คดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ซึ่งได้รับมรดกมาจากมารดา และนำไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้คัดค้านการออกโฉนด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ กับที่ ๖ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ "ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านสาวแล" การคัดค้านการออกโฉนดชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีการไฟฟ้านครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ปักเสาไฟฟ้าเอนล้ำและสายไฟฟ้าพาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเป็นการดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับเปลี่ยนการวางแนวสายไฟฟ้าและย้ายเสาไฟฟ้าไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการ ทั้งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าไปโย้เสาไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวโดยไม่มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าตอบแทนจากการละเมิดพื้นที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขการรุกล้ำของเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้า กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินอันเป็นภาระจำยอม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าจำเลยจัดการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคม อุปนายกสมาคมและกรรมการสมาคมโดยฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลย มติที่ประชุมใหญ่พิเศษ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยให้การว่า การประชุมใหญ่พิเศษเป็นไปโดยชอบด้วยข้อบังคับแล้วขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นสมาคมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้รับมอบอำนาจโดยให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองจากการกีฬาแห่งประเทศไทยในกิจการที่เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การจัดประชุมใหญ่พิเศษเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการสมาคมของจำเลย เป็นเรื่องการบริหารงานภายในสมาคมของจำเลย มิได้ดำเนินกิจการใดเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลตามวัตถุประสงค์ของจำเลย จึงยังไม่มีการใช้อำนาจทางปกครองเพื่อดำเนินกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นการจัดการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการบริหารสมาคมจำเลย จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม ซึ่งกระทำตามข้อบังคับที่ได้จดทะเบียนไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นการดำเนินการในทางแพ่ง ทั้งการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติในการประชุมใหญ่นั้น เป็นไปตามมาตรา ๑๐๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ว่า การประชุมใหญ่พิเศษสมาคมจำเลยไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการมาจาก กสท. ยื่นฟ้องบริษัทเอกชน เรียกค่าเช่าจากการที่เอกชนร้อยสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ผ่านท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์จำนวน ๓๓ เส้นทาง เห็นว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณะด้านโทรคมนาคม จำเลยที่ ๑ ได้นำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ร้อยผ่านท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของ กสท. ซึ่งต่อมาโอนมาเป็นทรัพย์สินของโจทก์เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ติดตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้น สัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณะด้านโทรคมนาคม จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์ จึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแก้ไขแนวเขตถนนให้ถูกต้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเดิมเป็นที่ดินที่ประชาชนอุทิศให้เพื่อเป็นทางสู่ลำห้วยสาธารณะ ทั้งผู้ฟ้องคดีนำชี้และยินยอมให้นำเครื่องจักรเข้าไปทำถนนในที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่ายื่นฟ้องกรมที่ดิน กรณีโจทก์ถูกเอกชนด้วยกันบุกรุกที่ดินจึงได้ยื่นฟ้องบุคคลดังกล่าวเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี แต่จำเลยในคดีดังกล่าวและผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ กลับร่วมกันสมคบคิดด้วยเจตนาทุจริตนำหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ มาอ้างเป็นหลักฐานในการบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์ ทั้งในชั้นพิจารณาคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี ยังร่วมกันสมคบคิดด้วยเจตนาทุจริตนำชี้รังวัดที่ดินบริเวณดังกล่าวของโจทก์ว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ เป็นเหตุให้มีการนำ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว มาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องหรือยกเลิก น.ส. ๓ ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับไม่ดำเนินการ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ เห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน โดยมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์อ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมีโฉนดยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และเทศบาลตำบลเป็นจำเลยที่ ๒ อ้างว่า โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ จนตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่โดยอายุความ แต่จำเลยที่ ๑ นำเสาหินมาปักตามแนวเขตที่ดินของตน ทำให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางเข้าออกลำบาก และจำเลยที่ ๒ ได้ทุบและรื้อถอนถนนบริเวณปากทางช่วงที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่สามารถเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนทางพิพาทให้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และรื้อถอนเสาแนวเขต ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ายุ่งเกี่ยวหรือกระทำการอันใด อันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่และครอบครัวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างทางเข้าออกให้เหมือนเดิม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสี่เพิ่งสร้างทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๔๖ โดยจำเลยที่ ๑ โต้แย้งคัดค้านมาโดยตลอด ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง โดยทั้งสองศาลเห็นพ้องกันในประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทว่า อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ยังคงมีความเห็นแย้งกันในประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการถูกจำเลยที่ ๒ รื้อถอนถนนบริเวณปากทางที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสี่ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานของรัฐ และจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตามแต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินมีโฉนด เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดก แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าที่ดินของเจ้ามรดกรุกล้ำเข้ามาใน น.ส.ล. (หนองปลาปาก) เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดปรากฏว่าที่ดินของเจ้ามรดก และ น.ส.ล. มีเนื้อที่ทับซ้อนกัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนที่ดินตาม น.ส.ล. ซึ่งออกทับที่ดินของเจ้ามรดก จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หนองปลาปาก อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกโฉนดที่ดินของโจทก์รุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์และเป็นการออกโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยจำเลยที่ ๓ ครอบครองทำประโยชน์และสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ทั้งนำโฉนดที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เต็มทั้งแปลง ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ ห้ามเข้าเกี่ยวข้องและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากที่ดิน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนอง กับให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งเจ็ดให้การโดยสรุปว่า การออกโฉนดที่ดิน การจดทะเบียนจำนองถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๓ นำที่ดินตามโฉนดที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เต็มทั้งแปลง ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ ห้ามเข้าเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์บางส่วน อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนด และที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งอยู่ติดกัน ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินเข้าสอบเขตที่ดินดังกล่าว แต่ถูกจำเลยกับพวกคัดค้าน อ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าดงเค็งที่ใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติการตามระเบียบและอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว มิได้ร่วมกันกระทำละเมิดแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยทับที่ดิน น.ส.3 ก. ของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เข้าครอบครองที่ดินมือเปล่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทำการรังวัดปักหลักแนวเขตที่ดินและเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามเพิกถอนประกาศการรังวัดที่พิพาท พร้อมทั้งห้ามมิให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ารบกวนสิทธิการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เป็นคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเอกชนว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าจ้าง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้ก่อสร้างตามโครงการผันน้ำ (แบบกาลักน้ำ) ด้วยการบุกรุกเข้าไปปรับถม ขุดเจาะที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนและวางท่อพีวีซีตัดผ่านที่ดิน น.ส. ๓ ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท ห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทออกทับที่สาธารณประโยชน์ป่าชุมชนของหมู่บ้าน จำเลยที่ ๑ ดำเนินโครงการผันน้ำผ่านทุ่งโป่งและส่งมายังเทศบาล จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาก่อสร้างเพื่อส่งน้ำให้ประชาชนใช้เพาะปลูกในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ มิได้บุกรุกที่ดินหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีมีประเด็นพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์ฯ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ว่าออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีกับพวกออกจากงานและยังพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังละเว้นไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกจากงาน ให้จ่ายเงินเดือน เงินค่าครองชีพ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้งเงินอื่นใดที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับ กับให้จ่ายเงินเลื่อนขั้นประจำปีซึ่งค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เมื่อข้อสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม และไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยื่นฟ้องเอกชนตามสัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์นำขบวนพร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสาร เพื่อใช้ในภารกิจของโจทก์เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลสำคัญ จะเห็นได้ว่า โจทก์และจำเลยไม่มีวัตถุประสงค์ให้คู่สัญญาเข้าดำเนินกิจการหรือเข้าร่วมภารกิจของโจทก์ และวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่ได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ เป็นแต่เพียงให้ได้มาซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในหน่วยงานของโจทก์เท่านั้น ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ การทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน แม้สัญญาพิพาทมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของสัญญามิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการจัดให้มีสัญญาทางปกครองที่เป็นข้อแตกต่างจากสัญญาทางแพ่ง สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองจ้างเอกชนให้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตแบบมีคานสเตย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงอาณาเขตให้ชัดเจน ป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอก และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการจัดทำสัญญาให้มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือการจัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน และเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกัน เป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ ๓ อันเนื่องมาจากกรณีจำเลยที่ ๑ นำก้อนอิฐมาก่อเป็นแนวยาวบนถนนสาธารณะ ส่วนจำเลยที่ ๒ นำโต๊ะมาชิดติดกำแพงรั้วของโจทก์และชำระล้างถ้วยจานใส่อาหารและทิ้งเศษอาหารลงบนถนนสาธารณะ ทำให้รั้วกำแพงบ้านโจทก์เสียหาย พื้นถนนสกปรกและมีกลิ่นเน่าเหม็นของเศษอาหาร โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมถึงจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาทางน้ำและทางบก รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งการจำกัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ดำเนินการทำให้สภาพที่ดินดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อยและสะอาด แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย แต่โจทก์ก็ได้มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย อันเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน ซึ่งการที่จำเลยที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกันกับจำเลยที่ ๓ ตามคำขอของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง ขอให้รื้อถอนถนนที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี กับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้ก่อสร้างถนนรุกล้ำ แต่ก่อสร้างบนที่ดินสาธารณะ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขยายเขตทางหลวงรุกล้ำ เข้ามาในที่ดินก่อสร้างและขยายเขตทางหลวงชิดแนวรั้วของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ยกเลิกการใช้ถนนส่วนที่ตัดผ่านที่ดิน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการก่อสร้างใดๆ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ (เดิม) กรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นของรัฐและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม