คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 37/2557
#566636
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่มีลำกระโดงตื้นเขินคั่นกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินและนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในลำกระโดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทำให้มีที่ดินเพิ่มขึ้นและก่อสร้างรั้วลวดหนามพร้อมปลูกต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในลำกระโดง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและรื้อถอนรั้วลวดหนามพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากลำกระโดง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินลำกระโดง ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์เป็นทางสัญจรไปมาได้ ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๗/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสมุทรปราการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นางวิภา ตันฤดี โดยนายวิสุทธิ ตันฤดี ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางจงกล เติมเพ็ชร ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาพระประแดง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๘๔/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ซื้อที่ดินจำนวน ๓ แปลงรวมเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๓๕๑ เลขที่ดิน ๓๔ ตำบลบางกอบัว (บางกะบัว) อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๔๓ ตารางวา ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๕๓ เลขที่ดิน ๕๔ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๔ ตารางวา โดยมีลำกระโดงที่ตื้นเขินคั่นกลางระหว่างที่ดินโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ ได้ขอสอบเขตโฉนดที่ดินและได้นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในทางด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับลำกระโดงและที่ดินของโจทก์ โดยรวมเนื้อที่ลำกระโดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเข้าไปด้วย เป็นเหตุให้มีที่ดินเพิ่มขึ้น ๑๓ ตารางวา รวมมีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๒๗ ตารางวา ในการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เรียกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกอบัวหรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพื่อให้มาระวังชี้แนวเขต ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างรั้วลวดหนามพร้อมปลูกต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นรุกล้ำเข้าไปในลำกระโดงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ลำกระโดงที่ตื้นเขินเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้แก้ไขโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ ให้ถูกต้องและรื้อถอนรั้วลวดหนามพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากลำกระโดง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๓๕๑ ตำบลบางกอบัว (บางกะบัว) อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเกิดจากการรวมโฉนดที่ดินจำนวน ๓ แปลง เข้าด้วยกันโดยไม่มีที่ดินด้านใดติดลำกระโดง จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอรังวัดโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๕๓ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๔ ตารางวา ติดกับที่ดินของโจทก์ในการรังวัดที่ดินเจ้าของที่ดินด้านที่เหลือได้รับรองแนวเขตครบทุกด้าน ส่วนที่ดินด้านติดถนนเพชรหึงษ์และคลองบางกอบัวมีผู้แทนของนายอำเภอพระประแดงและผู้แทนหัวหน้าสำนักงานขนส่งทางน้ำที่ ๖ มาร่วมระวังแนวเขต จากการรังวัดที่ดินจำเลยที่ ๑ มีเนื้อที่เพิ่มขึ้น ๕๗ ตารางวา โดยเจ้าของที่ดินทางทิศใต้ได้ทำการคัดค้านแนวเขตที่ดิน จากการรังวัดใหม่ผู้คัดค้านได้มาทำการตรวจสอบและแก้ไขแนวเขตใหม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้รูปแผนที่และเนื้อที่เพิ่มขึ้น ๑๓ ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๒๗ ตารางวา จำเลยที่ ๒ สอบสวนแล้วไม่มีการสมยอมให้ปันแนวเขต การคัดค้านยุติ จึงสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ ที่ดินของโจทก์ติดด้านทิศตะวันตกของจำเลยที่ ๑ ไม่ปรากฏเป็นลำกระโดงหรือสาธารณประโยชน์จึงไม่จำต้องแจ้งให้ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาไประวังแนวเขตที่ดิน และเจ้าของที่ข้างเคียงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านทำการรับรองแนวเขตแนวเขตที่รังวัดไว้เดิมจึงไม่จำต้องระวังแนวเขต หากเดิมที่ดินของโจทก์มีแนวเขตติดลำกระโดงต้องทำการสงวนสิทธิไว้เป็นที่ดินส่วนบุคคลไม่ให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ ๑ ไม่เคยอนุญาตให้โจทก์ใช้ที่ดินของตนเป็นทางเข้าออกและลำกระโดงเดิมเป็นคลองที่ขุดเพื่อส่งน้ำใช้ในการเกษตร ในขณะโจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่มีลำกระโดงแต่อย่างใด การรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า ข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนมีที่ดินติดต่อกับที่ดินของโจทก์ อ้างว่าการรังวัดดังกล่าวทับลำกระโดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนี้ การที่ศาลจะพิจารณาว่าการรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ลำกระโดงที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อประเด็นพิพาทในคดีอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ดำเนินการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๕๓ ของจำเลยที่ ๑ ทับลำกระโดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยมิได้แจ้งให้ผู้ปกครองท้องที่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินให้มาระวังชี้แนวเขตลำกระโดง อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ส่วนประเด็นที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งปลูกสร้างออกจากลำกระโดงและชดใช้ค่าเสียหายนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เมื่อมูลเหตุในการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ที่ได้ดำเนินการรังวัดรวมลำกระโดงเข้าไปในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๕๓ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้อาศัยผลการรังวัดดังกล่าวเข้าไปสร้างรั้วลวดหนามและสิ่งปลูกสร้างปิดกั้นลำกระโดงพิพาท ทำให้โจทก์ผู้ใช้ลำกระโดงพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงเห็นได้ว่าประเด็นข้อพิพาทนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ ใช้อำนาจตามกฎหมายในการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินและสั่งแก้ไขรูปแผนที่หรือเนื้อที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกัน

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าลำกระโดงพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๑ มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีเท่านั้น หามีผลทำให้คดีซึ่งเป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งไปได้ไม่ และการพิจารณาคดีไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้บังคับแก่คดี นอกจากนั้นมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นปัญหาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่ บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ อีกทั้งการพิจารณาว่าการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิได้พิจารณาเฉพาะประเด็นว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่แต่เพียงประการเดียว แต่ยังต้องพิจารณาในประเด็นว่าการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกโดยถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่มีลำกระโดงตื้นเขินคั่นกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินและนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินลำกระโดงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นเหตุให้มีที่ดินเพิ่มขึ้น ในการรังวัดจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เรียกหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้มาระวังชี้แนวเขตและจำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างรั้วลวดหนามพร้อมปลูกต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในลำกระโดงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งบังคับให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนรายการในโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ ในส่วนเนื้อที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้กลับเป็นเนื้อที่เดิมและให้แก้ไขรูปที่ดินโดยให้มีลำกระโดงปรากฏในโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ และรื้อถอนรั้วลวดหนามพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากลำกระโดง ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินของโจทก์ไม่มีด้านใดติดลำกระโดง ในการรังวัดโฉนดที่ดินด้านติดกับจำเลยที่ ๑ มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเจ้าของที่ดินได้รับรองแนวเขตและมีผู้แทนของส่วนราชการมาระวังแนวเขตครบทุกด้าน จำเลยที่ ๒ สอบสวนแล้วไม่มีการสมยอมให้ปันแนวเขต การคัดค้านยุติ จึงสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินตามกฎหมาย ส่วนที่ดินด้านของโจทก์ซึ่งติดกับจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นลำกระโดงหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินและเจ้าของที่ข้างเคียงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจึงไม่จำต้องให้เจ้าหน้าที่ระวังชี้แนวเขต ขณะโจทก์เข้าครอบครองที่ดินไม่มีแนวเขตลำกระโดงหากมีต้องทำการสงวนสิทธิไว้เป็นที่ดินส่วนบุคคลไม่ให้ใช้เป็นทางสัญจรร่วมกันอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยอนุญาตให้ใช้ที่ดินเป็นทางเข้าออกและลำกระโดงเดิมเป็นคลองที่ขุดเพื่อส่งน้ำใช้ในการเกษตร โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินลำกระโดง ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์เป็นทางสัญจรไปมาได้ ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางวิภา ตันฤดี โดยนายวิสุทธิ ตันฤดี ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นางจงกล เติมเพ็ชร ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาพระประแดง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภา ตันฤดี โดยนายวิสุทธิ ตันฤดี ผู้รับมอบอำนาจ
จำเลย — นางจงกล เติมเพ็ชร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2557
#572491
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องเอกชนผู้ยื่นเอกสารประกวดราคา และผู้ค้ำประกัน กรณีผิดข้อตกลงในหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขอให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ประกาศของโจทก์ เรื่องประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์เพื่อใช้ในงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑, ๒ และงานของฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำเป็นเพียงหนังสือเชิญชวนให้บุคคลผู้สนใจเข้ามาซื้อซองประมูลราคา หากบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็เป็นผู้มีสิทธิเสนอราคาและต้องทำข้อตกลงในหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หากผู้มีสิทธิเสนอราคาไม่มาหรือไม่ส่งผู้แทนมาลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเสนอราคาตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โจทก์จะยึดหลักประกันซอง ข้อตกลงตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างดังกล่าว เป็นการตกลงกันในขั้นตอนการหาบุคคลผู้ชนะการเสนอราคา ก่อนนำไปสู่การจัดทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ชนะการเสนอราคา นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๖/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงเชียงใหม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ กรมชลประทาน โจทก์ ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ชัยลำพูน ที่ ๑ นายตรี ด่านไพบูลย์ ที่ ๒ บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแขวงเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ม. ๖๒๖/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔ โจทก์โดยโครงการชลประทานเชียงใหม่ได้มีโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน พื้นที่ลุ่มน้ำปิงน้อย และมีประกาศกรมชลประทาน เลขที่ E ๑๓/๒๕๕๔ ชม เรื่อง ประกวดราคาซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อวัสดุก่อสร้าง รวม ๒ กลุ่ม โดยกลุ่มที่ ๑ ซื้อวัสดุก่อสร้างไม้กระยาเลยแปรรูปชนิดไม้เนื้ออ่อนต่าง ๆ - ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท ๑ กลุ่มที่ ๒ ท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่มขนาดต่าง ๆ และอุปกรณ์เพื่อใช้ในงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑, ๒ และงานของฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำ กำหนดยื่นเอกสารประกวดราคาจัดซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ผู้เสนอราคาต้องวางหลักประกันการเสนอราคาในกลุ่มที่ ๑ จำนวน ๑๐๗,๘๗๖ บาท และกลุ่มที่ ๒ จำนวน ๑๔๗,๘๗๐ บาท และกำหนดเสนอราคาในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ เข้าร่วมยื่นเอกสารประกวดราคา มีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันการยื่นเอกสารประกวดราคาของจำเลยที่ ๑ ต่อมาโจทก์โดยคณะกรรมการประกวดราคาตรวจสอบหลักฐาน คุณสมบัติและเอกสารอื่นของผู้เข้ายื่นเอกสารประกวดราคาแล้วเห็นว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน จึงแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบผลการตรวจสอบและแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ไปเสนอราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ณ สถานที่เสนอราคา บริษัทบีสไดเมนชั่น จำกัด ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น ๒ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเสนอราคาไม่ไปและไม่ส่งตัวแทนไปลงทะเบียนด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โจทก์โดยประธานคณะกรรมการประกวดราคา จึงประกาศให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้หมดสิทธิเสนอราคา และใช้สิทธิยึดหลักประกันซองของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเสนอราคางานกลุ่มที่ ๑ และกลุ่มที่ ๒ ตามหนังสือเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ E ๑๓/๒๕๕๔ ชม เป็นเงิน ๑๒๗,๘๗๒.๕๗ บาท โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เพื่อชำระเงินต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๓๒,๔๑๙.๐๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๒๗,๘๗๒.๕๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง และฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อน เพราะกรณีพิพาทตามสัญญาประกวดราคาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องสำนักงานโครงการชลประทานเชียงใหม่ ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๑/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๘๖/๒๕๕๔ คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่โจทก์ออกประกาศกรมชลประทาน เรื่อง ประกวดราคาซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อวัสดุก่อสร้าง รวม ๒ กลุ่ม เลขที่ E ๑๓/๒๕๕๔ ชม เป็นเพียงขั้นตอนจัดซื้อวัสดุก่อสร้างจำพวกไม้กระยาเลยแปรรูป ปูนซิเมนต์ และท่อพีวีซีแข็งเพื่อใช้สร้างฝายขุนห้วยแม่ป๊อกและฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำ มิได้ประสงค์ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างฝายดังกล่าว อันจะถือว่าเป็นการเข้าไปจัดทำบริการสาธารณะแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ยื่นเอกสารประกวดราคาต่อคณะกรรมการประกวดราคา แล้วผ่านการตรวจคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเสนอราคาจัดซื้อวัสดุดังกล่าวตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ส่งผู้แทนไปลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเสนอราคาในวันเวลาและสถานที่ที่กำหนด ก่อให้โจทก์มีสิทธิยึดหลักประกันการเสนอราคา เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ กระทำผิดข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่อง นิติกรรมสัญญาและหนี้ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนสัญญาค้ำประกันโดยจำเลยที่ ๓ เป็นสัญญาอุปกรณ์ ย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์โดยผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ มีประกาศประกวดราคา เลขที่ E ๑๓/๒๕๕๔ ชม เพื่อจัดซื้อวัสดุก่อสร้างไม้กระยาเลยแปรรูปชนิดไม้เนื้ออ่อนต่าง ๆ - ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท ๑ ท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่มขนาดต่าง ๆ และอุปกรณ์ ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับใช้ในงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑,๒ และงานฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำ ตามโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิงน้อย มีลักษณะเป็นคำเสนอของผู้มีอาชีพขายวัสดุที่ประกวดราคาซื้อ ทำคำเสนอขอเข้าทำสัญญาตามแบบสัญญาที่โจทก์เป็นผู้กำหนดเงื่อนไข ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นซองเอกสารประกวดราคา วางหลักประกันซองต่อโจทก์และได้ลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและจ้างโดยการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์โดยหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและจ้างดังกล่าวลงนามโดยคู่กรณีสามฝ่าย ได้แก่ โจทก์โดยนายพงษ์ศักดิ์ สิงหวัฒนศิริ ในฐานะประธานคณะกรรมการประกวดราคาเรียกว่า "ผู้รับบริการ" บริษัทบีสไดเมนชั่น จำกัด เรียกว่า "ผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์" และจำเลยที่ ๑ เรียกว่า "ผู้มีสิทธิเสนอราคา" ก่อให้เกิดสัญญาระหว่างคู่กรณีสามฝ่ายที่ต้องปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ต่อกันตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและจ้างโดยการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนสัญญาซื้อขายไม้กระยาเลยแปรรูป - ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท ๑ และท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่มขนาดต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ มุ่งจะกระทำขึ้นในภายหลัง สัญญาที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า สัญญาหลักประกันซอง โดยสัญญาดังกล่าวมีโจทก์เป็นคู่สัญญาที่เป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่โจทก์ใช้เอกสิทธิ์ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวในการกำหนดข้อตกลงของสัญญา โดยกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ (ผู้มีสิทธิเสนอราคา) หลักเกณฑ์วิธีการในการเสนอราคา การยึดหลักประกันของจำเลยที่ ๑ (ผู้มีสิทธิเสนอราคา) นอกจากนี้ยังกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติตามประกาศประกวดราคาประกอบกับเอกสารประกวดราคาซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเคร่งครัด และโดยที่การดำเนินการตามประกาศประกวดราคา เลขที่ E ๑๓/๒๕๕๔ ชม ต้องอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ออกคำสั่งทางปกครองหรือดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ว่าจะในเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติของคู่สัญญา วิธีการเลือกคู่สัญญา การมีคำสั่งรับคำเสนอราคาของคู่สัญญา และการกำหนดข้อสัญญาซื้อขายไม้กระยาเลยแปรรูป - ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท ๑ และท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่มขนาดต่าง ๆ และอุปกรณ์ โดยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชนไม่อาจกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวได้เลย ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของโจทก์เช่นกันสัญญาตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและจ้างโดยการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของโจทก์ที่มีอยู่เหนือจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชนที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งที่เป็นไปตามหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาในการกำหนดข้อตกลงของสัญญาเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล นอกจากนั้นสัญญาดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์จัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผลด้วย กล่าวคือ หากไม่มีไม้กระยาเลยแปรรูป - ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท ๑ และท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่มขนาดต่าง ๆ และอุปกรณ์ ย่อมไม่อาจก่อสร้างงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑, ๒ และฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิงน้อย อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์บรรลุผลได้ ดังนั้น สัญญาหลักประกันซองดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ไปและไม่ส่งตัวแทนไปลงทะเบียนด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้หมดสิทธิเสนอราคาและใช้สิทธิยึดหลักประกันซองจำเลยที่ ๑ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาหลักประกันซอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลักประกันซองด้วย

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์มีประกาศ เลขที่ E ๑๓/๒๕๕๔ ชม เรื่อง ประกวดราคาซื้อวัสดุก่อสร้างไม้กระยาเลยแปรรูปชนิดไม้เนื้ออ่อนต่าง ๆ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่มขนาดต่าง ๆ และอุปกรณ์เพื่อใช้ในงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑, ๒ และงานของฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามโครงการรักษ์น้ำ เพื่อพระแม่ของแผ่นดิน พื้นที่ลุ่มน้ำปิงน้อย มีจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ เข้าร่วมยื่นเอกสารประกวดราคา และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันการยื่นเอกสารประกวดราคา ครั้นถึงกำหนดวันนัดเสนอราคา จำเลยที่ ๑ ไม่ไปและไม่ส่งตัวแทนไปลงทะเบียนด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โจทก์จึงประกาศให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้หมดสิทธิเสนอราคา และใช้สิทธิยึดหลักประกันซองของจำเลยที่ ๑ ตามเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้โจทก์มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่โจทก์ออกประกาศ เรื่องประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อวัสดุก่อสร้างไม้กระยาเลยแปรรูปชนิดไม้เนื้ออ่อนต่าง ๆ ปูนซีเมนต์ ปอร์ตแลนด์ ท่อพีวีซีแข็งสำหรับใช้เป็นท่อน้ำดื่มขนาดต่าง ๆ และอุปกรณ์เพื่อใช้ในงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑, ๒ และงานของฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำ นั้น เป็นไปเพื่อจัดหาผู้รับจ้างในการจัดหาไม้กระยาเลยแปรรูปชนิดไม้เนื้ออ่อน ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ท่อพีวีซีแข็ง และอุปกรณ์เพื่อใช้ในงานของฝายขุนห้วยแม่ป๊อก ๑, ๒ และงานของฝายขุนห้วยอุปรุพร้อมระบบส่งน้ำของโจทก์ ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการทำสัญญาซื้อขายเท่านั้น ประกาศดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือเชิญชวนให้บุคคลผู้สนใจเข้ามาซื้อซองประมูลราคา หากบุคคลเหล่านั้น มีคุณสมบัติครบถ้วน ก็เป็นผู้มีสิทธิเสนอราคาและต้องทำข้อตกลงในหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หากผู้มีสิทธิเสนอราคาไม่มาหรือไม่ส่งผู้แทนมาลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเสนอราคาตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โจทก์จะยึดหลักประกันซอง ข้อตกลงตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างดังกล่าว เป็นการตกลงกันในขั้นตอนการหาบุคคลผู้ชนะการเสนอราคา ก่อนนำไปสู่การจัดทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ชนะการเสนอราคา นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือแสดงเงื่อนไขการซื้อและการจ้างจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมชลประทาน โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ชัยลำพูน ที่ ๑ นายตรี ด่านไพบูลย์ ที่ ๒ บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมชลประทาน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ชัยลำพูน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2557
#566635
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดค่าเช่าอัตราสูงเกินสมควรไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการตลาดนัด โดยผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีกฎหมายรองรับและขัดต่ออำนาจหน้าที่ การกำหนดอัตราค่าเช่าที่ดินมิได้ปฏิบัติตามระเบียบของการรถไฟฯ สัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะ ขอให้แก้ไขสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกิจการตลาดนัดไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี การกำหนดอัตราค่าเช่าไม่เป็นไปตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการบริหารจัดการตลาดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีในการจัดให้เช่าที่ดินรถไฟตามกฎหมาย อันเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๕/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นายร่มเกล้า เอี่ยมโพธิ์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๓ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๒ นายจรัสพันธ์ วัชโรทัย ผู้อำนวยการบริหารพื้นที่ ตลาดนัดจตุจักร ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๒๘/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ เป็นผู้ค้าขายในตลาดนัดกรุงเทพมหานคร (ตลาดนัดจตุจักร) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศให้ผู้ค้าแผงค้ากึ่งถาวร ๒๗ โครงการ และแผงค้าไก่ชนเดิมในพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร ไปลงนามในสัญญาเช่าและชำระค่าเช่า โดยกำหนดค่าเช่าในอัตราที่สูงเกินสมควร และให้สัญญาเช่ามีกำหนด เพียง ๒ ปี หากไม่มาลงนามจะถือว่าผู้ค้าสละสิทธิ์ไม่ประสงค์จะทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังกล่าวเป็นประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกประกาศโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ทั้งการดำเนินการตลาดนัดจตุจักรโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีกฎหมายรองรับและขัดต่ออำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การกำหนดอัตราค่าเช่าและอายุสัญญาเช่ามิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการให้เช่าตามข้อ ๑๕ของระเบียบการรถไฟ ตามที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ให้ถ้อยคำต่อศาลในชั้นไต่สวนในคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๐/๒๕๕๕ อัตราค่าเช่าตามประกาศดังกล่าวสูงเกินสมควร การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้ทำสัญญาเช่าในกำหนดเวลาและอัตราตามประกาศดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้แก้ไขสัญญาเช่าโดยให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ ชำระเงินค่าเช่าที่ดินและค่าภาษีในอัตราเดือนละ ๖๐๕.๓๕๓ บาท ต่อ ๕ ตารางเมตร ต่อ ๑ แผงค้า โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยมีกำหนดระยะเวลาเช่า ๕ ปี ตามข้อ ๑๕ ของระเบียบการรถไฟ และต่อสัญญาในทุกๆ ๕ ปี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินตลาดนัดจตุจักร เดิมให้กรุงเทพมหานครเช่าเพื่อทำตลาดนัด ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนอให้กรุงเทพมหานครจ่ายค่าเช่าที่ดินในอัตราที่สูงขึ้น กรุงเทพมหานครไม่ยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงขอที่ดินคืนจากกรุงเทพมหานคร การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง การทำสัญญาเป็นไปด้วยความชอบธรรมโปร่งใสไม่มีการบีบบังคับ อัตราค่าเช่าถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมตามสภาพปัจจุบันแล้ว การออกประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จึงมีอำนาจกระทำได้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำที่ดินที่เป็นทรัพย์สินออกให้บุคคลอื่นเช่าและดำเนินงานเกี่ยวกับที่ดินรถไฟซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นธุรกิจหรือกิจการที่สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การจัดการทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นไปตามระเบียบการรถไฟ ฉบับที่ ๑๒๙ ราคาค่าเช่าเป็นราคาที่เหมาะสมและมิได้สูงไปกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ตลาดนัดจตุจักรตั้งอยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีอำนาจบริหารตลาดนัดจตุจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย อัตราค่าเช่าเหมาะสมเป็นธรรมแล้ว สัญญาเช่าไม่เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการเรียกค่าเช่าพื้นที่แผงค้า ไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หากแต่เป็นการดำเนินการในเชิงพาณิชย์และมิได้มีการใช้เอกสิทธิ์ของรัฐเหนือคู่สัญญาและอยู่ภายใต้ความสมัครใจของคู่สัญญา อันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาระหว่างบุคคล คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้แก่ จัดดำเนินการกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่น ซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ โดยกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ โดยอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึงการซื้อ จัดหา เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง อาศัย ให้อาศัย จำหน่าย แลกเปลี่ยน และดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใดๆโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนและความปลอดภัย ประกอบกับ "ที่ดินรถไฟ" ตามบทนิยามแห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ได้แก่ ที่ดินทั้งหลายที่ได้จัดหา ฤาเช่าถือไว้ใช้ในการรถไฟโดยชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย โดยการได้มาซึ่งที่ดินรถไฟนั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจบังคับขาย อันแสดงให้เห็นว่าการจัดหาที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑มิได้เกิดจากการตกลงซื้อขายด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และเมื่อมีการจ่ายเงินค่าทดแทนกันแล้ว กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวก็จะตกเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันจะทำให้ที่ดินรถไฟมีสถานะตามกฎหมายที่แตกต่างจากที่ดินซึ่งเอกชนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เกี่ยวกับทรัพย์สินใดๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายในการสร้างนิติสัมพันธ์กับเอกชนผู้เข้าติดต่อขอใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการกำหนดราคาค่าเช่าที่ดินและภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นอัตราที่สูงเกินไปไม่เป็นไปตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทเป็นกรณีขอให้มีการแก้ไขสัญญาเช่าโดยขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขจัดการให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหมด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินตามฟ้องออกให้เช่าด้วยการเปิดให้ประชาชนเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าวโดยการทำสัญญาเช่า จึงเป็นการบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อประโยชน์และสนับสนุนกิจการสาธารณูปโภคอันเป็นวัตถุประสงค์หลักของผู้ถูกฟ้องคดี แต่ที่ดินตามฟ้อง จะนำออกให้เช่าหรือไม่ให้เช่าเพื่อจัดให้เป็นตลาดนัดหรือจะนำไปใช้ในการแสวงหาเพื่อประโยชน์อื่นใดหรือไม่ก็ตาม การบริหารจัดการที่ดินดังกล่าวไม่ว่าโดยประการใดก็ไม่มีผลกระทบต่อประโยชน์สุขของประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศ สัญญาเช่าตามฟ้องจึงมิใช่การให้บริการสาธารณะหรือการจัดให้มีสาธารณูปโภค เพื่อประโยชน์สาธารณะแต่ประการใด จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แม้จะเป็นทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทำสัญญาเช่าเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดประสงค์จะแก้ไขสัญญาเช่าจึงขอให้ศาลจัดการแก้ไขสัญญาให้ฝ่ายตนโดยอาศัยและอ้างเหตุว่ามีการกำหนดเงื่อนไขของสัญญาขัดต่อระเบียบดังกล่าว คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศให้ผู้ค้าแผงค้ากึ่งถาวร ๒๗ โครงการ และแผงค้าไก่ชนเดิมในพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร ไปลงนามในสัญญาเช่าและชำระค่าเช่า โดยกำหนดค่าเช่าในอัตราที่สูงเกินสมควรและให้สัญญาเช่ามีกำหนดเพียง ๒ ปี หากไม่มาลงนามจะถือว่าผู้ค้าสละสิทธิ์ไม่ประสงค์จะทำสัญญา กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการดำเนินการตลาดนัด โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีกฎหมายรองรับและขัดต่ออำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การกำหนดอัตราค่าเช่าและอายุสัญญาเช่ามิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการให้เช่าตามข้อ ๑๕ ของระเบียบการรถไฟ อัตราค่าเช่าตามประกาศดังกล่าวสูงเกินสมควร การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้ทำสัญญาเช่าในกำหนดเวลาและอัตราตามประกาศดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้แก้ไขสัญญาเช่า ในเรื่องค่าเช่าที่ดิน ระยะเวลาเช่าและค่าภาษี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ให้การว่า การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง การทำสัญญาเป็นไปด้วยความชอบธรรม อัตราค่าเช่าถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว สัญญาเช่าไม่เป็นโมฆะ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดี กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกิจการตลาดนัดจตุจักร ไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การกำหนดอัตราค่าเช่าไม่เป็นไปตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการจัดให้เช่าที่ดินรถไฟตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ อันเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกัน ว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายร่มเกล้า เอี่ยมโพธิ์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๓ คน ผู้ฟ้องคดี การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ.2464
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายร่มเกล้า เอี่ยมโพธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 13 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — การรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2557
#566634
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า มติคณะรัฐมนตรีให้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้บริหารกิจการตลาดนัดจตุจักรไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการตลาดนัดโดยผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดค่าเช่าอัตราสูงเกินสมควรไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะ การเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินผิดระเบียบของการรถไฟฯ ขอให้ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินและทำสัญญาใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกิจการตลาดนัดไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนือ อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี การกำหนดอัตราค่าเช่าไม่เป็นไปตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการบริหารจัดการตลาดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีในการจัดให้เช่าที่ดินรถไฟตามกฎหมาย อันเป็นกรณีที่คู่ความ โต้แย้งกันว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๔/๒๕๕๗

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นางรุ่งทิวา ขวัญดำ ที่ ๑ กับพวกรวม ๙ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๒ นายจรัสพันธ์ วัชโรทัย ผู้อำนวยการบริหารพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๕๕/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๙ เป็นผู้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อค้าขายในตลาดนัดจตุจักร ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้บริหารกิจการตลาดนัดจตุจักรแทนกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศให้ผู้ค้าแผงค้ากึ่งถาวร ๒๗ โครงการ และแผงค้าไก่ชนเดิมในพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร ไปลงนามในสัญญาเช่าและชำระค่าเช่า โดยกำหนดค่าเช่าในอัตราที่สูงเกินสมควร และให้สัญญาเช่ามีกำหนด ๒ ปี หากไม่มาลงนามจะถือว่าผู้ค้าสละสิทธิ์ไม่ประสงค์จะทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และมีประกาศแจ้งเตือนให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าและภาษีประจำเดือนให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจถูกบอกเลิกสัญญา ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายการดำเนินการตลาดนัดจตุจักรโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อัตราค่าเช่าตามประกาศดังกล่าวสูงเกินสมควร ประกาศดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินมีข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม การเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินผิดระเบียบของการรถไฟ ฉบับที่ ๑๒๙ ข้อ ๑๕ การเก็บภาษีโรงเรือนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินทั้งหมดที่ทำขึ้นระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า และให้ทำสัญญาใหม่ โดยมีค่าเช่าไม่เกินเดือนละ ๕๓๘ บาท ให้ยกเลิกการเก็บภาษีที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินตลาดนัดจตุจักร เดิมให้กรุงเทพมหานครเช่าเพื่อทำตลาดนัด ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เสนอให้กรุงเทพมหานครจ่ายค่าเช่าที่ดินในอัตราที่สูงขึ้น กรุงเทพมหานครไม่ยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงขอที่ดินคืนจากกรุงเทพมหานคร การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง การทำสัญญาเป็นไปด้วยความชอบธรรมโปร่งใสไม่มีการบีบบังคับ อัตราค่าเช่าถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมตามสภาพปัจจุบันแล้ว การออกประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จึงมีอำนาจกระทำได้ ผู้ฟ้องคดี ทั้งเก้าไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดจตุจักรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ราคาค่าเช่าเป็นราคาที่เหมาะสมและมิได้สูงไปกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาเช่าพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีวัตถุประสงค์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้แก่ จัดดำเนินการกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่น ซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ โดยกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ โดยอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึงการซื้อ จัดหา เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง อาศัย ให้อาศัย จำหน่าย แลกเปลี่ยน และดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใดๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนและความปลอดภัย ประกอบกับ "ที่ดินรถไฟ" ตามบทนิยาม แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ได้แก่ ที่ดินทั้งหลายที่ได้จัดหาฤาเช่าถือไว้ใช้ในการรถไฟโดยชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย โดยการได้มาซึ่งที่ดินรถไฟนั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจบังคับขาย อันแสดงให้เห็นว่าการจัดหาที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้เกิดจากการตกลงซื้อขายด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และเมื่อมีการจ่ายเงินค่าทดแทนกันแล้ว กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวก็จะตกเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันจะทำให้ที่ดินรถไฟมีสถานะตามกฎหมายที่แตกต่างจากที่ดินซึ่งเอกชนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เกี่ยวกับทรัพย์สินใดๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์ในทรัพย์สินที่ได้มาจากการเวนคืน โดยใช้อำนาจตามกฎหมายในการสร้างนิติสัมพันธ์กับเอกชนผู้เข้าติดต่อขอใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อีกทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าได้โต้แย้งอำนาจในการบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินตามคำขอท้ายฟ้อง จำต้องพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามที่กฎหมายได้บัญญัติให้อำนาจไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายปกครอง ดังนั้น สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ประเด็นข้อพิพาทเกิดขึ้นจากสัญญาเช่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าทำไว้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงทำกันไปเพราะเหตุพอใจในผลประโยชน์ร่วมกันของตัวทรัพย์ และเป็นไปในกิจการเชิงพาณิชย์ของแต่ละฝ่ายที่ต่างใช้สิทธิแสวงหาตามหลักทั่วไปของสัญญา ไม่เกี่ยวกับการสัมปทานหรือการบริการสาธารณะ โดยปรากฏมีเหตุอ้างถึงความไม่สมบูรณ์ถูกต้องและเป็นธรรมของสัญญาพิพาท ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้ามุ่งหมายขอให้ยกเลิกสัญญาเช่าเดิมและ ทำสัญญาเช่าใหม่ในราคาค่าเช่าและค่าภาษีที่ถูกลง สภาพแห่งคำฟ้องเช่นนี้ศาลจำต้องพิจารณาถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งเก้ากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงในเรื่องสัญญาเช่าที่ดินที่ทำไว้ต่อกัน เป็นสำคัญว่าเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ถูกต้องและใช้บังคับต่อกันได้หรือไม่ รวมไปจนถึงเรื่องความสิ้นสุดของสัญญายิ่งกว่ากระบวนการเกิดของสัญญาฝ่ายเดียว จึงถือเป็นการพิพาทกันตามสัญญาทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้ายื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้บริหารกิจการตลาดนัดจตุจักรแทนกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศให้ผู้ค้าแผงค้ากึ่งถาวร ๒๗ โครงการ และแผงค้าไก่ชนเดิม ในพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร ไปลงนามในสัญญาเช่าและชำระค่าเช่า โดยกำหนดค่าเช่าในอัตราที่สูงเกินสมควร และให้สัญญาเช่ามีกำหนด ๒ ปี หากไม่มาลงนามจะถือว่าผู้ค้าสละสิทธิ์ไม่ประสงค์จะทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และมีประกาศแจ้งเตือนให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าและภาษีประจำเดือนให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจถูกบอกเลิกสัญญา ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการตลาดนัดโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อัตราค่าเช่าตามประกาศดังกล่าวสูงเกินสมควร ประกาศดังกล่าว

จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินมีข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม การเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินผิดระเบียบของการรถไฟ ฉบับที่ ๑๒๙ ข้อ ๑๕ การเก็บภาษีโรงเรือนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สัญญาเช่าที่ดินจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน และให้ทำสัญญาใหม่ ให้ยกเลิกการเก็บภาษีที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ให้การว่า การดำเนินการเกี่ยวกับตลาดนัดได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง การทำสัญญาเป็นไปด้วยความชอบธรรม อัตราค่าเช่าถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว สัญญาเช่าไม่เป็นโมฆะ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินกิจการตลาดนัดจตุจักรไม่มีกฎหมายรองรับและอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การกำหนดอัตราค่าเช่าไม่เป็นไปตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการบริหารจัดการ ตลาดนัดจตุจักรของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการจัดให้เช่าที่ดินรถไฟตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ อันเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางรุ่งทิวา ขวัญดำ ที่ ๑ กับพวกรวม ๙ คน ผู้ฟ้องคดี การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ.2464
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางรุ่งทิวา ขวัญดำ ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2557
#566633
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องกรมทางหลวง อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่จำเลยก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้ส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ได้ก่อสร้างถนนโดยยึดถือแนวเขตทางตามบัญชีเขตทางหลวงอันเป็นหลักฐานของทางราชการ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อยู่ในเขตทางหลวงแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๓/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นางลีหนา โลจนะโกสินทร์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๙/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๐๕๒ ตำบลขุนแก้ว (ท้ายคุ้ง) อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑๐ ตารางวา เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขานครชัยศรี ผลการรังวัดปรากฏว่าจำนวนเนื้อที่ดินของโจทก์ขาดหายไปบางส่วน โดยส่วนที่ขาดหายไปจำเลยได้ก่อสร้างถนนเพชรเกษมรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำนวน ๑ งาน ๘๒ เศษ ๖ ส่วน ๑๐ ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม หากไม่สามารถคืนได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยก่อสร้างถนนโดยยึดถือแนวเขตทางตามบัญชีเขตทางหลวงอันเป็นหลักฐานของทางราชการ จึงไม่ได้เป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินคืนและชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้สร้างถนนและขยายผิวการจราจรรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยโต้แย้งสิทธิในที่ดินว่าที่พิพาทอยู่ในเขตทางหลวงแผ่นดิน ในการพิจารณาพิพากษาของศาลคงมีประเด็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นส่วนราชการอยู่ในสังกัดกระทรวงคมนาคม และข้อ ๒ ของกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ กำหนดให้จำเลยมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้าง และบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยในการเดินทาง จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ (ถนนเพชรเกษม) รุกล้ำเข้าไปในที่ดินมีโฉนดของโจทก์บางส่วน โดยมิได้อยู่ในเขตเวนคืนหรือมีการขายที่ดินให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนที่ดินได้ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการก่อสร้างถนนของจำเลยเป็นการก่อสร้างโดยยึดแนวเขตทางตามบัญชีเขตทางหลวงหรือเป็นการก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีเท่านั้น และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขานครชัยศรี ผลการรังวัดปรากฏว่าจำเลยได้ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม หากไม่สามารถคืนได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ได้ก่อสร้างถนนโดยยึดถือแนวเขตทางตามบัญชีเขตทางหลวงอันเป็นหลักฐานของทางราชการ จึงไม่ได้เป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อยู่ในเขตทางหลวงแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางลีหนา โลจนะโกสินทร์ โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลีหนา โลจนะโกสินทร์
จำเลย — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2557
#566632
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) โดยได้รับโอนจากนางเขียวมารดา โจทก์ไปติดต่อสำนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๓ เพื่อขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ภายหลังสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นางเขียว หลังจากนั้นนางเขียวโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การออกโฉนดที่ดินให้แก่นางเขียวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้ออกทับที่ดินของโจทก์ เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจาณา ให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๒/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบัวใหญ่

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบัวใหญ่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๖ นางสมหวัง แข็งการ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางมานิตย์ แก้วระหันที่ ๑ นางทองดำ แม่นมั่น ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดบัวใหญ่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๕/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๕๓ ตำบลหนองมะนาว อำเภอคง จังหวัดนครรราชสีมา เนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ ๔๐ ตารางวา โดยได้รับโอนจาก นางเขียว เวียรปรุใหญ่ มารดา ต่อมาวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๐ นางเขียวไปติดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคง สังกัดจำเลยที่ ๓ เพื่อขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๓ ตำบลหนองมะนาว อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา และนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ๑ งาน ๘๗ ตารางวา ความจริงที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๓ ถูกขายและส่งมอบการครอบครอง แก่บุคคลภายนอกนานแล้วโดยมิได้จดทะเบียนและส่งมอบเอกสารสิทธิ ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคง ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๕๕๗ ให้แก่นางเขียว หลังจากนั้นนางเขียวโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การออกโฉนดที่ดินให้แก่นางเขียวไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่เจ้าของที่แท้จริงไม่มีสิทธิในที่ดิน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๕๕๗ ที่ได้ออกทับที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๕๕๗ ที่ดินแปลงดังกล่าวได้รับการยกให้จาก นางเขียว เวียรปรุใหญ่ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท การออกโฉนดที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๕๕๗ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกคำสั่งทางปกครอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบัวใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและจำเลยที่ ๓ โต้แย้งว่าตามคำฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินรุกล้ำโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การพิจารณาว่าการออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรือสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เมื่อพิจารณามูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นหลัก เห็นว่าคดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคง ออกโฉนดที่ดินให้แก่นางเขียวรุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับโอนที่ดินมาจึงไม่มีสิทธิในที่ดิน เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๓ มีฐานะเป็นกรมเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคง สังกัดจำเลยที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินตามที่นางเขียว นำรังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และคดีมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าการดำเนินการออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวพันกันที่ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อน จึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ก็ตาม แต่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันดังกล่าวได้ และแม้การวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครอง มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวพันก่อนแล้วจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้เช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๕๓ โดยได้รับโอนจากนางเขียว มารดา ต่อมานางเขียวไปติดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคง สังกัดจำเลยที่ ๓ เพื่อขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๓ และนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ๑ งาน ๘๗ ตารางวา ทั้งที่ที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๓ ได้ขายและส่งมอบการครอบครองแก่บุคคลภายนอกแล้ว โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคงได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๕๕๗ ให้แก่นางเขียว หลังจากนั้นนางเขียวโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และ ที่ ๒ การออกโฉนดที่ดินให้แก่นางเขียวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่เจ้าของที่แท้จริงไม่มีสิทธิในที่ดิน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๕๕๗ ที่ได้ออกทับที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๓๕๕๗ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท การออกโฉนดที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาชอบด้วยกฎหมายแล้ว และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๕๓ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสมหวัง แข็งการ โจทก์ นางมานิตย์ แก้วระหัน ที่ ๑ นางทองดำ แม่นมั่น ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหวัง แข็งการ
จำเลย — นางมานิตย์ แก้วระหัน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2557
#571280
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) โดยครอบครองต่อจากผู้มีชื่อ เมื่อขอออกโฉนดที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่ได้ยกที่ดินที่โจทก์ครอบครองให้กับจำเลยและระบุเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงได้แจ้งให้จำเลยคืนที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยและกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทมิได้ขอออกเอกสารสิทธิตามกฎหมาย ไม่มีหลักหมุดหรือภาพถ่ายทางอากาศบอกที่ตั้งตำแหน่งและแนวเขตที่ดิน โจทก์มิได้เข้าครอบครองปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าจึงตกเป็นที่ดินของรัฐเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๑/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสงขลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสงขลาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายสุเอิบ ตรีวัย โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๘๒/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าช้าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหมู่ที่ ๓ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่เศษ โดยครอบครองต่อจากผู้มีชื่อ ประมาณปลายเดือนเมษายน ๒๕๕๕ โจทก์ขอตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินพิพาท ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาบางกล่ำ เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่ได้ยกที่ดินที่โจทก์ครอบครองให้กับจำเลยและระบุเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยคืนที่ดินให้กับโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย การที่ผู้ปกครองท้องที่ยกที่ดินของโจทก์ให้จำเลยเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยในฐานะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากที่ดินตาม ส.ค. ๑ ไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่มีหลักหมุดหรือภาพถ่ายทางอากาศบอกที่ตั้งตำแหน่งและแนวเขตที่ดินว่ามีที่ตั้งอยู่บริเวณใดและติดต่อกับบุคคลใดบ้าง และมิได้บรรยายว่าเจ้าหน้าที่ผู้ใดรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินที่พิพาทและจดทะเบียนระบุเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อใดหรือเกี่ยวข้องอย่างไร ประกอบกับที่ดินแปลงดังกล่าวได้ปล่อยรกร้างว่างเปล่ามิได้เข้าครอบครองเป็นระยะเวลานานจึงตกเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทและไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เมื่อปี ๒๕๒๐ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ทำการรังวัดเดินสำรวจเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นแจ้งแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ใช้ในการทิ้งเศษแร่ ในภายหลังประชาชนได้บุกรุกครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ทำการปลูกต้นยางพาราและต้นปาล์มโดยไม่ทราบเนื้อที่แน่ชัดและที่ดินบางส่วนยังคงรกร้างว่างเปล่า โจทก์ไม่ทราบแน่ชัดว่าครอบครองที่ดินบริเวณใดมีเพียงหลักฐาน ส.ค. ๑ ซึ่งต้องยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน หรือ น.ส. ๓ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อทำการรังวัดและสอบสวนสิทธิตามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งโจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องแต่อย่างใด ขอให้ศาลยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ค. ๑) หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าช้าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตรวจสอบเอกสารพบว่าเจ้าพนักงานที่ดินกำหนดให้ที่ดินของโจทก์ เป็นที่สาธารณประโยชน์เพราะได้รับแจ้งยกให้จากผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่ ขอให้จดทะเบียนเพิกถอน เท่ากับโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีความประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษา หรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ เพราะโจทก์อ้างว่าที่ดินของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ เมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านี้ จำเลยได้ทำการเพิกถอนเอกสารในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น ก่อนที่จะพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการทำแผนที่ของจำเลย จึงต้องพิจารณาเกี่ยวกับการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ก่อนว่าที่ดินของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ แม้โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินระบุในแผนที่ว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่การจะพิสูจน์ถึงเรื่องดังกล่าวมาใช้พิจารณาจากรูปแบบ ขั้นตอน วิธีการ การออกกฎ ระเบียบ คำสั่ง อันเป็นสาระสำคัญในการออกแผนที่ของเจ้าพนักงานที่ดิน เพียงแต่พิสูจน์ถึงสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์อันเป็นข้อเท็จจริงในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่เท่านั้น ซึ่งต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิครอบครองรวมถึงการทำประโยชน์ จึงเป็นเรื่องของการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ประเด็นในคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินที่มาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเป็นหลัก หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ แล้วเห็นได้ว่ามิได้มีความมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินไว้ ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นกรมสังกัดกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเป็นข้าราชการและเป็นบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าช้าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยกำหนดให้ที่ดินที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์เพราะได้รับแจ้งยกให้ที่ดินจากผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่โดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนที่ดินตามแผนที่ที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของจำเลยที่ระบุรายละเอียดในระวางรูปถ่ายทางอากาศว่าที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างการครอบครองทำประโยชน์ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๔๖๔ หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าช้าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อให้ศาลแก้ไขการระบุขอบเขตในระวางรูปถ่ายทางอากาศในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่าเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) โดยครอบครองต่อจากผู้มีชื่อ โจทก์ขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่ได้ยกที่ดินที่โจทก์ครอบครองให้กับจำเลยและระบุเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงได้แจ้งให้จำเลยคืนที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยและกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากที่ดินตาม ส.ค. ๑ มิได้ขอออกเอกสารสิทธิตามกฎหมาย ไม่มีหลักหมุดหรือภาพถ่ายทางอากาศบอกที่ตั้งตำแหน่งและแนวเขตที่ดิน โจทก์มิได้เข้าครอบครองปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าจึงตกเป็นที่ดินของรัฐเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน โจทก์ไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสุเอิบ ตรีวัย โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเอิบ ตรีวัย
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2557
#566631
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่คำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกเข้าไปขุดดินและรื้อถอนหลักเขตที่ดินบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อก่อสร้างท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) โดยไม่ได้รับความยินยอมไม่รับฟังคำคัดค้านและดำเนินการก่อสร้างต่อไป เมื่อเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อปักหลักเขตที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการรังวัดอ้างว่า คูน้ำเป็นคูน้ำสาธารณะ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนดังเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หยุดคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินหรือให้เจ้าพนักงานที่ดินปักหลักเขตที่ดินตามผลการรังวัดสอบเขตที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นคูน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำและก่อสร้างตามแนวคูสาธารณเดิม ซึ่งตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นคูน้ำสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๐/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายอำพล มะยมตัน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระเสียว ที่ ๑ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๕ ตำบลกระเสียว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑๓/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๓๓๐๑ ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ ๓ งาน ๘ ตารางวา โดยรับโอนมรดกมาจากมารดาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ซึ่งเดิมมารดาของผู้ฟ้องคดีขุดคูน้ำเพื่อนำมาใช้ในการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ต่อมาประมาณเดือนกันยายน ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้บุกรุกเข้าไปขุดดินและรื้อถอนหลักเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อก่อสร้างท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยไม่ได้รับความยินยอมไม่รับฟังคำคัดค้านและดำเนินการก่อสร้างต่อไป และเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ นายผดุงศักดิ์ มะลิทอง เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และได้นำเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาสามชุก รังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อปักหลักเขตที่ดินใหม่แทนหลักเขตเดิมที่ถูกรื้อถอน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการรังวัดอ้างว่าคูน้ำที่มารดาของผู้ฟ้องคดีขุดไว้เป็นคูน้ำสาธารณะ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีและปรับสภาพที่ดินให้คืนดังเดิมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หยุดคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน หรือให้เจ้าพนักงานที่ดินปักหลักเขตที่ดิน ตามผลการรังวัดสอบเขตที่ดินให้มีเนื้อที่และรูปแผนที่ตรงตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๑๓๓๐๑ ของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเดิมชาวบ้านได้ร่วมกันขุดคูดินที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อชักน้ำไปใช้ในการเกษตรของชาวบ้านประมาณ ๓๐ ราย เพื่อประโยชน์สาธารณะ และได้ใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาประมาณ ๔๐ ปี มิได้มีการหวงห้าม จึงเป็นคูน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) ตามแผนพัฒนาสามปี (๒๕๕๔ - ๒๕๕๖) ซึ่งเป็นโครงการที่ที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกระเสียว ได้อนุมัติโครงการแล้ว โดยผ่านการประชาคมของชาวบ้านตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำการก่อสร้างตามแนวคูสาธารณะเดิม ผู้ฟ้องคดีก็ไม่คัดค้าน ผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท เมื่อปี ๒๕๓๔ หลังจากมีการขุดคูและชาวบ้านใช้เป็นคูน้ำสาธารณะซึ่งตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ประเด็นหลักคู่กรณีโต้แย้งกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่ง พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการดังกล่าวตามฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้บุกรุกเข้าไปรื้อถอนหลักเขตที่ดินและก่อสร้างท่อระบายน้ำ ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้อำนาจตามกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้คดีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาด้วยว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ก็ไม่ใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้คู่กรณียังโต้แย้งกันว่า การทำท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจะบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงจะพิจารณาได้ว่าจะบังคับตามคำขอที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งก่อสร้าง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกเลิกการคัดค้านการตรวจสอบและปักหลักเขตที่ดินได้หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ตาม แต่คำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุก เข้าไปขุดดินและรื้อถอนหลักเขตที่ดินบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อก่อสร้างท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) โดยไม่ได้รับความยินยอมไม่รับฟังคำคัดค้านและดำเนินการก่อสร้างต่อไป เมื่อนายผดุงศักดิ์ มะลิทอง เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อปักหลักเขตที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการรังวัดอ้างว่า คูน้ำเป็นคูน้ำสาธารณะ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนดังเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หยุดคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน หรือให้เจ้าพนักงานที่ดินปักหลักเขตที่ดินตามผลการรังวัดสอบเขตที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นคูน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำและก่อสร้างตามแนวคูสาธารณะเดิม ซึ่งตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นคูน้ำสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอำพล มะยมตัน ผู้ฟ้องคดี นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลกระเสียว ที่ ๑ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๕ ตำบลกระเสียว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายอำพัล มะยมตัน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระเสียวที่ 1 กับพวกรวม 2คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2557
#566630
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นเอกชน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ และจำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ โจทก์พบว่าจำเลยที่ ๑ แจ้งการครอบครองอันเป็นเท็จในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ต่อจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการออกโฉนดที่ดิน ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อขอรวมโฉนดและขอแบ่งแยกที่ดิน ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๐๙๙ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ในระหว่างที่โจทก์คัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาท และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขายให้แก่จำเลยที่ ๓ ขอให้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ มาจากกองมรดกของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินโดยแท้จริง จำเลยที่ ๓ จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาทางนิติกรรม โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยสุจริต จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยร่วมให้การว่า คดีขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๙/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ นายวิรวัฒน์ เทียมทัศน์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายอรินทม์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในฐานะผู้จัดการมรดกของหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ที่ ๒ การเคหะแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย และกรมที่ดิน จำเลยร่วม ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๖๔/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ ๗ ไร่เศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยสงบเปิดเผย ตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ จนถึงปี ๒๕๔๗ โจทก์พบว่าจำเลยที่ ๑ แจ้งการครอบครองอันเป็นเท็จในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ต่อจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการออกโฉนดที่ดิน ไม่ตรวจสอบ สอบสวนเพื่อออกประกาศแจ้งบุคคลทั่วไปหรือโจทก์ทราบก่อนออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ จำนวน ๒ ครั้ง เพื่อขอรวมโฉนดและขอแบ่งแยกที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ ๒ อนุญาต ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๐๙๙ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๘ ระหว่างที่โจทก์คัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาท และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขายให้แก่จำเลยที่ ๓ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่ง ขอให้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ กับทั้งให้จำเลยทั้งสามคืนที่ดินจำนวน ๗ ไร่ ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ และที่ดินพิพาทแปลงอื่นๆ รวม ๘ แปลง มาจากกองมรดกของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินโดยแท้จริง ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาทางนิติกรรม โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้หมายเรียกกรมที่ดินเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๓ ศาลมีคำสั่งอนุญาต เนื่องจากกรมที่ดินเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการออกโฉนดที่ดินพิพาทและในฐานะเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน การที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

จำเลยร่วมให้การว่า คดีขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม จำเลยที่ ๓ ไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้

จำเลยร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลความแห่งคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ ๑ ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าตนได้ครอบครองปรปักษ์ และสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยร่วมดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้ที่ดินพิพาทตกไปเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ เลขที่ดิน ๓๒๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอรวมโฉนด ทำให้ที่ดินพิพาทตกไปเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๐๙๙ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และภายหลังจำเลยที่ ๑ ยื่นเรื่องขอแบ่งแยกที่ดิน ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ เลขที่ดิน ๔๕๗ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และเพิกถอนถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ โดยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์กลับมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องมาว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบการออกโฉนดที่ดิน ไม่ตรวจสอบ สอบสวนเพื่อออกประกาศแจ้งบุคคลทั่วไปหรือโจทก์ทราบ แต่การจะวินิจฉัยว่าจะเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินพิพาทและเพิกถอนนิติกรรมตามคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ก่อน เนื่องจากเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงจะวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเพิกถอนการออกโฉนดระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ และประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีดังกล่าวพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น คดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยร่วมเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการรังวัดทำแผนที่ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน การให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการจัดข้อมูลสารสนเทศที่ดิน เพื่อให้บุคคลมีความมั่นคงในการถือครองที่ดินและได้รับการบริการที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยร่วมจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดของจำเลยร่วม ทำการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ เลขที่ ๑๐๕๐๙๙ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ และจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว และให้ชดใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำฟ้องคดีนี้ในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินบริเวณที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ครอบครองอยู่ เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลปกครองกลางเห็นว่า ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี ซึ่งมิได้ทำให้คดีที่เป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งแต่อย่างใด นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันได้ว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน และสามารถนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีปกครองได้ ศาลปกครองกลางจึงเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ และจำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยโจทก์อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ โดยสงบเปิดเผย โจทก์พบว่าจำเลยที่ ๑ แจ้งการครอบครองอันเป็นเท็จในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ต่อจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการออกโฉนดที่ดินไม่ตรวจสอบ สอบสวนเพื่อออกประกาศแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ จำนวน ๒ ครั้ง เพื่อขอรวมโฉนดและขอแบ่งแยกที่ดิน ทำให้ที่ดินของโจทก์ตกไปเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๐๙๙ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ในระหว่างที่โจทก์คัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาท และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ได้นำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขายให้แก่จำเลยที่ ๓ ขอให้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๑๐๑ และเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๗๙๗ มาจากกองมรดกของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินโดยแท้จริง จำเลยที่ ๓ จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาทางนิติกรรม โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยสุจริต จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยร่วมให้การว่า คดีขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวิรวัฒน์ เทียมทัศน์ โจทก์ นายอรินทม์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในฐานะผู้จัดการมรดกของหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ที่ ๒ การเคหะแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย และกรมที่ดิน จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีรวัฒน์ เทียมทัศน์
จำเลย — นายอรินทม์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
หม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2557
#566629
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. และที่ดินมือเปล่าซึ่งใช้เป็นทางสัญจรสาธารณะ จำเลยที่ ๑ นำรั้วเหล็กปิดกั้นขวางถนนเป็นเหตุให้ไม่สามารถนำผลผลิตออกจำหน่าย คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นทางสาธารณะที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางออกจากถนนอันเป็นทางสาธารณะ จำเลยที่ ๑ ให้การว่าไม่เคยอุทิศหรือส่งมอบที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่ทราบว่ามีการรอนสิทธิหรือภาระผูกพันในที่ดินพิพาท ขณะซื้อที่ดินมีสภาพเป็นทางคนเดินสิ้นสุดถึงที่ดินจึงได้ปิดกั้นแต่เว้นช่องให้คนเดินผ่านที่ดินได้ เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่และส่งผลกระทบต่อสิทธิทำให้โจทก์และชาวบ้านได้รับความเสียหาย แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๘/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดพังงา

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพังงาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายสำรวย รุ่งเรือง โจทก์ ยื่นฟ้อง นางปรานอม ช่วยสวัสดิ์ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลป่ากอ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่ากอ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพังงา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๗/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๙ และที่ดินมือเปล่า ตำบลตากแดด อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา โจทก์ได้ใช้ทางสาธารณะสายช่องคับเป็นทางสัญจรเข้าสู่ที่ดินโจทก์ ประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ นำรั้วเหล็กปิดกั้นขวางถนนสายดังกล่าว ทำให้โจทก์และชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่สามารถสัญจรผ่านถนนสายดังกล่าวได้ โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่สามารถนำผลปาล์มน้ำมันออกมาจำหน่ายและไม่สามารถนำเครื่องมือเข้าไปดูแลที่ดินได้ตามปกติ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาจังหวัดพังงาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ถนนสายช่องคับเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๙ แก้ไขเพิ่มเติม โดยฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้บริหารโดยตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นตำบลป่ากอ อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทำการรื้อถอนสิ่งกีดขวางออกจากถนนให้แล้วเสร็จภายใน ๕ วัน นับแต่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ ๑ ยังคงเพิกเฉย ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้กระทำการใดๆ ให้การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ หมดสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามกฎหมาย กลับงดเว้นและละเว้นปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ ๑ ทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนรั้วเหล็กที่ปิดกั้นถนนสายช่องคับ รวมทั้งรื้อถอนต้นไม้และนำดินที่เลื่อนไถลออกจากถนนสายช่องคับ กับทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นและขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยที่ ๑ อ้างว่าเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ซื้อที่ดินมาจากนางปราณี ขมักการ ซึ่งไม่เคยอุทิศหรือส่งมอบที่ดินให้เป็นทางสาธารณะจึงเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) เลขที่ ๑๘๑ เลขที่ดิน ๕๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลป่ากอ อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๔๖ ตารางวา ไม่ทราบว่ามีการรอนสิทธิหรือภาระผูกพันในที่ดินพิพาท ขณะซื้อที่ดินมีสภาพเป็นทางคนเดินสิ้นสุดถึงที่ดินของนายสมหมาย สิทธิบุตร ไม่มีสภาพเป็นถนนและไม่ได้ผ่านที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงได้ปิดกั้นบริเวณดังกล่าวและเว้นช่องทางคนเดินให้ผู้ใช้เส้นทางเดินผ่านที่ดินได้ตามปกติ ไม่ได้ทำให้บุคคลใดได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่ได้อยู่บริเวณที่ดินพิพาท ไม่เคยใช้เส้นทางเดินในที่ดินของจำเลยที่ ๑ แต่ใช้เส้นทางบนที่ดินของผู้อื่นจึงมิใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การฟ้องคดีต่อศาลนี้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและไม่ได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้าง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพังงาพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีความประสงค์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่ปิดกั้นเป็นที่ดินของตนมิใช่ทางสาธารณะ ดังนั้น ก่อนที่จะพิจารณาประเด็นอื่น จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยที่ ๑ ปิดกั้นนั้น เป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบกและการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๖๗ (๑) และมาตรา ๖๘ (๘) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นผู้บริหารของจำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ละเลยต่อหน้าที่ไม่เร่งรีบดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางที่จำเลยที่ ๑ ได้นำไปปิดกั้นถนนสายช่องคับ ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ออกจากถนนดังกล่าว ทำให้โจทก์และชาวบ้านได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติทำให้เอกชนได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อย่างไรก็ดี แม้ข้อพิพาทในคดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ประเด็นปัญหาดังกล่าวก็เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่ใช้ประกอบการพิจารณาข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดิน แต่การนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของทรัพย์สินได้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเอกชน หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. และที่ดินมือเปล่าซึ่งใช้ทางสาธารณะสายช่องคับเป็นทางสัญจร จำเลยที่ ๑ นำรั้วเหล็กปิดกั้นขวางถนนทำให้โจทก์ไม่สามารถนำผลผลิตออกจำหน่าย จังหวัดพังงาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นว่า ถนนสายช่องคับเป็นทางสาธารณะที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทำการรื้อถอนสิ่งกีดขวางออกจากถนนอันเป็นทางสาธารณะ แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนรั้วเหล็กที่ปิดกั้นถนนสายช่องคับรวมทั้งรื้อถอนต้นไม้และนำดินที่เลื่อนไถลออกจากถนน ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่เคยอุทิศหรือส่งมอบที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่ทราบว่ามีการรอนสิทธิหรือภาระผูกพันในที่ดินพิพาท ขณะซื้อที่ดินมีสภาพเป็นทางคนเดินสิ้นสุดถึงที่ดินผู้มีชื่อจึงได้ปิดกั้นและเว้นช่องทางคนเดินให้ผ่านที่ดินได้ตามปกติ โจทก์ไม่ได้อยู่บริเวณที่พิพาทและไม่ได้ใช้เส้นทางผ่านที่พิพาทจึงมิใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า เป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐการฟ้องคดีต่อศาลนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและไม่ได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่และส่งผลกระทบต่อสิทธิทำให้โจทก์และชาวบ้านได้รับความเสียหาย แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสำรวย รุ่งเรือง โจทก์ นางปรานอม ช่วยสวัสดิ์ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลป่ากอ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่ากอ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำรวย รุ่งเรือง
จำเลย — นางปรานอม ช่วยสวัสดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2557
#566628
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขับรถยนต์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยขับรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขับรถคันดังกล่าวโดยประมาทชนกับรถยนต์กระบะของผู้ฟ้องคดี ทำให้ได้รับความเสียหายและบุตรชายของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการขับรถ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๗/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ นายภัย พิมพ์วงษา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง ที่ ๑ นายสมัค ยานกาย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๖/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาของเด็กชายอภิศักดิ์ พิมพ์วงษา ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ขับรถบรรทุกน้ำสิบล้อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งบรรทุกน้ำเต็มคันรถไปตามถนนสายอุทุมพรพิสัย - ศรีสะเกษ จากอำเภออุทุมพรพิสัยมุ่งหน้าไปทางสี่แยกส้มป่อย ตำบลสำโรง ถึงที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านสง่างามการเกษตร ตำบลสำโรง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ขณะนั้นผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บ - ๙๗๓๒ สุรินทร์ จอดอยู่ทางด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางของถนนและเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาไว้เพื่อรอจะเลี้ยวเข้าไปในร้านสง่างามการเกษตร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขับรถบรรทุกน้ำมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควร ทำให้ไม่สามารถหยุดห้ามล้อได้ทัน จึงได้พุ่งชนเข้าที่ด้านท้ายของรถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีขับอย่างแรง เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และเด็กชายอภิศักดิ์ พิมพ์วงษา ซึ่งเป็นบุตรของผู้ฟ้องคดีและนายบุญเดช เมืองจันทร์ ถึงแก่ความตาย ต่อมาศาลจังหวัดศรีสะเกษพิพากษาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ มาตรา ๓๐๐ และมาตรา ๓๙๐ ให้จำคุก ๒ ปี ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับการเยียวยาหรือชดใช้ค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าปลงศพ

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ทำบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ ผลแห่งสัญญานี้ทำให้สิทธิในการฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีที่จะฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้างย่อมระงับสิ้นไป

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มิใช่คดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับการร้องขอรับการสนับสนุนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคจากวัดบ้านแก โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ขับรถบรรทุกน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เต็มคันรถไปตามถนนสายอุทุมพรพิสัย - ศรีสะเกษ มุ่งหน้าไปทางสี่แยกส้มป่อย ตำบลสำโรง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ถึงบริเวณหน้าร้านสง่างามการเกษตร ตำบลสำโรง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ขับรถคันดังกล่าวเข้าพุ่งชนรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บ - ๙๗๓๒ สุรินทร์ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีผู้ฟ้องคดีเป็นคนขับจอดอยู่ในทางด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางถนนและเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาไว้รอเพื่อเลี้ยวเข้าไปในร้านสง่างามการเกษตร เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และเด็กชายอภิศักดิ์ พิมพ์วงษา บุตรของผู้ฟ้องคดี และนายบุญเดช เมืองจันทร์ ถึงแก่ความตาย การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ขับรถบรรทุกน้ำให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขับรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เป็นการบริการสาธารณะเกี่ยวกับการให้มีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และการเกษตร ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๖๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง หรือดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้วเกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีและนายบุญเดช เมืองจันทร์ ถึงแก่ความตาย กรณีจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะเกี่ยวกับการให้มีน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค เมื่อมีการกล่าวหาว่าได้กระทำละเมิดดังกล่าวอันเกี่ยวเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่า ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายอภิศักดิ์ พิมพ์วงษา ผู้ตาย ได้ทำบันทึกต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ตกลงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่ง กรณีบุตรชายถึงแก่ชีวิตเป็นเงิน๑๐๐,๐๐๐ บาท จากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จำนวน ๗๐,๐๐๐ บาท และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นสัญญาในทางแพ่ง ซึ่งผลของการทำข้อตกลงดังกล่าว เป็นเหตุให้มูลละเมิดระงับสิ้นไป คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาของผู้ตายได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นการฟ้องเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐก็จริง แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ขับรถบรรทุกสิบล้อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งบรรทุกน้ำเต็มคันรถแล้วไปชนรถของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีและผู้เสียหายรายอื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บหลายรายและได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้ โดยเรียกร้องค่าปลงศพและค่าเสียหาย แล้วจึงมาฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการกระทำทางกายภาพ คือ การขับรถ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ หรือคำสั่งทางปกครอง หรือสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการกำหนดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดอันมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขับรถยนต์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยขับรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขับรถคันดังกล่าวโดยประมาทชนกับรถยนต์กระบะของผู้ฟ้องคดี ทำให้ได้รับความเสียหายและบุตรชายของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการขับรถ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายภัย พิมพ์วงษา ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง ที่ ๑ นายสมัค ยานกาย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายภัย พิมพ์วงษา
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2557
#566627
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องของมหาวิทยาลัยเอกชน จำเลยที่ ๑ กับพวก กรณีมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งอธิการบดี และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดีโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ และโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นอธิการบดี มีอำนาจหน้าที่บริหารงานภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ โดยมีค่าตอบแทน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้าง อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งสัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์ก็เป็นเพียงการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินธุรกิจในการให้บริการด้านการศึกษาได้เท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายค่าจ้างเดือนสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานภาค ๕

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานภาค ๕โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยพายัพ ที่ ๑ นางเพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ ที่ ๒ นายอำนวย ทะพิงค์แก ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแรงงานภาค ๕ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ เริ่มทำงานเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ตำแหน่งผู้สอน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๙ โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดี มีวาระตำแหน่ง ๕ ปี และเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๓ สภามหาวิทยาลัยของจำเลยที่ ๑ มีมติเห็นชอบให้ต่อวาระการดำรงตำแหน่งของโจทก์อีกหนึ่งวาระ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ถึง ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ แต่เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๓ มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งจำเลยที่ ๑ กลับมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๓ ว่าอนุมัติให้ต่ออายุการทำงานให้แก่โจทก์เพียง ๑ ปี คือตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ถึง ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ และเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕ นายกสภามหาวิทยาลัยพายัพ จำเลยที่ ๓ ได้มีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำความผิด อันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายค่าจ้างเดือนสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม เป็นเงิน ๑๕,๙๔๒,๖๕๖.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มิใช่สัญญาจ้างแรงงาน แต่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของโดยเมื่อโจทก์เกษียณอายุงานตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ ๑ จะประเมินศักยภาพของโจทก์ทุกปี หากโจทก์ผ่านการประเมินศักยภาพ จำเลยที่ ๑ จึงจะทำสัญญาจ้างกับโจทก์โดยมีกำหนดเวลา ๑ ปี เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ผ่านการประเมินโดยมติของสภามหาวิทยาลัย จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิที่จะไม่จ้างโจทก์ โดยหลังจากที่โจทก์เกษียณอายุงานแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้จ่ายเงินชดเชยจากการเกษียณอายุงานให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีหน้าที่ชำระค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดให้แก่โจทก์ อนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๘/๒๕๕๕ ขอให้เพิกถอนคำสั่งสภามหาวิทยาลัยพายัพที่ ๑/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕ เรื่องการพ้นจากตำแหน่งอธิการบดี โดยโจทก์อ้างว่าคำสั่งดังกล่าวออกโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๙๖ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อน คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กำหนด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ได้กระทำการใดๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างหรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานภาค ๕ พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันการศึกษาเอกชน มิได้มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทั้งตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ ๑ จ้างโจทก์เป็นอาจารย์ผู้สอนมาแต่เดิม ต่อมาจึงมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นอธิการบดี มีอำนาจหน้าที่บริหารงานภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ โดยมีค่าตอบแทน สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ดังนั้น การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด อันเป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทั้งยังมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่าย รวมทั้งสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นกรณีการฟ้องเรียกร้องว่าจำเลยที่ ๑ รวมตลอดถึงจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างแรงงาน แม้ตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติว่า กิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็เป็นเพียงการกำหนดไว้มิให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์มาใช้บังคับเท่านั้น กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แต่โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๙ วรรคสาม บัญญัติให้การจัดการศึกษาอบรมให้แก่ประชาชนเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐที่รัฐจะต้องจัดทำ รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้เอกชนจัดทำ และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๘ บัญญัติให้สถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ และพระราชบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติโครงสร้างและการดำเนินการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตลอดจนบทบัญญัติเกี่ยวกับปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะไว้ทำนองเดียวกันกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและอยู่ภายใต้การกำกับและควบคุมดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ตลอดจนการดำเนินงานหลายประการในทำนองเดียวกันกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองและให้ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายในการดำเนินกิจการดังกล่าว ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ประกอบกับพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กำหนดโครงสร้างการบริหารและการดำเนินงาน ตลอดจนการบริหารงานบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในทำนองเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาเอกชนกับผู้ปฏิบัติงานในสถาบันต้องถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ตลอดจนกฎกระทรวง ข้อบังคับและระเบียบที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้และเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ อันเนื่องจากลักษณะหรือสภาพงานด้านการบริหารจัดการศึกษาหรือการจัดการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา มีลักษณะแตกต่างจากลักษณะการทำงานของลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไป ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ จ้างโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งอาจารย์ผู้สอน โดยโจทก์มีหน้าที่ให้การศึกษาหรือทำการสอนแก่นักศึกษาในสังกัดของจำเลยที่ ๑ และการที่จำเลยที่ ๓ แต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มีหน้าที่บริหารกิจการของจำเลยที่ ๑ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อกำหนด ระเบียบ และข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน รวมทั้งนโยบายและมติของสภาสถาบันตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งการแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีและการถอดถอนโจทก์ให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวต้องปฏิบัติตามมาตรา ๓๔ (๑๕) และ (๑๙) มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๘ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ รวมทั้งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนที่มีขึ้นเพื่อให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะด้านการศึกษากับจำเลยที่ ๑ ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศึกษาให้บรรลุผล อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา ๕๗๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะทางด้านการศึกษาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตามกฎหมาย สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ โดยโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าว กรณีจึงมีเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามกรณีจำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีของจำเลยที่ ๑ และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิด อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายค่าจ้างเดือนสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า สัญญาจ้างฉบับพิพาทมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นสัญญาจ้างทำของ เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุราชการแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงประเมินศักยภาพของโจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่โจทก์ไม่ผ่านการประเมิน จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิที่จะไม่จ้างโจทก์ โดยจ่ายเงินชดเชยจากการเกษียณอายุงานให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีหน้าที่ชำระค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างหรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ กรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าสัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เห็นว่า คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ โดยมีความเป็นอิสระในการบริหารและการจัดการศึกษา โดยมีการกำกับ ติดตามประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ แต่โดยที่จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ และโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นอธิการบดี มีอำนาจหน้าที่บริหารงานภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ โดยมีค่าตอบแทน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้าง อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งสัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์ก็เป็นเพียงการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินธุรกิจในการให้บริการด้านการศึกษาได้เท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายค่าจ้างเดือนสุดท้าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์ โจทก์ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่ ๑ นางเพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ ที่ ๒ นายอำนวย ทะพิงค์แก ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์
จำเลย — มหาวิทยาลัยพายัพ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 26/2557
#573955
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ประพฤติตัวสุรุ่ยสุร่าย สามารถดูแลตนเองได้เช่นปกติทั่วไป มีร่างกายแข็งแรง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถพูดคุยกับบุคคลทั่วไปได้ตามปกติแล้วนั้น หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องขอของผู้ร้องก็จะมีผลกระทบต่อสิทธิ สถานะและความสามารถของผู้ร้องซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 2 มาตรา 32 และมาตรา 36 จึงเป็นคดีครอบครัว แม้ว่าคดีนี้เดิมศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นศาลที่มีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความมาสารถเนื่องจากขณะนั้นศาลเยาวชนและครอบครัวยังไม่เปิดทำการในท้องที่ดังกล่าว แต่เมื่อขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลเยาวชนและครอบครัวเปิดทำการแล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัวจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาว ป. น้องสาวของผู้ร้อง ต่อมานางสาว ป. ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องอยู่ในความพิทักษ์ของนาง ต. มารดาของผู้ร้อง ขณะนี้นาง ต. ถึงแก่ความตายไปแล้วเช่นกัน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ปัจจุบันผู้ร้องไม่ได้ประพฤติตัวสุรุ่ยสุร่าย สามารถดูแลตนเองได้เช่นปกติทั่วไป มีร่างกายแข็งแรง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถพูดคุยกับบุคคลทั่วไปได้ตามปกติ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

ศาลประกาศนัดไต่สวนตามระเบียบแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ในวันนัดฟังประเด็นกลับ ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ประพฤติตัวสุรุ่ยสุร่าย สามารถดูแลตนเองได้เช่นปกติทั่วไป มีร่างกายแข็งแรง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถพูดคุยกับบุคคลทั่วไปได้ตามปกติแล้วนั้น หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องขอของผู้ร้องก็จะมีผลกระทบต่อสิทธิ สถานะและความสามารถของผู้ร้องซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 2 มาตรา 32 และมาตรา 36 จึงเป็นคดีครอบครัว แม้ว่าคดีนี้เดิมศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นศาลที่มีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความมาสารถเนื่องจากขณะนั้นศาลเยาวชนและครอบครัวยังไม่เปิดทำการในท้องที่ดังกล่าว แต่เมื่อขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลให้ผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลเยาวชนและครอบครัวเปิดทำการแล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัวจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 7 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ล. หรือ ส.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 25/2557
#566626
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองถูกเอกชนยื่นฟ้องตามสัญญาจะซื้อจะขายอุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปิดหัวตัดเคเบิลทองแดงเพื่อไปใช้ในงานที่เป็นกิจการโทรศัพท์ ขอให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนภารกิจหลักของจำเลยเท่านั้น ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ บริษัทเอช. ที. แอนด์ ที. คอมมิวนิเคชั่นส์ อีควิปเมนท์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๐๐/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ จำเลยออกประกาศประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประกวดราคาซื้ออุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อ (HEAT SHRINK CLOSURE) จำนวน ๑๑ รายการ โดยพัสดุที่จะซื้อต้องมีคุณลักษณะเฉพาะตรงตามที่กำหนดไว้ใน "Specification No.OES-001-028-03" ซึ่งโจทก์เป็นผู้ประกวดราคาได้จำนวน ๑๑ รายการ วงเงิน ๙,๐๖๖,๐๒๘ บาท โดยโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับจำเลยเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ ซึ่งในสัญญาจะกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุใน "Specification No.OES-001-028-03" ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ จำเลยสั่งซื้อพัสดุสิ่งของตามสัญญา จำนวน ๕ รายการ เป็นเงิน ๔,๓๐๔,๐๙๖ บาท จากโจทก์ โดยโจทก์ส่งมอบพัสดุสิ่งของจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว พร้อมขอรับเงินค่าพัสดุสิ่งของรวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินรวม ๔,๖๐๕,๓๘๒.๗๒ บาท แต่จำเลยไม่ยอมรับพัสดุสิ่งของ ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ และบอกเลิกสัญญา ทั้งที่โจทก์ส่งพัสดุสิ่งของถูกต้องตรงตามคุณลักษณะเฉพาะใน "Specification No.OES-001-028-03" ตามสัญญาซื้อขายและกรมวิทยาศาสตร์บริการทำการตรวจทดลองแล้วรับรองว่าสามารถใช้งานได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕,๔๐๙,๔๐๕.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔,๖๐๕,๓๘๒.๙๒ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายพัสดุแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับโจทก์เพื่อซื้ออุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อเพื่อไปใช้ในงานที่เป็นกิจการโทรศัพท์ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามสัญญาจำนวน ๕ รายการ โจทก์ส่งมอบสินค้าเกินกำหนดเวลาและไม่ตรงตามข้อกำหนดในสัญญา ทั้งไม่ผ่านการตรวจรับจากคณะกรรมการตรวจรับ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าสิ่งของจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายอุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อฉบับพิพาท แม้จะมีจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อโดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบอุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อตามที่กำหนดไว้ใน "Specification No.OES-001-028-03" ให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปติดตั้งต่อไป อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยในการจัดให้มีบริการสาธารณะก็ตาม แต่สัญญาจะซื้อจะขายอุปกรณ์ดังกล่าวที่โจทก์จำเลยได้จัดทำขึ้นนั้นมิได้มีลักษณะหรือวัตถุประสงค์เป็นสัญญาทางปกครองตามนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กล่าวคือ ไม่เป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะเพราะในกรณีนี้จำเลยยังคงเป็นผู้ติดตั้งอุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อที่สั่งซื้อจากโจทก์เพื่อกิจการโทรศัพท์ด้วยตนเองโดยตรงอันเป็นการดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนและดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันหรือซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์ตามวัตถุประสงค์ขององค์กร โดยจำเลยมิได้มอบหมายภารกิจของรัฐ ให้โจทก์ดำเนินการแทนหรือร่วมจัดทำด้วยแต่อย่างใด นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวก็ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพราะอุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายก็เป็นเพียงอุปกรณ์ส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยสามารถกระทำการบริการสาธารณะไปได้ตามวัตถุประสงค์เท่านั้น มิได้เป็นสิ่งสาธารณูปโภคที่มีไว้ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ซึ่งตามข้อเท็จจริงในเอกสารท้ายคำฟ้องและคำให้การ ปรากฏว่า อุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อเป็นสินค้าที่สามารถหาซื้อทดแทนกันได้ในท้องตลาด กล่าวคือ กรณีโจทก์ส่งมอบพัสดุให้จำเลยไม่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือส่งมอบไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องหรือไม่ผ่านการตรวจรับจากคณะกรรมการตรวจรับ จำเลยมีสิทธิยกเลิกสัญญาและสามารถดำเนินการจัดซื้อทดแทนได้โดยโจทก์ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยใช้ในการบริการสาธารณะ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่เป็นสัญญาสนับสนุนให้การจัดทำบริการสาธารณะสำเร็จลุล่วงไปได้ ดังนั้น สัญญาจะซื้อจะขายฉบับพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่ คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายพัสดุแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์จัดหาอุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อ (HEAT SHRINK CLOSURE) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปิดหัวตัดเคเบิลทองแดงทั้งในอากาศและใต้ดิน เพื่อป้องกันน้ำเข้าหัวตัดต่อ โดยมีชุด Ground เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วไหล อุปกรณ์ดังกล่าวต้องนำไปใช้ในส่วนงานปฏิบัติการด้านข่ายสายตอนนอกทั้งในนครหลวงและภูมิภาคในการสร้างโครงข่ายขยายหมายเลข หรือบำรุงรักษาจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญและจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านบริการสื่อโทรคมนาคมทุกประเภทของจำเลยบรรลุผล นอกจากนี้ข้อกำหนดข้อ ๑ ของสัญญาในส่วนที่กำหนดว่า ตลอดอายุสัญญานี้ ผู้จะขายรับจะจัดหาสิ่งของที่จะขายตามวรรคหนึ่งเตรียมไว้ให้แก่ผู้จะซื้อได้อย่างเพียงพอตามจำนวนที่คู่สัญญาได้ตกลงประมาณการไว้ในภาคผนวกแนบท้ายสัญญานี้ แต่ผู้จะซื้ออาจสั่งซื้อจริงน้อยกว่าจำนวนประมาณการดังกล่าวก็ได้ ผู้จะซื้อสงวนสิทธิที่จะไม่ซื้อของที่จะขายตามวรรคหนึ่งรายการใด ก็ได้ตามการเปลี่ยนแปลงของแผนงาน และหรือความจำเป็นในการใช้งาน โดยผู้จะซื้อไม่ต้องรับผิดชอบเสียค่าเสียหายใด ๆ ต่อผู้จะขายทั้งสิ้น และข้อ ๑๔ ที่กำหนดให้ต้องใช้เรือไทยในการขนส่งสินค้าที่จะส่งมอบตามสัญญาเป็นข้อกำหนดที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาระหว่างเอกชนทั่วไป และมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของหน่วยงานทางปกครองที่มีเหนือกว่าเอกชนและแสดงถึงความจำเป็นของหน่วยงานทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะที่ต่อเนื่องและสอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้ รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมกิจการของคนไทย สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยไม่ตรวจรับงาน ไม่ยอมรับพัสดุ และบอกเลิกสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๑/๒๕๔๖ ที่ ๘/๒๕๔๘ ที่ ๑๕/๒๕๕๐ ที่ ๑๘/๒๕๕๐ ที่ ๓๗/๒๕๕๐ ที่ ๔/๒๕๕๑ ที่ ๙/๒๕๕๑ ที่ ๒๗/๒๕๕๑ ที่ ๒๓/๒๕๕๔ ที่ ๓๘/๒๕๕๔ ที่ ๗/๒๕๕๕ และที่ ๙/๒๕๕๕

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณกับโจทก์เพื่อซื้ออุปกรณ์ตอนนอกประเภทหัวต่อเพื่อไปใช้ในงานที่เป็นกิจการโทรศัพท์ ตามกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุใน "Specification No.OES-001-028-03" แต่จำเลยไม่ยอมรับพัสดุสิ่งของ ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ และบอกเลิกสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าว เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวมาข้างต้น และมิใช่สัญญาที่จำเลยมอบให้โจทก์เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลย คงมีสาระสำคัญเป็นการให้โจทก์จัดหาและส่งมอบอุปกรณ์ให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปใช้ในส่วนงานปฏิบัติการเท่านั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนภารกิจหลักของจำเลยเท่านั้น และไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทเอช. ที. แอนด์ ที. คอมมิวนิเคชั่นส์ อีควิปเมนท์ จำกัด โจทก์ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอช. ที. แอนด์ ที. แอนด์ ที. คอมมิวนิเคชั่นส์
อีควิปเมนท์ จำกัด
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2557
#566625
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐชำระเงินค่าเสียหาย กรณีผิดสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ สภาวิชาชีพบัญชี จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลย จัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยทำสัญญาพิพาทว่าจ้างโจทก์ดำเนินการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของจำเลย เพื่อให้บุคลากรของจำเลยได้ใช้งาน สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงการที่จำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์เข้ามาดำเนินการจัดการงานทางธุรการเพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ ก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ บริษัทโสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๕๖/๒๕๕๔ ความว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ดำเนินการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สามารถรองรับภาระหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชี รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับระบบงานที่จำเลยใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันของบริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกันไว้กับจำเลย จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงจะดำเนินการภายใน ๓๖๐ วัน ตามเงื่อนไขการส่งมอบและการรับมอบตามสัญญา ข้อ ๘ ในระหว่างดำเนินการจำเลยผิดสัญญา โดยไม่สามารถหาข้อยุติของความต้องการระบบ ทำให้โจทก์ไม่สามารถที่จะพัฒนาระบบได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง เป็นเหตุให้เกิดความล่าช้าในการทำงานของโจทก์ และโจทก์ได้ส่งมอบงวดงานให้จำเลยตามสัญญาบางส่วนแล้ว คิดเป็นเงิน ๓๔,๐๔๑,๐๐๐ บาท แต่จำเลยชำระค่าจ้างให้เพียง ๖,๙๗๓,๔๐๐ บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างที่ค้าง จำนวน ๒๗,๐๖๗,๖๐๐ บาท และค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบธุรกิจ จำนวน ๖๕,๖๗๐,๒๔๔.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ รวมทั้งให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของบริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คืนแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โจทก์ไม่สามารถออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้รองรับและปฏิบัติงานได้ตามความต้องการ และจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องแล้วแต่กลับเพิกเฉย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างรวมทั้งคืนหนังสือค้ำประกันให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นแรกว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า หน่วยงานทางปกครอง หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง จำเลยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชี โดยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม การกำหนดมาตรฐาน การกำหนดจรรยาบรรณ การขึ้นทะเบียน การรับรอง การควบคุม การช่วยเหลือ การออกข้อบังคับ การเป็นตัวแทน การให้คำปรึกษาและการดำเนินการอื่นๆ ตามความในมาตรา ๖ ประกอบมาตรา ๗ (๑) ถึง (๑๔)โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการ และมีกรรมการจากผู้แทนส่วนราชการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพของหัวหน้าส่วนราชการและผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๒๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๙ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยย่อมเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง จึงถือว่าจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประเด็นต่อมาว่า สัญญาจ้างพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาจ้างพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพราะมูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเกิดจากการที่จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สามารถรองรับภาระหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชีรวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับระบบงานที่จำเลยใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อให้บุคลากรของจำเลยได้ใช้งานในการตรวจสอบผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเกี่ยวกับการทำบัญชี การสอบบัญชี การบัญชีบริหาร การวางระบบบัญชี การบัญชีภาษีอากร การศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชีหรือบริการด้านอื่นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกิจกรรมในทางธุรกิจต่างๆ สมควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีอยู่ภายใต้การดูแลของสภาวิชาชีพเดียวกัน เพื่อเป็นศูนย์รวมและส่งเสริมความเป็นปึกแผ่น รวมทั้งให้ความรู้และพัฒนาส่งเสริมมาตรการประกอบวิชาชีพบัญชีเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีคุณภาพและมาตรฐานและมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ตลอดจนเพื่อให้มีการควบคุมจรรยาบรรณการประกอบวิชาชีพซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องเฉพาะบุคลากรของจำเลยและผู้ประกอบวิชาชีพ โดยบุคคลทั่วไปไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้องในระบบดังกล่าว ซึ่งเป็นการว่าจ้างให้โจทก์พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพียงเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรในองค์กรของจำเลยในการใช้งานเพื่อตรวจสอบผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเท่านั้น ย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งไม่ใช่สัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยมาตรา ๖ กำหนดให้จำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชี และมาตรา ๗ กำหนดให้จำเลยมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษา การอบรม และการวิจัยเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี การกำหนดมาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการสอบบัญชี และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี การกำหนดจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี การรับขึ้นทะเบียนการประกอบวิชาชีพบัญชี ออกใบอนุญาต พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี การรับรองปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาการบัญชีของสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการรับสมัครเป็นสมาชิก การรับรองความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพบัญชี การควบคุมความประพฤติ และการดำเนินงานของสมาชิกและผู้ขึ้นทะเบียนอันเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพบัญชีให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพบัญชี และมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการอื่น เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพตามพระราชบัญญัตินี้ อันเป็นการมอบหมายให้จำเลยใช้อำนาจรัฐซึ่งเป็นอำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครอง จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาจ้างพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามสัญญาเลขที่ ๕/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของจำเลย เพื่อให้สามารถรองรับภาระหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชี รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับระบบงานที่จำเลยใช้อยู่ในปัจจุบันได้ โดยโจทก์สามารถทำงานทั้งโครงการในลักษณะการทำงานแบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร ได้แก่ การพัฒนาหรือจัดหาระบบงาน เช่น ระบบงานทะเบียน ระบบงานอบรมสัมมนา และระบบฐานความรู้ การจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาระบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน การติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างครบวงจร การบริหารโครงการ รวมถึงการให้บริการสนับสนุน การฝึกอบรม และอื่นๆ ในลักษณะโครงการเบ็ดเสร็จด้วย จึงเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลย ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชี รวมทั้งควบคุมการประกอบวิชาชีพบัญชีตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลยให้บรรลุผล อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างและค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าว กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐชำระเงินค่าเสียหาย กรณีผิดสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษา การอบรม และการวิจัยเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี การกำหนดมาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการสอบบัญชี และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี ฯลฯ ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยทำสัญญาพิพาทว่าจ้างโจทก์ โดยมีสาระสำคัญว่าให้โจทก์พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของจำเลย เพื่อให้สามารถรองรับภาระหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพบัญชี รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับระบบงานที่จำเลยใช้อยู่ในปัจจุบันได้ โดยโจทก์สามารถทำงานทั้งโครงการในลักษณะการทำงานแบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร เพื่อให้บุคลากรของจำเลยได้ใช้งานในการตรวจสอบผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเกี่ยวกับการทำบัญชี ดังนี้ การดำเนินการตามข้อสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงการที่จำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์เข้ามาดำเนินการจัดการงานทางธุรการเพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่มีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ ก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทโสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) โจทก์ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2557
#566624
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎตามคำให้การว่า ขณะผู้ฟ้องคดีได้รับการแต่งตั้งยศแล้วได้นำใบสำคัญ สด. ๙ แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายไปขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการ จนทำให้เจ้าหน้าที่สัสดีผิดหลงออกใบสำคัญ สด. ๓ ขึ้นทะเบียนกองประจำการให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ และข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ ประกอบข้อบังคับทหารที่ ๑๑/๑๖๕๓๖

ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ซึ่งเป็นข้อบังคับและระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับวินัยทหาร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ กรณีจึงเป็นเรื่องวินัยทหารตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๕๗

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๐๐/๒๕๕๕ กรณีผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยเมื่อปี ๒๕๓๑ ผู้ฟ้องคดีได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่งรักษาราชการอาจารย์ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๗๒๐/๓๐ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ และต่อมาได้รับพระราชทานยศร้อยตรี ผู้ฟ้องคดีจึงได้รับการยกเว้นไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติ กล่าวคือ ไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารกองเกิน ตามมาตรา ๑๔ (๗) แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ นับแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ เป็นต้นไป และในปี ๒๕๓๒ ผู้ฟ้องคดีได้ลาออกจากการรับราชการทหาร ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๒๗๐/๓๒ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๓๒ ต่อมาในปี ๒๕๔๒ ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีผู้ร้องเรียนต่อกระทรวงกลาโหมว่า การเข้ารับราชการทหารของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นไปตามกฎหมาย โดยใช้หลักฐานทางทหารไม่ถูกต้อง กระทรวงกลาโหมจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งจเรทหารบกเป็นกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารกองประจำการกรณีดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถหาพยานหลักฐานประกอบสำนวนการสอบสวนได้อย่างครบถ้วน กับทั้งไม่ได้เรียกให้ผู้ฟ้องคดีไปให้ปากคำและแสดงพยานหลักฐาน แต่ได้สรุปรายงานการสอบสวนโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี ต่อมาเมื่อปลายปี ๒๕๕๑ ผู้ฟ้องคดีได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ดำเนินการถอดชั้นยศของผู้ฟ้องคดีพร้อมทั้งเรียกคืนเบี้ยหวัด เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินและสมัครเข้ารับราชการทหารโดยใช้เอกสารอันเป็นเท็จ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามที่มีการร้องเรียนไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะถอดถอนชั้นยศและเรียกคืนเบี้ยหวัด เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาและไม่เคยมีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดในกรณีดังกล่าว เมื่อพรรคเพื่อไทยได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้เสนอเรื่องให้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยดำเนินการสอบสวนกรณีผู้ฟ้องคดีสมัครเข้ารับราชการที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าวอีกครั้ง โดยไม่มีการเรียกผู้ฟ้องคดีไปให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐานใดๆ และในระหว่างนั้น สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยถอดถอนชั้นยศและเรียกเบี้ยหวัดคืนจากผู้ฟ้องคดี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ ๔๔๔/๕๕ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๕ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการสอบสวน กรณีการบรรจุเข้ารับราชการการขึ้นทะเบียนกองประจำการ และการแต่งตั้งยศทหารของผู้ฟ้องคดี โดยคณะกรรมการดังกล่าวได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีมาให้การและนำส่งเอกสารภายในเวลาที่กำหนดหรือให้นัดหมาย วัน เวลา มาให้การหรือส่งเอกสารหลักฐานในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นในการสอบสวนพร้อมขอเลื่อนกำหนดวันให้การ แต่คณะกรรมการสอบสวนยืนยันให้ผู้ฟ้องคดีไปให้ปากคำแล้วรีบสรุปสำนวนการสอบสวนเสนอให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีใช้เอกสารใบสำคัญ สด. ๙ ที่ชำรุดสูญหาย ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๑ อันมีข้อความสาระสำคัญเป็นเท็จไปประกอบการขึ้นทะเบียนกองประจำการ ณ จังหวัดนครนายก จนทำให้เจ้าหน้าที่สัสดีผิดหลงออกใบสำคัญ สด. ๓ ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ ขึ้นทะเบียนกองประจำการให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำที่ละเมิดศีลธรรม จริยธรรม และแบบธรรมเนียมทหารของนายทหารสัญญาบัตร เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แห่งตน เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนซึ่งไม่ได้รับฟังคำให้การของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีมีพฤติการณ์หรือเจตนากลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีและหวังผลทางการเมือง เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีขาดสมาชิกภาพในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้อีกต่อไป ผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการโดยถูกต้องตามกฎหมาย เอกสารใบสำคัญ สด. ๙ ที่กล่าวอ้างว่าเป็นเอกสารเท็จเป็นเอกสารที่ออกโดยสัสดีซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจหน้าที่และไม่มีส่วนเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารดังกล่าว เมื่อมีการลงรายการผิดก็เป็นความบกพร่องของสัสดี เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ลาออกจากการรับราชการทหารกองประจำการเป็นนายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๒ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๒๗๐/๓๒ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๓๒ แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร เนื่องจากทหารที่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารคือ กองประจำการและทหารประจำการ ส่วนทหารกองเกินและทหารกองหนุนนั้น เป็นทหารที่ไม่ได้รับราชการและมิได้อยู่ประจำหน่วยทหาร ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจลงโทษผู้ฟ้องคดีว่ากระทำความผิดทางวินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เป็นคำสั่งทางปกครองที่เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เป็นคำสั่งเกี่ยวกับวินัยทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้ข้อยุติชัดเจนว่าผู้ฟ้องคดีได้ใช้เอกสารใบสำคัญ สด. ๙ ฉบับใบแทนลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๑ ที่ระบุว่าผู้ฟ้องคดีขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองเกินเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๑ อันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นเอกสารเท็จไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานสัสดี จังหวัดนครนายก เพื่อให้ได้รับสิทธินับเวลารับราชการทหารในกองประจำการตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ ตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำผิดวินัยทหารร้ายแรงตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจปลดออกจากราชการหรือถอดจากยศทหารได้ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แม้ปัจจุบันผู้ฟ้องคดีจะเป็นนายทหารนอกราชการ แต่การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ฟ้องคดียังเป็นนายทหารสัญญาบัตรประจำการซึ่งอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ที่ไม่มีอายุความและไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินการทางปกครองเนื่องจากกระทำผิดวินัยกับผู้ที่เป็นนายทหารนอกราชการ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวและข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ ประกอบข้อบังคับทหารที่ ๑๑/๑๖๕๓๖ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรที่กำหนดให้นายทหารนอกราชการต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับคำสั่งและแบบธรรมเนียมทหาร เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทราบรายงานผลการสอบสวนจึงมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการโดยให้มีผลนับแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ ซึ่งเป็นวันที่กระทำผิดจึงกระทำได้ ผู้ฟ้องคดียังคงมีสถานะเป็นนายทหารนอกราชการ สังกัดทหารบกกรุงเทพ กระทรวงกลาโหม โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีอำนาจออกคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ (มีผลเท่ากับเปลี่ยนแปลงสถานภาพและประเภทนายทหารของผู้ฟ้องคดีออกจากนายทหารประเภทที่ ๑ เป็นนายทหารกองหนุนหรือนายทหารประเภทที่ ๔) นอกจากนี้ คณะกรรมการที่กระทรวงกลาโหมแต่งตั้งได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีมาให้การหรือให้ปากคำหรือนำส่งพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องตามสมควร และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว และกระบวนการออกคำสั่งเป็นไปตามระเบียบแบบแผนของกระทรวงกลาโหมและแบบธรรมเนียมการปฏิบัติทางทหาร คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นต้องพิจารณาว่ากรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ เมื่อพิเคราะห์มาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ และพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ จะเห็นได้ว่า ทหารที่ต้องอยู่ในบังคับที่จะถูกดำเนินการทางวินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ต้องเป็นทหารตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้แก่ ข้าราชการทหารซึ่งคือทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ทหารกองประจำการ รวมทั้งนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมและทหารกองเกินหรือกองหนุนที่ถูกเรียกเข้ารับราชการในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาการทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมและในการระดมพลตามมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและปรากฏจากการไต่สวนคู่กรณีของศาลได้ความว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๗๒๐/๓๐ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ และคำสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นนายทหารสัญญาบัตรตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๓๙/๓๑ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๑ เป็นคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติที่จะบรรจุเข้ารับราชการทหารและผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจที่จะเพิกถอนคำสั่งทั้งสองฉบับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ตามความเห็นและข้อเสนอของคณะกรรมการที่ผู้ถูกฟ้องคดีแต่งตั้ง และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เรื่อง ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ โดยให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๖ เรื่อง เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๗๒๐/๓๐ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ ที่บรรจุผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ และให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๓๘/๓๑ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๑ เฉพาะที่แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นนายทหารสัญญาบัตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๑ โดยผลของคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๖ ซึ่งมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีสถานะเป็นข้าราชการทหารตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ ส่วนประเด็นว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่ให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ มีผลตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นประเด็นในเนื้อหาของคดีที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป จึงเห็นได้ว่า คดีนี้โดยเนื้อหาของเรื่องเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุ แต่งตั้ง การปลดจากประจำการตามที่ผู้ฟ้องคดีขอลาออกจากราชการ และการเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้ง อันเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการกลาโหมตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการเป็นการดำเนินการทางวินัยทหาร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกอบมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกโดยไม่มีอำนาจและเป็นการกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมิใช่เป็นเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุที่มีการปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นั้น สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารใบสำคัญ สด. ๙ ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๑ ซึ่งเป็นฉบับที่แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายอันมีข้อความเป็นเท็จ ดังนั้นในเบื้องต้นประเด็นที่ว่าข้อความในเอกสารใบสำคัญดังกล่าวมีข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่จึงเป็นประเด็นสำคัญ และเมื่อพิจารณาประกอบกับว่าแม้จะรับฟังได้ว่ากระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนเป็นไปโดยมิชอบหรือผู้ถูกฟ้องคดีมีเจตนากลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี จนเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการก็ตาม แต่หากข้อความในเอกสารใบสำคัญดังกล่าวยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ ข้อสงสัยในเอกสารดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่และอาจถูกนำไปอ้างให้เกิดปัญหาเป็นคดีอีกไม่สิ้นสุด ข้อความในเอกสารใบสำคัญดังกล่าวมีข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ จึงเป็นประเด็นหลักที่สำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยโดยศาลเสียก่อนในลำดับแรก เมื่อได้ความเช่นใดแล้วจากนั้นจึงจะมีการวินิจฉัยว่าคำสั่งให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในลำดับต่อไปอันเป็นประเด็นรอง ซึ่งการพิจารณาวินิจฉัยว่าเอกสารใดเป็นเอกสารเท็จหรือไม่ มีการใช้เอกสารอันเป็นเท็จในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่นั้น เป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ส่งผลให้ต้องมีการวินิจฉัยในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม นอกจากนี้ ประเด็นในคดีหลักส่วนหนึ่งที่ยังโต้แย้งกันอยู่มีว่าผู้ฟ้องคดีอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารหรือไม่ ซึ่งควรได้รับการวินิจฉัยในคดีหลัก ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยในชั้นวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล เพราะอาจมีผลครอบงำให้คดีต้องพิพากษาตาม ทำให้ขาดความมีอิสระในการพิจารณาพิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากศาลที่จะต้องพิจารณาพิพากษาในคดีหลักยังคงเป็นศาลเดียวกันกับศาลตามความเห็นซึ่งอยู่ในระดับหน่วยงานเดียวกัน นอกจากนี้การพิจารณาวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารหรือไม่ก็มีความจำเป็นที่ต้องนำกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารมาพิจารณาวินิจฉัยว่าใช้บังคับแก่กรณีหรือไม่ ซึ่งก็เป็นกรณีที่อยู่ในความหมายของคำว่า การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) นั้นเอง ศาลปกครองจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีใช้เอกสารเท็จไปประกอบการขึ้นทะเบียนกองประจำการ จนทำให้เจ้าหน้าที่สัสดีผิดหลงออกใบสำคัญ สด. ๓ ขึ้นทะเบียนกองประจำการให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำที่ละเมิดศีลธรรม จริยธรรม และแบบธรรมเนียมทหารของนายทหารสัญญาบัตร เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แห่งตน เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนซึ่งไม่ได้รับฟังคำให้การของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) บัญญัติให้คดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า การฟ้องเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารหรือไม่

พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "วินัยทหารนั้น คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร" ซึ่งแบบธรรมเนียมของทหาร ได้แก่ บรรดา กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง คำแนะนำ คำชี้แจงและหนังสือต่างๆ ที่ผู้บังคับบัญชาออกหรือวางไว้เป็นหลักฐานให้ทหารปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้งขนบธรรมเนียมและประเพณีอันดีของทหารทั้งที่เป็นและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มาตรา ๗ บัญญัติว่า "ทหารผู้ใดกระทำผิดต่อวินัยทหาร จักต้องรับทัณฑ์ตามวิธีที่ปรากฏในหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้และอาจต้องถูกปลดจากประจำการหรือถูกถอดจากยศทหาร" และโดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๑๕ บัญญัติว่า "วินัยของข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ข้อบังคับและระเบียบแบบแผนที่กระทรวงกลาโหมกำหนด" เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๑๑๖๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง โดยปรากฏข้อเท็จจริงตามคำให้การว่า ขณะผู้ฟ้องคดีได้รับการแต่งตั้งยศแล้วได้นำใบสำคัญ สด. ๙ แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายไปขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการ จนทำให้เจ้าหน้าที่สัสดีผิดหลงออกใบสำคัญ สด. ๓ ขึ้นทะเบียนกองประจำการให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ ประกอบข้อบังคับทหารที่ ๑๑/๑๖๕๓๖ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ซึ่งเป็นข้อบังคับและระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับวินัยทหาร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ กรณีจึงเป็นเรื่องวินัยทหารตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ฟ้องคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ.2502
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 23/2557
#572490
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นภริยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของผู้ตายและมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคนยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตาย กรณีเป็นเรื่องที่ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา1711, 1713, 1718 และมาตรา 1719 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 6 จึงไม่ใช่คดีครอบครัว ส่วนประเด็นว่าผู้คัดค้านเป็นภริยาอีกคนหนึ่งของผู้ตายเนื่องจากมีการจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายตามหลักกฎหมายอิสลามหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ศาลจังหวัดนราธิวาสมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ กรณีไม่มีผลให้อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเปลี่ยนแปลงไป คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจนิมิตร ผู้ตาย และมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคน เป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลยกคำร้องขอของผู้ร้องหรือตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลจังหวัดนราธิวาส เห็นว่า คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยส่วนหนึ่งว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกหรือไม่ กรณีจึงมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนมาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า คดีครอบครัว หมายความว่า คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัว ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว มีความหมายว่า คดีที่เกี่ยวด้วยการสมรส สิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา บิดามารดาและบุตรไม่ว่าในทางใด ซึ่งพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ทั้งหมด คดีที่เกี่ยวด้วยสถานะและความสามารถของบุคคลอันเกี่ยวกับครอบครัวหรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ซึ่งพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ใน บรรพ 1 มาตรา 21 ถึง 28, 32, 43 และ 44 และในบรรพ 6 มาตรา 1610, 1611, 1687 และ 1692 รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว ย่อมถือเป็นคดีครอบครัวทั้งสิ้น คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของผู้ตายและมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคนยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตาย กรณีเป็นเรื่องที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711, 1713, 1718 และมาตรา 1719 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 6 จึงไม่ใช่คดีครอบครัวคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 7 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1711 ม. 1713 ม. 1718 ม. 1719
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ศ.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ฮ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 22/2557
#572159
เปิดฉบับเต็ม

สืบเนื่องจากเดิมผู้ร้องยื่นฟ้อง ร. ในฐานะผู้ปกครองของผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ล. ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองแทน ล. บิดาของผู้เยาว์แก่ผู้ร้องเนื่องจาก ล. ผิดนัดชำระหนี้และเสียชีวิตไปก่อน ต่อมา ร. ซึ่งเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ล. และเป็นมารดาของผู้เยาว์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วแต่ ร. เสียชีวิตลงก่อนมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีได้เพราะผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนเฉพาะคดี กรณีจึงเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีของคดีเดิมซึ่งเป็นคดีแพ่งทั่วไปไม่ใช่คดีครอบครัวที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัวซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (3) แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ดังนั้น ศาลในคดีเดิมจึงมีอำนาจแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวด้วยความสามารถของผู้เยาว์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคท้าย ได้ โดยไม่จำต้องให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว กรณีตามคำร้องขอของโจทก์จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืม สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองของนาย ล. บิดาของผู้เยาว์ นาย ล. ผิดนัดชำระหนี้และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2547 ผู้ร้องจึงยื่นฟ้องนาง ร. ซึ่งเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. และเป็นมารดาของผู้เยาว์ในฐานะผู้ปกครองของผู้เยาว์ให้ชำระหนี้ต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรีและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยศาลมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 57/2548 ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเป็นประกัน แต่ไม่สามารถนำส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่นาง ร. และผู้เยาว์ได้ เนื่องจากนาง ร. เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ส่วนผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนเฉพาะคดี ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเข้าไปในคดีหมายเลขแดงที่ 57/2548 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี แต่ศาลจังหวัดสิงห์บุรียกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าการตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ผู้ร้องจึงมาร้องขอเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งพนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้แทนเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสี่ ให้แก่ผู้เยาว์

ในชั้นตรวจคำร้องขอ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภู เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเดิมผู้ร้องยื่นฟ้องนาง ร. ในฐานะผู้ปกครองของผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนาย ล. ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองแทนนาย ล. บิดาของผู้เยาว์แก่ผู้ร้องเนื่องจากนาย ล. ผิดนัดชำระหนี้และเสียชีวิตไปก่อน ต่อมานาง ร. ซึ่งเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. และเป็นมารดาของผู้เยาว์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่นาง ร. เสียชีวิตลงก่อนมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีได้เพราะผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนเฉพาะคดี กรณีจึงเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีของคดีเดิมซึ่งเป็นคดีแพ่งทั่วไปไม่ใช่คดีครอบครัวที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัวซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (3) แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ดังนั้น ศาลในคดีเดิมจึงมีอำนาจแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวด้วยความสามารถของผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคท้าย ได้ โดยไม่จำต้องให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว กรณีตามคำร้องขอของโจทก์จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 7 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ร้องขอให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีแทน
ผู้เยาว์ — นาย อ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 21/2557
#566623
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องว่า ตนเป็นผู้เช่าที่ดินมีโฉนดและได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ต่อมาหน่วยงานทางปกครองมีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนอาคารเนื่องจากก่อสร้างรุกร้ำคลองสาธารณะ ขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าว เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเช่าที่พิพาทปลูกบ้านตามที่กล่าวอ้างหรือปลูกบ้านรุกล้ำแนวปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๕๗

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่งธนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๕ นายเจริญ คุณาวิริยะสิริ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการเขตราษฎร์บูรณะ ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำ ที่ ๒๒๗๘/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างรุกล้ำคลองดาวคะนองให้พ้นจากที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้เช่าที่ดินบริเวณดังกล่าวอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่าได้ก่อสร้างอาคารในแนวเขตที่ดินหรือในที่ดินส่วนควบของโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๙๒ ของนางสาวมาลี นิลวณิชย์ ผู้ให้เช่า โดยผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารพิพาทจากนางสาวมาลีและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าครอบครัวของนางสาวมาลีได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาทมาก่อนวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ ก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะใช้บังคับ และมิได้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ตามบทยกเว้นของประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารและออกจากที่ดินพิพาทได้ ทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีโต้แย้งและแสดงหลักฐานก่อนออกคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๐ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารหรือสิ่งก่อสร้างส่วนที่รุกล้ำคลองดาวคะนอง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร มีโครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองดาวคะนองถึงประตูระบายน้ำเดิม โดยการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณะพบว่า บ้านของผู้ฟ้องคดีที่ปลูกรุกล้ำแนวเขตที่สาธารณะบริเวณปากคลองดาวคะนอง สำนักการระบายน้ำจึงมีหนังสือขอความร่วมมือสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะดำเนินการรื้อถอนบ้านของผู้ฟ้องคดีที่ปลูกรุกล้ำแนวเขตที่สาธารณะออกไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร (บ้านของผู้ฟ้องคดี) ให้พ้นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี กล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณที่มีการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกคำสั่งให้รื้อถอน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้ปกครองท้องที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการจัดทำบริการสาธารณะและมีอำนาจหน้าที่ดูแลที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งดำเนินการกับผู้รุกล้ำลำคลองสาธารณะ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๔ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีอำนาจดำเนินการใดๆ เพื่อให้ราษฎรโดยทั่วไปสามารถใช้หรือได้รับประโยชน์จากคลองสาธารณะได้ตามสมรรถนะที่ควรจะเป็นดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี ตรวจสอบรังวัดสอบเขตพร้อมจัดทำแผนที่พบว่า สิ่งปลูกสร้างของผู้ฟ้องคดีอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๔๓ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอาศัยอำนาจผู้ปกครองท้องที่ตามที่กฎหมายกำหนดออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์จากคลองสาธารณะดังกล่าวข้างต้น แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างสิทธิการเช่าจากผู้มีชื่อและอ้างว่าปลูกสร้างในที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตรวจสอบเบื้องต้นจากการรังวัดสอบเขตแล้ว จึงได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานในการออกคำสั่งทางปกครอง อันเป็นการใช้อำนาจในทางมหาชนที่เหนือกว่าเอกชน ข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองดังกล่าวจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๔๓ ได้มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๐๘ โดยเจ้าของที่ดินในขณะนั้นได้ยอมรับแนวเขตที่ดินในการรังวัดแบ่งแยกครั้งนี้แล้ว กรณีหาได้มีประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างไม่ คดีนี้เป็นคดีพิพาททางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า อาคารของผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของนางสาวมาลี โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินและไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้าง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า มีบ้านเรือนประชาชน ๑๕ หลัง รวมทั้งของผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์บริเวณปากคลองดาวคะนอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำคลองดาวคะนอง แม้จะไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า อาคารพิพาทอยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยอาศัยสิทธิการเช่าหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เช่าที่ดินมีโฉนดเลขที่ ๓๙๙๒ มีชื่อนางสาวมาลี นิลวณิชย์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างรุกล้ำคลองดาวคะนองให้พ้นจากที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้เช่าที่ดินบริเวณดังกล่าวอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่าได้ก่อสร้างอาคารในแนวเขตที่ดินหรือในที่ดินส่วนควบของโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๙๒ ของนางสาวมาลี ผู้ให้เช่า โดยผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารพิพาทจากนางสาวมาลี และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าครอบครัวของนางสาวมาลีได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาทมาก่อนวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ ก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะใช้บังคับและมิได้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ตามบทยกเว้นของประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารและออกจากที่ดินพิพาทได้ ทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีโต้แย้งและแสดงหลักฐานก่อนออกคำสั่ง เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๐ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารหรือสิ่งก่อสร้างส่วนที่รุกล้ำคลองดาวคะนอง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำตามฟ้องเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างบ้านรุกล้ำแนวเขตที่สาธารณะบริเวณปากคลองดาวคะนองเห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเช่าที่พิพาทปลูกบ้านตามที่กล่าวอ้างหรือปลูกบ้านรุกล้ำแนวปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเจริญ คุณาวิริยะสิริ ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการเขตราษฎร์บูรณะ ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายเจริญ คุณาวิริยะสิริ
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการเขตราษฎร์บูรณะ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2557
#566622
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทไม่เคยยกให้เป็นทางสาธารณะ ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานผู้ชี้แนวเขตและรับรองเขตที่ดินได้ทำการคัดค้านการนำชี้แนวเขต อ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรร่วมกันอันเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และจำเลยที่ ๒ ได้ใช้จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้บุคคลภายนอกนำรถไถต้นไม้และพื้นดินในที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ทางสาธารณประโยชน์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขวน ขุนจิตร์
จำเลย — นายทินกร มุสิกวัตร ในฐานะนายอำเภอสิชล ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ