คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกระทรวงการคลังกับพวกอ้างว่า หน่วยงานทางปกครองขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ ขอให้คืนสิทธิในที่ดินหรือชดเชยราคาทรัพย์ กับให้มีคำสั่งคุ้มครองสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินและจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ มีผู้บุกรุกเข้าครอบครองในที่ดินบางส่วนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของรัฐโดยไม่มีหนังสือการแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินและจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ มีผู้บุกรุกเข้าครอบครองในที่ดินบางส่วนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของรัฐโดยไม่มีหนังสือการแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดคนเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดได้ยื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ คัดค้านการรังวัดว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์"ที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ"ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกเรื่องการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ให้เพิกถอนหนังสือคัดค้านการขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ออกเอกสารสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดคน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่าบริเวณดังกล่าว เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินในที่สาธารณประโยชน์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นการปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดกล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดมีสิทธิในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ (ที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ) เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. จากนาง ก. ซึ่งออกทับที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐาน น.ส. ๓ ก. ที่ออกทับซ้อนที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน แต่เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ และมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาให้ที่ดินมือเปล่าเป็นของโจทก์ และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เกิน ๑ ปี คดีจึงขาดอายุความ ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งศาลจำต้องวินิจฉัยให้ได้ความว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองใครมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งอาจารย์ ได้รับอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายเดือนละ ๒๑,๒๐๐ บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์ตกลงจะทำงานให้จำเลย และจำเลยตกลงจะให้สินจ้างแก่โจทก์ตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามปพพ. มาตรา ๕๗๕ โจทก์และจำเลยจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป เมื่อคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเงินค่าชดเชย โบนัส และค่าเสียหายตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นเงินที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องกรณีจำเลยผิดสัญญาจ้าง และใช้สิทธิเรียกร้องตามที่ได้รับการรับรองไว้ใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีคณะกรรมการประเมินความเสียหาย มีมติให้ชะลอการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการประเมิน ความเสียหายที่ให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม เพิกถอนหนังสือจังหวัดยะลาที่แจ้งชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมดังกล่าว เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี โดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจังหวัดยะลามีมติอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ฟ้องคดีสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ การอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีถูกคัดค้านการจ่ายเงินเยียวยา ผู้ถูกฟ้องคดีโดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายจึงมีมติให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมไปก่อนจนกว่าคดีเรื่องการตั้งผู้จัดการมรดกจะถึงที่สุด มติการให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองเช่นกัน ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดั่งกล่าว แล้วยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนมติคณะกรรมการประเมินความเสียหายที่ให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติม และให้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงในการควบคุมเพื่อติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมายหรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมถนนเพื่อความปลอดภัยในการจราจรแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทาง โดยโจทก์อ้างว่า กรมทางหลวงว่าจ้างจำเลยร่วมให้ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงชนบทซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ตามภารกิจของกรมทางหลวง แต่จำเลยร่วมมิได้แสดงเครื่องหมายสัญญาณหรือจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ โดยกรมทางหลวงมิได้ควบคุมกำกับดูแล เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยพุ่งเข้าชน กับท่อนไม้ที่ตั้งอยู่กลางถนน รถยนต์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้กรมทางหลวงซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงรับผิดในผลจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้เช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการตลาดยื่นฟ้องการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ในสังกัดอ้างว่า ถูกเจ้าหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติกลั่นแกล้งติดประกาศบริเวณพื้นที่ให้เช่าว่า จะก่อสร้างปรับปรุงตลาด เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าหลายรายบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงกับผู้ฟ้องคดี ขอให้รื้อถอนป้ายประกาศ และชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำละเมิดด้วยการติดประกาศบริเวณพื้นที่ให้เช่าว่า จะก่อสร้างปรับปรุง เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าหลายรายบอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เท่านั้น เหตุละเมิดหาใช่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องบริษัทเอกชน ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากเดิมผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีตกลงทำสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/ โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตร เมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง ผู้ถูกฟ้องคดีประสงค์จะใช้บริการโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีต่อไป จึงขอเช่าใช้ทรัพย์สินและระบบให้บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรของผู้ฟ้องคดี โดยตกลงร่างเป็นสัญญาให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศฉบับใหม่ แต่ยังไม่มีการลงนามในสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงชำระค่าใช้บริการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาฉบับเดิม แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีต้องชำระค่าใช้บริการตามอัตราในร่างสัญญาฉบับใหม่ให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และมีประเด็นต้องพิจารณาว่าข้อพิพาทดังกล่าวเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อตกลงให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศฉบับใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า ได้ชำระค่าใช้บริการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิมครบถ้วนแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าใช้บริการตามข้อตกลงที่กล่าวอ้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตรระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซี่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ลูกจ้างยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)นายจ้างว่า ได้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรใหม่จัดแบ่งส่วนงานมีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานหรือขอให้รับกลับเข้าทำงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมและขอให้จ่ายค่าชดเชยกับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้ถูกฟ้องให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ออกระเบียบ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเดิมเป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งอาจารย์ ให้รับผิดตามสัญญารับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ถูกเลิกจ้าง โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งเลิกจ้างของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชดใช้ทุนการศึกษาและเบี้ยปรับแก่โจทก์ เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน พิพาทกันในเรื่องสัญญารับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร ซึ่งต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาตและก่อสร้างบนที่สาธารณประโยชน์ และขอให้เพิกถอนคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี กับขอให้รับรองสิทธิในที่ดินมือเปล่าที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นั้น แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด อันเป็นบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ การที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณอะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ MICROWAVE ยี่ห้อ ALCATEL - LUCENT เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมของประเทศ และการให้บริการโทรศัพท์เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจ มีภารกิจเพื่อดำเนินงานกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามเงื่อนไขดังกล่าวในสัญญา ส่วนจำเลยให้การว่า ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา คดีนี้จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายมันสำปะหลัง ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง
สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จัดหาตลาดเพื่อระบายสินค้าที่รับจำนำจากเกษตรกรไปยังต่างประเทศในเวลาที่กำหนด อันเป็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของคนไทยเพื่อการส่งออกตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยมุ่งหมายก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมากกว่าการมุ่งแสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์ จึงเป็นกรณีให้ผู้ฟ้องคดี เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาและให้คืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องเรียกเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) คืน เพราะเหตุเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เห็นว่า การที่โจทก์จ่ายเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่จำเลยสืบเนื่องจากกรมบัญชีกลางอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. แก่จำเลยตามมาตรา ๔ ตรี แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ การอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อกรมบัญชีกลางตรวจพบว่าคำสั่งอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ. กรมบัญชีกลางจึงมีคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและมีคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับ โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งของกรมบัญชีกลางและให้โจทก์เรียกเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยได้รับส่งคืนคลัง จึงเป็นกรณีที่กรมบัญชีกลางได้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ โดยให้มีผลย้อนหลังการคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่จำเลยผู้รับคำสั่งทางปกครองได้ไปตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามคำขอได้หรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเพียงใด นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่เพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเฉพาะคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เทศบาลตำบล ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนจากเอกชนเพราะเหตุเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เห็นว่า การที่โจทก์ขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลยเป็นการใช้อำนาจตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง และเมื่อโจทก์มีคำสั่งถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลยเพราะเหตุจำเลยขาดคุณสมบัติ พร้อมกับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ที่โจทก์เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้มีผลย้อนหลังการคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่จำเลยผู้รับคำสั่งทางปกครองได้ไป ตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งถอนรายชื่อและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามคำขอได้หรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเพียงใด นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งของโจทก์ที่ถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่เพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเฉพาะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินในค่ายธนะรัชต์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุ เพื่อทำการเกษตรปลูกต้นไม้สักทองตามสัญญาบนที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ตัดไม้สักทองที่ปลูกไว้ตามสัญญาไปบางส่วนเจ้าหน้าที่ทหารมีหนังสือแจ้งระงับการตัดไม้สักทองกับทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงพร้อมท่อนไม้สักทองและแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ทหารมีหนังสือแจ้งให้ระงับการตัดไม้สักทองที่พิพาท และได้ทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงพร้อมท่อนไม้สักทอง รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตต์ปลอดภัยในราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๘ ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดยักย้ายต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วอันมีสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากกระทรวงกลาโหม และตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ แต่งตั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารให้มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกัน จับกุม ปราบปรามผู้กระทำความผิดและยึดของกลางตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามจึงมีอำนาจในการตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหาร การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นกรณีพิพาทที่เกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นบ้านและจับกุมโจทก์ทั้งสองในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรและได้ร่วมกันยึดของกลาง กรณีเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา การที่จำเลยที่ ๕ ได้ส่งมอบของกลางทั้งสามรายการในระหว่างการสอบสวนคดีให้แก่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินและแม้ในภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ทั้งสองแล้ว เมื่อมูลความแห่งคดีนี้ สืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒ (๑๖) มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด แม้ว่าระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด หากมีผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของเรียกร้องขอคืนของนั้นและพนักงานสอบสวนเห็นว่าสิ่งของนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี พนักงานสอบสวนก็อาจคืนสิ่งของดังกล่าวก่อนคดีถึงที่สุดได้ จึงเป็นการดำเนินการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง อันอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ กรณีมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ตายและสินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย และมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน กระทำการโดยไม่สุจริตโอนที่ดินที่ยึดและอายัดไว้เป็นของจำเลยทั้งหมด ขอให้เพิกถอนคำสั่งเลขาธิการของจำเลย ให้คืนทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ ให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับให้ชำระค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย เมื่อการตรวจสอบทรัพย์สิน ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ และเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การยื่นคำร้องของพนักงานอัยการต่อศาลยุติธรรม อันเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกับการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม