คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1146/2558
#579827
เปิดฉบับเต็ม

เงินช่วยค่าปลงศพ 10,000 บาท เป็นเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ประสงค์ชำระให้โจทก์ที่ 2 ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นค่าปลงศพ จึงต้องนำมาหักออกจากค่าปลงศพผู้ตาย ส่วนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 200,000 บาท เป็นเงินที่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 ทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 4 ได้ให้คำจำกัดความของค่าเสียหายเบื้องต้นในกรณีทำให้เขาถึงตาย ได้แก่ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ซึ่งผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย และมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ค่าเสียหายเบื้องต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคหนึ่ง เมื่อค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 คงมีเพียงค่าปลงศพผู้ตาย เงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่จำเลยที่ 3 ชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 จึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนอันเป็นค่าปลงศพซึ่งโจทก์ที่ 2 ได้รับแล้ว จึงต้องนำมาหักออกจากค่าปลงศพผู้ตายด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,773,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 287,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 266,985 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กันยายน 2554 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าปลงศพแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน246,985 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยรับผิดไม่จำกัด กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าปลงศพแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 36,985 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาและโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจสุชาติ ผู้ตาย จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้องจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฮง 7851 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ไปในหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการศพผู้ตาย และโจทก์ที่ 2 เสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าปลงศพผู้ตายเป็นเงิน 246,985 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเป็นค่าปลงศพผู้ตายเพียงใด โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่า เงินช่วยค่าปลงศพ 10,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 และเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 200,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 ชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าปลงศพ ศาลอุทธรณ์นำเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าปลงศพที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นการไม่ถูกต้อง เห็นว่า เงินช่วยค่าปลงศพ 10,000 บาท เป็นเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ประสงค์ชำระให้โจทก์ที่ 2 ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นค่าปลงศพ จึงต้องนำมาหักออกจากค่าปลงศพผู้ตาย ส่วนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 200,000 บาท เป็นเงินที่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 ทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 4 ได้ให้คำจำกัดความของค่าเสียหายเบื้องต้นในกรณีทำให้เขาถึงตาย ได้แก่ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ซึ่งผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย และมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ค่าเสียหายเบื้องต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง เมื่อค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 คงมีเพียงค่าปลงศพผู้ตาย เงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่จำเลยที่ 3 ชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 จึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนอันเป็นค่าปลงศพซึ่งโจทก์ที่ 2 ได้รับแล้ว จึงต้องนำมาหักออกจากค่าปลงศพผู้ตายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 25 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลินี นัยจิตร กับพวก
จำเลย — ดาบตำรวจสมชาย กายา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1090/2558
#627323
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ส่งหลักฐานการชำระราคาที่ดิน ลำพังหนังสือสัญญาขายที่ดิน ไม่อาจรับฟังได้ว่า ส. ชำระเงินให้แก่ ป. แล้ว จึงฟังไม่ได้ว่า ส. รับโอนที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ตั้งเป็นประเด็นในคำให้การว่า ส. รับโอนที่ดินพิพาทจาก ป. โดยมิได้ชำระค่าที่ดินหรือไม่เสียค่าตอบแทน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ส. ซื้อและรับโอนที่ดินจาก ป. โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จึงได้รับประโยชน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต จำเลยกล่าวอ้างว่า ส. รับโอนที่ดินโดยไม่สุจริต จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลภายนอกที่ได้มาโดยสุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง หมายถึงการได้มาโดยไม่รู้ว่ามีบุคคลอื่นได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาก่อนแล้ว ถ้าได้มาโดยรู้เช่นนั้นย่อมไม่สุจริต เมื่อที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินซึ่งสามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนได้โดยไม่จำต้องส่งมอบ การครอบครองที่ดินให้แก่กัน ทั้งในทะเบียนที่ดินและโฉนดที่ดินก็ระบุชัดว่า ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยได้รับมรดกมาจากบิดา กับไม่มีการจดแจ้งอย่างใด ๆ ว่าจำเลยเป็นเจ้าของตึกแถวที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดิน ย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่ ส. จะตกลงซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทในทางทะเบียน โดยไม่จำต้องคำนึงว่า ป. เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริงหรือไม่ ลำพังเพียงพฤติการณ์ที่ ส. ซื้อที่ดินมาในราคาสูงก็ดี ที่ดินอยู่ในทำเลการค้าหรือในที่เจริญก็ดี แต่ ส. ไม่ไปตรวจสอบที่ดินก่อนว่ามีใครเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์และเข้าไปอยู่ในตึกแถวได้อย่างไรในฐานะใด จึงยังไม่พอฟังว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ ส. อันเป็นการซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต จำเลยยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ยังมิได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้ ส. ไม่ได้ ส. มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย เช่นนี้ ต่อมาการที่โจทก์ทั้งสองซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทจาก ส. ไม่ว่าจะสุจริตหรือไม่ จำเลยก็ไม่อาจที่จะยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ยังมิได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง เพราะสิทธิที่จะอ้างข้อกฎหมายดังกล่าวของจำเลยขาดช่วงไปตั้งแต่ที่ ส. ซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ป. โดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย การครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของจำเลยจึงต้องเริ่มใหม่นับแต่โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ซึ่งนับถึงวันจำเลยฟ้องแย้งยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

การที่ ม. และ ข. ปลูกสร้างตึกแถวในที่ดินของตนเอง ต่อมาแบ่งแยกที่ดินและยกตึกแถวให้แก่บุตร โดยปรากฏในภายหลังว่าตึกแถวเลขที่ 1/12 ซึ่งยกให้ อ. อยู่ในที่ดินพิพาทที่ยกให้แก่ ล. ทั้งแปลงและอยู่ในที่ดินของ อ. เป็นส่วนน้อย จึงต้องถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตมาแต่เดิมและกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้โดยตรง จึงต้องอาศัยเทียบเคียงตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1310 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามมาตรา 4 วรรคสอง อันมีผลทำให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ 1/12 แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างตึกแถวเลขที่ 1/12 นั้นให้แก่จำเลยและพวกซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวม ส่วนที่ตึกแถวเลขที่ 1/12 บางส่วนที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1247 ประมาณ 2 ตารางวา ก็ต้องปรับบทเทียบเคียง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง โดยถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ตึกแถวเลขที่ 1/12 ส่วนปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยจึงเป็นของโจทก์ทั้งสองด้วย แต่โจทก์ทั้งสองต้องเสียเงินค่าที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยและพวก การครอบครองตึกแถวของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เพราะจำเลยมีสิทธิครอบครองโดยชอบมาแต่เดิมและโจทก์ทั้งสองยังมิได้ใช้ค่าที่ดินทั้งในสองกรณีให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองต้องไปบังคับแก่จำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5), 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 1/12 แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคืนในสภาพเรียบร้อย กับใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 451,500 บาท และเดือนละ 14,000 บาท นับถัดจากเดือนฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะส่งมอบตึกแถวคืนโจทก์ทั้งสองเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 746 ตำบลถนนพญาไท อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ กับห้ามโจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับตึกแถวและที่ดิน

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,000 บาท และใช้ค่าเสียหาย อีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2553) จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 746 ตำบลถนนพญาไท อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานคร คืนให้โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นและฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์ทั้งสองและฟ้องแย้งของจำเลยชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เดิมนางแม้น มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1247 ตำบลถนนพญาไท (พญาไท) อำเภอราชเทวี (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2514 นางแม้นและนายเขียน สามีสร้างตึกแถวสองชั้นครึ่งหลายคูหาบนที่ดินออกให้เช่า แล้วยกตึกแถวให้นายสวัสดิ์ นายลิขิต และนางอุทัยวรรณ ซึ่งเป็นบุตรเก็บค่าเช่า ปี 2517 นางแม้นแบ่งแยกที่ดินเป็นซอยวัฒนโยธินและเป็นแปลงย่อย 3 แปลง ยกให้แก่บุตรตามจำนวนตึกแถวที่แต่ละคนเก็บค่าเช่า นางอุทัยวรรณได้ที่ดินแปลงคง นายลิขิตได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9591 นายสวัสดิ์ได้ที่ดินแปลงถัดไป ปี 2520 นางแม้นในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเขียนจดทะเบียนยกตึกแถวให้แก่นายสวัสดิ์ นายลิขิตและนางอุทัยวรรณ โดยนางอุทัยวรรณได้ตึกแถวเลขที่ 1, 1/1 ถึง 12, 1/40 ถึง 53, 428/8 ถึง 11, 428/15 ถึง 18 นางอุทัยวรรณปรับปรุงตึกแถวชั้นล่างให้เช่าค้าขาย ชั้นที่ 2 และที่ 3 เป็นห้องเช่า ชื่อหอพักอุทัยวรรณ ปี 2529 นางอุทัยวรรณแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1247 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14719 และ 533 และเมื่อปี 2544 จดทะเบียนยกที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลย นางสาวปริญญาทิพย์ และนายมนตรี ซึ่งเป็นบุตรถือกรรมสิทธิ์รวม ปี 2547 นายลิขิตแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9591 ออกเป็นที่ดินแปลงย่อย 8 แปลง โดยที่ตึกแถวเลขที่ 1/12 ของจำเลยและพวกตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 746 ของนายลิขิตทั้งแปลงและบางส่วนอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1247 ประมาณ 2 ตารางวา หลังจากนายลิขิตถึงแก่ความตาย นายปิยะพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของนายลิขิตจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 746 ที่พิพาทมาเป็นของตน และจดทะเบียนโอนขายให้นายโสภณ ในราคา 2,500,000 บาท นายโสภณจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ทั้งสองมีกำหนด 1 ปี ในราคา 4,130,000 บาท แล้วไม่ไถ่คืนตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและหนังสือสัญญาขายฝาก

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยกการได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 746 ที่พิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ส่งหลักฐานการชำระราคาที่ดิน ลำพังหนังสือสัญญาขายที่ดิน ไม่อาจรับฟังได้ว่า นายโสภณชำระเงินให้แก่นายปิยะพงษ์แล้ว จึงฟังไม่ได้ว่านายโสภณรับโอนที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ตั้งเป็นประเด็นในคำให้การว่า นายโสภณรับโอนที่ดินพิพาทจากนายปิยะพงษ์โดยมิได้ชำระค่าที่ดินหรือไม่เสียค่าตอบแทน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาว่า นายโสภณซื้อและรับโอนโดยไม่เคยไปตรวจสอบดูที่ดินและตึกแถวว่า จำเลยหรือบุคคลภายนอกครอบครองใช้ประโยชน์ได้อย่างไรและฐานะใด จึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นการรับโอนโดยไม่สุจริตและโจทก์ทั้งสองซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทจากนายโสภณโดยไม่สุจริต เห็นว่า นายโสภณซื้อและรับโอนที่ดินจากนายปิยะพงษ์ โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จึงได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต จำเลยกล่าวอ้างว่า นายโสภณรับโอนที่ดินโดยไม่สุจริต จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลภายนอกที่ได้มาโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง หมายถึงการได้มาโดยไม่รู้ว่ามีบุคคลอื่นได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาก่อนแล้ว ถ้าได้มาโดยรู้เช่นนั้นย่อมไม่สุจริต ที่จำเลยและนางอุทัยวรรณเบิกความถึงการซื้อขายและรับโอนที่ดินพิพาทระหว่างนายปิยะพงษ์และนายโสภณ นางอุทัยวรรณเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า พยานไม่ทราบเรื่องและไม่เคยรู้จักนายโสภณ จึงไม่มีการกระทำใดของนายโสภณในอันที่จะบ่งชี้ว่านายโสภณรู้เรื่องที่ตึกแถวของจำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาทและจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์มาก่อน ที่จำเลยเบิกความว่า ก่อนจดทะเบียนโอน นายโสภณไม่เคยมาตรวจสอบการครอบครองตึกแถวของจำเลย ภายหลังจากรับโอน นายโสภณมาข่มขู่ผู้เช่าชั้นล่างให้นำค่าเช่าไปชำระให้แก่นายโสภณ ต่อมาจำเลยได้ชี้แจงการครอบครองตึกแถวให้นายโสภณฟังพร้อมแสดงหนังสือการโอนมรดกตึกแถวให้นายโสภณดู จำเลยและนายโสภณโต้เถียงกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยพบนายโสภณอีกเลย ก็แสดงว่านายโสภณเพิ่งรู้เรื่องหลังจากที่นายโสภณซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายปิยะพงษ์และได้พบกับจำเลยในปี 2550 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินซึ่งสามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนได้โดยไม่จำต้องส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่กัน ทั้งในทะเบียนที่ดินและโฉนดที่ดินก็ระบุชัดว่านายปิยะพงษ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยได้รับมรดกมาจากบิดา กับไม่มีการจดแจ้งอย่างใด ๆ ว่าจำเลยเป็นเจ้าของตึกแถวที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดิน ย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่นายโสภณจะตกลงซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทในทางทะเบียน โดยไม่จำต้องคำนึงว่านายปิยะพงษ์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริงหรือไม่ ลำพังเพียงพฤติการณ์ที่นายโสภณซื้อที่ดินมาในราคาสูงก็ดี ที่ดินอยู่ในทำเลการค้าหรือในที่เจริญก็ดี แต่นายโสภณไม่ไปตรวจสอบที่ดินก่อนว่ามีใครเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์และเข้าไปอยู่ในตึกแถวได้อย่างไรในฐานะใด จึงยังไม่พอฟังว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายโสภณ อันเป็นการซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต จำเลยยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ยังมิได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้นายโสภณไม่ได้ นายโสภณมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย เช่นนี้ ต่อมาการที่โจทก์ทั้งสองซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทจากนายโสภณไม่ว่าจะสุจริตหรือไม่ จำเลยก็ไม่อาจที่จะยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ยังมิได้จดทะเบียน ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง เพราะสิทธิที่จะอ้างข้อกฎหมายดังกล่าวของจำเลยขาดช่วงไปตั้งแต่ที่นายโสภณซื้อและรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายปิยะพงษ์โดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย การครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของจำเลยจึงต้องเริ่มใหม่นับแต่โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ซึ่งนับถึงวันจำเลยฟ้องแย้งวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การที่นางแม้นและนายเขียนปลูกสร้างตึกแถวในที่ดินของตนเอง ต่อมาแบ่งแยกที่ดินและยกตึกแถวให้แก่บุตร โดยปรากฏในภายหลังว่าตึกแถวเลขที่ 1/12 ซึ่งยกให้นางอุทัยวรรณอยู่ในที่ดินพิพาทที่ยกให้แก่นายลิขิตทั้งแปลงและอยู่ในที่ดินของนางอุทัยวรรณเป็นส่วนน้อย จึงต้องถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตมาแต่เดิมและกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้โดยตรง จึงต้องอาศัยเทียบเคียงตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามมาตรา 4 วรรคสอง อันมีผลทำให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ 1/12 แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างตึกแถวเลขที่ 1/12 นั้นให้แก่จำเลยและพวกซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวม ส่วนที่ตึกแถวเลขที่ 1/12 บางส่วนที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1247 ประมาณ 2 ตารางวา ก็ต้องปรับบทเทียบเคียง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง โดยถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ตึกแถวเลขที่ 1/12 ส่วนปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยจึงเป็นของโจทก์ทั้งสองด้วย แต่โจทก์ทั้งสองต้องเสียเงินค่าที่ดิน ส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยและพวก การครอบครองตึกแถวของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เพราะจำเลยมีสิทธิครอบครองโดยชอบมาแต่เดิมและโจทก์ทั้งสองยังมิได้ใช้ค่าที่ดินทั้งในสองกรณีให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองต้องไปบังคับแก่จำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246 และ 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 420 ม. 1299 ม. 1310 ม. 1312 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์วิทย์ ตุลยกิจจา กับพวก
จำเลย — นายชาญชัย ตรีนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1048/2558
#575680
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 57, 91 และริบรถยนต์ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้อง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับรถยนต์ของกลางไปดูแลรักษาในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยมีหลักประกัน ซึ่งศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง การที่ผู้ร้องฎีกาขอรับรถยนต์ของกลางไปดูแลรักษา จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุดและมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้ เมื่อผู้ร้องไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 57, 91 และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บท 9034 ยโสธร ของกลาง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ของกลางในฐานะผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์ที่ริบเมื่อล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่คดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ถึงที่สุด จึงล่วงเลยเวลาที่กฎหมายอนุญาต ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ของกลางและเก็บไว้ด้านหลังสถานีตำรวจภูธรคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เป็นเวลาเกือบ 2 ปี เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่าง ๆ มีความเสื่อมโทรมอย่างมาก ผู้ร้องขอรับรถยนต์ของกลางไปดูแลรักษาในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยมีหลักประกัน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลางคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85/1 ได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อผู้ร้องฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายเศรษฐาหรือฐา สมยืน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายยุทธนา รังสีกาญจน์ส่อง
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวขวัญชีวี เสียงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2558
#570038
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่า กระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงร่วมกับอาวุธปืนที่มีกลไกบรรจุกระสุนปืนเองและสามารถยิงซ้ำได้ และยิงเป็นชุดหรือยิงกล และมีขนาดความยาวของลำกล้องเกิน 160 มม. ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองแล้ว โดยไม่จำต้องบรรยายให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิตเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4858/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) , 66 วรรคสอง 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 14 ปี 24 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 16 เดือน และปรับ 300,000 บาท ให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4858/2555 ของศาลชั้นต้นด้วย หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนได้ไม่เกิน 1 ปี ยกฟ้องข้อหามีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ข้อ 1.3 ว่า จำเลยมีกระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มม.) ซึ่งอยู่ในสภาพใช้การได้ เมื่อยิงไปกระทบเป้าหมายจะมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินให้เสียหาย ซึ่งจัดเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายสามารถใช้ยิงร่วมกับอาวุธปืนที่มีกลไกบรรจุกระสุนปืนเองและสามารถยิงซ้ำได้ และยิงเป็นชุดหรือยิงกล และมีขนาดความยาวของลำกล้องเกิน 160 มม. อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 ( พ.ศ.2522 ) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 3 ไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่า กระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงร่วมกับอาวุธปืนที่มีกลไกบรรจุกระสุนปืนเองและสามารถยิงซ้ำได้ และยิงเป็นชุดหรือยิงกล และมีขนาดความยาวของลำกล้องเกิน 160 มม. ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 ( พ.ศ. 2522 ) ข้อ 2 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองแล้ว โดยไม่จำต้องบรรยายให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522 ) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและความผิดฐานดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสราวุธ ตะเนาศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายดิษพล รัตนโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2558
#627360
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า กระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงร่วมกับอาวุธปืนที่มีกลไกบรรจุกระสุนปืนเองและสามารถยิงซ้ำได้ และยิงเป็นชุดหรือยิงกล และมีขนาดความยาวของลำกล้องเกิน 160 มม. ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองแล้ว โดยไม่จำต้องบรรยายให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและความผิดฐานดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4858/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน (ที่ถูกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง (ที่ถูก ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง) จำคุก 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 14 ปี 24 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 16 เดือน และปรับ 300,000 บาท ให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4858/2555 ของศาลชั้นต้นด้วย หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนได้ไม่เกิน 1 ปี ยกฟ้องข้อหามีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ข้อ 1.3 ว่า จำเลยมีกระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มม.) ซึ่งอยู่ในสภาพใช้การได้ เมื่อยิงไปกระทบเป้าหมายจะมีอำนาจทำลายสังหารชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินให้เสียหาย ซึ่งจัดเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายสามารถใช้ยิงร่วมกับอาวุธปืนที่มีกลไกบรรจุกระสุนปืนเองและสามารถยิงซ้ำได้ และยิงเป็นชุดหรือยิงกล และมีขนาดความยาวของลำกล้องเกิน 160 มม. อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 3 ไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่า กระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงร่วมกับอาวุธปืนที่มีกลไกบรรจุกระสุนปืนเองและสามารถยิงซ้ำได้ และยิงเป็นชุดหรือยิงกล และมีขนาดความยาวของลำกล้องเกิน 160 มม. ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองแล้ว โดยไม่จำต้องบรรยายให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและความผิดฐานดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสราวุธ ตะเนาศรี
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2558
#575692
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและเป็นกรรมการบริษัทผู้กระทำผิดต่อบริษัท ค. ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัทตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 2 (4) และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ และต้องถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบริษัทด้วย

มติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ค. ที่ให้ยุติการฟ้องร้องและยุติข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริหารทั้งหมด ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นของบริษัท ค. ซึ่งรวมทั้งโจทก์ ตกลงไม่เอาความทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 และไม่เป็นการยอมความในความผิดฐานร่วมกันยักยอกโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 83, 90 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ( 2) หรือไม่ สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 มิใช่ความผิดอันยอมความได้ จึงมิใช่ความผิดส่วนตัว ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ( 2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ส่วนความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเครื่องกีฬา

ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด โดยโจทก์มอบอำนาจให้นายเฉา เข้าร่วมประชุม และที่ประชุมมีมติให้ยุติการฟ้องร้องและพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริหารทั้งหมด ตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2007 (2550) เห็นว่า บริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด มีกรรมการทั้งหมด 9 คน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการบริษัทด้วย โดยผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท คือจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือกรรมการอื่นรวม 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ กรณีคดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 ( 3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็น

ผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดต่อบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ก็บัญญัติไว้ว่าถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 2 (4) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ และต้องถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด มีมติให้ยุติการฟ้องร้องและพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริหารทั้งหมดเป็นการยอมความหรือไม่ เห็นว่า มติที่ประชุมดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย ตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและกรรมการบริษัท จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ต่อไป และไม่เป็นการยอมความทางอาญาในความผิดฐานร่วมกันยักยอกโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกจึงไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฏีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (3) ม. 28 (2) ม. 39 (2)
ป.พ.พ. ม. 1169
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉา ยัง เดา
จำเลย — นายเหลย เจิน สง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นางสาวสุรีย์ จงเสรีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2558
#635356
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 มิใช่ความผิดอันยอมความได้ จึงมิใช่ความผิดส่วนตัว ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

บริษัท ค. มีกรรมการทั้งหมด 9 คน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการบริษัทด้วย โดยผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท คือจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือกรรมการอื่นรวม 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ กรณีคดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและเป็นผู้กระทำผิดต่อบริษัท ค. ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 ก็บัญญัติไว้ว่าถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัท ค. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 2 (4) และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ และต้องถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบริษัท ค. ด้วย

ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ค. มีมติให้หยุดการฟ้องร้องและพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท เป็นมติที่ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นของบริษัท ค. ซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย ตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ต่อไป และไม่เป็นการยอมความทางอาญาในความผิดฐานร่วมกันยักยอกโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันยกยอกจึงไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 83, 90 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 มิใช่ความผิดอันยอมความได้ จึงมิใช่ความผิดส่วนตัว ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด โดยโจทก์มอบอำนาจให้นายเฉา ยง หมิง เข้าร่วมประชุม และที่ประชุมมีมติให้ยุติการฟ้องร้องและพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริหารทั้งหมด ตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2007 (2550) เห็นว่า บริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด มีกรรมการทั้งหมด 9 คน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการบริษัทด้วย โดยผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท คือจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือกรรมการอื่นรวม 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ กรณีคดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคลซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและเป็นผู้กระทำผิดต่อบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง เมื่อเป็นดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ก็บัญญัติไว้ว่าถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งฟ้องคดีได้ ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 2 (4) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ และต้องถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด มีมติให้ยุติการฟ้องร้องและพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริหารทั้งหมดเป็นการยอมความหรือไม่ เห็นว่า มติที่ประชุมดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทเครื่องกีฬา ยูนิเวอร์แซล (ไทย) จำกัด ซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย ตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ต่อไป และไม่เป็นการยอมความทางอาญาในความผิดฐานร่วมกันยักยอกโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกจึงไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169
ป.วิ.อ. ม. 5 (3) ม. 28 (2) ม. 39 (2)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 41
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉา ยัง เดา
จำเลย — นายเหลย เจิน สง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1034/2558
#632586
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 จะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นเองโดยมิชอบด้วยเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ถ้าไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว ขณะเกิดเหตุอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี เป็นอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 30 จำเลยทั้งหกมีอำนาจตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายตามมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมิได้กำหนดให้จำเลยทั้งหกในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การที่จำเลยทั้งหกมีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรีแล้วมีมติว่า ให้ส่งตัวโจทก์คืนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและให้แต่งตั้งหัวหน้างานสืบสวนสอบสวนคนใหม่แทนโจทก์ จำเลยทั้งหกกระทำไปโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ทั้งไม่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ทำหนังสือขอส่งตัวโจทก์คืนไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการมีคำสั่งเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวอย่างไร การที่โจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็เป็นเวลาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2548 ก่อนที่จะมีมติดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ได้รับคำสั่งให้ช่วยราชการต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ตามคำสั่งของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยไม่ปรากฏว่าการมีคำสั่งดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการลงมติของจำเลยทั้งหกที่ให้ส่งตัวโจทก์คืน การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงหาใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อ. มาตรา 157 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 136, 137, 157, 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 6 เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี โจทก์เป็นหัวหน้างานสืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2548 จำเลยทั้งหกเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ครั้งที่ 23/2548 เมื่อถึงระเบียบวาระที่ 4 ที่ประชุมได้พิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของโจทก์ แล้วที่ประชุมมีมติให้ส่งตัวโจทก์คืนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 ตามรายงานการประชุม ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ส่งรายงานการประชุมดังกล่าวพร้อมหนังสือขอส่งตัวโจทก์คืนถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้พิจารณาบุคคลที่เหมาะสมและเห็นสมควรมาดำรงตำแหน่งแทนโจทก์ ตามหนังสือลงวันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่ไม่มีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งแทนโจทก์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้พิจารณาแต่งตั้งร้อยตำรวจเอกสมบัติ ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานสืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี แต่ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งตามหนังสือฉบับดังกล่าวของจำเลยที่ 1 สำหรับโจทก์รับราชการที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรีตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2548 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 235/2548 ให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติงานด้านกิจการสืบสวนและสอบสวนและวินิจฉัยที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2548 หลังจากครบกำหนดแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติงานต่อไปตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2548 ตามคำสั่งที่ 279/2548 ลงวันที่ 20 กันยายน 2548 และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ตามคำสั่งที่ 292/2548 ลงวันที่ 30 กันยายน 2548 เมื่อครบกำหนดตามคำสั่งดังกล่าวแล้วสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 317/2548 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ให้โจทก์ช่วยปฏิบัติงานประจำสำนักงานสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 2 ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 โจทก์ทำบันทึกถึงผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 2 ขอให้ส่งตัวโจทก์กลับไปปฏิบัติงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี จากนั้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 263/2550 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 สั่งให้โจทก์กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่สังกัดเดิม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งหกไม่มีอำนาจหน้าที่ในการโยกย้ายโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยทั้งหกมีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย และมีอำนาจหน้าที่ต้องรายงานหรือเสนอข้อความจริงต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยทั้งหกนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงกล่าวหาโจทก์ในที่ประชุม แล้วนำความไม่จริงดังกล่าวรายงานต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อกลั่นแกล้งย้ายโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นเองโดยมิชอบด้วยเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ถ้าไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งหกตรงกันว่า ขณะเกิดเหตุอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี เป็นอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 30 จำเลยทั้งหกมีอำนาจตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายตามมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมิได้กำหนดให้จำเลยทั้งหกในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การที่จำเลยทั้งหกมีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2548 แล้วมีมติว่า ให้ส่งตัวโจทก์คืนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและให้แต่งตั้งหัวหน้างานสืบสวนสอบสวนคนใหม่แทนโจทก์ จำเลยทั้งหกกระทำไปโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ทั้งไม่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ทำหนังสือขอส่งตัวโจทก์คืนไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการมีคำสั่งเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวอย่างไร การที่โจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็เป็นเวลาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2548 ก่อนที่จะมีมติดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ได้รับคำสั่งให้ช่วยราชการต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ตามคำสั่งของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยไม่ปรากฏว่าการมีคำสั่งดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการลงมติของจำเลยทั้งหกที่ให้ส่งตัวโจทก์คืน การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงหาใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 13 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทจิระศักดิ์ ทวีผลประเสริฐ
จำเลย — นายกรกิจ วุฒิสมบูรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1032/2558
#592041
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 กับพวกอีก 2 คน ทำหนังสือขอให้โจทก์ที่ 1 ในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสมาคมชุดใหม่ โดยร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวในฐานะสมาชิกสามัญของสมาคม ทั้งๆ ที่บุคคลที่ลงลายมือชื่อในหนังสือขอให้เรียกประชุมและผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่บางคนมิได้เป็นสมาชิกสามัญของสมาคม แล้วนำเอกสารที่เกี่ยวข้องไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการสมาคมต่อนายทะเบียน แต่เมื่อหนังสือขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ถึง 23 กับพวกได้จัดทำขึ้นเองและลงลายมือชื่อของตนเอง นอกจากนั้นบัญชีรายชื่อร่วมการประชุมใหญ่วิสามัญก็มีผู้เข้าร่วมประชุมลงลายมือชื่อของตนเอง กรณีจึงเป็นการที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งแปดสิบสามได้ร่วมกันจัดทำเอกสารที่มีข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับฐานะของผู้จัดทำหนังสือขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญและผู้เข้าร่วมประชุมว่าเป็นสมาชิกสามัญ โดยที่บางคนมิได้เป็นสมาชิกสามัญ ซึ่งอาจมีผลให้การประชุมใหญ่วิสามัญของสมาคมไม่ชอบด้วยข้อบังคับของสมาคมเท่านั้น หาใช่เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ ทั้งมิใช่การลงลายมือชื่อปลอมหรือประทับตราปลอมลงในเอกสาร เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง นอกจากนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยที่ 39 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในทะเบียนสมาชิกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรวิทยา อันเป็นการรับรองเอกสารที่มีข้อความเป็นเท็จโดยไม่มีต้นฉบับอยู่จริงนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 39 มีหน้าที่รักษาการแทนนายทะเบียนสมาคม มีหน้าที่รับและจำหน่ายสมาชิก รักษาทำเนียบกับทำทะเบียนต่างๆ ของสมาคม ดังนั้นแม้จำเลยที่ 39 จัดทำทะเบียนสมาชิกของสมาคมอันเป็นความเท็จเพราะมีบุคคลจำนวนหนึ่งที่มิได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์หรือสมาชิกสามัญมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนของสมาคม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 39 ซึ่งมีหน้าที่จัดทำทะเบียนสมาชิกของสมาคม ได้จัดทำและรับรองเอกสารอันมีข้อความเป็นเท็จเช่นกัน หาใช่เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ทั้งมิใช่การลงลายมือชื่อปลอมหรือประทับตราปลอมลงในเอกสาร เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงไม่

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งแปดสิบสาม ในความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้ระบุรายละเอียดในฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดสิบสามได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าอย่างไร และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชนว่าอย่างไร เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชน จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ศาลจึงต้องยกฟ้องตามมาตรา 161

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งแปดสิบสาม เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 49, 50, "และ 51 ซึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา 49 เป็นกรณีที่ผู้กระทำผิดใช้ชื่อซึ่งมีอักษรไทยประกอบคำว่า สมาคม"ในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมาย ใบแจ้งความหรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจโดยมิได้เป็นสมาคม เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดสิบสามร่วมกันกระทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรวิทยา โดยกระทำการในนามสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรซึ่งเป็นสมาคมตาม ป.พ.พ. การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 49 และเมื่อสมาคมดังกล่าวเป็นสมาคมตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามจึงไม่เป็นการกระทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นสมาคมที่ได้จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 50 และ 51

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 85, 86, 90, 91, 137, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 49, 50, 51

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์ทั้งสี่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งแปดสิบสามทราบ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่ต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งแปดสิบสาม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งแปดสิบสาม กับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางนฤมล ภริยาของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามตามฟ้องเป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 กับพวกอีก 2 คน ทำหนังสือขอให้โจทก์ที่ 1 ในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสมาคมชุดใหม่ โดยร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวในฐานะสมาชิกสามัญของสมาคม ทั้งๆ ที่บุคคลที่ลงลายมือชื่อในหนังสือขอให้เรียกประชุมและผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่บางคนมิได้เป็นสมาชิกสามัญของสมาคม

แล้วนำเอกสารที่เกี่ยวข้องไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการสมาคมต่อนายทะเบียนก็ตาม แต่เมื่อหนังสือขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 กับพวกได้จัดทำขึ้นเองและ

ลงลายมือชื่อของตนเอง นอกจากนั้นบัญชีรายชื่อร่วมการประชุมใหญ่วิสามัญก็มีผู้เข้าร่วมประชุม

ลงลายมือชื่อของตนเอง กรณีจึงเป็นการที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งแปดสิบสามได้ร่วมกันจัดทำเอกสารที่มีข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับฐานะของผู้จัดทำหนังสือขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญและผู้เข้าร่วมประชุมว่าเป็นสมาชิกสามัญ โดยที่บางคนมิได้เป็นสมาชิกสามัญ ซึ่งอาจมีผลให้การประชุมใหญ่วิสามัญของสมาคมไม่ชอบด้วยข้อบังคับของสมาคมเท่านั้น หาใช่เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ ทั้งมิใช่การลงลายมือชื่อปลอมหรือประทับตราปลอมลงในเอกสาร เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง นอกจากนั้น ที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยที่ 39 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในทะเบียนสมาชิกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรวิทยา อันเป็นการรับรองเอกสารที่มีข้อความเป็นเท็จโดยไม่มีต้นฉบับอยู่จริงนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 39 มีหน้าที่รักษาการแทนนายทะเบียนสมาคม มีหน้าที่รับและจำหน่ายสมาชิก รักษาทำเนียบกับ

ทำทะเบียนต่างๆ ของสมาคม ดังนั้น แม้ว่าจำเลยที่ 39 จัดทำทะเบียนสมาชิกของสมาคมอันเป็นความเท็จเพราะมีบุคคลจำนวนหนึ่งที่มิได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์หรือสมาชิกสามัญมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนของสมาคม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 39 ซึ่งมีหน้าที่จัดทำทะเบียนสมาชิกของสมาคม ได้จัดทำและรับรองเอกสารอันมีข้อความเป็นเท็จเช่นกัน หาใช่เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ทั้งมิใช่การลงลายมือชื่อปลอมหรือประทับตราปลอม

ลงในเอกสาร เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงไม่ การกระทำของจำเลยทั้ง

แปดสิบสามจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารตามฟ้อง และการนำเอกสารดังกล่าวซึ่งมิใช่เอกสารปลอมไปใช้ตามฟ้องก็ย่อมไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามตามฟ้องเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้พนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่มิได้ระบุรายละเอียดในฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดสิบสามได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าอย่างไร และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชนว่าอย่างไร คงกล่าวในฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ 17 ได้นำเอกสารเกี่ยวกับการประชุมใหญ่วิสามัญที่กระทำโดยมิชอบไปยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการสมาคมและจำเลยที่ 22 ได้นำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการสมาคมชุดใหม่ไปแสดงต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 2 เพื่อขออนุญาตแต่งตั้ง

ผู้ทำการแทนผู้รับใบอนุญาตในนามสมาคมเท่านั้น เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงาน

จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลจึงต้องยกฟ้องตามมาตรา 161

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามตามฟ้องเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน จำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 49, 50, และ 51 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งมาตรา 49 เป็นกรณีที่ผู้กระทำผิดใช้ชื่อซึ่งมีอักษรไทยประกอบคำว่า "สมาคม" ในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมายใบแจ้งความหรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจโดยมิได้เป็นสมาคม เมื่อโจทก์ทั้งสี่กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดสิบสามร่วมกันกระทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรวิทยา โดยกระทำการในนามสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรซึ่งเป็นสมาคมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 49 และเมื่อสมาคมดังกล่าวเป็นสมาคมตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามจึงไม่เป็นการกระทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นสมาคมที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือเป็นการใช้ชื่อสมาคมโดยรู้อยู่ว่าเป็นสมาคมที่มิได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกระทำของจำเลยทั้งแปดสิบสามจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 50 และ 51 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 264 ม. 265 ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 49 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสน ตันจรารักษ์ กับพวก
จำเลย — นางสาวอารี ปิยมณีวิจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมคิด บุญวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1025/2558
#627322
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีส่วนได้เสียในการบังคับคดี การที่ทนายความผู้ร้องนำสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์พร้อมหมายนัดไปส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดย ณ. เจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งในหมายนัดว่า ทราบ รวม และรอฟังคำสั่งศาล แสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้วว่าผู้ร้องได้ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ แม้จะไม่เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาด แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับในวันขายทอดตลาด มีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวและเสนอซื้อในราคา 1,620,000 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินของ เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ประเมินไว้ในราคา 3,240,000 บาท และต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนมาก เจ้าพนักงานบังคับคดีควรที่จะถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 513 เพื่อรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ก่อนจึงดำเนินการขายทอดตลาดต่อไป แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับขายทอดตลาดในวันรุ่งขึ้นโดยไม่รอฟังคำสั่งศาล เมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีและต้องคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ให้ต้องเสียหายโดยต้องไม่ขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาที่ต่ำเกินสมควร จนลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรับภาระหนักขึ้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดในราคา 1,620,000 บาท โดยมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว แม้จะไม่ปรากฏว่ามีการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการไม่รักษาผลประโยชน์ให้แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองในราคาที่ต่ำเกินสมควรโดยไม่ให้โอกาสผู้ร้องซึ่งเล็งเห็นได้ว่าจะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้ามารักษาประโยชน์ของตน และเห็นได้ว่าต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 513 และ ป.วิ.พ. มาตรา 308 เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 5,581,000.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,829,118.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 84259 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อ ได้ในราคา 1,620,000 บาท

ระหว่างบังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 84259 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 งาน 22 ตารางวา พร้อมบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ในโครงการฮันนี่วิลล่าซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 20,000 บาท ราคาบ้าน 800,000 บาท รวม 3,240,000 บาท วันที่ 8 พฤษภาคม 2545 ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อได้ในราคา 1,620,000 บาท วันที่ 10 มีนาคม 2546 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อ้างว่าเพิ่งทราบว่ามีการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ประการแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน การขายทอดตลาดเกิน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคสาม หรือไม่ นายสมคิด ทนายความของผู้ร้องและนายพิพัฒน์ พนักงานของผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 ได้นำสำเนาคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ไปแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อตรวจสอบการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองของจำเลย เนื่องจากทนายความคนเดิมไม่ได้รายงาน จึงทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 จึงต้องถือว่าผู้ร้องทราบเรื่องการขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 ที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาว่า นายประคิ่น ผู้แทนโจทก์และเป็นทนายความของผู้ร้องทราบว่ามีการขายทอดตลาดในวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 แต่ไม่ดำเนินการประการใดนั้น นายประคิ่นเบิกความว่า นายประคิ่นได้นำหมายนัดและสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ไปส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 นายประคิ่นได้ถามเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าต้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดเพื่อรอฟังคำสั่งศาลเรื่องขอเข้าสวมสิทธิหรือไม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าไม่ต้องยื่นคำร้อง เนื่องจากได้สั่งไว้ในหมายนัดว่ารอฟังคำสั่งศาลแล้ว จะไม่มีการขายทอดตลาด หลังจากนั้นนายประคิ่นย้ายไปอยู่ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะมีนายณัฐวุฒิ เจ้าพนักงานบังคับคดีเบิกความว่าไม่ได้แจ้งแก่นายประคิ่นว่าไม่ต้องยื่นคำร้องของดการขายทอดตลาด แต่การที่นายณัฐวุฒิสั่งในหมายนัดว่า ทราบ รวม และรอฟังคำสั่งศาล จึงน่าเชื่อว่านายประคิ่นเข้าใจว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องรอหรืองดการขายทอดตลาดไว้เพื่อรอฟังคำสั่งศาลก่อน ทั้งนายประคิ่นเป็นทนายความของผู้ร้องหากทราบว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองซึ่งเป็นหลักประกันเพียงอย่างเดียวในวันรุ่งขึ้น ย่อมต้องยื่นคำร้องเพื่อขอให้งดการขายทอดตลาด พฤติการณ์ตามที่ผู้ร้องและผู้ซื้อทรัพย์นำสืบน่าเชื่อว่านายประคิ่นและผู้ร้องไม่ทราบว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองในวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 ส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาว่านายประคิ่นได้ขอคัดสำเนาเอกสารในคดีนี้เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 ต้องทราบว่ามีการขายทอดตลาดนั้น นายณัฐวุฒิเบิกความว่า ยังไม่ได้รายงานเรื่องการขายทอดตลาดให้ศาลทราบ นายประคิ่นจึงไม่อาจทราบว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ประการสุดท้ายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีส่วนได้เสียในการบังคับคดี การที่ทนายความผู้ร้องนำสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทนโจทก์พร้อมหมายนัดไปส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยนายณัฐวุฒิเจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งในหมายนัดว่า ทราบ รวม และรอฟังคำสั่งศาล แสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้วว่าผู้ร้องได้ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ แม้จะไม่เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาด แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับที่นายณัฐวุฒิเบิกความว่า ในวันขายทอดตลาด มีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวและเสนอซื้อในราคา 1,620,000 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ประเมินไว้ในราคา 3,240,000 บาท และต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนมาก เจ้าพนักงานบังคับคดีควรที่จะถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 513 เพื่อรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ก่อนจึงดำเนินการขายทอดตลาดต่อไป แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับขายทอดตลาดในวันรุ่งขึ้นโดยไม่รอฟังคำสั่งศาล เมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีและต้องคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ให้ต้องเสียหายโดยต้องไม่ขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาที่ต่ำเกินสมควร จนลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรับภาระหนักขึ้น จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา 5,581,000.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,829,118.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยมีทรัพย์สินที่จำนองเพียงรายการเดียว เป็นที่ดินมีเนื้อที่ถึง 1 งาน 22 ตารางวา พร้อมบ้านเดี่ยวสองชั้น ตั้งอยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินซึ่งมีระบบสาธารณูปโภค และอยู่ในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทำเลที่ดี เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินตารางวาละ 20,000 บาท รวมราคาที่ดิน 2,440,000 บาท และประเมินราคาบ้านเดี่ยวสองชั้น 800,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดในราคา 1,620,000 บาท โดยมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว แม้จะไม่ปรากฏว่ามีการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการไม่รักษาผลประโยชน์ให้แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองในราคาที่ต่ำเกินสมควรโดยไม่ให้โอกาสผู้ร้องซึ่งเล็งเห็นได้ว่าจะเข้าสวมสิทธิ เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้ามารักษาประโยชน์ของตน และเห็นได้ว่าต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 513 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 513
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายอนุพงษ์ ทวีสิทธิกุลลาภ
จำเลย — นางภัทรฑราภรหรืออุไร อัศววิลาส
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2558
#582775
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2555 มีจำเลยที่ 1 ลงชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกามาด้วย ฉะนั้นแม้คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาฉบับนี้จะได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 3 ด้วย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาในครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2555 ขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปเป็นเวลา 30 วัน แต่คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาฉบับดังกล่าวนี้ มีเพียงกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 คนเดียวลงชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 จึงขัดกับข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่าจำนวนหรือกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ ก. หรือนาวาโท ช. ลงลายมือร่วมกับ ส. และประทับตราสำคัญของบริษัท การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ถือเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณา จำเลยที่ 1 ต้องทำตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนไม่ทำตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 อันถือเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ดังนี้ ย่อมไม่ถือเสมือนเป็นการลงชื่อของจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2555 จึงไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกาในครั้งที่ 2 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 จึงไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 จึงเป็นการยื่นฎีกาเกินกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับอนุญาตให้ยื่นฎีกา โดยปราศจากเหตุสุดวิสัยไม่ชอบที่จะรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวไว้พิจารณา ยกฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,391,241.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่จำนวน 125,000 หุ้นคืน

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสามจำนวน 1,900,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,391,241.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยทั้งสามได้ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนหุ้นที่โจทก์ถืออยู่จำนวน 125,000 หุ้นคืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2555 มีจำเลยที่ 1 ลงชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกามาด้วย ฉะนั้นแม้คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาฉบับนี้จะได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 3 ด้วย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ต่อมาแม้จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาในครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2555 ขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปเป็นเวลา 30 วัน แต่คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาฉบับดังกล่าวนี้ มีเพียงกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 คนเดียวลงชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 จึงขัดกับข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่าจำนวนหรือกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ นางสาวกัลยาณี หรือนาวาโทชาย ลงลายมือร่วมกับนายโสรัต และประทับตราสำคัญของบริษัท การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ถือเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณา จำเลยที่ 1 ต้องทำตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนไม่ทำตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 อันถือเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ดังนี้ ย่อมไม่ถือเสมือนเป็นการลงชื่อของจำเลยที่ 1 การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2555 จึงไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกาในครั้งที่ 2 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 จึงไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 จึงเป็นการยื่นฎีกาเกินกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับอนุญาตให้ยื่นฎีกา โดยปราศจากเหตุสุดวิสัยไม่ชอบที่จะรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวไว้พิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลฎีกาแล้วเนื่องจากจำเลยที่ 2 ทิ้งฎีกา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 อีก

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2555 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับให้ยกฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 1144
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง
โจทก์ — และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทมณีต้าหมิง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปิยนุช จันลองรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2558
#596505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสอง โดยได้รับเงินมัดจำไปแล้วบางส่วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา โจทก์ทั้งสองไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตร โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่า โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และได้รับมัดจำแล้วเป็นเงิน 27,000,000 บาท ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองบรรยายคำฟ้องไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจะนำบทกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริง ย่อมเป็นสิ่งที่ศาลสามารถที่จะกระทำได้ คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงตรงกับศาลชั้นต้นว่า ในการทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตร จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จริง หากแต่กระทำเพื่อที่จะได้รับยกเว้นภาษีอากรในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้ชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำนิติกรรมจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริง หากแต่ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นการแสดงเจตนาลวง โดยสมรู้ร่วมคิดกันย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ว่า เหตุที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะเกรงเจ้าหนี้รายอื่นจะมายึดหรืออายัด ฟังประกอบกับโจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามไว้โดยชัดแจ้งตลอดจนมีคำขอบังคับให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามศาลชั้นต้นถึงความเป็นโมฆะของนิติกรรมดังกล่าว หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 231 เลขที่ดิน 110 ตำบลชนะสงคราม (วัดชนะสงคราม) อำเภอพระนคร (ในพระนคร) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยทั้งสาม กับขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยทั้งสามรับชำระค่าที่ดินอีกจำนวน 23,000,000 บาท จากโจทก์ทั้งสอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม หรือหากสภาพแห่งหนี้ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย ขอให้จำเลยทั้งสามคืนเงินมัดจำจำนวน 27,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปในแต่ละงวดจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นและขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับค่าเช่าในส่วนที่ให้เช่าเป็นร้านค้าเดือนละ 200,000 บาท และค่าเช่าในส่วนที่เป็นห้องพักเดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 231 เลขที่ดิน 110 ตำบลชนะสงคราม (วัดชนะสงคราม) อำเภอพระนคร (ในพระนคร) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสองภายหลังจากโจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินที่เหลืออีกจำนวน 23,000,000 บาท ครบถ้วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือมีการดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 231 เลขที่ดิน 110 ตำบลชนะสงคราม (วัดชนะสงคราม) อำเภอพระนคร (ในพระนคร) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จากจำเลยที่ 1 ในราคา 50,000,000 บาท ตกลงชำระเงินมัดจำเป็น 4 งวด งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 5,000,000 บาท งวดที่สองชำระวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 จำนวน 5,000,000 บาท งวดที่สามชำระในวันที่ 2 ธันวาคม 2547 จำนวน 5,000,000 บาท งวดที่สี่ชำระในวันที่ 17 ธันวาคม 2547 จำนวน 10,000,000 บาท โดยมีข้อตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายใน 4 เดือน นับจากวันที่ชำระเงินงวดที่สี่และโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกับที่ปลดจำนอง จำเลยที่ 1 ได้รับมัดจำจากโจทก์ทั้งสี่งวดแล้วเป็นเงินรวม 25,000,000 บาท และต่อมาจำเลยที่ 1 ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสอง 2,000,000 บาท และต่อมามีข้อตกลงให้ถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นมัดจำค่าที่ดินพิพาทเพิ่มเติม รวมจำเลยที่ 1 ได้รับมัดจำค่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสองแล้วเป็นเงิน 27,000,000 บาท จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองนัดหมายให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมรับชำระค่าที่ดิน ส่วนที่เหลือในวันที่ 18 เมษายน 2548 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกันตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสอง โดยได้รับเงินมัดจำไปแล้วบางส่วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา โจทก์ทั้งสองไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตร โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่า โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และได้รับมัดจำแล้วเป็นเงิน 27,000,000 บาท ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองบรรยายคำฟ้องไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจะนำบทกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ศาลสามารถที่จะกระทำได้ คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงตรงกับศาลชั้นต้นว่า ในการกระทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรในวันที่ 29 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จริง หากแต่กระทำเพื่อที่จะได้รับการยกเว้นภาษีอากรในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้ชำระค่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำนิติกรรมจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริง หากแต่ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกันย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ว่าเหตุที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะเกรงเจ้าหนี้รายอื่นจะมายึดหรืออายัด เมื่อฟังประกอบกับโจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามไว้โดยชัดแจ้งตลอดจนมีคำขอบังคับให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทเป็นการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามศาลชั้นต้นถึงความเป็นโมฆะของนิติกรรมดังกล่าว จึงกระทำได้โดยชอบ หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 30,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนัดดา ฐิติปัญญาทรัพย์ กับพวก
นางสาวิตรี ดวงรัตน์ หรือนางสาวิตรี ศรแมน
โดยนายมณเทียร ดวงรัตน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดลจรัส รัตนโศภิต
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1006/2558
#580839
เปิดฉบับเต็ม

บริเวณทางเชื่อมต่อระหว่างถนนวงแหวนรอบนอกกับถนนบางนา - ตราดมีสัญญาณจราจรเส้นขาวทึบบนผิวทางห้ามมิให้รถที่แล่นมาจากถนนวงแหวนรอบนอกเบี่ยงขวาเข้าสู่ถนนบางนา - ตราดทันที ผู้ขับรถจะต้องขับรถเลยเส้นขาวทึบบนผิวทางไปก่อนจึงเบี่ยงขวาเข้าถนนบางนา - ตราดได้ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนบรรจบกัน ผู้ขับรถจะต้องใช้ความระมัดระวังและผู้ขับรถที่จะเบี่ยงเข้าถนนหลักต้องหยุดรถให้ทางแก่รถที่กำลังแล่นในถนนหลักผ่านไปก่อน แต่จำเลยที่ 1 หาได้ปฏิบัติตาม การที่จำเลยที่ 1 ขับรถทับเส้นขาวทึบบนผิวทางไปชนรถโดยสารประจำทางของโจทก์ที่ ว. ขับผ่านมาโดยไม่หยุดรถให้ทางแก่รถของโจทก์ที่แล่นผ่านมาในทางเดินรถหลักก่อน จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ

ขณะเกิดเหตุฝนตกปรอยๆ ว. ขับรถโดยสารประจำทางโดยใช้เกียร์ 5 และขับรถด้วยความเร็ว 60 ถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถลงจากถนนวงแหวนรอบนอก จุดที่เกิดเหตุเป็นถนนวงแหวนรอบนอกบรรจบกับถนนบางนา - ตราดจึงเป็นบริเวณทางร่วมทางแยกซึ่งผู้ขับขี่ที่ขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยกต้องลดความเร็วรถ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ไม่ปรากฏว่า ว. ชะลอความเร็วของรถลงเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดเหตุรถชนกัน ว. จึงมีส่วนขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วย แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อให้เกิดเหตุก่อนโดยขับรถทับเส้นขาวทึบบนผิวทางล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของ ว. และไม่หยุดรถให้ทางแก่รถที่ ว. ขับมาในทางเดินรถหลักผ่านไปก่อน จำเลยที่ 1 จึงประมาทเลินเล่อมากกว่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,522,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อแรกว่า เหตุในคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายวงศ์แต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารมากับรถโดยสารประจำทางของโจทก์ขณะเกิดเหตุต่างเบิกความว่าเห็นเหตุการณ์สอดคล้องต้องกันเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำพยานมาสืบหักล้าง คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ เมื่อพิเคราะห์ภาพถ่าย พบว่าบริเวณทางเชื่อมต่อระหว่างถนนวงแหวนรอบนอกกับถนนบางนา - ตราดมีสัญญาณจราจรเส้นขาวทึบบนผิวทางห้ามมิให้รถที่แล่นมาจากถนนวงแหวนรอบนอกเบี่ยงขวาเข้าสู่ถนนบางนา - ตราดทันที ผู้ขับรถจะต้องขับรถเลยเส้นขาวทึบบนผิวทางไปก่อนจึงเบี่ยงขวาเข้าถนนบางนา - ตราดได้ ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนบรรจบกันผู้ขับรถจะต้องใช้ความระมัดระวัง และผู้ขับรถที่จะเบี่ยงเข้าถนนหลักต้องหยุดรถให้ทางแก่รถที่กำลังแล่นในถนนหลักผ่านไปก่อน แต่จำเลยที่ 1 หาได้ปฏิบัติตามไม่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถทับเส้นขาวทึบบนผิวทางไปชนรถโดยสารประจำทางของโจทก์ที่นายวงศ์ขับผ่านมาโดยไม่หยุดรถให้ทางแก่รถของโจทก์ที่แล่นผ่านมาในทางเดินรถหลักก่อนจำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อแต่ได้ความจากคำเบิกความของนายวงศ์ว่า ขณะเกิดเหตุฝนตกปรอย ๆ พยานขับรถโดยใช้เกียร์ 5 และขับรถด้วยความเร็ว 60 ถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถลงจากถนนวงแหวนรอบนอกจุดที่เกิดเหตุเป็นถนนวงแหวนรอบนอกบรรจบกับถนนบางนา - ตราดจึงเป็นบริเวณทางร่วมทางแยกซึ่งผู้ขับขี่ที่ขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยกต้องลดความเร็วรถ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ไม่ปรากฏว่านายวงศ์ชะลอความเร็วของรถลงเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดเหตุเป็นเหตุให้เกิดรถชนกัน นายวงศ์จึงมีส่วนขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วย แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อให้เกิดเหตุก่อนโดยขับรถทับเส้นขาวทึบบนผิวทางล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของนายวงศ์และไม่หยุดรถให้ทางแก่รถที่นายวงศ์ขับมาในทางเดินรถหลักผ่านไปก่อน จำเลยที่ 1 จึงประมาทเลินเล่อมากกว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวการของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างบริษัทเค.อาร์.ซี 1999 จำกัด จัดส่งพนักงานขับรถมาขับรถคันเกิดเหตุ ก็เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีพนักงานขับรถ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถคันเกิดเหตุเพื่อให้บริการแก่ผู้บริหารของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการขับรถในกิจการของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำหนดจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำหน้าที่ขับรถแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลรถยนต์ให้ต้องจอดที่อพาร์ตเมนต์ของผู้บริหารของจำเลยที่ 2 แต่กลับให้จำเลยที่ 1 ขับรถกลับบ้านพักก็เพื่อประโยชน์ในการนำรถยนต์กลับมารับผู้บริหารในวันรุ่งขึ้น ขณะเกิดเหตุจึงยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 2 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตัวแทนต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนได้กระทำไปในกิจการที่กระทำแทนตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถแทนจำเลยที่ 2 เข้าลักษณะตัวการตัวแทน การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะตัวการ จึงชอบแล้วมิได้เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกคำให้การ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าซ่อมรถโดยสารประจำทางของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นายณัฏฐ์ และนายวสันต์ พยานโจทก์ ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า โจทก์จ้างนายรัชนูและนายวสันต์ซ่อมรถ โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมค่าอะไหล่รถแล้วโดยจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานมาสืบหักล้างว่าความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามที่พยานโจทก์เบิกความ ดังนี้ ใบเสนอราคา และใบส่งของ ซึ่งระบุรายการซ่อมและอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อมรถ จึงเป็นหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ได้ทำการซ่อมรถและจ่ายค่าซ่อม ค่าอะไหล่ไปเรียบร้อยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสันติมิตรขนส่ง จำกัด
จำเลย — นายสัมพันธ์ เรืองศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมศักดิ์ แก้วเจริญไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 990 -ที่ 991/2558
#582427
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 808 ตัวแทนต้องทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะมีอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้บริษัท ซ. ฟ้องและดำเนินคดีแทนกับให้มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงคนเดียวหรือหลายคนเพื่อกระทำการแทนได้ ดังนั้น บริษัท ซ. มีอำนาจตั้ง ข. เป็นตัวแทนช่วงให้ทำการฟ้องคดีแทนต่อไป แต่ ข. ต้องดำเนินการตามที่ได้รับมอบอำนาจด้วยตนเอง เนื่องจากตามหนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความระบุว่า โจทก์ให้อำนาจผู้รับมอบอำนาจช่วงตั้งบุคคลอื่นเป็นตัวแทนช่วงทำการแทนต่อไปอีกได้ แม้ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงมีข้อความว่า ให้ ข. มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงคนเดียวหรือหลายคนเพื่อให้มีอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจช่วง ก็เป็นเรื่องนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ ข. ไม่มีอำนาจตั้งให้ อ. เป็นตัวแทนช่วงดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายมานั้นแทนตน อ. ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ในคดีนี้เพราะโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 และ 549 อันเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเรื่องใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วมไม่ ดังนั้น แม้ฟ้องเดิมโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมก็เข้ามาในคดีได้

แม้การเช่าของจำเลยถือเป็นการเช่าช่วงโดยชอบเพราะโจทก์ร่วมตกลงให้บริษัท ว. นำห้องเช่าพิพาทออกให้เช่าช่วงได้ แต่เมื่อโจทก์ร่วมกับบริษัท ว. ได้เลิกสัญญาเช่ากันแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในห้องเช่าพิพาทต่อไป เนื่องจากจำเลยเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าบริษัท ว. ผู้เช่าเดิม และเหตุที่ห้องเช่าพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมก็เป็นไปตามข้อตกลงการเช่า ไม่ใช่เป็นกรณีโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่เช่าไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 569 จำเลยไม่อาจยกสัญญาเช่าช่วงขึ้นอ้างต่อโจทก์เพื่อครอบครองห้องเช่าพิพาทได้ โจทก์ร่วมมีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าพิพาทได้ แต่โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากตามคำร้องขอของโจทก์ร่วมมิได้ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเลขที่ บี 614 ชั้นที่ 6 ในอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ตั้งอยู่เลขที่ 4/1 - 2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร กับให้ใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้ห้องพิพาทเป็นเงินจำนวน 262,793.54 บาท และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้ห้องพิพาทในอัตราเดือนละ 23,173.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องพิพาทแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479, 2484 และ 2491 มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดประโยชน์เกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีนายจิรายุ เป็นผู้อำนวยการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และอาคารศูนย์การค้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เลขที่ 4 และ 4/1 - 2 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดิน เดิมโจทก์ร่วมได้ให้บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด เช่าที่ดินบางส่วนและอาคารศูนย์การค้า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าห้องหมายเลข บี 614 ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารศูนย์การค้าจากบริษัทเวิลด์เทรด พลาซ่า จำกัด ซึ่งเป็นบริวารของบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด ต่อมาโจทก์ร่วมได้บอกเลิกสัญญาเช่าต่อบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด และให้ส่งมอบสถานที่เช่าคืน สิทธิการเช่าของบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด รวมถึงจำเลยและผู้เช่าช่วงรายอื่นๆ จึงสิ้นสุดลง โจทก์ร่วมได้จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินบางส่วนและอาคารศูนย์การค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ห้องหมายเลขดังกล่าวที่จำเลยครอบครองได้ การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและส่งมอบห้องพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับห้องพิพาทอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเช่าเลขที่ บี 614 ชั้นที่ 6 ในอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ตั้งอยู่เลขที่ 4 และเลขที่ 4/1 - 2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องพิพาท กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ร่วมเพื่อสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมและตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์ร่วมโดยยินยอมให้บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกให้เช่าช่วงได้ แต่ข้อตกลงนี้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด ตกลงให้บริษัทเวิลด์เทรด พลาซ่า จำกัด นำสิ่งปลูกสร้างออกให้เช่าช่วงและจำเลยเช่าห้องพิพาทจากบริษัทดังกล่าว ต่อมาบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด ผิดสัญญาเช่า โจทก์ร่วมกับบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด จึงตกลงเลิกสัญญาเช่าต่อกัน หลังจากนั้นโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินบางส่วนและอาคารศูนย์การค้าเป็นเวลา 30 ปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า นายอรรนพ มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความระบุให้ตัวแทนช่วงมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้อีกต่อหนึ่ง การที่นายขวัญชัย ผู้รับมอบอำนาจช่วงมอบอำนาจให้นายอรรนพฟ้องคดีแทนเป็นการเกินไปกว่าขอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ ปัญหานี้แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น แต่การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง จึงเป็นปัญหาซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และมาตรา 249 เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 808 ตัวแทนต้องทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะมีอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการได้ โจทก์มีพยานบุคคลมาเบิกความว่า มีการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วง เมื่อหนังสือมอบอำนาจระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า จำกัด ฟ้องและดำเนินคดีแทนกับให้มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงคนเดียวหรือหลายคนเพื่อกระทำการแทนได้ ดังนั้น บริษัทเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า จำกัด จึงมีอำนาจตั้งนายขวัญชัยเป็นตัวแทนช่วงให้ทำการฟ้องคดีแทนต่อไป แต่นายขวัญชัยต้องดำเนินการตามที่ได้รับมอบอำนาจด้วยตนเองเนื่องจากตามหนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความระบุว่า โจทก์ให้อำนาจผู้รับมอบอำนาจช่วงตั้งบุคคลอื่นเป็นตัวแทนช่วงทำการแทนต่อไปอีกได้ แม้ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงมีข้อความว่า ให้นายขวัญชัยมีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงคนเดียวหรือหลายคนเพื่อให้มีอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจช่วง ก็เป็นเรื่องนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ นายขวัญชัยไม่มีอำนาจตั้งให้นายอรรนพเป็นตัวแทนช่วงดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายมานั้นแทนตน นายอรรนพย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาจากคำพยานและหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงแล้วฟังว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คำร้องของโจทก์ร่วมจะตกไปเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ในคดีนี้ก็เพราะโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และ 549 อันเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วมไม่ ดังนั้นแม้ฟ้องเดิมโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมก็เข้ามาในคดีได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยครอบครองห้องพิพาทของโจทก์ร่วมโดยละเมิดหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองห้องพิพาทได้ตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทเวิลด์เทรด พลาซ่า จำกัด แม้ว่าโจทก์ร่วมกับบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด ได้ยกเลิกสัญญาเช่าต่อกันตามที่มีคำพิพากษาตามยอมและมีผลให้อาคารศูนย์การค้าและห้องเช่าพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมก็ไม่ทำให้สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทเวิลด์เทรด พลาซ่า จำกัด ระงับไป เพราะคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันจำเลยและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์ที่เช่าต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 เห็นว่า แม้การเช่าของจำเลยถือเป็นการเช่าช่วงโดยชอบเพราะโจทก์ร่วมตกลงให้บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด นำห้องเช่าพิพาทออกให้เช่าช่วงได้ แต่เมื่อโจทก์ร่วมกับบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด ได้เลิกสัญญาเช่ากันแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในห้องเช่าพิพาทต่อไป เนื่องจากจำเลยเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด ผู้เช่าเดิม (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 15922/2553 ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี โจทก์ บริษัทเอสโซ่ แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับพวกจำเลย) และเหตุที่ห้องเช่าพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมก็เป็นไปตามข้อตกลงการเช่าไม่ใช่เป็นกรณีโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่เช่าไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 จำเลยไม่อาจยกสัญญาเช่าช่วงขึ้นอ้างต่อโจทก์ร่วมเพื่อครอบครองห้องเช่าพิพาทได้ โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าพิพาทได้ แต่โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากตามคำร้องขอของโจทก์ร่วมมิได้ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ แต่ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเช่า บี 614 ชั้นที่ 6 ในอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตั้งอยู่เลขที่ 4 และเลขที่ 4/1 - 2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างจำเลยกับโจทก์และโจทก์ร่วมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (2) ม. 57 (3) ม. 58 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549 ม. 569
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมธุรกิจไทย 4
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — บริษัททรัพย์พลา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชาญศักดิ์ เชิดสงวน
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
วิรุฬห์ แสงเทียน
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2558
#627255
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ มิใช่พิจารณาเฉพาะคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาคำให้การของจำเลยประกอบด้วย โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง จำเลยขอออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยมิชอบ ขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยไปเพิกถอนการขอออกโฉนดดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง คำให้การของจำเลยถือว่าเป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินลงวันที่ 12 เมษายน 2550 ของจำเลย หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) อยู่ในเขตสุสานสวรรค์คีรี ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ซึ่งมูลนิธิจำเลยได้รับอนุญาตให้จัดตั้งและดำเนินการ มีจำเลยเป็นเจ้าของโดยซื้อมาจากชาวบ้าน แต่ให้โจทก์ซึ่งเคยจัดการดูแลสุสานดังกล่าวมาก่อนเป็นผู้ดำเนินการ ปี 2549 จำเลยขอออกโฉนดสำหรับที่ดินทั้ง 4 แปลง โจทก์คัดค้านตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ แต่หลังจากสอบสวนเปรียบเทียบตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เหตุที่โจทก์คัดค้านการขอออกโฉนดสำหรับที่ดินทั้ง 4 แปลง ของจำเลย เพราะโจทก์เป็นผู้พัฒนาที่ดินดังกล่าวเพียงผู้เดียวโดยจำเลยไม่เคยเข้ามาครอบครองทำประโยชน์หรือพัฒนาที่ดินเลย โดยมีนายวิรัช กำนันตำบลหนองปลาไหล และนายประกาศิต ผู้เคยติดต่อซื้อที่ดินสุสานสวรรค์คีรีเป็นที่ฝังศพบิดา เป็นพยานสนับสนุนว่าโจทก์เป็นผู้จัดการดูแลสุสานและที่พิพาทเพียงผู้เดียว แต่จำเลยมีนายมงคล ประธานกรรมการมูลนิธิจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารต่างๆ ที่จำเลยอ้างส่งศาลสรุปได้ว่าเนื่องจากจำเลยเห็นว่าโจทก์ดำเนินการสุสานสวรรค์คีรีอยู่ก่อน เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการสุสานสวรรค์คีรีแล้ว จำเลยจึงให้โจทก์เป็นผู้ดูแลและดำเนินกิจการสุสานแทนจำเลยต่อไป เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือขอต่อใบอนุญาตจัดตั้งและใบอนุญาตเป็นผู้จัดการบำรุงรักษาสุสานและฌาปนสถาน สำเนาหนังสือรับเป็นผู้ถือที่ดินแทนมูลนิธิชั่วคราว สำเนาหนังสือมอบอำนาจให้นำชี้และรังวัดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำเนาหนังสือมอบอำนาจให้ซื้อที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง สำเนาคำขอให้สอบเขตที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ที่จำเลยอ้างส่งศาลนั้น มีสาระสำคัญว่าโจทก์ได้กระทำการตามเนื้อความในเอกสารดังกล่าวในนามของจำเลยทั้งสิ้น หาใช่กระทำในนามส่วนตัวไม่ พยานเอกสารของจำเลยจึงสอดคล้องรับสมกับคำเบิกความของนายมงคล ประธานกรรมการมูลนิธิจำเลยเป็นอย่างดี ทั้งยังเจือสมกับคำเบิกความของนายณรงค์ ปลัดอำเภอเมืองสระบุรี พยานโจทก์ที่เบิกความว่าโจทก์มาขออนุญาตเป็นผู้ดูแลสุสานสวรรค์คีรีในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้จัดการดูแลสุสานอีก ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์เป็นเพียงผู้จัดการดูแลสุสานสวรรค์คีรีแทนจำเลยผู้ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งและดำเนินการสุสานเท่านั้น หาใช่ผู้จัดการดูแลสุสานในนามของตนเองดังที่กล่าวอ้างในฟ้องไม่ เมื่อโจทก์เป็นเพียงตัวแทนของจำเลย โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิคัดค้านการขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทของจำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ มิใช่พิจารณาเฉพาะคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาคำให้การของจำเลยประกอบด้วย โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง จำเลยขอออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงโดยมิชอบ ขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยไปเพิกถอนการขอออกโฉนดดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง คำให้การของจำเลยถือว่าเป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในปัญหาแรกว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยที่โจทก์เป็นผู้ดูแลแทนแล้ว ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) เดิม ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยไปเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ รัตนาวิญญู
จำเลย — มูลนิธิสามัคคีการกุศลสงเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 940 -ที่ 942/2558
#582410
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้าง การที่ผู้คัดค้านทั้งสามติดตาม จ. ซึ่งเป็นเพื่อนพนักงานไปยังฝ่ายบุคคลโดยได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และเมื่อไปถึงก็ไม่ปรากฏว่า ภ. ผู้จัดการฝ่ายบุคคลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสามกลับมาทำงานแต่อย่างใด การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสามจึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง

ผู้ร้องออกประกาศเรื่อง ระเบียบการแต่งกายของพนักงานเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่บริษัท โดยผู้ร้องได้กำหนดระเบียบ ข้อ 4 ห้ามพนักงานชายทุกคนสวมใส่ตุ้มหูและไว้ผมยาว (ซึ่งเป็นการสร้างบุคลิกภาพไม่เหมาะสมในการเป็นพนักงานที่ดีของบริษัท) ซึ่งผู้ร้องสามารถกระทำได้ ประกาศดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ แต่เมื่อได้ความว่ามีลูกจ้างผู้ร้องคนอื่นซึ่งเป็นพนักงานชายใส่ตุ้มหูหรือต่างหูมาทำงานอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบตามประกาศดังกล่าวโดยผู้ร้องมิได้ลงโทษ คงลงโทษเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 เพราะเหตุที่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการลูกจ้าง จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษตักเตือนผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยวาจา ฐานแต่งกายผิดระเบียบของผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านทั้งสามสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 โดยการตักเตือนด้วยวาจาและเป็นหนังสือ และผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 โดยการตักเตือนเป็นหนังสือ

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ลงโทษตักเตือนผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยวาจา ฐานแต่งกายผิดระเบียบของผู้ร้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีเหตุในการขออนุญาตลงโทษตักเตือนผู้คัดค้านทั้งสามเป็นหนังสือหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ในทำนองว่า การที่ผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างมาพบฝ่ายบุคคลในเวลาทำงานเพราะเหตุที่นายจรูญ ถูกลงโทษนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง ดังนั้น การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้าง การที่ผู้คัดค้านทั้งสามติดตามนายจรูญ ซึ่งเป็นเพื่อนพนักงานไปยังฝ่ายบุคคล โดยได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเมื่อไปถึงก็ไม่ปรากฏว่านายภราดร ผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสามกลับมาทำงานแต่อย่างใด การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสามจึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้ลงโทษตักเตือนผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยวาจา ฐานแต่งกายผิดระเบียบของผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่า พนักงานชายรวมทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ใส่ตุ้มหูหรือต่างหูโดยไม่มีใครถูกลงโทษ การใส่ตุ้มหูหรือต่างหูเป็นเครื่องประดับทั่วไป การที่ผู้ร้องห้ามมิให้ผู้คัดค้านที่ 1 ใส่ตุ้มหูหรือต่างหูจึงเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้คัดค้านที่ 1 และขัดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้คัดค้านที่ 1 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องออกประกาศเรื่อง ระเบียบการแต่งกายของพนักงาน เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่บริษัท โดยผู้ร้องได้กำหนดระเบียบดังนี้ ข้อ 4 ห้ามพนักงานชายทุกคนสวมใส่ตุ้มหูและไว้ผมยาว (ซึ่งเป็นการสร้างบุคลิกภาพไม่เหมาะสมในการเป็นพนักงานที่ดีของบริษัท) ซึ่งผู้ร้องสามารถกระทำได้ ประกาศดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ แต่เมื่อได้ความว่ามีลูกจ้างผู้ร้องคนอื่นซึ่งเป็นพนักงานชายใส่ตุ้มหูหรือต่างหูมาทำงานอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบตามประกาศดังกล่าวโดยผู้ร้องมิได้ลงโทษ คงลงโทษเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 เพราะเหตุที่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการลูกจ้าง จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษตักเตือนผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยวาจา ฐานแต่งกายผิดระเบียบของผู้ร้องได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขออนุญาตลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ฐานแต่งกายผิดระเบียบของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทโซดิก (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายโกศล เพ็ชรบุรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภชัย ภู่งาม
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 924/2558
#579821
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งถึงที่สุดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลแทนจำเลยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2552 มูลหนี้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันดังกล่าว ก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 และเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ส่วนที่โจทก์มีมติเห็นชอบให้กำหนดจำนวนค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 เป็นเรื่องการรวบรวมค่าเสียหายให้ถูกต้องครบถ้วน มิใช่มูลหนี้ค่าเสียหายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อโจทก์มีมติ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงและขยายเวลาขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 10,875,805.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 538,575.84 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,414,381.34 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาในคดี

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยหาเสียงเลือกตั้งฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จึงฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลย และมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่แทนจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี และให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่แทนจำเลย ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1340/2552 ของศาลอุทธรณ์ภาค 9 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลจึงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2552 เสียค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นเงิน 10,875,805.50 บาท ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.18299/2552 ของศาลล้มละลายกลาง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2553 โดยโจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าว แต่ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่แทนเป็นจำเลยคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลหนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนหรือหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และโจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งโจทก์มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่แทนจำเลย ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยและมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่แทนจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งถึงที่สุดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่แทนจำเลยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2552 มูลหนี้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันดังกล่าว ก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 และเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย ภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2553 ส่วนที่โจทก์มีมติเห็นชอบให้กำหนดจำนวนค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นเงิน 10,875,805.50 บาท เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 เป็นเรื่องการรวบรวมค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 ให้ถูกต้องครบถ้วน มิใช่มูลหนี้ค่าเสียหายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อโจทก์มีมติ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นช่องทางให้หลีกเลี่ยงและขยายเวลาขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 โดยเลื่อนการมีมติเมื่อเห็นว่าไม่ได้ขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด อีกทั้งมิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีที่ค้างพิจารณาอยู่แทนจำเลยและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดีที่โจทก์มีสิทธิรับชำระหนี้ได้ภายใน 2 เดือน นับจากวันคดีถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 93 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายนั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 99 วรรควรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายธานินทร์ ใจสมุทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายอภัยรัตน์ ศรีราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวอารีรัตน์ วงศ์ศักดิ์มณี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2558
#580836
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นแห่งคดีย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ มิใช่เป็นข้อโต้แย้งที่เพิ่งเกิดขึ้นจากที่คู่ความนำสืบโต้แย้งในระหว่างการพิจารณา คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลย ประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่าการที่ไม้สักต้องห้ามขนย้ายออกนอกเขตพื้นที่จังหวัดลำพูน ถือว่าจำเลยไม่สามารถส่งมอบบ้านไม้สักให้แก่โจทก์อันจะถือว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ตามหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านไม้สัก และหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ที่รับไว้ที่เป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้อง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้นก็ไม่มีข้อความส่วนใดที่ระบุว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องขออนุญาตรื้อถอนบ้านหรือขออนุญาตย้ายไม้สัก ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตรื้อถอนบ้านต่อเจ้าพนักงานจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่ยังไม่ขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่จำเลยเช่นกันและถือว่าโจทก์มิได้ผิดสัญญานั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

คำว่า "มัดจำ" ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว..." ดังนั้นเงินที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยในวันทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านไม้สัก จึงถือว่าเป็นมัดจำตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายวางมัดจำเป็นฝ่ายผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินจำนวน 50,000 บาท ดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) ส่วนเงินอีกจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์นำมามอบไว้ให้แก่จำเลยภายหลังจากวันทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านไม้สัก แม้จะมีข้อความของตอนท้ายหนังสือสัญญาดังกล่าวระบุว่า " สัญญาเพิ่มเติม ผู้ซื้อจะโอนเงินค่ามัดจำเพิ่มเติมให้แก่ผู้ขาย 50,000 บาท รวมเป็นค่ามัดจำ 100,000 บาท" ก็ตาม แต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ โจทก์ได้ให้ไว้แก่จำเลยภายหลังจากวันทำสัญญา จึงไม่ถือว่าเป็นมัดจำ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 377 แต่เป็นเพียงเงินที่ชำระราคาซื้อขายบ้านไม้สักบางส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 101,729.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นว่า เงินจำนวน 100,000 บาท เป็นมัดจำหรือไม่เพียงใด และจำเลยต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยยังมิได้ยื่นคำขออนุญาตรื้อถอนบ้านต่อเจ้าพนักงานถือว่าจำเลยยังไม่ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่ยังไม่ขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่จำเลยเช่นกันและถือว่าโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยเห็นพ้องด้วยนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่นอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีย่อมเกิดจากคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลย มิใช่เป็นข้อโต้แย้งที่เพิ่งเกิดขึ้นจากที่คู่ความนำสืบโต้แย้งกันในระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยไม่สามารถส่งมอบบ้านไม้สักตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์ได้เนื่องจากไม้สักดังกล่าวต้องห้ามขนย้ายออกนอกเขตพื้นที่จังหวัดลำพูน โจทก์จึงขอให้จำเลยคืนเงินที่รับไปจำนวน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าการซื้อขายบ้านไม้สักตามฟ้องไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์ไม่สุจริตและผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิขอเงินคืนโดยจำเลยชอบที่จะริบเงินมัดจำดังกล่าว เห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลย ประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่าการที่ไม้สักต้องห้ามขนย้ายออกนอกเขตพื้นที่จังหวัดลำพูน ถือว่าจำเลยไม่สามารถส่งมอบบ้านไม้สักให้แก่โจทก์อันจะถือว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านไม้สัก ที่โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ที่รับไว้ที่เป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้อง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้นก็ไม่มีข้อความส่วนใดที่ระบุว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องขออนุญาตรื้อถอนบ้านหรือขออนุญาตย้ายไม้สัก ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตรื้อถอนบ้านต่อเจ้าพนักงานจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิที่ยังไม่ขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่จำเลยเช่นกันและถือว่าโจทก์มิได้ผิดสัญญานั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเสียและให้พิพากษาใหม่ตามประเด็นแห่งคดี แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เมื่อคู่ความนำสืบพยานหลักฐานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองเพื่อพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 100,000 บาท ที่ได้รับไว้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านไม้สัก ข้อ 1 ระบุว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ยินยอมจ่ายค่ามัดจำจำนวน 50,000 บาท คำว่า "มัดจำ" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว..." ดังนั้นเงินที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยในวันทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านไม้สัก จึงถือว่าเป็นมัดจำตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายวางมัดจำเป็นฝ่ายผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินจำนวน 50,000 บาท ดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) ส่วนเงินอีกจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์นำมามอบไว้ให้แก่จำเลยภายหลังจากวันทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านไม้สัก แม้จะมีข้อความของตอนท้ายหนังสือสัญญาดังกล่าวระบุว่า " สัญญาเพิ่มเติม ผู้ซื้อจะโอนเงินค่ามัดจำเพิ่มเติมให้แก่ผู้ขาย 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) รวมเป็นค่ามัดจำ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)" ก็ตาม แต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ โจทก์ได้ให้ไว้แก่จำเลยภายหลังจากวันทำสัญญา จึงไม่ถือว่าเป็นมัดจำ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 แต่เป็นเพียงเงินที่ชำระราคาซื้อขายบ้านไม้สักบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและหลังจากนั้นข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้รื้อถอนบ้านไม้สักดังกล่าวเพื่อนำไปปลูกสร้างบ้านใหม่แล้ว จึงถือว่าเป็นการเลิกสัญญากันแล้วโดยปริยาย ดังนั้นโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยจึงต้องคืนเงินที่โจทก์มอบให้ไว้แก่จำเลยหลังจากวันทำสัญญาจำนวน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2440 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 791.67 บาท) คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุพงษ์ วิเศษจินดาวัฒน์
จำเลย — นายชุมพล ปิ่นคำพิชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายเกรียงศักดิ์ ผ่องโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2558
#580855
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและ ป. พยานโจทก์เป็นเพียงพยานบอกเล่า การวินิจฉัยพยานหลักฐานต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยเว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 ผู้เสียหายให้การว่าขณะเกิดเหตุจำเลยยืนอยู่บนบ้านพักชั้นสาม ส่วน ป. ให้การว่าเห็นจำเลยอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้านชั้นสาม ซึ่งขัดแย้งกับภาพถ่ายบ้านจำเลยที่ไม่มีระเบียงบ้าน ผู้เสียหายให้การว่าได้ยินเสียงจำเลยร้องหลังจากเสียงปืนนัดที่สองว่า "เครียดโว้ย นอนไม่หลับ" แต่ ป. ให้การว่าเมื่อได้ยินเสียงปืนนัดแรกหันไปเห็นจำเลยถืออาวุธปืนพกจ้องมาจากหน้าต่างบ้านชั้นสามแล้วยิงอีกหนึ่งนัด จำเลยพูดว่า "จบ" ผู้เสียหายให้การว่าขณะเกิดเหตุมีแสงไฟนีออนในบ้านจำเลยเปิดสว่างมองเห็นตัว ส่วน ป. ให้การว่าบ้านจำเลยไม่เปิดไฟ และพยานโจทก์ทั้งสองตรวจดูและลงชื่อรับรองความถูกต้องในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผ่านหน้าต่างชั้นสองของบ้าน คำให้การในชั้นสวบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองขัดแย้งแตกต่างกันโดยตลอด ส่อให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นต่อความจริง มุ่งจะเสริมแต่งข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยมากกว่า จึงไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้น จะต้องมีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด แต่โจทก์ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นในความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของพยานว่าเป็นการบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีอันควรแก่การเชื่อถือ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นที่รับฟังได้มาสนับสนุน จึงไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 376 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ นายบุญเลิศ ผู้เสียหาย เป็นหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านศุภาลัยบุรี ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในวันและเวลาเกิดเหตุผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณป้อมยามประตูของหมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง 2 นัด ภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความแก่พันตำรวจโทสุขุม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ชั้นสอบสวน พันตำรวจโทสุขุมสอบปากคำผู้เสียหายและนายปราโมทย์ พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านศุภาลัยบุรีไว้ ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาและบันทึกคำให้การของพยาน ตามลำดับ ได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบลูกกระสุนปืนออโตเมติก (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาด .38 (9 มม.) 1 ลูก บริเวณริมกำแพงจึงยึดเป็นของกลาง โดยผู้เสียหายนำชี้สถานที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย แล้วทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ สำหรับความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์มีผู้เสียหายและนายปราโมทย์เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่าไม่เห็นใครเป็นผู้ยิงผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายปราโมทย์ยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลมาลงโทษจำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายปราโมทย์ตามบันทึกคำให้การล้วนมีความขัดแย้งกันในสาระสำคัญโดยตลอดทุกขั้นตอน ทั้งเป็นการให้การกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายปราโมทย์พยานโจทก์ทั้งสอง เป็นเพียงพยานบอกเล่า การวินิจฉัยพยานหลักฐานซึ่งเป็นพยานบอกเล่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยเว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน เมื่อคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองมีความขัดแย้งแตกต่างกันในสาระสำคัญ กล่าวคือ ผู้เสียหายให้การว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยยืนอยู่บนบ้านพักชั้นสามฝั่งข้างป้อมยามห่างประมาณ 20 เมตร ร้องเรียกผู้เสียหายว่า "แกละ" "จบไหม" แล้วยกอาวุธปืนยิงมาที่ตัวผู้เสียหายขณะที่ยืน 1 นัด กระสุนปืนถูกป้ายหมู่บ้านห่างผู้เสียหายประมาณ 1.5 เมตร แต่นายปราโมทย์กลับให้การว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายนั่งอยู่ข้างป้อมยามตรงกลางพยานยืนใกล้ไม้กั้นทางเข้าออกหมู่บ้าน ส่วนจำเลยอยู่ตรงระเบียงอาคารด้านหน้าบ้านจำเลยชั้นสาม พยานได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น 1 นัดทางด้านหลังพยานหรือบ้านจำเลย ไม่ทราบว่ากระสุนปืนโดนอะไร แต่ภายหลังทราบว่ามีการยิงมาถูกกำแพงหมู่บ้านใกล้ป้อมยาม พยานได้ยินเสียงจำเลยพูดตรงหน้าต่างบ้านชั้นสามว่า "แกละนอนไม่หลับ" อันเป็นการให้การขัดกันในข้อสาระสำคัญโดยตลอด เป็นพิรุธ ประกอบกับนายปราโมทย์ให้การว่าเห็นจำเลยอยู่ตรงระเบียงบ้านจำเลยชั้นสามนั้นก็เป็นการขัดแย้งกับภาพถ่ายบ้านจำเลย ซึ่งไม่ปรากฏว่าบ้านจำเลยชั้นสามมีระเบียงบ้านแต่อย่างใด ย่อมเป็นการขัดต่อเหตุผล ผู้เสียหายให้การต่อไปว่ามีการยิงอาวุธปืนอีก 1 นัด หลังจากนัดแรก 5 นาที ได้ยินเสียงจำเลยร้องขึ้นว่า "เครียดโว้ยนอนไม่หลับ" กระสุนปืนทะลุอิฐบล็อกกำแพงหมู่บ้านทางที่ผู้เสียหายยืนขณะเกิดเหตุ แตกต่างจากที่นายปราโมทย์ให้การว่า ต่อมา 5 นาที มีเสียงอาวุธปืนดังมาจากบ้านจำเลย 1 นัด พยานหันไปเห็นจำเลยถืออาวุธปืนพกจ้องมาทางป้อมยามจากชั้นสามของบ้านที่เปิดหน้าต่างและมีสะเก็ดไฟออกจากอาวุธปืนตรงที่จำเลยยืน จำเลยพูดว่า "จบ" เสียงดังก่อนกลับเข้าไปในบ้าน กระสุนปืนนัดที่สองโดนป้ายสูงจากพื้นประมาณ 1.30 เมตร ใกล้กับผู้เสียหายนั่งบนรถจักรยานยนต์ประมาณ 1 เมตร คำให้การที่ไม่ลงรอยกันเช่นนี้ ทำให้ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงไปในทางใดทางหนึ่งได้ นอกจากนี้ผู้เสียหายให้การอีกว่า ขณะเกิดเหตุมีแสงไฟนีออนในบ้านจำเลยเปิดสว่างมองเห็นตัวก็ขัดกับที่นายปราโมทย์ให้การว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากป้อมยามที่บ้านจำเลยไม่เปิดไฟ ขณะมีแสงไฟจากอาวุธปืนหันไปมองที่หน้าต่างชั้นสามของบ้านไม่เห็นคน เมื่อเหตุเกิดในเวลากลางคืน คำให้การเกี่ยวกับเรื่องแสงสว่างที่แตกต่างกันย่อมมีข้อสงสัยว่าบริเวณที่เกิดเหตุจะมีแสงสว่างไม่พอเพียงที่จะทำให้เห็นคนร้ายชัดเจนพอจำได้ ทำให้คำให้การของพยานโจทก์ทั้งสองมีข้อพิรุธมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่พยานโจทก์ทั้งสองได้ตรวจดูและลงชื่อรับรองความถูกต้องกลับระบุว่า จำเลยใช้อาวุธปืนผ่านหน้าต่างชั้นสองของบ้าน เมื่อนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิเคราะห์ประกอบกับคำให้การพยานโจทก์ทั้งสองที่ขัดแย้งแตกต่างกันโดยตลอดส่อให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นต่อความจริง มุ่งจะเสริมแต่งข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยมากกว่า จึงไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้นจะต้องมีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดแต่โจทก์ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นในความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองว่าเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีอันควรแก่การเชื่อถือ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นที่รับฟังได้มาสนับสนุน จึงไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 376
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายวิรัชหรือวิรัตน์ พันธ์เจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางศิริยา มหาทรัพย์ไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2558
#632537
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ย่อมเข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ระบุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิเสธความรับผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 เบิกความในฐานะพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงว่าเช็คพิพาทหาย และไปแจ้งความลงบันทึกในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้เท่านั้น ไม่ได้ดำเนินการใดต่อไปหรือแม้กระทั่งการเรียกคืนเช็คจากโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์พึงกระทำเลย และในรายละเอียดของรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายก็ไม่ได้กล่าวว่าเช็คพิพาทสูญหายไปอย่างไร แค่กล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ว่าไม่แน่ใจว่าเช็คหล่นหายหรือถูกขโมย ย่อมยากที่จะรับฟังเป็นจริงตามภาระการพิสูจน์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,159,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,080,667 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,159,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,080,667 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กันยายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาถนนนวมินทร์ รวม 3 ฉบับ เช็คฉบับที่ 1 เลขที่ 0407567 ลงวันที่ 16 กันยายน 2554 จำนวนเงิน 392,140 บาท เช็คฉบับที่ 2 เลขที่ 0407565 ลงวันที่ 21 กันยายน 2554 จำนวนเงิน 348,379 บาท และเช็คฉบับที่ 3 เลขที่ 0407566 ลงวันที่ 23 กันยายน 2554 จำนวนเงิน 340,148 บาท รวมเป็นเงิน 1,080,667 บาท เช็คทั้งสามฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืม โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดน้อย เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยตามหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสามต้องชำระเงินคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เช็คฉบับที่ 1 เป็นดอกเบี้ย 28,974.03 บาท เช็คฉบับที่ 2 เป็นดอกเบี้ย 25,382.74 บาท และเช็คฉบับที่ 3 เป็นดอกเบี้ย 24,643.25 บาท รวมเป็นดอกเบี้ย 79,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,159,667 บาท

จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และจำเลยที่ 3 ลายมือชื่อในเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นลายมือชื่อปลอม เช็คพิพาททั้งสามฉบับเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 จริง แต่จำเลยที่ 2 ทำเช็คหายจึงได้แจ้งธนาคารเจ้าของเช็คมีคำสั่งระงับการจ่ายเงิน และจำเลยที่ 2 ได้แจ้งความเอกสารหายไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลร่มเกล้า ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับมอบเช็คพิพาท 3 ฉบับ สั่งจ่ายเงินจากบัญชีจำเลยที่ 1 ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจากจำเลยที่ 3 โดยมีนางณัฐธยาน์ ในฐานะกรรมการจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 3 สลักหลังเช็คพิพาททั้งสามฉบับมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาททั้งสามฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คไม่ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ธนาคารตามเช็คระงับการจ่ายเงิน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ตามเนื้อความในเช็คพิพาทนั้นต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้เป็นประเด็นสำคัญข้อแรกว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ เป็นลายมือชื่อปลอม จากการตรวจดูลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ในคำขอเปิดบัญชีเงินรับฝากของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารตามเช็คพิพาทที่โจทก์อ้าง และในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนคดีนี้ เปรียบเทียบกับลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ เห็นว่า มีรูปลักษณะตัวอักษรในการลงลายมือชื่อใกล้เคียงกัน ประกอบกับจำเลยที่ 2 เองก็เบิกความตอบคำถามทนายความจำเลยที่ 3 ไม่ถึงกับปฏิเสธลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทว่าเช็คพิพาททั้งสามฉบับพยานจำไม่ได้ว่าจะได้ลงลายมือชื่อและประทับตราไว้ก่อนแล้วหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ย่อมทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่า ฟังได้ว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทไม่ใช่ลายมือชื่อปลอม แต่เป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้เป็นประเด็นสำคัญอีกข้อว่า เช็คพิพาททั้งสามฉบับหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ย่อมเข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ระบุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิเสธความรับผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 เบิกความในฐานะพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงว่าเช็คพิพาทหาย และไปแจ้งความลงบันทึกในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้เท่านั้น ไม่ได้ดำเนินการใดต่อไปหรือแม้กระทั่งการเรียกคืนเช็คจากโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์พึงกระทำเลย และในรายละเอียดของรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายก็ไม่ได้กล่าวว่าเช็คพิพาทสูญหายไปอย่างไร แค่กล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ว่าไม่แน่ใจว่าเช็คหล่นหายหรือถูกขโมย ย่อมยากที่จะรับฟังเป็นจริงตามภาระการพิสูจน์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องแพ้คดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพเราะ ตั้งพงษาพันธุ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธนภัทร์ นำโชค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ