คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2557
#562686
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประสงค์ฟ้องคดีเพื่อให้ศาลแรงงานภาค 6 เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนทดแทนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายและให้พิพากษาว่าการประสบอันตรายของ พ. บุตรโจทก์เกิดจากการทำงานให้แก่นายจ้างอันเป็นการฟ้องเพื่อทำลายมติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกผู้พิจารณาในชั้นต้น สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต่างเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งและคำวินิจฉัย การที่โจทก์ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นการฟ้องผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ออกคำสั่งหรือคำวินิจฉัยปัญหาพิพาทตามกฎหมายเพื่อทำลายคำสั่งและคำวินิจฉัยโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นจำเลยได้

โจทก์ฟ้องคดีด้วยวาจา ศาลแรงงานภาค 6 บันทึกรายการแห่งข้อหาตามแบบคำฟ้องคดีแรงาน (รง.1) โดยคำขอท้ายคำฟ้องระบุขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ว่า พ. ถึงแก่ความตายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง ไม่เป็นการประสบอันตรายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 และขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณี พ. ถึงแก่ความตายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นเวลา 5 ปี เมื่อสิทธิการได้รับค่าทดแทนของโจทก์ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนด 8 ปี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจึงให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์โดยการจ่ายเงินให้จำเลยปฏิบัติตาม มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ (เกินไปจากคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและพิพากษาว่านายพันธกานต์ ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง และให้จ่ายเงินทดแทนรายเดือนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน ในกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายเป็นเวลา 5 ปี คิดเป็นเงินเดือนละ 3,600 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 216,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณีการตายของนายพันธกานต์ แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ในการจ่ายนั้นให้จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 18 (4) และมาตรา 18 วรรคสี่ โดยค่าจ้างรายเดือนของนายพันธกานต์ เท่ากับ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นส่วนงานหนึ่งของสำนักงานประกันสังคมและพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 49 บัญญัติให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนตาม มาตรา 49 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนและออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงมีผลโดยตรงต่อนายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เมื่อ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นที่สุด ดังนี้เมื่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยเสียได้ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 29 บัญญัติหลักการไว้ว่าจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนคดีแพ่งทั่วไป มาตรา 35 จึงบัญญัติให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถเป็นโจทก์ทำคำฟ้องเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลเองหรือจะฟ้องคดีด้วยวาจาก็ได้โดยให้ศาลมีอำนาจสอบถามตามที่จำเป็นแล้วบันทึกรายการแห่งข้อหา คดีนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต่างเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งและคำวินิจฉัย การที่โจทก์ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกจึงถือได้แล้วว่าเป็นการฟ้องผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ออกคำสั่งหรือคำวินิจฉัยปัญหาพิพาทตามกฎหมายเพื่อทำลายคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ทั้งปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้แต่งตั้งพนักงานอัยการเข้ามาแก้ต่างแทนฝ่ายจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นจำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่าศาลแรงงานภาค 6 มีคำพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนรายเดือนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 60 ของเงินค่าจ้างต่อเดือนเป็นเวลา 8 ปี เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 หรือไม่ เห็นว่า ในกรณีของนายพันธกานต์ซึ่งถึงแก่ความตายจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในอัตราร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน เป็นรายเดือนมีกำหนด 8 ปี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 แม้ว่าศาลแรงงานภาค 6 ได้พิพากษาว่าให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยการจ่ายเงินให้จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ ซึ่งเกินไปจากที่โจทก์มีคำขอเป็นเวลาเพียง 5 ปี โดยมิได้อ้างเหตุว่าศาลเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไรก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อสิทธิการได้รับค่าทดแทนของโจทก์กรณีคดีนี้ตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้กำหนดให้มีสิทธิเป็นเวลา 8 ปี และยังปรากฏว่าคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเป็นการทำลายคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนซึ่งต่างเป็นผู้ออกคำสั่งและคำวินิจฉัยว่านายพันธกานต์ถึงแก่ความตายไม่ใช่เป็นผลโดยตรงจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือทำตามคำสั่งนายจ้าง จึงไม่ได้เป็นการประสบอันตรายตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งในชั้นฟ้องคดีโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของนายพันธกานต์มอบอำนาจให้นางลักขณามาดำเนินคดีโดยการฟ้องคดีด้วยวาจา และศาลแรงงานภาค 6 บันทึกรายการแห่งข้อหา ตามแบบคำฟ้องคดีแรงงาน (รง.1) ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จึงให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยการจ่ายเงินให้จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ ตามที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยมาได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5 ม. 18 ม. 20
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35 วรรคสอง ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำไพ สุธงษา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2557
#562505
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รับสินค้าจากโจทก์เพื่อดำเนินการขนส่ง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ครั้นเมื่อมีการขนส่งสินค้าไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อแล้ว ปรากฏในขณะนั้นว่าสินค้าสูญหายไป 1 กล่อง แต่ได้ความต่อมาว่าจำเลยที่ 2 พบสินค้าที่คิดว่าสูญหายดังกล่าวที่ท่าอากาศยานเบรเมน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 ดังนี้ย่อมไม่มีเหตุอันจะถือได้ว่าสินค้า 1 กล่องนี้สูญหายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงกำหนดเวลาในการขนส่งสินค้าให้จำเลยที่ 1 ต้องขนส่งไปมอบแก่ผู้ซื้อไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่ตามปกติในการขนส่งทางอากาศย่อมเป็นที่เข้าใจและคาดหมายกันได้ระหว่างโจทก์ผู้ส่งกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งว่าควรขนส่งไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อโดยคู่สัญญามีเจตนาให้ขนส่งไปส่งมอบได้ภายในกำหนดเวลาเท่าที่พึงคาดหมายว่าการขนส่งทางอากาศในระยะทางเช่นนี้ควรส่งมอบแก่ผู้ซื้อได้ ประกอบกับผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความทำนองว่า พยานได้รับแจ้งจากผู้ซื้อว่าได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน ไม่เกินวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 จึงเชื่อได้ว่าการขนส่งครั้งนี้มีกำหนดเวลาอันคาดหมายได้ว่าควรส่งสินค้าถึงผู้ซื้อได้ไม่เกินวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 และมีการส่งสินค้าไปมอบแก่ผู้ซื้อแล้วเพียงแต่ส่งมอบได้ไม่ครบถ้วนเท่านั้น เมื่อสินค้าขาดหายไป 1 กล่อง และค้นพบวันที่ 27 มีนาคม 2550 ย่อมเป็นกรณีที่หากส่งมอบสินค้า 1 กล่องนี้ได้ก็เป็นการส่งมอบชักช้ากว่าเวลาอันควรส่งมอบได้ จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งคนอื่นที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่งต้องร่วมกันรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการส่งมอบชักช้าดังกล่าว อันเกิดจากโจทก์ต้องผลิตสินค้าใหม่และส่งให้ผู้ซื้อทดแทน

ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อความแสดงถึงกรณีที่สัญญาประกันภัยไม่คุ้มครองไว้ในข้อ 2.6 ว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองในกรณีการสูญหาย เสียหาย หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าโดยเฉพาะ เมื่อสินค้า 1 กล่อง หายไปโดยหาไม่พบแต่แรก แต่ต่อมาก็ค้นพบภายหลังในเวลาประมาณ 40 วัน ซึ่งถือว่าเป็นกรณีส่งได้ชักช้าเท่านั้น ไม่ถึงกับถือว่าเป็นการสูญหาย จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายรวมกับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 946,520.53 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 887,266.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นางสาววิมล ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ บริษัทโนวาการ์ด อินฟอร์เมชั่นซิสเต็มส์ จีเอ็มบีเอช ในประเทศเยอรมนีสั่งซื้อสินค้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 9 กล่องจากโจทก์ในราคาดีดีพี (DDP-Delivered Duty Paid) เป็นเงินรวม 99,590.56 ยูโรซึ่งโจทก์มีหน้าที่ขนส่ง ทำพิธีการศุลกากร ณ ท่าส่งออกและท่าปลายทาง และต้องเสี่ยงภัยสำหรับความสูญหายหรือเสียหายจนกว่าสินค้าจะส่งถึงผู้ซื้อ โจทก์ได้เอาประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่งดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 3 โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการจัดส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศเยอรมนี โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกใบรับขนของทางอากาศ (House Air Waybill) ให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งทางอากาศโดยจำเลยที่ 2 ได้ออกใบรับขนของทางอากาศ (Master Air Waybill) ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 2 ได้ขนส่งสินค้าจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานเบรเมน ประเทศเยอรมนีแล้ว แต่ปรากฏว่าขณะนั้นสินค้าดังกล่าวสูญหายไป 1 กล่อง ซึ่งมีสินค้าจำนวน 40,633 ชิ้น โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1ติดตามสินค้าที่สูญหาย ต่อมาโจทก์ได้ผลิตสินค้าอย่างเดียวกันขึ้นทดแทนแล้วจัดส่งให้แก่ผู้ซื้อ แต่หลังจากนั้นในวันที่ 29 มีนาคม 2550 จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 พบสินค้าที่สูญหายไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2550 โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาขนส่งต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่ ปัญหานี้ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ยุติว่า จำเลยที่ 1 รับสินค้าจากโจทก์ไว้เพื่อดำเนินการขนส่ง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ตามใบรับขนของทางอากาศ ครั้นเมื่อมีการขนส่งสินค้าไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อแล้ว ปรากฏในขณะนั้นว่าสินค้าสูญหายไป 1 กล่อง แต่ได้ความต่อมาว่าจำเลยที่ 2 พบสินค้าที่คิดว่าสูญหายดังกล่าวที่ท่าอากาศยานเบรเมน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 ดังนี้ย่อมไม่มีเหตุอันจะถือได้ว่าสินค้า 1 กล่องนี้สูญหายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงกำหนดเวลาในการขนส่งสินค้าให้จำเลยที่ 1ต้องขนส่งไปมอบแก่ผู้ซื้อไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่ตามปกติในการขนส่งทางอากาศย่อมเป็นที่เข้าใจและคาดหมายกันได้ระหว่างโจทก์ผู้ส่งกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งว่าควรขนส่งไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อได้โดยคู่สัญญามีเจตนาให้ขนส่งไปส่งมอบได้ภายในกำหนดเวลาเท่าที่พึงคาดหมายว่าการขนส่งทางอากาศในระยะทางเช่นนี้ควรส่งมอบแก่ผู้ซื้อได้ ประกอบกับนางสาววิมลผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความทำนองว่า พยานได้รับแจ้งจากผู้ซื้อว่าได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน ไม่เกินวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 แสดงว่ามีการส่งสินค้าไปมอบแก่ผู้ซื้อแล้วเพียงแต่ส่งมอบได้ไม่ครบถ้วนเท่านั้น จึงเชื่อได้ว่าการขนส่งครั้งนี้มีกำหนดเวลาอันคาดหมายได้ว่าควรส่งสินค้าถึงผู้ซื้อได้ไม่เกินวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 แต่เมื่อขณะนั้นสินค้าขาดหายไป 1 กล่อง และค้นพบวันที่ 27 มีนาคม 2550 ย่อมเป็นกรณีที่หากส่งมอบสินค้า 1 กล่อง นี้ได้ก็เป็นการส่งมอบชักช้ากว่าเวลาอันควรส่งมอบได้ ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเวลาและการค้นพบสินค้าดังกล่าวปรากฏในคำฟ้องและคำให้การจำเลยทั้งสามอยู่แล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลปรับบทกฎหมายว่าเป็นกรณีสูญหายหรือส่งมอบชักช้า และแม้ฟังได้ว่าเป็นกรณีส่งมอบชักช้าก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งคนอื่นที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่งต้องร่วมกันรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการส่งมอบชักช้าดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าโจทก์เสียหายจากการที่ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ส่งมอบสินค้าชักช้านั้น โจทก์มีนางสาววิมลยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความประกอบว่า เมื่อทราบว่าสินค้าสูญหายไป 1 กล่อง โจทก์ได้สอบถามจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ควรเรียกร้องจากผู้รับประกันภัยก่อน หลังจากนั้นผู้รับประกันภัยจึงจะเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 ต่อไป ตามหนังสือของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2550 โจทก์จึงได้ผลิตสินค้าใหม่ขึ้นทดแทนและส่งให้แก่ผู้ซื้อใหม่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 รายละเอียดปรากฏตามใบอินวอยซ์และใบรับขนของทางอากาศ โดยรายละเอียดของสินค้าและราคาสินค้ามตามใบอินวอยซ์ ที่ส่งไปทดแทนก็ตรงกับสินค้าที่หาไม่พบแต่แรกตามใบอินวอยซ์สินค้า 1 กล่องดังกล่าว จำนวนสินค้าที่ส่งไปใหม่หักด้วยสินค้าผู้ซื้อไม่รับมาแต่เดิมแล้วจำนวน 40,213 ชิ้น ก็ใกล้เคียงกับจำนวนสินค้า 1 กล่อง ที่หาไม่พบแต่แรกที่โจทก์มีหนังสือเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 1 ตาม จำนวน 40,200 ชิ้น ส่วนฝ่ายจำเลยที่ 3 อ้างเพียงว่า การส่งสินค้าของโจทก์ใหม่ตามใบรับขนของทางอากาศ ระบุเป็นสินค้า 11 กล่อง มากกว่าสินค้าที่หายไปแต่แรก จึงเป็นการขายและส่งสินค้าใหม่ต่างหากมากกว่า ในข้อนี้เมื่อพิจารณาคำเบิกความนางสาววิมลที่อ้างว่าการส่งสินค้าตามใบรับขนของทางอากาศฉบับนี้เป็นการส่งสินค้าทดแทนรวมไปกับสินค้าที่ผู้ซื้อสั่งซื้อเพิ่มประกอบกับใบรับขนของทางอากาศ ซึ่งมีรายละเอียดสินค้าที่ขนส่งตามใบอินวอยซ์ 3 ฉบับ เป็นสินค้าที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน 3 ประเภท แต่เป็นประเภทเดียวกับสินค้าที่หาไม่พบแต่แรก 1 ประเภท ตามใบอินวอยซ์เลขที่ SMC 2- 02410 ซึ่งตรงกับเลขที่อินวอยซ์ ดังกล่าวแล้ว และเมื่อโจทก์เป็นคู่สัญญากับผู้ซื้อที่ต้องผูกพันในการส่งสินค้าแก่ผู้ซื้อ ย่อมมีเหตุผลให้โจทก์ต้องผลิตและส่งสินค้าทดแทนดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม เชื่อได้ว่าโจทก์ต้องผลิตสินค้าใหม่ขึ้นและส่งให้ผู้ซื้อทดแทนโดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 16,085.20 ยูโร ตามใบอินวอยซ์จริง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใดหรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย มีข้อความแสดงถึงกรณีที่สัญญาประกันภัยไม่คุ้มครองไว้ในข้อ 2.6 ว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองในกรณีการสูญหายเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าโดยเฉพาะ ซึ่งย่อมเข้าใจได้ชัดเจนว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความเสียหายในกรณีการส่งมอบชักช้าและเมื่อกรณีสินค้า 1 กล่อง ตามฟ้องที่หายไปโดยหาไม่พบแต่แรก แต่ต่อมาก็ค้นพบภายหลังในเวลาประมาณ 40 วัน ซึ่งถือว่าเป็นกรณีส่งได้ชักช้าเท่านั้น ไม่ถึงกับจะถือได้ว่าเป็นการสูญหาย จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 4,180 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่12 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หากไม่มีประกาศดังกล่าว ให้ใช้อัตราขายถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันใช้เงิน หากไม่มีอัตราในวันดังกล่าวให้ใช้อัตราที่มีก่อนวันใช้เงิน และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 617 ม. 618
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมาร์ทแทรค เทคโนโลยี จำกัด
จำเลย — บริษัทไพโอเนียร์ แอร์คาร์โก้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายบัว แก้วจิตร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2557
#562681
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 63 (กฎหมายเดิม) และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 86 (กฎหมายที่แก้ไขใหม่) บัญญัติให้ใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็กหรือเยาวชน อันมีลักษณะเป็นการใช้กระบวนยุติธรรมเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนยุติธรรมได้ ซึ่งตามมาตรา 63 (กฎหมายเดิม) ให้อำนาจเด็ดขาดแก่พนักงานอัยการที่จะสั่งไม่ฟ้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาล แต่ตามมาตรา 86 (กฎหมายที่แก้ไขใหม่) ให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับแผน ผู้อำนวยการสถานพินิจไม่มีสิทธิโต้แย้ง แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยกับแผน พนักงานอัยการยังไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องจะต้องให้ศาลพิจารณาก่อนตามมาตรา 86 ถ้าศาลเห็นชอบกับแผนและมีการปฏิบัติตามแผนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตามมาตรา 88 (กฎหมายที่แก้ไขใหม่) โดยมาตรา 86 ใช้ถ้อยคำว่า "ให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร" ดังนี้บ่งชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของมาตราดังกล่าวว่า ให้ศาลตรวจสอบแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอีกชั้นหนึ่งก่อนและให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านหรือพนักงานอัยการไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบการจับและมีคำสั่งตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นตรวจสอบแล้วมีคำสั่งว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดจริง การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปฏิบัติของเจ้าพนักงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาจึงมีคำสั่งให้มอบตัวผู้ต้องหาแก่นายจงกล บิดาของผู้ต้องหา และให้ผู้คัดค้านดำเนินการสืบเสาะข้อเท็จจริงและจัดทำรายงานความเห็นเสนอต่อศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 82

ต่อมาผู้คัดค้านรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรีได้ประมวลข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้องโดยพนักงานอัยการเห็นชอบ และให้มีการดำเนินการตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 พร้อมทั้งส่งแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน ซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจให้ความยินยอมได้ และไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้ จึงไม่อนุญาต

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 86 หรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็กหรือเยาวชน อันมีลักษณะเป็นการใช้กระบวนยุติธรรมเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนการยุติธรรมซึ่งตามมาตรา 63 (กฎหมายเดิมก่อนถูกยกเลิก) ให้อำนาจเด็ดขาดแก่พนักงานอัยการที่จะสั่งไม่ฟ้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาล แต่ตามมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับแผนหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับแผน ผู้อำนวยการสถานพินิจไม่มีสิทธิโต้แย้ง แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบกับแผน พนักงานอัยการยังไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องจะต้องให้ศาลพิจารณาก่อน ถ้าศาลเห็นชอบกับแผน และมีการปฏิบัติตามแผนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตามมาตรา 88 (กฎหมายใหม่) นอกจากนี้ตามมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ใช้ถ้อยคำว่า "ให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร" ดั่งนี้บ่งชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ที่ใช้บังคับสำหรับคดีนี้ว่า ให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอีกชั้นหนึ่งก่อนและให้ศาลชั้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของศาลชั้นต้น ผู้อำนวยการสถานพินิจหรือพนักงานอัยการไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 86 ม. 88
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านบึง
ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ผู้คัดค้าน — จังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายธีรติ คัมภ์พิภพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2557
#572025
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสหรือไม่ ไม่ทราบและไม่รับรอง เป็นคำให้การที่ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบในเรื่องนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องชัดเจนว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่อาจนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 แต่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานโจทก์ได้

ตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง การจัดการสินสมรสที่ไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสตามมาตรา 1476 คู่สมรสอีกฝ่ายจะขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้ เว้นแต่ในขณะทำนิติกรรมบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน คำว่า โดยสุจริต หมายความว่า บุคคลภายนอกได้กระทำนิติกรรมกับคู่สมรสฝ่ายหนึ่งโดยมิได้ล่วงรู้ว่าเป็นการทำนิติกรรมผูกพันสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมซื้อที่ดินโดยรู้แล้วว่าเป็นสินสมรสและโจทก์มิได้ยินยอมให้ทำนิติกรรม จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยมิได้สนใจไปดูที่ดินพิพาทและจ่ายเงินให้จำเลยที่ 2 ให้ไปไถ่ถอนที่ดินด้วยเงินจำนวนมากโดยมิได้มีหลักประกันใดว่าจะมีการดำเนินการตามข้อตกลง และชำระราคาที่ดินที่เหลือโดยไม่ปรากฏหลักฐาน ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นไปโดยสุจริต

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1476 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 199
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมควร แต้มทอง
จำเลย — นางสมภาษณ์ แต้มทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ — นายเลอเลิศ ชุณหโอกาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2557
#562680
เปิดฉบับเต็ม

พ. ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ศาลชั้นต้นตรวจสอบการจับแล้ว มีคำสั่งว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดจริง การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้คัดค้านสืบเสาะข้อเท็จจริงและจัดทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้น ต่อมาผู้คัดค้านรายงานว่า สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรีเห็นว่า ผู้ต้องหาอาจกลับตนเป็นพลเมืองดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง พนักงานอัยการเห็นชอบให้มีการดำเนินการตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามมาตรา 86 แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 โดยส่งแผนให้ศาลชั้นต้นพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน รัฐเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจให้ความยินยอมได้ และไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 86 ได้ จึงไม่อนุญาต ซึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 63 (กฎหมายเดิม) และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 86 (กฎหมายที่แก้ไขใหม่) บัญญัติเป็นมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็กหรือเยาวชน อันมีลักษณะเป็นการใช้กระบวนยุติธรรมเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตามมาตรา 63 (กฎหมายเดิม) ให้อำนาจเด็ดขาดแก่พนักงานอัยการที่จะสั่งไม่ฟ้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาล แต่ตามมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าเห็นชอบกับแผนหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับแผน ผู้อำนวยการสถานพินิจไม่มีสิทธิโต้แย้ง แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบกับแผน พนักงานอัยการยังไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้อง ต้องให้ศาลพิจารณาก่อน ถ้าศาลเห็นชอบกับแผน และมีการปฏิบัติตามแผนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตามมาตรา 88 (กฎหมายที่แก้ไขใหม่) นอกจากนี้ตามมาตรา 86 (กฎหมายที่แก้ไขใหม่) ใช้ถ้อยคำว่า "ให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร" บ่งชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของมาตรานี้ว่า ให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอีกชั้นหนึ่งก่อนและให้สั่งตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของศาลชั้นต้น การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า มาตรา 86 เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสถานพินิจและพนักงานอัยการในการพิจารณาแผนบำบัดฟื้นฟู โดยให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น ผู้อำนวยการสถานพินิจหรือพนักงานอัยการไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบการจับและมีคำสั่งตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นตรวจสอบแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดจริง การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปฏิบัติของเจ้าพนักงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาจึงมีคำสั่งมอบตัวผู้ต้องหาแก่นางเดือนเพ็ญ มารดาของผู้ต้องหาและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านสืบเสาะข้อเท็จจริงและจัดทำรายงานความเห็นเสนอต่อศาลชั้นต้นแห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 82

ต่อมาผู้คัดค้านรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่า สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรีได้ประมวลข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้องโดยพนักงานอัยการเห็นชอบ และให้มีการดำเนินการตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 พร้อมทั้งส่งแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน รัฐเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจให้ความยินยอมได้ และไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 86แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้ จึงไม่อนุญาต

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 86 หรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็กหรือเยาวชน อันมีลักษณะเป็นการใช้กระบวนยุติธรรมเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตามมาตรา 63 (กฎหมายเดิมก่อนถูกยกเลิก) ให้อำนาจเด็ดขาดแก่พนักงานอัยการที่จะสั่งไม่ฟ้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาล แต่ตามมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าเห็นชอบกับแผนหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับแผน ผู้อำนวยการสถานพินิจไม่มีสิทธิโต้แย้ง แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบกับแผน พนักงานอัยการยังไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้อง จะต้องให้ศาลพิจารณาก่อนถ้าศาลเห็นชอบกับแผน และมีการปฏิบัติตามแผนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตามมาตรา 88 (กฎหมายใหม่) นอกจากนี้ตามมาตรา 86 (กฎหมายใหม่)ใช้ถ้อยคำว่า "ให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร" ดั่งนี้บ่งชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของมาตรา 86(กฎหมายใหม่) ที่ใช้บังคับสำหรับคดีนี้ว่า ให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอีกชั้นหนึ่งก่อนและให้ศาลชั้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของศาลชั้นต้นผู้อำนวยการสถานพินิจหรือพนักงานอัยการไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 63
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 86 ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองกิ่ว
ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก
ผู้คัดค้าน — และเยาวชนจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายเพทาย เขียนอำนาจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2557
#566218
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 86 (กฎหมายที่แก้ไขใหม่) บัญญัติให้ผู้อำนวยการสถานพินิจมีอำนาจใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็กหรือเยาวชน อันมีลักษณะเป็นการใช้กระบวนการเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนการยุติธรรมปกติได้เช่นเดียวกับกฎหมายเดิมคือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 63 ซึ่งมาตรา 63 ให้อำนาจเด็ดขาดแก่พนักงานอัยการที่จะสั่งไม่ฟ้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาล แต่ตามมาตรา 86 ให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับแผนผู้อำนวยการสถานพินิจไม่มีสิทธิโต้แย้ง แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยกับแผน พนักงานอัยการยังไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้อง จะต้องให้ศาลพิจารณาก่อน ถ้าศาลเห็นชอบกับแผนและมีการปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตามมาตรา 88 โดยมาตรา 86 วรรคสาม ใช้ถ้อยคำว่า "ให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร" จึงบ่งชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของมาตราดังกล่าวว่า ให้ศาลตรวจสอบแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอีกชั้นหนึ่งก่อนและให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ผู้คัดค้านเสนอต่อศาลชั้นต้นว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ รัฐเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจให้ความยินยอมได้ และไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 86 ได้ จึงเป็นการสั่งตามที่เห็นสมควรดังกล่าว ผู้คัดค้านหรือพนักงานอัยการไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่อุทธรณ์ว่าการพิจารณาแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามมาตรา 86 เป็นอำนาจของผู้คัดค้านและพนักงานอัยการเท่านั้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบการจับกุมและมีคำสั่งตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นตรวจสอบแล้วมีคำสั่งว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดจริง การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปฏิบัติของเจ้าพนักงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของผู้ต้องหาอาจเป็นภัยร้ายแรงต่อผู้อื่นถือว่ามีเหตุสมควร เมื่อคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์สูงสุดของผู้ต้องหาแล้ว จึงมีคำสั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี โดยให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี สืบเสาะข้อเท็จจริงและจัดทำรายงานความเห็นเสนอต่อศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 82

ต่อมาผู้คัดค้านรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่า สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรีได้ประมวลข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้องโดยพนักงานอัยการเห็นชอบ และให้มีการดำเนินการตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 พร้อมทั้งได้ส่งแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจให้ความยินยอมได้ และไม่มีอำนาจใช้มาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้ จึงไม่อนุญาต

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 86 หรือไม่ ในปัญหานี้เดิมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 63 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิดเมื่อผู้อำนวยการสถานพินิจพิจารณาโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ ฐานะตลอดจนสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนและพฤติการณ์ต่าง ๆแห่งคดีแล้วเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนอาจกลับตนเป็นพลเมืองดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง และเด็กหรือเยาวชนนั้นยินยอมที่จะอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจแล้ว ให้ผู้อำนวยการสถานพินิจแจ้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยให้มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นได้ คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการนั้นให้เป็นที่สุด" วรรคสอง บัญญัติว่า"การควบคุมเด็กหรือเยาวชนในสถานพินิจตามวรรคหนึ่งให้มีกำหนดเวลาตามที่ผู้อำนวยการสถานพินิจเห็นสมควรแต่ต้องไม่เกินสองปี" วรรคสาม บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่การกระทำความผิดอาญาที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าห้าปีขึ้นไป" ต่อมาพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534...(2)...(3)..."และมีบทบัญญัติทำนองเดียวกันไว้ในมาตรา 86 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าเด็กหรือเยาวชนไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หากเด็กหรือเยาวชนสำนึกในการกระทำก่อนฟ้องคดี เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ..หากผู้อำนวยการสถานพินิจพิจารณาเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูให้เด็กหรือเยาวชนปฏิบัติ...ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนความประพฤติของเด็กหรือเยาวชน บรรเทา ทดแทน หรือชดเชยความเสียหายแก่ผู้เสียหาย หรือเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชุมชนและสังคม แล้วเสนอความเห็นประกอบแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูต่อพนักงานอัยการพิจารณา ทั้งนี้ การจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายและเด็กหรือเยาวชนด้วย" วรรคสองบัญญัติว่า "เมื่อพนักงานอัยการได้รับแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูและความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจตามวรรคหนึ่งแล้ว...ถ้าพนักงานอัยการไม่เห็นชอบด้วยกับแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูให้สั่งแก้ไขแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูหรือสั่งดำเนินคดีต่อไปและให้ผู้อำนวยการสถานพินิจแจ้งคำสั่งของพนักงานอัยการให้พนักงานสอบสวนและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ หากพนักงานอัยการเห็นว่าแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือเยาวชนแล้วเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้พนักงานอัยการเห็นชอบกับแผนดังกล่าว และให้มีการดำเนินการตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูดังกล่าวได้ทันทีพร้อมทั้งให้รายงานให้ศาลทราบ" วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลว่ากระบวนการจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร" วรรคสี่ บัญญัติว่า "ศาลต้องมีคำสั่งตามวรรคสามภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน..." วรรคห้า บัญญัติว่า "แผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามมาตรานี้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายและเด็กหรือเยาวชนด้วย" มาตรา 88 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อมีการปฏิบัติตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูครบถ้วนแล้วให้ผู้อำนวยการสถานพินิจรายงานให้พนักงานอัยการทราบ หากพนักงานอัยการเห็นชอบให้มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้น คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการให้เป็นที่สุด...และให้ผู้อำนวยการสถานพินิจรายงานคำสั่งไม่ฟ้องให้ศาลทราบ" เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็กหรือเยาวชน อันมีลักษณะเป็นการใช้กระบวนยุติธรรมเบี่ยงเบนคดีออกจากกระบวนการยุติธรรมซึ่งตามมาตรา 63 (กฎหมายเดิมก่อนถูกยกเลิก) ให้อำนาจเด็ดขาดแก่พนักงานอัยการที่จะสั่งไม่ฟ้องโดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาล แต่ตามมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับแผนหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับแผนให้สั่งแก้ไขหรือสั่งดำเนินคดีต่อไปโดยผู้อำนวยการสถานพินิจไม่มีสิทธิโต้แย้ง แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบกับแผน พนักงานอัยการยังไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้อง จะต้องให้ศาลพิจารณาก่อน ถ้าศาลเห็นชอบกับแผน และมีการปฏิบัติตามแผนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องตามมาตรา 88 (กฎหมายใหม่) นอกจากนี้ตามมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ใช้ถ้อยคำว่า "ให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร" ดังนี้บ่งชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของมาตรา 86 (กฎหมายใหม่) ที่ใช้บังคับสำหรับคดีนี้ว่า ให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอีกชั้นหนึ่งก่อนและให้ศาลชั้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของศาลชั้นต้น ผู้อำนวยการสถานพินิจหรือพนักงานอัยการไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 86 ม. 88
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวน
ผู้ร้อง — สถานีตำรวจภูธรแสนสุข
ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก
ผู้คัดค้าน — และเยาวชนจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายนครินทร์ แดงมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2557
#559311
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 235 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 10 แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าประสงค์ให้โจทก์ดำเนินการเกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งทั้งหมด สอดคล้องกับมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ที่กำหนดให้โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการจัดการเลือกตั้ง ประกอบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง กำหนดให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลทั้งในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง โดยให้ถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. และกฎหมายอื่น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนที่ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 10 บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทั้งหมด และมาตรา 99 วรรคสอง บัญญัติให้ค่าเสียหายที่ได้รับชดใช้จากผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้ตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว และกำหนดหน่วยงานที่จะได้รับจัดสรรเงินในกรณีที่ได้รับชดใช้จากผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 131,088.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,074.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 125,074.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 6,013.80 บาท (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2554) ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาข้อแรกว่า องค์การบริหารส่วนตำบลต้นมะพร้าวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ โจทก์เป็นเพียงผู้ควบคุมหรือจัดให้มีการเลือกตั้งโดยไม่ได้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่นั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 235 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม" และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 10 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งหรือสนับสนุนการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น...(17) ดำเนินการอื่นตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอื่น หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง" จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าประสงค์ให้โจทก์ดำเนินการเกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งทั้งหมด สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติหรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้มีอำนาจแจ้งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อดำเนินการสืบสวน หรือแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวน และให้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลทั้งในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง โดยให้ถือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นและให้ได้รับยกเว้นค่าฤชา ธรรมเนียมทั้งปวง" ยิ่งแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมอบหมายให้โจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีต่าง ๆ อันเกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมทั้งในทางแพ่ง ทางอาญาและทางปกครอง การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ส่วนที่พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 10 บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทั้งหมด และมาตรา 99 วรรคสอง บัญญัติให้ค่าเสียหายที่ได้รับชดใช้จากผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้ตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็วและกำหนดหน่วยงานที่จะได้รับจัดสรรเงินในกรณีที่ได้รับจากผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง อันเป็นคนละเรื่องกับอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้

ที่จำเลยฎีกาอีกข้อว่า คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 10/2551 ลงวันที่ 9 มกราคม 2551 และคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 50/2552 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2552 เรื่องการมอบอำนาจให้หัวหน้าพนักงานส่วนท้องถิ่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น มีเพียงลายมือชื่อของนายอภิชาต โดยไม่มีลายมือชื่อของผู้รับมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องดำเนินคดีในศาล คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจมอบหมายให้กรรมการการเลือกตั้งคนใดคนหนึ่ง เลขาธิการ พนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พนักงานอัยการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการแทนได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติมอบอำนาจให้หัวหน้าพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีแทนแล้ว นายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งย่อมมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยลงลายมือชื่อในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง มอบอำนาจให้หัวหน้าพนักงานส่วนท้องถิ่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยเฉพาะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 235
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 7 ม. 10 ม. 99
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ม. 10 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายสุนทร กลั่นเกล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายไกรสร โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2557
#559342
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทะเลาะโต้เถียงกันด้วยความโกรธ ต่างคนต่างว่าซึ่งกันและกัน ที่จำเลยพูดว่า "มึงโกงกู" เป็นคำโต้ตอบโจทก์เนื่องจากจำเลยไม่เชื่อว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้จำเลยแล้วโดยการโอนเงินผ่านธนาคาร จะถือว่าจำเลยเจตนาใส่ความโจทก์อันจะเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมา จำเลยได้พูดกับโจทก์ว่า "มึงโกงกู" ไม่ถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์รับราชการครูที่โรงเรียนวัดธงชัยราม จำเลยรับราชการที่โรงเรียนวัดเทวประสาทซึ่งสามีโจทก์เป็นผู้อำนวยการ เย็นวันเกิดเหตุโจทก์ไปรอสามีโจทก์ซึ่งประชุมครูอยู่ที่โรงเรียนวัดเทวประสาท เมื่อประชุมเสร็จจำเลยออกจากห้องประชุม โจทก์เข้าไปพูดคุยกับจำเลยเรื่องเงินจำนวน 30,000 บาท ที่โจทก์ยืมจากจำเลย แล้วเกิดการโต้เถียงกัน โจทก์อ้างว่าได้ชำระหนี้ให้จำเลยแล้วโดยการโอนเงินผ่านธนาคาร แต่จำเลยไม่เชื่อและพูดว่า เหตุใดจึงไม่นำเงินสดมาคืน เพราะตอนยืมก็รับเงินสดไป มึงโกงกู จำเลยพูดในขณะที่สามีโจทก์ นางศิริลักษณ์ และนางสาววิไลพรรณ ครูโรงเรียนวัดเทวประสาทอยู่ด้วย ส่วนโจทก์ด่าจำเลยว่า อีตอแหล อีเหี้ย อีสัตว์ และคำหยาบอีกหลายคำ พนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 โจทก์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโจทก์ คดีถึงที่สุด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงโจทก์และจำเลยทะเลาะโต้เถียงกันด้วยความโกรธ ต่างคนต่างว่าซึ่งกันและกัน คำว่า มึงโกงกู เป็นคำโต้ตอบโจทก์เนื่องจากจำเลยไม่เชื่อว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้จำเลยแล้วโดยการโอนเงินผ่านธนาคาร จะถือว่าจำเลยเจตนาใส่ความโจทก์อันจะเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และไม่จำต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) หรือไม่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี จูมี
จำเลย — นางสมจิตร สุขดิษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายเอกรินทร์ รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1137/2557
#559083
เปิดฉบับเต็ม

การบอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง เมื่อจำเลยผู้รับประกันภัยปฏิเสธชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนและให้การต่อสู้โดยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยได้บอกล้างสัญญาประกันชีวิตที่ตกเป็นโมฆียะแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่า จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตั้งแต่เมื่อใด และได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวแล้วภายใน 1 เดือน นับแต่ทราบมูลอันจะบอกล้างได้ เมื่อทางนำสืบของจำเลยฟังไม่ได้ว่าโจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด และจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้เมื่อใด จำเลยนำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายใน 2 ปี นับแต่วันต่ออายุสัญญาเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยนำสืบว่าจำเลยได้บอกล้างสัญญาประกันภัยภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตามมาตรา 865 วรรคสอง ดังกล่าว ดังนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่ผู้รับประโยชน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กันยายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ) โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยได้บอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่านายใจเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในขณะที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีผลคุ้มครอง จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยได้บอกล้างสัญญาประกันชีวิตที่ตกเป็นโมฆียะแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตั้งแต่เมื่อใด และได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง ทางนำสืบของจำเลยคงมีแต่นายวันชัย ผู้รับมอบอำนาจช่วงของจำเลย และนายวิศิษฐ์ พนักงานของจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริการผู้ถือกรมธรรม์ที่มีหน้าที่ตรวจสอบและให้บริการแก่ผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นพยานเบิกความว่า นายใจเสียชีวิตภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันเริ่มต่ออายุสัญญา อยู่ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยสามารถใช้สิทธิโต้แย้งได้ จำเลยจึงตรวจสอบเกี่ยวกับสุขภาพของนายใจ ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายใจมีสุขภาพไม่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังก่อนที่จะขอต่อสัญญาประกันชีวิต ตามบัตรตรวจโรคของโรงพยาบาลบางมูลนาก และเวชระเบียนผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลพิจิตร นายใจตอบคำถามและแถลงข้อเท็จจริงในหนังสือรับรองสุขภาพเพื่อต่ออายุกรมธรรม์ว่า ในช่วงระยะเวลาที่ขาดการชำระเบี้ยจนถึงวันที่ขอต่ออายุกรมธรรม์ มีสุขภาพแข็งแรงและร่างกายสมบูรณ์ดีทุกประการ ไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคใดๆ ไม่เคยได้รับการตรวจหรือแนะนำจากแพทย์ที่เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพหรือการเจ็บป่วยแต่ประการใด หากนายใจเปิดเผยข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบว่าเคยเข้ารับการรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง จำเลยจะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ จำเลยจึงใช้สิทธิบอกล้างสัญญาซึ่งเป็นโมฆียะกรรมและคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์แล้ว ตามหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมและคืนเบี้ยประกันภัย อันเป็นการบอกล้างสัญญาภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ต่ออายุสัญญาประกันชีวิต จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยพยานจำเลยทั้งสองปากมิได้เบิกความว่า โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด และจำเลยทราบว่านายใจเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังซึ่งถือว่าเป็นมูลอันจะบอกล้างได้ตั้งแต่เมื่อใด คงได้ความเพียงว่าจำเลยได้มีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตซึ่งอยู่ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันต่ออายุสัญญาเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้นำสืบว่า จำเลยได้บอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตรายนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปิ่น นันทา
จำเลย — บริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางดวงสมร มนตรีกุล ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2557
#572066
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ด. ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 30 กันยายน 2548 ให้แก่จำเลยเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่ค้างชำระ แม้จำเลยจะมีสิทธิรับเช็คดังกล่าวและมีสิทธิที่จะเรียกเก็บเงินตามเช็คจากโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารเจ้าของเช็คนั้นได้เมื่อเช็คนั้นถึงกำหนดชำระก็ตาม แต่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท ด. ในวันที่ 11 สิงหาคม 2548 อันเป็นวันก่อนที่เช็คนั้นถึงกำหนดชำระ เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ที่ห้ามลูกหนี้ชำระหนี้ มาตรา 90/26 และมาตรา 90/27 ที่ให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ ย่อมหมายความว่า เช็คพิพาทที่ลูกหนี้ออกชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งลงวันที่ล่วงหน้าถึงกำหนดชำระภายหลัง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ธนาคารตามเช็คต้องงดชำระหนี้ตามเช็คพิพาทตามบทกฎหมายดังกล่าว ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 992 (3) ดังนี้ จำเลยชอบที่จะนำเช็คพิพาทไปยื่นเป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ใช่นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ การที่โจทก์จ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้แก่จำเลยไปจึงเป็นการจ่ายโดยผิดหลง การจ่ายเงินตามเช็คของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ที่ห้ามโจทก์ ลูกหนี้ชำระหนี้ ถือเป็นการจ่ายเงินตามเช็คโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เงินที่จำเลยได้รับไปจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 542,397.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 544,403.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 542,397.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 542,397.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549)ต้องไม่เกิน 2,006.13 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า บริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) เป็นหนี้ค่าสินค้าที่ซื้อไปจากจำเลยเป็นเงินรวม 1,535,860.30 บาท ตามหนังสือขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 บริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักนานาเหนือ เลขที่ 0015309 จำนวนเงิน 542,397.80 บาท ลงวันที่ 30 กันยายน 2548 เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้า โดยมีนายวินัย และนายภณ ลงลายมือชื่อในเช็คและประทับตราสำคัญของบริษัทตามเช็ค จำเลยนำเช็คดังกล่าวฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น เอ เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากโจทก์ โจทก์จ่ายเงินจำนวนตามเช็คให้แก่จำเลยแล้ว โดยหักออกจากบัญชีกระแสรายวันของบริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการบริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 และมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งบริษัทแอ็ดวานซ์ แพนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูของบริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) มีหนังสือลงวันที่ 19 ตุลาคม 2548 แจ้งให้โจทก์คืนเงินจำนวนตามเช็ค ให้แก่บริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) เนื่องจากนายวินัย ผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในเช็ค ตามหนังสือขอให้ชดใช้เงิน โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) แล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2548 ตามแคชเชียร์เช็คและใบรับฝากเงิน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยคืนเงินจำนวนตามเช็คดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และใบตอบรับ แต่จำเลยไม่ชำระ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 542,397.80 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า บริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเช็ค ลงวันที่ 30 กันยายน 2548 ให้แก่จำเลยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) และการที่โจทก์จ่ายเงินตามเช็ค ให้แก่จำเลยทั้งที่รู้ว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเกี่ยวกับผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในเช็คของบริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) จึงเป็นการจ่ายเงินตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 นั้น เห็นว่า บริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็ค ลงวันที่ 30 กันยายน 2548 ให้แก่จำเลยเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่ค้างชำระ แม้จำเลยจะมีสิทธิรับเช็คดังกล่าวและมีสิทธิที่จะเรียกเก็บเงินตามเช็คจากโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารเจ้าของเช็คนั้นได้เมื่อเช็คนั้นถึงกำหนดชำระก็ตาม แต่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 11 สิงหาคม 2548 อันเป็นวันก่อนที่เช็คนั้นถึงกำหนดชำระ เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ที่ห้ามลูกหนี้ชำระหนี้ มาตรา 90/26 และมาตรา 90/27 ที่ให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ย่อมหมายความว่า เช็คพิพาทที่ลูกหนี้ออกชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งลงวันที่ล่วงหน้าถึงกำหนดชำระภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ธนาคารตามเช็คต้องงดชำระหนี้ตามเช็คพิพาท ตามบทกฎหมายดังกล่าว ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 992 (3) ดังนี้ จำเลยชอบที่จะนำเช็คพิพาทไปยื่นเป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ใช่นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ การที่โจทก์จ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้แก่จำเลยไปจึงเป็นการจ่ายโดยผิดหลง การจ่ายเงินตามเช็คของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ที่ห้ามโจทก์ ลูกหนี้ชำระหนี้ ถือเป็นการจ่ายเงินตามเช็คโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เงินที่จำเลยได้รับไปจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 542,397.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 992 (3)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (9) ม. 90/26 ม. 90/27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเรวัต เฉลียวศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายสะสม สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 969/2557
#559348
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 รวมกันมา โดยโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส และโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตายและบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส แต่ก็เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 แต่ละฐานความผิดโดยถือเป็นคู่ความคนละฝ่ายต่างคนต่างทำ มิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ฉะนั้น คำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 12 และที่ 13 กับพวกใช้อาวุธปืนคนละกระบอกยิงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่บ้านของผู้เสียหายในวันเกิดเหตุ จึงไม่ใช่คำซัดทอดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน คำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงนำมารับฟังเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 290, 294, 297, 299, 362, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 11 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 397/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 11 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 294 วรรคแรก, 299 วรรคแรก, 362, 364, 365 (1) (2) (ที่ถูกมาตรา 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 364) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 10 ปี ฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตายและฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 คนละ 10 ปี 18 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 11 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 397/2553 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 14 ริบของกลาง

จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 11 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 11

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 วรรคแรก และมาตรา 299 วรรคแรก คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคนละ 10 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 12 และที่ 13 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุซึ่งเป็นวันสงกรานต์ เวลา 16 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 กับพวกนั่งดื่มเบียร์อยู่บริเวณใต้ถุนบ้านของนางหล่ำ ผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 กับพวกขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันมาไปจอดที่หน้าร้านของนายอยู่และนางสงบ ซึ่งอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามบ้านของผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 กับพวกเข้าต่อสู้กัน เป็นเหตุให้นายเอกรัตน์ พวกของจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 ได้รับบาดเจ็บมีรอยช้ำที่สีข้างยาวประมาณ 10 เซนติเมตร รอยถลอกที่แขนซ้ายด้านบน 5 เซนติเมตร เป็นบาดแผลถูกกระแทกด้วยของแข็งทำให้อวัยวะภายในช่องท้องมีโลหิตถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ ส่วนจำเลยที่ 11 มีบาดแผลถูกฟันที่ศีรษะและหน้าผาก 4 แผล ถูกฟันที่ข้อศอกซ้าย กระดูกแขนซ้ายหัก กระดูกนิ้วมือข้างขวาหัก 1 นิ้ว ได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 14 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 14 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 11 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษามีผลไปถึงจำเลยที่ 11 ด้วย โจทก์และจำเลยที่ 11 ไม่ฎีกา คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 11 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จำเลยที่ 12 และที่ 13 ฎีกาในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 12 และที่ 13 กระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน ฉะนั้นโทษแต่ละกระทงจึงไม่เกินห้าปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ว่า จำเลยที่ 12 และที่ 13 ร่วมกับจำเลยที่ 11 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน ทั้งต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 12 และที่ 13 มาก่อน จึงย่อมไม่มีมูลเหตุที่พยานโจทก์จะแกล้งเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 12 และที่ 13 เชื่อว่าต่างเบิกความไปตามความจริง ถึงแม้พยานโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าวัยรุ่น 3 คน ที่ใช้อาวุธปืน 3 กระบอกยิงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ใต้ถุนบ้านของผู้เสียหายคือ จำเลยที่ 12 และที่ 13 แต่ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุนอกจากพยานโจทก์ซึ่งเห็นเหตุการณ์แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ก็เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุด้วยเช่นเดียวกัน หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ได้เข้ามอบตัวต่อร้อยตำรวจเอกธเนศพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การในชั้นสอบสวนยืนยันว่า จำเลยที่ 11 ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้น จำเลยที่ 12 ใช้อาวุธปืนปากกา และจำเลยที่ 13 ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 คนละ 1 นัด ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 11 และที่ 13 ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างรู้จักและเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 มาก่อนและจำเลยที่ 3 รู้จักจำเลยที่ 11 และที่ 13 ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งถึงแม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 รวมกันมา โดยโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย และบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส และโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตายและบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส แต่ก็เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 แต่ละฐานความผิดโดยถือเป็นคู่ความคนละฝ่ายต่างคนต่างทำ มิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ฉะนั้นคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 12 และที่ 13 กับพวกใช้อาวุธปืนคนละกระบอกยิง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่บ้านของผู้เสียหายในวันเกิดเหตุจึงไม่ใช่คำซัดทอดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน คำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงนำมารับฟังเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ไม่ได้กระทำความผิดเนื่องจากจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 เป็นฝ่ายใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ก่อนอันเป็นการกระทำละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ย่อมมีสิทธิป้องกันโดยเข้าต่อสู้กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 กับพวก เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 12 และที่ 13 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ได้อีก ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 โดยเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงเป็นอันฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 12 และที่ 13 กับพวกฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ดังนั้น ศาลย่อมนำคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมีเนื้อถ้อยใจความตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้ ประกอบกับหลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกธเนศพนักงานสอบสวนตรวจยึดได้เม็ดตะกั่ว แว่นกระดาษ ชิ้นส่วนกระสุนปืนลูกซองและหมอนรองกระสุนปืนตกอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุเป็นของกลางและยังตรวจพบร่องรอยกระสุนปืนที่เสาบ้านบริเวณใต้ถุนบ้านของผู้เสียหายอันเป็นข้อแสดงว่า มีวัยรุ่นได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายในวันเกิดเหตุจริง คดีเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 12 และที่ 13 คือวัยรุ่นที่ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ที่บ้านของผู้เสียหายในวันเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 12 และที่ 13 นำสืบต่อสู้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 12 ขับรถจักรยานยนต์มีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายไปที่หมู่บ้านห้วยลาน โดยผู้ตายบอกกับจำเลยที่ 12 ว่า จะพาไปรับประทานไก่ต้มที่บ้านเพื่อน ส่วนจำเลยที่ 13 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 14 นั่งซ้อนท้ายไปที่บ้านนายอยู่ลุงของจำเลยที่ 13 เพื่อเอาไก่มาต้มรับประทาน เมื่อจำเลยที่ 13 ขับรถไปถึงบ้านนายอยู่เห็นจำเลยที่ 11 ถูกจำเลยที่ 1 กับพวกรุมทำร้าย จึงเข้าไปห้าม จำเลยที่ 1 กับพวกจึงทำร้ายจำเลยที่ 12 และที่ 13 นั้น เห็นว่า เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ย่อมง่ายแก่การกล่าวอ้าง ทั้งคำเบิกความของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ยังขัดแย้งแตกต่างจากเบิกความของจำเลยที่ 11 ซึ่งเบิกความว่า ขณะจำเลยที่ 11 ถูกรุมทำร้ายไม่เห็นจำเลยที่ 12 และที่ 13 กับพวกในบริเวณที่เกิดเหตุ จึงมีข้อพิรุธไม่อาจรับฟังเอาความจริงจากจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 12 และที่ 13 ร่วมกับจำเลยที่ 11 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายวิทยาหรือยู โพธิ์อ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายสุจินต์ นกงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 932/2557
#572015
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า ที่ น.ส. 3 ก. เลขที่ 371 มีราคาประเมินประมาณ 140,000 บาท ก็เจือสมกับทางนำสืบโจทก์ว่า อ. ได้นำที่ไปตีใช้หนี้ในราคา 104,375 บาท จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 371 มีราคาเพียง 100,000 บาทเศษ การที่โจทก์ทั้งสองกับพวกไปทำสัญญาจะซื้อจะขายในราคาเท่ากับหนี้ที่ อ. ค้างชำระอยู่กับจำเลยจำนวน 939,706.45 บาท จึงเชื่อว่าเป็นการทำสัญญาเพื่อนำไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประกอบการของดการบังคับคดีตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง โดยคู่สัญญามิได้มีเจตนาผูกพันกันตามนั้น ถือว่านิติกรรมดังกล่าวเกิดจากการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะ ปัญหาดังกล่าวถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยยังไม่เกิด เนื่องจากยังไม่ได้ตกลงราคาที่ดินที่จะซื้อจะขายกันให้เป็นที่แน่นอน เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 ซึ่งเดิมเป็นของนายโอภาส โดยการทำสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง เพื่อใช้เป็นหลักฐานนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้งดการบังคับคดีขับไล่โจทก์ทั้งสองกับพวกออกจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 ตามข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า นิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาลวงของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นกลับไปวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เกิด เนื่องจากยังไม่ได้ตกลงราคาที่จะซื้อจะขายกันให้เป็นที่แน่นอน การที่จำเลยรับเงินไว้เป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองในฐานลาภมิควรได้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า สัญญาจะซื้อจะขาย ที่โจทก์ทั้งสองทำกับจำเลยเกิดจากเจตนาลวงหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และเห็นว่า คดีนี้ พยานจำเลยปากนายสามารถ ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยเบิกความตอบศาลว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 มีราคาประเมินเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประมาณ 140,000 บาท ซึ่งเจือสมกับที่โจทก์นำสืบว่า นายโอภาสนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 ไปตีใช้หนี้ในราคา 104,375 บาท ซึ่งเป็นราคาตามราคาประเมิน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 741 มีราคาเพียง 100,000 บาทเศษ การที่โจทก์ทั้งสองกับพวกไปทำสัญญาจะซื้อจะขายในราคาเท่ากับมูลค่าหนี้ที่นายโอภาสค้างชำระอยู่แก่จำเลย 939,706.46 บาท เชื่อว่าเป็นการทำสัญญาขึ้นเพื่อนำไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประกอบในการขอให้งดการบังคับคดีตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องและนำสืบ มิได้มีเจตนาจะผูกพันกันตามนั้น ถือได้ว่านิติกรรมดังกล่าวเกิดจากการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้จำนวน 70,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 วรรคสอง ส่วนปัญหาอื่นตามฎีกาโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริเพ็ญหรือสิริเพ็ญ ช้างกรุด กับพวก
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรท่ามะกา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤษ เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2557
#572004
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รู้อยู่แล้วในขณะกู้ยืมเงินหรืออย่างช้าในขณะที่จำเลยที่ 1 ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินตามเช็คว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเงินส่วนหนึ่งที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์กู้ยืมไปตามหนังสือสัญญากู้ ทั้งในการฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ก็ตรงไปตรงมาโดยฟ้องเอาผิดโจทก์เฉพาะเช็คตามจำนวนเงินที่โจทก์ยังค้างชำระหนี้เงินกู้อยู่เท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่ายังไม่ได้ชำระเงินตามเช็ค การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความว่าตนเองเป็นผู้ให้กู้ในหนังสือสัญญากู้จึงเป็นการกรอกข้อความไปตามความจริงและโดยสุจริตว่าตนเองมีสิทธิกรอกข้อความในฐานะเป็นผู้ออกเงินส่วนหนึ่งให้โจทก์กู้ด้วย และกระทำไปเพียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานรองรับหนี้เงินตามเช็คให้เห็นว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารสิทธิ และการกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 180, 264, 265, 268, 83, 90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูลตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 มีมูลเฉพาะข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง, 180 วรรคสอง, 265 และ 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานฟ้องเท็จให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานเบิกความเท็จ เป็นความผิดสองกระทง ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวณัฐชา ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี ส่วนจำเลยที่ 1 ทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและเป็นลูกค้าของธนาคารอยู่แล้ว รู้จักสนิทสนมกับจำเลยที่ 2 ดี ซึ่งต่อมาเมื่อต้นปี 2538 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำธุรกิจซื้อขายที่ดินโดยนำกำไรมาแบ่งปันกัน สำหรับโจทก์ประกอบการค้าและเป็นลูกค้าของธนาคารเช่นกัน โดยน้องสาวโจทก์เป็นเพื่อนสนิทกับจำเลยที่ 2 และฝากฝังให้จำเลยที่ 2 ช่วยดูแลโจทก์ เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2538 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้โจทก์กู้เงินจำนวนดังกล่าว ตกลงดอกเบี้ยรวมค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ต่อมาโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้เงิน พร้อมทั้งกรอกจำนวนเงินเป็นตัวอักษรและตัวเลขจำนวน 2,000,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 2 ไว้ และโจทก์ออกเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ลงวันที่ล่วงหน้า 3 เดือน มอบให้จำเลยที่ 2 ไว้ด้วย จำเลยที่ 2 ให้นางอภิญญา ภรรยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา เบิกเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา ซึ่งเป็นบัญชีที่จำเลยที่ 2 เปิดใช้ร่วมกับนางอภิญญาจำนวน 1,820,000 บาท โอนให้โจทก์รับไปจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี ในวันเดียวกัน หลังจากนั้นโจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 หลายครั้ง บางครั้งชำระโดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีของนางอภิญญา จนกระทั่งเมื่อเหลือหนี้ค้างชำระจำนวน 560,000 บาท โจทก์ออกเช็คจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้ แต่เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ขอผัดผ่อนออกไปโดยขอผ่อนชำระเป็น 2 งวด ตกลงให้ดอกเบี้ยเพิ่มอีก 50,400 บาท โจทก์ออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี จำนวน 2 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 305,200 บาท ทั้งสองฉบับมอบให้จำเลยที่ 2 ตามเช็ค เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยที่ 2 นำเช็คทั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับ เมื่อถูกทวงถามโจทก์ชำระเงินตามเช็คเพียงฉบับเดียวคือ เช็คซึ่งเรียกเก็บเงินได้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คซึ่งโจทก์ยังไม่ชำระ ฟ้องโจทก์ที่ศาลแขวงอุบลราชธานี ในข้อหากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3395/2539 โดยบรรยายฟ้องว่า เช็คดังกล่าวโจทก์ออกให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นการชำระหนี้การกู้ยืมเงินที่โจทก์กู้เงินไปจากจำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจำเลยที่ 1 เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับเบิกความในชั้นพิจารณาทำนองเดียวกันว่า โจทก์กู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน และนำสืบหนังสือสัญญากู้เงินประกอบการเบิกความ ศาลแขวงอุบลราชธานีพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 648/2541 โดยวินิจฉัยว่า จำนวนเงินในเช็คที่จำเลยที่ 1 นำไปฟ้องคดีดังกล่าวรวมดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย มูลหนี้ตามเช็คจึงเป็นมูลหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือสัญญากู้เงินหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินกู้จำนวน 1,820,000 บาท ที่โจทก์รับไปในวันกู้ยืมจะมีที่มาเป็นเงินโอนจากบัญชีของจำเลยที่ 2 ซึ่งเปิดบัญชีร่วมกับนางอภิญญาตามบัญชีกระแสรายวันก็ตาม แต่การโอนเงินจากบัญชีมายังธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี เพื่อให้โจทก์รับไปนั้น เป็นการโอนเงินในวันและเวลาเดียวกันรวมสองยอด โดยนางสาวนารีนาฎ สมุห์บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี พยานโจทก์เบิกความว่า มีคำสั่งจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา โอนเงินที่เรียกว่าโอนลอย ซึ่งไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีมาที่สาขาอุบลราชธานี แต่มีการระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน วันดังกล่าวมีคำสั่งให้โอนเงินจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 1,000,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 820,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วในวันเดียวกัน เป็นสภาพการโอนเงินที่ชวนให้สงสัยว่าหากเงินให้โจทก์กู้ยืมจำนวน 1,820,000 บาท ซึ่งโอนมาจากบัญชีจำเลยที่ 2 เป็นเงินของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องแยกโอนเงินเป็นสองยอดในวันและเวลาเดียวกัน ซึ่งน่าจะมีค่าธรรมเนียมการโอนเพิ่มขึ้น และไม่มีเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ธนาคารจะแนะนำให้จำเลยที่ 2 แบ่งโอนเงินเป็นสองยอด อันเป็นการเพิ่มภาระแก่เจ้าหน้าที่และสิ้นเปลืองเวลาไปโดยใช่เหตุ ดังนี้ โดยรูปแบบการโอนเงินจึงน่าจะแฝงความจริงบางอย่างอันเป็นความตั้งใจของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้โอนเงินทั้งหมดจากบัญชีของตนเอง จึงต้องค้นหาเหตุผลจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นสำคัญ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เหตุที่ต้องโอนเงินเป็นสองยอด ก็เนื่องจากจะแบ่งแยกให้เห็นว่าเงินจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ยอมให้โจทก์กู้ยืม ส่วนยอดเงิน 820,000 บาท เป็นเงินในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเงินส่วนนี้จำเลยที่ 2 เป็นหนี้จำเลยที่ 1 และจะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุว่า ที่มีการโอนเงินเป็นสองยอดก็เนื่องจากจะแสดงให้เห็นว่ามียอดเงินกู้ส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพิจารณาประกอบกับวิธีการโอนเงินทั้งสองยอด มิใช่เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ แต่เป็นการโอนลอยโดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินอันเป็นรูปแบบการโอนเงินที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้รับเงินคือ โจทก์ ลงลายมือชื่อรับเงินในเอกสารการจ่ายเงินแต่ละยอด เพื่อให้เป็นหลักฐานปรากฏในใบสำคัญจ่ายเงินของธนาคารและในระหว่างจำเลยทั้งสองก็เพื่อให้เป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 แล้วจำนวน 820,000 บาท กับเป็นหลักฐานแสดงแก่จำเลยที่ 1 ว่าเงินส่วนให้กู้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 820,000 บาท โจทก์ได้รับแล้วตามใบโอนเงินประกอบกับจำเลยทั้งสองมีภูมิหลังในการทำธุรกิจที่ดินเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกันมาก่อน จึงไม่แปลกที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันออกเงินให้โจทก์กู้ยืม น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ติดต่อชักชวนให้จำเลยที่ 1 ร่วมออกเงินให้โจทก์กู้ยืมด้วยและได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วเพราะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องปกปิดโจทก์ แต่กลับจะต้องเปิดเผยเพราะไม่ใช่เงินของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวซึ่งโจทก์อาจขาดความเกรงใจหรือง่ายต่อการขอผ่อนปรนการชำระหนี้โดยอาศัยความสนิทสนมระหว่างกัน จึงเป็นเรื่องที่จะต้องแจ้งให้โจทก์รู้ด้วยว่าเงินให้กู้ส่วนหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งโจทก์ไม่เคยรู้จักมาก่อนเพื่อที่โจทก์จะได้ตั้งใจชำระหนี้โดยเคร่งครัด ทั้งในเวลานั้นโจทก์เดือดร้อนและต้องการใช้เงินซึ่งไม่อาจขอสินเชื่อเพิ่มเติมจากธนาคารได้เพื่อนำไปแก้ปัญหาสภาพคล่องในธุรกิจค้าขายของตนเองโดยเร็ว โจทก์ย่อมไม่ตั้งแง่ว่าจะต้องเป็นเงินให้กู้ของจำเลยที่ 2 ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงน่าเชื่อว่าในการกู้ยืมเงินโจทก์เพียงป้องกันตัวหรือระมัดระวังมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่กู้ยืม โจทก์จึงกรอกข้อความเฉพาะจำนวนเงินกู้ยืมไว้โดยชัดแจ้งและลงลายมือชื่อผู้กู้เท่านั้น ส่วนข้อความอื่นเว้นว่างไว้โดยโจทก์ยอมให้ผู้ให้กู้ไปกรอกข้อความเอง แล้วมอบหลักฐานการกู้ยืมให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เพราะสนิทสนมกัน จากนั้นโจทก์ชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 2 มาตลอดก็เพราะความสนิทสนมกับจำเลยที่ 2 จนกระทั่งหนี้เงินกู้ยืมเหลือจำนวน 560,000 บาท โจทก์ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้ตามเช็ค ซึ่งก่อนถึงกำหนดใช้เงินตามเช็คฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้มีจดหมายถึงโจทก์ แจ้งว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดให้โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา แต่เมื่อถึงกำหนดชำระ โจทก์ขอผัดผ่อนการชำระหนี้โดยขอออกเช็คฉบับใหม่รวม 2 ฉบับ เมื่อรวมดอกเบี้ยเข้าด้วยแล้ว เป็นเงินฉบับละ 305,200 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 มอบเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 นำไปเรียกเก็บเงิน จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ได้นำเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินโดยนำเข้าบัญชีที่จำเลยทั้งสองเปิดร่วมกันในการประกอบธุรกิจ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ทวงถามให้โจทก์ชำระแต่ไม่เป็นผล จึงมอบหมายให้นายชัยชนะ ซึ่งเป็นทนายความทวงถาม จำเลยที่ 1 ทราบภายหลังว่าในการทวงถามนายชัยชนะได้ขอความร่วมมือเจ้าพนักงานตำรวจให้ติดตามไปด้วย เป็นผลให้โจทก์ยอมชำระเงินตามเช็คให้ 1 ฉบับ โดยปกติเมื่อเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว เป็นธรรมดาที่ผู้ทรงเช็คซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 จะต้องทวงถามให้ได้คำตอบจากโจทก์ว่าจะชำระเงินตามเช็คให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่อย่างไร คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงสมแก่เหตุผลแล้ว เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงตัวทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ตามเช็คแล้ว โจทก์ย่อมต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเงินให้กู้คนหนึ่งด้วย หาใช่เพิ่งรู้ขณะจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีเช็คตามที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงและเมื่อจำเลยที่ 1 ทวงถามไม่เป็นผลแล้ว ก็เป็นธรรมดาอีกเช่นกันที่จำเลยที่ 1 จะมอบหมายให้ทนายความไปทวงถามเพราะอาจยังผลสำเร็จได้โดยไม่ต้องเสียเวลาดำเนินคดีในศาล และข้อสำคัญจำเลยที่ 1 จะรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินอีกครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคม 2539 หากโจทก์ไม่บอก ดังนี้ แม้คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในคดีนี้จะไม่ลงรอยกับที่จำเลยทั้งสองเคยเบิกความไว้ในคดีความผิดเกี่ยวกับเช็ค ดั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยและเห็นว่าเป็นพิรุธนั้น ก็ไม่มีผลกระทบต่อข้อเท็จจริงและเหตุผลดังวินิจฉัยมาให้คลายความน่ารับฟังลงแต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานจำเลยทั้งสองตามที่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยสะท้อนความจริงในประเด็นแห่งคดีได้สมเหตุผลยิ่งกว่าพยานหลักฐานโจทก์ จึงเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่าโจทก์รู้อยู่แล้วในขณะกู้ยืมเงินหรืออย่างช้าในขณะที่จำเลยที่ 1 ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินตามเช็คว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเงินส่วนหนึ่งที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์กู้ยืมไป ทั้งในการฟ้องคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็ตรงไปตรงมาโดยฟ้องเอาผิดโจทก์เฉพาะเช็คตามจำนวนเงินที่โจทก์ยังค้างชำระหนี้เงินกู้อยู่เท่านั้น ซึ่งโจทก์เองก็ยอมรับว่ายังไม่ได้ชำระเงินตามเช็คและเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองก็ยินยอมให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินได้ เพราะจำเลยที่ 2 เกรงใจไม่กล้าดำเนินคดีแก่โจทก์ เนื่องจากเห็นแก่น้องของโจทก์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและฝากฝังให้จำเลยที่ 2 ช่วยดูแลโจทก์ด้วย การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความว่าตนเองเป็นผู้ให้กู้จึงเป็นการกรอกข้อความไปตามความจริงและโดยสุจริตว่าตนเองมีสิทธิกรอกข้อความในฐานะที่เป็นผู้ออกเงินส่วนหนึ่งให้โจทก์กู้ด้วยและกระทำไปเพียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานรองรับหนี้เงินตามเช็คให้เห็นว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารและเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารสิทธิและการกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
นายเล้ง สินธุเชาวน์ โดยนางสาวณัฐชา สินธุเชาวน์
โจทก์ — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นางบัวหลวง อาษาพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายพิมุข เพชรชัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2557
#572018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพาณิชย์พิพาท 2 คูหา อันมีค่าเช่าคูหาละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานจำเลยฟังได้ว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไปนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายเดือนละ 14,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ทุนทรัพย์ที่พิพาทในส่วนนี้จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และกรณีเช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวต่อมาด้วย

ส่วนที่จำเลยฎีกาในส่วนฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าซ่อมแซมอาคารพิพาทเป็นเงิน 450,000 บาท นั้น เห็นว่า ที่จำเลยซ่อมแซมอาคารพิพาทนั้นล้วนเป็นการซ่อมแซมเพื่อประโยชน์ของจำเลยเอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าซ่อมแซมอาคารพิพาทจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 101742 ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และอาคารพาณิชย์เลขที่ 4364/1 และ 4366 ถนนพระรามที่ 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยส่งมอบที่ดินและอาคารที่เช่าในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและอาคารที่เช่าต่อไป ให้จำเลยชำระเงิน 81,707.48 บาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารและส่งมอบอาคารในสภาพเรียบร้อยใช้งานแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่าหากจำเลยต้องออกจากอาคารที่เช่าขอให้โจทก์ชดใช้ค่าปรับปรุงซ่อมแซม 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาเช่าระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยมีหน้าที่ซ่อมแซมอาคารที่เช่า จำเลยซ่อมแซมอาคารเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ทำเป็นร้านอาหาร โจทก์ไม่เคยตกลงหรือให้คำมั่นว่าจะให้จำเลยเช่าต่อจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารเลขที่ 4364/1 และ 4366 ถนนพระรามที่ 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยส่งมอบอาคารดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับอาคารที่เช่าต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 14,000 บาท นับถัดจากวันที่ 1 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 8,000 บาท ที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาหักออก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้และฟ้องแย้งให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ 2 คูหา เลขที่ 4364/1 และเลขที่ 4366 ถนนพระรามที่ 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2550 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทดังกล่าวในอัตราค่าเช่าคูหาละ 4,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี โดยมีระยะเวลาการเช่าคือวันที่ 1 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ปรากฏตามสัญญาเช่า ต่อมาเมื่อครบกำหนดสัญญา โจทก์ไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้จำเลยและแจ้งให้จำเลยออกจากอาคารที่พิพาท แต่จำเลยไม่ยอมออกจากอาคารที่พิพาท โดยอ้างว่าโจทก์ตกลงให้จำเลยปรับปรุงอาคารพิพาทซึ่งมีความชำรุดบกพร่องให้อยู่ในสภาพดีอันเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าและจำเลยอ้างว่าโจทก์ตกลงจะให้จำเลยเช่าในอัตราค่าเช่าเดิมต่อไปเป็นเวลา 6 ปี

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพาณิชย์พิพาท 2 คูหา อันมีค่าเช่าคูหาละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานจำเลยฟังได้ว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไปนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายเดือนละ 14,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ทุนทรัพย์ที่พิพาทในส่วนนี้จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และกรณีเช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวต่อมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาเช่าจนถึงวันฟ้องและโจทก์ไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลสำหรับทุนทรัพย์ในส่วนนี้นั้น เห็นว่า โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ค่าภาษีโรงเรือนและค่าประกันอัคคีภัยเป็นเงิน 81,707.48 บาท ในคำขอท้ายฟ้อง โดยโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า เป็นค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถนำอาคารพิพาทออกให้เช่าได้นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาเช่าถึงวันฟ้องเป็นเวลา 60 วัน เป็นเงิน 60,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือน 17,142.80 บาท และค่าประกันอัคคีภัย 4,564.62 บาท ทั้งโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์นี้แล้ว อันเป็นที่ชัดเจนว่าโจทก์มีคำขอสำหรับค่าเสียหายในส่วนนี้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับฟ้องเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง กับค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 547
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 224 ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนวลทิพย์ น่วมเจิม
จำเลย — นางอ๋อยจี่หรือจ๋อยจี่ แซ่หว่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวจิตติมา ประจงการ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784/2557
#559326
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตาม ป.อ. มาตรา 209 เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตาม ป.อ. มาตรา 210 เป็นขั้นตอนการกระทำความผิดที่ยกระดับถึงขั้นคบคิดกันหรือตกลงกันหรือประชุมหารือกันเพื่อจะกระทำความผิด สภาพความผิดฐานเป็นอั้งยี่และฐานเป็นซ่องโจรจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 524/2554 และ 525/2554 โดยให้เรียกจำเลยทั้งสองในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 209, 210, 221, 222, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคแรก, 222, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55 ประกอบมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ชั้นสอบสวนและของจำเลยที่ 2 ชั้นซักถาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นรถจักรยานยนต์ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรตามมาตรา 210 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดในการทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 35 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เวลาประมาณ 16.30 นาฬิกา ได้เกิดเหตุระเบิดจากระเบิดแสวงเครื่องที่ร้านยืนยง ร้านย่งฮวด และร้านย่งเฮง ในเขตเทศบาลตำบลรือเสาะ ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในร้านยืนยงได้รับอันตรายแก่กาย และทรัพย์สินของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของร้านแต่ละร้านดังกล่าวได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนไปตรวจร้านเกิดเหตุทั้งสามร้าน พบชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่อง จึงยึดเป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านยืนยงรู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะเกิดเหตุระเบิดในร้านของตนเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยืนอยู่ภายในร้าน ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ยืนพูดคุยกับจำเลยที่ 2 หน้าร้าน และเห็นจำเลยที่ 1 วิ่งออกมานอกร้านได้รับบาดแผลที่มือข้างขวา หาได้เบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้นำระเบิดมาวางไว้ในร้านและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำให้เกิดระเบิดขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บถูกสะเก็ดระเบิดจากการระเบิด จะฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำระเบิดไปวางไว้และทำให้เกิดระเบิดไม่ได้ และฎีกาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำผลการซักถามที่พยานโจทก์ปากพันตำรวจโทณัฐภัทร ซักถามจำเลยที่ 1 และร้อยตำรวจเอกจินดา ซักถามจำเลยที่ 2 โดยมีพยานทั้งสองเบิกความประกอบเอกสาร กับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกแดนชัย พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความประกอบคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่าที่ไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี อันจะทำให้เชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวได้ กับฎีกาต่อไปว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นโดยตรงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มบุคคลหรือสมคบประชุมวางแผนกันเมื่อใด ที่ไหน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่ร้านเกิดเหตุอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงโดยอาศัยผลการซักถามกับคำให้การรับสารภาพ ซึ่งโดยลำพังไม่มีน้ำหนักเพียงพอพิสูจน์ความผิดได้ มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดดังกล่าว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งโจทก์มีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ โดยปราศจากสงสัย เห็นว่า พยานหลักฐานที่จะใช้พิสูจน์ความผิดในคดีบางประเภทโดยเฉพาะการลอบวางระเบิดในคดีก่อการร้าย ซึ่งโดยสภาพความผิดของผู้กระทำความผิดด้วยกันจะต้องเข้มงวดในทุกขั้นตอนการเคลื่อนไหวติดต่อระหว่างกันไว้เป็นความลับ เพื่อมิให้ข้อมูลข่าวสารรั่วไหลหรือระแคะระคายถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจนไหวตัวจับได้ อันจะเกิดผลเสียหายแก่ขบวนการหรือองค์กรของผู้กระทำความผิด จึงเป็นการยากที่จะหาผู้รู้เห็นโดยตรงมาพิสูจน์ความผิดได้ นอกเสียแต่จะอาศัยคำรับสารภาพของผู้กระทำความผิดหรือคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกัน นำมาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นว่า มีความสมเหตุผลให้เชื่อได้หนักแน่นถึงขั้นพิสูจน์ความผิดได้หรือไม่ ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลซึ่งต้องระบุไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) โดยที่มาของเหตุผลสามารถค้นหาได้จากพยานหลักฐานทุกชนิด เว้นแต่ตามกฎหมายจะห้ามมิให้รับฟัง และเหตุผลที่ดีก็มิใช่มีจำกัดว่าจะพบได้แต่ประจักษ์พยานเท่านั้นหรือต้องมิใช่คำซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกันแต่อย่างใด ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าพยานหลักฐานใด ไม่ว่าจะรับฟังโดยลำพังหรือรับฟังประกอบกันแล้วสามารถแสดงเหตุผลที่ยุติข้อเท็จจริง ซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ไม่ว่าจะในทางพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือบริสุทธิ์ ล้วนเป็นพยานหลักฐานที่ดีทั้งสิ้น คดีนี้ ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยโดยละเอียดและแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะสภาพพยานหลักฐานที่เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดนั้น ได้วินิจฉัยโดยตระหนักเข้าถึงเหตุผลที่ประจักษ์ชัดถึงการได้มาโดยชอบและโดยสมัครใจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพบว่า ตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้รับฟังเพียงแต่พยานบอกเล่าโดยลำพัง แต่รับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ด้วย ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับข้อเท็จจริงและเหตุผลอันหนักแน่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นวินิจฉัย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนข้อเท็จจริงและเหตุผลอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 แต่อย่างใด จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่และความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 เป็นขั้นตอนการกระทำความผิดที่ยกระดับถึงขั้นคบคิดกันหรือตกลงกันหรือประชุมหารือกันเพื่อจะกระทำความผิด ดังนี้ สภาพความผิดฐานเป็นอั้งยี่และฐานเป็นซ่องโจรจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า เป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่และฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี ฐานเป็นซ่องโจร จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงจำคุกคนละ 2 ปี 16 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 35 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 209 ม. 210
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายมูบาเราะห์ โล๊ะมะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายสุวัฒน์ ปิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 769/2557
#559098
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นที่สุด แต่คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้ตามมาตรา 19 คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 และโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 แม้โจทก์จะยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลา แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตพร้อมกับฎีกา โดยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 จึงเกินกำหนดหนึ่งเดือนเป็นการไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 และโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 แม้โจทก์จะยื่นฎีกามาภายในกำหนดเวลา แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตพร้อมกับฎีกา โดยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 จึงเกินกำหนดหนึ่งเดือน เป็นการไม่ได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสราวุธหรือหลอย มากมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสมภพ บัวยั่งยืน
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2557
#571909
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัท บ. โอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าอันจะพึงได้รับจากบริษัท ม. แก่โจทก์ และได้รับความยินยอมในการโอนสิทธิรับค่าเช่าดังกล่าว สิทธิและหน้าที่ข้างต้นนั้นคงผูกพันบริษัท บ. เจ้าหนี้ และบริษัท ม. ลูกหนี้ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องนั้น แต่เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยเช่าสถานีบริการน้ำมัน ค่าเช่าที่คำนวณได้จากจำเลยได้ใช้ที่ดินนั้นย่อมเป็นดอกผลของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว บริษัท บ. ไม่มีสิทธิใดในค่าเช่าอีกต่อไป ย่อมไม่มีสิทธิโอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าให้โจทก์ กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 569 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "อันว่าสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า" และวรรคสองบัญญัติว่า "ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย" เป็นสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่า ไม่ครอบคลุมถึงสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าเช่าด้วย การที่บริษัท บ. โอนสิทธิเรียกร้องรับเงินค่าเช่าที่มีต่อบริษัท ม. ให้แก่โจทก์สำหรับงวดปี 2544 ถึงปี 2558 หาใช่เป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ต้องผูกพันด้วยไม่ หากโจทก์ต้องเสียหายเนื่องจากไม่ได้รับเงินค่าเช่าตามฟ้อง โจทก์กับบริษัท บ. มีสิทธิและหน้าที่กันอย่างไรชอบจะไปว่ากล่าวกันเอง การที่จำเลยชำระค่าเช่างวดปี 2554 แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ซึ่งไร้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าแล้วไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,302,631 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,263,158 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,302,631 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,263,158 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบค่าเช่าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทบุญต่อ จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าอันจะพึงได้รับจากบริษัทโมบิลออยล์ไทยแลนด์ จำกัด แก่โจทก์ และได้รับความยินยอมในการโอนสิทธิรับค่าเช่าดังกล่าว สิทธิและหน้าที่ข้างต้นนั้นคงผูกพันบริษัทบุญต่อ จำกัด เจ้าหนี้และบริษัทโมบิลออยล์ไทยแลนด์ จำกัด ลูกหนี้ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องนั้น แต่เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยเช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมัน ค่าเช่าที่คำนวณได้จากจำเลยได้ใช้ที่ดินนั้นย่อมเป็นดอกผลของบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว บริษัทบุญต่อ จำกัด ไม่มีสิทธิใดในค่าเช่าอีกต่อไป ย่อมไม่มีสิทธิโอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าให้โจทก์ กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า" และวรรคสองบัญญัติว่า "ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย" บทบัญญัติของกฎหมายนี้เป็นสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่า ไม่ครอบคลุมถึงสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าเช่าด้วย ดังนั้น การที่บริษัทบุญต่อ จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องรับเงินค่าเช่าที่มีต่อบริษัทโมบิลออยล์ไทยแลนด์ จำกัด ให้แก่โจทก์สำหรับงวดปี 2544 ถึงปี 2558 หาใช่เป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ต้องผูกพันด้วยไม่ หากโจทก์ต้องเสียหายเนื่องจากไม่ได้รับเงินค่าเช่าตามฟ้อง โจทก์กับบริษัทบุญต่อ จำกัด มีสิทธิและหน้าที่กันอย่างไรชอบจะไปว่ากล่าวกันเอง การที่จำเลยชำระค่าเช่างวดปี 2554 แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ซึ่งไร้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าแล้ว ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบค่าเช่าตามฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 569 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสิงขร ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชูเกียรติ ตังคโนภาส
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 729/2557
#559322
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ต้องหาถูกจับกุมขณะบังคับใช้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งตามมาตรา 50 กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้รับเด็กหรือเยาวชนมีหน้าที่ต้องแจ้งการจับกุมไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยไม่ชักช้า ดังนั้น ผู้อำนวยการสถานพินิจย่อมมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการจัดทำรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนได้ โดยไม่จำต้องรอรับตัวเด็กหรือเยาวชนมาควบคุมภายหลังการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจ และพนักงานสอบสวนก็ต้องดำเนินการสอบสวนโดยกระทำควบคู่ไปพร้อมกับกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องขอผัดฟ้องบัญญัติว่า เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบรีบดำเนินการสอบสวนและส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม แต่หากเกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องได้ทันตามวรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณีจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวรรคสองและวรรคสาม จึงเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่ต้องการเร่งรัดให้มีการสอบสวนและฟ้องเด็กหรือเยาวชน ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนให้ได้รับการพิจารณาคดีโดยเร็ว นอกจากนั้น พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคสี่ บัญญัติว่า ในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป เมื่อการสอบสวนเสร็จให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปด้วย แม้มาตรา 19 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.นี้ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือขอผัดฟ้องตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือผัดฟ้องดังกล่าวย่อมหมายถึงว่าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอฝากขังหรือผัดฟ้องเฉพาะช่วงระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยไม่ต้องนำระยะเวลาระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมารวมเข้ากับระยะเวลาที่ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องหรือฝากขังเท่านั้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องระบุว่า พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ต้องหาไม่เป็นที่พอใจตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 นับถึงวันที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอผัดฟ้องเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2554 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 30 วัน นับแต่ถูกจับกุม ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2554 มีใจความว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2553 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และพนักงานสอบสวนนำผู้ต้องหาไปส่งศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 ได้รับแจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพะเยา ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องหาไม่เป็นที่พอใจ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาให้ผู้ร้องเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2554 ผู้ร้องไม่สามารถฟ้องได้ทัน จึงขออนุญาตผัดฟ้องมีกำหนด 30 วัน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องเกินกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องบัญญัติว่า "เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบรีบดำเนินการสอบสวนและส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม" แต่หากเกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นต่อศาลให้ทันภายในระยะเวลาดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณีจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวรรคสองและวรรคสาม จึงเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่ต้องการเร่งรัดให้มีการสอบสวนและฟ้องเด็กหรือเยาวชน ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนให้ได้รับการพิจารณาคดีโดยเร็ว นอกจากนั้นพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคสี่ บัญญัติว่า ในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้พนักงานสอบสวนดำเนินกระบวนการสอบสวนคดีต่อไป เมื่อสอบสวนเสร็จให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปด้วย แม้มาตรา 19 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือขอผัดฟ้องตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือผัดฟ้องดังกล่าวย่อมหมายถึงว่าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอฝากขังหรือผัดฟ้องเฉพาะช่วงระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยไม่ต้องนำระยะเวลาระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมารวมเข้ากับระยะเวลาที่ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องหรือฝากขังเท่านั้น เมื่อตามคำร้องระบุว่าพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ต้องหาไม่เป็นที่พอใจตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 นับถึงวันที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอผัดฟ้องเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2554 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 30 วัน นับแต่ถูกจับกุม ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งการควบคุมตัวและส่งผู้ต้องหาไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อให้สถานพินิจทำรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนก่อนฟ้องคดีนั้น เห็นว่า ขณะที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมอยู่ระหว่างการบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 50 ซึ่งกำหนดให้เจ้าพนักงานผู้จับเด็กหรือเยาวชนมีหน้าที่ต้องแจ้งการจับกุมไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยไม่ชักช้า ดังนั้น ผู้อำนวยการสถานพินิจย่อมมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการจัดทำรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนได้โดยไม่จำต้องรอรับตัวเด็กหรือเยาวชนมาควบคุมภายหลังจากการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจ และพนักงานสอบสวนก็ต้องดำเนินการสอบสวนคู่ขนานไปกับกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด นอกจากนั้นหากต้องเริ่มนับวันที่จับกุมผู้ต้องหาใหม่เมื่อใดก็ได้ภายหลังจากผลการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจดังที่ผู้ร้องฎีกาแล้ว ย่อมเป็นการกระทบถึงสิทธิของเด็กหรือเยาวชนที่อาจต้องถูกควบคุมตัวตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและยังถูกควบคุมภายหลัง ผลการที่ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา อีกทั้งยังเป็นการขยายระยะเวลาการสอบสวนและการฟ้องคดีอาญาแก่เด็กหรือเยาวชนอันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการเร่งรัดให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องเด็กหรือเยาวชนต่อศาลเยาวชนและครอบครัวโดยเร็ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ที่ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและ
ผู้ร้อง — ครอบครัวจังหวัดพะเยา
ผู้ต้องหา — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา — นายวิชา เหล่าเทิดพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 713/2557
#559079
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกพิพาทมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว แล้วต่อมาจดทะเบียนยกให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์และทายาทอื่นมิได้รู้เห็นยินยอม เป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ถือเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์และทายาทอื่นตามมาตรา 1720 และมาตรา 823 จำเลยที่ 2 ผู้รับการยกให้ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ แม้จำเลยที่ 3 ผู้ซื้อทรัพย์มรดกพิพาทจากจำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ไม่มีสิทธิ ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน แต่ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งมีทายาทด้วยกันรวม 6 คน การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาทด้วยกันทั้งหมดทุกคนตามมาตรา 1359 เมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่ 1 ใน 6 ส่วน จึงต้องเพิกถอนนิติกรรมการให้และนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดแก้ไขทะเบียนที่ดินให้มีชื่อของผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิม และให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5680 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด พร้อมตึกแถวสามชั้น เลขที่ 5 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับ จำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตราด แก้ทะเบียนที่ดินให้มีชื่อนายเล็ก ผู้ตายเป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิม และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ฎีกาข้อแรกว่าในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า โจทก์และทายาทอื่นของผู้ตายทราบและยินยอมให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้กระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 เห็นว่าไม่ถูกต้องเพราะประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นได้ยกขึ้นวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วว่า การโอนทรัพย์มรดกพิพาทของผู้ตายมาเป็นของจำเลยที่ 1 มิได้รับความยินยอมจากทายาทอื่น แล้วจำเลยที่ 1 ยกทรัพย์มรดกพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทายาทอื่นไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 3 ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับตามข้ออ้างของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เพราะไม่ใช่ข้อที่จำเลยที่ 3 ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 3 รับโอนทรัพย์มรดกพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลได้จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวในฐานะทายาทคนหนึ่ง แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกทรัพย์มรดกพิพาททั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีคนใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์และทายาทอื่นมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ถือเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์และทายาทอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 และมาตรา 823 และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์และทายาทอื่นไปยกให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 2 ผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกพิพาท ดังนี้ จำเลยที่ 3 ผู้ซื้อทรัพย์มรดกพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขาย แม้จำเลยที่ 3 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกพิพาทตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในปัญหาข้อนี้อีกต่อไป แต่เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งมีทายาทด้วยกันรวม 6 คน ซึ่งรวมถึงโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาทด้วยกันทั้งหมดทุกคน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 เมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเพียง 1 ใน 6 ส่วน จึงต้องเพิกถอนนิติกรรมการให้และนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นซึ่งรวมแล้วเพียง 5 ใน 6 ส่วนเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนที่ดินพิพาททั้งหมด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาท จำนวน 5 ใน 6 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823 ม. 1359 ม. 1719 ม. 1720
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสีตลา กิมสร้อย
นางสมศรี กิมสร้อย ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นายเล็ก กิมสร้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายยศวัฒน์ กะระโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2557
#562585
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดว่า "ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. นี้..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คนต่างด้าวจะต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. นี้ และผู้กระทำความผิดต้องรู้เหตุดังกล่าวด้วย แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจแปลความว่า คนต่างด้างดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 27, 54 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นช่วยให้คนต่างด้าวที่เข้ามาราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตพ้นจากการจับกุม จำคุก 2 ปี ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ปรับ 230,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 230,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 115,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 54 ข้อความตอนแรก ลงโทษปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานให้เข้าพักอาศัย ช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ซึ่งความผิดฐานนี้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดว่า "ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คนต่างด้าวจะต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัตินี้และผู้กระทำความผิดต้องรู้เหตุดังกล่าวด้วยแต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจแปลความว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ เพราะจะเป็นการเกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แม้สำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายฟ้องจะพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง แต่ยังไม่อาจชี้ว่าจำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานนอกท้องที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกจับกุมท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง มีข้อความระบุถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์จับกุมซึ่งได้ความว่าจากการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวผู้ถูกจับลำดับที่ 1 ถึงที่ 23 มีใบอนุญาตทำงานอยู่กับนายจ้างในเขตท้องที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ไม่มีเอกสารอนุญาตให้เพิ่มท้องที่การทำงานมาจากจังหวัดนนทบุรี จากสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและสำเนาบันทึกการจับกุมท้ายฟ้อง แล้วฟังว่าคนต่างด้าวทั้ง 23 คน ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานและปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27 และมาตรา 54 ตอนแรก จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้วินิจฉัยเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียวดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายชัยณรงค์ วงษ์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายจิรเวทย์ อุนนะนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา