โจทก์เป็นเอกชนฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเหมาปรับปรุงถนนสาธารณะ งดเว้นไม่กระทำการเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ถนน ทราบว่ากำลังมีการก่อสร้างปรับปรุงพื้นผิวถนนที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ขับมาตามปกติ เสียหลักพลิกคว่ำไถลเข้าข้างทางได้รับบาดเจ็บสาหัสและรถยนต์คันเกิดเหตุเสียหาย เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ว่าจ้าง แต่จำเลยที่ ๑ จะมีความรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ละเมิดต่อโจทก์หรือไม่เสียก่อน หากเป็นการกระทำละเมิด จึงจะพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ผิดในการเลือกหาผู้รับจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๘ หรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนการกระทำละเมิด ของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ จึงเป็นส่วนสำคัญความรับผิดของจำเลยทั้งสามจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกันและเหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จากการกระทำของจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผลโดยตรงจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าประมูลซื้อที่ดินตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมวางเงินมัดจำไว้ แต่แผนที่สังเขป (ทางไปที่ดิน) ท้ายประกาศไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ทางไปที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเดินทางไปยังที่ดินได้ อีกทั้งที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองตรอนฝั่งซ้ายและเนื้อที่บางส่วนทับซ้อนที่ดินของผู้อื่น ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. ๒๕๒๒ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ยกเลิกสัญญาซื้อขายและคืนเงินมัดจำ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามคำพิพากษาเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการในทางแพ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน การดำเนินการยึดที่ดิน การประกาศขายทอดตลาดที่ดิน และการจัดทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประมูลได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ให้สำเร็จลุล่วงไป แม้ข้อพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีในทางแพ่งแล้ว ข้อพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยึดไม้พะยูงท่อนและรถยนต์เป็นการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒ (๑๖) มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕ ประกอบพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๔ ทวิ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงเป็นการดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง เมื่อมูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจยึดทรัพย์ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ การขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่คืนรถยนต์กระบะของกลาง และให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะของกลาง โดยต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองว่าจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียบริเวณถนนนครศรีธรรมราช จำเลยที่ ๑ ได้ขุดดินก่อสร้างบ่อคอนกรีต ทำให้อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลงได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลงได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ทำการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย การขุดดินก่อสร้างบ่อคอนกรีตของจำเลยที่ ๑ ทำให้อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดี จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างจากเหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โจทก์ที่ ๑ อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดกรณีจำเลยที่ ๑ จัดการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกตั้งตนเองเป็นนายกสมาคมโจทก์ที่ ๑ และการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่มีคำสั่งรับจดทะเบียนคำขอของจำเลยที่ ๑ พร้อมออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่มีชื่อสมาคมและเลขทะเบียนซ้ำซ้อนกับสมาคมโจทก์ที่ ๑ โดยละเลยไม่ตรวจสอบและไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกำหนด อันเป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากการประชุมดังกล่าว เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการประชุม รายงานการประชุม และมติที่ประชุมของสมาคมโจทก์ที่ ๑ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการในการบริหารจัดการภายในสมาคมโจทก์ที่ ๑ แม้โจทก์ที่ ๑ จะมีฐานะเป็นสมาคมที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งหรืออยู่ในความควบคุมของการกีฬาแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ มีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือส่งเสริมการกีฬาโดยตรง แต่การดำเนินการในการบริหารจัดการภายในสมาคมโจทก์ที่ ๑ อันเป็นข้อโต้แย้งในคดีก็ไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ประกอบกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาททางแพ่งดังกล่าวและการดำเนินการรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญตามฟ้องก็เป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายในการรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเอกสาร ภ.ท.บ. ๕ แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกโฉนดโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ ขอรังวัดออกโฉนดทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ให้การว่า ที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นวัดร้างมาแต่เดิมและเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) การรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นการออกคำสั่ง ซึ่งให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ พิจารณาและสั่งการไปตามที่เห็นสมควร ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินสั่งการให้ออกโฉนดเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่าการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินที่เป็นวัดร้างมาแต่เดิมและเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนร่วมกันนำที่ดินของตนรวมทั้งที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองอันเป็นส่วนหนึ่งในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันไปออกเป็นโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพักอาศัยในโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชนและเป็นผู้ได้รับสิทธิลงทุนก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าและชำระค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การ โดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหาย คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยในโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชนและเป็นผู้ได้รับสิทธิลงทุนก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าและชำระค่าเสียหายส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหาย คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยในโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชนและเป็นผู้ได้รับสิทธิลงทุนก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ ไม่ต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าและชำระค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหาย คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี ๒๕๕๓ เห็นว่า คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี ๒๕๕๓ เห็นว่า คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ ว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. ๑ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ข. ให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ โดยรังวัดที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ข. ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยที่ ๒ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่า ตนยกที่ดินมือเปล่าบางส่วนให้แก่นาย บ. เพื่อใช้เป็นที่ตั้งวัด ต่อมากรมที่ดินจำเลยที่ ๓ ออก น.ส. ๓ ให้แก่ที่ดินดังกล่าวแต่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จากนั้นมีการนำ น.ส. ๓ ดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดที่ดิน ขอให้เอกชนผู้รับโอนและกรมที่ดินร่วมกันเพิกถอนเอกสารสิทธิและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนฟ้องเรียกคืนที่ดินจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและโอนที่ดินต่อไปให้แก่วัดจำเลยที่ ๒ แล้ว แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอนการออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดิน ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๒ โดยชอบเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส.ค. ๑ ซึ่งมารดาโจทก์ได้เคยกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ โดยตกลงมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ประสงค์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ มีชื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ค. ๑ ซึ่งตนเองทำกินต่างดอกเบี้ย แต่กลับไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ ๓ ทราบ การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า มารดาโจทก์ไปกู้ยืมเงินบุคคลภายนอก โดยนำที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ย และมีปัญหาการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบุคคลภายนอก มารดาโจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมแทน หลังจากชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ในปีเดียวกันจำเลยที่ ๓ ประกาศให้ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินข้างเคียงอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ ๓ เห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีคุณสมบัติครบถ้วน จึงดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยมารดาโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่าฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ และเอกชนด้วยกัน ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการถูกจำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทับที่ดินของโจทก์ แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๓ จากนั้นนำไปขอออกโฉดที่ดิน โดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกทับที่ดินโจทก์ และให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนอง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งบิดามารดาของจำเลยที่ ๑ ได้มาโดยการซื้อและเข้าก่อสร้างบุกเบิกด้วยตนเองบางส่วน แล้วต่อมาจึงยกให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา ส่วนบิดามารดาของโจทก์และโจทก์เป็นคนงานของบิดามารดาจำเลยที่ ๑ และเข้ามาขออยู่อาศัยในที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์จึงกระทำในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า สัญญาจำนองชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท กับให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกเป็นชื่อบุคคลอื่นเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้นั้นก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ตายายของผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๒๖ เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ โดยนำที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๗๔ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมได้อายัดที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ ไว้ เมื่อยายของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย กระทรวงการคลังเข้ามาดูแลที่ดินที่ถูกอายัดและให้ตาของผู้ฟ้องคดีไปถอนชื่อยายของผู้ฟ้องคดีออกจากใบไต่สวน หลังจากนั้นมารดาของผู้ฟ้องคดีทราบภายหลังว่าเป็นการหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในหนังสือยกที่ดินให้กระทรวงการคลัง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง ให้แก่กระทรวงการคลัง ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๕ เลขที่ ๗๔ และเลขที่ ๓๑๐๐ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้บังคับให้มารดาของผู้ฟ้องคดีชำระค่าเช่าที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อมารดาของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง แต่กลับมีหนังสือแจ้งว่า ไม่อาจยกเลิกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงได้ เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินตามใบไต่สวนทั้งสามแปลงเป็นที่ดินราชพัสดุ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้ซื้อที่ดินมือเปล่ามีเอกสารสิทธิเป็น น.ส. ๓ ฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และเอกชนด้วยกัน ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของโจทก์ทั้งหมด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว และชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมทั้งให้ขับไล่จำเลยที่ ๒ และบริวาร พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินตาม น.ส. ๓ ระหว่างโจทก์กับผู้มีชื่อเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดี สืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินบางส่วนตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๑ ได้รับความเสียหายกรณียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้าน โดยอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งที่ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุและเป็นคนละแปลงกับที่ราชพัสดุของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งการระบุเนื้อที่ของที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมจึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ชัดเจนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่ราชพัสดุและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่าและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) โดยต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมานานหลายสิบปี โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์และไม่ยอมรับคำร้องขออ้างว่าที่ดินอาจอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินที่นำมาขอออกโฉนดหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ครอบครองหรือมีการแจ้งการครอบครองที่ดิน และที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง จำเลยจึง ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจาณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม