คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีจำเลยมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการไล่โจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมา ก.พ.อ. ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการโดยให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิม แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โดยอ้างเหตุผลว่าคำสั่ง ก.พ.อ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการและให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิมตามมติ ก.พ.อ. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก โดยมีคำขอส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการเรียกร้องอันมีมูลฐานเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการปลดโจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมา ก.พ.อ. ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการและสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กับขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลย เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการและให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิมตามมติ ก.พ.อ. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก โดยมีคำขอส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรียกร้องอันมีมูลเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินกับพวกอ้างว่า มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียงบางส่วน เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบและเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่ง และให้สอบสวนเปรียบเทียบออกโฉนดที่ดินให้ทั้งแปลง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การ โดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสงวนนอกเขตทาง คำสั่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่ง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีก็เป็นไป เพื่อขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและการขอออกโฉนดที่ดินตามสิทธิของตน เป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสงวนของกรมทางหลวงเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ป่าสงวนหรือที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ให้จำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดที่ดินทับที่ของโจทก์ จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยจำเลยที่ ๓ แต่งตั้งตัวแทนร่วมการรังวัด เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดิน การรังวัดปักหลักแนวเขตเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นอดีตพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่าจ่ายเงินบำนาญโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการทำงาน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การคำนวณและจ่ายบำนาญชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการคำนวณและจ่ายบำนาญอันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานให้ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายแพ่ง สัญญาจ้างทำงานดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับจากการทำงานซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าปฏิบัติงาน คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ลูกจ้างยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)นายจ้างว่า ได้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรใหม่จัดแบ่งส่วนงานมีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานหรือขอให้รับกลับเข้าทำงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมและขอให้จ่ายค่าชดเชยกับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้ถูกฟ้องให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ออกระเบียบ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ลูกจ้างยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)นายจ้างว่า ได้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรใหม่จัดแบ่งส่วนงานมีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานหรือขอให้รับกลับเข้าทำงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมและขอให้จ่ายค่าชดเชยกับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้ถูกฟ้องให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ออกระเบียบ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติถูกอดีตพนักงานยื่นฟ้องตามสัญญาจ้าง ขอให้ร่วมกันชำระเงินเพิ่มจากการเลื่อนเงินเดือน ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการขาดรายได้เพราะต้องตกงาน และเงินสบทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งระบุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงจ้างและผู้ฟ้องคดีตกลงรับจ้างทำงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ภายในระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญา โดยกำหนดอัตราเงินเดือนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องจ่ายให้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละเดือนมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้ว่ากฎหมายที่จัดตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะกำหนดว่า กิจการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมก็ตาม แต่ก็ได้บัญญัติรับรองไว้ว่าผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติอาจกำหนดเรื่องประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายทั้งสามฉบับก็ได้ เพียงแต่ต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำกับบุคคลใดอันมีลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะไม่กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เทศบาลเมืองนนทบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้แทนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกเอกชนยื่นฟ้องตามสัญญาซื้อขายรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือครุภัณฑ์การช่วยชีวิตฉุกเฉิน ขอให้ชำระเงินค่ารถ และคืนหนังสือค้ำประกัน เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองซื้อรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินจากโจทก์นั้น ก็เพื่อใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล ตามภารกิจด้านการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นขอรังวัดตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกทม ตามหลักฐาน น.ส.ล. เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองนครราชสีมา โดยปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รังวัดที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทั้งหกซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์เข้าไปในเขต น.ส.ล. ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปิดป้ายประกาศทางราชการห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเข้าไปในที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่อยู่นอกหลักฐาน ส.ป.ก. และที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ดังนี้ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหกในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งหกตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลความแห่งคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีหมายเลขแดง ของศาลปกครองนครราชสีมาซึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องว่า ตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและแบ่งที่ดินบางส่วนเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ ๑ ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๒ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๓ ว่า ตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงพิพาทเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑๐ ตารางวา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลงเชื่อจึงออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททับที่ดินของโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าว เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้อำนาจแก่จำเลยที่ ๓ ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดินโดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ให้แก่จำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าที่ดินพิพาท บิดาของโจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ จำเลยซื้อที่ดินจากประชาชนที่ครอบครองและทำประโยชน์ไปพัฒนาโดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากจำเลยพัฒนาที่ดินและออกโฉนดที่ดินแล้ว จะขายที่ดินคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในขณะนั้น บิดายกที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์จนถึงปัจจุบัน จากนั้นจำเลยประกาศเรื่องการซื้อขายที่ดินทุ่งหมาหิว โดยโจทก์มีชื่อในทะเบียนคุมโฉนดที่ดินของจำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอซื้อที่ดินแต่จำเลยแจ้งว่าสามีโจทก์ไม่มีรายชื่อในประกาศของจำเลย ทำให้โจทก์ไม่สามารถซื้อที่ดินโฉนดคืนจากจำเลย ขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามประกาศ จำเลยให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด โดยได้ที่ดินมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและจัดรูปที่ดิน ภายหลังมีความประสงค์จะขายที่ดินให้กับราษฎรเจ้าของเดิม แต่ผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวขาดคุณสมบัติ และโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน เห็นว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินเพื่อไปพัฒนาและออกโฉนดที่ดิน เมื่อจำเลยดำเนินการแล้วเสร็จจะขายที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ดังนั้นข้อตกลงในการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาและขายที่ดินคืนเจ้าของเดิมดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ในการบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทตามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมกรณีฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ และบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ไม่ควบคุมการดำเนินงานของจำเลยที่ ๒ ที่กระทำในกิจการของตน โดยจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องป้องกัน มิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สัญจร และต้องร่วมกันจัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในบริเวณที่จำเลยที่ ๒ เปิดฝาบ่อพักทิ้งไว้ แต่จำเลยทั้งสองไม่กระทำ เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่บุตรของโจทก์ขับขี่มาล้มลงและศีรษะฟาดพื้นเสียชีวิต ขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันมีลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคลังพัสดุพร้อมงานพิเศษ (พัทยา) เพื่อใช้ในกิจการของจำเลย แต่แบบแปลนไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง และจำเลยอนุมัติแบบแปลนล่าช้า ทำให้งานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด เมื่อโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๗ และที่ ๘ แต่จำเลยไม่ยอมตรวจรับให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้ จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ ตามสัญญาก่อสร้างอาคารคลังพัสดุพร้อมงานพิเศษ (พัทยา) เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับเก็บเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมทุกชนิด สำหรับปรับปรุงขยายข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งอะไหล่ของเครื่องและอุปกรณ์สำหรับให้บริการประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าเสียหายตามสัญญาจ้างสร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ และให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันสัญญาจ้างจึงต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้มีที่ทำกินเพื่อยังชีพอย่างเพียงพอและยั่งยืน รวมตลอดถึงให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ สร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาหรือจัดให้มีมุ้งคลุมแปลงมะละกอซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรในการปลูกมะละกอและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่หลักของโจทก์ให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครองและพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ดังนั้น การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์ปศุสัตว์ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกของจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินเป็นทุนประกอบอาชีพทางการเกษตรและเพื่อจัดซื้ออาหารสัตว์มาจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์ของจำเลยที่ ๑ สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนสัญญากู้ยืมเงินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จึงเป็นสัญญาทางปกครองด้วย และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โรงพยาบาลเอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกัน เป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สำนักงานประกันสังคมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เป็นจำเลยที่ ๓ ขอให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลโจทก์ในส่วนที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อ้างว่าได้ทำความตกลงกับจำเลยที่ ๓ โดยมอบให้โจทก์เป็นผู้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ถือบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ในอัตราของผู้ประกันตนให้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ ที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคมที่โรงพยาบาลโจทก์ จำเลยที่ ๓ กลับปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลว่าตรวจสอบแล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงจากการตรวจรักษา เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ เมื่อสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญในการที่จำเลยที่ ๓ ว่าจ้างโรงพยาบาลโจทก์ทำการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขผ่านระบบประกันสังคม อันเป็นภารกิจหลักของจำเลยที่ ๓ ให้บรรลุผล สัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ จึงมีลักษณะที่จำเลยที่ ๓ มอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองสิทธิในที่ดินของราษฎรและจัดการที่ดินของรัฐ และให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่ประชาชน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่ห้องศูนย์สารสนเทศ การขนย้ายและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักซึ่งเป็นการดำเนินการบริการสาธารณะของจำเลยให้สามารถใช้งานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการจัดการที่ดินของจำเลยให้บรรลุผลและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาใช้บริการ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเป็นเอกชนก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ร้องทุกข์กับผู้อำนวยการการเคหะแห่งชาติให้เข้ามาดำเนินการเทถนนคอนกรีต ซึ่งเป็นที่ดินของสมาชิกในชุมชนที่อุทิศสละแบ่งให้เป็นทางเข้าออกเชื่อมต่อถนนสาธารณะ แต่มิได้มีการดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปรับปรุงถนนให้เป็นคอนกรีต และเปิดทางสาธารณะเชื่อมต่อทางเข้าออกสู่ภายนอก และดำเนินการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำหรับที่หลวง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงถนนได้ เนื่องจากทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะ ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ผู้ถูกฟ้องคดีได้วางท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือก่อสร้างใด ๆ ในที่ดินได้ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนย้ายท่อก๊าซ ออกจากบริเวณใต้ดินที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โครงการท่อส่งก๊าซได้ดำเนินการวางท่อธรรมชาติในพื้นที่ของรัฐอยู่ในความดูแลและครอบครองของกรมทางหลวงและหรือเขตของการทางรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น มิได้พาดผ่านหรือและหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ดินของผู้ฟ้องคดีนี้ แต่อย่างใด การดำเนินการวางท่อก๊าซเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นพื้นที่ของรัฐอยู่ในความดูแลและครอบครองของกรมทางหลวงและหรือเขตของการทางรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม