เอกชนเป็นเจ้าของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าอาคารตั้งอยู่บนทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ์และมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้จะอาศัยครอบครองมานานกว่ายี่สิบปีก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับรัฐ ทะเบียนบ้านเป็นเอกสารตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ มิใช่หลักฐานที่ให้กรรมสิทธิ์ในบ้านที่ขอเลขที่แต่อย่างใด เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีได้สร้างบ้านเรือนและทำประโยชน์บนที่ดินพิพาทที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ต่อมาจึงไปขอออกโฉนดที่ดินแต่ทางราชการไม่ออกให้โดยอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุ เพราะก่อนหน้านั้นจังหวัดลำพูนได้สำรวจที่ดินที่ราษฎรยกให้เพื่อส่งกรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแต่ยังไม่มีการขอออกเอกสารสิทธิ์เป็นที่ราชพัสดุ ต่อมาสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ลำพูนได้ขอออกโฉนดที่ดินที่ขึ้นทะเบียนไว้เป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยปราศจากหลักฐานและมิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) จึงมีสิทธิ์เพียงขอเลขที่บ้านแต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วใช้ดุลพินิจสั่งการจนมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่กระทรวงการคลังตามระเบียบของกรมที่ดิน การที่ต่อมาผู้ฟ้องคดียอมเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ราชพัสดุเพื่อการเกษตรกับกระทรวงการคลังดังกล่าวย่อมถือได้ว่า ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุจริง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งออกโฉนดที่ดินและให้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการรับรองคุ้มครองตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะปฏิบัติตามคำขอได้ต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้าง หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ใดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ จนถึงปัจจุบัน ต่อมา โจทก์ได้ตรวจสอบเอกสารสิทธิเพื่อขอออกโฉนด พบว่าเจ้าพนักงานที่ดินระบุว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าผู้ใหญ่บ้านผู้ปกครองท้องที่ได้ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามโจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเองและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย ว่าโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน โดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ต้นปี ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบัน โจทก์ทราบว่ามีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๒๓๒๔ และภายหลังได้มีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๗๕ โดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๒๖๗๕ และให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่วนจำเลย ที่ ๓ ให้การว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทมาเป็นลำดับขั้นตอน การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๗๕ เป็นโฉนดที่ดินที่ถูกต้องโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาล จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จำเลยปลูกสร้างอาคารศาลาที่พักริมทางรุกล้ำที่ดินโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและศาลาที่พัก พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ที่ชายตลิ่งริมฝั่งทะเล) เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ทายาทคนหนึ่งฟ้องขอให้หน่วยงานทางปกครองเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่ง เพราะบันทึกการยกที่ดินให้มิใช่พินัยกรรม จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า การทำบันทึกและการทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้นาง ย. และผู้ร้องสอดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเนื่องมาจากการทำบันทึกกับการทำพินัยกรรมและสิทธิในทรัพย์มรดกตามที่มีการกล่าวอ้าง จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนว่า ผิดสัญญาจะโอนทะเบียนรถยนต์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์มาเป็นชื่อของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งสัญญาดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้างว่า จะนำไปใช้ในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์และสัญญาจะโอนทะเบียนรถยนต์ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเอกชนกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ผู้ดำเนินการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สื่อสารมวลชนที่ประชาชนสามารถรับชมรายการโทรทัศน์สาธารณะทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓ ช่อง ๕ และช่อง ๙ โดยไม่เสียค่าบริการ ได้ระงับการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร ๒๐๑๒ ตามที่จำเลยที่ ๔ ผู้จัดจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMMZ และเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าวมีหนังสือขอความร่วมมือ ทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่อาจรับชมการถ่ายทอดสดผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ดำเนินการแพร่ภาพและกระจายเสียงรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าว ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าในจำนวนเงินเท่ากับราคากล่องรับสัญญาณดาวเทียม และให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ กับให้มีคำแนะนำไปถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๑ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นการฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในฐานะผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่แม้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะเป็นผู้ประกอบกิจการที่เข้ามาใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ แต่การดำเนินกิจการดังกล่าวก็เป็นการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายเวลาในช่วงโฆษณาให้แก่เอกชนเจ้าของสินค้าและบริการ อันเป็นการประกอบกิจการเพื่อการค้า มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กับโจทก์ทั้งห้าที่มิได้มีการใช้อำนาจทางปกครองดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ในข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ข้อตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นระบบเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมอันเป็นภารกิจหลักของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในขณะนั้นบรรลุผล จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเกณฑ์การคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายตามข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีและขัดแย้งกับกฎหมายที่มีการประกาศใช้บังคับในภายหลัง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากข้อตกลงเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ประกอบกับเป็นข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวพันกับคดีพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง ในคดีของศาลปกครองกลาง จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ เป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า นางสาว ส ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีนางสาว พ (ผู้ตาย) ซ้อนท้าย ขณะที่ขับรถจักรยานยนต์ลงสะพานได้ตกหลุมขนาดกว้าง จนเป็นเหตุให้นางสาว พ พลัดตกอยู่บนพื้นถนน ขณะนั้นจำเลยที่ ๔ ได้ขับขี่รถยนต์ วิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วโดยประมาท พุ่งเข้าทับนางสาว พ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๔ ได้กระทำไป ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้นมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมถนนพิพาทแต่ละเลย ทั้งยังไม่จัดให้มีป้ายหรือเครื่องหมายไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าถนนชำรุด การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย ประเด็นแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนประเด็นแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้โจทก์ฟ้องให้ต้องรับผิดในมูลละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกันเพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองผู้ว่าจ้างและเอกชนผู้รับจ้างปรับปรุงถนนและทางเท้าให้ร่วมกันรับผิดในการที่ไม่ติดตั้งสัญญาณไฟ ป้ายเตือน ฯลฯ ตลอดแนวการก่อสร้างปรับปรุงถนน เป็นเหตุให้ผู้ตายขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณก่อสร้างแล้วล้มลงถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชน ด้วยกัน ที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะในฐานะผู้ว่าจ้าง ตามสัญญาจ้างให้ปรับปรุงถนนและทางเดินเท้าเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องจึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเอกชน อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด เลขที่ ก. จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด เลขที่ ข. ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัด จำเลยที่ ๒ ได้นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และเจ้าหน้าที่รังวัดได้ทำการปักหลักหมุดที่ดิน เลขที่ ค. กับหลักหมุดที่ดิน เลขที่ ง. รุกล้ำที่ดินโจทก์ โดยโจทก์ไม่รู้เห็นและไม่ยินยอม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันจงใจปกปิดเนื้อที่ดินที่แท้จริงไว้โดยไม่สุจริต ต่อมา จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินให้จำเลยที่ ๓ และโดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม การซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ปักเสาเพื่อทำรั้วกั้นตามแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ดินเลขที่ ค. ถึงหลักหมุดที่ดินเลขที่ ง. ตลอดแนวโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดิน และให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดิน และให้รังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ข. ใหม่ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านแนวเขตที่ดิน โจทก์และจำเลยที่ ๓ ยืนยันชี้แนวเขตตามหลักหมุดที่ดินว่าถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ข. ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ที่ซื้อและจดทะเบียนมาโดยสุจริต โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้โจทก์กับจำเลยจะเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน 1 คน แต่โจทก์กับจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินซึ่งนำมาลงทุนและทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงเป็นการขอแบ่งโดยใช้หลักกรรมสิทธิ์รวม ตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ลักษณะ 2 มิได้อยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้ให้เช่ายื่นฟ้องเอกชนผู้เช่าและหน่วยงานของรัฐว่า ผู้เช่านำที่ดินที่เช่าไปออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทับที่ดินของผู้ให้เช่าแล้วนำไปให้ผู้อื่นเช่าต่ออีกทอดหนึ่ง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอน น.ค. ๓, น.ส. ๓ ก. รวมทั้งสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินพร้อมทั้งให้ผู้ให้เช่าเป็นเจ้าของที่ดินและสิทธิการเช่า เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอน น.ค. ๓ และน.ส. ๓ ก. รวมทั้งสิทธิการเช่า พร้อมทั้งให้โจทก์เป็นเจ้าของและสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินของที่ดินแปลงพิพาทก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำเลยที่ ๔ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำเลยที่ ๕ กรมที่ดิน จำเลยที่ ๖ และอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๗ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง หรือจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ที่ครอบครองอยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้บังคับ แต่ยังไม่มีการออกโฉนด และโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วนสืบต่อจากนายทิด ต่อมาทางราชการประกาศให้มีการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวมถึงบริเวณที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ จึงไปยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัด ซึ่งได้รังวัดและออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมลงลายมือชื่อในแบบรับรองการรังวัด อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ จากนั้นโจทก์ยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ทำการรังวัดให้ อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์เห็นว่าไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่เป็นที่ดินของโจทก์ซึ่งโจทก์ไม่เคยสละสิทธิ์ โจทก์จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทตลอดมา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ในส่วนที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานโดยไม่มีการคัดค้าน จึงเป็นการอุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยปริยาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่โจทก์อ้างว่า ได้ขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๓ โดยมีหลักฐานเป็น ส.ค. ๑ จำเลยที่ ๑ คัดค้านแนวเขตและไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต และคัดค้านการรังวัดที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอออกโฉนดที่ดินโดยมีหลักฐานเป็น น.ส. ๓ ต่อจำเลยที่ ๓ และนำรังวัด รุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์และองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์คัดค้านแนวเขตโดยอ้างว่า จำเลยที่ ๑ นำชี้รุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ (ทางเกวียน) จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์โดยกันพื้นที่ส่วนที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านออกไป และมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ ทั้งแปลงซึ่งทับที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้พิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์นำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ และได้คัดค้านแนวเขตที่ดิน โดยทราบดีว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ และคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจเอก อ. ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่า จำเลยทั้งสองไม่แบ่งแยกสินสมรสของโจทก์ซึ่งรวมอยู่ในกองมรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งทั้งในส่วนที่เป็นที่ดินและทรัพย์สินอื่นไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายอีก ส่วนผู้ร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์ รายการที่ 58 ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ ดังนี้ แม้คดีจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. บรรพ 6 แต่เมื่อประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามคำฟ้องกึ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นสินสมรสหรือไม่ รวมทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดอ้างในคำร้องสอดนั้นเป็นของผู้ร้องสอดหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นคดีโต้เถียงกันเกี่ยวด้วยสินสมรส ซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว คดีนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานครมีโครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองดาวคะนองถึงประตูระบายน้ำเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของบ้านซึ่งปลูกริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยการเช่าที่ดิน ให้รื้อถอนบ้าน โดยเห็นว่าปลูกรุกล้ำแนวเขตปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเช่าที่พิพาทปลูกบ้านตามที่กล่าวอ้างหรือปลูกบ้านรุกล้ำแนวปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 2 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง และจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่ง โดยให้สัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ครอบติดไปด้วยนั้น เป็นกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา การสิ้นสุดแห่งการสมรส และสิทธิหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474, 1532, 1533 และ 1564 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว จึงเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีความสัมพันธ์ในครอบครัวกับโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินของทรัพย์พิพาท ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บรักษาไว้ในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นกรณีที่มูลคดีเกี่ยวเนื่องกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้ด้วย
คดีที่ผู้ถือหุ้นฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ โดยอาศัยมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้มีหนังสือมอบฉันทะให้บุคคลเข้าประชุมโดยไม่มีอำนาจ การรับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจ่ายเงินค่าเบี้ยประชุม และผลประโยชน์อื่นๆ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำขอจดทะเบียนและการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ให้เรียกคืนเงินค่าเบี้ยประชุม และประโยชน์อื่นใดที่จ่ายไป และเพิกถอนหนังสือมอบฉันทะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า การจดทะเบียนและการรับจดทะเบียนชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีมีคำสั่งรับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการตามคำขอของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการรับจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยอาศัยมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้นและมติที่ประชุมดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการในฐานะบริษัทมหาชนจำกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลในทางแพ่ง แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การมอบฉันทะให้บุคคลเข้าประชุมในฐานะผู้แทนกระทรวงการคลังของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อโต้แย้งสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนข้อพิพาทดังกล่าวเท่านั้น ทั้งตามคำฟ้อง ก็มิได้กล่าวอ้างถึงการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรับจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ประกอบกับเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เป็นไปเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมซึ่งจะมีผลทำให้มีการเพิกถอนการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นสำคัญ เมื่อการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายในการรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่ง จึงเป็นข้อพิพาทในทางแพ่ง มิใช่เป็นเรื่องทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม