คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่าฟ้องกรมที่ดินว่าที่ดินของตนบางส่วนมีผู้บุกรุกเข้าทำประโยชน์ ซึ่งโจทก์ฟ้องผู้บุกรุกเป็นคดีแพ่ง แต่ผู้บุกรุกอ้างว่า เป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ของผู้มีชื่อ โจทก์ตรวจสอบพบว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ตรงตามความเป็นจริง โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ แล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ได้ออกมาก่อนที่โจทก์จะซื้อและเข้าครอบครองที่ดิน ทั้งไม่ได้ออกรุกล้ำหรือทับที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยจะปฏิบัติ ตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณประโยชน์ คลองบางปลา และที่ดินของจำเลยที่ ๓ ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดิน ห้ามคัดค้านการรังวัดและเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่พิพาทบางส่วนตกเป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ได้ปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบและขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทางสาธารณประโยชน์ ไม่ได้นำชี้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และที่ดินของจำเลยที่ ๓ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่ามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าตาม ภ.บ.ท. ๕ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ตามปกติสุข จำเลยทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งแต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงมีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์และทำลายรั้วกั้นบางส่วน โดยกั้นรั้วขึ้นใหม่และนำโอ่งมาตั้งเป็นแนวเขตรั้วรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ทั้งคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๕ การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ รุกล้ำที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสอง เป็นการไม่ชอบและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ ให้รื้อถอนสิ่งอื่นใดออกจากที่ดินและห้ามเข้ายุ่งเกี่ยว กับให้จำเลยที่ ๓ เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ เฉพาะที่ดินบริเวณพิพาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินบริเวณพิพาท แต่ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ จึงมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินโดยชอบ สิ่งปลูกสร้างของโจทก์รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ขอให้รื้อถอนและชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายครบถ้วน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยสรุปว่า ที่ดินบริเวณพิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกรุกล้ำที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ได้รับการรับรองและคุ้มครองเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่ายื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้สิทธิทางศาลเพื่อคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มิฉะนั้นจะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครองทำประโยชน์อยู่เพิ่มเข้าไปเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งนายอำเภอได้ยื่นขอรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยนำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยผิดหลง ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและไม่ได้นำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ถูกต้องแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ ได้ยื่นคำขอรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อดำเนินการจัดสรรแบ่งขายให้แก่สมาชิกของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับคลองหม่อมแช่ม ซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์และอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดิน พร้อมกับขอให้กันแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีออกห่างไปจากคลองหม่อมแช่มไม่น้อยกว่า ๕ เมตร แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการคัดค้านรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ หากไม่ดำเนินการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า แนวเขตที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิยึดถือ การคัดค้านการรังวัดเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ และยกเลิกการขอกันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่มของผู้ถูกฟ้องคดีได้ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้ขายที่ดินฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล กับพวก ผู้ซื้อว่า ภายหลังจากทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเพื่อใช้จัดทำตลาดกันแล้ว ต่อมามีการตกลงให้แลกเปลี่ยนส่วนของที่ดินที่ซื้อขายกันใหม่ แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง เห็นว่า เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการจัดให้มีตลาดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดินอันสืบเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท จึงเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวพันกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีการประปาส่วนภูมิภาค จำเลยร่วม ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ก่อสร้างถังน้ำใสขนาด ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร และปรับปรุงระบบผลิตน้ำหน่วยบริการ ลำภูรา การประปาส่วนภูมิภาค สาขาห้วยยอด จังหวัดตรัง แล้วถูกลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังใช้เครื่องปั๊มลมไฮโดรลิกหัวเจาะดินดันท่อเหล็กลอดใต้ถนนเพชรเกษมกระแทกถูกสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงของโจทก์เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงระเบิดและชำรุดเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย โดยศาลอนุญาตให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะผู้ว่าจ้างเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามคำร้องสอดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเกิดจากการกระทำของเอกชนซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อการ ใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้น เป็นเพราะในฐานะผู้ว่าจ้าง และการที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยร่วมในหนี้ ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้หรือไม่ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทที่ว่าลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดหรือไม่เป็นสำคัญ ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และจำเลยร่วม จึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการดูแล บำรุง รักษาต้นไม้ในบริเวณริมคลองให้อยู่ในสภาพแข็งแรงไม่ทรุดโทรม หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของบุคคลทั่วไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับงดเว้นหรือปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ เมื่อมีลมพัดแรงต้นมะพร้าวซึ่งมีสภาพแก่และทรุดโทรมได้หักโค่นข้ามคลองลงมาทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยกับผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ดูต้นมะพร้าวที่อยู่ในความรับผิดชอบให้มีสภาพแข็งแรงไม่ทรุดโทรมเมื่อมีลมพัดแรงจึงหักโค่นทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น เหตุละเมิดหาได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้า ภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินในส่วนงานออกแบบผลิตและติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ของโจทก์ อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างงานแบบเบ็ดเสร็จออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงอาคารสำนักงานของจำเลย และเป็นสถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการประชาชน ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ ๒ กรณีจำเลยทั้งสองแจ้งข้อความเป็นหนังสือราชการในลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำของจำเลยทั้งสองที่โจทก์อ้างตามฟ้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองในการออกหนังสือราชการที่โจทก์กล่าวอ้าง มิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ในสังกัดเป็นจำเลยให้รับผิดทางละเมิด โดยอ้างว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนำเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาของทางราชการออกนอกสถานที่ราชการแล้วเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาดังกล่าวไว้ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ริมถนนสาธารณะเป็นเหตุให้ถูกโจรกรรม เห็นว่า ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่จะต้องเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การพิจารณาความรับผิดทางละเมิดของโจทก์และจำเลยจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องขอให้จำเลยต้องรับผิดทางละเมิดที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และขอให้จำเลยรับผิดชดใช้เป็นการเฉพาะตัว แต่จำเลยไม่ยอมชำระ เหตุละเมิดคดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นคดีละเมิดทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน ในโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง ด้วยการจัดจ้างวิธีพิเศษ ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้าง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้จำเลยมีอำนาจหน้าที่ภายใต้วัตถุประสงค์ที่จะต้องจัดทำและดูแลรักษาสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ หรือบริการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้สภาพการอยู่อาศัยดีขึ้น อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะภายในบริเวณที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านเอื้ออาทรเพื่อให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ ดังนั้น การที่จำเลยได้ทำสัญญาให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว เป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่รัฐวิสาหกิจฟ้องเอกชนว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจัดหาที่ดินและเงินทุนในการก่อสร้างอาคารพร้อมระบบสาธารณูปโภคทั้งภายในและภายนอกโครงการ โดยที่ดินต้องมีเอกสารสิทธิ์และทางออกสู่ถนนสาธารณะ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนงานจึงมีหนังสือแจ้งเตือนก่อนเลิกสัญญาพร้อมทั้งใช้สิทธิริบหลักประกันและให้ชำระค่าปรับตามสัญญา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้จ้างบริษัทอื่นให้ก่อสร้างงานส่วนที่เหลือแทนผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาร่วมดำเนินกิจการดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ภายใต้วัตถุประสงค์ในการจัดหาและก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยโครงการบ้านเอื้ออาทรให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยพร้อมระบบสาธารณูปโภคเป็นของตนเองในราคาประหยัดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ การที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินกิจการโครงการดังกล่าว จึงเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินกิจการบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดี สัญญาเข้าร่วมดำเนินกิจการพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่บริษัทเอกชนเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดินแล้วนำมาให้กรุงเทพมหานครทำสัญญาเช่าช่วงเพื่อทำตลาดนัด และประกาศให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าทำสัญญาจองและเช่าแผงค้า ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนผู้ค้ารายย่อยได้เข้าทำสัญญาจองแผงค้าและเช่าแผงค้าถาวรกับวางเงินค่าพัฒนาและก่อสร้างตลาดนัดแล้ว แต่บริษัทเอกชนและกรุงเทพมหานครผิดสัญญา ขอให้เพิกถอนสัญญาทั้งสองฉบับและสัญญาเช่าช่วงที่ดินระหว่างบริษัทเอกชนกับกรุงเทพมหานคร และคืนเงิน เห็นว่า สัญญาจองแผงค้าที่ผู้ฟ้องคดีทำกับบริษัทเอกชนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเพียงผู้ดำเนินการก่อสร้างตลาดและจัดหาผู้ค้ารายย่อย มิใช่ผู้บริหารตลาดอันจะถือว่าเป็นการบริการสาธารณะ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งธรรมดา ส่วนสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับกรุงเทพมหานครผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อกำหนดของสัญญาก็เป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ซึ่งมีลักษณะของเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน มิได้มีข้อกำหนดพิเศษที่จะให้พิจารณาได้ว่ามีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หรือเป็นการมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้จัดให้มีบริการสาธารณะแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง สำหรับสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการจัดให้มีตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ แต่ก็เป็นเพียงการเช่าพื้นที่จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บริหารตลาด จึงเป็นสัญญาทางแพ่งธรรมดา การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าช่วงจึงเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อนำมาสู่การขอเพิกถอนสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๑ และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชำระเงินคืน เมื่อความประสงค์หลักของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีที่ศาลจะต้องพิจารณานี้ เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก็ควรจะได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่คู่ความ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา ซื้อขายพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ กับโจทก์ แต่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาก่อนส่งมอบครุภัณฑ์ ทั้งริบหลักประกันและเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา พร้อมคืนหลักประกันตามสัญญาแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันชอบแล้ว จึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้กองทัพเรือ จำเลย เป็นนิติบุคคล สังกัดกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และสัญญาพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหารระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำ สำนักชลประทาน ได้ขออนุมัติงบประมาณจากจำเลยที่ ๑ เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๔ ติดต่อว่าจ้างให้โจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง และหารถโม่ปูนเพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต แล้วไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ไม่เคยดำเนินการตามฟ้องและไม่เคยชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่ในการจัดหาแหล่งน้ำและพัฒนาระบบชลประทาน จัดให้มีการระบายน้ำหรือจัดสรรน้ำ เพื่อการสาธารณูปโภค เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๔ ติดต่อว่าจ้างให้โจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง และหารถโม่ปูนเพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการจัดหาวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้างดังกล่าวไปใช้ในกิจการชลประทาน ซึ่งเป็นภารกิจในการให้บริการระบบชลประทานแก่ประชาชนเพื่อการสาธารณูปโภค อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ สัญญาว่าจ้างดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำเลย โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยกระทำการโดยประมาทเลินเล่อโดยละเลยไม่ดูแลเด็กเล็กตามหน้าที่ ปล่อยให้บุตรของโจทก์ เดินในห้องเรียนโดยลำพังและลื่นหกล้มในขณะเดินในห้องเรียนเป็นเหตุให้เลือดออกในสมองและพิการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ใน การจัดระบบการบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่โจทก์อ้างเป็นการกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนของครูผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเวฬุวนารามสังกัดจำเลยซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้ดูแลเพื่อให้การจัดการศึกษาของจำเลยบรรลุผลเท่านั้น มิใช่การกล่าวอ้างถึงการละเลยต่อหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม