คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 57/2557
#572505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเหมาปรับปรุงถนนสาธารณะ งดเว้นไม่กระทำการเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ถนน ทราบว่ากำลังมีการก่อสร้างปรับปรุงพื้นผิวถนนที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ขับมาตามปกติ เสียหลักพลิกคว่ำไถลเข้าข้างทางได้รับบาดเจ็บสาหัสและรถยนต์คันเกิดเหตุเสียหาย เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ว่าจ้าง แต่จำเลยที่ ๑ จะมีความรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ละเมิดต่อโจทก์หรือไม่เสียก่อน หากเป็นการกระทำละเมิด จึงจะพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ผิดในการเลือกหาผู้รับจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๘ หรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนการกระทำละเมิด ของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ จึงเป็นส่วนสำคัญความรับผิดของจำเลยทั้งสามจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกันและเหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จากการกระทำของจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผลโดยตรงจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๗/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดยโสธร

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดยโสธรโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๖ นายวีรชัช แสนสุข โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จั่วเซ้งค้าไม้ ที่ ๒ นางสุภาพร พงษ์นุเคราะห์ศิริ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดยโสธร เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๒/๒๕๕๖ ความว่า จำเลยที่ ๒ รับจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมถนนทางหลวงหมายเลข ๒๓ ตอนทางแยกไปอำนาจเจริญ-ทางแยกไปมหาชนะชัย ที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์เป็นผู้ครอบครองและขับขี่รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน กค ๙๖๐๖ ยโสธร มาตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ ๒ ได้ปรับปรุงและซ่อมแซมพื้นผิวถนน โดยการขูดลอกพื้นผิวถนนชั้นบน ทำให้พื้นผิวถนนต่ำกว่าระดับเดิมและขรุขระ มีก้อนหินที่ใช้ปรับปรุงทาง รวมทั้งเศษก้อนหินและดินจากการขูดลอกพื้นผิวถนนชั้นบนเต็มพื้นผิวถนนในช่องเดินรถที่โจทก์ขับมา จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ต้องติดตั้งหรือควบคุมกำกับดูแลให้จำเลยที่ ๒ ผู้รับจ้าง และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๒ ติดตั้งไฟส่องสว่าง ไฟแจ้งเตือนฉุกเฉิน ป้ายแจ้งเตือน หรือติดตั้งเครื่องหมายจราจร รวมทั้งป้ายหรือวัตถุอื่นใด เพื่อให้ทราบว่ามีการก่อสร้างปรับปรุงพื้นผิวถนนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้สัญจรในเวลากลางคืน แต่จำเลยทั้งสามงดเว้นไม่กระทำการติดตั้งไฟส่องสว่าง ไฟแจ้งเตือนฉุกเฉิน ป้ายแจ้งเตือน หรือติดตั้งเครื่องหมายจราจร รวมทั้งป้ายหรือวัตถุอื่นใด เพื่อแสดงให้ทราบว่ากำลังมีการก่อสร้างปรับปรุงพื้นผิวถนนที่เกิดเหตุ การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามดังกล่าว เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ขับมาตามปกติเสียหลักพลิกคว่ำไถลเข้าข้างทางชนต้นไม้และบริเวณบ้านของผู้อื่นได้รับความเสียหาย โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเกือบทั้งคัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ทำการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมบริเวณถนนที่เกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการ ควบคุม ดูแลให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการติดตั้งเครื่องหมายจราจร และติดตั้งไฟส่องสว่าง ไฟแจ้งเตือน เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้อื่น รวมถึงโจทก์ในคดีนี้ และจำเลยที่ ๒ ได้มีการติดตั้งตามสัญญาจ้าง และได้ตามมาตรฐานตามกฎหมายแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์เอง โจทก์ขับมาด้วยความเร็วเกินสมควรปราศจากความระมัดระวัง และมีป้ายเครื่องหมายและไฟสัญญาณแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ในขณะนั้น โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายดังที่กล่าวอ้างจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การรับว่าเป็นคู่สัญญาจ้างรับเหมาปรับปรุงทางหลวงกับจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจริง จำเลยที่ ๒ ได้ติดตั้งไฟแจ้งเตือนฉุกเฉิน ป้ายแจ้งเตือน ตลอดแนวทางที่ก่อสร้างตามวิสัยและพฤติการณ์ในวิชาชีพ แต่โจทก์ขับรถด้วยความเร็วสูง เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจ ตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดยโสธรพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปรับปรุงซ่อมแซมพื้นผิวถนนหลวงโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ทำให้รถยนต์ที่โจทก์ขับและทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะในฐานะผู้ว่าจ้าง โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้รับจ้างเท่านั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ว่าจ้าง โดยอ้างว่าละเว้นไม่ควบคุมดูแลให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่จำเลยที่ ๑ จะมีความรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ หากเป็นการกระทำละเมิดจึงจะพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ ๑ ละเว้นไม่ควบคุมดูแลให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ ประเด็นแห่งคดีของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นส่วนสำคัญ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน และเหตุละเมิดมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงในการติดตั้งหรือควบคุมเพื่อติดตั้งและจัดให้มีเครื่องหมาย หรือป้าย และสัญญาณจราจรในบริเวณก่อสร้างซ่อมแซมถนน เพื่อความปลอดภัยในการจราจรแก่ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ใช้ทางหลวง โดยการดำเนินภารกิจตามกฎหมายจำเลยที่ ๑ อาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเองหรือมอบหมายหรือว่าจ้างให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ แต่ก็หาเป็นเหตุให้ จำเลยที่ ๑ หลุดพ้นจากภาระหน้าที่ตามกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาทางหลวงให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางไม่ว่าทางหลวงดังกล่าวจะอยู่ระหว่างซ่อมแซมหรือไม่ก็ตาม โดยจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ไม่ได้มีหน้าที่และไม่อาจเข้ากระทำการดังกล่าวด้วยตนเองเพียงแต่ได้รับมอบหมายตามสัญญาให้ดำเนินการเท่านั้น การก่อสร้างบูรณะซ่อมแซม และบำรุงรักษาทางหลวง ถือเป็นบริการสาธารณะในหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครอง มิใช่หน้าที่ตามกฎหมายเอกชน ไม่ว่าจำเลยที่ ๑ จะมอบหมายให้บุคคลภายนอกดำเนินการแทน ก็หาอาจยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธหน้าที่ของตนได้ไม่ ดังนั้นเมื่อความรับผิด (หากมีขึ้นตามผลแห่งคำพิพากษา) ถือเป็นความผิดบกพร่องของหน่วยงานทางปกครองในการควบคุมกำกับดูแลผู้รับจ้างก่อสร้างหรือบูรณะซ่อมแซมและบำรุงรักษาทางหลวงตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะกับเอกชนผู้เสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ ๒ ให้ปรับปรุงซ่อมแซมถนนทางหลวงหมายเลข ๒๓ โดยโจทก์เป็นผู้ครอบครองและขับขี่รถยนต์กระบะมาตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ต้องติดตั้งหรือควบคุมกำกับดูแลให้จำเลยที่ ๒ ผู้รับจ้าง และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ติดตั้งไฟส่องสว่าง ไฟแจ้งเตือนฉุกเฉิน ป้ายแจ้งเตือน หรือติดตั้งเครื่องหมายจราจร รวมทั้งป้ายหรือวัตถุอื่นใด เพื่อให้ทราบว่า มีการก่อสร้างปรับปรุงพื้นผิวถนนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้สัญจรในเวลากลางคืน แต่จำเลยทั้งสามงดเว้นไม่กระทำการ เพื่อแสดงให้ทราบว่ากำลังมีการก่อสร้างปรับปรุงพื้นผิวถนนที่เกิดเหตุ การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามดังกล่าว เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ขับมาตามปกติเสียหลักพลิกคว่ำไถลเข้าข้างทาง ชนต้นไม้และบริเวณบ้านของผู้อื่นได้รับความเสียหาย โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเกือบทั้งคัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ทำการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมบริเวณถนนที่เกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการ ควบคุม ดูแลให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการติดตั้งเครื่องหมายจราจร และติดตั้งไฟส่องสว่าง ไฟแจ้งเตือน เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้อื่น และจำเลยที่ ๒ ได้มีการติดตั้งตามสัญญาจ้าง และได้ตามมาตรฐานตามกฎหมายแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้ เกิดจากความประมาทของโจทก์เอง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่าจำเลยที่ ๒ ได้ติดตั้งไฟแจ้งเตือนฉุกเฉิน ป้ายแจ้งเตือน ตลอดแนวทางที่ก่อสร้างตามวิสัย และพฤติการณ์ในวิชาชีพ แต่โจทก์ขับรถด้วยความเร็วสูง เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ จ้างเหมา จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ปรับปรุงซ่อมแซมถนนทางหลวงหมายเลข ๒๓ โดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง ประเด็นแห่งคดี จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ในฐานะผู้ว่าจ้าง แต่จำเลยที่ ๑ จะมีความรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ก่อน หากเป็นการกระทำละเมิด จึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๘ หรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ จึงเป็นส่วนสำคัญ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกันและเหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จากการกระทำของจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผลโดยตรงจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวีรชัช แสนสุข โจทก์ กรมทางหลวง ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จั่วเซ้งค้าไม้ ที่ ๒ นางสุภาพร พงษ์นุเคราะห์ศิริ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีรชัช แสนสุข
จำเลย — กรมทางหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2557
#567438
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าประมูลซื้อที่ดินตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมวางเงินมัดจำไว้ แต่แผนที่สังเขป (ทางไปที่ดิน) ท้ายประกาศไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ทางไปที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเดินทางไปยังที่ดินได้ อีกทั้งที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองตรอนฝั่งซ้ายและเนื้อที่บางส่วนทับซ้อนที่ดินของผู้อื่น ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. ๒๕๒๒ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ยกเลิกสัญญาซื้อขายและคืนเงินมัดจำ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามคำพิพากษาเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการในทางแพ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน การดำเนินการยึดที่ดิน การประกาศขายทอดตลาดที่ดิน และการจัดทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประมูลได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ให้สำเร็จลุล่วงไป แม้ข้อพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีในทางแพ่งแล้ว ข้อพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๖/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นายแสงชัย ภูริสัตย์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๕/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้เข้าประมูลซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๔๑ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เสนอราคาสูงสุด และทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมวางเงินมัดจำไว้ แต่ต่อมาได้ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพบว่า แผนที่สังเขป (ทางไปที่ดิน) ท้ายประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ทางไปที่ดินที่ขายทอดตลาด ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเดินทางไปยังที่ดินดังกล่าวได้ อีกทั้งที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองตรอนฝั่งซ้าย และเนื้อที่บางส่วนทับซ้อนที่ดินของผู้อื่น ผู้ฟ้องคดีได้สอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ สาขาตรอน ได้รับแจ้งว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๔๑ อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร (ป่าคลองตรอนฝั่งซ้าย) ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยจัดทำประกาศขายทอดตลาดที่ดินกำหนดลักษณะและคุณสมบัติเกี่ยวกับที่ดินและที่ตั้งของที่ดินไม่ตรงตามสภาพที่แท้จริงของที่ดิน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีหลงเชื่อเข้าประมูลซื้อที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกสัญญาซื้อขายพิพาทและให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินมัดจำแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การยึดที่ดินพิพาทเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ด้วยกฎหมายและระเบียบ ประกาศขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวจะกำหนดคุณลักษณะและคุณสมบัติเกี่ยวกับที่ดินและที่ตั้งตรงกับแผนที่ตั้งทรัพย์สินโดยสังเขปที่ผู้แทนโจทก์เสนอไว้ในคำขอยึดทรัพย์ ซึ่งแสดงให้เห็นสภาพและทำเลที่ตั้งของที่ดินตามสภาพความเป็นจริงและกำหนดเงื่อนไขการเข้าสู้ราคาและข้อสัญญาโดยชัดแจ้ง ผู้ซื้อมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามที่ปรากฏในประกาศและถือว่าได้ทราบถึงสภาพทรัพย์แล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ย่อมผูกพันตามสัญญาซึ่งระบุไว้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่รับรองและไม่รับผิดชอบ แม้เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่า ที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีเป็นข้อกล่าวอ้างลอยๆ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นการใช้อำนาจบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำตามคำฟ้องเป็นการฟ้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายในการขายทอดตลาดที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดและแผนที่สังเขปที่ตั้งที่ดินที่จัดทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์พิจารณาแล้วเห็นว่า มูลความแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดำเนินการยึด ประกาศขายทอดตลาดและทำการขายทอดตลาดอันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งเป็นขั้นตอนการบังคับคดีภายหลังศาลมีคำพิพากษา อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการในทางแพ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การดำเนินการยึดที่ดิน การประกาศขายทอดตลาดที่ดิน และการจัดทำสัญญาซื้อขายที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ให้สำเร็จลุล่วงไป แม้ข้อพิพาทจะเกิดจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกรมบังคับคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีทางแพ่งแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าประมูลซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๔๑ ตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมวางเงินมัดจำไว้ แต่ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพบว่า แผนที่สังเขป (ทางไปที่ดิน) ท้ายประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ทางไปที่ดินที่ขายทอดตลาด ทำให้ผู้ฟ้องคดี ไม่สามารถเดินทางไปยังที่ดินดังกล่าวได้ อีกทั้งที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองตรอนฝั่งซ้ายและเนื้อที่บางส่วนทับซ้อนที่ดินของผู้อื่น ผู้ฟ้องคดีได้สอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ สาขาตรอน ได้รับแจ้งว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๔๑ อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร (ป่าคลองตรอนฝั่งซ้าย) ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยจัดทำประกาศขายทอดตลาดที่ดินกำหนดลักษณะและคุณสมบัติเกี่ยวกับที่ดินและที่ตั้งของที่ดินไม่ตรงตามสภาพที่แท้จริงของที่ดิน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีหลงเชื่อเข้าประมูลซื้อที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกสัญญาซื้อขายพิพาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินมัดจำแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว ดังนั้น มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดีภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทของคู่ความในทางแพ่งแล้ว อันเป็นขั้นตอนและกระบวนการในทางแพ่ง ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน การดำเนินการยึดที่ดิน การประกาศขายทอดตลาดที่ดิน และการจัดทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประมูลได้ จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ให้สำเร็จลุล่วงไป แม้ข้อพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากกระบวนวิธีบังคับคดีในทางแพ่งแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายแสงชัย ภูริสัตย์ ผู้ฟ้องคดี กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายแสงชัย ภูริสัตย์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมบังคับคดี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2557
#567437
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยึดไม้พะยูงท่อนและรถยนต์เป็นการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒ (๑๖) มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕ ประกอบพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๔ ทวิ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงเป็นการดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง เมื่อมูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจยึดทรัพย์ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ การขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่คืนรถยนต์กระบะของกลาง และให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะของกลาง โดยต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๕/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓)

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นางเหรียญทอง นาคเสน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๙ (อุบลราชธานี) ที่ ๒ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๗/๒๕๕๕ โดยคดีนี้ได้โอนมาเป็นคดีของศาลปกครองอุดรธานี คดีหมายเลขดำที่ ๕๒/๒๕๕๕ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองอุดรธานี และได้มีคำสั่งเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บท ๒๗๔๘ หนองคาย และรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บน ๒๓๑๑ กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ร่วมกันจับกุมนายสันยา ชัยพัฒน์ พร้อมยึดไม้พะยูงท่อนและรถยนต์กระบะทั้งสองคันดังกล่าวเป็นของกลาง กล่าวหาว่า มีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีดังกล่าวพนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ ไม่ขอริบรถยนต์ของกลางและมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ และพนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาของกลาง เพื่อให้คืนของกลาง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าไม่อาจคืนของกลางได้เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด อันเป็นการกระทำที่มิชอบ เนื่องจากพนักงานอัยการมีคำสั่งถึงที่สุดไม่ริบของกลางย่อมถือว่าคดีเกี่ยวกับของกลางถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะยึดรถยนต์กระบะของกลางไว้เป็นหลักฐานต่อไป การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ สังกัด ต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่คืนรถยนต์กระบะของกลาง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าเสื่อมราคารถค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะส่งมอบรถคืน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจหน้าที่ในการอนุรักษ์ สงวนคุ้มครอง ฟื้นฟู ดูแลรักษา ส่งเสริมและทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การจัดให้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช การที่เจ้าหน้าที่ชุดป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้ ทำลายป่าประจำอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้สนธิกำลังร่วมกันจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดรถยนต์กระบะตามคำฟ้องเพื่อเป็นพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดี อันเป็นการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา และตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ ทวิ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลอื่นใดที่บุคลได้ใช้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด จนกว่าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และคดีนี้พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์ ดังนั้นคดียังไม่ถึงที่สุดตามที่ผู้ฟ้องคดี อ้างแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่สามารถคืนของกลางให้แก่ผู้ฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงชอบตามกฎหมายแล้ว และไม่ต้องรับผิดค่าขาดประโยชน์ตามที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งกันในวิธีการขั้นตอนการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ เพิกเฉยไม่คืนรถยนต์ของกลางที่ยึดและเก็บรักษาไว้ตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้คืนอันเป็นการละเมิดผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่คืนรถยนต์ของกลางทั้งสองคัน พร้อมทั้งชดใช้ ค่าขาดประโยชน์และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ทั้งสองคัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานทางปกครองเกิดจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวกับการคืนของกลางที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๔ ทวิ และมาตรา ๖๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแม้รถยนต์กระบะบรรทุกทั้งสองคันดังกล่าวจะเป็นของกลางที่ถูกยึดไว้ในคดีอาญา ก็ไม่มีผลให้คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่คืนของกลางตามที่พนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งให้คืน จึงไม่ใช่ขั้นตอนการดำเนินการของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้โดยตรง แต่เป็นการกระทำตามขั้นตอนวิธีการและอำนาจหน้าที่ตามที่มาตรา ๖๔ ทวิ และมาตรา ๖๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นกฎหมายปกครองที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ และเมื่อเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้ว่าในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าจับกุมผู้กระทำความผิดกับยึดรถยนต์กระบะเป็นของกลาง ถือเป็นการใช้อำนาจในฐานะฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๖) มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕ ให้อำนาจไว้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๔ ทวิ ก็ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ยึดของกลางไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจยึดรถยนต์กระบะของกลางไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีและใช้ดุลพินิจไม่คืนของกลางดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แม้ว่าพนักงานอัยการจะแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนรถยนต์กระบะของกลางแล้วก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไม่คืนรถยนต์กระบะของกลางจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ก็ยังถือเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ร่วมกันจับกุม นายสันยา ชัยพัฒน์ พร้อมยึดไม้พะยูงท่อนและรถยนต์กระบะทั้งสองคันดังกล่าวเป็นของกลาง กล่าวหาว่า มีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต คดีดังกล่าวพนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ไม่ขอริบรถยนต์ของกลางและมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ และพนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาของกลาง เพื่อให้คืนของกลาง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าไม่อาจคืนของกลางได้เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด อันเป็นการกระทำที่มิชอบ เนื่องจากพนักงานอัยการมีคำสั่งถึงที่สุดไม่ริบของกลาง ย่อมถือว่าคดีเกี่ยวกับของกลางถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะยึดรถยนต์กระบะของกลางไว้เป็นหลักฐานต่อไป การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานทางปกครอง และได้มีคำสั่งเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ สังกัด ต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่คืนรถยนต์กระบะของกลาง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าเสื่อมราคารถ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะส่งมอบรถคืน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า เป็นการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา และตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ ทวิ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลอื่นใดที่บุคลได้ใช้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด จนกว่าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และคดีนี้พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์ ดังนั้นคดียังไม่ถึงที่สุดตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่สามารถคืนของกลางให้แก่ผู้ฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑จึงชอบตามกฎหมายแล้ว และไม่ต้องรับผิดค่าขาดประโยชน์ตามที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นขั้นตอน เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา เมื่อมูลความแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจยึดทรัพย์ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ร่วมกันจับกุม นายสันยา ชัยพัฒน์ พร้อมยึดไม้พะยูงท่อนและรถยนต์กระบะทั้งสองคันดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒ (๑๖) มาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕ ประกอบพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๔ ทวิ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ จึงเป็นการดำเนินการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง อันอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ดังนั้นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่คืนรถยนต์กระบะของกลางและให้มีคำสั่งให้คืนรถยนต์กระบะของกลาง โดยต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเหรียญทอง นาคเสน ผู้ฟ้องคดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๙ (อุบลราชธานี) ที่ ๒ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ ๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางเหรียญทอง นาคเสน
ผู้ถูกฟ้องคดี — หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2557
#567436
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองว่าจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียบริเวณถนนนครศรีธรรมราช จำเลยที่ ๑ ได้ขุดดินก่อสร้างบ่อคอนกรีต ทำให้อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลงได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลงได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ทำการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย การขุดดินก่อสร้างบ่อคอนกรีตของจำเลยที่ ๑ ทำให้อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดี จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างจากเหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๔/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๕ นางกิตติกร คัมภีรปรีชา โจทก์ ยื่นฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์ ที่ ๑ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๙๕/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ ๑๘, และ ๑๘/๑ ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๓๓ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณต้นปี ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๒ จัดทำโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียบริเวณถนนนครศรีธรรมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยว่าจ้างจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจ้าง จำเลยที่ ๑ ได้ขุดดินก่อสร้างบ่อคอนกรีต ทำให้อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลง โจทก์ได้รับความเสียหายและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางระบายน้ำ และรักษาความสะอาดของถนน ทางเดินที่สาธารณะ กำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาตามหลักวิชาการและข้อกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาก่อสร้างอย่างครบถ้วน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารโจทก์ตามฟ้องเพราะอาคารมีสภาพเก่าใช้งานนานหลายปีและมีการต่อเติมให้เชื่อมต่อกัน จึงเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานมิใช่เกิดจากการก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ซึ่งต้องการให้งานดำเนินการต่อไปจึงยินยอมซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย แต่โจทก์แจ้งว่าการซ่อมแซมนั้นไม่ตรงตามความต้องการของโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงไม่สามารถซ่อมแซมอาคารได้ และโจทก์ยังคงใช้ประโยชน์ในอาคารทั้งสองอย่างปกติ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินความเป็นจริงจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อนึ่ง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในส่วนจำเลยที่ ๒ และจำหน่ายคดีส่วนของจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ระหว่างจำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาอาคารของโจทก์เกิดแตกร้าวทรุดลงได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จึงไม่ใช่หน่วยงานทางปกครองหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ มิใช่หน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนี้การกระทำละเมิดที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือหน่วยงานของรัฐ แต่กรณีเป็นการกระทำละเมิดซึ่งความรับผิดเพื่อละเมิดเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายเอกชน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงทางระบายน้ำและรักษาความสะอาดของถนนหรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามมาตรา ๕๐ (๓) มาตรา ๕๓ (๑) (๕) และมาตรา ๕๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครศรีธรรมราช ด้วยวิธีการขุดดินและดันท่อลอด เมื่อก่อสร้างผ่านหน้าอาคารโจทก์เกิดการกระเทือนต่ออาคารจนแตกร้าวทรุดลงได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย การที่จำเลยที่ ๒ ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ในการจัดให้มีและบำรุงทางระบายน้ำและรักษาความสะอาดของถนนหรือทางสาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ถือเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ เอกชนเป็นผู้ดำเนินการแทน เมื่อการก่อสร้างดังกล่าวทำให้เอกชนได้รับความเสียหายคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองว่าจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียบริเวณถนนนครศรีธรรมราช จำเลยที่ ๑ ได้ขุดดินก่อสร้างบ่อคอนกรีต ทำให้อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลง โจทก์ได้รับความเสียหายและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ให้ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาตามหลักวิชาการและข้อกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาก่อสร้างอย่างครบถ้วน ความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะอาคารมีสภาพเก่าและมีการต่อเติมจึงเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานมิใช่เกิดจากการก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ยินยอมซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย แต่ไม่ตรงตามความต้องการของโจทก์และโจทก์ยังคงใช้ประโยชน์ในอาคารทั้งสองอย่างปกติ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินความเป็นจริง ซึ่งโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ และศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลงได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ทำการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย การขุดดินก่อสร้างบ่อคอนกรีตของจำเลยที่ ๑ ทำให้อาคารของโจทก์แตกร้าวทรุดลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างจากเหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางกิตติกร คัมภีรปรีชา โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามประสิทธิ์ ที่ ๑ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิตติกร คัมภีรปรีชา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามประสิทธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2557
#567435
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โจทก์ที่ ๑ อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดกรณีจำเลยที่ ๑ จัดการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกตั้งตนเองเป็นนายกสมาคมโจทก์ที่ ๑ และการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่มีคำสั่งรับจดทะเบียนคำขอของจำเลยที่ ๑ พร้อมออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่มีชื่อสมาคมและเลขทะเบียนซ้ำซ้อนกับสมาคมโจทก์ที่ ๑ โดยละเลยไม่ตรวจสอบและไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกำหนด อันเป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากการประชุมดังกล่าว เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการประชุม รายงานการประชุม และมติที่ประชุมของสมาคมโจทก์ที่ ๑ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการในการบริหารจัดการภายในสมาคมโจทก์ที่ ๑ แม้โจทก์ที่ ๑ จะมีฐานะเป็นสมาคมที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งหรืออยู่ในความควบคุมของการกีฬาแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ มีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือส่งเสริมการกีฬาโดยตรง แต่การดำเนินการในการบริหารจัดการภายในสมาคมโจทก์ที่ ๑ อันเป็นข้อโต้แย้งในคดีก็ไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ประกอบกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาททางแพ่งดังกล่าวและการดำเนินการรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญตามฟ้องก็เป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายในการรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๓/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ ๑ นางสาวจันทรัศม์ เธียรฐิติธัช ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ ที่ ๑ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๖/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม กรณีจำเลยที่ ๑ จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของโจทก์ที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดให้ที่ประชุมลงมติเลือกตั้งตนเองเป็นนายกสมาคม และจำเลยที่ ๑ ยังได้มีคำสั่งที่ ๓.๒/๒๕๕๔ แต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร และจัดทำหรือปลอมเอกสารคำสั่งดังกล่าว ทั้งยังได้นำเสนอรายงานการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เพื่อขอความเห็นชอบหรือรับรองรายงานการประชุมต่อการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ แล้วจำเลยที่ ๑ ยังนำรายงานการประชุมและมติที่ประชุมดังกล่าว พร้อมข้อบังคับที่จัดทำหรือแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นเองยื่นต่อนายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๒ และอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนสมาคมจำเลยที่ ๓ เพื่อขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของโจทก์ที่ ๑ หลังจากนั้นได้นำรายงานการประชุม มติที่ประชุม และคำสั่งที่ ๓.๒/๒๕๕๔ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยื่นต่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เพื่อจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ได้รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของโจทก์ที่ ๑ และรับจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์ที่ ๑ ตามคำขอของจำเลยที่ ๑ พร้อมออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่มีชื่อสมาคมและเลขทะเบียนซ้ำซ้อนกับสมาคมโจทก์ที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ไม่ตรวจสอบและพิจารณาคุณสมบัติ สิทธิหรืออำนาจของจำเลยที่ ๑ และจงใจไม่ตรวจสอบข้อบังคับของโจทก์ที่ ๑ ในเรื่องที่จำเลยที่ ๑ นำมายื่นขอจดทะเบียน ทั้งยังไม่ตรวจสอบว่าการจัดประชุมและรายงานการประชุมฉบับที่นำมาประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนได้รับการรับรองโดย กกท. หรือไม่ ตลอดจนละเลยไม่เรียกหนังสือรับรองหรือหนังสืออนุญาตให้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของโจทก์ที่ ๑ และหนังสือรับรองหรือหนังสืออนุญาตให้จดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งออกโดย กกท. จากจำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ ยื่นหนังสือคัดค้านการพิจารณารับจดทะเบียนต่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้ว แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่พิจารณาและยังไม่ปฏิบัติตามข้อซักซ้อมเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการจดทะเบียนที่กำหนดขึ้น อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ที่ ๑ ไม่สามารถฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทุกประเภทเพื่อนำมาใช้จ่ายสำหรับบริหารจัดการกิจการของสมาคม ไม่สามารถขอรับเงินอุดหนุนจาก กกท. เสียสิทธิหรือถูกจำหน่ายสิทธิในการดำเนินคดีแก่บุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ พนักงานลูกจ้างหรือสมาชิกถูกเลิกจ้างหรือสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือปลดจากตำแหน่ง โจทก์ทั้งสองถูกฟ้องร้องคดีแพ่งและคดีอาญา โจทก์ที่ ๑ ต้องสูญเสียรายได้จากการบริหารจัดการทรัพย์สิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ ๑ หยุดใช้มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนสมาคมที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ออกซ้ำซ้อนกับชื่อและเลขทะเบียนสมาคมโจทก์ที่ ๑ กับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แก้ไขใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเกี่ยวกับสมาคมที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๑ ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับชื่อและเลขทะเบียนสมาคมโจทก์ที่ ๑

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เป็นการประชุมโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีอำนาจในการยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสมาคม เนื่องจากได้รับมอบอำนาจจากที่ประชุมในการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ ดังกล่าวและยังได้รับมอบอำนาจจากรักษาการคณะกรรมการสมาคมด้วย ส่วนการดำเนินการอื่นๆ ของจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างตามฟ้องก็ได้กระทำไปโดยมีอำนาจและชอบด้วยกฎหมาย การรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญการจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดและได้ปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนโดยใช้มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๕ เมื่อมติที่ประชุมดังกล่าวยังไม่ถูกเพิกถอนจากศาลตามบทบัญญัติมาตรา ๑๐๐ จึงถือว่ามติดังกล่าวยังสมบูรณ์อยู่ จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ได้รอคำสั่งของศาลแพ่งในคดีที่โจทก์ที่ ๒ ยื่นคำร้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๒๒/๒๕๕๔ ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว (คดีหมายเลขแดงที่ ๔๑๗๕/๒๕๕๔) แล้วจึงรับจดทะเบียนตามคำขอดังกล่าว ผลของคำสั่งศาลแพ่งดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จึงยังคงดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับคำสั่งของศาลปกครองในคดีที่จำเลยที่ ๑ ยื่นฟ้องการกีฬาแห่งประเทศไทย และจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๗๔/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๑๕๓๖/๒๕๕๔ และเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ โจทก์ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในคดีนี้ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑/๒๕๕๕ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ที่อนุญาตให้รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคมและอนุญาตให้รับจดทะเบียนการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดตามใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน และให้ระงับการใช้และเวนคืนใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลปกครองกลาง ความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างไม่ได้เกิดจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าคำสั่งของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำละเมิด จึงเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักในคดีนี้จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยที่ประชุมลงมติเลือกจำเลยที่ ๑ เป็นนายกสมาคมโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ดำเนินการต่างๆ ต่อมาโดยอาศัยมติที่ประชุมดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ อย่างไร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดำเนินการรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ รับจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการ พร้อมทั้งออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ ๑ ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น ถือว่าเป็นประเด็นรอง แม้คำสั่งของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ จะเป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากคำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดแก่โจทก์ทั้งสอง และความปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ดำเนินการจดทะเบียนเกี่ยวกับสมาคมโจทก์ที่ ๑ ตามคำขอของจำเลยที่ ๑ เมื่อคดีนี้ต้องพิจารณาให้ได้ความจากประเด็นหลักเสียก่อน โดยที่ประเด็นหลักอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ประเด็นรองจึงควรอยู่ในอำนาจของศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำฟ้องและคำขอของโจทก์ทั้งสองเป็นการกล่าวฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รับจดทะเบียนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับสมาคมและการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด พร้อมทั้งออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนทั้งสองรายการตามคำขอให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบและวินิจฉัยการกระทำของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นสำคัญ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีประเด็นหลักแห่งคดีที่ศาลต้องพิจารณาว่า การที่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ รับจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการบริหารขึ้นใหม่ทั้งชุด พร้อมทั้งออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนทั้งสองรายการให้แก่จำเลยที่ ๒ ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ส่วนการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยที่ประชุมลงมติเลือกจำเลยที่ ๑ เป็นนายกสมาคมโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้นำรายงานการประชุมและมติที่ประชุมดังกล่าวไปยื่นขอจดทะเบียนและให้จำเลยที่ ๓ ออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเพื่อนำไปดำเนินกิจการในนามสมาคมเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น แม้การจัดตั้งสมาคมได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การจัดตั้งสมาคมมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือส่งเสริมการกีฬาโดยตรงที่จะต้องได้รับอนุญาตในการดำเนินกิจการต่างๆ จากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก กกท. ให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองในด้านกีฬาตามชนิดกีฬาที่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การดำเนินกิจการของสมาคมกีฬาที่ได้รับอนุญาตจาก กกท. จึงมีความแตกต่างจากการดำเนินกิจการของสมาคมทั่วไป เมื่อการดำเนินการของจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจการของโจทก์ที่ ๑ อันเป็นการใช้อำนาจปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง และการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของจำเลยที่ ๑ ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าการประชุมดังกล่าว กกท. ได้ให้ความเห็นชอบและรับรองรายงานการประชุมฉบับดังกล่าว ตามที่ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๖ ว่าด้วยการควบคุมสมาคมซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือการส่งเสริมกีฬาโดยตรง ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๐ ประกอบข้อซักซ้อมระหว่าง กกท. กับจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการจดทะเบียนสมาคมกีฬาหรือไม่ และชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสมาคมซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือการส่งเสริมกีฬาโดยตรงหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองเช่นกัน เมื่อประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๑ ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเด็นพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้นำมูลคดีเรื่องเดียวกันนี้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลปกครองกลางตามคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑/๒๕๕๕ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้ที่อนุญาตให้รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังคับของสมาคมและอนุญาตให้รับจดทะเบียนการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดตามใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน และให้ระงับการใช้และเวนคืนใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนดังกล่าว ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้ทั้งคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คดีนี้จึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมอ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดกรณีจำเลยที่ ๑ จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของโจทก์ที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดให้ที่ประชุมลงมติเลือกตั้งตนเองเป็นนายกสมาคม และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่และจัดทำหรือปลอมคำสั่งดังกล่าว ทั้งยังได้นำเสนอรายงานการประชุมและมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพร้อมข้อบังคับที่จัดทำหรือแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นเองยื่นต่อนายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๒ และอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนสมาคม จำเลยที่ ๓ เพื่อขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของโจทก์ที่ ๑ และขอจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนคำขอของจำเลยที่ ๑ พร้อมออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่มีชื่อสมาคมและเลขทะเบียนซ้ำซ้อนกับสมาคมโจทก์ที่ ๑ โดยละเลยไม่ตรวจสอบและไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกำหนด อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ ๑ หยุดใช้มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนสมาคมที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ออกซ้ำซ้อนกับชื่อและเลขทะเบียนสมาคมโจทก์ที่ ๑ กับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แก้ไขใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเกี่ยวกับสมาคมที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๑ ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับชื่อและเลขทะเบียนสมาคมโจทก์ที่ ๑ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีมีคำสั่งรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของโจทก์ที่ ๑ และรับจดทะเบียนกรรมการขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์ที่ ๑ ตามคำขอของจำเลยที่ ๑ พร้อมออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่มีชื่อสมาคมและเลขทะเบียนซ้ำซ้อนกับสมาคมโจทก์ที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าการจัดการประชุมใหญ่วิสามัญโดยจำเลยที่ ๑ เพื่อเลือกตั้งนายกสมาคมโจทก์ที่ ๑ และการดำเนินการของจำเลยทั้งสามที่สืบเนื่องมาจากการประชุมดังกล่าวเป็นไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทในคดีจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการประชุม รายงานการประชุม และมติที่ประชุมของสมาคมดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการในการบริหารจัดการภายในสมาคมโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลในทางแพ่ง แม้โจทก์ที่ ๑ จะมีฐานะเป็นสมาคมที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งหรืออยู่ในความควบคุมของการกีฬาแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ มีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือส่งเสริมการกีฬาโดยตรง แต่การดำเนินการในการบริหารจัดการภายในสมาคมโจทก์ที่ ๑ อันเป็นข้อโต้แย้งในคดีก็ไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ประกอบกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาททางแพ่งดังกล่าวและการดำเนินการรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญตามฟ้องก็เป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายในการรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ที่ ๑ นางสาวจันทรัศม์ เธียรฐิติธัช ที่ ๒ โจทก์ นายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ ที่ ๑ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2557
#567434
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเอกสาร ภ.ท.บ. ๕ แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกโฉนดโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ ขอรังวัดออกโฉนดทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ให้การว่า ที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นวัดร้างมาแต่เดิมและเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) การรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นการออกคำสั่ง ซึ่งให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ พิจารณาและสั่งการไปตามที่เห็นสมควร ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินสั่งการให้ออกโฉนดเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่าการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินที่เป็นวัดร้างมาแต่เดิมและเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๒/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นางหอน ม่วงเพชร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๑ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๔๙/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินที่มีเอกสาร ภ.ท.บ. ๕ หน่วยที่ ๙ เลขสำรวจที่ ๑๓๗ ตำบลบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ ๖ ไร่ ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายโหน่ง ม่วงเพชร เป็นผู้ครอบครอง นายโหน่งยกให้นายหล่อ ม่วงเพชร น้องชาย ซึ่งเป็นสามีของผู้ฟ้องคดี เมื่อนายหล่อตาย ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์และชำระภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ขอรังวัดที่ดินโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ เนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการรังวัดคำนวณเนื้อที่แล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา มีเนื้อที่เพิ่มขึ้น ๗ ไร่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ และผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัดดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งที่ ๑/๒๕๕๖ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า เอกสาร ภ.ท.บ. ๕ ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิตามประมวล กฎหมายที่ดิน บุคคลที่มีชื่ออาจไม่ใช่เจ้าของที่ดินก็ได้ และการรังวัดคำนวณเนื้อที่ในการออกโฉนดที่ดิน เป็นการรังวัดและคำนวณเนื้อที่ต่างวิธีกัน ประกอบกับผู้ปกครองท้องที่ กำนันตำบลบ้านดอน ผู้รับมอบอำนาจจากนายอำเภออู่ทอง ได้ลงนามว่าได้ดำเนินการตรวจสอบที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแล้ว ที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นวัดร้างมาแต่เดิมและเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบกรณีการรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการออกคำสั่งตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาและสั่งการไปตามที่เห็นสมควร ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหน่วยงานราชการ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงศาสนสถาน รวมทั้งดูแลรักษาและจัดการเกี่ยวกับวัดร้างและสมบัติกลางในจังหวัด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกโฉนดโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ ตำบลบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งที่ดิน ดังกล่าวเป็นของวัดมาแต่เดิม การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีสั่งการให้ออกโฉนดเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่จะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าสิทธิที่ดินพิพาทเป็นของวัดเหนือ (ร้าง) กับสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามคำฟ้อง ซึ่งอ้างว่าได้ครอบครองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทนั้น ใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงเป็นกรณีโต้แย้งเรื่องเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบสวนเปรียบเทียบในกระบวนการออกโฉนดที่ดินเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบสั่งการให้ออกโฉนดให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ใดเป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใด ห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแห่งคดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกโฉนดโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) โดยผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัด อ้างว่าทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปด้วย และขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีข้อประเด็นโต้เถียงเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นพิพาทหลัก ดังนั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีหรือวัดเหนือเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จากนั้นจึงจะพิจารณาต่อไปว่าการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ออกคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นคำขอรอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเอกสาร ภ.ท.บ. ๕ แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกโฉนดโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัดแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งที่ ๑/๒๕๕๖ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ให้การว่า เอกสาร ภ.ท.บ. ๕ ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน บุคคลที่มีชื่ออาจไม่ใช่เจ้าของที่ดินก็ได้ ที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นวัดร้างมาแต่เดิมและเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ การรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการออกคำสั่ง ซึ่งให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาและสั่งการไปตามที่เห็นสมควร ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ขอรังวัดออกโฉนดโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นของวัดมาแต่เดิม การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สั่งการให้ออกโฉนดเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินที่เป็นวัดร้างมาแต่เดิม และเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๐๕ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางหอน ม่วงเพชร ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๑ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางหอน ม่วงเพชร
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2557
#567433
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนร่วมกันนำที่ดินของตนรวมทั้งที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองอันเป็นส่วนหนึ่งในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันไปออกเป็นโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๑/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖ นางระเบียบ หรั่งสะอาดหรือหรั่งสอาด โจทก์ ยื่นฟ้อง นายปรีชา เอกบุตร ที่ ๑ บริษัทชะอำดีเวลลอปเม้นท์ คอเปอร์เรชั่น จำกัด ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๑/๒๕๕๖ ความว่า ประมาณปี ๒๕๑๖ โจทก์ครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ ๗ ไร่เศษ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๘๙๔ และ ๘๘๙๕ ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งต่อมาเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้นำที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมทั้งที่ดินดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดเลขที่ ๖๒๘๑, ๘๘๙๓, ๘๘๙๔, ๘๘๙๕, ๑๘๓๘๒, ๑๘๐๓๖, ๑๘๔๔๙, ๑๘๔๕๔, ๑๘๔๕๕ ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ทับที่ของโจทก์ อันเป็นส่วนหนึ่งในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกัน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนสิทธิการครอบครองที่ดินมือเปล่าของโจทก์ และมีคำสั่งเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๘๑, ๘๘๙๓, ๘๘๙๔, ๘๘๙๕, ๑๘๓๘๒, ๑๘๐๓๖, ๑๘๔๔๙, ๑๘๔๕๔, ๑๘๔๕๕ ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์อันกระทบสิทธิครอบครองของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือแลกเปลี่ยนที่ดินเป็นสำเนาเอกสารไม่อาจรับฟังได้ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๘๑, ๘๘๙๔, ๘๘๙๕ และแปลงอื่นๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และพวกบุกรุกที่ดินที่งอกจากโฉนดเลขที่ ๘๘๙๔ และ ๘๘๙๕ และได้ฟ้องขับไล่จากที่พิพาท ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๑๐๕๓๔/๒๕๕๑ ว่าที่ดินที่โจทก์และพวกบุกรุกเป็นที่งอกของจำเลยที่ ๒ โจทก์ได้ยื่นฟ้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท คดีอยู่ระหว่างที่โจทก์ยื่นฎีกา จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแปลงที่งอกจากโฉนดเลขที่ ๘๘๙๔ และ ๘๘๙๕ แต่ถูกผู้มีชื่อคัดค้านและยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๗๗๙/๒๕๕๕ ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่งอกจากโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อ้างว่ามีแอ่งน้ำหรือทางน้ำจืดกั้นนั้น จำเลยที่ ๓ และเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรีวินิจฉัยแล้วว่าไม่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ การออกโฉนดของจำเลยที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๓ ที่เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์ก็สืบเนื่องจากโจทก์อ้างว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๘๑, ๘๘๙๓, ๘๘๙๔, ๘๘๙๕, ๑๘๓๘๒, ๑๘๐๓๖, ๑๘๔๔๙, ๑๘๔๕๔, ๑๘๔๕๕ ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ตรงกับความเป็นจริง และเป็นการออกโดยทับที่ของโจทก์ที่ครอบครองอันเป็นส่วนหนึ่งในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์อ้างหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีพิพาทจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการรังวัดทำแผนที่ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน การให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ทั้งนี้ ที่สาธารณประโยชน์ หมายถึงที่ดินที่ทางราชการได้จัดให้หรือสงวนไว้เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามสภาพแห่งพื้นที่นั้น หรือที่ดินที่ประชาชนได้ใช้หรือเคยใช้ประโยชน์ร่วมกันมาก่อนไม่ว่าปัจจุบันจะยังใช้อยู่หรือเลิกใช้แล้วก็ตาม เช่น ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ป่าช้าฝังและเผาศพ ห้วย หนอง ที่ชายตลิ่ง ทางหลวง ทะเลสาบ เป็นต้น ตามกฎหมายถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ใดจะเข้ายึดถือครอบครองเพื่อประโยชน์แต่เฉพาะตนนั้นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามที่ระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ หากฝ่าฝืนจะมีความผิดและได้รับโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่นที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๓ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินซึ่งอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๗๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการออกเอกสารสิทธิในที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่ผู้ใดให้ได้กรรมสิทธิ์ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอให้จำเลยที่ ๓ เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดจำเลยที่ ๓ ว่ากระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และที่ ๓ ซึ่ง เป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดที่พิพาทและต่อมาเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยทั้งสองได้นำที่ดินพิพาทไปออกเป็นโฉนดทับที่ของโจทก์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองรบกวนสิทธิการครอบครองที่ดินมือเปล่าและมีคำสั่งเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินพิพาทที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์อันกระทบสิทธิครอบครองของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า หนังสือแลกเปลี่ยนที่ดินเป็นสำเนาเอกสารไม่อาจรับฟังได้ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และพวกบุกรุกที่ดินที่งอกจากโฉนดพิพาทและได้ฟ้องขับไล่จากที่พิพาทโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว โจทก์อ้างว่ามีแอ่งน้ำหรือทางน้ำจืดกั้นนั้นเทศบาลเมืองชะอำวินิจฉัยแล้วว่าไม่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทับที่ดินมือเปล่าของโจทก์อันเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางระเบียบ หรั่งสะอาดหรือหรั่งสอาด โจทก์ นายปรีชา เอกบุตร ที่ ๑ บริษัทชะอำดีเวลลอปเม้นท์ คอเปอร์เรชั่น จำกัด ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางระเบียบ หรั่งสะอาดหรือหรั่งสอาด
นายปรีชา เอกบุตร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2557
#567432
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพักอาศัยในโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชนและเป็นผู้ได้รับสิทธิลงทุนก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าและชำระค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การ โดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหาย คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๐/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตลิ่งชันส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัย ชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นางฐิติพร อิงคพัฒนากุล โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ นายสำคัญ ธรรมรัต ที่ ๒ นายสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ที่ ๓ นายธีธัช สุขสะอาด ที่ ๔ จำเลย (จำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑) ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส. ๒๐๑๗/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ส. ๑๒๒/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากับบริษัทปิยยรรยง จำกัด ให้ลงทุนก่อสร้างอาคารตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันโดยมีข้อตกลงว่า บริษัทปิยยรรยง จำกัด เป็นผู้ลงทุนออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและมีสิทธิเก็บเงินกินเปล่าตอบแทนการลงทุนจากผู้เช่าแผงและที่พักอาศัยในอาคารตลาดและอาคารพาณิชย์ ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพักอาศัยกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๒ ห้อง กำหนดระยะเวลาเช่า ๒๕ ปี ต่อสัญญาครั้งละ ๓ ปี ครั้งสุดท้าย ๑ ปี ต่อเนื่องกันไป และได้มีการต่อสัญญาเช่าจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด แต่หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่ากับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน ๑๕,๔๗๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินกินเปล่าจากจำเลยที่ ๑ เนื่องจากเงินกินเปล่า เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด ไม่ได้จ่ายให้จำเลยที่ ๑ สัญญาให้สิทธิลงทุนระหว่างบริษัท ปิยยรรยง จำกัด กับจำเลยที่ ๑ มิได้กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้ใดๆ ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้รับและไม่มีส่วนได้เสียหรือได้ประโยชน์ใดๆ จากเงินกินเปล่า โจทก์ได้รับสิทธิครอบครองและใช้ทรัพย์ที่เช่าและได้สิทธิต่อสัญญาตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทุกประการ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติต่อโจทก์ตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและสิทธิตามสัญญาฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดในสัญญาเช่าโดยอ้างว่าโจทก์ชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้กับบริษัทปิยยรรยง จำกัด ตามสัญญาให้สิทธิลงทุนซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์หลายประการ ทั้งวัตถุประสงค์ที่ใช้อำนาจรัฐ และวัตถุประสงค์มุ่งแสวงกำไรในเชิงพาณิชยกรรม เป็นสำคัญเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป การที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกิดข้อพิพาทในเรื่องจำเลยที่ ๑ ไม่ต่อสัญญาเช่าห้องพักอาศัย เป็นคดีพิพาทอันเกิดจากสิทธิและหน้าที่ภายใต้หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางปกครอง ในการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาเช่าห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งและเป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ มีโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันอันเป็นการดำเนินการจัดสร้างตลาดซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาให้สิทธิลงทุนเพื่อทำการก่อสร้างตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับบริษัทปิยยรรยง จำกัด เห็นว่าสัญญาให้สิทธิลงทุนดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด เข้าร่วมกับจำเลยที่ ๑ ดำเนินการจัดสร้างตลาด ซึ่งได้แก่ อาคารตลาดกับอาคารพาณิชย์ รวมทั้งจัดหาผู้เช่าแผงค้าที่พักอาศัยในอาคารตลาดกับอาคารพาณิชย์ให้ครบถ้วน กรณีจึงเป็นการที่จำเลยที่ ๑ ตกลงให้บริษัท ปิยยรรยง จำกัด เข้าร่วมในการจัดสร้างตลาดและการอำนวยบริการเกี่ยวกับตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผล ซึ่งการที่สัญญาดังกล่าวให้สิทธิบริษัทปิยยรรยง จำกัด เก็บเงินกินเปล่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนการลงทุนจากผู้เช่า เป็นเพียงวิธีการในการจัดสร้างตลาดสาธารณะโดยให้เอกชนมาร่วมลงทุน ไม่ได้ทำให้การดำเนินการตามวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาให้สิทธิลงทุนดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าห้องพักอาศัยในบริเวณตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินกินเปล่าให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างตลาดและอำนวยบริการเกี่ยวกับตลาด เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล เมื่อสัญญาดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล สัญญาเช่าห้องพักอาศัยดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครองด้วยเช่นกัน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องพักอาศัยกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชน แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่ากับโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า ตามสัญญาเช่าห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่าห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แม้ข้อกล่าวอ้างของโจทก์จะเกี่ยวพันกับสัญญาให้สิทธิลงทุนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบุคคลภายนอก แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นพิพาทในคดีนี้ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางฐิติพร อิงคพัฒนากุล โจทก์ องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ นายสำคัญ ธรรมรัต ที่ ๒ นายสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ที่ ๓ นายธีธัช สุขสะอาด ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาด พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิติพร อิงคพัฒนากุล
จำเลย — องค์การตลาดกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2557
#567275
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยในโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชนและเป็นผู้ได้รับสิทธิลงทุนก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าและชำระค่าเสียหายส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหาย คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๙/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตลิ่งชันส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นายรณชัย อิงคพัฒนากุล โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ นายสำคัญ ธรรมรัต ที่ ๒ นายสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ที่ ๓ นายธีธัช สุขสะอาด ที่ ๔ จำเลย (จำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑) ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส. ๒๐๑๘/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ส. ๑๒๓/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากับบริษัทปิยยรรยง จำกัด ให้ลงทุนก่อสร้างอาคารตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชัน โดยมีข้อตกลงว่า บริษัทปิยยรรยง จำกัด เป็นผู้ลงทุนออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและมีสิทธิเก็บเงินกินเปล่า ตอบแทนการลงทุนจากผู้เช่าแผงและที่พักอาศัยในอาคารตลาดและอาคารพาณิชย์ ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๖ คูหา ๔๐ ห้อง กำหนดระยะเวลาเช่า ๒๕ ปี ต่อสัญญา ครั้งละ ๓ ปี ครั้งสุดท้าย ๑ ปี ต่อเนื่องกันไป และได้มีการต่อสัญญาเช่าจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด แต่หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่ากับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินกินเปล่า เป็นค่าตอบแทนการเช่าและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน ๙๘,๗๗๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินกินเปล่าจากจำเลยที่ ๑ เนื่องจากเงินกินเปล่าเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด ไม่ได้จ่ายให้จำเลยที่ ๑ สัญญาให้สิทธิลงทุนระหว่างบริษัท ปิยยรรยง จำกัด กับจำเลยที่ ๑ มิได้กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้ใดๆ ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้รับและไม่มีส่วนได้เสียหรือได้ประโยชน์ใดๆ จากเงินกินเปล่า โจทก์ได้รับสิทธิครอบครองและใช้ทรัพย์ที่เช่าและได้สิทธิต่อสัญญาตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทุกประการ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติต่อโจทก์ตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและสิทธิตามสัญญาฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดในสัญญาเช่าโดยอ้างว่าโจทก์ชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้กับบริษัทปิยยรรยง จำกัด ตามสัญญาให้สิทธิลงทุนซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์หลายประการ ทั้งวัตถุประสงค์ที่ใช้อำนาจรัฐ และวัตถุประสงค์มุ่งแสวงกำไรในเชิงพาณิชยกรรม เป็นสำคัญเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป การที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกิดข้อพิพาทในเรื่องจำเลยที่ ๑ ไม่ต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัย เป็นคดีพิพาทอันเกิดจากสิทธิและหน้าที่ภายใต้หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางปกครอง ในการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัย ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งและเป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ มีโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันอันเป็นการดำเนินการจัดสร้างตลาดซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาให้สิทธิลงทุนเพื่อทำการก่อสร้างตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับบริษัทปิยยรรยง จำกัด เห็นว่าสัญญาให้สิทธิลงทุนดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด เข้าร่วมกับจำเลยที่ ๑ ดำเนินการจัดสร้างตลาด ซึ่งได้แก่ อาคารตลาดกับอาคารพาณิชย์ รวมทั้งจัดหาผู้เช่าแผงค้าที่พักอาศัยในอาคารตลาดกับอาคารพาณิชย์ให้ครบถ้วน กรณีจึงเป็นการที่จำเลยที่ ๑ ตกลงให้บริษัท ปิยยรรยง จำกัด เข้าร่วมในการจัดสร้างตลาดและการอำนวยบริการเกี่ยวกับตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผล ซึ่งการที่สัญญาดังกล่าวให้สิทธิบริษัทปิยยรรยง จำกัด เก็บเงินกินเปล่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนการลงทุนจากผู้เช่า เป็นเพียงวิธีการในการจัดสร้างตลาดสาธารณะโดยให้เอกชนมาร่วมลงทุน ไม่ได้ทำให้การดำเนินการตามวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาให้สิทธิลงทุนดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยในบริเวณตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินกินเปล่าให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างตลาดและอำนวยบริการเกี่ยวกับตลาด เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล เมื่อสัญญาดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองด้วยเช่นกัน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชน แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่ากับโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า ตามสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แม้ข้อกล่าวอ้างของโจทก์จะเกี่ยวพันกับสัญญาให้สิทธิลงทุนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบุคคลภายนอก แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นพิพาทในคดีนี้ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายรณชัย อิงคพัฒนากุล โจทก์ องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ นายสำคัญ ธรรมรัต ที่ ๒ นายสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ที่ ๓ นายธีธัช สุขสะอาด ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาด พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรณชัย อิงคพัฒนากุล
จำเลย — องค์การตลาดกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2557
#567274
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยในโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นเอกชนและเป็นผู้ได้รับสิทธิลงทุนก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ ไม่ต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าและชำระค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหาย คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๘/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตลิ่งชันส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นายธนวัฒน์ อิงคพัฒนากุล โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ นายสำคัญ ธรรมรัต ที่ ๒ นายสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ที่ ๓ นายธีธัช สุขสะอาด ที่ ๔ จำเลย (จำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑) ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส. ๒๐๑๖/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ส. ๑๒๑/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากับบริษัทปิยยรรยง จำกัด ให้ลงทุนก่อสร้างอาคารตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชัน โดยมีข้อตกลงว่า บริษัทปิยยรรยง จำกัด เป็นผู้ลงทุนออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและมีสิทธิเก็บเงินกินเปล่า ตอบแทนการลงทุนจากผู้เช่าแผงและที่พักอาศัยในอาคารตลาดและอาคารพาณิชย์ ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่า อาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๐ คูหา ๒๘ ห้อง กำหนดระยะเวลาเช่า ๒๕ ปี ต่อสัญญา ครั้งละ ๓ ปี ครั้งสุดท้าย ๑ ปี ต่อเนื่องกันไป และได้มีการต่อสัญญาเช่าจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด แต่หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่ากับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินกินเปล่า เป็นค่าตอบแทนการเช่าและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ รวมเป็นเงิน ๑๐๗,๔๑๘,๗๕๐ บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินกินเปล่าจากจำเลยที่ ๑ เนื่องจากเงินกินเปล่าเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด ไม่ได้จ่ายให้จำเลยที่ ๑ สัญญาให้สิทธิลงทุนระหว่างบริษัท ปิยยรรยง จำกัด กับจำเลยที่ ๑ มิได้กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้ใดๆ ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้รับและไม่มีส่วนได้เสียหรือได้ประโยชน์ใดๆ จากเงินกินเปล่า โจทก์ได้รับสิทธิครอบครองและใช้ทรัพย์ที่เช่าและได้สิทธิต่อสัญญาตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทุกประการ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติต่อโจทก์ตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและสิทธิตามสัญญาฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดในสัญญาเช่าโดยอ้างว่าโจทก์ชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้กับบริษัทปิยยรรยง จำกัด ตามสัญญาให้สิทธิลงทุนซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์หลายประการ ทั้งวัตถุประสงค์ที่ใช้อำนาจรัฐ และวัตถุประสงค์มุ่งแสวงกำไรในเชิงพาณิชยกรรม เป็นสำคัญเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป การที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกิดข้อพิพาทในเรื่องจำเลยที่ ๑ ไม่ต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัย เป็นคดีพิพาทอันเกิดจากสิทธิและหน้าที่ภายใต้หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางปกครอง ในการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งและเป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ มีโครงการตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันอันเป็นการดำเนินการจัดสร้างตลาดซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาให้สิทธิลงทุนเพื่อทำการก่อสร้างตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับบริษัทปิยยรรยง จำกัด เห็นว่าสัญญาให้สิทธิลงทุนดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด เข้าร่วมกับจำเลยที่ ๑ ดำเนินการจัดสร้างตลาด ซึ่งได้แก่ อาคารตลาดกับอาคารพาณิชย์ รวมทั้งจัดหาผู้เช่าแผงค้าที่พักอาศัยในอาคารตลาดกับอาคารพาณิชย์ให้ครบถ้วน กรณีจึงเป็นการที่จำเลยที่ ๑ ตกลงให้บริษัท ปิยยรรยง จำกัด เข้าร่วมในการจัดสร้างตลาดและการอำนวยบริการเกี่ยวกับตลาดซึ่งเป็นบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผล ซึ่งการที่สัญญาดังกล่าวให้สิทธิบริษัทปิยยรรยง จำกัด เก็บเงินกินเปล่าเป็นผลประโยชน์ ตอบแทนการลงทุนจากผู้เช่า เป็นเพียงวิธีการในการจัดสร้างตลาดสาธารณะโดยให้เอกชนมาร่วมลงทุน ไม่ได้ทำให้การดำเนินการตามวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาให้สิทธิลงทุนดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่า อาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยในบริเวณตลาดกลางเกษตรกรตลิ่งชันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินกินเปล่าให้บริษัทปิยยรรยง จำกัด จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างตลาดและอำนวยบริการเกี่ยวกับตลาด เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล เมื่อสัญญาดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ บรรลุผล สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองด้วยเช่นกัน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔ อ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่า อาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยกับจำเลยที่ ๑ โดยชำระเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าให้แก่บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นเอกชน แต่ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ต่อสัญญาเช่ากับโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทนการเช่าและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า ตามสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินกินเปล่าและค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์และห้องพักอาศัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าสถานที่ โดยจำเลยที่ ๑ ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์เป็นการตอบแทน สัญญาจึงมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับสัญญาที่เอกชนทำกับเอกชนเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด สัญญาพิพาทจึงมิใช่ สัญญาทางปกครอง แม้ข้อกล่าวอ้างของโจทก์จะเกี่ยวพันกับสัญญาให้สิทธิลงทุนระหว่างจำเลยที่ ๑กับบุคคลภายนอก แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นพิพาทในคดีนี้ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายธนวัฒน์ อิงคพัฒนากุล โจทก์ องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ นายสำคัญ ธรรมรัต ที่ ๒ นายสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ที่ ๓ นายธีธัช สุขสะอาด ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาด พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนวัฒน์ อิงคพัฒนากุล
จำเลย — องค์การตลาดกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2557
#567273
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี ๒๕๕๓ เห็นว่า คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๗/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นายบัวศรี ทุมมา โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ กองทัพบก ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๐๒/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ ๑/๒๕๕๓ ในวันเดียวกันจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการ และผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ และมีข้าราชการทหารซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่รวมอยู่ด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากรวมทั้งโจทก์ได้เข้าไปหลบภัยในวัดปทุมวนารามได้มีเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในกำกับดูแลและสั่งการของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งจัดตั้งโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ ๑/๒๕๕๓ ดังกล่าว ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าไปภายในวัด เป็นเหตุให้โจทก์ถูกยิงที่เท้า กระสุนปืนทะลุกระดูกได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นการจงใจกระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์มีส่วนร่วมก่อความเสียหายขึ้นด้วย จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมกระชับพื้นที่และขอคืนพื้นที่การชุมนุมในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายโดยสุจริตไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุ ทั้งไม่เกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางวินัย ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๗ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่จึงไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง หน่วยงานของรัฐไม่ว่าหน่วยงานใด ก็ไม่ต้องรับผิดในทางแพ่งตามกฎหมายด้วยเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์จะเป็นเรื่องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิที่จะเรียกร้องความเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แต่เนื่องจากพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า "ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง" ดังนั้น กรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำใด ๆ ตามพระราชกำหนดนี้ ย่อมไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองทั้งสิ้น สำหรับการกระทำตามฟ้อง ก็ถือว่าเป็น "การกระทำตามพระราชกำหนดนี้" ตามความในมาตรา ๑๖ ด้วยจึงไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ ๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นหน่วยงานพิเศษ ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้อำนวยการ และผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ โดยมีข้าราชการทหารซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงหลายตำแหน่ง และได้ออกประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดต่าง ๆ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการเพื่อให้เป็นไปตามประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจะบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์เจตนารมณ์ในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า พระราชกำหนดดังกล่าวได้ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการกรณีไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับปัญหาความมั่นคงของรัฐที่อาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ มาตรา ๑๖ ดังกล่าว จึงบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง แต่เมื่อกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนหมดสิ้นไป ผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อพิเคราะห์มาตรา ๑๖ ประกอบกับมาตรา ๑๗ ดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายอาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทางราชการต่อศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมได้ ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากนายกรัฐมนตรีในการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และได้รับความเสียหายจากการกระทำของรองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมาย ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหาร กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่เป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ได้นำข้อพิพาทยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหลายคดี โดยคดีที่มีการโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล จำนวน ๖ คดี ได้แก่คดีตามความเห็นของศาลแพ่ง ที่ ๑๕/๒๕๕๕ ที่ ๖๘/๒๕๕๕ ที่ ๖๙/๒๕๕๕ ที่ ๑๓๘/๒๕๕๕ ที่ ๑๓๙/๒๕๕๕ และที่ ๑/๒๕๕๖ และความเห็นของศาลปกครองกลาง ที่ ๕๗/๒๕๕๕ ที่ ๑๙๕/๒๕๕๕ ที่ ๑๑/๒๕๕๖ ที่ ๓๒/๒๕๕๖ ที่ ๖๗/๒๕๕๖ และที่ ๖๘/๒๕๕๖ ซึ่งทั้งสองศาลเห็นพ้องกันว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อมูลความแห่งคดีนี้เป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันและมีคำขอให้ศาลพิพากษาและออกคำบังคับเช่นเดียวกันกับข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง การให้คดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันพิจารณาโดยศาลต่างศาลกัน ผลแห่งคำพิพากษาอาจขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ต้องการให้คดีเรื่องเดียวกันได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุพิพาท มาตรา ๒๑๘ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้น คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครอง มีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายบัวศรี ทุมมา โจทก์ กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ กองทัพบก ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัวศรี ทุมมา
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2557
#567121
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี ๒๕๕๓ เห็นว่า คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๖/๒๕๕๗

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นางสะกัน กุสุมาร โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ กองทัพบก ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๙๒/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เรียกร้องให้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ ๑/๒๕๕๓ จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อแก้ไขสถานการณ์ โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการ มีการใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบด้วยทหารบกเป็นส่วนใหญ่ใช้อาวุธสงครามเพื่อควบคุมฝูงชน ขัดขวางและสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. หลายครั้ง เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมชุมนุม ประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยการสั่งการบังคับบัญชาของนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และ ศอฉ. ใช้ความรุนแรงและอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณแยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง มีการใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ฝูงชน โดยไม่เลือกเป้าหมายเป็นเหตุให้นายพรสวรรค์ นาคะไชย บุตรของโจทก์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เป็นการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อวิธีปฏิบัติในการควบคุม ฝูงชนตามหลักสากลที่ไม่ให้ใช้อาวุธสงครามหรือกระสุนจริงในการปฏิบัติงาน และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมกระชับพื้นที่และขอคืนพื้นที่การชุมนุมในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายโดยสุจริตไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุ ทั้งไม่เกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางวินัย ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๗ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่จึงไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง หน่วยงานของรัฐไม่ว่าหน่วยงานใด ก็ไม่ต้องรับผิดในทางแพ่งตามกฎหมายด้วยเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์จะเป็นเรื่องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิที่จะเรียกร้องความเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แต่เนื่องจากพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า "ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง" ดังนั้น กรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำใด ๆ ตามพระราชกำหนดนี้ ย่อมไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองทั้งสิ้น สำหรับการกระทำตามฟ้อง ก็ถือว่าเป็น "การกระทำตามพระราชกำหนดนี้" ตามความในมาตรา ๑๖ ด้วยจึงไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ ๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นหน่วยงานพิเศษ ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้อำนวยการ และผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ โดยมีข้าราชการทหารซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงหลายตำแหน่ง และได้ออกประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดต่าง ๆ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการเพื่อให้เป็นไปตามประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจะบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์เจตนารมณ์ในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า พระราชกำหนดดังกล่าวได้ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการกรณีไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับปัญหาความมั่นคงของรัฐที่อาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ มาตรา ๑๖ ดังกล่าว จึงบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดดังกล่าว ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง แต่เมื่อกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนหมดสิ้นไป ผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อพิเคราะห์มาตรา ๑๖ ประกอบกับมาตรา ๑๗ ดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายอาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทางราชการต่อศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมได้ ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากนายกรัฐมนตรีในการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และได้รับความเสียหายจากการกระทำของรองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมาย ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหาร กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่เป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ได้นำข้อพิพาทยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหลายคดี โดยคดีที่มีการโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล จำนวน ๖ คดี ได้แก่คดีตามความเห็นของศาลแพ่ง ที่ ๑๕/๒๕๕๕ ที่ ๖๘/๒๕๕๕ ที่ ๖๙/๒๕๕๕ ที่ ๑๓๘/๒๕๕๕ ที่ ๑๓๙/๒๕๕๕ และที่ ๑/๒๕๕๖ และความเห็นของศาลปกครองกลาง ที่ ๕๗/๒๕๕๕ ที่ ๑๙๕/๒๕๕๕ ที่ ๑๑/๒๕๕๖ ที่ ๓๒/๒๕๕๖ ที่ ๖๗/๒๕๕๖ และที่ ๖๘/๒๕๕๖ ซึ่งทั้งสองศาลเห็นพ้องกันว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อมูลความแห่งคดีนี้เป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันและมีคำขอให้ศาลพิพากษาและออกคำบังคับเช่นเดียวกันกับข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง การให้คดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันพิจารณาโดยศาลต่างศาลกัน ผลแห่งคำพิพากษาอาจขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ต้องการให้คดีเรื่องเดียวกันได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุพิพาท มาตรา ๒๑๘ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้น คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้ อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสาม รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง ตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสะกัน กุสุมาร โจทก์ กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ กองทัพบก ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสะกัน กุสุมาร
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2557
#566828
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ ว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. ๑ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ข. ให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ โดยรังวัดที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ข. ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยที่ ๒ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๕/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดระนอง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดระนองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๖ นางปี้ส้า อาจหาญ โจทก์ ยื่นฟ้องนายกฤษฎา ชูศรี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดระนอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๕/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๓ ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง โดยรับมอบการครอบครองจากนายอี อาจหาญ บิดา ซึ่งได้แจ้งการครอบครองเมื่อปี ๒๔๙๘ ประมาณ ๑๕ ไร่ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๑ โจทก์ยื่นคำขอรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน แต่ปรากฏว่า นายจรัญ ชูศรี บิดาจำเลยที่ ๑ ได้นำ ส.ค. ๑ ดังกล่าวไปขอออก น.ส. ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยสมคบกับนายโหยบ อาจหาญ น้องชายโจทก์ ทำสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนของโจทก์ การทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระนองหลงเชื่อว่าสัญญาซื้อขายที่ดินชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ จึงมีคำสั่งออก น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๔๓ ให้แก่นายจรัญ และเป็นการออก น.ส. ๓ ที่ดินแปลงอื่นมิใช่แปลงที่นายอีครอบครอง โดยรังวัดที่ดินที่โจทก์ครอบครอง แต่ไปออก น.ส. ๓ ในที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งมิได้แจ้ง ส.ค. ๑ ไว้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๓ ไปขอออกโฉนดที่ดินได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอน น.ส. ๓ ข เลขที่ ๔๓ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า นายอี อาจหาญ และโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นบุตรนายอี และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นของนายโหยบซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายจรัญกับนายโหยบทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งได้ยื่นคำร้องขอออก น.ส. ๓ เลขที่ ๔๓ โดยชอบกฎหมาย น.ส. ๓ ข. ดังกล่าวจึงออกโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีเหตุใดๆ ที่จะยกเลิกเพิกถอน คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออก น.ส. ๓. ข. เลขที่ ๔๓ ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายแล้ว และที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับ ส.ค. ๑ ที่ผู้ขอเดิมแจ้งและครอบครองไว้ทุกประการ โดยผู้ขอมิได้นำเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินแปลงอื่นหรือนำรังวัดทับที่ดินซึ่งมีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิของผู้อื่น ทั้งในการรังวัดเพื่อออก น.ส. ๓ ข. ดังกล่าว โจทก์มิได้คัดค้านแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดระนองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีโจทก์และจำเลยที่ ๑ โต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยให้ได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่า มีเหตุให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการรังวัดทำแผนที่การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน การให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่ดินเพื่อให้บุคคลมีความมั่นคงในการถือครองที่ดินและได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพตลอดจนการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ สำหรับการกระทำของจำเลยที่ ๒ อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจำเลยที่ ๒ ออกไปตามข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามรูปแบบ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน เป็นเพียงข้อพิพาทประกอบและการวินิจฉัยและเยียวยาข้อพิพาทแต่เพียงในส่วนนี้ ย่อมไม่ครอบคลุมถึงการรับรองคุ้มครองสิทธิของคู่ความหรือคู่กรณี ซึ่งกระทำโดยหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โดยมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับมูลความแห่งคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ในเรื่องการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) และการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๓ โดยรับมอบการครอบครองจากนายอี อาจหาญ บิดา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ปรากฏว่านายจรัญ ชูศรี บิดาจำเลยที่ ๑ ได้นำ ส.ค. ๑ ดังกล่าว ไปขอออก น.ส. ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยสมคบกับนายโหยบ อาจหาญ น้องชายโจทก์ ทำสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนของโจทก์ การทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ จึงมีคำสั่งออก น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๔๓ ให้แก่นายจรัญ และเป็นการออก น.ส. ๓ ที่ดินแปลงอื่นมิใช่แปลงที่นายอีครอบครอง โดยรังวัดที่ดินที่โจทก์ครอบครอง แต่ไปออก น.ส. ๓ ในที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งมิได้แจ้ง ส.ค. ๑ ไว้ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๓ ไปขอออกโฉนดที่ดินได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอน น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๔๓ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า นายอีและโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นของนายโหยบ สัญญาซื้อขายที่ดินชอบด้วยกฎหมาย น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๔๓ ออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออก น.ส. ๓. ข. เลขที่ ๔๓ ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกเป็นชื่อบุคคลอื่น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญและในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๒ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางปี้ส้า อาจหาญ โจทก์ นายกฤษฎา ชูศรี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปี้ส้า อาจหาญ
จำเลย — นายกฤษฏา ชูศรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2557
#566654
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่า ตนยกที่ดินมือเปล่าบางส่วนให้แก่นาย บ. เพื่อใช้เป็นที่ตั้งวัด ต่อมากรมที่ดินจำเลยที่ ๓ ออก น.ส. ๓ ให้แก่ที่ดินดังกล่าวแต่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จากนั้นมีการนำ น.ส. ๓ ดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดที่ดิน ขอให้เอกชนผู้รับโอนและกรมที่ดินร่วมกันเพิกถอนเอกสารสิทธิและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนฟ้องเรียกคืนที่ดินจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและโอนที่ดินต่อไปให้แก่วัดจำเลยที่ ๒ แล้ว แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอนการออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดิน ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๒ โดยชอบเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๔/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแขวงพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพิษณุโลกส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕ นางสีนวล ยวนเขียว โจทก์ ยื่นฟ้องนายสุพจน์ เปมะเสถียร ที่ ๑ วัดตะแบกงาม ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๔๒/๒๕๕๕ และศาลแขวงพิษณุโลกรับโอนมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า บริเวณหมู่ที่ ๙ ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ประมาณ ๒๕๐ ไร่ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ ต่อมาได้แบ่งให้แก่บุตร ๓ คน เนื้อที่คนละ ๕๐ ไร่ ทางด้านทิศใต้ยกให้แก่นายบรรจบ เปมะเสถียร เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ให้ใช้ที่ดินตั้งเป็นวัดจำเลยที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๙๔๔ ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๑๐ งาน ให้แก่นายบรรจบซึ่งเป็นการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยใช้ระวางภาพถ่ายทางอากาศ ไม่มีการรังวัดสอบเขตเป็นเหตุให้แนวเขตที่ดินบางส่วนรุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา ต่อมาในปี ๒๕๓๗ มารดาจำเลยที่ ๑ ผู้รับโอนที่ดินจากนายบรรจบได้ยกที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๙๔๔ ให้แก่จำเลยที่ ๒ และในปี ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๓ ได้เปลี่ยน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๙๔๔ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๒๐๓ จำเลยทั้งสามกระทำการโต้แย้งสิทธิการครอบครองที่ดินของโจทก์ เนื่องจากเป็นการออกเอกสารสิทธิให้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำที่ดินดังกล่าวไปออกเอกสารสิทธิได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๙๔๔ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๒๐๓ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ในการดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๒๐๓ ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการรังวัดเดินสำรวจที่ดิน โดยที่ดินของโจทก์และที่ดินของนายบรรจบมีทางสาธารณะกั้นกลางระหว่างที่ดินทั้งสองแปลงมิได้เป็นการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนกัน โจทก์เพิ่งบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาท ภายหลังจากออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๙๔๔ นางหลอด ภริยานายบรรจบได้ยกที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้สร้างวัดโดยไม่ต้องจดทะเบียน ตามระเบียบว่าด้วยการได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินดังกล่าวกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องว่า ข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ ๒ ให้การว่าโจทก์เพิ่งบุกรุกเข้าถือครองที่ดินภายหลังจากที่มีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินแล้ว เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีจึงต้องพิจารณาก่อนว่า การออกเอกสารสิทธิที่ดินเฉพาะส่วนบริเวณที่ดินพิพาทให้แก่นายบรรจบเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาต่อไปว่าต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินเฉพาะบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๐๓ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา ตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่ต่อไป ซึ่งในการพิจารณาประเด็นที่ว่าการออกเอกสารสิทธิเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่า ระหว่างโจทก์และนายบรรจบ ใครมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่ากันเป็นสำคัญ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริง โดยที่สามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิต่างไปจากที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนได้ เหตุดังกล่าวจึงมีผลเท่ากับเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน โดยอาศัยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการรังวัดทำแผนที่การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน การให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่ดินเพื่อให้บุคคลมีความมั่นคงในการถือครองที่ดินและได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์และการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ มาตรา ๕๘ ทวิ และมาตรา ๕๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยที่ ๓ ออกไปตามข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นกรณีเจ้าพนักงานที่ดินใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามรูปแบบ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการตามที่กำหนด การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และการออกโฉนดที่ดิน จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๙๔๔ ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เฉพาะส่วนของโจทก์และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นความประสงค์ที่โจทก์ต้องการให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการใช้สิทธิทางศาลในคดีนี้ เห็นได้ว่าเป็นคำขอที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลปกครองตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยประเด็นหลักแห่งคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๓ นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ไปออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๙๔๔ ให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อหาหลักแห่งคดีและคำขอของโจทก์ที่ขอให้มีการแก้ไขเยียวยาทางศาล ซึ่งเป็นข้อหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองและเป็นคำขอที่ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งทางปกครองแล้ว ประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ในการพิจารณา และศาลปกครองจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาเท่านั้น มิใช่ประเด็นหลักแห่งคดีแต่ประการใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคล และจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ ๒๕๐ ไร่ ได้ยกที่ดินเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ให้นายบรรจบ เปมะเสถียร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งวัดจำเลยที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๙๔๔ เนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๑๐ งาน ให้แก่นายบรรจบเป็นเหตุให้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ประมาณ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา ผู้รับโอนที่ดินจากนายบรรจบได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้เปลี่ยน น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๒๐๓ จำเลยทั้งสามกระทำการโต้แย้งสิทธิการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำที่ดินดังกล่าวไปออกเอกสารสิทธิได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. และโฉนดดังกล่าวเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ในการออกโฉนดที่ดินมีการรังวัดเดินสำรวจที่ดิน โดยที่ดินพิพาทมีทางสาธารณะกั้นที่ดินทั้งสองแปลงมิได้ออกเอกสารสิทธิทับซ้อนกัน โจทก์เพิ่งบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินภายหลังจากออก น.ส. ๓ ก. นายบรรจบได้ยกที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้สร้างวัดโดยไม่ต้องจดทะเบียนและกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนฟ้องเรียกคืนที่ดินจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและโอนที่ดินต่อไปให้แก่จำเลยที่ ๒ แล้ว แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอนการออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดิน ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๒ โดยชอบแล้วเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสีนวล ยวนเขียว โจทก์ นายสุพจน์ เปมะเสถียร ที่ ๑ วัดตะแบกงาม ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสีนวล ยวนเขียว
จำเลย — นายสุพจน์ เปมะเสถียร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 43/2557
#566653
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส.ค. ๑ ซึ่งมารดาโจทก์ได้เคยกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ โดยตกลงมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ประสงค์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ มีชื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ค. ๑ ซึ่งตนเองทำกินต่างดอกเบี้ย แต่กลับไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ ๓ ทราบ การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า มารดาโจทก์ไปกู้ยืมเงินบุคคลภายนอก โดยนำที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ย และมีปัญหาการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบุคคลภายนอก มารดาโจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมแทน หลังจากชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ในปีเดียวกันจำเลยที่ ๓ ประกาศให้ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินข้างเคียงอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ ๓ เห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีคุณสมบัติครบถ้วน จึงดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยมารดาโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๓/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนางรอง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนางรองโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นายนา ผู้มีสัตย์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายแดง ดีสุด ที่ ๑ นางเจียว ดีสุด ที่ ๒ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนางรอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๗๖/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทของนางสงกา ผู้มีสัตย์ มารดาซึ่งมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เนื้อที่ประมาณ ๓๓ ไร่ เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๐ นางสงกากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ทำกินต่างดอกเบี้ย จากนั้น เมื่อต้นปี ๒๕๕๔ โจทก์ประสงค์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาท เพราะชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอมอ้างว่า โจทก์ยังคงค้างชำระหนี้ ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๒๕ มีชื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มีเอกสารสิทธิเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ซึ่งตนเองทำกินต่างดอกเบี้ย แต่กลับไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ ๓ ทราบ การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๒๕ ของจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖ นางสงกา ผู้มีสัตย์ มารดาโจทก์ขายที่ดินพิพาทพร้อมกับส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ ต่อมา นางสงกาไปกู้ยืมเงินบุคคลภายนอก โดยนำที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ย จากนั้นมีปัญหาการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบุคคลภายนอก นางสงกาจึงให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมแทน หลังจากชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ และในปีเดียวกัน จำเลยที่ ๓ ประกาศให้ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินข้างเคียงอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ ๓จึงออกสำรวจแนวเขตที่ดินพิพาท เห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีคุณสมบัติครบถ้วน จึงดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยนางสงกาไม่เคยโต้แย้ง การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ เนื่องจาก จำเลยที่ ๓ เป็นเพียงหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่มีอำนาจอนุญาตหรืออนุมัติให้จำเลยที่ ๒ ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ตามฟ้องโจทก์ ทั้งโจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องหรืออุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยกล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทของนางสงกา ผู้มีสัตย์ มารดาซึ่งมีชื่อเป็นผู้ครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมาจำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นการออกโดยไม่ชอบ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้ชำระค่าเสียหาย เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า นางสงกา มารดาโจทก์ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์แล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยา จากนั้นจำเลยที่ ๓ มีการประกาศให้ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินข้างเคียงอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและมีการออกสำรวจแนวเขตที่ดินพิพาทและตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยที่ ๒ เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน จึงดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยนางสงกาไม่เคยโต้แย้ง ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ออกสำรวจที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน พบว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ จึงรังวัดแนวเขตและสอบสวนสิทธิไว้ ต่อมาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้ประกาศผลการคัดเลือกเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินการปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ จึงเป็นคดีที่คู่ความโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของโจทก์ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๓ ด้วยว่าเป็นผู้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลงอันเป็นการไม่ชอบ ซึ่งเป็นกรณีเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งหรือกระทำการอื่นใดในทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การจะพิจารณาว่าหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๓ ออกให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นการออกทับที่ดินของโจทก์หรือไม่ จำเป็นจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทกันเสียก่อน โดยศาลจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เมื่อพิจารณามูลเหตุแห่งการฟ้องคดีจากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทของนางสงกา มารดา ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมาจำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ ภริยาของจำเลยที่ ๑ ซึ่งทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ เป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทกับให้ชำระค่าเสียหาย และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว เป็นกรณีเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งหรือกระทำการอื่นใดในทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์อ้างว่าหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๒๕ จึงไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท และในอัตราเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๒๕ ของจำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ ในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวและสั่งให้ชดใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลยุติธรรมกำหนดคำบังคับดังกล่าวได้ และคดีมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า การดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือไม่ ซึ่งประเด็นเกี่ยวพันกันที่ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะพิจารณาในเนื้อหาคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นที่จะพิจารณาว่าการดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ของจำเลยที่ ๓ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงอาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวพันก่อนแล้วจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้เช่นเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เนื้อที่ประมาณ ๓๓ ไร่ ซึ่งมารดาโจทก์ได้เคยกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ประสงค์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอมอ้างว่า โจทก์ยังค้างชำระหนี้ ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๒๕ มีชื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มีเอกสารสิทธิเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ซึ่งตนเองทำกินต่างดอกเบี้ย แต่กลับไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ ๓ ทราบ การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๒๕ ของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า มารดาโจทก์ขายที่ดินพิพาทพร้อมกับส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ ต่อมา มารดาโจทก์ไปกู้ยืมเงินบุคคลภายนอก โดยนำที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ย และมีปัญหาการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบุคคลภายนอก มารดาโจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมแทน หลังจากชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ในปีเดียวกัน จำเลยที่ ๓ ประกาศให้ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินข้างเคียงอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ ๓ จึงออกสำรวจแนวเขตที่ดินพิพาท เห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีคุณสมบัติครบถ้วน จึงดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยมารดาโจทก์ไม่เคยโต้แย้ง การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ดำเนินการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่มีอำนาจอนุมัติให้จำเลยที่ ๒ ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ขอให้ยกฟ้อง อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนา ผู้มีสัตย์ โจทก์ นายแดง ดีสุด ที่ ๑ นางเจียว ดีสุด ที่ ๒ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนา ผู้มีสัตย์
จำเลย — นายแดง ดีสุด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2557
#572160
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่าฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ และเอกชนด้วยกัน ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการถูกจำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทับที่ดินของโจทก์ แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๓ จากนั้นนำไปขอออกโฉดที่ดิน โดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกทับที่ดินโจทก์ และให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนอง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งบิดามารดาของจำเลยที่ ๑ ได้มาโดยการซื้อและเข้าก่อสร้างบุกเบิกด้วยตนเองบางส่วน แล้วต่อมาจึงยกให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา ส่วนบิดามารดาของโจทก์และโจทก์เป็นคนงานของบิดามารดาจำเลยที่ ๑ และเข้ามาขออยู่อาศัยในที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์จึงกระทำในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า สัญญาจำนองชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท กับให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกเป็นชื่อบุคคลอื่นเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้นั้นก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๒/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ นายจำลอง แก้วคำ โจทก์ ยื่นฟ้องนายคูณ แซ่สื่อหรือพจน์พรหมมณี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๒๖๑/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ ๒๘ ไร่ ๔๘ ตารางวา โดยโจทก์ร่วมกับบิดามารดาเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจนโจทก์อายุ ๒๐ ปี บิดามารดาจึงยกที่ดินให้โจทก์ โจทก์ปลูกบ้านสองหลังและให้บุคคลอื่นปลูกบ้านในที่ดินรวม ๑๓ หลัง โจทก์ครอบครองนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๔๓ ปี เป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ได้สิทธิครอบครอง เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ มีเจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าที่ดินของโจทก์ติดจำนองธนาคาร โจทก์ตรวจสอบพบว่าปี ๒๕๑๗ จำเลยที่ ๑ ขอออกหลักฐานที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๘๔๖ และบางส่วนที่ดินของโจทก์ก็อยู่ในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ และเลขที่ ๑๘๔๘ ของจำเลยที่ ๑ และเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ นำ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ และเลขที่ ๑๘๔๘ จดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๓ ต่อมาในปี ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ ได้เปลี่ยน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๖ ถึงเลขที่ ๑๘๔๘ เป็นโฉนดที่เลขที่ ๔๕๓๕๑ ถึงเลขที่ ๔๕๓๕๓ ตามลำดับ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องและครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธินำที่ดินไปแจ้งแสดงตนเป็นเจ้าของต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อและออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๖ เลขที่ ๑๘๔๗ และเลขที่ ๑๘๔๘ และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๓๕๑ เลขที่ ๔๕๓๕๒ และเลขที่ ๔๕๓๕๓ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินโจทก์ และให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๓

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินมือเปล่าตามที่โจทก์อ้างเป็นของจำเลยที่ ๑ และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๔๕๓๕๑ เลขที่ ๔๕๓๕๒ และเลขที่ ๔๕๓๕๓ ซึ่งบิดามารดาของจำเลยที่ ๑ ได้มาโดยการซื้อและเข้าก่นสร้างบุกเบิกด้วยตนเองบางส่วน และในปี ๒๕๑๔ จึงยกให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา ส่วนบิดามารดาของโจทก์และโจทก์เป็นคนงานของบิดามารดาจำเลยที่ ๑ เข้ามาขออยู่อาศัย ในที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์ จึงกระทำในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวาร ให้ขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อย และให้ชดใช้ค่าเสียหาย

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราสั่งไม่รับฟ้องแย้ง เพราะจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า สัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือคำสั่งทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และการออกโฉนดที่ดินที่โจทก์อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับ สิทธิในที่ดิน ความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาและคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์ประสงค์จะให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในเมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีต่อไป เพื่อให้ได้ความว่าการดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่จำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๒ จึงมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทที่ศาลจะพิพากษาเฉพาะสิทธิในที่ดินเพียงอย่างเดียว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดี ทั้งนี้ เพื่อให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อไป ไม่ใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยเฉพาะเท่านั้น

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินมือเปล่า ด้วยความสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลา ๔๓ ปี แต่ถูกจำเลยที่ ๑ ขอออกหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๘๔๖ เลขที่ ๑๘๔๗ และเลขที่ ๑๘๔๘ ทับที่ดินของโจทก์ แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๓ จากนั้นนำไปขอออกโฉดที่ดินเลขที่ ๔๕๓๕๑ ถึงเลขที่๔๕๓๕๓ ตามลำดับโดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๖ เลขที่ ๑๘๔๗ และเลขที่ ๑๘๔๘ และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๓๕๑ เลขที่ ๔๕๓๕๒ และเลขที่ ๔๕๓๕๓ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินโจทก์ และให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนอง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๔๕๓๕๑ เลขที่ ๔๕๓๕๒ และเลขที่ ๔๕๓๕๓ ซึ่งบิดามารดาของจำเลยที่ ๑ ได้มาโดยการซื้อและเข้าก่นสร้างบุกเบิกด้วยตนเองบางส่วน แล้วต่อมาจึงยกให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา ส่วนบิดามารดาของโจทก์และโจทก์เป็นคนงานของบิดามารดาจำเลยที่ ๑ และเข้ามาขออยู่อาศัยในที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์จึงกระทำในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า สัญญาจำนองชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท กับให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกเป็นชื่อบุคคลอื่นเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้นั้นก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายจำลอง แก้วคำ โจทก์ นายคูณ แซ่สื่อหรือพจน์พรหมมณี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำลอง แก้วคำ
จำเลย — นายคูณ แซ่สื่อหรือ พจน์พรหมมณี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2557
#566652
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ตายายของผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๒๖ เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ โดยนำที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๗๔ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมได้อายัดที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ ไว้ เมื่อยายของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย กระทรวงการคลังเข้ามาดูแลที่ดินที่ถูกอายัดและให้ตาของผู้ฟ้องคดีไปถอนชื่อยายของผู้ฟ้องคดีออกจากใบไต่สวน หลังจากนั้นมารดาของผู้ฟ้องคดีทราบภายหลังว่าเป็นการหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในหนังสือยกที่ดินให้กระทรวงการคลัง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง ให้แก่กระทรวงการคลัง ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๕ เลขที่ ๗๔ และเลขที่ ๓๑๐๐ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้บังคับให้มารดาของผู้ฟ้องคดีชำระค่าเช่าที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อมารดาของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง แต่กลับมีหนังสือแจ้งว่า ไม่อาจยกเลิกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงได้ เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินตามใบไต่สวนทั้งสามแปลงเป็นที่ดินราชพัสดุ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๑/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ นายองอาจ ประเสริฐแสง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมธนารักษ์ ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๖๗/๒๕๕๓ ความว่า บรรพบุรุษของผู้ฟ้องคดีได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณคลองมหานาค (ฝั่งใต้) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย โต๊ะเซ็นและนางเนาะ ตายายของผู้ฟ้องคดีได้ปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามใบไต่สวน เลขที่ ๒๖ เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ เมื่อปี ๒๔๕๑ ทางราชการได้ออกพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ นางเนาะได้นำที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๗๔ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมได้อายัดที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ ไว้ เมื่อนางเนาะถึงแก่ความตาย กระทรวงกลาโหมได้มอบที่ดินของนางเนาะและรายอื่นๆ ที่ถูกอายัดให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินที่ถูกอายัดเป็นที่ดินพระราชทาน จึงแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาขายที่ดินให้แก่เจ้าของเดิมโดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าของที่ดินจะต้องถอนชื่อของตนออกจากใบไต่สวน เพื่อกระทรวงการคลังจะขอออกโฉนดในนามของกระทรวงการคลังแล้วขายให้แก่เจ้าของเดิม ต่อมาเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังได้นำโต๊ะเซ็นไปถอนชื่อนางเนาะออกจากใบไต่สวน หลังจากนั้นนางชม มารดาของผู้ฟ้องคดีได้ทราบภายหลังว่าโต๊ะเซ็นถูกหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในหนังสือยกที่ดินให้กระทรวงการคลัง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดิน ๓ แปลงของโต๊ะเซ็นและนางเนาะให้แก่กระทรวงการคลัง ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๕ เลขที่ ๗๔ และเลขที่ ๓๑๐๐ เมื่อปี ๒๕๑๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้บังคับให้นางชมเสียเงินค่าเช่าที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หากไม่ปฏิบัติตามจะดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อนางชมถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ไม่อาจยกเลิกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงตามที่ผู้ฟ้องคดีขอ เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และได้มีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๒๖ เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ เป็นที่หลวงมาแต่เดิม การใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ฟ้องคดีตามใบไต่สวนที่ดินทั้งสามแปลงเป็นที่ดินราชพัสดุ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินทั้ง ๓ แปลง แต่เดิมเป็นที่หลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติโดยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การพิจารณาเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน เป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ไม่ดำเนินการคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการปกครอง การดูแลที่ราชพัสดุตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมได้อายัดที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ ไว้ ทำให้นางเนาะไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เมื่อนางเนาะถึงแก่กรรม นางชมซึ่งเป็นบุตรของนางเนาะและเป็นมารดาของผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองที่ดินมาโดยตลอด ต่อมา เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังได้นำโต๊ะเซ็นไปลงลายมือชื่อเพื่อถอนชื่อนางเนาะออกจากใบไต่สวน และภายหลังจึงทราบว่าเป็นการลงลายมือชื่อยกที่ดินให้แก่กระทรวงการคลัง เมื่อเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๗๔ ของนางเนาะและที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๒๖ ของโต๊ะเซ็นไปออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๕ และเลขที่ ๓๑๐๐ ให้แก่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อบรรพบุรุษของผู้ฟ้องคดี และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีเจตนากลั่นแกล้ง รวมทั้งการให้นางชมไปทำสัญญาเช่าที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เนื่องจากเดิมที่ดินเป็นของนางเนาะ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕ เลขที่ ๗๔ และเลขที่ ๓๑๐๐ ที่ออกไว้ให้แก่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งว่า ไม่อาจดำเนินการให้ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และมีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งยังแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าไม่สามารถคืนที่ดินทั้งสามแปลงให้ผู้ฟ้องคดีได้ ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งได้ครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๒๖ เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนที่ดินทั้งสามแปลงแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเพียงหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง การดูแลรักษาที่ราชพัสดุ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ทรงสิทธิหรือมีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาท ข้อพิพาทในทำนองนี้จึงไม่อาจเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินดังเช่นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทั่วไป อีกทั้งมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีมีวัตถุประสงค์หรือความต้องการเรียกร้องที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องมาเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างด้วยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการเกี่ยวกับที่ดินโดยมิชอบ แต่ก็เป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโต๊ะเซ็นและนางเนาะ ตายายของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ยังโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีอ้าง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญและเป็นข้อโต้แย้งโดยตรงของคู่ความในคดีนี้ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นข้ออื่นต่อไป จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ตายายของผู้ฟ้องคดีได้ปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๒๖ เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ โดยนำที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๗๔ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมได้อายัดที่ดินตามใบไต่สวน เลขที่ ๕๒ และเลขที่ ๗๔ ไว้ เมื่อยายของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย กระทรวงการคลังเข้ามาดูแลที่ดินที่ถูกอายัดและให้ตาของผู้ฟ้องคดีไปถอนชื่อยายของผู้ฟ้องคดีออกจากใบไต่สวน หลังจากนั้นมารดาของผู้ฟ้องคดีทราบภายหลังว่าเป็นการหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในหนังสือยกที่ดินให้กระทรวงการคลัง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินพิพาททั้ง ๓ แปลง ให้แก่กระทรวงการคลัง ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๕ เลขที่ ๗๔ และเลขที่ ๓๑๐๐ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้บังคับให้มารดาของผู้ฟ้องคดีชำระค่าเช่าที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อมารดาของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง แต่กลับมีหนังสือแจ้งว่า ไม่อาจยกเลิกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงได้ เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ฟ้องคดีตามใบไต่สวนที่ดินทั้งสามแปลงเป็นที่ดินราชพัสดุ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติโดยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายองอาจ ประเสริฐแสง ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายองอาจ ประเสริฐแสง
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมธนารักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2557
#566651
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ซื้อที่ดินมือเปล่ามีเอกสารสิทธิเป็น น.ส. ๓ ฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และเอกชนด้วยกัน ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของโจทก์ทั้งหมด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว และชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมทั้งให้ขับไล่จำเลยที่ ๒ และบริวาร พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินตาม น.ส. ๓ ระหว่างโจทก์กับผู้มีชื่อเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดี สืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๐/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสงขลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสงขลาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๕ นายประดิษฐ์ จิตมั่น โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ นายฝาด หมุดบิลและ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๒๔/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๐๗๒ หมู่ที่ ๒ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๓๒ ตารางวา จากนางรัชนี ฉายารักษ์ ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๔๘๑ แต่นางลออ อินทุประภา ได้นำ น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๘๘ หมู่ที่ ๒ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๒๙ ตารางวา ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สังกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๑๕๐ ให้แก่นางลออ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๗๒ ของโจทก์ทั้งหมด ต่อมานางลออขายที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่นายหร่อเสะ หมัดแสละ และนายหร่อเสะได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๑๕๐ และให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งให้ขับไล่จำเลยที่ ๒ และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๗๒ ระหว่างโจทก์กับนางรัชนีไม่บริบูรณ์ และเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การออกโฉนดที่ดินให้แก่นางลออของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๑๕๐ ทับที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครอง การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อของจำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยเจ้าหน้าที่ในสังกัดได้ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๑๕๐ ให้แก่นางลออ ซึ่งปัจจุบันมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๗๒ ของโจทก์ ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินข้างต้น หรือให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหาย คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดิน ๑๕๑๕๐ โดยการใช้หลักฐานตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๘๘ นำมาออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน รวมถึงการสั่งให้จำเลยที่ ๒ ถือปฏิบัติต่อสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

แม้อาจมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าก่อนออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทนั้น โจทก์หรือนางลออเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่ากัน ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็อาจเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า จำเลยที่ ๑ กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๑๕๐ หรือไม่ และการพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๐๗๒ จากนางรัชนี แต่ถูกนางลออนำ น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๘๘ ไปขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สังกัดจำเลยที่ ๑ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๑๕๐ ให้แก่นางลออทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๗๒ ของโจทก์ทั้งหมด แล้วนางลออได้ขายที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อ จากนั้นผู้มีชื่อได้ขายให้แก่จำเลยที่ ๒ การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๑๕๐ และชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมทั้งให้ขับไล่จำเลยที่ ๒ และบริวาร พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๗๒ ระหว่างโจทก์กับนางรัชนีไม่บริบูรณ์ และเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๗๒ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายประดิษฐ์ จิตมั่น โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายฝาด หมุดบิลและ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ จิตมั่น
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 39/2557
#566650
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินบางส่วนตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๑ ได้รับความเสียหายกรณียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้าน โดยอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งที่ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุและเป็นคนละแปลงกับที่ราชพัสดุของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งการระบุเนื้อที่ของที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมจึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ชัดเจนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่ราชพัสดุและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๙/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๕ นายอนุศักดิ์ ฉัตรศุภกุล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๗/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินบางส่วนตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๑ หมู่ที่ ๔ ตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา โดยซื้อที่ดินมาจากนายเคน โคดรักษา เมื่อปี ๒๔๙๘ และครอบครองทำประโยชน์จนถึงปัจจุบัน ในปี ๒๕๕๕ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินในส่วนของผู้ฟ้องคดีต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้าน โดยอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ กส ๔๓๕ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งคำสั่งการสอบสวนเปรียบเทียบไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุ พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ชัดเจน เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียื่นขอออกโฉนดในคดีนี้ไม่ใช่ที่ราชพัสดุและเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ราชพัสดุของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่เป็นที่ดินที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๘๑ ซึ่งแจ้งการครอบครองในปี ๒๔๙๘ เช่นเดียวกันกับเจ้าของที่ดินข้างเคียง ทั้งการรังวัดสอบเขตที่ดินและจัดทำแผนที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๕๐ ก็มีการระบุว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่นอกเขตที่ราชพัสดุ นอกจากนี้ การปรับปรุงทะเบียนที่ราชพัสดุในปี ๒๕๒๕ ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กส ๔๓๕ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างในคดีนี้กลับมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ไม่มีการจัดซื้อหรือบริจาคที่ดินเพิ่มขึ้น การระบุเนื้อที่ของที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวจึงมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การโดยสรุปว่า ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งไม่ออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นไปเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้นำรังวัดทับที่ดินที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน กส ๔๓๕ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโดยสรุปว่า การคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จากการตรวจสอบที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๑ ตามที่กล่าวอ้าง แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๙๐ ของผู้มีชื่อ ซึ่งอยู่ในเขตที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน กส ๔๓๕ ด้วยเช่นกันและเป็นที่ดินที่เคยมีข้อพิพาทกับกระทรวงการคลัง ประกอบกับตำแหน่งที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๘๑ ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน กส ๔๓๕ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์จึงคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าว การรังวัดตรวจสอบในการปรับปรุงทะเบียนราชพัสดุในปี ๒๕๒๕ เนื้อที่ของที่ดินอาจแตกต่างไปจากที่ดินตามที่ได้สงวนหวงห้ามขึ้นทะเบียนไว้เมื่อมี ๒๔๖๖ อันเนื่องมาจากมาตรฐานการรังวัดที่เดิมอาจไม่มีการตรวจสอบเนื้อที่มาก่อนและมีระยะเวลาห่างกันถึง ๕๙ ปี จึงอาจแตกต่างกันได้ แต่อาณาเขตที่ดินที่มีอยู่จริงก็ย่อมเป็นไปตามที่มีการครอบครองมาแต่เดิม ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลปกครอง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทและเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้เห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขายางตลาด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการออกคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และโต้แย้งการใช้อำนาจของธนารักษ์พื้นที่กาฬสินธุ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการปกครองดูแลที่ราชพัสดุตามกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ในการวินิจฉัยว่าการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กล่าวอ้าง แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำร้องคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น และแม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ห้ามศาลปกครองดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรือห้ามนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น บทบัญญัติมาตรา ๗๑ (๔) ก็บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินบางส่วนตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๑ ต่อมาได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้าน โดยอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ กส ๔๓๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วจึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียื่นขอออกโฉนดในคดีนี้ไม่ใช่ที่ราชพัสดุและเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ราชพัสดุของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งการระบุเนื้อที่ของที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมจึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการโดยมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ชัดเจน เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างตามฟ้องเป็นไปเนื่องจากผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่ราชพัสดุและได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่ผู้ฟ้องคดีขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๘๑ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายอนุศักดิ์ ฉัตรศุภกุล ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายอนุศักดิ์ ฉัตรศุภกุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 38/2557
#566637
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่าและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) โดยต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมานานหลายสิบปี โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์และไม่ยอมรับคำร้องขออ้างว่าที่ดินอาจอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินที่นำมาขอออกโฉนดหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ครอบครองหรือมีการแจ้งการครอบครองที่ดิน และที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง จำเลยจึง ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจาณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๘ /๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ นายสำรวย ยุพาพิน โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑๗/๒๕๕๕ และมีโจทก์รายอื่นยื่นฟ้องจำเลยในทำนองเดียวกันอีกสามสิบสี่สำนวน ซึ่งศาลสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งหมดรวมสามสิบห้าสำนวน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑๗/๒๕๕๕, ๑๑๑๘/๒๕๕๕,๑๓๐๗-๑๓๓๘/๒๕๕๕ และโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๕๕/๒๕๕๕ ว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๓๖ ตามลำดับ และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย ความว่า โจทก์ทั้งสามสิบห้าสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๔ ถึงโจทก์ที่ ๒๐ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่า ตำบลวังมหากร อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนโจทก์ที่ ๒ โจทก์ที่ ๓ โจทก์ที่ ๒๑ ถึงโจทก์ที่ ๓๖ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๓๐,๑๑๙, ๓๓๓,๓๔๒, ๓๒๙/๗๔, ๓๒๘, ๓๔๓, ๓๓๒/๗๔, ๑๖๐, ๓๗๐, ๓๓๔, ๓๔๔ ,๓๖๗, ๓๖๙, ๗๔, ๓๓๑/๗๔ และ๓๒๗ ตำบลวังมหากร อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ตามลำดับ โดยโจทก์ทั้งสามสิบหกต่างครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมานานหลายสิบปี โจทก์ทั้งสามสิบหกได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาท่าตะโก แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ และไม่ยอมรับคำร้องขอ อ้างว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหกอาจอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหก ขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามสิบหกกับขอให้บังคับจำเลยออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามสิบหก

จำเลยทั้งสามสิบห้าสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๔ ถึงโจทก์ที่ ๑๙ นำมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ครอบครองหรือมีการแจ้งการครอบครองที่ดินมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ส่วนที่ดินของโจทก์ที่ ๒ โจทก์ที่ ๓ และโจทก์ที่ ๒๐ ถึงโจทก์ที่ ๓๖ อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนยืนยันขององค์การบริหารส่วนตำบลวังมหากรและนายอำเภอท่าตะโกว่าที่ดินอยู่ในเขตที่ดินสาธารณะหรือไม่ ดังนี้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหกอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้ จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๖ โจทก์ที่ ๑๐ โจทก์ที่ ๑๓ โจทก์ที่ ๑๕ ถึงโจทก์ที่ ๓๐ และโจทก์ที่ ๓๒ ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลปกครองพิษณุโลก ในประเด็นที่อ้างว่าจำเลยได้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระวางแผนที่โฉนดที่ดิน ย้ายที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวงให้มาอยู่บริเวณที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหกโดยมิชอบ ขอให้บังคับจำเลยออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์แก่โจทก์อันเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ (๑) ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองการที่โจทก์ทั้งสามสิบหกอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามสิบหกเป็นเจ้าของผู้ครอบครองในที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง เป็นกรณีโจทก์ทั้งสามสิบหกมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหก ดังนี้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสามสิบหกและจำเลยยังคงโต้เถียงกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าเป็นของโจทก์หรือไม่เป็นสำคัญ อันศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามสิบหกตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยมีหน้าที่ในการจัดทำทะเบียนที่ดิน โอนทะเบียนที่ดิน รังวัด ตรวจสอบ จัดทำแผนที่ที่ดินออกโฉนดที่ดิน และเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าที่ดินบริเวณที่ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ปรากฏชัดด้วยขั้นตอนและวิธีการตามนัยของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบหกฟ้องว่าเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาท่าตะโกเพิกเฉย ปฏิเสธไม่ยอมออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ รวมทั้งไม่ยอมรับคำขอรังวัดให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบหก ตามที่ยื่นคำร้องขอเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามสิบหกต้องเสียสิทธิในที่ดิน ดังนั้นกรณีพิพาทจึงเป็นกรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คดีดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามสิบหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ทั้งสามสิบหกเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่า และเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) โดยโจทก์ทั้งสามสิบหกต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมานานหลายสิบปี โจทก์ทั้งสามสิบหกได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์และไม่ยอมรับคำร้องขอ อ้างว่าที่ดินอาจอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหก ขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ ในที่ดินกับขอให้บังคับจำเลยออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามสิบหก จำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่นำมาขอออกโฉนดหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ครอบครองหรือมีการแจ้งการครอบครองที่ดิน และที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองหลวง จำเลยจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้ จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสามสิบหก ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสามสิบหก การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสามสิบหกได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามสิบหกตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสำรวย ยุพาพิน กับพวกรวม ๓๖ คน โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำรวย ยุพาพิน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ