คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 77/2557
#567473
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่าฟ้องกรมที่ดินว่าที่ดินของตนบางส่วนมีผู้บุกรุกเข้าทำประโยชน์ ซึ่งโจทก์ฟ้องผู้บุกรุกเป็นคดีแพ่ง แต่ผู้บุกรุกอ้างว่า เป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ของผู้มีชื่อ โจทก์ตรวจสอบพบว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ตรงตามความเป็นจริง โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ แล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ได้ออกมาก่อนที่โจทก์จะซื้อและเข้าครอบครองที่ดิน ทั้งไม่ได้ออกรุกล้ำหรือทับที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยจะปฏิบัติ ตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๗/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ นางกัญญานันท์ เก่าเงิน โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๖๗/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๕๒๙/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่ที่หมู่ ๕ ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้องหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๗๘ ไร่ ๑ งาน ๙๘ ตารางวา ด้วยความสงบ เปิดเผยโดยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่ซื้อมาถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ ๒๐ ปี เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ดาบตำรวจเจียมศักดิ์ เตจ๊ะ และนายชูฤทธิ์ ดวงพรหมเมศ ได้ร่วมกันบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วนของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องบุคคล ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี แต่บุคคลทั้งสองอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๒๔๕ ของผู้มีชื่อซึ่งบุคคลทั้งสองเช่าทำประโยชน์อยู่โดยก่อนโจทก์จะซื้อที่ดินแปลงพิพาทโจทก์สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินเกี่ยวกับ น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ แล้วได้รับคำตอบว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และออกซ้ำกันหลายฉบับไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ได้ แต่เหตุใด น.ส. ๓ ดังกล่าวยังมีอยู่และมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของผู้มีชื่อ โจทก์ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวปรากฏว่า รูปที่ดินใน น.ส. ๓ พิพาทมีเนื้อที่แตกต่างกับที่ดินของโจทก์ เจ้าของเขตแดนข้างเคียงไม่ปรากฏว่ามีอยู่จริง มีการปั๊มด้วยหมึกว่าที่ดินถูกเวนคืนมานานแล้วแต่ไม่มีการรังวัดตัดพื้นที่ออกไป และผู้มีชื่อใน น.ส. ๓ พิพาทไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อน โจทก์จึงเชื่อว่า น.ส. ๓ ดังกล่าวน่าจะทำปลอมขึ้นเพื่อหาประโยชน์ของเจ้าพนักงานที่ดินกับพวก โดยไม่มีที่ดินอยู่จริง เป็นเหตุให้ผู้มีชื่อใน น.ส. ๓ พิพาทและจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ นำ น.ส. ๓ พิพาทมาแย่งการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ แล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย

ศาลจังหวัดเพชรบุรีมีคำสั่งให้ยกฟ้อง เพราะตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แต่อย่างใด เป็นเพียงจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ ของศาลนี้ซึ่งถูกโจทก์ฟ้องขับไล่ต่อสู้คดีโดยอ้าง น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ เป็นข้อต่อสู้ โดยโจทก์มิได้ยืนยันในฟ้องคดีนี้ว่า น.ส. ๓ ดังกล่าวถูกออกมาโดยไม่ชอบและทับกับที่ดินโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และการฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะ น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ได้ออกมาตั้งปี ๒๕๑๙ ก่อนที่โจทก์จะซื้อและเข้าครอบครอง และไม่ได้ออกรุกล้ำ หรือทับที่ดินของโจทก์ หรือแย่งสิทธิครอบครองของโจทก์ สิทธิของโจทก์ซึ่งมีภายหลังจะมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นเดิม และเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินและคู่ความในคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๔ (ตามคำฟ้อง ๒๖๔๓/๒๕๕๑) ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์ก็สืบเนื่องจากโจทก์อ้างว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ของเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ตรงตามความเป็นจริง และผู้มีชื่อใน น.ส. ๓ ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อน ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นของบุคคลที่มีชื่อใน น.ส. ๓ ดังกล่าวเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้โจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานของจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกล่าวอ้างว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ออก น.ส. ๓ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ดังกล่าว และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการด้วยการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่เพิกถอน น.ส. ๓ และชดใช้เงินค่าเสียหายดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือผู้มีชื่อใน น.ส. ๓ พิพาท นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี ซึ่งเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออก น.ส. ๓ ของเจ้าพนักงานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ รวมทั้งมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอน น.ส. ๓ ที่ดินพิพาทได้ทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อเยียวยาความเสียหายตามคำขอของโจทก์ได้โดยที่ศาลยุติธรรมหาได้มีอำนาจเช่นนั้นไม่

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินมือเปล่า ตำบลหนองหญ้าปล้อง กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้องหรืออำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๗๘ ไร่ ๑ งาน ๙๘ ตารางวา ด้วยความสงบ เปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่ซื้อมาถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ ๒๐ ปี แต่ถูกดาบตำรวจเจียมศักดิ์ และนายชูฤทธิ์ร่วมกันบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วน โจทก์ได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ ต่อศาลนี้แล้ว แต่บุคคลทั้งสองอ้างว่า เป็นที่ดิน ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ของผู้มีชื่อซึ่งบุคคลทั้งสองเช่าทำประโยชน์อยู่ ทั้งที่ก่อนโจทก์จะซื้อเจ้าพนักงานที่ดินได้แจ้งโจทก์ว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ตรวจสอบพบว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ไม่ตรงตามความเป็นจริง และผู้มีชื่อใน น.ส. ๓ ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อน โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ แล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า การกระทำของจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะ น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ได้ออกมาตั้งปี ๒๕๑๙ ก่อนที่โจทก์จะซื้อและเข้าครอบครอง และไม่ได้ออกรุกล้ำ หรือทับที่ดินของโจทก์ หรือแย่งสิทธิครอบครองของโจทก์ สิทธิของโจทก์ซึ่งมีภายหลังจะมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นเดิม และเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินและคู่ความในคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๔๓/๒๕๕๑ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางกัญญานันท์ เก่าเงิน โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัญญานันท์ เก่าเงิน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2557
#567465
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณประโยชน์ คลองบางปลา และที่ดินของจำเลยที่ ๓ ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดิน ห้ามคัดค้านการรังวัดและเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่พิพาทบางส่วนตกเป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ได้ปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบและขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทางสาธารณประโยชน์ ไม่ได้นำชี้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และที่ดินของจำเลยที่ ๓ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๖/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครปฐม

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครปฐมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ นางสาวศิวารี เพชรออย โจทก์ ยื่นฟ้องนายอำเภอบางเลน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา ที่ ๒ กรมธนารักษ์ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครปฐม เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๙๕/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๑๓๔๑/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๐๙๗ ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๔๘ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาบางเลน แต่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณประโยชน์คลองบางปลา และที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๒๐ ของจำเลยที่ ๓ ทำให้โจทก์ไม่สามารถทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน ของโจทก์ได้ เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการไกล่เกลี่ยโจทก์กับจำเลยทั้งสามแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้าน และให้จำเลยทั้งสามรับรองแนวเขตที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทและเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งโดยสรุปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๐๙๗ มีเนื้อที่ไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในโฉนดเนื่องจากที่ดินบางส่วนตกเป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่สาธารณะดังกล่าว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่จำเลยทั้งสามโดยเฉพาะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กลับปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นเข้าไปปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างบนทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่ได้นำชี้แนวเขตและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๒๐ ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางปกครอง คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามคัดค้านไม่รับรองแนวเขตที่ดินตามที่โจทก์นำชี้ อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ตามกฎหมายซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้านดังกล่าวหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องว่า การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยทั้งสามในการรักษาที่สาธารณประโยชน์ไว้เพื่อส่วนรวมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าว ก็เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาในข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๐๙๗ ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๔๘ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาบางเลน แต่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณประโยชน์ คลองบางปลา และที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๒๐ ของจำเลยที่ ๓ ทำให้โจทก์ไม่สามารถทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้านและให้จำเลยทั้งสามรับรองแนวเขตที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทและเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งโดยสรุปว่า ที่พิพาทบางส่วนตกเป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่สาธารณะดังกล่าว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ไม่ได้นำชี้แนวเขตและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๒๐ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวศิวารี เพชรออย โจทก์ นายอำเภอบางเลน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา ที่ ๒ กรมธนารักษ์ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิวารี เพชรออย
จำเลย — นายอำเภอบางเลน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2557
#572648
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่ามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าตาม ภ.บ.ท. ๕ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ตามปกติสุข จำเลยทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๕ /๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดตาก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตากโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ นายเสรี สืบโม้ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายพัลลภ ศรีภา นายอำเภอเมืองตาก ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ท้อ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตาก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๘/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่า มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ โดยชำระภาษีบำรุงท้องที่ถูกต้องปรากฏหลักฐานตามใบ ภ.ท.บ. ๕ เลขสำรวจที่ ๓๗/๔๕ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ วา เมื่อระหว่างวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ท้อ โดยกล่าวหาว่า โจทก์เข้าไปบุกรุกครอบครองและทำประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันบริเวณใต้ฝายน้ำล้นพัฒนาชนบทห้วยแม่ท้อ และจำเลยทั้งสองยังได้ทำพยานหลักฐาน อันเป็นเท็จว่า ที่ดินพิพาทเกิดจากการก่อสร้างฝายน้ำล้นทำให้น้ำในลำห้วยแม่ท้อไหลเปลี่ยนทิศตะกอนดินที่ไหลปะปนมากับน้ำทับถมจนเป็นที่งอก ทั้งที่โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก่อนการก่อสร้างฝายน้ำล้นห้วยแม่ท้อและไม่ใช่ที่งอก พนักงานสอบสวนหลงเชื่อและดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าตาม ภ.ท.บ. ๕ เลขสำรวจที่ ๓๗/๔๕ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ตามปกติสุข

จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ดินพิพาทเดิมเป็นลำห้วยแม่ท้อ ต่อมามีการสร้างฝายน้ำล้นทำให้น้ำเปลี่ยนทิศ จึงเกิดเป็นที่พิพาท ซึ่งยังคงเป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่โจทก์เข้ามาครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นการบุกรุกที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง อนึ่ง ในข้อเท็จจริงดังกล่าว พนักงานอัยการได้เคยยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดตาก เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๑๒/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๔๑/๒๕๕๕ ศาลได้พิพากษาว่าโจทก์คดีนี้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ และมาตรา ๓๖๘, วรรคแรก ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ (๑) และมาตรา ๑๐๘ วรรคสอง โจทก์จึงนำใบ ภ.ท.บ. ๕ มาอ้างกับรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหาได้ไม่

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่และกระทำการตามหน้าที่ คดีจึงอยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตากพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นเหตุให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ดังนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันเป็นการใช้อำนาจดูแลคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยที่จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เมื่อโจทก์เห็นว่าได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ของจำเลยทั้งสอง จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครอง มิให้พิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดิน อีกทั้งในคดีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ตามมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นบทบัญญัติยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย ตามคำฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่ามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ โดยชำระภาษีบำรุงท้องที่ถูกต้องปรากฏหลักฐานตามใบ ภ.ท.บ. ๕ จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ท้อ โดยกล่าวหาว่าโจทก์เข้าไปบุกรุกครอบครองและทำประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันบริเวณใต้ฝายน้ำล้นพัฒนาชนบทห้วยแม่ท้อและจำเลยทั้งสองยังได้ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จว่า ที่ดินพิพาทเกิดจากการก่อสร้างฝายน้ำล้น ทำให้น้ำในลำห้วยแม่ท้อไหลเปลี่ยนทิศตะกอนดินที่ไหลปะปนมากับน้ำทับถมจนเป็นที่งอก ทั้งที่โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก่อนการก่อสร้างฝายน้ำล้นห้วยแม่ท้อและไม่ใช่ที่งอก พนักงานสอบสวนหลงเชื่อและดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ตาม ภ.ท.บ. ๕ เลขสำรวจที่ ๓๗/๔๕ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ตามปกติสุข จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเสรี สืบโม้ โจทก์ นายพัลลภ ศรีภา นายอำเภอเมืองตาก ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ท้อ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี สืบโม้
จำเลย — นายพัลลภ ศรีภา นายอำเภอเมืองตาก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2557
#567464
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งแต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงมีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๔/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดภูเขียว

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๖ นายสำราญ ศรีภา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๘/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๖๘ และเลขที่ ๑๘๔ ตำบลคอนสาร อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ โดยซื้อมาเมื่อปี ๒๕๓๗ จากผู้มีชื่อและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ ดังกล่าวไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการมีคำสั่งโดยยังไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการออกโฉนดที่ดินที่กรมที่ดินกำหนด และแม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะกล่าวอ้างว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ไม่อาจระบุขอบเขตและเนื้อที่ของที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ซึ่งในชั้นการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ผู้ฟ้องคดีกับพวกก็ได้ยื่นคัดค้านไว้แล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๕๕๖ แปลงโนนไม้สี่สาธารณประโยชน์

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า เมื่อปี ๒๕๓๙ อำเภอคอนสารได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ที่สาธารณประโยชน์แปลง "โนนไม้สี่" เนื้อที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ หมู่ที่ ๗ ตำบลดงบัง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ โดยอาศัยบัญชีสำรวจที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงทำการรังวัดที่ดิน ได้เนื้อที่ ๗๔๙ ไร่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา มากกว่าเดิมจำนวน ๕๔๙ ไร่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา เนื่องจากตามบัญชีสำรวจที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นการประมาณเนื้อที่โดยมิได้ทำการรังวัดและมีผู้คัดค้าน ๒๒ ราย จำนวน ๒๓ แปลง โดยไม่มีหลักฐานหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อำเภอคอนสารได้ทำการรังวัดใหม่ ได้เนื้อที่ ๗๓๑ ไร่ ๙๐ ตารางวา มีผู้คัดค้าน ๒๖ ราย รวมผู้ฟ้องคดีด้วย โดยผู้คัดค้านได้ยื่นฟ้องคดีเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินต่อศาลจังหวัดภูเขียว ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลคำพิพากษาถึงที่สุด ที่ดินส่วนที่ถูกคัดค้านจึงยังไม่ได้ออก น.ส.ล. ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ดังกล่าวข้างต้นและชี้แผนที่ระวางรูปถ่ายทางอากาศประกอบการขอออกโฉนดที่ดิน แต่ช่างรังวัดได้ตรวจสอบลงระวางยูทีเอ็มแล้ว ปรากฏว่าตำแหน่งที่ดินอยู่ในบริเวณที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ทั้งแปลงและหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๘ เป็นเอกสารที่ผู้มีชื่อใช้อ้างประกอบการขอออกโฉนดที่ดินมาแล้ว โดยการรังวัดพิสูจน์สอบสวนสิทธิในพื้นที่ปรากฏว่าผู้ปกครองท้องที่คัดค้านการรังวัด เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ประกอบกับได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๘๔/๒๕๔๙ ที่ ๕๙๒๙/๒๕๕๔ และที่ ๓๗๑๐/๒๕๕๕ พิพากษาว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๘ และเลขที่ ๑๘๔ อยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่นายอำเภอคอนสารได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงโนนไม้สี่สาธารณประโยชน์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออก น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๕๕๖ แปลงโนนไม้สี่สาธารณประโยชน์และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีในทันทีโดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามประกาศกรมที่ดิน เรื่องคำแนะนำประชาชนกรณีนำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) มายื่นขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ภายหลังวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออก น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๕๕๖ แปลงโนนไม้สี่สาธารณประโยชน์ มีเนื้อที่เกินกว่าที่เคยกำหนด คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบและฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดภูเขียวพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๖๔ (ตามคำฟ้องเลขที่ ๑๖๘) และเลขที่ ๑๘๔ ตำบลคอนสาร อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ ดังกล่าว ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินโดยแจ้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้สั่งเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๕๕๖ เห็นว่า การที่จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอในคดีนี้ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความในประเด็นสำคัญเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ประกอบกับมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ กำหนดให้ผู้นำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) มาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับก็ยิ่งทำให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายชัดเจนว่า ประสงค์ให้ศาลยุติธรรมพิจารณาและมีคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คดีพิพาทจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ตำบลคอนสาร อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้ขอออกโฉนดที่ดินแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งแต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กรมที่ดินกำหนด ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงมีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีและเพิกถอน น.ส.ล. แปลงโนนไม้สี่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โนนไม้สี่" ได้ออกจากบัญชีสำรวจที่ดินสาธารณประโยชน์โดยประมาณ การรังวัดที่ดินจึงได้เนื้อที่มากกว่าเดิมซึ่งผู้คัดค้านไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและได้ยื่นฟ้องคดีเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินต่อศาลจังหวัดภูเขียว ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ และชี้แผนที่ระวางรูปถ่ายทางอากาศประกอบการขอออกโฉนดที่ดิน แต่ช่างรังวัดได้ตรวจสอบลงระวางยูทีเอ็มแล้วปรากฏว่าตำแหน่งที่ดินอยู่ในบริเวณที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ทั้งแปลงและหลักฐาน ส.ค. ๑ เป็นเอกสารที่ผู้มีชื่อได้ใช้อ้างในการขอออกโฉนดที่ดินมาแล้ว การรังวัดพิสูจน์สอบสวนสิทธิผู้ปกครองท้องที่ทำการคัดค้านการรังวัดดังกล่าว ประกอบกับได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินจึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนไม้สี่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสำราญ ศรีภา ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสำราญ ศรีภา
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2557
#567463
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์และทำลายรั้วกั้นบางส่วน โดยกั้นรั้วขึ้นใหม่และนำโอ่งมาตั้งเป็นแนวเขตรั้วรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ทั้งคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๕ การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ รุกล้ำที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสอง เป็นการไม่ชอบและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ ให้รื้อถอนสิ่งอื่นใดออกจากที่ดินและห้ามเข้ายุ่งเกี่ยว กับให้จำเลยที่ ๓ เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ เฉพาะที่ดินบริเวณพิพาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินบริเวณพิพาท แต่ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ จึงมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินโดยชอบ สิ่งปลูกสร้างของโจทก์รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ขอให้รื้อถอนและชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายครบถ้วน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยสรุปว่า ที่ดินบริเวณพิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกรุกล้ำที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ได้รับการรับรองและคุ้มครองเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๓/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นางสาวมัทนา สกุลแก้ว ที่ ๑ นางสาวน้ำทิพย์ สกุลแก้ว ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนายแย้ม ประสมศรี ที่ ๑ นายไชยา ประสมศรี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๒/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๗๕๔ ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๑ งาน ๘๖ ตารางวา และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๔ เนื้อที่ ๑ งาน ๗๓ ตารางวาเศษ โดยใช้ปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันกระทำการโดยมีเจตนาทุจริตบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสองและทำลายรั้วกั้นบางส่วนระหว่างที่ดินและบ้านโจทก์ทั้งสองกับที่ดินและบ้านของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยนำแผ่นพื้นคอนกรีตมากั้นเป็นรั้วขึ้นใหม่และนำโอ่งมาตั้งเป็นแนวเขตรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางทิศเหนือและทิศใต้ประมาณ ๑ เมตร โจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๔ โดยนำชี้พื้นที่และเนื้อที่ตามที่ได้ครอบครองและเคยนำชี้ไว้ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑และที่ ๒ โดยอ้างว่าอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๕ ของจำเลยที่ ๑ และมารดาจำเลยที่ ๒

ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สังกัดจำเลยที่ ๓ ได้เรียกโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มาไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงแจ้งให้ใช้สิทธิทางศาล การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รุกล้ำที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงและเป็นการออกโฉนดโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ ให้รื้อถอนสิ่งอื่นใดที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทออกทั้งสิ้น และห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยที่ ๓ เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ เฉพาะที่ดินบริเวณพิพาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินบริเวณที่พิพาท แต่ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ จำเลยที่ ๑ มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ทั้งสองก็รับทราบแนวเขตที่ดินแล้ว ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองปลูกสร้างบ้านโดยหลังคาบ้านบางส่วนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ทั้งท่อระบายน้ำทิ้งและบ่อพักน้ำทิ้งของโจทก์ทั้งสองฝังอยู่ใต้ดิน ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองให้รื้อถอนหลังคาบ้านและท่อระบายน้ำทิ้ง บ่อพักน้ำทิ้งออกไปจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๕ และชำระค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๔ และเลขที่ ๒๕๘๒๕ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายครบถ้วน จึงเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งโดยสรุปว่า ขณะสร้างบ้าน ที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดิน โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของและเป็นผู้ครอบครองที่ดินบริเวณที่พิพาท เนื้อที่ ๑๕ ตารางวาเศษ และครอบครองสืบต่อมาโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายเสียหาย เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่พิพาทได้ตามปกติสุข ที่ดินบริเวณที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองและชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองอ้างว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ ของเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๓ ทำการออกโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและชดใช้ค่าเสียหาย ในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๓ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคดีระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี ซึ่งมิได้มีผลทำให้คดีที่เป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งแต่อย่างใด แม้การพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทจะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการพิจารณาด้วยก็ตาม แต่ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๗๕๔ และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๔ โดยใช้ปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันบุกรุกที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสองและทำลายรั้วกั้นบางส่วนระหว่างที่ดินและบ้านโจทก์ทั้งสองกับที่ดินและบ้านของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยนำแผ่นพื้นคอนกรีตมากั้นเป็นรั้วขึ้นใหม่และนำโอ่งมาตั้งเป็นแนวเขตรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๔ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๕ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สังกัดจำเลยที่ ๓ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงแจ้งให้ใช้สิทธิทางศาล การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รุกล้ำที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงและเป็นการออกโฉนดโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ ให้รื้อถอนสิ่งอื่นใดที่รุกล้ำที่ดินพิพาท ออกทั้งสิ้นและห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยที่ ๓ เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ เฉพาะที่ดินบริเวณพิพาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินบริเวณที่พิพาท แต่ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๒๕๘๒๕ จำเลยที่ ๑ มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๕ โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองปลูกสร้างบ้านโดยหลังคาบ้านบางส่วนรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ทั้งท่อระบายน้ำทิ้งและบ่อพักน้ำทิ้งของโจทก์ทั้งสองฝังอยู่ใต้ดิน ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองรื้อถอนหลังคาบ้านและท่อระบายน้ำทิ้ง บ่อพักน้ำทิ้งออกจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๘๒๕ และชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๘๒๔ และเลขที่ ๒๕๘๒๕ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบ และกฎหมายครบถ้วน จึงเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยสรุปว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของและเป็นผู้ครอบครองที่ดินบริเวณที่พิพาท เนื้อที่ ๑๕ ตารางวาเศษ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ที่ดินบริเวณที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกรุกล้ำที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้รับการรับรองและคุ้มครองเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวมัทนา สกุลแก้ว ที่ ๑ นางสาวน้ำทิพย์ สกุลแก้ว ที่ ๒ โจทก์ นายแย้ม ประสมศรี ที่ ๑ นายไชยา ประสมศรี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมัทนา สกุลแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายแย้ม ประสมศรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2557
#567462
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่ายื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้สิทธิทางศาลเพื่อคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มิฉะนั้นจะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครองทำประโยชน์อยู่เพิ่มเข้าไปเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งนายอำเภอได้ยื่นขอรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๒/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ นายสำลี จำปาตูม ที่ ๑ นายสมบูรณ์ ทานะขันธ์ ที่ ๒ นายบัวทอง ทานะขันธ์ ที่ ๓ นายสม บุญรุ่ง ที่ ๔ นางศรีแพร โพศาราช ที่ ๕ นายบุญมี ปรากฏ ที่ ๖ นายบัน ปรากฏ ที่ ๗ โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๐๕/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ตำบลแมด อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ แต่ประมาณปี ๒๕๕๕ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้สิทธิทางศาลเพื่อคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มิฉะนั้น สำนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยจะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครองทำประโยชน์อยู่เพิ่มเข้าไปเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ด และโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งนายอำเภอได้ยื่นขอรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ไม่ใช่ศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าทับที่ดินของตนอันเป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของจำเลย แต่การที่ศาลจะพิพากษาห้ามออกหนังสือ สำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อฝ่ายโจทก์ได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินมือเปล่าของโจทก์ทั้งเจ็ดหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของสำนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยจะเป็นขั้นตอนการพิจารณาทางปกครองเพื่อนำไปสู่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่ขั้นตอนดังกล่าวก็เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง และหากการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญในการรังวัด ตลอดจนดำเนินการประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงส่งผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองดังกล่าวของสำนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยได้ และในกรณีที่มีผู้คัดค้านการรังวัดการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้น กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๒ (๑) กำหนดให้ผู้คัดค้านมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ทันทีโดยไม่จำต้องรอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก่อน กรณีตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งเจ็ดโดยสั่งให้จำเลยงดเว้นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท และผลของการออกคำบังคับดังกล่าวมีผลทำให้จำเลยไม่อาจเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนประเด็นปัญหาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาคดีที่แม้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และไม่มีกฎหมายห้ามศาลปกครองมิให้นำบทกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดีหรือมีกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้บทบัญญัติมาตรา ๗๑ (๔) บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่า ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้สิทธิทางศาลเพื่อคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มิฉะนั้น สำนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยจะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครองทำประโยชน์อยู่เพิ่มเข้าไปเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งนายอำเภอได้ยื่นขอรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนสีบูสาธารณประโยชน์" เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสำลี จำปาตูม ที่ ๑ นายสมบูรณ์ ทานะขันธ์ ที่ ๒ นายบัวทอง ทานะขันธ์ ที่ ๓ นายสม บุญรุ่ง ที่ ๔ นางศรีแพร โพศาราช ที่ ๕ นายบุญมี ปรากฏ ที่ ๖ นายบัน ปรากฏ ที่ ๗ โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำลี จำปาตูม ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2557
#567461
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยนำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยผิดหลง ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและไม่ได้นำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ถูกต้องแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๑/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๖ นายปิ่น แสงทอง โจทก์ ยื่นฟ้องนายบุญถิน ประคอง ที่ ๑ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๓/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๓๑๓/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ เนื้อที่ประมาณ ๑๗ ไร่เศษ เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ที่อยู่ติดกับโจทก์ต่อเจ้าพนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ เพื่อให้จำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยจำเลยที่ ๑ นำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) เลขที่ ๑๒๒๖๕ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ ๓๕ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยผิดหลง โดยนำที่ดินของโจทก์ซึ่งยังไม่ได้จัดซื้อหรือเวนคืนมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินซึ่งมี ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ ของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ไม่เคยมีผู้ใดรบกวนการครอบครอง และไม่ได้นำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ ถูกต้องตรงตามพื้นที่ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทตามฟ้องโจทก์ได้กำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำรังวัดปักหลักเขตพร้อมนำผู้ปกครองท้องที่มารับรองการทำประโยชน์และคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษออกประกาศผลการคัดเลือกที่ดินแปลงพิพาทให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้าน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน การอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงเป็นการดำเนินการโดยถูกต้อง ตามกฎหมายและระเบียบ ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่จากคำฟ้องและคำให้การเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ แม้โจทก์จะมีคำขอบังคับให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เพียงประการเดียว โดยไม่ได้ขอบังคับจำเลยที่ ๑ ด้วยก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทับที่ดินของโจทก์ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของโจทก์อันถือเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นปัญหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็น และแม้ว่าการพิจารณาประเด็นดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว มาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ เนื้อที่ประมาณ ๑๗ ไร่เศษ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยนำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) เลขที่ ๑๒๒๖๕ เนื้อที่ ๓๕ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยผิดหลง โดยนำที่ดินของโจทก์ซึ่งยังไม่ได้จัดซื้อหรือเวนคืนมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินซึ่งมี ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ ของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ไม่เคยมีผู้ใดรบกวน การครอบครองและไม่ได้นำชี้แนวเขตทับที่ดินของโจทก์ การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๑๒๒๖๕ ถูกต้องแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นการดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาต ให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายปิ่น แสงทอง โจทก์ นายบุญถิน ประคอง ที่ ๑ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิ่น แสงทอง
จำเลย — นายบุญถิน ประคอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 70/2557
#567460
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ ได้ยื่นคำขอรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อดำเนินการจัดสรรแบ่งขายให้แก่สมาชิกของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับคลองหม่อมแช่ม ซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์และอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดิน พร้อมกับขอให้กันแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีออกห่างไปจากคลองหม่อมแช่มไม่น้อยกว่า ๕ เมตร แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการคัดค้านรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ หากไม่ดำเนินการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า แนวเขตที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิยึดถือ การคัดค้านการรังวัดเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ และยกเลิกการขอกันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่มของผู้ถูกฟ้องคดีได้ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๐/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนนทบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้ง เขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลไทรใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๗๐/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ ตำบลไทรใหญ่ อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ ๗๔ ไร่ ๓๔ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดที่ดินดังกล่าว เพื่อดำเนินการจัดสรรแบ่งขายให้แก่สมาชิกของผู้ฟ้องคดี และในการรังวัดมีการแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ร่วมระวังแนวเขตด้วย เนื่องจากที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับคลองหม่อมแช่ม ซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์และอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดิน พร้อมกับขอให้กันแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีออกห่างไปจากคลองหม่อมแช่มไม่น้อยกว่า ๕ เมตร เจ้าหน้าที่รังวัดให้ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีไปนำชี้แนวเขตที่ดินใหม่ และจัดทำแผนที่ค้านแนวเขตกัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการคัดค้านรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ ให้ยกเลิกการขอกันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่ม ๕ เมตร ตลอดแนว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากไม่ดำเนินการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า แนวเขตที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิยึดถือ การคัดค้านการรังวัดเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ และยกเลิกการขอกันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่มของผู้ถูกฟ้องคดีได้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดำเนินการคัดค้านรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือที่ นบ ๗๑๔๐๓/๕๓๐ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ อันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกอบ ข้อ ๕ และข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีขอคัดค้านการรังวัดเนื่องจากต้องการขอให้ ผู้ฟ้องคดีกันเขตที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ กว้าง ๕ เมตรจากริมคลองหม่อมแช่ม เช่นเดียวกับที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๗๔ และเลขที่ ๑๕๕๗๓ โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าบริเวณที่ดินที่คัดค้านเป็นที่สาธารณประโยชน์แต่อย่างใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้แม้ตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่มีไปถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีเพียงขอคัดค้านการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๑๒๐ และขอกันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่มอีกจำนวน ๕ เมตร เช่นเดียวกับโฉนดอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณคลองเดียวกัน โดยไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องในที่ดินดังกล่าวโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ พบว่าในมาตรา ๖๗ (๑) กำหนดให้อำนาจองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก (๒) ให้อำนาจในการรักษาความสะอาดถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ และมาตรา ๖๘ (๓) ให้อำนาจในการให้มีและบำรุงรักษาทางระบายน้ำ ไม่มีบทบัญญัติส่วนใดให้อำนาจองค์การบริหารส่วนตำบล สั่งให้ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนตกเป็นของรัฐ หรือตกเป็นที่สาธารณะได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีขอให้กันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่ม อีกจำนวน ๕ เมตร ตลอดแนวนั้น มีผลเท่ากับขอให้กันที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่อยู่ในแนว ๕ เมตร ตกเป็นของรัฐหรือตกเป็นที่สาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีย่อมไม่มีอำนาจกระทำได้ ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจคัดค้านการรังวัดและมีอำนาจขอกันส่วนที่ดินริมคลองหม่อมแช่ม อีกจำนวน ๕ เมตรหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีประกอบว่าผู้ฟ้องคดีมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีขอกันหรือไม่ จึงเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อดำเนินการจัดสรรแบ่งขายให้แก่สมาชิกของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับคลองหม่อมแช่ม ซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์ และอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดิน พร้อมกับขอให้กันแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีออกห่างไปจากคลองหม่อมแช่มไม่น้อยกว่า ๕ เมตร แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการคัดค้านรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดี ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ ให้ยกเลิกการขอกันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่ม ๕ เมตร ตลอดแนว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากไม่ดำเนินการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า แนวเขตที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดี ไม่มีสิทธิยึดถือ การคัดค้านการรังวัดเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๒๐ และยกเลิกการขอกันแนวเขตที่ดินริมคลองหม่อมแช่มของผู้ถูกฟ้องคดีได้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลไทรใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลไทรใหญ่
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 69/2557
#567459
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ขายที่ดินฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล กับพวก ผู้ซื้อว่า ภายหลังจากทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเพื่อใช้จัดทำตลาดกันแล้ว ต่อมามีการตกลงให้แลกเปลี่ยนส่วนของที่ดินที่ซื้อขายกันใหม่ แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง เห็นว่า เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการจัดให้มีตลาดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดินอันสืบเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท จึงเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวพันกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๙/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดเลย

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเลยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ นายเบ้า สาลีบุตร โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๔๘/๒๕๕๖ ความว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๕๓๓ ตำบลบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๒๙ ต่อมาโจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๕๓๓ เนื้อที่ ๖ ไร่ ให้จำเลยที่ ๑ จากนั้นจำเลยทั้งสองขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็น ๒ แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๓๓๘ และเลขที่ ๓๓๓๓๙ รวมเนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๖๓ เศษ ๓ ส่วน ๑๐ ตารางวา ซึ่งเกินกว่าเนื้อที่ที่ดินที่ซื้อขายกัน เพราะการรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๓๓๘ ได้รวมเอาที่ดินส่วนที่ตั้งบ้านของโจทก์ซึ่งไม่ได้ขายเข้าไปด้วย ต่อมาคณะผู้บริหารจำเลยที่ ๑ มีมติให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๓๓๘ คืนแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงกันที่ที่ว่าการอำเภอเชียงคาน โดยโจทก์จะแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๔๑๔ โอนให้จำเลยที่ ๑ เป็นเนื้อที่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา และจำเลยทั้งสองจะโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๓๓๘ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๕ เศษ ๓ ส่วน ๑๐ ตารางวา ให้โจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๔๑๔ ของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๓๓๘ ให้โจทก์และให้จำเลยทั้งสองไปรับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๔๑๔ จากโจทก์ตามที่ตกลงกัน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้เพิกเฉยแต่ต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการ จึงยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ยื่นคำชี้แจงว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลคดีเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองอุดรธานีเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๗/๒๕๕๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๔/๒๕๕๖ ศาลปกครองอุดรธานีมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณาเนื่องจากเห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการโอนที่ดินแลกเปลี่ยนกับโจทก์ตามที่ตกลงกันล่าช้าเกินควรเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเพื่อแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นการซื้อขายตามปกติในทางแพ่ง หาใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และการที่ที่ประชุมจำเลยที่ ๑ มีมติให้ดำเนินการโอนที่ดินดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสองเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นกับจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่ข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นอันเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๓๓๓๓๘ ตำบลบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ที่มีเนื้อที่ดินเกินจากการตกลงซื้อขายกันไว้และเป็นบริเวณที่ตั้งบ้านของโจทก์ซึ่งไม่ได้ตกลงขายที่ดิน และรับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๔๑๔ จากโจทก์ ดังนั้นมูลความแห่งคดีจึงมาจากการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ รวมถึงการส่งมอบและรับมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อกัน หาใช่การตกลงแลกเปลี่ยนทรัพย์สินประเภทที่ดินระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับเอกชนโดยตรงไม่ การที่จำเลยทั้งสองเห็นชอบให้โอนและรับโอนที่ดินตามฟ้อง จึงเป็นผลมาจากการดำเนินการซื้อที่ดินดังกล่าวอันเป็นเรื่องสัญญาทางแพ่งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หากจำเลยทั้งสองจะดำเนินการในเรื่องนี้ล่าช้า ก็ไม่ใช่กรณีการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ทั้งการจะพิจารณาข้อตกลงโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองยังต้องพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินพิพาทให้ได้ความชัดเจนก่อนด้วย คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ มีโครงการจัดทำลานค้าชุมชนอันเป็นการดำเนินการจัดให้มีตลาดซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๕๓๓ ตำบลบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เนื้อที่ ๖ ไร่ กับโจทก์ จึงเป็นสัญญาที่จัดหาที่ดินเพื่อให้การก่อสร้างตลาดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล แม้จำเลยที่ ๑ จะก่อสร้างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ ๑ แทนการทำลานค้าชุมชนแต่โดยที่อาคารที่ทำการก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผลเช่นเดียวกัน สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการส่งมอบและรับมอบการครอบครองที่ดินที่ซื้อขายกันตามสัญญาเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ได้รับที่ดินตรงตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายที่ดิน สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบุฮมได้มีมติเห็นชอบให้มีการแลกเปลี่ยนที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยให้จำเลยทั้งสองดำเนินการแลกเปลี่ยนที่ดินให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง จึงเป็นสัญญาที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาและมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับข้อพิพาททางปกครองเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่และอาณาเขตของที่ดินที่ตกลงซื้อขายตามสัญญา และเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินสำหรับการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผล ทั้งการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์และการปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอันเป็นการดำเนินการในทางกฎหมายมหาชน ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาในทางแพ่ง ดังนั้น ข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการโอนและรับโอนที่ดินตามข้อตกลงการแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๕๓๓ เนื้อที่ ๖ ไร่ จากโจทก์เพื่อจัดทำลานค้าชุมชน ในการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินมีเนื้อที่ที่ดินเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกันไว้โดยรวมเอาที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งบ้านของโจทก์รวมเข้าไปด้วย โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาซื้อขายที่ดินที่ตกลงกันไว้เดิม แต่จำเลยเพิกเฉยมิได้ปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการจัดให้มีตลาดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดินอันสืบเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อตกลงแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวพันกับสัญญาทางปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเบ้า สาลีบุตร โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเบ้า สาลีบุตร
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2557
#567458
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีการประปาส่วนภูมิภาค จำเลยร่วม ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ก่อสร้างถังน้ำใสขนาด ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร และปรับปรุงระบบผลิตน้ำหน่วยบริการ ลำภูรา การประปาส่วนภูมิภาค สาขาห้วยยอด จังหวัดตรัง แล้วถูกลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังใช้เครื่องปั๊มลมไฮโดรลิกหัวเจาะดินดันท่อเหล็กลอดใต้ถนนเพชรเกษมกระแทกถูกสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงของโจทก์เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงระเบิดและชำรุดเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย โดยศาลอนุญาตให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะผู้ว่าจ้างเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามคำร้องสอดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเกิดจากการกระทำของเอกชนซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อการ ใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้น เป็นเพราะในฐานะผู้ว่าจ้าง และการที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยร่วมในหนี้ ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้หรือไม่ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทที่ว่าลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดหรือไม่เป็นสำคัญ ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และจำเลยร่วม จึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๘/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดตรัง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตรังส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดตรังทอง ที่ ๑ นายภูมิพัฒน์ ตรังสุวรรณ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตรัง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๐๒/๒๕๕๕ ต่อมา ศาลเรียกการประปาส่วนภูมิภาคเข้าเป็นจำเลยร่วม ตามคำร้องสอดของจำเลยทั้งสอง ความว่า เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างถังน้ำใสขนาด ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร และปรับปรุงระบบผลิตน้ำหน่วยบริการลำภูรา การประปาส่วนภูมิภาค สาขาห้วยยอด จังหวัดตรัง จากจำเลยร่วม ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ได้ใช้เครื่องปั๊มลมไฮโดรลิกหัวเจาะดินดันท่อเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐๐ มิลลิเมตร ยาว ๖ เมตร ลอดใต้ถนนเพชรเกษมโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง กระแทกถูกสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงของโจทก์เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงระเบิดและชำรุดเสียหาย กระแสไฟฟ้าในจังหวัดตรังดับทั้งจังหวัด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และขาดประโยชน์จากการขายไฟฟ้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตรง เพราะต้องปฏิบัติงานตามข้อกำหนด เงื่อนไข แบบแปลน ภายใต้การกำกับดูแล และควบคุมสั่งการของจำเลยร่วม โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบว่า มีสิ่งกีดขวาง หรืออุปสรรคใด ๆ ความเสียหายจึงเกิดจากการที่จำเลยร่วมปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบการเดินสายไฟฟ้าใต้ดินของโจทก์ ทั้งโจทก์เองก็ไม่แจ้งหรือใช้เครื่องหมายแจ้งเตือนว่าเป็นบริเวณวางสายไฟฟ้าเคเบิลแรงสูง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยร่วมได้ตรวจสอบแนวเขตสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินตามผังของโจทก์ด้วยความระมัดระวังรอบคอบดีแล้ว แต่การดันท่อเหล็กยังถูกสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินอีก แสดงว่าสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ได้แสดงไว้ในแบบผังของโจทก์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นความผิดพลาดของโจทก์เอง จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างปรับปรุงระบบการผลิตและจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนจากจำเลยร่วม ซึ่งเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนของจำเลยร่วม เมื่อศาลเรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความในคดีแล้ว ถือว่า คดีเป็นการพิพาทกันระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตรังพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนให้ชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือในขอบอำนาจของตัวแทน โดยการใช้เครื่องปั๊มลมไฮโดรลิกหัวเจาะดินดันท่อเหล็กลอดใต้ถนนโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังทำให้กระแทกถูกสายเคเบิลไฟฟ้าใต้ดินของโจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองที่เป็นเอกชนเพราะเหตุละเมิดเท่านั้น แม้การที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำการดังกล่าวจะสืบเนื่องมาจากเพราะจำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญากับจำเลยร่วมตามสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างถังน้ำใสขนาด ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร และปรับปรุงระบบผลิตน้ำหน่วยบริการประชาชนลำภูรา และจำเลยร่วมได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการเข้ามาเพราะจำเลยทั้งสองขอให้หมายเรียก ดังนั้นย่อมต้องถือว่าผู้ที่มีข้อพิพาทกับจำเลยร่วมคือจำเลยทั้งสองเท่านั้นหาใช่โจทก์ไม่ และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงมิใช่การพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ส่วนข้อพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองกับจำเลยร่วมนั้น แม้สัญญาที่จำเลยร่วมทำกับจำเลยที่ ๑ จะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่ประเด็นข้อนี้ก็เป็นเพียงประเด็นที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทที่ว่าลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามคำขอของจำเลยทั้งสองได้หรือไม่นั้น จักต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ก่อนเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิไล่เบี้ยในหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าวจากจำเลยร่วมได้หรือไม่ ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการดำเนินการก่อสร้างถังน้ำใสขนาด ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร และปรับปรุงระบบผลิตน้ำของหน่วยบริการลำภูรา การประปาส่วนภูมิภาค สาขาห้วยยอด ซึ่งเป็นการจัดทำภารกิจของหน่วยงานทางปกครองที่เป็นบริการสาธารณะและมีการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของจำเลยร่วมในการใช้สอยที่ดินและเดินท่อน้ำไปใต้พื้นดินของบุคคลใด ๆ เพื่อสร้างระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา ตามมาตรา ๗ (๓) ประกอบกับมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ โดย จำเลยร่วมได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เดินท่อน้ำประปาลอดใต้ถนนตามแบบแปลนและในบริเวณที่จำเลยร่วมกำหนด การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ ในการเดินท่อประปาลอดใต้ถนนจึงมิได้ดำเนินการเองในฐานะเอกชนทั่วไป แม้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงของโจทก์เสียหาย แต่กรณีก็เห็นได้ว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นและการใช้สิทธิทางศาลของโจทก์เพื่อขอให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหายในคดีนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายจากการจัดทำภารกิจของหน่วยงานทางปกครองที่เป็นบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ทางปกครองตามกฎหมายของจำเลยร่วมที่ต้องกระทำให้ถูกต้องภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้และต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวตามหลักนิติรัฐนั่นเอง สภาพของข้อพิพาทจึงมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน แต่ต้องถือว่าเป็นข้อพิพาทอันเกิดขึ้นจากการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และการพิจารณาแต่เพียงว่าข้อพิพาทในลักษณะนี้เกิดจากการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้พิจารณาภารกิจที่เอกชนได้รับมอบหมายจากหน่วยงานทางปกครอง ย่อมเท่ากับปฏิเสธว่าการดำเนินการในเรื่องนี้มิใช่เป็นเรื่องการจัดทำภารกิจของหน่วยงานทางปกครองที่เป็นบริการสาธารณะและทำให้กลับกลายเป็นภาระของบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเพียงผู้รับจ้างแต่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานทางปกครองต้องหาทางดำเนินการแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานทางปกครองโดยลำพังระหว่างกัน ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีที่จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้รับจ้างกับจำเลยร่วมที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขแห่งสัญญา รวมทั้งแบบแปลนที่กำหนดในสัญญา ภายใต้การกำกับดูแลและควบคุมสั่งการของจำเลยร่วม จำเลยที่ ๑ ไม่ทราบว่ามีสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคใด ๆ มาก่อน โจทก์ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว และจำเลยร่วมได้ให้การต่อสู้ว่า การดำเนินการตามสัญญาจ้างของจำเลยที่ ๑ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยร่วมตามที่กฎหมายกำหนด และอยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยร่วม จำเลยร่วมได้นำแผนผังของโจทก์มาศึกษาตรวจสอบก่อนที่จะให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินงานตามที่ได้รับจ้าง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ดำเนินการดันท่อประปาลอดใต้ถนนในตำแหน่งที่ห่างจากสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินของโจทก์ในระยะที่ปลอดภัยตามแผนผังของโจทก์แล้ว แต่ก็ยังถูกสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินของโจทก์ได้รับความเสียหาย ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจึงเกิดจากความผิดพลาดของแบบแผนผังของโจทก์ ด้วยเหตุนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีจำเลยร่วมทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ก่อสร้างถังน้ำใสขนาด ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร และปรับปรุงระบบผลิตน้ำหน่วยบริการ ลำภูรา การประปาส่วนภูมิภาค สาขาห้วยยอด จังหวัดตรัง แล้วถูกลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังใช้เครื่องปั๊มลมไฮโดรลิกหัวเจาะดินดันท่อเหล็กลอดใต้ถนนเพชรเกษมกระแทกถูกสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงของโจทก์เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงระเบิดและชำรุดเสียหาย กระแสไฟฟ้าในจังหวัดตรังดับทั้งจังหวัด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และขาดประโยชน์จากการขายไฟฟ้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย โดยศาลอนุญาตให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะผู้ว่าจ้าง และเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามคำร้องสอดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างถังน้ำใสและปรับปรุงระบบผลิตน้ำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ใช้เครื่องปั๊มลมไฮโดรลิกหัวเจาะดินดันท่อเหล็กลอดใต้ถนนเพชรเกษมกระแทกถูกสายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงของโจทก์เป็นเหตุให้สายไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินแรงสูงระเบิดและชำรุดเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเกิดจากการกระทำของเอกชนซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้น เป็นเพราะในฐานะผู้ว่าจ้าง และการที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิไล่เบี้ยจาก จำเลยร่วมในหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้หรือไม่ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทที่ว่าลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดหรือไม่เป็นสำคัญ ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และจำเลยร่วม จึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดตรังทอง ที่ ๑ นายภูมิพัฒน์ ตรังสุวรรณ ที่ ๒ จำเลย การประปาส่วนภูมิภาค จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดตรังทองที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 67/2557
#567457
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการดูแล บำรุง รักษาต้นไม้ในบริเวณริมคลองให้อยู่ในสภาพแข็งแรงไม่ทรุดโทรม หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของบุคคลทั่วไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับงดเว้นหรือปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ เมื่อมีลมพัดแรงต้นมะพร้าวซึ่งมีสภาพแก่และทรุดโทรมได้หักโค่นข้ามคลองลงมาทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยกับผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ดูต้นมะพร้าวที่อยู่ในความรับผิดชอบให้มีสภาพแข็งแรงไม่ทรุดโทรมเมื่อมีลมพัดแรงจึงหักโค่นทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น เหตุละเมิดหาได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๗/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแขวงธนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๓๙/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการดูแล บำรุง รักษาต้นไม้ในบริเวณริมคลองเลียบถนนกำนันแม้น ใกล้ซอยกำนันแม้น ๑๗ แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงมิให้มีสภาพทรุดโทรมเพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้มทับหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของบุคคลทั่วไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับงดเว้นหรือปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่เป็นเหตุให้เมื่อมีลมพัดแรงต้นมะพร้าวซึ่งมีสภาพแก่ทรุดโทรมและไม่แข็งแรงได้หักโค่นข้ามคลองลงมาทับรถยนต์กระบะยี่ห้อ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน ถย ๙๖๕๓ กรุงเทพมหานคร ของนายสรายุทธ์ แสนใจ ผู้เอาประกันภัยกับผู้ฟ้องคดี ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน ๓๑,๐๑๓.๓๘ บาท ผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า รถยนต์คันเกิดเหตุจอดอยู่ฝั่งพื้นที่เขตภาษีเจริญ เอกชนทำการถมดินริมตลิ่งรุกล้ำเข้าไปในคลองสาธารณะริมตลิ่งฝั่งภาษีเจริญเพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ปลูกต้นมะพร้าวหรือจัดให้มีขึ้นจึงอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดี ในวันเกิดเหตุมีพายุลมแรงทำให้ต้นมะพร้าวหักโค่นทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย จึงเป็นเหตุสุดวิสัยจากธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมหรือป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ ผู้เอาประกันภัยย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากมีพายุลมแรงต้นมะพร้าวอาจหักโค่นทับรถยนต์คันพิพาทได้จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัยเอง ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดในเหตุวินาศภัยและไม่มีสิทธิไล่เบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแขวงธนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติจำกัดประเภทแห่งคดีที่เกิดจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง โดยมิได้มุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดา หรือการกระทำละเมิดที่ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ระมัดระวังตัดแต่งกิ่งไม้หรือรื้อถอนต้นไม้ ซึ่งมีสภาพทรุดโทรม เพื่อมิให้ต้นไม้บริเวณริมถนนล้มทับหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ กรณีพิพาทคดีนี้จึงมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่บำรุงรักษาหรือค้ำยันต้นไม้ที่เกิดขึ้นบริเวณริมถนนหรือริมคลองสาธารณะให้มั่นคงแข็งแรงเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้สัญจรบริเวณดังกล่าว ดังนั้นคลองสาธารณะซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีและบริเวณริมตลิ่งคลองรวมถึงต้นไม้ที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีในการดูแลรักษาตามกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นหรือปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลรักษาต้นมะพร้าวที่อยู่ในเขตพื้นที่เขตจอมทอง มีสภาพแก่และทรุดโทรมตั้งอยู่ริมฝั่งคลองสาธารณะเลียบถนนกำนันแม้น เมื่อมีลมพัดแรงต้นมะพร้าวจึงหักโค่นข้ามคลองลงมาทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยกับผู้ฟ้องคดี ที่จอดอยู่อีกฝั่งของคลองสาธารณะเลียบถนนกำนันแม้นได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาหรือค้ำยันต้นไม้ที่เกิดขึ้นบริเวณริมถนนหรือริมคลองสาธารณะให้มั่นคงแข็งแรง มิให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินหรือประชาชนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการดูแล บำรุง รักษาต้นไม้ในบริเวณริมคลองให้อยู่ในสภาพแข็งแรงไม่ทรุดโทรม เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้มทับหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของบุคคลทั่วไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับงดเว้นหรือปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ เป็นเหตุให้เมื่อมีลมพัดแรงต้นมะพร้าวซึ่งมีสภาพแก่และทรุดโทรมได้หักโค่นข้ามคลองลงมาทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยกับผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า รถยนต์คันเกิดเหตุจอดในที่ซึ่งเอกชนทำการถมดินริมตลิ่งรุกล้ำเข้าไปในคลองสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ปลูกต้นมะพร้าวจึงอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ ในวันเกิดเหตุมีพายุลมแรงทำให้ต้นมะพร้าวหักโค่นทับรถยนต์ จึงเป็นเหตุสุดวิสัยจากธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมหรือป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ ผู้เอาประกันภัยย่อมเล็งเห็นได้ว่าต้นมะพร้าวอาจหักโค่นทับรถยนต์ได้ จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัย ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดในเหตุวินาศภัยและไม่มีสิทธิไล่เบี้ย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ดูต้นมะพร้าวที่อยู่ในความรับผิดชอบให้มีสภาพแข็งแรงไม่ทรุดโทรมเมื่อมีลมพัดแรงจึงหักโค่นทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น เหตุละเมิดหาได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2557
#567456
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้า ภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินในส่วนงานออกแบบผลิตและติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ของโจทก์ อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างงานแบบเบ็ดเสร็จออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงอาคารสำนักงานของจำเลย และเป็นสถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการประชาชน ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๖/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๔ บริษัทลีเนียร์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.๑/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ผบ.๑๓๑๐/๒๕๕๔ ความว่า จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้า ภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ในราคาจ้างเหมารวมอุปกรณ์ ๒,๗๐๐,๐๐๐ บาท ระหว่างดำเนินการ จำเลยแก้ไขแบบแปลนสัญญาจ้าง และให้ออกแบบ ผลิต และติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ภายนอกตัวอาคาร ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา ตกลงชำระค่าจ้างเมื่อทำงานเสร็จและส่งมอบงาน โจทก์ทำงานส่วนเพิ่มเสร็จ จำเลยชำระเงินเฉพาะงานสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่ชำระส่วนงานเพิ่มเติม ๓๗๙,๕๐๐ บาท โจทก์ติดตามทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า งานออกแบบ ผลิต และติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ของโจทก์ เป็นไปตามเงื่อนไขเฉพาะการจ้างประกอบประกาศสอบราคาจ้างเหมาตกแต่งภายในอาคารสำนักงานจำเลย มิใช่งานจ้างเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การออกแบบ ผลิต และติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่นอกตัวอาคารสำนักงานของจำเลย มีสาระสำคัญเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรของจำเลยและการให้บริการเพื่อให้ประชาชนทั่วไปมาใช้บริการของจำเลยอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหารายได้ และผลตอบแทนในเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับผู้ประกอบกิจการธุรกิจทั่วไป และในส่วนของสัญญาออกแบบและปรับปรุงตกแต่งพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้าของจำเลยระหว่างจำเลยกับโจทก์ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงสถานที่ให้เกิดความสวยงามและให้ความสะดวกแก่ผู้เข้าไปใช้บริการในบริเวณอาคารสำนักงานบริการลูกค้าของจำเลย ซึ่งเป็นการดำเนินการในเชิงธุรกิจต่อเนื่องจากการให้บริการทางสาธารณะในลักษณะเช่นเดียวกับเอกชนผู้ประกอบกิจการธุรกิจทั่วไป กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าการปรับปรุงตกแต่งในส่วนพื้นที่ให้บริการลูกค้าเป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะ เพื่อมุ่งให้การบริการสาธารณะของจำเลยบรรลุผลได้โดยตรง นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในกรณีนี้ จึงเป็นการดำเนินกิจการในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไป และมีลักษณะมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค มิใช่กิจการที่ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองโดยตรง ที่ต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรืออำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะที่จำเลยมีอำนาจเหนือปัจเจกบุคคล และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบ ปรับปรุงพื้นที่ พร้อมติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ทั้งในส่วนพื้นที่บริการลูกค้าและพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยในส่วนงานจ้างออกแบบ ผลิต และติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ภายนอกตัวอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นงานที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขเฉพาะการจ้างตามประกาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ดังนั้น สัญญาจ้างงานเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง ซึ่งได้แก่จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงอาคารสำนักงานของจำเลยสำหรับเป็นสถานที่ติดต่อให้บริการด้านโทรคมนาคมแก่ประชาชนและเป็นสถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการประชาชนที่มาใช้บริการที่อาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จำเลยใช้ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาจ้างงานเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินในส่วนงานออกแบบผลิตและติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ภายนอกตัวอาคาร อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างงานแบบเบ็ดเสร็จออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ที่มิอาจแยกออกจากสัญญาดังกล่าวได้ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามสัญญาจ้างงานเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างตามสัญญา กรณีจำเลยทำสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้า ภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ กับโจทก์ ต่อมาจำเลยแก้ไขแบบแปลนสัญญาจ้าง และให้ออกแบบ ผลิต และติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ภายนอกตัวอาคาร ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ทำงานส่วนเพิ่มเสร็จ แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า งานออกแบบ ผลิต และติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ของโจทก์ เป็นไปตามเงื่อนไขเฉพาะการจ้างประกอบประกาศสอบราคาจ้างเหมาตกแต่งภายในอาคารสำนักงานจำเลย มิใช่งานจ้างเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคมทุกลักษณะ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินในส่วนงานออกแบบผลิตและติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ของโจทก์ อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างงานแบบเบ็ดเสร็จออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บริการลูกค้าภายในอาคารสำนักงานบริการลูกค้า กสท เชียงใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงอาคารสำนักงานของจำเลยสำหรับเป็นสถานที่ติดต่อให้บริการด้านโทรคมนาคมแก่ประชาชน และเป็นสถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการประชาชน ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทลีเนียร์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โจทก์ บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีเนียร์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2557
#575041
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ ๒ กรณีจำเลยทั้งสองแจ้งข้อความเป็นหนังสือราชการในลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำของจำเลยทั้งสองที่โจทก์อ้างตามฟ้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองในการออกหนังสือราชการที่โจทก์กล่าวอ้าง มิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๕/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย ชาญณรงค์กุล ที่ ๑ นายบุญเสริม ไกรสินธุ์ ที่ ๒ จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๓๑๐/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๓๗๑/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีจำเลยทั้งสองกระทำละเมิด โดยเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มีหนังสือแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดโดยมีข้อความว่า การดำเนินการของโจทก์มีลักษณะเข้าข่ายการประกันชีวิต ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการฌาปนกิจสงเคราะห์และแจ้งให้สหกรณ์จังหวัดเตือนสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการหรือจะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการใช้ความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมโครงการกับโจทก์ และเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๒ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ ๒ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้มีหนังสือที่มีข้อความตามหนังสือของจำเลยที่ ๑ แจ้งไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตพื้นที่ ๒ อันเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและขาดรายได้จากการดำเนินการฌาปนกิจสงเคราะห์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยสุจริตในอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล ป้องปรามการกระทำอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์และสมาชิกทั่วประเทศ ข้อความที่ปรากฏตามฟ้องมิได้เป็นการหมิ่นประมาท แต่เป็นเพียงข้อความที่แจ้งข้อเท็จจริงให้สมาชิกสหกรณ์ทราบเท่านั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดที่เกิดจากการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เป็นการหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๓ อีกทั้งแม้จำเลยทั้งสองจะออกหนังสือเป็นหนังสือราชการในนามของกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งไปทั่วประเทศตามจังหวัดต่างๆ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าการออกหนังสือของจำเลยดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นใดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาการกระทำการหรือไม่กระทำการ หรือคำสั่งที่มีการควบคุมในการทำธุรกิจการงานในกิจการสหกรณ์ต่อสมาชิกสหกรณ์ กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นนายทะเบียนสหกรณ์ และมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติให้นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่รับจดทะเบียน ส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ และกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น ... ฯลฯ เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์กระทำการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖ (๑) โดยการให้คำแนะนำและกำกับดูแลสหกรณ์ให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมาย มิให้กระทำกิจกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๔๕ หรือกฎหมายอื่น การที่โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีจำเลยที่ ๑ มีหนังสือแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดโดยมีข้อความว่าการดำเนินการของโจทก์มีลักษณะเข้าข่ายการประกันชีวิต ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการฌาปนกิจสงเคราะห์ และแจ้งให้สหกรณ์จังหวัดเตือนสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการหรือจะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการใช้ความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมโครงการกับโจทก์ และจำเลยที่ ๒ ได้แจ้งข้อความดังกล่าวไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตพื้นที่ ๒ อันเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองกระทำการโดยสุจริตในอำนาจหน้าที่ ข้อความที่ปรากฏตามฟ้องมิได้เป็นการหมิ่นประมาท แต่เป็นเพียงข้อความที่แจ้งข้อเท็จจริงให้สมาชิกสหกรณ์ทราบเท่านั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำของจำเลยทั้งสองที่โจทก์อ้างตามฟ้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองในการมีหนังสือแจ้งเตือนสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการหรือจะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการใช้ความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมโครงการกับโจทก์ มิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทก์ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล ที่ ๑ นายบุญเสริม ไกรสินธุ์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุม
สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย
จำเลย — นายสมชาย ชาญณรงค์กุล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2557
#567455
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ในสังกัดเป็นจำเลยให้รับผิดทางละเมิด โดยอ้างว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนำเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาของทางราชการออกนอกสถานที่ราชการแล้วเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาดังกล่าวไว้ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ริมถนนสาธารณะเป็นเหตุให้ถูกโจรกรรม เห็นว่า ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่จะต้องเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การพิจารณาความรับผิดทางละเมิดของโจทก์และจำเลยจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องขอให้จำเลยต้องรับผิดทางละเมิดที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และขอให้จำเลยรับผิดชดใช้เป็นการเฉพาะตัว แต่จำเลยไม่ยอมชำระ เหตุละเมิดคดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นคดีละเมิดทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๔/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงพระนครเหนือ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพระนครเหนือส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โจทก์ ยื่นฟ้องพันตำรวจโท หรือนายวรชัย อารักษ์รัฐ จำเลย ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๐๐๔/๒๕๕๕ ความว่า จำเลยเป็นข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ จำเลยเบิก เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ยี่ห้อฮิวเลตต์แพ็คการ์ด ราคา ๔๖,๙๙๔.๔๔ บาท เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวน เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ หลังเวลาปฏิบัติราชการ จำเลยนำเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาออกจากสถานที่ราชการเพื่อนำไปใช้งานต่อที่บ้านพักอาศัยอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยไม่ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ระหว่างเดินทางจำเลยแวะจอดรถยนต์ที่หน้าบ้านพักอีกหลังที่ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในกระเป๋าวางไว้ที่พื้นรถยนต์บริเวณเบาะหลังด้านคนขับแล้วลงไปเอาทรัพย์สินส่วนตัวในบ้านพัก เมื่อกลับมาที่รถยนต์พบว่ากระจกประตูหลังด้านขวาถูกทุบแตกและเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมทรัพย์สินส่วนตัวสูญหาย โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแก่จำเลย คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้นอกสถานที่ราชการโดยไม่ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการ เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และการที่จำเลยเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ในรถยนต์จอดไว้ริมถนนสาธารณะเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการดูแลทรัพย์สินของทางราชการ เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ให้จำเลยรับผิดเป็นการเฉพาะตัวชดใช้ราคาหลังหักค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน ๑๒,๔๐๕.๕๐ บาท โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยนำคอมพิวเตอร์พกพาไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการสืบสวนสอบสวนเนื่องจากภารกิจที่ได้รับมอบหมายไม่แล้วเสร็จ จำเลยนำคอมพิวเตอร์พกพาวางไว้ที่พื้นรถยนต์ด้านหลังคนขับเนื่องจากน้ำท่วม หากนำคอมพิวเตอร์ลงจากรถอาจเกิดความเสียหายได้ จำเลยปิดล็อคประตูรถยนต์เข้าไปในบ้านพักนาน ๓๐ นาที จุดเกิดเหตุมีรถสัญจรไปมาและมีฝนตกตลอดเวลา เมื่อพบว่ากระจกรถยนต์ประตูหลังด้านขวาถูกทุบแตกและคอมพิวเตอร์พกพาสูญหาย จำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบ จำเลยเก็บรักษาทรัพย์สินของโจทก์ตามสมควรที่บุคคลทั่วไปพึงกระทำในการดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเองมิใช่กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงพระนครเหนือพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องกล่าวหาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการละเมิดต่อโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการดูแลทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร พฤติการณ์การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์อ้างว่า จำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยนำเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาของทางราชการออกนอกสถานที่ราชการแล้วเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาดังกล่าวไว้ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ริมถนนสาธารณะเป็นเหตุให้ถูกโจรกรรมนั้น เหตุแห่งการกระทำละเมิดคือการไม่ใช้ความระมัดระวังในการดูแลทรัพย์สินของทางราชการ หาใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลย ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดหน่วยงานของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๔ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๓/๑ และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้เบิกเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาสำหรับใช้ปฏิบัติงานสอบสวนทั้งในและนอกสถานที่ราชการมาใช้ในลักษณะพกพาประจำตัวตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จนถึงวันก่อนหน้าที่จะสูญหายโดยไม่เคยขอรับอนุญาตนำออกไปใช้ปฏิบัติงานนอกสถานที่ราชการจากผู้มีอำนาจอนุญาตตามข้อ ๑๔๗ (๒) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาก่อนจนเป็นปกติธุระ ถือได้ว่ากรณีเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาสำหรับเป็นเครื่องมือสนับสนุนและอำนวยความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนคดีพิเศษตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จำเลยจึงมีหน้าที่ตามข้อ ๑๔๘ ของระเบียบเดียวกัน ที่จะต้องดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการที่จำเลยใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งในและนอกสถานที่ราชการ และจะต้องนำเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาดังกล่าวคืนให้แก่ทางราชการในสภาพที่ใช้การได้เรียบร้อยด้วย เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาประจำตัวดังกล่าวสูญหายไปในระหว่างอยู่ในความครอบครองของจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์จากการละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลรักษาพัสดุและคืนพัสดุให้แก่โจทก์ตามข้อ ๑๔๘ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่จะต้องเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๓ ส่วนจำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ ดังนั้น การพิจารณาความรับผิดทางละเมิดของโจทก์และจำเลยจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องขอให้จำเลยต้องรับผิดทางละเมิดที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และขอให้จำเลยรับผิดชดใช้เป็นการเฉพาะตัว แต่จำเลยไม่ยอมชำระ เห็นว่า เหตุละเมิดคดีนี้ จึงไม่ใช่คดีที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นคดีละเมิดทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ โจทก์ พันตำรวจโท หรือนายวรชัย อารักษ์รัฐ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสอบสวนคดีพิเศษ
จำเลย — พันตำรวจโท หรือ นายวรชัย อารักษ์รัฐ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2557
#575535
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน ในโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง ด้วยการจัดจ้างวิธีพิเศษ ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้าง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้จำเลยมีอำนาจหน้าที่ภายใต้วัตถุประสงค์ที่จะต้องจัดทำและดูแลรักษาสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ หรือบริการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้สภาพการอยู่อาศัยดีขึ้น อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะภายในบริเวณที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านเอื้ออาทรเพื่อให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ ดังนั้น การที่จำเลยได้ทำสัญญาให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว เป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๓/๒๕๕๗

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จั่วเซ้งยโสธร โจทก์ ยื่นฟ้องการเคหะแห่งชาติ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๒/๒๕๕๕ ความว่า จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน ตามแบบเอ-๑ แบบจ้างเหมารวมวัสดุและอุปกรณ์ในโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (น้ำคอก) ด้วยการจัดจ้างวิธีพิเศษ ในราคา ๓,๙๒๐,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ส่งมอบพื้นที่ โดยโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันเพื่อเป็นหลักประกันตามสัญญามามอบไว้ต่อจำเลย ในระหว่างก่อสร้าง โจทก์เกิดปัญหาและอุปสรรคทำให้การก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดอันเป็นเหตุสุดวิสัยมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่จำเลยยังคงให้โจทก์ทำงานต่อไป ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง พร้อมทั้งเร่งทำงานก่อสร้างและส่งมอบงานงวดสุดท้าย และขอเบิกค่าจ้างตามสัญญา ซึ่งจำเลยได้ตรวจรับงานเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยในประเด็นเดียวกันต่อศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๓๔/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๑๑๙๓/๒๕๕๔ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้าง จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันและไม่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชนตามแบบเอ-๑ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (น้ำคอก) จึงเป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อให้ผู้ซื้อบ้านอยู่ในโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยองได้ใช้ประโยชน์ แม้สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน แบบเอ-๑ ข้อ ๑ ระบุว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน แบบเอ-๑จำนวน ๑ หลัง พร้อมงานปรับปรุงที่ดิน ก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และอื่นๆ แต่มีรายละเอียดและเงื่อนไขการจ่ายเงินค่าจ้างตามข้อ ๔ และเอกสารแนบท้ายสัญญา ข้อ ๓๐ แนบท้ายสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน ระบุว่า งานอาคาร หมายถึง ตัวอาคาร ไฟฟ้า ท่อเดินสาย ทางระบายน้ำ ซึ่งอยู่ในอาคารและรอบๆ อาคารเท่านั้น การทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชนดังกล่าว จึงไม่ใช่การจัดทำบริการสาธารณะหรือสาธารณูปโภค แม้สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชนระหว่างโจทก์กับจำเลย จะมีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา แต่เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองสมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์ในฐานะเอกชน สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชนดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แต่เป็นคดีพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้จัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (น้ำคอก) สำหรับผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง จำเลยจึงมีอำนาจและหน้าที่ต้องจัดทำและดูแลรักษาสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ หรือบริการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้สภาพการอยู่อาศัยดีขึ้น อันเป็นการบริการสาธารณะภายในบริเวณที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านเอื้ออาทรนั้น เมื่อจำเลยได้ตกลงทำสัญญาจ้างเหมาโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน แบบเอ-๑ เพื่อใช้เป็นที่ทำการศูนย์ประสานชุมชนสำหรับประชาชนที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (น้ำคอก) ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งสัญญากำหนดให้โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างอาคาร จำนวน ๑ หลัง พร้อมทั้งก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคารให้สมบูรณ์พร้อมให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ได้ทันที อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะและจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคภายในโครงการบ้านเอื้ออาทรนั้น การที่จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวก็เพื่อจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็นและความสำคัญแก่ผู้ที่อยู่อาศัยภายในโครงการดังกล่าว อันเป็นบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยแทนจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค นอกจากนี้ ข้อกำหนดในสัญญายังมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของคู่สัญญาฝ่ายรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผล อีกทั้งสัญญาได้มีข้อกำหนดให้มีการใช้สัญญาแบบปรับราคาได้สำหรับราคางานก่อสร้างตามสัญญานี้อีกด้วย ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะพิเศษที่ไม่พบในสัญญาทางแพ่งตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์อ้างว่า จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารศูนย์ชุมชน แบบจ้างเหมา ในโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (น้ำคอก) ด้วยการจัดจ้างวิธีพิเศษ ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้าง ขอให้ยกฟ้อง จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาว่าจ้างก่อสร้างดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้จำเลยมีอำนาจหน้าที่ภายใต้วัตถุประสงค์ที่จะต้องจัดทำและดูแลรักษาสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ หรือบริการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้สภาพการอยู่อาศัยดีขึ้น อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะภายในบริเวณที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านเอื้ออาทรเพื่อให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ ดังนั้น การที่จำเลยได้ทำสัญญาให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว จึงเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด จั่วเซ้งยโสธร โจทก์ การเคหะแห่งชาติ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จั่วเซ้งยโสธร
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2557
#567452
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่รัฐวิสาหกิจฟ้องเอกชนว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจัดหาที่ดินและเงินทุนในการก่อสร้างอาคารพร้อมระบบสาธารณูปโภคทั้งภายในและภายนอกโครงการ โดยที่ดินต้องมีเอกสารสิทธิ์และทางออกสู่ถนนสาธารณะ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนงานจึงมีหนังสือแจ้งเตือนก่อนเลิกสัญญาพร้อมทั้งใช้สิทธิริบหลักประกันและให้ชำระค่าปรับตามสัญญา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้จ้างบริษัทอื่นให้ก่อสร้างงานส่วนที่เหลือแทนผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาร่วมดำเนินกิจการดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ภายใต้วัตถุประสงค์ในการจัดหาและก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยโครงการบ้านเอื้ออาทรให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยพร้อมระบบสาธารณูปโภคเป็นของตนเองในราคาประหยัดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ การที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินกิจการโครงการดังกล่าว จึงเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินกิจการบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดี สัญญาเข้าร่วมดำเนินกิจการพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๒/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ การเคหะแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องบริษัทนวทรัพย์ธานี จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๐/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับมอบภารกิจจากรัฐบาลให้ดำเนินการจัดหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านเอื้ออาทรเพื่อผู้มีรายได้น้อย ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นข้อเสนอจัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดฉะเชิงเทรา (พนมสารคาม) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และคณะกรรมการ กคช. ได้อนุมัติจัดซื้อโครงการดังกล่าวไว้แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงได้ทำสัญญาร่วมดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดฉะเชิงเทรา (พนมสารคาม) กับผู้ถูกฟ้องคดี ตามสัญญาตกลงให้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ร่วมดำเนินกิจการเพื่อทำการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดฉะเชิงเทรา (พนมสารคาม) เป็นอาคารบ้านเดี่ยว ๒ ชั้น ๔๖๕ หน่วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๙๕,๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ร่วมดำเนินกิจการจะต้องจัดหาที่ดินและเงินทุนเพื่อก่อสร้างอาคารพร้อมทั้งก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการและอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกโครงการ โดยที่ดินจะต้องเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ และมีระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการจัดทำโครงการ ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนงานผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือเร่งรัดงานมาโดยตลอดและมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดี พร้อมทั้งใช้สิทธิริบหลักประกันและให้ชำระค่าปรับตามสัญญา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้จ้างบริษัทชนต์ปกรณ์ จำกัด ให้ก่อสร้างงานส่วนที่เหลือแทนผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าปรับ ค่าเสียหายอื่นๆ และค่าก่อสร้างผู้รับเหมารายใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ปฏิบัติตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการอย่างเคร่งครัด การขอขยายระยะเวลาเนื่องจากเกิดภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้า ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินกิจการและส่งมอบงวดงานรวมทั้งเบิกค่าจ้างตามงวดงานแล้วเสร็จร้อยละ ๙๒.๗๓ ภายหลังผู้ฟ้องคดีได้บอกเลิกสัญญาคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกร้องได้เฉพาะค่าเสียหายเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องรับผิดค่าจ้างดูแลทรัพย์ เมื่อได้ทำการส่งมอบพื้นที่แก่ผู้ฟ้องคดีก่อนการบอกเลิกสัญญาและมิได้มีข้อกำหนดในสัญญาให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องร่วมรับผิดและไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่าปรับ อีกทั้งไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการกู้ลงทุนค่าที่ดิน ค่าก่อสร้างเมื่อสิ้นสุดสัญญา เพราะผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เข้าเป็นคู่สัญญาการรับภาระดอกเบี้ยย่อมไม่ชอบธรรม เป็นสัญญาที่มีลักษณะเอารัดเอาเปรียบ จึงตกเป็นโมฆะ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับความเสียหายจากการส่งมอบบ้านไม่ทันกำหนด ค่าก่อสร้างซึ่งจัดจ้างบริษัทชนต์ปกรณ์ จำกัด เป็นค่าเสียหายเกินความจริง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับผู้ฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับการจัดให้มีที่อยู่อาศัยแก่ประชาชน ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ และต้องมีหน้าที่จัดทำดูแลรักษาสาธารณูปโภค ระบบไฟฟ้า ประปา ถนน อันเป็นการบริการสาธารณะในบริเวณที่อยู่อาศัยดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีให้เป็นผู้ร่วมดำเนินกิจการจัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดฉะเชิงเทรา (พนมสารคาม) เพื่อก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยในสภาพเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่อาศัยบนที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้จัดหามาโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้ฟ้องคดี และเป็นการดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาที่อยู่ให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาประหยัดและได้มาตรฐานชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมสาธารณูปโภค สาธารณูปการตามมาตรฐานของผู้ฟ้องคดี สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นการที่หน่วยงานทางปกครองมอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดี เข้าดำเนินการหรือร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบนิยามตามมติของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อข้อพิพาทของคดีนี้สืบเนื่องมาจากการมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่า ผู้ฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดหาที่ดินวางระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ก่อสร้างบ้านและส่งมอบภายในกำหนดเวลาเท่านั้น อันเป็นการตระเตรียมบ้านและที่ดินที่จะนำไปใช้ในโครงการบ้านเอื้ออาทร เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยโดยได้รับมอบหมายภารกิจจากรัฐบาลของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น นอกจากนี้บุคคลที่จะมาซื้อนั้นก็เป็นคนภายนอกกลุ่มเดียวและจักต้องเสียค่าตอบแทน มิใช่สัญญาที่ผู้ฟ้องคดีมอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าดำเนินการสาธารณะโดยตรง หรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดีที่จะถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดหาที่ดินและก่อสร้างบ้านตามธรรมดาที่สนับสนุนวัตถุประสงค์ภารกิจหลักของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำสัญญาร่วมดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทรซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจัดหาที่ดินและเงินทุนเพื่อก่อสร้างอาคารพร้อมระบบสาธารณูปโภคทั้งภายในและภายนอกโครงการ โดยเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิ์และทางออกสู่ถนนสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนงานจึงมีหนังสือแจ้งเตือนก่อนเลิกสัญญาพร้อมทั้งใช้สิทธิริบหลักประกันและให้ชำระค่าปรับตามสัญญา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้จ้างบริษัทอื่นให้ก่อสร้างงานส่วนที่เหลือแทนผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าปรับ ค่าเสียหายและค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากเดิมพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาร่วมดำเนินกิจการดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ภายใต้วัตถุประสงค์ในการจัดหาและก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยโครงการบ้านเอื้ออาทรให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยพร้อมระบบสาธารณูปโภคเป็นของตนเองในราคาประหยัดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ การที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินกิจการโครงการดังกล่าว จึงเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินกิจการบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดี สัญญาเข้าร่วมดำเนินกิจการพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างการเคหะแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดี บริษัทนวทรัพย์ธานี จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — การเคหะแห่งชาติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัทนวทรัพย์ธานี จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2557
#567443
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัทเอกชนเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดินแล้วนำมาให้กรุงเทพมหานครทำสัญญาเช่าช่วงเพื่อทำตลาดนัด และประกาศให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าทำสัญญาจองและเช่าแผงค้า ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนผู้ค้ารายย่อยได้เข้าทำสัญญาจองแผงค้าและเช่าแผงค้าถาวรกับวางเงินค่าพัฒนาและก่อสร้างตลาดนัดแล้ว แต่บริษัทเอกชนและกรุงเทพมหานครผิดสัญญา ขอให้เพิกถอนสัญญาทั้งสองฉบับและสัญญาเช่าช่วงที่ดินระหว่างบริษัทเอกชนกับกรุงเทพมหานคร และคืนเงิน เห็นว่า สัญญาจองแผงค้าที่ผู้ฟ้องคดีทำกับบริษัทเอกชนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเพียงผู้ดำเนินการก่อสร้างตลาดและจัดหาผู้ค้ารายย่อย มิใช่ผู้บริหารตลาดอันจะถือว่าเป็นการบริการสาธารณะ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งธรรมดา ส่วนสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับกรุงเทพมหานครผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อกำหนดของสัญญาก็เป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ซึ่งมีลักษณะของเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน มิได้มีข้อกำหนดพิเศษที่จะให้พิจารณาได้ว่ามีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หรือเป็นการมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้จัดให้มีบริการสาธารณะแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง สำหรับสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการจัดให้มีตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ แต่ก็เป็นเพียงการเช่าพื้นที่จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บริหารตลาด จึงเป็นสัญญาทางแพ่งธรรมดา การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าช่วงจึงเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อนำมาสู่การขอเพิกถอนสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๑ และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชำระเงินคืน เมื่อความประสงค์หลักของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีที่ศาลจะต้องพิจารณานี้ เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก็ควรจะได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่คู่ความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๑/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ นายชาติชาย มิ่งขวัญ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ บริษัทไทเทวราช จำกัด ที่ ๒ นายเอธัส มนต์เสรีนุสรณ์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๗๕/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสงค์จะจัดให้มีตลาดสนามหลวง ๒ ธนบุรี ส่วนขยาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงมอบหมายให้ตัวแทนยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อจัดหาที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เช่า โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตกลงเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๙ ที่ ๑๓๔๐ และที่ ๑๓๔๑ เลขที่ดิน ๑๑ , ๗๑ และ ๑๙ แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร รวม ๓ แปลง เนื้อที่ ๘๓ ไร่ ๑ งาน ๖.๕ ตารางวา กับห้างหุ้นส่วนจำกัดสวนพฤกษศาสตร์กรุงเทพ โดยสัญญาได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สามารถนำที่ดินแปลงดังกล่าวเช่าช่วงได้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินดังกล่าวกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีกำหนดระยะเวลา ๑๐ ปี ค่าเช่าเดือนละ ๒,๔๕๐,๐๐๐ บาท จดทะเบียนการเช่าในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จัดตั้งบริษัทเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากที่ดินที่เช่า โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ปฏิบัติให้เคร่งครัดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด เพื่อให้การบริหารงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นไปโดยสะดวก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเข้าเป็นผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ยังได้เสนอที่ดินเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เช่าเพียงรายเดียว โดยไม่มีการแข่งขันในการเสนอให้เช่าอย่างเป็นธรรม จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๘ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย นิติกรรมการเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นโมฆะ ต่อมาประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ประกาศโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่า โครงการตลาดสนามหลวง ๒ ส่วนขยาย จะมีแผงค้าจำนวน ๕,๖๘๑ แผง และจะมีผู้ค้ารายย่อยในขณะส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องไม่น้อยกว่า ๒,๘๔๐ ราย โดยจะให้ผู้เช่าแผงรายย่อยซึ่งเป็นผู้ลงทุนในการพัฒนาและเสียค่าก่อสร้างได้เช่า มีกำหนดระยะเวลา ๑๐ ปี ผู้ฟ้องคดีได้จองเช่าพื้นที่กับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจำนวน ๒ แผง และได้ออกค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งความจริงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้จัดให้ผู้ค้ารายย่อยซึ่งเป็นผู้ชำระค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างเข้าทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บริหารแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กลับให้ตัวแทนหรือบริวารเข้ามาบริหารจัดการแสวงหาประโยชน์จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ส่งมอบตลาดสนามหลวง ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ให้ผู้ฟ้องคดีเช่าพื้นที่มีกำหนดระยะเวลา ๑๐ ปี ตามที่ประกาศโฆษณาไว้ การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าทำสัญญาจองแผงค้า สัญญาเช่าแผงค้าถาวร และชำระเงินค่าพัฒนาค่าก่อสร้างให้กับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพราะเชื่อตามประกาศโฆษณาเชิญชวนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามว่าการเช่าช่วงที่ดินระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ สัญญาจองแผงค้าระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นโมฆะ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้นิติกรรมการเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และนิติกรรมการจองแผงค้าระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นโมฆะ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า นิติกรรมเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รวมทั้งสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดี กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นไปโดยสุจริต ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หากแต่เป็นไปตามหลักการทำนิติกรรมสัญญาทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่เป็นโมฆะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งแก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด การเข้าทำสัญญาจองของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่เป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เคยเรียกเก็บเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้าง และไม่เคยตั้งตัวแทนไปเรียกเก็บเงินดังกล่าว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่ในการจัดหาผู้ค้ารายย่อยและเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าพัฒนาและก่อสร้างจากผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงต้องเรียกร้องเอาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หาใช่มาฟ้องเรียกร้องเอาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าเพราะติดค้างชำระค่าเช่า จึงไม่มีสิทธิเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนเงินดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดีนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องลาภมิควรได้ คำฟ้องขาดอายุความ ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การเช่าที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการเช่าเพื่อประโยชน์ในทางพาณิชย์ ซึ่งตามกฎหมายให้อำนาจไว้ ดังนั้น สัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ การทำสัญญาจองแผงค้าของผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการทำสัญญาเช่าแผงค้าระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ใช่กรณีสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม อันจะทำให้สัญญาเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๕๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีขาดอายุความ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินตามใบจองคืนได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีโครงการขยายตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) อันเป็นการดำเนินการจัดการให้มีตลาดซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าช่วงที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๙ เลขที่ ๑๓๔๐ และเลขที่ ๑๓๔๑ เนื้อที่รวม ๘๓ ไร่ ๑ งาน ๖.๕ ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) เดิม จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อจัดทำเป็นตลาดธนบุรี (สนามหลวงส่วนขยาย) โดยสัญญาเช่าช่วงที่ดินดังกล่าวในข้อ ๑ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่ทำการพัฒนาที่ดินและก่อสร้างอาคารตามแบบแปลน และจัดแบ่งพื้นที่ในการทำการค้าแต่ละประเภท (Zoning) ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนด รวมทั้งจะต้องปรับปรุงพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่สามารถอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินการตลาด การค้าขายและก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างตามแปลนแนบท้ายสัญญา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพัฒนาและก่อสร้างทั้งหมด ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะไปเรียกเก็บค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างจากผู้ค้ารายย่อยเอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ตกลงยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ/หรือบริวาร ผู้ค้ารายย่อย ใช้ตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒) ผ่านเข้าออกสถานที่เช่าได้ตลอดไป ข้อ ๔ กำหนดอายุสัญญาเช่าเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี นับตั้งแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่งมอบสถานที่เช่าตามสัญญา ข้อ ๕ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างอาคารสำหรับทำการค้าให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๓๐๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ทำสัญญานี้ โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิการเช่าทันที เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ส่งมอบอาคารและพื้นที่ต่างๆ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เกินกว่าร้อยละ ๕๐ ของอาคารและพื้นที่ทั้งหมด รวมทั้งจัดหาผู้ค้ารายย่อยได้เกินกว่าร้อยละ ๕๐ ของผู้ค้าในส่วนที่เป็นผู้ค้าแผงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทั้งนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับมอบสถานที่เช่าข้างต้นแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหน้าที่ในการบริหารสถานที่เช่า รวมถึงผู้ค้ารายย่อยทั้งหมดทันที โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยังคงมีหน้าที่จะต้องจัดหาผู้ค้ารายย่อยให้ครบถ้วนต่อไป ข้อ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงจะจ่ายเงินค่าเช่าเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ ๒,๔๕๐,๐๐๐ บาท โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มาขอรับเงินได้ที่สำนักงานตลาด กรุงเทพมหานคร ดังนี้ เห็นว่าสัญญาเช่าช่วงที่ดินดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งสัญญาดังกล่าวนอกจากจะมีวัตถุประสงค์ในการเช่าสถานที่สำหรับนำมาก่อสร้างตลาดแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เข้าร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยการดำเนินการพัฒนาและก่อสร้างตลาด รวมทั้งจัดหาผู้ค้ารายย่อยให้ครบถ้วน กรณีจึงเป็นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะ คือ การจัดให้มีตลาด ซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดให้มีตลาดตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บรรลุผล ดังนั้น สัญญาเช่าช่วงที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับสัญญาจองแผงค้าในตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒ ส่วนขยาย) ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น แม้จะเป็นสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกันก็ตาม แต่โดยที่สัญญาเช่าช่วงที่ดินระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่พัฒนาที่ดินพร้อมก่อสร้างอาคารเพื่อจัดทำตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒ ส่วนขยาย) และต้องจัดหาผู้ค้ารายย่อยมาทำการเช่าแผงค้าในตลาดด้วย ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เข้าทำสัญญาจองแผงค้ากับผู้ฟ้องคดีและเอกชนรายอื่น(ผู้ค้า) จึงเป็นการทำสัญญาในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาผู้ค้ามาจำหน่ายสินค้าให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดให้มีและควบคุมตลาดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๘๙ (๙) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ดังนั้น สัญญาจองแผงค้า จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนสัญญาเช่าแผงค้าถาวรตลาดธนบุรี (สนามหลวง ๒ ส่วนขยาย) ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นั้น เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีวัตถุประสงค์รวมทั้งเนื้อหาของสัญญาเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีจัดหาสินค้ามาจำหน่ายหรือให้บริการแก่ประชาชนในตลาด อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดให้มีตลาดตามอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดให้มีตลาดอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บรรลุผลโดยตรง แม้สัญญาดังกล่าวจะมีข้อกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีจ่ายเงินค่าเช่าก็ตาม แต่ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเพียงข้อกำหนดในการบริหารจัดการทางด้านการเงินเพื่อให้การจัดทำตลาดอันเป็นบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการต่อไปได้เท่านั้น มิได้ทำให้การจัดทำตลาดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการมุ่งหากำไรเชิงพาณิชย์เช่นการจัดทำตลาดของเอกชนทั่วไปแต่อย่างใด สัญญาเช่าแผงค้าถาวรจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ด้วยเช่นกัน เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าสัญญาเช่าช่วงที่ดินและสัญญาจองแผงค้าเป็นโมฆะและให้คืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาจองแผงค้าที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น จะเห็นได้ว่าเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชนทั้งตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ยืนยันได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเพียงผู้ดำเนินการก่อสร้างตลาดและจัดหาผู้ค้ารายย่อย มิใช่ผู้บริหารตลาดอันจะถือว่าเป็นบริการสาธารณะ สัญญาที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำขึ้นนี้ จึงเป็นเพียงสัญญาแพ่งธรรมดา มิได้มีลักษณะเป็นการจัดให้มีบริการสาธารณะ ส่วนสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แม้จะปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อกำหนดของสัญญาดังกล่าวก็เป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ซึ่งมีลักษณะของเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชน มิได้มีข้อกำหนดพิเศษที่จะให้พิจาณาได้ว่ามีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หรือเป็นการมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้จัดให้มีบริการสาธารณะแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าแผงค้ารายเดือน ซึ่งมีลักษณะเดียวกับการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน สัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการจัดให้มีตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเพียงการเช่าพื้นที่จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บริหารตลาด สัญญาเช่าช่วงที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นสัญญาแพ่งธรรมดาที่มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง การที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นี้ เป็นเพียงข้ออ้างของผู้ฟ้องเพื่อนำมาสู่การเพิกถอนสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๑ ทั้งสองฉบับที่กล่าวมาและขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชำระเงินคืน เมื่อความประสงค์หลักของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีที่ศาลจะต้องพิจารณานี้เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก็ควรจะได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความ ดังนั้นคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าทำสัญญาจองแผงค้า สัญญาเช่าแผงค้าถาวรและชำระเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม เนื่องจากเชื่อตามประกาศโฆษณาชวนเชื่อว่าสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ฟ้องคดีจะได้เช่าแผงค้ามีกำหนดเวลา ๑๐ ปี จึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ สัญญาทั้งสองฉบับจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาของผู้ฟ้องคดีทั้งสองฉบับและเพิกถอนสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับให้ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าพัฒนาและค่าก่อสร้างให้ผู้ฟ้องคดี จึงเห็นได้ว่า ความประสงค์หลักของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ คือต้องการฟ้องเพิกถอนสัญญาจองแผงค้าและสัญญาเช่าแผงค้าถาวรที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามลำดับ โดยมีข้ออ้างว่าสัญญาหลักที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เช่าช่วงที่ดินดังกล่าวจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งจะส่งผลให้สัญญาจองแผงค้าและสัญญาเช่าแผงค้าถาวรที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ดังนั้นจึงต้องพิจารณาสัญญาทั้งสองฉบับนี้เป็นหลักว่าเป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง เมื่อพิจารณาสัญญาจองแผงค้าที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น จะเห็นได้ว่า เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชน ทั้งตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ยืนยันว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเพียงผู้ดำเนินการก่อสร้างตลาดและจัดหาผู้ค้ารายย่อย มิใช่ผู้บริหารตลาดอันจะถือว่าเป็นการบริการสาธารณะ สัญญาที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำขึ้นนี้ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งธรรมดาที่มิได้มีลักษณะเป็นการจัดให้มีบริการสาธารณะ ส่วนสัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แม้จะปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อกำหนดของสัญญาดังกล่าวก็เป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ซึ่งมีลักษณะของเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน มิได้มีข้อกำหนดพิเศษที่จะให้พิจารณาได้ว่ามีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หรือเป็นการมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้จัดให้มีบริการสาธารณะแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าแผงค้ารายเดือนซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน สัญญาเช่าแผงค้าถาวรระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิจารณาประการสุดท้าย สำหรับสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการจัดให้มีตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ๑ ทำสัญญาเช่าช่วงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเพียงการเช่าพื้นที่จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บริหารตลาด สัญญาเช่าช่วงที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งธรรมดา ที่มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง นอกจากนี้มีข้อพิจารณาเพิ่มเติมว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าช่วงระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นี้ เป็นเพียงข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีเพื่อนำมาสู่การขอเพิกถอนสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๑ ทั้งสองฉบับที่กล่าวมาและขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชำระเงินคืน เมื่อความประสงค์หลักของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีที่ศาลจะต้องพิจารณานี้ เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก็ควรจะได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่คู่ความ

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายชาติชาย มิ่งขวัญ ผู้ฟ้องคดี กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ บริษัทไทเทวราช จำกัด ที่ ๒ นายเอธัส มนต์เสรีนุสรณ์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการพัสดุของการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2538
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ. 2538
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายชาติชาย มิ่งขวัญ
ผู้กล่าวหา — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2557
#567441
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา ซื้อขายพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ กับโจทก์ แต่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาก่อนส่งมอบครุภัณฑ์ ทั้งริบหลักประกันและเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา พร้อมคืนหลักประกันตามสัญญาแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันชอบแล้ว จึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้กองทัพเรือ จำเลย เป็นนิติบุคคล สังกัดกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และสัญญาพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหารระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๐/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตลิ่งชันส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๕ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.พี.ที.กลอรี่ โดยนางเพ็ญศรี สุขุมเงิน หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทัพเรือ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส ๑๘๒๘/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๔ จำเลยโดยเจ้ากรมช่างโยธาทหารเรือ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ตกลงทำสัญญาซื้อพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือกับโจทก์ ตามสัญญาเลขที่ ๑๕๑/งป.๒๕๕๔ และได้ทำหนังสือขอเข้าใช้พื้นที่เพื่อปฏิบัติงานตามสัญญา โดยโจทก์ได้ส่งตัวอย่างวัสดุอุปกรณ์ประกอบของครุภัณฑ์ทั้งหมดให้คณะกรรมการของจำเลยพิจารณา ต่อมาโจทก์ได้ทำแบบ SHOP DRAWING กั้นผนังและรายละเอียดประตู เคาน์เตอร์เตรียมอาหาร การจัดวางครุภัณฑ์ชั้น ๑ ถึงชั้น ๖ ให้จำเลยพิจารณาเพื่ออนุมัติ ซึ่งจำเลยหรือตัวแทนคณะกรรมการของจำเลยมิได้ตรวจพิจารณาอนุมัติภายในเวลาสมควรทั้งที่โจทก์ได้เร่งรัดโดยตลอด ซึ่งในระหว่างรอผลอนุมัติโจทก์เกรงว่าจะล่าช้าจึงจัดซื้อเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการผลิตครุภัณฑ์และจัดทำตัวอย่างครุภัณฑ์ส่งให้คณะกรรมการของจำเลยตรวจพิจารณา แต่คณะกรรมการของจำเลยยังคงเพิกเฉยไม่แจ้งผลการตรวจพิจารณาให้โจทก์ทราบ เป็นเหตุให้ระยะเวลาการส่งมอบครุภัณฑ์ต้องล่าช้าออกไป ต่อมาโจทก์ส่งตัวอย่างครุภัณฑ์ให้จำเลยทั้งหมดสามครั้ง แต่คณะกรรมการของจำเลยไม่วินิจฉัยการขออนุมัติวัสดุอุปกรณ์ โดยอ้างว่าไม่เป็นไปตามยี่ห้อที่กำหนด นอกจากนี้ยังได้วินิจฉัยว่า SHOP DRAWING ไม่เรียบร้อย เพราะไม่แสดงชั้นที่วางครุภัณฑ์และสถาปนิกไม่ลงลายมือชื่อ การกระทำของคณะกรรมการของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียเวลาในการทำงาน ซึ่งภายหลังครบกำหนดส่งมอบครุภัณฑ์คณะกรรมการของจำเลยได้รับทราบอุปสรรคในการจัดทำ SHOP DRAWING โดยให้โจทก์ติดต่อขอเข้าพื้นที่กับนายทหารผู้ควบคุมงาน อันแสดงว่าจำเลยยอมขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญาให้โจทก์โดยปริยาย ซึ่งไม่ใช่ความบกพร่องของจำเลย โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งส่งมอบพัสดุครุภัณฑ์ให้จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับโดยไม่แจ้งเหตุ กลับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทำแผนระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการส่งมอบงานให้จำเลยพิจารณาใหม่ และก่อนถึงกำหนดให้โจทก์ทำแผนส่งมอบครุภัณฑ์จำเลยกลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าล่วงเลยระยะเวลาส่งมอบสิ่งของตามสัญญาทั้งริบหลักประกันและเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา พร้อมคืนหลักประกันตามสัญญาแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ก่อนที่โจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลโจทก์ได้มีหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งไปยังจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญามาโดยตลอดและไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หลังจากที่จำเลยทำสัญญาพิพาทกับโจทก์ ในงวดงานที่ ๑ โจทก์จัดส่ง SHOP DRAWING จำนวน ๔ รายการ จำเลยตรวจสอบพบว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาชีพสถาปัตยกรรม ส่วนการนำครุภัณฑ์มาแสดงให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุพิจารณาเห็นว่า ขนาดและรูปแบบไม่เป็นไปตามหลักวิชาช่าง โจทก์มิได้ส่งมอบสิ่งของและงวดงานให้จำเลยตามสัญญา การที่โจทก์ใช้ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีคุณลักษณะเหมือนกับผลิตภัณฑ์ที่กำหนด โจทก์ต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นแต่โจทก์มิได้ดำเนินการดังกล่าว จำเลยจึงมีสิทธิที่จะไม่รับสิ่งของยี่ห้ออื่นที่โจทก์ขออนุมัติเพราะเป็นวัสดุครุภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ โจทก์สำคัญผิดในการขออนุญาตเข้าทำงาน เพราะไม่ได้ศึกษารายละเอียดของรายการประกอบแบบเงื่อนไขและข้อผูกพันในการก่อสร้างของกองออกแบบ กรมช่างโยธาทหารเรือ จำเลยไม่มีส่วนผิดในการส่งมอบพื้นที่หรืออนุญาตให้โจทก์เข้าพื้นที่ล่าช้า ทั้งคำแนะนำต่อโจทก์เรื่องวิธีการจัดทำ SHOP DRAWING มิใช่การขยายระยะเวลาตามสัญญาโดยปริยาย เมื่อโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าปรับ นับถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันบอกเลิกสัญญา พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครอง ในสัญญาข้อ ๒ มีข้อกำหนดว่า กรณีที่เอกสารแนบท้ายสัญญาขัดแย้งกัน โจทก์ผู้ขายจะต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของจำเลยผู้ซื้อ อันเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงกลาโหม ตามพระราชบัญญัติระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาซื้อพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหารส่วนบัญชาการกองทัพเรือระหว่างโจทก์และจำเลย มีสาระสำคัญเพียงให้โจทก์ดำเนินการกั้นห้อง และติดตั้งประตูพร้อมวงกบห้องเก็บประวัติกำลังพล กรมข่าว ห้องเวร ศูนย์ข่าวกรอง ห้องประชุมและห้องเตรียมอาหาร ดำเนินการจัดหาครุภัณฑ์ สำนักงานสำเร็จรูปพร้อมติดตั้ง ดำเนินการจัดหาครุภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ครุภัณฑ์สำนักงานสำเร็จรูปและดำเนินการจัดทำเคาน์เตอร์เตรียมอาหาร สัญญาพิพาทดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาเพื่อสนับสนุนภารกิจหลักของจำเลย ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล สังกัดกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ตกลงทำสัญญาซื้อพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือกับโจทก์ ตามสัญญาเลขที่ ๑๕๑/งป.๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๔ โดยข้อ ๑ กำหนดว่าจำเลยและโจทก์ตกลงซื้อขายพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ ซึ่งจะต้องเป็นของที่มีคุณภาพและคุณสมบัติไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญา ข้อ ๒ กำหนดว่า ให้เอกสารภาคผนวก ๑ ถึง ๕ เป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา โดยในเอกสารภาคผนวก ๒ ค่าจ้างและการจ่ายเงินได้กำหนดการจ่ายเงินค่าจ้างตามงวดงานเป็น ๙ งวด ซึ่งในงวดที่ ๑ กำหนดให้โจทก์จัดทำแบบ SHOP DRAWING การกั้นห้องและรายละเอียดประตูสำหรับห้องเก็บประวัติกำลังพล ชั้น ๑ กรมข่าว ชั้น ๒ ห้องเวร ศูนย์ข่าวกรอง ห้องควบคุม (ห้องประชุม) และห้องเตรียมอาหาร ชั้น ๖ และการจัดทำแบบ SHOP DRAWING ที่ผ่านการตรวจรับ ส่วนงวดที่ ๓ ถึงงวดที่ ๘ กำหนดให้ดำเนินการจัดหาครุภัณฑ์สำนักงานสำเร็จรูปและติดตั้งที่ชั้น ๑ ถึงชั้น ๖ ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของกรมกำลังพลทหารเรือ กรมข่าวทหารเรือ กรมยุทธการทหารเรือ สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ และสำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ ตามแบบ SHOP DRAWING ที่ผ่านการตรวจรับ และงวดที่ ๙ กำหนดให้ดำเนินการจัดหาครุภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ครุภัณฑ์สำนักงานสำเร็จรูป ดำเนินการจัดทำเคาน์เตอร์เตรียมอาหาร และงานอื่นๆ ทั้งหมดตามรูปแบบและรายการซึ่งอยู่ในเอกสารภาคผนวก ๕ บัญชีแบบและขอบเขตงานครุภัณฑ์ แบบและรายการประกอบแบบ จากข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยได้ว่าจ้างให้โจทก์ออกแบบปรับปรุงพื้นที่ปฏิบัติงานพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์สำนักงานสำเร็จรูปและครุภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ครุภัณฑ์สำนักงานสำเร็จรูป ภายในอาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ ชั้น ๑ ถึงชั้น ๖ ดังนั้น สัญญาซื้อพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งซึ่งได้แก่ จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงพื้นที่ปฏิบัติงานและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกภายในอาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานของจำเลยสำหรับเป็นสถานที่เตรียมกำลังกองทัพเรือ การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพเรือตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่บัญญัติในมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นเครื่องมือที่สำคัญจำเป็นที่จำเลยใช้ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะด้านความมั่นคงของประเทศตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยให้บรรลุผล อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาและขอให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจากการที่จำเลยบอกเลิกสัญญา และจากการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ สี ครุภัณฑ์จนแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบและติดตั้ง พร้อมคืนหลักประกันตามสัญญาให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาและขอให้โจทก์ชำระค่าปรับให้แก่จำเลย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับหน้าที่ตามสัญญาซื้อพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา กรณีจำเลยทำสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหาร อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ กับโจทก์ แต่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ก่อนส่งมอบครุภัณฑ์ตามสัญญา ทั้งริบหลักประกันและเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา พร้อมคืนหลักประกันตามสัญญาแก่โจทก์ ก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง โจทก์ได้มีหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งไปยังจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้กองทัพเรือ จำเลย เป็นนิติบุคคล สังกัดกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้ส่งมอบสิ่งของและงวดงานให้จำเลยตามสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิที่จะไม่รับสิ่งของยี่ห้ออื่นที่ไม่ได้ตกลงไว้ตามสัญญา เพราะเป็นวัสดุครุภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ เมื่อโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันแล้ว จึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งครุภัณฑ์ประจำสำนักงานและห้องอาหารระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับมอบครุภัณฑ์และชำระค่าครุภัณฑ์ตามสัญญา พร้อมคืนหลักประกันตามสัญญาแก่โจทก์ สัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.พี.ที.กลอรี่ โดยนางเพ็ญศรี สุขุมเงิน หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ กองทัพเรือ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.พี.ที.กลอรี่
โดยนางเพ็ญศรี สุขุมเงิน หุ้นส่วนผู้จัดการ
จำเลย — กองทัพเรือ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 59/2557
#567440
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำ สำนักชลประทาน ได้ขออนุมัติงบประมาณจากจำเลยที่ ๑ เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๔ ติดต่อว่าจ้างให้โจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง และหารถโม่ปูนเพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต แล้วไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ไม่เคยดำเนินการตามฟ้องและไม่เคยชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่ในการจัดหาแหล่งน้ำและพัฒนาระบบชลประทาน จัดให้มีการระบายน้ำหรือจัดสรรน้ำ เพื่อการสาธารณูปโภค เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๔ ติดต่อว่าจ้างให้โจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง และหารถโม่ปูนเพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการจัดหาวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้างดังกล่าวไปใช้ในกิจการชลประทาน ซึ่งเป็นภารกิจในการให้บริการระบบชลประทานแก่ประชาชนเพื่อการสาธารณูปโภค อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ สัญญาว่าจ้างดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๙/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดชัยนาท

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชัยนาทโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายถนอม ศรีศักดา โจทก์ ยื่นฟ้องกรมชลประทาน โดยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒระ ในฐานะอธิบดีของจำเลย ที่ ๑ นายมนัส สุดพวง ที่ ๒ นายสงกรานต์ แสงหิรัญ ที่ ๓ นายนาวา แก้วลี ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชัยนาท เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๒๙/๒๕๕๕ ความว่า จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์สำนักชลประทานที่ ๑๒ ได้ของบประมาณจากจำเลยที่ ๑ เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ ๑ ขวา กม. ๔ + ๒๔๕ - กม. ๘ + ๙๕๐ พร้อมอาคารประกอบในเขตโครงการ วงเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยระบุในคำชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นว่าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สำนักชลประทานที่ ๑๒ จะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด แต่ในการปฏิบัติงานตามโครงการดังกล่าวต้องใช้เครื่องจักรกลหนัก จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ ได้ให้จำเลยที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ ติดต่อว่าจ้างให้โจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง และหารถโม่ปูนเพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต ซึ่งโจทก์ตกลงที่จะดำเนินการรับจ้างและเริ่มดำเนินงานรับจ้างตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จนงานแล้วเสร็จตามที่ตกลงเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓ โดยในระหว่างนั้น จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ควบคุมการก่อสร้างของโจทก์มาตลอด โจทก์เสียค่าใช้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น ๓,๕๙๕,๘๐๐ บาท ซึ่งจำเลยที่ ๔ ได้ชำระเงินให้โจทก์ระหว่างดำเนินการไปแล้วจำนวน ๘๑๐,๐๐๐ บาท ต่อมา เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๔ ได้ชำระเงินให้โจทก์อีกจำนวน ๓๗๐,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นทนายความของโจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๔ ได้ชำระเงินให้โจทก์อีกจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ ๔ ก็มิได้ชำระอีกเลย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๒,๒๗๔,๔๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการถมดิน ปรับแนวคันคลองขนดิน หิน ทราย และหารถโม่ปูน เพื่อดำเนินงานปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ อีกทั้งจำเลยทั้งสี่ก็ไม่เคยรับสภาพหนี้ และไม่เคยชำระเงินสดเป็นเงินค่าจ้างตามมูลหนี้การจ้างที่โจทก์กล่าวอ้างให้แก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดชัยนาทพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าการปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ ๑ ขวา กม. ๔ + ๒๔๕ - กม. ๘ + ๙๕๐ จะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นบริการสาธารณะ แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ทั้งมิได้มอบหมายให้บุคคลใดเข้ากระทำการแทน การที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าจ้างให้โจทก์กระทำการต่างๆ ในโครงการดังกล่าวตามที่โจทก์บรรยายฟ้องนั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ใช้อำนาจนอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ เพราะปรากฏจากเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๑ ว่า ในการดำเนินการตามโครงการนี้ จำเลยที่ ๑ สำนักชลประทานที่ ๑๒ เป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งโจทก์ก็น่าจะรู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนที่จะตกลงกับจำเลยที่ ๔ ดังนั้น เมื่อข้อตกลงตามคำฟ้องไม่ได้มีจำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญา ทั้งมิได้มอบหมายให้บุคคลใดเข้ากระทำการแทน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีหน้าที่ในการจัดหาแหล่งน้ำและพัฒนาระบบชลประทาน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ นั้น เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สำนักชลประทานที่ ๑๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ได้รับงบประมาณในการดำเนินการปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ ๑ ขวา กม. ๔ + ๒๔๕ - กม.๘ + ๙๕๐ พร้อมอาคารประกอบ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ในวงเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สำนักชลประทานที่ ๑๒ ได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ ๑ ให้เป็นผู้ดำเนินการ การที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง ขนดิน หิน ทราย และหารถโม่ปูน เพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต จึงเป็นการกระทำในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงเป็นการกระทำในฐานะบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ มิใช่กระทำในฐานะส่วนตัว และแม้ว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์โดยมิได้จัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญา และโดยเนื้อหาของสัญญามีลักษณะเป็นการมอบให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะและจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการจัดให้มีการระบายน้ำหรือจัดสรรน้ำ เพื่อการสาธารณูปโภคที่ใช้ในภารกิจเกี่ยวกับน้ำ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำการผิดสัญญาดังกล่าว และเรียกให้จำเลยชำระค่าจ้างส่วนที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จึงเป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สำนักชลประทานที่ ๑๒ ได้ขออนุมัติงบประมาณจากจำเลยที่ ๑ เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ พร้อมอาคารในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สำนักชลประทานที่ ๑๒ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๔ ติดต่อว่าจ้างให้โจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง และหารถโม่ปูนเพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต แล้วไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ไม่เคยดำเนินการตามฟ้องและไม่เคยชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่ในการจัดหาแหล่งน้ำและพัฒนาระบบชลประทาน จัดให้มีการระบายน้ำหรือจัดสรรน้ำ เพื่อการสาธารณูปโภค เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๔ ติดต่อว่าจ้างให้โจทก์ทำการถมดิน ปรับแนวคันคลอง และหารถโม่ปูนเพื่อก่อสร้างดาดคอนกรีต เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานคลองส่งน้ำ ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการจัดหาวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้างดังกล่าวไปใช้ในกิจการชลประทาน ซึ่งเป็นภารกิจในการให้บริการระบบชลประทานแก่ประชาชนเพื่อการสาธารณูปโภค อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ สัญญาว่าจ้างดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายถนอม ศรีศักดา โจทก์ กรมชลประทาน โดยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒระ ในฐานะอธิบดีของจำเลย ที่ ๑ นายมนัส สุดพวง ที่ ๒ นายสงกรานต์ แสงหิรัญ ที่ ๓ นายนาวา แก้วลี ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนอม ศรีศักดา
จำเลย — กรมชลประทาน โดยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒระ
ในฐานะอธิบดีของจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2557
#567439
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำเลย โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยกระทำการโดยประมาทเลินเล่อโดยละเลยไม่ดูแลเด็กเล็กตามหน้าที่ ปล่อยให้บุตรของโจทก์ เดินในห้องเรียนโดยลำพังและลื่นหกล้มในขณะเดินในห้องเรียนเป็นเหตุให้เลือดออกในสมองและพิการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ใน การจัดระบบการบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่โจทก์อ้างเป็นการกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนของครูผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเวฬุวนารามสังกัดจำเลยซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้ดูแลเพื่อให้การจัดการศึกษาของจำเลยบรรลุผลเท่านั้น มิใช่การกล่าวอ้างถึงการละเลยต่อหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๘/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนางรอง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนางรองโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๕ เด็กชายกิตติธัช รักสุทธี โดยนางสาวผาณิต สมใจ มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี ที่ ๑ นางอติมาน ทองอินทร์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนางรอง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๐๖/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง กรณีจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเด็กเล็กภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเวฬุวนาราม กระทำการโดยประมาทเลินเล่อโดยละเลยไม่ดูแลเด็กเล็กตามหน้าที่ ปล่อยให้เด็กชายกิตติธัชเดินในห้องเรียนโดยลำพังและลื่นหกล้มในขณะเดินในห้องเรียนเป็นเหตุให้เลือดออกในสมองและพิการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายกิตติธัชได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเวฬุวนาราม ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

ต่อมาศาลจังหวัดนางรองมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ เนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ฟ้องหน่วยงานของรัฐ จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อบุตรของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแลจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดโจทก์อย่างเพียงพอแล้ว การที่บุตรของโจทก์ลื่นหกล้มเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดจากการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อศาลปกครองนครราชสีมาในมูลเหตุเดียวกันและศาลปกครองนครราชสีมารับคดีไว้พิจารณาแล้ว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่อำนาจของศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) มุ่งหมายเฉพาะการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการกระทำทางกายภาพของเจ้าหน้าที่ เมื่อการยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการดูแลเด็กซึ่งเข้ารับการอบรมและให้ความรู้จากการจัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเวฬุวนาราม ถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ จัดการศึกษาปฐมวัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด ไม่ได้มาตรฐานและระบบการศึกษาของชาติและเป็นภยันตรายต่อชีวิตและร่างกายของโจทก์ ซึ่งย่อมไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่เด็กเล็กซึ่งยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดที่เข้าอบรมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเวฬุวนารามตามหน้าที่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเรียกค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและจากการดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็กอนุบาลและปฐมวัย จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อโดยละเลยไม่ดูแลเด็กเล็กตามหน้าที่ ปล่อยให้เด็กชายกิตติธัช รักสุทธี บุตรของโจทก์ เดินในห้องเรียนโดยลำพังและลื่นหกล้มในขณะเดินในห้องเรียนเป็นเหตุให้เลือดออกในสมองและพิการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่โจทก์อ้างเป็นการกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนของครูผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดเวฬุวนารามสังกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้ดูแลเพื่อให้การจัดการศึกษาของจำเลยที่ ๑ บรรลุผลเท่านั้น มิใช่การกล่าวอ้างถึงการละเลยต่อหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างเด็กชายกิตติธัช รักสุทธี โดยนางสาวผาณิต สมใจ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี ที่ ๑ นางอติมาน ทองอินทร์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายกิตติธัช รักสุทธี โดยนางสาวผาณิต สมใจ
มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ