คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่มีลำกระโดงตื้นเขินคั่นกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินและนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในลำกระโดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทำให้มีที่ดินเพิ่มขึ้นและก่อสร้างรั้วลวดหนามพร้อมปลูกต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในลำกระโดง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและรื้อถอนรั้วลวดหนามพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากลำกระโดง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินลำกระโดง ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์เป็นทางสัญจรไปมาได้ ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่กรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องเอกชนผู้ยื่นเอกสารประกวดราคา และผู้ค้ำประกัน กรณีผิดข้อตกลงในหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขอให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ประกาศของโจทก์ เรื่องประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์เพื่อใช้ในงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑, ๒ และงานของฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำเป็นเพียงหนังสือเชิญชวนให้บุคคลผู้สนใจเข้ามาซื้อซองประมูลราคา หากบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็เป็นผู้มีสิทธิเสนอราคาและต้องทำข้อตกลงในหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หากผู้มีสิทธิเสนอราคาไม่มาหรือไม่ส่งผู้แทนมาลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเสนอราคาตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โจทก์จะยึดหลักประกันซอง ข้อตกลงตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างดังกล่าว เป็นการตกลงกันในขั้นตอนการหาบุคคลผู้ชนะการเสนอราคา ก่อนนำไปสู่การจัดทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ชนะการเสนอราคา นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดค่าเช่าอัตราสูงเกินสมควรไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการตลาดนัด โดยผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีกฎหมายรองรับและขัดต่ออำนาจหน้าที่ การกำหนดอัตราค่าเช่าที่ดินมิได้ปฏิบัติตามระเบียบของการรถไฟฯ สัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะ ขอให้แก้ไขสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกิจการตลาดนัดไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี การกำหนดอัตราค่าเช่าไม่เป็นไปตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการบริหารจัดการตลาดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีในการจัดให้เช่าที่ดินรถไฟตามกฎหมาย อันเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า มติคณะรัฐมนตรีให้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้บริหารกิจการตลาดนัดจตุจักรไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการตลาดนัดโดยผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดค่าเช่าอัตราสูงเกินสมควรไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะ การเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินผิดระเบียบของการรถไฟฯ ขอให้ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินและทำสัญญาใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกิจการตลาดนัดไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนือ อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี การกำหนดอัตราค่าเช่าไม่เป็นไปตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการบริหารจัดการตลาดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีในการจัดให้เช่าที่ดินรถไฟตามกฎหมาย อันเป็นกรณีที่คู่ความ โต้แย้งกันว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องกรมทางหลวง อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่จำเลยก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้ส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ได้ก่อสร้างถนนโดยยึดถือแนวเขตทางตามบัญชีเขตทางหลวงอันเป็นหลักฐานของทางราชการ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อยู่ในเขตทางหลวงแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) โดยได้รับโอนจากนางเขียวมารดา โจทก์ไปติดต่อสำนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๓ เพื่อขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ภายหลังสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นางเขียว หลังจากนั้นนางเขียวโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การออกโฉนดที่ดินให้แก่นางเขียวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกทับที่ดินของโจทก์ เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจาณา ให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) โดยครอบครองต่อจากผู้มีชื่อ เมื่อขอออกโฉนดที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่ได้ยกที่ดินที่โจทก์ครอบครองให้กับจำเลยและระบุเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงได้แจ้งให้จำเลยคืนที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยและกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทมิได้ขอออกเอกสารสิทธิตามกฎหมาย ไม่มีหลักหมุดหรือภาพถ่ายทางอากาศบอกที่ตั้งตำแหน่งและแนวเขตที่ดิน โจทก์มิได้เข้าครอบครองปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าจึงตกเป็นที่ดินของรัฐเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่คำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกเข้าไปขุดดินและรื้อถอนหลักเขตที่ดินบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อก่อสร้างท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) โดยไม่ได้รับความยินยอมไม่รับฟังคำคัดค้านและดำเนินการก่อสร้างต่อไป เมื่อเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อปักหลักเขตที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการรังวัดอ้างว่า คูน้ำเป็นคูน้ำสาธารณะ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนดังเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หยุดคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินหรือให้เจ้าพนักงานที่ดินปักหลักเขตที่ดินตามผลการรังวัดสอบเขตที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นคูน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำและก่อสร้างตามแนวคูสาธารณเดิม ซึ่งตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นคูน้ำสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นเอกชน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ และจำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ โจทก์พบว่าจำเลยที่ ๑ แจ้งการครอบครองอันเป็นเท็จในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ต่อจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการออกโฉนดที่ดิน ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อขอรวมโฉนดและขอแบ่งแยกที่ดิน ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๐๙๙ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ในระหว่างที่โจทก์คัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาท และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขายให้แก่จำเลยที่ ๓ ขอให้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ มาจากกองมรดกของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินโดยแท้จริง จำเลยที่ ๓ จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาทางนิติกรรม โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยสุจริต จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยร่วมให้การว่า คดีขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. และที่ดินมือเปล่าซึ่งใช้เป็นทางสัญจรสาธารณะ จำเลยที่ ๑ นำรั้วเหล็กปิดกั้นขวางถนนเป็นเหตุให้ไม่สามารถนำผลผลิตออกจำหน่าย คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นทางสาธารณะที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางออกจากถนนอันเป็นทางสาธารณะ จำเลยที่ ๑ ให้การว่าไม่เคยอุทิศหรือส่งมอบที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่ทราบว่ามีการรอนสิทธิหรือภาระผูกพันในที่ดินพิพาท ขณะซื้อที่ดินมีสภาพเป็นทางคนเดินสิ้นสุดถึงที่ดินจึงได้ปิดกั้นแต่เว้นช่องให้คนเดินผ่านที่ดินได้ เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่และส่งผลกระทบต่อสิทธิทำให้โจทก์และชาวบ้านได้รับความเสียหาย แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขับรถยนต์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยขับรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขับรถคันดังกล่าวโดยประมาทชนกับรถยนต์กระบะของผู้ฟ้องคดี ทำให้ได้รับความเสียหายและบุตรชายของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการขับรถ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องของมหาวิทยาลัยเอกชน จำเลยที่ ๑ กับพวก กรณีมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งอธิการบดี และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดีโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ และโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นอธิการบดี มีอำนาจหน้าที่บริหารงานภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ โดยมีค่าตอบแทน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้าง อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งสัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์ก็เป็นเพียงการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินธุรกิจในการให้บริการด้านการศึกษาได้เท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายค่าจ้างเดือนสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ประพฤติตัวสุรุ่ยสุร่าย สามารถดูแลตนเองได้เช่นปกติทั่วไป มีร่างกายแข็งแรง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถพูดคุยกับบุคคลทั่วไปได้ตามปกติแล้วนั้น หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องขอของผู้ร้องก็จะมีผลกระทบต่อสิทธิ สถานะและความสามารถของผู้ร้องซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 2 มาตรา 32 และมาตรา 36 จึงเป็นคดีครอบครัว แม้ว่าคดีนี้เดิมศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นศาลที่มีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความมาสารถเนื่องจากขณะนั้นศาลเยาวชนและครอบครัวยังไม่เปิดทำการในท้องที่ดังกล่าว แต่เมื่อขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลเยาวชนและครอบครัวเปิดทำการแล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัวจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองถูกเอกชนยื่นฟ้องตามสัญญาจะซื้อจะขายอุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปิดหัวตัดเคเบิลทองแดงเพื่อไปใช้ในงานที่เป็นกิจการโทรศัพท์ ขอให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนภารกิจหลักของจำเลยเท่านั้น ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐชำระเงินค่าเสียหาย กรณีผิดสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ สภาวิชาชีพบัญชี จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลย จัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยทำสัญญาพิพาทว่าจ้างโจทก์ดำเนินการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของจำเลย เพื่อให้บุคลากรของจำเลยได้ใช้งาน สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงการที่จำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์เข้ามาดำเนินการจัดการงานทางธุรการเพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ ก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎตามคำให้การว่า ขณะผู้ฟ้องคดีได้รับการแต่งตั้งยศแล้วได้นำใบสำคัญ สด. ๙ แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายไปขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการ จนทำให้เจ้าหน้าที่สัสดีผิดหลงออกใบสำคัญ สด. ๓ ขึ้นทะเบียนกองประจำการให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ และข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ ประกอบข้อบังคับทหารที่ ๑๑/๑๖๕๓๖
ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ซึ่งเป็นข้อบังคับและระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับวินัยทหาร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ กรณีจึงเป็นเรื่องวินัยทหารตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ร้องเป็นภริยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของผู้ตายและมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคนยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตาย กรณีเป็นเรื่องที่ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา1711, 1713, 1718 และมาตรา 1719 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 6 จึงไม่ใช่คดีครอบครัว ส่วนประเด็นว่าผู้คัดค้านเป็นภริยาอีกคนหนึ่งของผู้ตายเนื่องจากมีการจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายตามหลักกฎหมายอิสลามหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ศาลจังหวัดนราธิวาสมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ กรณีไม่มีผลให้อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเปลี่ยนแปลงไป คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสืบเนื่องจากเดิมผู้ร้องยื่นฟ้อง ร. ในฐานะผู้ปกครองของผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ล. ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองแทน ล. บิดาของผู้เยาว์แก่ผู้ร้องเนื่องจาก ล. ผิดนัดชำระหนี้และเสียชีวิตไปก่อน ต่อมา ร. ซึ่งเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ล. และเป็นมารดาของผู้เยาว์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วแต่ ร. เสียชีวิตลงก่อนมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีได้เพราะผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนเฉพาะคดี กรณีจึงเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีของคดีเดิมซึ่งเป็นคดีแพ่งทั่วไปไม่ใช่คดีครอบครัวที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัวซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (3) แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ดังนั้น ศาลในคดีเดิมจึงมีอำนาจแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวด้วยความสามารถของผู้เยาว์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคท้าย ได้ โดยไม่จำต้องให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว กรณีตามคำร้องขอของโจทก์จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องว่า ตนเป็นผู้เช่าที่ดินมีโฉนดและได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ต่อมาหน่วยงานทางปกครองมีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนอาคารเนื่องจากก่อสร้างรุกร้ำคลองสาธารณะ ขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าว เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเช่าที่พิพาทปลูกบ้านตามที่กล่าวอ้างหรือปลูกบ้านรุกล้ำแนวปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทไม่เคยยกให้เป็นทางสาธารณะ ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานผู้ชี้แนวเขตและรับรองเขตที่ดินได้ทำการคัดค้านการนำชี้แนวเขต อ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรร่วมกันอันเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และจำเลยที่ ๒ ได้ใช้จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้บุคคลภายนอกนำรถไถต้นไม้และพื้นดินในที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ทางสาธารณประโยชน์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม