คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2557
#559305
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 บัญญัติว่า ...ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกรณีทั่วไป มาตรา 37 บัญญัติว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดังนี้ (1) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี... และมาตรา 40 บัญญัติว่า ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็นสองประเภท (1) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง (2) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง ดังนั้น เจ้าอาวาสจึงเป็นผู้แทนของวัด และมีหน้าที่บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ซึ่งคำว่า จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดนั้น หมายถึง การบริหารจัดการวัดและศาสนสมบัติของวัดนั่นเอง โจทก์โดยเจ้าอาวาสจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดิน ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดโจทก์โดยละเมิดได้ ส่วนบทบัญญัติมาตรา 40 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดวิธีการในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอำนาจฟ้อง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการนำที่ดินศาสนสมบัติของวัดโจทก์ออกให้เช่า ซึ่งการตั้งตัวแทนให้กระทำการต่าง ๆ นั้น หาตัดสิทธิตัวการที่กระทำการนั้นด้วยตนเองไม่ อีกทั้งคดีนี้เป็นการฟ้องให้รับผิดในข้อหาละเมิด เมื่อโจทก์หรือเจ้าอาวาสมีอำนาจฟ้องขับไล่แล้ว โจทก์ย่อมมอบอำนาจให้ พ. หรือ ส. ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 654/1 ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไป ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 654/1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ตำบลวัดกัลยาณ์ (บางกอกใหญ่ฝั่งใต้) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทวัดพระอารามหลวงในพระพุทธศาสนาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มีพระธรรมเจดีย์เป็นเจ้าอาวาส โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ตำบลวัดกัลยาณ์ (บางกอกใหญ่ฝั่งใต้) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวของโจทก์บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 23.20 ตารางวา เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย มีกำหนดระยะเวลาเช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 โดยจำเลยทำสัญญาเช่ากับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีการต่อสัญญาเช่าอีกสองครั้งและครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยยังคงพักอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 มิได้บัญญัติให้เจ้าอาวาสมีอำนาจดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด การจัดการเกี่ยวกับศาสนสมบัติของวัดจะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 40 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เมื่อยังไม่มีการออกกฎกระทรวงในเรื่องดังกล่าว พระธรรมเจดีย์เจ้าอาวาสวัดโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดโจทก์ จึงไม่อาจมอบอำนาจให้นายพิชานหรือนายสันติ โจทก์มาฟ้องคดีนี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 บัญญัติว่า วัดมีสองอย่าง (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (2) สำนักสงฆ์ ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป มาตรา 37 บัญญัติว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดังนี้ (1) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและ ศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี และมาตรา 40 บัญญัติว่า ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็นสองประเภท (1) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง (2) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง ดังนั้น เมื่อตามมาตรา 31 บัญญัติให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด และมาตรา 37 (1) บัญญัติให้เจ้าอาวาสมีหน้าที่บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ซึ่งคำว่า จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดนั้น หมายถึง การบริหารจัดการวัดและศาสนสมบัติของวัดนั่นเอง โจทก์โดยเจ้าอาวาสจึงย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดโจทก์โดยละเมิด เพื่อนำที่ดินไปใช้เพื่อประโยชน์ของวัดโจทก์ได้ ส่วนบทบัญญัติมาตรา 40 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดวิธีการในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเรื่องอำนาจฟ้อง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์จะต้องมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ฟ้องร้องคดีนี้แทนนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการนำที่ดินศาสนบัติของวัดโจทก์ออกให้เช่า ซึ่งการตั้งตัวแทนให้กระทำการต่าง ๆ นั้น หาตัดสิทธิตัวการที่กระทำการนั้นด้วยตนเองไม่ อีกทั้งคดีนี้เป็นการฟ้องให้รับผิดในข้อหาละเมิด หาใช่เป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าไม่ เมื่อโจทก์หรือเจ้าอาวาสมีอำนาจฟ้องขับไล่แล้ว โจทก์ก็ย่อมมอบอำนาจให้นายพิชานหรือนายสันติฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีแผนที่ที่ระบุว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 13898, 2797 และ 2181 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์มีอาณาเขตครอบคลุมเพียงใด ทั้งโจทก์ไม่มีข้อเท็จจริงใดมายืนยันว่า บ้านเลขที่ 654/1 ของจำเลยปลูกในที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ตามฟ้อง จึงฟังไม่ได้ว่า บ้านเลขที่ 654/1 ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า จำเลยมิได้ปลูกบ้านเลขที่ 654/1 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ของโจทก์ การที่จำเลยกลับมาอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยไม่ได้ปลูกบ้านเลขที่ 654/1 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ตามที่โจทก์ฟ้องนั้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 31 ม. 37 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร
จำเลย — นายประทีป การขันที
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางจันทพร นาคพันธุ์ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2557
#559069
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นอกจากโจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายแล้ว จำเลยยังได้ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาท หากบังคับไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหาย ซึ่งศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกัน การคิดทุนทรัพย์เพื่อใช้เป็นฐานคำนวณในการกำหนดค่าทนายความจึงต้องคิดทั้งฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย ซึ่งตามตาราง 6 ค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดอัตราขั้นสูงไว้ที่ร้อยละ 5

ที่จำเลยฎีกาว่าค่าทนายความมีจำนวนสูงเกินไปนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะได้ฎีกาในข้อที่ว่าค่าทนายความมิได้คำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมายอันเป็นข้อยกเว้นของข้อห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 168 มาแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความรวมถึงให้จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองในการกำหนดค่าทนายความว่าสูงเกินไปขึ้นมาสู่การพิจารณาในชั้นนี้ได้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะมีผลเท่ากับยอมให้มีการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสถาพที่เรียบร้อย ห้ามไม่ให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป กับให้จำเลยชำระค่าปรับในอัตราวันละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงวันฟ้อง รวมจำนวน 33,000 บาท และค่าปรับอีกวันละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนดเวลาเช่า 15 ปี หากไม่สามารถบังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าได้ ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 48,830,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1838, 109011, 109012, 109013, 109014, 109015 และ 109016 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย และห้ามมิให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยชำระค่าปรับ 11,000 บาท และค่าปรับอีกวันละ 1,000 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าว ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 300,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ในชั้นศาลชั้นต้น 200,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่า ค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยใช้แทนในศาลชั้นต้นเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและสูงเกินไปหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้นอกจากโจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายแล้ว จำเลยยังได้ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาท หากบังคับไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายแทน ซึ่งศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกัน การคิดทุนทรัพย์เพื่อใช้เป็นฐานคำนวณในการกำหนดค่าทนายความจึงต้องคิดทั้งฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย และมิใช่ว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลย การกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นคงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ในคดีฟ้องขับไล่ของโจทก์เพียงอย่างเดียวดังฎีกาของจำเลย โดยเฉพาะในส่วนของฟ้องแย้งที่จำเลยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 48,830,500 บาท อันเป็นส่วนหนึ่งของทุนทรัพย์ในคดีนี้ ซึ่งตามตาราง 6 ค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดอัตราขั้นสูงไว้ที่ร้อยละ 5 ที่ศาลจะกำหนดค่าทนายความให้ได้แก่ผู้ชนะคดีในศาลชั้นต้นหากใช้ทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นฐานคำนวณในการกำหนดค่าทนายความเพียงอัตราร้อยละ 0.5 ก็มีจำนวนถึง 244,152.50 บาท แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 200,000 บาท จึงไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่าค่าทนายความดังกล่าวมีจำนวนสูงเกินไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะได้ฎีกาในข้อที่ว่าค่าทนายความมิได้คำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นข้อยกเว้นของข้อห้ามที่กำหนดห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 มาแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความรวมถึงให้จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองในการกำหนดค่าทนายความว่าสูงเกินไปขึ้นมาสู่การพิจารณาในชั้นนี้ได้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะมีผลเท่ากับยอมให้มีการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติดังกล่าวได้ ทั้งที่จำเลยอาจยกประเด็นข้อพิพาทต่าง ๆ ที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อาทิ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรดาหรือไม่ ขึ้นฎีกาได้อยู่แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวมาเป็นฎีกาขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งคงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยเรื่องละ 200 บาท รวม 400 บาท แต่จำเลยเสียมา 4,000 บาท จึงชอบที่จะสั่งคืนให้แก่จำเลยเสียด้วย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกิน 400 บาท ให้แก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 168 ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติ อินทรัมพรรย์
จำเลย — นางดวงใจ แซ่ซึง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายดนัยภัทร์ ผลศรีนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2557
#554382
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำภาพถ่ายเปลือยของหญิงและการร่วมประเวณีระหว่างหญิงดังกล่าวกับโจทก์ที่โจทก์บันทึกไว้ออกเผยแพร่เพื่อประจานหญิงนั้นจนปรากฏเป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์รายวันซึ่งระบุว่าโจทก์เป็นพนักงานฝ่ายช่างของจำเลยย่อมกระทบต่อเกียรติและชื่อเสียงของจำเลย ถือว่าโจทก์ไม่รักษาเกียรติและชื่อเสียงของจำเลย เป็นการประพฤติชั่ว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดี แม้โจทก์กระทำนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลาทำงานก็เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ อัตราค่าจ้าง และสวัสดิการต่าง ๆ เช่นเดิม หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเท่ากับจำนวนค่าชดเชย 113,760 บาท และจ่ายค่าจ้าง ค่าครองชีพ ค่าวิชาชีพ นับแต่วันสั่งพักงานจนถึงวันเลิกจ้างเป็นเงิน 526,140 บาท 75,480 บาท และ 74,000 บาท ตามลำดับ กับจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2544 และ 2545 ในอัตราปีละ 54,780 บาท ประจำปี 2546 เป็นเงิน 73,000 บาท ค่าชดเชยในวันหยุดนักขัตฤกษ์ในระหว่างพักงานเป็นเงิน 150,536 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,122,516 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางบุญแต่ง ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งช่างซ่อมเครื่องบิน ได้รับเงินเดือน 14,220 บาท เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นให้นำภาพถ่ายเปลือยกายของนางสาวพรวิไล ซึ่งบางภาพเป็นภาพโจทก์ร่วมประเวณีกับนางสาวพรวิไลไปติดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ในหมู่บ้านและสถานที่ที่นางสาวพรวิไลมีความเกี่ยวข้อง โดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปได้พบเห็นภาพดังกล่าว มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเป็นการกระทำของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์กระทำผิดต่อศีลธรรมอันดีงาม เป็นการไม่รักษาเกียรติและชื่อเสียงของจำเลย และเป็นการประพฤติชั่ว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียต่อชื่อเสียงของจำเลย แม้โจทก์กระทำนอกเวลาทำงานและนอกเหนือจากทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยก็มีอำนาจลงโทษตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ การกระทำของโจทก์เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ระเบียบของจำเลยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 2 ว่าด้วยวินัย การลงโทษ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2537 ข้อ 5.12 ระบุว่า "พนักงานต้องรักษาวินัยที่กำหนดไว้ต่อไปนี้โดยเคร่งครัดคือรักษาเกียรติชื่อเสียงของบริษัท ไม่ประพฤติชั่ว ไม่ประพฤติตนเป็นอันธพาล ไม่กระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี รวมทั้งไม่ประพฤติตนอันเป็นภัยต่อสังคมหรือบริษัท" การที่โจทก์นำภาพถ่ายเปลือยของหญิงและภาพถ่ายการร่วมประเวณีระหว่างหญิงดังกล่าวกับโจทก์ที่โจทก์บันทึกไว้ออกเผยแพร่เพื่อประจานฝ่ายหญิงนั้น เป็นการกระทำของผู้ที่มีจิตใจผิดปกติที่คนธรรมดาจะพึงกระทำ และการกระทำของโจทก์ปรากฏเป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์รายวัน โดยในข่าวระบุว่าโจทก์เป็นพนักงานฝ่ายช่างของจำเลย จึงย่อมกระทบต่อเกียรติและชื่อเสียงของจำเลย ถือว่าโจทก์ไม่รักษาเกียรติและชื่อเสียงของจำเลยและยังเป็นการประพฤติชั่ว รวมทั้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีอีกด้วย แม้โจทก์จะกระทำนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลาทำงานก็เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
นายเอกลักษณ์ บุปผาถา
โจทก์ — โดยนางบุญแต่ง บุปผาถา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2557
#571916
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ชำระไป เป็นจำนวนเงินที่บริษัททั้งสองพึงใช้ตามสัญญาประกันชีวิตระหว่างบริษัททั้งสองกับโจทก์ โดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 แม้ภัยที่โจทก์ประสบเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 บริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยหาอาจรับช่วงสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ เพราะตามบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 ดังนั้น แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยแล้วก็ตาม หาทำให้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,119,942 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,972,417 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 858,967 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2540) ต้องไม่เกิน 147,525 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 192,582 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 9 ท - 1874 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 นำสินค้ากระเบื้องไปเสนอขายแก่ลูกค้าในกิจการของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์คันดังกล่าวไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุกลับบ้าน เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุอยู่นอกเวลาทำงานแต่ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องปฏิบัติการนำรถไปเก็บไว้ที่บ้านเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด แล้ว โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อีกหรือไม่ เห็นว่า เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ชำระไปเป็นจำนวนเงินที่บริษัททั้งสองพึงใช้ตามสัญญาประกันชีวิตระหว่างบริษัททั้งสองกับโจทก์ โดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แม้ภัยที่โจทก์ประสบเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 บริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยหาอาจรับช่วงสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ เพราะตามบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ดังนั้น แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยแล้วก็ตาม หาทำให้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คิดหักค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ออกจากค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แก่โจทก์คงเหลือ 192,582 บาท ด้วยเหตุผลว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจถูกบริษัททั้งสองฟ้องไล่เบี้ย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 858,967 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 147,525 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี สุพรรณธะริดา
จำเลย — บริษัทไทล์ท้อปอินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมนึก สืบวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500/2557
#559081
เปิดฉบับเต็ม

แม้ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่ก็ไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์เพื่อตั้งเป็นประเด็นไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้อีก เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถบรรทุกคันเกิดเหตุที่ได้เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย โดยวันเกิดเหตุลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 1 ไปส่งสินค้าให้แก่โจทก์ ย่อมถือได้ว่าลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เมื่อลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถคันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยถอยหลังชนซุ้มเสาประตูโรมันค้ำยันและรองรับระเบียงหน้าบ้านของโจทก์แตกหักเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายจึงชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยโดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคสอง ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้โดยลำพัง เพียงแต่หากโจทก์ผู้ต้องเสียหายไม่ได้ฟ้องหรือเรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาสู้คดีด้วย จะมีผลเพียงทำให้ผู้ต้องเสียหายไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังขาดจากผู้เอาประกันภัยได้เท่านั้น หาได้มีผลถึงกับทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้ต้องเสียหายและทำให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่ คดีนี้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยรวมมากับจำเลยที่ ๒ ผู้รับประกันภัยโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุเอง ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากไม่ได้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์นั้น หาทำให้มูลหนี้อันเกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ระงับสิ้นไปไม่ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างที่ลูกจ้างได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามกฎหมายก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผิดไปมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้องเท่านั้น ดังนั้น เมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยยังคงมีอยู่ในขณะที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์และขณะนั้นจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยซึ่งมีความรับผิดตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยอยู่ก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนยังคงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย กรณีหาใช่เรื่องมูลความแห่งคดีที่การชำระหนี้มิอาจแบ่งแยกกันได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดอันจะเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยต้องหลุดพ้นไปจากความรับผิดแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 104,407.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 104,407.39 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 75401 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 21/5 หมู่ที่ 5 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ครอบครองรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 91 - 9956 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์รับประกันวินาศภัย และเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถบรรทุกคันดังกล่าว เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2545 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวเข้ามาในบริเวณหน้าบ้านของโจทก์เพื่อส่งสินค้า แต่ด้วยความประมาทได้ขับรถถอยหลังชนซุ้มเสาประตูโรมันค้ำยันรองรับระเบียงหน้าบ้านของโจทก์แตกหักเสียหายใช้การไม่ได้ จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า มีการประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 โจทก์ดำเนินการซ่อมความเสียหายดังกล่าวเอง เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 104,407.39 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่ก็ไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้ว แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์เพื่อตั้งเป็นประเด็นดังกล่าวไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้อีก เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้กระทำละเมิดขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 91 - 9956 กรุงเทพมหานคร ชนซุ้มเสาประตูโรมันของโจทก์แตกหักเสียหายใช้การไม่ได้ดังที่โจทก์บรรยายฟ้องแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยที่จะต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เพราะตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ต้องเสียหาย และผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบด้วยเท่านั้น เห็นว่า แม้คดีนี้ข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1 จะยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เนื่องจากขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นผู้ขับรถ ทั้งมิได้เป็นผู้โดยสารมากับรถคันที่เกิดเหตุก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถบรรทุกคันเกิดเหตุที่ได้เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย โดยวันเกิดเหตุลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไปส่งสินค้าให้แก่โจทก์ ย่อมถือได้ว่าลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย เสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 4 ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อลูกจ้างของจำเลยที่ 1ได้ขับรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยถอยหลังชนซุ้มเสาประตูโรมันค้ำยันรองรับระเบียงหน้าบ้านของโจทก์แตกหักเสียหายใช้การไม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลผู้ต้องเสียหายจึงชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยโดยตรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคสอง ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้โดยลำพัง เพียงแต่ถ้าหากโจทก์ผู้ต้องเสียหายไม่ได้ฟ้องหรือเรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาสู้คดีด้วย จะมีผลเพียงทำให้ผู้ต้องเสียหายไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังขาดจากผู้เอาประกันภัยได้เท่านั้น หาได้มีผลถึงกับทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้ต้องเสียหาย และทำให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่ คดีนี้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยรวมมากับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุเอง ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากไม่ได้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์นั้น หาทำให้มูลหนี้อันเกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ระงับสิ้นไปไม่ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างที่ลูกจ้างได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามกฎหมายก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผิดไปมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้องเท่านั้น ดังนั้น เมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยยังคงมีอยู่ในขณะที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์และขณะนั้นจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย ซึ่งมีความรับผิดตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยอยู่ก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 จึงหาหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนยังคงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง กรณีหาใช่เรื่องมูลความแห่งคดีที่การชำระหนี้มิอาจแบ่งแยกกันได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดอันจะเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องหลุดพ้นไปจากความรับผิดแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภา เจ้าพิทักษ์วงศ์
จำเลย — นายสนั่น เลิศตะคุ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2557
#572048
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานช่วยงานพยาบาลซึ่งทำงานในโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ ห้องน้ำที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ที่จำเลยต้องเข้าไปทำงานตามหน้าที่ และเหตุคดีนี้เกิดในช่วงเวลาที่จำเลยทำงาน กรณีจึงมิใช่เรื่องที่จำเลยเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วลักทรัพย์ในสถานที่ดังกล่าว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 มิใช่ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เวลา 6.15 นาฬิกา นางอภิชญา ผู้เสียหายซึ่งไปเฝ้าดูแลพันเอกบัณฑิต บิดาของผู้เสียหายที่พักรักษาโรคปอดอยู่ที่ห้องผู้ป่วยพิเศษเลขที่ 1301 หอผู้ป่วย 1 อายุรกรรมชายในโรงพยาบาลอานันทมหิดล สถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้เข้าห้องน้ำภายในห้องผู้ป่วยดังกล่าว แล้วถอดแหวนเพชร 1 วง ราคา 20,000 บาท กับแหวนทองคำประดับพลอย 1 วง ราคา 10,000 บาท ไว้บนถาดวางสบู่เหนือที่ใส่ม้วนกระดาษชำระที่มีลักษณะตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ เมื่ออาบน้ำและซักผ้าเสร็จผู้เสียหายออกจากห้องน้ำนำผ้าที่ซักไปตากที่ระเบียงด้านข้างห้องผู้ป่วยนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นพนักงานช่วยงานพยาบาลนำถุงปัสสาวะของพันเอกบัณฑิตใส่กระป๋องไปเทใส่โถส้วมชักโครกในห้องน้ำที่ผู้เสียหายเพิ่งออกมา หลังจากนั้นจำเลยออกจากห้องผู้ป่วยพิเศษเลขที่ 1301 ไป ต่อมาผู้เสียหายเข้าห้องน้ำเพื่อจะเอาแหวนทั้งสองวงที่วางไว้ แต่พบว่าหายไป ผู้เสียหายทราบจากพันเอกบัณฑิตว่าเห็นจำเลยนำถุงปัสสาวะไปเททิ้งในห้องน้ำจึงแจ้งเรื่องให้พันโทหญิง ศิริองค์อร หัวหน้าหอผู้ป่วยทราบ พันโทหญิงศิริองค์อรเรียกพยาบาล 2 คน ผู้ช่วยพยาบาล 2 คน และจำเลยซึ่งอยู่เวรและเกี่ยวข้องในวันดังกล่าวมาตรวจค้นตัวและตรวจค้นล็อกเกอร์ประจำตัวของบุคคลทั้งห้านั้นแล้วไม่พบแหวนของผู้เสียหายที่หายไป จากนั้นเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทบัญญัติ พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี พันตำรวจโทบัญญัติไปตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ และทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา วันที่ 23 กรกฎาคม 2553 จำเลยเข้ามอบตัวเพื่อขอต่อสู้คดีตามบันทึกการมอบตัวผู้ต้องหา ชั้นสอบสวนพันตำรวจโทบัญญัติแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยคือคนร้ายที่ลักแหวน 2 วงของผู้เสียหายไปหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานใดที่เห็นจำเลยเอาแหวนทั้งสองวงของผู้เสียหายไป และพันโทหญิงศิริองค์อรตรวจค้นไม่พบแหวนของผู้เสียหายที่จำเลยก็ตาม แต่ในเหตุที่มีจำเลยเพียงคนเดียวเข้าไปเทปัสสาวะของพันเอกบัณฑิตลงโถส้วมในห้องน้ำที่เกิดเหตุแล้วแหวนทั้งสองวงของผู้เสียหายซึ่งวางอยู่ใกล้โถส้วมดังกล่าวหายไป ทั้งการตรวจค้นจำเลยก็มิได้กระทำในเวลาใกล้ชิดกับเวลาที่จำเลยออกจากห้องน้ำที่เกิดเหตุ รูปคดีจากพยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุผลโดยชัดแจ้งว่าจำเลยคือคนร้ายที่ลักแหวน 2 วงของผู้เสียหายไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรกมานั้น เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานช่วยงานพยาบาลซึ่งทำงานในโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ ห้องน้ำที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ที่จำเลยต้องเข้าไปทำงานตามหน้าที่ และเหตุคดีนี้เกิดในช่วงเวลาที่จำเลยทำงาน กรณีจึงมิใช่เรื่องที่จำเลยเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วลักทรัพย์ในสถานที่ดังกล่าว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มิใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นางสาวนฤมลหรือธนภร ศรีสุนทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายชัยพร วัฒนสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเชด กวีบริบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 441/2557
#562728
เปิดฉบับเต็ม

ค่าทนายความใช้แทนไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้มิให้เรียก แต่เป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดได้ตามดุลพินิจ เมื่อคดีที่พิจารณาในศาลนั้น ๆ สิ้นสุดลง คดีนี้มีโจทก์ร่วมทั้งสองแต่งตั้งทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

ระหว่างพิจารณานางงามพิศและนายอานันท์ มารดาและบิดาของนายวิศิษฐ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับในฐานะโจทก์ร่วมที่ 1 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ด้วยผู้ตายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและประกอบกิจการโรงงานผลิตน้ำแข็งและน้ำดื่ม ค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการทางการแพทย์ ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการนี้ ค่าซ่อมรถยนต์ รวมจำนวน 5,388,493.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,280,000 บาท นับจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายไพรัช ผู้เสียหายที่ 1 นายกมล ผู้เสียหายที่ 2 และนายชาญพิทย์ ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับในฐานะโจทก์ร่วมที่ 2 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสาม คนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และให้การในคดีส่วนแพ่งโดยขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา รับราชการมีคุณงามความดีมาก่อน และวางเงินบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายบางส่วน มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78, 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 5,280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ทั้งสามคนเป็นเงินคนละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 10,000 บาท แทนโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นให้จำคุก 20 ปี เมื่อลดโทษลงกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 10 ปี รวมโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อหาอื่นแล้ว คงจำคุก 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ให้จำเลยชำระเงินแก่นางงามพิศและนายอานันท์ รวม 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินแก่นายไพรัช นายกมลและนายชาญพิทย์ ผู้เสียหายทั้งสามคนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำสั่ง (ที่ถูก คำพิพากษา) ในส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง รถยนต์กระบะของผู้ตายที่มีผู้ตายเป็นคนขับและผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 นั่งมาด้วยเฉี่ยวชนทางด้านท้ายของรถยนต์กระบะของจำเลย จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในห้องผู้โดยสารรถของผู้ตายรวม 7 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองอีกข้อหนึ่งว่า ค่าทนายความใช้แทนไม่ใช่ค่าธรรมเนียมในความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง จึงขอให้กำหนด ค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์ร่วมทั้งสองด้วยนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้เสียหายในคดีที่กล่าวหาว่าจำเลยทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้ตายและแก่ร่างกายและจิตใจของผู้เสียหายเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งวรรคสองบัญญัติให้ถือว่าคำร้องเช่นนี้ของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและโจทก์ร่วมทั้งสองอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 40 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติให้การพิจารณาคดีแพ่งนี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงมีประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ค่าทนายความตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นค่าธรรมเนียมที่มิให้เรียกตามความหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 หรือไม่ เห็นว่า ในประการแรกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551) ได้วางหลักเรื่องทั่วไปของค่าฤชาธรรมเนียมไว้ว่า ได้แก่ ค่าธรรมเนียมศาลค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยาน ผู้เชี่ยวชาญ ล่าม และเจ้าพนักงานศาล ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดจนค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระ ค่าต่าง ๆ แต่ละอย่างที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมาตรานี้จึงเป็นอิสระที่แยกกันต่างหาก แต่ทุกอย่างที่บัญญัติไว้ต่างเป็นค่าฤชาธรรมเนียม แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นค่าธรรมเนียมเพราะคำว่าค่าธรรมเนียมได้มีบัญญัติไว้ 2 แห่ง ในมาตรานี้คือค่าธรรมเนียมศาล และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ บรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระ ค่าทนายความได้มีบัญญัติไว้ต่างหากในมาตรานี้อย่างชัดเจนซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติกฎหมายมาตรานี้ก่อนการแก้ไขในปี 2551 ที่มิได้บัญญัติแยกเรื่องค่าทนายความออกมาไว้ต่างหาก ดังนั้น ค่าทนายความ จึงเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งที่เป็นอิสระมิได้ไปรวมอยู่กับค่าธรรมเนียม 2 อย่างตามที่กล่าวมาข้างต้น เพราะมิฉะนั้นก็คงไม่ต้องบัญญัติไว้ต่างหาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติไว้ชัดเจนตรง ๆ ว่าคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม คำว่า "ค่าธรรมเนียม" ตามกฎหมายมาตรานี้จึงน่าจะหมายความถึงค่าธรรมเนียม 2 อย่างที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง คือค่าธรรมเนียมศาล และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ บรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าทนายความที่บัญญัติไว้ต่างหากแล้ว ประการที่สอง ค่าทนายความคือค่าใช้จ่ายของคู่ความที่มีความจำเป็นต้องมีทนายความซึ่งถือว่าเป็นผู้รู้กฎหมายและขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในทางปฏิบัติมาคอยเป็นผู้ระวังดูและรักษาผลประโยชน์ในคดีฝ่ายตน ค่าทนายความควรจะเป็นเท่าใดจึงจะเหมาะสมภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดขั้นสูงขั้นต่ำไว้ในตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงเป็นเรื่องที่ศาลจะกำหนดเมื่อการดำเนินคดีในศาลนั้น ๆ ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยต้องพิจารณาถึงความยากง่ายของคดีตลอดจนผลงานรวมทั้งจริยธรรมในการดำเนินคดีของทนายความแต่ละฝ่ายหลังจากคดีสิ้นสุดลง จึงเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทความรับผิดชั้นที่สุดชนิดหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 มิใช่ค่าธรรมเนียมที่ศาลจะเรียกเก็บเอาได้ทันทีในขณะมีการยื่นคำฟ้องอย่างเช่นค่าธรรมเนียมศาล หรือศาลมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บตามที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้อย่างเช่นค่าคำร้องต่าง ๆ ค่าทนายความจึงมิใช่ค่าธรรมเนียมที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้มิให้เรียก แต่เป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลที่พิจารณาคดีมีอำนาจกำหนดได้ตามดุลพินิจเมื่อคดีที่พิจารณาในศาลนั้น ๆ ได้สิ้นสุดลง คดีนี้โจทก์ร่วมทั้งสองได้มีการแต่งตั้งทนายความมาเป็นทนายโจทก์ร่วมทั้งสอง ซึ่งได้ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมทั้งสองร้องขอค่าสินไหมทดแทนด้วย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ใช้แทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำพิพากษาส่วนนี้ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าสินไหมทดแทนที่ให้จำเลยชำระแก่นางงามพิศ ผู้เสียหายที่ 1 และนายอานันท์ ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะโจทก์ร่วมที่ 1 ให้เปลี่ยนเฉพาะต้นเงินจาก 1,400,000 บาท เป็นเงิน 2,010,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคหนึ่ง ม. 161 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1 ม. 252 ม. 253 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นางงามพิศ สาสนสิทธิ์ กับพวก
จำเลย — ดาบตำรวจวัชระ จอกจอหอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุรเดช ยิ้มเกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2557
#559313
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้า แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 อันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้า โดยมีการสลับสายนิวตรอนทางด้านเข้าเครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้า และสร้างสายดินพิเศษภายในบ้านนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศ มีผลทำให้เครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีกร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 ที่ต้องฟ้องต่อศาลภายในกำหนดอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,342.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,342.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 มีนาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนสิทธิการใช้ไฟฟ้าบ้านเลขที่ 301/665 หมู่บ้านกิตตินิเวศน์ ซอยสุภาพงษ์ 2 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากบริษัทเกียรติวัฒน์แลนด์ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์จนกว่าจะบอกเลิกการใช้ไฟฟ้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบ และจะปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการของโจทก์ ประมาณเดือนมีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองบ้านและเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์ตรวจพบว่า มีการสลับสายที่ด้านเข้าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าและสร้างสายดินพิเศษภายในบ้าน โดยนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศเป็นผลทำให้เครื่องวัดดังกล่าวแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการผิดข้อบังคับของโจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมชำระค่าเบี้ยปรับเป็นเงิน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ยังตรวจสอบพบว่า เครื่องวัดดังกล่าวแสดงผลการใช้ลดลงผิดปกติตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าใหม่ให้ถูกต้องแล้ว จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มอีก 142,342.10 บาท ตามรายการเก็บเงินเพิ่มค่าไฟฟ้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า หนี้ค่าไฟฟ้าในคดีนี้โจทก์คิดผ่านเครื่องวัดไฟฟ้าตามปกติตั้งแต่รอบการจดหน่วยวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ถึงรอบจดหน่วยวันที่ 16 ตุลาคม 2546 โจทก์สามารถทวงถามได้แต่วันดังกล่าว โจทก์มาฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าเป็นค่าสินค้าเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 เกินกำหนด 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าแต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 อันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ แต่ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้าอันสืบเนื่องมาจากมีการสลับสายนิวตรอนทางด้านเข้าเครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้า และสร้างสายดินพิเศษภายในบ้านนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศ มีผลทำให้เครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีกร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ที่ต้องฟ้องต่อศาลภายในกำหนดอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมานั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามปกติซึ่งข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1) ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นางสาวอนงค์หรือศิริพร อภิวงค์งาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2557
#586534
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อน คำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ส. ซึ่งเป็นภริยาของบุตร ท. สัญญายกที่ดินพิพาทให้โจทก์ ส่วนฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แต่ต้นโดยได้รับการให้จาก ท. มารดาของโจทก์ ถึงแม้คำขอของโจทก์ในคดีก่อนและคดีนี้จะขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเหมือนกันก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนและไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ดังกล่าวทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 16 ไร่ 91.5 ตารางวาให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เนื้อที่ 16 ไร่ 91.5 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) เลขที่ 801 นางเสน่ห์ มารดาของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองขุนทะเลยกให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และทำบันทึกให้ถ้อยคำตกลงยินยอมต่อนิคมสร้างตนเองขุนทะเลว่าหากที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดแล้วจะแบ่งแยกให้แก่โจทก์ ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 ปี 2544 ทางราชการออกโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 63986 ต่อมาปี 2547 นางเสน่ห์ถึงแก่ความตาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองไปแบ่งแยกที่ดินพิพาทแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่านางเสน่ห์สัญญายกที่ดินพิพาทให้โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า นางทา นายบุญหลง และโจทก์ร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2493 ต่อมาปี 2511 ทางราชการประกาศให้เป็นเขตนิคมสร้างตนเองขุนทะเล ก่อนที่นางทาถึงแก่ความตายในปี 2526 ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และนายบุญหลงคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์และนายบุญหลงแยกการครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นส่วนสัดตลอดมาโดยโจทก์ครอบครองด้านทิศเหนือ นายบุญหลงครอบครองด้านทิศใต้ หลังจากนั้นนายบุญหลงไม่สามารถประกอบกิจการงานได้และเป็นคนพิการ โจทก์จึงยินยอมให้นางเสน่ห์ภริยานายบุญหลงเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองขุนทะเลแทนนางทา โดยนางเสน่ห์ยอมรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินที่พิพาทกึ่งหนึ่ง หากทางราชการออกโฉนดที่ดินแล้วจะแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ปรากฏตามบันทึกถ้อยคำรับรองข้อตกลงยินยอมในการแบ่งแยกที่ดินของนางเสน่ห์ สมาชิกนิคมขุนทะเล เมื่อได้รับโฉนดที่ดินและครบกำหนดเวลามีสิทธิ์ที่จะแบ่งแยกได้ออกเป็น 2 ส่วน เท่ากัน ต่อเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองขุนทะเลและหนังสือแสดงการทำประโยชน์ ต่อมาทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 63986 ให้แก่นางเสน่ห์ และมีกำหนดห้ามโอน 5 ปี เมื่อพ้นกำหนดแล้ว โจทก์บอกกล่าวจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนางเสน่ห์แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มาแต่ต้นโดยได้รับการให้จากนางทามารดาของโจทก์ ถึงแม้คำขอของโจทก์ในคดีก่อนและคดีนี้จะขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63986 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเหมือนกันก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 966/2549 ของศาลชั้นต้นและไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนวย สังวาลย์ไพร
นายอภินันท์ สังวาลย์ไพร
จำเลย — ในฐานะทายาทโดยธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสุชาติ สุทธิปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2557
#562617
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านหนองบัวเงิน และมีการวางฎีกาเบิกจ่ายเงินให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. แล้วก่อนที่จำเลยทั้งสองจะเรียกเงินจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เป็นการเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 149 แต่การที่จำเลยทั้งสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านหนองบัวเงินเรียบร้อยแล้วกลับมาหลอกลวงผู้เสียหายว่ายังไม่ได้ตรวจรับงานดังกล่าวเพื่อเรียกเงินจากผู้เสียหาย ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 157 มาด้วย และศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 แต่ไม่ปรับบทมาตราดังกล่าวโดยเห็นว่าเมื่อเป็นความผิดซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วก็ไม่เป็นความผิดบททั่วไปอีก เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อศาลล่างทั้งสองฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ที่ถูกต้องระบุว่าไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจปรับบทให้ถูกต้องและลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 157 ได้ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยที่โจทก์มิได้ฎีกาในทำนองนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 157

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านหนองบัวเงิน และมีการวางฎีกาเบิกจ่ายเงินให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โนนสังบุญหลายก่อสร้างแล้วก่อนที่จำเลยทั้งสองจะเรียกเงินจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เป็นการเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตามการที่จำเลยทั้งสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านหนองบัวเงินเรียบร้อยแล้วกลับมาหลอกลวงผู้เสียหายว่ายังไม่ได้ตรวจรับงานดังกล่าวเพื่อเรียกเงินจากผู้เสียหาย ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อปรากฏว่าฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาด้วย และศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ไม่ปรับบทมาตราดังกล่าวโดยเห็นว่าเมื่อเป็นความผิดซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วก็ไม่เป็นความผิดบททั่วไปอีกซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อศาลล่างทั้งสองฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ที่ถูกต้องระบุว่าไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจปรับบทให้ถูกต้องและลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 157 ได้ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยที่โจทก์มิได้ฎีกาในทำนองนั้น และสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 195 วรรคสอง, 212, 215 ประกอบ 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ป.อ. ม. 149 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นายศราวุธ เศรษฐบดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพิศ ประณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2557
#592052
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องเรียนของโจทก์เสร็จสิ้นที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงรองเมือง เขตรองเมือง กรุงเทพมหานคร ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูลสืบสวนสอบสวนตามอำนาจหน้าที่และส่งเรื่องพร้อมความเห็นอันเป็นข้อเสนอแนะไปยังจำเลยทั้งห้าก็ตาม แต่คำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ดังกล่าวจัดส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูลเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบ ทั้งคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยังมีผลต่อการสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีฉลุงในท้องที่จังหวัดสตูล ตามที่โจทก์ร้องเรียนอีกด้วย ถือว่า ความผิดได้เกิดขึ้นในจังหวัดสตูลอันเป็นเขตอำนาจของศาลชั้นต้นด้วย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 และมาตรา 24 ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 10, 19, 22, 24, 42 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 115, 135 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1064/2547 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3659/2548 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา คดีอาญาหมายเลขดำที่ 4280/2548 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1242/2548 ของศาลจังหวัดชัยนาท คดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2548 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1464/2549 ของศาลอาญา นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1242/2548 ของศาลจังหวัดชัยนาท คดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2548 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1464/2549 ของศาลอาญา และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1242/2548 ของศาลจังหวัดชัยนาท คดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2548 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1464/2549 ของศาลอาญา

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องเรียนของโจทก์ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แขวงรองเมือง เขตรองเมือง กรุงเทพมหานคร ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูลสืบสวน สอบสวนตามอำนาจหน้าที่และส่งเรื่องพร้อมความเห็นอันเป็นข้อเสนอแนะไปยังจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นการดำเนินการเสร็จสิ้นสมบูรณ์โดยไม่ได้เกี่ยวพันกับการวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งห้าแล้วเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดส่งคำวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูล ข้อกล่าวหาตามฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เกี่ยวพันกับสถานที่สืบสวน สอบสวน โดยเหตุเกิดและผลจากเหตุนั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แขวงรองเมือง เขตรองเมือง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญากรุงเทพใต้ และจำเลยทั้งห้าก็มีภูมิลำเนาในเขตศาลอาญากรุงเทพใต้ด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องเรียนของโจทก์เสร็จสิ้นที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงรองเมือง เขตรองเมือง กรุงเทพมหานคร ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูลสืบสวนสอบสวนตามอำนาจหน้าที่และส่งเรื่องพร้อมความเห็นอันเป็นข้อเสนอแนะไปยังจำเลยทั้งห้าก็ตาม แต่คำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ดังกล่าวจัดส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูลเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบ ทั้งคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยังมีผลต่อการสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีฉลุงในท้องที่จังหวัดสตูล ตามที่โจทก์ร้องเรียนอีกด้วย ถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นในจังหวัดสตูลอันเป็นเขตอำนาจของศาลชั้นต้นด้วย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 และมาตรา 24 ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 22
ป.อ. ม. 91 ม. 157
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 10 ม. 19 ม. 22 ม. 24 ม. 42
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 115 ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุไรวรรณ ผดุงทอง
จำเลย — พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายอรรถชาต์ สินไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมเกียรติ ตั้งสกุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 336/2557
#572051
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 22 วรรคแรก เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกจำเลยว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งการที่ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้นดังกล่าว การเริ่มนับโทษจำคุกจำเลยจึงต้องเริ่มนับโทษจำคุกเมื่อจำเลยได้รับโทษจำคุกในคดีอาญาอื่นครบถ้วนแล้ว หากนำวันที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกามาหักจากโทษจำคุกของจำเลยอีก ย่อมเป็นการหักวันถูกคุมขังซ้อนกันกับวันถูกคุมขังในคดีอาญาดังกล่าวอันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิวรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 35 ปี 4 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1127/2550 และ 2474/2550 และจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3233/2551 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 15 ปี 4 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นฎีกา ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม2554 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันยื่นคำร้อง ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด โดยหักวันต้องขังให้จำเลย 245 วัน

วันที่ 11 ธันวาคม 2555 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นหักวันต้องขังให้จำเลยคลาดเคลื่อน โดยไม่ได้หักวันต้องขังในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2552 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่คดีถึงที่สุด หากนับวันถูกต้องขังตามกฎหมายแล้ว จำเลยจะได้รับการหักวันต้องขังรวมทั้งสิ้น 1,205 วัน ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยแก้ไขวันที่จำเลยต้องขังให้ถูกต้องด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยถูกคุมขังมาตลอด การหักวันต้องขังน่าจะหักจากคดีอื่น การหักวันต้องขังจึงถูกต้องและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ไม่มีเหตุให้แก้ไขวันต้องขังใหม่

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ศาลชั้นต้นหักวันถูกคุมขังให้จำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าไม่ให้หักวันถูกคุมขังให้จำเลยอีก จึงต้องหักวันถูกคุมขังให้จำเลยระหว่างอุทธรณ์และฎีการวม 1,328 วัน ด้วยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 22 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกจำเลยว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งการที่ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกับโทษในคดีอาญาอื่น ย่อมมีความหมายว่าคำพิพากษาได้กล่าวถึงเวลาเริ่มการบังคับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้นดังนั้น การเริ่มนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้จึงต้องเริ่มนับโทษจำคุกเมื่อจำเลยได้รับโทษจำคุกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1127/2550, 2474/2550 และ 3233/2551 ของศาลชั้นต้น ครบถ้วนแล้ว หากนำวันที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกามาหักจากโทษจำคุกของจำเลยอีก ย่อมเป็นการหักวันถูกคุมขังซ้อนกันกับวันถูกคุมขังในคดีอาญาดังกล่าวอันเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยหักวันถูกคุมขังให้จำเลย 245 วันชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายภานุพงค์หรือใหญ่ จรัลพงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 310/2557
#562621
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 3 แบ่งการบังคับใช้กฎหมายได้ 2 กรณีคือ กรณีที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ศาลมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย หากศาลบังคับใช้แล้ว คู่ความไม่เห็นด้วยต้องอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านไปยังศาลสูง ส่วนอีกกรณีหนึ่งตามมาตรา 3 (1) กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับใช้เมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้ว คดีของจำเลยที่ 1 เข้ากรณีแรก เนื่องจากกฎหมายแก้ไขใหม่ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่ากฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณ คงใช้กฎหมายขณะกระทำความผิด หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยก็ต้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาได้อีก เพราะกรณีตามมาตรา 3 (1) เป็นกรณีที่คดีถึงที่สุดก่อนที่จะมีกฎหมายแก้ไขใหม่ออกบังคับใช้ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงจำคุก 50 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 รับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณกว่าจึงให้ใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 ระหว่างรับโทษตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาและพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง เดิม โดยวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะฎีกาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่จะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า " ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิด...กำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อผู้กระทำความผิดร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง " เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวแบ่งการบังคับใช้กฎหมายได้ 2 กรณีคือ กรณีที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ศาลมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย หากศาลบังคับใช้แล้ว คู่ความไม่เห็นด้วยต้องอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านไปยังศาลสูง ส่วนอีกกรณีหนึ่งตามมาตรา 3 (1) กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับใช้เมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้ว ซึ่งคดีของจำเลยที่ 1 เข้ากรณีแรก เนื่องจากกฎหมายแก้ไขใหม่ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่ากฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณ คงใช้กฎหมายขณะกระทำความผิด หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยก็ต้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาได้อีก เพราะกรณีตามมาตรา 3 (1) เป็นกรณีที่คดีถึงที่สุดก่อนที่จะมีกฎหมายแก้ไขใหม่ออกบังคับใช้ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายลือ แซ่จ้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายเอกพงษ์ ตั้งวิชาชาญ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2557
#552690
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร รับจ้างบรรทุกสินค้าอันเป็นการประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าว ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนของตนได้กระทำไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 และ 820

รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารศาลแพ่งหมาย ป.จ.4 ที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นในการเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานขับรถโดยประมาท อันทำให้คดีส่วนอาญาเลิกกัน แม้จะมีข้อความบันทึกไว้ตอนต้นว่าคู่กรณีทั้งสามฝ่ายตกลงเรื่องค่าเสียหายกัน ผลการตกลงฝ่ายรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นคนขับขณะเกิดเหตุยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายโดยจะซ่อมรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 0967 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11 - 7047 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม ส่วนค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจะไปดำเนินการกันเองกับบริษัทประกันภัยก็ตาม แต่ผู้ลงชื่อท้ายบันทึกฝ่ายรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 กรุงเทพมหานคร ได้แก่ จำเลยที่ 1 ผู้ชดใช้และฝ่ายรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11 - 7047 กรุงเทพมหานคร คือ ม. พนักงานขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ผู้รับชดใช้ โดยไม่มีข้อความตอนใดระบุว่า ม. ทำบันทึกข้อตกลงในฐานะตัวแทนของโจทก์ ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 851 บังคับว่าสัญญาประนีประนอมยอมความต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ และมาตรา 798 วรรคสอง บัญญัติว่า กิจการอันใดท่านบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย ดังนี้ข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารศาลแพ่งหมาย ป.จ.4 จึงไม่ผูกพันโจทก์ กรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันอันจะมีผลให้มูลหนี้ละเมิดระงับไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 161 และมาตรา 167 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ 364,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 339,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 3 เด็ดขาด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน แก่โจทก์ 157,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็น นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11 - 7047 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร ขณะที่นายมนัส พนักงานของโจทก์ขับรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11 - 7047 กรุงเทพมหานคร พาผู้โดยสารจากกรุงเทพมหานครไปส่งที่จังหวัดกระบี่ เมื่อถึงที่เกิดเหตุมี จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร ของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนด้านท้ายรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 0967 กรุงเทพมหานคร ซึ่งแล่นตามรถยนต์โดยสารของโจทก์ จนเป็นเหตุให้รถยนต์ หมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 0967 กรุงเทพมหานคร ไปชนท้ายรถยนต์โดยสารของโจทก์แล้วเสียหลักออกไปและรถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับมาชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ซ้ำอีกจนได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุโจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นยกลากรถยนต์โดยสารของโจทก์จากที่เกิดเหตุเป็นเงิน 14,500 บาท ต่อมานายเศวต พนักงานของโจทก์ตำแหน่งนิติกร จำเลยที่ 1 และเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 0967 กรุงเทพมหานคร ไปพบพนักงานสอบสวนมีการทำบันทึกยินยอมให้มีการเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารศาลแพ่งหมาย ป.จ.4 ในบันทึกมีข้อความตอนต้นว่า คู่กรณีทั้งสามฝ่ายได้มาตกลงเรื่องค่าเสียหายกัน ผลการตกลงปรากฏว่าทางฝ่ายรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้กับฝ่ายรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 0967 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11 - 7047 กรุงเทพมหานคร โดยรับผิดชอบจะซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม ส่วนค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินนั้นจะไปดำเนินการกันเองกับบริษัทประกันภัย ซึ่งในส่วนค่าสินไหมทดแทนนี้ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 157,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้อง ร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายเศวต พนักงานของโจทก์เบิกความว่า พยานไปพบพนักงานสอบสวนคดีนี้ พบตัวแทนจำเลยที่ 3 ทำบันทึกความเสียหายของรถยนต์โดยสารไว้ตามเอกสารศาลแพ่งหมาย ป.จ.5 ก่อนพบพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 1 แจ้งให้พยานทราบว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ตามสำเนาหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถ ระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร และมีชื่อเป็นผู้ใช้รถยนต์บรรทุกประกอบการขนส่งอยู่ในขณะเกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้นำรถยนต์บรรทุกประกอบการขนส่งแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่ารถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 นั้น ก็ไม่มีหลักฐานการเช่าและหลักฐานการชำระค่าเช่าแต่ประการใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร รับจ้างบรรทุกสินค้าอันเป็นการประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขับรถยนต์บรรทุก ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้อง รับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนของตนได้กระทำไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 และ 820 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยให้เหตุผลมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการที่สองว่า หนี้ตามมูลละเมิดระงับไปเพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารศาลแพ่งหมาย ป.จ.4 โจทก์คงมี สิทธิเรียกร้องหนี้ตามสัญญากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกร้องจาก จำเลยที่ 2 นั้น ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารศาลแพ่งหมาย ป.จ.4 ที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นในการเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานขับรถโดยประมาท อันทำให้คดีส่วนอาญาเลิกกัน แม้จะมีข้อความบันทึกไว้ตอนต้นว่าคู่กรณีทั้งสามฝ่ายตกลงเรื่องค่าเสียหายกัน ผลการตกลงฝ่ายรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 ชุมพร ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นคนขับขณะเกิดเหตุยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายโดยจะซ่อมรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 0967 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11 - 7047 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม ส่วนค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจะไปดำเนินการกันเองกับบริษัทประกันภัยก็ตาม แต่ผู้ลงชื่อท้ายบันทึกฝ่ายรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 5273 กรุงเทพมหานคร ได้แก่ จำเลยที่ 1 ผู้ชดใช้และฝ่ายรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11 - 7047 กรุงเทพมหานคร คือ นายมนัส พนักงานขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ผู้รับชดใช้ โดยไม่มีข้อความตอนใดระบุว่านายมนัสทำบันทึกข้อตกลงในฐานะตัวแทนของโจทก์ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 851 บังคับว่าสัญญาประนีประนอมยอมความต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ และมาตรา 798 วรรคสอง บัญญัติว่า กิจการอันใดท่านบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย ดังนี้ข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารศาลแพ่งหมาย ป.จ.4 จึงไม่ผูกพันโจทก์ กรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันอันจะมีผลให้มูลหนี้ละเมิดระงับไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์สูงเกินความเป็นจริง ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและวินิจฉัยให้เหตุผลในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์มา เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 แต่มิได้สั่งในเรื่อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 427 ม. 798 ม. 820 ม. 851
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทขนส่ง จำกัด
จำเลย — นายอนุรักษ์ ธนภัทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ธีระพงศ์ จิระภาค
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2557
#559308
เปิดฉบับเต็ม

แม้นิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จะเกิดจากการกระทำโดยผิดกฎหมายของจำเลยที่ 1 ที่ลักเอาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและโฉนดที่ดินพิพาทไป แล้วปลอมลายมือชื่อพนักงานผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ลงในหนังสือมอบอำนาจ จากนั้นร่วมกับจำเลยที่ 2 นำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี อันเป็นการมิชอบและโจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองอันมิชอบดังกล่าวได้ก็ตาม แต่การดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์เก็บรักษาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและโฉนดที่ดินพิพาทไม่ดี ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสินเชื่อของโจทก์มีโอกาสลักเอาเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ถือได้ว่าเหตุเกิดเพราะโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย และข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แล้วจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นกัน ดังนั้น หากศาลพิพากษาว่านิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้วร่วมกันจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกตามเดิม ย่อมมีผลกระทบต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งอยู่ในฐานะผู้รับโอนและผู้รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้รับจำนองคนหลังจะบังคับตามสิทธิของตนให้เสียหายแก่ผู้รับจำนองคนก่อนนั้นหาได้ไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 731 อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังได้ระบุในอุทธรณ์ของโจทก์โดยแสดงเจตนาให้เห็นว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หรือขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เพราะโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงมีอำนาจที่จะจดทะเบียนยกให้จำเลยที่ 3 ได้ และจำเลยที่ 3 ก็มีอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 ได้เช่นกัน จึงเท่ากับว่าโจทก์ยอมรับถึงสิทธิของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้รับโอนที่ดินพิพาทและผู้รับจำนองที่ดินพิพาทตามลำดับ

โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วยจึงไม่มีทางที่จะคงสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกไว้ได้โดยไม่กระทบสิทธิของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนั้น ที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องในลำดับแรก ขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะ และให้มีการเพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกตามเดิม จึงเป็นกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 161 และมาตรา 167 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการไถ่ถอนจำนองที่ดินในโฉนดที่ดินเลขที่ 55070 ตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองและร่วมกันจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองลำดับแรกลงในโฉนดที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถบังคับได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 690,075.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 690,075.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ยกฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ สาขาบางปลาสร้อย (ชลบุรี) จำนวน 680,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 55070 ตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ตามสัญญากู้เงิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสำเนาโฉนดที่ดิน ระหว่างจำเลยที่ 2 ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 และเป็นพนักงานสินเชื่ออาวุโสของโจทก์สาขาดังกล่าว ได้ลักเอาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเก็บรักษาในห้องมั่นคงของโจทก์ไป แล้วจำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อนายวีรพลและนางจันทร ผู้จัดการและผู้ช่วยผู้จัดการของโจทก์สาขาดังกล่าว พร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ลงในหนังสือมอบอำนาจและปลอมลายมือชื่อบุคคลทั้งสองในหนังสือมอบอำนาจช่วง โดยระบุให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและโฉนดที่ดินพิพาทกับเอกสารปลอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีเพื่อทำนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้ จากนั้นจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 4 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ไว้แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่จดทะเบียนเป็นนิติกรรมให้โดยเสน่หา ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2542 โจทก์จึงทราบการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดหลักประกันสำหรับหนี้เงินกู้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 690,075.48 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะได้หรือไม่ และโจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท แล้วร่วมกันจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกตามเดิมได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยทุจริตของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ยังคงเป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทอยู่ ส่วนนิติกรรมที่กระทำภายหลัง เช่น นิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 นิติกรรมให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 แม้จะกระทำไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้นั้น เห็นว่า แม้นิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จะเกิดจากการกระทำโดยผิดกฎหมายของจำเลยที่ 1 ที่ลักเอาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและโฉนดที่ดินพิพาทไป แล้วปลอมลายมือชื่อพนักงานผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ลงในหนังสือมอบอำนาจ จากนั้นร่วมกับจำเลยที่ 2 นำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี อันเป็นการมิชอบและโจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองอันมิชอบได้ก็ตาม แต่การดังกล่าวเกิดขึ้นได้เนื่องจากโจทก์เก็บรักษาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและโฉนดที่ดินพิพาทไม่ดี ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสินเชื่อของโจทก์มีโอกาสลักเอาเอกสารไปจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ถือได้ว่าเหตุเกิดเพราะโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย ทั้งหลังจากนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แล้วจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นกัน ดังนั้น หากศาลพิพากษาว่านิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้วร่วมกันจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกตามเดิม ย่อมมีผลกระทบต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งอยู่ในฐานะผู้รับโอนและผู้รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้รับจำนองคนหลังจะบังคับตามสิทธิของตนให้เสียหายแก่ผู้รับจำนองคนก่อนนั้นหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 731 อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังได้ระบุในอุทธรณ์ของโจทก์โดยแสดงเจตนาให้เห็นว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หรือขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เพราะโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงมีอำนาจที่จะจดทะเบียนยกให้จำเลยที่ 3 ได้ และจำเลยที่ 3 ก็มีอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 ได้เช่นกัน จึงเท่ากับว่าโจทก์ยอมรับถึงสิทธิของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้รับโอนที่ดินพิพาทและผู้รับจำนองที่ดินพิพาทตามลำดับ เมื่อโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วยเช่นนี้ จึงไม่มีทางที่จะคงสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกไว้ได้โดยไม่กระทบสิทธิของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนั้น ที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องในลำดับแรกขอให้ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะและให้มีการเพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโดยให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกตามเดิม จึงเป็นกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างสิทธิเรียกร้องมา 2 กรณี คือ เพิกถอนนิติกรรมและละเมิด โดยนอกจากโจทก์จะมีคำขอท้ายคำฟ้องในลำดับแรกดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีคำขอท้ายคำฟ้องในลำดับหลังอีกว่า หากไม่สามารถบังคับให้มีการเพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด ก็ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยแทน ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมาไม่ถูกต้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 690,075.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอันเป็นไปตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์และเป็นการกำหนดค่าเสียหายตามยอดหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 และในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 167
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคหนึ่ง ม. 731
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายอุดร สุขปิติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายเลิศพงษ์ พุมนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2557
#587641
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง และเมื่อศาลสั่งรับคำร้องแล้วให้ศาลสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง..." เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขณะจำเลยใช้รถยนต์คันนี้กระทำความผิดผู้ร้องยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ณ - 2576 กรุงเทพมหานคร จึงไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นอื่นอีกเพราะไม่มีผลที่เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและโจทก์ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ขอให้ริบทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง หมายเลข 0 6709 3940 ซึ่งเป็นเครื่องมือในการติดต่อซื้อขายยาเสพติด และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ณ - 2576 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการนำส่งยาเสพติด ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และ 31 ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

จำเลยแถลงไม่คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 6709 3940 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และ 31 ส่วนคำขอให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ณ - 2576 กรุงเทพมหานคร ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ณ - 2576 กรุงเทพมหานคร ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และ 31 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาสมควรที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ณ - 2576 กรุงเทพมหานคร หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้นเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง และเมื่อศาลสั่งรับคำร้องแล้วให้ศาลสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง..." เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขณะจำเลยใช้รถยนต์คันนี้กระทำความผิดผู้ร้องยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ณ - 2576 กรุงเทพมหานคร จึงไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นอื่นอีกเพราะไม่มีผลที่เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายณรงค์เดช สุพรรณพงษ์
จำเลย — นายจักรกริชหรือพิพัฒน์หรือปุ้ย สุพรรณพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2557
#552695
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้าง มาตรา 371 ไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดในมาตราดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควร และจำเลยที่ 2 พาอาวุธมีดไปโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 371 มิได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 278, 279, 288, 371

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหากระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 90 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ส่วนฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี 8 เดือน ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 60 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 18 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่สามารถนำมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ และโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุตามฟ้องโจทก์จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้วกรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพาอาวุธมีดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นั้น เห็นว่า คดีนี้ แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้าง มาตรา 371 ไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดในมาตราดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควร และจำเลยที่ 2 พาอาวุธมีดไปโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มิได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายอนุสรณ์หรืออาร์ม ชาญณรงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 140/2557
#570086
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออก น.ส.ล. ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่หนองน้ำโดยธรรมชาติซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และการออก น.ส.ล. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก น.ส.ล. ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีอันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔๐/๒๕๕๗

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดทุ่งสง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖ นางเจียน พรหมหมอเฒ่า ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๔๖/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจำนวน ๒ แปลง ตั้งอยู่ที่ บ้านไสยูงปัก หมู่ที่ ๑๐ ตำบลทุ่งสง อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้มาโดยการยกให้จากบิดามารดาและได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมา โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และในปี ๒๕๔๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออก น.ส.ล. เลขที่ นศ ๑๑๗๖ ที่ดินเลขที่ ๖๕ ระวาง ๔๘๒๕ I ๕๔๑๔-๓ เพื่อแสดงแนวเขตของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน (หนองสาธารณประโยชน์) เนื้อที่ประมาณ ๑๖ ไร่ ๒๔ ตารางวา ทับที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ น.ส.ล. ดังกล่าวออกตามระวางรูปถ่ายทางอากาศซึ่งใช้ในการออก น.ส. ๓ ก.ทั้งประเทศในปี ๒๕๒๖ โดยไม่มีการเดินสำรวจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงจึงได้รวมเอาที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดีเข้าไปด้วย ซึ่งความเป็นจริงที่ดินพิพาทเป็นที่ดอนสูงกว่าหนองน้ำและไม่มีลักษณะเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง บิดาของผู้ฟ้องคดีได้เคยทักท้วงแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง ขณะที่ผู้ฟ้องคดีรับรองแนวเขตข้างเคียงในการรังวัดออก น.ส.ล. ในปี ๒๕๔๖ ยังไม่มีการปักหลักเขตที่แน่ชัด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่สามารถตรวจสอบแนวเขตได้และไม่ทราบเรื่องการปิดประกาศการออก น.ส.ล. แต่อย่างใด และในปี ๒๕๕๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาทุ่งสง ให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาลต่อไป ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ ๑๑๗๖ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นหนองน้ำ ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ เมื่อปี ๒๕๒๖ และปี ๒๕๔๓ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการเดินสำรวจออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินในบริเวณดังกล่าวและได้มีการกันเขตหนองน้ำตามขอบเขตที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านและในการออก น.ส.ล. เลขที่ นศ ๑๑๗๖ ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมระวังชี้แนวเขตที่ดินและลงนามรับรองเขตด้วยตนเอง ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่หนองน้ำโดยธรรมชาติซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และการออก น.ส.ล. เลขที่ นศ ๑๑๗๖ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การออก น.ส.ล. เป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และต้องดำเนินการ ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ออก น.ส.ล. ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นปัญหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยในประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า การออก น.ส.ล. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และการออก น.ส.ล. จะเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้าง และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจำนวน ๒ แปลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออก น.ส.ล. ทับที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ ๑๑๗๖ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่หนองน้ำโดยธรรมชาติซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และการออก น.ส.ล. เลขที่ นศ ๑๑๗๖ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก น.ส.ล. ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเจียน พรหมหมอเฒ่า ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางเจียน พรหมหมอเฒ่า
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 139/2557
#570085
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้จำเลยร่วมจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมที่ดินมีโฉนด จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๓ นำรถแบคโฮไปขุดทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งปลูกไว้ตามแนวเขตที่ดินได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ ๒ มิได้ขุดทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำจากจำเลยร่วม จำเลยร่วมให้การว่า ต้นไม้ปลูกอยู่บนแนวคันคลองใหญ่อันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๙/๒๕๕๗

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นางชโลมศรี ทองคล้าย ที่ ๑ นางไขแสง ปุ๊กกระโทก ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด สองสายใย ๒๐๐๔ ที่ ๑ นายสมพงษ์ แสดกระโทก ที่ ๒ เทศบาลตำบลอรพิมพ์ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๑๘/๒๕๕๖ และศาลได้เรียกกรมทรัพยากรน้ำเข้าเป็นจำเลยร่วม ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๘ ตำบล (จระเข้หิน) อรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๗๙ ตารางวา เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ นำรถแบคโฮไปขุดทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งปลูกไว้ตามแนวเขตที่ดินได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ศาลอนุญาตจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ออกจากสารบบความ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมทรัพยากรน้ำเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๒ มิได้ขุดทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำจากจำเลยร่วม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า ต้นไม้ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายมิได้อยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่เป็นต้นไม้ที่ปลูกอยู่บนแนวคันคลองใหญ่อันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยร่วมทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ขุดลอกคลองใหญ่ ตามสัญญาจ้างเหมาอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองใหญ่ หมู่ที่ ๗ การขุดลอกคลองของจำเลยที่ ๑ ทำให้ต้นไม้ซึ่งปลูกตามแนวเขตบนที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมให้การต่อสู้ว่า ต้นไม้ที่จำเลยที่ ๑ ขุดออกไปไม่ใช่ต้นไม้ของโจทก์ทั้งสอง แต่เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามแนวคันคลอง อันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน ดังนั้นการพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ต้นไม้ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ทำให้เกิดความเสียหาย ปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือปลูกอยู่บนที่สาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน แล้วจึงจะพิจารณาคดีต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยร่วมได้จ้างจำเลยที่ ๑ ให้ดำเนินการขุดลอกลำคลองใหญ่เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ ตามสัญญาจ้างเหมาอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองใหญ่ เมื่อจำเลยร่วมเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา ๒๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีภารกิจตลอดจนอำนาจหน้าที่ตามข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๔๕ เกี่ยวกับการเสนอแนะ การจัดทำนโยบาย แผนงาน และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ การบริหาร จัดการ พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟู รวมทั้งควบคุม ดูแล กำกับ ประสาน ติดตาม ประเมินผล แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ พัฒนาวิชาการ กำหนดมาตรฐานและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งระดับภาพรวมและระดับลุ่มน้ำ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ ดังนั้น การที่จำเลยร่วมว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้เป็นผู้ขุดลอกคลองเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูคลองดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยร่วมได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะ โดยใช้นิติสัมพันธ์ทางสัญญาเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่จะมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูคลองใหญ่ อันมีลักษณะเป็นสัญญาที่มอบหมายให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาระหว่างจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าในการดำเนินการตามสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ ๑ นำรถแบคโฮไปดำเนินการขุดลอกคลองใหญ่ ได้ขุดทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสองที่ปลูกไว้เป็นแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดแนวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการดำเนินการขุดลอกคลองใหญ่ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยร่วมตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและการดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า ต้นไม้ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ทำให้เกิดความเสียหาย ปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หรือปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกันนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบในการพิจารณาข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งการดำเนินกระบวนพิจารณารับฟังพยานหลักฐานในคดีของศาลปกครองเพื่อพิจารณาในประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๔๔ โดยโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมมีสิทธิชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงของตนเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่จำต้องเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจพิจารณาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา ๕๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิใช่ผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพียงแต่มีกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ทางปกครองดำเนินการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางน้ำและทางระบายน้ำ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องอาศัยและใช้อำนาจเหนือเอกชน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้จำเลยร่วมจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ นำรถแบคโฮไปขุดทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งปลูกไว้ตามแนวเขตที่ดินได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๒ มิได้ขุดทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำจากจำเลยร่วม จำเลยร่วมให้การว่า ต้นไม้มิได้อยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่ปลูกอยู่บนแนวคันคลองใหญ่อันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางชโลมศรี ทองคล้าย ที่ ๑ นางไขแสง ปุ๊กกระโทก ที่ ๒ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สองสายใย ๒๐๐๔ ที่ ๑ นายสมพงษ์ แสดกระโทก ที่ ๒ เทศบาลตำบลอรพิมพ์ ที่ ๓ จำเลย กรมทรัพยากรน้ำ จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชโลมศรี ทองคล้าย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สองสายใย 2004 ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 138/2557
#572492
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมีโฉนดยื่นฟ้องกรมที่ดิน เป็นจำเลยที่ ๑ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ อ้างว่า ที่ดินมีโฉนดของโจทก์ถูกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันออกหลักฐานใบจอง (น.ส. ๒) ให้แก่บิดาของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ทับที่ดินบางส่วน โดยมิชอบและปราศจากความระมัดระวัง และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นผู้มีชื่อใน น.ส. ๒ ต่อจากบิดาได้บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันเพิกถอน น.ส. ๒ พิพาท ให้ขับไล่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ และบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ออก น.ส. ๒ โดยชอบด้วยกฎหมาย และใส่ชื่อจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ใน น.ส. ๒ ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การว่า บิดาของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้มีชื่อ และทางราชการได้ออก น.ส. ๒ ให้ เมื่อบิดาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นทายาทจึงรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าว และครอบครองโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก น.ส. ๒ ทับที่ดินตามโฉนดของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๘/๒๕๕๗

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ นางนภาศิริ สินธวานุชิต โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง ที่ ๓ นายณรงค์ฤทธิ์ อุปมา ที่ ๔ นางอรฎี อุปมา ที่ ๕ นางรัตนา อุปมา ที่ ๖ นางบุญตา วรภักดิ์ภมร ที่ ๗ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๖๑/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙ ตำบลยางน้ำกลัดใต้ กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๔๖ ไร่ ๓ งาน ๙ ตารางวา โดยซื้อมาจากบริษัทเซ็นจูรี่เด็คคอร์ จำกัด ที่ดินดังกล่าวได้ออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ เมื่อโจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินพบว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันออกหลักฐานใบจอง (น.ส. ๒) ให้แก่นายสงวน อุปมา ทับที่ดินของโจทก์บางส่วน เป็นเนื้อที่ประมาณ ๒๖ ไร่ โดยมิชอบและปราศจากความระมัดระวัง และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นทายาทของนายสงวนและเป็นผู้มีชื่อใน น.ส. ๒ ต่อจากนายสงวนได้บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันเพิกถอน น.ส. ๒ พิพาท ให้ขับไล่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ และบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ออก น.ส. ๒ ให้แก่นายสงวน ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายสงวนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๓ จึงใส่ชื่อจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นทายาทของนายสงวน ลงใน น.ส. ๒ ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การและฟ้องแย้งว่า นายสงวน บิดาจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้มีชื่อ และในปี ๒๕๓๑ ทางราชการได้ออก น.ส. ๒ เนื้อที่ ๒๖ ไร่ ให้แก่นายสงวน และในปี ๒๕๔๑ นายสงวนได้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท เมื่อนายสงวนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นทายาทรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าว และครอบครองติดต่อจากนายสงวนมากว่า ๒๗ ปี โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากโจทก์ อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจออกใบจอง (น.ส. ๒) ให้แก่นายสงวน บิดาของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ โดยโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ ส่วนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะออก น.ส. ๒ ก็ต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดรวมทั้งปฏิบัติตามกฎหรือระเบียบในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ได้กล่าวอ้างในคำให้การมีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมาจากบิดา ซึ่งเจ้าพนักงานดำเนินการสอบสวน ก่อนที่จะออกใบจองให้แก่นายสงวน และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นทายาทของนายสงวน จึงมีผลเท่ากับเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินของโจทก์ การพิจารณาว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริง สามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิในที่ดินต่างจากที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนได้ ดังนั้น การที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๒ หรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ อันเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี จึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจออกใบจองที่พิพาทให้แก่นายสงวน บิดาของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ทับที่ดินของโจทก์ที่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้เพิกถอนใบจองที่พิพาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทหรือไม่ หรือว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ซึ่งซื้อมาจากผู้มีชื่อ ที่ดินดังกล่าวได้ออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ เมื่อโจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินพบว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันออกหลักฐานใบจอง (น.ส. ๒) ให้แก่บิดาของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ทับที่ดินของโจทก์บางส่วน เป็นเนื้อที่ประมาณ ๒๖ ไร่ โดยมิชอบและปราศจากความระมัดระวัง และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นผู้มีชื่อใน น.ส. ๒ ต่อจากบิดาได้บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันเพิกถอน น.ส. ๒ พิพาท ให้ขับไล่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ และบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ออก น.ส. ๒ โดยชอบด้วยกฎหมาย และใส่ชื่อจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ใน น.ส. ๒ ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การว่า บิดาของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้มีชื่อ และในปี ๒๕๓๑ ทางราชการได้ออก น.ส. ๒ เนื้อที่ ๒๖ ไร่ ให้ เมื่อบิดาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นทายาทจึงรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าว และครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการรอบครองปรปักษ์ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก น.ส. ๒ ทับที่ดินตามโฉนดของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางนภาศิริ สินธวานุชิต โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง ที่ ๓ นายณรงค์ฤทธิ์ อุปมา ที่ ๔ นางอรฎี อุปมา ที่ ๕ นางรัตนา อุปมา ที่ ๖ นางบุญตา วรภักดิ์ภมร ที่ ๗ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภาศิริ สินธวานุชิต
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ