คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 117/2557
#570073
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกระทรวงการคลังกับพวกอ้างว่า หน่วยงานทางปกครองขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ ขอให้คืนสิทธิในที่ดินหรือชดเชยราคาทรัพย์ กับให้มีคำสั่งคุ้มครองสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๗/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเลย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ นางรัตนาภรณ์ รักษาชาติ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เลย ที่ ๒ จังหวัดเลย ที่ ๓ เทศบาลตำบลเชียงคาน ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๓/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๓๗๔ ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยรับมรดกและครอบครองสืบต่อจากบิดา ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลย. ๘๑๓ โดยมีขอบเขตและที่ตั้งทับที่ดินบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้อยู่อาศัยและทำกินบนที่ดินแปลงพิพาทมาเป็นเวลานาน ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและกระทรวงมหาดไทยมีประกาศหวงห้ามไว้เป็นสนามบิน อันเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลย. ๘๑๓ ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องคืนสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทหรือชดเชยราคาทรัพย์ กับให้มีคำสั่งคุ้มครองสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นที่สุด

อนึ่ง ศาลปกครองอุดรธานีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลเพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลย. ๘๑๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลย. ๘๑๓ ซึ่งเข้าใช้ประโยชน์มาตั้งแต่วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๔๗๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ บิดาของผู้ฟ้องคดีไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งตกเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเพียงใดก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ กับจะโอนให้แก่กันไม่ได้และจะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินมิได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงเลขที่ ลย. ๘๑๓ ทั้งมิได้ขอใช้ที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวและมิได้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุเป็นกรณี ที่หน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายอันมีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลในการที่จะเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงที่ได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุไว้นั้น การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุจึงเข้าลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นปัญหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลย. ๘๑๓ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองในการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุที่พิพาทหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดเชยราคาที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่โต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเพื่อปฏิเสธการคืนหรือจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินพิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นสำคัญ โดยพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของคู่ความ ซึ่งต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดที่ต้องรับผิดชอบเยียวยาต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค. ๑ โดยรับมรดกและครอบครองสืบต่อจากบิดา ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลย. ๘๑๓ ทับที่ดินบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้อยู่อาศัยและทำกินบนที่ดินแปลงพิพาทมาเป็นเวลานานก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและกระทรวงมหาดไทยมีประกาศหวงห้ามไว้เป็นสนามบิน อันเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องคืนสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทหรือชดเชยราคาทรัพย์ กับให้มีคำสั่ง คุ้มครองสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นที่สุด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ลย. ๘๑๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งตกเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงเลขที่ ลย. ๘๑๓ ทั้งมิได้ขอใช้และเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางรัตนาภรณ์ รักษาชาติ ผู้ฟ้องคดี กระทรวงการคลัง ที่ ๑ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เลย ที่ ๒ จังหวัดเลย ที่ ๓ เทศบาลตำบลเชียงคาน ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางรัตนาภรณ์ รักษาชาติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 116/2557
#570072
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินและจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ มีผู้บุกรุกเข้าครอบครองในที่ดินบางส่วนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของรัฐโดยไม่มีหนังสือการแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๖/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดพัทยา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพัทยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เมืองพัทยา โจทก์ ยื่นฟ้อง นายทายาท เมืองสุข จำเลย ต่อศาลจังหวัดพัทยา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๘๒/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในเขตเมืองพัทยาเรื่องการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๐ กระทรวงมหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะล้าน ในท้องที่หมู่ที่ ๗ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๓๒๐ ไร่ ต่อมามีการจัดตั้งโจทก์ขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๒๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีได้โอนสิทธิต่างๆ ในที่ดินของรัฐ หาดแสม เกาะล้าน ให้โจทก์เป็นผู้ครอบครองดูแลและมีอำนาจจัดหาผลประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับแล้วมีผู้บุกรุกเข้าครอบครองในที่ดินบางส่วนของหาดแสม อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในปี ๒๕๒๖ ผู้มีชื่อได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยกรมที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๒๒๗ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๑๙ ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๒๖๖ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ๑๘ ตารางวา ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีสภาพพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ดินมีสภาพปฏิกิริยาเป็นกรดจำนวนมากไม่เหมาะแก่การเกษตรกรรม สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินและเป็นบริเวณที่หวงห้ามมิให้บุคคลใดทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นการออกทับที่ดินของรัฐ หาดแสม บางส่วนโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีการแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) ใบจอง ใบเหยียบย่ำ ตราจอง หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยผู้มีชื่อครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มีผลใช้บังคับในปี ๒๕๒๖ นางชูศรีขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามระเบียบโดยมีการสอบสวนผู้ปกครองท้องที่ ตลอดจนมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ มาระวังแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินหวงห้ามของทางราชการ จากการร่วมรังวัด โจทก์ ที่ว่าการอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตลอดจนฐานทัพเรือสัตหีบ ต่างรับรองว่าเขตที่ดินที่รังวัดไม่เป็นและไม่เหลื่อมล้ำที่สาธารณประโยชน์หรือที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ และไม่ขัดข้องในการออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง การออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงได้ดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนทางราชการและตามกฎหมายประกอบกับโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จึงไม่มีเหตุเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์ไม่สุจริตเป็นการกลั่นแกล้งจำเลย ที่พิพาททั้งสองแปลงของจำเลยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดอยู่ในที่ดินของรัฐ การรังวัดตรวจสอบแนวเขตในปี ๒๕๕๐ โจทก์นำชี้รุกล้ำและทับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว แผนที่แสดงแนวเขตที่ดินท้ายประกาศกระทรวงมหาดไทยต้องถือยุติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๐ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่คำฟ้องโจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ หาดแสม ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะล้าน ในท้องที่หมู่ที่ ๗ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๓๒๐ ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ หาดแสม เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๒๒๗ และ ๒๖๒๖๖ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นการออกออกโฉนดทับที่ดินของรัฐ หาดแสม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล เดิมมีผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาผู้มีชื่อทั้งสองคนต่างซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและเข้าทำประโยชน์ ในปี ๒๕๒๖ ผู้มีชื่อทั้งสองคนได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามระเบียบขั้นตอนตามกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มาระวังแนวเขต ต่างก็รับรองว่าเขตที่ดินที่รังวัดไม่เป็นและไม่เหลื่อมล้ำที่สาธารณประโยชน์หรือที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ และไม่ขัดข้องในการออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง แสดงว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของจำเลยมิได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดอยู่ในแนวเขตที่ดินของรัฐ หาดแสม ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ หาดแสม อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าตามที่โจทก์กล่าวอ้าง หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ได้กรรมสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองในเขตเมืองพัทยาในเรื่องการคุ้มครองและดูแลรักษาที่สาธารณะ รวมถึงทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๖๒ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๒๒๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๒๖๖ ตั้งอยู่ในเขตตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ที่มีจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งสองแปลง ออกทับที่ดินของรัฐ หาดแสม ที่โจทก์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครอง ดูแลรักษา รวมทั้งจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของโจทก์ในการคุ้มครองและดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไว้เพื่อส่วนรวม อันเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยื่นฟ้องเอกชน ว่าโจทก์มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในเขตเมืองพัทยาเรื่องการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ หาดแสม มีผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองในที่ดินบางส่วนของหาดแสมเนื้อที่ ๓๒๐ ไร่ และในปี ๒๕๓๑ มีผู้ขอออกโฉนดที่ดินโดยกรมที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๒๒๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๒๖๖ ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่พิพาท จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยผู้มีชื่อได้เข้าครอบครองทำประโยชน์จากที่พิพาทเดิมมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินมีผลบังคับใช้ การออกโฉนดทั้งสองแปลงจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง เมืองพัทยา โจทก์ นายทายาท เมืองสุข จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมืองพัทยา
จำเลย — นายทายาท เมืองสุข
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 115/2557
#570071
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินและจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ มีผู้บุกรุกเข้าครอบครองในที่ดินบางส่วนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของรัฐโดยไม่มีหนังสือการแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดพัทยา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพัทยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เมืองพัทยา โจทก์ ยื่นฟ้อง นายถิรพงศ์ นวังคสัตถุศาสน์ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพัทยา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๘๑/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในเขตเมืองพัทยาเรื่องการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๐ กระทรวงมหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ หาดแสม ซึ่งตั้งอยู่ด้านตะวันตกของเกาะล้าน ในท้องที่หมู่ที่ ๗ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๓๒๐ ไร่ ต่อมามีการจัดตั้งโจทก์ขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๒๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีได้โอนสิทธิต่าง ๆ ในที่ดินของรัฐ หาดแสม ดังกล่าว ให้โจทก์เป็นผู้ครอบครองดูแลและมีอำนาจจัดหาผลประโยชน์ ภายหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับแล้ว มีผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองในที่ดินบางส่วนของหาดแสม อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในปี ๒๕๓๑ นางชูศรี แสงคร้าม ได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยกรมที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๘๙๕ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑๖ ตารางวา ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทมีสภาพพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ดินมีสภาพปฏิกิริยาเป็นกรดจำนวนมากไม่เหมาะแก่การเกษตรกรรม สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน และเป็นบริเวณที่หวงห้ามมิให้บุคคลใดทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นการออกทับที่ดินของรัฐ หาดแสมบางส่วนโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีการแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) ใบจอง ใบเหยียบย่ำ ตราจอง หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีโอนสิทธิต่าง ๆ ในที่ดินของรัฐ หาดแสม ให้แก่โจทก์นั้น เป็นเพียงการโอนสิทธิการให้เช่าที่ดินเท่านั้น นางชูศรีขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามระเบียบขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งหน่วยราชการต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลบริเวณที่ดินพิพาท เช่น โจทก์ ที่ว่าการอำเภอบางละมุง กองทัพเรือ ก็มาระวังแนวเขต โจทก์ไม่เคยคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินพิพาท นอกจากนี้ จำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ซึ่งเป็นการซื้อตามสำเนาโฉนดที่ดิน เมื่อขอออกใบแทนได้ทำการประกาศให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทราบ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการออกใบแทนและนางชูศรีได้เข้าครอบครองทำประโยชน์จากผู้มีชื่อเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมมาโดยตลอดนานกว่า ๗๐ ปี ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินมีผลบังคับใช้ ที่ดินพิพาทได้รับการออกโฉนดโดยถูกต้องตามกฎหมายและจำเลยได้กรรมสิทธิ์มาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลย่อมมิเสียไป ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ หาดแสม อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าตามที่โจทก์กล่าวอ้าง หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ได้กรรมสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองในเขตเมืองพัทยาในเรื่องการคุ้มครองและดูแลรักษาที่สาธารณะ รวมถึงทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๖๒ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๘๙๕ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ให้แก่นางชูศรี และโอนมาเป็นของจำเลยในภายหลัง ทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่โจทก์ดูแลรักษาเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของโจทก์ในการคุ้มครองและดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไว้เพื่อส่วนรวม อันเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยื่นฟ้องเอกชน ว่าโจทก์มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในเขตเมืองพัทยาเรื่องการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ หาดแสม มีผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองในที่ดินบางส่วนของหาดแสมเนื้อที่ ๓๒๐ ไร่ และในปี ๒๕๓๑ มีผู้ขอออกโฉนดที่ดินโดยกรมที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๘๙๕ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑๖ ตารางวา ทับที่ดินของรัฐ หาดแสม โดยไม่มีการแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่พิพาท จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า ผู้มีชื่อขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ผู้มีชื่อได้เข้าครอบครองทำประโยชน์จากเจ้าของที่พิพาทเดิมมาโดยตลอด ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินมีผลบังคับใช้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง เมืองพัทยา โจทก์ นายถิรพงศ์ นวังคสัตถุศาสน์ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมืองพัทยา
จำเลย — นายถิรพงศ์ นวังคสัตถุศาสน์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 114/2557
#570062
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดคนเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดได้ยื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ คัดค้านการรังวัดว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์"ที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ"ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกเรื่องการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ให้เพิกถอนหนังสือคัดค้านการขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ออกเอกสารสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดคน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่าบริเวณดังกล่าว เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินในที่สาธารณประโยชน์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นการปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดสิบเอ็ดกล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดมีสิทธิในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ (ที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ) เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๔/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดหัวหิน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้ง เขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๕ นายเสทื้อน เดชวัน ที่ ๑ กับพวกรวม ๘๑ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๑ นายอำเภอปราณบุรี ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๗๕/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดคน เป็นตัวแทนชาวบ้านชุมชนปรือน้อย หมู่บ้านปรือน้อย หมู่ที่ ๓ ตำบลปากน้ำปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยประชาชนประมาณ ๒๐๐ ครัวเรือน อยู่ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๑๓๘ ไร่ เป็นชุมชนท้องถิ่นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นต้นมา เหตุพิพาทในคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด และชาวบ้านในชุมชนหมู่บ้านปรือน้อยในข้อหาบุกรุกที่ดิน จนเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ นายมนัส ธรรมเนียม และผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามคำร้องที่ ๒๑๕/๒๕๔๙ เรื่องสิทธิในที่ดิน กรณีคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎรที่ตั้งอยู่ที่บ้านปรือน้อย หมู่ที่ ๓ ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีมติในการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๒ ให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการขอยกเลิกการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและให้สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี ดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้แก่ชาวบ้านภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงาน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามกลับมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการทางกฎหมายกับชาวบ้านและผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดว่าเป็นผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญ สำหรับที่หลวงให้แล้วเสร็จ ต่อมาประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดได้ยื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด เจ้าพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ดำเนินการนัดรังวัดเพื่อเตรียมการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดและบุคคลอื่น ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ บ้านปรือน้อย คัดค้านการขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดและบุคคลอื่นโดยระบุเหตุผลในการคัดค้านว่า ที่ดินแปลงที่ทำการรังวัดออกโฉนดตั้งอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ "บริเวณที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ" ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด เห็นว่าการใช้อำนาจหน้าที่ในการคัดค้านการขอออกเอกสารสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ไม่เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่ดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด และชาวบ้านภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกเรื่องการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบริเวณบ้านปรือน้อย ให้เพิกถอนหนังสือคัดค้านการขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดตามรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ ๒๕๔/๒๕๕๒ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ตำแหน่งที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกับพวกขอออกโฉนดที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ รูปแผนที่แสดงขอบเขตและเขียนว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สงวนเลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ" เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒และที่ ๓ ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินในที่สาธารณประโยชน์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นการปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแล และคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ดินที่ชาวบ้านร้องคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ (ที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ) เมื่อมีราษฎรยื่นขอรังวัดและออกโฉนดที่ดินในพื้นที่บ้านปรือน้อยหมู่ที่ ๓ โดยราษฎรผู้ยื่นไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องคัดค้านแนวเขต และการปักหลักเขตที่ดิน การสั่งการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นเพียงคำแนะนำในการแก้ปัญหามิใช่กฎหมายที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติตาม ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษา และคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดขอออกโฉนดเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์รวมถึงการระวังชี้แนวเขต และคัดค้านการรังวัดเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดในการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดหัวหินพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินอ้างว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์ "ที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ" เป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และการคัดค้านการรังวัดการออกโฉนดที่ดิน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์รวมถึงการระวังชี้แนวเขต และคัดค้านการรังวัดเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปเป็นสำคัญ คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดคนเป็นตัวแทนชาวบ้านชุมชนปรือน้อย อยู่ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๑๓๘ ไร่ อันเป็นชุมชนท้องถิ่นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดได้ยื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการรังวัด เพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ คัดค้านการรังวัด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกเรื่องการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบริเวณบ้านปรือน้อย ให้เพิกถอนหนังสือคัดค้านการขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า บริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินในที่สาธารณประโยชน์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นการปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งรวมถึงปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดคนกล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ดได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดสิบเอ็ด มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ (ที่เลี้ยงสัตว์ปากน้ำปราณ) เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเสทื้อน เดชวัน ที่ ๑ กับพวกรวม ๘๑ คน ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๑ นายอำเภอปราณบุรี ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายเสทื้อน เดชวัน ที่ 1 กับพวกรวม 81 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 113/2557
#570061
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. จากนาง ก. ซึ่งออกทับที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐาน น.ส. ๓ ก. ที่ออกทับซ้อนที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน แต่เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ และมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาให้ที่ดินมือเปล่าเป็นของโจทก์ และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เกิน ๑ ปี คดีจึงขาดอายุความ ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งศาลจำต้องวินิจฉัยให้ได้ความว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองใครมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๓/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเดชอุดม

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเดชอุดมโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ นางบุญเกิด ผาสิน โจทก์ ยื่นฟ้องนายโรจนศักดิ์ คำภูมี ที่ ๑ นายภัทรพงษ์ วรรณสุข ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเดชอุดม เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๒๘/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๑๔๘๕/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลนาเรือง อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส. ๓ เล่ม ๔๑ ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งโจทก์ครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา ต่อมาปี ๒๕๔๖ ที่ดินตาม น.ส. ๓ เล่ม ๔๑ ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๖๖ ตำบลนาเรือง อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี น้อยกว่าเนื้อที่เดิม ๔ ไร่เศษ ทำให้ที่ดินเนื้อที่ ๔ ไร่เศษเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ แต่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์โดยการทำนามาเป็นเวลากว่า ๔๐ ปีแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๔ จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๘ ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จากนางคำดี ทระมาตย์ ซึ่งออกทับที่ดินเนื้อที่ ๔ ไร่เศษ ที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๘ ที่ออกทับซ้อนที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ได้ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาให้ที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ ๔ ไร่เศษ เป็นของโจทก์ และให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน หรือเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่นอกเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ฟ้องโจทก์เกิน ๑ ปี คดีจึงขาดอายุความ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีมีประเด็นโต้แย้งเรื่องการออกโฉนดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานที่ดิน คดีนี้จึงเป็นคดีปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเดชอุดมพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริง อันเข้าลักษณะตามบรรพ ๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่า ผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากันย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ สำหรับคดีนี้การพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทต้องพิจารณาประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่กรณี ซึ่งตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดิน ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ คือ ศาลยุติธรรม ทั้งการพิจารณาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎหมายกำหนดให้ต้องฟ้องต่อศาล เมื่อศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุดประการใดให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการไปตามนั้น และแม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองด้วยก็ตาม แต่คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ทั้งศาลจำต้องวินิจฉัยให้ได้ความว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองใครมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องและคำขอในคดีนี้โจทก์ประสงค์จะฟ้องว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ที่สั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้กับจำเลยทั้งสอง เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์เห็นว่าคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ที่สั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้กับจำเลยทั้งสอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการด้วยการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และถึงแม้จะเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเอกชนก็ตาม ศาลก็มีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเป็นคู่กรณีได้ สำหรับประเด็นปัญหาว่าที่ดินเปล่าเนื้อที่ ๔ ไร่เศษ เป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสองนั้น เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าการออกคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การจะพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสอง ศาลจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงสามารถนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๘ จากนางคำดี ทระมาตย์ ซึ่งออกทับที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ ๔ ไร่เศษ ที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๘ ที่ออกทับซ้อนที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ได้ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ และมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาให้ที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ ๔ ไร่เศษ เป็นของโจทก์ และให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน หรือเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเดชอุดม ที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่นอกเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ฟ้องโจทก์เกิน ๑ ปี คดีจึงขาดอายุความ ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ทั้งศาลจำต้องวินิจฉัยให้ได้ความว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองใครมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางบุญเกิด ผาสิน โจทก์ นายโรจนศักดิ์ คำภูมี ที่ ๑ นายภัทรพงษ์ วรรณสุข ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญเกิด ผาสิน
จำเลย — นายโรจนศักดิ์ คำภูมี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 112/2557
#570060
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งอาจารย์ ได้รับอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายเดือนละ ๒๑,๒๐๐ บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์ตกลงจะทำงานให้จำเลย และจำเลยตกลงจะให้สินจ้างแก่โจทก์ตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามปพพ. มาตรา ๕๗๕ โจทก์และจำเลยจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป เมื่อคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเงินค่าชดเชย โบนัส และค่าเสียหายตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นเงินที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องกรณีจำเลยผิดสัญญาจ้าง และใช้สิทธิเรียกร้องตามที่ได้รับการรับรองไว้ใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๒/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานภาค ๒ (ระยอง)

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานภาค ๒ (ระยอง)โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๖ นายนิเทศ วงษ์ปัญญา โจทก์ ยื่นฟ้องวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี จำเลย ต่อศาลแรงงานภาค ๒ (ระยอง) เป็นคดีหมายเลขดำที่ รย. ๓/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งอาจารย์ (แผนกช่างยนต์) ได้รับอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายเดือนละ ๒๑,๒๐๐ บาท ต่อมา เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดอาญาร้ายแรง กระทำอนาจาร สืบเนื่องมาจากการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ของวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี หลังจากเลิกงานโจทก์เดินทางกลับบ้านพร้อมพนักงานหญิงของวิทยาลัย ด้วยความมึนเมาโจทก์หอมแก้มพนักงานหญิง ๑ ครั้ง หลังเกิดเหตุโจทก์พยายามติดต่อเพื่อขอโทษผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยได้ดำเนินการสอบสวนการกระทำของโจทก์ และมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ เมื่อโจทก์ติดต่อผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ การที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย โบนัส และค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การกระทำของโจทก์เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพครู และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินโบนัส และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามฟ้องให้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานภาค ๒ (ระยอง) พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นสถานศึกษา เป็นโรงเรียนเอกชนที่จัดตั้งขึ้น อนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ แต่เดิมชื่อโรงเรียนเทคโนโลยีทีพีไอ ต่อมาได้มีการโอนกิจการให้บริษัทเทคโนโลยี ทีพีไอ จำกัด ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อผู้รับใบอนุญาตเป็นบริษัทเทคโนโลยีไออาร์พีซี จำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี จำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนในการจัดตั้ง ในการเปลี่ยนเจ้าของกิจการ การเปลี่ยนชื่อ ล้วนต้องได้รับอนุญาตจากจังหวัดระยอง ซึ่งบริหารงานราชการส่วนภูมิภาคและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑ การเรียนการสอนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจจำเลยในการใช้อำนาจทางปกครองแทนรัฐแต่ประการใด จำเลยเป็นเพียงผู้ดำเนินธุรกิจทางการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ การจัดจ้างครูหรือบุคลากรทางการศึกษา เป็นการจ้างแรงงานปกติตามสัญญาจ้างแรงงาน เพียงแต่การจ้างแรงงานมีบทบัญญัติของกฎหมายควบคุมต่างหาก จำเลยมิใช่หน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์มิใช่สัญญาทางปกครอง เป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็น "โรงเรียนในระบบ" อันเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ แม้จำเลยมิได้มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่จำเลยก็เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากรัฐให้ดำเนินกิจการดังกล่าว จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองเฉพาะการกระทำเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ตำแหน่งอาจารย์ (แผนกช่างยนต์) โดยโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ ๒๑,๒๐๐ บาท ต่อมาจำเลยได้มีประกาศวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี ให้โจทก์พ้นสภาพการเป็นบุคลากรของจำเลย เนื่องจากโจทก์กระทำผิดต่อจรรยาบรรณครูโดยให้คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๕ โจทก์เห็นว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย เงินโบนัส ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่มีการพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้น เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์จ้างโจทก์ให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ (แผนกช่างยนต์) เพื่อทำหน้าที่สอนนักเรียนในสถานศึกษาของจำเลย เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาซึ่งเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาคดีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๖) เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตราดังกล่าว โดยกำหนดให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นเป็นคดีประเภทหนึ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีนี้เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งอาจารย์ (แผนกช่างยนต์) ได้รับอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายเดือนละ ๒๑,๒๐๐ บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์ตกลงจะทำงานให้จำเลย และจำเลยตกลงจะให้สินจ้างแก่โจทก์ตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ โจทก์และจำเลยจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้ว่าพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้กิจการของโรงเรียนเอกชนในระบบไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตาม แต่ความตอนท้ายของมาตราเดียวกันนั้น ก็บัญญัติรับรองไว้ว่า ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งปฏิบัติงานของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นความในมาตรา ๘๖ วรรคหนึ่งดังกล่าว จึงเป็นการเปิดโอกาสคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน และประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในระบบ อาจกำหนดเรื่องประโยชน์ตอบแทนที่จะตกได้แก่ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในระบบสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ได้ เพียงแต่ประโยชน์ตอบแทนนั้นต้องไม่น้อยกว่ากฎหมายดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่า สัญญาที่จำเลยกระทำกับบุคคลใด อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะไม่กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเงินค่าชดเชย โบนัส และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นเงินที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องกรณีจำเลยผิดสัญญาจ้าง และใช้สิทธิเรียกร้องตามที่ได้รับการรับรองไว้ในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายนิเทศ วงษ์ปัญญา โจทก์ วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิเทศ วงษ์ปัญญา
จำเลย — วิทยาลัยเทคโนโลยี ไออาร์พีซี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 111/2557
#570059
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีคณะกรรมการประเมินความเสียหาย มีมติให้ชะลอการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการประเมิน ความเสียหายที่ให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม เพิกถอนหนังสือจังหวัดยะลาที่แจ้งชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมดังกล่าว เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี โดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจังหวัดยะลามีมติอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ฟ้องคดีสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ การอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีถูกคัดค้านการจ่ายเงินเยียวยา ผู้ถูกฟ้องคดีโดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายจึงมีมติให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมไปก่อนจนกว่าคดีเรื่องการตั้งผู้จัดการมรดกจะถึงที่สุด มติการให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองเช่นกัน ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดั่งกล่าว แล้วยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนมติคณะกรรมการประเมินความเสียหายที่ให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติม และให้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๑/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองสงขลา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดยะลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองสงขลาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๖ นายพรศักดิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๘/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระชัย ลีลาเกรียงศักดิ์ ซึ่งเป็นบิดาและเป็นเจ้าของร้านชัยเจริญ ผู้ฟ้องคดีและครอบครัว เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ได้เกิดเหตุระเบิดหน้าร้านแสงไทยโลหะกิจ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ทำให้เกิดเพลิงไหม้ร้านชัยเจริญซึ่งเป็นร้านซ่อมรถจักรยานของครอบครัวผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจำนวน ๒ คูหา ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากสถานการณ์ความไม่สงบ จำนวน ๑๘,๖๖๒,๒๘๖ บาท ต่อผู้ถูกฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีโดยมติคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ จังหวัดยะลา ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียงจำนวน ๗,๑๖๙,๒๒๐ บาท ซึ่ง น้อยกว่าความเป็นจริง ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ คณะกรรมการประเมินความเสียหายจึงมีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ผู้ฟ้องคดีอีกจำนวน ๒,๕๕๑,๓๔๘ บาท แต่ให้ชะลอการจ่ายไว้ก่อนเนื่องจากนางสาววรารัตน์ ลีลาเกรียงศักดิ์ น้องสาวบิดาผู้ฟ้องคดีคัดค้านการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ฟ้องคดี โดยนำหนังสือการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดยะลาเรื่องการตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกร้านชัยเจริญมาคัดค้าน และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ใดจะเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหนังสือจังหวัดยะลา ที่ ยล ๐๐๑๘/๖๗๒๐ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖ แจ้งชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สิน สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดยะลาที่ให้ชะลอการจ่ายเงินจำนวน ๒,๕๕๑,๓๔๘ บาท แก่ผู้ฟ้องคดี เพิกถอนหนังสือจังหวัดยะลา ที่ ยล ๐๐๑๘/๖๗๒๐ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ชะลอการจ่ายเงินที่ได้รับอนุมัติแล้วจำนวน ๒,๕๕๑,๓๔๘ บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน ๑๘๗,๖๗๓ บาท และคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจังหวัดยะลา มีมติให้ความช่วยเหลือร้านชัยเจริญ จำนวน ๗,๑๖๙,๒๒๐ บาท โดยจ่ายให้ผู้ฟ้องคดีเรียบร้อยแล้ว และได้มีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมตามที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์อีก จำนวน ๒,๕๕๑,๓๔๘ บาท แต่ที่ต้องชะลอการจ่ายเนื่องนางสาววรารัตน์คัดค้านการจ่ายเงินเยียวยาโดยแสดงหลักฐานการอุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดยะลาที่ตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกอ้างว่าตนและนายวีระชัย ลีลาเกรียงศักดิ์ ผู้ตายต่างเป็นบุตรของนายกิมผ้อง แซ่หลี และนายกิมผ้องมอบร้านชัยเจริญซึ่งเป็นกิจการในครอบครัว (กงสี) ให้นายวีระชัยและพี่น้องคนอื่น ๆ เป็นผู้ดูแล เมื่อนายกิมผ้องถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินในร้านชัยเจริญย่อมตกทอดแก่ทายาท นางสาววรารัตน์และพี่น้องคนอื่น ๆ จึงมีสิทธิได้รับเงินเยียวยาด้วย จึงรอฟังผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดกของนายกิมผ้องในประเด็นที่ว่าร้านชัยเจริญที่นายวีระชัย ผู้ตาย ซึ่งเป็นบิดาของผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่เป็นทรัพย์สินของนายวีระชัยเพียงผู้เดียวหรือเป็นของนายกิมผ้องซึ่งเป็นบิดาของนายวีระชัยและนางสาววรารัตน์รวมทั้งพี่น้องคนอื่น ๆ ด้วย ที่มอบหมายให้นายวีระชัยดูแลแทน อันถือเป็นกิจการในครอบครัว (กงสี) ซึ่งหากร้านดังกล่าวเป็นของนายกิมผ้องย่อมเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาททุกคนโดยประเด็นดังกล่าวนางสาววรารัตน์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดยะลาขอเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้ฟ้องคดีคัดค้าน และศาลจังหวัดยะลา มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดก โดยนางสาววรารัตน์ยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดว่าทรัพย์สินทั้งหมดและร้านชัยเจริญเป็นของนายวีระชัยหรือนายกิมผ้อง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำ อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามมติของคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กยต.) ที่แต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๖๐/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติราชการประจำในพื้นที่หรือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดกลาง และรายใหญ่ และหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยากรณีพิเศษอื่น ๆ สำหรับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการนั้น กรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับตัวอาคารกำหนดให้หน่วยงานของรัฐควรดำเนินการช่วยเหลือซ่อมแซมสถานประกอบการให้ใช้งานได้ดังเดิม หรือสร้างให้ใหม่แล้วแต่กรณี หากความเสียหายเกิดขึ้นกับตัวสินค้าหรือทรัพย์สินกำหนดให้ความช่วยเหลือเป็นเงินแก่ผู้ประกอบการตามจำนวนที่เสียหายจริง โดยให้จังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สิน ซึ่งคณะกรรมการประเมินต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน ๒ สัปดาห์ ถ้าหากเกินให้ต่อเวลาได้อีก ๒ สัปดาห์ และระหว่างที่ต่อเวลานั้น ให้พิจารณาจ่ายเงินชดเชยล่วงหน้าไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของความเสียหายที่ประเมินไว้เบื้องต้น ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป อันมีลักษณะเป็นกฎตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบราชการในจังหวัดจึงมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ที่กำหนดให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสถานการณ์ความไม่สงบและได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากผู้ถูกฟ้องคดีแล้วจำนวน ๗,๑๖๙,๒๒๐ บาท ต่อมา คณะกรรมการประเมินความเสียหายมีมติอนุมัติให้เงินแก่ผู้ฟ้องคดีเพิ่มอีก จำนวน ๒,๕๕๑,๓๔๘ บาท แต่เนื่องจากมีคดีพิพาทเกี่ยวกับการคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกร้านชัยเจริญในศาลอุทธรณ์ จึงมีมติให้ชะลอการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาในส่วนนี้ไว้ก่อน และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ฟ้องคดีขอชะลอการจ่ายเงินที่ได้รับอนุมัติเพิ่มเติม จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินที่มีการอนุมัติเพิ่มจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่า คดีนี้เป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดกของนายกิมผ้อง โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ร้านชัยเจริญที่นายวีระชัย ผู้ตาย ครอบครองอยู่เป็นทรัพย์สินของนายวีระชัยเพียงผู้เดียวหรือเป็นของนายกิมผ้อง ซึ่งเป็นบิดาของนายวีระชัยและนางสาววรารัตน์ รวมทั้งพี่น้องคนอื่นๆ ด้วย ที่มอบให้นายวีระชัยดูแลแทน อันถือเป็นกิจการในครอบครัว (กงสี) ซึ่งหากร้านดังกล่าวเป็นของนายกิมผ้องย่อมเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาททุกคน และประเด็นดังกล่าวนางสาววรารัตน์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดยะลาขอเป็นผู้จัดการมรดก แต่ผู้ฟ้องคดีคัดค้าน ซึ่งศาลจังหวัดยะลาได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระชัย แต่นางสาววรารัตน์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุดว่าทรัพย์สินทั้งหมดและร้านชัยเจริญเป็นของนายวีระชัยหรือนายกิมผ้องนั้น ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกที่จะต้องไปว่ากล่าวต่างหากจากข้อพิพาทคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดยะลาพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลพิพาทในคดีนี้เกิดจากศาลจังหวัดยะลามีคำสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระชัย แต่นางสาววรารัตน์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุดว่าทรัพย์สินทั้งหมดและร้านชัยเจริญเป็นของนายวีระชัยหรือนายกิมผ้อง เท่ากับว่ายังไม่เป็นที่ยุติว่านายวีระชัยหรือนายกิมผ้องเป็นผู้ประกอบการในกิจการและทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ หากความเสียหายเกิดขึ้นกับตัวสินค้าหรือทรัพย์สินกำหนดให้ความช่วยเหลือเป็นเงินแก่ผู้ประกอบการตามจำนวนที่เสียหายจริง เมื่อผู้ประกอบการที่จะได้รับเงินเยียวยาดังกล่าวยังมีข้อพิพาทกันอยู่ว่าระหว่างนายวีระชัยหรือนายกิมผ้องผู้ใดเป็นผู้ประกอบการในทรัพย์สินและกิจการที่เสียหาย และคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือขอชะลอการจ่ายเงินตามฟ้องไว้ก่อน ก็สืบเนื่องมาจากการพิพาทโต้แย้งกันของทายาทผู้ประกอบการซึ่งรวมถึงผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ด้วยที่ได้ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายวีระชัย คดียังอยู่ในระหว่างที่ศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาว่า ทรัพย์สินที่เสียหายอันจะได้รับการเยียวยาเป็นของนายวีระชัยหรือนายกิมผ้อง อันจะถือว่าเป็นผู้ประกอบการที่จะได้รับเงินเยียวยาในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทที่สืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิในการรับมรดกของทายาทของผู้ประกอบการที่จะมีสิทธิได้รับเงินเยียวตามคำสั่งของผู้ถูกกฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากสถานการณ์ความไม่สงบต่อผู้ถูกฟ้องคดี จำนวน ๑๘,๖๖๒,๒๘๖ บาท กรณีเกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แล้วทำให้เกิดเพลิงไหม้ร้านชัยเจริญซึ่งเป็นร้านซ่อมรถจักรยานของครอบครัวผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีโดยมติคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดยะลา ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเพียงจำนวน ๗,๑๖๙,๒๒๐ บาท ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ คณะกรรมการประเมินความเสียหายจึงมีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกจำนวน ๒,๕๕๑,๓๔๘ บาท แต่ให้ชะลอการจ่ายไว้ก่อนเนื่องจากนางสาววรารัตน์ ลีลาเกรียงศักดิ์ น้องสาวบิดาผู้ฟ้องคดีคัดค้านการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ฟ้องคดี โดยนำหนังสือการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดยะลาเรื่องการตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกร้านชัยเจริญมาคัดค้าน และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ใดจะเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดยะลาที่ให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม เพิกถอนหนังสือจังหวัดยะลาที่แจ้งชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจังหวัดยะลาได้มีมติให้ความช่วยเหลือและจ่ายให้ผู้ฟ้องคดีบางส่วนแล้ว และได้มีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก แต่ที่ต้องชะลอการจ่ายเนื่องนางสาววรารัตน์คัดค้านการจ่ายเงินเยียวยาโดยแสดงหลักฐานการอุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดยะลาที่ตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกอ้างว่าตนและนายวีระชัย ลีลาเกรียงศักดิ์ ผู้ตาย ต่างเป็นบุตรของนายกิมผ้อง แซ่หลี และนายกิมผ้องมอบร้านชัยเจริญซึ่งเป็นกิจการในครอบครัว (กงสี) ให้นายวีระชัยและพี่น้องคนอื่น ๆ เป็นผู้ดูแล เมื่อนายกิมผ้อง ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินในร้านชัยเจริญย่อมตกทอดแก่ทายาท นางสาววรารัตน์และพี่น้องคนอื่น ๆ จึงมีสิทธิได้รับเงินเยียวยาด้วย จึงรอฟังผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก่อน เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีโดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจังหวัดยะลามีมติอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ฟ้องคดีสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ การอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีถูกนางสาววรารัตน์ ยื่นคัดค้านการจ่ายเงินเยียวยา ผู้ถูกฟ้องคดีโดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจังหวัดยะลาจึงมีมติให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมไปก่อนจนกว่าคดีเรื่องการตั้งผู้จัดการมรดกจะถึงที่สุด มติการให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองเช่นกัน ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดี ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดั่งกล่าว แล้วยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนมติคณะกรรมการประเมินความเสียหายที่ให้ชะลอการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติม และให้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพรศักดิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์ ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพรศักดิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 110/2557
#570058
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงในการควบคุมเพื่อติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมายหรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมถนนเพื่อความปลอดภัยในการจราจรแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทาง โดยโจทก์อ้างว่า กรมทางหลวงว่าจ้างจำเลยร่วมให้ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงชนบทซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ตามภารกิจของกรมทางหลวง แต่จำเลยร่วมมิได้แสดงเครื่องหมายสัญญาณหรือจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ โดยกรมทางหลวงมิได้ควบคุมกำกับดูแล เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยพุ่งเข้าชน กับท่อนไม้ที่ตั้งอยู่กลางถนน รถยนต์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้กรมทางหลวงซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงรับผิดในผลจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๐/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงขอนแก่นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท จำเลย ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามซีวิล ซัพพลาย จำเลยร่วม ต่อศาลแขวงขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๙/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง คันหมายเลขทะเบียน กจ-๑๑๓๗ เพชรบูรณ์ ไว้จากนางนันทิยา เชื้อสิทธิศักดิ์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ จำเลยจัดให้มีการบูรณะและปรับปรุงทางหลวงชนบท บริเวณถนนระหว่างบ้านเหล่าโพนทองกับบ้านดอนช้าง จังหวัดขอนแก่น โดยมิได้แสดงเครื่องหมายสัญญาณหรือจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ใช้ทางทราบว่ามีการบูรณะและปรับปรุงทางหลวง เป็นเหตุให้นายสิทธิโชค เชื้อสิทธิศักดิ์ ซึ่งขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยแล่นมาตามถนนสายดังกล่าวพุ่งเข้าชนกับท่อนไม้ที่ตั้งอยู่กลางถนน รถยนต์ได้รับความเสียหายหลายรายการ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ทำการซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวเรียบร้อยและส่งคืนผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในฐานะผู้กระทำละเมิด ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างจำเลยร่วมให้ซ่อมผิวถนนสายดังกล่าว ขณะดำเนินการซ่อมแซมได้มีการติดตั้งป้ายเตือนระหว่างก่อสร้างและมีไฟส่องสว่างในจุดที่มีการก่อสร้างอย่างเพียงพอ อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสิทธิโชคเองหาใช่ความผิดของจำเลย ค่าเสียหายสูงเกินไป จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดและไม่อาจชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้หมายเรียกห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามซีวิล ซัพพลาย เข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสิทธิโชค จำเลยร่วมไม่ได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อในระหว่างการก่อสร้างหรือปรับปรุงถนน จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเอาค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากจำเลยร่วมผู้กระทำละเมิดโดยตรงซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ส่วนจำเลยเป็นเพียงหน่วยงานทางปกครองซึ่งอยู่ในฐานะผู้ว่าจ้างจำเลยร่วมเท่านั้น เหตุละเมิดคดีนี้จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงชนบทซึ่งเป็นการจัดทำภารกิจของจำเลยที่เป็นบริการสาธารณะ แม้ความเสียหายจะเกิดจากการที่จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายภารกิจของจำเลยไม่ติดตั้งเครื่องหมาย สัญญาณ หรือจัดให้มีแสงสว่างให้เพียงพอในบริเวณที่เกิดเหตุก็ตาม แต่จำเลยซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงชนบทและอธิบดีของจำเลยในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงชนบทจะต้องควบคุมกำกับดูแลจำเลยร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของตนให้ถูกต้องภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในการจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าวที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของจำเลยร่วม ข้อพิพาทจึงมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่หน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวงการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยจำเลยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงชนบท รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ กำหนดนิยามคำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก...และหมายความรวมถึง...ป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ...และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย กำหนดนิยามคำว่า "งานทาง" หมายความว่า กิจการใดที่ทำเพื่อหรือเนื่องในการสำรวจ การก่อสร้าง การขยาย การบูรณะหรือการบำรุงรักษาทางหลวง หรือการจราจรบนทางหลวง และกำหนดนิยามคำว่า "ผู้อำนวยการทางหลวง" หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอำนาจและหน้าที่หรือได้รับแต่งตั้งให้ควบคุมทางหลวงและงานทางเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือเฉพาะท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง หรือเฉพาะสายใดสายหนึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๒๐ บัญญัติให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่กำกับ ตรวจตราและควบคุมทางหลวงและงานทางที่เกี่ยวกับทางหลวงชนบท ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงในการควบคุมเพื่อติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมายหรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมถนน เพื่อความปลอดภัยในการจราจรแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทาง เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแล ก่อสร้าง บำรุงรักษา ซ่อมแซมทางหลวงให้อยู่ในสภาพใช้การได้ และปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวงได้ว่าจ้างจำเลยร่วมให้ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงชนบทซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจของจำเลย แต่จำเลยร่วมมิได้แสดงเครื่องหมายสัญญาณหรือจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ใช้ทางทราบว่ามีการบูรณะและปรับปรุงทางหลวงโดยจำเลยมิได้ควบคุมกำกับดูแล เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยพุ่งเข้าชนกับท่อนไม้ที่ตั้งอยู่กลางถนน รถยนต์ได้รับความเสียหายหลายรายการ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้จำเลยซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงรับผิดในผลจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ กรมทางหลวงชนบท จำเลย ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามซีวิล ซัพพลาย จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทางหลวงชนบท
จำเลยร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามซีวิล ซัพพลาย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 109/2557
#570057
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้เช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการตลาดยื่นฟ้องการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ในสังกัดอ้างว่า ถูกเจ้าหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติกลั่นแกล้งติดประกาศบริเวณพื้นที่ให้เช่าว่า จะก่อสร้างปรับปรุงตลาด เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าหลายรายบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงกับผู้ฟ้องคดี ขอให้รื้อถอนป้ายประกาศ และชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำละเมิดด้วยการติดประกาศบริเวณพื้นที่ให้เช่าว่า จะก่อสร้างปรับปรุง เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าหลายรายบอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เท่านั้น เหตุละเมิดหาใช่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๙/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖ นายปรีชา อาบีดิน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องหัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนร่มเกล้า ๒ ที่ ๑ การเคหะแห่งชาติ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๕๐/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการตลาดโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง ๒ เฟส ๑ (T) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีกำหนดเวลาเช่า ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ถึง ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ โดยมีพื้นที่เช่าประมาณ ๗๘๐ ตารางเมตร ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ติดประกาศบริเวณพื้นที่ให้เช่าโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้ฟ้องคดีว่า สำนักงานเคหะชุมชนร่มเกล้า ๒ จะก่อสร้างหลังคาเมทัลชีทและห้องน้ำเพื่อยกระดับมาตรฐานตลาดให้ถูกหลักอนามัยเพื่อประโยชน์ของผู้ค้าและผู้บริโภค โดยจะก่อสร้างในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ทำให้ไม่สามารถค้าขายในพื้นที่ได้ จึงขอความร่วมมือผู้ค้าและผู้บริโภคได้เตรียมความพร้อมเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างในการก่อสร้างต่อไป เป็นการกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี เพื่อเปิดประมูลใหม่ เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าบอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้ฟ้องคดีหลายราย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการบริหารลานตลาด อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รื้อถอนป้ายประกาศออกไป และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ จัดให้มีตลาดสำหรับผู้อยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง ๒ เฟส ๑ (T) จึงเป็นการจัดให้มีบริการอื่นที่จำเป็นแก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวเพื่อให้สภาพการอยู่อาศัยดีขึ้น อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามมาตรา ๖ ประกอบกับมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตกลงทำสัญญากับผู้ฟ้องคดีตามสัญญาเช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการตลาดโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง ๒ เฟส ๑ (T) โดยข้อ ๑ กำหนดว่า ผู้ให้เช่าตกลงให้เช่าและผู้เช่าตกลงเช่าพื้นที่ตามแผนผังแนบท้ายสัญญา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการตลาด ข้อ ๙ กำหนดว่า ผู้เช่าตกลงที่จะเรียกเก็บค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าขยะจากผู้ประกอบการค้ารายย่อยได้ในอัตราที่ผู้ให้เช่ากำหนด ข้อ ๑๐ กำหนดว่า ผู้เช่าต้องจัดหาและติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าและมาตรวัดน้ำในนามของผู้ให้เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าเอง และผู้เช่าตกลงให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าทันทีที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ข้อ ๑๑ กำหนดว่า ผู้เช่าต้องรักษาความสะอาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในทรัพย์สินที่เช่า ข้อ ๑๓ กำหนดว่า ผู้เช่าต้องจัดหาถังดักไขมันตามแบบที่ผู้ให้เช่ากำหนด ข้อ ๑๖ กำหนดให้ผู้เช่าใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อดำเนินกิจการตลาดเท่านั้น ข้อ ๒๓ กำหนดว่า ประกาศ ระเบียบ หรือคำสั่งของผู้ให้เช่าที่ได้แจ้งให้ผู้เช่าทราบแล้ว ผู้เช่าต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดทุกประการไม่ว่า ก่อนหรือวันทำสัญญา และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา และข้อ ๒๔ กำหนดว่า ในระหว่างอายุสัญญานี้ หากทางราชการจำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อประโยชน์ของทางราชการ เมื่อผู้ให้เช่าได้บอกกล่าวไปยังผู้เช่าแล้ว ผู้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืน โดยผู้เช่าไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าทดแทนใด ๆ สัญญาดังกล่าว จึงมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีบริหารลานตลาดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นบริการอื่นที่จำเป็นแก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง ๒ เฟส ๑ (T) ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บรรลุผล สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเป็นสัญญาที่วัตถุแห่งสัญญาเป็นการมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะในการจัดให้มีตลาด ซึ่งเป็นบริการอื่นที่จำเป็นแก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวเพื่อให้สภาพการอยู่อาศัยดีขึ้น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทรงสิทธิเช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการตลาดในโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง ๒ เฟส ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดียังเป็นผู้ทรงสิทธิบริหารลานตลาดอยู่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ให้บุคคลอื่นเข้ามาติดป้ายประกาศในบริเวณลานตลาดของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนเสียหายจากการขาดประโยชน์บริหารลานตลาด ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีถอดป้ายดังกล่าวออกและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิด ดังนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ ขณะที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทรงสิทธิเช่าพื้นที่ในโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้ามาติดป้ายประกาศในบริเวณตลาดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีให้มีการสร้างหลังคาเพื่อเปิดประมูลใหม่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นการจงใจหรือกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเพียงใด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับมูลเหตุละเมิดหาใช่พิพาทอันเกิดจากข้อตกลงในสัญญาเช่า คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์จัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย โดยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการตลาดโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง ๒ เฟส ๑ (T) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งมีกำหนดเวลาเช่า ๑ ปี ก่อนสัญญาเช่าครบกำหนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี เพื่อเปิดประมูลใหม่ โดยติดประกาศบริเวณพื้นที่ให้เช่าว่า สำนักงานเคหะชุมชนร่มเกล้า ๒ จะก่อสร้างหลังคาเมทัลชีทและห้องน้ำเพื่อยกระดับมาตรฐานตลาดให้ถูกหลักอนามัยเพื่อประโยชน์ของผู้ค้าและผู้บริโภค ทำให้ไม่สามารถค้าขายในพื้นที่ได้ ขอให้ผู้ค้าและผู้บริโภคได้เตรียมความพร้อมเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างก่อสร้างต่อไป เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าหลายรายบอกเลิกสัญญาเช่า อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รื้อถอนป้ายประกาศ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำละเมิดด้วยการติดประกาศบริเวณพื้นที่ให้เช่าว่า จะก่อสร้างปรับปรุง เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าหลายรายบอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เท่านั้น เหตุละเมิดหาใช่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายปรีชา อาบีดิน ผู้ฟ้องคดี หัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนร่มเกล้า ๒ ที่ ๑ การเคหะแห่งชาติ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายปรีชา อาบีดิน
ผู้ถูกฟ้องคดี — หัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนร่มเกล้า 2 ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 108/2557
#570056
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องบริษัทเอกชน ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากเดิมผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีตกลงทำสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/ โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตร เมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง ผู้ถูกฟ้องคดีประสงค์จะใช้บริการโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีต่อไป จึงขอเช่าใช้ทรัพย์สินและระบบให้บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรของผู้ฟ้องคดี โดยตกลงร่างเป็นสัญญาให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศฉบับใหม่ แต่ยังไม่มีการลงนามในสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงชำระค่าใช้บริการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาฉบับเดิม แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีต้องชำระค่าใช้บริการตามอัตราในร่างสัญญาฉบับใหม่ให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และมีประเด็นต้องพิจารณาว่าข้อพิพาทดังกล่าวเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อตกลงให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศฉบับใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า ได้ชำระค่าใช้บริการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิมครบถ้วนแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าใช้บริการตามข้อตกลงที่กล่าวอ้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตรระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซี่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๘/๒๕๕๗

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง บริษัทเลนโซ่ โฟนการ์ด จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๒๗/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ การสื่อสารแห่งประเทศไทยและผู้ถูกฟ้องคดีตกลงทำสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตร โดยผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่นำบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของผู้ฟ้องคดีไปให้บริการผ่านเครื่องโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตร ต่อมาการสื่อสารแห่งประเทศไทยแปลงสภาพเป็นบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดีได้รับโอนบรรดากิจการ สิทธิ หน้าที่ ความรับผิด และสินทรัพย์ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยมีอยู่ตามสัญญาดำเนินการให้บริการฯ โดยผลของกฎหมาย เมื่อสัญญาดำเนินการให้บริการฯ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องส่งมอบระบบให้บริการโทรศัพท์สาธารณะให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เนื่องจากขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ ๑ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) (ปัจจุบันคือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีชื่อย่อว่า "กสทช.") ซึ่งสามารถดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ และมีความประสงค์จะใช้บริการโทรศัพท์ระบบ Premium และระบบ VoIP ของผู้ฟ้องคดี เพื่อนำไปใช้บริการบัตรโทรศัพท์แก่ผู้ใช้บริการของตนเองตามเงื่อนไขในใบอนุญาต และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการให้บริการ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงขอเช่าใช้ทรัพย์สินและระบบให้บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรของผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งขอให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของผู้ฟ้องคดีเพื่อนำไปให้บริการต่อเป็นบริการของผู้ถูกฟ้องคดีเอง โดยผู้ฟ้องคดีได้กำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราขายส่งให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีตามหลักเกณฑ์ในการให้บริการกับผู้ประกอบการรายอื่นที่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช. และผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ร่วมกันจัดทำร่างสัญญาให้บริการโทรศัพท์ มีกำหนดเวลา ๓ ปี คือตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕ และเตรียมพร้อมที่จะลงนามร่วมกันระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้ยอมรับร่างสัญญาให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและอัตราค่าบริการแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการลงนามกัน แต่ก็ได้มีการถือปฏิบัติต่อกัน ต่อมาการใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตรมีปริมาณการใช้งานลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ยอดค่าใช้บริการในแต่ละเดือนของผู้ถูกฟ้องคดีต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ได้ตกลงไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงชำระค่าใช้บริการตามการใช้งานจริง โดยไม่ชำระค่าใช้บริการในอัตราขั้นต่ำคือ ๗๕๐,๐๐๐ บาท ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาให้บริการโทรศัพท์ และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งขอยุติการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศแบบใช้บัตร โดยขอให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าใช้บริการตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้จนกว่าจะมีการแจ้งยกเลิกข้อตกลงและไม่มีการเรียกใช้งานจากหมายเลขที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ให้บริการ และผู้ฟ้องคดีได้จัดส่งใบแจ้งค่าใช้บริการค้างชำระไปเรียกเก็บเงินจากผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งได้แก่ ค่าใช้บริการตามจริง ค่าใช้บริการอัตราขั้นต่ำ (กรณีใช้บริการไม่ถึงอัตราขั้นต่ำ) ค่าใช้คู่สาย ยอดปรับปรุงค่าใช้บริการ (หากมี) ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม และยอดรวมของเงินที่ต้องชำระ รวมเป็นหนี้ค่าบริการค้างชำระเป็นเงิน ๖,๔๕๒,๙๘๑.๘๘ บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ค่าใช้บริการให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสัญญา ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๖,๔๕๒,๙๘๑.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน ของต้นเงินที่ค้างชำระหรือชำระล่าช้าดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี นับแต่วันครบกำหนดชำระตามใบแจ้งค่าใช้บริการถึงวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ชำระเงินให้ผู้ฟ้องคดีครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาให้บริการโทรศัพท์ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๗,๙๑๖,๒๗๗.๙๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ชำระค่าใช้บริการรายเดือนตามที่ลูกค้าได้ใช้บริการให้แก่ผู้ฟ้องคดีครบถ้วนแล้ว ในระหว่างอายุสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยถูกต้องและไม่ได้ค้างชำระค่าใช้อุปกรณ์ และเมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง ผู้ถูกฟ้องคดีแสดงความประสงค์ที่จะขอใช้เครื่องและอุปกรณ์โทรศัพท์ในระบบต่อไป จึงได้มีการยกร่างสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรศัพท์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี แต่ยังไม่มีการลงนาม เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันในเรื่องอัตราค่าเช่าใช้ทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะคิดค่าใช้บริการขั้นต่ำที่ ๗๕๐,๐๐๐ บาท และเงื่อนไขบางประการซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีไม่เห็นด้วย ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีจึงชำระค่าบริการตามที่ได้ใช้งานจริงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาฉบับเดิมซึ่งไม่มีการคิดค่าเช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรศัพท์สาธารณะและไม่มีการคิดค่าใช้บริการขั้นต่ำ ผู้ฟ้องคดีไม่สิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าใช้บริการในส่วนที่ใช้งานไม่ถึงจำนวนเงินขั้นต่ำ ๗๕๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากไม่มีข้อตกลงและยังไม่มีการลงนามในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำฟ้องว่า เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อเรียกว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทย ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการแปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทย โดยการเปลี่ยนทุนของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นหุ้นและจัดตั้งผู้ฟ้องคดีและบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขึ้นโดยผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดมาเป็นของผู้ฟ้องคดีในวันที่จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนเพื่อดำเนินกิจการด้านโทรคมนาคมของการสื่อสารแห่งประเทศไทย โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒ วรรคสาม และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๔ (ข) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และยังคงมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการทางด้านโทรคมนาคมทุกลักษณะ ทุกประเภท รวมถึงกิจการที่ต่อเนื่องหรือใกล้เคียงกันหรือที่เกี่ยวกับหรือซึ่งเป็นประโยชน์แก่การประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการทางด้านโทรคมนาคมดังกล่าวทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศและนอกประเทศ ทั้งผู้ฟ้องคดียังคงมีอำนาจตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ และกฎหมายอื่น รวมทั้งหากมีกฎหมายใดมีบทบัญญัติให้ผู้ฟ้องคดีได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงได้รับการยกเว้นและมีสิทธิพิเศษตามกฎหมายดังกล่าวต่อไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการโทรคมนาคม ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทั้งนี้ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๗/๒๕๕๐ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาการให้บริการโทรศัพท์แบบใช้บัตรไม่ชำระค่าใช้บริการพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเป็นสัญญาที่บุคคลผู้กระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะด้านกิจการโทรคมนาคมตามอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๙๑/๒๕๕๖ และที่ ๑๐๔/๒๕๕๖

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีอ้างว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีแต่เดิมถือตามสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตร เมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ร่วมจัดทำร่างสัญญาให้บริการโทรศัพท์ฉบับใหม่ ซึ่งยังไม่มีการลงนามกัน แต่ก็ได้มีการถือปฏิบัติต่อกันแล้ว เมื่อพิเคราะห์สัญญาฉบับเดิมข้อ ๑๔.๑๔ ได้กำหนดให้กรณีมีข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ดังนี้เห็นว่าสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเคยกระทำต่อกัน มีลักษณะเป็นสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันโดยสมัครใจบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคและเป็นการทำนิติกรรมสัญญาระหว่างคู่สัญญาที่มีฐานะเป็นเอกชนเท่าเทียมกัน สัญญามีลักษณะเป็นสัญญาธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นกิจการบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีผู้ฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีนี้ได้ความว่า สัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีสิ้นสุดลง คู่สัญญาจึงตกลงร่างสัญญาฉบับใหม่ขึ้นแต่ยังไม่มีการลงนาม เห็นว่า ลักษณะของร่างสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีน่าจะมีลักษณะเดียวกันกับสัญญาฉบับเดิมที่ได้หมดอายุลง จึงเห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) กรณีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เดิมผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีตกลงทำสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตร โดยผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่นำบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของผู้ฟ้องคดีไปให้บริการผ่านเครื่องโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตร ทั้งนี้ เมื่อสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์ฯ สิ้นสุดลง ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องส่งมอบระบบให้บริการโทรศัพท์สาธารณะให้แก่ผู้ฟ้องคดี ต่อมาเมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลง ผู้ถูกฟ้องคดีประสงค์จะใช้บริการโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดี เพื่อนำไปใช้บริการบัตรโทรศัพท์แก่ผู้ใช้บริการของตนเองจึงขอเช่าใช้ทรัพย์สินและระบบให้บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงร่วมจัดทำร่างสัญญาให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศฉบับใหม่ ซึ่งยังไม่มีการลงนามกัน แต่ก็ได้มีการถือปฏิบัติต่อกันแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชำระค่าใช้บริการตามอัตราข้อตกลงดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าใช้บริการตามข้อตกลงที่กล่าวอ้าง เนื่องจากไม่มีข้อตกลงและยังไม่มีการลงนามในสัญญา โดยได้ชำระค่าใช้บริการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาฉบับเดิมครบถ้วนแล้ว ดังนั้น กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และมีประเด็นต้องพิจารณาว่าข้อพิพาทดังกล่าวเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เห็นว่า เมื่อสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตร โดยผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่นำบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของผู้ฟ้องคดีไปให้บริการผ่านเครื่องโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรแก่ประชาชนเป็นบริการสาธารณะทั่วประเทศ และจะต้องจัดหาและติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์ในการให้บริการ รวมถึงจัดหาเลขหมายโทรศัพท์ ช่องสัญญาณ คู่สายหรือข่ายเชื่อมโยงในการให้บริการ ทั้งนี้ เมื่อสัญญาดำเนินการให้บริการฯ สิ้นสุดลง ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องส่งมอบระบบให้บริการโทรศัพท์สาธารณะให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น สัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตรระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญเพื่อดำเนินการให้บริการทางด้านโทรคมนาคมแก่ประชาชนตามภารกิจในการให้บริการเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมของผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมอันเป็นภารกิจหลักของผู้ฟ้องคดีบรรลุผล สัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง สำหรับข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อตกลงให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศฉบับใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ชำระค่าใช้บริการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาฉบับเดิมครบถ้วนแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าใช้บริการตามข้อตกลงที่กล่าวอ้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดำเนินการให้บริการโทรศัพท์/โทรศัพท์และโทรสารระหว่างประเทศสาธารณะแบบใช้บัตรระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี บริษัทเลนโซ่ โฟนการ์ด จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัทเลนโซ่ โฟนการ์ด จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2557
#570055
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ลูกจ้างยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)นายจ้างว่า ได้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรใหม่จัดแบ่งส่วนงานมีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานหรือขอให้รับกลับเข้าทำงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมและขอให้จ่ายค่าชดเชยกับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้ถูกฟ้องให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ออกระเบียบ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๗/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ นายศุภกิจ แดงประเสริฐ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๑ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๘๒/๒๕๕๕ และเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายศุภกิจ แดงประเสริฐ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๙๘/๒๕๕๕ ศาลสั่งให้รวมทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน โดยให้สำนวนแรกเป็นสำนวนหลัก และให้เรียกผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารระบบคอมพิวเตอร์อาวุโส ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งมีคำสั่งที่ ๘/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน โดยอ้างว่าในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีมติให้ออกประกาศสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๖/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕ กำหนดโครงสร้างองค์กรและจัดแบ่งส่วนงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใหม่ อันมีผลให้มีการยุบเลิกตำแหน่งของเจ้าหน้าที่และส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม จึงไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ซึ่งในกรณีของผู้ฟ้องคดีสัญญาจ้างเกิดขึ้นโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุมัติจ้างตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการจ้างให้จัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจภายใต้วัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานและจ่ายเงินเดือนตกเบิก เงินสำรองเลี้ยงชีพ เงินเลื่อนขั้นประจำปี ดอกเบี้ย รวมถึงเงินอื่นๆ ที่ยังไม่ได้จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์จึงไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้นั้นถือว่าผิดสัญญา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน และให้มีผลให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานเช่นเดิม โดยได้รับสิทธิประโยชน์ ตำแหน่งและเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินค่าชดเชยตามกฎหมายพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรและการแบ่งส่วนงานใหม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบตามสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีข้อสังเกตเป็นเหตุให้เลิกจ้างผู้ฟ้องคดี เพราะไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ แต่ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่ได้ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง และยังไม่มีการกำหนดงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดเชย จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ออกระเบียบว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ถูกเลิกจ้างใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕ โดยไม่มีผลย้อนหลัง คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายตามข้อบังคับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงไม่อาจออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลังให้แก่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยหรือเงินตอบแทนลักษณะทำนองเดียวกันให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ ไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาทแรงงาน การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้าง และการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เมื่อมีข้อพิพาทไม่จำต้องระงับข้อพิพาทโดยองค์คณะที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้างดังเช่นในคดีแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับผู้ฟ้องคดี จึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานบริการสาธารณะกับหน่วยงานทางปกครอง ข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่มีคู่สัญญาฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนการทำสัญญาจ้างบุคคลผ่านกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็เป็นเพียงวิธีการในการบรรจุแต่งตั้งพนักงานอันเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการบริหารงานบุคคลตามที่คณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับ เพื่อให้การดำเนินการบริหารงานบุคคลเป็นไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ หาใช่เป็นการสละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองหรือยอมลดฐานะของตนลงในการเข้าทำสัญญาจ้างพนักงานหรือลูกจ้างให้มีฐานะเท่าเทียมกันกับพนักงานหรือลูกจ้างอันมีผลทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยอ้างว่ามีการยุบเลิกส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม ไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเช่นเดิมและให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การมหาชนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน เห็นว่า แม้กิจการขององค์การมหาชน ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ เป็นต้น แต่นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็มาจากสัญญาจ้างเข้าทำงาน กรณีมิใช่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่ากิจการของโครงการมหาชนไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานทั่วไปเท่านั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน โดยออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรและจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ใหม่ มีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม ไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับอุทธรณ์เนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลา ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานหรือให้กลับเข้าทำงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิม และร่วมกันชดใช้เงินค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรและการแบ่งส่วนงานใหม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่ได้ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง และยังไม่มีการกำหนดงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดเชย และมิได้จงใจละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควรแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ระเบียบและตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งผู้ฟ้องคดีมิได้ร้องทุกข์ตามข้อบังคับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงไม่อาจออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลังให้แก่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยหรือเงินตอบแทนในลักษณะเดียวกันให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวเพียงกำหนดไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายศุภกิจ แดงประเสริฐ ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๑ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายศุภกิจ แดงประเสริฐ
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
แห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 106/2557
#570054
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเดิมเป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งอาจารย์ ให้รับผิดตามสัญญารับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ถูกเลิกจ้าง โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งเลิกจ้างของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชดใช้ทุนการศึกษาและเบี้ยปรับแก่โจทก์ เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน พิพาทกันในเรื่องสัญญารับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๖/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โจทก์ ยื่นฟ้องนางสาวปิยะอร เอี่ยมประสิทธิ์ ที่ ๑ นางสาวบุษกร เอี่ยมประสิทธิ์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๖๕/๒๕๕๕ ความว่า เดิมจำเลยที่ ๑ สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์รายปีของโจทก์ และต่อมาเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนประจำของสถาบันภาษาของโจทก์ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ขอทุนไปศึกษาต่อ โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับปริญญาโท ที่ประเทศออสเตรเลีย มีกำหนดเวลา ๑ ปี ๖ เดือน โดยทำสัญญาของอาจารย์ประจำที่รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันในการปฏิบัติตามสัญญา เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยที่ ๑ กลับเข้าทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ เพื่อเป็นการชดใช้ทุนการศึกษา แต่ในระหว่างระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการได้เคยทำหนังสือตักเตือนจำเลยที่ ๑ ในเรื่องการมาทำงานสาย การขาดสอนแต่ลงชื่อมาสอนในแบบฟอร์ม และการไม่มาคุมสอบ แต่จำเลยที่ ๑ ก็ยังไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นแต่อย่างใด จนในที่สุดผู้อำนวยการได้รายงานโจทก์ โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการได้เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ ๑ ปรับปรุงตัวเป็นเวลา ๑ เดือน โดยได้ทำหนังสือตักเตือนเป็นครั้งที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๑ ก็ไม่ปรับปรุงแก้ไข ยังขาดงานติดต่อกันเกิน ๓ วัน โจทก์จึงมีคำสั่งเลิกจ้างจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ พ้นสภาพการเป็นพนักงาน โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินทุนการศึกษาและค่าปรับแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ผิดสัญญาให้ทุนและไม่ต้องรับผิดชำระค่าปรับ ทั้งคำสั่งเลิกจ้างจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงาน และผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๑๙ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ คำสั่งเลิกจ้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ต้องชดใช้เงินทุนการศึกษา และเบี้ยปรับแก่โจทก์ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๙๗/๒๕๕๔ ขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของเอกชน ได้ทำสัญญาให้ทุนการศึกษาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำที่สถาบันภาษาของโจทก์ แต่โดยที่โจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่หน่วยงานทางปกครองตามคำนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับโจทก์เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ เงินทุนที่จำเลยที่ ๑ รับไปเป็นเงินของมหาวิทยาลัยเอกชน มิได้เป็นงบประมาณของแผ่นดิน อีกทั้งคดีนี้จะต้องวินิจฉัยในประเด็นเรื่องการผิดสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีพิพาทจึงไม่เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับนิติกรรมอันอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม สำหรับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ นั้น เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาให้ทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ อันเป็นสัญญาหลัก ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันอันเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนา ผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ส่วนหนึ่งจึงเป็นเงินที่ได้รับอุดหนุนจากรัฐ และเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่กำหนดไว้ มิใช่เรื่องการบริหารงานภายในของโจทก์ที่จะดำเนินการได้โดยอิสระแต่เพียงฝ่ายเดียว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประพฤติผิดสัญญาของอาจารย์ประจำที่รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ และต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญา ส่วนจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ ๑ ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาของอาจารย์ประจำที่รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศและสัญญาค้ำประกัน สัญญาของอาจารย์ประจำที่รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศที่เป็นมูลพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยที่ ๑ กลับมาปฏิบัติงานเพื่อบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐตามระยะเวลาที่กำหนด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาของอาจารย์ประจำที่รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ แม้จะเป็นสัญญาอีกฉบับหนึ่งแยกต่างหากจากสัญญาของอาจารย์ประจำที่รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศก็ตามแต่สัญญาค้ำประกันมีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว สัญญาค้ำประกันจึงมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาของอาจารย์ประจำที่รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศที่เป็นสัญญาประธาน ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงเป็นสัญญาทางปกครองและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วยเช่นกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเดิมเป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนประจำของสถาบันภาษา ให้รับผิดตามสัญญารับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ถูกเลิกจ้าง โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งเลิกจ้างของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชดใช้ทุนการศึกษาและเบี้ยปรับแก่โจทก์ เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน พิพาทกันในเรื่องสัญญารับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ อันเป็นนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โจทก์ นางสาวปิยะอร เอี่ยมประสิทธิ์ ที่ ๑ นางสาวบุษกร เอี่ยมประสิทธิ์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
จำเลย — นางสาวปิยะอร เอี่ยมประสิทธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 105/2557
#570053
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร ซึ่งต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาตและก่อสร้างบนที่สาธารณประโยชน์ และขอให้เพิกถอนคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี กับขอให้รับรองสิทธิในที่ดินมือเปล่าที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นั้น แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๕/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำปาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นางสาวมะลิ เผ่าพันธ์ดี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีนครลำปาง ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จังหวัดลำปาง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๕/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่าและบ้านตึกเลขที่ ๑๖๐ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารที่ผู้ฟ้องคดีซ่อมแซมต่อเติมบ้านของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และก่อสร้างอาคารบนที่สาธารณประโยชน์ภายในชุมชนสุขสวัสดิ์ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินมาโดยสุจริต ครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ไม่มีผู้ใดอ้างสิทธิในที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีหลักฐานใดมาแสดงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์เพราะที่ดินดังกล่าวไม่ได้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีสภาพการใช้ร่วมกันของประชาชน หรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะไม่มีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินของรัฐ แต่เป็นที่ดินที่พึงออกโฉนดที่ดินได้ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร และเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี กับให้รับรองสิทธิในที่ดินมือเปล่าที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์

อนึ่ง ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลรับรองสิทธิในที่ดินมือเปล่าที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ดินที่ครอบครองเพื่อขออนุญาตก่อสร้างได้ ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ จึงไม่อาจออกคำสั่งให้แก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างได้ ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีอำนาจพิจารณาว่าที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดิน และขณะวินิจฉัยคำอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีการออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิเสธว่าก่อสร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่สาธารณะ ซึ่งข้อเท็จจริงมีการรุกล้ำที่สาธารณะ เนื้อที่ประมาณ ๑.๖ ตารางวา จึงวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ใช้อำนาจตามมาตรา ๕๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดี อ้างว่า คำสั่งให้รื้อถอนอาคารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่พิพาทดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณา เพื่อวินิจฉัยว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่พิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำปางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า อาคารพิพาทปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่าและบ้านตึกเลขที่ ๑๖๐ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารที่ซ่อมแซมต่อเติมบ้านของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและก่อสร้างอาคารบนที่สาธารณประโยชน์ภายในชุมชนสุขสวัสดิ์ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ ซึ่งที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินมาโดยสุจริต ครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ไม่มีผู้ใดอ้างสิทธิในที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีหลักฐานใด มาแสดงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวพึงออกโฉนดที่ดินได้ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีอำนาจพิจารณาว่าที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ และขณะวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีการออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิเสธว่าก่อสร้างรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่สาธารณะ ซึ่งข้อเท็จจริงมีการรุกล้ำที่สาธารณะบางส่วน จึงวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวมะลิ เผ่าพันธ์ดี ผู้ฟ้องคดี นายกเทศมนตรี นครลำปาง ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จังหวัดลำปาง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวมะลิ เผ่าพันธ์ดี
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีนครลำปาง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 104/2557
#570052
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด อันเป็นบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ การที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณอะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ MICROWAVE ยี่ห้อ ALCATEL - LUCENT เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมของประเทศ และการให้บริการโทรศัพท์เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๔/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง บริษัททีเอแอล ไทย บิสสิเนส จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๘๗/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยผู้ถูกฟ้องคดีตกลงจะขายอะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ MICROWAVE ยี่ห้อ ALCATEL - LUCENT จำนวน ๗ รายการ สั่งซื้อเป็นคราวๆ ไป มีกำหนดเวลา ๑ ปี เป็นเงิน ๑,๓๐๐,๑๑๒ บาท เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม๒๕๕๒ ผู้ฟ้องคดีได้สั่งซื้ออะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ จำนวน ๗ รายการ กำหนดส่งมอบภายใน ๙๐ วัน ผู้ถูกฟ้องคดีส่งมอบอะไหล่และอุปกรณ์รายการที่ ๑ ถึงที่ ๕ และได้มีหนังสือแจ้งว่า ไม่สามารถจัดส่งอุปกรณ์รายการที่ ๖ และที่ ๗ ให้กับผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากการขออนุญาตการนำเข้าอุปกรณ์เป็นหน้าที่ ของผู้ฟ้องคดีในการดำเนินการขออนุมัติจาก กทช. แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ดำเนินการขออนุมัตินำเข้า เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถนำเข้าอุปกรณ์ได้ และขอยกเลิกใบสั่งซื้อรายการที่ ๖ และที่ ๗ ผู้ฟ้องคดีอนุมัติยกเลิกสัญญาบางส่วนในรายการที่ ๖ และที่ ๗ โดยผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดตามเงื่อนไขของสัญญาทุกประการ ซึ่งตามสัญญานั้นผู้ฟ้องคดีจะต้องชำระเงินค่าอะไหล่อุปกรณ์รายการที่ ๑ ถึงที่ ๕ ให้กับผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงนำค่าอะไหล่อุปกรณ์จำนวนดังกล่าวมาหักกับจำนวนเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดจากการยกเลิกอะไหล่อุปกรณ์รายการที่ ๖ และที่ ๗ คงเหลือเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชำระจำนวน ๙๖๓,๓๘๒.๑๖ บาท ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า อุปกรณ์รายการที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่งและรับสัญญาณความถี่คลื่นวิทยุ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับผิดชอบในการขออนุญาตการนำเข้า แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการอย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ผิดสัญญาและไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิคิดเงินค่าปรับและริบเงิน รวมทั้งไม่มีสิทธิหักเงินค่าสินค้ารายการที่ ๑ ถึงที่ ๕ ที่ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้รับชำระแต่อย่างใด

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาฉบับพิพาท ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงจะซื้อและผู้ถูกฟ้องคดีตกลงจะขายอะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ MICROWAVE ยี่ห้อ ALCATEL - LUCENT จำนวน ๗ รายการ ตามเอกสารรายการสินค้าและราคาต่อหน่วยแนบท้ายสัญญานี้ ตามจำนวนที่ผู้ฟ้องคดีจะสั่งซื้อเป็นคราวๆ ไป มีกำหนดเวลาหนึ่งปีนับถัดจากวันลงนามในสัญญา จำนวน ๑,๓๐๐,๑๑๒ บาท ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผู้ฟ้องคดีได้ออกใบสั่งซื้ออะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธการส่งมอบ กรณีจึงเห็นได้ว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดหาหรือจัดให้มีอุปกรณ์ส่ง และรับสัญญาณความถี่วิทยุซึ่งเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นในการปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการโทรศัพท์ เพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านกิจการโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีให้บรรลุผล ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทแล้ว สัญญาดังกล่าวเป็นการตกลงซื้อขายอะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ MICROWAVE ตามเอกสารรายการสินค้าและราคาแนบท้ายสัญญา โดยมีข้อตกลงที่ผู้ฟ้องคดีจะสั่งซื้อเป็นคราวๆ ไป เนื้อหาและลักษณะของสัญญาเป็นเพียงสัญญาซื้อขายซึ่งคู่สัญญาอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องในทางแพ่ง แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจทางปกครอง สัญญาดังกล่าวก็ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยกรณีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีตกลงจะขายอะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ MICROWAVE ยี่ห้อ ALCATEL - LUCENT จำนวน ๗ รายการ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถจัดส่งอุปกรณ์ในรายการที่ ๖ และที่ ๗ ให้กับผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ฟ้องคดีนำค่าอะไหล่อุปกรณ์ในรายการที่ ๑ ถึงที่ ๕ หักกับจำนวนเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดจากการยกเลิกอะไหล่อุปกรณ์รายการที่ ๖ และที่ ๗ คงเหลือเงินบางส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธความรับผิด ขอให้บังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด อันเป็นบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ การที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณอะไหล่อุปกรณ์สื่อสัญญาณ MICROWAVE ยี่ห้อ ALCATEL - LUCENT เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมของประเทศ และการให้บริการโทรศัพท์เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี บริษัททีเอแอล ไทย บิสสิเนส จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัททีเอแอล ไทย บิสสิเนส จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 103/2557
#570051
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจ มีภารกิจเพื่อดำเนินงานกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามเงื่อนไขดังกล่าวในสัญญา ส่วนจำเลยให้การว่า ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา คดีนี้จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายมันสำปะหลัง ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จัดหาตลาดเพื่อระบายสินค้าที่รับจำนำจากเกษตรกรไปยังต่างประเทศในเวลาที่กำหนด อันเป็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของคนไทยเพื่อการส่งออกตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยมุ่งหมายก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมากกว่าการมุ่งแสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์ จึงเป็นกรณีให้ผู้ฟ้องคดี เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาและให้คืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๓/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนนทบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ บริษัทเจสซี่ เจมส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การคลังสินค้า ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๙๙/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าประเภทมันสำปะหลังเส้น เพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี ๒๕๕๑/๕๒ จำนวน ๓๓,๓๐๑,๓๐๑.๔๓๑ กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ ๕.๓๑ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีตกลงส่งมอบและผู้ฟ้องคดีตกลงรับมอบสินค้า ณ หน้าคลังสินค้าของนายวีระศักดิ์ โรจน์รัตนชัย (หลังที่ ๑) ซึ่งเป็นที่เก็บรักษามันสำปะหลัง โดยผู้ฟ้องคดีต้องเริ่มรับมอบและขนย้ายภายใน ๓ วันทำการ นับแต่วันที่ชำระเงิน รวมทั้งต้องชำระเงินและขนย้ายสินค้าทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ กรรมสิทธิ์ในสินค้าที่ตกลงซื้อขายจะโอนไปยังผู้ฟ้องคดีเฉพาะปริมาณสินค้าที่ผู้ซื้อได้ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าตามสัญญาทั้งหมดออกไปนอกราชอาณาจักรโดยอาจส่งออกในรูปมันอัดเม็ดภายใน ๖๐ วันนับแต่วันสิ้นสุดกำหนดการรับมอบ โดยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้นำแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๘,๘๔๑,๕๐๐ บาท มอบให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดียึดถือเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายหลังจากทำสัญญา ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีขอขยายเวลารับมอบสินค้า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้แจ้งว่าไม่อนุญาตให้ขยายเวลาดังกล่าวถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ขยายเวลารับมอบสินค้าให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยปริยาย ต่อมาเมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้ติดต่อกับผู้ถูกฟ้องคดีและทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะยังไม่ดำเนินการส่งมอบสินค้า เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ามันสำปะหลังเส้นภายในคลังสินค้าสูญหาย ผู้ฟ้องคดีได้โต้แย้งว่าสินค้าสูญหายเป็นกรณีพิพาทระหว่างเจ้าของคลังสินค้ากับผู้ถูกฟ้องคดีต้องว่ากล่าวกันเองตามสัญญารับฝากสินค้าและเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้ชำระค่าสินค้า จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ เนื่องจากสินค้าสูญหาย หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินและรับมอบสินค้าที่เหลืออยู่ภายในคลังสินค้าซึ่งเป็นเวลาหลังจากวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓ และเป็นวันที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีต้องส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรให้แล้วเสร็จตามสัญญา ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีสละเงื่อนเวลาตามสัญญาโดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญแห่งข้อตกลงซื้อขายสินค้าอีกต่อไป ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการชำระราคาสินค้าเพิ่มเติมอีก ๑,๘๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม และเริ่มทยอยรับมอบสินค้าบางส่วนตามวิธีการที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีของดส่งมอบสินค้า ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีให้ดำเนินการส่งมอบสินค้าเพื่อผู้ฟ้องคดีจะได้ดำเนินการส่งออกนอกราชอาณาจักรให้แล้วเสร็จ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและขอให้คืนเงินหลักประกันตามสัญญาเนื่องจากมีการส่งมอบสินค้าล่าช้าซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือถึงคลังสินค้าแจ้งเรื่องเกิดเพลิงไหม้กองมันเส้นจนเหลือสินค้าไม่มากและต่อมาได้มีหนังสือเร่งรัดให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินและรับมอบสินค้าโดยอ้างว่ามีสินค้าเหลืออยู่อีก ๖,๓๙๕,๖๖๐ กิโลกรัม ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีว่าพร้อมรับมอบสินค้าที่เหลือภายในกำหนดเวลาอันสมควร แต่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องดำเนินการคัดแยกสินค้าส่วนที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้เสียก่อน ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งขอรับมอบสินค้าที่เหลือทั้งหมด และแจ้งกำหนดวันรับมอบมันสำปะหลังเส้น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้รับมอบสินค้าที่เหลือทั้งหมดแล้วและได้มีหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาเนื่องจากรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นตามสัญญาแล้ว และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี คืนเงินส่วนที่ชำระค่าสินค้าเกิน ๓,๙๖๘,๘๗๘ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีและเงินค้ำประกันตามสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดี และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญาเป็นเงินรวมทั้งสิ้น ๒๒,๑๓๒,๓๙๒.๖๙ บาท โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรับมอบและส่งมันสำปะหลังเส้นออกนอกราชอาณาจักรเกินกำหนดระยะเวลาที่ขยายออกไป ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเนื่องจากเหตุที่ผู้ฟ้องคดีรับมอบมันสำปะหลังล่าช้ามิใช่ความผิดของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีว่า ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามเงื่อนไขในสัญญา กับขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินส่วนที่ชำระค่าสินค้าเกินและเงินค้ำประกันตามสัญญา เป็นเงิน ๑๔,๗๐๕,๖๑๑ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นฝ่ายผู้ฟ้องคดีปฏิบัติผิดสัญญาผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้สละเงื่อนเวลาตามสัญญา และยึดถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญแห่งข้อตกลงซื้อขายดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีไม่มารับมอบมันสำปะหลังเส้นภายในเวลาที่กำหนด ผู้ฟ้องคดีได้รับมอบมันสำปะหลังเส้นและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเกินระยะเวลาที่ขอขยายออกไป จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับตามเงื่อนไขในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำผิดสัญญาซื้อขาย แต่สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเส้นเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร เป็นสัญญาซื้อขายที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งและเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ความเห็นระหว่างศาล

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ฉบับพิพาท เป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นองค์การคลังสินค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทำสัญญากับผู้ฟ้องคดีให้จัดหาตลาดเพื่อระบายสินค้าที่รับจำนำจากเกษตรกรไปยังต่างประเทศภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่ต่อเนื่องจากการรับจำนำมันสำปะหลัง ตามวัตถุประสงค์ของโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังอีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของคนไทยเพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗ (๘) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ๒๔๙๘ สัญญาดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีบรรลุผล จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและโดยที่โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ อันเป็นมูลพิพาทในคดีนี้ เป็นมาตรการของรัฐบาลในการพยุงราคามันสำปะหลังเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีผลกระทบต่อกลไกตลาดปกติ อันเป็นการกระทำในทางกฎหมายมหาชนและเป็นโครงการพิเศษที่ต้องจ่ายเงินงบประมาณเป็นจำนวนมากซึ่งมีแหล่งที่มาจากภาษีอากรที่มาจากประชาชน มิใช่การจ่ายงบประมาณปกติ ผลแห่งคดีนี้อาจทำให้รัฐต้องจ่ายเงินภาษีอากรประชาชนโดยส่วนรวม เพื่อเป็นค่าเสียหายให้แก่เอกชนที่เป็นผู้ฟ้องคดี จึงสมควรใช้วิธีพิจารณาในระบบไต่สวน เพื่อให้สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้อย่างแท้จริง จึงเห็นว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเส้นในคดีนี้เป็นข้อพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีฐานผิดสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเส้นเพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงในสัญญาซื้อขายนี้ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเป็นข้อสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพื่อให้ดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล แต่เป็นสัญญาซื้อขายในทางแพ่งทั่วไปที่มีคู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเส้นจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เนื่องจากสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเส้นคู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจมีภารกิจเพื่อดำเนินงานกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามเงื่อนไขดังกล่าวในสัญญา ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย คดีนี้จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จัดหาตลาดเพื่อระบายสินค้าที่รับจำนำจากเกษตรกรไปยังต่างประเทศในเวลาที่กำหนด อันเป็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของคนไทยเพื่อการส่งออกตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยมุ่งหมายก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้ปลูกมันสำปะหลังมากกว่าการมุ่งแสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์ จึงเป็นกรณีให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดี กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาและให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทเจสซี่ เจมส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ฟ้องคดี องค์การคลังสินค้า ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเจสซี่ เจมส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การคลังสินค้า
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 102/2557
#570050
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องเรียกเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) คืน เพราะเหตุเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เห็นว่า การที่โจทก์จ่ายเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่จำเลยสืบเนื่องจากกรมบัญชีกลางอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. แก่จำเลยตามมาตรา ๔ ตรี แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ การอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อกรมบัญชีกลางตรวจพบว่าคำสั่งอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ. กรมบัญชีกลางจึงมีคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและมีคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับ โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งของกรมบัญชีกลางและให้โจทก์เรียกเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยได้รับส่งคืนคลัง จึงเป็นกรณีที่กรมบัญชีกลางได้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ โดยให้มีผลย้อนหลังการคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่จำเลยผู้รับคำสั่งทางปกครองได้ไปตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามคำขอได้หรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเพียงใด นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่เพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเฉพาะคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๒/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๖ กรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ ยื่นฟ้องนางนวลศรี ศรีแก้ว จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๐๒/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๔ นายอนุศักดิ์ ศรีแก้ว ข้าราชการสังกัดโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะเหตุปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายพร้อมด้วยบิดามารดาของนายอนุศักดิ์ยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จตกทอดต่อโจทก์ในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอด กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางมีหนังสือแจ้งให้โจทก์จ่ายเงินบำนาญพิเศษและบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย โดยให้คลังจังหวัดอุบลราชธานีจ่ายบำนาญพิเศษแก่จำเลยจากงบกลางเป็นเงินเดือนละ ๔๐๓.๑๒ บาท ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๔ เป็นต้นไป โจทก์ได้จ่ายเงินค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่จำเลยตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ถึงปี ๒๕๕๐ เป็นเงิน ๑๑๐,๑๗๖.๒๐ บาท และมีการจ่ายเงินในระบบจ่ายตรงตั้งปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๔ เป็นเงิน ๒๗๐,๒๗๙.๐๑ บาท ต่อมากรมบัญชีกลางตรวจสอบพบว่าจำเลยบรรจุเข้ารับราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต ๔ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๕ กำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ ค่าครองชีพ เบี้ยหวัดบำนาญ ถ้าเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานหรือกลับเข้าทำงาน สังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงิน ช.ค.บ. ดังกล่าว กรมบัญชีกลางจึงไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๔ โดยให้โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบการงดจ่ายและให้เรียกเงินส่งคืนคลัง โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินที่จำเลยได้รับโดยไม่มีสิทธิแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยปิดบังสถานะการเป็นข้าราชการ การจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานโจทก์เอง โจทก์ไม่อาจอ้างว่าเป็นความผิดของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงิน ช.ค.บ. คืนจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยเป็นข้าราชการ ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ กำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพเบี้ยหวัดบำนาญ ถ้าเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานหรือกลับเข้าทำงานในสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นการเรียกเงินคืนโดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มูลเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้สืบเนื่องจากกรมบัญชีกลางอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. แก่จำเลยตามมาตรา ๔ ตรี แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ และโจทก์ได้จ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ถึงปี ๒๕๕๔ ต่อมากรมบัญชีกลางตรวจพบว่าคำสั่งอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ. กรมบัญชีกลางจึงมีคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและมีคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งของกรมบัญชีกลางและให้โจทก์เรียกเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยได้รับส่งคืนคลัง โดยที่การอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ช.ค.บ. เป็นอำนาจของกรมบัญชีกลางตามมาตรา ๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกอบกับมาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๐ แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ การอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง และมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงโดยเงื่อนเวลาหรือโดยเหตุอื่นตามนัยมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่กรมบัญชีกลางให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคืนเงิน ช.ค.บ. ส่งคืนคลัง โดยมีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่ม และคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับให้โจทก์ทราบ กับให้โจทก์เรียกให้จำเลยคืนเงิน ช.ค.บ. เพื่อส่งคืนคลัง จึงเป็นกรณีที่กรมบัญชีกลางในฐานะผู้มีอำนาจอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ช.ค.บ. ตามพระราชกฤษฎีกาข้างต้น ได้ทำการพิจารณาเรื่องทางปกครองเรื่องเดียวกันนั้นอีกครั้งหนึ่ง และมีการพิจารณาตัดสินใจในเนื้อหาของเรื่องนั้นแตกต่างจากเดิมโดยระงับการจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยและเพิกถอนคำสั่งอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยที่ได้กระทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิตามนัยมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หนังสือดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งผลในทางกฎหมายเมื่อมีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้เงินหรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ โดยให้มีผลย้อนหลังนั้น ผู้รับคำสั่งทางปกครองต้องรับผิดในการคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่ได้รับไปตามหลักลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้าผู้รับคำสั่งทางปกครองไม่อาจอ้างความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครอง ผู้รับคำสั่งทางปกครองจะต้องรับผิดในการคืนเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์เต็มจำนวน ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้การฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงิน ช.ค.บ. ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจะต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ในประมวลแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามนัยมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็มิได้ทำให้การดำเนินการของกรมบัญชีกลางเป็นการใช้สิทธิในฐานะเอกชน การเรียกให้จำเลยคืนเงิน ช.ค.บ. ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิได้รับจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หาใช่นำหลักเกณฑ์เรื่องการติดตามและเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ มาใช้บังคับแต่อย่างใด การพิจารณาคดีนี้ ศาลจะต้องวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของกรมบัญชีกลางที่มีการอนุมัติให้จ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย และคำสั่งของกรมบัญชีกลางที่เพิกถอนคำสั่งที่เคยอนุมัติจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดในการคืนเงิน ช.ค.บ. ที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๖/๒๕๔๖

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องเรียกเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่จำเลยได้รับคืนเพราะเหตุจำเลยขาดคุณสมบัติ ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยปิดบังสถานะการเป็นข้าราชการ การจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานโจทก์เอง โจทก์ไม่อาจอ้างว่าเป็นความผิดของจำเลย เห็นว่า การที่โจทก์จ่ายเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่จำเลยคดีนี้สืบเนื่องจากกรมบัญชีกลางอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. แก่จำเลยตามมาตรา ๔ ตรี แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ การอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อกรมบัญชีกลางตรวจพบว่าคำสั่งอนุมัติสั่งจ่ายเงิน ช.ค.บ. คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ. กรมบัญชีกลางจึงมีคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและมีคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับ โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งของกรมบัญชีกลางและให้โจทก์เรียกเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยได้รับส่งคืนคลัง จึงเป็นกรณีที่กรมบัญชีกลางได้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ โดยให้มีผลย้อนหลังการคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่จำเลยผู้รับคำสั่งทางปกครองได้ไปตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามคำขอได้หรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเพียงใด นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งไม่เบิกเงิน ช.ค.บ. ที่ปรับเพิ่มและคำสั่งงดจ่ายเงิน ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่เพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเฉพาะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ นางนวลศรี ศรีแก้ว จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521
พ.ร.ฎ.การจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกับ พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการพัฒนาชุมชน
จำเลย — นางนวลศรี ศรีแก้ว
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2557
#568760
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เทศบาลตำบล ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนจากเอกชนเพราะเหตุเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เห็นว่า การที่โจทก์ขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลยเป็นการใช้อำนาจตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง และเมื่อโจทก์มีคำสั่งถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลยเพราะเหตุจำเลยขาดคุณสมบัติ พร้อมกับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ที่โจทก์เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้มีผลย้อนหลังการคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่จำเลยผู้รับคำสั่งทางปกครองได้ไป ตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งถอนรายชื่อและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามคำขอได้หรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเพียงใด นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งของโจทก์ที่ถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่เพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเฉพาะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๑/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงลำปาง

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงลำปางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ เทศบาลตำบลต้นธงชัย โจทก์ ยื่นฟ้องนายนิพนธ์ กันตี จำเลย ต่อศาลแขวงลำปาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๔/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ โจทก์มีหนังสือขอให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบลธงชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มีอายุ ๖๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๒ ยื่นแบบคำขอขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (แบบ สผส. ๑) ต่อโจทก์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพหรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ จำเลยได้ยื่นแบบเพื่อขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อโจทก์โดยยื่นหลักฐานและกรอกข้อความรับรองตนเองว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ในการเป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยตามแบบที่ยื่นแล้วเห็นว่าจำเลยมีคุณสมบัติครบถ้วน โจทก์จึงมีคำสั่งรับขึ้นทะเบียนให้จำเลยเป็นผู้ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และจ่ายเงินให้แก่จำเลยตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๒ ถึงเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ เป็นเงิน ๒๒,๘๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าขณะจำเลยยื่นแบบนั้น จำเลยรับราชการเป็นลูกจ้างประจำของสำนักงานจังหวัดลำปาง ได้รับเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนเดือนละ ๑๕,๒๖๐ บาท และเกษียณอายุราชการในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ โดยรับบำเหน็จเดือนละ ๙,๕๓๗ บาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๒ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๖ (๔) โจทก์มีคำสั่งถอนรายชื่อและระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแก่จำเลย และมีหนังสือทวงถามให้จำเลย คืนเงินที่รับไป แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า การพิจารณาหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการจ่ายเงินให้แก่จำเลยเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง ซึ่งผู้แทนของโจทก์นำแบบคำขอขึ้นทะเบียนมาให้จำเลยลงลายมือชื่อ แล้วผู้แทนโจทก์เป็นผู้กรอกรายละเอียด ทั้งการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้แก่จำเลยเป็นเวลา ๓ ปีเศษ โจทก์สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยได้ แต่กลับละเลยไม่ตรวจสอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินเบี้ยยังชีพคืน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากคำสั่งของโจทก์ที่ว่าจำเลยมีลักษณะต้องห้ามตามคุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงลำปางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จำเลยรับไปจากโจทก์ อ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว เนื่องจากขณะยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียนเพื่อรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำเลยรับราชการเป็นลูกจ้างประจำและหลังเกษียณอายุราชการ จำเลยได้รับบำเหน็จรายเดือนจากทางราชการอันเป็นการขาดคุณสมบัติที่จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๒ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลยโดยประมาทเลินเล่อเพราะโจทก์ตรวจสอบคุณสมบัติการรับราชการเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยได้ แต่โจทก์ไม่ตรวจสอบเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนจากจำเลย โดยจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งว่าจำเลยมีคุณสมบัติที่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพตามหลักเกณฑ์และระเบียบของทางราชการ ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงมิใช่คดีพิพาทกันเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่เป็นเรื่องโจทก์ติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์โดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์อาศัยอำนาจตามข้อ ๗/๑ และข้อ ๑๓ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลย อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์มีคำสั่งถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลย พร้อมกับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะผู้มีอำนาจขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้ทำการพิจารณาเรื่องทางปกครองเรื่องเดียวกันนั้นอีกครั้งหนึ่ง และมีการพิจารณาตัดสินใจในเนื้อหาของเรื่องนั้นแตกต่างจากเดิมโดยออกคำสั่งถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนจำเลยและการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลยที่ได้กระทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งถอนรายชื่อและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้รับหนังสือของโจทก์ที่ให้คืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิคืนให้แก่โจทก์ คดีจึงมีปัญหาที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งของโจทก์ที่ถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามนัยมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ การเรียกเงินคืนดังกล่าวจึงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มิได้นำหลักเกณฑ์เรื่องการติดตามเอาทรัพย์คืนตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแต่อย่างใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๖/๒๕๔๖

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนจากจำเลยเพราะเหตุจำเลยเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ ส่วนจำเลยให้การว่า การพิจารณาหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการจ่ายเงินให้แก่จำเลยเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง โจทก์สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยได้ แต่ละเลยไม่ตรวจสอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินเบี้ยยังชีพคืน และจำเลยไม่ต้องรับผิด เห็นการที่โจทก์ขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบิกจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลย เป็นการใช้อำนาจตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๗/๑ และข้อ ๑๓ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเมื่อโจทก์มีคำสั่งถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่จำเลยเพราะเหตุจำเลยขาดคุณสมบัติ พร้อมกับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ที่โจทก์เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้มีผลย้อนหลังการคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่จำเลยผู้รับคำสั่งทางปกครองได้ไปตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งถอนรายชื่อและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามคำขอได้หรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเพียงใด นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งของโจทก์ที่ถอนรายชื่อจำเลยออกจากบัญชีและระงับการจ่ายเงินให้แก่จำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่เพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเฉพาะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างเทศบาลตำบลต้นธงชัย โจทก์ นายนิพนธ์ กันตี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลต้นธงชัย
จำเลย — นายนิพนธ์ กันตี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2557
#572161
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินในค่ายธนะรัชต์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุ เพื่อทำการเกษตรปลูกต้นไม้สักทองตามสัญญาบนที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ตัดไม้สักทองที่ปลูกไว้ตามสัญญาไปบางส่วนเจ้าหน้าที่ทหารมีหนังสือแจ้งระงับการตัดไม้สักทองกับทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงพร้อมท่อนไม้สักทองและแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ทหารมีหนังสือแจ้งให้ระงับการตัดไม้สักทองที่พิพาท และได้ทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงพร้อมท่อนไม้สักทอง รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตต์ปลอดภัยในราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๘ ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดยักย้ายต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วอันมีสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากกระทรวงกลาโหม และตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ แต่งตั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารให้มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกัน จับกุม ปราบปรามผู้กระทำความผิดและยึดของกลางตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามจึงมีอำนาจในการตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหาร การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นกรณีพิพาทที่เกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๐/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ บริษัทวีรวรรณการเกษตร จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทัพบก ที่ ๑ พลตรี อภิชัย หงษ์ทอง ที่ ๒ พันโท สุทธิศักดิ์ พรรคเจริญ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๐๘๓/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินในพื้นที่ค่ายธนะรัชต์กับผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ ๑๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อปลูกไม้ยืนต้นชนิดโตเร็ว ประเภทยูคาลิปตัส สนประดิพัทธ์ กระถินยักษ์และกระถินณรงค์และทำการเกษตร โดยเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาในข้อ ๔ กำหนดให้โจทก์ต้องปลูกไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๓๐ ในอัตราร้อยละ ๑๐ ของพื้นที่เช่า ภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า ๓ ปี ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการปลูกไม้ประเภทยูคาลิปตัสและไม้สักทองบนเนื้อที่ประมาณ ๗๒๐ ไร่ โดยโจทก์แบ่งให้ศูนย์การทหารราบบางส่วนคงเหลือต้นไม้สักทองของโจทก์เนื้อที่ ๒๕๐ ไร่ ต่อมาปี ๒๕๕๓ โจทก์ขอขึ้นทะเบียนสวนป่าเพื่อดำเนินการตัดไม้สักทองดังกล่าวแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากศูนย์การทหารราบไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ให้เช่าแต่เป็นที่ราชพัสดุ โจทก์จึงขอเช่าจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อตัดต้นไม้สักทองในที่ดินพิพาท ต่อมาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อนุญาตให้โจทก์เช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดว่าสัญญาเช่าครั้งแรกมีกำหนด ๓ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ และมีหนังสือแจ้งการเช่าที่ดินดังกล่าวไปยังผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบเพื่อทราบ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบอนุญาตให้ตัดไม้สักทองได้ โจทก์ได้เริ่มดำเนินการตัดไม้สักทองบางส่วนในพื้นที่เช่าเรื่อยมา ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กลั่นแกล้งโจทก์โดยจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งให้ระงับการตัดไม้สักทองในพื้นที่ราชพัสดุเพื่อตรวจสอบสัญญาเช่าของโจทก์ว่าเป็นไปตามกฎกระทรวง พุทธศักราช ๒๕๑๙ ออกตามความในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พุทธศักราช ๒๕๑๘ ข้อ ๑๐ หรือไม่ การปฏิบัติใดๆ จะต้องได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ ๑ ทุกกรณี จำเลยที่ ๒ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๓ กับพวกได้ทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงที่โจทก์ได้ว่าจ้างให้มาบรรทุกท่อนไม้สักทองพร้อมท่อนไม้สักทองของโจทก์จำนวน ๘,๑๓๓ ท่อน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๑ โดยมุ่งหวังจะให้โจทก์จ่ายเงินสินบนให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แม้ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๒ ให้ทราบว่าสัญญาเช่าที่ราชพัสดุที่โจทก์ทำกับธนารักษ์พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น ชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยไม่ยอมคืนท่อนไม้สักทองที่ยึดไว้ให้แก่โจทก์ และไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปดำเนินการตัดต้นไม้สักทองในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งไม่ไปดำเนินการถอนคำร้องทุกข์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๓๓,๗๐๙,๔๑๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และค่าปรับซึ่งโจทก์ต้องเสียแก่กรมธนารักษ์

ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เนื่องจากต้องห้ามตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้อนุมัติให้ปลูกป่าในพื้นที่ศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๔ โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจำนวน ๑๐,๐๐๐ ไร่ มีกำหนดเวลา ๓ ปี เพื่อการเกษตรกับศูนย์ทหารราบตามโครงการดังกล่าว ในสัญญาข้อ ๔ กำหนดให้ผู้เช่าต้องปลูกป่าประเภทไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๓๐ ร้อยละ ๑๐ ของพื้นที่ที่เช่าคือ ๑,๐๐๐ ไร่ กรรมสิทธิ์ในไม้หวงห้ามที่ปลูกดังกล่าวย่อมตกเป็นของจำเลยที่ ๑ โจทก์สามารถตัดได้เฉพาะไม้ประเภทยูคาลิปตัส สนประดิพัทธ์ กระถินยักษ์ และกระถินณรงค์ ตามสัญญาเช่าข้อที่ ๑ ดังกล่าว ที่ดินที่โจทก์เช่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุโฉนด น.ส.ล เลขที่ ๑๘๑๙/๒๕๐๗ ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังมอบให้ศูนย์การทหารราบใช้ในราชการทหารและเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตั้งค่ายธนะรัชต์ หลังจากครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์และศูนย์การทหารราบได้ตกลงต่อสัญญาเช่าออกไปอีก ๔ ครั้ง สัญญาเช่าจึงสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๙ โจทก์ได้ปลูกไม้สักทองตามเงื่อนไขท้ายสัญญาข้อ ๔ ในพื้นที่จำนวน ๗๑๙ ไร่ ๓ งาน ๘๗ ตารางวา จึงยังไม่ครบตามกำหนดสัญญาเช่า ส่วนพื้นที่ที่โจทก์ปลูกไม้สักทองจำนวน ๒๕๐ ไร่ ที่โจทก์ขอเช่าจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์และนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตามเงื่อนไขท้ายสัญญาข้อ ๔ ไม้สักทองที่ปลูกจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ หลังจากสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ โจทก์ได้ขอเช่าที่ราชพัสดุซึ่งเป็นพื้นที่บางส่วนของที่พิพาทเพื่อทำการตัดต้นไม้สักทองเนื้อที่ ๒๕๐ ไร่ ธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ได้มีหนังสือสอบถามเรื่องโจทก์ขอเช่าที่ดินราชพัสดุเป็นการชั่วคราวเพื่อตัดต้นไม้สักทอง แต่ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจึงยินยอมให้โจทก์เช่าที่ดินเป็นการชั่วคราวเพื่อตัดไม้สักทองดังกล่าวโดยพลตรีสมวุฒิ แตงสาขา ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบไม่มีอำนาจให้ความยินยอม และโจทก์ขอเช่าที่ราชพัสดุโดยมิได้แสดงหลักฐานสัญญาเช่าระหว่างศูนย์การทหารราบซึ่งระบุเงื่อนไขท้ายสัญญาเช่าข้อ ๔ ที่มีไม้สักทองอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่มีสิทธิตัดและนำไม้สักทองไปใช้ประโยชน์ จำเลยที่ ๒ ได้ทำการตรวจสอบและแจ้งให้โจทก์หยุดการตัดและขนไม้สักทองเพื่อตรวจสอบการได้รับอนุญาตให้ตัดและขนไม้สักทองแต่โจทก์มิได้หยุดดำเนินการ จึงสั่งให้จำเลยที่ ๓ ทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพร้อมท่อนไม้สักทอง ๖๕๐ ท่อน และไม้สักทองบริเวณที่โจทก์เช่าอีก ๗,๕๐๐ ท่อน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้โดยตำแหน่งจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับโจทก์และยึดไม้สักทองดังกล่าวซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ไว้ จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การแจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์และพวกในความผิดฐานร่วมกันตัดต้นไม้สักทองในเขตปลอดภัยทางราชการทหารบกโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตต์ปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ จึงเป็นเรื่องการดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา อันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม เมื่อคดีนี้โจทก์อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากกรณีที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ใช้อำนาจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงและไม้สักทองของกลางและแจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์และพวกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตต์ปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในไม้สักทองที่โจทก์ปลูกขึ้นในพื้นที่เช่า จำนวน ๒๕๐ ไร่ แต่จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในไม้สักทองที่โจทก์ปลูกขึ้นในพื้นที่เช่านั้นตกเป็นของจำเลยที่ ๑ แล้ว ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่คู่ความยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในไม้สักทอง ซึ่งการที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าไม้สักทองเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้อพิพาทตามสัญญาเช่า แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในไม้สักทองที่พิพาทด้วย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ และจำเลยที่ ๓ ดำรงตำแน่ง ผู้บังคับกองพันศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จากข้อพิพาทเป็นกรณีที่โจทก์ได้เข้าไปมีนิติสัมพันธ์กับหน่วยงานทางปกครองโดยการได้รับอนุญาตให้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินสาธารณะและมีการกำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขการดำเนินการไว้ รวมทั้งมีการทำสัญญาให้ไว้ต่อกันทั้งกับหน่วยงานผู้ครอบครองพื้นที่ และหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ อันเป็นนิติสัมพันธ์ในทางกฎหมายปกครองมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กลับปฏิเสธไม่ให้โจทก์ได้ดำเนินการใช้สิทธิตามนิติสัมพันธ์ที่มีอยู่ต่อกันและที่มีกับหน่วยงานทางปกครองอื่น โดยกระทำการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจและยึดทรัพย์สินของโจทก์ ด้วยการอ้างกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหารตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารของที่ทหารในท้องที่อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ และหน่วยงานต้นสังกัดจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ให้การอนุญาตแก่โจทก์แล้ว ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อโต้แย้งการมีนิติสัมพันธ์ในทางกฎหมายปกครองกับจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันมีลักษณะเป็นคดีพิพาททางปกครองนั่นเอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ และมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินในค่ายธนะรัชต์เพื่อปลูกไม้ยืนต้นชนิดโตเร็วและทำการเกษตรโดยมีเงื่อนไขท้ายสัญญากำหนดให้ปลูกไม้หวงห้ามตามกฎหมายในอัตราร้อยละ ๑๐ ของพื้นที่เช่าจึงได้ปลูกต้นไม้สักทองบนเนื้อที่ประมาณ ๗๒๐ ไร่ ต่อมาโจทก์ได้ขอเช่าที่พิพาทจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์และขอขึ้นทะเบียนสวนป่าเพื่อตัดไม้สักทอง โดยผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบอนุญาตให้ตัดไม้สักทองที่พิพาทจึงเริ่มตัดไม้สักทองในพื้นบางส่วน จำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งระงับการตัดไม้สักทองและจำเลยที่ ๓ กับพวกได้ทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงพร้อมท่อนไม้สักทอง รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอเช่าจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์และนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าเพื่อทำการตัดต้นไม้สักทองเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ ๑ ตามเงื่อนไขท้ายสัญญาไม้สักทองที่ปลูกจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อกฎหมายผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบได้ยินยอมให้โจทก์เช่าที่ดินเป็นการชั่วคราวเพื่อตัดไม้สักทองดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจให้ความยินยอม โจทก์จึงไม่มีสิทธิตัดไม้สักทอง จำเลยที่ ๒ ได้แจ้งให้โจทก์หยุดการตัดและขนไม้สักทองแต่โจทก์มิได้หยุดดำเนินการจึงทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพร้อมท่อนไม้สักทองเพื่อดำเนินคดีอาญา จึงไม่เป็นละเมิดและโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งให้ระงับการตัดไม้สักทองที่พิพาท และจำเลยที่ ๓ กับพวกได้ทำการตรวจยึดรถยนต์บรรทุกพ่วงพร้อมท่อนไม้สักทอง รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๑ เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตต์ปลอดภัยในราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๘ ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดยักย้ายต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วอันมีสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากกระทรวงกลาโหม และตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ แต่งตั้งจำเลยทั้งสามให้มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกัน จับกุม ปราบปรามผู้กระทำความผิดและยึดของกลางตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามจึงมีอำนาจในการตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีอาญาในข้อหาตัดไม้ในเขตพื้นที่ทหาร การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นกรณีพิพาทที่เกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทวีรวรรณการเกษตร จำกัด โจทก์ กองทัพบก ที่ ๑ พลตรี อภิชัย หงษ์ทอง ที่ ๒ พันโท สุทธิศักดิ์ พรรคเจริญ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวีรวรรณการเกษตร จำกัด
จำเลย — กองทัพบก ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2557
#568430
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นบ้านและจับกุมโจทก์ทั้งสองในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรและได้ร่วมกันยึดของกลาง กรณีเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา การที่จำเลยที่ ๕ ได้ส่งมอบของกลางทั้งสามรายการในระหว่างการสอบสวนคดีให้แก่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินและแม้ในภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ทั้งสองแล้ว เมื่อมูลความแห่งคดีนี้ สืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒ (๑๖) มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด แม้ว่าระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด หากมีผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของเรียกร้องขอคืนของนั้นและพนักงานสอบสวนเห็นว่าสิ่งของนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี พนักงานสอบสวนก็อาจคืนสิ่งของดังกล่าวก่อนคดีถึงที่สุดได้ จึงเป็นการดำเนินการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง อันอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๙ /๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕ นายรังษี กลับประสิทธิ์ ที่ ๑ นางสาวจันทร์แรม ลิ้มเจริญ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมตำรวจ ที่ ๑ กับพวกรวม ๕ ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๑๕/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการระดับกรม มีฐานะเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดจำเลยที่ ๑ มีอำนาจสืบสวนสอบสวน การปราบปรามจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด เมื่อระหว่างวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ ๕๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และจับกุมโจทก์ทั้งสองในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้ร่วมกันยึดตู้บรรจุสินค้าจำนวน ๑ ตู้ ฝาปิดท้ายไฮโดรลิกหรือลิฟท์ยกสำหรับติดตั้งท้ายรถยนต์บรรทุก จำนวน ๑ ชิ้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ Hutch จำนวน ๑ เครื่อง ไปเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยที่ ๕ สรุปสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์และ รับของโจร วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๕ เป็นผู้รับมอบของกลางทั้งสามรายการดังกล่าว ข้างต้นจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้ส่งมอบของกลางทั้งสามรายการให้แก่นายดอน วงเสนา ซึ่งอ้างตนว่า เป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งสามรายการของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ต้องเก็บรักษาของกลางที่อยู่ระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดแต่หาได้ปฏิบัติเช่นนั้นไม่ กลับส่งมอบของกลางทั้งสามรายการให้แก่บุคคลซึ่งไม่ใช่เจ้าของ และไม่มีหลักฐานการได้มาของทรัพย์สินนั้น ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองได้พยายามติดตามทวงถามให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ส่งมอบทรัพย์สินทั้งสามรายการคืน แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ต้องเสียหาย โดยขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือใช้ราคาทรัพย์ทั้งสามรายการ

จำเลยทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๕ รับมอบของกลางทั้งสามรายการ จากจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และได้ดำเนินเก็บรักษาของกลางคดีนี้ไว้เป็นอย่างดีและได้ตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานการเป็นเจ้าของทรัพย์สินด้วยความละเอียดรอบคอบเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการขอคืนของกลางทุกประการ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องรับผิด

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจาการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นขั้นตอน เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาอันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม แม้ว่าในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ อาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนใดเป็นการกระทำที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยตรงการกระทำในขั้นตอนนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้ตรวจยึดทรัพย์สินทั้งสามรายการไปจากโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ ๕ ได้คืนของกลางให้กับบุคคลอื่นไปโดยไม่ชอบ ซึ่งการยึดของกลางทั้งสามรายการและการสั่งคืนของกลางของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ กระทำไปโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยที่ ๕ ในการจับกุมและการยึดตู้บรรจุสินค้าจำนวน ๑ ตู้ ฝาปิดท้ายไฮโดรลิกหรือลิฟท์ยกสำหรับติดตั้งท้ายรถยนต์บรรทุกจำนวน ๑ ชิ้น และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ Hutch จำนวน ๑ เครื่อง ไว้เป็นของกลางในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งการที่จำเลยที่ ๕ สรุปสำนวนผลการสอบสวนเสนอต่อพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการโดยมีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืนหรือรับของโจรจะเป็นขั้นตอนหรือกระบวนการในการดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาก็ตาม แต่ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวนั้น อาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย ถ้าขั้นตอนใดเป็นการกระทำที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่ถ้าการกระทำใดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการกระทำที่เข้าเกณฑ์เป็นกรณีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒การกระทำนั้นจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์และรับของโจร กรณีจึงทำให้กระบวนการในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นลงแล้วนับแต่วันดังกล่าว การใช้ดุลพินิจคืนหรือไม่คืนของกลางที่ยึดไว้ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือบุคคลอื่นใดนั้นจึงมิได้เป็นขั้นตอนหรือกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาของคดีอาญาเพื่อนำไปสู่การลงโทษโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ที่จะเรียกค่าเสียหายอันเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย ตามคำฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการระดับกรม มีฐานะเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดจำเลยที่ ๑ มีอำนาจสืบสวนสอบสวน การปราบปรามจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นบ้านและจับกุมโจทก์ทั้งสองในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้ร่วมกันยึดตู้บรรจุสินค้าจำนวน ๑ ตู้ ฝาปิดท้ายไฮโดรลิกหรือลิฟท์ยกสำหรับติดตั้งท้ายรถยนต์บรรทุก จำนวน ๑ ชิ้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ Hutch จำนวน ๑ เครื่อง ไปเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยที่ ๕ สรุปสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์และรับของโจร วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๕ เป็นผู้รับมอบของกลางทั้งสามรายการดังกล่าว ได้ส่งมอบของกลางทั้งสามรายการให้แก่ นายดอน วงเสนา ซึ่งอ้างตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งสามรายการของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ต้องเก็บรักษาของกลางที่อยู่ระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดแต่หาได้ปฏิบัติเช่นนั้นไม่ กลับส่งมอบของกลางทั้งสามรายการให้แก่บุคคลซึ่งไม่ใช่เจ้าของและไม่มีหลักฐานการได้มาของทรัพย์สินนั้น ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองได้พยายามติดตามทวงถามให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ส่งมอบทรัพย์สินทั้งสามรายการคืน แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ต้องเสียหาย โดยขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือใช้ราคาทรัพย์ทั้งสามรายการ จำเลยทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๕ รับมอบของกลางทั้งสามรายการ จากจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และได้ดำเนินเก็บรักษาของกลางคดีนี้ไว้เป็นอย่างดีและได้ตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานการเป็นเจ้าของทรัพย์สินด้วยความละเอียดรอบคอบเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการขอคืนของกลางทุกประการ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นบ้านและจับกุมโจทก์ทั้งสองในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรและได้ร่วมกันยึดของกลาง กรณีเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา การที่จำเลยที่ ๕ ได้ส่งมอบของกลางทั้งสามรายการในระหว่างการสอบสวนคดีให้แก่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินและแม้ในภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ทั้งสองแล้ว เมื่อมูลความแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒ (๑๖) มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางไว้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด แม้ว่าระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด หากมีผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของเรียกร้องขอคืนของนั้นและพนักงานสอบสวนเห็นว่าสิ่งของนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี พนักงานสอบสวนก็อาจคืนสิ่งของดังกล่าวก่อนคดีถึงที่สุดได้ จึงเป็นการดำเนินการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง อันอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายรังษี กลับประสิทธิ์ ที่ ๑ นางสาวจันทร์แรม ลิ้มเจริญ ที่ ๒ โจทก์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมตำรวจ ที่ ๑ กับพวกรวม ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรังษี กลับประสิทธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมตำรวจ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 98/2557
#568425
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ กรณีมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ตายและสินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย และมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน กระทำการโดยไม่สุจริตโอนที่ดินที่ยึดและอายัดไว้เป็นของจำเลยทั้งหมด ขอให้เพิกถอนคำสั่งเลขาธิการของจำเลย ให้คืนทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ ให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับให้ชำระค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย เมื่อการตรวจสอบทรัพย์สิน ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ และเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การยื่นคำร้องของพนักงานอัยการต่อศาลยุติธรรม อันเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกับการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๘/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดขอนแก่นส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นางลิ้ว เย็นสวัสดิ์ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลย ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๗/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกของนายปรีชา เย็นสวัสดิ์ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๖ นายปรีชา สามีโจทก์ถูกยิงเสียชีวิต เจ้าพนักงานตำรวจได้ใส่ความเท็จกล่าวหาผู้ตายว่า กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยมิชอบและไม่เป็นความจริง ต่อมาวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เลขาธิการของจำเลยใส่ความกล่าวหาผู้ตายด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า ผู้ตายมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นของผู้ตายและสินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย และมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าว จำนวน ๑๒ รายการ โดยผู้ตายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมิใช่ผู้ต้องหาตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ การออกคำสั่งดังกล่าวของเลขาธิการของจำเลยจึงฝ่าฝืนพระราชบัญญัติดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติว่า ทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้นั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยปกปิดไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบ ต่อมาจำเลยได้กระทำการโดยไม่สุจริตโอนที่ดินที่ยึดและอายัดไว้เป็นของจำเลยทั้งหมด โดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเลขาธิการของจำเลยให้จำเลยคืนทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ ให้จำเลยไปยื่นคำร้องขอเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่โอนไปเป็นของจำเลย กับให้จำเลยชำระเงินค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มิได้ใส่ความกลั่นแกล้งโจทก์เพื่อให้ได้รับความเสียหาย แต่เป็นการใช้อำนาจและหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่คำฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดว่า เหตุที่ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดและอายัดหรือให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์หรือผู้ตาย เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์และของผู้ตาย โดยโจทก์อ้างว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิเคราะห์วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ตราขึ้นเพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยกำหนดมาตรการต่างๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ การดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการดำเนินการสืบเนื่องมาจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายยาเสพติด ดังนั้น การดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องกับการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และการริบหรืออายัดทรัพย์สินหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามคำฟ้องของโจทก์ตามมติของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากกระบวนการดังกล่าว การดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจึงเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มิใช่การดำเนินการทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในขั้นตอนการดำเนินการที่จะนำไปสู่การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษทางอาญาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้ใส่ความเท็จกล่าวหานายปรีชา เย็นสวัสดิ์ (สามีของโจทก์) ซึ่งถึงแก่ความตายว่า กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยมิชอบและไม่เป็นความจริง ต่อมาเลขาธิการของจำเลยใส่ความกล่าวหาผู้ตายด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า ผู้ตายมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายและมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นของผู้ตายและสินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย และมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน โดยผู้ตายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมิใช่ผู้ต้องหาตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติว่า ทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้นั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยปกปิดไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบ หลังจากนั้นจำเลยได้กระทำการโดยไม่สุจริตโอนที่ดินที่ยึดและอายัดไว้เป็นของจำเลยทั้งหมดโดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่สุจริต การออกคำสั่งดังกล่าวของเลขาธิการของจำเลยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเลขาธิการของจำเลย ให้จำเลยคืนทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ ให้จำเลยไปยื่นคำร้อง ขอเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่โอนไปเป็นของจำเลย กับให้จำเลยชำระเงินค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ตราขึ้นเพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการต่างๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ได้แก่ มาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สิน และการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การยื่นคำร้องของพนักงานอัยการต่อศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗ เพื่อให้ศาลไต่สวนและสั่งริบทรัพย์สินนั้นตามมาตรา ๒๙ โดยจะยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หรือถ้ามีเหตุอันควรจะยื่นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่ในกรณีไม่อาจดำเนินคดีได้ภายในสองปีนับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ ก็ให้ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามมาตรา ๓๒ วรรคสอง การดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องกับการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการดังกล่าว ดังนั้น การที่เลขาธิการของจำเลยมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สิน ยึดและอายัดทรัพย์สิน และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาว่า ทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางลิ้ว เย็นสวัสดิ์ โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลิ้ว เย็นสวัสดิ์
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ