คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2557
#571910
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 วรรคสี่ บัญญัติว่า ทรัพย์ส่วนกลาง หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ส่วนการจัดการทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามมาตรา 17, 33, 36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือ ต้องมีนิติบุคคลเพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่า นิติบุคคลอาคารชุดไม่มีหน้าที่รักษาทรัพย์ส่วนบุคคลแต่ประการใด การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ย่อมหมายถึงทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น ไม่รวมไปถึงรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของโจทก์ แม้หลังทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 3 ได้แจ้งระเบียบรักษาความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบสติกเกอร์ที่ติดรถยนต์ การรับบัตรอนุญาตจอดรถยนต์ และตรวจสอบการขนของเข้าออกอาคาร ก็เป็นเพียงมาตรการให้เกิดความปลอดภัยหรือความสงบเรียบร้อยในอาคารชุด หาได้มีความหมายครอบคลุมไปถึงการรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์ส่วนบุคคลไม่ นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 ยังมีลักษณะเป็นการทำแทนเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทุกคนรวมทั้ง ส. ผู้ครอบครองรถยนต์ของโจทก์ด้วย เงินที่ใช้ในการว่าจ้างก็มาจากเงินที่เจ้าของร่วมทุกคนชำระเป็นเงินกองทุนและเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั่นเอง ดังนี้แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้คนร้ายลักรถยนต์ของโจทก์ไป จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของร่วมในการว่าจ้างจำเลยที่ 2 รักษาความปลอดภัย ก็ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนรถยนต์คันพิพาทหรือร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 394,193 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ หรือร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าขึ้นศาล) ให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อและครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน สฬ 9768 กรุงเทพมหานคร โจทก์มอบให้นายสมบูรณ์ เป็นผู้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว นายสมบูรณ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 8/219 ในอาคารชุดเซ็นทรัล รัชโยธิน ปาร์ค จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยที่อาคารชุดเซ็นทรัลรัชโยธิน ปาร์ค มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 สิ้นสุดวันที่ 1 ธันวาคม 2553 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา นายสมบูรณ์ขับรถยนต์ของโจทก์ไปจอดไว้ที่ชั้น 5 ของอาคารจอดรถภายในอาคารชุดเซ็นทรัล รัชโยธิน ปาร์ค ต่อมาเวลา 11.30 นาฬิกา มีคนร้ายลักรถยนต์คันดังกล่าวไป โดยในช่วงเวลานั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 รักษาความปลอดภัยที่บริเวณทางเข้าออกของอาคารจอดรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้คนร้ายลักรถยนต์ของโจทก์ไปได้อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดนั้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 วรรคสี่ บัญญัติว่า ทรัพย์ส่วนกลาง หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุดที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ส่วนการจัดการทรัพย์ส่วนกลางต้องเป็นไปตามมาตรา 17, 33, 36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือ ต้องมีนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตามมติเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินั้นและตามข้อบังคับโดยมีผู้จัดการหรือคณะกรรมการเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์ส่วนกลาง ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่า นิติบุคคลอาคารชุดไม่มีหน้าที่รักษาทรัพย์ส่วนบุคคลแต่ประการใด จำเลยที่ 3 จึงมีเพียงหน้าที่ในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดที่เกิดเหตุ รวมทั้งมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามข้อบังคับและมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดที่ระบุในข้อที่ 6. ว่า จำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ ตามวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพักอาศัยและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางร่วมกันสัญญาที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 รักษาความปลอดภัย ก็มีข้อความระบุชัดเจนในข้อ 1. ว่า จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 2 รักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ซึ่งย่อมหมายถึงทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเซ็นทรัลรัชโยธิน ปาร์ค เท่านั้น ไม่รวมไปถึงรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของโจทก์ในความครอบครองของนายสมบูรณ์แต่อย่างใด แม้จะได้ความตามคำเบิกความของนางสาวรุ่งทิพย์ ผู้จัดการอาคารชุด จำเลยที่ 3 ว่า ภายหลังทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 3 ได้แจ้งระเบียบรักษาความปลอดภัยซึ่งได้มาจากการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินจากคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดและเจ้าของร่วม เช่น การตรวจสอบสติกเกอร์ที่ติดรถยนต์ การรับบัตรอนุญาตจอดรถยนต์ และการตรวจสอบการขนของเข้าออกอาคารตามระเบียบรักษาความปลอดภัย แต่ก็เป็นเพียงมาตรการให้เกิดความปลอดภัยหรือความสงบเรียบร้อยในอาคารชุด ทั้งเป็นการควบคุมผู้ใช้สอยอาคารจอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางในอาคารชุด มิให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้เท่านั้น หาได้มีความหมายครอบคลุมไปถึงการรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์ส่วนบุคคลของผู้ใดเพราะไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์เช่นว่านั้นจึงไม่ก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่ 3 ในอันที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์อันเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของผู้เป็นเจ้าของร่วมดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 รักษาความปลอดภัยยังมีลักษณะเป็นการทำแทนเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทุกคนในอาคารชุดรวมทั้งนายสมบูรณ์ผู้ครอบครองรถยนต์ของโจทก์ด้วย เงินที่ใช้ในการว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก็มาจากเงินที่เจ้าของร่วมทุกคนชำระเป็นเงินกองทุนและเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั่นเอง ดังนี้แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของร่วมในการว่าจ้างจำเลยที่ 2 รักษาความปลอดภัย ก็ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 797
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 17 ม. 33 ม. 36 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวลำธาร ดากาวงศ์
จำเลย — นายสมชาย เกรียงไกร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวณัฐกมน ปัญญาดี
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2300/2557
#559466
เปิดฉบับเต็ม

ตามเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ก็เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการประกอบธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยโดยส่วนรวม บทบัญญัติดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์มุ่งคุ้มครองส่วนที่เป็นส่วนรวม ซึ่งรัฐเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลให้มีการแข่งขันในการประกอบธุรกิจของเอกชนภายในรัฐ โดยมิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองเอกชนคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง รัฐเท่านั้นจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจขายที่ดินในสวนปาล์มน้ำมันหรือทำสวนปาล์มน้ำมันอันเป็นธุรกิจต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง และแม้จะปรากฏด้วยว่าจำเลยประกอบธุรกิจต้องห้ามดังกล่าวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยจากกรมป่าไม้โดยชอบ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยในทางแพ่ง ไม่ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยตามฟ้อง อันจะทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในความผิดตามบทบัญญัตินี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 8 (1), 37, 38 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และให้จำเลยเลิกประกอบธุรกิจหรือเลิกกิจการซื้อขายที่ดินสวนปาล์มน้ำมันหรือทำสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 8 (1), 37, 38 หรือไม่ เห็นว่า ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ก็เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการประกอบธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยโดยส่วนรวม บทบัญญัติดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์มุ่งคุ้มครองส่วนที่เป็นส่วนรวม ซึ่งรัฐเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลให้มีการแข่งขันในการประกอบธุรกิจของเอกชนภายในรัฐ โดยมิได้มุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองเอกชนคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง รัฐเท่านั้นจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจขายที่ดินในสวนปาล์มน้ำมันหรือทำสวนปาล์มน้ำมันอันเป็นธุรกิจต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง และแม้จะปรากฏด้วยว่าจำเลยประกอบธุรกิจต้องห้ามดังกล่าวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยจากกรมป่าไม้โดยชอบ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยในทางแพ่ง ไม่ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยตามฟ้อง อันจะทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในความผิดตามบทบัญญัตินี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม. 8 (1) ม. 37 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยวนสาวการเกษตร จำกัด
จำเลย — นายลิ่ม เกียนหรือเคียน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางสาวกัญญา นะรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
สมยศ เข็มทอง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2187/2557
#572038
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ต้องปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ โดยผู้กระทำต้องรู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์ ซ่อนเร้นทรัพย์ หรือโอนทรัพย์ของลูกหนี้ไปให้แก่ผู้อื่น เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนชื่อที่ดินของ บ. จาก บ. เป็นผู้รับโอนประเภทมรดกใส่ชื่อจำเลยทั้งสอง ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินซึ่งเป็นมรดกของ บ. ที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งสองในฐานะที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้รับมรดกของ บ. เท่านั้น ซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของ บ. ยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าว เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินของ บ. ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ไปให้แก่ผู้อื่น จึงเป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ต้องปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ โดยผู้กระทำต้องรู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์ ซ่อนเร้นทรัพย์ หรือโอนทรัพย์ของลูกหนี้ไปให้แก่ผู้อื่น เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนชื่อที่ดินของนายบุญมีจากนายบุญมีเป็นผู้รับโอนประเภทมรดกใส่ชื่อจำเลยทั้งสอง ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองรับโอนที่ดินซึ่งเป็นมรดกของนายบุญมีที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งสองในฐานะที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้รับมรดกของนายบุญมีเท่านั้น ซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของนายบุญมียังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าว เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินของนายบุญมีซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ไปให้แก่ผู้อื่นจึงเป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบูรณ์ รุจาคม
จำเลย — นางลำดวน ดอกดวงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายพิชัย ลิมป์วรพรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2557
#572001
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 332 (2) ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเท่านั้น มิได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำขออภัยโจทก์จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 2 นอกเหนือจากโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ต้องห้ามตาม ป.อ มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันประกาศคำพิพากษาและคำขออภัยโจทก์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และหนังสือพิมพ์พัทยาเมล์ ด้วยเนื้อที่หนึ่งในสองของหน้าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจำนวน 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 2 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาและคำขออภัยโจทก์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และหนังสือพิมพ์พัทยาเมล์ ด้วยเนื้อที่หนึ่งในสองของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจำนวน 3 ครั้ง ภายในเวลา 1 เดือน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 เขียนตามเอกสารดังกล่าว เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 เขียนบทความในคอลัมน์เพอร์สเป็กตีฟ โดยให้ชื่อเรื่องว่า "Lock, stock and two Smoking boyz" เมื่ออ่านแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องควบคุมรวบรวมโดยเกย์สองคน ทำให้บทความของจำเลยที่ 2 เป็นที่สะดุดตาน่าสนใจติดตามอ่าน และพาดหัวข้อบทว่า "ระวังการโกง : เอานักธุรกิจที่ร่ำรวยคนหนึ่งกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ให้ความร่วมมือสองสามคนเพิ่มยาเสพติดเข้าไปในกระเป๋าเดินทางของเขา จากนั้นย้ายเข้าไปในสำนักงานของเขา ใต้พาดหัวข้อบทดังกล่าวลงพิมพ์ภาพพร้อมระบุชื่อโจทก์ นายกอร์ดอน และนายเควิน โดยจำเลยที่ 2 เขียนบทความมีเนื้อหาสรุปเป็นใจความได้ว่า นายเควิน นักธุรกิจจากประเทศอังกฤษนำเงินมาร่วมลงทุนในบริษัทภาติกะ จำกัด กับนายกอร์ดอน และโจทก์ทำธุรกิจบาร์เกย์ บอยซ์ บอยซ์ บอยซ์ ต่อมานายเควิน ถูกจับข้อหานำบุหรี่เลี่ยงภาษีออกนอกราชอาณาจักรและมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนในซองบุหรี่ โดยนายกอร์ดอน ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจัดบุหรี่ดังกล่าวให้แก่นายเควิน และสงสัยว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนนำเมทแอมเฟตามีนไปใส่ในซองบุหรี่ หลังจากนายเควิน ถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดชลบุรี โจทก์ทำการปรับปรุงห้องพักในอพาร์ตเมนต์ ขนย้ายทรัพย์สินและรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดส เบนซ์ ของนายเควิน ไปไว้ที่อื่น รวมทั้งถอดถอนชื่อนายเควิน ออกจากกรรมการบริษัทภาติกะ จำกัด แล้วแต่งตั้งนายกอร์ดอน เป็นกรรมการแทน ทำให้ผู้อ่านบทความที่จำเลยที่ 2 เขียนเข้าใจว่าโจทก์กับนายกอร์ดอน หลอกลวงให้นายเควิน มาร่วมลงทุนแล้วร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจที่รับสินบนจากโจทก์เป็นรายเดือนเพื่อดูแลธุรกิจบาร์เกย์ บอยซ์ บอยซ์ บอยซ์ นำบุหรี่เลี่ยงภาษีและเมทแอมเฟตามีนมากล่าวโทษนายเควิน เมื่อนายเควิน ถูกจับดำเนินคดีข้อหานำบุหรี่เลี่ยงภาษีออกนอกราชอาณาจักรและข้อหามีเมทแอมเฟตามีนและถูกคุมขังที่เรือนจำจังหวัดชลบุรี โจทก์ร่วมกับนายกอร์ดอน ฮุบหรือกวาดเอาทรัพย์สินและกิจการของนายเควิน ในบริษัทภาติกะ จำกัด ที่ทำธุรกิจบาร์เกย์ในเมืองพัทยา ซึ่งไม่เป็นความจริงดังที่โจทก์นำพยานเอกสารต่าง ๆ มาสืบหักล้าง นอกจากนี้ในบทความที่จำเลยที่ 2 เขียนยังมีหัวข้อบทรองว่า Dangerours duo ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า คู่อันตราย เนื้อหาภายใต้หัวข้อบทดังกล่าวเป็นใจความว่าโจทก์กับนายกอร์ดอน มีประวัติเคยทำงานที่บริษัททีค โฮมส์ จำกัด ที่กรุงเอดินบะระและมีการยักยอกเงินของบริษัทดังกล่าวแต่มีการล้มคดีในเวลาต่อมา และกล่าวถึงนายเอียน แม็คโดนัลด์ ซึ่งร่วมทุนกับโจทก์ในธุรกิจบาร์เกย์ บอยซ์ บอยซ์ บอยซ์ ถูกไฟไหม้คลอกตายในห้องพักโรงแรมแอมเบียนซ์ รวมทั้งนายอีริค โบห์แมน ชาวสวีเดนถูกฆาตกรรมโดยนายทวีพรรณ วุฒิศรี ซึ่งเป็นนักเต้นอะโกโก้ ลูกจ้างของโจทก์ ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2530, 2533 และ 2539 ตามลำดับ การที่จำเลยที่ 2 กล่าวถึงนายกอร์ดอน และโจทก์ยักยอกทรัพย์ของบริษัททีค โฮมส์ จำกัด การตายของนายเอียน ซึ่งร่วมลงทุนกับโจทก์ และการตายของนายอีริค ซึ่งถูกฆาตกรรมโดยนายทวีพรรณลูกจ้างโจทก์ ย่อมทำให้ผู้อ่านบทความที่จำเลยที่ 2 เขียนเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนอันตรายไม่น่าคบ มีประวัติเกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์บริษัททีค โฮม์ จำกัด และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนายเอียน และนายอีริค ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น มานานแล้ว และไม่ปรากฏจากการสอบสวนว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 นำเรื่องดังกล่าวมาเขียนก็เพื่อต้องการให้ผู้อ่านเรื่องนายเควิน ที่ร่วมลงทุนกับโจทก์และนายกอร์ดอน ให้รู้ว่าประวัติของโจทก์และนายกอร์ดอน เป็นคนอันตรายไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย ย่อมทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังจากบุคคลทั่วไป อันเป็นความ ผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า การเขียนชื่อเรื่อง หัวข้อบทหลักและหัวข้อบทรอง จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้เขียน บุคคลอื่นเป็นผู้เขียน ส่วนภาพโจทก์นายแอนดรูส์ เป็นผู้นำมาลงพิมพ์ เห็นว่า ชื่อเรื่อง หัวข้อบทและภาพของโจทก์เป็นเพียงส่วนประกอบของบทความทำให้บทความเด่นเป็นที่น่าสนใจของผู้อ่าน แต่เนื้อหาที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อยู่ที่รายละเอียดของบทความที่จำเลยที่ 2 เขียน ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เนื้อหาของบทความบางส่วนมิได้กล่าวถึงชื่อของโจทก์ เห็นว่า บทความที่จำเลยที่ 2 เขียนเกี่ยวข้องกับโจทก์ นายกอร์ดอน และนายเควิน แม้บางตอนจะไม่กล่าวถึงชื่อโจทก์โดยตรง แต่ก็มีคำว่าพวกเขา ผู้อ่านย่อมเข้าใจว่ารวมถึงโจทก์ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เขียนบทความคอลัมน์เพอร์สเป็กตีฟในหนังสือพิมพ์รายวันบางกอกโพสต์ฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2544 เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมาไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำขออภัยโจทก์ในหนังสือพิมพ์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (2) ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเท่านั้น มิได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำขออภัยโจทก์จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 2 นอกเหนือจากโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และหนังสือพิมพ์พัทยาเมล์จำนวน 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 332
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจมส์ ลัมเด็น
จำเลย — นายทรงพล แก้วประทุมทิพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2113/2557
#562738
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณาโดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าก่อนที่โจทก์หรือจำเลยจะนำพยานปากใดที่เคยเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณา คู่ความสามารถตกลงกันได้ว่าไม่จำต้องให้พยานปากดังกล่าวต้องเบิกความซ้ำในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ และศาลจะต้องจดบันทึกข้อตกลงของคู่ความนี้ไว้ให้แจ้งชัดในรายงานกระบวนพิจารณา สำหรับคดีนี้ไม่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาในวันสืบพยานโจทก์ว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายที่มาศาลได้ตกลงกันให้นำคำเบิกความของ ห. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ศาลจึงไม่อาจนำคำเบิกความของ ห. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 268 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1620/2551 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 เป็นความผิด 2 กรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ศาลสามารถนำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่คู่ความตกลงกันศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณาโดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าก่อนที่โจทก์หรือจำเลยจะนำพยานปากใดที่เคยเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณา คู่ความสามารถตกลงกันได้ว่าไม่จำต้องให้พยานปากดังกล่าวต้องเบิกความซ้ำในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ และศาลจะต้องจดบันทึกข้อตกลงของคู่ความนี้ไว้ให้แจ้งชัดในรายงานกระบวนพิจารณา และที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า โจทก์ได้แถลงขออนุญาตให้นำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาและศาลได้ถามทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ (นายโห) เบิกความเพิ่มเติมจากคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เมื่อตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ศาลได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณามีข้อความว่าโจทก์นำพยานเข้าเบิกความจบ 2 ปาก แล้วแถลงหมดพยาน ไม่ปรากฏข้อความว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ (นายโห) ทนายโจทก์ จำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความทั้งสองฝ่ายที่มาศาลได้แถลงว่าตกลงกันให้นำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแต่อย่างใด ทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ทนายโจทก์ จำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยินยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณารับรองการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นชอบแล้ว ศาลจึงไม่อาจนำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 237 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโฮ ลู่ เซียวเซีย
จำเลย — บริษัทซีวีก้า (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2557
#562676
เปิดฉบับเต็ม

อาคารพาณิชย์เลขที่ 35 และ 36 ที่โจทก์และจำเลยเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แม้มีเพียงสิทธิการเช่า แต่สิทธิการเช่าก็เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีราคาและถือเอาได้ เมื่อได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส และตรงตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง จำเลยจึงต้องแบ่งสินสมรสให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,350,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และชำระเงินแก่นายพงศ์กร นายฤทธิพงศ์ และนางสาวนิศาชล คนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2549 โจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากันที่สำนักทะเบียนอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยบันทึกการหย่าว่า อยู่กินกันมาเป็นเวลา 17 ปี มีบุตร 4 คน คือ นายพงศ์กร เด็กชาย ฤ. เด็กหญิง น. และเด็กชาย ศ. ตกลงให้อยู่ในความปกครองของจำเลยฝ่ายเดียว มีทรัพย์สินประมาณ 3,000,000 บาท ตกลงหักหนี้สินประมาณ 700,000 บาท หักค่าการศึกษาบุตร 4 คน คนละ 100,000 บาท ที่เหลือแบ่งโจทก์และจำเลยคนละเท่ากัน ให้บุตรอยู่ในความเลี้ยงดูของบิดา หากบุตรไม่สามารถอยู่กับจำเลยได้ให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าการศึกษาบุตรคืนตามสำเนาทะเบียนการหย่าและบันทึกต่อท้าย สำหรับค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่จำเลยไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธิการเช่าอาคารเป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า แม้อาคารเลขที่ 35 และ 36 มีเพียงสิทธิการเช่า แต่สิทธิการเช่าก็เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีราคาและถือเอาได้ เมื่อสิทธิการเช่าได้มาระหว่างสมรสก็เป็นสินสมรส ทั้งได้ความว่าอาคารดังกล่าวโจทก์และจำเลยปรับปรุงเป็นห้องให้เช่า เมื่อมีสิทธิการเช่าเท่ากับเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในตัวอาคารเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของอาคารนั่นเอง การที่โจทก์เบิกความว่าเป็นเจ้าของอาคาร จึงเป็นการเข้าใจดังเช่นประชาชนทั่วไป นอกจากนี้โจทก์ก็เบิกความว่าเช่าอาคารจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่ามีสิทธิการเช่าอันเป็นสินสมรสนั่นเอง ตรงตามที่บรรยายฟ้องว่ามีสินสมรสโดยไม่ได้ระบุตัวอาคาร ทั้งบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าซึ่งแนบมาท้ายฟ้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องก็ระบุเพียงว่ามีสินสมรสร่วมกัน มิได้ระบุว่าอาคารเป็นสินสมรส เมื่อสิทธิการเช่าเป็นสินสมรสจึงตรงตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าตามฟ้อง และบันทึกท้ายการหย่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ช.
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายสุรพล นิตินัยวินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2082/2557
#571899
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน SM ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 ย่อมทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน SM แต่อักษรโรมัน SM ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า VITANA - SM ไวตานา - เอสเอ็ม ตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้

การพิจารณาว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ๆ หรือไม่ยังต้องพิจารณาทั้งเครื่องหมาย ไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งส่วนใด ดังนั้น แม้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า VITARAL S.M. ไวตารอล เอส.เอ็ม. ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว หรือ VITANA - EZ ที่อยู่ระหว่างการขอจดทะเบียน แต่เมื่อไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า VITANA - SM ไวตานา - เอสเอ็ม ก็ถือไม่ได้ว่า การใช้เครื่องหมายการค้า VITARAL S.M. ไวตารอล เอส.เอ็ม. หรือ VITANA - EZ เป็นการใช้เครื่องหมายการค้า VITANA - SM ไวตานา - เอสเอ็ม ไปด้วยเพราะต่างเครื่องหมายกัน การใช้หรือไม่ใช้เครื่องหมายการค้าใดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 63 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการใช้หรือไม่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้ ไม่อาจอ้างการใช้เครื่องหมายการค้าอื่นกับสินค้าที่จดทะเบียนไว้มาเป็นการใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้

การที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 50 บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายชุดนั้นจะโอนหรือรับมรดกกันได้ ต่อเมื่อเป็นการโอนหรือรับมรดกกันทั้งชุด" นั้น เป็นเรื่องการโอนหรือสืบสิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่โอนหรือตกทอดกันทางมรดกได้ ไม่ได้มีผลทำให้เครื่องหมายการค้าทั้งหมดของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าเดียวกัน และไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่อาจถูกเพิกถอนตามกฎหมายเนื่องจากการไม่ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ เพราะความมุ่งหมายของกฎหมายนั้นเป็นไปเพื่อให้สิทธิและความคุ้มครองแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนที่มีการใช้เครื่องหมายนั้นกับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เพื่อประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ไม่ใช่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้เพียงเพื่อกีดกันผู้อื่น การจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดจึงไม่มีผลทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าไม่จำต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายสำหรับเครื่องหมายการค้าแต่ละเครื่องหมาย

แม้ตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดจะใช้ข้อความสรุปว่าขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (1) เช่นกันก็ตาม แต่ตามเนื้อหาของคำร้องสอดอ้างเหตุผลว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่สั่งให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า VITANA - SM ไวตานา - เอสเอ็ม ของโจทก์ตามคำร้องขอของผู้ร้องสอดชอบแล้ว อันเป็นกรณีร้องขอเข้ามาในคดีเพราะตนมีส่วนได้เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) มิใช่กรณีตามมาตรา 57 (1) แต่อย่างใด และเป็นเรื่องต้องถือตามเนื้อหาแห่งคำร้องสอดดังกล่าวมาเป็นสำคัญ ซึ่งย่อมมิใช่กรณีที่ร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 80/2550 ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

จำเลยทั้งสิบให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาวีเฟอร์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) อิงค์ ยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่ง อนุญาตให้วีเฟอร์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) อิงค์ เข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า แต่ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า และใช้เครื่องหมายการค้า VITANA - EZ ที่อยู่ระหว่างการขอจดทะเบียน ถือได้หรือไม่ว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า ด้วย โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน SM ดังนั้นความสำคัญของเครื่องหมายการค้า จึงอยู่ที่คำว่า VITANA หาใช่คำว่า VITANA - SM เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้า VITANA - EZ ความสำคัญของเครื่องหมายการค้าอยู่ที่คำว่า VITANA ซึ่งโจทก์ให้บริษัทเคนยากุ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตยาภายใต้เครื่องหมายการค้า VITANA - EZ โดยโจทก์เป็นผู้จัดจำหน่าย นอกจากนี้โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า โดยตลอดตั้งแต่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจนถึงปัจจุบัน เมื่อเครื่องหมายการค้า เป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้า การที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า และ VITINA - EZ จึงถือว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า ด้วยนั้น เห็นว่า การแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน SM ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 (1) ย่อมทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมัน SM แต่อักษรโรมัน SM ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า ตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้ การพิจารณาว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ๆ หรือไม่ยังต้องพิจารณาทั้งเครื่องหมาย ไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งส่วนใด ดังนั้น แม้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว หรือ VITANA - EZ ที่อยู่ระหว่างการขอจดทะเบียน แต่เมื่อไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า ก็ถือไม่ได้ว่า การใช้เครื่องหมายการค้า หรือ VITANA - EZ เป็นการใช้เครื่องหมายการค้า ไปด้วยเพราะต่างเครื่องหมายกัน การที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 50 บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายชุดนั้น จะโอนหรือรับมรดกกันได้ ต่อเมื่อเป็นการโอนหรือรับมรดกกันทั้งชุด" นั้น เป็นเรื่องการโอนหรือสืบสิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่โอนหรือตกทอดกันทางมรดกได้ ไม่ได้มีผลทำให้เครื่องหมายการค้าทั้งหมดของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าเดียวกัน และไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่อาจถูกเพิกถอนตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการไม่ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ เพราะความมุ่งหมายของกฎหมายนั้นเป็นไปเพื่อ ให้สิทธิและความคุ้มครองแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนที่มีการใช้เครื่องหมายนั้นกับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เพื่อประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ไม่ใช่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้เพียงเพื่อกีดกันผู้อื่น การใช้หรือไม่ใช้เครื่องหมายการค้าใดจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการใช้หรือไม่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้ ไม่อาจอ้างการใช้เครื่องหมายการค้าอื่นกับสินค้าที่จดทะเบียนไว้มาเป็นการใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ ซึ่งในชั้นพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ต้องพิจารณาเครื่อง หมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนแต่ละเครื่องหมายไปเช่นกัน การจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดจึงไม่มีผลทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าไม่จำต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายสำหรับเครื่องหมายการค้าแต่ละเครื่องหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า กับสินค้าที่จดทะเบียนไว้และเห็นชอบด้วยกับการที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ ผู้ร้องสอดอาจไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้าอื่นของโจทก์ที่มีคำว่า VITANA เป็นสาระสำคัญ นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นกรณียังไม่เกิดขึ้นดังที่โจทก์อ้างและเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาต่อไปในภายหน้าซึ่งการที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดหรือไม่นั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีที่จะต้องวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงถือเสมือนผู้ร้องสอดได้ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อผู้ร้องสอดร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เกิน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง นั้น แม้ตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดจะใช้ข้อความสรุปว่าขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (1) เช่นกันก็ตาม แต่ตามเนื้อหาแห่งคำร้องสอดอ้างเหตุผลว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่สั่งให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ตามคำร้องขอของผู้ร้องสอดชอบแล้ว อันเป็นกรณีร้องขอเข้ามาในคดีเพราะตนมีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) มิใช่กรณีตามมาตรา 57 (1) แต่อย่างใดและเป็นเรื่องต้องถือตามเนื้อหาแห่งคำร้องสอดดังกล่าวเป็นสำคัญ ซึ่งย่อมไม่ใช่กรณีที่ร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังที่โจทก์อุทธรณ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องสอดร้องสอดเข้ามาเกิน 5 ปี หรือไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 57 (2)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 17 ม. 50 ม. 63 ม. 67 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชูมิตร 1967 จำกัด
ผู้ร้องสอด — วีเฟอร์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) อิงค์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2081/2557
#572027
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่ง โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดหน้าที่อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อโจทก์ จึงเป็นการฟ้องให้รับผิดทางแพ่งที่มาจากมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่โจทก์อาศัยคำสั่งดังกล่าวบังคับตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อันจะต้องอาศัยสำนวนการสอบสวน จำเลยที่ 2 และที่ 3 สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์การกระทำของตนเองได้ สำนวนการสอบสวนของโจทก์เป็นเพียงพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาคดีในชั้นศาลเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องโดยไม่ตั้งกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาก่อนไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง โจทก์มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดฐานละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป เป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดทั้งในมูลละเมิดและมูลผิดสัญญาจ้างแรงงาน กฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 506,993.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 304,738.80 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ชำระเงินคนละ 8,318.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ดำเนินคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว และระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 299,738.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินรวมกันไม่เกิน 50,789.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระต้นเงินนี้เสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์แทน แต่จำเลยที่ 4 ไม่จำต้องรับผิดในต้นเงินเกินกว่า 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 5,000 บาท จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งนายไปรษณีย์ระดับ 3 ประจำที่ทำการไปรษณีย์หลานหลวง มีหน้าที่รับชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากจะได้รับมอบหมายให้ลงลายมือชื่อร่วมกับพนักงานการเงินแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังปฏิบัติหน้าที่พนักงานการเงินและพนักงานบัญชีตามลำดับด้วย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ไป 304,738.80 บาท โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหาตัวผู้รับผิดหรือร่วมรับผิดในทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวมีมติว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไป เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำการด้วยตนเองโดยมิได้มีผู้ใดบกพร่องหรือมีส่วนร่วมในการทุจริต ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาความรับผิดทางละเมิดมีมติให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นหนี้ที่แบ่งแยกได้ จึงให้รับผิดคนละ 1 ใน 3 ของค่าเสียหายซึ่งกรมบัญชีกลางเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงอาศัยอำนาจตามข้อบังคับการสื่อสารแห่งประเทศไทยฉบับที่ 1 ว่าด้วยความรับผิดของพนักงานและลูกจ้างการสื่อสาร แห่งประเทศไทยในทางแพ่ง พ.ศ.2522 ข้อ 4 และข้อ 5 ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ใช้ความระมัดระวังอันควรแก่วิสัยและพฤติการณ์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทุจริต จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างและกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ แต่เมื่อพิเคราะห์ความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,789.80 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีนี้มีมูลสืบเนื่องมาจากกรมบัญชีกลางมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งต่อมาโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดตามความเห็นของกรมบัญชีกลางดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งนั้น โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดหน้าที่อันเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อโจทก์ เมื่อการฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดทางแพ่งในคดีนี้มาจากมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้าง มิใช่โจทก์อาศัยคำสั่งดังกล่าวบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอันจะต้องอาศัยสำนวนการสอบสวน ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์การกระทำของตนเองได้ สำนวนการสอบสวนของโจทก์เป็นเพียงพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นศาลเท่านั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาก่อน ไม่มีผลทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ โดยไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตั้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่มีการออกคำสั่งทางปกครองที่จะบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 57 ดังนั้นการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดเป็นไปได้เพียงฐานละเมิดเท่านั้น คดีของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์อ้างว่ารู้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 เป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งการสื่อสาร แห่งประเทศไทย ที่ 206/2530 เรื่องการรับชำระค่าใช้บริการโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการในส่วนกลางและการรับชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ณ ที่ทำการ รับผิดฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทุจริตเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 575
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายภควัตหรือประวิทย์ วรฉัตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074/2557
#575677
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ (ลูกจ้าง) ฟ้องขอให้บังคับจำเลย (นายจ้างซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ) จ่ายค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยด้วยการตัดเงินเดือนโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้เฉพาะผู้มาทำงาน โจทก์ไม่ได้ทำงานระหว่างพักงานเพื่อสอบสวน ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยง โจทก์กระทำความผิดจำเลยจึงลงโทษทางวินัยโจทก์ได้และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานเพื่อสอบสวนตามข้อบังคับของจำเลย ประเด็นแห่งคดีมีว่า ระหว่างพักงานจำเลยมีสิทธิไม่จ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างแก่โจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยหรือไม่ และโจทก์กระทำความผิดอันเป็นเหตุให้จำเลยลงโทษโจทก์ตามคำสั่งลงโทษทางวินัยได้หรือไม่ เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโดยอาศัยสิทธิในทางแพ่ง คู่ความไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจในการนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์หรืออำนาจในการออกคำสั่งของจำเลย

ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยยกเหตุที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามระเบียบ และจำเลยไม่ได้ระบุหลักเกณฑ์การอุทธรณ์แจ้งให้โจทก์ทราบไว้ในคำสั่งลงโทษทางวินัยขึ้นอ้างแล้วพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยของจำเลย โดยให้จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ให้ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิดังกล่าว จึงเป็นการนอกประเด็นและยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 512/2547 กับขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้าง 9,188.50 บาท และเบี้ยเลี้ยง 1,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 512/2547 โดยให้จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ให้ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 512/2547 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่จ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างในระหว่างพักงานเพื่อสอบสวนแก่โจทก์ และมีคำสั่งที่ 512/2547 ลงโทษทางวินัยด้วยการตัดเงินเดือนโจทก์ร้อยละสิบมีกำหนด 6 เดือน โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงานเฉพาะผู้ที่มาทำงานเท่านั้น โจทก์ไม่ได้ทำงานในระหว่างพักงานเพื่อสอบสวน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยง โจทก์กระทำความผิด จำเลยจึงลงโทษทางวินัยโจทก์ได้และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานเพื่อสอบสวนตามข้อบังคับฉบับที่ 46 ของจำเลย คดีนี้จึงมีประเด็นแห่งคดีเพียงว่าระหว่างพักงานเพื่อสอบสวนจำเลยมีสิทธิไม่จ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างแก่โจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือไม่ เพียงใด และโจทก์กระทำความผิดอันเป็นเหตุให้จำเลยลงโทษโจทก์ตามคำสั่งที่ 512/2547 ได้หรือไม่ เท่านั้น เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโดยอาศัยสิทธิในทางแพ่ง ทั้งคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจในการนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์หรืออำนาจในการออกคำสั่งของจำเลย คงโต้แย้งกันเฉพาะเนื้อหาของการกระทำความผิดของโจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยโดยยกเหตุที่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามระเบียบของจำเลย และจำเลยไม่ได้ระบุหลักเกณฑ์การอุทธรณ์แจ้งให้โจทก์ทราบไว้ในคำสั่งที่ 512/2547 ขึ้นอ้าง แล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 512/2547 โดยให้จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ให้ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิดังกล่าว จึงเป็นการนอกประเด็นและยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 40
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชัย สารจันทร์
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2045/2557
#559073
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและเรียกร้องแย้งให้ผู้ร้องชำระเงินให้ผู้คัดค้านอีกจำนวน 430,010.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำคัดค้านเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ข้อเรียกร้องแย้งดังกล่าวเป็นประเด็นที่ผู้คัดค้านได้เคยเรียกร้องแย้งในชั้นอนุญาโตตุลาการและคณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงผูกพันคู่พิพาททั้งสองฝ่ายตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 หากผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการร้องขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติว่า "การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้..." หรือคัดค้านการร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะได้ทำขึ้นในประเทศใด ถ้าผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจน์ได้ว่า..." การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องแย้งขอให้บังคับผู้ร้องชำระเงินให้ผู้คัดค้านตามที่ได้เคยต่อสู้และเรียกร้องแย้งไว้ในชั้นอนุญาโตตุลาการอีกถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 หรือคัดค้านการร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจเรียกร้องแย้งขอให้ศาลบังคับให้ผู้ร้องชดใช้เงินดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับเฉพาะคำคัดค้านคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องแย้ง มีคำสั่งไม่รับในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ 3,079,989.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันชี้ขาดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และเรียกร้องแย้งให้ผู้ร้องชำระเงินให้ผู้คัดค้าน 430,010.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำคัดค้านเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา วันที่ 20 ธันวาคม 2553 ว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ให้สิทธิผู้คัดค้านยื่นได้เพียงคำคัดค้านขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ส่วนในการร้องแย้งนั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจผู้คัดค้านยื่นคำร้องได้ จึงให้รับเฉพาะคำร้องคัดค้านขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ส่วนคำร้องในส่วนเกี่ยวกับร้องแย้งนั้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับคำร้องในส่วนเกี่ยวกับร้องแย้ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องในส่วนคำร้องแย้งเป็นคำสั่งที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและเรียกร้องแย้งให้ผู้ร้องชำระเงินให้ผู้คัดค้านอีกจำนวน 430,010.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำคัดค้านเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ข้อเรียกร้องแย้งดังกล่าวเป็นประเด็นที่ผู้คัดค้านได้เคยเรียกร้องแย้งในชั้นอนุญาโตตุลาการและคณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงผูกพันคู่พิพาททั้งสองฝ่ายตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 หากผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการร้องขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติว่า "การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้..." หรือคัดค้านการร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าคำชี้ขาดนั้นจะได้ทำขึ้นในประเทศใด ถ้าผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจน์ได้ว่า..." การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องแย้งขอให้บังคับผู้ร้องชำระเงินให้ผู้คัดค้านตามที่ได้เคยต่อสู้และเรียกร้องแย้งไว้ในชั้นอนุญาโตตุลาการอีก ถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 หรือคัดค้านการร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจเรียกร้องแย้งขอให้ศาลบังคับให้ผู้ร้องชดใช้เงินดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับเฉพาะคำคัดค้านคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องแย้ง มีคำสั่งไม่รับในส่วนนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 41 ม. 43
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทจิรา ธนาก่อสร้าง จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทเดอะ ทเวนตี้ อพาร์ทเม้นท์ กรุ้ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1984/2557
#572087
เปิดฉบับเต็ม

ลักษณะงานของโจทก์ที่เกี่ยวกับแพทย์และพยาบาลที่โจทก์จัดหาเข้าไปดูแลยังสถานประกอบกิจการนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับการทำงานของแพทย์และพยาบาล แพทย์และพยาบาลจะไปหรือไม่ก็ได้ ไม่มีระเบียบเกี่ยวกับการลา เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่แพทย์และพยาบาลนั้นสถานประกอบการเป็นผู้จ่ายโดยจ่ายผ่านโจทก์ซึ่งจะหักเป็นค่าติดต่อแล้วจึงจ่ายส่วนที่เหลือให้แก่แพทย์และพยาบาล เงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์และพยาบาลจึงไม่มีลักษณะเป็นนายจ้างลูกจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ที่ นฐ 0025/54478 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2549 ส่วนที่เกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2026/2550 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมที่ นฐ 0025/54478 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2549 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกองทุนประกันสังคม และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการรับบริการดูแลด้านสุขภาพและอาชีวอนามัย การรักษาพยาบาลเบื้องต้นโดยโจทก์ติดต่อประสานไปยังสถานประกอบการเพื่อจัดหาแพทย์และพยาบาลเข้าไปดูแลยังสถานประกอบการ สถานประกอบการดังกล่าว เช่นบริษัทพานาโซนิค อีเล็คทริคเวิร์คส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ไม่ได้ประกอบกิจการโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลหรือการบริการดูแลสุขภาพ โจทก์มีข้อตกลงว่าสถานประกอบการจะเป็นผู้คิดค่าตอบแทนให้แก่แพทย์และพยาบาลโดยดูจากเวลาทำงานที่สถานประกอบการ ส่วนการจ่ายเงินจะจ่ายผ่านโจทก์เพื่อให้โจทก์หักค่าติดต่อไว้ ส่วนที่เหลือจะจ่ายให้แก่แพทย์และพยาบาลรับไป หากแพทย์หรือพยาบาลประสงค์ที่จะไม่ทำงานก็สามารถออกจากสถานประกอบการนั้นไปได้โดยไม่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานใช้กับแพทย์และพยาบาล หากแพทย์หรือพยาบาลไม่สามารถมาทำงานในวันใด แพทย์และพยาบาลนั้นให้เพื่อนที่เป็นแพทย์หรือพยาบาลคนอื่นไปทำงานแทนได้โดยไม่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ แม้แพทย์และพยาบาลขาดหรือมาสาย โจทก์ไม่สามารถลงโทษแพทย์และพยาบาลได้ โจทก์ไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของแพทย์และพยาบาลและไม่ได้เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อใช้ในการทำงานให้แก่แพทย์และพยาบาล จำเลยแจ้งผลการตรวจบัญชีค่าจ้างประจำปี 2548 มายังโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมายในส่วนของกองทุนประกันสังคมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2548 คิดเป็นเงินสมทบจำนวน 445,274 บาท โดยจำเลยเห็นว่าแพทย์และพยาบาลต้องทำงานตามข้อตกลงที่โจทก์ทำกับสถานประกอบการและโจทก์จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้แก่แพทย์และพยาบาล จึงมีฐานะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติยกอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของจำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่แพทย์และพยาบาลตกลงทำงานให้โจทก์ตามข้อตกลงที่ทราบระหว่างกัน จึงเป็นสภาพการจ้างที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติว่าต้องเป็นแพทย์และพยาบาลวิชาชีพเท่านั้น และพยาบาลได้รับค่าจ้างจากโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์และพยาบาลมีลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง เห็นว่า ลักษณะงานของโจทก์ที่เกี่ยวกับแพทย์และพยาบาลนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับการทำงานของแพทย์และพยาบาล แพทย์และพยาบาลจะไปทำงานหรือไม่ก็ได้ ไม่มีระเบียบเกี่ยวกับการลา เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่แพทย์และพยาบาลนั้นสถานประกอบการเป็นผู้จ่าย โดยจ่ายผ่านโจทก์ซึ่งจะหักเป็นค่าติดต่อแล้วจึงจ่ายส่วนที่เหลือให้แก่แพทย์และพยาบาล เงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์และพยาบาลจึงไม่มีลักษณะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีพีเอช
โจทก์ — อ็อกคูเปชั่นนอล เฮลท์ เนอร์ส
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2557
#559324
เปิดฉบับเต็ม

ลูกจ้างที่ประสบอันตรายและจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา 5 ต้องเป็นลูกจ้างที่ได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง การที่โจทก์ขับรถบรรทุกไปส่งวัสดุก่อสร้างที่บ้านของลูกค้านายจ้างแล้วขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อไปยืมเงินเพื่อนบิดาของโจทก์ ทำให้รถของนายจ้างติดหล่ม โจทก์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปตามเพื่อนมาช่วยยกรถที่ติดหล่ม และประสบอุบัติเหตุชนกับรถจักรยานยนต์อื่นที่วิ่งตัดหน้าในระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์ไปตามเพื่อนจนทำให้ตาขวาของโจทก์บอดสนิท สมองช้ำ นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ขับรถของนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวอันเป็นการกระทำนอกทางการที่จ้าง เมื่อโจทก์ขับรถของนายจ้างไปติดหล่มย่อมเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่โจทก์จะต้องแก้ไขความผิดพลาดอันเกิดจากการกระทำของตนเองและจำเป็นต้องจัดการเอารถของนายจ้างขึ้นจากหล่มให้ได้เพื่อปกปิดมิให้นายจ้างทราบว่าตนเองขับรถของนายจ้างออกนอกเส้นทางไปทำธุระส่วนตัว โดยนายจ้างไม่ทราบว่าโจทก์แอบขับรถของนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวนอกทางการที่จ้าง ดังนี้ การประสบอุบัติเหตุของโจทก์เพราะสาเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นการประสบอันตรายตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยและคำสั่งของจำเลยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความรับกันว่า โจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถส่งวัสดุก่อสร้างให้นายจ้างที่ใช้ชื่อร้านว่า เสาเอก 2 และนายจ้างได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา นายจ้างสั่งให้โจทก์ขับรถนำวัสดุก่อสร้างไปส่งให้ลูกค้าของนายจ้างที่หมู่บ้านถ่าน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยวิ่งไปตามถนนสายสุรินทร์ - ปราสาท แล้วเลี้ยวเข้าถนนเลียบคลองชลประทาน เมื่อไปถึงบ้านลูกค้าและขนวัสดุก่อสร้างลงให้แก่ลูกค้าจนเสร็จแล้ว โจทก์ได้ขับรถกลับไปตามถนนเลียบคลองชลประทานเพื่อกลับไปสถานที่ทำงานของนายจ้างแต่ระหว่างทางผ่านบ้านของนายสืบพงศ์ โจทก์แวะเข้าไปบ้านนายสืบพงศ์ โดยถอยรถเข้าไปจอดในทางเข้าบ้านห่างถนนประมาณ 10 เมตร ให้นายวิเชียรเพื่อนร่วมงานซึ่งไปด้วยนั่งรออยู่ที่รถเป็นเวลาประมาณ 30 นาที โจทก์กลับออกมาเพื่อจะขับรถกลับไปที่ร้านของนายจ้าง แต่รถติดหล่มโจทก์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปตามเพื่อนคนงานมาช่วยแต่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ขับรถของนายจ้างเพื่อไปส่งวัสดุก่อสร้างให้ลูกค้าของนายจ้าง ถือว่าโจทก์ทำงานให้นายจ้างตามคำสั่งของนายจ้างโดยชอบ หลังจากส่งวัสดุก่อสร้างให้ลูกค้าของนายจ้างเสร็จแล้ว ที่โจทก์แวะไปที่บ้านนายสืบพงศ์เพื่อขอยืมเงินยังถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำนอกทางการที่จ้างหรือขับรถออกนอกเส้นทาง เมื่อรถของนายจ้างติดหล่มไม่สามารถขับกลับไปยังร้านของนายจ้างได้ โจทก์ก็มีหน้าที่ที่จะต้องแก้ไขเพื่อให้สามารถนำรถกลับไปยังร้านของนายจ้างให้ได้ ที่โจทก์ยืมรถจักรยานยนต์ของน้องชายกลับไปที่ร้านของนายจ้างเพื่อตามคนงานที่เป็นเพื่อนร่วมงานไปช่วยเข็นหรือแก้ไขรถของนายจ้างและเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการทำงานให้นายจ้างในการทางที่จ้าง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินทดแทนตามกฎหมาย

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานอันจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ขับรถบรรทุกหกล้อไปส่งวัสดุก่อสร้างที่บ้านลูกค้าและออกนอกเส้นทางปฏิบัติงานโดยแวะไปพบเพื่อนบิดาเพื่อขอยืมเงินนั้นเป็นการทำธุระส่วนตัว และที่โจทก์ไปตามเพื่อนมาช่วยยกรถที่ติดหล่มและเกิดอุบัติเหตุนั้น ไม่ใช่การประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 ลูกจ้างที่จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนนั้นต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้างเท่านั้น คดีนี้โจทก์ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากโจทก์ขับรถของนายจ้างไปติดหล่ม และโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปตามเพื่อนมาช่วยยกรถที่ติดหล่มนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า สาเหตุที่โจทก์ขับรถติดหล่มเกิดจากโจทก์ขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อไปยืมเงินเพื่อนบิดาของโจทก์ แม้การออกนอกเส้นทางของโจทก์จะเป็นเพียงขับรถของนายจ้างเข้าไปจอดในทางเข้าบ้านเพื่อนบิดาของโจทก์ โดยจอดห่างถนนเข้าไปประมาณ 10 เมตร เพื่อมิให้กีดขวางถนนก็ตาม แต่ก็เป็นการขับรถของนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวของโจทก์แล้วอันเป็นการกระทำนอกทางการที่จ้าง เมื่อโจทก์ขับรถของนายจ้างไปติดหล่มย่อมเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่โจทก์จะต้องแก้ไขความผิดพลาดอันเกิดจากการกระทำของตนเองที่ขับรถของนายจ้างไปนอกเส้นทางเพื่อประโยชน์ของตน และโจทก์จำเป็นต้องจัดการเอารถของนายจ้างขึ้นจากหล่มให้ได้เพื่อปกปิดมิให้นายจ้างทราบว่าขับรถของนายจ้างออกนอกเส้นทางไปทำธุระส่วนตัวและเพื่อให้การทำงานในหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นไป โดยนายจ้างไม่ทราบว่าโจทก์แอบขับรถนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวอันเป็นการกระทำนอกทางการที่จ้าง ดังนั้นเมื่อโจทก์ขับรถจักรยานยนต์เพื่อไปตามเพื่อนร่วมงานมาช่วยยกรถของนายจ้าง และประสบอุบัติเหตุชนกับรถจักรยานยนต์อื่นที่วิ่งตัดหน้าจนทำให้ตาขวาของโจทก์บอดสนิท สมองช้ำ จึงไม่เป็นการประสบอันตรายตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนที่ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจตมงคล เจริญสกุล
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายอิทธิธรรม อารัมภ์วิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1941/2557
#572053
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (5)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพชร์พงษ์ กาญจนสุนานนท์
จำเลย — นายธิติวัฒน์ สินวัฒนภูวนนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นางสาวกานต์พิชชา บำรุงศักดิ์สันติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2557
#559103
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาคำร้องนั้นแล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยทำนองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องให้แก่ พ. จะไม่ชอบก็เป็นเพียงเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อจะรับอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่เท่านั้น และผลที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 350 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้เรียกนางพวงเพชร เข้ามาเป็นจำเลยที่ 5 จำเลยทั้งสี่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องให้แก่นางพวงเพชรว่าจะคัดค้านหรือไม่ ให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ก่อนและขอให้ยกเลิกคำสั่งที่ให้โจทก์นำส่งสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้โจทก์ดำเนินการตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 เมษายน 2556 โดยเคร่งครัด โดยแนบสำเนาคำฟ้องให้บุคคลภายนอกด้วย ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานว่า โจทก์ไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ถือว่าโจทก์ทิ้งคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แก้ฟ้อง แต่ศาลมีอำนาจฟังความทุกฝ่ายก่อนที่จะมีคำสั่ง แม้จะเป็นบุคคลภายนอกเพื่อให้โอกาสในการชี้แจงก่อนที่ต้องแต่งทนายเข้าแก้ต่าง เมื่อทนายโจทก์ไม่นำส่งสำเนาคำร้องตามคำสั่งศาล ศาลสั่งทิ้งคำร้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงไม่รับอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น โดยให้ยกคำร้องของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยทำนองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องให้แก่นางพวงเพชรจะไม่ชอบ ก็เป็นเพียงเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อจะรับอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่เท่านั้น และผลที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาได้อีก แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรทิพย์ ม่วงทอง
จำเลย — บริษัทวัฒนะบ้านและที่ดิน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายบุญชัย ภูรีเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — ไม่ปรากฏชื่อ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1851/2557
#562731
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุ เวลากลางคืน รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 จอดไว้ในห้องทำงาน สถานีบริการน้ำมันของผู้เสียหายที่ 2 และน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ เครื่องคิดเลข วิทยุ กับกล้องวงจรปิดของผู้เสียหายที่ 2 ถูกคนร้ายลักไป ต่อมาเวลาประมาณ 6 นาฬิกา มีผู้พบเห็นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ที่หน้ามัสยิดของหมู่บ้านโดยมีเสื้อคลุม น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ เครื่องคิดเลข และวิทยุที่วางไว้ในตะกร้าหน้ารถจึงแจ้งให้ ม. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทราบ ม. ไปดูรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว สักครู่หนึ่งจำเลยจะมาเอารถจักรยานยนต์ไป ม. ขอดูบัตรประจำตัวประชาชนและกุญแจรถ จำเลยไม่มี ม. บอกให้จำเลยไปเอากุญแจรถมาก่อน จำเลยจึงกลับไป พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยต้องรู้ดีว่ารถจักรยานยนต์และทรัพย์ที่ตะกร้าหน้ารถที่จำเลยจะไปเอานั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เมื่อจำเลยจะไปเอาทรัพย์ดังกล่าวอันเป็นการช่วยพาเอาไปเสียตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก แต่ไม่สามารถเอาไปได้เพราะ ม. เข้าขัดขวางโดยให้จำเลยไปเอากุญแจรถมาก่อน การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานรับของโจร แต่กระทำไปไม่ตลอด จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามรับของโจร แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษข้อหารับของโจร แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณารับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามรับของโจร ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้

จำเลยกระทำผิดฐานพยายามรับของโจรรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยน ปัตตานี 484 ของผู้เสียหายที่ 1 ฉะนั้น น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ เครื่องคิดเลข และวิทยุของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกคนร้ายลักไปกับกล้องวงจรปิดย่อมไม่ใช่ทรัพย์ที่ผู้เสียหายที่ 2 สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคากล้องวงจรปิดเป็นเงิน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนกล้องวงจรปิดหรือใช้ราคา 10,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันที่ 10 มีนาคม 2552 หลังจากนางปรางทอง ผู้เสียหายที่ 1 เจ้าหน้าที่การบัญชีและการเงินของสถานีบริการน้ำมันสหกรณ์การเกษตรโคกโพธิ์ จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลนาเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ปิดห้องทำงานโดยเก็บรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยน ปัตตานี 484 ของสามีที่ขับมาทำงานไว้ในห้องแล้ว ได้เข้านอนที่ห้องพักเวรห่างออกไปประมาณ 10 เมตร ต่อมาเวลาประมาณ 5 นาฬิกา เมื่อคนงานมาทำงานตอนเช้า พบว่าห้องทำงานถูกงัดรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 จอดไว้ และสินค้าบางอย่าง คือ น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ 2 กระป๋อง เครื่องคิดเลข 1 เครื่อง วิทยุ 1 เครื่อง หายไป กล้องวงจรปิดด้านหลังห้องทำงานก็ถูกถอดออกตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ จึงรีบแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์ให้มาตรวจสถานที่เกิดเหตุ วันเดียวกันเวลาประมาณ 6 นาฬิกา มีผู้พบเห็นรถจักรยานยนต์คันที่หายไปจอดอยู่ที่หน้ามัสยิดของหมู่บ้านห่างจากสถานีบริการน้ำมันประมาณ 1 กิโลเมตร โดยมีเสื้อคลุม น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ เครื่องคิดเลข และวิทยุไว้ที่ตะกร้าหน้ารถตามภาพถ่ายของกลางคดีอาญา ชาวบ้านใกล้เคียงเห็นเป็นพิรุธ ได้แจ้งให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านซึ่งอยู่ที่ร้านน้ำชาใกล้มัสยิดทราบ ครู่หนึ่งมีชายวัยรุ่นคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์จะมาเอารถจักรยานยนต์คันที่จอดอยู่ แต่เมื่อผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสอบถามหลักฐานและชายดังกล่าวไม่มีหลักฐานใดแสดงแล้วก็ขับรถจักรยานยนต์ออกจากมัสยิด เวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่สถานีบริการน้ำมันหน้าค่ายอิงคยุทธ จังหวัดปัตตานี จึงเรียกให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาดู ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเห็นแล้วยืนยันว่า จำเลยคือชายวัยรุ่นที่จะไปเอารถจักรยานยนต์คันที่จอดอยู่หน้ามัสยิด เจ้าพนักงานตำรวจจึงควบคุมจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และทรัพย์ของสหกรณ์การเกษตรโคกโพธิ์ จำกัด ผู้เสียหายที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายมะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นพยานเบิกความว่า ชายวัยรุ่นที่จะมาเอารถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่หน้ามัสยิดคือจำเลย เห็นว่า นายมะเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไม่รู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องได้รับโทษ คำเบิกความของนายมะจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ระยะเวลาที่สอบถามและพูดคุยกับจำเลย นายมะเบิกความตอบศาลว่าได้พูดคุยอยู่หลายนาที หลังจากจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากมัสยิดไปได้ไม่นาน นายมะก็ไปดูตัวจำเลยที่สถานีบริการน้ำมันหน้าค่ายอิงคยุทธ จึงไม่มีเหตุผลใดที่นายมะจะจำจำเลยไม่ได้ แม้ขณะนั้นจำเลยจะใส่เสื้อสีฟ้า แต่ก็มีเสื้อสีแดงซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับมา พิเคราะห์พฤติการณ์แล้ว ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยคือผู้ที่จะไปเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ที่จอดอยู่หน้ามัสยิดดังคำของนายมะจริง ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเพิ่งมาจากบ้านนายมะรีเป็งและกำลังจะไปบ้านมารดาที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ทำนองว่าไม่รู้เห็นกับการจะไปเอารถจักรยานยนต์ที่มัสยิดเลยนั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จากคำของนายมะได้ความว่า จำเลยจะไปเอารถจักรยานยนต์ที่หน้ามัสยิดโดยไม่มีกุญแจรถ พยานในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจึงบอกให้ไปเอากุญแจรถมาก่อน แสดงว่าจำเลยต้องรู้ดีว่ารถจักรยานยนต์และทรัพย์ที่ตะกร้าหน้ารถที่จำเลยจะไปเอานั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เมื่อจำเลยจะไปเอาทรัพย์ดังกล่าวอันเป็นการช่วยพาเอาไปเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก แต่ไม่สามารถเอาไปได้เพราะนายมะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเข้าขัดขวางโดยให้จำเลยไปเอากุญแจรถมาก่อน การกระทำของจำเลยถือได้ว่า เป็นการลงมือกระทำความผิดฐานรับของโจร แต่กระทำไปไม่ตลอด จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามรับของโจร แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษข้อหารับของโจร แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามรับของโจรศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนกล้องวงจรปิดที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคานั้น เห็นว่า เมื่อฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานพยายามรับของโจรรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยน ปัตตานี 484 ของผู้เสียหายที่ 1 น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ เครื่องคิดเลข และวิทยุของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกคนร้ายลักไปแล้ว กล้องวงจรปิดย่อมไม่ใช่ทรัพย์ที่ผู้เสียหายที่ 2 สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ป.อ. ม. 80 ม. 357 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายอาหามะสะบรี เปาะโฮะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางสาวจิราพร ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2557
#572037
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความผิดที่โจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้ร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 29,736 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจันจิรา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 29,320 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยนำลำไยสดบรรทุกในรถกระบะจำนวน 2 คัน มาขายให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้จ่ายเงินค่าลำไยเกินกว่าจำนวนที่ต้องจ่ายแก่จำเลยเป็นเงิน 29,736 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความเกี่ยวกับกิจการรับซื้อลำไยของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมประกอบอาชีพค้าขาย เปิดโรงงานรับซื้อลำไยเป็นลำไยสดหรือลำไยร่วง แล้วนำไปแปรรูปอบแห้งจำหน่ายโดยมีชื่อโรงงานหรือร้านว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล การรับซื้อลำไยจะรับซื้อจากเกษตรกรทั่วไป หลักเกณฑ์ในการรับซื้อต้องแยกเกรด โดยคนที่นำลำไยมาขายจะต้องแยกเกรดใส่ตะกร้ามาก่อน ในการชั่งน้ำหนักผู้ขายจะต้องชั่งน้ำหนักเองมาจากบ้าน หลังจากนั้นจึงมาชั่งน้ำหนักที่โรงงานอีกครั้ง และผู้ขายต้องทำบิลส่งมอบให้แก่พนักงานของร้าน นอกจากนั้นทางโรงงานยังมีเกณฑ์ในการรับซื้อลำไยสดว่า ในการส่งของห้ามขาด ห้ามเกิน ถ้าส่งของเกินถึงแม้ว่าลำไยจะเป็นเกรดขนาดใหญ่ ทางโรงงานก็คิดเป็นเกรดเล็กที่สุดซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่า ถ้าส่งของขาดทางโรงงานจะหักเบอร์หรือเกรดที่แพงที่สุดในรถยนต์คันที่ส่งของนั้นและปรับอีก 20 กิโลกรัมต่อบิลเป็นอย่างต่ำ จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในการรับซื้อลำไย โจทก์ร่วมจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของโรงงานห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล ดังนั้น เมื่อจำเลยนำลำไยสดมาขายให้แก่โรงงานของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมก็ได้นำหลักเกณฑ์การคิดน้ำหนักและการปรับของห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผลมาใช้ในการคิดราคาให้แก่จำเลย อีกทั้งเมื่อพิจารณาใบชั่งน้ำหนักลำไยของจำเลยที่นำมาขายปรากฏว่า ใบชั่งน้ำหนักดังกล่าวระบุว่าเป็นเอกสารของจันจิราพืชผล ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมรับซื้อลำไยจากจำเลยในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล มิได้รับซื้อไว้ในนามส่วนตัว นอกจากนี้นางสาวพรพิมลยังเบิกความว่า นางสาวพรพิมลทำงานที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผลมา 7 ปี โดยทำหน้าที่เสมียนบัญชีคิดเงินให้แก่ลูกค้า แสดงว่านางสาวพรพิมลเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล การที่โจทก์ร่วมรับซื้อลำไยจากจำเลยและการที่นางสาวพรพิมลทำการคิดบัญชีและจ่ายเงินค่าลำไยให้แก่จำเลย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมและนางสาวพรพิมลกระทำในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า นางสาวพรพิมลได้จ่ายเงินค่าลำไยให้แก่จำเลยเกินไปจากจำนวนที่ต้องจ่ายโดยสำคัญผิด ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมเป็นความเสียหายของห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล มิใช่โจทก์ร่วม และถึงแม้จะได้ความตามที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมได้ถอนเงินจากบัญชีส่วนตัวชำระให้แก่จำเลยไป ก็ถือเป็นการชำระค่าลำไยแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล ไปเท่านั้น ซึ่งโจทก์ร่วมก็ชอบที่จะเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล ในฐานะห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล เป็นคู่สัญญาการซื้อขายลำไยกับจำเลย เมื่อความผิดที่โจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นความผิดอันยอมความกันได้ ผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงโจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด จันจิราพืชผล ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้ร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (3) ม. 30 ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นางจันจิรา หมื่นใจ
จำเลย — นางปราณี กันทะสอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายสุรศักดิ์ สีตะวัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สุนทร ทรงฤกษ์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1831/2557
#559333
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 22 วรรคแรก เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกจำเลยว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งวันมีคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาโดยเปิดเผยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 และ 188 โดยคำพิพากษาไม่จำเป็นต้องถึงที่สุด เพราะเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยย่อมต้องถูกบังคับโทษตามคำพิพากษานั้น แม้ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะแก้โทษจำคุกก็ไม่มีผลต่อวันเริ่มโทษจำคุกแต่อย่างใด คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังแล้ว โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น การเริ่มนับโทษจำคุกจำเลยจึงต้องเริ่มนับเมื่อจำเลยได้รับโทษจำคุกในคดีอาญาอื่นครบถ้วนแล้ว แม้ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้โทษของจำเลยเหลือเพียง 36 ปี 8 เดือน แต่ก็ยังคงให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงไม่มีผลต่อวันเริ่มนับโทษจำคุกของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 190/2546 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4926/2545 และ 5201/2545 และจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 383/2546 ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์โดยหักวันที่จำเลยถูกคุมขัง 233 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วน แต่คงให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 36 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หลังจากนั้นศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศาลที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 โดยหักวันที่จำเลยถูกคุมขัง 233 วัน

วันที่ 5 มีนาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลจังหวัดนนทบุรีหักวันถูกคุมขังให้จำเลย 233 วัน ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องหักวันที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์และฎีกานับตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 รวม 1,181 วัน ให้จำเลยด้วย รวมเป็นวันที่จำเลยถูกคุมขัง 1,414 วัน ขอให้ศาลชั้นต้นหักวันถูกคุมขังในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย 1,414 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดได้หักวันถูกคุมขังให้ถูกต้องแล้ว ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ศาลจังหวัดนนทบุรีหักวันคุมขังให้จำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 บัญญัติว่า โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษานั้น ย่อมหมายถึงโทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเพราะเป็นคำพิพากษาที่ยุติไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลย 36 ปี 8 เดือน โดยศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังวันที่ 22 มิถุนายน 2549 โทษจำคุกจึงต้องเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อจำเลยถูกคุมขังมา 1,414 วัน จึงต้องหักวันคุมขังดังกล่าวให้จำเลยด้วยนั้น เห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า "โทษจำคุก ให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกจำเลยว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งวันมีคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาโดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 และ 188 โดยคำพิพากษาไม่จำเป็นต้องถึงที่สุด เพราะเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยย่อมต้องถูกบังคับโทษตามคำพิพากษานั้น แม้ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะพิพากษาแก้โทษจำคุกก็ไม่มีผลต่อวันเริ่มนับโทษจำคุกแต่อย่างใด คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตและนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 190/2556 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4926/2545 และ 5201/2545 และจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 383/2546 ของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น ดังนั้น การเริ่มนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้จึงต้องเริ่มนับโทษจำคุกเมื่อจำเลยได้รับโทษจำคุกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 190/2546, 4926/2545, 5201/2545 และ 383/2546 ของศาลชั้นต้น ครบถ้วนแล้ว แม้ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้โทษจำคุกของจำเลยเหลือเพียง 36 ปี 8 เดือน แต่ก็ยังคงให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงไม่มีผลต่อวันเริ่มนับโทษจำคุกของจำเลย ที่ศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยหักวันคุมขังให้จำเลย 233 วัน ซึ่งเป็นวันที่คุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายชูชัยหรือแสน เอี๊ยบกงไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายรุ่งสง่า นวลนุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2557
#559351
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะกลับมาฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ แผ่นบันทึกข้อมูลโทรศัพท์ กระเป๋าผ้า สมุดบัญชีของกลาง และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 260/2547 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และก่อนสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิม และขอให้การใหม่เป็นการรับสารภาพเฉพาะข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 198 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่งด้วย ลงโทษจำคุก 11 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 4 แล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกและปรับของจำเลยที่ 4 ในกระทงอื่นมาเรียงกระทงลงโทษได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 4 สถานเดียว คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นไปโดยสมัครใจ และจำเลยที่ 4 รับสารภาพเพราะจำนนต่อพยาน หลักฐาน ไม่มีเหตุปรานีที่จะลดโทษให้ ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ แผ่นบันทึกข้อมูลโทรศัพท์ กระเป๋าผ้า และสมุดบัญชีของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 260/2547 ของศาลอาญาธนบุรีนั้น เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 2 แล้วจึงไม่อาจนับโทษจำคุกต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 249,600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 4 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 198 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท เมื่อจำคุกจำเลยที่ 4 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุก 5 ปี 6 เดือน มารวมได้ คงจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 260/2547 ของศาลอาญาธนบุรี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 249,600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เฉพาะจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะกลับมาฎีกาว่ามิได้กระทำผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาสรุปได้ความว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ จึงควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ในปัญหานี้โจทก์มีพันตำรวจโทอิทธิพล และร้อยตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมเบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษลำเลียงเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ จึงร่วมกันวางแผนจับกุม ซึ่งได้เห็นนางทิพาพรรณหรือคิ้ม ผู้ติดต่อระหว่างผู้ส่ง ผู้ลำเลียงและผู้รับเมทแอมเฟตามีนนำไปเก็บและรอส่งมอบให้ลูกค้าที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ สาขารัตนาธิเบศร์ มาพบจำเลยที่ 1 แล้วไปพบกับจำเลยที่ 4 นางทิพาพรรณแยกไปขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ง - 5929 นนทบุรี แวะรับจำเลยที่ 1 ที่ยืนรอหน้าห้างดังกล่าวไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นนางทิพาพรรณจอดรถไว้และขึ้นรถรับจ้างสาธารณะออกไป ต่อมาจำเลยที่ 3 ขับรถคันหมายเลขทะเบียน ศห 4560 กรุงเทพมหานคร ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้โดยสารไปรับจำเลยที่ 1 พากันไปพบกับนางทิพาพรรณ โดยจำเลยที่ 4 แวะมาขับรถที่นางทิพาพรรณจอดทิ้งไว้ออกไป ส่วนจำเลยที่ 1 กับนางทิพาพรรณแวะกลับมาที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ สาขารัตนาธิเบศร์ แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถคันหมายเลขทะเบียน บพ 6545 ระยอง ออกไป โดยมีจำเลยที่ 3 ขับรถคันหมายเลขทะเบียน ศห 4560 กรุงเทพมหานคร ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้โดยสารแล่นตามออกไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขับรถสลับกันนำหน้าและตามหลัง จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ลงจากรถคันที่จำเลยที่ 3 ขับมาขึ้นรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมกันติดตามเหตุการณ์มาโดยตลอดจึงเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 249,600 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้าสีดำภายในรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ เมื่อแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 รับว่านางทิพาพรรณสั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปจอดไว้แล้วนำกุญแจรถไปให้นางทิพาพรรณไม่ทราบว่าผู้ใดนำเมทแอมเฟตามีนมาไว้ในรถ จำเลยที่ 2 รับว่าให้จำเลยที่ 3 ขับรถมารับแล้วขับไปรับจำเลยที่ 1 พามาที่ห้องพักของจำเลยที่ 4 ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 3 รับว่านางทิพาพรรณสั่งให้จำเลยที่ 3 ขับรถมารับจำเลยที่ 2 แล้วขับไปรับจำเลยที่ 1 จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์นัดจำเลยที่ 4 ให้ขับรถมารับจำเลยที่ 2 และเมทแอมเฟตามีน เมื่อจำเลยที่ 4 มาตามนัดจึงถูกจับกุม จำเลยที่ 4 รับว่านางทิพาพรรณสั่งให้จำเลยที่ 4 ขับรถมาให้นางทิพาพรรณลำเลียงยาเสพติดให้โทษแล้วนำไปเก็บที่ห้องพัก จากนั้นได้ไปตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 4 พบเมทแอมเฟตามีน 198 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถังขยะแล้วได้ร่วมกันเพื่อตรวจค้นจับกุมนางทิพาพรรณปรากฏว่าหลบหนีไปแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุกันกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความหรือจัดทำพยานหลักฐานอื่นใดเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำให้ร้ายแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดีและพฤติกรรมของจำเลยทั้งสี่ ก็ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การวางแผนติดตามดูการกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับนางทิพาพรรณมาโดยตลอด จนกระทั่งจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง นอกจากนี้โจทก์ยังมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยทั้งสี่ที่ใช้ติดต่อกันในขณะเกิดเหตุ ทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้เขียนคำรับสารภาพเกี่ยวกับรายละเอียดแห่งคดีตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นพยานเอกสารประกอบอีกด้วย ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 249,600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยกระทำการในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ ซึ่งในปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาวินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานที่เป็นสายลับมาเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางอย่างไร เจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่สามารถจับกุมนางทิพาพรรณเพื่อให้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงได้ ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ก็เป็นคำซัดทอดของผู้ถูกจับกุมทั้งสิ้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นมาอ้างในฎีกานั้นเป็นแต่เพียงรายละเอียดของพฤติการณ์แห่งคดี หาใช่ข้อสาระสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้กระทำผิด กรณีจึงไม่มีความสงสัยตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังที่อ้างมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยแล้วลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โดยให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมุกดา สุวรรณวิจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวอารีรัตน์ กิตติวินิชนันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2557
#571991
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้นมีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 11 (7) แห่ง พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 เพียงมาตราเดียว อีกทั้งตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความก็ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้เป็นทำนองว่าเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฎีกาแล้วจะกลับมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นสั่งฎีกาไม่ได้ ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาต่อไปว่า พนักงานอัยการจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่สั่งไม่ฎีกาเป็นสั่งให้ฎีกานั้น จะต้องปรากฏพยานหลักฐานใหม่เพียงพอเห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิด โดยอาศัยเทียบเคียงกับ ป.วิ.อ. มาตรา 147 นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 147 แห่ง ป.วิ.อ. เป็นเรื่องผลของการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ซึ่งห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้มีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ซึ่งเป็นหลักการของกฎหมายในชั้นสอบสวน เป็นคนละเรื่องคนละขั้นตอนกับคดีละเมิดอำนาจศาลอันเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง โดยที่มิได้มีผู้ใดเป็นโจทก์ฟ้องคดี ดังนั้น ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาปล่อยผู้นั้น พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) จึงมอบให้พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่พิจารณาว่าจะสมควรฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 147 มาเทียบเคียงกับอำนาจฎีกาของพนักงานอัยการตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) กรณีการสั่งไม่ฎีกาแล้วจะกลับมีคำสั่งให้ฎีกา ในฐานะที่เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้กล่าวหากล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.937/2549 ของศาลชั้นต้นว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 77, 239, 280 และ 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุกผู้ถูกกล่าวหา 3 ปี ผู้ถูกกล่าวหาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่บริเวณหน้าอาคารศาลชั้นต้นกรณีถูกลงโทษจำคุกดังกล่าว โดยพาดพิงถึงการตัดสินคดี ซึ่งน่าจะทำให้เกิดความเสียหาย และเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของสถาบันศาลยุติธรรม เหตุเกิดที่ศาลชั้นต้น แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยถ้อยคำว่า "...แล้วก็หวังว่าเราจะได้ความยุติธรรมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาต่อไป แต่คราวนี้แสดงถึงว่าอิทธิพลของคุณทักษิณ...ยังครอบคลุมอยู่ทั้งประเทศไทย" และ "...การตัดสินวันนี้...ก็แสดงถึงอิทธิพลเขายังล้นฟ้ามาก..." อันแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสินคดีของศาล โดยถูกครอบงำจากอิทธิพลของพันตำรวจโททักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจอิสระในการตัดสินคดี อันเป็นการดูหมิ่นศาล ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ให้จำคุก 1 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

พนักงานอัยการฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามคำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาก่อนว่า การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามถ้อยคำสำนวนได้ความว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้ถูกกล่าวหาฟังว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในวันที่ 29 กันยายน 2553 แล้ว ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2553 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นได้มีหนังสือที่ ศย. 300.002/ (ปน.) 695 ถึงอัยการสูงสุด แจ้งว่า ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลได้โดยลำพัง และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานอัยการที่จะยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) จึงขอส่งเอกสารเกี่ยวกับคดีมาเพื่อพิจารณายื่นฎีกาต่อไป ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2553 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาฎีกาได้ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ครั้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 มีหนังสือที่ อส 0022.1/676 แจ้งต่อผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นว่า คดีไม่มีพยานหลักฐานที่จะโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ พนักงานอัยการจึงไม่ฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ศาลชั้นต้นได้มีหนังสือที่ ศย 300.002/ (ลข) 15717 ถึงอัยการสูงสุดขอให้ทบทวนความเห็นสั่งไม่ฎีกาโดยแจ้งว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย มิได้เป็นการมีคำสั่งด้วยวิธีการดังที่ศาลอุทธรณ์อ้างเป็นเหตุผลในการตัดสินว่า "ที่ศาลชั้นต้นตัดต่อถ้อยคำสัมภาษณ์ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งอยู่ในคนละช่วงคนละตอนนำมาเชื่อมโยงให้ดูประหนึ่งว่าเป็นการให้ถ้อยคำสัมภาษณ์หรือตอนเดียวกัน และในประโยคเดียวกัน แล้วใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไปในทางที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าว" แต่อย่างใด จึงเป็นกรณีจำเป็นต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานการมีคำสั่งหรือคำพิพากษาฐานละเมิดอำนาจศาลต่อไป ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2553 และในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 อัยการสูงสุดได้ออกคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 716/2553 มอบหมายให้นายสุรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 1 สำนักงานคดีอาญา มีอำนาจดำเนินคดีอาญาเฉพาะเรื่องให้แก่เลขานุการศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2553 พนักงานอัยการโดยนายสุรัตน์ผู้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีเฉพาะเรื่องจึงยื่นฎีกาคดีนี้ ดังนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการว่า "ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้" และมาตรา 12 บัญญัติให้อัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาล อัยการพิเศษประจำเขตมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาลภายในเขต ส่วนพนักงานอัยการอื่นมีอำนาจดำเนินคดีได้เฉพาะศาลแห่งท้องที่ที่พนักงานอัยการผู้นั้นรับราชการประจำ เว้นแต่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งให้พนักงานอัยการคนใดซึ่งรับราชการประจำในท้องที่หนึ่งให้ไปดำเนินคดีใดเฉพาะเรื่อง มาตรา 12 (1) ก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้พนักงานอัยการคนนั้น มีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะเรื่องนั้นได้ ดังนั้น แม้คดีนี้นายชัยณรงค์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ ปฏิบัติราชการแทนอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 จะมีหนังสือที่ อส. 0022.1/676 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 แจ้งต่อผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นว่า คดีไม่มีหลักฐานที่จะโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ พนักงานอัยการสั่งไม่ฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แล้ว ก็ตาม แต่เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้เป็นครั้งที่ 2 อัยการสูงสุดใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 12 ออกคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 716/2553 มอบหมายให้นายสุรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 1 สำนักงานคดีอาญามีอำนาจดำเนินคดีอาญาเฉพาะเรื่องคดีนี้ให้แก่เลขานุการศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และนายสุรัตน์ผู้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้มีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะเรื่องก็ได้ยื่นฎีกาคดีนี้ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้ ดังนั้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการในคดีนี้จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ผู้ถูกกล่าวหาแก้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แล้ว คดีก็ควรที่จะต้องเป็นยุติไม่สามารถยื่นฎีกาต่อไปได้เพราะเป็นการพิจารณาสั่งคดีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หากพนักงานอัยการจะมีความเห็นและคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่สั่งไม่ฎีกาเป็นสั่งให้ฎีกานั้น จะต้องปรากฏพยานหลักฐานใหม่ที่เพียงพอเห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดอันเทียบเคียงได้กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 นั้น เห็นว่า อำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพังและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้นมีบัญญัติไว้ในมาตรา 11 (7) แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 เพียงมาตราเดียว อีกทั้งตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความก็ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นทำนองว่าเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฎีกาแล้วจะกลับมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นสั่งให้ฎีกาไม่ได้ ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาต่อไปว่า พนักงานอัยการจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่สั่งไม่ฎีกาเป็นสั่งให้ฎีกานั้น จะต้องปรากฏพยานหลักฐานใหม่ที่เพียงพอเห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวได้กระทำผิด โดยอาศัยเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 นั้น เห็นว่า มาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นเรื่องผลของการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ซึ่งห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้มีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ซึ่งเป็นหลักการของกฎหมายในชั้นสอบสวน เป็นคนละเรื่องคนละขั้นตอนกับคดีละเมิดอำนาจศาลอันเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง โดยที่มิได้มีผู้ใดเป็นโจทก์ฟ้องคดี ดังนั้น ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) จึงมอบให้พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่พิจารณาว่าจะสมควรฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 มาเทียบเคียงกับอำนาจฎีกาของพนักงานอัยการตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) กรณีการสั่งไม่ฎีกาแล้วจะกลับมีคำสั่งให้ฎีกาในฐานะที่เป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ได้ สำหรับข้อโต้แย้งในคำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ว่า พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ได้ถูกยกเลิกแล้ว โดยพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 3 โดยให้ใช้พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 แทน ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 และมาตรา 14 ไม่ได้ให้อำนาจและหน้าที่แก่พนักงานอัยการในการดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ยื่นฎีกาแทนผู้กล่าวหาได้ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 โดยมีบทเฉพาะกาลในมาตรา 30 บัญญัติให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการและการอันใดที่ใช้บังคับกับพนักงานอัยการที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงให้ใช้บังคับต่อไป เมื่อปรากฏว่าคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 716/2553 ที่มอบหมายให้นายสุรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 1 สำนักงานคดีอาญา มีอำนาจดำเนินคดีอาญาเฉพาะเรื่องให้แก่เลขานุการศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด มีข้อความระบุในคำสั่งชัดแจ้งว่า สั่ง ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2553 และนายสุรัตน์ ผู้รับมอบจากอัยการสูงสุดให้มีอำนาจดำเนินคดีนี้เฉพาะเรื่องได้ยื่นฎีกาคดีนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2553 ซึ่งแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า ล้วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มีผลใช้บังคับทั้งสิ้น ดังนั้น คำสั่งของอัยการสูงสุดที่ 716/2553 ที่มอบหมายให้นายสุรัตน์ มีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะเรื่อง ก็ดี การยื่นฎีกาคดีนี้ของนายสุรัตน์ ผู้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีนี้เฉพาะเรื่องให้แก่เลขานุการศาลชั้นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ก็ดี จึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น แม้ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 จะไม่ได้บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่พนักงานอัยการในการดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาลแล้วก็ตาม ก็หามีผลทำให้การยื่นฎีกาคดีนี้ของพนักงานอัยการ ซึ่งดำเนินการตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) สิ้นผลใช้บังคับไปไม่ คำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาในประเด็นข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ประเด็นตามฎีกาของพนักงานอัยการประการสุดท้ายมีว่า สมควรลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหา 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษตามคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงในลักษณะหมิ่นประมาทใส่ความว่า ศาลชั้นต้นตัดสินชี้ขาดคดีภายใต้อิทธิพลการครอบงำของผู้อื่น จะเป็นเรื่องร้ายแรง มีผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของศาลชั้นต้น อันเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอย่างร้ายแรง สมควรลงโทษผู้ถูกกล่าวหาอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้ผู้อื่นประพฤติเยี่ยงผู้ถูกกล่าวหาอีกก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาว่า ธุรกิจปูนซีเมนต์และปิโตรเคมีของผู้ถูกกล่าวหามีมูลค่าประมาณ 100,000 ถึง 200,000 ล้านบาท แสดงว่าเป็นการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต้องมีพนักงานลูกจ้างปฏิบัติงานอยู่เป็นจำนวนมาก หากผู้ถูกกล่าวหาต้องรับโทษถึงจำคุก อาจส่งผลกระทบต่อกิจการของผู้ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง และหากมีผลถึงขนาดทำให้ธุรกิจไม่อาจดำเนินการต่อไปได้จนต้องถูกปิดกิจการ นอกจากจะทำให้ลูกจ้างพนักงานในบริษัทของผู้ถูกกล่าวหาต้องพลอยเดือดร้อนทุกข์ยากไปด้วยแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังบริษัทอื่น ๆ ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องได้ และย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของบ้านเมืองโดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การลงโทษปรับจำเลยในอัตราขั้นสูงอีกสถานหนึ่ง และรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้จะเป็นผลดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาและสังคมส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของพนักงานอัยการในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คำแก้ฎีกา ของผู้ถูกกล่าวหาในประเด็นนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ให้ลงโทษตามมาตรา 33 (ข) ประกอบวรรคท้าย จำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 147
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (7) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — เลขานุการศาลอาญา
ผู้ถูกกล่าวหา — นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวนัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2557
#562642
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) (2) คือ การทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ และองค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) คือ การขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และองค์ประกอบทั้งสองมาตราในส่วนของงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น ต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง โดยได้มาตามเงื่อนไขของกฎหมายและต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้วย เพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานลิขสิทธิ์จะตกเป็นงานที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้โดยไม่เป็นความผิด ดังนี้ องค์ประกอบความผิดที่ว่า งานอันมีลิขสิทธิ์ต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายนั้นจึงเป็นสาระสำคัญ การที่จะรู้ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ใดยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หากผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดาก็จะมีอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตลอดอายุผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี หากผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคลก็จะมีอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้ามีการโฆษณางานในระยะเวลาดังกล่าว อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานดังกล่าวเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานหรือไม่ หากมีการโฆษณางาน โจทก์ได้มีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด จึงไม่มีข้อเท็จจริงในส่วนที่แสดงให้เห็นว่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือไม่ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และสั่งจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ส่วนการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใดเป็นเพียงเรื่องการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดยโจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายไทย จึงไม่จำต้องโฆษณางานครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยก็ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้ในกรณีนิติบุคคลเป็นผู้สร้างสรรค์ หากไม่มีการโฆษณางานให้นับอายุความคุ้มครองนับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นโดยมิได้นับแต่ได้มีการโฆษณางานครั้งแรกนั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) (2) คือการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ และองค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) คือ การขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และองค์ประกอบทั้งสองมาตราในส่วนของงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น ต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง โดยได้มาตามเงื่อนไขของกฎหมายและต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้วย เพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานลิขสิทธิ์จะตกเป็นงานที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้โดยไม่เป็นความผิดดังนี้ องค์ประกอบความผิดที่ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายนั้นจึงเป็นสาระสำคัญ การที่จะรู้ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ใดยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หากผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดาก็จะมีอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตลอดอายุผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี หากผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคลก็จะมีอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้ามีการโฆษณางานในระยะเวลาดังกล่าว อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานดังกล่าวเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานหรือไม่ หากมีการโฆษณางานโจทก์ได้มีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด จึงไม่มีข้อเท็จจริงในส่วนที่แสดงให้เห็นว่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) (2) และ 31 (1) ไม่ครบถ้วน ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 19 ม. 27 (1) ม. 27 (2) ม. 31 (1) ม. 69 วรรคสอง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮโดรซิสเท็มซัพพลาย
จำเลย — บริษัทกรภัทรซิสเท็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา