเลยรับราชการเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีฯ ผู้ตายได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาระดับปริญญาเอกที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างศึกษาอยู่นั้นผู้ตายเดินทางกลับมาประเทศไทยและจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 แล้วกลับไปศึกษาต่อ ผู้ตายเดินทางกลับมาประเทศไทยและพักอาศัยอยู่กับจำเลยตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 ไม่มีบุตรด้วยกัน ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งธนบุรีตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยระบุในคำร้องขอว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกรวม 7 รายการ ตามสำเนารายการทรัพย์สินของผู้ตาย ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ได้รับแบ่งมรดกของผู้ตายจากจำเลยเป็นเงิน 210,547 บาท นอกจากทรัพย์สินตามสำเนารายการทรัพย์สินของผู้ตายแล้ว ผู้ตายกับจำเลยยังมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 18 ตารางวา พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 หมู่ที่ 3 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยร่วมกันซื้อมาก่อนสมรส ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 140868 ตำบลบางแคเหนือ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 134895 ตำบลบางแคเหนือ อำเภอบางแค (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 198 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 19465 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 5 ไร่ 80 ตารางวา ที่ดินทั้งสี่แปลงนี้จดทะเบียนโอนเป็นชื่อจำเลยในระหว่างสมรสกับผู้ตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 140868, 134895 และ 19465 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่งหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาจ้างพัฒนาที่ดินมีพิรุธน่าสงสัย โดยนางแน่งน้อย มารดาจำเลยและจำเลยไม่มีชื่อเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินดังกล่าว แต่นางแน่งน้อยกลับมาแบ่งปันผลประโยชน์ให้จำเลยกับนายเรวัตร น้องชายมากกว่านายชัชวาลย์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเพชรอนันต์ จำกัด และเป็นผู้เข้าทำสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินดังกล่าวจึงไม่น่าเป็นไปได้ อีกทั้งเอกสารดังกล่าวไม่ได้ประทับตราและลงลายมือชื่อรับรองจากเจ้าหน้าที่กับไม่ได้กำหนดผลประโยชน์ของผู้รับจ้างที่แน่นอนจึงไม่น่าเชื่อถือ และจำเลยนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า ตามสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้น แผ่นที่ 6 มีชื่อนางแน่งน้อยเป็นผู้ถือหุ้น 19,000 หุ้น จาก 20,000 หุ้น ผู้ถือหุ้นที่เหลือล้วนแต่เป็นบุคคลในครอบครัวของนางแน่งน้อยทั้งสิ้น ถือเป็นธุรกิจในครอบครัวของนางแน่งน้อย และแสดงว่านางแน่งน้อยผู้เป็นมารดาย่อมเป็นผู้มีบทบาทและอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวดังกล่าว ดังนั้นการที่นายชัชวาลย์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเพชรอนันต์ จำกัด เป็นผู้เข้าทำสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินดังกล่าว โดยนางแน่งน้อยและจำเลยไม่มีชื่อ แล้วต่อมานางแน่งน้อยแบ่งผลประโยชน์ให้แก่จำเลย นายเรวัตรและนายชัชวาลย์ตามที่ปรากฏโดยได้ความตามคำเบิกความของนายชัชวาลย์ว่าเป็นการแบ่งผลประโยชน์ให้แก่คนในครอบครัวตามส่วนและตามความต้องการของมารดา กรณีจึงหาเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ สำหรับเอกสารสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินดังกล่าวระบุว่า นายชัชวาลย์เป็นผู้รับจ้าง มิใช่บริษัทเพชรอนันต์ จำกัด จึงหาจำต้องประทับตราใด ๆ และปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวมีเจ้าพนักงานที่ดินชำนาญงานซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองถูกต้องแล้ว ย่อมเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดงแล้ว นอกจากนี้เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุถึงผลประโยชน์ของผู้รับจ้างไว้ชัดเจนแล้วว่าผู้ว่าจ้างจะต้องทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้รับจ้างเป็นการตอบแทน ทั้งการนำสืบพยานบุคคล ของจำเลย เป็นการนำสืบถึงความเป็นมาอันแท้จริงของสัญญาซื้อขายที่ดินว่าเพราะเหตุใดจึงมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน ในชั้นนี้ไม่ใช่การโต้เถียงเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายแต่อย่างใด กรณีไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ส่วนที่โจทก์ฎีกาในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 19465 ว่า จำเลยนำสืบพยานปากนายชุ่มและพยานเอกสาร เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นอกจากนี้นายเสนาะ พยานจำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยและโจทก์ถามค้านว่า เคยเห็นจำเลยและภริยาไปดูที่ ภริยาจำเลยเคยถามอัตราค่าเช่านาจากพยาน หลังจากจำเลยและภริยาซื้อที่ดินที่พยานทำนาแล้ว อนุญาตให้พยานทำนาต่อโดยเก็บค่าเช่าอัตราเดิม จึงน่าเชื่อว่าจำเลยและภริยาร่วมกันซื้อที่ดินมานั้น เห็นว่า การที่จำเลยนำสืบพยานจำเลยปากนายชุ่มและพยานเอกสารดังกล่าวไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับที่ได้วินิจฉัยในฎีกาตอนแรกแล้ว จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 สำหรับนายเสนาะพยานจำเลยอีกปากนั้นก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามติงแล้วว่า ก่อนที่นายชุ่มจะขายที่ดิน พยานเห็นแต่มารดาจำเลยไปดูที่ดินเท่านั้น พยานเห็นภริยาจำเลยไปดูที่ดินหลังจากโอนเป็นของจำเลยแล้ว จำเลยเป็นผู้ให้พยานเช่าทำนาต่อ มิใช่ภริยาจำเลยและจำเลยเป็นคนเก็บค่าเช่า ภริยาจำเลยไม่เคยมาเก็บค่าเช่าตามลำพัง เช่นนี้จึงไม่มีพฤติกรรมที่จะบ่งชี้แสดงว่า จำเลยและภริยาร่วมกันซื้อที่ดินมาดังที่โจทก์ฎีกาอ้างแต่อย่างใด ดังนั้นจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 140868 และ 134895 มาจากนางแน่งน้อยกับนางแน่งน้อยเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 19465 แล้วยกให้แก่จำเลย ที่ดินทั้งสามแปลงนี้ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่งหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าว ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อมาก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคาร เข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิม แต่ผู้ตายกับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยร่วมกันเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจดทะเบียนสมรสแล้ว ที่ดินย่อมเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย จำเลยเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับนายปฐม และได้รับโอนมาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2536 จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเจือสมกับที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยเคยพาผู้ตายไปดูที่ดินแปลงนี้หลายครั้ง แสดงว่าผู้ตายกับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงนี้มาด้วยกัน จึงเป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยนั้น เห็นว่า การที่ผู้ตายและจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าว ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิมดังที่โจทก์ฎีกานั้น แต่การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น จึงต้องเป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายและจำเลยคนละครึ่ง ดังนั้นเมื่อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและจำเลยมีอยู่ก่อนสมรสจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและจำเลยฝ่ายละครึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผู้ตายและจำเลยร่วมกันกู้เงินในการซื้อตอนแรกก่อนการสมรส โดยนำที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันหนี้ แล้วมีการผ่อนชำระหนี้เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสนั้น เห็นว่า เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ตายและจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและจำเลยมาก่อนสมรสต้องกลายเป็นสินสมรสดังที่โจทก์ฎีกามาแต่อย่างใด สำหรับที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 757 ซึ่งจำเลยเบิกความว่าเคยพาผู้ตายไปดูที่ดินแปลงนี้หลายครั้งนั้น เห็นว่า จำเลยได้เบิกความในตอนต่อมาอีกว่า ได้พานายประเสริฐซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานไปด้วย ผู้ตายและนายประเสริฐซึ่งเคยไปเที่ยวด้วยกัน ผู้ตายทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยซื้อที่ดินแปลงนี้โดยมารดาให้เงินมาจึงเป็นสินส่วนตัว เช่นนี้ตามคำเบิกความของจำเลยจึงได้ความว่า จำเลย เพียงพาผู้ตายไปเที่ยวด้วยกันและผู้ตายทราบดีอยู่แล้วว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ข้อฎีกาของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้นจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 เป็นสินส่วนตัวโดยเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายและจำเลยจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 757 เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยปิดบังทรัพย์สินที่ดิน 5 แปลง โดยไม่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก แสดงต่อศาลประกอบคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและไม่แสดงต่อทายาทอื่นรวมทั้งโจทก์ จำเลยจึงสมควรถูกกำจัดมิให้รับมรดกทรัพย์ที่ปิดบังไว้ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดที่บัญญัติให้คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกจะต้องระบุถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมด การที่จำเลยไม่ได้ระบุทรัพย์สินที่ดิน 5 แปลง ไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก และจำเลยมีนางขนิษฐา พี่สาวโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า ระหว่างจัดงานศพผู้ตาย พยานและญาติพี่น้องรวมทั้งโจทก์ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านจำเลย จำเลยพูดถึงที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ว่าจะขอโอนชื่อเป็นของจำเลย พยานและพี่น้องรวมทั้งโจทก์ไม่มีใครคัดค้าน และพยานทราบจากจำเลยว่า หลังจากผู้ตายไปเรียนต่อต่างประเทศ จำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระค่าทาวน์เฮาส์เพียงผู้เดียว ที่ดิน 2 แปลง ในซอยเพชรเกษม 78 ชาวบ้านยกให้เป็นการตอบแทนการเข้าไปพัฒนาที่ดินแล้วมารดาจำเลยยกให้แก่จำเลย ที่ดินที่จังหวัดสุพรรณบุรีมารดาจำเลยยกให้แก่จำเลย และที่ดินที่เกาะลันตาน้อย จังหวัดกระบี่ มารดาจำเลยให้เงินแก่จำเลยไปซื้อมา ประกอบกับทรัพย์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์นั้น จำเลยร่วมซื้อกับผู้ตายมาแต่ต้นก่อนสมรสโดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตาย เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยมิได้ปิดบังทรัพย์มรดกดังกล่าวต่อทายาทแต่อย่างใด ส่วนทรัพย์ที่ดินอีก 4 แปลง ล้วนแต่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ทั้งไม่มีพฤติการณ์ใดที่ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยปิดบังทรัพย์ที่ดิน 4 แปลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิน 4 แปลง ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยปิดบังทรัพย์มรดกเช่นกัน จำเลยจึงไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 604/211 หนึ่งในแปดส่วนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตาย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกแล้ว จำเลยจึงต้องแบ่งที่ดินทั้งห้าแปลงให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย และทรัพย์มรดกของผู้ตายในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์เพียงครึ่งหนึ่ง มิใช่เป็นที่ดินทั้งห้าแปลงดังที่โจทก์ฎีกามา ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์พิพาทหนึ่งในแปดส่วนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 (1) ม. 1474 ม. 1605
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตรี ส.
จำเลย — นาย ร.
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774/2558
#582400
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจาก ห. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ส. สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของ ห. พูดคุยกับ จ. ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ห. ว่า เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของ ห. ให้จัดการทำบุญให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้น จ. ไปหา ส. ปีละ 3 ถึง 4 ครั้ง แต่ละครั้ง ส. ได้มอบข้าวสารแก่ จ. และก่อน ส. ถึงแก่ความตาย ส. บอกแก่ จ. ว่า หาก ส. ถึงแก่ความตายแล้ว ให้ จ. จัดการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของ ห. ได้ ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ดำเนินการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11467 ให้จำเลยเฉพาะส่วนของ ส. ในส่วนที่ดินพิพาทยังเป็นชื่อของ ห. เช่นเดิม แสดงว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ยอมรับสิทธิในการรับมรดกที่ดินพิพาทของทายาทของ ห. นอกจากนี้ หลังจากฟ้องคดีนี้ ทายาทบางส่วนของ ส. ทำหนังสือมอบอำนาจมีเนื้อความทำนองให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่ทายาทของ ห. ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ส. และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นตัวแทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 แล้ว จำเลยไม่อาจยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ห. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 114467 (ที่ถูก โฉนดที่ดินเลขที่ 11467) ตำบลหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา จดทะเบียนแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของนางหนูเดินเนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 86 ตารางวา ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหนูเดิน ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางหนูเดินให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหนูเดิน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 11467 ตำบลหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ไปจดทะเบียนแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 93.25 ตารางวา ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหนูเดิน วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11467 ให้จำเลยดำเนินการในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสกสรรค์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11467 ตำบลหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา มีชื่อนายเสกสรรค์หรือกดกับนางหนูเดินซึ่งเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและเป็นสินสมรสของบุคคลทั้งสองตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัว ทั้งสองไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 นางหนูเดินถึงแก่ความตาย ขณะนางหนูเดินถึงแก่ความตาย นางหนูเดินมีทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกเพียง 2 คน คือ นายจิ พี่ชาย และนายเสกสรรค์ หลังจากนั้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 นายเสกสรรค์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหนูเดินตามคำร้องขอของนายจิ และมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเสกสรรค์ตามพินัยกรรมของนายเสกสรรค์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นอกจากข้อเท็จจริงจะได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายจิ ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางหนูเดินที่เบิกความว่า ภายหลังจากนางหนูเดินถึงแก่ความตายนายเสกสรรค์ได้พูดกับพยานว่า เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนางหนูเดินนั้นให้จัดการทำบุญให้กับนางหนูเดินเรียบร้อยเสียก่อน พยานได้ไปหานายเสกสรรค์ที่บ้านปีละประมาณ 3 ถึง 4 ครั้ง แต่ละครั้งนายเสกสรรค์ได้มอบข้าวสารให้พยาน ก่อนนายเสกสรรค์ถึงแก่ความตายนายเสกสรรค์ได้พูดคุยกับพยานว่า หากนายเสกสรรค์ถึงแก่ความตายแล้วให้พยานจัดการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นของนางหนูเดินได้ ข้อเท็จจริงยังได้ความจากสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินเลขที่ 11467 ว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสกสรรค์ได้ดำเนินการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11467 ให้จำเลยเฉพาะส่วนที่เป็นของนายเสกสรรค์ ในส่วนที่ดินพิพาทยังเป็นชื่อนางหนูเดินเช่นเดิม แสดงว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสกสรรค์ยอมรับสิทธิในการรับมรดกที่ดินพิพาทของทายาทนางหนูเดิน หลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว ทายาทบางส่วนของนายเสกสรรค์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจมีเนื้อหาในทำนองให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทของนางหนูเดิน จากข้อเท็จจริงข้างต้นเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่านายเสกสรรค์และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายเสกสรรค์ได้สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/24 แล้วจำเลยจึงไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางสาวเกศแก้ว ชุมภูแสง ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางหนูเดิน ชุมภูแสง
นางกุลนิดา โคตรหาชัย ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายเสกสรรค์ ชุมภูแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายมนูญ จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1754/2558
#583712
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายให้มีหน้าที่จัดการทรัพย์สิน รวบรวมเงินค่าขายน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าของผู้เสียหาย จากสถานีบริการน้ำมันจัดส่งแก่ผู้เสียหายทุกวัน แต่จำเลยได้กระทำผิดหน้าที่ตน ด้วยการไม่จัดส่งค่าขายน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าสินค้าตามหน้าที่โดยทุจริต โดยบังอาจลักเอาเงินที่เป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยลงโทษตามที่ศาลจะฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ มิใช่เป็นการบรรยายฟ้องที่ขัดกันอยู่ในตัว ทั้งจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอย่างไรเป็นเรื่องภายในใจของจำเลย ซึ่งจำเลยควรเข้าใจข้อหาได้ดีว่าโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดอย่างใด คำฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วย พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 335, 353, 91 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 193,155 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก, 335 (11) วรรคแรก, 353 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและผู้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 19 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง) ให้จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 193,155 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและยักยอก และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 193,155 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.19 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยลงโทษตามที่ศาลจะฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ มิใช่เป็นการบรรยายฟ้องอันเป็นการขัดแย้งกันอยู่ในตัว ทั้งจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอย่างไรเป็นเรื่องในใจของจำเลยซึ่งจำเลยควรเข้าใจข้อหาได้ดีว่าโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดอย่างใด คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและความผิดดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.19 แต่การที่จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าของผู้เสียหายจากสถานีบริการน้ำมันเพื่อจัดส่งให้แก่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าผู้เสียหายได้มอบเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าดังกล่าวให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยเพราะจำเลยจะต้องถือและรักษาเงินจำนวนนั้นจนกระทั่งนำไปให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปในระหว่างที่ยังไม่ได้จัดส่งให้แก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 มิใช่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ด้วยดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานนี้ว่าสมควรลงโทษปรับจำเลยสถานเดียวหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอีก เห็นว่า จำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหายไปหลายครั้งเป็นจำนวนสูงถึง 193,155 บาท โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหายและได้รับความไว้วางใจจากผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 19 กระทง จำคุก 57 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมแล้ว เป็นจำคุก 63 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 193,155 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นางสาววรารัตน์ ผงสินสุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายมีชัย เตชาชาญ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1740/2558
#627256
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าปรับตามสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองก็มิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองมิได้ทำสัญญาเช่าตามฟ้อง เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ค้างชำระค่าเช่า และไม่ต้องชำระค่าปรับตามฟ้อง คดีจึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าตามฟ้องจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้แล้วว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าตามฟ้องจริง โดยโจทก์ไม่จำต้องอ้างหนังสือสัญญาเช่าตามฟ้องเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ฎีกาว่าสัญญาเช่าตามฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ แม้จะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งจำเลยที่ 1 มีอำนาจยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ก็ตาม การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

สิทธิเรียกร้องค่าเช่าอาคารซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างชำระ มีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3) ส่วนอายุความ 6 เดือน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 563 นั้น ใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่าในกรณีอื่น เช่น การเรียกร้องค่าปรับเนื่องจากชำระค่าเช่าล่าช้า ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าปรับอันเนื่องมาจากการชำระค่าเช่าล่าช้าของโจทก์มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามมาตรา 563 ซึ่งการเริ่มนับอายุความของค่าเช่าย่อมนับตั้งแต่วันที่ถึงกำหนดชำระค่าเช่าในแต่ละเดือนตามมาตรา 193/12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 749,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 749,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อประมาณปี 2546 จำเลยที่ 2 เช่าอาคารเลขที่ 433 ซอย 107 ถนนลาดพร้าวแขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในนามของบริษัทบางกอกเมรัย จำกัด ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทบ้านพลูหลวง จำกัด มีนางชุติกาญจน์ ภรรยาจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เพื่อทำสุราแช่ ชนิดสุราแช่ผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และผลผลิตทางการเกษตร ค่าเช่าเดือนละ 35,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 2 ตกลงทำหนังสือสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวกับโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 มีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2551 ค่าเช่าเดือนละ 35,000 บาท ชำระค่าเช่าล่วงหน้าทุกวันที่ 10 ของเดือน หากผิดนัดชำระค่าเช่างวดใดงวดหนึ่ง โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และหากผู้เช่าชำระค่าเช่าไม่ตรงเวลา ยอมให้โจทก์ปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของค่าเช่าที่ค้างชำระ ต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาแล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงเช่าอาคารพิพาทกันต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา ในอัตราค่าเช่าและเงื่อนไขตามสัญญาเช่าเดิม วันที่ 1 มิถุนายน 2554 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยทั้งสองอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสองค้างชำระค่าเช่า โจทก์ได้รับชำระค่าเช่าครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 จำเลยทั้งสองส่งมอบอาคารที่เช่าแก่โจทก์ก่อนเดือนธันวาคม 2554 โจทก์ฟ้องคดีนี้ วันที่ 11 เมษายน 2555

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หนังสือสัญญาเช่า ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ แม้จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าปรับตามสัญญาเช่าได้ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าปรับตามสัญญาเช่า แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองมิได้ทำสัญญาเช่าตามฟ้อง เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ค้างชำระค่าเช่า และไม่ต้องชำระค่าปรับตามฟ้อง คดีจึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าตามฟ้องจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้แล้วว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าตามฟ้องจริง โดยโจทก์ไม่จำต้องอ้างหนังสือสัญญาเช่าตามฟ้องเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ฎีกาว่าสัญญาเช่าตามฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ แม้จะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งจำเลยที่ 1 มีอำนาจยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ก็ตาม การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีเพียงหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาแสดง รายการค้างค่าเช่า เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นมาเอง และข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 แสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ค้างชำระค่าเช่าก่อนหน้านั้น โจทก์มีนางปานใจผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ผู้เช่าต้องชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เดือนละ 35,000 บาท โดยผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค รวมทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ในทางปฏิบัติการชำระค่าเช่าในแต่ละเดือน จำเลยทั้งสองจะหักภาษี ณ ที่จ่าย ทุกครั้ง โดยจำเลยทั้งสองจะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้โจทก์ แทนใบเสร็จรับเงินค่าเช่าในแต่ละเดือน และในการชำระค่าเช่าจำเลยทั้งสองจะโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีสะพานควาย โดยได้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้โจทก์ ในปี 2548 จำนวน 11 ฉบับ ปี 2549 จำนวน 10 ฉบับ ปี 2550 จำนวน 10 ฉบับ ปี 2551 จำนวน 6 ฉบับ ปี 2552 ไม่ได้ออกหนังสือรับรองให้เลย ปี 2553 จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าโดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 6 ฉบับ และปี 2554 จำนวน 8 ฉบับ ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของจำเลย รวม 51 ฉบับ และโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าที่ค้างภายในกำหนด หากไม่ชำระ ก็ให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่า ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยังคงเพิกเฉยมิได้โต้แย้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ติดค้างชำระค่าเช่า ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานก็มิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบเพียงแต่เบิกความว่า รายการค่าเช่าค้างชำระ ที่ระบุว่าค้างชำระค่าเช่าเดือนพฤศจิกายน 2554 นั้น ไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 1 ได้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 และการชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์มีทั้งการชำระด้วยเงินสดและการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้มีหลักฐานการชำระค่าเช่าด้วยเงินสดมาแสดง ซึ่งตามปกติหากจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าด้วยเงินสด โจทก์น่าจะต้องออกใบเสร็จรับเงินค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าเป็นหลักฐาน จำเลยที่ 2 เพียงเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักและตามหลักฐานการโอนเงินค่าเช่าเข้าบัญชีโจทก์เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 ย่อมแสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้ขนย้ายและส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 ดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เอกสารหลักฐานการโอนเงินค่าเช่าเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นและนำมาส่งศาลเอง จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า หนังสือดังกล่าวธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลชั้นต้นตามคำขอของโจทก์ เมื่อโจทก์นำเอกสารดังกล่าวถามค้านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำไม่ได้ว่าโอนเงินครั้งสุดท้ายให้โจทก์เมื่อใด และไม่แน่ใจว่าการโอนเงินตามเอกสารดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ โดยมิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบโดยเหตุว่าเอกสารนั้นปลอมหรือไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้คัดค้านการมีอยู่หรือความแท้จริงของเอกสารนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสาม จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าเดือนละ 35,000 บาท ในเดือนกรกฎาคม 2548 เดือนกุมภาพันธ์และเมษายน 2549 เดือนมีนาคมและเมษายน 2550 เดือนมกราคม กันยายน และพฤศจิกายน 2551 เดือนมกราคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม พฤศจิกายนและธันวาคม 2552 เดือนมีนาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน 2553 เดือนกุมภาพันธ์และพฤศจิกายน 2554 รวม 21 เดือน และตามข้อตกลงในสัญญาเช่า หากผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตรงตามกำหนดเวลา ผู้เช่ายินยอมเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินค่าเช่า 35,000 บาท ที่ค้างชำระในแต่ละเดือนคิดเป็นค่าปรับเดือนละ 700 บาท ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าและค่าปรับเนื่องจากชำระค่าเช่าล่าช้า เห็นว่าสิทธิเรียกร้องค่าเช่าอาคารซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างชำระ มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ส่วนอายุความ 6 เดือน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 563 นั้น ใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่าในกรณีอื่น เช่น การเรียกร้องค่าปรับเนื่องจากชำระค่าเช่าล่าช้า ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าปรับอันเนื่องมาจากการชำระค่าเช่าล่าช้าของโจทก์มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามมาตรา 563 ซึ่งการเริ่มนับอายุความของค่าเช่าย่อมนับตั้งแต่วันที่ถึงกำหนดชำระค่าเช่าในแต่ละเดือนตามมาตรา 193/12 สำหรับค่าเช่าค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2548 เดือนกุมภาพันธ์และเมษายน 2549 เดือนมีนาคมและเมษายน 2550 ซึ่งต้องชำระล่วงหน้าภายในวันที่ 10 ของเดือน รวม 5 เดือน นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 สิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าค้างชำระจำนวน 5 เดือนดังกล่าว จึงขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระในเดือนมกราคม 2551 เป็นต้นมา รวม 16 เดือน เดือนละ 35,000 บาท คิดเป็นเงิน 560,000 บาท สำหรับค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน คำนวณเป็นเงินเดือนละ 700 บาท ของค่าเช่าที่ค้างชำระในแต่ละเดือน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าปรับของค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 21 เดือน ในแต่ละเดือนจนถึงวันฟ้อง จำเลยส่งมอบอาคารอันเป็นทรัพย์สินที่เช่าคืนโจทก์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 11 เมษายน 2555 ยังไม่เกิน 6 เดือน สิทธิเรียกร้องค่าปรับของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามมาตรา 563 แต่โจทก์ขอค่าปรับรวมกันมาเพียง 21 เดือน เป็นเงิน 14,700 บาท จึงสมควรให้ตามที่โจทก์ขอ รวมเป็นเงินค่าเช่าค้างชำระและค่าปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด 574,700 บาท ชำระแก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่า ทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2548 ตามหนังสือสัญญาเช่าอาคาร แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าอาคารดังกล่าวจำเลยที่ 2 มาติดต่อขอเช่าจากโจทก์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำสุราแช่ชนิดสุราแช่ผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และผลผลิตทางการเกษตรในนามของบริษัทบางกอกเมรัย จำกัด ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2546 ค่าเช่าเดือนละ 35,000 บาท โดยมิได้มีการทำหนังสือสัญญาเช่าไว้ต่อกัน บริษัทบางกอกเมรัย จำกัด ซึ่งต่อมาในปี 2547 จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทบ้านพลูหลวง จำกัด มีนางชุติกาญจน์ ภรรยาจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 2 จึงทำหนังสือสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ในนามจำเลยที่ 1 มีกำหนดเวลาการเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2551 และหลังจากครบอายุการเช่าแล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยังคงเช่าอาคารพิพาทต่อไปโดยมิได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ ในการชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์ทุกครั้ง แต่ต่อมาตั้งแต่ต้นปี 2554 บริษัทเยลโล่ ฟาร์ม จำกัด เป็นผู้ชำระค่าเช่าอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ โดยเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์ทุกครั้ง แม้กระทั่งการชำระค่าเช่าครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 ตามรายละเอียดหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวม 51 ฉบับ และหลังจากขนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตสุราแช่และผลิตผลทางการเกษตรออกจากอาคารของโจทก์ไปยังอาคารที่เช่าใหม่เลขที่ 7/3 หมู่ที่ 10 แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ตามหนังสือสัญญาเช่า ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้เช่ากับนายปิยชาติ ผู้ให้เช่า ลงวันที่ 1 กันยายน 2554 ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบ เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อขอเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ตั้งแต่แรกเพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงงานผลิตสุราแช่ผลไม้ สุราแช่พื้นเมือง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะมีเครื่องจักรและอุปกรณ์เข้ามาติดตั้งในอาคารของโจทก์และดำเนินการผลิต ตอนแรกจำเลยที่ 2 ขอเช่าในชื่อของบริษัทบางกอกเมรัย จำกัด ต่อมาตกลงทำสัญญาเช่าในชื่อของจำเลยที่ 1 และหลังจากครบอายุการเช่าแล้ว จำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้สอยอาคารที่เช่าต่อไป จนปี 2554 จึงเปลี่ยนชื่อผู้เช่าเป็นบริษัทเยลโล่ ฟาร์ม จำกัด ซึ่งทั้งสามบริษัทถือเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน คือมีจำเลยที่ 2 หรือภรรยาจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ทั้งสามบริษัทยังมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการอย่างเดียวกันคือผลิตสุราแช่ผลไม้และผลผลิตทางการเกษตร การครอบครองใช้สอยอาคารพิพาทของนิติบุคคลทั้งสามบริษัทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ปรากฏว่ามีการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์หรือคนงานเมื่อเปลี่ยนบริษัทผู้เช่ารายใหม่ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ผู้ให้เช่ามีข้อทักท้วงแต่อย่างใด ทั้งที่ตัวผู้เช่าถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า ประกอบกับเมื่อมีการขนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ไปยังอาคารที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้เช่าในนามของตนเองอันแสดงให้เห็นว่า การประกอบกิจการของบริษัททั้งสามบริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมบริหารกิจการอยู่ด้วยตลอดมา ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่า ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 574,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีในศาลฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 ม. 563
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยงยุทธ ชุ่มอุระ
จำเลย — บริษัทชุมชนวิสาหกิจ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1738/2558
#585099
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายสินค้าลูกโลกรายพิพาทนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการและ ม. ผู้จัดการทั่วไปของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ติดต่อกับบุคคลภายนอกทราบระเบียบการจัดซื้อและจัดจ้างของส่วนราชการเป็นอย่างดี เชื่อว่า ม. ทราบว่าการจัดซื้อลูกโลกรายพิพาทนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ แต่โจทก์เข้ามาเสนอขายลูกโลกให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ทั้ง ๆ ที่เป็นการผิดระเบียบ แสดงว่า ม. สนิมสนมกับผู้บริหารของจำเลยที่ 3 เป็นอย่างดี และจำเลยที่ 3 ต้องทราบว่าโจทก์มีสินค้าตรงกับตัวอย่างที่นำไปเสนอประกวดราคาต่อกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มิเช่นนั้นจำเลยที่ 3 คงไม่เสนอซื้อจากโจทก์ ยิ่งไปกว่านั้นการที่โจทก์ทำใบเสนอราคาโดยไม่มีรายละเอียดของสินค้าเป็นการชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่าคงจะได้พูดคุยรายละเอียดถึงคุณลักษณะของสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ด้วยวาจาแล้วอันเป็นการรู้กัน จึงน่าเชื่อว่าลูกโลกสินค้าตัวอย่างที่จำเลยที่ 3 นำไปแสดงต่อกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นของโจทก์ การซื้อขายลูกโลกเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ ม. จะไม่สอบถามจำเลยที่ 3 ว่าซื้อไปขายให้แก่ใคร เชื่อว่า ม. ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 ซื้อลูกโลกไปขายให้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประการสำคัญโจทก์ต้องดัดแปลงตัวสินค้าเปลี่ยนฐานและแกนลูกโลกเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก หากไม่แน่ใจว่าขายได้ย่อมเป็นการเสี่ยงแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 3 ต้องไว้ใจกันเป็นพิเศษ อันมีลักษณะช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อกัน นอกจากนี้เมื่อโจทก์นำสินค้าไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 3 คณะกรรมการตรวจรับสินค้าก็รับมอบสินค้าโดยไม่อิดเอื้อน ทั้ง ๆ ที่สินค้าไม่ตรงตามใบเสนอราคายิ่งแสดงให้เห็นว่ามีการพูดคุยกันแล้วล่วงหน้า เมื่อจำเลยที่ 3 ขอผัดผ่อนชำระราคา โจทก์ก็ยินยอม จนสุดท้ายจำเลยที่ 3 แจ้งว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต้องการให้ทำมาตราส่วนที่แกนลูกโลกและขอให้เพิ่มแขวงใหม่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โจทก์ก็ยินยอม ซึ่งการแก้ไขมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิที่จะไม่แก้ไข แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 กระทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนราชการ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,252,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,370,953 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระราคาสินค้าลูกโลก ซึ่งเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ซื้อไปจากโจทก์ รวมเป็นเงิน 10,252,850 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การดำเนินการของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยจำเลยที่ 2 เพื่อให้ดำเนินกิจการทางการค้าเพื่อหารายได้ให้จำเลยที่ 2 มิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลแห่งการวินิจฉัยว่า การซื้อขายลูกโลกระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันโดยมิชอบ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนด้วยเหตุเดียวกัน โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การซื้อขายลูกโลกระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันโดยมิชอบอันจะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสงค์จะซื้อลูกโลกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร จำนวน 9,731 ลูก โดยการประกวดราคา จำเลยที่ 3 ไปยื่นซองประกวดราคาด้วยและเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจำเลยที่ 3 จึงทำสัญญาซื้อลูกโลกจากโจทก์ในจำนวนดังกล่าว ราคาลูกละ 900 บาท เพื่อจัดส่งให้กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โจทก์ส่งมอบลูกโลกให้แก่จำเลยที่ 3 ครบถ้วนแล้ว แต่กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ยอม รับมอบสินค้าอ้างว่าจำเลยที่ 3 ส่งมอบสินค้าไม่ตรงกับตัวอย่างที่นำไปแสดงและต่อมาได้ยกเลิกสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 3 สำหรับประเด็นที่โจทก์ฎีกา โจทก์มีนายมนตรี ผู้จัดการทั่วไปของโจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2543 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ติดต่อไปยังพยานว่าต้องการซื้อสินค้า 7 ถึง 8 รายการ รวมทั้งลูกโลกด้วย เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ให้พยานนำตัวอย่างลูกโลกไปให้ดู พยานจึงนำลูกโลกที่จะขายไปให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 คือ นายอัศวินดู นายอิศวินถามว่าสามารถจัดทำลูกโลกที่มีแกนเป็นโลหะได้หรือไม่ และในประเทศไทยสามารถทำฐานและแกนโลหะได้หรือไม่ พยานจึงให้นายบุญเลิศ ทำตัวอย่างฐานและแกนโลหะแล้วนำไปให้นายอิศวินดูจนพอใจ ต่อมาเดือนสิงหาคม 2543 จำเลยที่ 3 แจ้งพยานว่าประสงค์จะซื้อลูกโลกกับแผนที่ ให้ทำใบเสนอราคาไปอีกครั้ง พยานจึงทำใบเสนอราคาลูกโลกไปใบละ 900 บาท เนื่องจากต้องนำเข้าจากดินแดนไต้หวันประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนและยังต้องเปลี่ยนเป็นฐานและแกนโลหะ รวมทั้งต้องทำกล่องบรรจุ ต่อมาจำเลยที่ 3 แจ้งว่าประสงค์จะซื้อลูกโลกกับแผนที่ให้ทำใบเสนอราคาไปใหม่อีกครั้ง พร้อมระบุคุณลักษณะของลูกโลก กำหนดเวลาส่งสินค้าและกำหนดเวลาชำระราคา พยานจึงได้จัดทำใบเสนอราคาเสนอจำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 3 ต้องการ ต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบลูกโลกให้แก่จำเลยที่ 3 พร้อมฐานและแกนโลหะที่พยานสั่งนายบุญเลิศ ทำให้ ณ สำนักงานของจำเลยที่ 3 แต่สินค้าไม่เรียบร้อยได้มีการแก้ไขจนเรียบร้อยและจำเลยที่ 3 ได้รับมอบสินค้าในกำหนด โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 3 ซื้อลูกโลกไปขายให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนจำเลยมีนางสาวอัญญ์รัชต์ พนักงานจัดซื้อและพัสดุของจำเลยที่ 3 เบิกความว่า นายอัศวินมีบันทึกถึงนายวรพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาคการเงินและบัญชีในขณะนั้นให้ฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ นายวรพงษ์จึงสั่งการให้ฝ่ายจัดซื้อและพัสดุออกใบสั่งซื้อพร้อมขออนุมัติซื้อในคราวเดียวกันโดยมีข้อความว่า ขอด่วนไว้ด้วย ซึ่งเป็นการผิดขั้นตอนและระเบียบที่จะต้องเสนอผู้อำนวยการของจำเลยที่ 3 ให้อนุมัติคำสั่งซื้อก่อนฝ่ายจัดซื้อและพัสดุจึงจะออกใบสั่งซื้อ พยานตรวจดูใบเสนอราคาของโจทก์แล้วไม่ได้ระบุคุณลักษณะของสินค้า จึงโทรศัพท์ขอรายละเอียดจากโจทก์แล้วแจ้งให้นางมันทนา ผู้บังคับบัญชาของพยานทราบ นางมันทนาปรึกษากับนางผกากรองซึ่งเป็นหัวหน้าส่วน นางผกากรองโทรศัพท์ทักท้วงไปยังนายวรพงษ์ นายวรพงษ์ยืนยันคำสั่งเดิมให้ฝ่ายจัดซื้อและพัสดุออกใบสั่งซื้อตามที่นายอัศวินทำบันทึกสั่งการ ในวันเดียวกันโจทก์ได้ส่งโทรสารใบเสนอราคาระบุคุณลักษณะของสินค้ามาให้พยาน พยานจึงตั้งรหัสสินค้าและออกใบสั่งซื้อเสนอขออนุมัติซื้อ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า การซื้อขายรายพิพาทนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ได้ความจากนายขจร พยานโจทก์ว่า ครอบครัวของพยานประกอบกิจการขายเครื่องเขียนและหนังสือในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด พรานนกวิทยาเซลล์ สำนักพิมพ์พรานนกวิทยา และโจทก์ นายมนตรีจะเป็นผู้ติดต่อกับบุคคลภายนอกทั้งสามกิจการ ครอบครัวของพยานซึ่งได้แก่นายมนตรีบิดาพยาน นางสุนีย์ มารดาพยาน ค้าขายกับจำเลยที่ 3 มาประมาณ 20 ปี สินค้าทั่วไปส่วนใหญ่จะขายส่งให้ร้านค้าทั่วไป แต่ลูกโลกและแผนที่จะขายให้แก่ส่วนราชการ โดยเฉพาะแผนที่จะขายให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย แสดงให้เห็นว่าครอบครัวของนายมนตรีค้าขายกับส่วนราชการมาเป็นเวลานาน จึงเชื่อว่านายมนตรีทราบระเบียบการจัดซื้อและจัดจ้างของส่วนราชการเป็นอย่างดี และเชื่อว่านายมนตรีทราบว่าการจัดซื้อลูกโลกรายพิพาทนี้ ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ แต่ที่โจทก์เข้ามาเสนอขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ทั้ง ๆ ที่เป็นการผิดระเบียบ แสดงว่านายมนตรีสนิทสนมกับผู้บริหารของจำเลยที่ 3 เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อไปว่า ในวันที่จำเลยที่ 3 ยื่นซองประกวดราคาต่อกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยที่ 3 ได้นำลูกโลกไปแสดงเป็นตัวอย่างด้วย ปรากฏว่าลูกโลกที่นำไปแสดงฐานและแกนทำด้วยโลหะตรงกับที่กระทรวง ศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต้องการ จำเลยที่ 3 จึงชนะการประกวดราคา หลังจากนั้นโจทก์ก็ได้รับการติดต่อสั่งซื้อลูกโลกจากจำเลยที่ 3 แสดงว่าจำเลยที่ 3 ต้องทราบว่าโจทก์มีสินค้าตรงกับตัวอย่างที่นำไปเสนอประกวดราคา มิเช่นนั้นจำเลยที่ 3 คงไม่เสนอซื้อจากโจทก์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโจทก์ทำใบเสนอราคาในครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 และครั้งที่ 2 โจทก์ไม่ได้ระบุคุณลักษณะในใบเสนอราคาซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติในการเสนอราคาสินค้าที่ต้องระบุคุณลักษณะของสินค้าเพื่อผู้ซื้อจะได้พิจารณาตัวสินค้าว่าตรงกับที่ตนต้องการซื้อหรือไม่ มีราคาเหมาะสมหรือไม่ การที่โจทก์ทำใบเสนอราคาโดยไม่มีรายละเอียดของสินค้าเป็นการชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่า คงจะได้พูดคุยรายละเอียดถึงคุณลักษณะของสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ด้วยวาจาแล้วอันเป็นการรู้กัน จึงน่าเชื่อว่าลูกโลกซึ่งเป็นสินค้าตัวอย่าง ที่จำเลยที่ 3 นำไปแสดงต่อกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นสินค้าของโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 3 ซื้อสินค้าไปขายให้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพราะบริษัทโจทก์ตั้งขึ้นภายหลังจำเลยที่ 3 ไปประกวดราคานั้นฟังไม่ขึ้น เนื่องจากครอบครัวของนายมนตรีค้าขายกับจำเลยที่ 3 มานาน แม้โจทก์จะเพิ่งจัดตั้งขึ้นแต่ก็มีนายมนตรีเป็นผู้จัดการทั่วไปมีหน้าที่ติดต่อกับบุคคลภายนอก จึงไม่มีปัญหาที่นายมนตรีจะจัดหาลูกโลกตัวอย่างให้จำเลยที่ 3 นำไปแสดงต่อกระทรวง ศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งการซื้อขายลูกโลกคดีนี้ซื้อขายกันเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกันในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินถึง 9,370,953 บาท จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นายมนตรีจะไม่สอบถามจำเลยที่ 3 ว่าซื้อไปขายให้แก่ใคร เชื่อว่านายมนตรีทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 ซื้อลูกโลกไปขายให้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประการสำคัญสินค้าที่โจทก์มีและเสนอขายแก่จำเลยที่ 3 ไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 3 ต้องส่งมอบให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โจทก์ต้องดัดแปลงตัวสินค้าคือ ต้องเปลี่ยนฐานและแกนของลูกโลกจากพลาสติกเป็นโลหะ ซึ่งโจทก์ต้องว่าจ้างนายบุญเลิศ เป็นผู้จัดทำฐานและแกนโลหะถึง 10,000 ชุดรวมถึงทำสกรูว์สำหรับยึดและต้องจัดหากล่องใส่ของดังกล่าว ยิ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการจัดซื้อสินค้าที่ควรจะซื้อสินค้าที่ตรงตามความต้องการไม่ใช่ซื้อสินค้าที่ต้องดัดแปลง เพราะการดัดแปลงตัวสินค้าย่อมทำให้ได้สินค้ามีคุณลักษณะและคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งการที่โจทก์ต้องดัดแปลงสินค้าทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก หากไม่แน่ใจว่าขายได้ย่อมเป็นการเสี่ยงจึงยิ่งแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 3 ต้องไว้วางใจกันเป็นพิเศษ อันมีลักษณะช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อกัน นอกจากนี้เมื่อโจทก์นำสินค้าไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 3 คณะกรรมการตรวจรับสินค้าก็รับมอบสินค้าโดยไม่อิดเอื้อน ทั้ง ๆ ที่สินค้าที่โจทก์ส่งมอบไม่ตรงตามใบเสนอราคาของโจทก์ยิ่งแสดงให้เห็นว่า มีการพูดคุยกันแล้วล่วงหน้า นอกจากนี้ยังได้ความจากนายมนตรีอีกว่าหลังจากส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 3 ขอผัดผ่อนชำระราคา โจทก์ก็ยินยอมโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 จนสุดท้ายจำเลยที่ 3 แจ้งว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต้องการให้ทำมาตราส่วนที่แกนลูกโลกและขอให้เพิ่มแขวงใหม่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในแผนที่บนลูกโลก โจทก์ก็ยินยอมที่จะแก้ไขให้ ซึ่งการแก้ไขย่อมมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิที่จะไม่แก้ไข แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 กระทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนราชการ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามครุภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — กระทรวงศึกษาธิการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรพจน์ เวียงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1728/2558
#579836
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อทุกวันที่ 15 ของเดือน โจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อโดยตลอด แต่เมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 รับไว้และนำส่วนหนึ่งไปหักเป็นดอกเบี้ยของการชำระค่างวดล่าช้า แสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 โดยบอกกล่าวให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควรก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยให้ระยะเวลาชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 7 วัน ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ที่ให้ระยะเวลาชำระหนี้แก่โจทก์พอสมควรแล้ว จึงเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ

โจทก์เป็นลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจะขอบังคับให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้แต่เพียงบางส่วน โดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอมหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานออกสมุดคู่มือจดทะเบียนแทนให้ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อย หากไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ชดใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 499,232 บาท และให้ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 27,000 บาท รวมเป็นเงิน 526,232 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 บังคับตามฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ส่งมอบรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 1947 ศรีสะเกษ คืนแก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อย พร้อมค่าเสียหายเป็นเงิน 39,000 บาท หากส่งมอบไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทน 280,000 บาท พร้อมค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 81 - 1947 ศรีสะเกษ ในราคา 806,480 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 170,000 บาท ราคาเช่าซื้อที่เหลือ 636,480 บาท ตกลงผ่อนชำระเดือนละ 13,260 บาท รวม 48 เดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 15 มกราคม 2547 และทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป มีนายณัฐวุฒิ เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ในสัญญาเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 จัดทำระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้เช่าซื้อ และตามรายการจดทะเบียนรถยนต์มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่โจทก์เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1

ปัญหาที่เห็นสมควรหยิบยกมาวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ขาดส่งค่าเช่าซื้อติดต่อกัน 3 เดือน จำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญา โดยโจทก์ยังไม่ผิดนัดเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังรับชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่ถือเอากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญ จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญานั้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มแต่วันที่ 15 มกราคม 2547แต่นายไพรัช หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และผู้รับมอบอำนาจจำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแล้ว 307,248 บาท ยังค้างอีก 499,232 บาท ตามรายละเอียดการชำระงวด และตามรายการชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อโดยตลอด แต่ข้อเท็จจริงได้ความด้วยว่า เมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อมา จำเลยที่ 1 รับไว้ และนำเงินส่วนหนึ่งไปหักเป็นดอกเบี้ยของการชำระค่างวดล่าช้า แสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 โดยบอกกล่าวให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควรก่อน ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 1 สิงหาคม 2548 เตือนให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างตั้งแต่งวดที่ 11 ถึงงวดที่ 19 ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2548 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2548 บอกเลิกสัญญาโดยให้ระยะเวลาชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 7 วัน ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ที่ให้ระยะเวลาชำระหนี้แก่โจทก์พอสมควรแล้ว จึงเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้ค้างค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน และได้รับความคุ้มครองตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ชัดแจ้งแล้วว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อในคดีนี้ไม่อยู่ในความหมายของ "รถยนต์" ตามประกาศดังกล่าว อีกทั้งการที่โจทก์เสนอชำระหนี้เพียง 170,000 บาท ตามที่กล่าวในฟ้อง หรือเสนอชำระหนี้ 200,000 บาท ตามที่โจทก์เบิกความ โดยที่ราคาเช่าซื้อตามสัญญายังขาดอยู่กว่า 400,000 บาท นั้น มิใช่เป็นการขอปฏิบัติชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชอบ โจทก์เป็นลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจะขอบังคับให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้แต่เพียงบางส่วน โดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอมหาได้ไม่ โจทก์จึงผิดสัญญาเช่าซื้อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจอุทัย อุดมทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหชัยราษี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายนพกร กล่ำทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1725/2558
#584775
เปิดฉบับเต็ม

การตั้งผู้สอบบัญชีมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบบัญชีงบดุลที่บริษัทจัดทำขึ้นโดยตรวจจากสมุดบัญชี เอกสารประกอบการลงบัญชีและหลักฐานอื่น ๆ โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามแนวทางปฏิบัติงานที่คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชีได้กำหนดเป็นมาตรฐานไว้ เพื่อวินิจฉัยและแสดงความเห็นว่า งบการเงินที่จัดทำขึ้นมีความถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือไม่เพียงใด ฐานะและบทบาทผู้สอบบัญชีจึงเป็นเสมือนตัวแทนของบริษัทในการควบคุมการบริหารงานของฝ่ายบริหารว่าได้มีการปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับ มติที่ประชุมคณะกรรมการ มติที่ประชุมใหญ่และตามกฎหมายหรือไม่ ดูแลว่าบัญชีของบริษัทได้ลงไว้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ ทั้งเป็นผู้รับรองฐานะทางการเงินของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นว่าฐานะทางการเงินตามที่แสดงไว้นั้นถูกต้อง ผู้สอบบัญชีจึงต้องแยกจากฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน กล่าวคือผู้สอบบัญชีจะเป็นกรรมการ ตัวแทนหรือลูกจ้างของบริษัทในขณะที่ตนเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทไม่ได้ ผู้สอบบัญชีต้องขึ้นตรงต่อผู้ถือหุ้น กฎหมายจึงกำหนดให้เฉพาะที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเท่านั้น ที่มีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอนและให้บำเหน็จแก่ผู้สอบบัญชีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1208 ถึง 1211 เว้นแต่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าห้าคนร้องขอให้ศาลตั้งผู้สอบบัญชีประจำปี ตามมาตรา 1212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญประจำปี 2545 ของบริษัทผู้คัดค้านในระเบียบวาระที่ 1 และที่ 2

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญประจำปี 2545 ของผู้คัดค้านในระเบียบวาระที่ 1 และที่ 2 ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2545 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่บริษัทผู้คัดค้านแต่งตั้งนางโชติมา ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เป็นผู้สอบบัญชีและรับรองงบดุลโดยมิได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นก่อนนั้น เป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในระเบียบวาระที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2545 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า บริษัทผู้คัดค้านไม่ได้จัดทำงบดุลและไม่ได้จัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมาหลายปีแล้ว จึงไม่อาจมีการเลือกตั้งผู้สอบบัญชีก่อนได้ แต่เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปโดยชอบ บริษัทผู้คัดค้านจึงจัดทำงบดุลในปีที่ยังมิได้จัดทำ และแต่งตั้งให้นางโชติมาเป็นผู้สอบบัญชีและให้รับรองงบดุลเพื่อนำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอันจะเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องนี้ และที่ประชุมได้ให้สัตยาบันการแต่งตั้งดังกล่าว การประชุมจึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า การตั้งผู้สอบบัญชีมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบบัญชีงบดุลที่บริษัทจัดทำขึ้น โดยตรวจจากสมุดบัญชี เอกสารประกอบการลงบัญชีและหลักฐานอื่น ๆ โดยผู้ประกอบวิชาชีพสอบบัญชีตามแนวทางปฏิบัติงานที่คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชีได้กำหนดเป็นมาตรฐานไว้ เพื่อวินิจฉัยและแสดงความเห็นว่างบการเงินที่จัดทำขึ้นมีความถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือไม่เพียงใด ฐานะและบทบาทผู้สอบบัญชีจึงเป็นเสมือนตัวแทนของบริษัทในการควบคุมการบริหารงานของฝ่ายบริหารว่าได้มีการปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับ มติที่ประชุมคณะกรรมการ มติที่ประชุมใหญ่และตามกฎหมายหรือไม่ ดูแลว่าบัญชีของบริษัทได้ลงไว้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ ทั้งเป็นผู้รับรองฐานะทางการเงินของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นว่า ฐานะทางการเงินตามที่แสดงไว้นั้นถูกต้อง ผู้สอบบัญชีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นนี้ผู้สอบบัญชีจึงต้องแยกจากฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน กล่าวคือผู้สอบบัญชีจะเป็นกรรมการ ตัวแทนหรือลูกจ้างของบริษัทในขณะที่ตนเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทไม่ได้ ผู้สอบบัญชีต้องขึ้นตรงต่อผู้ถือหุ้น กฎหมายจึงกำหนดให้เฉพาะที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเท่านั้น ที่มีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน และให้บำเหน็จแก่ผู้สอบบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1208 ถึง 1211 เว้นแต่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าห้าคนร้องขอให้ศาลตั้งผู้สอบบัญชีประจำปีตาม มาตรา 1212 ดังนั้นการที่บริษัทผู้คัดค้านแต่งตั้งนางโชติมาเป็นผู้สอบบัญชีและรับรองงบดุลโดยมิได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า กิจการของบริษัทผู้คัดค้านไม่ได้จัดทำงบดุลมาตั้งแต่ปี 2538 จนทำให้ธุรกิจมีข้อขัดข้องและเสียหายจึงต้องรวบรวมเอกสารจนสามารถจัดทำงบดุล ในปี 2545 ได้ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเลย จึงได้แต่งตั้งนางโชติมาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีและรับรองงบดุลเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นนั้น ก็เห็นว่า แม้การไม่จัดทำงบดุลของบริษัทผู้คัดค้านเป็นเวลาหลายปี จะทำให้เกิดข้อขัดข้องและนำมาซึ่งความเสียหายของบริษัท ทั้งการที่บริษัทผู้คัดค้านได้พยายามรวบรวมเอกสารจนสามารถจัดทำงบดุลในปีที่ยังไม่ได้ทำข้างต้นเสร็จสิ้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เมื่อจัดทำงบดุลเสร็จแล้ว การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีย่อมต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ฐานะและบทบาทของผู้สอบบัญชีตลอดจนวิธีการแต่งตั้งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ข้างต้น ผู้สอบบัญชีจึงต้องได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเท่านั้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงในคดีก็หาใช่เรื่องยากที่บริษัทผู้คัดค้านจะจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งผู้สอบบัญชีเสียก่อน แต่บริษัทผู้คัดค้านกลับเลือกที่จะแต่งตั้งเสียเองจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ แม้บริษัทผู้คัดค้านจะอ้างว่าได้รับการให้สัตยาบันการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นแล้ว ก็เห็นว่า การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีต้องได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ไม่อาจตั้งโดยกรรมการแล้วนำมาขอรับสัตยาบันจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในภายหลัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านในระเบียบวาระที่1 และที่ 2 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2545 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านนอกเหนือจากนี้ ผู้คัดค้านเพิ่งยกขึ้นอ้างจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1208 ม. 1209 ม. 1210 ม. 1211 ม. 1212
ชื่อคู่ความ
นางประภัสสราหรืออมรรัตน์ โอบโคกสูง
ผู้ร้อง — หรือมงคลสินธุ์
ผู้คัดค้าน — บริษัท ส.อมรพรรณ (1993) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมชัย ชัยวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1717/2558
#627361
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 มาตรา 2 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 27 บัญญัติว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 114 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2511 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน... และมาตรา 34 บัญญัติว่า บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล หรืออยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 เดิม ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 บัญญัติว่า การโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลาสามปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหรือการกระทำนั้นได้เว้นแต่ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์จะแสดงให้พอใจศาลว่าการโอนหรือการกระทำนั้นได้กระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2542 ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2542 เป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายคดีนี้ในวันที่ 16 ตุลาคม 2538 ส่วนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านทั้งสองกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2536 และผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการกระทำในระหว่างระยะเวลาสามปีก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย คดีนี้จึงเป็นคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 จะมีผลใช้บังคับ คดีระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านทั้งสองจึงต้องใช้บทบัญญัติตามมาตรา 114 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 จะมีผลใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2538 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/8 โดยให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากผู้คัดค้านทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 3,214,505 บาท

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/8 โดยให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากผู้คัดค้านทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,214,505 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นสืบพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานใหม่แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/8 โดยให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากผู้คัดค้านทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,214,505 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เดิมจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 15416 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/8 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยทำสัญญากู้เงิน 3,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) วงเงิน 3,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี มีนายปธาน สามีจำเลยซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน 3,000,000 บาท ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสำเนาสัญญากู้เงินพร้อมสำเนาบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม สำเนาสัญญาค้ำประกันเงินกู้ สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน และสำเนาสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันในวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดน้อย เช็คเลขที่ 3251254 จำนวนเงิน 1,806,633.74 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2536 อันอยู่ในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย (โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538) จำเลยได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15416 ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/8 ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองในราคา 1,500,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรสะใภ้ของนายปธาน คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้มอบอำนาจให้นายสมชัย บุตรชายโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปธานที่เกิดแต่นางประภาพร ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปธานเป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจดทะเบียนโอนแทน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทมีราคาประเมินของสำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี คิดเป็นเงิน 3,214,505 บาท ตามรายงานเจ้าหน้าที่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อแรกมีว่า นิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านทั้งสองอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 เดิม ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 มาตรา 27 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า คดีต้องใช้บังคับตามมาตรา 114 ที่แก้ไขใหม่ มิใช่มาตรา 114 เดิม เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 มาตรา 2 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 27 บัญญัติว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2511 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน... และมาตรา 34 บัญญัติว่า บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล หรืออยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 เดิม ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 บัญญัติว่า การโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลาสามปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหรือการกระทำนั้นได้ เว้นแต่ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์จะแสดงให้พอใจศาลว่าการโอนหรือการกระทำนั้นได้กระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2542 ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2542 เป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายคดีนี้ในวันที่ 16 ตุลาคม 2538 ส่วนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านทั้งสองกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2536 และผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการกระทำในระหว่างระยะเวลาสามปีก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย คดีนี้จึงเป็นคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 จะมีผลใช้บังคับ คดีระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านทั้งสองจึงต้องใช้บทบัญญัติตามมาตรา 114 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 จะมีผลใช้บังคับ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่าคดีนี้ต้องใช้บทบัญญัติตามมาตรา 114 ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 มาตรา 27 จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกังวาน อัศวอารักษ์วงศ์
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางทัศนีย์ โชติรัชต์กุล กับพวก
จำเลย — นางสาววัชรีหรือยู้ สกุลธีรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ