คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1427/2558
#627343
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบมาตรา 246 แม้โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนั้น และได้ยื่นคำโต้แย้งไว้เพื่อการใช้สิทธิฎีกาแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เพื่อที่ศาลอุทธรณ์จะได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป และหากโจทก์ยังติดใจปัญหาเรื่องค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ถูกต้อง โจทก์ก็มีสิทธิฎีกาได้ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว การที่โจทก์เพียงแต่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวโดยไม่นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นนี้ จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

แม้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้วก็ตาม แต่การตรวจรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์เป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นทำการแทนศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าผู้อุทธรณ์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาไม่ถูกต้องครบถ้วน ก็เป็นอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะให้ศาลชั้นต้นเรียกให้ผู้อุทธรณ์ชำระเสียให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังได้ เมื่อโจทก์ได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นให้นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท แต่โจทก์กลับไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจยกความสุจริตของโจทก์ขึ้นกล่าวอ้างได้ ทั้งกรณีเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดระเบียบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาตรวจรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ของศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ฟ้องแย้ง ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งคู่ความพิพาทกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยกำหนดราคาทรัพย์สินที่พิพาทเป็นเงิน 52,250,000 บาท และให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด โจทก์ไม่ชำระ ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องของโจทก์จากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้ว พิพากษาให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 พร้อมส่งมอบคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อย ห้ามโจทก์หรือบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 40,000 บาท และ 70,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ครบถ้วน หากโจทก์ไม่ชำระ ให้ส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นหมายแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบถ้วนตามทุนทรัพย์ที่ดินพิพาท โจทก์ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์และมิได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่ม ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมสำนวนคืนศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งถือว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบมาตรา 246 แม้โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนั้น และได้ยื่นคำโต้แย้งไว้เพื่อการใช้สิทธิฎีกาแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เพื่อที่ศาลอุทธรณ์จะได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป และหากโจทก์ยังติดใจปัญหาเรื่องค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ถูกต้อง โจทก์ก็มีสิทธิฎีกาได้ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว การที่โจทก์เพียงแต่ยื่นคำโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวโดยไม่นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นนี้ จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วส่งถ้อยคำสำนวนไปศาลอุทธรณ์รับไว้แล้ว โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้วก็ตาม แต่การตรวจรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์เป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นทำการแทนศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าผู้อุทธรณ์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาไม่ถูกต้องครบถ้วน ก็เป็นอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะให้ศาลชั้นต้นเรียกให้ผู้อุทธรณ์ชำระเสียให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังได้ เมื่อโจทก์ได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นให้นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท แต่โจทก์กลับไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจยกความสุจริตของโจทก์ขึ้นกล่าวอ้างได้ ทั้งกรณีเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดระเบียบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาตรวจรับอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ของศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 226 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรัศม์พรรณ ดุลยจินดา
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2558
#627342
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินข้อ 6 ระบุว่า "เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดี... เงินยังขาดจำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบ" เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีผลผูกพันและบังคับได้แต่เฉพาะระหว่างคู่สัญญาในลักษณะบุคคลสิทธิ มิใช่เป็นทรัพยสิทธิที่จะตกติดไปกับตัวทรัพย์สินซึ่งจำนอง จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจากจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์อันก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่อันใดกับโจทก์อย่างในฐานะผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมในหนี้ตามคำพิพากษา ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ที่มีอยู่แก่โจทก์ย่อมมีอยู่เพียงที่ทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษานอกเหนือไปจากทรัพย์สินซึ่งจำนองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง 9,374,318.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,965,338.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงิน 7,739,704.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 3,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินกว่าทรัพย์จำนองที่ได้รับโอนจากจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำพิพากษาขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์สืบทราบแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำขอของโจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจากจำเลยที่ 2 โดยมีข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อ 6 ระบุว่า "เมื่อมีการบังคับจำนองเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกับหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วก็ดี... เงินยังขาดจำนวนเท่าใด ผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง จนครบ" และปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามคำพิพากษา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะอาศัยข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อ 6 ดังกล่าวบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวข้อ 6 เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีผลผูกพันและบังคับได้แต่เฉพาะระหว่างคู่สัญญาในลักษณะบุคคลสิทธิ มิใช่เป็นทรัพย์สิทธิที่จะตกติดไปกับตัวทรัพย์สินซึ่งจำนอง จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจากจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์อันก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่อันใดกับโจทก์อย่างในฐานะผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมในหนี้ตามคำพิพากษา ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ที่มีอยู่แก่โจทก์ย่อมมีอยู่เพียงที่ทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างข้อตกลงตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษานอกเหนือไปจากทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันให้ยกคำร้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางสาวลิลลี่ ตันตนะรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1387/2558
#582444
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง หมายรวมถึงบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 โดยเฉพาะมาตรา 5 (2) ได้แก่ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุเหนื่อยหอบ มิใช่กรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ตาม มาตรา 5 (2) แม้ผู้ร้องจะเป็นบุตรของผู้ตาย ก็ไม่อาจเข้ามาจัดการแทนผู้เสียหายโดยการยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 236, 288, 289

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสังเวียน บุตรนายม่าหมาดผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าดูแลรักษาผู้เสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท ค่าขาดรายได้เนื่องจากการทำงานของผู้เสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 52 (1) และ 236 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว คดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องคำขอส่วนแพ่งอื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27พฤศจิกายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉับว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2546 นายม่าหมาดผู้เสียหาย ประสบอุบัติเหตุไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ต้องนอนอยู่กับที่และให้อาหารทางสายยาง ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายเกิดอาการอาเจียน เหนื่อยหอบ ญาติผู้เสียหายนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลทับปุด แพทย์ตรวจพบว่าผู้เสียหายได้รับสารพิษประเภทยาฆ่าแมลงชนิดกลุ่มคาบาร์เมตเข้าสู่ร่างกาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ที่ใส่สารพิษเข้าไปในร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความเป็นลำดับขั้นตอนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีเหตุผลเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะนางสด้าเบิกความว่าเห็นจำเลยเดินไปที่ผู้เสียหายนอนอยู่และก้มทำบางอย่างอยู่ที่บริเวณใบหน้าผู้เสียหายจึงเรียกนางสาวนารีรัตน์ บุตรเข้าไปดู ซึ่งนางสาวนารีรัตน์เบิกความต่อเนื่องว่าเมื่อนางสด้ามารดาเรียกให้ไปดูผู้เสียหาย พยานรีบวิ่งเข้าไปดูทันทีเห็นสายยางซึ่งเป็นท่อให้อาหารที่อยู่ติดตัวผู้เสียหายมีลักษณะสีดำและมีสีดำอยู่บริเวณหมอน ผ้าขนหนู และผ้าปิดแผลที่บ่าผู้เสียหาย ทั้งนางเรวดีกับนางสังเวียนก็เบิกความว่าเมื่อพยานทั้งสองวิ่งเข้าไปดูผู้เสียหายเห็นมีสีดำติดอยู่บริเวณใบหน้าและมีร่องรอยการเช็ดออกไปก่อนหน้านี้ นอกจากภริยา บุตร และญาติของผู้เสียหายแล้ว โจทก์ยังมีนางสาวถนอม เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยโคกไคร เบิกความว่า เมื่อพยานไปบ้านผู้เสียหายพบจำเลยอยู่ด้วย พยานขอจำเลยดูของเหลวที่ผู้เสียหายอาเจียนออกมา จำเลยบอกว่าได้ดึงสายยางซึ่งเป็นท่อให้อาหารออกไปก่อนแล้ว และเอาสายยางดังกล่าวไปทิ้ง พฤติการณ์ที่ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยและไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลผู้เสียหาย แต่จำเลยเดินทางมายังบ้านผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุหนึ่งครั้ง และในวันเกิดเหตุจำเลยเดินทางมายังบ้านผู้เสียหายอีกสองครั้ง โดยไม่ปรากฏว่าญาติของผู้เสียหายติดต่อขอให้จำเลยมาดูแลผู้เสียหายแต่อย่างใด นับเป็นข้อพิรุธของจำเลย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงเป็นพยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ให้สารอาหารประกอบยาฆ่าแมลงดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายผู้เสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ซึ่งผู้เสียหายนั้น หมายรวมถึงบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 โดยเฉพาะมาตรา 5 (2) ได้แก่บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ คดีนี้ปรากฏตามมรณบัตรแนบท้ายคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางสังเวียน ผู้ร้อง ซึ่งเป็นบุตรนายม่าหมาด ผู้เสียหาย ว่า ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2550 ด้วยสาเหตุเหนื่อยหอบ ดังนั้น จึงมิใช่กรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) แม้นางสังเวียนจะเป็นบุตรของผู้ตายก็ไม่อาจเข้ามาจัดการแทนผู้เสียหายโดยการยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 44/1 อันเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางสาวสังเวียนผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
ผู้ร้อง — นางสาวสังเวียน คล่องทะเล
จำเลย — นางทรงลักษณ์ พลันการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายธวัช เรนเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2558
#583707
เปิดฉบับเต็ม

การคิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินในคดีล้มละลายที่มีการประนอมหนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (4) กล่าวคือ "ค่าธรรมเนียมในคดีล้มละลายให้คิดตามอัตรา ดังต่อไปนี้... (4) ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินให้คิดในอัตราร้อยละสามของเงินสุทธิที่รวบรวมได้ สำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้คิดในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินนั้น แต่ถ้ามีการประนอมหนี้ให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละสามของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้ ทั้งนี้ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า..." ถ้อยคำ "ของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้" หมายความว่า ให้คิดค่าธรรมเนียมจากจำนวนเงินที่ลูกหนี้ได้ขอประนอมหนี้ทั้งหมดซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับและศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแล้ว และความรับผิดในการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้ต่อมาจะมีเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ถอนคำขอรับชำระหนี้ก็ตาม ดังนั้นเมื่อค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละสามของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้มีจำนวน 34,811,370 บาท สูงกว่าค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 853,028 บาท จำเลยจึงต้องเสียค่าธรรมเนียม 34,811,370 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน 16 ราย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน 15 ราย และมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ 1 ราย (เจ้าหนี้รายที่ 3) ต่อมาจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยื่นตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน (ปรับปรุง) ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านคิดค่าธรรมเนียมตามบัญชีส่วนแบ่งครั้งที่สุด (ปิดคดี) ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2550

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมการประนอมหนี้จำนวน 34,811,370 บาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านต้องคิดค่าธรรมเนียมการประนอมหนี้จากจำนวนเงินประนอมหนี้เฉพาะเจ้าหนี้ที่ยังมิได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งค่าธรรมเนียมจากเงินดังกล่าวเป็นจำนวน 1,389,619 บาท ซึ่งน้อยกว่าค่าธรรมเนียมสำหรับราคาของทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 1,492,799 บาท จำเลยจึงต้องชำระค่าธรรมเนียมประนอมหนี้เป็นเงิน 1,492,799 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ภายหลังจากพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มาตรา 12 มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 มีผลใช้บังคับในวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 แล้ว การคิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินจึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (4) กล่าวคือ "ค่าธรรมเนียมในคดีล้มละลายให้คิดตามอัตรา ดังต่อไปนี้... (4) ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินให้คิดในอัตราร้อยละสามของเงินสุทธิที่รวบรวมได้ สำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้คิดในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินนั้น แต่ถ้ามีการประนอมหนี้ให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละสามของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้ ทั้งนี้แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า..." ถ้อยคำ "ของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้" หมายความว่า ให้คิดค่าธรรมเนียมจากจำนวนเงินที่ลูกหนี้ได้ขอประนอมหนี้ทั้งหมดซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับและศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแล้ว เมื่อจำนวนเงินที่จำเลยขอชำระตามคำขอประนอมหนี้เป็นจำนวน 1,160,379,021 บาท ค่าธรรมเนียมร้อยละสามของจำนวนดังกล่าว จึงคิดเป็นเงิน 34,811,370 บาท และความรับผิดในการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวเกิดขึ้น นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ และไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้ต่อมาจะมีเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ถอนคำขอรับชำระหนี้ก็ตาม ดังนั้น เมื่อค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละสามของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้มีจำนวน 34,811,370 บาท สูงกว่าค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 853,028 บาท จำเลยจึงต้องเสียค่าธรรมเนียม 34,811,370 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (4) การคิดค่าธรรมเนียมการประนอมหนี้ของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 179 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทสาธรเรีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอดุลย์ ญาณกิตต์กูร
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1359/2558
#579854
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและให้อัยการสูงสุดฟ้องคดียังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาคดีใช้ระบบไต่สวน ฉะนั้นความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่นตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ต้องอยู่ในระดับเดียวกับตำแหน่งทางการเมืองที่กล่าวไว้โดยเฉพาะ มิใช่ข้าราชการการเมืองทั่วไป ทั้งความหมายของคำว่า ข้าราชการการเมืองอื่นตามคำนิยามศัพท์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 (5) ก็บัญญัติไว้แยกต่างหากจากคำว่าผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 4 (7) ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่จำเลยดำรงตำแหน่ง มิได้อยู่ในความหมายของคำว่าข้าราชการการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 คดีของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 65 และนับโทษต่อจากคดีอาญาทั้งสามคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 65 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุพระราชบัญญัติสภาตำบลฯ มาตรา 65) จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เมื่อศาลรอการลงโทษไว้ จึงไม่อาจนับโทษในคดีนี้ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอื่นได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ข้อบัญญัติ ข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบแบบแผนของทางราชการ รวมทั้งปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้รับหนังสือ ด่วนมาก ที่ มท.0881.12/1251 จากอำเภอสองพี่น้อง ให้เบิกจ่ายเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร 9 โรงเรียน รวมเป็นเงิน 338,500 บาท และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโอนเงินแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเพื่อเบิกจ่ายแก่โรงเรียนในสังกัดก่อนเปิดภาคเรียนวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ต่อมาจำเลยเบิกจ่ายเงินแก่โรงเรียนทั้ง 9 แห่ง ช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 3 เดือนเศษ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรแล้วถึง 2 สมัย เกี่ยวกับเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะโอนเงินให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรทุกปี เพื่อเบิกจ่ายแก่โรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุน จำเลยมีหน้าที่เบิกจ่ายเงินให้แก่โรงเรียนไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง ซึ่งจำเลยทราบข้อบังคับและแนวปฏิบัติดี แต่จำเลยกลับมีหนังสือแจ้งแก่โรงเรียนในสังกัดให้มาทำสัญญาจ้างเหมาอาหารกลางวันกับทางองค์การบริหารส่วนตำบลโดยไม่ยอมโอนเงินให้แก่โรงเรียน เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พฤติการณ์ส่อไปในทางแสวงหาประโยชน์ การที่ไม่ยอมโอนเงินไปตามที่เคยปฏิบัติมีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ โรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนและนักเรียนแล้ว แม้ในภายหลังจำเลยจะโอนเงินให้โรงเรียนในสังกัด ก็เป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 3 เดือนเศษ จนมีผู้ร้องเรียนและเกิดความเสียหายแก่ทางราชการเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรงเรียนไม่มีเงินจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันให้นักเรียนรับประทาน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยนั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

มีปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดำเนินการไต่สวนและฟ้องจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางตาเถรไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 นั้น ต้องเป็นการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งตามที่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น คำว่า ข้าราชการการเมืองอื่น บทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมิได้ให้ความหมายไว้ จึงต้องพิจารณาตามความหมายในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 ซึ่งข้าราชการการเมืองนั้น นอกจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแล้ว ยังรวมถึงรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการทบวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงด้วย อีกทั้งยังหมายถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจนถึงผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเงินและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 70 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูลความผิดตามมาตรา 66 ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป จะเห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและให้อัยการสูงสุดฟ้องคดียังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการพิจารณาคดีใช้ระบบไต่สวน ฉะนั้นความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่นต้องอยู่ในระดับเดียวกับตำแหน่งทางการเมืองที่กล่าวไว้โดยเฉพาะ มิใช่ข้าราชการการเมืองทั่วไป ทั้งความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่นตามคำนิยามศัพท์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 (5) ก็บัญญัติไว้แยกต่างหากจากคำว่าผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 4 (7) แม้จำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารองค์กร แต่องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเพียงราชการบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบน้อยกว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นผู้บริหารระดับชาติเป็นอย่างมาก ดังนั้น ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่จำเลยดำรงตำแหน่ง จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 คดีของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1538/2555 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1756/2552 ของศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลรอการลงโทษ และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 71/2555 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ม. 9
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 4 (5) ม. 4 (7) ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 70
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายกุมลัคน์ ศรีกิจการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายชูเกียรติ เจียมสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1355/2558
#575699
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มี ธ. เป็นผู้จัดการ ธ. จึงเป็นผู้แทนของโจทก์ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 ประกอบมาตรา 36 (4) มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ คำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำให้เอกสารของโจทก์เสียหาย อันเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ ไม่ใช่เป็นการฟ้องตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ จึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการและ/หรือที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมตามข้อบังคับดังกล่าว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงทรัพย์สินที่เสียหายเพียงเล็กน้อย จำเลยกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประกอบกับจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ มีอาชีพและที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดถึงต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเป็นเหตุอันควรปรานี เห็นสมควรรอการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี เพื่อให้จำเลยได้รู้สึกสำนึกถึงการกระทำและกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีนายธนอรรถเป็นผู้จัดการ นายธนอรรถจึงเป็นผู้แทนของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 ประกอบมาตรา 36 (4) และมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแทนนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส เมื่อฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่อ้างว่าจำเลยทำให้เอกสารของโจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องตามข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส หากแต่เป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีแทนนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่นิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการและ/หรือที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมตามข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส ดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 35 ม. 36 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส
จำเลย — นางสาวพิชญา บุญเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางชญากุญช์ เพชรทองภูนพ
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2558
#635360
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานกับบริษัท ป. ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการ ในตำแหน่งผู้จัดการ แต่ได้ทำงานเป็นพนักงานผสมเหล้าให้ลูกค้าดื่ม อันเป็นการทำงานที่นอกเหนือไปจากที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องแล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการ แต่ได้ทำงานเป็นพนักงานผสมเหล้าให้ลูกค้าดื่ม ศาลย่อมไม่อาจแปลความตามคำฟ้องให้แตกต่างออกไปได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการสถานบริการที่ประกอบกิจการจำหน่ายสุรา จึงมีหน้าที่ควบคุมดูแลบริหารงานทั้งหมดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัท เมื่อบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายสุราให้แก่ลูกค้า การที่จำเลยผสมเหล้าให้แก่ลูกค้าของบริษัทดื่มถือเป็นลักษณะงานต่อเนื่องจากการบริหารเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทซึ่งจำเลยเป็นลูกจ้างโดยไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจำเลยจะมาทำงานในตำแหน่งเป็นพนักงานผสมเหล้าอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อให้ได้รับเงินค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นเพิ่มขึ้นจากตำแหน่งเดิม การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 26 วรรคแรกแล้ว เมื่อความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นย่อมลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

ศาลเป็นผู้สอบถามจำเลยซึ่งจำเลยพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจดี แสดงว่าศาลได้สอบคำให้การจำเลยต่อหน้าศาลและจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ จึงให้การรับสารภาพ เช่นนี้ จึงมีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นไปตามความประสงค์อันแท้จริงของจำเลยแล้ว หาใช่เกิดจากความไม่เข้าใจในภาษาไทยไม่ กรณีไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องใช้ล่ามแปลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันสอบคำให้การจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 9, 26, 52, 60

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 52 (ที่ถูกต้องปรับบทมาตรา 26 วรรคแรก ด้วย) ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดและลงโทษจำเลยได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานกับบริษัทป่าตอง ร็อคซิตี้ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการชื่อ ร็อคซิตี้ เอ็กตรีม ในตำแหน่งผู้จัดการ แต่ได้ทำงานเป็นพนักงานผสมเหล้าให้ลูกค้าดื่ม อันเป็นการทำงานที่นอกเหนือไปจากที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องแล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการ แต่ได้ทำงานเป็นพนักงานผสมเหล้าให้ลูกค้าดื่ม ศาลย่อมไม่อาจแปลความตามคำฟ้องให้แตกต่างออกไปได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการสถานบริการร็อคซิตี้ เอ็กตรีม ที่ประกอบกิจการจำหน่ายสุรา จึงมีหน้าที่ควบคุมดูแลบริหารงานทั้งหมดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัท เมื่อบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายสุราให้แก่ลูกค้า การที่จำเลยผสมเหล้าให้แก่ลูกค้าของบริษัทดื่มถือเป็นลักษณะงานต่อเนื่องจากการบริหารเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทซึ่งจำเลยเป็นลูกจ้าง โดยไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจำเลยจะมาทำงานในตำแหน่งเป็นพนักงานผสมเหล้าอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อให้ได้รับเงินค่าจ้างหรือประโยชน์อื่น เพิ่มขึ้นจากตำแหน่งเดิมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 26 วรรคแรกแล้ว เมื่อความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นย่อมลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในวันสอบคำให้การจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอีก ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีล่ามแปลภาษาฝรั่งเศสให้จำเลยเข้าใจ และศาลไม่ได้สอบคำให้การจำเลยต่อหน้าศาลนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ซึ่งอยู่ด้านหลังคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ว่า ก่อนเริ่มพิจารณาศาลสอบถามจำเลย ซึ่งพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจดีว่า จำเลยมีทนายความหรือไม่ จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ศาลจึงอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังเข้าใจแล้ว จำเลยขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ปรากฏตามคำให้การจำเลยซึ่งศาลบันทึกไว้ และให้จำเลยลงลายมือชื่อแล้ว โดยปรากฏลายมือชื่อของจำเลยในท้ายรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวและคำให้การของจำเลยทั้งสองแห่ง ดังนี้ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าว ศาลเป็นผู้สอบถามจำเลยซึ่งจำเลยพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจดี แสดงว่าศาลได้สอบคำให้การจำเลยต่อหน้าศาลและจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ จึงให้การรับสารภาพ เช่นนี้ จึงมีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นไปตามความประสงค์อันแท้จริงของจำเลยแล้ว หาใช่เกิดจากความไม่เข้าใจในภาษาไทยดังที่จำเลยอ้างในคำแก้ฎีกาไม่ กรณีไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องใช้ล่ามแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันสอบคำให้การจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 172 วรรคสอง ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 26 วรรคแรก ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
นายมาร์ทิน สเทฟานลุคจอร์จ
จำเลย — หรือสเตฟาน รูทซ์ จอร์จ มาร์ติน
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2558
#585100
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่กินฉันสามีภริยาที่บ้านพิพาทจนกระทั่งโจทก์ที่ 2 ล้มป่วยลงด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบ เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 โจทก์ที่ 2 กับจำเลยต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ซึ่งหมายความรวมถึงการดูแลทุกข์สุขและความเจ็บป่วยซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันในบ้านพิพาทจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้โจทก์ที่ 2 กับจำเลยสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสามีภริยาต่อกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สมัครใจที่จะดูแลโจทก์ที่ 2 การให้จำเลยออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทย่อมเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้จำเลยไม่สามารถดูแลโจทก์ที่ 2 ได้ เมื่อโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งในที่ดินและบ้านพิพาท ย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยและอยู่อาศัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 จำเลยในฐานะภริยาของโจทก์ที่ 2 ก็ย่อมมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทเช่นกัน หากจำเลยมีพฤติกรรมกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างไร ก็ชอบที่โจทก์ที่ 2 จะใช้สิทธิฟ้องหย่าเป็นคดีต่างหาก โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

ส่วนโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมจะใช้สิทธิของตนให้ขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นไม่ได้ จำเลยในฐานะภริยามีสิทธิพักอาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง โจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 248 ซอยกิ่งเพชร แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบบ้านให้โจทก์ทั้งห้าในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องกับบ้านเลขที่ 246 และเลขที่ 248 ซอยกิ่งเพชร แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 2798 และเลขที่ 2799 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร และเลขที่ 5366 ตำบลถนนเพชรบุรี อำเภอราชเทวี จังหวัดพระนคร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความรับว่า จำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยการรับยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2798 และเลขที่ 2799 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร และเลขที่ 5366 ตำบลถนนเพชรบุรี อำเภอราชเทวี จังหวัดพระนคร จากผู้มีชื่อโดยมีสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 246 และเลขที่ 248 ปลูกอยู่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 248 ซอยกิ่งเพชร แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบบ้านให้โจทก์ทั้งห้าในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องกับบ้านเลขที่ 246 และเลขที่ 248 ซอยกิ่งเพชร แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2798 และเลขที่ 2799 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร และเลขที่ 5366 ตำบลถนนเพชรบุรี อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2798 และเลขที่ 2799 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 5366 ตำบลถนนเพชรบุรี อำเภอราชเทวี จังหวัดพระนคร เป็นของนายสำราญและนางศศิธร บิดามารดาของนางศิริพร โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ตามลำดับ โดยที่ดินดังกล่าวมีบ้านเลขที่ 246 และเลขที่ 248 ซอยกิ่งเพชร แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่และมีทางเชื่อมระหว่างกันภายในรั้วเดียวกัน โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ครั้นปี 2520 นายสำราญและนางศศิธรอนุญาตให้จำเลยเข้ามาอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 248 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 246 ต่อมานายสำราญและนางศศิธรจดทะเบียนยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่บุตรทั้งสี่ แล้วในปี 2553 นางศิริพรยกส่วนของตนให้แก่บุตร คือ โจทก์ที่ 3 และที่ 4 โจทก์ที่ 2 ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบและเข้าพักรักษาตัวที่สถาบันประสาทพญาไทจนกระทั่งวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 จึงกลับมาพักอยู่ที่บ้านต่อเติมด้านหลังบ้านเลขที่ 248 แล้ว โจทก์ที่ 2 เข้ารักษาโรคเดิมและโรคทางเดินหายใจที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธและกลับมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 248 ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2554 จนปัจจุบัน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 2 เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งจำเลยเป็นผู้อนุบาล แต่ต่อมาถอนคำร้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ พ.144/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางศศิธรแจ้งคัดชื่อจำเลยออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ 246 และปัจจุบันจำเลยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอันเป็นสินสมรสเลขที่ 212/97 หมู่บ้านเออร์เบิล สาทรโบเลโร ซอย 9 แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ก่อนฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีหนังสือแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่กินกันฉันสามีภริยาที่บ้านพิพาทเลขที่ 248 นับแต่ปี 2520 เป็นต้นมาจนกระทั่งโจทก์ที่ 2 ล้มป่วยลงด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบ เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 แล้ว โจทก์ที่ 2 กับจำเลยต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ซึ่งหมายความรวมถึงการดูแลความทุกข์สุขและความเจ็บป่วยซึ่งกันและกัน การที่โจทก์ที่ 2 กับจำเลยอยู่ร่วมกันในบ้านพิพาทเลขที่ 248 ตลอดมาจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้โจทก์ที่ 2 กับจำเลยสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสามีภริยาต่อกันตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าว โดยเฉพาะในภาวะที่โจทก์ที่ 2 เจ็บป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามปกติเช่นนี้ ยิ่งเป็นการจำเป็นและสมควรอย่างยิ่งที่จำเลยผู้เป็นภริยาจะอยู่ในบ้านพิพาทต่อไปเพื่อทำหน้าที่ดูแลความเจ็บป่วยของโจทก์ที่ 2 ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งห้าก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สมัครใจที่จะดูแลโจทก์ที่ 2 แต่อย่างใด การให้จำเลยออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทย่อมเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้จำเลยไม่สามารถดูแลปรนนิบัติโจทก์ที่ 2 ได้ ดังนี้เมื่อโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินและบ้านพิพาทจึงย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยและอยู่อาศัยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 จำเลยในฐานะภริยาของโจทก์ที่ 2 ก็ย่อมมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยกับโจทก์ที่ 2 ในที่ดินและบ้านพิพาทเช่นกัน ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาที่ต้องปฏิบัติต่อกันตามกฎหมายนั้น เป็นเรื่องของความสมัครใจของคู่สมรส หากฝ่ายใดไม่สมัครใจปฏิบัติตามก็เป็นเพียงการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นสามีภริยาอันเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ทั้งปัจจุบันโจทก์ที่ 2 กับจำเลยก็แยกกันอยู่ ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยาและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้นั้น เห็นว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนดังนั้นเมื่อปรากฏว่าสถานะการสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยยังไม่สิ้นสุดลง โจทก์ที่ 2 กับจำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องอยู่กินกันฉันสามีภริยาและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน หากจำเลยมีพฤติกรรมกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างไร ก็ชอบที่โจทก์ที่ 2 จะใช้สิทธิฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีต่างหาก หาใช่ใช้สิทธิในทางทรัพย์สินที่ตนมีอยู่แต่ฝ่ายเดียวมาเป็นเหตุอ้างเพื่อฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นภริยาออกจากบ้านพิพาทที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาตลอดมาอันเป็นการตัดความสัมพันธ์และหน้าที่ที่สามีภริยาที่ดีพึงกระทำต่อกันหาได้ไม่ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทได้ ส่วนโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 แม้จะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและบ้านพิพาท แต่ก็จะใช้สิทธิของตนให้ขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นไม่ได้ เมื่อโจทก์ที่ 2 กับจำเลยมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกันและกัน จึงทำให้จำเลยในฐานะภริยามีสิทธิพักอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทได้โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ที่ 2 สามีซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยด้วยเช่นกัน และกรณีหาใช่เป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ดังที่โจทก์ทั้งห้าอ้างมาไม่ นอกจากนี้ที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาอ้างว่า เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้ขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเฉพาะส่วนของตนให้แก่นางศิริพร โจทก์ที่ 1 และที่ 5 แล้วนั้น ก็เป็นเรื่องภายหลังจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว จึงเป็นกรณีนอกเหนือไปจากคำฟ้องซึ่งหาอาจนำมาอ้างเป็นเหตุขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360 ม. 1461
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริพรรณ กัลยาณรุจ กับพวก
จำเลย — นางสุธิดา กัลยาณรุจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวดุษดี พิชยภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ — นายรัตน กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2558
#627341
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่นั้นย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเองว่าอาศัยเหตุจากการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยในคดีแพ่งขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรเนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมก็โดยอาศัยเหตุมาจากการที่โจทก์ทั้งเจ็ดร้องทุกข์ให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหาปลอมพินัยกรรมและใช้พินัยกรรมปลอม ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุดในคดีอาญาแล้วว่าพินัยกรรมที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอมไม่ใช่พินัยกรรมปลอม นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดคดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งในปัญหาที่ว่าจำเลยปลอมพินัยกรรม อันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกเจ้ามรดกผู้ตายหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า ส. เจ้ามรดกได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้า พยานจริง และพยานได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อของ ส. ในขณะเดียวกันด้วย ลายมือชื่อ ส. ในพินัยกรรมดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อปลอม อันมีความหมายในตัวโดยปริยายว่าจำเลยไม่ได้ปลอมพินัยกรรมดังกล่าว จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ตามฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ หากปลอมจำเลยเป็นผู้ปลอมพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ ไม่ได้กำหนดประเด็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าพยานในพินัยกรรมไม่ได้รู้เห็นขณะที่ทำพินัยกรรมและขณะเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม อันเป็นการหยิบยกเรื่องแบบพินัยกรรมขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ด้วย ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งศาลฎีกาในคดีอาญาฟังข้อเท็จจริงยุติแล้ว ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องถือเป็นยุติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกเรื่องแบบพินัยกรรมขึ้นมาวินิจฉัยเพิ่มเติมทำนองว่า พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของ ส. ทั้งหมดและตามพินัยกรรมจำต้องนำไปแบ่งให้ทายาทโดยธรรมทุกคนของ ส. ตามกฎหมายต่อไปนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมของนายสิงห์โต ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2541 เป็นพินัยกรรมปลอม และให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายสิงห์โตฐานเป็นผู้ไม่สมควร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ด และจำเลยเป็นบุตรของนายสิงห์โต เจ้ามรดกกับนางเหี้ยว นายสิงห์โตถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2541 ส่วนนางเหี้ยวถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2542 มีการเปิดพินัยกรรม โดยอ้างว่าเป็นพินัยกรรมของนายสิงห์โตที่ทำไว้ก่อนตายและพินัยกรรมระบุว่าจำเลยได้รับส่วนแบ่งมรดกมากกว่าโจทก์ทั้งเจ็ด ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดโต้แย้งว่าพินัยกรรมปลอมและมีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาปลอมพินัยกรรมและใช้พินัยกรรมปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (2) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้พินัยกรรมปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่าการพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเองว่าเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยในทางแพ่งขอให้ศาลพิพากษาว่า พินัยกรรมของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมปลอมและให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมก็โดยอาศัยเหตุมาจากที่โจทก์ทั้งเจ็ดร้องทุกข์ให้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาเรื่องจำเลยปลอมพินัยกรรมและใช้พินัยกรรมปลอม ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์คดีถึงที่สุดในคดีอาญาแล้วว่า พินัยกรรมที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอมไม่ใช่พินัยกรรมปลอม คดีอาญาดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและศาลฎีกาฟังยุติและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่ใช่ประเด็นปลีกย่อย นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน เช่นนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดคดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้นในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งในปัญหาที่ว่า จำเลยปลอมพินัยกรรม อันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกเจ้ามรดกผู้ตายหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า นายสิงห์โต เจ้ามรดกได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านายอยุทธ์และนายชูชาติพยานจริง และนายอยุทธ์กับนายชูชาติได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อของนายสิงห์โตในขณะเดียวกันด้วย ลายมือชื่อนายสิงห์โตในพินัยกรรมดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อปลอม จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องโจทก์ อันมีความหมายในตัวโดยปริยายว่า จำเลยไม่ได้ปลอมพินัยกรรม จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดประการสุดท้ายว่า พินัยกรรมพิพาทดังกล่าวทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเนื่องจากนายอยุทธ์กับนายชูชาติผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายสิงห์โตเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมอันมีผลทำให้พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ หากปลอมจำเลยเป็นผู้ปลอมพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ไม่ได้กำหนดประเด็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าพยานในพินัยกรรมไม่ได้รู้เห็นขณะที่ทำพินัยกรรมและขณะเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม อันเป็นการหยิบยกเรื่องแบบพินัยกรรมขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ด้วย ประกอบกับคดีส่วนอาญาที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติแล้วว่านายสิงห์โตลงลายมือชื่อต่อหน้านายอยุทธ์และนายชูชาติและนายอยุทธ์กับนายชูชาติก็ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมรับรองลายมือชื่อนายสิงห์โตในขณะเดียวกันนั้นด้วยข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องถือเป็นยุติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเพิ่มเติมทำนองว่า พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ประกอบมาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของนายสิงโตทั้งหมดและตามพินัยกรรมจำต้องนำไปแบ่งให้ทายาทโดยธรรมทุกคนของนายสิงห์โตตามกฎหมายต่อไปนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงหามีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656 ม. 1705
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิคม บำรุงสิน กับพวก
จำเลย — นายศักดา บำรุงสิน
ชื่อองค์คณะ
สัณธาน ขันทมณี
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2558
#579638
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 อ้างว่า ที่ดินพิพาทโฉนดตราจอง เลขที่ 169 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ แล้วจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนอง แม้ในคดีนี้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้มีคำวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ต การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นชื่อของ ส. เป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โอนที่ดินไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ กับประเด็นที่ว่าการจำนองอันเกิดจากการฉ้อฉลตามฟ้องนั้น ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนหรือไม่ เมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างไรแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145

คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ไม่มีผลผูกพันที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 โจทก์และกองมรดกของนายชัยสิน

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวก่อนและเมื่อคดีอันเป็นมูลของฟ้องซ้อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใดแล้วให้โจทก์แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อดำเนินการต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 303/2554 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2546 ที่มีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง กับให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ส่วนที่เกินสองร้อยบาทแก่โจทก์

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า ที่ดินพิพาทโฉนดตราจองเลขที่ 169 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่นายชัยสิน ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนโดยจำเลยทั้งสี่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว เนื่องจากมีการฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชัยสินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ แล้วจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนเป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองเป็นคดีนี้ เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่มรดกของนายชัยสิน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต กับคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และคดีนี้ในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งแม้ในคดีนี้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ต การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ดังกล่าวซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองเพราะเหตุกลฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมจำนองดังกล่าวจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ แต่ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 พ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษา คงเหลือจำเลยที่ 4เพียงฝ่ายเดียว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนอง เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อนายชัยสินซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะพ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษาเฉพาะประเด็นที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่เท่านั้น แต่ยังถูกฟ้องในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการ ฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนในคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และการจำนองอันเกิดจากการฉ้อฉลตามฟ้องคดีนี้นั้น ศาลจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยนายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ เมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างไรแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 กับคดีนี้ และรอผลคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตจึงชอบแล้ว ที่โจทก์แก้ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ฎีกาของจำเลยที่ 4 จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะไม่รับไว้พิจารณา เห็นว่า แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้แต่ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้แล้วและจำเลยที่ 4 ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด
นายเกียรติชัย งานทวี ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายชัยสิน งานทวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเกื้อกูล หนูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2558
#632588
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 โดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทโฉนดตราจอง เลขที่ 169 ตำบลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์ที่ ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ แล้วจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนอง แม้โจทก์ในคดีนี้จะมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้มีคำวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ต การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขคดีแดงที่ 303/2554 และฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นชื่อของ ส. เป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โอนที่ดินไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ กับประเด็นที่ว่าการจำนองอันเกิดจากการฉ้อฉลตามฟ้องนั้น ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดย ส. ถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ เมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างไรแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145

คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ไม่มีผลผูกพันที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 โจทก์และกองมรดกของนายชัยสิน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวก่อนและเมื่อคดีอันเป็นมูลของฟ้องซ้อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใดแล้วให้โจทก์แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อดำเนินการต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 303/2554 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2546 ที่มีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง กับให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ส่วนที่เกินสองร้อยบาทแก่โจทก์

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า ที่ดินพิพาทโฉนดตราจองเลขที่ 169 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนโดยจำเลยทั้งสี่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว เนื่องจากมีการฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชัยสินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ แล้วจำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนเป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองเป็นคดีนี้ เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่มรดกของนายชัยสิน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต กับคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และคดีนี้ในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งแม้ในคดีนี้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1508/2543 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ต การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ดังกล่าวซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองเพราะเหตุกลฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมจำนองดังกล่าวจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ แต่ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 พ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษา คงเหลือจำเลยที่ 4 เพียงฝ่ายเดียว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนอง เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อนายชัยสินซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะพ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษาเฉพาะประเด็นที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยให้นายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่เท่านั้น แต่ยังถูกฟ้องในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนในคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 และการจำนองอันเกิดจากการฉ้อฉลตามฟ้องคดีนี้นั้น ศาลจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยนายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนหรือไม่ เมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างไรแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 หมายเลขแดงที่ 303/2554 กับคดีนี้ และรอผลคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ตจึงชอบแล้ว ที่โจทก์แก้ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ฎีกาของจำเลยที่ 4 จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะไม่รับไว้พิจารณา เห็นว่า แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้แต่ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1508/2543 ของศาลจังหวัดภูเก็ต หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้แล้วและจำเลยที่ 4 ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด
นายเกียรติชัย งานทวี ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายชัยสิน งานทวี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2558
#627376
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวเป็นผู้ช่วยในการทำหน้าที่ของจำเลยในการเป็นวุฒิสมาชิก ค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวก็เพื่อช่วยเหลือการทำหน้าที่ของจำเลยอันเป็นประโยชน์โดยตรงแก่จำเลย จำเลยเป็นผู้เสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวให้โจทก์แต่งตั้ง กรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นอันเนื่องมาจากการเป็นวุฒิสมาชิกตามความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 แล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนนี้แก่โจทก์

คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับเลือกตั้งมามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีมติเอกฉันท์ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษใหม่แทนจำเลย ทำให้จำเลยพ้นจากสมาชิกภาพก่อนที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คมช.) จะยึดอำนาจการปกครองและประกาศฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดโดยไม่มีประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คมช.) หรือกฎหมายฉบับใดหลังจากนั้นบัญญัติห้ามมิให้ โจทก์เรียกคืนเงินดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 บัญญัติว่า การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 145 (3) (4) และมาตรา 147 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 10 (7) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 95 (1) ทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่ากรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย จึงมีคำสั่งให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนจำเลย ตามคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงฟังได้ว่าการที่จำเลยออกจากตำแหน่งวุฒิสภาก็เพราะเหตุที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น แม้ว่าจำเลยจะมีส่วนรู้เห็นกับการให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลยหรือไม่ และแม้ว่าศาลจังหวัดศรีสะเกษพิพากษายกฟ้องบุคคลที่ถูกกล่าวว่าให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย ก็ไม่เป็นเหตุให้การได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว

การเรียกคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่วุฒิสมาชิกได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนเงินที่จำเลยได้ไปโดยไม่ชอบและโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 1,757,475.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,703,229.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,756,425.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,703,229.82 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,105,707.15 บาท พร้อมดอกเบี้ย (ที่ถูก พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี) ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์และจำเลยต่างไม่ติดใจสืบพยาน ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ โดยประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกหนังสือรับรองให้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 จำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเอกฉันท์ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษใหม่แทนจำเลยเนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยได้รับเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยต้องพ้นจากสมาชิกภาพวุฒิสภาตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เรียกเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ค่าใบเบิกทาง เบี้ยประกันสุขภาพ และค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลยซึ่งโจทก์จ่ายแทนไปแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,757,475.76 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดคืนเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม เบี้ยประกันกรรมธิการ ค่าใบเบิกทาง และเบี้ยประกันสุขภาพ รวม 1,105,707.15 บาท ส่วนค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญและค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลยนั้นไม่ต้องรับผิดคืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญและค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานประจำตัวแก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญและค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลยนั้น จำเลยเป็นผู้เสนอและโจทก์เป็นผู้แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลยไม่มีสถานะเป็นข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองและไม่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย เมื่อพ้นหน้าที่ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนจากโจทก์ แต่ค่าตอบแทนดังกล่าวมีลักษณะเป็น "ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น" ที่จำเลยได้รับเนื่องมาจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามความหมาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนนี้แก่โจทก์ด้วย เห็นว่า ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวเป็นผู้ช่วยในการทำหน้าที่ของจำเลยในการเป็นวุฒิสมาชิก ค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวก็เพื่อช่วยเหลือการทำหน้าที่ของจำเลยอันเป็นประโยชน์โดยตรงแก่จำเลย จำเลยเป็นผู้เสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวให้โจทก์แต่งตั้ง กรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นอันเนื่องมาจากการเป็นวุฒิสมาชิกตามความหมายของมาตรา 97 แล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนนี้แก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องคืนเงินส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ค่าใบเบิกทาง และเบี้ยประกันสุขภาพ รวม 1,105,707.15 บาท แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับเลือกตั้งมามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีมติเอกฉันท์ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษใหม่แทนจำเลย ทำให้จำเลยพ้นจากสมาชิกภาพก่อนที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คมช.) จะยึดอำนาจการปกครองและประกาศฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดโดยไม่มีประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คมช.) หรือกฎหมายฉบับใดหลังจากนั้นบัญญัติห้ามมิให้โจทก์เรียกคืนเงินดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม อีกทั้งศาลจังหวัดศรีสะเกษพิพากษายกฟ้องบุคคลที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวหาว่าให้เงินจูงใจแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้แก่จำเลยแล้วนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 บัญญัติว่า การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 145 (3) (4) และมาตรา 147 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 10 (7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 95 (1) ทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย จึงมีคำสั่งให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนจำเลย ตามคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงฟังได้ว่าการที่จำเลยออกจากตำแหน่งวุฒิสภาก็เพราะเหตุที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น แม้ว่าจำเลยจะมีส่วนรู้เห็นกับการให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลยหรือไม่ และแม้ว่าศาลจังหวัดศรีสะเกษพิพากษายกฟ้องบุคคลที่ถูกกล่าวว่าให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย ก็ไม่เป็นเหตุให้การได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกว่า คดีขาดอายุความเพราะโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดเวลา 5 ปี นั้น เห็นว่า การเรียกคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่วุฒิสมาชิกได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนเงินที่จำเลยได้ไปโดยไม่ชอบและโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ค่าใบเบิกทาง และเบี้ยประกันสุขภาพพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,703,229.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 97 ม. 145 (3) ม. 145 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 95 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
จำเลย — นายชิต เจริญประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2558
#590271
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ ตามทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์ได้โอนขายกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วย โดยผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว แม้กรณีของผู้ร้องจะไม่ต้องด้วย พ.ร.ก.ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือกฎหมายอื่นใดทำนองเดียวกันที่กำหนดให้ ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความเดิมได้ ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาก็ดี แต่การที่ผู้ร้องรับโอนกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดจากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วยนั้น ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีและถือว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์แล้ว จึงชอบที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน จำนวน 1,056,492.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 917,714.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น บริษัทดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน จำนวน 917,714.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันชำระราคาค่าสินค้าให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว แม้โจทก์จะไม่มีพนักงานผู้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนใบส่งของ ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ตามใบส่งของ นอกจากจะมีการระบุชื่อและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสินค้าแล้ว จำเลยที่ 2 ยังเบิกความรับว่า ตามใบส่งของ มีทั้งจำเลยที่ 3 นางปฏิญญา และนายสุเมธ เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้า โดยบุคคลทั้งสามเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ตามใบส่งของ ก็เป็นสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 1 ในเวลานั้น ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความอีกว่า จำเลยที่ 2 เคยติดต่อซื้อขายสินค้าประเภทสีกับนายสุชาติ ไม่ปรากฏนามสกุล หลายครั้งและเคยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้นายสุชาติ ซึ่งตรงกับข้อนำสืบของโจทก์ว่า เดิมนายสุชาติ เป็นพนักงานขายของโจทก์ที่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะมีนายอภิรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ มาทำหน้าที่แทน ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 3 ยังเบิกความด้วยว่า การสั่งซื้อสินค้าคดีนี้ที่ตนกับพนักงานคนอื่นลงลายมือชื่อรับสินค้า ตามใบส่งของ เป็นการสั่งซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 หากแต่มีจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นผู้แทนก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าแทนตามที่ได้รับมอบหมายภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งสินค้าจากโจทก์ตามใบส่งของ ตรงตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั่นเอง โดยไม่จำต้องบรรยายว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้สั่งซื้อในนามของจำเลยที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 แอบอ้างสั่งสินค้าในนามของจำเลยที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 3 ต่างหากเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันชำระราคาค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้นั้น ตามทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์ได้โอนขายกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วย โดยผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว แต่กรณีของผู้ร้องไม่ต้องด้วยพระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือกฎหมายอื่นใดทำนองเดียวกัน ที่กำหนดให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความเดิมได้ ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมา อย่างไรก็ดี การที่ผู้ร้องรับโอนกิจการ ทรัพย์สินทางธุรกิจทั้งหมดจากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ค้างชำระที่จำเลยในคดีนี้มีต่อโจทก์ทั้งหมดด้วยนั้น ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีและถือว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์แล้ว จึงชอบที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

พิพากษายืน สำหรับคำร้องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (2) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
บริษัทดูปองท์เพอร์ฟอร์แมนซ์ โคทติ้งส์
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์สุธา (2000) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2558
#585105
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย

จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดเวลาแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป แต่จำเลยยังคงอยู่ในอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ก็ถือได้ว่าจำเลยอยู่โดยไม่มีสิทธิอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

จำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า กรณียังไม่มีการโต้แย้งสิทธิ จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ พิพากษายกฟ้อง ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีและเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) อันมีผลเป็นการพิพากษาคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นยังไม่รับคำฟ้อง เมื่อคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยกลับมาฟ้องแย้งคดีนี้มีรายละเอียดและเหตุผลอย่างเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ป.พ.พ. มาตรา 538 บังคับให้สัญญาเช่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้ เมื่อสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดเวลาการเช่าแน่นอน จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา เป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

ร. เป็นนิติกรของโจทก์มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุม ดูแลสัญญาเช่าพิพาท ถือเป็นผู้เกี่ยวข้องกับพยานเอกสารในคดีที่ตนได้ตรวจสอบแล้ว สามารถรับรองความถูกต้องแท้จริงได้ คำเบิกความของ ร. จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95 (2)

จำเลยได้ทราบถึงความมีอยู่ของสำนวนคดีที่ประสงค์อ้างเป็นพยานตั้งแต่ก่อนวันสืบพยาน แต่มาระบุอ้างเพิ่มเติมเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสอง

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลย เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226

คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่า เอกสารที่จำเลยขอให้ศาลเรียกจากบุคคลภายนอกไม่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจพิจารณาว่า พยานหลักฐานที่ขอให้เรียกมานั้นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จำเลยในคดีจะต้องนำสืบหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)

เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสาร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กัน เมื่อโจทก์แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว สำหรับเอกสารอื่นที่มิได้เป็นประเด็นโต้เถียงกันในคดี โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารแก่จำเลย

สัญญาเช่า ข้อ 22 ระบุว่า เมื่อสัญญาเช่าระงับลง ผู้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์สินแก่ผู้ให้เช่าโดยพลัน หากไม่ดำเนินการผู้เช่ายินยอมให้ค่าเสียหายแก่ผู้ให้เช่าเป็นเงินวันละ 5,000 บาท ต่อคูหา นับแต่วันที่สัญญาเช่าระงับจนถึงวันที่ผู้เช่าส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนเสร็จเรียบร้อย หรือวันที่ผู้ให้เช่าได้เข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าแล้วแต่กรณี ถือว่าสัญญาเช่าได้กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการให้เช่าอาคารพาณิชย์บริเวณพิพาทเป็นคูหาละ 154,200 บาท ต่อเดือน ใกล้เคียงกับเบี้ยปรับตามสัญญา จึงชอบด้วยเหตุผล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 266/14 และ 266/15 ซอยสยามสแควร์ 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบอาคารคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนที่ค้างและค่าเสียหายถึงวันฟ้องจำนวน 506,403.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายเดือนละ 308,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญา ข้อตกลงด้วยการส่งสัญญาเช่าให้จำเลยลงนามโดยมีกำหนดระยะเวลาปรับเปลี่ยนค่าเช่ากันใหม่ในอีก 7 ปี ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 49,300 บาท หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 266/14 และ 266/15 ซอยสยามสแควร์ 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนจำนวน 33,523.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 308,400 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากอาคาร แต่คิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 17 มิถุนายน 2548) ต้องไม่เกิน 472,880 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2550 จำนวน 1,054,624 บาท หักชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาและส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัยให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุชาดา ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นายรังสรรค์ กรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย นายรังสรรค์เป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด โจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์จำนวน 610 คูหา รวมทั้งอาคารพาณิชย์พิพาทเลขที่ 266/14 และ 266/15 ซอยสยามสแควร์ 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เดิมบริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด เป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหา จากโจทก์ ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่บริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด ออกจากอาคารพิพาท ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์กับนายรังสรรค์ทำบันทึกข้อตกลงมีสาระสำคัญว่า นายรังสรรค์ตกลงชำระหนี้ที่บริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด ค้างชำระตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์จำนวน 4,500,000 บาท โจทก์ตกลงยินยอมให้เปลี่ยนผู้เช่าจากบริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด มาเป็นจำเลยผู้เช่าแทน หลังจากนายรังสรรค์ชำระเงินตามข้อตกลง จำเลยได้ทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์โดยสัญญาเช่าระบุว่า กำหนดเวลาเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2546 สิ้นสุดลงวันที่ 30 เมษายน 2548 และโจทก์ได้ถอนฟ้องคดีที่ฟ้องบริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด เป็นจำเลย ตั้งแต่เดือนเมษายน 2548 ถึงเดือนกันยายน 2550 จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์หลายครั้ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบถึงอำนาจฟ้อง ไม่ปรากฏว่าอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีอำนาจฟ้องบุคคลภายนอกได้โดยอาศัยบทบัญญัติของมาตราใด อำนาจของอธิการบดีโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19, 20 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 เป็นอำนาจที่จะต้องปฏิบัติกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ส่วนบทบัญญัติของมาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ก็ไม่ใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจกระทำการใด ๆ ของอธิการบดี การที่ศาลอุทธรณ์สรุปว่าค่าเช่าเป็นเงินผลประโยชน์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องไม่ถูกต้องและการฟ้องคดีบุคคลภายนอก สภามหาวิทยาลัยไม่ได้มอบอำนาจหรือมีหนังสือให้ฟ้องคดี ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุชาดา อธิการบดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์และไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์บุญสม ฟ้องคดีหรือมอบอำนาจช่วงได้ รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์บุญสมก็ไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจช่วงให้นายรัฐการ เป็นโจทก์ฟ้องคดีได้เช่นกันนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2486 เป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้และเป็นนิติบุคคล" และมาตรา 19 บัญญัติว่า "ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบงานทั้งปวงของมหาวิทยาลัย ฯลฯ" ดังนี้ แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ เมื่อนิติบุคคลมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาและความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อีกทั้งการฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม หากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของนิติบุคคลโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง อธิการบดีผู้แทนโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ หาจำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัยอีกไม่ เพราะสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่เพียงแต่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำอาคารพาณิชย์พิพาทออกให้เช่าเพื่อหารายได้หรือผลประโยชน์นั้น ก็เป็นการชี้ให้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำภายในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ เมื่อโจทก์นำสืบว่าขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุชาดา ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้นำสืบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ตามภาระการพิสูจน์แล้ว ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุชาดา อธิการบดีโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีในฐานะผู้แทนโจทก์ และมีอำนาจมอบอำนาจให้รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์บุญสม ฟ้องคดีแทนหรือมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์บุญสมมอบอำนาจช่วงให้นายรัฐการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแล้ว นายรัฐการจึงมีอำนาจฟ้องคดีได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า อธิการบดีของโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะเอาอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกให้เช่าและไม่มีอำนาจที่จะเรียกเก็บค่าเช่าเพิ่มตามอำเภอใจ เพราะเป็นการใช้อำนาจนอกกฎหมายซึ่งเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยและขัดต่อวัตถุประสงค์ของโจทก์ ทั้งการกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยย่อมไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าดังเหตุผลต่าง ๆ ที่ยกขึ้นฎีกา ส่วนการกระทำของอธิการบดีผู้แทนโจทก์จะขัดต่อวัตถุประสงค์ของโจทก์หรือไม่ เพียงใด ก็เป็นเรื่องที่สภามหาวิทยาลัยของโจทก์กับอธิการบดีจะต้องไปว่ากล่าวกันเองไม่เกี่ยวกับจำเลย และเมื่อโจทก์เห็นว่าสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดเวลาเช่าและโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยอยู่ในอาคารพาณิชย์ของโจทก์ หากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็ถือได้ว่าจำเลยอยู่ในอาคารพาณิชย์ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีจึงถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายแพ่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 3156/2548 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่ได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 3156/2548 ไว้พิจารณานั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 3156/2548 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ (คือ จำเลยคดีนี้) อ้างว่าสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลย (คือ โจทก์คดีนี้) เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา จึงไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องมีการต่ออายุสัญญาหรือทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ และเมื่อจำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือมีหนังสือแจ้งเงื่อนไขให้โจทก์ไปทำสัญญาใหม่ จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิ ไม่มีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีการเรียกเก็บเงินตามที่โจทก์อ้างเกิดขึ้น การที่โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือขอให้จำเลยทำสัญญาใหม่กับโจทก์โดยให้ปรับขึ้นค่าเช่าร้อยละ 40 ของค่าเช่าเดิมนั้น เป็นเพียงข้อเสนอของโจทก์ที่ประสงค์จะให้จำเลยปรับขึ้นค่าเช่า เมื่อจำเลยเพิกเฉย แสดงว่าจำเลยต้องการผูกพันตามสัญญาเดิมต่อไป สิทธิของโจทก์ย่อมมีอยู่ตามสัญญาเดิม ไม่มีการโต้แย้งสิทธิใด ๆ ของโจทก์เช่นกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ดังนี้ ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีและเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) อันมีผลเป็นการพิพากษาคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นยังไม่รับคำฟ้องดังที่จำเลยเข้าใจ และเมื่อคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยกลับมาฟ้องแย้งคดีนี้ซึ่งมีรายละเอียดและเหตุผลอย่างเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า จำเลยมีสิทธินำสืบพยานบุคคลถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า มีการปฏิบัติกันเป็นปกติประเพณีทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่ากันใหม่เมื่อครบกำหนด 10 ปี นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการเช่าที่มีกำหนดเวลาแน่นอน ซึ่งการเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ฉะนั้น การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าการเช่าเป็นสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร เมื่อการนำสืบของจำเลยมิใช่เป็นการนำสืบว่าสัญญาเช่านั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิดแล้ว การนำสืบของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ศาลไม่อาจรับฟังพยานบุคคลดังกล่าวได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานที่ไม่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานด้วยตนเองโดยตรงเกี่ยวกับการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์หรือข้อผูกพันตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้ออุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยสรุปได้ว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าโดยตรงจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง ซึ่งถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่รับฟังคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ก่อน เมื่อปรากฏว่านายรัฐการผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์มาเบิกความรับรองเอกสารสัญญาเช่าพิพาท แม้จะมิได้รู้เห็นขณะทำสัญญาก็ตาม แต่นายรัฐการดำรงตำแหน่งนิติกร มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุม ดูแลสัญญาเช่าในสยามสแควร์ทั้งหมด รวมทั้งสัญญาเช่าพิพาทด้วย ถือว่านายรัฐการเป็นผู้เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร และเมื่อได้ตรวจสอบสัญญาเช่าและเอกสารต่าง ๆ แล้ว ก็สามารถรับรองความถูกต้องแท้จริงได้ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังคำเบิกความของนายรัฐการจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับพยานลำดับที่ 1 ที่จำเลยอ้างเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ซึ่งเป็นพยานที่จำเลยเพิ่งทราบว่าได้มีอยู่และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสนอต่อศาล เนื่องจากเป็นพยานสำคัญแห่งคดีที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ และการที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้นำสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 3814/2546 ของศาลชั้นต้น มาผูกรวมกับคดีนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 3814/2546 เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด เป็นจำเลย ซึ่งทั้งจำเลยและบริษัทบ้านฉัตรเพชร จำกัด ต่างมีนายรังสรรค์เป็นกรรมการ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ทราบว่าสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 3814/2546 ได้มีอยู่ก่อนวันสืบพยาน เมื่อจำเลยระบุอ้างเอกสารดังกล่าวเพิ่มเติมเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสอง ส่วนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากจำเลยไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายหลังก็จะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้นำสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 3814/2546 ของศาลชั้นต้น มาผูกรวมกับคดีนี้จึงชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า การที่จำเลยขอให้ศาลเรียกพยานเอกสารซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญแห่งพยานหลักฐานที่จำเลยขอให้ศาลเรียก (ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ลำดับที่ 3 ถึง 15) และศาลอุทธรณ์คาดคิดเอาเองว่าเอกสารดังกล่าวไม่น่าจะเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ความชัดแจ้งว่า เอกสารตามที่ออกคำสั่งเรียกเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อย่างไร ทั้งเมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาเอกสารแต่ละอันดับที่จำเลยขอออกคำสั่งเรียกแล้ว ล้วนแต่เป็นเอกสารที่ไม่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกคำสั่งเรียกพยานเอกสารให้แก่จำเลยจึงชอบแล้ว ดังนี้ ถือว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญแห่งพยานหลักฐานที่จำเลยขอให้ศาลเรียกโดยชัดแจ้งแล้วว่า เป็นเอกสารที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต่อไปว่า เอกสารแต่ละอันดับที่จำเลยขอให้เรียกไม่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี ก็เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่จำเลยขอให้เรียกมานั้นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จำเลยในคดีจะต้องนำสืบหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) หาใช่เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์คาดคิดเอาเองดังที่จำเลยฎีกาไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการรับฟังเอกสารไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กัน เมื่อโจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว ส่วนสำเนาใบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและบันทึกข้อความของสำนักงานจัดการทรัพย์สินของโจทก์นั้น มิได้เป็นประเด็นโต้เถียงกันในคดี เพราะจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนปี 2548 และค่าเช่าให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยก่อน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับเอกสารชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยของฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 308,400 บาท หรือคูหาละ 154,200 บาท ต่อเดือน เป็นการมุ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายในการประกอบธุรกิจและการค้าโดยมิได้คำนึงถึงปกติประเพณีและวัฒนธรรมที่ได้ปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน ไม่ชอบนั้น เห็นว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 22 ระบุว่า เมื่อสัญญาเช่าระงับลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์สินแก่ผู้ให้เช่าโดยพลัน หากผู้เช่าไม่ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ผู้เช่ายินยอมให้ค่าเสียหายแก่ผู้ให้เช่าเป็นเงินวันละ 5,000 บาท ต่อคูหา นับแต่วันที่สัญญาเช่าระงับจนถึงวันที่ผู้เช่าส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนเสร็จเรียบร้อย หรือวันที่ผู้ให้เช่าได้เข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าแล้วแต่กรณี ดังนี้ ถือว่าสัญญาเช่าได้กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ " ฉะนั้น เมื่อปรากฏว่าอาคารพาณิชย์บริเวณพิพาท คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของโจทก์กำหนดค่าเช่าคูหาละ 154,200 บาท อีกทั้งโจทก์นำอาคารพาณิชย์เลขที่ 266/11 ถึง 266/13 กับเลขที่ 292/1 และ 292/2 ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับอาคารพาณิชย์พิพาทให้บริษัทไดโซ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทซุปเปอร์ฟู้ด จำกัด เช่าในอัตราค่าเช่าคูหาละ 138,780 บาท และปรากฏว่าจำเลยก็นำอาคารพาณิชย์พิพาทห้อง 266/15 ให้บริษัทล้ำยุค (มิลเลนเนี่ยม 2002) จำกัด เช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 250,000 บาท ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 308,400 บาท หรือคูหาละ 154,200 บาท ใกล้เคียงกับเบี้ยปรับตามสัญญานั้น จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

อนึ่ง ปรากฏว่าเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีโจทก์เดือนละ 35,208 บาท นับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2550 รวมระยะเวลา 28 เดือน เป็นเงินจำนวน 985,824 บาท (ตามใบสำคัญการจ่ายเงิน) หาใช่จำนวน 1,054,624 บาท ไม่ ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองให้นำเงินจำนวน 1,054,624 บาท มาหักชำระหนี้โจทก์ก่อนนั้นจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือน จำนวน 33,523.25 บาท แก่โจทก์ (โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าภาษีโรงเรือนจำนวนดังกล่าว) แต่ให้นำเงินจำนวน 985,824 บาท ที่จำเลยโอนเข้าบัญชีโจทก์มาหักชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 87 (1) ม. 88 วรรคสอง ม. 90 ม. 94 (ข) ม. 95 (2) ม. 131 (2) ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 226
ป.พ.พ. ม. 380 ม. 538 ม. 4 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำเลย — บริษัทรังสรรค์ แอนด์ พรรษิษฐ์ สถาปัตย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสุภาพ ศิริกังวานกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1322/2558
#579812
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย โดยนำเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายซึ่งมีผู้ทำซ้ำดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปบันทึกลงในหน่วยความจำถาวร (Hard Disk) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความดูแลครอบครองของจำเลยทั้งสอง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว โดยใช้วิธีบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ และบรรยายฟ้องในข้อ 3 ว่า เจ้าพนักงานพบเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวซึ่งมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยทั้งสองทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย เมื่อหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถที่จะทำการละเมิดงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายได้ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดประกอบกันจึงจะสามารถทำซ้ำ ดัดแปลงงานอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายได้ กรณีจึงต้องริบเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 30, 61, 69, 74, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 6 เครื่อง ของกลาง และให้หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 6 เครื่อง ของกลางที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยทั้งสองได้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จำนวน 6 เครื่อง ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ปรากฏว่ามีส่วนอื่นใดของเครื่องคอมพิวเตอร์นอกจากหน่วยความจำของเครื่องที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไว้เป็นส่วนที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องอย่างไร จึงไม่ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ 6 เครื่อง นอกเหนือจากส่วนที่เป็นหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่องของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายตามฟ้องอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย โดยนำเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชื่อ AutoCAD 2007, AutoCAD 2009 และ Autodesk 3ds Max 2010 ของผู้เสียหายซึ่งมีผู้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปบันทึกลงในหน่วยความจำถาวร (Hard Disk) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความดูแลครอบครองของจำเลยทั้งสองจำนวน 6 เครื่อง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 6 เครื่อง ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยใช้วิธีบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ และได้บรรยายฟ้องในข้อ 3 ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานพบเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 6 เครื่อง ดังกล่าวซึ่งมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยทั้งสองได้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่องในการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ปรากฏว่ามีส่วนอื่นใดของเครื่องคอมพิวเตอร์นอกจากหน่วยความจำของเครื่องที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไว้เป็นส่วนที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องอย่างไร จึงไม่ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่อง นั้น เมื่อหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถที่จะทำการละเมิดงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายได้ ต้องอาศัยอุปกรณ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเช่นระบบประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบกันจึงจะสามารถทำซ้ำ ดัดแปลงงานดังกล่าวอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายได้ คำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ

ส่วนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่องดังกล่าวในการทำซ้ำ ดัดแปลง ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายด้วยวิธีการอย่างไร จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องหรือประสงค์ให้ลงโทษ ลำพังแต่การตรวจพบว่าในหน่วยความจำถาวร (Hard Disk) ซึ่งอยู่ในคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่องของจำเลยทั้งสองยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่องในการทำซ้ำ ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 โดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่องเป็นอุปกรณ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลงงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยวิธีบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่อง และมีคำขอให้ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่อง และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยให้ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาไม่ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 6 เครื่อง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 6 เครื่อง ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชัยศิลป์ ดีไซน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2558
#587409
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อหน้าศาลผ่านล่ามโดยมีทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมฟังการเบิกความและถามค้านโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์ไม่สามารถเบิกความในชั้นพิจารณาได้ เนื่องจากถึงแก่ความตาย จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควร ดังนั้น บันทึกคำเบิกความโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5 กรณีหาจำต้องให้คู่ความตกลงกัน จึงจะนำคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมารับฟังได้ตามมาตรา 237 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 264, 265, 267, 268, 334, 335, 352, 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 5 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับ และจำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 5

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และต่อมาโจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวแคลร์ บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและร่วมกันใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันเป็นผู้ปลอมเองด้วย) ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ไปใช้ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัทในรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงกรรมการ และผู้ถือหุ้นของบริษัทเอ ไอ ดี เอ บิสซิเนส แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด ใหม่ แล้วจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของบริษัทเอ ไอ ดี เอ บิสซิเนส แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด คนใหม่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 124164 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไป โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนและความเสียหายของผู้อื่น แม้จำเลยที่ 2 จะต้องเลี้ยงดูครอบครัว และมีบุตรผู้เยาว์ต้องดูแล รวมทั้งมีปัญหาด้านสุขภาพเป็นต้อเนื้อและต้อกระจก ต้องทำการรักษาโดยด่วน และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดคดีนี้เป็นครั้งแรก ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/5 ม. 237
ชื่อคู่ความ
นายโรเบิร์ต มาร์ติน โดยนางสาวแคลร์ หลุยส์ มาร์ติน
โจทก์ — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายเดวิด เจมส์ แลงตัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายศุภชัย ประไพนพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1313/2558
#579708
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปกอด จูบ ดูดหัวนมและจูบอวัยวะเพศ อันเป็นการพาไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม โดยไม่ได้บรรยายว่า มีการขู่เข็ญ หรือใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้อุบายหลอกลวง ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก ที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 283 ทวิ, 284, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 317 วรรคแรก วรรคสาม (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารโดยเด็กไม่ยินยอม กับฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 9 ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจารโดยเด็กไม่ยินยอมกับฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดวันที่ 1 มีนาคม 2537 เป็นบุตรของนาง ร. ผู้เสียหายที่ 1 กับนาย อ. ผู้เสียหายที่ 2 เรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และร่วมทำกิจกรรมพิเศษเป็นนักร้องของโรงเรียน ส่วนจำเลยเป็นครูที่โรงเรียนและเป็นหัวหน้าวงดนตรีที่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นนักร้องอยู่ วันเกิดเหตุเป็นวันเสาร์ เวลา 13 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางจากบ้านไปที่โรงเรียนอนุบาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อร้องเพลงในงานแต่งงาน ระหว่างทางได้พบจำเลย จำเลยพาไปที่บ้านพักของจำเลย จากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 กลับมาที่โรงเรียนและร้องเพลงในงานแต่งงานจนแล้วเสร็จ ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 ได้ร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท อ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชว่า จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 และพันตำรวจโท อ. เรียกตัวจำเลยมาแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำอนาจารแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารและพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนนั้น เห็นว่า เป็นเพียงรายละเอียดและความแตกต่างกันตามที่จำเลยฎีกามิใช่ขัดแย้งกัน เพียงแต่เบิกความเสริมในรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่ให้การในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งขึ้นกับว่าพนักงานสอบสวนได้สอบถามผู้เสียหายทั้งสองแต่ละคนอย่างไรบ้าง ยังไม่อาจถือเป็นเหตุให้พยานโจทก์เสียไปถึงกับรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้

จำเลยฎีกาว่า การที่ผู้เสียหายที่ 2 จะแจ้งเหตุที่หมายเลข 191 แสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 รู้และเข้าใจกฎหมายได้ดีว่าการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง แต่กลับนำสืบว่าผู้เสียหายที่ 1 ทราบเรื่องหลังเกิดเหตุนานนั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 10 ปี ถูกจำเลยกระทำอนาจารตามฟ้อง ที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า จะโทรศัพท์แจ้ง 191 ก็เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจมาช่วยผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านของจำเลยมิได้มีความหมายว่า ผู้เสียหายที่ 2 รู้ข้อกฎหมายเป็นอย่างดีตามที่จำเลยฎีกา สำหรับเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้บอกมารดาคือผู้เสียหายที่ 1 และบิดาในทันทีที่มารดาและบิดามารับออกจากงานแต่งงานที่ผู้เสียหายไปร้องเพลงในวันเกิดเหตุนั้น ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความชัดเจนว่า เนื่องจากเกรงว่าตัวเองจะมีความผิดและบิดามารดาจะเสียใจ ซึ่งเป็นสิ่งปกติที่เด็กในวัยของผู้เสียหายที่ 2 จะคิดเช่นนั้นได้ มากกว่าที่จะบอกบิดามารดาเพื่อหวังผลในทางคดี ส่วนผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ร้องกรี๊ดในรถยนต์ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นมารดาไม่ได้สอบถามความผิดปกตินี้ ก็หาใช่เป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ เพราะเรื่องเช่นนี้หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่บอก ผู้เสียหายที่ 1 และบิดาย่อมไม่มีทางล่วงรู้ว่าเกิดเหตุแก่ผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 และพฤติการณ์ของจำเลยตามทางนำสืบของโจทก์ ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 ไปถึงโรงเรียนอันเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานแล้ว ซึ่งจำเลยสามารถให้ผู้เสียหายที่ 2 รอที่โรงเรียนได้ไม่จำเป็นต้องพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านของจำเลย ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 2 ก็ไม่ได้ช่วยขนเครื่องดนตรีให้จำเลยแต่อย่างใด แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าวางแผนที่จะกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 หาใช่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ไปด้วยกันที่บ้านของจำเลยด้วยเหตุบังเอิญดังที่จำเลยฎีกา จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปกอด จูบ ดูดหัวนมและจูบอวัยวะเพศ อันเป็นการพาไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม โดยไม่ได้บรรยายว่ามีการขู่เข็ญ หรือใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้อุบายหลอกลวง ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหานี้แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 284 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายอัมพร สุริยะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางวิภารัตน์ ปราบปราม สุขสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2558
#585111
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานในฐานมูลละเมิดอันเกิดแต่นายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2558 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้อง บ. และ ก. ในมูลเหตุเรื่องผิดสัญญาซื้อขายปุ๋ย ในคดีดังกล่าวแม้จะเป็นมูลมาจากเรื่องซื้อขายปุ๋ยพิพาทเดียวกันกับคดีนี้ แต่เป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ถูกฟ้องในแต่ละคดีต้องรับผิด จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดีการที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษาให้ บ. และ ก. รับผิดต่อจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเนื่องจากผิดสัญญาซื้อขายปุ๋ยโดยให้คืนเงินค่าซื้อปุ๋ยเป็นเงินจำนวน 3,147,950 บาท แก่จำเลยนั้น ก็เป็นมูลกรณีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรงและประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดต่อจำเลย ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลยที่เป็นผู้จัดซื้อปุ๋ยตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเองและให้คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยสั่งจ่ายเงินให้แก่ บ. และ ก. เป็นเงินจำนวน 5,050,000 บาท และ บ. และ ก. ส่งปุ๋ยให้จำเลยบางส่วนคิดเป็นเงิน 2,002,050 บาท คงค้างชำระเป็นเงินจำนวน 3,047,950 บาท ตามที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งตามฟ้องแย้งในคดีนี้ ดังนั้น หากจำเลยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวจาก บ. และ ก. ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานีดังกล่าว ก็ย่อมทำให้ความรับผิดที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งในคดีนี้ลดลงตามไปด้วยเพียงนั้น จึงชอบที่หากจำเลยบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2558 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีในส่วนที่ให้คืนเงินแก่จำเลยจำนวน 3,047,950 บาท เป็นจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากความรับผิดชำระหนี้ของโจทก์คดีนี้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งและค่าจ้างเดิม หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งและค่าจ้างเดิมไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 4,268,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 4,953,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 4,286,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 21 สิงหาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมอบอำนาจให้นายทองปน ดำเนินคดีแทน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการและศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยขาดสภาพคล่องทางการเงิน นายนิรันดร์ นักวิชาการสหกรณ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายทะเบียนสหกรณ์จังหวัดเข้าไปตรวจสอบกิจการของจำเลย พบว่ามีการสั่งซื้อปุ๋ยจำนวนมากและมีใบส่งสินค้าจำนวน 8 ฉบับ คิดเป็นปุ๋ยจำนวน 9,600 กระสอบ และใบรับฝากสินค้าปุ๋ยฝากไว้ที่บริษัท เอส เอส ม้าแดง เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด เมื่อมีการเรียกปุ๋ยที่ฝากไว้คืน โจทก์แจ้งสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานีให้เข้าไปตรวจสอบ แล้วโจทก์ให้นายถนอม พนักงานการตลาดของจำเลย เป็นผู้นำนายนิรันดร์และนายองอาจ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ไปตรวจดูปุ๋ยอ้างว่าบริษัทส่งปุ๋ยที่ฝากไว้คืนแล้ว ปุ๋ยที่ตรวจดูเป็นปุ๋ยที่ซื้อเชื่อมาภายหลัง แต่ยังไม่ได้ลงทางบัญชี เท่ากับเป็นการหลอกลวงนายนิรันดร์กับนายองอาจจนหลงเชื่อว่าเป็นปุ๋ยที่ส่งมาจากบริษัทจริง เป็นการทำหลักฐานอันเป็นเท็จและนายถนอมผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์เบิกความยืนยันถึงความไม่สุจริตของโจทก์ว่า โจทก์นำใบส่งสินค้าจำนวน 8 ฉบับ คิดเป็นปุ๋ย 9,600 กระสอบ มาให้นายถนอมลงชื่อเป็นผู้รับสินค้า แต่นายถนอมไม่ลงชื่อเพราะจำเลยไม่ได้รับปุ๋ย ทำให้โจทก์ไม่พอใจ แล้วโจทก์นำใบส่งสินค้าจำนวน 8 ฉบับ ที่นายภานุพงษ์ ประธานกรรมการดำเนินการในขณะนั้นลงลายมือชื่อผู้รับสินค้ามาให้นายถนอมบันทึกในบัญชีซื้อปุ๋ยและทะเบียนคุมสินค้า ไปหักออกจากบัญชีลูกหนี้ค่ามัดจำปุ๋ยเคมี 4,286,725 บาท แล้วยังให้นายถนอมพานายนิรันดร์และนายองอาจไปตรวจดูปุ๋ยที่ซื้อเชื่อมาภายหลัง แต่ยังไม่ได้ลงทางบัญชีบอกว่าเป็นปุ๋ยที่บริษัทรับฝากไว้ส่งมาทดแทนปุ๋ยเดิม โดยปุ๋ยเดิมจำหน่ายหมดแล้ว โจทก์ปฏิบัติผิดระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์ พ.ศ.2542 และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์เรื่องวิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ พ.ศ.2547 โดยเมื่อจำเลยยื่นฟ้องนายบุญหลายกับนายไกรวัล ต่อศาลและศาลประทับรับฟ้องแล้ว จะต้องปิดบัญชีเดิมและตั้งบัญชีใหม่ว่า บัญชีลูกหนี้ระหว่างดำเนินคดี เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ต้องปิดบัญชีเดิมและตั้งบัญชีใหม่ว่า บัญชีลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำแนะนำของนายทะเบียน หากโจทก์ปฏิบัติถูกระเบียบแล้วการส่งมอบปุ๋ยจำนวน 9,600 กระสอบ จะต้องนำมาตัดออกจากบัญชีลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่โจทก์นำไปตัดออกจากบัญชีค่ามัดจำปุ๋ยเคมีและความจริงแล้วไม่มีการส่งปุ๋ยจำนวน 9,600 กระสอบ จึงไม่สามารถนำมูลค่าปุ๋ยมาตัดออกจากบัญชีค่ามัดจำปุ๋ยเคมีได้ ต่อมาเมื่อนายบรรยงกับพวก ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีจึงได้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าโจทก์สั่งซื้อปุ๋ยจำนวน 5,050,000 บาท จากนายบุญหลายและนายไกรวัล ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าให้แก่นายบุญหลายจำนวน 1,000,000 บาท แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการไม่ลงชื่อในฐานะตรวจสอบ อันเป็นการปฏิบัติผิดข้อบังคับของจำเลย ข้อ 89 (20) ที่ว่า อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการในเรื่องไม่รับผิดชอบตรวจสอบการรับจ่ายเงินทั้งปวงของจำเลยให้เป็นการถูกต้องตลอดจนรวบรวมใบสำคัญและเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการเงินของจำเลยไว้โดยครบถ้วน แต่ผู้ลงชื่อในฐานะตรวจสอบกลับเป็นผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ซึ่งไม่ถูกต้องตามระเบียบของจำเลย เมื่อพิจารณาถึงการสั่งซื้อปุ๋ยของโจทก์เป็นจำนวนมากถึง 5,050,000 บาท แล้วโจทก์ซื้อปุ๋ยจากนายบุญหลายและนายไกรวัลโดยชำระเงินล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับปุ๋ยก็ไม่ปรากฏว่า นายบุญหลายและนายไกรวัลเป็นพ่อค้าปุ๋ยรายใหญ่หรือมีศักยภาพในการจำหน่ายปุ๋ยเพียงใด หากไม่ซื้อปุ๋ยจากพ่อค้าปุ๋ยทั้งสองแล้ว จำเลยจะต้องได้รับความเสียหายอย่างไร หรือทำให้จำเลยไม่สามารถซื้อปุ๋ยจากที่อื่นได้อีก การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อปุ๋ยจากพ่อค้าปุ๋ยทั้งสองไม่มีเหตุผลที่จะต้องจ่ายเงินค่ามัดจำล่วงหน้าให้ก่อน การชำระเงินค่ามัดจำปุ๋ยล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งเพราะตามหลักการค้าขายทั่วไปแล้วพ่อค้าปุ๋ยจะต้องส่งปุ๋ยให้ก่อนจึงจะนำใบส่งสินค้ามาเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง แต่กรณีนี้แม้โจทก์ไม่มีอำนาจที่จะสั่งจ่ายเงินชำระค่าปุ๋ย แต่จำเลยก็ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้ก่อนทั้งที่ยังไม่ได้รับปุ๋ย โจทก์มีหน้าที่จะต้องตรวจสอบรับจ่ายเงินทั้งปวงของจำเลยให้เป็นไปโดยถูกต้องครบถ้วน แต่โจทก์ไม่ดำเนินการรักษาผลประโยชน์ให้แก่จำเลย ทั้งเป็นผู้ติดต่อทำสัญญาซื้อขายจากพ่อค้าปุ๋ยทั้งสองเอง เมื่อพ่อค้าปุ๋ยทั้งสองส่งปุ๋ยให้คิดเป็นเงิน 2,002,050 บาท คงค้างชำระ 3,047,950 บาท จำเลยจึงฟ้องนายบุญหลายและนายไกรวัลให้รับผิดชำระเงินมัดจำและเรียกค่าเสียหาย ศาลมีคำพิพากษาให้รับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลย แต่โจทก์ก็ยังคงจ่ายเงินให้แก่นายบุญหลายอีก 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,413,575 บาท โดยให้นางสาวประพิศ พนักงานบัญชีของจำเลย ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์จัดทำบัญชีค่ามัดจำปุ๋ยเคมีอันเป็นการผิดระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ หากโจทก์มีเจตนาบริสุทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่โจทก์จะต้องรักษาผลประโยชน์ของจำเลยด้วยความสามารถเต็มกำลังของตนและจะต้องไม่ประพฤติปฏิบัติดังกล่าว พฤติการณ์ของโจทก์เป็นการประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรงและยังได้ความอีกว่าโจทก์ให้นางสาวประพิศนำใบส่งสินค้าปุ๋ยปลอมจำนวน 8 ฉบับ คิดเป็นปุ๋ย 9,600 กระสอบ รวมเป็นเงิน 4,818,000 บาท บันทึกบัญชีซื้อปุ๋ยไปตัดเงินมัดจำปุ๋ยเคมีล่วงหน้าออกเป็น 3 วัน คือ วันที่ 19, 21 และ 24 พฤษภาคม 2549 ทำให้มูลหนี้ค่ามัดจำปุ๋ยเคมีของนายบุญหลายและนายไกรวัลได้ชำระหนี้หมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่ใบส่งสินค้าปุ๋ยจำนวน 8 ฉบับ ไม่มีสินค้าปุ๋ยส่งมาและตามใบรับฝากสินค้าปุ๋ยก็ไม่มีการรับฝากปุ๋ยด้วย ทำให้จำเลยเสียหายอย่างมาก ต่อมาโจทก์และนายภานุพงษ์เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการ โจทก์และนายภานุพงษ์ชี้แจงให้ที่ประชุมทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยทำเป็นสัญญากู้เงินอ้างว่า คณะกรรมการดำเนินการที่ลงชื่อในสัญญาไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญากู้เงิน เพื่อนำสัญญากู้เงินไปปิดบัญชี สัญญากู้เงินแต่ละฉบับระบุว่า กู้เงินไปซื้อปุ๋ยใส่นาข้าว โดยจะนำเงินเปอร์เซ็นต์และเงินโบนัสมาตัดชำระหนี้ในแต่ละปี โจทก์ให้กรรมการดำเนินการแต่ละคนลงชื่อในสัญญาที่ยังไม่กรอกข้อความในคำขอกู้เงินระยะสั้น หนังสือกู้เงินระยะสั้นและหนังสือค้ำประกันซึ่งกรรมการดำเนินการแต่ละคนไม่ได้รับเงินกู้และปุ๋ย โจทก์ออกหลักฐานการรับเงินกู้ไว้ แล้วทำบันทึกขายปุ๋ยเคมีให้กรรมการดำเนินการแต่ละคนเท่าจำนวนเงินกู้ เท่ากับว่าปุ๋ยเคมีจำนวน 9,600 กระสอบ ได้จำหน่ายหมดแล้ว การประชุมคณะกรรมการดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบของจำเลยที่จะต้องจดในสมุดบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการและต้องประชุมเฉพาะที่เป็นกรรมการดำเนินการเท่านั้น การประชุมเป็นการประชุมกันเองไม่ใช่เป็นการประชุมของคณะกรรมการดำเนินการที่ถูกต้อง แล้วโจทก์ให้นายถนอมคำนวณหาตัวเลขว่า กรรมการดำเนินการแต่ละคนจะต้องทำสัญญากู้เงินคนละเท่าไร นายถนอมคำนวณจำนวนปุ๋ยและจำนวนกรรมการดำเนินการจำนวน 18 คน แล้ว คณะกรรมการดำเนินการชุดเก่าจำนวน 6 คน รับผิดชอบคนละ 190,000 บาทเศษ รวมเป็นเงิน 1,154,340 บาท แล้วนำไปตัดปุ๋ยออกจากทะเบียนคุมสินค้าที่มีการส่งสินค้าปุ๋ยปลอมและคณะกรรมการดำเนินการชุดใหม่จำนวน 12 คน รับผิดชอบคนละ 300,000 บาทเศษ รวมเป็นเงิน 3,799,000 บาท แล้วบันทึกลงทะเบียนสินค้าจำหน่ายปุ๋ยให้แก่กรรมการดำเนินการจำนวน 12 คน รวมยอดหนี้เงินกู้ทั้งหมด 4,953,340 บาท ตามรายละเอียดลูกหนี้เงินกู้ ตามใบส่งสินค้าปุ๋ยจำนวน 8 ฉบับ คิดเป็นปุ๋ยจำนวน 9,600 กระสอบ รวมเป็นเงิน 4,818,000 บาท แต่ยอดหนี้เงินกู้ของคณะกรรมการดำเนินการ รวมเป็นเงิน 4,953,340 บาท ต่างกัน 135,340 บาท เนื่องจากโจทก์นำปุ๋ยยี่ห้ออื่นที่โจทก์หลอกลวงนายนิรันดร์ตรวจสอบซึ่งมีราคาสูงกว่ามาเฉลี่ยให้คณะกรรมการดำเนินการกู้เพื่อซื้อปุ๋ยดังกล่าว หลังจากทำหนังสือกู้เงินระยะสั้นตามแล้ว ก่อนครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้ โจทก์ให้คณะกรรมการดำเนินการทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่ กรรมการดำเนินการบางคนที่ทราบความจริงจึงไม่ยอมทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่อีก ตามคำขอกู้เงินระยะสั้น หนังสือกู้เงินระยะสั้นและหนังสือค้ำประกัน หากนายนิรันดร์ไม่สามารถตรวจพบเหตุดังกล่าวก็จะทำให้ยอดหนี้ค่ามัดจำปุ๋ยเคมีถูกปิดบัญชีไปและกรรมการดำเนินการจำนวน 18 คน ที่ทำสัญญากู้เงินจะต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดี นอกจากนี้โจทก์ให้นางสาวประพิณเป็นผู้ลงบันทึกบัญชีขายปุ๋ยตามจำนวนเงินที่กรรมการดำเนินการแต่ละคนกู้เงินไป พยานรู้สึกเอะใจว่ากรรมการดำเนินการถูกหลอกลวงให้ลงชื่อในสัญญากู้เงินตามคำแนะนำของโจทก์แล้ว พยานจดบันทึกบัญชีซื้อปุ๋ยเคมี รวมเป็นเงิน 4,818,000 บาท และจัดทำบัญชีขายปุ๋ยเคมีให้แก่กรรมการดำเนินการจำนวน 18 คน รวมเป็นเงิน 4,953,340 บาท เท่ากับว่าอ้างว่าปุ๋ยเคมีมีการจัดส่งมาจำนวน 9,600 กระสอบ ได้จำหน่ายหมดแล้วแสดงว่าโจทก์กับพวกรู้อยู่แล้วว่าไม่มีการส่งปุ๋ยมาก็ยังเรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการอ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาของจำเลยโดยปกปิดความจริงที่ควรแจ้งให้คณะกรรมการดำเนินการทราบ แต่โจทก์กลับหลอกลวงให้คณะกรรมการดำเนินการลงชื่อในสัญญากู้เงินระยะสั้น แล้วดำเนินการทางบัญชีตามขั้นตอนจนกระทั่งตัดบัญชีเงินค่ามัดจำปุ๋ยเคมีล่วงหน้าของนายบุญหลายและนายไกรวัลออกจนหมดแล้วเท่ากับแสดงว่า นายบุญหลายและนายไกรวัลได้ชำระหนี้หมดแล้ว การกระทำของโจทก์มิใช่เป็นการแก้ไขปัญหาของจำเลย แต่เป็นการปกปิดความจริงอันเกิดจากการทุจริต พฤติการณ์ของโจทก์ส่อไปในทางเจตนาทุจริตโดยทำเป็นขบวนการ แม้จะไม่มีหลักฐานการรับเงินของโจทก์โดยมิชอบก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของโจทก์กับพวกแล้วน่าเชื่อว่าเกิดจากการทุจริตเป็นการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับและวินัยจำเลย ตามข้อบังคับจำเลย ข้อ 19 ข้อ 89 (8) (20) และระเบียบของจำเลยว่าด้วยวินัยการสอบสวนและการลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง พ.ศ.2547 ข้อ 7 (4) (5) (8) อันเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้าง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และการกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญาจ้างและเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลย โจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนายบุญหลายและนายไกรวัล ให้รับผิดตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2548 ซึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นายบุญหลายและนายไกรวัลรับผิดต่อจำเลยในคดีดังกล่าว โดยให้คืนเงินค่าซื้อปุ๋ยเป็นเงิน 3,047,950 บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้รับผิดค่าเสียหายที่หากนำไปขายต่อให้สมาชิกของจำเลยจะได้กำไรเป็นเงิน 100,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยเพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์กระทำละเมิดและผิดสัญญาจ้าง จำเลยย่อมได้รับความเสียหายตามความเป็นจริง ซึ่งนอกจากคดีนี้จำเลยได้ฟ้องนายบุญหลายและนายไกรวัล ในมูลเหตุเรื่องผิดสัญญาซื้อขายปุ๋ยในเรื่องเดียวกันนี้ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2548 ซึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิพากษาให้นายบุญหลายและนายไกรวัลร่วมกันชำระเงิน 3,147,950 บาท หากรวมค่าเสียหายที่จำเลยได้รับในเรื่องการซื้อปุ๋ยจำนวนเดียวกันนี้มีจำนวนถึง 7,434,675 บาท เกินความเสียหายของจำเลยที่เกิดขึ้นจริงไปถึง 3,147,950 บาท ขัดต่อกฎหมายเรื่องการกำหนดค่าเสียหาย นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานในฐานมูลละเมิด อันเกิดแต่นายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ส่วนในคดีดังกล่าวจำเลยได้ฟ้องนายบุญหลายและนายไกรวัล ในมูลเหตุเรื่องผิดสัญญาซื้อขายปุ๋ยต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2548 แม้จะเป็นมูลมาจากเรื่องซื้อขายปุ๋ยพิพาทเดียวกัน แต่เป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ถูกฟ้องในแต่ละคดีต้องรับผิด จึงไม่ขัดต่อกฎหมายตามที่โจทก์อุทธรณ์ แต่อย่างไรก็ดีเห็นว่า การที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษาให้นายบุญหลายและนายไกรวัลรับผิดต่อจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเนื่องจากผิดสัญญาซื้อขายปุ๋ยโดยให้คืนเงินค่าซื้อปุ๋ยเป็นเงินจำนวน 3,147,950 บาท แก่จำเลยนั้น ก็เป็นมูลกรณีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรงและประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง อันเป็นการผิดสัญญาจ้างและละเมิดต่อจำเลยซึ่งโจทก์มีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลยที่เป็นผู้จัดซื้อปุ๋ยตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเองและให้คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยสั่งจ่ายเงินให้แก่นายบุญหลายและนายไกรวัลเป็นเงินจำนวน 5,050,000 บาท และนายบุญหลายและนายไกรวัลส่งปุ๋ยให้จำเลยบางส่วนคิดเป็นเงิน 2,002,050 บาท คงค้างชำระเป็นเงินจำนวน 3,047,950 บาท ตามที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งตามฟ้องแย้งในคดีนี้ ดังนั้น หากจำเลยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวจากนายบุญหลายและนายไกรวัลตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานีดังกล่าว ก็ย่อมทำให้ความรับผิดที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งในคดีนี้ลดลงตามไปด้วยเพียงนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2548 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในส่วนที่ให้คืนเงินแก่จำเลย จำนวน 3,047,950 บาท เป็นจำนวนเท่าใดแล้ว ให้นำมาหักออกจากความรับผิดชำระหนี้ของโจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณวดี พลพวก
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรศรีเมืองใหม่ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1298/2558
#580033
เปิดฉบับเต็ม

การสมรส เป็นพฤติการณ์ที่ชายและหญิงตกลงที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ความสมัครใจและความรักของทั้งสองฝ่ายที่จะอยู่ร่วมกันเป็นเหตุสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีวัฒนธรรมประเพณีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ข้อที่สำคัญ คือ กฎหมายไม่สามารถบังคับให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันหรือบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสได้ กฎหมายลักษณะครอบครัวจึงถูกบัญญัติไว้เป็นพิเศษเพื่อใช้บังคับและแก้ปัญหาอันเกิดจากการใช้ชีวิตร่วมกันของชายหญิงที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาโดยทั่วไป จะนำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับหาได้ไม่ มิฉะนั้นศาลต้องบังคับให้คู่สัญญาจดทะเบียนสมรสหรืออยู่กินฉันสามีภริยากับอีกฝ่ายหนึ่งตามวัตถุประสงค์แห่งหนี้อันเป็นมูลหนี้เดิมเสียก่อนและจะทำให้กฎหมายลักษณะครอบครัวไม่มีผลใช้บังคับด้วย

คดีนี้โจทก์ไม่ได้มอบของหมั้นแก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ได้มอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาของฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่จำเลยที่ 1 ยอมสมรส คู่สัญญาของการหมั้นหมายถึงโจทก์และจำเลยที่ 1 รวมตลอดถึงบิดามารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้มอบของหมั้นแก่จำเลยที่ 1 สัญญาหมั้นจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ การที่โจทก์มอบทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ถือเป็นการมอบสินสอดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามกฎหมาย ไม่ตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1437 แต่ถือได้ว่าเป็นการให้ทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หา ดังนั้น แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสและไม่ยอมกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีก ก็หาจะบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนทรัพย์สินแก่โจทก์ฐานจำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นได้ไม่

ปัญหาว่าจะใช้บทบัญญัติกฎหมายใดบังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 226,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 200,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 ธันวาคม 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ประมาณเดือนสิงหาคม 2544 บิดาโจทก์รู้จักครอบครัวจำเลยทั้งสามและบิดาโจทก์ต้องการสู่ขอจำเลยที่ 1 เป็นภริยาของโจทก์ โจทก์ไม่ขัดข้อง บิดาโจทก์จึงสู่ขอจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยทั้งสามตกลงและจัดพิธีแต่งงานในวันที่ 10 ตุลาคม 2554 โดยฝ่ายโจทก์มอบทรัพย์สินเป็นเงิน 100,000 บาท และทองคำหนัก 1 บาท แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลังพิธีแต่งงานจำเลยที่ 1 ไปอยู่กินกับโจทก์ได้ประมาณ 20 วัน จำเลยที่ 1 หนีออกจากบ้านและไม่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกเลย สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ขอค่าเสียหายจากโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์และคดีตามฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ฎีกา ดังนั้นคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงยุติแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องคืนทรัพย์สินแก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์มิได้มอบทรัพย์สินใด ๆ อันเป็นของหมั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น การแต่งงานตามประเพณีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าไม่มีการหมั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จึงไม่เป็นการผิดสัญญาหมั้น แต่การที่จำเลยทั้งสามรับสินสอดจากโจทก์และยอมเข้าพิธีแต่งงานกับโจทก์ เป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่งซึ่งบังคับกันได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสและกลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ถือว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องคืนสินสอดแก่โจทก์ เห็นว่า การสมรส เป็นพฤติการณ์ที่ชายและหญิงตกลงที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ความสมัครใจและความรักของทั้งสองฝ่ายที่จะอยู่ร่วมกันจึงเป็นเหตุผลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีวัฒนธรรมประเพณีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ข้อที่สำคัญ คือ กฎหมายไม่สามารถบังคับให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันหรือบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสได้ กฎหมายลักษณะครอบครัวจึงถูกบัญญัติไว้เป็นพิเศษเพื่อใช้บังคับและแก้ปัญหาอันเกิดจากการใช้ชีวิตร่วมกันของชายหญิงที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาโดยทั่วไป จะนำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับกับคดีนี้หาได้ไม่ มิฉะนั้น ศาลต้องบังคับให้คู่สัญญาจดทะเบียนสมรสหรืออยู่กินฉันสามีภริยากับอีกฝ่ายหนึ่งตามวัตถุประสงค์แห่งหนี้อันเป็นมูลหนี้เดิมเสียก่อนและจะทำให้กฎหมายลักษณะครอบครัวก็จะไม่มีผลใช้บังคับอีกด้วย สำหรับคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้มอบของหมั้นแก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ได้มอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาของฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่จำเลยที่ 1 ยอมสมรส การหมั้นเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ โดยผู้ใหญ่ของฝ่ายชายจะไปทำการหมั้นหมายกับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงโดยฝ่ายชายอาจจะมอบของหมั้นและสินสอดแก่ฝ่ายหญิง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับเอาประเพณีมาโดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบแต่อย่างใด ดังนั้น คู่สัญญาของการหมั้นจึงหมายถึงโจทก์และจำเลยที่ 1 รวมตลอดถึงบิดามารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้มอบของหมั้นแก่จำเลยที่ 1 สัญญาหมั้นจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ การที่โจทก์มอบทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ถือเป็นการมอบสินสอดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามกฎหมาย ไม่ตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 แต่ถือได้ว่าเป็นการให้ทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หา ดังนั้น แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสและไม่ยอมกลับมาอยู่กันฉันสามีภริยากับโจทก์อีก ก็หาจะบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนทรัพย์สินแก่โจทก์ฐานจำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นได้ไม่ ปัญหาว่าจะใช้บทบัญญัติกฎหมายใดบังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาต่างตอบแทนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 1437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภิษณุวัฒน์ แก้วหัวไทร
จำเลย — นางสาวสภาภรณ์หรือสุภาพร สุวรรณชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางมาลี สิรินิจศรีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1296/2558
#581444
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยแล้วจึงจดทะเบียนสมรส ต่อมาหย่าขาดจากกัน โจทก์ออกเงินปลูกสร้างบ้านพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน บ้านพิพาทเป็นสินสมรส ขอให้บังคับจำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การว่า บ้านพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปลูกสร้าง ขอให้ยกฟ้อง คดีมีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ แม้พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบจะฟังไม่ได้ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรส เนื่องจากมีการปลูกสร้างก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยร่วมกันปลูกสร้างบ้านพิพาทโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือเกินไปกว่าคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 32357 ตำบลตาจั่น อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ออกขายและแบ่งเงินให้โจทก์ 579,785 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นบิดาจำเลย เป็นผู้อนุญาตให้ก่อสร้างบ้านพิพาท โดยผู้ร้องสอดเป็นผู้ออกเงินค่าปลูกสร้างบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ขอให้พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

จำเลยให้การแก้คำร้องสอดขอให้พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 8 ตำบลตาจั่น อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย ให้โจทก์และจำเลยแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์จำเลย หรือขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งปันกัน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำร้องสอดให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องในสาระสำคัญว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย หลังจากนั้นจึงจดทะเบียนสมรสและต่อมาจึงหย่าขาดจากกัน โจทก์ออกเงินปลูกสร้างบ้านพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน บ้านพิพาทเป็นสินสมรส เมื่อหย่าขาดจากกันแล้ว ขอให้บังคับจำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปลูกสร้าง ขอให้ยกฟ้อง คดีมีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้กึ่งหนึ่งหรือไม่ แม้พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบจะฟังไม่ได้ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรส เนื่องจากมีการปลูกสร้างก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยร่วมกันปลูกสร้างบ้านพิพาทโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยแบ่งบ้านพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือเกินไปกว่าคำขอ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียด ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดวิด อีแวน สกอตต์
ผู้ร้องสอด — นายสงัด ดนพิมาย
จำเลย — นางสาวปริสนา ดนพิมาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นายธีระพงศ์ ทองมั่นคง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
นางพฤษภา พนมยันตร์
นายจิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา