คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 97/2557
#568419
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีจำเลยมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการไล่โจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมา ก.พ.อ. ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการโดยให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิม แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โดยอ้างเหตุผลว่าคำสั่ง ก.พ.อ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการและให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิมตามมติ ก.พ.อ. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก โดยมีคำขอส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการเรียกร้องอันมีมูลฐานเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๗/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ รองศาสตราจารย์ธาดา สุทธิธรรม โจทก์ ยื่นฟ้องรองศาสตราจารย์นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๓/๒๕๕๖ ความว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศิลปะประยุกต์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำเลย ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ ซึ่งต่อมามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ต่อมา ก.พ.อ. มีมติให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งไล่โจทก์ออกจากราชการและสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ แต่จำเลยกลับไม่ดำเนินการโดยอ้างเหตุผลว่าคำสั่ง ก.พ.อ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ โจทก์ต้องเสียโอกาสได้รับความดีความชอบและความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่โจทก์เคยได้รับ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยให้การว่า ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจริงและค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินสมควร ขอให้ยกฟ้อง อนึ่ง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหายในมูลเหตุเดียวกับคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๒/๒๕๕๕ ขอให้เพิกถอนคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเรื่องลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองขอนแก่น ขอให้ยกคำขอส่วนแพ่งของโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำขอส่วนแพ่งคดีนี้เป็นคดีละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาและโจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง จึงเป็นคดีพิพาทคดีส่วนแพ่งเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดอาญา ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ข้อพิพาทคดีส่วนแพ่งในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เจตนารมณ์ของบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมวด ๒ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียหายที่มีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยสามารถฟ้องหรือยื่นคำร้องขอในส่วนแพ่งมากับคดีส่วนอาญาดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องแยกฟ้องคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก แต่หลักการสำคัญที่จะทำให้ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้นั้น ประการที่หนึ่ง สิทธิเรียกร้องในส่วนแพ่งที่จะฟ้องรวมมาด้วยกันกับคดีส่วนอาญาต้องเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าสิทธิเรียกร้องในส่วนแพ่งมิได้เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดอาญาหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องในทางปกครองแล้วจะฟ้องรวมกันมากับคดีอาญาไม่ได้ ประการที่สอง ส่วนที่เป็นคดีแพ่งจะต้องอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนอาญาดังกล่าวด้วย หากส่วนแพ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลที่พิจารณาพิพากษาส่วนอาญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคืออยู่ในเขตอำนาจของศาลต่างประเภทกันแล้ว ย่อมไม่อาจนำส่วนที่เป็นคดีแพ่งไปดำเนินคดีในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาส่วนคดีอาญาดังกล่าวได้ ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้ได้มีบัญญัติรับรองไว้ในมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แล้ว เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการไล่โจทก์ออกจากราชการ อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย และต่อมาโจทก์อุทธรณ์ร้องทุกข์คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ซึ่งต่อมาคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับอุทธรณ์ ร้องทุกข์ และจรรยาบรรณทำหน้าที่แทน ก.พ.อ. ได้มีมติให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการโดยให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิม แต่จำเลยในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติของ ก.พ.อ. ดังกล่าว กลับละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่โจทก์ประสงค์จะฟ้องขอให้ชดใช้แก่ตนจึงเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คำฟ้องในส่วนที่เป็นคดีละเมิดที่โจทก์ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวนั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการไล่โจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมา ก.พ.อ. ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการโดยให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิม แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โดยอ้างเหตุผลว่าคำสั่ง ก.พ.อ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากราชการและให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิมตามมติ ก.พ.อ. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก โดยมีคำขอส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการเรียกร้องอันมีมูลฐานเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง รองศาสตราจารย์ธาดา สุทธิธรรม โจทก์ รองศาสตราจารย์นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — รองศาสตราจารย์ธาดา สุทธิธรรม
จำเลย — รองศาสตราจารย์นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2557
#575042
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการปลดโจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมา ก.พ.อ. ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการและสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กับขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลย เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการและให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิมตามมติ ก.พ.อ. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก โดยมีคำขอส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรียกร้องอันมีมูลเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๖/๒๕๕๗

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๖ นางรัชนี นิคมเขตต์ โจทก์ ยื่นฟ้องรองศาสตราจารย์นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๖๖/๒๕๕๖ ความว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ ซึ่งต่อมามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้มีคำสั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ต่อมา ก.พ.อ. มีมติให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการและสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ แต่ลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน แต่จำเลยกลับไม่ดำเนินการโดยอ้างเหตุผลว่าคำสั่ง ก.พ.อ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง เสียโอกาสได้รับความดีความชอบและความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเสียค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยเป็นเงิน ๖๙๘,๗๒๔ บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๖๙๘,๗๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ชำระเงินเดือนเพิ่มขึ้นในระหว่างถูกปลดออกจากราชการ กับให้ชำระเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีปีละ ๒๕,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยให้การว่า ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินสมควร

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำขอส่วนแพ่งคดีนี้เป็นคดีละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการที่จำเลยไม่เพิกถอนคำสั่งให้ปลดออกจากราชการและสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิมตามคำสั่งของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ การที่โจทก์ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำดังกล่าว กรณีจึงเป็นการขอเรียกค่าเสียหายอันเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา จึงไม่เป็นคดีพิพาทอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เจตนารมณ์ของบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมวด ๒ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียหายที่มีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยสามารถฟ้องหรือยื่นคำร้องขอในส่วนแพ่งมากับคดีส่วนอาญาดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องแยกฟ้องคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก แต่หลักการสำคัญที่จะทำให้ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้นั้น ประการที่หนึ่ง สิทธิเรียกร้องในส่วนแพ่งที่จะฟ้องรวมมาด้วยกันกับคดีส่วนอาญาต้องเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าสิทธิเรียกร้องในส่วนแพ่งมิได้เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดอาญาหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องในทางปกครองแล้วจะฟ้องรวมกันมากับคดีอาญาไม่ได้ ประการที่สอง ส่วนที่เป็นคดีแพ่งจะต้องอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนอาญาดังกล่าวด้วย หากส่วนแพ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลที่พิจารณาพิพากษาส่วนอาญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคืออยู่ในเขตอำนาจของศาลต่างประเภทกันแล้ว ย่อมไม่อาจนำส่วนที่เป็นคดีแพ่งไปดำเนินคดีในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาส่วนคดีอาญาดังกล่าวได้ ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้ได้มีบัญญัติรับรองไว้ในมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แล้ว เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการปลดโจทก์ออกจากราชการ อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย และต่อมาโจทก์อุทธรณ์ร้องทุกข์คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ซึ่งต่อมาคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับอุทธรณ์ ร้องทุกข์ และจรรยาบรรณทำหน้าที่แทน ก.พ.อ. ได้มีมติให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการโดยให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิม และลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน แต่จำเลยในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติของ ก.พ.อ. ดังกล่าว กลับละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่โจทก์ประสงค์จะฟ้องขอให้ชดใช้แก่ตนจึงเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คำฟ้องในส่วนที่เป็นคดีละเมิดที่โจทก์ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวนั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ ดังกล่าวนั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีมีคำสั่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ด้วยการปลดโจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ต่อมา ก.พ.อ. ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเพิกถอนคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการและสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ แต่ลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โดยอ้างเหตุผลว่าคำสั่ง ก.พ.อ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการและให้โจทก์กลับเข้ารับราชการดังเดิมตามมติ ก.พ.อ. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก โดยมีคำขอส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรียกร้องอันมีมูลเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางรัชนี นิคมเขตต์ โจทก์ รองศาสตราจารย์นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี นิคมเขตต์
จำเลย — รองศาสตราจารย์นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 95/2557
#568418
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินกับพวกอ้างว่า มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียงบางส่วน เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบและเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่ง และให้สอบสวนเปรียบเทียบออกโฉนดที่ดินให้ทั้งแปลง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การ โดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสงวนนอกเขตทาง คำสั่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่ง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีก็เป็นไป เพื่อขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและการขอออกโฉนดที่ดินตามสิทธิของตน เป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสงวนของกรมทางหลวงเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๕/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดกระบี่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ นายษนกร ณ ถลาง หรือดำรงแก้วช่วย ที่ ๑ นางกัลยาณี ณ ถลาง ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ สาขาอ่าวลึก ที่ ๒ อธิบดีกรมทางหลวง ที่ ๓ ผู้อำนวยการสำนักงานบำรุงทางพังงา ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๒/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๕ ตำบลเขาใหญ่ (อ่าวลึกใต้) อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน โดยเมื่อปี ๒๕๕๔ เจ้าของที่ดินเดิมได้นำหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๕ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ คัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่า นำรังวัดรุกล้ำและทับที่ดินสงวนตามประกาศอำเภออ่าวลึก ที่ ๘๓/๒๔๘๒ ของกรมทางหลวง แปลงช่องเขาไม้แก้วบางส่วน เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๘๓ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงยื่นคำขอสวมสิทธิการรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ปรากฏว่า คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้มาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทำการสอบสวนเปรียบเทียบได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเฉพาะส่วนที่ดินที่มิได้พิพาท ส่วนที่ดินที่พิพาทให้คู่กรณีนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่งประกาศอำเภออ่าวลึก ที่ ๘๓/๒๔๘๒ เป็นเอกสารหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นเอกสารที่กรมทางหลวงจัดทำขึ้นใหม่เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้ประกาศสงวนหวงห้ามตามขั้นตอนของกฎหมาย ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อีกทั้งกรมทางหลวงยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทถือว่ารัฐถือครองที่ดินพิพาทเหมือนเอกชน กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่าไม่มีอำนาจสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินตามที่รังวัดได้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เนื่องจากต้องรอผลการรังวัดที่ดินสงวนหวงห้ามของกรมทางหลวงว่ามีเนื้อที่ครบหรือไม่ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้กรมที่ดินมีคำสั่งใหม่ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทั้งแปลง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเฉพาะส่วนที่ดินที่มิได้พิพาท อันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินด้วยความรอบคอบ ชอบด้วยระเบียบกฎหมายแล้ว และเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่อาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินส่วนที่พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ สั่งการได้เช่นกันเนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมิได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และมิได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทมีลักษณะต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน จึงใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทำการสอบสวนเปรียบเทียบที่ดินส่วนที่พิพาทไม่ได้ คำสั่งออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ดินที่มิได้พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยระเบียบกฎหมายแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสงวนนอกเขตทาง ประเภทเพื่อใช้เป็นแหล่งวัสดุงานทาง คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเฉพาะส่วนที่กรมทางหลวงไม่ได้คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดิน ส่วนที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่กรมทางหลวงอ้างว่าได้สงวนหวงห้ามไว้ตามประกาศอำเภออ่าวลึก ที่ ๘๓/๒๔๘๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทำการสอบสวนเปรียบเทียบ การออกคำสั่งพิพาท จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งและออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงตามที่รังวัดได้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อันเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อเป็นข้อพิพาทที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายออกคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาจากข้อหาหลักแห่งคดีและคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ขอให้มีการแก้ไขเยียวยาทางศาล ซึ่งเป็นข้อหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองและเป็นคำขอที่ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งทางปกครองแล้ว ประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ในการพิจารณา และศาลปกครองจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาเท่านั้น มิใช่ประเด็นหลักแห่งคดี คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดกระบี่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การที่จะพิจารณาว่าสมควรจะเพิกถอนหรือมีคำสั่งใหม่ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เป็นการกระทำหรือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องเกี่ยวกับการถูกโต้แย้งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จำเป็นจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติและวินิจฉัยก่อนว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทหรือไม่ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในข้อหาแห่งคดี จึงต้องวินิจฉัยให้ได้ข้อยุติเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๕ ซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ๔ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่า นำรังวัดรุกล้ำและทับที่ดินสงวนตามประกาศอำเภออ่าวลึก ที่ ๘๓/๒๔๘๒ ของกรมทางหลวง แปลงช่องเขาไม้แก้วบางส่วน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงยื่นคำขอสวมสิทธิการรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบ ปรากฏว่า คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้มาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทำการสอบสวนเปรียบเทียบได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเฉพาะส่วนที่ดินที่มิได้พิพาท ส่วนที่ดินที่พิพาทให้คู่กรณีนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่งประกาศอำเภออ่าวลึก ที่ ๘๓/๒๔๘๒ เป็นเอกสารหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นเอกสารที่กรมทางหลวงจัดขึ้นใหม่เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้ประกาศสงวนหวงห้ามตามขั้นตอนของกฎหมาย ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อีกทั้งกรมทางหลวงยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ถือว่ารัฐถือครองที่ดินพิพาทเหมือนเอกชน กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่าไม่มีอำนาจสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้กรมที่ดินมีคำสั่งใหม่ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทั้งแปลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ ที่ ๒ ให้การโดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทมีลักษณะต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ไม่อาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินส่วนที่พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ คำสั่งออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ดินที่มิได้พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยระเบียบกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสงวนนอกเขตทาง ประเภทเพื่อใช้เป็นแหล่งวัสดุงานทาง คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ก็เป็นไปเพื่อขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและการขอออกโฉนดที่ดินตามสิทธิของตนเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสงวนของกรมทางหลวงเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายษนกร ณ ถลาง หรือดำรงแก้วช่วย ที่ ๑ นางกัลยาณี ณ ถลาง ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ สาขาอ่าวลึก ที่ ๒ อธิบดีกรมทางหลวง ที่ ๓ ผู้อำนวยการสำนักงานบำรุงทางพังงา ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายษนกร ณ ถลาง หรือดำรงแก้วช่วย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2557
#568417
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ป่าสงวนหรือที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ให้จำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดที่ดินทับที่ของโจทก์ จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยจำเลยที่ ๓ แต่งตั้งตัวแทนร่วมการรังวัด เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดิน การรังวัดปักหลักแนวเขตเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๔ /๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว)

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ นายขัน จินดาสวัสดิ์ โดยนายสงวน จินดาสวัสดิ์ ผู้รับมอบอำนาจ ที่ ๑ กับพวกรวม ๗ คน โจทก์ ยื่นฟ้อง นายอำเภอปัว ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาปัว ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศิลาเพชร ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) เป็นคดีหมายเลข ดำที่ ๑๐๖/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ ๑ ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัดน่าน ต่างได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาอย่างเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ป่าสงวนหรือที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ให้จำเลยที่ ๒ นำช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาปัว ทำการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงสาธารณประโยชน์ (ห้วยสะโลก) ทับที่ของโจทก์ทั้งเจ็ด ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียสิทธิในการครอบครองที่ดิน โดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ทราบ จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ดและไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและให้ระงับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท โดยแจ้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำทำการรังวัด ตลอดจนการระวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองแนวเขต โดยจำเลยที่ ๓ แต่งตั้งตัวแทนร่วมการรังวัด การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน การรังวัดปักหลักแนวเขตเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่าที่พิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดต่างได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาไม่มีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิ จำเลยทั้งสามทำการรังวัดและเจตนาออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ของโจทก์ทั้งเจ็ด ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียสิทธิในการครอบครองที่ดิน และจำเลยทั้งสามมิได้กระทำการตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีจึงมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นของโจทก์ทั้งเจ็ดหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และจำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยทั้งสามจึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้การรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของจำเลยที่ ๒ จะเป็นขั้นตอนการพิจารณาทางปกครองเพื่อนำไปสู่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่ขั้นตอนดังกล่าวก็เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง และหากการดำเนินการประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงส่งผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดก็มีสิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองดังกล่าวของจำเลยทั้งสามหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย ตามคำฟ้องอ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่างได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาอย่างเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ป่าสงวนหรือที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ให้จำเลยที่ ๒ นำช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาปัว ทำการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงสาธารณประโยชน์ (ห้วยสะโลก) ทับที่ของโจทก์ทั้งเจ็ด ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียสิทธิในการครอบครองที่ดิน โดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ทราบ จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ดและไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและให้ระงับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทโดยแจ้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำทำการรังวัด ตลอดจนการระวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองแนวเขต โดยจำเลยที่ ๓ แต่งตั้งตัวแทนร่วมการรังวัด การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน การรังวัดปักหลักแนวเขตเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งเจ็ดในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งเจ็ดได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายขัน จินดาสวัสดิ์ โดยนายสงวน จินดาสวัสดิ์ ผู้รับมอบอำนาจ ที่ ๑ กับพวกรวม ๗ คน โจทก์ นายอำเภอปัว ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน สาขาปัว ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศิลาเพชร ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขัน จินดาสวัสดิ์ โดยนายสงวน จินดาสวัสดิ์
ผู้รับมอบอำนาจ ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — นายอำเภอปัว ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2557
#568413
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นอดีตพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่าจ่ายเงินบำนาญโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการทำงาน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การคำนวณและจ่ายบำนาญชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการคำนวณและจ่ายบำนาญอันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานให้ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายแพ่ง สัญญาจ้างทำงานดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับจากการทำงานซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าปฏิบัติงาน คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๓/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นางสมจิตต์ วรสัมพันธ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๘๑/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๒๕ ตำแหน่งพนักงานตรวจสอบ อัตราเงินเดือนชั้น ๓ ซึ่งขณะนั้นมีข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพ กำหนดสูตรหรือวิธีคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสาม (ซึ่งต่อมาเรียกว่าบำนาญ) ตลอดจนมีหลักประกันความมั่นคงในสิทธิและประโยชน์กรณีพนักงานออกจากงานไว้ โดยระเบียบใดๆ ของธนาคารซึ่งจะพึงมีขึ้นหรือแก้ไขเพิ่มเติมในภายหน้าจะเป็นผลให้เสื่อมสิทธิหรือประโยชน์ของพนักงานที่มีอยู่แล้วในวันวางระเบียบการใหม่หรือแก้ไขเพิ่มไม่ได้และคงให้มีผลใช้บังคับได้นับแต่วันที่ได้วางระเบียบการใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ต่อมาในปี ๒๕๓๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่พนักงาน แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนดังกล่าว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยกำหนดสูตรหรือวิธีคำนวณบำนาญตลอดจนมีหลักประกันความมั่นคงในสิทธิและประโยชน์กรณีพนักงานออกจากงานไว้เช่นเดิม ต่อมาในปี ๒๕๔๕ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้มีบันทึกลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เรื่อง การให้สิทธิพนักงานสมัครเข้าระบบค่าตอบแทนใหม่ แจ้งเวียนให้พนักงานเฉพาะที่ยังอยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญแสดงความประสงค์ว่าจะเลือกระบบค่าตอบแทนแบบใดใน ๓ ทางเลือกตามความสมัครใจ กล่าวคือ ทางเลือกที่ ๑ เข้าระบบค่าตอบแทนใหม่โดยยังคงรับบำเหน็จบำนาญตามแนวทางที่ผู้ถูกฟ้องดีที่ ๑ กำหนด ทางเลือกที่ ๒ เข้าระบบค่าตอบแทนใหม่และขอเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแทนการรับบำเหน็จ และทางเลือกที่ ๓ ขออยู่ในระบบค่าตอบแทนปัจจุบัน หากมิได้แสดงความประสงค์ชัดเจนว่าจะเลือกทางเลือกใดภายในเวลาที่กำหนด ให้แสดงว่าพนักงานผู้นั้นประสงค์จะคงอยู่ในระบบเดิมคือทางเลือกที่ ๓ ต่อไป ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะอยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญต่อไป แต่เชื่อโดยสุจริตว่าแม้จะเปลี่ยนวิธีคำนวณบำเหน็จบำนาญก็จะไม่มีผลให้เสื่อมสิทธิและประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้หนังสือให้แสดงความประสงค์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดก็มิได้ระบุว่าวิธีการคำนวณบำเหน็จบำนาญดังกล่าวจะมีผลให้เสื่อมสิทธิและประโยชน์ของพนักงานที่มีอยู่แล้วและมิได้ให้ทางเลือกเป็นอย่างอื่น ผู้ฟ้องคดีจึงแสดงความประสงค์เลือกทางเลือกที่ ๑ ต่อมาในปี ๒๕๔๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เมื่อคำนวณเงินบำนาญตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพ แล้วผู้ฟ้องคดีจะได้รับเงินบำนาญเดือนละ ๓๘,๗๒๐ บาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายเงินบำนาญเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ให้ผู้ฟ้องคดีเพียงเดือนละ ๒๙,๘๓๗.๘๗ บาท ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้คำนวณเงินบำนาญและจ่ายเงินบำนาญให้ถูกต้องครบถ้วน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าได้คำนวณและจ่ายเงินบำนาญถูกต้องตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพนักงาน (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เคยเห็นหรือรับทราบถึงข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพนักงาน (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ประทับ "ลับ" มาก่อน และข้อบังคับดังกล่าวก็ไม่มีบัญชีอัตราเงินเดือนของพนักงานแนบท้าย การคำนวณเงินและการจ่ายเงินบำนาญของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ทั้งยังขัดกับข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพและข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีจากการละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวในเรื่องการคำนวณและการจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีผลให้เสื่อมสิทธิและประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่เดิม ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพและข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ ให้เพิกถอนวิธีการคำนวณบำนาญที่มีผลให้เสื่อมสิทธิและประโยชน์ของพนักงานที่มีอยู่แล้วตามธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพและข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ ให้เพิกถอนหนังสือชี้แจงการคำนวณและจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดี ให้จ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีเดือนละ ๓๘,๗๒๐ บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป กับให้จ่ายเงินบำนาญในส่วนที่จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ครบถ้วนตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๕ รวมเป็นเงิน ๖๒,๑๗๔.๙๑ บาท พร้อมดอกเบี้ย

อนึ่ง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะในส่วนข้อหาที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีเดือนละ ๓๘,๗๒๐ บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป กับให้จ่ายเงินบำนาญในส่วนที่จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ครบถ้วน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การคำนวณและจ่ายบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีและได้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ตามเนื้อหาของคดีที่พิพาทเป็นคดีแรงงาน มิใช่คดีปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ถูกต้องตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพ และข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ อันเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินบำนาญน้อยลงซึ่งรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีประสงค์จะฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจทางปกครองออกคำสั่งจ่ายบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๔๔ กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิใช่รัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาว่าเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองออกคำสั่งจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบอันเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองหรือเป็นกรณีพิพาทอันเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติไม่ถูกต้องตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพในเรื่องเงินบำนาญซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการทำงานตามสัญญาจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพ และข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติถึงสิทธิและประโยชน์ซึ่งพนักงานพึงได้รับในการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานให้ กับทั้งได้จัดให้มีเงินทุนเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานกำหนดสิทธิประโยชน์เมื่อออกจากงานในรูปของเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวไม่ใช่ข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษอันเป็นการใช้อำนาจเหนือของฝ่ายปกครองตามระบบกฎหมายมหาชน และเป็นเพียงอำนาจในการบริหารและบังคับบัญชาของนายจ้างโดยทั่วไปที่ปรากฏในสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายเอกชน โดยข้อบังคับทั้งสองฉบับเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการทำงานถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและการฟ้องคดีนี้ก็เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับจากการทำงานซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าปฏิบัติงานในฐานะพนักงานตามสัญญาจ้าง ประเด็นแห่งคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกบำนาญส่วนที่ขาดและฟ้องขอให้จ่ายเงินบำนาญให้ครบถ้วนนั้นจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองออกคำสั่งโดยมิชอบหรือเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้มาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๔๔ จะกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ ก็เป็นกรณีมิให้นำกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับในส่วนที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์หรือหมู่คณะเพื่อมิให้เกิดความเสียหายในระบบการเงินการคลังของประเทศเท่านั้น หาใช่เป็นกรณีกฎหมายห้ามมิให้นำกฎหมายเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางแรงงานมาใช้บังคับกับข้อพิพาทคดีนี้และมิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าการจ่ายเงินบำนาญให้แก่พนักงานเพื่อตอบแทนการทำงานตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยมิใช่เป็นการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับเพื่อตอบแทนการทำงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้นลักษณะนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ถูกต้องตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพ และข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่กลับคำนวณและจ่ายเงินบำนาญตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพนักงาน (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ทำให้มีผลเสื่อมสิทธิและประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่เดิม ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖๘) เรื่อง เงินทุนเลี้ยงชีพและข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๙ กับให้จ่ายเงินบำนาญในส่วนที่จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ครบถ้วน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การคำนวณและจ่ายบำนาญชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องแล้ว ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการคำนวณและจ่ายบำนาญของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานให้ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้าง อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่ง สัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดให้มีเงินทุนเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานกำหนดสิทธิประโยชน์เมื่อออกจากงานในรูปของเงินบำเหน็จบำนาญภายใต้ข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ว่าด้วยสิทธิและประโยชน์ของพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการทำงานตามสัญญาจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่กล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ถูกต้องตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการทำงาน กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับจากการทำงานซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าปฏิบัติงานในฐานะพนักงานตามสัญญาจ้าง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน แม้มาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๔๔ กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาเขตอำนาจศาล เพียงแต่กำหนดว่าการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไปเท่านั้น คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสมจิตต์ วรสัมพันธ์ ผู้ฟ้องคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมจิตต์ วรสัมพันธ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2557
#568410
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ลูกจ้างยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)นายจ้างว่า ได้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรใหม่จัดแบ่งส่วนงานมีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานหรือขอให้รับกลับเข้าทำงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมและขอให้จ่ายค่าชดเชยกับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้ถูกฟ้องให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ออกระเบียบ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๒/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕ นางสาวพรรษมนตร์ คูภูมิใจสกุล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๙๗/๒๕๕๕ ความว่า เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตำแหน่งนักบริหารงานทั่วไปและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและตำแหน่งอื่นๆ อีกหลายตำแหน่ง ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๘/๒๕๕๕ ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีมติให้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรและจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ใหม่ มีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม จึงไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ และแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามอายุงาน ๘ เดือน และเงินชดเชยกรณีให้ออกจากงานโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า ๒ เดือน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าชดเชยดังกล่าว ซึ่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าสำนักงาน ก.พ.ร. แจ้งความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามที่ได้หารือว่า องค์การมหาชนเป็นองค์กรที่มิได้แสวงหากำไรไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่บังคับแก่นายจ้างให้จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ ถึงมาตรา ๑๒๒ แต่คณะกรรมการองค์การมหาชนสามารถกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง หรือจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง หรือจ่ายค่าชดเชยการออกจากงานกรณีเกษียณอายุของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างได้ โดยจะต้องกำหนดไว้เป็นข้อบังคับหรือระเบียบ หรือระบุในสัญญาจ้าง ตามนัยมาตรา ๒๔ (๓) (ก) (ค) (จ) แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังมิได้ดำเนินการแต่อย่างใด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้มีการจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ค่าชดเชยเป็นพิเศษกรณีสั่งให้ออกจากงานโดยทันที พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรและการแบ่งส่วนงานใหม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบตามสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีข้อสังเกตเป็นเหตุให้เลิกจ้างผู้ฟ้องคดี เพราะไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ แต่ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่ได้ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง และยังไม่มีการกำหนดงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดเชย จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ออกระเบียบว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ถูกเลิกจ้างใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕ ทั้งผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องออกจากงานตามข้อบังคับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๔๒, ข้อ ๔๕ และข้อ ๔๖ แต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้จงใจละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควรแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ระเบียบและตามมติคณะรัฐมนตรี จึงไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นองค์การมหาชนเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง สำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ มีหน้าที่บริหารกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ โดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาทแรงงาน การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้างและการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เมื่อมีข้อพิพาทไม่จำต้องระงับข้อพิพาทโดยองค์คณะที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้างดังเช่นในคดีแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดี จึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานบริการสาธารณะกับหน่วยงานทางปกครอง ข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่มีคู่สัญญาฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างบุคคลผ่านกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็เป็นเพียงวิธีการในการบรรจุแต่งตั้งพนักงานอันเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการบริหารงานบุคคลตามที่คณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับ เพื่อให้การดำเนินการบริหารงานบุคคลเป็นไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ หาใช่เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองหรือยอมลดฐานะของตนลงในการเข้าทำสัญญาจ้างพนักงานหรือลูกจ้างให้มีฐานะเท่าเทียมกันกับพนักงานหรือลูกจ้างอันมีผลทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยอ้างว่ามีการยุบงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม ไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นคำขอที่เกี่ยวข้องกับสิทธิตามสัญญาทางปกครองระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุ เนื่องจากมีการยุบเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่และส่วนงานบางส่วนอันเกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร จึงขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยอาศัยอำนาจตามนัยมาตรา ๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า "กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน.." ก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวเพียงกำหนดไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับเท่านั้น แต่การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงจ่ายค่าจ้าง ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้ออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุ จึงฟ้องขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจ่ายค่าชดเชย และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ลักษณะของนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีมติให้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรและจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ใหม่ มีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม และแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเงินชดเชย และเงินชดเชยกรณีให้ออกจากงานโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ดำเนินการเนื่องจากยังมิได้กำหนดไว้เป็นข้อบังคับหรือระเบียบ หรือระบุในสัญญาจ้าง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการจ่ายค่าชดเชยและค่าชดเชยเป็นพิเศษกรณีสั่งให้ออกจากงานโดยทันที พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรและการแบ่งส่วนงานใหม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่ได้ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง และยังไม่มีการกำหนดงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดเชย จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ และมิได้จงใจละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควรแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ระเบียบและตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องออกจากงานตามข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๔๒, ข้อ ๔๕ และข้อ ๔๖ เป็นเหตุให้ไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวเพียงกำหนดไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม และไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวพรรษมนตร์ คูภูมิใจสกุล ผู้ฟ้องคดี สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวพรรษมนตร์ คูภูมิใจสกุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ
ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 91/2557
#568406
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ลูกจ้างยื่นฟ้องสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)นายจ้างว่า ได้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรใหม่จัดแบ่งส่วนงานมีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานหรือขอให้รับกลับเข้าทำงานโดยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมและขอให้จ่ายค่าชดเชยกับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้ถูกฟ้องให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ออกระเบียบ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๑/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ นางสาวปียาภรณ์ อังวราวงศ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๑ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๘๑/๒๕๕๕ และเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นางสาวปียาภรณ์ อังวราวงศ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๑ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๐๑/๒๕๕๕ ศาลสั่งให้รวมทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน โดยให้สำนวนแรกเป็นสำนวนหลัก ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบอาวุโส ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งมีคำสั่งที่ ๘/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน โดยอ้างว่าในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ มีมติให้ออกประกาศสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๖/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕ กำหนดโครงสร้างองค์กรและจัดแบ่งส่วนงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใหม่ อันมีผลให้มีการยุบเลิกตำแหน่งของเจ้าหน้าที่และส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม จึงไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ซึ่งในกรณีของผู้ฟ้องคดีสัญญาจ้างเกิดขึ้นโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุมัติจ้างตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการจ้างให้จัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจภายใต้วัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานและจ่ายเงินตกเบิก เงินสำรองเลี้ยงชีพ เงินเลื่อนขั้นประจำปี ดอกเบี้ย รวมถึงเงินอื่นๆ ที่ยังไม่ได้จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์จึงไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้นั้นถือว่าผิดสัญญา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน และให้มีผลให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานเช่นเดิม ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ ตำแหน่งและเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายอื่นๆ รวมเป็นเงิน ๗๙๐,๖๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรและการแบ่งส่วนงานใหม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบตามสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีข้อสังเกตเป็นเหตุให้เลิกจ้างผู้ฟ้องคดี เพราะไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ แต่ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่ได้ออกระเบียบข้อบังคับ ประกาศ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง และยังไม่มีการกำหนดงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดเชย จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ออกระเบียบว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ถูกเลิกจ้างใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้จงใจละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควรแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ระเบียบและตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งผู้ฟ้องคดีมิได้ร้องทุกข์ตามข้อบังคับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ จึงไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ ไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาทแรงงาน การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้าง และการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เมื่อมีข้อพิพาทไม่จำต้องระงับข้อพิพาทโดยองค์คณะที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้างดังเช่นในคดีแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับผู้ฟ้องคดี จึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานบริการสาธารณะกับหน่วยงานทางปกครอง ข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่มีคู่สัญญาฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนการทำสัญญาจ้างบุคคลผ่านกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็เป็นเพียงวิธีการในการบรรจุแต่งตั้งพนักงานอันเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการบริหารงานบุคคลตามที่คณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับ เพื่อให้การดำเนินการบริหารงานบุคคลเป็นไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ หาใช่เป็นการสละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองหรือยอมลดฐานะของตนลงในการเข้าทำสัญญาจ้างพนักงานหรือลูกจ้างให้มีฐานะเท่าเทียมกันกับพนักงานหรือลูกจ้างอันมีผลทำให้สัญญาดังกล่าวไม่เป็นสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงานโดยอ้างว่ามีการยุบงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม ไม่สามารถกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเช่นเดิมและให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การมหาชนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน จากบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า กิจการขององค์การมหาชน ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตาม แต่ในขณะนั้นผู้ฟ้องคดีถูกคำสั่งให้ออกจากงานนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังไม่มีระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ (๓) (ค) (จ) แม้ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะออกระเบียบมาใช้บังคับ แต่ผู้ฟ้องคดีถูกเลิกจ้างก่อนที่จะออกระเบียบนี้ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทั้งหมดและเฉพาะส่วนของผู้ฟ้องคดี กับให้มีผลย้อนหลังถึงวันออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่นเดิม และได้สิทธิประโยชน์ ตำแหน่ง และเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าชดเชยและดอกเบี้ยนั้น เมื่อไม่มีระเบียบข้อบังคับที่จะให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จ่ายเงินค่าตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกสำนักงานเลิกจ้างด้วยเหตุยุบหรือเลิกตำแหน่ง ทั้งนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็มาจากสัญญาจ้างพนักงานเข้าทำงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากงาน โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีมติให้ออกประกาศกำหนดโครงสร้างองค์กรและจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ใหม่ มีผลให้ยุบเลิกตำแหน่งและส่วนงานบางส่วนตามโครงสร้างองค์กรเดิม และแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเงินชดเชย และเงินชดเชยกรณีให้ออกจากงานโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ดำเนินการเนื่องจากยังมิได้กำหนดไว้เป็นข้อบังคับหรือระเบียบ หรือระบุในสัญญาจ้าง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการจ่ายค่าชดเชยและค่าชดเชยเป็นพิเศษกรณีสั่งให้ออกจากงานโดยทันที พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การปรับโครงสร้างองค์กรและการแบ่งส่วนงานใหม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่ได้ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอันเป็นประโยชน์ตอบแทนสำหรับการเลิกจ้าง และยังไม่มีการกำหนดงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดเชย จึงไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีได้ และมิได้จงใจละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควรแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ระเบียบและตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องออกจากงานตามข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๔๒, ข้อ ๔๕ และข้อ ๔๖ เป็นเหตุให้ไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวเพียงกำหนดไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนมาใช้บังคับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม และไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวปียาภรณ์ อังวราวงศ์ ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๑ คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ที่ ๒ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวปียาภรณ์ อังวราวงศ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2557
#568403
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติถูกอดีตพนักงานยื่นฟ้องตามสัญญาจ้าง ขอให้ร่วมกันชำระเงินเพิ่มจากการเลื่อนเงินเดือน ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการขาดรายได้เพราะต้องตกงาน และเงินสบทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งระบุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงจ้างและผู้ฟ้องคดีตกลงรับจ้างทำงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ภายในระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญา โดยกำหนดอัตราเงินเดือนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องจ่ายให้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละเดือนมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้ว่ากฎหมายที่จัดตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะกำหนดว่า กิจการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมก็ตาม แต่ก็ได้บัญญัติรับรองไว้ว่าผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติอาจกำหนดเรื่องประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายทั้งสามฉบับก็ได้ เพียงแต่ต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำกับบุคคลใดอันมีลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะไม่กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๐/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ นางณัฎฎา พัฒนวรพันธุ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ ๑ กับพวกรวม ๘ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๓๘/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้แทนของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๘ เป็นคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ กลุ่มงานบริหาร เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๐ และสิ้นสุดการจ้าง ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ในอัตราค่าจ้างเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจ้างพนักงาน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๑ ต่อมาคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีมติให้ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้มีการ สรรหารองผู้อำนวยการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใหม่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีฐานะเป็นพนักงานตามข้อ ๓ ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ แม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะต้องออกจากงานด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ตามข้อ ๑๙ ของระเบียบดังกล่าว แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดไม่ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีเพื่อพิจารณาต่อสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเช่นเดียวกับพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ระดับปฏิบัติการ อีกจำนวน ๑๕๐ คน ซึ่งทำสัญญาจ้างเช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการตกงาน ขาดรายได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันชำระค่าเสียหายกรณีเงินเพิ่มจากการเลื่อนเงินเดือน ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ค่าเสียหายจากการขาดรายได้เพราะต้องตกงาน และเงินสบทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดให้การว่า การบรรจุและแต่งตั้งตำแหน่งรองผู้อำนวยการนั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓ วรรคสอง และระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยผู้อำนวยการจะต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองก่อน ซึ่งต่างจากพนักงานระดับปฏิบัติการที่ผู้อำนวยการมีอำนาจบรรจุแต่งตั้งได้ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิด ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย และคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นคดีแรงงาน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสำนักงานใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้แทนของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๘ เป็นคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยที่มาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อาจแต่งตั้งรองผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัตินี้ ประกอบกับ ข้อ ๑๓ ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาผู้ที่มีคุณวุฒิ ความสามารถ ความจัดเจน การริเริ่ม และความเหมาะสมกับตำแหน่งรองผู้อำนวยการ เสนอชื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านก่อน และเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงสั่งบรรจุและแต่งตั้งหรือเลื่อนตำแหน่งได้ กรณีตามคำฟ้องและคำขอเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และข้อ ๑๓ ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ดำเนินการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๘ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงาน สทบ. เพื่อการต่อสัญญาจ้างดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีเพื่อการต่อสัญญาจ้างเช่นพนักงานระดับปฏิบัติการ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุไม่ต่อสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย แม้ผู้ฟ้องคดีจะมิได้ฟ้องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเพื่อเรียกค่าเสียหายในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๘ ก็ตาม แต่ศาลปกครองสามารถเรียกให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเข้ามาในคดีในฐานะผู้ร้องสอดได้ เพื่อให้รับผิดในผลละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำคู่ความแล้ว ผู้ฟ้องคดีมีฐานะเป็นพนักงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ตามสัญญาจ้าง ฉบับลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๑ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ กลุ่มงานบริหาร ทั้งนี้ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กองทุนหมู่บ้านมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นนิติบุคคล แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แก่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ซึ่งตามมาตรา ๒๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการต่าง ๆ ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีฐานะเป็นพนักงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยอาศัยสัญญาจ้างพนักงานสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ กลุ่มงานบริหาร แม้ว่าตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๓ จะกำหนดว่า กิจการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ก็มิได้หมายความว่านิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เป็นนายจ้างลูกจ้างกันแต่อย่างใด แต่การพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีต้องพิเคราะห์ถึงสัญญาจ้างพนักงานสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ฉบับลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๑ แล้ว เห็นว่า สัญญาดังกล่าวมีการกำหนดในเรื่องลักษณะงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ ระยะเวลาการจ้างงาน ค่าจ้าง ตลอดจนการกำหนดเรื่องสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีจะได้รับจากกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว ประกอบกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องเงินเพิ่มที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ได้จ่าย เงินชดเชยกรณีเลิกจ้าง ค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีขาดรายได้และเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อันเป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกร้องกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาจ้าง และใช้สิทธิเรียกร้องตามที่ได้รับการรับรองไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ หามีคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องส่วนใดที่มีลักษณะขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่ คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิ หรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันเป็นคดีแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๖) เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตราดังกล่าว โดยกำหนดให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นเป็นคดีประเภทหนึ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีนี้เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานตามสัญญาจ้าง ฉบับลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๑ โดยมีสาระสำคัญของสัญญาข้อ ๑ ข้อ ๓ และข้อ ๔ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงจ้างและผู้ฟ้องคดีตกลงรับจ้างทำงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ในอัตราค่าจ้างเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีตกลงจะทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงจะให้สินจ้างแก่ผู้ฟ้องคดีตลอดเวลาที่ทำงานให้ อันเข้าลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้ว่าพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๓ จะกำหนดว่า กิจการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมก็ตาม แต่ความตอนท้ายของมาตราเดียวกันนั้น ก็บัญญัติรับรองไว้ว่าผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ฉะนั้น ความในมาตรา ๑๓ ดังกล่าวจึงเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติอาจกำหนดเรื่องประโยชน์ตอบแทนที่จะตกได้แก่ผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ก็ได้ เพียงแต่ประโยชน์ตอบแทนนั้นต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำกับบุคคลใดอันมีลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะไม่กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องเงินเพิ่มที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ได้จ่าย เงินชดเชยกรณีเลิกจ้าง ค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีขาดรายได้และเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อันเป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกร้องกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาจ้าง และใช้สิทธิเรียกร้องตามที่ได้รับการรับรองไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางณัฎฎา พัฒนวรพันธุ์ ผู้ฟ้องคดี สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ ๑ กับพวกรวม ๘ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางณัฎฎา พัฒนวรพันธุ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ 1
กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2557
#568389
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เทศบาลเมืองนนทบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้แทนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกเอกชนยื่นฟ้องตามสัญญาซื้อขายรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือครุภัณฑ์การช่วยชีวิตฉุกเฉิน ขอให้ชำระเงินค่ารถ และคืนหนังสือค้ำประกัน เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองซื้อรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินจากโจทก์นั้น ก็เพื่อใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล ตามภารกิจด้านการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๙/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ บริษัทโตโยต้านนทบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานเทศบาลเมืองบางบัวทอง ที่ ๑ นายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๙๒๐/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ผบ. ๕๔๐/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๑ ได้มีประกาศเทศบาลเมืองบางบัวทอง เรื่องประมูลซื้อด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง จำนวน ๒ รายการ คือรถยนต์พยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน พร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือครุภัณฑ์การช่วยชีวิตฉุกเฉิน จำนวน ๑ คัน และรถยนต์บรรทุก (ดีเซล) ขนาด ๖ ล้อ ๖ ตัน แบบกระบะเหล็กพร้อมหลังคาปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ ซีซี จำนวน ๑ คัน โจทก์เข้าร่วมประมูลตามประกาศดังกล่าวในรายการที่ ๑ โดยปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไขการเข้าประมูล จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาเนื่องจากโจทก์เป็นผู้เสนอราคาได้ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือครุภัณฑ์การช่วยชีวิตฉุกเฉิน ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ (หลังคาสูง) สีขาว จำนวน ๑ คัน กับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน ๑,๖๘๕,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์และจดเล่มทะเบียนและขอป้ายทะเบียนตามกฎหมายให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินตามสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒,๐๐๑,๔๕๖.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑,๖๘๕,๐๐๐ บาท และให้ส่งมอบหนังสือค้ำประกันคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ส่งมอบรถยนต์มีคุณลักษณะถูกต้องตามรายละเอียดในสัญญาซื้อขาย แต่ที่ยังไม่อนุมัติการเบิกจ่ายเพราะโจทก์ผู้ขายมีหน้าที่ต้องขอยกเว้นภาษีสรรพสามิต ให้แก่จำเลยที่ ๑ และส่งมอบทะเบียนรถยนต์โดยได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้ขายที่จะต้องดำเนินการขอยกเว้นภาษีให้จำเลยที่ ๑ เมื่อโจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนรถยนต์ โดยได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ทันภายในกำหนดกันเงินงบประมาณ การส่งมอบสิ่งของของโจทก์จึงยังไม่ครบถ้วน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายรถยนต์ตามฟ้อง แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างฝ่ายต่างแสดงเจตนาด้วยใจสมัครในฐานะที่เท่าเทียมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองได้ตกลงว่ามอบหมายให้โจทก์ใช้อำนาจทางปกครอง หรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนรัฐแต่อย่างใด ทั้งสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองหรือวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้งไม่ปรากฏสัญญาข้อใดมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ว่ามีอยู่เหนือโจทก์ แม้ว่าสัญญาข้อสุดท้ายจะระบุสิทธิการขยายทำการตามสัญญา หรือของดหรือลดค่าปรับได้ นั้น อยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ ๑ ที่จะพิจารณาได้ก็ตาม แต่ในสัญญาข้อเดียวกัน ก็มีข้อตกลงระบุเป็นข้อยกเว้น เรื่องการใช้ดุลพินิจของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว โดยห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ ยกขึ้นอ้างในเรื่องที่ให้ถือว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องในการที่จะขอขยายเวลาหรือของดหรือลดค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นต่อโจทก์ กรณีเหตุเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหลักฐานชัดแจ้งหรือจำเลยที่ ๑ ทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้นไว้เช่นกัน ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวเช่นนี้ย่อมบ่งบอกและชี้ชัดแสดงให้เห็นถึงฐานะของคู่สัญญาที่เท่าเทียมกันแล้ว หาใช่เป็นการให้เอกสิทธิ์แก่จำเลยที่ ๑ แต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายดังกล่าวก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าได้ให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลด้วย สัญญาซื้อขายพิพาทจึงมิใช่เป็นสัญญาทางปกครองอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โดยเฉพาะให้มีและบำรุงสถานที่ทำการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาล จำเลยทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามลำดับ โดยที่สัญญาซื้อขายรถยนต์พยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว มีสาระสำคัญให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนจัดหาและส่งมอบรถยนต์พยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือครุภัณฑ์การช่วยชีวิตฉุกเฉิน เพื่อใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาลตามภารกิจด้านการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง ซึ่งรถยนต์พยาบาลกู้ชีพดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญของจำเลยทั้งสองในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและคืนหนังสือค้ำประกัน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๑/๒๕๔๖ ที่ ๘/๒๕๔๘ ที่ ๑๕/๒๕๕๐ ที่ ๑๘/๒๕๕๐ ที่ ๓๗/๒๕๕๐ ที่ ๔/๒๕๕๑ ที่ ๙/๒๕๕๑ ที่ ๒๗/๒๕๕๑ ที่ ๒๓/๒๕๕๔ ที่ ๒๘/๒๕๕๔ ที่ ๓๘/๒๕๕๔ ที่ ๗/๒๕๕๕ และที่ ๙/๒๕๕๕ ที่ ๕๙/๒๕๕๖ และที่ ๗๔/๒๕๕๖

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการ จำเลยทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาซื้อขายรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน ขอให้ชำระเงินค่ารถ และคืนหนังสือค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายรถดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๓ โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ให้มีและบำรุงสถานที่ทำการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้ การที่จำเลยทั้งสองซื้อรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือครุภัณฑ์การช่วยชีวิตฉุกเฉินจากโจทก์นั้น ก็เพื่อใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล ตามภารกิจด้านการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น สัญญาซื้อขายรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทโตโยต้านนทบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด โจทก์ สำนักงานเทศบาลเมืองบางบัวทอง ที่ ๑ นายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้านนทบุรี ผู้จำหน่ายโตโยตา จำกัด
จำเลย — สำนักงานเทศบาลเมืองบางบัวทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2557
#568388
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นขอรังวัดตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกทม ตามหลักฐาน น.ส.ล. เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองนครราชสีมา โดยปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รังวัดที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทั้งหกซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์เข้าไปในเขต น.ส.ล. ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปิดป้ายประกาศทางราชการห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเข้าไปในที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่อยู่นอกหลักฐาน ส.ป.ก. และที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ดังนี้ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหกในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งหกตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลความแห่งคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีหมายเลขแดง ของศาลปกครองนครราชสีมาซึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๘/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖ นายเป๊ะ ใจกล้า ที่ ๑ นายสมพงษ์ ทุมจารย์ ที่ ๒ นางหนู มาศจันทร์ ที่ ๓ นายเสาร์ อนุพันธ์ ที่ ๔ นางเฟื่อง บุตรปัญญา ที่ ๕ นายโพธิ์ หูกทอง ที่ ๖ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลสะแกโพรง ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๘/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นขอรังวัดตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกทมสาธารณประโยชน์ ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ บร ๐๐๘๗๐ ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมา คดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๘ ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหก ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์เข้าเป็นเขต น.ส.ล. ดังกล่าว โดยที่ดินดังกล่าวได้รับแจกเอกสาร ส.ป.ก. มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ และยังไม่ได้ถูกเพิกถอน โดยที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แม้จะได้รังวัดกันออกจากเขต น.ส.ล. ตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมา แต่มีที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ที่มีหลักฐาน ส.ป.ก. ได้ถูกรังวัดเข้าไปในเขต น.ส.ล. เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกไปตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งหกไม่เข้าใจเกี่ยวกับการรังวัด จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปิดป้ายประกาศทางราชการห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเข้าไปในที่ดินพิพาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่อยู่นอกหลักฐาน ส.ป.ก. และที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ครอบครองที่ดินมีหลักฐาน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกทมสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีที่ ๕ และที่ ๖ ได้ครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่มีเอกสารสิทธิ ย่อมเป็นการครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมานาน ก็ไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้กับรัฐ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองนครราชสีมา คดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๘ อันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่มีอำนาจหน้าที่สั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนการดำเนินการรังวัดตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินและพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ การฟ้องว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ตลอดจนฟ้องว่าการรังวัดตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกและรังวัดทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกครอบครองและทำประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้การที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลจะต้องวินิจฉัยให้ได้ความเป็นที่ยุติเสียก่อนว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกอ้างว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด นอกจากนี้เมื่อมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกันกับคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๘ ของศาลปกครองนครราชสีมา และมีผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีบางรายเป็นคู่กรณีเดียวกัน อีกทั้งที่ดินพิพาททั้งสองคดีอยู่ในบริเวณเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่าแม้เป็นการรังวัดเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง คดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๘ แต่มีที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ บางส่วนที่อยู่นอกเขต ส.ป.ก. ที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่าครอบครองทำประโยชน์อยู่ถูกรังวัดรวมเข้าไปในเขต น.ส.ล.ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ บร ๐๐๘๗๐ ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ในส่วนทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่อยู่นอกหลักฐาน ส.ป.ก. ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ แม้จะเคยฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่อศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๘ ก็ตาม แต่คดีดังกล่าวมีประเด็นต้องวินิจฉัยในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ เพียงว่า กองวิชาการเกษตรนำรั้วลวดหนามมาล้อมในบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น มิได้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน ซึ่งแม้ผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ จะเป็นเพียงผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. แต่ก็กล่าวอ้างว่ามีที่ดินส่วนอื่นรวมอยู่ด้วย ทั้งการที่คณะกรรมการปฏิรูปจะพิจารณาให้ทำประโยชน์หรือไม่ก็จะต้องดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ถือครองทำประโยชน์อยู่เดิม หากเป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้องตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูป ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ ดังนี้ แม้จะเป็นเพียงผู้มีสิทธิขออนุญาตแต่ย่อมถือว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหกที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นที่ยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นขอรังวัดตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกทมสาธารณประโยชน์ ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองนครราชสีมา ปรากฏว่า ที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ที่มีหลักฐาน ส.ป.ก. ได้ถูกรังวัดเข้าไปในเขต น.ส.ล. เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกไปตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งหกไม่เข้าใจเกี่ยวกับการรังวัด จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปิดป้ายประกาศทางราชการห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเข้าไปในที่ดินพิพาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่อยู่นอกหลักฐาน ส.ป.ก. และที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ครอบครองที่ดินมีหลักฐาน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกทมสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีที่ ๕ และที่ ๖ ได้ครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่มีเอกสารสิทธิ ย่อมเป็นการครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นไปตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองนครราชสีมา อันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้พิพากษายกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่มีอำนาจหน้าที่สั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหกในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งหกตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มูลความแห่งคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔/๒๕๔๘ ของศาลปกครองนครราชสีมาและได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเป๊ะ ใจกล้า ที่ ๑ นายสมพงษ์ ทุมจารย์ ที่ ๒ นางหนู มาศจันทร์ ที่ ๓ นายเสาร์ อนุพันธ์ ที่ ๔ นางเฟื่อง บุตรปัญญา ที่ ๕ นายโพธิ์ หูกทอง ที่ ๖ ผู้ฟ้องคดี สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลสะแกโพรง ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลักษณะคดีปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายเป๊ะ ใจกล้า ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2557
#571282
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องว่า ตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและแบ่งที่ดินบางส่วนเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ ๑ ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๒ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๓ ว่า ตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงพิพาทเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑๐ ตารางวา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลงเชื่อจึงออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททับที่ดินของโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าว เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้อำนาจแก่จำเลยที่ ๓ ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดินโดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ให้แก่จำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๗/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุดรธานีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ นางเพียร เรืองประทีป ที่ ๑ นายประจักษ์ พรมกุลัง ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางบัวสด เหลาแสน ที่ ๑ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๕๕/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ เป็นน้องเขยของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข เลขที่ ๘๓๑๓ อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๗๐ ตารางวา ซึ่งเดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินแปลงใหญ่มีเนื้อที่ ๙๖ ไร่ เป็นที่ดินของโจทก์ที่ ๑ และนายสุข เรืองประทีป สามีของโจทก์ที่ ๑ โดยโจทก์ที่ ๑ และสามีได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทรวมระยะเวลากว่า ๖๐ ปี ได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดและยกให้ลูกหลานรวมทั้งจำเลยที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์แทนเป็นครั้งคราว ในปี ๒๕๓๕ โจทก์ที่ ๑ และสามีได้แบ่งขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ให้แก่โจทก์ที่ ๒ เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งแปลงเนื้อที่ ๙๖ ไร่ ร่วมกับโจทก์ที่ ๑ และสามีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโจทก์ที่ ๑ และสามีได้แบ่งที่ดินแปลงพิพาทให้แก่บุตรทั้ง ๖ คน โดยแบ่งให้จำเลยที่ ๑ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ต่อมาสามีโจทก์ที่ ๑ ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ จึงได้ครอบครองที่ดินเรื่อยมา ในปี ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ว่าที่ดินของจำเลยที่ ๑ มีเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๗๐ ตารางวา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินทับที่ดินของโจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑๒ ไร่ ๗๐ ตารางวา และทับที่ดินของโจทก์ที่ ๒ จำนวน ๑๕ ไร่ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ไม่สามารถยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๑ และยื่นคำร้องขอให้หน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปแปลงพิพาท แต่จำเลยทั้งสามกลับเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินพิพาท พร้อมทั้งห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาทในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าขาดประโยชน์

ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๒ เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นคู่ความได้

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของที่ดินไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินคนละส่วนและครอบครองตลอดระยะเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ที่ดินพิพาทไม่อาจโอนให้แก่กันได้ การซื้อขายที่ดินของโจทก์ทั้งสองจึงต้องห้ามตามกฎหมาย

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ใบเสร็จรับชำระภาษีบำรุงท้องที่ไม่ใช่หลักฐานการแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทที่เป็นของรัฐมอบให้จำเลยที่ ๓ นำมาใช้ปฏิรูปที่ดินแก่เกษตรกร จำเลยที่ ๓ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยชอบด้วยกฎหมายตามระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ที่ดินพิพาทเป็นของรัฐต้องห้ามมิให้จำหน่ายหรือซื้อขายกัน หรือโอนสิทธิ เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม โจทก์ที่ ๑ จึงไม่อาจแบ่งขายให้แก่โจทก์ที่ ๒ ได้ โจทก์ทั้งสองไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และไม่มีสิทธิเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ที่ ๑ อ้างว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ที่ ๑ และนายสุข เรืองประทีป สามีของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเข้าครอบครองทำประโยชน์มาตลอด โจทก์ที่ ๑ และสามีขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๑๕ ไร่ และร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ ภายหลังจากแบ่งที่ดินให้แก่บุตรทั้ง ๖ คน โดยแบ่งให้แก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๕ ไร่ เมื่อสามีถึงแก่ความตายโจทก์ที่ ๑ จึงครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ในปี ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ แจ้งข้อความ อันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินและนำเจ้าพนักงานเข้ารังวัดที่ดินและแจ้งว่าตนเองมีที่ดิน ๔๒ ไร่ ๗๐ ตารางวา ทำให้จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยที่ ๓ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ ๘๓๑๓ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองจำนวน ๒๗ ไร่ ๗๐ ตารางวา และห้ามจำเลยที่ ๑ เข้าเกี่ยวข้องและแสดงว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินในส่วนดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า เข้าทำประโยชน์ในที่ดินมา ๑๐ ปี โจทก์ที่ ๒ ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินดังกล่าวได้เนื่องจากต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิในที่ดินเนื่องจากเป็นที่ดินรัฐ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า แบ่งที่ดินตามเจตนาของสามีโจทก์ที่ ๑ เนื่องจากการจัดสรรที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินตามกฎหมายจึงแบ่งให้กับทายาททุกคน โจทก์ที่ ๒ ไม่อาจซื้อที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้เนื่องจากเป็นสิทธิเฉพาะตัว โจทก์ที่ ๒ ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของโจทก์ที่ ๑ และนายสุข โจทก์ทั้งสองไม่อาจอ้างใบเสร็จการรับชำระภาษีบำรุงท้องที่มาแสดงสิทธิในที่ดินได้ เนื่องจากไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสิทธิครอบครองในที่ดิน คดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ โต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามที่โจทก์ทั้งสองขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๓ เป็นส่วนราชการซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่อยู่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบมาตรา ๑๙ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ พิจารณาออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข) ให้กับจำเลยที่ ๑ โดยผลจากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ ๑ ที่จะเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามขอบเขตและจำนวนเนื้อที่ซึ่งระบุไว้ในเอกสารสิทธิฉบับดังกล่าว กรณีการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองของจำเลยที่ ๓ และเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข ที่ออกให้กับจำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งคดีนี้โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ได้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข เลขที่ ๘๓๑๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ รวมเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๗๐ ตารางวา ซึ่งที่ดินตามเอกสารสิทธิดังกล่าวมีที่ดิน ซึ่งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองรวมอยู่ด้วย กรณีจึงเห็นได้ว่าลักษณะข้อพิพาทอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๓ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข ให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชน และหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข เลขที่ ๘๓๑๓ อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๗๐ ตารางวา เดิมเป็นที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๑ และสามีได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๙๖ ไร่ โจทก์ที่ ๑ และสามีขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ให้แก่โจทก์ที่ ๒ เข้าครอบครองและทำประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ที่ ๑ และสามีได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตร โดยแบ่งให้จำเลยที่ ๑ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ เมื่อสามีโจทก์ที่ ๑ ถึงแก่ความตายจึงได้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมา จำเลยที่ ๑ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททับที่ดินของโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสืออนุญาตที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของที่ดินไม่มีอำนาจฟ้อง การซื้อขายที่ดินของโจทก์ทั้งสองจึงต้องห้ามตามกฎหมาย จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ใบเสร็จรับชำระภาษีบำรุงท้องที่ไม่ใช่หลักฐานการแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทที่เป็นของรัฐมอบให้จำเลยที่ ๓ นำมาใช้ปฏิรูปที่ดินแก่เกษตรกร จำเลยที่ ๓ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตามระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ที่ดินพิพาทเป็นของรัฐต้องห้ามมิให้จำหน่ายหรือซื้อขาย หรือโอนสิทธิ เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้อำนาจแก่จำเลยที่ ๓ ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดินโดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงการจัดให้มีที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยนำที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่รัฐซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามกฎหมายเพื่อจัดให้แก่เกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่า หรือเข้าทำประโยชน์และให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ข) ให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเพียร เรืองประทีป ที่ ๑ นายประจักษ์ พรมกุลัง ที่ ๒ โจทก์ นางบัวสด เหลาแสน ที่ ๑ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพียร เรืองประทีป ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นางบัวสด เหลาแสน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 86/2557
#568387
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าที่ดินพิพาท บิดาของโจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ จำเลยซื้อที่ดินจากประชาชนที่ครอบครองและทำประโยชน์ไปพัฒนาโดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากจำเลยพัฒนาที่ดินและออกโฉนดที่ดินแล้ว จะขายที่ดินคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในขณะนั้น บิดายกที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์จนถึงปัจจุบัน จากนั้นจำเลยประกาศเรื่องการซื้อขายที่ดินทุ่งหมาหิว โดยโจทก์มีชื่อในทะเบียนคุมโฉนดที่ดินของจำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอซื้อที่ดินแต่จำเลยแจ้งว่าสามีโจทก์ไม่มีรายชื่อในประกาศของจำเลย ทำให้โจทก์ไม่สามารถซื้อที่ดินโฉนดคืนจากจำเลย ขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามประกาศ จำเลยให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด โดยได้ที่ดินมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและจัดรูปที่ดิน ภายหลังมีความประสงค์จะขายที่ดินให้กับราษฎรเจ้าของเดิม แต่ผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวขาดคุณสมบัติ และโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน เห็นว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินเพื่อไปพัฒนาและออกโฉนดที่ดิน เมื่อจำเลยดำเนินการแล้วเสร็จจะขายที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ดังนั้นข้อตกลงในการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาและขายที่ดินคืนเจ้าของเดิมดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ในการบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทตามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๖ /๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖ นางประมร เหล่าสาร โดยนายสำราญ เหล่าสาร ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๓๗/๒๕๕๖ ความว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๓๗ ตำบลจิกเทิง อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่ดิน ส.ค. ๑ ของนายเก่ง พันธ์คำ บิดาของโจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๐๘ จำเลยซื้อที่ดินบริเวณทุ่งหมาหิวจากประชาชนที่ครอบครองและทำประโยชน์รวมทั้งที่ดินของนายเก่งไปพัฒนาโดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากจำเลยพัฒนาที่ดินและออกโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยจะขายที่ดินคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในขณะนั้น ต่อมา นายเก่งได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์จนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี ๒๕๔๐ สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย จากนั้นจำเลยประกาศลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ เรื่องการซื้อขายที่ดินทุ่งหมาหิว โดยโจทก์มีชื่อในทะเบียนคุมโฉนดที่ดินทุ่งหมาหิวของจำเลย และในปี ๒๕๕๖ นายสำราญ เหล่าสาร สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอซื้อที่ดินต่อจำเลย แต่จำเลยแจ้งว่าสามีโจทก์ไม่มีรายชื่อในประกาศของจำเลยดังกล่าว ทำให้โจทก์ไม่สามารถซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๓๗ คืนจากจำเลย ทั้งที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิจะซื้อที่ดินตามรายชื่อทะเบียนคุมโฉนดที่ดินทุ่งหมาหิวและตามประกาศของจำเลย ขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามประกาศของจำเลย เรื่องการซื้อขายที่ดินทุ่งหมาหิว ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ โดยขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๓๗ คืนให้แก่โจทก์ กับให้รับเงินค่าที่ดินดังกล่าว และไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนด เลขที่ ๗๔๓๗ โดยได้ที่ดินมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานของจำเลยเพื่อพัฒนาและจัดรูปที่ดิน ภายหลังมีความประสงค์จะขายที่ดินให้กับราษฎรเจ้าของเดิม แต่นายสำราญ เหล่าสาร ผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว ขาดคุณสมบัติของผู้ซื้อที่ดินตามประกาศของจำเลย ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ โจทก์จึงไม่มีรายชื่อในทะเบียนผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว และโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อแล้ว โจทก์ขาดคุณสมบัติในการซื้อที่ดินคืน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นว่าจำเลยซื้อที่ดินบริเวณทุ่งหมาหิวจากชาวบ้านรวมทั้งที่ดินของนายเก่ง พันธ์คำ บิดาโจทก์ ประชาชนไปพัฒนาและออกโฉนดที่ดินแล้ว เสร็จแล้วจำเลยจะทำการขายที่ดินคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน นายเก่งได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน โจทก์จึงใช้สิทธิซื้อที่ดินของนายเก่งคืนแต่จำเลยไม่ยอม ดังนั้นจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญาได้กระทำต่อกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เท่านั้น ไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลและจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งรวมการบำรุงและการส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร เมื่อมูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยดำเนินการตามอำนาจหน้าที่จัดซื้อที่ดิน สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยกับนายเก่ง บิดาโจทก์ เพื่อไปพัฒนาและออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยจะขายที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์ในการบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร ตามมาตรา ๓๑ (๕) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง นอกจากนี้การที่จำเลยโดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี อาศัยอำนาจตามความ มาตรา ๓๕/๕ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ และข้อ ๑๕๕ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๙ ออกประกาศองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เรื่องการซื้อขายที่ดินทุ่งหมาหิวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี จึงเป็นคำสั่งทางปกครองทั่วไป การที่จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า นายสำราญ สามีของโจทก์ขาดคุณสมบัติในการซื้อขายที่ดินพิพาทตามประกาศของจำเลยซึ่งถือเป็นการปฏิเสธไม่รับคำเสนอซื้อของโจทก์และสามีโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงเป็นการโต้แย้งว่าจำเลยมีคำสั่งไม่รับเสนอ ซื้อที่ดินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือ จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามคำฟ้องโจทก์ อ้างว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๗๔๓๗ เดิมเป็นที่ดิน ส.ค. ๑ ของนายเก่ง พันธ์คำ บิดาของโจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๐๘ จำเลยซื้อที่ดินบริเวณทุ่งหมาหิวจากประชาชนที่ครอบครองและทำประโยชน์รวมทั้งที่ดินของนายเก่งไปพัฒนาโดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากจำเลยพัฒนาที่ดินและออกโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยจะขายที่ดินคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในขณะนั้น ต่อมา นายเก่งยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ครอบครองทำประโยชน์ จนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี ๒๕๔๐ สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย จากนั้นจำเลยประกาศลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ เรื่องการซื้อขายที่ดินทุ่งหมาหิว โดยโจทก์มีชื่อในทะเบียนคุมโฉนดที่ดินทุ่งหมาหิวของจำเลยและในปี ๒๕๕๖ นายสำราญ เหล่าสาร สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอซื้อที่ดินต่อจำเลย แต่จำเลยแจ้งว่าสามีโจทก์ไม่มีรายชื่อในประกาศของจำเลย ทำให้โจทก์ไม่สามารถซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๓๗ คืนจากจำเลย ทั้งที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิจะซื้อที่ดินตามรายชื่อทะเบียนคุมโฉนดที่ดินทุ่งหมาหิวและตามประกาศของจำเลย ขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามประกาศของจำเลย เรื่องการซื้อขายที่ดินทุ่งหมาหิว ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ โดยขายที่ดินโฉนด เลขที่ ๗๔๓๗ คืนให้แก่โจทก์ กับให้รับเงินค่าที่ดินดังกล่าวและไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนด เลขที่ ๗๔๓๗ โดยได้ที่ดินมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานของจำเลยเพื่อพัฒนาและจัดรูปที่ดิน ภายหลังมีความประสงค์จะขายที่ดินให้กับราษฎรเจ้าของเดิม แต่นายสำราญ เหล่าสาร ผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว ขาดคุณสมบัติของผู้ซื้อที่ดิน ตามประกาศของจำเลย ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ โจทก์จึงไม่มีรายชื่อในทะเบียนผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว และโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อแล้ว โจทก์ขาดคุณสมบัติในการซื้อที่ดินคืน เห็นว่า เมื่อมูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินเพื่อไปพัฒนาและออกโฉนดที่ดิน เมื่อจำเลยดำเนินการแล้วเสร็จจะขายที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่เจ้าของเดิมหรือผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ดังนั้นข้อตกลงในการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาและขายที่ดินคืนเจ้าของเดิมดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์ในการบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่านายสำราญ เหล่าสาร สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอซื้อที่ดินแปลงพิพาทคืนจากจำเลย แต่จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า นายสำราญ สามีของโจทก์ขาดคุณสมบัติในการซื้อขายที่ดินพิพาทตามประกาศของจำเลยซึ่งถือเป็นการปฏิเสธไม่รับคำเสนอซื้อของโจทก์และสามีโจทก์ ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีที่มีข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาท ตามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางประมร เหล่าสาร โดยนายสำราญ เหล่าสาร ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2539 ข้อ 155
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประมร เหล่าสารโดยนายสำราญ เหล่าสาร ผู้รับมอบอำนาจ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 85/2557
#568386
เปิดฉบับเต็ม

กรณีฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ และบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ไม่ควบคุมการดำเนินงานของจำเลยที่ ๒ ที่กระทำในกิจการของตน โดยจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องป้องกัน มิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สัญจร และต้องร่วมกันจัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในบริเวณที่จำเลยที่ ๒ เปิดฝาบ่อพักทิ้งไว้ แต่จำเลยทั้งสองไม่กระทำ เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่บุตรของโจทก์ขับขี่มาล้มลงและศีรษะฟาดพื้นเสียชีวิต ขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันมีลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๕ /๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๕ นางรัชนี ศรีอดุลย์พันธุ์ มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอรรถพล ศรีอดุลย์พันธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ การไฟฟ้านครหลวง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๑๗/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๔ นายอรรถพล ศรีอดุลย์พันธุ์ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปตามถนนเพชรเกษมขาเข้าจากหนองแขมมุ่งหน้าไปบางแค ในช่องจราจรที่ ๑ ด้วยความเร็วปกติโดยใช้ความระมัดระวังตามปรกติวิสัยของวิญญูชนทั่วไป เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณปากซอยเพชรเกษม ๙๒/๒ จำเลยที่ ๒ ได้เปิดฝาบ่อพักทิ้งไว้ เพื่อดำเนินงานในกิจการของจำเลยที่ ๒ ทำให้ผิวจราจรบริเวณดังกล่าวเป็นหลุมบ่อซึ่งอยู่ในพื้นผิวจราจร โดยไม่ได้จัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย ซึ่งจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพปกติ และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ครอบครอง และดูแลความเรียบร้อยของถนนดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินการควบคุมการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลผู้สัญจร โดยจะต้องร่วมกันจัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในบริเวณดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำถือว่าจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายอรรถพลขับขี่มาล้มลง ทำให้ศีรษะของนายอรรถพลฟาดพื้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลและซ่อมแซมพื้นผิวจราจรในเขตความรับผิดชอบ โดยจัดเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกไปสำรวจและตรวจตราสภาพพื้นผิวจราจรบนถนนทุกสายทุกวัน ถือเป็นการใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรและพฤติการณ์แล้ว อีกทั้งจำเลยที่ ๒ ได้เข้าใช้พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุโดยพลการและไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุจราจรของผู้ตายเอง ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้ครอบครองและรักษาความเรียบร้อยของถนนที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ ส่วนจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ที่ต้องซ่อมแซมพื้นผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติ แต่กลับไม่ดำเนินการแต่อย่างใด ทั้งนี้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บุคลผู้สัญจรในการที่จะต้องร่วมกันจัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าว ถือว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายอรรถพล ศรีอดุลย์พันธุ์ ขับขี่มาล้มลง ทำให้ศีรษะฟาดพื้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ เหตุที่โจทก์กล่าวอ้างนำมาฟ้องคดีนี้มิได้เป็นผลโดยตรงจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ อันเป็นกิจการทางปกครอง รวมถึงการกำหนดแบบแปลนและรูปแบบทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำที่จะดำเนินการก่อสร้างให้ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม และการทำนุบำรุงให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้การได้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการเข้าตรวจตรา บำรุงและรักษาถนนให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีและปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ที่ใช้ถนนสัญจรไปมาอยู่เสมอ แต่กลับละเลยปล่อยให้จำเลยที่ ๒ เปิดฝาบ่อพักทิ้งไว้บนผิวถนนโดยไม่มีเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในบริเวณที่เปิดฝาบ่อพัก จนเป็นเหตุให้บุตรชายของโจทก์ขับขี่รถจักรยานยนต์มาบริเวณดังกล่าวแล้วล้มลงศีรษะฟาดพื้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อันเป็นผลโดยตรงจากการละเลยจากการใช้อำนาจหน้าที่ในการตรวจตราดูแลสิ่งสาธารณูปโภคให้ใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบแห่งความปลอดภัยดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า นายอรรถพล ศรีอดุลย์พันธุ์ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปตามถนนเพชรเกษมขาเข้าจากหนองแขมมุ่งหน้าไปบางแคในช่องจราจรที่ ๑ ด้วยความเร็วปกติโดยใช้ความระมัดระวังตามปกติวิสัยของวิญญูชนทั่วไป เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณปากซอยเพชรเกษม ๙๒/๒ จำเลยที่ ๒ ได้เปิดฝาบ่อพักทิ้งไว้ เพื่อดำเนินงานในกิจการของจำเลยที่ ๒ ทำให้ผิวจราจรบริเวณดังกล่าว เป็นหลุมบ่อซึ่งอยู่ในพื้นผิวจราจร โดยไม่ได้จัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย ซึ่งจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพปกติ และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองและดูแลความเรียบร้อยของถนนดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินการควบคุมการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลผู้สัญจร โดยจะต้องร่วมกันจัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในบริเวณดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำถือว่าจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายอรรถพลขับขี่มาล้มลงทำให้ศีรษะของนายอรรถพลฟาดพื้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ความระมัดระวัง ดูแลและซ่อมแซมพื้นผิวจราจรในเขตความรับผิดชอบ โดยจัดเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกไปสำรวจและตรวจตราสภาพพื้นผิวจราจรบนถนนทุกสายทุกวัน ถือเป็นการใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรและพฤติการณ์แล้ว อีกทั้งจำเลยที่ ๒ ได้เข้าใช้พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุโดยพลการ และไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุจราจรของผู้ตายเอง ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ รวมถึงการกำหนดแบบแปลนและรูปแบบทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำที่จะดำเนินการก่อสร้างให้ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม และการทำนุบำรุงให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้การได้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองและดูแลความเรียบร้อยของถนนพิพาท ไม่ได้ควบคุมการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลผู้สัญจร และจะต้องร่วมกันจัดให้มีเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในบริเวณที่จำเลยที่ ๒ เปิดฝาบ่อพักทิ้งไว้ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่บุตรของโจทก์ขับขี่มาล้มลงและศีรษะฟาดพื้นเสียชีวิตดังกล่าว กรณีพิพาทตามฟ้องคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันมีลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางรัชนี ศรีอดุลย์พันธุ์ โจทก์ กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ การไฟฟ้านครหลวง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรค1 (3)
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522
พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี ศรีอดุลย์พันธุ์ มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ
นายอรรถพล ศรีอดุลย์พันธุ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2557
#568385
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคลังพัสดุพร้อมงานพิเศษ (พัทยา) เพื่อใช้ในกิจการของจำเลย แต่แบบแปลนไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง และจำเลยอนุมัติแบบแปลนล่าช้า ทำให้งานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด เมื่อโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๗ และที่ ๘ แต่จำเลยไม่ยอมตรวจรับให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้ จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ ตามสัญญาก่อสร้างอาคารคลังพัสดุพร้อมงานพิเศษ (พัทยา) เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับเก็บเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมทุกชนิด สำหรับปรับปรุงขยายข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งอะไหล่ของเครื่องและอุปกรณ์สำหรับให้บริการประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๔/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหชัยสัตหีบ โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๐๑/๒๕๕๖ ความว่า จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคลังพัสดุพร้อมงานพิเศษ (พัทยา) เพื่อใช้ในกิจการของจำเลย เป็นเงิน ๑๒,๐๕๘,๙๐๐ บาท เมื่อโจทก์ลงมือก่อสร้างปรากฏว่าแบบแปลน แผนผังและรายละเอียดงานก่อสร้างในส่วนฐานราก (เสาเข็ม) แนบท้ายสัญญาจ้างผิดพลาดคลาดเคลื่อนจนถึงขนาดไม่สามารถยึดถือในการก่อสร้างได้ อันเป็นส่วนสาระสำคัญและเป็นความผิดของจำเลย นอกจากนี้จำเลยจัดทำและพิจารณาอนุมัติแบบแปลน แผนผัง และรายละเอียดงานก่อสร้างที่จำเป็นต้องแก้ไขล่าช้าเกินสมควรเป็นอย่างมาก เป็นสาเหตุสำคัญทำให้งานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๗ และที่ ๘ แต่จำเลยไม่ยอมตรวจรับ และมีเจตนาส่อทุจริตจ่ายเงินค่าจ้างให้โจทก์ล่าช้า ไม่ครบถ้วน และเพิกเฉยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์

จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในเวลาที่กำหนด ศาลมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารคลังพัสดุ พร้อมงานพิเศษ (พัทยา) ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีวัตถุประสงค์เป็นการก่อสร้างอาคาร ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บเครื่องมืออุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริการด้านโทรคมนาคมของจำเลย เห็นว่า อาคารดังกล่าวเป็นเพียงอาคารสำหรับเก็บวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการโทรคมนาคมเท่านั้น ตัวอาคารไม่ได้มีวัตถุประสงค์ใช้เป็นสถานที่ติดต่อให้บริการประชาชนทั่วไป และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมของจำเลย การก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องโดยตรงอันจะทำให้การบริการสาธารณะของจำเลยบรรลุผล สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าว จึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าจ้างและค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นเรื่องฟ้องร้องผิดสัญญาจ้างในทางแพ่งเท่านั้น กรณีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคลังพัสดุโทรคมนาคม ซึ่งตั้งอยู่ ณ สำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตตะวันออก จังหวัดชลบุรี ตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารคลังพัสดุโทรคมนาคมพร้อมงานพิเศษ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับเก็บเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมทุกชนิด สำหรับปรับปรุงขยายข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งอะไหล่ของเครื่องและอุปกรณ์สำหรับให้บริการประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งต้องมีเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมเก็บไว้ในอาคารคลังพัสดุโทรคมนาคมในจำนวนที่เพียงพอต่อการให้บริการโทรคมนาคมและการบำรุงรักษาเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมต่อเนื่องอยู่เสมอ อาคารคลังพัสดุโทรคมนาคมดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตตะวันออก จังหวัดชลบุรี เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านกิจการโทรคมนาคมของจำเลยบรรลุผล นอกจากนี้ในข้อสัญญายังมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของคู่สัญญาฝ่ายรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผล อีกทั้งสัญญานี้ใช้สัญญาแบบปรับราคาได้ในการคำนวณเพิ่มหรือลดค่าจ้าง ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขหลักเกณฑ์และวิธีการตามรายละเอียดในมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะพิเศษที่ไม่พบในสัญญาทางแพ่งตามกฎหมายเอกชน สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารคลังพัสดุโทรคมนาคมดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ทั้งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐและมีข้อสัญญาที่ไม่พบในสัญญาทางแพ่ง ทั้งนี้เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านกิจการโทรคมนาคมของจำเลยให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้เงินตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารคลังพัสดุโทรคมนาคมพร้อมงานพิเศษของสำนักบริการลูกค้า กสท เขตตะวันออก จังหวัดชลบุรี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๙/๒๕๕๑ ที่ ๓๑/๒๕๔๘ ที่ ๑๒/๒๕๔๘ และที่ ๑/๒๕๔๘

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคลังพัสดุพร้อมงานพิเศษ (พัทยา) เพื่อใช้ในกิจการของจำเลย เมื่อโจทก์ลงมือก่อสร้างปรากฏว่าแบบแปลนไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง นอกจากนี้จำเลยอนุมัติแบบแปลนล่าช้าเกินสมควร ทำให้งานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด เมื่อโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๗ และที่ ๘ แต่จำเลยไม่ยอมตรวจรับให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคมทุกลักษณะ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ ตามสัญญาก่อสร้างอาคารคลังพัสดุพร้อมงานพิเศษ (พัทยา) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับเก็บเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมทุกชนิด สำหรับปรับปรุงขยายข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งอะไหล่ของเครื่องและอุปกรณ์สำหรับให้บริการประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด สหชัยสัตหีบ โจทก์ บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหชัยสัตหีบ
จำเลย — บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2557
#571281
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าเสียหายตามสัญญาจ้างสร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ และให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันสัญญาจ้างจึงต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้มีที่ทำกินเพื่อยังชีพอย่างเพียงพอและยั่งยืน รวมตลอดถึงให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ สร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาหรือจัดให้มีมุ้งคลุมแปลงมะละกอซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรในการปลูกมะละกอและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรมตามอำนาจหน้าที่หลักของโจทก์ให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๓/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดธัญบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดธัญบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทธรรมการ จำกัด ที่ ๑ บริษัทธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดธัญบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๗๑๗/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ สร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ ณ เขตนิคมเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ ๙ ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี จำนวน ๕ หลัง พื้นที่ ๑๑ ไร่ ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน ๑,๕๘๔,๐๐๐ บาท กำหนดเวลาแล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ ต้องก่อสร้างตามแบบและใช้วัสดุอุปกรณ์ให้ได้คุณภาพตามที่กำหนด หากมีความชำรุดเสียหายเกิดขึ้นภายใน ๑ ปี จำเลยที่ ๑ ต้องแก้ไขโดยไม่ชักช้า หากไม่ดำเนินการภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รับแจ้ง โจทก์มีสิทธิทำการนั้นเองหรือจ้างผู้อื่นทำการ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการทำสัญญาของจำเลยที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๗๙,๒๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ส่งมอบงานให้แก่โจทก์ โดยได้รับชำระค่าจ้างครบถ้วนแล้ว ต่อมาเกิดความชำรุดบกพร่องเสียหายขึ้น เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ใช้วัสดุก่อสร้างไม่ถูกต้อง ไม่ทำตามมาตรฐานแห่งหลักวิชา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายจำนวน ๑,๓๕๒,๒๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๙,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ข้อตกลงตามสัญญามีลักษณะเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นภายหลังส่งมอบงานเกิดจากเหตุสุดวิสัยและความบกพร่องในการออกแบบและกำหนดรายละเอียดวัสดุสัมภาระของโจทก์เอง มิได้เกิดจากความบกพร่องของจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ตามฟ้อง หากโจทก์จะถูกโต้แย้งสิทธิตามสัญญาและเสียหายจริง จำเลยที่ ๑ ก็รับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน ๗๙๒,๐๐๐ บาท มิใช่ทั้งหมดตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิได้ผิดสัญญา ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างตามโครงสร้างหรือแบบที่โจทก์กำหนดถูกต้องและได้มาตรฐานแห่งหลักวิชาตามสัญญาจ้างแล้ว มิได้ผิดสัญญาจ้าง ไม่ต้องรับผิด ความเสียหายเกิดจากภัยธรรมชาติซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ และเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ส่งมอบงานให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งในสัญญาจ้างและสัญญาค้ำประกันก็มิได้ตกลงกันว่า หากความเสียหายเกิดจากภัยธรรมชาติซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดด้วย จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองจะว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ทำมุ้งคลุมแปลงมะละกอก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ แสดงเจตนาด้วยใจสมัครในฐานะที่เท่าเทียมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่ปรากฏข้อกำหนดใดในสัญญาจ้างดังกล่าวที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของโจทก์ว่ามีอยู่เหนือจำเลยที่ ๑ และมิได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองได้ตกลงมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนรัฐ ทั้งสัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองและมีภารกิจเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้มีที่ทำกินเพื่อยังชีพอย่างเพียงพอและยั่งยืน โดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในการจัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองเข้าทำประโยชน์ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรม ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการดำเนินการจัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินได้ทำสัญญาจ้างเหมาจัดทำมุ้งคลุมแปลงปลูกมะละกอว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้สร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ ณ เขตนิคมเศรษฐกิจพอเพียง โดยปักเสาโครงสร้างสำหรับกางมุ้งและขึงสลิงคลุมมุ้งตามแบบและคุณลักษณะเฉพาะแนบท้ายสัญญา สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาหรือจัดให้มีมุ้งคลุมแปลงมะละกอซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรในการปลูกมะละกอและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรมอันมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ให้บรรลุผล นอกจากนี้ สัญญาดังกล่าวยังมีข้อกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา ซึ่งจำเลยที่ ๑ ในฐานะเอกชนคู่สัญญาไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล่าวได้ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐที่มีเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกค่าเสียหายและค่าปรับตามสัญญาจ้างเหมาจัดทำมุ้งคลุมแปลงมะละกอดังกล่าว จึงเป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ทำกับโจทก์เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างเหมาจัดทำมุ้งคลุมแปลงมะละกอซึ่งเป็นสัญญาประธาน ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วย

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าเสียหายตามสัญญาจ้างสร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ ณ เขตนิคมเศรษฐกิจพอเพียง และให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันสัญญาจ้างดังกล่าว จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อโจทก์มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้มีที่ทำกินเพื่อยังชีพอย่างเพียงพอและยั่งยืน โดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการดำเนินการจัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้าง จำเลยที่ ๑ สร้างมุ้งคลุมแปลงมะละกอ ณ เขตนิคมเศรษฐกิจพอเพียง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาหรือจัดให้มีมุ้งคลุมแปลงมะละกอซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรในการปลูกมะละกอและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรม อันมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่หลักของโจทก์ให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ บริษัทธรรมการ จำกัด ที่ ๑ บริษัทธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — บริษัทธรรมการ จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2557
#568384
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครองและพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ดังนั้น การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์ปศุสัตว์ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกของจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินเป็นทุนประกอบอาชีพทางการเกษตรและเพื่อจัดซื้ออาหารสัตว์มาจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์ของจำเลยที่ ๑ สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนสัญญากู้ยืมเงินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จึงเป็นสัญญาทางปกครองด้วย และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๒/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดชัยภูมิ

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชัยภูมิโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๖ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ ยื่นฟ้องสหกรณ์ปศุสัตว์ชัยภูมิ จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๓๕๙/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ผบ. ๑๒๘๔/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่ง เลิกสหกรณ์จำเลยที่ ๑ และแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ ๔ เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ ๕ เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ ๖ เป็นเหรัญญิก จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ เป็นกรรมการ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑๔ ถึงที่ ๑๖ เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมศักดิ์ ศรีคำภา ผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ ๑ โดยเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จากโจทก์เป็นเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมเงินเป็นทุนประกอบอาชีพทางการเกษตร ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๓ และเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จากโจทก์เป็นเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อจัดซื้ออาหารสัตว์ (สุกร) มาจำหน่าย ตามสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๔๔ ซึ่งสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับกำหนดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๔ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับเงินกู้ กำหนดชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดแลโจทก์บอกเลิกสัญญาจะต้องเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้ตามสัญญาทั้งสองฉบับไปถูกต้องครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ได้ชำระหนี้ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๓ ให้โจทก์เพียงบางส่วน ส่วนสัญญาเลขที่ ๓/๒๕๔๔ ไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญา ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ กับโจทก์ตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ โดยแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ตกลงยินยอมจ่ายดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ ๒ ต่อปี ตามยอดเงินกู้ยืมทุกขั้นตอนที่เป็นหนี้ ให้เริ่มคิดตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จนถึงวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ ๑ ครบถ้วนถูกต้อง จากนั้นจำเลยที่ ๑ และโจทก์ตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในส่วนของต้นเงินค้างชำระดอกเบี้ยและค่าปรับค้างชำระ ตามสัญญากู้ยืมเงิน เลขที่ ๑/๒๕๔๓ และเลขที่ ๓/๒๕๔๔ โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จากโจทก์ สัญญาเลขที่ พ.๑/๒๕๔๗ และเลขที่ พ.๒/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๗ โดยมีจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ นางสาวทองติ๋ว เกิดผล และนายสมศักดิ์ ศรีคำภา เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับกำหนดว่า โจทก์ได้ตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ และหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยและค่าปรับค้างชำระให้กับจำเลยที่ ๑ โดยตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ ๒ ต่อปี ของยอดเงินกู้ และตกลงการผ่อนชำระดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ โดยกำหนดชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ จำนวน ๒,๕๐๐ บาท หลังจากนั้นมิได้ชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามสัญญาทั้งสองฉบับ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสิบหกเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๒,๔๒๖,๗๐๗.๙๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑,๒๙๙,๔๓๓.๐๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๖ ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ให้การโดยสรุปว่า ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อในฐานะพยานเท่านั้น สัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๗ ที่ ๑๑ และที่ ๑๖ ให้การโดยสรุปว่า จำเลยที่ ๑ มีหนี้ตามฟ้องก่อนที่จำเลยที่ ๗ และที่ ๑๑ จะเข้ามาเป็นกรรมการ การกู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิก จำเลยที่ ๗ และที่ ๑๑ จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ต่อมาโจทก์มีคำสั่งเลิกสหกรณ์จำเลยที่ ๑ และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีมาดูแลบริหารจัดการทรัพย์สิน หนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๗ และที่ ๑๑ ไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ชำระบัญชีกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ และการชำระหนี้ จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ถูกต้องเพียงใด จำนวนยอดหนี้โจทก์ตามฟ้องจึงไม่อาจยืนยันโดยถูกต้องได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ส่วนจำเลยที่ ๑๖ ให้การว่า คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๓ ให้การว่า คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๗ และที่ ๑๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำสั่งเลิกสหกรณ์จำเลยที่ ๑ และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเป็นคำสั่งทางปกครอง รวมทั้งสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ตามฟ้อง เป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชัยภูมิพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์คดีนี้จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามที่จำเลยที่ ๗ และที่ ๑๑ กล่าวอ้างนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และคู่สัญญาตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและรายละเอียดการชำระหนี้ สาระสำคัญของสัญญาจึงยังคงเป็นเรื่องที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงิน โดยมีจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ นางสาวทองติ๋ว เกิดผล และนายสมศักดิ์ ศรีคำภา ตกลงค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสิบหกชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกันประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่า จำเลยทั้งสิบหกต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด ส่วนคำสั่งเลิกสหกรณ์จำเลยที่ ๑ และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทำสัญญาดังกล่าวตามฟ้อง ไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญญาและไม่ทำให้เนื้อหาของสัญญาเปลี่ยนแปลงไป หากจำเลยที่ ๗ และที่ ๑๑ เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ หรือ กพส. ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ตกลงทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์การเกษตรที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงิน กพส. ตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เลขที่ ๑/๒๕๔๓ เพื่อนำไปให้สมาชิกของจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเป็นทุนประกอบอาชีพทางเกษตร และตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เลขที่ ๓/๒๕๔๔ เพื่อนำไปจัดซื้ออาหารสัตว์ (สุกร) มาจำหน่ายให้แก่สมาชิกของจำเลยที่ ๑ การทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นวิธีการหรือมาตรการอย่างหนึ่งที่โจทก์ได้กระทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ กพส. และยังมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะสหกรณ์ประเภทสหกรณ์การเกษตรจัดหาเงินกู้ให้แก่สมาชิกเพื่อนำไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพทางการเกษตรและจัดหาวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์ของจำเลยที่ ๑ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญากู้ยืมเงิน กพส. ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงมีคู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะและเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดแสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง แม้ต่อมาจำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ผิดสัญญาเงินกู้ยืมทั้งสองฉบับดังกล่าว และมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยมีการจัดทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ รวม ๒ สัญญา คือ สัญญาเลขที่ พ.๑/๒๕๔๗ เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ในส่วนเงินต้นค้างชำระ และสัญญาเลขที่ พ.๒/๒๕๔๗ เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ในส่วนดอกเบี้ยและค่าปรับค้างชำระตามที่กำหนดในข้อ ๒ ของสัญญาทั้งสองฉบับ สัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เลขที่ พ.๑/๒๕๔๗ และเลขที่ พ.๒/๒๕๔๗ จึงเป็นสัญญาที่มีมูลหนี้เดิมมาจากสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เลขที่ ๑/๒๕๔๓ และเลขที่ ๓/๒๕๔๔ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองด้วย ส่วนจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยที่ ๑ ฉบับพิพาท และจำเลยที่ ๑๔ ถึงที่ ๑๖ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมศักดิ์ ศรีคำภา ผู้ค้ำประกัน เห็นว่า แม้หนังสือค้ำประกันดังกล่าว จะแยกต่างหากจากสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยที่ ๑ ฉบับพิพาทก็ตาม แต่หนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาประธานและเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ชำระบัญชีสหกรณ์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ก็เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๖ จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครองและพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและมีการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์สู่ระดับสากล เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สำหรับกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นกองทุนซึ่งจัดตั้งขึ้นในกรมของโจทก์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ โดยได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่โจทก์ได้ตกลงกันทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์ปศุสัตว์ ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมเงินเป็นทุนประกอบอาชีพทางการเกษตรและเพื่อจัดซื้ออาหารสัตว์มาจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์ของจำเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นองค์กรเกษตรจัดหาเงินกู้ หรือสินเชื่อให้แก่สมาชิกของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเกษตรกร กู้ยืมไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพทางการเกษตร และจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิก ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่สมาชิกกลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อันมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนสัญญากู้ยืมเงินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นสัญญาที่มีมูลหนี้เดิมมาจากสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงเป็นสัญญาทางปกครองด้วย และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ สหกรณ์ปศุสัตว์ชัยภูมิ จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมส่งเสริมสหกรณ์
จำเลย — สหกรณ์ปศุสัตว์ชัยภูมิ จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 16 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2557
#568383
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โรงพยาบาลเอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกัน เป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สำนักงานประกันสังคมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เป็นจำเลยที่ ๓ ขอให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลโจทก์ในส่วนที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อ้างว่าได้ทำความตกลงกับจำเลยที่ ๓ โดยมอบให้โจทก์เป็นผู้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ถือบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ในอัตราของผู้ประกันตนให้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ ที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคมที่โรงพยาบาลโจทก์ จำเลยที่ ๓ กลับปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลว่าตรวจสอบแล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงจากการตรวจรักษา เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ เมื่อสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญในการที่จำเลยที่ ๓ ว่าจ้างโรงพยาบาลโจทก์ทำการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขผ่านระบบประกันสังคม อันเป็นภารกิจหลักของจำเลยที่ ๓ ให้บรรลุผล สัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ จึงมีลักษณะที่จำเลยที่ ๓ มอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๑/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๖ บริษัทโรงพยาบาลยันฮี จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องนายวิทยา ไวว่องวิทยาคุณ ที่ ๑ บริษัทอัลเมกซ์ แฟร์ คอลเลคชั่น ซีสเต็ม จำกัด ที่ ๒ สำนักงานประกันสังคม ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๖๙๕/๒๕๕๖ ความว่า จำเลยที่ ๓ ทำความตกลงกับโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ถือบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ในอัตราของผู้ประกันตนให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคมที่โรงพยาบาลโจทก์ตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลที่ออกโดยจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาจากจำเลยที่ ๓ จำนวน ๑๓๒,๐๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๓ ตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ แจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงต่อจำเลยที่ ๓ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ประกอบพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๕ จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม จำเลยที่ ๓ จึงปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์แล้วติดตามให้จำเลยที่ ๒ นำเงินจำนวนดังกล่าวมาจ่ายให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้ข้อมูลการเป็นนายจ้างและลูกจ้างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงแก่จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ออกบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลประกันสังคมให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกันตนก่อนออกบัตรรับรองสิทธิ เป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดรับรักษาจำเลยที่ ๑ โดยคิดค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิผู้ประกันตน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการผิดสัญญาจ้างให้โจทก์เป็นผู้บริการทางการแพทย์ การที่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคมกับโจทก์ได้ ทำให้โจทก์พึงได้รับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงจากการตรวจรักษาให้จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๗๖๕,๘๘๔ บาท โดยจำเลยที่ ๒ ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์แล้วจำนวน ๑๓๒,๐๐๐ บาท แต่ยังคงค้างจ่ายอีกจำนวน ๖๓๓,๘๘๔ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินที่ค้างจ่ายจำนวน ๖๓๓,๘๘๔ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ โดยชอบด้วยกฎหมายและจำเลยที่ ๒ นายจ้างของจำเลยที่ ๑ ได้ขึ้นทะเบียนจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ได้รับขึ้นทะเบียนสิทธิดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ แล้ว ทั้งจำเลยที่ ๒ ได้หักเงินเดือนของจำเลยที่ ๑ เพื่อส่งเงินสมทบให้แก่จำเลยที่ ๓ ครบถ้วนตลอดมา เมื่อจำเลยที่ ๑ เข้ารับการรักษาพยาบาลกับโจทก์ จำเลยที่ ๓ จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ เต็มจำนวนตามสิทธิที่จำเลยที่ ๑ ได้รับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ การที่จำเลยที่ ๓ อ้างว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างนั้นเป็นการพิจารณาที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงของจำเลยที่ ๓ เอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า หนี้ในคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ได้เข้ารับบริการรักษาพยาบาลกับโจทก์ โจทก์จึงชอบจะเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญา อนึ่ง จำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ได้ทำข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้จำนวน ๑๓๒,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์แล้ว จะพ้นความรับผิดกับจำเลยที่ ๓ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงแล้ว จึงพ้นความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์จากจำเลยที่ ๓ ขณะเข้ารับบริการทางการแพทย์ จำเลยที่ ๑ ยังเป็นผู้ประกันตนและสัญญาจ้างบริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ยังมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ แม้ภายหลังจะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายก็ตาม จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามสัญญาจ้างการให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ โดยโจทก์มีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้จำนวน ๑๓๒,๐๐๐ บาท ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ส่วนค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินที่โจทก์กล่าวอ้างอีก ๖๓๓,๘๘๔ บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๓ ประกอบกับโจทก์เองก็ได้รับชำระค่ารักษาพยาบาลจำนวน ๑๓๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนเกินที่โจทก์มีสิทธิได้รับชำระจากจำเลยที่ ๓ ตามสัญญา จากจำเลยที่ ๒ แล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวน ๖๓๓,๘๘๔ บาท จากจำเลยที่ ๓ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ และจำเลยที่ ๓ แสดงเจตนาด้วยใจสมัครในฐานะเท่าเทียมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองตกลงมอบหมายให้โจทก์ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนรัฐแต่อย่างใดไม่ ทั้งสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่ารักษาพยาบาลที่ค้างชำระจำนวน ๖๓๓,๘๘๔ บาท ให้แก่โจทก์ อันเป็นกรณีบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าเจ้าหนี้เรียกให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ชำระแก่ตน การที่จะพิจารณาเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง จึงต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่าข้อพิพาทนี้มีมูลแห่งหนี้มาจากเรื่องใด เมื่อพิจารณาข้อพิพาทนี้เห็นได้ว่าความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่มีผลในทางกฎหมายเกิดจากสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากสัญญาดังกล่าวเช่นกัน มูลแห่งหนี้ในคดีนี้จึงเกิดจากสัญญา และแม้ว่าสัญญาดังกล่าวจะระบุว่าเป็นสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดกำหนดสถานะของโจทก์ให้มีภาระหน้าที่หรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามกฎหมายดังกล่าว มูลแห่งหนี้จึงมิได้เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้ แม้ว่ามาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ จะกำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ทั้งฉบับแล้วปรากฏว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของสถานพยาบาลที่ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ไว้ สิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์จึงไม่ได้เกิดจากพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่สิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์เกิดจากสัญญา ทั้งข้อพิพาทนี้มิได้มีลักษณะอื่นอันเป็นคดีแรงงานตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน และโดยที่การดำเนินการของจำเลยที่ ๓ ในด้านการให้บริการทางการแพทย์เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขผ่านระบบประกันสังคมที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ต้องจัดให้แก่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำบริการสาธารณะให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นตามเจตนารมณ์ของการประกันสังคมด้วย แต่เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ไม่มีสถานพยาบาลเป็นของตนเองเพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนจึงทำสัญญากับสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อให้สถานพยาบาลดังกล่าวให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนแทนจำเลยที่ ๓ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๓ ตกลงทำสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ กับโจทก์ โดยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนอันเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคมแก่ผู้ประกันตนตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งก็คือบริการสาธารณะบรรลุผล อีกทั้งสัญญาข้อ ๔.๔ ที่กำหนดให้จำเลยที่ ๓ มีสิทธิที่จะทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดจำนวนผู้ประกันตนได้โดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญา โดยสถานพยาบาลจะนำมาเป็นเหตุอ้างเพื่อยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญามิได้ เป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากสัญญาทางแพ่งทั่วไปอันแสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐซึ่งเป็นไปเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๓ บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จ่ายค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ที่เกิดขึ้นจริงเฉพาะส่วนที่ยังค้างชำระ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ให้การต่อสู้ว่า ตามสัญญาจ้างบริการทางการแพทย์ จำเลยที่ ๓ ได้ชำระค่าบริการทางการแพทย์แบบเหมาจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจากจำเลยที่ ๓ อีก กรณีจึงเป็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ ๓ ตามสัญญาจ้างบริการทางการแพทย์ดังกล่าวได้หรือไม่ ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ เป็นกรณีที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างบริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยศาลเดียวกัน คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยที่ ๓ ทำความตกลงกับโจทก์ให้โจทก์เป็นผู้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ถือบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ในอัตราของผู้ประกันตนให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคมที่โรงพยาบาลโจทก์ตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลที่ออกโดยจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาจากจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๓ ปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลว่าตรวจสอบแล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้าง จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม การที่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม ทำให้โจทก์พึงได้รับเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงจากการตรวจรักษา โดยจำเลยที่ ๒ ได้จ่ายเงินบางส่วนให้แก่โจทก์แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ นายจ้างได้ขึ้นทะเบียนจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ได้รับขึ้นทะเบียนสิทธิดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ แล้ว โดยได้ส่งเงินสมทบให้แก่จำเลยที่ ๓ ครบถ้วนตลอดมา เมื่อจำเลยที่ ๑ เข้ารับการรักษาพยาบาลกับโจทก์ จำเลยที่ ๓ จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ตามสิทธิที่จำเลยที่ ๑ ได้รับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์จากจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามสัญญาจ้างการให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ เนื่องจากขณะเข้ารับบริการทางการแพทย์ จำเลยที่ ๑ ยังเป็นผู้ประกันตนและสัญญาจ้างบริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ยังมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ กรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น คดีนี้ จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๑๙ และมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญในการที่จำเลยที่ ๓ ว่าจ้างโรงพยาบาลโจทก์ทำการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขผ่านระบบประกันสังคม อันเป็นภารกิจหลักของจำเลยที่ ๓ ให้บรรลุผล สัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ฉบับพิพาท จึงมีลักษณะที่จำเลยที่ ๓ มอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างให้บริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทโรงพยาบาลยันฮี จำกัด โจทก์ นายวิทยา ไวว่องวิทยาคุณ ที่ ๑ บริษัทอัลเมกซ์ แฟร์ คอลเลคชั่น ซีสเต็ม จำกัด ที่ ๒ สำนักงานประกันสังคม ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โรงพยาบาลยันฮี จำกัด
จำเลย — นายวิทยา ไวว่องวิทยาคุณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2557
#567476
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองสิทธิในที่ดินของราษฎรและจัดการที่ดินของรัฐ และให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่ประชาชน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่ห้องศูนย์สารสนเทศ การขนย้ายและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักซึ่งเป็นการดำเนินการบริการสาธารณะของจำเลยให้สามารถใช้งานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการจัดการที่ดินของจำเลยให้บรรลุผลและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาใช้บริการ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๐/๒๕๕๗

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ บริษัทไซท์ เพรพพาเรชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๕๕/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่ห้องศูนย์สารสนเทศ การขนย้ายและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ เป็นเงิน ๒๔,๗๗๐,๕๐๐ บาท โดยแบ่งชำระ ๒ งวด หากงานไม่แล้วเสร็จตามกำหนดโจทก์ต้องชำระค่าปรับ ต่อมาจำเลยอ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเกินกว่ากำหนดระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจึงปรับโจทก์โดยหักจากค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิปรับโจทก์เพราะความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของจำเลย อีกทั้งในการตรวจรับงานจำเลยมิได้สงวนสิทธิเรียกค่าปรับ ซึ่งโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนค่าปรับแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าปรับตามฟ้องคืนจากจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิเรียกค่าปรับโจทก์ตามสัญญาโดยชอบแล้ว เนื่องจากโจทก์ส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันที่กำหนดงานแล้วเสร็จตามสัญญา อันเป็นความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่สัญญาตามฟ้องเป็นสัญญาจ้างที่โจทก์มุ่งเพื่อประโยชน์กิจการงานและธุรกิจการค้าของโจทก์เอง สำหรับจำเลยงานตามสัญญาจ้างมิใช่งานหรือภารกิจหลักของจำเลยที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากแผ่นดินภายใต้ขอบเขตอำนาจงานของกรมที่ดินตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แต่เป็นงานที่ส่งเสริมสนับสนุนงานและภารกิจหลักที่จำเลยต้องรับผิดชอบตามหน้าที่และภารกิจที่มีต่อประชาชนอีกทอดหนึ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย และสำเร็จลุล่วงไปได้โดยสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น สัญญาจ้างจึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นตามบทบาทภาระหน้าที่ในการรับใช้และรับผิดชอบต่อประชาชนอีกทอดหนึ่งตามระเบียบบริหารราชการและการจัดการงานของจำเลย สัญญาตามฟ้องจึงเป็นสัญญาเอกชนทางแพ่ง ในอีกทางหนึ่งขณะที่สัญญามีผลบังคับใช้ แม้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะผิดสัญญาหรือคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็หาได้มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กรณีตามฟ้องแม้โจทก์จะส่งมอบงานล่าช้าและถูกปรับแล้วก็ตาม ผลกระทบก็มีเพียงเฉพาะต่อคู่สัญญาหรือระหว่างโจทก์จำเลยเท่านั้น มิได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือส่งผลต่อประชาชนทั่วไป หรือทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เสียหาย หรือส่งผลกระทบโดยตรงต่อสาธารณะประโยชน์ของประเทศ สัญญาตามฟ้องจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง และมิใช่ข้อพิพาทหรือคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่ห้องศูนย์สารสนเทศ การขนย้าย และติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ โดยตกลงว่าจ้างให้โจทก์ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ห้องศูนย์สารสนเทศ ให้สามารถรองรับการติดตั้งและใช้งานของระบบคอมพิวเตอร์ทุกระบบที่อยู่ในความดูแลของจำเลย และดำเนินการถอดถอนและขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ต่างๆ อันเป็นภารกิจของจำเลยในการจัดให้มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักซึ่งเป็นการดำเนินการบริการสาธารณะของจำเลยให้สามารถใช้งานได้อย่างเป็นระบบเชื่อมโยงครบวงจร สมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์แห่งสัญญาดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการจัดการที่ดินของจำเลยให้บรรลุผลและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาใช้บริการ นอกจากนี้ สัญญาดังกล่าวยังมีข้อกำหนดที่ให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายปกครองเพียงฝ่ายเดียวบอกเลิกสัญญาได้โดยที่ผู้รับจ้างซึ่งเป็นเอกชนไม่ได้ผิดสัญญาในสาระสำคัญ หรือข้อกำหนดที่ให้อำนาจแก่ผู้ว่าจ้างที่จะสั่งให้ผู้รับจ้างทำงานพิเศษเพิ่มเติมซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งไม่พบในสัญญาแพ่งทั่วไป สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีพิพาทอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่ห้องศูนย์สารสนเทศ การขนย้ายและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ จึงเป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่ห้องศูนย์สารสนเทศ การขนย้ายและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ ต่อมาโจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเกินกว่ากำหนดระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจึงปรับโจทก์โดยหักจากค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ อีกทั้งในการตรวจรับงานจำเลยมิได้สงวนสิทธิเรียกค่าปรับ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนค่าปรับแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าปรับตามฟ้องคืนจากจำเลย โจทก์ส่งมอบงานล่าช้าอันเป็นความผิดของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองสิทธิในที่ดินของราษฎรและจัดการที่ดินของรัฐ และให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่ประชาชน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่ห้องศูนย์สารสนเทศ การขนย้ายและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักซึ่งเป็นการดำเนินการบริการสาธารณะของจำเลยให้สามารถใช้งานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการจัดการที่ดินของจำเลยให้บรรลุผลและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาใช้บริการ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทไซท์ เพรพพาเรชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไซท์ เพรพพาเรชั่น แมเนจแมนท์ จำกัด
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 79/2557
#567475
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเป็นเอกชนก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ร้องทุกข์กับผู้อำนวยการการเคหะแห่งชาติให้เข้ามาดำเนินการเทถนนคอนกรีต ซึ่งเป็นที่ดินของสมาชิกในชุมชนที่อุทิศสละแบ่งให้เป็นทางเข้าออกเชื่อมต่อถนนสาธารณะ แต่มิได้มีการดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปรับปรุงถนนให้เป็นคอนกรีต และเปิดทางสาธารณะเชื่อมต่อทางเข้าออกสู่ภายนอก และดำเนินการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำหรับที่หลวง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงถนนได้ เนื่องจากทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะ ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๙/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ นางสาวจิราภรณ์ สุทธิพันธุ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง การเคหะแห่งชาติ ที่ ๑ นายเนติ ตันติมนตรี ที่ ๒ สำนักงานเขตบางกะปิ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘๔/๒๕๕๓ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการปรับปรุงถนนในซอยให้เป็นถนนคอนกรีต จึงได้ทำการขุดลอกพื้นผิวถนนตั้งแต่ท้ายซอยจนถึงช่วงที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ต้องการให้เทถนนคอนกรีตในที่ดินของตน โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินคร่อมถนนทั้งสองฝั่ง แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าถนนในชุมชนดังกล่าวเป็นที่ดินของสมาชิกในชุมชนที่อุทิศสละแบ่งให้เป็นทางเข้าออกเชื่อมต่อถนนสาธารณะโดยใช้เป็นทางสัญจรมากกว่า ๒๕ ปี ผู้ฟ้องคดีได้ประสานงานกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เพื่อให้ทราบว่า ถนนดังกล่าวเป็นที่ดินของสมาชิกในชุมชนที่อุทิศสละแบ่งให้เป็นทางสาธารณะ แต่ไม่ได้จดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ร้องทุกข์กับผู้อำนวยการสำนักงานการเคหะแห่งชาติให้เข้ามาดำเนินการเทถนนคอนกรีตในส่วนที่เหลือ แต่มิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปรับปรุงถนนในซอยให้เป็นคอนกรีต และเปิดทางเพื่อใช้เป็นทางสาธารณะเชื่อมต่อทางเข้าออกสู่ภายนอก และดำเนินการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำหรับที่หลวงเพื่อปักเขตที่สาธารณประโยชน์

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้ละเลยต่อหน้าที่แต่อย่างใด และสมาชิกในชุมชนมิได้มีการอุทิศทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงถนนได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า เจ้าของที่พิพาทและเจ้าของเดิมรวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่เคยแสดงเจตนาอุทิศทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ ดังนั้นทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางสาธารณะ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาท

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ไม่เคยขอจัดสรรงบประมาณประจำปีของราชการเพื่อเข้าไปปรับปรุงก่อสร้างผิวจราจรบริเวณเกิดมูลพิพาท เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานในการอุทิศทางดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการปรับปรุงก่อสร้างถนนคอนกรีตในชุมชนสุขเจริญพัฒนา ซอยโพธิ์แก้ว ๓ แยก ๑๓ แต่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านว่าทางสาธารณะดังกล่าวบางส่วนอยู่ในบริเวณที่ดินของตนซึ่งไม่ได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ในการเดินทางเข้าออกได้โดยสะดวก ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับการจัดให้มีที่อยู่อาศัยแก่ประชาชน ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ และต้องมีหน้าที่จัดทำดูแลรักษาสาธารณูปโภค ระบบไฟฟ้า ประปา ถนน อันเป็นบริการสาธารณะในบริเวณที่อยู่อาศัยดังกล่าวด้วย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และในคดีนี้แม้จะมีประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินซึ่งต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาคดีว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมากำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าทางพิพาทเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นทางสาธารณะ และให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนใช้สอยกว่า ๑๐ ปี จึงเป็นทางสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่า ทางพิพาทในที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีผู้ใช้เป็นทางผ่านเข้าออก แต่เป็นการให้ใช้โดยอัธยาศัย มิได้มีผู้ใดยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์ จากประเด็นข้อพิพาทข้อนี้การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือสร้างอยู่ในที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามที่กล่าวอ้างเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ และต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอันว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคลเกี่ยวกับที่ดิน อันเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเป็นเอกชนก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ร้องทุกข์กับผู้อำนวยการสำนักงานการเคหะแห่งชาติให้เข้ามาดำเนินการเทถนนคอนกรีตส่วนที่เหลือ ซึ่งเป็นที่ดินของสมาชิกในชุมชนที่อุทิศสละแบ่งให้เป็นทางเข้าออกเชื่อมต่อถนนสาธารณะ แต่มิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปรับปรุงถนนในซอยให้เป็นคอนกรีต และเปิดทางสาธารณะเชื่อมต่อทางเข้าออกสู่ภายนอก และดำเนินการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำหรับที่หลวง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงถนนได้ เนื่องจากทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะ และไม่ปรากฏหลักฐานในการอุทิศทางดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ได้มาโดยการอุทิศให้เป็นสำคัญตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวจิราภรณ์ สุทธิพันธุ์ ผู้ฟ้องคดี การเคหะแห่งชาติ ที่ ๑ นายเนติ ตันติมนตรี ที่ ๒ สำนักงานเขตบางกะปิ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวจิราภรณ์ สุทธิพันธุ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — การเคหะแห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 78/2557
#567474
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ผู้ถูกฟ้องคดีได้วางท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือก่อสร้างใด ๆ ในที่ดินได้ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนย้ายท่อก๊าซ ออกจากบริเวณใต้ดินที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โครงการท่อส่งก๊าซได้ดำเนินการวางท่อธรรมชาติในพื้นที่ของรัฐอยู่ในความดูแลและครอบครองของกรมทางหลวงและหรือเขตของการทางรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น มิได้พาดผ่านหรือและหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ดินของผู้ฟ้องคดีนี้ แต่อย่างใด การดำเนินการวางท่อก๊าซเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นพื้นที่ของรัฐอยู่ในความดูแลและครอบครองของกรมทางหลวงและหรือเขตของการทางรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๘/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปทุมธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๖ นางวิมล อุ่นจิตติ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๐/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ตำบลบางพูน อำเภอบางกะดี (เมือง) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ประมาณ ๕,๐๓๓ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีได้วางท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือก่อสร้างใด ๆ ในที่ดินได้ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอน ย้ายท่อก๊าซออกจากบริเวณใต้ดินที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหาย และทำที่ดินให้มีสภาพเรียบร้อยตามเดิม

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โครงการท่อส่งก๊าซได้ดำเนินการวางท่อธรรมชาติในพื้นที่ของรัฐอยู่ในความดูแลและครอบครองของกรมทางหลวงและหรือเขตทางของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น มิได้พาดผ่านและหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ดินของผู้ฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด การดำเนินการวางท่อก๊าซเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้วางท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนท่อก๊าซออกจากบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทำให้ที่ดินกลับสู่สภาพเดิม อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ผู้ถูกฟ้องคดีได้วางท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือก่อสร้างใด ๆ ในที่ดินได้ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอน ย้ายท่อก๊าซออกจากบริเวณใต้ดิน และทำที่ดินให้มีสภาพเรียบร้อยตามเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทที่ดินที่อยู่ในบริเวณทางหลวงหมายเลข ๓๑๐๐ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของแขวงการทางปทุมธานีมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตทางหลวงเป็นสำคัญ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาจึงได้แก่ศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ ผู้ถูกฟ้องคดีได้วางท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือก่อสร้างใด ๆ ในที่ดินได้ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนย้ายท่อก๊าซออกจากบริเวณใต้ดินที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๖๘ พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหาย และทำที่ดินให้มีสภาพเรียบร้อยตามเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โครงการท่อส่งก๊าซได้ดำเนินการวางท่อธรรมชาติในพื้นที่ของรัฐอยู่ในความดูแลและครอบครองของกรมทางหลวงและหรือ เขตทางของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น มิได้พาดผ่านและหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ดินของผู้ฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด การดำเนินการวางท่อก๊าซเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นพื้นที่ของรัฐอยู่ในความดูแลและครอบครองของกรมทางหลวงและหรือเขตทางของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางวิมล อุ่นจิตติ ผู้ฟ้องคดี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางวิมล อุ่นจิตติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ