คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 137/2557
#571283
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ซึ่งได้รับมรดกมาจากมารดา และนำไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้คัดค้านการออกโฉนด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ กับที่ ๖ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ "ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านสาวแล" การคัดค้านการออกโฉนดชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๗/๒๕๕๗

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดหนองคาย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ นางกองชาย แสงสว่าง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ ๑ นายอำเภอโพธิ์ตาก ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ตาก ที่ ๓ องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ตาก ที่ ๔ นายคิด จำปาทอง (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔) ที่ ๕ กรมการปกครอง ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๕/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๔ หมู่ ๓ ตำบลโพธิ์ตาก อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ ๑๐ ตารางวา ซึ่งได้รับมรดกมาจากมารดา ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผลการรังวัดได้เนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ๑ งาน ๖๗ ตารางวา มากกว่าเนื้อที่เดิมประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน ๕๗ ตารางวา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้คัดค้านการออกโฉนด อ้างว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านสาวแล" จึงไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ทำรั้วลวดหนามล้อมรอบที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำลายทรัพย์ในที่ดินและที่พักชั่วคราวของผู้ฟ้องคดี และขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย สูญเสียรายได้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ กับที่ ๖ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์"ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านสาวแล" การคัดค้านการขอออกโฉนดและการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจในการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกับนายอำเภอ ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๔๕๓ เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการดำเนินการรังวัดการออกโฉนดที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้คัดค้านการรังวัดด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ตนไม่ได้รับโฉนดที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำรั้วลวดหนามล้อมรอบที่ดินของผู้ฟ้องคดี ได้ทำลายทรัพย์สินและรื้อถอนที่พักชั่วคราวของผู้ฟ้องคดี และขัดขวางไม่ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียรายได้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดให้กับผู้ฟ้องคดีตามคำร้องขอ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ฟ้องคดีปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่ปี ๒๕๕๕ ถึงวันที่รื้อถอนรั้วให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดหนองคายพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิของบุคคลอันเกี่ยวกับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะโต้แย้งว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่ต้องพิจารณาประเด็นหลักที่คู่กรณีโต้แย้งกันก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามข้ออ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงจะพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดี และข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีต่อไปได้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๔ เนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ ๑๐ ตารางวา ซึ่งได้รับมรดกมาจากมารดา และนำไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้คัดค้านการออกโฉนด อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ทำรั้วลวดหนามล้อมรอบที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำลายทรัพย์ในที่ดินและที่พักชั่วคราวของผู้ฟ้องคดี และขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๕ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ กับที่ ๖ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ "ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านสาวแล" การคัดค้านการขอออกโฉนดและการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางกองชาย แสงสว่าง ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ ๑ นายอำเภอโพธิ์ตาก ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ตาก ที่ ๓ องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ตาก ที่ ๔ นายคิด จำปาทอง (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔) ที่ ๕ กรมการปกครอง ที่ ๖ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางกองชาย แสงสว่าง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ 1
กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 136/2557
#575533
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีการไฟฟ้านครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ปักเสาไฟฟ้าเอนล้ำและสายไฟฟ้าพาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเป็นการดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับเปลี่ยนการวางแนวสายไฟฟ้าและย้ายเสาไฟฟ้าไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการ ทั้งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าไปโย้เสาไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวโดยไม่มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าตอบแทนจากการละเมิดพื้นที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขการรุกล้ำของเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้า กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินอันเป็นภาระจำยอม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๖/๒๕๕๗

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่งธนบุรี

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ บริษัทเทเลเซนเนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการไฟฟ้านครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๗๘/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๑๑๖ ตำบลหลักสอง อำเภอบางแค กรุงเทพมหานคร ได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีปักเสาไฟฟ้าเอนล้ำและสายไฟฟ้าพาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและการปักเสาไฟฟ้าดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงร้องเรียนเรื่องดังกล่าว สำนักงานเขตบางขุนเทียน หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี เข้าตรวจสอบและมีหนังสือยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าทดแทนหรือค่าตอบแทนในการใช้ที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับเปลี่ยนการวางแนวสายไฟฟ้าและย้ายเสาไฟฟ้าไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบและแสดงแนวเขตที่ดินและแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อพิจารณาต่อไป และต่อมาเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าไปโย้เสาไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวโดยไม่มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าตอบแทนจากการละเมิดพื้นที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์รวมระยะเวลา ๘ ปี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขการรุกล้ำของเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าโดยวิธีการยุบรวมเสาไฟฟ้าทั้งสองต้นให้เหลือต้นใหญ่เพียงต้นเดียวแล้วย้ายเสาไฟฟ้าไปปัก ณ จุดปักเสาไฟฟ้าใหม่ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนทางเท้าของถนนทางเข้าโครงการจัดสรร หมู่บ้านเพชรสยาม โครงการ ๓ ตามแผนผังขออนุญาตจัดสรรที่ดินของบริษัทภัทรบ้านและที่ดิน จำกัด อันเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามคำขอของบริษัทดังกล่าว การปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าจึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและไม่ได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการปักเสาและพาดสายไฟฟ้าตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยบทบัญญัติมาตรา ๓๔ วรรคสอง และมาตรา ๓๕ วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีความรับผิดอย่างอื่น รวมทั้งมีระบบการชี้ขาดข้อพิพาทเบื้องต้นในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ อันแสดงให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีในกรณีดังกล่าวซึ่งในคดีนี้ได้แก่ การดำเนินการปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้า มีลักษณะเป็นเรื่องการใช้อำนาจทางปกครองหรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อคดีนี้เป็นการฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีในการใช้สอยที่ดินและการปักเสาและเดินสายไฟฟ้าบนพื้นดินหรือข้ามพื้นดินของบุคคลใดๆ เพื่อสร้างและบำรุงรักษาระบบการส่งพลังงานไฟฟ้า คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ามีการปักเสาไฟฟ้าและมีสายไฟฟ้าพาดผ่านนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินทางเท้าถนนทางเข้าที่จัดสรรตามแผนผังขออนุญาตจัดสรรที่ดินของบริษัทธนภัทรบ้านและที่ดิน จำกัด เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีปักเสาไฟฟ้าเอนล้ำและสายไฟฟ้าพาดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและการปักเสาไฟฟ้าดังกล่าวดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าทดแทนหรือค่าตอบแทนในการใช้ที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับเปลี่ยนการวางแนวสายไฟฟ้าและย้ายเสาไฟฟ้าไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบและแสดงแนวเขตที่ดินและแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อพิจารณาต่อไป และต่อมาเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าไปโย้เสาไฟฟ้าบริเวณดังกล่าวโดยไม่มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าตอบแทนจากการละเมิดพื้นที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขการรุกล้ำของเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้า กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด การปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้ามิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ได้กระทำบนที่ดินอันเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามคำขอของบริษัทภัทรบ้านและที่ดิน จำกัด เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินอันเป็นภาระจำยอม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทเทเลเซนเนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ฟ้องคดี การไฟฟ้านครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเทเลเซนเนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — การไฟฟ้านครหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 135/2557
#573453
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าจำเลยจัดการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคม อุปนายกสมาคมและกรรมการสมาคมโดยฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลย มติที่ประชุมใหญ่พิเศษ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยให้การว่า การประชุมใหญ่พิเศษเป็นไปโดยชอบด้วยข้อบังคับแล้วขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นสมาคมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้รับมอบอำนาจโดยให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองจากการกีฬาแห่งประเทศไทยในกิจการที่เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การจัดประชุมใหญ่พิเศษเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการสมาคมของจำเลย เป็นเรื่องการบริหารงานภายในสมาคมของจำเลย มิได้ดำเนินกิจการใดเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลตามวัตถุประสงค์ของจำเลย จึงยังไม่มีการใช้อำนาจทางปกครองเพื่อดำเนินกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นการจัดการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการบริหารสมาคมจำเลย จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม ซึ่งกระทำตามข้อบังคับที่ได้จดทะเบียนไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นการดำเนินการในทางแพ่ง ทั้งการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติในการประชุมใหญ่นั้น เป็นไปตามมาตรา ๑๐๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ว่า การประชุมใหญ่พิเศษสมาคมจำเลยไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๕ /๒๕๕๗

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่ง โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ บริษัทสโมสร ฟุตบอล พัทยา จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๔๑๗/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของทีมสโมสรฟุตบอลพัทยา เอฟซี หรือสโมสรพัทยาฟุตบอลคลับ สโมสรฟุตบอลของโจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการสมาคมในที่ประชุมใหญ่ของจำเลยตามข้อบังคับของจำเลย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม จดทะเบียนต่อนายทะเบียนสมาคมกรมการปกครอง โดยมีสโมสรฟุตบอลในประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก มีนายกสมาคมเป็นผู้บริหารและเลขาธิการสมาคมเป็นผู้ดูแลการบริหารงานสมาคม ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการของจำเลย เดิมการบริหารงานของจำเลยอยู่ภายใต้ข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลย ฉบับปี ๒๕๔๖มีนายวรวีร์ มะกูดี เป็นนายกสมาคม ซึ่งครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๖และจำเลยจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ตามข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลย แต่นายวรวีร์ มะกูดี ได้มีหนังสือเชิญสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมใหญ่พิเศษ ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ เพื่อพิจารณาแก้ไขข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลยฉบับปี ๒๕๔๖ เป็นฉบับปี ๒๕๕๖ ซึ่งที่ประชุมมีมติรับรองข้อบังคับฉบับปี ๒๕๕๖ ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ จำเลยได้จัดการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการสมาคมของจำเลย และที่ประชุมลงมติออกเสียงเลือกนายวรวีร์ มะกูดี เป็นนายกสมาคม เลือกอุปนายกสมาคมจำนวน ๕ ตำแหน่ง และคณะกรรมการจำนวน ๑๓ ตำแหน่ง โดยฝ่าฝืนต่อข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลยหลายประการ ประการแรก การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการอุทธรณ์โดยมิชอบ ประการที่สอง การออกเสียงโดยบุคคลที่ไม่ใช่ตัวแทนของสโมสรที่มีสิทธิออกเสียง ประการที่สาม การออกเสียงโดยบุคคลที่ไม่ได้อยู่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการทีมสโมสรที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนและประการสุดท้าย การออกเสียงโดยกรรมการของจำเลยที่ทำหน้าที่อยู่ ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนน มติที่ประชุมใหญ่พิเศษดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่พิเศษ ในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ ห้ามจำเลยนำมติดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียนให้แก่จำเลย ให้ศาลมีคำพิพากษาให้การประชุมใหญ่พิเศษดังกล่าว ตกเป็นโมฆะ และมีคำสั่งให้จำเลยจัดประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการสมาคมของจำเลยใหม่ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยจัดการประชุมใหญ่พิเศษในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นไปโดยชอบตามข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลยและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างไม่มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยสภาพ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ และมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เห็นว่าบทบัญญัติมาตรา ๕๓ ที่กำหนดว่าการจะจัดตั้งเป็นสมาคมกีฬาใดต้องได้รับอนุญาตจากการกีฬาแห่งประเทศไทยก่อน มาตรา ๕๔ ที่กำหนดว่า สมาคมที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๕๓ ต้องอยู่ในความควบคุมของการกีฬาแห่งประเทศไทยและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่การกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนด และมาตรา ๕๗ ที่กำหนดว่ากรรมการสมาคมให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีและอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน เป็นเพียงมาตรการในการควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินกิจการของจำเลยหรือสมาคมกีฬาอื่นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทยให้เป็นไปโดยเรียบร้อย แต่การดำเนินกิจการที่เป็นเรื่องภายในของจำเลย เช่น การเลือกนายกสมาคม เป็นต้น จำเลยสามารถดำเนินการได้เองภายใต้ข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลย จึงไม่ใช่การมอบหมายให้จำเลยใช้อำนาจทางปกครอง หรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ประกอบกับคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าการลงมติในที่ประชุมใหญ่พิเศษของจำเลยฝ่าฝืนต่อข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลย และขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่พิเศษดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่าการลงมติในการประชุมใหญ่พิเศษเป็นไปโดยชอบตามข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าการลงมติในที่ประชุมใหญ่พิเศษของจำเลยฝ่าฝืนต่อข้อบังคับลักษณะปกครองของจำเลยหรือไม่ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากการที่จำเลยได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ได้เลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับลักษณะปกครองของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ กรณีจึงเป็นการอ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ซึ่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการประชุมใหญ่ของจำเลย โดยที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นองค์การของรัฐจัดตั้งขึ้นและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม การกีฬา และประกอบกิจการอื่นๆ อันเกี่ยวแก่หรือเพื่อประโยชน์ของการกีฬาตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ การกีฬาแห่งประเทศไทยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยมีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการกีฬาฟุตบอลหรือการส่งเสริมกีฬาฟุตบอล และต้องดำเนินกิจการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ นโยบาย และอยู่ในความควบคุมการดำเนินการของการกีฬาแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องจำเลยจึงเป็นสมาคมทางปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ในกิจการเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล จึงมีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและการเลือกตั้งหรือการสรรหาสภากรรมการของจำเลยตามกระบวนการการเลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ของจำเลยเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการของจำเลย อันประกอบเป็นสภากรรมการที่เป็นคณะกรรมการบริหารของจำเลย สภากรรมการของจำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การเลือกตั้งกรรมการของจำเลย จึงเป็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ การที่โจทก์และจำเลยมีการโต้แย้งกันว่าการดำเนินการจัดการเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการของจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจัดการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคม อุปนายกสมาคมและกรรมการสมาคมโดยฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลย มติที่ประชุมใหญ่ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประชุมใหญ่พิเศษเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นโมฆะ เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่พิเศษดังกล่าว ห้ามจำเลยนำมติดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียนให้แก่จำเลย และให้จำเลยจัดประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการสมาคมของจำเลยใหม่ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จำเลยให้การว่า การประชุมใหญ่พิเศษเป็นไปโดยชอบด้วยข้อบังคับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า จำเลยเป็นสมาคมจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนากีฬาฟุตบอล ส่งเสริม วางระเบียบข้อบังคับและกำกับดูแลกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย จัดระบบการแข่งขันฟุตบอลทุกรูปแบบในระดับชาติ บริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์การกีฬาระหว่างประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคม เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลในระดับนานาชาติ ฯลฯ ซึ่งการจัดการกีฬาหรือการส่งเสริมให้มีกีฬาเป็นบริการสาธารณะของรัฐประการหนึ่ง และการที่จำเลยจะจัดตั้งสมาคมที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกีฬาหรือการส่งเสริมกีฬาดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ และในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของการกีฬาแห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมกีฬาจากการกีฬาแห่งประเทศไทย จำเลยจึงเป็นสมาคมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้รับมอบอำนาจให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ในกิจการเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม การจัดประชุมใหญ่พิเศษ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการสมาคมของจำเลย เป็นเรื่องการบริหารงานภายในสมาคมของจำเลย มิได้ดำเนินกิจการใดเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลตามวัตถุประสงค์ของจำเลย จึงยังไม่มีการใช้อำนาจทางปกครองเพื่อดำเนินกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นการจัดการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการบริหารสมาคมจำเลย จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม ซึ่งกระทำตามข้อบังคับที่ได้จดทะเบียนไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นการดำเนินการในทางแพ่ง ทั้งการร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในการประชุมใหญ่นั้นเป็นไปตามมาตรา ๑๐๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ว่าการประชุมใหญ่พิเศษ สมาคมจำเลยไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทสโมสร ฟุตบอล พัทยา จำกัด โจทก์ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสโมสร ฟุตบอล พัทยา จำกัด
จำเลย — สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 134/2557
#572162
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการมาจาก กสท. ยื่นฟ้องบริษัทเอกชน เรียกค่าเช่าจากการที่เอกชนร้อยสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ผ่านท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์จำนวน ๓๓ เส้นทาง เห็นว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณะด้านโทรคมนาคม จำเลยที่ ๑ ได้นำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ร้อยผ่านท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของ กสท. ซึ่งต่อมาโอนมาเป็นทรัพย์สินของโจทก์เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ติดตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้น สัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณะด้านโทรคมนาคม จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์ จึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๔/๒๕๕๗

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทโกลบอล ครอสซิ่ง เซอร์วิสซิส จำกัด ที่ ๑ บริษัทซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๓๖/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๓ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการให้บริการให้เช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศ อันเป็นการให้บริการทางโครงข่ายคมนาคมในการรับส่งหรือเชื่อมต่อข้อมูลผ่านโครงข่ายเคเบิลระหว่างสองสถานที่หรือมากกว่า โดยเชื่อมโยงผ่านระบบสื่อสัญญาณโทรคมนาคมของ กสท. เพื่อประโยชน์ในการติดต่อหรือเชื่อมโยงระหว่างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการติดต่อสื่อสาร ซึ่ง กสท. ให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการให้บริการให้เช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศโดยทางข่ายสายแก่บุคคลอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จำเลยที่ ๑ ได้นำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ร้อยผ่านท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของ กสท. ซึ่งเป็นผู้ติดตั้งไว้ก่อนมีการทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์โทรคมนาคมซึ่งติดตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ อันอยู่นอกเหนือสัญญาดำเนินการ แต่ด้วยเหตุที่จำเลยที่ ๑ อยู่ในฐานะผู้ร่วมทุนกับ กสท. จึงมิได้เรียกเก็บค่าใช้ทรัพย์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๖ โจทก์รับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิดและทรัพย์สินจาก กสท. โจทก์จึงเป็นคู่สัญญาและเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาที่พิพาทดังกล่าว รวมถึงท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินของ กสท. และเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ สัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง จำเลยที่ ๑ ประสงค์ให้บริการเช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงต่อไป โดยคงสภาพเครื่องและอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ดังเดิม จึงขอซื้อเครื่องและอุปกรณ์รวมอะไหล่วงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง รวมถึงขอซื้อหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ ๑ คืน โดยทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๑ จัดหาและติดตั้งตามสัญญามีสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ที่ร้อยอยู่ในท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์จำนวน ๓๓ เส้นทาง โจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงตกลงซื้อขายทรัพย์สินตามรายการบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายสัญญาและชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้ว ซึ่งค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ได้รวมค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดิน หลังจากวันที่สัญญาดำเนินการสิ้นสุดลง จำเลยที่ ๑ ยังคงใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์จำนวน ๓๓ เส้นทาง ต่อมาจำเลยที่ ๑ แจ้งโจทก์ว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในอุปกรณ์สำหรับให้บริการให้เช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงขอเปลี่ยนคู่สัญญาจากจำเลยที่ ๑ เป็นจำเลยที่ ๒ซึ่งโจทก์ได้อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงคู่สัญญาดังกล่าวแล้ว และจำเลยที่ ๒ ได้ใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์เรื่อยมา เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์จึงมีหน้าที่ชำระค่าตอบแทนตามอัตราและหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด ตามระยะเวลาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ใช้ประโยชน์ในท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระค่าใช้ประโยชน์ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดิน พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อัตราค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนมาซึ่งกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิดและสินทรัพย์จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ เพื่อดำเนินกิจการด้านโทรคมนาคมต่อไปแทนการสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๖ ตามนโยบายของรัฐซึ่งนำทุนของรัฐวิสาหกิจมาแปลงเป็นหุ้นตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญารวมถึงสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ใช้เป็นมูลเหตุฟ้องคดีนี้ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๖ ถึง ๙ แล้ว กรณีเป็นข้อพิพาทตามสัญญาเช่าทรัพย์หรือสัญญาให้บริการอย่างหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญาอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องในทางแพ่ง ดังนั้น แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจทางปกครอง สัญญาดังกล่าวก็ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยกรณีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ และเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยได้เปลี่ยนทุนของ กสท. เป็นหุ้นและโอนกิจการของ กสท. ในส่วนกิจการโทรคมนาคมไปเป็นของบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภทเช่นเดิม ยังคงมีอำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ อีกทั้งมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังบัญญัติรับรองการดำเนินงานของโจทก์ไว้เป็นการเฉพาะจึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒สัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมเป็นสัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ในเครื่องมือสำคัญในการประกอบกิจการโทรคมนาคม และเป็นวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้รัฐใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้มีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น โดยสภาพของสัญญาจึงเห็นได้ว่า สัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมเป็นสัญญาทางปกครอง มิใช่สัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญาทำขึ้นบนพื้นฐานของเสรีภาพในการทำสัญญาแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้สืบเนื่องมาจากสัญญาดำเนินการให้เช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง แต่จำเลยที่ ๑ ยังประสงค์จะดำเนินกิจการและต้องการใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์ด้วย ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองได้มีข้อตกลงให้ใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโทรคมนาคมในส่วนที่เป็นท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดิน และโจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้ประโยชน์ตามสัญญาหรือข้อตกลงให้ใช้ประโยชน์จากท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระโดยอ้างว่าการกำหนดอัตราค่าเช่าใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์ตามคำสั่งที่ ๖/๒๕๕๔ เรื่องอัตราค่าเช่าใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดิน ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ เป็นอัตราที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์อัตราที่อิงต้นทุน และการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าตอบแทนของโจทก์ตามคำสั่งดังกล่าวมิได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ใช้โครงข่ายทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๙๐ วัน พร้อมแสดงหลักฐานหรือสาเหตุที่ทำให้เปลี่ยนแปลงอัตราค่าตอบแทนดังกล่าว ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการและวิธีการตามข้อ ๑๙ ข้อ ๒๐ และข้อ ๒๑ ของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาล ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าใช้ประโยชน์ในท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินให้แก่โจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองอีกเช่นเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๑/๒๕๕๗

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้ทำสัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมโดยให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการให้บริการในการเช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศเพื่อให้บริการทางโครงข่ายโทรคมนาคมในการรับส่งหรือเชื่อมต่อข้อมูลผ่านโครงข่ายเคเบิลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการติดต่อสื่อสาร จำเลยที่ ๑ ได้นำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ร้อยผ่านท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของ กสท. เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์โทรคมนาคมซึ่งติดตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ อันอยู่นอกเหนือสัญญาดำเนินการ แต่ด้วยเหตุจำเลยที่ ๑ อยู่ในฐานะผู้ร่วมทุนกับ กสท. จึงมิได้เรียกเก็บค่าใช้ทรัพย์ ต่อมาโจทก์รับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิดและทรัพย์สินจาก กสท. โจทก์จึงเป็นคู่สัญญาและเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรวมถึงท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดิน เมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ประสงค์จะให้บริการต่อไป โจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงตกลงซื้อขายเครื่องและอุปกรณ์พร้อมทั้งขอซื้อหุ้นที่โจทก์ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ ๑ คืน โดยทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๑ จัดหาและติดตั้งตามสัญญามีสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ที่ร้อยอยู่ในท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์จำนวน ๓๓ เส้นทาง จำเลยทั้งสองชำระค่าตอบแทนตามสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดิน หลังจากสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง จำเลยที่ ๑ ยังคงใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินที่พิพาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ แจ้งว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงขอเปลี่ยนคู่สัญญา ซึ่งโจทก์ได้อนุมัติให้เปลี่ยนคู่สัญญาและจำเลยที่ ๒ ได้ใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์เรื่อยมาจึงมีหน้าที่ชำระค่าตอบดังกล่าวข้างต้น แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระค่าตอบแทน ขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้ประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อัตราค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องและสิทธิเรียกร้องขาดอายุความ

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เห็นว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณะด้านโทรคมนาคม ได้ทำสัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมโดยให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการให้บริการในการเช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศ เพื่อให้บริการทางโครงข่ายโทรคมนาคมในการรับส่งหรือเชื่อมต่อข้อมูลผ่านโครงข่ายเคเบิลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สำหรับการติดต่อสื่อสาร จำเลยที่ ๑ ได้นำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ร้อยผ่านท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของ กสท. เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์โทรคมนาคมซึ่งติดตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้น สัญญาการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสาธารณะด้านโทรคมนาคม จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการใช้ท่อร้อยสายเคเบิลใต้ดินของโจทก์ จึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทโกลบอล ครอสซิ่ง เซอร์วิสซิส จำกัด ที่ ๑ บริษัทซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโกลบอล ครอสซิ่ง เซอร์วิสซิส จำกัด ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 133/2557
#570084
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแก้ไขแนวเขตถนนให้ถูกต้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเดิมเป็นที่ดินที่ประชาชนอุทิศให้เพื่อเป็นทางสู่ลำห้วยสาธารณะ ทั้งผู้ฟ้องคดีนำชี้และยินยอมให้นำเครื่องจักรเข้าไปทำถนนในที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๓/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดทุ่งสง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ นายวิฑูรย์ พลาวุฑฒ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลถ้ำใหญ่ ที่ ๑ เทศบาลตำบลถ้ำใหญ่ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๑/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๓๑๐ เนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๓ งาน ๕ ตารางวา เมื่อปี ๒๕๔๐ ผู้ฟ้องคดีอนุญาตให้นายจุ้น วิสุทธิคุณ ทำทางเดินผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดี หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำเครื่องจักรเข้าทำถนนสู่ลำห้วยสาธารณประโยชน์ ในปี ๒๕๕๒ ผู้ฟ้องคดีสำรวจพบว่าหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามแนวเขตถนนดังกล่าวสูญหายไปตลอดแนวถนน ผู้ฟ้องคดีจึงมีคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่ดิน ได้รับแจ้งว่าหลักเขตที่ดินสูญหายจำนวน ๗ หลัก และแนวเขตถนนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ๒ แห่ง เนื้อที่ ๒๒๐ ตารางวา ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักฐานที่ปรากฏในโฉนดที่ดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่จัดให้มีถนนสายห้วยบางเหล็กส่วนพิพาทเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ อาศัยความยินยอมของเจ้าของที่ดินทุกรายที่ประสงค์ให้มีถนนเพื่อประชาชนทั่วไปไว้ใช้ร่วมกัน จึงไม่สามารถรื้อถอนถนนให้ผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขแนวเขตถนนให้ถูกต้อง โดยให้ใช้หลักเขตตามรูปแผนที่โฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๓๑๐

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนเส้นนี้เดิมมีลักษณะเป็นที่ดินที่ประชาชนอุทิศให้ เพื่อใช้เป็นทางสู่ลำห้วยสาธารณะ ส่วนที่ดินพิพาทนั้นผู้ฟ้องคดีเป็นผู้นำชี้ตำแหน่งและยินยอมให้ใช้เครื่องจักรเข้าไปทำถนน อันเป็นการอุทิศที่ดินโดยปริยายให้เป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นทบวงการเมือง สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ กำหนดอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำของเทศบาลตำบลในการให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนลูกรังสายห้วยบางเหล็กในบริเวณที่พิพาท จึงเป็นการจัดให้มีถนนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในการสัญจรไปมา เข้าลักษณะเป็นการกระทำประเภทหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขแนวเขตถนนให้ถูกต้อง โดยให้ใช้หลักเขตที่ดินตามรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๓๑๐ ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช กรณีจึงถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อย่างไรก็ดีหากข้อพิพาทในคดีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ก็เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาข้อหากระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนเข้าสู่ลำห้วยสาธารณประโยชน์ แนวเขตถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๒๒๐ ตารางวา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขแนวเขตให้ถูกต้องตามหลักฐานที่ปรากฏของสำนักงานที่ดิน โดยให้ใช้หลักเขตที่ดินตามรูปโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๓๑๐ ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขแนวเขตถนนตามคำขอของผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๑๐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ๒ แห่ง เนื้อที่ ๒๒๐ ตารางวา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขแนวเขตถนนให้ถูกต้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเดิมเป็นที่ดินที่ประชาชนอุทิศให้เพื่อเป็นทางสู่ลำห้วยสาธารณะ ทั้งผู้ฟ้องคดีนำชี้และยินยอมให้นำเครื่องจักรเข้าไปทำถนน จึงเป็นการอุทิศที่ดินโดยปริยายให้เป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวิฑูรย์ พลาวุฑฒ์ ผู้ฟ้องคดี นายกเทศมนตรีตำบลถ้ำใหญ่ ที่ ๑ เทศบาลตำบลถ้ำใหญ่ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายวิฑูรย์ พลาวุฑฒ์
นายกเทศมนตรีตำบลถ้ำใหญ่ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 132/2557
#575532
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่ายื่นฟ้องกรมที่ดิน กรณีโจทก์ถูกเอกชนด้วยกันบุกรุกที่ดินจึงได้ยื่นฟ้องบุคคลดังกล่าวเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี แต่จำเลยในคดีดังกล่าวและผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ กลับร่วมกันสมคบคิดด้วยเจตนาทุจริตนำหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ มาอ้างเป็นหลักฐานในการบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์ ทั้งในชั้นพิจารณาคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี ยังร่วมกันสมคบคิดด้วยเจตนาทุจริตนำชี้รังวัดที่ดินบริเวณดังกล่าวของโจทก์ว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ เป็นเหตุให้มีการนำ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว มาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องหรือยกเลิก น.ส. ๓ ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับไม่ดำเนินการ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ เห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน โดยมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์อ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๒/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ นางกัญญานันท์ เก่าเงิน โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๓๐/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๗๘ ไร่ ๑ งาน ๙๘ ตารางวา โดยซื้อที่ดินมาจากผู้มีชื่อตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ และครอบครองในฐานะเจ้าของมาด้วยความสงบและเปิดเผย แต่เมื่อปี ๒๕๔๗ นายชูฤทธิ์ ดวงพรหมเมศ กับพวก ได้บุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องนายชูฤทธิ์ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๗๗๒/๒๕๔๗ ซึ่งต่อมาโจทก์ถอนฟ้องเพราะได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยนายชูฤทธิ์กับพวกตกลงเลิกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ต่อมาในปี ๒๕๕๐ ดาบตำรวจเจียมศักดิ์ เตจ๊ะ และนายชูฤทธิ์ ดวงพรหมเมศ ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องดาบตำรวจเจียมศักดิ์และนายชูฤทธิ์ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ แต่ดาบตำรวจเจียมศักดิ์ นายชูฤทธิ์ และผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ได้ร่วมกันสมคบคิดด้วยเจตนาทุจริตนำหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวมาอ้างเป็นหลักฐานในการบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ อีกทั้งในชั้นพิจารณาคดีดังกล่าวของศาลจังหวัดเพชรบุรี บุคคลดังกล่าวได้ร่วมกันสมคบคิดด้วยทุจริตนำชี้รังวัดที่ดินบริเวณดังกล่าวของโจทก์ว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ และยังได้นำหลักฐาน น.ส. ๓ แปลงอื่นมาอ้างว่าที่ดินบริเวณอื่นของโจทก์เป็นที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ดังกล่าว ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๖๗/๒๕๕๕ โดย น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ที่นำมากล่าวอ้างมีรูปที่ดิน เขตติดต่อและเนื้อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ดินโจทก์ จึงเป็น น.ส. ๓ ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้มีการนำ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว มาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องหรือยกเลิก น.ส. ๓ ที่ไม่ชอบดังกล่าว แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี

จำเลยให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้กระทำการใดๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ข้อกล่าวอ้างของโจทก์แท้จริงแล้วเป็นเรื่องการพิพาทหักล้างกันของพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยในคดีเดิมนำเข้าสืบหักล้างกันตามกฎหมายเพื่อให้ศาลใช้เป็นข้อเท็จจริงในการตัดสินคดี มิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้ นอกจากนี้ เมื่อศาลจังหวัดเพชรบุรีมีหนังสือขอให้ตรวจสอบที่ดินและทำแผนที่พิพาท เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่าไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ซ้ำซ้อน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นของบุคคลผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๓๖ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับกรณีคดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือบุคคลผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น และแม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามศาลปกครองดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน หรือห้ามนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีหรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น บทบัญญัติมาตรา ๗๑ (๔) ก็บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี โดยซื้อที่ดินมาจากผู้มีชื่อตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ และครอบครองในฐานะเจ้าของมาด้วยความสงบและเปิดเผย แต่ในปี ๒๕๕๐ ดาบตำรวจเจียมศักดิ์ เตจ๊ะ และนายชูฤทธิ์ ดวงพรหมเมศ ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องบุคคลดังกล่าวต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ แต่จำเลยในคดีดังกล่าวและผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ได้ร่วมกันสมคบคิดด้วยเจตนาทุจริตนำหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ มาอ้างเป็นหลักฐานในการบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์ อีกทั้งในชั้นพิจารณาคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี บุคคลดังกล่าวยังร่วมกันสมคบคิดด้วยทุจริตนำชี้รังวัดที่ดินบริเวณดังกล่าวของโจทก์ว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ แต่ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวมีรูปที่ดิน เขตติดต่อและเนื้อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ดินโจทก์ จึงเป็น น.ส. ๓ ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้มีการนำ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว มาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องหรือยกเลิก น.ส. ๓ ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ส่วนจำเลยให้การโดยสรุปว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่าไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ซ้ำซ้อน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ เห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน โดยมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์อ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินส่วนหนึ่ง ของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ประกอบกับคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ โดยอ้างว่าจำเลยในคดีดังกล่าวบุกรุกที่ดินโจทก์อ้างว่าเป็นที่ดินของโจทก์ในคดีนี้โดยนำหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖ มาอ้างเป็นหลักฐานในการบุกรุกที่ดินโจทก์ ซึ่งมีประเด็นแห่งคดีเดียวกับคดีนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางกัญญานันท์ เก่าเงิน โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัญญานันท์ เก่าเงิน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 131/2557
#570083
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมีโฉนดยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และเทศบาลตำบลเป็นจำเลยที่ ๒ อ้างว่า โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ จนตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่โดยอายุความ แต่จำเลยที่ ๑ นำเสาหินมาปักตามแนวเขตที่ดินของตน ทำให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางเข้าออกลำบาก และจำเลยที่ ๒ ได้ทุบและรื้อถอนถนนบริเวณปากทางช่วงที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่สามารถเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนทางพิพาทให้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และรื้อถอนเสาแนวเขต ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ายุ่งเกี่ยวหรือกระทำการอันใด อันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่และครอบครัวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างทางเข้าออกให้เหมือนเดิม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสี่เพิ่งสร้างทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๔๖ โดยจำเลยที่ ๑ โต้แย้งคัดค้านมาโดยตลอด ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง โดยทั้งสองศาลเห็นพ้องกันในประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทว่า อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ยังคงมีความเห็นแย้งกันในประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการถูกจำเลยที่ ๒ รื้อถอนถนนบริเวณปากทางที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสี่ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๑/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดปทุมธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดปทุมธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ นายสนั่น ไร่วอน ที่ ๑ นางสำอางค์ แสงเจริญ ที่ ๒ นายแสวง ไร่วอน ที่ ๓ นายสนอง ไร่วอน ที่ ๔ โจทก์ ยื่นฟ้องนางวิเชียร เหมือนใจ ที่ ๑ เทศบาลตำบลบ้านใหม่ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๓๐๘/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๕๐๐๑ โจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๐๕๑ โจทก์ที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๐๕๒ และโจทก์ที่ ๔ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๐๕๓ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี โดยโจทก์ทั้งสี่ปลูกบ้านพักอาศัยบนที่ดินแปลงดังกล่าวและทำทางเข้าออกบางส่วนผ่านที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๑๓๒ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ของจำเลยที่ ๑ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ไปสู่ทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและไม่มีผู้ใดคัดค้าน ทางเข้าออกดังกล่าวจึงตกเป็นภาระจำยอมของโจทก์ทั้งสี่โดยอายุความ ต่อมา จำเลยที่ ๑ นำเสาหินมาปักตามแนวเขตที่ดินของตน ทำให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางเข้าออกลำบาก และจำเลยที่ ๒ ได้ทุบและรื้อถอนถนนบริเวณปากทางช่วงที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่สามารถเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ให้ดำเนินการ จดทะเบียนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๑๓๒ บริเวณที่พิพาทให้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และรื้อถอนเสาแนวเขต ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ายุ่งเกี่ยวหรือกระทำการอันใดอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่และครอบครัวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างทางเข้าออกให้เหมือนเดิม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสี่เพิ่งมาใช้ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๑ เป็นทางเข้าออกเมื่อปี ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ โต้แย้งคัดค้านตลอดมา และจำเลยที่ ๑ ได้ฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นคดีที่ศาลนี้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ยอมรื้อถอนทางพิพาท จำเลยที่ ๑ จึงถอนฟ้อง ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ การรื้อถอนทางเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ ๒ ถนนพิพาทโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้เป็นผู้สร้าง และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ เมื่อรื้อถอนแล้วสภาพถนนเป็นลูกรังยังสามารถนำรถเข้าออกได้ตามปกติ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง และการที่โจทก์ทั้งสี่และครอบครัวใช้ที่พิพาทเป็นทางเข้าออกทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้โจทก์ทั้งสี่ชดใช้ค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ ๒ สร้างทางพิพาทเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเมื่อปี ๒๕๔๖ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน จนกระทั่งเดือนเมษายน ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ ได้รับหนังสือจากจำเลยที่ ๑ แจ้งว่าถนนพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ ๒ ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าถนนอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยมีโจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ เป็นผู้ร่วมชี้แนวเขต และจำเลยที่ ๑ มีหนังสือยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ไม่ติดภาระจำยอม จำเลยที่ ๒ จึงรื้อถอนถนนคอนกรีตออกจากทางพิพาท ทำให้ถนนมีสภาพเป็นถนนลูกรังซึ่งโจทก์ทั้งสี่สามารถสัญจรได้ตามปกติ จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าทางพิพาทส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่โดยอายุความ การที่จำเลยที่ ๑ ขอให้จำเลยที่ ๒ ทุบและรื้อถอนถนนทางพิพาทดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสี่เพิ่งสร้างทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๔๖ โดยจำเลยที่ ๑ โต้แย้งคัดค้านมาโดยตลอด ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ประเด็นพิพาทจึงมีว่า ทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด ก่อนที่จะวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยไปถึงการกระทำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จะต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ทั้งสี่หรือไม่เป็นสำคัญก่อนเป็นประเด็นแรก แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจจัดให้มีและบำรุงรักษา ทางน้ำและทางบก ตามมาตรา ๖๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ อันเป็นการให้อำนาจแก่จำเลยที่ ๒ ในการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ เมื่อโจทก์ทั้งสี่อ้างว่า จำเลยที่ ๒ รื้อถอนถนนบริเวณปากทางที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ ส่งผลให้พื้นถนนต่ำกว่าพื้นถนนคอนกรีต ๒๕ เซ็นติเมตร รถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับกรณีที่โจทก์ทั้งสี่ขอให้บังคับให้จำเลยที่ ๑ ไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทเพื่อให้โจทก์ทั้งสี่ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้เช่นเดิมนั้น เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ จนตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่โดยอายุความ แต่จำเลยที่ ๑ นำเสาหินมาปักตามแนวเขตที่ดินของตน ทำให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางเข้าออกลำบาก และจำเลยที่ ๒ ได้ทุบและรื้อถอนถนนบริเวณปากทาง ช่วงที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่สามารถเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนทางพิพาทให้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และรื้อถอนเสาแนวเขต ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ายุ่งเกี่ยวหรือกระทำการอันใดอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่และครอบครัวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างทางเข้าออกให้เหมือนเดิม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสี่เพิ่งสร้างทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๔๖ โดยจำเลยที่ ๑ โต้แย้งคัดค้านมาโดยตลอด ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง โดยทั้งสองศาลเห็นพ้องกันในประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทว่าอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ยังคงมีความเห็นแย้งกันในประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการถูกจำเลยที่ ๒ รื้อถอนถนนบริเวณปากทางที่ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสี่ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์ กล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสนั่น ไร่วอน ที่ ๑ นางสำอางค์ แสงเจริญ ที่ ๒ นายแสวง ไร่วอน ที่ ๓ นายสนอง ไร่วอน ที่ ๔ โจทก์ นางวิเชียร เหมือนใจ ที่ ๑ เทศบาลตำบลบ้านใหม่ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนั่น ไร่วอน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — นางวิเชียร เหมือนใจ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 130/2557
#570082
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานของรัฐ และจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตามแต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินมีโฉนด เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดก แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าที่ดินของเจ้ามรดกรุกล้ำเข้ามาใน น.ส.ล. (หนองปลาปาก) เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดปรากฏว่าที่ดินของเจ้ามรดก และ น.ส.ล. มีเนื้อที่ทับซ้อนกัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนที่ดินตาม น.ส.ล. ซึ่งออกทับที่ดินของเจ้ามรดก จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หนองปลาปาก อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกโฉนดที่ดินของโจทก์รุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์และเป็นการออกโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๐/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครพนม

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครพนมโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นายเซ็ง คะปัญญา ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนิด คะปัญญา โจทก์ ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอศรีสงคราม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครพนม เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๘/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๒๗๓ เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทของนางนิดเจ้ามรดก แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม สาขาศรีสงคราม แจ้งว่าที่ดินของนางนิดล้ำเข้ามาใน น.ส.ล. เลขที่ ๒๘๔๓๙ (หนองปลาปาก) ประมาณ ๑๐ ไร่เศษ ต่อมา โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินออกไปรังวัดปรากฏว่าที่ดินของนางนิดและ น.ส.ล. มีเนื้อที่ทับซ้อนกันประมาณ ๑๐ ไร่ การออก น.ส.ล. ผิดพลาด เนื่องจากส่วนที่ทับที่ดินของนางนิดไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๒ แก้ไข แต่จำเลยที่ ๒ เพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ ๒๘๔๓๙ เนื้อที่ ๑๐ ไร่เศษ ซึ่งออกทับที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๒๗๓ ของนางนิด

จำเลยทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๘๔๓๙ ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์หนองปลาปาก ซึ่งเป็นหนองน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินของโจทก์รุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวเป็นการออกโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินเนื้อที่ ๑๐ ไร่เศษ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครพนมพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐอ้างว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางนิด คะปัญญา ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๒๗๓ ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม สาขาศรีสงคราม ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวได้ล้ำเข้ามาในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๘๔๓๙ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ไม่มีราษฎรเข้าใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ออกทับที่ดินของนางนิด ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินของนางนิดเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การฟ้องคดีระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องทำการวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทของนางนิดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดิน ดังนั้น การที่จะพิจารณาและพิพากษาตามคำฟ้องได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของนางนิดหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของเจ้ามรดก ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการออกโดยคลาดเคลื่อน เนื่องจากออกโดยไม่ได้อาศัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่ได้รังวัดเนื้อที่ตามที่ปรากฏว่ามีประชาชนเข้าทำประโยชน์จริง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินของเจ้ามรดก ได้รับความเสียหายไม่อาจรู้แนวเขตที่ดินที่แน่ชัดและจัดการแบ่งที่ดินแก่ทายาทอื่นต่อไปได้ เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๘๔๓๙ ซึ่งออกทับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๗๓ ของเจ้ามรดก กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก โดยคู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานของรัฐ และจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินมีโฉนด เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดก แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าที่ดินของเจ้ามรดกรุกล้ำเข้ามาใน น.ส.ล. (หนองปลาปาก) เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดปรากฏว่าที่ดินของเจ้ามรดก และ น.ส.ล. มีเนื้อที่ทับซ้อนกัน การออก น.ส.ล. ผิดพลาด และส่วนที่ทับที่ดินของเจ้ามรดกไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนที่ดินตาม น.ส.ล. ซึ่งออกทับที่ดินของเจ้ามรดก จำเลยทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หนองปลาปาก อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินของโจทก์รุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์และเป็นการออกโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ ในการฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเซ็ง คะปัญญา ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนิด คะปัญญา โจทก์ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอศรีสงคราม ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเซ็ง คะปัญญา ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นางนิด คะปัญญา
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 129/2557
#570081
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยจำเลยที่ ๓ ครอบครองทำประโยชน์และสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ทั้งนำโฉนดที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เต็มทั้งแปลง ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ ห้ามเข้าเกี่ยวข้องและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากที่ดิน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนอง กับให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งเจ็ดให้การโดยสรุปว่า การออกโฉนดที่ดิน การจดทะเบียนจำนองถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๓ นำที่ดินตามโฉนดที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๙/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดหล่มสัก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหล่มสักโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ นายนิวัต วัชรขจร โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายธงชัย กฤตยามงคลชัย ที่ ๓ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ บริษัท เอส เอ็น เอ็น ลีสซิ่ง จำกัด ที่ ๕ นายสมชาย องค์ศรีตระกูล ที่ ๖ นางอารี ศรีประเสริฐสุข ที่ ๗ จำเลย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๖/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๔/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๔๑๑ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๓๐ ตารางวา โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตตามคำสั่งศาล ต่อมาโจทก์เข้าตรวจสอบเนื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๘๗ และเลขที่ ๑๖๘๘ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ ๓ งาน ๙๒ ตารางวา และ ๓ งาน ๒๙ ตารางวา ตามลำดับ โดยจำเลยที่ ๓ ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์และสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้นำโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตามลำดับ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการออกโฉนดที่ดิน เป็นการสมรู้ร่วมกันระหว่างจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ กับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่สุจริต การกระทำ ของจำเลยทั้งเจ็ดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๑๑ เต็มทั้งแปลง ให้จำเลยที่ ๓ ชำระค่าขาดประโยชน์ในที่ดิน และห้ามจำเลยที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๘๗ และเลขที่ ๑๖๘๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๕ กับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๘๗ และเลขที่ ๑๖๘๘ ถูกต้อง ตามกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยมิได้สมคบรู้เห็นกับจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ กระทำผิดกฎหมาย ส่วนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๗ ให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากขณะประมูลซื้อที่ดิน โจทก์ทราบอยู่แล้วว่ามีเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามที่ปรากฏใน น.ส. ๓ ก. จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ ๗ ได้ออกโฉนดที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีผู้ใดคัดค้าน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันก่อนที่จะออกโฉนดที่ดิน โจทก์รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๔ รับจำนองที่ดินจากจำเลยที่ ๓ โดยสุจริต เปิดเผยและเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๖๘๘ ที่จำเลยที่ ๕ รับจำนองไม่มีส่วนใด เป็นของโจทก์และที่ดินของโจทก์มิได้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่รับจำนอง จำเลยที่ ๕ รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๖ ให้การว่า เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๘๗ ซึ่งขณะขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าว เจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๑๑ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน จึงเสียสิทธิครอบครองในส่วนที่โจทก์อ้างว่าออกโฉนดที่ดินรุกล้ำ โจทก์ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๗ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดหล่มสักพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของใคร จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า การออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้กรณีมีข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทแต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาหนึ่งในการที่จะพิจารณาว่า การออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ถึงจำเลยที่ ๗ ซึ่งเป็นเอกชน ก็เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๑๑ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๓๐ ตารางวา โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตตามคำสั่งศาล ต่อมาโจทก์เข้าตรวจสอบเนื้อที่ดินพบว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๘๗ และเลขที่ ๑๖๘๘ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยจำเลยที่ ๓ ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์และสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ทั้งได้นำโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการออกโฉนดที่ดินเป็นการสมรู้ร่วมกันระหว่างจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ กับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๑๑เต็มทั้งแปลง ให้จำเลยที่ ๓ ชำระค่าขาดประโยชน์ ห้ามจำเลยที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องและรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากที่ดิน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๘๗ และเลขที่ ๑๖๘๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองกับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๓ และที่ ๗ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ ๗ ได้ออกโฉนดที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การโดยสรุปว่า ได้รับจำนองที่ดินโดยสุจริต เปิดเผยและเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยสุจริต จำเลยที่ ๖ ให้การว่า ขณะขอออกโฉนดที่ดินเจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน จึงเสียสิทธิครอบครอง โจทก์ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์บางส่วน โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๓ นำที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนิวัต วัชรขจร โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายธงชัย กฤตยามงคลชัย ที่ ๓ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ บริษัท เอส เอ็น เอ็น ลีสซิ่ง จำกัด ที่ ๕ นายสมชาย องค์ศรีตระกูล ที่ ๖ นางอารี ศรีประเสริฐสุข ที่ ๗ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิวัต วัชรขจร
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 128/2557
#570080
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เต็มทั้งแปลง ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ ห้ามเข้าเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์บางส่วน อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๘/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดหล่มสัก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหล่มสักโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ นายนิวัต วัชรขจร โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นางสาวช่ออุษา มหาแสน ที่ ๓ นางกาญจนา มหาแสน ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๕/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๓/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๔๑๑ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๓๐ ตารางวา โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตตามคำสั่งศาล ต่อมาโจทก์เข้าตรวจสอบเนื้อที่ดินแปลงดังกล่าวและตรวจสอบการรังวัดออกโฉนดที่ดินของเจ้าของที่ดินข้างเคียงพบว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๑ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๔๑ ตารางวา ทางด้านทิศเหนือ โดยจำเลยที่ ๓ ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๔ ทำการรังวัดปักหลักเขต โดยสมรู้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการร่วมกันกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๑๑ เต็มทั้งแปลง ให้จำเลยที่ ๓ ชำระค่าขาดประโยชน์ในที่ดิน และห้ามจำเลยที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๑ ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยมิได้สมรู้ร่วมกันกับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ จึงไม่จำต้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากขณะประมูลซื้อที่ดิน โจทก์ทราบอยู่แล้วว่ามีเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามที่ปรากฏใน น.ส. ๓ ก. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๔ กระทำไปตามที่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด โฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ ได้ออกโดยถูกต้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดหล่มสักพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โฉนดที่ดินออกโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่อ้างว่ามีการออกโฉนดที่ดินทับกับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้กรณีมีข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาท แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาหนึ่งในการที่จะพิจารณาว่า การออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครอง จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชน ก็เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๑๑ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๓๐ ตารางวา โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตตามคำสั่งศาล ต่อมาโจทก์เข้าตรวจสอบเนื้อที่ดินและการรังวัดออกโฉนดที่ดินข้างเคียงพบว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๑ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยจำเลยที่ ๓ ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๔ ทำการรังวัดปักหลักเขตโดยสมรู้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๑๑ เต็มทั้งแปลง ให้จำเลยที่ ๓ ชำระค่าขาดประโยชน์ และห้ามจำเลยที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๙๑ ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยมิได้สมรู้ร่วมกันออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ จึงไม่จำต้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากขณะประมูลซื้อที่ดิน โจทก์ทราบอยู่แล้วว่ามีเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามที่ปรากฏใน น.ส. ๓ ก. จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๔ กระทำไปตามที่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด โฉนดที่ดินได้ออกโดยถูกต้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์บางส่วน อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนิวัต วัชรขจร โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นางสาวช่ออุษา มหาแสน ที่ ๓ นางกาญจนา มหาแสน ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิวัต วัชรขจร
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 127/2557
#570079
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนด และที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งอยู่ติดกัน ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินเข้าสอบเขตที่ดินดังกล่าว แต่ถูกจำเลยกับพวกคัดค้าน อ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าดงเค็งที่ใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติการตามระเบียบและอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว มิได้ร่วมกันกระทำละเมิดแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๗/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๖ นายพงศ์ศิลป์ นิลสระคู ที่ ๑ นางพรทิพย์ นิลสระคู ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลชานุวรรณ ที่ ๑ นายกัมพล เกาะกิ่ง ที่ ๒ นายไพรสาร เบื้องบน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๓๖/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๗๗๕ ตำบลชานุวรรณ (กุดน้ำใส) อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๘๗ ตารางวา และที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งอยู่ติดกันทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดดังกล่าว เนื้อที่ ๕ ไร่ อันเป็นที่ดินพิพาท โดยซื้อมาจากเจ้าของเดิมที่ครอบครองโดยสงบเปิดเผยติดต่อกันจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ก่อนซื้อที่ดินดังกล่าว โจทก์ตรวจสอบตำแหน่งพิกัดของที่ดินแล้วว่าไม่ได้อยู่ในเขตอันเป็นสาธารณประโยชน์ใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๑ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ ๒ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลชานุวรรณ มีหน้าที่กระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๗ ต่อมาโจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาพนมไพร เข้าสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองพบว่า เขตโฉนดไม่ครอบคลุมเนื้อที่ดินบริเวณที่ใช้ทำประโยชน์ทั้งหมด ยังคงมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่อยู่นอกโฉนดและไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งเป็นที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ จำเลยที่ ๓ กับพวกกล่าวอ้างลอยๆ ว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าดงเค็งที่ใช้ร่วมกันและเข้าขัดขวางในขณะที่เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัด จากนั้นรายงานเรื่องดังกล่าวไปยังจำเลยที่ ๒ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๒ มีความเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าดงเค็ง และออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท การที่จำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานให้ทราบข้อเท็จจริงเสียก่อน แต่กลับออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทจำนวน ๕ ไร่ ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๗๗๕ เป็นของโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งขับไล่ ห้ามจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และราษฎรในตำบลชานุวรรณเข้ามารบกวนสิทธิในที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าดงเค็ง อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โจทก์ทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๗๗๗๕ การที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้กระทำการแทนจำเลยที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนรั้วและต้นยางพาราออกจากที่พิพาท และจำเลยที่ ๓ ไประวังแนวเขตในส่วนที่ดินพิพาทในวันที่โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติการตามระเบียบและอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้ร่วมกันกระทำละเมิดแก่โจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ป่าดงเค็งที่ใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้ใช้อำนาจทางปกครอง ตามกฎหมายในฐานะผู้ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันกับนายอำเภอท้องที่ หากปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอให้ไประวังชี้และร่วมลงชื่อรับรองแนวเขตในการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๗๗๗๕ การคัดค้านของจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้แทนของนายอำเภอเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของจำเลยทั้งสาม ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่การจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาท อยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์"ป่าดงเค็ง"หรือไม่ หากจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนจะเสียเปรียบที่ไม่อาจทราบหรือเข้าถึงข้อมูลเอกสารหลักฐานของทางราชการได้ จึงจำเป็นต้องใช้ระบบไต่สวนเพราะคดีนี้โจทก์ทั้งสองอ้างว่า ได้ครอบครองต่อเนื่องจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ครอบครองทำประโยชน์มากกว่าสิบปี แต่จำเลยทั้งสาม ได้โต้แย้งว่าโจทก์ทั้งสองบุกรุกที่ดินพิพาทหลังจากที่มีการรับโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๗๗๗๕ แล้ว ดังนั้นเพื่อให้ได้พยานหลักฐานที่จำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดและอย่างรอบด้านที่สุด โดยไม่ถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะพยานหลักฐานที่คู่ความเสนอต่อศาลตามที่กำหนดในภาค ๑ ลักษณะ ๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือหากในระหว่างการพิจารณาคดีคู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกันหรือโจทก์อาจถอนฟ้องเนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันโดยมิได้มีการพิสูจน์ถึงสถานะที่แท้จริงของที่ดินพิพาทนี้ อาจทำให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องเสียสิทธิในการใช้ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงสมควรได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลยตามคำฟ้องอ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดิน โฉนดเลขที่ ๓๗๗๗๕ และที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งอยู่ติดกันทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดดังกล่าว เนื้อที่ ๕ ไร่ ต่อมาโจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินเข้าสอบเขตที่ดินดังกล่าว แต่ถูกจำเลยที่ ๓ กับพวกขัดขวาง อ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าดงเค็งที่ใช้ร่วมกันและแจ้งไปยังจำเลยที่ ๒ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๒ มีความเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ป่าดงเค็งและออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาท จำนวน ๕ ไร่ ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๗๗๕ เป็นของโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติการตามระเบียบและอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้ร่วมกันกระทำละเมิดแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพงศ์ศิลป์ นิลสระคู ที่ ๑ นางพรทิพย์ นิลสระคู ที่ ๒ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลชานุวรรณ ที่ ๑ นายกัมพล เกาะกิ่ง ที่ ๒ นายไพรสาร เบื้องบน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์ศิลป์ นิลสระคู ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลชานุวรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 126/2557
#573181
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยทับที่ดิน น.ส.3 ก. ของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๖/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพิมาย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายอ่อน ศิริอาจ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาพิมาย ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๖/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตย ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลา ๔๙ ปี โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๔๓ ตำบลกระเบื้องใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ผู้ฟ้องคดีจึงได้คัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงให้ไปใช้สิทธิทางศาลภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองนครราชสีมา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านเตย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ในการรังวัดหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการรังวัดไปตามหลักฐานเดิมคือบัญชีสำรวจที่สาธารณประโยชน์ แปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยโดยถูกต้องแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดิน และไม่สามารถอ้างอายุความขึ้นต่อสู้กับที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับหน่วยงานของรัฐผู้มีอำนาจดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการรังวัดที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เพื่อจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตไว้เป็นหลักฐาน ตามมาตรา ๘ ตรี วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยความในข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องจาก นายเชย ศิริอาจ และนางคำมี ศิริอาจ เป็นเวลา ๔๙ ปี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย โดยผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวแล้ว และได้ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนผลการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจ ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพิมายพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตย ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๔๓ ผู้ฟ้องคดีจึงได้คัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านเตย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการรังวัดไปตามหลักฐานเดิมคือ บัญชีสำรวจที่สาธารณประโยชน์แปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยโดยถูกต้องแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดิน และไม่สามารถอ้างอายุความขึ้นต่อสู้กับที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงที่เลี้ยงสัตว์บ้านเตยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอ่อน ศิริอาจ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาพิมาย ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายอ่อน ศิริอาจ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาพิมาย ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 125/2557
#570078
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เข้าครอบครองที่ดินมือเปล่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทำการรังวัดปักหลักแนวเขตที่ดินและเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามเพิกถอนประกาศการรังวัดที่พิพาท พร้อมทั้งห้ามมิให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ารบกวนสิทธิการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๕/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว)

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ นางวัชรีย์ สิริภูชัย โจทก์ ยื่นฟ้อง นายอำเภอเชียงกลาง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาเชียงกลาง ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงกลางพญาแก้ว ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๙/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ครอบครองที่ดินต่อจากบิดาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ ๒ - ๓ - ๙๘ ไร่ ตั้งอยู่บ้านพญาแก้ว หมู่ที่ ๔ ตำบลพญาแก้ว อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยทำการปลูกข้าว ข้าวโพด และลำไย ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๒ นำนายช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาเชียงกลาง เข้าทำการรังวัดปักหลักแนวเขตที่ดินและเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงศาลเจ้าพ่อพญาแก้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามเพิกถอนประกาศการรังวัดที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสามออกจากที่พิพาท และให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยไม่ให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือขัดขวางหรือรบกวนสิทธิการครอบครองที่ดินที่พิพาทของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า กรมที่ดินแจ้งผ่านจำเลยที่ ๒ เพื่อทำการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงศาลเจ้าพ่อพญาแก้ว เนื้อที่ ๔ ไร่ ซึ่งโจทก์ครอบครองที่ดินต่อจากบิดาโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อพญาแก้ว ที่ประชาชนสักการะบูชา เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนประกาศรังวัดซึ่งชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่บ้านพญาแก้ว หมู่ที่ ๔ ตำบลพญาแก้ว อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง เมื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน มิได้รังวัดรุกล้ำหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีจึงมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า จากคำฟ้องและคำขอของโจทก์ โจทก์ประสงค์จะฟ้องโต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีหน้าที่ร่วมกันในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ดำเนินการจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโต้แย้งการกระทำของจำเลยทั้งสามในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงว่ารุกล้ำที่ดินโจทก์ อันเป็นขั้นตอนของการพิจารณาทางปกครอง โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามเพิกถอนประกาศการรังวัดเพื่อปักหลักเขตที่ดินและประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสามพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทำการรังวัดปักหลักแนวเขตที่ดินและเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงศาลเจ้าพ่อพญาแก้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามเพิกถอนประกาศการรังวัดที่พิพาท พร้อมทั้งห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ารบกวนสิทธิการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า กรมที่ดินแจ้งผ่านจำเลยที่ ๒ เพื่อทำการรังวัดออก น.ส.ล. ที่พิพาท ซึ่งโจทก์ไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อพญาแก้วที่ประชาชนสักการะบูชาเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนประกาศรังวัดซึ่งชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางวัชรีย์ สิริภูชัย โจทก์ นายอำเภอเชียงกลาง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาเชียงกลาง ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงกลางพญาแก้ว ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัชรีย์ สิริภูชัย
จำเลย — นายอำเภอเชียงกลาง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 124/2557
#570077
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเอกชนว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าจ้าง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้ก่อสร้างตามโครงการผันน้ำ (แบบกาลักน้ำ) ด้วยการบุกรุกเข้าไปปรับถม ขุดเจาะที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนและวางท่อพีวีซีตัดผ่านที่ดิน น.ส. ๓ ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท ห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทออกทับที่สาธารณประโยชน์ป่าชุมชนของหมู่บ้าน จำเลยที่ ๑ ดำเนินโครงการผันน้ำผ่านทุ่งโป่งและส่งมายังเทศบาล จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาก่อสร้างเพื่อส่งน้ำให้ประชาชนใช้เพาะปลูกในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ มิได้บุกรุกที่ดินหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีมีประเด็นพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๔/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว)

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ นางสาวนันยดา สุธรรมแปง โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลปัว ที่ ๑ นายพลายชุมพล อยู่เอนก ที่ ๒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. นครปัวก่อสร้าง ที่ ๓ นายศรีวัน อินต๊ะกัน ที่ ๔ นายบรรจง รัตนประภา ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๐/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๘๑ ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๙๖ ตารางวา เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้รับจ้าง และจำเลยที่ ๕ ผู้เสนอโครงการก่อสร้างผันน้ำอ่างห้วยป่าตอง (แบบกาลักน้ำ) บ้านป่าหัด หมู่ที่ ๒ ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ร่วมกันบุกรุกเข้าไปปรับถมดิน ขุดเจาะที่ดินเพื่อสร้างถนน วางท่อ ดาดลำเหมืองตัดผ่านที่ดินของโจทก์ โดยก่อสร้างถนนความกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๑๒ เมตร เจาะดาดลำเหมืองปากกว้าง ๐.๗ เมตร ยาว ๓๑ เมตร และวางท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔ นิ้ว จำนวน ๔ ท่อ ยาว ๘๑ เมตร ตัดผ่านที่ดินของโจทก์ จากทิศเหนือไปทิศใต้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โจทก์ได้แจ้งจำเลยทั้งห้ายุติการดำเนินการ และรื้อถอนทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉยและจงใจกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทปรับที่ดินให้คงสภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องและทำประโยชน์และให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท น.ส. ๓ เลขที่ ๔๘๑ ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าชุมชนของหมู่บ้านป่าหัด จำเลยที่ ๑ ดำเนินโครงการผันน้ำจากห้วยป่าตอง (แบบกาลักน้ำ) ผ่านทุ่งโป่งและส่งมายังเทศบาลตำบลปัวเพื่อส่งน้ำให้ประชาชนใช้เพาะปลูกในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ จำเลยทั้งสามมิได้บุกรุกที่ดินหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาก่อสร้าง มิได้บุกรุกที่ดินหรือกระทำละเมิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๔๘๑ ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน เมื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีจึงมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ค่าเสียหายมีเพียงใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ เป็นนายกเทศมนตรี จำเลยที่ ๕ เป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยที่ ๒ และที่ ๕ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ และมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบก ทางน้ำ ทางระบายน้ำ การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น ตามมาตรา ๑๖ (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้ง จำเลยที่ ๑ ยังมีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้นการก่อสร้างถนน เจาะดาดลำเหมือง และวางท่อพีวีซีตามโครงการก่อสร้างผันน้ำอ่างห้วยป่าตอง (แบบกาลักน้ำ) ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ กระทำการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

นอกจากนี้ หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิใช่ผู้ทรงสิทธิหรือผู้ทรงสิทธิครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพียงแต่มีกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ทางปกครองดำเนินการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางน้ำและทางระบายน้ำ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องอาศัยและใช้อำนาจเหนือเอกชน เมื่อโจทก์อ้างว่า การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ ดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ นั้น แม้ว่าจะมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ กระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จะพิจารณาพิพากษาการกระทำของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในศาลเดียวกัน คือศาลปกครอง จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีนี้ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วยเช่นกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเอกชนว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าจ้าง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้ก่อสร้างผันน้ำอ่างห้วยป่าตอง (แบบกาลักน้ำ) โดยบุกรุกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๔๘๑ ของโจทก์ด้วยการเข้าไปปรับถมดิน ขุดเจาะที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนและวางท่อพีวีซีตัดผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท ห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ที่พิพาทออกทับที่สาธารณประโยชน์ป่าชุมชนของหมู่บ้านป่าหัด จำเลยที่ ๑ ดำเนินโครงการผันน้ำจากห้วยป่าตอง (แบบกาลักน้ำ) ผ่านทุ่งโป่งและส่งมายังเทศบาลตำบลปัว จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาก่อสร้างเพื่อส่งน้ำให้ประชาชนใช้เพาะปลูกในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ มิได้บุกรุกที่ดินหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีมีประเด็นพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวนันยดา สุธรรมแปง โจทก์ เทศบาลตำบลปัว ที่ ๑ นายพลายชุมพล อยู่เอนก ที่ ๒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. นครปัวก่อสร้าง ที่ ๓ นายศรีวัน อินต๊ะกัน ที่ ๔ นายบรรจง รัตนประภา ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนันยดา สุธรรมแปง
จำเลย — เทศบาลตำบลปัว ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 123/2557
#577217
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์ฯ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ว่าออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีกับพวกออกจากงานและยังพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังละเว้นไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกจากงาน ให้จ่ายเงินเดือน เงินค่าครองชีพ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้งเงินอื่นใดที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับ กับให้จ่ายเงินเลื่อนขั้นประจำปีซึ่งค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เมื่อข้อสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม และไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๓/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕ นายพิพัฒน์ ทองผดุงโรจน์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๒๑/๒๕๕๕ ความว่า เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ต่อมาในปี ๒๕๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกคำสั่งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๘/๒๕๕๕ ให้ผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม ๕ คน ออกจากงาน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ โดยอ้างว่ามีการยุบเลิกส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม จึงไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความจริงและเป็นการกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล แต่ข้อบังคับดังกล่าวก็ไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี กลับไม่ดำเนินการรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการบริหารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่มาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนด การพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังละเว้นไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๘/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นวันที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน ให้จ่ายเงินเดือน เงินค่าครองชีพ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้งเงินอื่นใดที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับให้แก่ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ จนถึงวันที่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานตามปกติ กับให้จ่ายเงินเลื่อนขั้นประจำปีซึ่งค้างจ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ และข้อบังคับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การมหาชนที่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณและทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการพัฒนาระบบบริหารแบบมุ่งสัมฤทธิ์ผล คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิใช่เป็นการกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี การแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอยู่ระหว่างดำเนินการออกระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง เพื่อให้สามารถจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีจึงฟังไม่ขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่ออกตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ โดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ใช่รัฐวิสาหกิจและเป็นองค์การมหาชนซึ่งเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง สำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่บริหารกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาทแรงงาน การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้างและการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เมื่อมีข้อพิพาทไม่จำต้องระงับข้อพิพาทโดยองค์คณะที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้างดังเช่นในคดีแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดี จึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานบริการสาธารณะกับหน่วยงานทางปกครองซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชน ข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่มีคู่สัญญาฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างบุคคลผ่านกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็เป็นเพียงวิธีการในการบรรจุแต่งตั้งพนักงานอันเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการบริหารงานบุคคลตามที่คณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับ เพื่อให้การดำเนินการบริหารงานบุคคลเป็นไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ หาใช่เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองหรือยอมลดฐานะของตนลงในการเข้าทำสัญญาจ้างพนักงานหรือลูกจ้างให้มีฐานะเท่าเทียมกันกับพนักงานหรือลูกจ้างอันมีผลทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยอ้างว่ามีการยุบงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม ไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นคำขอที่เกี่ยวข้องกับสิทธิตามสัญญาทางปกครองระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับโจทก์เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เท่านั้น นอกจากนี้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่ได้ให้คำนิยาม กำหนดคุณสมบัติ และการพ้นตำแหน่งของที่ปรึกษาเหมือนเช่นกรณีเจ้าหน้าที่อื่นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังนั้น การจ้างจึงไม่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ แต่เป็นการกระทำในลักษณะเอกชน แม้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่ากิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ก็เป็นเพียงกำหนดไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์มาใช้บังคับเท่านั้น การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องโดยอ้างว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินเดือน เงินค่าครองชีพ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมเงินอื่นที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกับพวกออกจากงาน โดยอ้างว่ามีการยุบเลิกส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม จึงไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความจริงและเป็นการกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล แต่ข้อบังคับดังกล่าวก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี กลับไม่ดำเนินการตามที่มาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังละเว้นไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน ให้จ่ายเงินเดือน เงินค่าครองชีพ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้งเงินอื่นใดที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้จ่ายเงินเลื่อนขั้นประจำปีซึ่งค้างจ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเพียงกำหนดไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม และไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพิพัฒน์ ทองผดุงโรจน์ ผู้ฟ้องคดี สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพิพัฒน์ ทองผดุงโรจน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
(องค์การมหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 122/2557
#570076
เปิดฉบับเต็ม

การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยื่นฟ้องเอกชนตามสัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์นำขบวนพร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสาร เพื่อใช้ในภารกิจของโจทก์เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลสำคัญ จะเห็นได้ว่า โจทก์และจำเลยไม่มีวัตถุประสงค์ให้คู่สัญญาเข้าดำเนินกิจการหรือเข้าร่วมภารกิจของโจทก์ และวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่ได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ เป็นแต่เพียงให้ได้มาซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในหน่วยงานของโจทก์เท่านั้น ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ การทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน แม้สัญญาพิพาทมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของสัญญามิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการจัดให้มีสัญญาทางปกครองที่เป็นข้อแตกต่างจากสัญญาทางแพ่ง สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๒/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดมีนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดมีนบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทพานทองแท้เจริญยนต์ จำกัด จำเลย ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๑๔๐๕/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์นำขบวน ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า ๑,๖๐๐ ซี.ซี. ยี่ห้อ HARLAY DAVIDSON รุ่น ELECTRA GLIDE CLASSIC พร้อมสัญญาณไฟไซเรน และวิทยุสื่อสาร ๑๐ คัน เป็นเงินจำนวน ๑๕,๗๙๙,๖๒๐ บาท กับจำเลย กำหนดส่งมอบรถจักรยานยนต์พร้อมสัญญาณไฟไซเรน และวิทยุสื่อสารภายในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบรถจักรยานยนต์พร้อมสัญญาณไฟไซเรน และวิทยุสื่อสารดังกล่าวภายในกำหนด โจทก์บอกเลิกสัญญาและมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าปรับตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าปรับจำนวน ๓,๖๙๗,๑๑๑.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ว่าสัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์พร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสารจะมีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาซื้อรถจักรยานยนต์พร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสารกับจำเลยก็ตาม แต่สัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์พร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสารดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายที่เกิดจากโจทก์และจำเลยซึ่งอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน แสดงเจตนาโดยใจสมัคร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตกลงมอบหมายให้จำเลยใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อีกทั้งสัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาพิพาทในคดีนี้จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองได้ตกลงซื้อรถจักรยานยนต์นำขบวนพร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสารจำนวน ๑๐ คัน จากจำเลย โดยโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อเพื่อให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลใช้เป็นยานพาหนะสำหรับนำขบวนบุคคลสำคัญ ซึ่งเมื่อพิจารณาพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๕ ข. (๒๒) บัญญัติให้ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ... (ข) ถวายความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ ... (จ) ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการรักษาความปลอดภัยของบุคคลสำคัญและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ... จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บุคคลสำคัญที่ต้องถวายความปลอดภัยตามอำนาจหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจสันติบาลนั้น หมายความรวมถึง องค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญอื่น ๆ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศและ การนำขบวนดังกล่าวถือเป็นการถวายความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ และการรักษาความปลอดภัยของบุคคลสำคัญ ซึ่งถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณะทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ดังนั้น รถจักรยานยนต์ พร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสารดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศให้บรรลุผล เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการจัดหาเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์นำขบวน ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า ๑,๖๐๐ ซี.ซี. ยี่ห้อ Harlay Davidson รุ่น Electra Glide Classic พร้อมสัญญาณไฟไซเรน และวิทยุสื่อสาร ๑๐ คัน เป็นเงินจำนวน ๑๕,๗๙๙,๖๒๐ บาท กับจำเลย แต่จำเลย ผิดสัญญาไม่ส่งมอบภายในเวลาที่กำหนด โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยชำระค่าปรับ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยได้โต้แย้งว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาเพื่อบริการสาธารณะอันเป็นสัญญาทางปกครอง

กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาที่โจทก์ตกลงซื้อรถจักรยานยนต์ ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า ๑,๖๐๐ ซี.ซี. ยี่ห้อ Harlay Davidson รุ่น Electra Glide Classic พร้อมสัญญาณไฟไซเรนและวิทยุสื่อสาร จำนวน ๑๐ คัน จากจำเลย เพื่อให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลใช้เป็นยานพาหนะสำหรับนำขบวน แม้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลจะมีหน้าที่ (ข) ถวายความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ และ (จ) ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการรักษาความปลอดภัยของบุคคลสำคัญและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ และการซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นไป เพื่อใช้ในภารกิจของโจทก์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลสำคัญ แต่ระหว่างคู่สัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยไม่มีวัตถุประสงค์ให้คู่สัญญาเข้าดำเนินกิจการหรือเข้าร่วมภารกิจของโจทก์ และวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่ได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ เป็นแต่เพียงให้ได้มาซึ่งเครื่องมือ ที่ใช้ในหน่วยงานของโจทก์เท่านั้น ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้ทำบริการสาธารณะ สัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้มีสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ การทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน ดังนี้ แม้สัญญาพิพาทเป็นสัญญาซึ่งมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของสัญญามิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการจัดให้มีสัญญาทางปกครองที่เป็นข้อแตกต่างจากสัญญาทางแพ่ง สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โจทก์ บริษัทพานทองแท้ เจริญยนต์ จำกัด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — บริษัทพานทองแท้เจริญยนต์ จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 121/2557
#570075
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองจ้างเอกชนให้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตแบบมีคานสเตย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงอาณาเขตให้ชัดเจน ป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอก และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการจัดทำสัญญาให้มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือการจัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน และเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๑/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสีคิ้ว

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ห้างหุ้นส่วนจำกัดกุศลยอดวัสดุก่อสร้าง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ที่ ๑ กรมปศุสัตว์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๐/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาจ้างจำนวน ๒ ฉบับ ฉบับแรก เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ตามสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ ยาว ๖,๐๕๐ เมตร ราคา ๗,๔๙๙,๙๙๙ บาท โดยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน และมีหลักประกันตามสัญญา และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาเลขที่ ๒๕/๒๕๕๔ จ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ ยาว ๒,๘๗๒ เมตร ราคา ๓,๕๓๙,๙๙๙ บาท โดยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน และมีหลักประกันตามสัญญา ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างไปพร้อมๆ กับสัญญาจ้างฉบับแรก แต่การก่อสร้างตามสัญญาล่าช้า เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ และมีการเปลี่ยนให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่อื่น ซึ่งสภาพพื้นที่ไม่เป็นไปตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือแจ้งผลการก่อสร้างและขอขยายระยะเวลาก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรีต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยสามารถขอขยายระยะเวลาได้ ๑๘๐ วัน และดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมา โดยสัญญาจ้างเลขที่ ๓/๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการก่อสร้างช่วงที่ ๑ A-B แล้วเสร็จ และขอเบิกเงินค่างวด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเสนอให้ผู้ฟ้องคดีทำบันทึกส่วนปริมาณงานลดลงและจำนวนเงินลดลง เนื่องจากเกรงว่าไม่ได้รับเงินประจำงวดที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีจึงยอมปฏิบัติตามข้อเสนอ ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนการก่อสร้างตามสัญญาเลขที่ ๒๕/๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีได้ก่อสร้างบางส่วนแล้วเสร็จตามสัญญา และส่งมอบงานแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายค่าจ้างไม่ครบจำนวนตามที่สัญญาฉบับที่สองกำหนดไว้ โดยอ้างว่าสามารถที่จะนำค่าปรับตามสัญญาจ้างเลขที่ ๓/๒๕๕๔ และสัญญาจ้างเลขที่ ๒๕/๒๕๕๔ มาหักกลบลบหนี้ได้ทั้งหมด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้บอกเลิกสัญญาจ้างทั้งสองฉบับดังกล่าว อันเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงิน ๖๓๑,๘๘๖ บาท ที่ได้หักไปชำระค่าปรับแก่ผู้ฟ้องคดี และชดใช้ค่าเสียหายจากการหมดโอกาสในการทำงานตามสัญญา ค่าเสื่อมประโยชน์ และค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีสร้างรั้วคอนกรีตเพื่อกั้นเขตแดนของหน่วยงานกับเอกชน เหตุที่ผู้ฟ้องคดีทำงานล่าช้าจนถูกปรับค่าจ้างนั้น เป็นเพราะความผิดของผู้ฟ้องคดีที่ไม่เข้าทำงานตามสัญญา และเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนทั้งผู้ฟ้องคดีทำงานไม่ครบตามสัญญา ผิดแบบ ไม่เรียบร้อย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ตรวจรับงาน และก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเข้าเสนอราคาก็ต้องมีการตรวจสอบและดูสถานที่ที่จะก่อสร้างแล้ว ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุต่างๆ มาเป็นเหตุที่จะยกเว้นค่าปรับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามระเบียบ ขั้นตอน วิธีปฏิบัติของทางราชการ เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นราชการส่วนกลาง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับการผลิตชีวภัณฑ์ และสารทดสอบโรคชนิดต่างๆ สำหรับสัตว์ ผลิตและจัดหาชีวภัณฑ์และสารทดสอบโรคต่างๆ ติดตามและประเมินผลคุณภาพชีวภัณฑ์สัตว์ ให้คำปรึกษา แนะนำ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์สัตว์ และปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยในการผลิตชีวภัณฑ์สำหรับสัตว์เป็นจำนวนมาก ประมาณ ๘,๐๐๐ ไร่ ประกอบด้วย ๔ หน่วยงาน และมีปัญหาการบุกรุกจากบุคคลภายนอก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีโครงการก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ เพื่อใช้ในการจัดทำแนวรั้วแสดงอาณาเขตของทางราชการที่ถาวรและชัดเจน เพื่อป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาถือครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของหน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ใช้ปฏิบัติงานอยู่ เพื่อป้องกันการสูญหายของทรัพย์สินทางราชการ และเพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากพาหะนำเชื้อพิษที่มาจากของเสียทั้งภายนอกและภายใน เนื่องจากการผลิตวัคซีนจำเป็นต้องใช้เชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการป้องกันที่ดีก็อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับอันตรายจากการติดเชื้อได้ ดังปรากฏในสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๖๑ ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๓/๒๕๕๔ และสัญญาจ้างเลขที่ ๒๕/๒๕๕๔ สัญญาดังกล่าวจึงมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคู่สัญญาที่เป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นการว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างซึ่งกำหนดเขตพื้นที่ของทางราชการ เพื่อป้องกันการบุกรุก การเข้ามาก่ออาชญากรรม และอันตรายอันเกิดจากการผลิตและจัดหาชีวภัณฑ์และสารทดสอบโรคต่างๆ สำหรับสัตว์ อันเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้บรรลุผล นอกจากนี้ ข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว ข้อ ๑๓ กำหนดให้กรรมการตรวจการจ้าง ผู้ควบคุมงานหรือบริษัทที่ปรึกษาที่ผู้ว่าจ้างแต่งตั้ง มีอำนาจที่จะตรวจสอบและควบคุมงานเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา และมีอำนาจที่จะสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม หรือตัดทอนงานตามสัญญาได้ และข้อ ๑๔ กำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะสั่งให้ผู้รับจ้างทำงานพิเศษซึ่งไม่ได้แสดงไว้ หรือรวมอยู่ในเอกสารสัญญา หากงานพิเศษนั้นอยู่ในขอบข่ายทั่วไปแห่งวัตถุประสงค์ของสัญญา รวมทั้งผู้ว่าจ้างยังมีสิทธิสั่งให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแบบรูป และข้อกำหนดต่างๆ ในเอกสารสัญญาได้โดยไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ อันเป็นข้อกำหนดพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานทางปกครองที่มีเหนือผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน อันเป็นลักษณะพิเศษของสัญญาทางปกครองที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งซึ่งจะยึดหลักเคารพเสรีภาพของคู่สัญญาในการกำหนดข้อตกลงของสัญญาเป็นสำคัญ สัญญาจ้างก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ตามสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๕๔ และที่ ๒๕/๒๕๕๔ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสีคิ้วพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๓/๒๕๕๔ และสัญญาจ้างเลขที่ ๒๕/๒๕๕๔ จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาจ้างทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ แต่สัญญาจ้างก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกและมีคานสเตย์ตามสัญญาจ้างทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการหรือร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง รั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ที่จัดสร้างก็เพื่อประโยชน์ในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินและอาณาเขตของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง หาได้ทำไว้เพื่อใช้บริการสาธารณะ ข้อกำหนดในสัญญาก็หาได้มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐในการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผล แต่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของโดยทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๗ ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดี จำนวน ๒ ฉบับ ให้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตบล็อกแบบมีคานสเตย์ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน และมีหลักประกันตามสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาให้บริการสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หักเงินค่าจ้างเพื่อชำระค่าปรับ และบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินค่าปรับแก่ผู้ฟ้องคดี และชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีสร้างรั้วคอนกรีตแบบมีคานสเตย์เพื่อกั้นเขตแดนของหน่วยงานราชการกับเอกชนไม่ใช่เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ ผู้ฟ้องคดีไม่เข้าทำงานตามสัญญา และเร่งรัดการดำเนินงานตามแผน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่สามารถอ้างเหตุต่างๆ มาเป็นเหตุที่จะยกเว้นค่าปรับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้สิทธิตามสัญญาบอกเลิกสัญญา เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่อาจก่อสร้างกำแพงคอนกรีตให้เสร็จตามสัญญาได้

กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาพิพาททั้งสองฉบับ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ โดยกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งใช้บังคับในขณะทำสัญญากำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับการผลิตชีวภัณฑ์ และสารทดสอบโรคชนิดต่าง ๆ สำหรับสัตว์ ผลิต จัดหาชีวภัณฑ์และสารทดสอบโรคให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ติดตาม ประเมินผลคุณภาพชีวภัณฑ์สัตว์ ให้คำปรึกษา แนะนำ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์สัตว์แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร และปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาททั้งสองฉบับแล้ว เป็นสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตแบบมีคานสเตย์เพื่อแสดงอาณาเขตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ชัดเจน ป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอก และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เท่านั้น วัตถุประสงค์ของการจัดให้มีสัญญาดังกล่าวล้วนแต่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีต่อหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เอง ไม่ปรากฏว่าเป็นการจัดทำสัญญาให้มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ การทำสัญญาพิพาททั้งสองฉบับระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอันเกิดจากสัญญาจ้างก่อสร้างรั้วคอนกรีตแบบมีคานสเตย์ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดกุศลยอดวัสดุก่อสร้าง ผู้ฟ้องคดี สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ที่ ๑ กรมปศุสัตว์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกุศลยอดวัสดุก่อสร้าง
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 120/2557
#575531
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกัน เป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ ๓ อันเนื่องมาจากกรณีจำเลยที่ ๑ นำก้อนอิฐมาก่อเป็นแนวยาวบนถนนสาธารณะ ส่วนจำเลยที่ ๒ นำโต๊ะมาชิดติดกำแพงรั้วของโจทก์และชำระล้างถ้วยจานใส่อาหารและทิ้งเศษอาหารลงบนถนนสาธารณะ ทำให้รั้วกำแพงบ้านโจทก์เสียหาย พื้นถนนสกปรกและมีกลิ่นเน่าเหม็นของเศษอาหาร โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมถึงจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาทางน้ำและทางบก รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งการจำกัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ดำเนินการทำให้สภาพที่ดินดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อยและสะอาด แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย แต่โจทก์ก็ได้มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย อันเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน ซึ่งการที่จำเลยที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกันกับจำเลยที่ ๓ ตามคำขอของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๐/๒๕๕๗

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดหนองคาย

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหนองคายโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ นางสาวกวินทิพย์ โสภิณธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนางกัน หารินไสล ที่ ๑ นางสาวละมัย รัตนชัย ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านฝาง ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดหนองคาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๔๖/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีจำเลยที่ ๑ นำก้อนอิฐมาก่อเป็นแนวยาวบนถนนสาธารณะที่ติดรั้วกำแพงบ้านของโจทก์และนำดินมาถมตามแนวรั้วแล้วปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนจำเลยที่ ๒ นำโต๊ะมาชิดติดกำแพงรั้วของโจทก์และชำระล้างถ้วยจานใส่อาหารและทิ้งเศษอาหารลงบนถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ ๓ ทำให้รั้วกำแพงบ้านของโจทก์เกิดรอยร้าวได้รับความเสียหาย และทำให้รั้วกำแพงบ้านและพื้นถนนสกปรกและมีกลิ่นเน่าเหม็นของเศษอาหาร โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ รื้อถอนแนวอิฐและพืชผักสวนครัวและให้จำเลยที่ ๒ ขนย้ายโต๊ะและสิ่งของออกจากรั้วกำแพงบ้านโจทก์และทำให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉย โจทก์จึงแจ้งจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาทางน้ำและทางบก รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ให้ดำเนินการทำให้สภาพที่ดินดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อยและสะอาด แต่จำเลยที่ ๓ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินพื้นที่ติดต่อกับรั้วกำแพงบ้านของโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ได้มอบที่ดินส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเขตติดต่อบริเวณรั้วบ้านของโจทก์ให้แก่ชุมชนใช้เป็นทางเดินเข้าออกของชาวบ้าน ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้ปรับปรุงทางเดินดังกล่าวเป็นถนนคอนกรีต โดยเว้นพื้นที่ดินบริเวณที่ติดกับรั้วของโจทก์ไว้ประมาณ ๖๐-๗๐ เซนติเมตร จำเลยที่ ๑ เห็นเป็นที่ว่างและเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงได้นำก้อนอิฐมาวางกั้นดินระหว่างถนนคอนกรีตกับรั้วกำแพงบ้านของโจทก์ซึ่งห่างจากรั้วกำแพงบ้างโจทก์ประมาณ ๖๐-๗๐ เซนติเมตร และนำดินมาใส่แล้วปลูกพืชผักสวนครัว โดยไม่ได้นำก้อนอิฐมาก่อเป็นแนวยาวติดรั้วกำแพงบ้านของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่สามารถที่จะมีผลทำให้รั้วกำแพงบ้านของโจทก์เกิดรอยร้าวได้ พื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ตั้งโต๊ะในที่ดินของจำเลยที่ ๑ และได้นำแผ่นสังกะสีมาบังกั้นรั้วกำแพงบ้านโจทก์เพื่อป้องกันไม่ให้รั้วกำแพงบ้านของโจทก์ได้รับความเสียหาย และเมื่อจำเลยที่ ๒ ล้างถ้วยชามก็จะเทน้ำลงท่อระบายน้ำและจะทิ้งเศษอาหารในถังขยะที่ทางราชการจัดไว้ โดยไม่ได้ทำสกปรกเลอะเทอะตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เพราะไม่มีส่วนร่วมในการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้มีมูลพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดหนองคายพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องละเมิดจากเอกชนด้วยกัน การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎหรือคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๗/๒๕๕๔

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีบำรุงรักษา ทางน้ำ และทางบก กับรักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดินและที่สาธารณะ ระบบกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลตามมาตรา ๖๗ วรรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคดีในส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนนั้นถึงแม้จะมีสาเหตุเริ่มมาจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แต่โจทก์ก็กล่าวอ้างไว้อย่างแจ้งชัดในคำฟ้องด้วยว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทำบนถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ ๓ และการร้องขอให้แก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์ และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเป็นคำขอที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ และอยู่ในอำนาจกำหนดคำบังคับของศาลปกครองที่จะให้การแก้ไขเยียวยาได้ เมื่อข้อพิพาทในส่วนจำเลยที่ ๓ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงควรได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ นำก้อนอิฐมาก่อเป็นแนวยาวบนถนนสาธารณะที่ติดรั้วกำแพงบ้านของโจทก์และนำดินมาถมตามแนวรั้วแล้วปลูกพืชผักสวนครัว ทำให้กำแพงรั้วบ้านโจทก์เกิดรอยร้าว ส่วนจำเลยที่ ๒ นำโต๊ะมาชิดติดกำแพงรั้วของโจทก์และชำระล้างถ้วยจานใส่อาหารและทิ้งเศษอาหารลงบนถนนสาธารณะ ทำให้รั้วกำแพงบ้านและพื้นถนนสกปรกและมีกลิ่นเน่าเหม็นของเศษอาหาร โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉย โจทก์จึงแจ้งจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาทางน้ำและทางบก รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งการจำกัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ดำเนินการทำให้สภาพที่ดินดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อยและสะอาด แต่จำเลยที่ ๓ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ส่วนจำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน กระทำละเมิดทำให้กำแพงรั้วบ้านโจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งการจำกัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล กรณีไม่ดำเนินการทำให้สภาพที่ดินดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อยและสะอาดตามที่โจทก์ร้องขอ แต่โจทก์ก็ได้มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากแนวรั้วกำแพงบ้านโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย อันเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน ซึ่งการที่จำเลยที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกันกับจำเลยที่ ๓ ตามคำขอของโจทก์เป็นสำคัญ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวกวินทิพย์ โสภิณธุ์ โจทก์ นางกัน หารินไสล ที่ ๑ นางสาวละมัย รัตนชัย ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านฝาง ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกวินทิพย์ โสภิณธุ์
จำเลย — นางกันหารินไสล ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 119/2557
#570074
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง ขอให้รื้อถอนถนนที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี กับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้ก่อสร้างถนนรุกล้ำ แต่ก่อสร้างบนที่ดินสาธารณะ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๙/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองสงขลา

ระหว่าง

ศาลแขวงสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองสงขลาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ นางประดับ รัตนพันธ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลทุ่งลาน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๐/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๖๗๑ ตำบลทุ่งลาน อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดดีชัยคอนสตรัคชั่น ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ซอยชลประทานบ้านนายโสภณ ณรงค์กูล แต่ก่อนทำการก่อสร้างถนน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้รังวัดสอบเขตที่ดินข้างเคียง ทั้งในการปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนทำให้หลักหมุดซึ่งเป็นหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเกิดการสูญหาย จนเป็นเหตุให้มีการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีไม่เคยรับรู้หรือให้ความยินยอมในการก่อสร้างถนนดังกล่าว เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องขอสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๖๗๑ผลการรังวัดปรากฏว่า การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของผู้ถูกฟ้องคดีรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๒๒.๒ ตารางวา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษา หรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่รื้อถอนตามคำพิพากษา ผู้ฟ้องคดีถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ก่อสร้างบนที่ดินสาธารณะ ซึ่งก่อนหรือขณะทำการก่อสร้างถนนคอนกรีต ผู้แทนของผู้ฟ้องคดีได้ร่วมระวังแนวเขตที่ดิน ผู้ฟ้องคดีได้ทราบถึงการก่อสร้างถนนคอนกรีตแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและการดำเนินการทางปกครองในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ว่าคดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี จึงเป็นประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะนำไปสู่การพิจารณาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และแม้ประเด็นปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกในเขตเทศบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ก่อสร้างในทางสาธารณะไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่ก่อสร้างถนนคอนกรีตดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณะ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด เนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยไม่ได้รังวัดสอบเขตที่ดินข้างเคียง ทั้งในการปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนทำให้หลักหมุดซึ่งเป็นหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเกิดการสูญหายจนเป็นเหตุให้มีการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีไม่เคยรับรู้หรือให้ความยินยอม ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องขอสอบเขตที่ดิน ผลการรังวัดปรากฏว่า การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของผู้ถูกฟ้องคดีรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๒๒.๒ ตารางวา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่รื้อถอน ตามคำพิพากษา ผู้ฟ้องคดีถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้ก่อสร้าง ถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ก่อสร้างบนที่ดินสาธารณะ ซึ่งก่อนหรือขณะทำการก่อสร้างถนนคอนกรีต ผู้แทนของผู้ฟ้องคดีได้ร่วมระวังแนวเขตที่ดินและทราบถึงการก่อสร้างถนนคอนกรีตแล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางประดับ รัตนพันธ์ ผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลทุ่งลาน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางประดับ รัตนพันธ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลทุ่งลาน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 118/2557
#575043
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขยายเขตทางหลวงรุกล้ำ เข้ามาในที่ดินก่อสร้างและขยายเขตทางหลวงชิดแนวรั้วของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ยกเลิกการใช้ถนนส่วนที่ตัดผ่านที่ดิน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการก่อสร้างใดๆ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ (เดิม) กรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นของรัฐและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๘/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปทุมธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๖ นางวิมล อุ่นจิตติ โดยนางสาวจุรี อุ่นจิตติ ผู้อนุบาล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมทางหลวงที่ ๑ แขวงการทางปทุมธานีที่ ๒ หมวดการทางปทุมธานี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๕/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ตำบลบางพูน อำเภอบางกะดี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๒ งาน ๓๓ ตารางวา โดยผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินจากนางสะอิ้ง ไสวแสนยากร ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินดังกล่าวนั้น ได้มีถนนสายยุทธศาสตร์ ซึ่งใช้เพื่อราชการทหารตัดผ่านที่ดินพิพาทอยู่แล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าถนน มีความกว้างแค่รถยนต์สามารถวิ่งสวนกันได้และเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีจึงมิได้โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๒๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำการขยายเขตทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องให้ชดเชยค่าที่ดินที่เสียไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย หลังจากนั้นประมาณปี ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างและขยายเขตทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ จาก ๒ ช่องทางจราจรเป็น ๔ ช่องทางจราจร ชิดแนวรั้วของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยพลการ ทำให้ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๖๘ ของผู้ฟ้องคดีถูกตัดเป็นแนวถนนเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ ๑ งาน ๙๗ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ให้ยกเลิกการใช้ถนนส่วนที่ตัดผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีพร้อมกับส่งมอบที่ดินตามสภาพเดิมคืน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกเฉย ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดออกจากที่ดินพิพาทภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันนำท่อประปาคอนกรีตมาวางบนที่ดินพิพาท นอกจากนั้นในระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบบ้านเช่าในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๖๘ พบว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้สร้างถนนรุกล้ำที่ดินทางด้านทิศใต้ของผู้ฟ้องคดี กว้างประมาณ ๖ เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินด้านติดคลองรังสิตและนำหลักหมุดเขตทางหลวง (ขทล.) มาปักบนแนวเขตที่ดิน โดยรุกล้ำจากแนวถนนเข้ามาไม่ต่ำกว่า ๑๒ เมตร ผู้ฟ้องคดี เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่เคยอนุญาตโดยตรงหรือโดยปริยายให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้สอยที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ของผู้ฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย โดยไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการก่อสร้างใดๆ และร่วมกันรื้อถอนถนนและหมุดหลักเขตขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ (เดิม) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับมอบทางสายดังกล่าวจากจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ปี ๒๔๘๕และได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์เป็นทางหลวงและบำรุงรักษามาตลอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทางหลวง กรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นของรัฐและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โดยก่อสร้างหรือปรับปรุงในเขตทางเดิมไม่มีการเวนคืนหรือขยายเขตทางดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ จากผู้อื่นเมื่อปี ๒๕๑๒ เป็นเวลาภายหลังจากที่กรมทางหลวงได้รับมอบทางสายดังกล่าวมาโดยชอบแล้ว โดยผู้ฟ้องคดีมิได้แสดงสิทธิในที่ดินส่วนที่อยู่ในเขตทางมาตั้งแต่เดิม การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม จึงไม่เป็นละเมิด ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใดๆ สนับสนุน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีนั้นมิใช่เป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นการกระทำละเมิดทางกายภาพ ประกอบกับประเด็นหลักของคดีนี้เป็นเรื่องที่คู่กรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ว่าที่ดินบริเวณที่พิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ดำเนินการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ (ปัจจุบันรวมอยู่ในทางหลวงหมายเลข ๓๔๕) ตามอำนาจหน้าที่และภารกิจที่กำหนดในพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ และผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการขยายเขตทางหลวงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๖๘ ของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการก่อสร้างใดๆ และร่วมกันรื้อถอนถนนและหมุดหลักเขต ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวและทำให้ที่ดินดังกล่าวมีสภาพดังเดิม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะแย้งว่า ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่ประเด็นหลักที่คู่กรณีโต้แย้งกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามข้ออ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีและข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่อ้างว่าไม่ได้กระทำละเมิด กรณีจึงไม่อาจฟังข้อยุติได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทคดีนี้ยังต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเจ้าของกรรมสิทธิ์คนก่อน แม้การฟ้องคดีนี้จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในที่ดิน แต่ศาลจำต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นหลัก คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขยายเขตทางหลวงรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ก่อสร้างและขยายเขตทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ ชิดแนวรั้วของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ยกเลิกการใช้ถนนส่วนที่ตัดผ่านที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกเฉย ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดออกจากที่ดินพิพาทและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังร่วมกันนำท่อประปาคอนกรีตมาวางบนที่ดินพิพาท ทั้งยังก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินทางด้านทิศใต้ของผู้ฟ้องคดี ยาวตลอดแนวที่ดินด้านติดคลองรังสิตและนำหลักหมุดเขตทางหลวง (ขทล.) มาปักบนแนวเขตที่ดิน การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่เคยอนุญาตโดยตรงหรือโดยปริยายให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้สอยที่ดิน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการก่อสร้างใดๆ และร่วมกันรื้อถอนถนนและหมุดหลักเขตขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ (เดิม) ได้รับมอบทางสายดังกล่าวจากจังหวัดปทุมธานี และได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์เป็นทางหลวงและบำรุงรักษามาตลอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทางหลวง กรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นของรัฐและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โดยก่อสร้างหรือปรับปรุงในเขตทางเดิมไม่มีการเวนคืนหรือขยายเขตทางดังกล่าว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางวิมล อุ่นจิตติ โดยนางสาวจุรี อุ่นจิตติ ผู้อนุบาล ผู้ฟ้องคดี กรมทางหลวงที่ ๑ แขวงการทางปทุมธานีที่ ๒ หมวดการทางปทุมธานี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางวิมล อุ่นจิตติ โดยนางสาวจุรี อุ่นจิตติ ผู้อนุบาล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ