คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688 -ที่ 1689/2557
#561069
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โดยทำซ้ำงานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์กับขายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) (2) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบของความผิดในส่วนของการกระทำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์งานที่กฎหมายรับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทั้งต้องบรรยายให้ปรากฏด้วยว่างานนั้นได้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อใดและหรือมีการโฆษณางานนั้นครั้งแรกเมื่อใด เพื่อแสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุงานดังกล่าวยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 19 แต่ในส่วนนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ข้อมูลแผนที่ดิจิทัลโดยได้รับโอนมาจากบริษัท จ. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 และข้อมูลแผนที่ดิจิทัลเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม โดยไม่ได้บรรยายฟ้องหรือได้ความจากเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องว่า บริษัท จ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้สร้างสรรค์และโอนสิทธิ์ให้โจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นเมื่อใดและหรือได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรกเมื่อใด จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นดังกล่าว อันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ

การขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องปรากฏว่าฟ้องเดิมเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมายมาแต่แรก โจทก์จึงจะขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องได้ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบของความผิดอันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์จึงไม่อาจขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 27, 31, 69, 70, 74, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 ให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ริบหรือทำลาย หรือระงับการเผยแพร่ข้อมูลแผนที่ดิจิทัล โอวี แม็ป หรือโนเกีย แม็ป และสั่งให้ข้อมูลแผนที่ดิจิทัล โอวี แม็ป หรือโนเกีย แม็ป ตกเป็นของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งแปดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (ที่ถูก มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) (2) ไม่ครบถ้วน ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องตรวจคำฟ้อง ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงจะสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 และเมื่อตรวจฟ้องว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ในคดีราษฎรเป็นโจทก์เช่นคดีนี้ ให้ศาลทำการไต่สวนมูลฟ้องตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (1) ต่อไปและตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติว่า ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โดยทำซ้ำงานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์กับขายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) (2) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบของความผิดในส่วนของการกระทำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์งานที่กฎหมายรับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทั้งต้องบรรยายให้ปรากฏด้วยว่างานนั้นได้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อใดและหรือมีการโฆษณางานนั้นครั้งแรกเมื่อใดเพื่อแสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุงานดังกล่าวยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย แต่ในส่วนนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ข้อมูลแผนที่ดิจิทัล ซีดีจี แม็ป โดยได้รับโอนมาจากบริษัทจีไอเอสดาต้า จำกัด เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 และ 5 และข้อมูลแผนที่ดิจิทัล ซีดีจี แม็ป เป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม โดยไม่ได้บรรยายฟ้องหรือได้ความจากเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องว่า บริษัทจีไอเอสดาต้า จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้สร้างสรรค์และโอนลิขสิทธิ์ในงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นเมื่อใดและหรือได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรกเมื่อใด เพื่อแสดงให้เห็นว่างานนั้นยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 19 วรรคสี่ ดังนั้น การบรรยายฟ้องว่าผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวได้สร้างสรรค์งานนั้นเมื่อใดและหรือได้มีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใดจึงเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยทำซ้ำงานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์กับขายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) (2) เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏถึงวันเวลาที่นิติบุคคลผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานแผนที่ดิจิทัล ซีดีจี แม็ป ซึ่งงานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์หรือวันเวลาที่ได้โฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกไว้อย่างชัดแจ้ง จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นดังกล่าวอันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจฟ้องแล้วชอบที่จะพิพากษายกฟ้องได้โดยไม่จำต้องพิจารณาทางนำสืบของโจทก์ก่อนดังที่โจทก์อุทธรณ์

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น เห็นว่า การขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องปรากฏว่าฟ้องเดิมเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมายมาแต่แรก โจทก์จึงจะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบของความผิดอันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์จึงไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 163 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 19 ม. 27 (1) ม. 27 (2) ม. 31 (1) ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โกลบเทค จำกัด
บริษัท โนเกีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ
จำเลย — บริษัท โนเกีย โอวายเจ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2557
#571930
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบันทึกการรับสภาพหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กระทำขึ้นภายหลังที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ แม้จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์อยู่จริง แต่เมื่อการกู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หนี้นั้นก็ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 60,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 120,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 12 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 80,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 เดือน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 หรือไม่ ทางพิจารณาได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ โดยมีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ยืมเงิน 3 ส่วน ส่วนแรกเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 จำนวน 200,000 บาทเศษ เพื่อจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันไว้กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ส่วนที่ 2 จำนวน 2,699,000 บาทเศษ เพื่อชำระหนี้ธนาคารดังกล่าว และส่วนที่ 3 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขารัชดาภิเษก พระราม 4 และสาขาสุขุมวิท 33 ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปี 2551 รวม 46 ครั้ง เป็นเงิน 24,200,000 บาทเศษ ซึ่งการกู้ยืมเงินดังกล่าวข้างต้นไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนเงินคืนให้แก่โจทก์ 25 ครั้ง เป็นเงิน17,800,000 บาทเศษ คงค้างชำระ 6,400,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 ต่อรองขอชำระเพียง 6,100,000 บาท โดยจะจ่ายเป็นเช็ค 2 งวด พร้อมนัดทำสัญญากันในเดือนพฤศจิกายน 2551 ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ รวมเป็นเงิน 6,100,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้ว ส่งมอบแก่โจทก์ หลังจากที่โจทก์รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับแล้วโจทก์ได้จัดทำบันทึกการรับสภาพหนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ตรวจดูแล้วจึงได้ลงลายมือและประทับตราของจำเลยที่ 1 ลงในบันทึกดังกล่าวตามบันทึกการรับสภาพหนี้ ภายหลังเมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์จึงนำเข้าเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามเช็คและใบคืนเช็ค เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น..." จะเห็นได้ว่า การกระทำใดจะมีมูลความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณาได้ความว่า เป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่ก่อนและหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมาย เช่น การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และได้มีการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป โดยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว และได้ทำบันทึกการรับสภาพหนี้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมดังกล่าวจากโจทก์ ซึ่งโจทก์มีเฉพาะบันทึกการรับสภาพหนี้ดังกล่าวฉบับเดียวที่อ้างเป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไป ซึ่งเห็นได้ว่าบันทึกการรับสภาพหนี้ ได้กระทำขึ้นภายหลังที่ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับแล้วแม้จะได้กระทำในวันเดียวกันก็ตามก็ถือได้ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนออกเช็คและส่งมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์นั้น แม้จะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์อยู่จริงตามทางนำสืบของโจทก์ แต่หนี้นั้นก็ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย ใจเพชรน้ำทิพย์
จำเลย — บริษัทดี.เอ.ไอ ฟิล์ม.จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายณภัทร โลตุฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1676/2557
#571570
เปิดฉบับเต็ม

การโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดอันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 นั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 49394 ซึ่งผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนเองนั้น ก็เป็นเพียงการรับโอนทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายจะสละมรดกในที่ดินโฉนดดังกล่าว แต่สิทธิของเจ้าหนี้ในการว่ากล่าวเอาแก่ทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทยังคงมีอยู่ตามเดิม มิได้ถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 137, 267, 349, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 2 กระทำความผิด 2 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 12 เดือน และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบด้วยมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 10 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 16 เดือน

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 49394 ตำบลไร่หลักทอง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งผู้ตายเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ สูญหายไปเพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความที่แจ้งลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย จากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำสำเนาเอกสารดังกล่าวไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาอำเภอพนัสนิคม ตามคำขอใบแทนโฉนดที่ดิน โดยมีจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินรับรองว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นความจริงตามบันทึกถ้อยคำ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นของตนเองในฐานะทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายสละสิทธิในการรับมรดกในที่ดินโฉนดดังกล่าว ซึ่งการกระทำดังกล่าวข้างต้นได้กระทำภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมที่ผู้ตายทำไว้กับโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 535/2543 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าวตามศาลล่างทั้งสอง เพราะเหตุขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่แนบท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งหก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เห็นว่า การโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดอันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 นั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 49394 ซึ่งผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนเองนั้น ก็เป็นเพียงการรับโอนทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายจะสละมรดกในที่ดินโฉนดดังกล่าว แต่สิทธิของเจ้าหนี้ในการว่ากล่าวเอาแก่ทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทยังคงมีอยู่ตามเดิม มิได้ถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวี หลักทอง
จำเลย — นางลักษณา หลักทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายธนิต สุธีรพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1666/2557
#559090
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยทั้งสองออกคำสั่งที่ 94/2550 สั่งให้โจทก์รับลูกจ้างในส่วนที่โจทก์ปิดงานกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้ตามอัตราที่เคยจ่าย จำเลยทั้งสองให้โอกาสโจทก์และสหภาพแรงงานอัลมอนด์ดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาโดยตลอดจนถึงขั้นตอนที่โจทก์ใช้สิทธิปิดงานสำหรับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานประมาณ 150 คน และหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังคงควบคุมดูแลข้อพิพาทแรงงานอย่างใกล้ชิดตลอดมาโดยให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้าไกล่เกลี่ยอีกหลายครั้ง แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ และมีทีท่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายลูกจ้างจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดงานพากันไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล สถานทูตสหรัฐอเมริกา และไปพบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่กองทัพบก ปรากฏว่าแต่ละหน่วยงานไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทแรงงานนี้ได้ ทั้งพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไปอีกเหตุการณ์อันเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานอาจเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้กิจการของโจทก์เป็นการผลิตและส่งออกสินค้าประเภทเครื่องประดับ และโจทก์ปิดงานโดยถูกขั้นตอนตามกฎหมายก็ตาม ก็ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 35 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้นายจ้างซึ่งปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมโดยจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายเพื่อรอการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ คำสั่งที่ 94/2550 ของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุเพิกถอน

มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติให้นำมาใช้แก่ข้อพิพาทแรงงานที่อยู่ในขั้นตอนที่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ แต่ขณะที่จำเลยทั้งสองออกคำสั่งที่ 94/2550 ข้อพิพาทแรงงานรายนี้ได้ล่วงเลยขั้นตอนข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้จนถึงขั้นตอนการปิดงานแล้ว จึงนำมาตรา 24 มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 94/2550 ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ 94/2550 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเหตุเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองอ้างว่าได้ออกคำสั่งดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 35 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าการปิดงานหรือการนัดหยุดงานอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้รัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) สั่งให้นายจ้างซึ่งปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น... (4) สั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดำเนินการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ที่มาของการออกคำสั่งข้างต้นของจำเลยทั้งสอง ปรากฏตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเครื่องประดับเพื่อส่งออก ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์มีลูกจ้างประมาณ 580 คน ในสถานประกอบการของโจทก์ลูกจ้างได้ก่อตั้งสหภาพแรงงานอัลมอนด์มีสมาชิกประมาณ 220 คน เดิมโจทก์และสหภาพแรงงาน มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 สหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ วันเดียวกันโจทก์ก็ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อสหภาพแรงงาน ตัวแทนทั้งสองฝ่ายเจรจากันเอง 6 ครั้ง ไม่สามารถตกลงกันได้ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายแจ้งข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไกล่เกลี่ย 3 ครั้ง ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์มีหนังสือแจ้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้สิทธิปิดงานเฉพาะสมาชิกสหภาพแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2550 หลังจากโจทก์ปิดงานแล้ว พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานยังนัดไกล่เกลี่ยอีก ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ ลูกจ้างที่ถูกปิดงานประมาณ 150 คน ไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือ หลังจากนั้นพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานนัดไกล่เกลี่ยอีก 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ สมาชิกสหภาพแรงงานที่ถูกปิดงานประมาณ 150 คน รวมตัวกันไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทำการไกล่เกลี่ยอีก 2 ครั้ง ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ สมาชิกสหภาพแรงงานประมาณ 80 คน ชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและเดินทางไปยื่นหนังสือที่กองบัญชาการทหารบก เพื่อขอความช่วยเหลือต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ จำเลยที่ 2 นัดเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งสุดท้าย ฝ่ายโจทก์ไม่มาตามนัด จำเลยที่ 2 จึงใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 35 ออกคำสั่งให้โจทก์ยุติการปิดงาน โดยรับลูกจ้างที่ถูกปิดงานกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างในอัตราที่เคยจ่ายและให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดำเนินการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานโดยเร็วตามคำสั่งที่ 94/2550 หลังจากจำเลยที่ 2 ออกคำสั่งแล้ว โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 แต่ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว จึงได้ใช้สิทธิฟ้องร้องคดีนี้ก่อนคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานระหว่างโจทก์กับสหภาพแรงงาน ตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 1/2550 จะเห็นได้ว่า ก่อนที่จำเลยทั้งสองออกคำสั่งที่ 94/2550 สั่งให้โจทก์รับลูกจ้างในส่วนที่โจทก์ปิดงานกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้ตามอัตราที่เคยจ่าย จำเลยทั้งสองให้โอกาสโจทก์และสหภาพแรงงานอัลมอนด์ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาโดยตลอดจนถึงขั้นตอนที่โจทก์ใช้สิทธิปิดงาน สำหรับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงงานประมาณ 150 คน และหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังคงควบคุมดูแลข้อพิพาทแรงงานรายนี้อย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้าไกล่เกลี่ยอีกหลายครั้ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามหลักการให้เกิดแรงงานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโจทก์กับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และมีทีท่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายลูกจ้างจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดงานของโจทก์พากันไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล สถานทูตสหรัฐอเมริกา และไปพบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่กองทัพบก ปรากฏว่าแต่ละหน่วยงานไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทแรงงานนี้ได้ ทั้งพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไปอีกเหตุการณ์อันเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานอาจเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้กิจการของโจทก์เป็นการผลิตและส่งออกสินค้าประเภทเครื่องประดับ และโจทก์ปิดงานโดยถูกขั้นตอนตามกฎหมายก็ตาม ก็ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 35 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้นายจ้างซึ่งปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมโดยจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่าย เพื่อรอการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ คำสั่งที่ 94/2550 ของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุเพิกถอน ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยทั้งสองออกคำสั่งดังกล่าวโดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 35 เป็นการข้ามขั้นตอน เพราะที่ถูกต้องใช้อำนาจตามมาตรา 24 ก่อนนั้น เห็นว่า มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติให้นำมาใช้แก่ข้อพิพาทแรงงาน ที่อยู่ในขั้นตอนที่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ แต่ขณะที่จำเลยทั้งสองออกคำสั่งที่ 94/2550 ข้อพิพาทแรงงานรายนี้ได้ล่วงเลยขั้นตอนข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ จนถึงขั้นตอนการปิดงานแล้ว จึงนำมาตรา 24 มาใช้บังคับไม่ได้ อุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ที่จะแสดงว่าโจทก์ปิดงานถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่ได้นำเรื่องที่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ก่อความวุ่นวาย ขัดขวางการดำเนินกิจการของโจทก์ ก่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายมาพิจารณาประกอบ แต่กลับรับฟังพยานหลักฐานของลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และพนักงานประนอมข้อพิพาทนำเสนอเพียงฝ่ายเดียวว่า การปิดงานของโจทก์ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง แต่เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 24 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอัลมอนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — กระทรวงแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1659/2557
#579707
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขอบเขตการทำงานของโจทก์กับ อ. จะมีหน้าที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ตามขอบเขตการทำงานของโจทก์ในข้อ 1 ระบุให้โจทก์ต้องดูแลงานส่วนของ อ. ด้วย หลักการทำงานหาก อ. ลาออก โจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชา ต้องเข้าไปดูแลงานของ อ. ก่อน เมื่อตามสัญญาจ้างแรงงานมีลักษณะสำคัญที่จำเลยในฐานะนายจ้างมีสิทธิที่จะใช้อำนาจบังคับบัญชาโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง และอำนาจที่นายจ้างใช้นั้นต้องเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานแทน อ. ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ลาออกไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหาพนักงานใหม่มาแทนได้ เนื่องจากตำแหน่งงานของ อ. มีความสำคัญที่จะต้องสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาแทน จึงเป็นการใช้อำนาจบังคับบัญชาอันจำเป็นและมีเหตุพอสมควรแก่กรณี คำสั่งดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ซึ่งโจทก์ยินยอมทำงานแทน อ. และคำสั่งนั้นมิได้เพิ่มภาระแก่โจทก์เกินสมควร เมื่อโจทก์ทำงานแทน อ. ชั่วคราว โจทก์ยังคงใช้เวลาทำงานในแต่ละวันเท่าเดิมเหมือนกับที่โจทก์ใช้เวลาทำงานตามตำแหน่งของโจทก์ในแต่ละวัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ทำกับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 736,662 บาท และค่าเสียหายจำนวน 1,800,000 บาท รวมเป็นจำนวน 2,536,662 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละ 180,000 บาท ระหว่างทำงานโจทก์มีขอบเขตการทำงานก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารสัญญาจ้าง จำเลยมีแผนผังการทำงานซึ่งมีนายเอกพจน์ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสาระและความบันเทิงได้รับค่าจ้างเดือนละ 73,500 บาท วันที่ 13 ธันวาคม 2549 นายเอกพจน์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำงานแทนในส่วนงานของนายเอกพจน์ ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่งถึงนายเดวิท เรื่องหาคนมาทำงานแทนนายเอกพจน์ แต่จำเลยยังไม่สามารถหาคนมาทำงานแทนได้ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2550 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างกับจำเลยและเรียกค่าเสียหาย จำเลยมีหนังสือตอบกลับ ระหว่างโจทก์ทำงานจำเลยได้ประเมินผลงานของโจทก์ในช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2550 และโจทก์มีบันทึกเวลาเข้าออกงาน และวินิจฉัยว่านายเอกพจน์เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ขอบเขตการทำงานของโจทก์ต้องดูแลงานของนายเอกพจน์ด้วย หลักการทำงานหากนายเอกพจน์ลาออกโจทก์ต้องเข้าไปทำหน้าที่ดูแลต่อไปก่อน เมื่อสัญญาจ้างแรงงานมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีสิทธิใช้อำนาจบังคับบัญชาโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างโดยคำสั่งที่เป็นธรรมและไม่ขัดต่อกฎหมาย การที่จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานแทนนายเอกพจน์เป็นการชั่วคราวดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจอันจำเป็นและมีเหตุพอสมควรแก่กรณี คำสั่งจึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว การที่โจทก์ตกลงย่อมเป็นการเปลี่ยนภาระหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานโดยปริยาย ปรากฏว่าจำเลยได้สรรหาบุคคลมาเพื่อทำงานตำแหน่งของนายเอกพจน์ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้นิ่งนอนใจในการหาบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งของนายเอกพจน์โจทก์มีระยะเวลาทำงานในแต่ละวันเท่าเดิม มิได้เป็นการก่อภาระเพิ่มเติมแก่โจทก์อันเกินสมควรย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้าง อันจะทำให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ว่าเป็นค่าเสียหายที่คิดจากค่าชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าทำงานที่โจทก์ทำแทนนายเอกพจน์แก่โจทก์ จำเลยย่อมไม่มีหนี้ที่จะจ่ายค่าเสียหายส่วนนี้เช่นกันกับที่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยเรียกค่าเสียหาย ย่อมมิใช่กรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์ ทั้งโจทก์มิได้เรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง จึงไม่เป็นสาระสำคัญแก่การพิจารณา ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ทำกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ขอบเขตการทำงานของโจทก์กับนายเอกพจน์ตามเอกสาร จะมีหน้าที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ตามขอบเขตการทำงานของโจทก์ตามเอกสารในข้อ 1 ระบุให้โจทก์ต้องดูแลงานส่วนของนายเอกพจน์ด้วย หลักการทำงานหากนายเอกพจน์ผู้ใต้บังคับบัญชาลาออกโจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องเข้าไปดูแลงานของนายเอกพจน์ก่อน เมื่อตามสัญญาจ้างแรงงานมีลักษณะสำคัญที่จำเลยในฐานะนายจ้างมีสิทธิที่จะใช้อำนาจบังคับบัญชาโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง และอำนาจที่นายจ้างใช้นั้นต้องเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานแทนนายเอกพจน์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ลาออกไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหาพนักงานใหม่มาแทนได้ เนื่องจากตำแหน่งงานของนายเอกพจน์มีความสำคัญที่จะต้องสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาแทน จึงเป็นการใช้อำนาจบังคับบัญชาอันจำเป็นและมีเหตุพอสมควรแก่กรณี คำสั่งดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ซึ่งโจทก์ยินยอมทำงานแทนนายเอกพจน์และคำสั่งนั้นมิได้เพิ่มภาระแก่โจทก์เกินสมควร เมื่อโจทก์ทำงานแทนนายเอกพจน์ชั่วคราว โจทก์ยังคงใช้เวลาทำงานในแต่ละวันเท่าเดิมเหมือนกับที่โจทก์ใช้เวลาทำงานตามตำแหน่งของโจทก์ในแต่ละวัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ทำกับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชนกสุดา ศศิธร
จำเลย — บริษัทรีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2557
#562690
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 230,541,301.17 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี และให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด อยู่ระหว่างนำยึดเพื่อขายทอดตลาด โจทก์ขอตีราคาหลักประกันเป็นเงิน 170,000,000 บาทหักจากหนี้แล้วคงค้างชำระจำนวน 411,704,357.58 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับนิติบุคคล อันเป็นการบรรยายฟ้องอย่างเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องอย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามมาตรา 9 และศาลล้มละลายกลางยังไม่มีคำสั่งก็ตาม ในการบรรยายฟ้องคดีล้มละลายโจทก์ต้องบรรยายให้ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 และหากเป็นเจ้าหนี้มีประกันโจทก์จะต้องบรรยายเพิ่มตามสิทธิของเจ้าหนี้ตามมาตรา 10 (2) ดังนั้นฟ้องโจทก์จึงรวมการบรรยายฟ้องตามมาตรา 9 อยู่ในตัว การบรรยายถึงยอดหนี้ตามกฎหมายโจทก์ย่อมบรรยายเพียงยอดหนี้ว่ามีไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับนิติบุคคลเท่านั้น ส่วนยอดหนี้ที่ค้างชำระจริงเป็นจำนวนเท่าใดเป็นเพียงรายละเอียดในชั้นพิจารณาและชั้นขอรับชำระหนี้ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เด็ดขาด ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3ออกจากสารบบความ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยที่ 1 มีว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ในการบรรยายฟ้องคดีล้มละลายโจทก์ต้องบรรยายให้ครบถ้วนตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และหากเป็นเจ้าหนี้มีประกันโจทก์จะต้องบรรยายเพิ่มตามสิทธิของเจ้าหนี้ตามมาตรา 10 (2) ดังนั้นฟ้องโจทก์จึงรวมการบรรยายฟ้องตามมาตรา 9 อยู่ในตัว การบรรยายถึงยอดหนี้ตามกฎหมายโจทก์ย่อมบรรยายเพียงยอดหนี้ว่ามีไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับนิติบุคคลเท่านั้น ส่วนยอดหนี้ที่ค้างชำระจริงเป็นจำนวนเท่าใดคงเป็นเพียงรายละเอียดในชั้นพิจารณาและชั้นขอรับชำระหนี้ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากนี้การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและนำสืบถึงการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์หลักประกันของจำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์ก็เป็นเพียงการดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเท่านั้น การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโฆษิต ฮิลล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2557
#559096
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เนื้อหาในฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ทนายความผู้เรียงอุทธรณ์ เป็นการดำเนินการเพื่อต่อสู้คดีของจำเลยที่ 2 เพื่อให้พ้นความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการที่คู่ความหรือทนายความของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 331

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 90, 137, 326 และนำโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองดังกล่าวบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีทั้งสองที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณานายประทีป ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีจึงมิอาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้ ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วม เพียงว่า การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าถ้อยคำในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม คือ ข้อความที่อ้างว่าโจทก์ร่วมใช้อิทธิพลดำเนินคดีแก่นางบุญพิน ในข้อหาหมิ่นประมาทจนนางบุญพินถูกลงโทษตามคำพิพากษา และเกิดความเกรงกลัวจนต้องย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้โจทก์ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยการขีดฆ่าข้อความในคำเบิกความของพยานโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังลักเอกสารไปจากสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4009/2541 ของศาลอาญาธนบุรีด้วย โดยเมื่อพิจารณาจากสำเนาคำฟ้องแล้ว จะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 จะต่อสู้คดีอย่างไรก็เป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 ที่จะกระทำได้ในฐานะเป็นจำเลยเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจากข้อกล่าวหา แม้ว่าจะกล่าวอ้างข้อความอันเป็นเท็จก็ตาม และข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นแรก ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการที่จำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมใช้อิทธิพลในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนนทบุรีดำเนินคดีแก่นางบุญพินนั้น ศาลชั้นต้นได้หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นโดยตรงในคำพิพากษาเพื่อวินิจฉัยสนับสนุนให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนดังกล่าวเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมด้วย ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 จึงยื่นอุทธรณ์ โดยในคำอุทธรณ์ก็ย่อมต้องอ้างถึงข้อเท็จจริงอันเดียวกันนั้นด้วย คือเรื่องที่อ้างว่า โจทก์ร่วมใช้อิทธิพลดำเนินคดีแก่นางบุญพิน ไม่เช่นนั้นจำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อย่างไร การกล่าวอ้างเรื่องดังกล่าวในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 สามารถทำได้โดยชอบ สำหรับเรื่องที่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าโจทก์ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและลักเอกสารไปจากสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4009/2541 ของศาลอาญาธนบุรีนั้น แม้จะไม่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ก็ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาคดีก่อนจำเลยที่ 2 ได้นำสืบต่อสู้ให้ปรากฏไว้แล้วว่ามีเอกสารหายไปจากสำนวนของศาลจริง ซึ่งโจทก์ร่วมก็ยอมรับว่ามีเอกสารสูญหายจริง เพียงแต่ยืนยันว่าโจทก์ร่วมไม่ได้เป็นผู้เอาไป แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้ตรวจพบในภายหลังว่าเอกสารที่สูญหายไปก่อนหน้านั้นต่อมาโจทก์ร่วมได้นำมาอ้างส่งต่อศาลอีก ส่วนการขีดฆ่าข้อความในคำเบิกความของพยานประเด็นปากนายแพทย์รุ่งโรจน์ ก็ปรากฏตามสำเนาคำให้การพยานว่ามีการขีดฆ่าจริง แม้จะไม่มีข้อความหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ขีดฆ่า แต่ตามเอกสารโจทก์ร่วมก็ระบุว่าศาลจังหวัดหนองคายบันทึกคำพยานผิดพลาดเห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 อ้างเหตุที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ขีดฆ่าคำเบิกความของพยานหรือลักเอกสารไปจากสำนวนความของศาล ในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ในเรื่องที่ไม่เคยว่ากล่าวกันมาก่อน แต่เป็นการกล่าวอ้างอย่างมีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีข้อเท็จจริงเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง และมีเหตุอันสมควรที่ทำให้จำเลยที่ 2 ควรเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้กระทำการดังกล่าวจริง ทั้งยังเป็นเรื่องที่เคยยกขึ้นว่ากันมาก่อนหน้านั้นแล้ว แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญโดยตรงในคดี แต่ก็เป็นข้อที่จำเลยที่ 2 ต้องนำสืบและกล่าวอ้างเพื่อหักล้างทำลายน้ำหนักคำพยานของโจทก์ร่วมให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่น่าเชื่อถือเป็นคนไม่ดี ชอบใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่น เช่นเดียวกับที่ทำกับจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการเพื่อต่อสู้คดีของตนเอง เพื่อให้ตนเองพ้นความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการที่คู่ความหรือทนายความของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 331
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายประทีป ปิติสันต์
จำเลย — นายนพดล ศรีชยันดร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2557
#557015
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้ ล.จะอนุญาตหรือให้ความยินยอม และเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบันทึกแนะนำให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ในเอกสารหมาย จ. 2 ถึง จ. 4 จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร แต่ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและความผิดฐานปลอมเอกสารนี้จะต้องได้ความด้วยว่าอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่ เมื่อได้ความจากโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อโอนลอยในคำร้องโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความอย่างไร แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมพอใจในราคาค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าเสียมากกว่า หาใช่มีข้อตกลงโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเจาะจงแต่อย่างใดไม่ สอดคล้องกับที่ ส. เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสตึก พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับคำร้องโอนสิทธิการเช่าเบิกความว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่ ล. ทั้งใบเสร็จรับเงินค่าคำร้องโอนสิทธิการเช่าอาคารตามเอกสารหมาย จ. 5 ก็ระบุว่าได้รับเงินจาก ล. จากพฤติการณ์ดังกล่าวโจทก์ร่วมและเทศบาลตำบลสตึกไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 266, 267, 268

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางดารารัตน์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากเทศบาลตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ปี 2547 จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2550 โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองไปโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่สำนักงานเทศบาลตำบลสตึก โดยจำเลยที่ 2 ใช้ชื่อลัดดา และลงลายมือชื่อ ลัดดา พี่สาวของจำเลยที่ 2 ในช่องผู้รับโอนในคำร้องโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคาร ในบันทึกตกลงการโอนสิทธิการเช่า และในช่องผู้เช่าในสัญญาเช่าอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ลัดดา ไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้นางลัดดา จะอนุญาตหรือให้ความยินยอม และเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบันทึกแนะนำให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ นางลัดดา ก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อนางลัดดา ในเอกสาร จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร แต่ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและความผิดฐานปลอมเอกสารนี้จะต้องได้ความด้วยว่าอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่ เมื่อได้ความจากโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อโอนลอยในคำร้องโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความอย่างไร แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมพอใจในราคาค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าเสียมากกว่า หาใช่มีข้อตกลงโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเจาะจงแต่อย่างใดไม่ สอดคล้องกับที่นางสุวรรณี เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสตึก พยานโจทก์และโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับคำร้องโอนสิทธิการเช่าเบิกความว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่นางลัดดา ทั้งใบเสร็จรับเงินค่าคำร้องโอนสิทธิการเช่าอาคารก็ระบุว่าได้รับเงินจากนางลัดดา จากพฤติการณ์ดังกล่าวโจทก์ร่วมและเทศบาลตำบลสตึกไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 264 ม. 265 ม. 267 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นางดารารัตน์ อิงพงษ์พันธ์
จำเลย — นางปิยะวรรณ จูปรางค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุประวัติ สมดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2557
#562598
เปิดฉบับเต็ม

แม้โดยสภาพของการสั่งจองพระเครื่อง ต้องมีการกรอกข้อความเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของผู้สั่งจอง จำนวนพระเครื่องและจำนวนเงินที่สั่งจอง มอบต้นฉบับให้ผู้สั่งจองและเก็บคู่ฉบับเพื่อส่งมอบแก่ผู้จัดสร้างดังที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อใบสั่งจองดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ประการใดแก่โจทก์ร่วม แม้จำเลยไม่คืนต้นฉบับและคู่ฉบับใบสั่งจองดังกล่าวให้โจทก์ร่วม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามป.อ. มาตรา 188

ใบสั่งจองที่ยังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ เพื่อให้เป็นหลักฐานในการสั่งจองพระเครื่องที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดสร้าง มิใช่เอกสารตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 1 (7) แม้จำเลยไม่คืนให้โจทก์ร่วม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอภิชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมอ้างว่า โจทก์ร่วมเคยสอบถามจำเลยเรื่องยอดจอง จำเลยแจ้งโจทก์ร่วมว่ารับสั่งจองพระเครื่องไว้แล้วเป็นเงิน 600,000 บาท นั้น เป็นเพียงคำเบิกความของโจทก์ร่วมปากเดียวลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบให้รับฟังได้เช่นนั้น ประกอบกับโจทก์ร่วมเบิกความรับว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ส่งพระเครื่องที่โจทก์ร่วมจัดสร้างให้แก่จำเลย หากจำเลยรับเงินจากผู้สั่งจองแล้วและยังไม่ได้คืนให้ผู้สั่งจอง ผู้สั่งจองที่ไม่ได้รับพระเครื่องทั้งที่จ่ายเงินแล้ว ย่อมจะต้องทวงถามไปยังโจทก์ร่วมที่หมายเลขโทรศัพท์ท้ายใบจองที่มีอยู่ 3 หมายเลข ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมทั้งสิ้น แต่โจทก์ร่วมเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ไม่มีลูกค้าโทรศัพท์มาทวงถามพระเครื่องจากโจทก์ร่วมเลย ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำเลยคืนเงินแก่ผู้สั่งจองไปหมดแล้วจึงมีน้ำหนัก ส่วนที่นางพรหมภัสสรเบิกความว่ามีผู้มาสั่งจองเป็นเงินประมาณ 4,000 บาท รวมทั้งนายธานี ต่อมานางพรหมภัสสรทราบว่าจำเลยมีปัญหากับโจทก์ร่วมจึงโทรศัพท์แจ้งผู้สั่งจองมารับเงินคืนไปหมดแล้ว เว้นแต่นายธานีที่ไม่มารับเงินคืนนั้น เมื่อตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าโทรศัพท์มาทวงถามโจทก์ร่วม ย่อมทำให้เชื่อได้ว่าผู้สั่งจองทุกคนเว้นแต่นายธานี ได้รับเงินคืนจากนางพรหมภัสสรแล้วจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ ในส่วนของใบสั่งจองที่จำเลยและนางพรหมภัสสรใช้รับจองพระเครื่องที่โจทก์ร่วมจัดสร้าง แต่คืนเงินให้ผู้สั่งจองไปหมดแล้วนั้น แม้โดยสภาพของการสั่งจองพระเครื่อง ต้องมีการกรอกข้อความเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของผู้สั่งจอง จำนวนพระเครื่องและจำนวนเงินที่สั่งจอง มอบต้นฉบับให้ผู้สั่งจองและเก็บคู่ฉบับเพื่อส่งมอบแก่ผู้จัดสร้างดังที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อใบสั่งจองดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ประการใดแก่โจทก์ร่วม แม้จำเลยไม่คืนต้นฉบับและคู่ฉบับใบสั่งจองดังกล่าวให้โจทก์ร่วม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และในส่วนของใบสั่งจอง ที่นางพรหมภัสสรออกให้นายธานี ซึ่งมีการกรอกข้อความเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของนายธานี จำนวนพระเครื่อง และจำนวนเงิน 1,995 บาท แล้วนั้น โจทก์ร่วมเบิกความเองว่า ภายหลังได้รับแจ้งจากจำเลยว่าไม่ได้รับจองพระเครื่องที่โจทก์ร่วมจัดสร้าง โจทก์ร่วมให้เพื่อนชื่อนายธานีไปสั่งจองพระเครื่องดังกล่าวที่ร้านของจำเลย แต่จำเลยให้ไปสั่งจองที่ร้านนรเสฏฐ์ของนางพรหมภัสสร นายธานีจึงไปจองพระเครื่องดังกล่าวที่ร้านนรเสฏฐ์ และได้รับต้นฉบับใบสั่งจอง เป็นหลักฐาน อีกทั้งเมื่อโจทก์นำนายธานีมาเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วม นายธานีเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ไม่ได้รับพระเครื่องที่สั่งจองและไม่ได้ไปรับเงินคืนจากร้าน กับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า หลังจากสั่งจองแล้วไม่ได้ไปติดต่อที่ร้านนรเสฏฐ์อีก ทั้งไม่เคยโทรศัพท์ไปที่ร้านดังกล่าวด้วย จึงเห็นได้ชัดว่ากรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมให้นายธานีไปสั่งจองพระเครื่องรุ่นที่โจทก์ร่วมจัดสร้างจากจำเลยเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานเอาผิดแก่จำเลย จนได้ต้นฉบับใบสั่งจอง ที่มีการกรอกข้อความแล้วมาอยู่ในครอบครองโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีทางที่นายธานีจะได้รับพระเครื่องตามที่สั่งจอง เพราะโจทก์ร่วมไม่ได้ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย เพียงแต่นายธานีอาจใช้ใบสั่งจองดังกล่าวเรียกให้นางพรหมภัสสรคืนเงินที่รับไว้เท่านั้น ใบสั่งจอง ในส่วนที่เป็นคู่ฉบับที่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับคืนมา จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ประการใดแก่โจทก์ร่วมเช่นกัน แม้จำเลยไม่คืนคู่ฉบับใบสั่งจอง ให้โจทก์ร่วม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และสำหรับใบสั่งจองฉบับอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฉบับที่จำเลยและนางพรหมภัสสรใช้ในการรับจองพระเครื่องแล้วนั้น เนื่องจากตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าโทรศัพท์มาทวงถามโจทก์ร่วม ทำให้เชื่อได้ว่ายังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ ในเอกสารดังกล่าว แม้จำเลยไม่คืนเอกสารดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม แต่การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 นั้น นอกจากวัตถุแห่งการกระทำที่กฎหมายคุ้มครองต้องเป็นเอกสารที่แสดงให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่นแล้ว ยังต้องทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) ดังนี้ เมื่อยังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ ลงในใบสั่งจองเหล่านี้เพื่อให้เป็นหลักฐานในการสั่งจองพระเครื่องที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดสร้าง ใบสั่งจองฉบับอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฉบับที่จำเลยและนางพรหมภัสสรใช้ในการรับจองพระเครื่องแล้ว จึงมิใช่เอกสารตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยไม่คืนให้โจทก์ร่วม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (7) ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายอภิชัย ลิ้มเจริญ
จำเลย — นางสาวกัลยาณี บุญเหลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายประเสริฐ เชิดทวีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2557
#572022
เปิดฉบับเต็ม

อายุความฟ้องคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เป็นกรณีที่ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องขอแบ่งมรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย แต่หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งและทายาทผู้นั้นยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนแล้ว กรณีนี้ทายาทผู้นั้นย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามมาตรา 1748 ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 ทั้งนี้เพราะไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ทายาทที่มิได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเองแต่มีทายาทอื่นครอบครองแทนต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทอื่นที่ครอบครองแทนใน 1 ปี และการที่ทายาทบางคนได้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นแล้วแม้ครอบครองแทนนานเพียงใด หากยังไม่ได้เปลี่ยนเจตนาการยึดถือครอบครอง ยังถือว่าเป็นการครอบครองแทนอยู่นั่นเอง เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองสิทธิในกิจการโรงเรียนอันเป็นทรัพย์มรดกแทนโจทก์ และมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง แม้โจทก์จะฟ้องเอาทรัพย์มรดกดังกล่าวเกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย คดีย่อมไม่ขาดอายุความ และไม่อาจยกเอาอายุความมรดกตามมาตรา 1754 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นลงหุ้นด้วยเงิน 4,000,000 บาท ลงในหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยทรัพย์มรดกส่วนของโจทก์ที่มีอยู่แล้วแทนการลงเงิน ให้จำเลยทั้งสามเพิ่มชื่อโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เปลี่ยนจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ลงหุ้นด้วยเงิน 6,000,000 บาท เป็น 4,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแบ่งจำนวนหุ้นในกิจการของจำเลยที่ 1 และให้จดทะเบียนเพิ่มชื่อโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้ถือหุ้นในหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 ตามส่วนแห่งทรัพย์มรดกโจทก์ที่มีสิทธิอยู่ 1 ส่วน ใน 12 ส่วน แทนการลงเงิน หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางสาวภัทรพร บุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เมื่อพ้น 1 ปีแล้ว จะถือว่าทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกแทนไม่ได้ เมื่อโจทก์ซึ่งไม่ได้ครอบครองสิทธิในทรัพย์มรดกพิพาทมาฟ้องคดีนี้ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายกว่า 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า อายุความฟ้องคดีมรดกตามมาตรา 1754 เป็นกรณีทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องฟ้องเสียภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกนั้นยังไม่ได้แบ่งปัน และทายาทผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทน ย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ตามมาตรา 1748 โดยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่บังคับให้ทายาทที่มิได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเองแต่มีทายาทอื่นครอบครองแทนจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองแทนภายใน 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้าง การที่ทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น แม้เป็นเวลาช้านานเพียงใดหากยังไม่ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง ก็ยังคงเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นอยู่นั่นเอง ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองสิทธิในกิจการโรงเรียนอันเป็นทรัพย์มรดกของนายเคี๋ยงน้ำแทนโจทก์ และจำเลยที่ 2 มิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง แม้โจทก์จะฟ้องเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกดังกล่าวเมื่อเกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย คดีก็ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจยกเอาอายุความตามมาตรา 1754 มาใช้บังคับ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลดาวัลย์ จินตภากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเรียนรังสีอนุสรณ์ยะลา
กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นางสาวพรทิพย์ มโนมัยวจี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1532/2557
#572020
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อตำแหน่งประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ว่างลง กรณีจึงไม่มีประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่จะทำหน้าที่นัดเรียกประชุมกรรมการ จึงมีเหตุขัดข้องที่ไม่อาจดำเนินการตามข้อบังคับที่ระบุว่าให้ประธานกรรมการเป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการ เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ระบุให้รับเอาบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ว่าด้วยบริษัทจำกัดเป็นข้อบังคับของบริษัท ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1162 บัญญัติว่า กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้ การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้นัดเรียกประชุมกรรมการจึงเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 แล้ว ส่วนการที่มีการเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้น ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กำหนดวิธีการนัดเรียกประชุมไว้ ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1144 ประกอบมาตรา 1158 ก็มิใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับวิธีการนัดเรียกประชุมกรรมการ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถติดต่อโจทก์โดยวิธีอื่นใดได้ จึงต้องนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ การเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการนัดประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับและเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท ข้อที่ 14 และข้อที่ 18 อีกทั้งฝ่าฝืนมาตรา 1144 ประกอบมาตรา 1158 และมาตรา 1162 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนัดและการประชุมพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ของคณะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ในวันที่ 29 เมษายน 2547 เป็นการนัดและการประชุมที่ไม่ชอบ และขอให้เพิกถอนมติการประชุมพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ของคณะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 ทั้งหมด

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การนัดเรียกประชุมและการประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การจัดการประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ประธานกรรมการเป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการด้วยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์เป็นการขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับ ข้อ 14 และข้อ 18 และฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 ประกอบมาตรา 1158 และมาตรา 1162 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า หลังจากโจทก์พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุให้ตำแหน่งประธานกรรมการว่างลง กรณีจึงไม่มีประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่จะทำหน้าที่นัดเรียกประชุมกรรมการ กรณีจึงมีเหตุขัดข้องที่ไม่อาจดำเนินการตามข้อบังคับข้อ 14 ที่ระบุว่าให้ประธานกรรมการเป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการ เมื่อเกิดเหตุกรณีเช่นนี้ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ระบุว่า "ให้รับเอาบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทจำกัดเป็นข้อบังคับของบริษัทนี้..." ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1162 บัญญัติว่า "กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้" ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้นัดเรียกประชุมกรรมการจึงเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 อันเป็นการนัดเรียกประชุมกรรมการที่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนเป็นผู้นัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้น จะเห็นได้ว่าตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กำหนดวิธีการนัดเรียกประชุมไว้แต่อย่างใด ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 ประกอบมาตรา 1158 ตามที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างนั้น ก็มิใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับวิธีการนัดเรียกประชุมกรรมการ อีกทั้งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามว่า การประชุมครั้งที่พิพาท พยานและจำเลยที่ 2 เรียกประชุมโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์ เนื่องจากไม่สามารถติดต่อกับโจทก์ได้ โดยพยานเคยโทรศัพท์และมีหนังสือแจ้งไป แต่หนังสือไม่มีผู้รับและโทรศัพท์ไม่มีผู้รับเช่นกัน และตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า นับตั้งแต่โจทก์ถูกปลดจากประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยเข้าร่วมประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกเลย ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้คัดค้านหรือโต้เถียงแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่สามารถติดต่อโจทก์โดยวิธีอื่นใดได้ จึงต้องนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ดังนั้น การนัดเรียกประชุมกรรมการโดยวิธีดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด การจัดการประชุมกรรมการและการลงมติของที่ประชุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1144 ม. 1158 ม. 1162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชย ทั่งสัมพันธ์
จำเลย — บริษัทชวริน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวภารดี เพ็ญเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1488/2557
#562701
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้เฉพาะวรรคในมาตรา 66 และแก้โทษด้วยนั้น โดยความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองของพระราชบัญญัติดังกล่าวมีอัตราโทษขั้นต่ำและขั้นสูงต่างกันมาก ซึ่งความผิดตามวรรคหนึ่งนั้น มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสี่ปี ขั้นสูงสิบห้าปี หรือปรับขั้นต่ำแปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท แต่วรรคสองมีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสี่ปี ขั้นสูงจำคุกตลอดชีวิต และปรับขั้นต่ำสี่แสนบาท ขั้นสูงห้าล้านบาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้วรรคและแก้โทษในกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 นั้น เป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218

เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองมีจำนวน 50 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.10 กรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง

โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวมาใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสายลับ โดยติดต่อนัดหมายเวลาและสถานที่ในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 จึงให้ริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี โดยไม่ลงโทษปรับ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1403 8842 ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้เฉพาะวรรคในมาตรา 66 และแก้โทษด้วยนั้น โดยความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองของพระราชบัญญัติดังกล่าวมีอัตราโทษขั้นต่ำและขั้นสูงต่างกันมาก ซึ่งความผิดตามวรรคหนึ่งนั้นมีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสี่ปี ขั้นสูงสิบห้าปี หรือปรับขั้นต่ำแปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท แต่วรรคสองมีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสี่ปี ขั้นสูงจำคุกตลอดชีวิต และปรับขั้นต่ำสี่แสนบาท ขั้นสูงห้าล้านบาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้วรรคและแก้โทษในกรณีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 นั้น เป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกปกรณ์กับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 50 เม็ด โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง ดังนั้น เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองมีจำนวน 50 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.10 กรัม จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกันในการมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 0 1403 8842 ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ได้นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสายลับ โดยติดต่อนัดหมายเวลาและสถานที่ในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 จึงให้ริบเสีย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยทั้งสองไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายบัญชาหรือชา ผ่องใส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายศิระ โกสิยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2557
#572043
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกในอัตราขั้นต่ำของกฎหมาย และลดโทษให้จำเลยสูงสุดถึงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้จำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 56 แม้ความผิดกระทงอื่นศาลล่างทั้งสองจะลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 3 ปี ก็สมควรลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดกระทงอื่น ๆ ให้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ควรลงโทษจำคุกความผิดกระทงหนึ่ง แต่ความผิดกระทงอื่น ๆ รอการลงโทษ เพราะจะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสม

สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แม้ภายหลังจะได้ความว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้สมรสกับผู้เสียหายที่ 2 แต่ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเกินกว่า 18 ปี แล้ว กรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสาม, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 21 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกในอัตราขั้นต่ำของกฎหมาย และลดโทษให้จำเลยสูงสุดถึงกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 3 ปี 6 เดือน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารอีกสองกระทงนั้น แม้ศาลล่างทั้งสองจะลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 3 ปี ก็ตาม แต่เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการคุกคามทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็ก พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง และขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม ทั้งเมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเพราะไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษได้ก็ควรจะลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดกระทงอื่น ๆ ให้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ควรลงโทษจำคุกความผิดกระทงหนึ่ง แต่ความผิดกระทงอื่น ๆ รอการลงโทษ เพราะจะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสม ดังนั้น แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน แต่ก็ไม่ควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลยเช่นกัน นอกจากนี้สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีแม้ภายหลังจะได้ความว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้สมรสกับผู้เสียหายที่ 2 แต่ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเกินกว่า 18 ปี แล้ว กรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นายเกียงไกรหรือกุ้ง การเพียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายเศกสรรค์ กองหิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยวัฒน์ วิสานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1419/2557
#572010
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือสัญญาว่าจ้างระบุชื่อผู้ว่าจ้างคือ จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว แต่ในหนังสือสัญญาดังกล่าวข้อ 1 มีข้อตกลงระบุให้โจทก์ว่าความในคดีดังกล่าวที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 1 อีกทั้งใบแต่งทนายความก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความในคดีดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวความในคดีดังกล่าว การจ้างโจทก์ว่าความจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อย่างแท้จริง ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาจ้างว่าความแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับนายชลิต ซึ่งเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หลังจากนายชลิตถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งตั้งนางสาวบังอร นายเอนก นางสาวเบญจมาศ และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรม ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายชลิตตามสำเนาคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ส.1371/2547 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนางสาวบังอร นายเอนก และนางสาวเบญจมาศ ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายชลิต ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความดำเนินคดีแทนทนายความคนเดิม ตามสำเนาใบแต่งทนายความ และเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีดังกล่าว ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 300,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 จะชำระค่าจ้างว่าความทันทีที่จำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์สินหรือเงินอันเป็นมรดกของนายชลิตผู้ตาย ตามหนังสือสัญญาจ้างว่าความ หลังจากนั้นโจทก์ทำหน้าที่ในคดี คือ เข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้จัดการมรดกทุกคนรวม 4 ครั้ง จนสามารถตกลงกันได้ โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องที่ขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกร่วมทั้งสามคน ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาและโจทก์เข้าร่วมประชุมกับผู้จัดการมรดกทุกคนเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายชลิตผู้ตาย จนได้ข้อยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์มรดกเป็นที่ดินรวม 4 แปลง มูลค่าราคาประเมิน 600,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนของจำเลยที่ 1 ระหว่างศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เดือนละ 2,000 บาท ระหว่างศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับปริญญาตรีเดือนละ 3,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ต้องอายุไม่เกิน 22 ปี รวมเป็นเงิน 336,000 บาท ตามสำเนาบันทึกรายงานการประชุม รายงานข้อมูลราคาประเมินที่ดินและรายละเอียดเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียน ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความยื่นคำร้องขอถอนการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของนายชลิตผู้ตายต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ตามสำเนาใบแต่งทนายความและสำเนาคำร้อง ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17/2552 ของศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และทุกคดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญาจ้างว่าความระบุชื่อผู้ว่าจ้างคือ จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว แต่ในหนังสือสัญญาดังกล่าวข้อ 1 มีข้อตกลงระบุให้โจทก์ว่าความในคดีดังกล่าวที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 1 อีกทั้งใบแต่งทนายความ ก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความในคดีดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวความในคดีดังกล่าว การจ้างโจทก์ว่าความจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อย่างแท้จริง ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาจ้างว่าความแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เพียงใด โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าจ้างว่าความ 300,000 บาท คำนวณจากราคาทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 จะได้รับประมาณ 3,000,000 บาท แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 4 แปลง ราคาประมาณ 600,000 บาท ส่วนเงินค่าเล่าเรียนที่จำเลยที่ 1 ได้รับเป็นรายเดือนก็ใช้จ่ายหมดไปในแต่ละเดือนค่าจ้างว่าความ 300,000 บาท จึงสูงมากเกินไปนั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ อันมีสาระสำคัญว่าโจทก์ตกลงรับจ้างว่าความในคดีหมายเลขแดงที่ ส. 1371/2547 ของศาลจังหวัดนนทบุรี จนเป็นผลสำเร็จทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์สินหรือเงินอันเป็นมรดกของนายชลิตผู้ตายเท่านั้น ไม่มีข้อสัญญาระบุว่า จำเลยที่ 1 ต้องได้รับทรัพย์มรดกเพียงใด หรือมีการคิดคำนวณค่าจ้างว่าความจากทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 จะได้รับแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 4 แปลง และได้รับเงินจากกองมรดกเป็นค่าเล่าเรียนรายเดือนนับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จนจบสายอาชีพหรือปริญญาตรี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทำการงานเสร็จให้แก่จำเลยทั้งสองแล้วแม้จะมีการตกลงค่าจ้างว่าความไว้ในอัตราสูงก็หาได้ทำให้หนังสือสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีไม่ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายสินจ้างเต็มตามสัญญาตามที่ตกลงไว้เพื่อผลสำเร็จแห่งการที่โจทก์ทำนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าจ้างว่าความจำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ดังนั้นจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์ 300,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587 ม. 605
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสกลวรรธน์ อินถา
เด็กชายธนพงศ์ จิรัฐติกาลนนท์
โดยนางไพบูลย์ ทับสายทอง
จำเลย — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวปทิตตา สิริภาพโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1401/2557
#585098
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์ดูแลสมุดบัญชีนับว่าเป็นเรื่องปกติ มิได้หมายความว่าบุคคลที่ได้รับมอบหมายจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยชอบเสมอไป จะไม่มีการทุจริตแต่อย่างใด การที่โจทก์มอบหมายสมุดเงินฝากไว้แก่จำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท

จำเลยที่ 5 จะมีลายมือชื่อของลูกค้าไว้เปรียบเทียบเพื่อตรวจสอบได้และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 จะต้องตรวจสอบความถูกต้องเนื่องจากจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับฝากเงินเป็นอาชีพและได้รับผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจดังกล่าว เพราะต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนที่เข้าใช้บริการกับจำเลยที่ 5 ด้วยเหตุที่เป็นอาชีพและปริมาณลูกค้าจำนวนมาก จำเลยที่ 5 ย่อมต้องมีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ และเมื่อพิจารณาลายมือชื่อของ ม. กับ ร. ตามใบถอนเงินแล้วจะเห็นได้ว่าไม่เหมือนกับลายมือชื่อของ ม. และ ร. ที่ให้ไว้เป็นตัวอย่างแก่จำเลยที่ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำที่ไม่เคยมีการถอนเงินมาก่อน และในการถอนเงินครั้งแรกเป็นการมอบอำนาจให้รับเงิน แต่ไม่ปรากฏว่ามีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ ม. และ ร. และการจ่ายเงินทุกครั้งก็จ่ายเป็นเงินสด เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า หากจำเลยที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่อย่างระมัดระวังเหตุทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเพียงพนักงานของจำเลยที่ 5 ถือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 5 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรงต่อโจทก์ หากแต่เป็นการกระทำโดยตรงต่อจำเลยที่ 5 เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 จะดำเนินการกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องรับผิดทั้งต่อโจทก์และจำเลยที่ 5 ในการกระทำความผิดครั้งเดียว ย่อมทำให้ต้องรับผิดเกินกว่าความเสียหายจริง แต่จำเลยที่ 5 มิได้นำเงินของโจทก์ไป หากแต่จำเลยที่ 1 เอาเงินของจำเลยที่ 5 ไป จำเลยที่ 5 เพียงแต่ต้องปรับแก้บัญชีของโจทก์ที่ระบุว่ามีการถอนเงินออกไปให้กลับคืนเหมือนเดิม และเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 5 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 443,870.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 403,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 421,420.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 383,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 47,381.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 443,870.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 403,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 421,420.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 383,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 47,381.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 เมษายน 2549) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดตามทุนทรัพย์ที่แต่ละคนจะต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 (ที่ถูก จำเลยที่ 2 และที่ 5) ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 221,935.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 201,500 บาท ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 210,710.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 191,500 บาท และให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 23,690.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 เมษายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กับโจทก์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานการเงินและบัญชีของโจทก์ โดยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้เก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 168 - 2 - 05548 - 6 ซึ่งโจทก์เปิดไว้กับจำเลยที่ 5 สาขาถนนพัฒนาการ มีเงื่อนไขว่านายมานพ ร่วมกับกรรมการอื่นอีก 2 คน สั่งถอนเงินได้ จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของนายมานพและนางรัญจวน กรรมการโจทก์ ในใบถอนเงินแล้วนำไปทำรายการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวของโจทก์ 6 ครั้ง คือ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 8 ธันวาคม 2547 วันที่ 7 มกราคม 2548 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 วันที่ 1 เมษายน 2548 และวันที่ 8 เมษายน 2548 ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 พนักงานของจำเลยที่ 5 ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ โดยทำรายการให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวของโจทก์เพราะความคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 ไป 333,000 บาท 333,000 บาท 70,000 บาท 50,000 บาท 34,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 830,000 บาท ขณะนี้จำเลยที่ 1 อยู่ในระหว่างหลบหนีการจับ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในครั้งนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์ดูแลสมุดบัญชีนับว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเลยที่ 5 เองก็ต้องมอบหมายให้พนักงานเกี่ยวกับการเงินมีหน้าที่ดูแลการทำบัญชีเกี่ยวกับการเงินเช่นกัน มิได้หมายความว่าบุคคลที่ได้รับมอบหมายจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยชอบเสมอไป จะไม่มีการทุจริตแต่อย่างใด การที่โจทก์มอบหมายสมุดเงินฝากไว้แก่จำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท ส่วนที่นายอุทิศ ลงลายมือชื่อในใบถอนเงินภายหลังจากที่มีลายมือชื่อของนายมานพและนางรัญจวนอยู่ก่อนหน้าแล้ว มิได้หมายความว่าลายมือชื่อของนายมานพและนางรัญจวนจะเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงเพราะนายอุทิศเพียงแต่ดูคร่าว ๆ ว่ามีกรรมการอื่นลงลายมือชื่อครบแล้วหรือไม่ คงไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงหรือไม่ เพราะไม่มีลายมือชื่อเปรียบเทียบ และมิได้มีหน้าที่ตรวจสอบ ต่างจากจำเลยที่ 5 จะมีลายมือชื่อของลูกค้าไว้เปรียบเทียบเพื่อตรวจสอบได้และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 จะต้องตรวจสอบความถูกต้องเนื่องจากจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับฝากเงินเป็นอาชีพและได้รับผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจดังกล่าว เพราะต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนที่เข้าใช้บริการกับจำเลยที่ 5 ด้วยเหตุที่เป็นอาชีพและปริมาณลูกค้าจำนวนมาก จำเลยที่ 5 ย่อมต้องมีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ และเมื่อพิจารณาลายมือชื่อของนายมานพกับนางรัญจวนตามใบถอนเงิน แล้ว จะเห็นได้ว่าไม่เหมือนลายมือชื่อของนายมานพและนางรัญจวนที่ให้ไว้เป็นตัวอย่างแก่จำเลยที่ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำที่ไม่เคยมีการถอนเงินมาก่อน และในการถอนเงินครั้งแรกเป็นการมอบอำนาจให้รับเงิน แต่ไม่ปรากฏว่ามีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายมานพและนางรัญจวน และการจ่ายเงินทุกครั้งก็จ่ายเป็นเงินสด เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า หากจำเลยที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่อย่างระมัดระวังเหตุทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์จะช้าหรือเร็วไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเพียงพนักงานของจำเลยที่ 5 ถือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 5 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรงต่อโจทก์ หากแต่เป็นการกระทำโดยตรงต่อจำเลยที่ 5 เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 จะดำเนินการกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องรับผิดทั้งต่อโจทก์และจำเลยที่ 5 ในการกระทำความผิดครั้งเดียว ย่อมทำให้ต้องรับผิดเกินกว่าความเสียหายจริง แต่จำเลยที่ 5 มิได้นำเงินของโจทก์ไป หากแต่จำเลยที่ 1 เอาเงินของจำเลยที่ 5 ไป จำเลยที่ 5 เพียงแต่ต้องปรับแก้บัญชีของโจทก์ที่ระบุว่ามีการถอนเงินออกไปให้กลับคืนเหมือนเดิม และเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 5 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เห็นว่า เป็นดุลพินิจของศาลที่กฎหมายให้อำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดี ก็มิได้หมายความว่าโจทก์จะต้องได้ค่าฤชาธรรมเนียมคืนครบถ้วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 แก้ไขเพิกถอนรายการถอนเงินในบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์เลขที่ 168 - 2 - 05548 - 6 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 8 ธันวาคม 2547 วันที่ 7 มกราคม 2548 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 วันที่ 1 เมษายน 2548 และวันที่ 8 เมษายน 2548 แล้วให้ดำเนินการคำนวนดอกเบี้ยเสมือนหนึ่งมิได้มีการถอนเงินดังกล่าว ให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลของทุกฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด พัฒนาการคอมเพล็กซ์เฮ้าส์ อาคาร 7
จำเลย — นางปภาวริน จงสิทธิผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2557
#559076
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนค่าเสียหายว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2546 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 9 เดือน แต่ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายที่แก้ไขใหม่จึงมีใจความว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์นับแต่เดือนธันวาคม 2549 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน ในวันนัดพิจารณาดังกล่าวจำเลยชอบที่จะร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอใช้โอกาสยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การยกข้อต่อสู้ใหม่หักล้างข้ออ้างของโจทก์ที่กล่าวมาในคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 181 (2) แต่จำเลยไม่ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อหักล้างข้ออ้างใหม่ของโจทก์ และยินยอมให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนแล้วเสร็จสิ้นกระแสความในวันนั้นเอง เท่ากับว่าจำเลยยังคงให้การยกข้อต่อสู้ว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมโดยอ้างเหตุแห่งการนั้นตามเดิมว่า จำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องโจทก์ เพราะจำเลยไม่ทราบว่านับแต่วันที่ 9 มกราคม 2546 เรื่อยมา โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้อย่างไร เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญาเช่า ซึ่งเป็นข้อต่อสู้โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเดิม จึงเป็นคำให้การที่อ้างเหตุแห่งการนั้น ไม่ตรงกับคำฟ้องที่แก้ไขใหม่ ถือว่าคำให้การจำเลยในประเด็นข้อนี้ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่า คำฟ้องในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและรับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยจะมาฎีกาในประเด็นข้อนี้อีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,995,000 บาทและอีกเดือนละ 199,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1514, 1522, 9246 ถึง 9254, 10231 และ 15443 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 650,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 65,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ กับให้คืนค่าขึ้นศาล (อนาคต) ชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีนายสมชายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 นายสมชายซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามฟ้องรวม 13 โฉนด เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา ให้แก่โจทก์อันเป็นการโอนชำระหนี้จำนองตามสำเนาบันทึกข้อตกลงโอนชำระหนี้และสำเนาโฉนดที่ดิน ทั้งนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสำเนาสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ข้อ 7.4 และข้อ 7.5 ระบุไว้ว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้ดำเนินธุรกิจต่อไป โดยทำสัญญาเช่าปีต่อปี และตกลงให้สิทธิแก่จำเลยที่จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนได้

ที่จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า เดิมโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนค่าเสียหายไว้ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 199,500 บาท นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2546 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 9 เดือน รวมเป็นเงิน 11,371,500 บาท แต่ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายที่แก้ไขใหม่จึงมีใจความว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 199,500 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2549 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน รวมเป็นเงิน 1,995,000 บาท ในวันนัดพิจารณาดังกล่าวจำเลยชอบที่จะร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอใช้โอกาสยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การยกข้อต่อสู้ใหม่หักล้างข้ออ้างของโจทก์ที่กล่าวมาในคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 (2) แต่จำเลยไม่ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อหักล้างข้ออ้างใหม่ของโจทก์ และยินยอมให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนแล้วเสร็จสิ้นกระแสความในวันนั้นเอง เท่ากับว่าจำเลยยังคงให้การยกข้อต่อสู้ว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมโดยอ้างเหตุแห่งการนั้นตามเดิมว่า จำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องโจทก์ เพราะจำเลยไม่ทราบว่านับแต่วันที่ 9 มกราคม 2546 เรื่อยมาโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้อย่างไร เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญาเช่า ซึ่งเป็นข้อต่อสู้โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเดิม จึงเป็นคำให้การที่อ้างเหตุแห่งการนั้น ไม่ตรงกับคำฟ้องที่แก้ไขใหม่ ถือว่าคำให้การจำเลยในประเด็นข้อนี้ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและรับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยจะมาฎีกาในประเด็นข้อนี้อีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยฎีกาอ้างว่า นายสมเจตน์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2545 และครบกำหนดการจ้างแล้วเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2550 หลังจากนายสมเจตน์ พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการโจทก์ไปแล้ว นายสมเจตน์ย่อมไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้นายวิชิตฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ และนายวิชิตไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้นายธิติรัตน์ฟ้องคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ขณะที่นายสมเจตน์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายวิชิต ผู้อำนวยการฝ่ายคดีของโจทก์ฟ้องคดีรวมทั้งมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 นายสมเจตน์มีฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 25 และสำเนาประกาศคณะกรรมการโจทก์เรื่องแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการ การมอบอำนาจของโจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ย่อมมีผลตลอดไปจนกว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะถูกยกเลิกหรือเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงหรือมีการยุบเลิกบรรษัทโจทก์ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 95 ไปแล้วในขณะมีการยื่นฟ้องคดีนี้ ดังนั้น แม้จะได้ความตามคำเบิกความของนายธิติรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์พยานโจทก์ว่า นายสมเจตน์กรรมการผู้จัดการโจทก์เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2545 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 และได้ความตามทางพิจารณาว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังจากนายสมเจตน์พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของโจทก์ไปแล้วตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้การมอบอำนาจของโจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจสิ้นผลไปแต่อย่างใด นายวิชิตจึงยังคงมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นายธิติรัตน์ยื่นฟ้องคดีนี้ได้ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่าตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มิได้บัญญัติให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดี การฟ้องคดีเป็นกิจการนอกขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 7 และ 8 (1) ได้บัญญัติให้อำนาจโจทก์ในการบริหารสินทรัพย์ที่โจทก์รับโอนมาโดยให้รวมถึงการให้เช่าหรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว อำนาจดังกล่าวย่อมมีความหมายรวมถึงการฟ้องคดีในกรณีที่การให้เช่าทรัพย์สินของโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิหรือโจทก์จำต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้ได้

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่วินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายไม่เคลือบคลุม และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 181 (2) ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — บริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาวอังคณา สินเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2557
#562730
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายถูกคนร้ายทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ไม่รู้สึกตัวและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงเป็นกรณีผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ถ้าผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการต้องกระทำโดยผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) ประกอบมาตรา 5 (2) การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเองโดยมีการพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือในใบแต่งทนายความ แม้จะมีพยานลงลายมือชื่อรับรอง 2 คน ก็ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือด้วยตนเอง เนื่องจากผู้เสียหายไม่รู้สึกตัวและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จึงมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เป็นการไม่ถูกต้อง ยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่มีสิทธิฎีกา และแม้กรณีเช่นว่านั้นสามารถที่จะแก้ไขความบกพร่องได้ แต่คดีล่วงเลยมานานมากแล้ว ทั้งการพิจารณาคดีก่อนหน้านั้นของโจทก์ร่วมมิได้เสียไป ประกอบกับพนักงานอัยการก็ว่าคดีต่างโจทก์ร่วมอยู่แล้ว จึงเห็นควรไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสั่งผู้เสียหายแก้ไขข้อบกพร่องในการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการให้บริบูรณ์ใหม่เสียก่อน และสมควรพิจารณาคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297

ระหว่างพิจารณา นายอดิศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างที่ง่ายต่อการเสริมแต่งขึ้นภายหลัง ตรงกันข้ามลักษณะการเดินทางไปทำร้ายคนอื่นตามที่กล่าวอ้างที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปคนเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 ขับและนั่งซ้อนท้ายไปกับพวก กลับเหมือนลักษณะที่คนร้ายทั้งสามคนเดินทางไปยังบริเวณที่เกิดเหตุแล้วทำร้ายผู้เสียหายตามที่นายณรงค์เบิกความนั่นเอง พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองขาดไร้ซึ่งเหตุผล ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพ และทางนำสืบของจำเลยทั้งสองให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกฎีกาของนายอดิศักดิ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 3 (2) ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นายอดิศักดิ์ ช่วยค้ำชู
จำเลย — นายสราวุฒิ กล้าหาญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวถิรพชร อิ่มใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ชื่อองค์คณะ
ลาชิต ไชยอนงค์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1311 -ที่ 1312/2557
#572028
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลูกจ้างเลือกใช้สิทธิเรียกร้องให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ 2 ทาง โดยยื่นฟ้องคดีต่อศาลหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน แต่เมื่อเลือกใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิ 2 ทาง พร้อมกันได้

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน แต่พนักงานตรวจแรงงานไม่ได้มีคำสั่งภายในระยะเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 124 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วในวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 6 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเช่นเดียวกับที่ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2548 พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องโดยไม่ได้มีคำสั่ง เป็นกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานยังไม่มีคำสั่ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง การที่พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องทำให้กระบวนพิจารณาในชั้นพนักงานตรวจแรงงานยกเลิกไปทั้งหมด โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีจึงไม่เป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับเรียกร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

ขณะโจทก์ทั้งสองฟ้องศาลแรงงานภาค 6 เปิดทำการแล้วแต่ยังไม่มีผู้พิพากษาสมทบ ศาลแรงงานภาค 6 จึงโอนคดีไปยังศาลแรงงานกลาง หลังจากศาลแรงงานกลางเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษาปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 6 มีผู้พิพากษาสมทบพร้อมปฏิบัติหน้าที่แล้ว ศาลแรงงานภาค 6 จึงขอให้ศาลแรงงานกลางโอนคดีกลับมาพิจารณาพิพากษา เมื่อโอนคดีกลับมาแล้วผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางย่อมหมดอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ แม้รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540) มาตรา 236 บัญญัติว่าผู้พิพากษาซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใดจะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยคดีนั้นมิได้ แต่มีข้อยกเว้นในกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้นการที่ ช. และ ร. ผู้พิพากษาสมทบของศาลแรงงานภาค 6 ไม่เคยนั่งพิจารณาคดีนี้ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 16 ย่อมมีอำนาจจัดให้ผู้พิพากษาสมทบอื่นเข้าปฏิบัติการแทนได้ตามมาตรา 20 ช. และ ร. ผู้พิพากษาสมทบองค์คณะในคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 จึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาได้ ส่วน น. ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งนั่งพิจารณาคดีมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นก็ได้รับคำสั่งให้ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแห่นงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานกลางอีกตำแหน่งหนึ่งก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดี น. จึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 6 สั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็น 189,554 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 186,424 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกคนละ 20,000 บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป โจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2544 โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตาก (แม่สอด) ขอให้บังคับให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภาค 6 ขอให้บังคับจำเลยจ่าย เงินเช่นเดียวกับที่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง หากเลือกใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการไม่อาจใช้สิทธิควบคู่ไปด้วยกันได้ แม้ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2548 พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องศาลแรงงานภาค 6 ก็ไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องในส่วนที่เรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 6 เพื่อเรียกร้องค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า พนักงานตรวจแรงงานมิได้สอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง กำหนด โจทก์ทั้งสองนำคดีขึ้นสู่ศาลภายหลังระยะเวลาที่พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสอบสวนและมีคำสั่งโดยชอบแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ 2 ทาง คือยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน หรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วหากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งเท่านั้น หากเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันได้ คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานวันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 และพนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่องวันที่ 1 มิถุนายน 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 6 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 แม้คำฟ้องที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยจะมีคำขอเพื่อบังคับให้จำเลยต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสองเช่นเดียวกับที่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและยังอยู่ในระหว่างพนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้อง ก็ตาม แต่ปรากฏว่าพนักงานตรวจแรงงานมิได้มีคำสั่งภายในระยะเวลาตามมาตรา 124 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และขณะโจทก์ยื่นฟ้องก็พ้นกำหนดตามมาตราดังกล่าวแล้ว อีกทั้งต่อมาพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งยุติเรื่องโดยมิได้มีคำสั่ง จึงเป็นกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานยังไม่มีคำสั่ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และจากการที่พนักงานตรวจแรงงานยุติเรื่อง จึงทำให้กระบวนพิจารณาในชั้นพนักงานตรวจแรงงานยกเลิกไปทั้งหมด การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีจึงไม่เป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับการใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยต่อศาลแรงงานภาค 6 ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลแรงงานภาค 6 ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าชดเชย จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในส่วนนี้ใหม่ตามรูปคดี

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 ว่าผู้พิพากษาองค์คณะในคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 มีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าผู้พิพากษาองค์คณะที่ร่วมวินิจฉัยคดีนี้มิได้นั่งร่วมพิจารณามาแต่ต้น ไม่สามารถทำคำพิพากษาหรือวินิจฉัยได้ คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 6 จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540) มาตรา 236 เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) มาตรา 236 บัญญัติว่า การนั่งพิจารณาคดีของศาลต้องมีผู้พิพากษาหรือตุลาการครบองค์คณะ และผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใดจะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยคดีนั้นมิได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นคือเว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ขณะโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ศาลแรงงานภาค 6 เปิดทำการแล้ว แต่ยังไม่มีผู้พิพากษาสมทบ ศาลแรงงานภาค 6 จึงโอนคดีไปยังศาลแรงงานกลาง หลังจากศาลแรงงานกลางเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษา ปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 6 มีผู้พิพากษาสมทบพร้อมปฏิบัติหน้าที่แล้ว ศาลแรงงานภาค 6 จึงขอให้ศาลแรงงานกลางโอนคดีกลับมาให้ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาพิพากษา เมื่อมีการโอนคดีกลับมาแล้วผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานกลางย่อมหมดอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว ดังนั้นแม้นายชัยยศ เจียงทองเลื่อน และนางสาวรุ่งฤดี ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างของศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งทำ คำพิพากษาจะไม่เคยนั่งพิจารณาคดีนี้ แต่ก็ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ย่อมมีอำนาจจัดให้ผู้พิพากษาสมทบอื่นเข้าปฏิบัติการแทนได้ตามมาตรา 20 นายชัยยศและนางสาวรุ่งฤดีผู้พิพากษาสมทบองค์คณะในคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 จึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาได้ ส่วนนายนพเรศ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งนั่งพิจารณาคดีมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นก็ได้รับคำสั่งให้ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแห่นงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแรงงานกลางอีกตำแหน่งหนึ่งตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2548 ก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดี นายนพเรศ ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำพิพากษาเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 6 ในส่วนค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย ให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ไห้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 236
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคสอง ม. 125 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 16 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแง่เล (ไม่มีนามสกุล) กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็กซ์ปอร์ตการ์เมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2557
#559323
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างคือ (3) บุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบ 18 ปี แต่ยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้ได้รับส่วนแบ่งเงินทดแทนต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ เป็นบทบัญญัติที่ถือเอาอายุและการศึกษาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) จึงต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง

มาตรา 49 บัญญัติให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย แต่ไม่ได้บัญญัติว่าหากไม่ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับเงินทดแทนระงับสิ้นไป ระยะเวลาการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วัน จึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ใช้สิทธิโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ ดังนั้นแม้โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนเกิน 180 วัน นับแต่วันที่ผู้ตายประสบอันตรายโจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับเงินทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 249/2548 ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 ให้ขยายหรือเลื่อนเวลายื่นคำร้องเรียกเงินทดแทน และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนอัตราร้อยละหกสิบของค่าจ้างเดือนสุดท้ายเป็นเวลาแปดปีเป็นเงิน 855,000 บาท และค่าทำศพอีกเป็นเงิน 17,000 บาท รวมเป็นเงิน 872,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่ทวงถามจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 249/2548 ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนและเงินค่าทำศพรวมเป็นเงิน 506,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบุตรของนายศุภกิจ ผู้ตาย กับนางสาวประนอม ตามที่แจ้งในสูติบัตร ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ศาลจังหวัดพิษณุโลกแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายเป็นลูกจ้างของนายวีรยุทธ และนางอรุณรัตน์ ตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกสิบล้อ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายกำลังคลายนอตล้อหน้าด้านซ้ายตามคำสั่งของนายวีรยุทธ เนื่องจากรถบรรทุกที่ผู้ตายขับยางล้อหน้าด้านซ้ายแตก มีรถบรรทุกพ่วงชนท้ายรถบรรทุกคันที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุนางสาวประนอมได้รับแจ้งจากนายจ้างของผู้ตายว่าไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ตายเป็นลูกจ้างและไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน วันที่ 28 ธันวาคม 2547 พันตำรวจโทเชื้อ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอโนนสูงแจ้งโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทน นางสาวประนอมจึงยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมาส่งเรื่องต่อไปให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรดำเนินการเนื่องจากนายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดยโสธร สำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรให้นายจ้างของผู้ตายขึ้นทะเบียนว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างและให้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนย้อนหลัง ต่อมาสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรมีคำวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเนื่องจากยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประสบอันตรายและไม่มีเหตุจำเป็นที่จะให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาออกไป นางสาวประนอมอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธร นางสาวประนอมทราบคำสั่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตาย มีสิทธิขอรับเงินทดแทนได้ ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนล่าช้ามิได้เกิดจากการละเลยเพิกเฉยหรือจงใจไม่ไปยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย แต่เป็นกรณีมีเหตุผลสมควรหรือมีความจำเป็นโดยแท้ ถือว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในกำหนดแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าโจทก์ซึ่งมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีนายศุภกิจซึ่งเป็นลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง...(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่ออายุครบสิบแปดปีและยังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่" เป็นบทบัญญัติที่ถือว่าเอาอายุและการศึกษาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) จึงต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง เมื่อโจทก์เป็นบุตรตามความเป็นจริงของผู้ตายจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างประสบอันตรายเกินกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 49 โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประสบอันตรายโดยเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมมิได้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำร้องออกไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนและไม่มีสิทธิขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เห็นว่า มาตรา 49 บัญญัติให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย แต่ไม่ได้บัญญัติว่าหากไม่ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับเงินทดแทนระงับสิ้นไป ระยะเวลาการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ใช้สิทธิโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ ดังนั้นแม้โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ตายประสบอันตรายโจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับเงินทดแทน กรณีมีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 ม. 49
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิงสุวรรณา โดยนางสาวประนอม
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศ์วริศ มั่นพัฒนสันต์
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2557
#572031
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงข้อที่ 5 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ระบุว่าจำเลยมีนโนบายจ้างแรงงานจากบริษัทรับเหมาช่วงในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนพนักงานจำเลยในหน่วยงานนั้น แต่ถ้ามีความจำเป็นจำเลยว่าจ้างเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนพนักงานจำเลยในหน่วยงานนั้น เป็นเงื่อนไขการจ้างหรือประโยชน์อื่นของจำเลยหรือลูกจ้างตามความหมายของคำว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง" และ "สภาพการจ้าง" ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 เนื่องจากหากจำเลยจ้างแรงงานรับเหมาช่วงโดยไม่อยู่ในข้อตกลงข้อที่ 5 จำเลยจะจ้างแรงงานรับเหมาช่วงไปเรื่อย ทำให้สัดส่วนลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยน้อยลงไปเรื่อยโดยไม่มีข้อจำกัด ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยในเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการให้หยุดอยู่กับที่ไม่มีการพัฒนาต่อไป ข้อตกลงข้อที่ 5 มีผลบังคับเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงผูกพันจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยว่าจ้างแรงงานจากบริษัทผู้รับเหมาช่วงในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนพนักงานของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างกันซึ่งข้อตกลงที่ 5 ระบุว่าการจ้างแรงงานรับเหมาช่วงบริษัท (จำเลย) มีนโนบายว่าจ้างแรงงานจากบริษัทรับเหมาช่วงในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนพนักงานบริษัท (จำเลย) ในหน่วยงานนั้น แต่ถ้ามีความจำเป็นบริษัท (จำเลย) สามารถว่าจ้างแรงงานดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยรวมทั้งหมดแล้วไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนพนักงานของบริษัท (จำเลย) ในหน่วยงานนั้น และจำนวนพนักงานของผู้รับเหมาช่วงที่เพิ่มขึ้นบริษัท (จำเลย) จะแจ้งให้สหภาพ (โจทก์) ทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีกำหนดระยะเวลาจ้างไม่เกิน 6 เดือน และข้อตกลงดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน จำเลยได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทผู้รับเหมาช่วงแรงงานว่าจ้างพนักงานของบริษัทผู้รับเหมาช่วงเข้าทำงานในสถานประกอบการของจำเลยเกินกว่าร้อยละ 30 ของจำนวนพนักงานของจำเลยทั้งหมด แล้ววินิจฉัยว่า ข้อตกลงข้อที่ 5 ดังกล่าวเป็นข้อตกลงอย่างอื่นมิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำเลยว่าจ้างแรงงานจากบริษัทรับเหมาช่วงในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนพนักงานของจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าข้อตกลงข้อที่ 5 มีผลบังคับเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 บัญญัติความหมายของ "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง" ว่าหมายถึงข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่างนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และบัญญัติความหมายของ "สภาพการจ้าง" ว่า หมายถึงเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการการเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานดังนั้นข้อตกลงข้อที่ 5 ระหว่างโจทก์กับจำเลยแม้จะเป็นเรื่องการจ้างแรงงานรับเหมาช่วงก็อยู่ในความหมายของเงื่อนไขการจ้างหรือประโยชน์อื่นของจำเลยหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างตามความหมายของคำจำกัดความดังกล่าว เนื่องจากหากให้จำเลยจ้างแรงงานรับเหมาช่วงโดยไม่อยู่ในบังคับข้อตกลงข้อที่ 5 แล้ว จำเลยจะจ้างแรงงานรับเหมาช่วงไปเรื่อย ทำให้สัดส่วนลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยน้อยลงไปเรื่อยโดยไม่มีข้อจำกัดแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยในเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการต่าง ๆ จะหยุดกับที่ไม่มีการพัฒนาต่อไป ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อที่ 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานมัทสุชิตะประเทศไทย
บริษัทพานาโซนิคโฮมแอ็พไลแอ็นซ์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา