คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 19/2557
#566621
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเป็นเจ้าของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าอาคารตั้งอยู่บนทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ์และมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้จะอาศัยครอบครองมานานกว่ายี่สิบปีก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับรัฐ ทะเบียนบ้านเป็นเอกสารตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ มิใช่หลักฐานที่ให้กรรมสิทธิ์ในบ้านที่ขอเลขที่แต่อย่างใด เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสมชาย ดังควัฒนา
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีนครลำปาง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2557
#566217
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีได้สร้างบ้านเรือนและทำประโยชน์บนที่ดินพิพาทที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ต่อมาจึงไปขอออกโฉนดที่ดินแต่ทางราชการไม่ออกให้โดยอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุ เพราะก่อนหน้านั้นจังหวัดลำพูนได้สำรวจที่ดินที่ราษฎรยกให้เพื่อส่งกรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแต่ยังไม่มีการขอออกเอกสารสิทธิ์เป็นที่ราชพัสดุ ต่อมาสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ลำพูนได้ขอออกโฉนดที่ดินที่ขึ้นทะเบียนไว้เป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยปราศจากหลักฐานและมิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) จึงมีสิทธิ์เพียงขอเลขที่บ้านแต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วใช้ดุลพินิจสั่งการจนมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่กระทรวงการคลังตามระเบียบของกรมที่ดิน การที่ต่อมาผู้ฟ้องคดียอมเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ราชพัสดุเพื่อการเกษตรกับกระทรวงการคลังดังกล่าวย่อมถือได้ว่า ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุจริง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งออกโฉนดที่ดินและให้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการรับรองคุ้มครองตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะปฏิบัติตามคำขอได้ต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้าง หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ใดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายศรีฑูรย์ แสนเตจ๊ะ ที่ 1 กับพวกรวม 11 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2557
#566216
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ จนถึงปัจจุบัน ต่อมา โจทก์ได้ตรวจสอบเอกสารสิทธิเพื่อขอออกโฉนด พบว่าเจ้าพนักงานที่ดินระบุว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าผู้ใหญ่บ้านผู้ปกครองท้องที่ได้ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามโจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชื่อง ทองพูล
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 16/2557
#566215
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเองและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย ว่าโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน โดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ต้นปี ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบัน โจทก์ทราบว่ามีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๒๓๒๔ และภายหลังได้มีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๗๕ โดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๒๖๗๕ และให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่วนจำเลย ที่ ๓ ให้การว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทมาเป็นลำดับขั้นตอน การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๗๕ เป็นโฉนดที่ดินที่ถูกต้องโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาล จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมานิตย์ จ้อยทรัพย์
จำเลย — นางจำนงค์ บุญศรีโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2557
#575534
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จำเลยปลูกสร้างอาคารศาลาที่พักริมทางรุกล้ำที่ดินโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและศาลาที่พัก พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ที่ชายตลิ่งริมฝั่งทะเล) เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๗

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๕ นางสาวคัทรีญา ฤกษ์อัตการ โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่รำพึงหรือบางสะพานใหญ่ จำเลย ต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๘๖/๒๕๕๕ ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๖๙ ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๑๖ ตารางวา ต่อมา เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๕๓ จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารศาลาที่พักริมทางรุกล้ำที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ตารางวา โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนหลายครั้งแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและศาลาที่พัก ให้ชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์กับให้ส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพใช้สอยได้ดี

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ที่ชายตลิ่งฝั่งทะเล) หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินตาม (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๖๙ โจทก์ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินและนำรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่สาธารณะเพื่อหวังเอาที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตน จำเลยคัดค้านการรังวัดการออกโฉนดและเจ้าพนักงานที่ดินได้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบว่าไม่อาจออกโฉนดในส่วนที่พิพาทให้โจทก์ได้ รวมทั้งแจ้งสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งและสิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองโดยชอบแล้ว แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องต่อศาลนี้ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่มีอำนาจให้กระทำได้และกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่อันเป็นการสร้างภาระให้กับโจทก์เกินสมควร จึงเป็นการอ้างเหตุฟ้องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฝ่ายหนึ่ง กล่าวอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองในที่ดิน และคู่ความซึ่งเป็นส่วนราชการอีกฝ่ายหนึ่งโต้เถียงว่าฝ่ายที่กล่าวอ้างไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำกิจการและการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ถือได้ว่าการปลูกสร้างอาคารศาลาที่พักริมทางของจำเลย เป็นการใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในที่ดินที่พิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแห่งคดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับคดีได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) เลขที่ ๑๒๖๙ แต่จำเลยปลูกสร้างอาคารศาลาที่พักริมทางรุกล้ำที่ดินโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและศาลาที่พักและให้ชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพใช้สอยได้ดี ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ที่ชายตลิ่งริมฝั่งทะเล) เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวคัทรีญา ฤกษ์อัตการ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่รำพึงหรือบางสะพานใหญ่ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวคัทรีญา ฤกษ์อัตการ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลแม่รำพึงหรือบางสะพานใหญ่
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2557
#565630
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ทายาทคนหนึ่งฟ้องขอให้หน่วยงานทางปกครองเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่ง เพราะบันทึกการยกที่ดินให้มิใช่พินัยกรรม จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า การทำบันทึกและการทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้นาง ย. และผู้ร้องสอดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเนื่องมาจากการทำบันทึกกับการทำพินัยกรรมและสิทธิในทรัพย์มรดกตามที่มีการกล่าวอ้าง จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — พันเอกหยิง นวรัตน์ สุวรรณทัต
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2557
#566214
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนว่า ผิดสัญญาจะโอนทะเบียนรถยนต์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์มาเป็นชื่อของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งสัญญาดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้างว่า จะนำไปใช้ในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์และสัญญาจะโอนทะเบียนรถยนต์ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๗

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดพิจิตร

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพิจิตรส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สำนักงานเทศบาลตำบลดงป่าคำ โดยนายสมศักดิ์ พรมชาติ ในฐานะนายกเทศมนตรี โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทจินดาทรัพย์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยนายภูวดล จินดาจิธาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพิจิตร เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.๒๑๒/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อปี ๒๕๕๒ โจทก์ได้จัดซื้อรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์เพื่อใช้ในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ตามมาตรา ๕๐ (๕) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โจทก์จึงได้ประกาศสอบราคาซื้อรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ จำนวน ๑ คัน และปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ชนะการสอบราคา โจทก์และจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายเลขที่ ๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ตกลงซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ พร้อมปั๊มและอุปกรณ์ จำนวน ๑ คัน เป็นเงิน ๑,๙๘๗,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ จำเลยได้ส่งมอบรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ยี่ห้อฮีโน่ จำนวน ๑ คัน พร้อมหนังสือรับรองการจดทะเบียนไม่เกิน ๓๐ วัน ให้แก่โจทก์ และโจทก์ชำระราคาให้กับจำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยมิได้ดำเนินการจดทะเบียนรถให้แก่โจทก์และขอผัดผ่อนเรื่อยมา และในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ จำเลยได้ทำสัญญาตกลงจะโอนทะเบียนรถดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ และตกลงว่าหากผิดสัญญาไม่ดำเนินการ โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดี พร้อมทั้งเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ได้ และตกลงให้สัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายเลขที่ ๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เมื่อครบกำหนดจำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์ให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์มาเป็นชื่อโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน ๑,๙๘๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยได้ซื้อรถคันดังกล่าวมาจากบริษัทอีซูซุ นครราชสีมา จำกัด แล้วนำมาประกอบขายให้โจทก์ แต่บริษัทยังไม่ได้ส่งมอบคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์และยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย จึงถือเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่ใช่ความผิดของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพิจิตรพิจารณาแล้วเห็นว่า ในคดีนี้แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และข้อพิพาทในคดีเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาในเรื่องจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์คันพิพาทเพื่อให้บริการสาธารณประโยชน์หรือบริการสาธารณะก็ตาม แต่ข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้โจทก์ และขอให้จำเลยกระทำการดังกล่าวและเรียกเอาค่าเสียหายหากฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายและสัญญาจะโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันในภายหลัง ซึ่งเป็นการดำเนินการอันสืบเนื่องจากธุรกิจหรือกิจการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ทำกับโจทก์ในฐานะเสมอภาคเช่นเดียวกับเอกชนกับเอกชน โดยโจทก์มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๗๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตเทศบาล รวมทั้งการจัดให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง ตามมาตรา ๕๐ (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โจทก์จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขนาดความจุ ๖,๐๐๐ ลิตร พร้อมปั๊มและอุปกรณ์ จำนวน ๑ คัน กับจำเลย ตามสัญญาเลขที่ ๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ โดยจำเลยได้ส่งมอบรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ยี่ห้อฮีโน่ จำนวน ๑ คัน ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ และโจทก์ได้ชำระราคารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ให้กับจำเลยเรียบร้อยแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาจะโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ กับจำเลย ซึ่งข้อ ๑ ของสัญญาดังกล่าวกำหนดว่า จำเลยตกลงที่จะโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ตามสัญญาซื้อขายเลขที่ ๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ด้วย แต่เมื่อครบกำหนดเวลาจำเลยไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายเลขที่ ๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ และสัญญาจะโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ตามสัญญาซื้อขายเลขที่ ๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งมีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตเทศบาลและจัดให้มีเครื่องดับเพลิงตามมาตรา ๕๐ (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้ทำสัญญาซื้อรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์กับจำเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาหรือให้ได้มาซึ่งรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์สำหรับใช้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันเป็นเครื่องมือสำคัญและจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาจะโอนทะเบียนรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ตามสัญญาเลขที่ ๒/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ โดยไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถให้โจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยโอนทะเบียนรถดังกล่าวมาเป็นชื่อโจทก์และให้ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์จากจำเลย เพื่อใช้ในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง จำเลยได้ส่งมอบรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ พร้อมหนังสือรับรองการจดทะเบียนไม่เกิน ๓๐ วัน ให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ชำระราคาให้กับจำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนให้ จำเลยจึงได้ทำสัญญาตกลงจะโอนทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนด และตกลงให้สัญญาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์ให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์มาเป็นชื่อโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยได้ซื้อรถคันดังกล่าวมาจากบริษัทอีซูซุ นครราชสีมา จำกัด แล้วนำมาประกอบขายให้โจทก์ แต่บริษัทยังไม่ได้ส่งมอบคู่มือรายการจดทะเบียนและยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ถือเป็นเหตุสุดวิสัย จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์และสัญญาจะโอนทะเบียนรถยนต์ระหว่างโจทก์และจำเลย ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตเทศบาล ซึ่งรวมถึงการจัดให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยผิดสัญญาจะโอนทะเบียนรถยนต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า โจทก์จะนำรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ไปใช้ในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์และสัญญาจะโอนทะเบียนรถยนต์ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างสำนักงานเทศบาลตำบลดงป่าคำ โดยนายสมศักดิ์ พรมชาติ ในฐานะนายกเทศมนตรี โจทก์ บริษัทจินดาทรัพย์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยนายภูวดล จินดาจิธาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเทศบาลตำบลดงป่าคำ โดยนายสมศักดิ์ พรมชาติ
ในฐานะนายกเทศมนตรี
จำเลย — บริษัทจินดาทรัพย์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยนายภูวดล
จินดาจิธาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2557
#557300
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเอกชนกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ผู้ดำเนินการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สื่อสารมวลชนที่ประชาชนสามารถรับชมรายการโทรทัศน์สาธารณะทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓ ช่อง ๕ และช่อง ๙ โดยไม่เสียค่าบริการ ได้ระงับการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร ๒๐๑๒ ตามที่จำเลยที่ ๔ ผู้จัดจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMMZ และเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าวมีหนังสือขอความร่วมมือ ทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่อาจรับชมการถ่ายทอดสดผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ดำเนินการแพร่ภาพและกระจายเสียงรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าว ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าในจำนวนเงินเท่ากับราคากล่องรับสัญญาณดาวเทียม และให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ กับให้มีคำแนะนำไปถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๑ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นการฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในฐานะผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่แม้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะเป็นผู้ประกอบกิจการที่เข้ามาใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ แต่การดำเนินกิจการดังกล่าวก็เป็นการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายเวลาในช่วงโฆษณาให้แก่เอกชนเจ้าของสินค้าและบริการ อันเป็นการประกอบกิจการเพื่อการค้า มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กับโจทก์ทั้งห้าที่มิได้มีการใช้อำนาจทางปกครองดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๗

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ที่ ๑ นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ที่ ๒ นางสาวเรณู ภู่อาวรณ์ ที่ ๓ นายขวัญมนัส พูลมิน ที่ ๔ นายเฉลิมพงษ์ กลับดี ที่ ๕ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ ๑๘๔๑/๒๕๕๕ ความว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นผู้ดำเนินการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สื่อสารมวลชน โดยส่งสัญญาณภาพและเสียงในระบบภาคพื้นดิน (Analog) ที่ประชาชนสามารถรับชมรายการโทรทัศน์ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ (ระบบฟรีทีวี) โดยใช้เสาอากาศที่ติดมากับเครื่องรับโทรทัศน์ (เสาหนวดกุ้ง) หรือ

ติดตั้งเสารับสัญญาณ (เสาก้างปลา) เพื่อรับชมได้โดยไม่เสียค่าบริการ และในปัจจุบันจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้เพิ่มช่องทางการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมควบคู่ไปกับระบบภาคพื้นดินซึ่งมีทั้งรูปแบบที่มีการเรียกเก็บค่าบริการและไม่เรียกเก็บค่าบริการและยังคงมีรายการโทรทัศน์ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมอยู่ด้วย โจทก์ทั้งห้าจึงซื้อจานรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อให้รับชมรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศทางฟรีทีวีของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ต่อมาจำเลยที่ ๔ ได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ ๑๔ หรือยูโร ๒๐๑๒ โดยมีเจตนาแพร่ภาพและเสียงผ่านสถานีโทรทัศน์สาธารณะ (ระบบฟรีทีวี) ช่อง ๓ ช่อง ๕ และช่อง ๙ และผ่านเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GMMZ ที่จำเลยที่ ๔ เป็นผู้จัดจำหน่าย เมื่อถึงวันที่มีการแข่งขันฟุตบอลยูโร ๒๐๑๒ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงระงับการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลตามที่จำเลยที่ ๔ มีหนังสือขอความร่วมมือ ทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่อาจรับชมการกระจายเสียงและแพร่ภาพการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมได้ อีกทั้งไม่มีรายการโทรทัศน์อื่นให้ได้รับชมแทนรายการถ่ายทอดสดดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นการสมคบกันทำธุรกิจเอาเปรียบผู้บริโภคเพื่อให้ได้มาซึ่งการขยายฐานลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียมของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ผิดสัญญาการให้บริการสาธารณะในการแพร่ภาพและกระจายเสียง และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ชองผู้บริโภคเป็นส่วนรวม ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการแพร่ภาพและกระจายเสียงรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลผ่านระบบภาคพื้นดินหรือระบบอื่นใดหรือดำเนินการใดๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับชมรายการผ่านการรับสัญญาณทุกประเภทก่อนการแข่งขันฟุตบอลจะสิ้นสุดในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน ๑,๕๙๐ บาท หรือในจำนวนเงินเท่ากับกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMMZ และให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ ให้มีคำแนะนำไปถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญ มาตร ๖๑

โจทก์ทั้งห้ายื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวในเหตุฉุกเฉิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ให้ดำเนินการแพร่ภาพและกระจายเสียงรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร ๒๐๑๒ ผ่านระบบภาคพื้นดินหรือระบบจานรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับชมรายการผ่านการรับสัญญาณทุกประเภทก่อนการแข่งขันฟุตบอลจะสิ้นสุดในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕

ระหว่างการไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดวิธีการหรือมาตรการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้ โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐว่าผิดสัญญาจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ประกอบกับโจทก์ทั้งห้ามีคำขอให้ศาลแนะนำไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งองค์กรอิสระก็เป็นการขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมาย และเป็นการฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่าดำเนินการตามกฎหมายโดยละเลยหรือล่าช้า จึงเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้ออ้างตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งห้าประสงค์จะฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ศาลวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสี่ว่าร่วมกันประกอบธุรกิจในลักษณะเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ และมีลักษณะเป็นการแข่งขันทางธุรกิจโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งเป็นการฟ้องตามเจตนารมณ์และหลักการของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ลักษณะของการกระทำตามฟ้อง ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางปกครองของจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่การฟ้องว่าละเลยต่อหน้าที่ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องมีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และมิได้ฟ้องเกี่ยวกับความรับผิดของฝ่ายปกครองจากการกระทำละเมิดทางปกครองหรือความรับผิดอย่างอื่นจึงมิใช่คดีพิพาททางปกครอง แม้โจทก์ทั้งห้าจะฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ผิดสัญญารับบริการกระจายเสียงและแพร่ภาพโทรทัศน์ต่อโจทก์ทั้งห้า และแม้ว่าคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม จะเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ทั้งห้ามิได้ฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของสัญญา หากแต่เป็นการฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ ๔ ประกอบธุรกิจโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งห้ามุ่งประสงค์จะฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ได้กำหนดบทนิยามไว้ว่า "คดีผู้บริโภค คือ คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ" เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจอันเนื่องมาจากการให้บริการ จึงเป็นข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งมีกฎหมายวิธีสบัญญัติและสารบัญญัติกำหนดไว้โดยเฉพาะคือ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อมูลเหตุพิพาทที่อ้างตามคำฟ้องเกิดจากการที่จำเลยที่ ๒ กระทำการในฐานะผู้ประกอบธุรกิจร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้า จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิของโจทก์ทั้งห้าในฐานะผู้บริโภคและสิทธิของผู้บริโภคอื่นโดยรวมและเป็นการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มิใช่การฟ้องคดีเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ประกอบกับหากพิจารณาบทบัญญัติมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องการให้คดีพิพาทที่มีลักษณะเป็นคดีพิเศษที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะเรื่อง แม้จะมีลักษณะเป็นคดีปกครองก็ต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลชำนัญพิเศษนั้นๆ ดังจะเห็นได้จากการที่กฎหมายเปิดช่องไว้สำหรับกรณีที่จะมีการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษอื่นขึ้นในอนาคตอีกด้วย เมื่อพิจารณาคดีพิพาทคดีนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นคดีผู้บริโภคและโจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลแพ่ง แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลขึ้นสำหรับพิจารณาพิพากษาคดีผู้บริโภคโดยเฉพาะดังเช่นศาลชำนัญพิเศษอื่น แต่เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมีระบบวิธีพิจารณาความและการดำเนินการทางธุรการคดีแยกต่างหากจากคดีแพ่งทั่วไป ไม่ต่างจากศาลชำนัญพิเศษ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคดีผู้บริโภคจากศาลชั้นต้นโดยเฉพาะเช่นเดียวกับแผนกคดีของศาลชำนัญพิเศษอื่น เมื่อพิจารณาความเชี่ยวชาญและเจตนารมณ์ของกฎหมายดังที่กล่าวมา จึงเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง ส่วนคำขอของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้ศาลมีคำสั่งไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งองค์กรอิสระนั้น ไม่ว่าศาลแพ่งจะมีอำนาจออกคำสั่งหรือคำบังคับตามคำขอดังกล่าวได้หรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาเป็นหลักในการวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง หากข้ออ้างในคำฟ้องมีลักษณะเป็นคดีแพ่ง นอกจากนี้คำฟ้องของโจทก์ทั้งห้ายังมีคำขออื่นที่ขอให้ศาลเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งห้าอย่างชัดเจน เช่น การชดใช้ค่าเสียหายและการขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายในเชิงลงโทษซึ่งเป็นคำขอที่มีลักษณะพิเศษที่อยู่ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ เท่านั้น คดีนี้จึงไม่ใช่คดีปกครอง แต่เป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งห้าในฐานะประชาชนที่มีสิทธิรับชมรายการโทรทัศน์จากสถานีโทรทัศน์สาธารณะ (ฟรีทีวี) หรือเข้าถึงสื่อสาธารณะของรัฐอันเป็นบริการสาธารณะฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ โดยให้บริการโทรทัศน์เป็นการทั่วไปอันเป็นบริการสาธารณะด้านกิจการโทรทัศน์ซึ่งเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของรัฐ มีหน้าที่จะต้องให้บริการโทรทัศน์ขั้นพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมรายการโทรทัศน์ที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ แพร่ภาพและเสียงเป็นการทั่วไปอย่างทั่วถึงทุกช่องทางทั้งในระบบภาคพื้นดิน ระบบสัญญาณดาวเทียมหรือระบบอื่นใด และอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ถูกจำกัดหรือปิดกั้นช่องทางในการรับชมรายการโทรทัศน์ตามหลักการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐที่จะต้องมีความต่อเนื่องและความเสมอภาค แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ละเลยต่อหน้าที่ในการแพร่ภาพและเสียงรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร ๒๐๑๒ ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์สาธารณะ โดยการระงับการแพร่ภาพและเสียงการถ่ายทอดสดรายการดังกล่าวในระบบผ่านช่องสัญญาณดาวเทียม อันเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งห้าที่เป็นผู้รับบริการโทรทัศน์ในระบบสัญญาณดาวเทียมและอยู่ในฐานะประชาชนที่มีสิทธิเข้าถึงสื่อสาธารณะของรัฐซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้รับบริการโทรทัศน์ในระบบสัญญาณดาวเทียม อีกทั้งเป็นการสร้างภาระให้แก่โจทก์ทั้งห้าเกินสมควรที่จะต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมในการรับชมรายการดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๔ แม้จะเป็นเอกชน แต่การฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๔ ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค เมื่อพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มิใช่กฎหมายจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษเป็นเพียงกฎหมายวิธีสบัญญัติที่กำหนดวิธีพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในคดีแพ่งที่มีลักษณะเป็นคดีผู้บริโภคตามบทนิยามในมาตรา ๓ ที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค และเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหายด้วยความรวดเร็วกว่าการพิจารณาคดีแพ่งทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น ซึ่งคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นคดีแพ่งที่พิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าและบริการ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ที่ให้บริการโทรทัศน์เป็นการทั่วไป เป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่เป็นภารกิจอย่างหนึ่งของรัฐ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงมิได้มีฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่มีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการให้บริการโทรทัศน์ขั้นพื้นฐาน มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงมิได้มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในคดีนี้จึงไม่อาจเป็นข้อพิพาทในทางแพ่งซึ่งมีลักษณะเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และการจะนำคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองไปเป็นคดีผู้บริโภคซึ่งเป็นคดีแพ่งไม่อาจกระทำได้ เพราะจะเป็นการขัดบทบัญญัติมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งคดีปกครองและคดีแพ่งมีวิธีพิจารณาคดีที่แตกต่างกัน ทั้งการดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะยังมีแนวคิด หลักการ และข้อกฎหมายที่แตกต่างไปจากการประกอบธุรกิจในทางแพ่ง ศาลที่จะมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะที่เป็นการดำเนินกิจการทางปกครองจึงได้แก่ ศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีโจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ผู้ดำเนินการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สื่อสารมวลชนที่ประชาชนสามารถรับชมรายการโทรทัศน์สาธารณะทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓ ช่อง ๕ และช่อง ๙ โดยไม่เสียค่าบริการ ได้ระงับการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร ๒๐๑๒ ตามที่จำเลยที่ ๔ ผู้จัดจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMMZ และเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าวมีหนังสือขอความร่วมมือ ทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่อาจรับชมการถ่ายทอดสดผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมได้ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันประกอบธุรกิจในลักษณะเอาเปรียบผู้บริโภคเพื่อให้ได้มาซึ่งการขยายฐานลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณดาวเทียมของจำเลยที่ ๔ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ผิดสัญญาการให้บริการสาธารณะในการแพร่ภาพและกระจายเสียง และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ดำเนินการแพร่ภาพและกระจายเสียงรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าว ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าในจำนวนเงินเท่ากับราคากล่องรับสัญญาณดาวเทียม และให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ กับให้มีคำแนะนำไปถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๑ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นการฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในฐานะผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่แม้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะเป็นผู้ประกอบกิจการที่เข้ามาใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติแต่การดำเนินกิจการดังกล่าวก็เป็นการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายเวลาในช่วงโฆษณาให้แก่เอกชนเจ้าของสินค้าและบริการ อันเป็นการประกอบกิจการเพื่อการค้า มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กับโจทก์ทั้งห้าที่มิได้มีการใช้อำนาจทางปกครองดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาททางปกครอง แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ที่ ๑ นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ที่ ๒ นางสาวเรณู ภู่อาวรณ์ ที่ ๓ นายขวัญมนัส พูลมิน ที่ ๔ นายเฉลิมพงษ์ กลับดี ที่ ๕ โจทก์ บริษัทบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
จำเลย — บริษัทบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด(มหาชน)ที่1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2557
#557299
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ในข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ข้อตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นระบบเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมอันเป็นภารกิจหลักของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในขณะนั้นบรรลุผล จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเกณฑ์การคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายตามข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีและขัดแย้งกับกฎหมายที่มีการประกาศใช้บังคับในภายหลัง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากข้อตกลงเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ประกอบกับเป็นข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวพันกับคดีพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง ในคดีของศาลปกครองกลาง จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๗

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๘๖/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) กับผู้ฟ้องคดีตกลงทำสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า มีสาระสำคัญให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการจัดให้มี ขยาย และดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา และเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๔ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ทศท.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (ในขณะนั้น) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตกลงทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐาน ๒,๖๐๐,๐๐๐ เลขหมายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีสาระสำคัญให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงทุนจัดหา ติดตั้ง ควบคุม และบำรุงรักษาอุปกรณ์ในระบบบริการโทรศัพท์พื้นฐานตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ กสท. กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำข้อตกลงเรื่อง การเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยตกลงให้ผู้ฟ้องคดีและ กสท. จ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่โครงข่ายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งรวมถึงโครงข่ายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บริหารจัดการก็ได้ส่งทราฟฟิกมายังโครงข่ายที่ กสท. และโครงข่ายที่ผู้ฟ้องคดีบริหารจัดการด้วย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือ กสท. และเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กสท. และผู้ฟ้องคดีทำข้อตกลงเรื่องการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ และประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ทำให้ข้อตกลงการเชื่อมโยงโครงข่ายทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ขัดแย้งกับประกาศ กทช. ดังกล่าวซึ่งมีสาระสำคัญให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายประกอบกิจการบนพื้นฐานของการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม ในขณะที่อัตราค่าตอบแทนตามข้อตกลงทั้งสองฉบับเป็นข้อตกลงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดขึ้นเอง ไม่ใช่อัตราที่สะท้อนต้นทุนตามที่ประกาศ กทช. กำหนด ไม่ใช่อัตราที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรม ทั้งเป็นการปฏิบัติโดยไม่เท่าเทียมกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายอื่นที่ไม่ต้องชำระค่าตอบแทนการเชื่อมโยงโครงข่ายฯ ในอัตราเดียวกันให้แก่ผู้ถูกผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกเลิกข้อตกลงการเชื่อมโยงโครงข่ายทั้งสองฉบับต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเสนอข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ กทช. ชี้ขาด ตามข้อ ๔๐ วรรคสอง ของประกาศ กทช. ซึ่งต่อมา กทช. มีคำชี้ขาดข้อพิพาทที่ ๑/๒๕๕๐ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจรจาทำสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ฟ้องคดี แต่ไม่สามารถเจรจาหาข้อยุติได้ ผู้ฟ้องคดีจึงเสนอข้อพิพาทให้ กทช. พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับขอให้ กทช. ออกคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วย กทช. มีคำวินิจฉัยข้อพิพาทที่ ๔/๒๕๕๑ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าทำสัญญากับผู้ฟ้องคดี และต้องเจรจาทำสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ฟ้องคดีทุกหมายเลข แต่ไม่ได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายค่าตอบแทนในการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผลของคำชี้ขาดดังกล่าวทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าเจรจาทำสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับกำหนดเงื่อนไขใหม่โดยให้ครอบคลุมเฉพาะทราฟฟิกที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่งมายังโครงข่ายโทรคมนาคมที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้บริหารจัดการเท่านั้น ไม่รวมถึงทราฟฟิกที่เป็นโครงข่ายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บริหารจัดการ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ตามหลักสากล ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้เข้าเจรจาทำสัญญาโดยสุจริต ในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น กทช. ได้มีคำชี้ขาดข้อพิพาทที่ ๑/๒๕๕๑ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เจรจาทำสัญญากับผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำสัญญากับผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ต้องชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเพราะได้ชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว แม้ต่อมา กทช. จะมีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเข้าร่วมเจรจาเพื่อทำสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ฟ้องคดีภายในเจ็ดวันนับแต่ทราบคำสั่ง และต้องเจรจาทำสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้แล้วเสร็จภายสามสิบวันนับแต่วันเริ่มเจรจา หากไม่สามารถเจรจาให้แล้วเสร็จ ให้ถือว่าผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเข้าสู่ระบบการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องให้บริการตามกฎหมายและประกาศ กทช. ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และห้ามผู้รับใบอนุญาตระงับสัญญาณการให้บริการอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จนถึงวันที่ยื่นคำฟ้องคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังไม่ยอมทำสัญญากับผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังคงให้โครงข่ายโทรคมนาคมที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองบริหารจัดการเชื่อมต่อกับโครงข่ายโทรคมนาคมที่ผู้ฟ้องคดีบริหารจัดการ ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีเจตนาสนองรับตามข้อเสนอการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีอัตราในการชำระค่าตอบแทน ๑ บาท ต่อนาที สำหรับการให้บริการ Call Termination และ ๐.๕๐ บาท ต่อนาที สำหรับการให้บริการ Call Transit ทั้งนี้ตามข้อ ๑๒๓ วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงต้องชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้แก่ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันที่ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ มีผลใช้บังคับในยอดที่ผู้ฟ้องคดีได้หักกลบลบหนี้ค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง และโดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันจากการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของแต่ละฝ่ายเชื่อมต่อกับโครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงต้องรับผิดร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมในความรับผิดของอีกฝ่ายหนึ่งที่มีต่อผู้ฟ้องคดีด้วย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อเสนอการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (RIO) ของผู้ฟ้องคดีในอัตรา ๑ บาท ต่อนาที สำหรับการให้บริการ Call Termination และ ๐.๕๐ บาท ต่อนาที สำหรับการให้บริการ Call Transit ตั้งแต่วันที่ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับผิดชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมแก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน ๒,๗๓๐,๑๐๓,๑๗๑.๔๔ บาท โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ร่วมรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน ๖๕๔,๘๑๐,๗๒๙.๑๘ บาท กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๓,๒๘๓,๐๔๙,๓๒๗.๕๑ บาท โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ร่วมรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน ๒,๖๒๘,๒๓๘,๕๙๘.๓๔ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การโดยสรุปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของรัฐตามที่ควรจะได้รับตามขอบเขตและสิทธิที่มีอยู่เดิมก่อนกฎหมายที่ออกภายหลังจะมีผลใช้บังคับ อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๐๕ ให้การรับรองและคุ้มครอง ข้อตกลงทั้งสองฉบับจึงมีความสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะสิ้นผล ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยกข้ออ้างอื่นใดมายกเลิกเพิกถอนข้อตกลงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีสิทธิตามข้อตกลงเดิมทุกประการและผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีโครงข่ายโทรคมนาคมตามกฎหมายและไม่อาจนำข้อเสนอที่ไม่อาจตกลงเจรจากันได้และเป็นข้อเสนอเพียงฝ่ายเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณค่าเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ตามฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีหน้าที่รับผิดแทนหรือรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คดีพ้นระยะเวลาฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง อนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดข้อพิพาทของ กทช. ที่ ๑/๒๕๕๐ และที่ ๔/๒๕๕๑ ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างต่อศาลปกครองกลางแล้ว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างข้อวินิจฉัยของศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๒๔/๒๕๕๓ ว่าการให้ความคุ้มครองการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาเดิม หมายถึงเฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิในการประกอบกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น ไม่รวมเงื่อนไขอื่นๆ ที่ต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อุทธรณ์ และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นฟ้อง กทช. ต่อศาลปกครอง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนประกาศ กทช. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเช่นกัน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลปกครอง เนื่องจากสิทธิในการเรียกเก็บค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อตกลงทางเทคนิคและพาณิชย์ที่มิได้เกิดจากการที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจทางมหาชนเหนือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ประกอบกับการชำระหรือไม่ชำระค่าตอบแทนการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมไม่ได้เกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะ อีกทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เปลี่ยนสภาพจากองค์กรของรัฐเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน เมื่อนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับค่าตอบแทนการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมนั้นเกิดบนพื้นฐานความเสมอภาคในการเจรจาของคู่สัญญา ไม่มีข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. จะเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด แต่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด และยังคงมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภทเช่นเดิม รวมทั้งยังมีอำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ และพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ ตามลำดับ นอกจากนั้น หากมีกฎหมายใดมีบทบัญญัติให้ ทศท. หรือ กสท. ได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าวหรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวหรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่ ทศท. หรือ กสท. เป็นการเฉพาะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และบริษัท กสท. ก็ยังคงได้รับการยกเว้นและมีสิทธิพิเศษตามกฎหมายดังกล่าวต่อไปตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคม และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า สืบเนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้มีการปรับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ กสท. ดำเนินการและที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการโดยได้รับสิทธิจาก กสท. กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุญาตให้บริษัทแอ๊ดว๊านซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด ดำเนินกิจการให้เป็นระบบ รวมทั้งปรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นระบบเดียวกันด้วย เพื่อให้มีการให้บริการและการคิดอัตราค่าบริการที่เหมือนกัน โดยการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวเข้ากับโครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้มีการชดเชยผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. มิให้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. จึงทำข้อตกลงเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ (ข้อตกลง Postpaid) โดยมีผู้ฟ้องคดีเข้ามาลงนามเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กสท. และผู้ฟ้องคดีทำข้อตกลงเรื่อง การเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid Card) เพื่อให้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้าที่ กสท. อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการ ข้อตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระหว่างหน่วยงานทางปกครองที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นระบบเดียวกัน อันเป็นการขยายการให้บริการด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้บริการต่างเครือข่าย เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. บรรลุผล ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองเมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้ยื่นข้อเสนอการขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมที่ผู้ฟ้องคดีบริหารจัดการต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าข้อตกลงเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนจากการเชื่อมต่อโครงข่ายใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดต่อกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับในภายหลัง ได้แก่ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๒๕ วรรคห้า และประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๑๘ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิเสธ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เดิม ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาล ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชำระค่าตอบแทนในการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่กฎหมายกำหนด กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เดิมซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดี และข้ออ้างของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองประกอบแล้ว ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยคงมีแต่เพียงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาประเด็นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องนิติกรรมสัญญาโดยทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้โดยการตีความเพิ่มเติมว่า ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นผู้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะก็ตาม หากแต่เนื้อแท้ของข้อโต้แย้งนั้นมิได้เป็นการโต้แย้งถึงสิทธิตามสัญญาสัมปทานหรือสัญญาอนุญาตของรัฐ หรือพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่ากรณีนี้มิได้มีการโต้แย้งการดำเนินกิจการของรัฐหรือที่เกี่ยวเนื่องกันแต่อย่างใด หากแต่เป็นการโต้แย้งถึงค่าตอบแทนที่จะต้องจ่ายระหว่างนิติบุคคลด้วยกันหรือไม่เท่านั้น ข้อพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากข้อตกลงระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ และข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และกสท. ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๔ เรื่อง การเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมโยงโครงข่ายฯ ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๒๕ และประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๑๘ ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายประกอบกิจการบนพื้นฐานของการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม ในขณะที่อัตราค่าตอบแทนตามข้อตกลงทั้งสองฉบับเป็นข้อตกลงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดขึ้นเอง ไม่ใช่อัตราที่แสดงถึงต้นทุนตามที่ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกำหนดและอัตราที่สมเหตุสมผลเป็นธรรม ซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยไม่เท่าเทียมกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายอื่นที่ไม่ต้องชำระค่าตอบแทนการเชื่อมโยงโครงข่ายฯ ในอัตราเดียวกัน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ส่งทราฟฟิกมายังโครงข่ายที่ผู้ฟ้องคดีบริหารจัดการ แต่กลับไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี นอกจากนี้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีคำชี้ขาดให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเจรจาทำสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายฯ กับผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มเจรจา หากไม่สามารถเจรจาให้แล้วเสร็จ ให้ถือว่าผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเข้าสู่ระบบการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมตามประกาศดังกล่าว แต่ขณะผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ยังไม่ยอมทำสัญญาและจัดให้โครงข่ายฯ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองบริหารจัดการเชื่อมต่อกับโครงข่ายฯ ที่ผู้ฟ้องคดีบริหารจัดการ ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีเจตนาสนองรับตามข้อเสนอการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงต้องชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การโดยสรุปว่า ข้อตกลงทั้งสองฉบับมีความสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะสิ้นผล ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยกข้ออ้างตามฟ้องมายกเลิกเพิกถอนข้อตกลงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าตอบแทน และผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีโครงข่ายโทรคมนาคมตามกฎหมายและไม่อาจนำข้อเสนอที่ไม่อาจตกลงเจรจากันได้และเป็นข้อเสนอเพียงฝ่ายเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณค่าเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ตามฟ้อง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสองฉบับกรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสองฉบับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันหรือซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์ และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการไปรษณีย์และโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนรวมทั้งดำเนินกิจการอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกัน จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเป็นข้อตกลงที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นระบบเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมอันเป็นภารกิจหลักของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ กสท. ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในขณะนั้น บรรลุผล ข้อตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเกณฑ์การคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายตามข้อตกลงทั้งสองฉบับไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีและขัดแย้งกับกฎหมายที่มีการประกาศใช้บังคับในภายหลังซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายประกอบกิจการบนพื้นฐานของการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายฯ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากข้อตกลงเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสองฉบับซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ประกอบกับเป็นข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวพันกับคดีพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง ในคดีของศาลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ ๑๔๒๓/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๑๔๒๔/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๑๑๗๘/๒๕๕๕ และหมายเลขดำที่ ๒๕๒๙/๒๕๕๖ จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ.2549
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทโทเทิล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2557
#557298
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ เป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า นางสาว ส ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีนางสาว พ (ผู้ตาย) ซ้อนท้าย ขณะที่ขับรถจักรยานยนต์ลงสะพานได้ตกหลุมขนาดกว้าง จนเป็นเหตุให้นางสาว พ พลัดตกอยู่บนพื้นถนน ขณะนั้นจำเลยที่ ๔ ได้ขับขี่รถยนต์ วิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วโดยประมาท พุ่งเข้าทับนางสาว พ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๔ ได้กระทำไป ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้นมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมถนนพิพาทแต่ละเลย ทั้งยังไม่จัดให้มีป้ายหรือเครื่องหมายไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าถนนชำรุด การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย ประเด็นแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนประเด็นแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้โจทก์ฟ้องให้ต้องรับผิดในมูลละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกันเพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๗

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดมีนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดมีนบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นางนงลักษณ์ สาริกบุตร โดยนางสาวพันธ์ทิพย์ สาริกบุตร ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทโอสถสภา จำกัด ที่ ๑ บริษัทโอสถสภาประกันภัย จำกัด ที่ ๒ กรุงเทพมหานคร ที่ ๓ นางสาวอุมาพร โฮ่กี่ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๒๗/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นางสาวสุมารี สาริกบุตร ขับขี่รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ยขบ ๓๙๘ โดยมีนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร (ผู้ตาย) ซ้อนท้ายไปตามถนนขุมทอง - ลำต้อยติ่ง ขณะที่ขับรถลงสะพาน (คลองลำตาอิน) รถจักรยานยนต์ได้ตกหลุมขนาดกว้าง ประมาณ ๑ เมตร ลึกประมาณ ๖ นิ้ว จนเป็นเหตุให้นางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร พลัดตกจากรถจักรยานยนต์และล้มลงนอนอยู่บนพื้นถนน ขณะนั้นจำเลยที่ ๔ ได้ขับขี่รถยนต์โตโยต้าวีออส หมายเลขทะเบียน ฌน ๓๓๕๗ วิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วและประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือ จำเลยที่ ๔ ควรจะต้องขับขี่รถยนต์มาช้าๆ ในขณะที่พื้นผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่จำเลยที่ ๔ หาได้ทำเช่นนั้นไม่ แต่กลับขับขี่ชิดขวาด้วยความเร็วพุ่งเข้าทับนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๔ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างด้วย ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้นมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมถนนพิพาทไม่ให้เกิดชำรุดบกพร่องแต่ละเลยไม่ซ่อมแซม ทั้งยังไม่จัดให้มีป้ายหรือเครื่องหมายไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าถนนชำรุด การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าปลงศพและค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นจำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๔ แต่จำเลยที่ ๔ ไม่ได้ประมาทเลินเล่อเพราะเป็นเหตุสุดวิสัย คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๔ ขับขี่ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ ๔ มิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตรถึงแก่ความตาย แต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของนางสาวสุมารี สาริกบุตร จำเลยที่ ๔ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ แต่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาเลิกงานและกำลังกลับบ้าน จึงไม่ได้เป็นการกระทำไปในทางการที่จ้าง โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงเกินจริง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ความตายของนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร เป็นผลมาจากความประมาทเลินเล่อของนางสาวสุมารี สาริกบุตร โจทก์ไม่ได้เป็นมารดาและไม่ได้รับอุปการะเลี้ยงดูจากนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร ผู้ตาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมถนนสายขุมทอง-ลำต้อยติ่ง ซึ่งอยู่ในท้องที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ วิศวกรรมจราจร ดูแลรักษาที่สาธารณะและการสาธารณูปโภค ตามมาตรา ๘๙ (๖) (๗) (๑๐) และ (๑๕) ตามพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่ประมาทเลินเล่อละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์หาได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ หรือคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงเป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยที่ ๓ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามที่นิยามไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่ในการให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ กรณีเห็นได้แจ้งชัดว่า คำฟ้องของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่า ความตายของนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร เป็นผลมาจากการที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องดูแลซ่อมแซมถนนพิพาทไม่ให้เกิดชำรุดบกพร่อง แต่ละเลยไม่ซ่อมแซมและไม่จัดให้มีป้ายหรือเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าถนนชำรุด เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๓ ละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บำรุงรักษาทางดังที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ จึงเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว ส่วนประเด็นว่าการละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาต่อไปอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก คำฟ้องเฉพาะในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๓ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ เป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า นางสาวสุมารี สาริกบุตร ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปตามถนน โดยมีนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร (ผู้ตาย) ซ้อนท้าย ขณะที่ขับรถลงสะพานรถจักรยานยนต์ได้ตกหลุมขนาดกว้าง ประมาณ ๑ เมตร ลึกประมาณ ๖ นิ้ว จนเป็นเหตุให้นางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร พลัดตกจากรถจักรยานยนต์และล้มลงนอนอยู่บนพื้นถนน ขณะนั้นจำเลยที่ ๔ ได้ขับขี่รถยนต์ วิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยที่ ๔ หาได้ทำเช่นนั้นไม่ แต่กลับขับขี่ชิดขวามาด้วยความเร็วพุ่งเข้าทับนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๔ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างด้วย ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้นมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมถนนพิพาทไม่ให้เกิดชำรุดบกพร่องแต่ละเลยไม่ซ่อมแซม ทั้งยังไม่จัดให้มีป้ายหรือเครื่องหมายไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าถนนชำรุด การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าปลงศพและค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับจากวันละเมิด จำเลยที่ ๑ ให้การว่าเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๔ คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๔ ขับขี่ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ ๔ มิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตรถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๔ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ แต่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาเลิกงานและกำลังกลับบ้าน จึงไม่ได้เป็นการกระทำไปในทางการที่จ้าง โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงเกินจริง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ความตายของนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร เป็นผลมาจากความประมาทเลินเล่อของนางสาวสุมารี สาริกบุตร ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนประเด็นแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้โจทก์ฟ้องให้ต้องรับผิดในมูลละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดที่สืบเนื่องจากผลแห่งความตายของนางสาวพิสุทธิ์ศรี สาริกบุตร ร่วมกัน มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ กรณีจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกันเพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางนงลักษณ์ สาริกบุตร โดยนางสาวพันธ์ทิพย์ สาริกบุตร ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ บริษัทโอสถสภา จำกัด ที่ ๑ บริษัทโอสถสภาประกันภัย จำกัด ที่ ๒ กรุงเทพมหานคร ที่ ๓ นางสาวอุมาพร โฮ่กี่ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงลักษณ์ สาริกบุตร โดยนางสาวพันธ์ทิพย์ สาริกบุตร
ผู้รับมอบอำนาจ
จำเลย — บริษัทโอสถสภา จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2557
#557297
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองผู้ว่าจ้างและเอกชนผู้รับจ้างปรับปรุงถนนและทางเท้าให้ร่วมกันรับผิดในการที่ไม่ติดตั้งสัญญาณไฟ ป้ายเตือน ฯลฯ ตลอดแนวการก่อสร้างปรับปรุงถนน เป็นเหตุให้ผู้ตายขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณก่อสร้างแล้วล้มลงถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชน ด้วยกัน ที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะในฐานะผู้ว่าจ้าง ตามสัญญาจ้างให้ปรับปรุงถนนและทางเดินเท้าเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องจึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๗

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสมุทรปราการโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นางจรีย์พร พันธุ์สง่า ที่ ๑ เด็กชายปรัชญา พันธุ์สง่า โดยนางจรีย์พร พันธุ์สง่า ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนายสมโภชน์ พัดประดิษฐ์ ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเด่นชัยปากน้ำ ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๘๔/๒๕๕๕ ความว่า จำเลยที่ ๓ ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๒ ปรับปรุงถนนและทางเดินเท้าถนนสายลวด ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยที่ ๒ แต่ในระหว่างก่อสร้างจำเลยที่ ๑ กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังมิได้ติดตั้งสัญญาณไฟ ป้ายเตือน แผงเหล็กหรือวัสดุอื่นใด พร้อมดวงไฟติดตลอดแนวที่ยังไม่ได้เปิดให้มีการจราจร จนเป็นเหตุทำให้นายวิฑูรย์สามีของโจทก์ที่ ๑ และบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณดังกล่าวล้มลงได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่ารักษาพยาบาลค่าปลงศพ และค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ ๒ มิได้เป็นลูกจ้างและได้ใช้ความระมัดระวังโดยติดตั้งป้ายสีส้มแดงบอกทางข้างหน้ามีการก่อสร้างหลายป้าย คดีขาดอายุความ ค่ารักษาพยาบาลผู้รับประกันภัยได้จ่ายให้โจทก์แล้วและรับช่วงสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่อศาลแขวงสมุทรปราการ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ ๑ และไม่ทราบเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ หรือนายวิฑูย์ และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องชดใช้หรือร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นสัญญาจ้างทำของจำเลยที่ ๓ ไม่ใช่นายจ้าง ความเสียหายมิได้เกิดจากการสั่งการและคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ไม่ได้เป็นผู้เลือกหาผู้รับจ้าง จำเลยที่ ๒ เป็นผู้จ้างช่วงจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๓ ไม่รู้เห็นหรือเป็นผู้สั่งการขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ส่งมอบพื้นที่ถนนสายลวดและทางเดินเท้าให้จำเลยที่ ๒ แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดชอบ และเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของนายวิฑูรย์เพียงฝ่ายเดียว คดีขาดอายุความ ฟ้องเคลือบคลุม ค่าเสียหายสูงเกินจริงและเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากนายวิฑูรย์สามีของโจทก์ที่ ๑ และบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสามจะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใดนั้น ต้องให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ตายหรือไม่ ซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งหรือพาณิชย์ แม้จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองและโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะพิจารณาว่า จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ผิดในการเลือกหาผู้รับจ้างหรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนของการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นส่วนสำคัญ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ทั้งเหตุละเมิดตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๓ ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๒ ปรับปรุงถนนและทางเดินเท้า สัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๓ มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นการบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง การที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๓ ให้ดำเนินกิจการทางปกครองก่อสร้างปรับปรุงถนน จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ได้ทำสัญญาจ้างช่วงให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนซึ่งเป็นสาธารณูปโภคอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจ้างช่วงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง และการที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองด้วยคดีนี้จำเลยที่ ๓ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ก่อสร้างถนนพิพาท และจำเลยที่ ๒ ได้จ้างช่วงจำเลยที่ ๑ ให้ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา ๒๗ ประกอบกับมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดให้ผู้บริหารของจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจหน้าที่ควบคุม และตรวจตราการจราจรบนทางหลวงให้เป็นไปตามกฎหมายและเป็นเจ้าหน้าที่กำกับตรวจตราและควบคุมทางหลวง และงานทางที่เกี่ยวกับทางหลวงท้องถิ่นตามมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนที่เป็นมูลพิพาทในคดีนี้ จึงจะต้องได้รับอนุญาตหรือรับมอบหมายจากผู้บริหารของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการทางหลวงตามที่บัญญัติในมาตรา ๓๘ และมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ เนื่องจากสถานะของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ หรือเอกชนทั่วไปไม่อาจเข้าดำเนินการก่อสร้างถนนสายลวดได้เอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างถนนพิพาทตามสัญญาจ้างและสัญญาจ้างช่วงจึงเป็นการดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ แทนจำเลยที่ ๓ หรือในนามของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ย่อมมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการปรับปรุงถนนของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ เพื่อให้ผู้ใช้ถนนได้รับความปลอดภัยในการเดินทางตามข้อ ๑๕ ของสัญญาจ้าง ส่วนผู้บริหารของจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวง ย่อมมีอำนาจและหน้าที่โดยตรงในการติดตั้งเครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณหรือเครื่องหมายจราจรบนทางหลวงให้ครบถ้วนเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใช้ทางหลวงดังกล่าว ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยเกิดความปลอดภัยและมีอำนาจหน้าที่ควบคุมจำเลยที่ ๒ และที่ ๑ ให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยเคร่งครัดด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างช่วง ต่อจากจำเลยที่ ๒ ก่อสร้างปรับปรุงถนนและทางเท้า ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังจัดให้มีสัญญาณไฟและป้ายเตือนที่มองเห็นได้ชัดก่อนถึงบริเวณก่อสร้างถนน จนเป็นเหตุทำให้นายวิฑูรย์สามีของโจทก์ที่ ๑ และบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณดังกล่าวล้มลงได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครอง และเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๑ ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดทำบริการสาธารณะแทนหรือในนามของจำเลยที่ ๓ ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการจัดให้มีสัญญาณไฟและป้ายเตือนที่มองเห็นได้ชัดก่อนถึงบริเวณก่อสร้างทางหลวงเพื่อให้ผู้ใช้ถนนได้รับความปลอดภัยในการเดินทางตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ และโจทก์กล่าวหาว่าผู้บริหารของจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายและสัญญาดังกล่าวกำหนด กรณีจึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า จำเลยที่ ๓ ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๒ ปรับปรุงถนนและทางเดินเท้า ถนนสายลวด ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยที่ ๒ แต่ในระหว่างก่อสร้างจำเลยที่ ๑ กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังมิได้ติดตั้งสัญญาณไฟ ป้ายเตือน แผงเหล็กหรือวัสดุอื่นใดพร้อมดวงไฟติดตลอดแนวที่ยังไม่ได้เปิดให้มีการจราจร จนเป็นเหตุทำให้นายวิฑูรย์สามีของโจทก์ที่ ๑ และบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณดังกล่าวล้มลงได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ ๒ มิได้เป็นลูกจ้างและได้ใช้ความระมัดระวังโดยติดตั้งป้ายสีส้มแดงบอกทางข้างหน้ามีการก่อสร้างหลายป้าย ค่ารักษาพยาบาลผู้รับประกันภัยได้จ่ายให้โจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิด จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ ๑ และไม่ทราบเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ หรือนายวิฑูย์ และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นสัญญาจ้างทำของ จำเลยที่ ๓ ไม่ใช่นายจ้าง ความเสียหายมิได้เกิดจากการสั่งการและคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ไม่ได้เป็นผู้เลือกหาผู้รับจ้าง จำเลยที่ ๒ เป็นผู้จ้างช่วงจำเลยที่ ๑โดยจำเลยที่ ๓ ไม่รู้เห็นหรือเป็นผู้สั่งการ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๓ ส่งมอบพื้นที่ถนนสายลวดและทางเดินเท้าให้จำเลยที่ ๒ แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดชอบ และเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของนายวิฑูรย์เพียงฝ่ายเดียว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยที่ ๒ กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังกระทำการปรับปรุงถนนและทางเดินเท้าถนนสายลวด โดยมิได้ติดตั้งสัญญาณไฟ ป้ายเตือน แผงเหล็กหรือวัสดุอื่นใด พร้อมดวงไฟติดตลอดแนวที่ยังไม่ได้เปิดให้มีการจราจร เป็นเหตุให้นายวิฑูรย์สามีของโจทก์ที่ ๑ และบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณดังกล่าวล้มลงได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน ที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะในฐานะผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างให้ปรับปรุงถนนและทางเดินเท้าเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางจรีย์พร พันธุ์สง่า ที่ ๑ เด็กชายปรัชญา พันธุ์สง่า โดยนางจรีย์พร พันธุ์สง่า ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ โจทก์ นายสมโภชน์ พัดประดิษฐ์ ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเด่นชัยปากน้ำ ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจรีย์พร พันธุ์สง่า ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายสมโภชน์ พัดประดิษฐ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2557
#557296
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเอกชน อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด เลขที่ ก. จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด เลขที่ ข. ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัด จำเลยที่ ๒ ได้นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และเจ้าหน้าที่รังวัดได้ทำการปักหลักหมุดที่ดิน เลขที่ ค. กับหลักหมุดที่ดิน เลขที่ ง. รุกล้ำที่ดินโจทก์ โดยโจทก์ไม่รู้เห็นและไม่ยินยอม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันจงใจปกปิดเนื้อที่ดินที่แท้จริงไว้โดยไม่สุจริต ต่อมา จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินให้จำเลยที่ ๓ และโดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม การซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ปักเสาเพื่อทำรั้วกั้นตามแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ดินเลขที่ ค. ถึงหลักหมุดที่ดินเลขที่ ง. ตลอดแนวโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดิน และให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดิน และให้รังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ข. ใหม่ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านแนวเขตที่ดิน โจทก์และจำเลยที่ ๓ ยืนยันชี้แนวเขตตามหลักหมุดที่ดินว่าถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ข. ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ที่ซื้อและจดทะเบียนมาโดยสุจริต โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๗

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นางพรรณี กลิ่นส่ง โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ นายเอกสุวัชร์ เหล่าสายเชื้อ ที่ ๒ ว่าที่ร้อยตรีบารมี แซ่เตีย ที่ ๓ นายบัญชา แซ่เตีย ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๙๖/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๗ เลขที่ดิน ๖๐ ตำบลหนองหว้า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๘ เลขที่ดิน ๖๑ ตำบลหนองหว้า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่ ๑ งาน ๐๒ ตารางวา ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรลักษ์ เมื่อถึงวันนัดรังวัด จำเลยที่ ๒ ได้นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และเจ้าหน้าที่รังวัดได้ทำการปักหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๖๙๓ กับหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๓๕๘ รุกล้ำที่ดินโจทก์เนื้อที่รวม ๕ ไร่ ๙๔ ตารางวา โดยโจทก์ไม่รู้เห็นและไม่ยินยอม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จัดทำแผนที่และคำนวณเนื้อที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๐๗ ตารางวา เพราะหากรวมเนื้อที่ดินเดิมและในส่วนที่รังวัดรุกล้ำที่ดินโจทก์ จำนวน ๕ ไร่ ๙๔ ตารางวา แล้วต้องได้เนื้อที่รวมทั้งสิ้น ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๙๖ ตารางวา แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กลับร่วมกันจงใจปกปิดเนื้อที่ดินที่แท้จริงไว้โดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นโมฆะและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินให้จำเลยที่ ๓ และโดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม การซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ปักเสาเพื่อทำรั้วกั้นตามแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๖๙๓ ถึงหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๓๕๘ ตลอดแนวโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดิน และให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และให้รังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๘ ใหม่

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านหรือตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามที่จำเลยที่ ๑ แจ้ง อีกทั้งในการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ ๓ ต่างยืนยันชี้แนวเขตตามหลักหมุดที่ดิน เลขที่ ๘ฝ ๔๖๙๓ และเลขที่ ๘ฝ ๔๓๕๘ ว่าถูกต้องแล้ว แต่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตการปักหลักหมุดที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๕ ไร่ ๙๔ ตารางวา แต่ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๘ เลขที่ ๖๑ ตำบลหนองหว้า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซื้อและจดทะเบียนมาโดยสุจริต หลังจากซื้อแล้วจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้าครอบครองทำประโยชน์ โดยปลูกมันสำปะหลังและทำนา การปักเสาล้อมรั้วมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงรวมทั้งโจทก์มาชี้แนวเขต ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านการปักเสาและล้อมรั้วของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๘ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยที่ ๒ จนนำไปสู่ข้อพิพาทในคดีนี้ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ นำเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไปรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยที่ ๒ โดยนำชี้และรังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ ๕ ไร่ ๙๔ ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ ๒ ขายที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ นำเสารั้วไปปักตามแนวเขตที่ดินส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ ขอให้เพิกถอนการรังวัดปักหมุดที่ดิน หรือให้ถอยร่นหลักหมุดที่ดินที่ปักรุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์กลับไปดังเดิม ให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์และคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันรื้อถอนเสารั้วที่ปักตามแนวเขตที่ดินส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ออกไป จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ นำเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไปรังวัดสอบเขตที่ดินถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของจำเลยที่ ๑ แล้ว แต่โจทก์ไม่ไประวังแนวเขตของตน ไม่ไปตรวจสอบแนวเขตที่ดินที่จำเลยที่ ๒ นำชี้และที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ปักหลักหมุดไว้ อีกทั้งในการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ ๓ ต่างยืนยันชี้แนวเขตว่าถูกต้องแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่าปักเสาล้อมรั้วมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงรวมทั้งโจทก์มาชี้แนวเขต โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านการปักเสาและล้อมรั้วของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์อ้างว่า เดิมจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๘๖๘ เลขที่ดิน ๖๑ ตำบลหนองหว้า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่ ๑ งาน ๐๒ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรลักษ์ และได้นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ทำการปักหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๖๙๓ ถึงหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๓๕๘ รุกล้ำที่ดินโจทก์คิดเป็นเนื้อที่รวม ๕ ไร่ ๙๔ ตารางวา แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กลับจัดทำแผนที่และคำนวณเนื้อที่ดินให้จำเลยที่ ๒ เป็นจำนวน ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๐๗ ตารางวา ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะหากรวมเนื้อที่ดินเดิมและในส่วนที่รังวัดรุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ต้องได้เนื้อที่ดินทั้งสิ้น ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๙๖ ตารางวา อันเป็นการร่วมกันจงใจปกปิดเนื้อที่ดินที่แท้จริงไว้โดยไม่สุจริต และต่อมาจำเลยที่ ๒ ขายที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวให้กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีพิพาทเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ออกไปทำการรังวัดสอบเขตที่ดินตามคำขอของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรังวัดสอบเขต แบ่งแยก และรวมโฉนดที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๗ จึงเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้ต้องปฏิบัติ ตลอดจนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ดำเนินการให้ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมาย อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ทำการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดิน กับมีหน้าที่รับคำขอและสอบสวนสิทธิในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ไม่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานก่อนการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงมีคำขอให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตและการปักหมุดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ให้กลับไปอยู่ดังเดิมขณะที่ยังไม่มีการรังวัดตรวจสอบแล้วให้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวใหม่ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ทำการรังวัดสอบเขต และจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ ๑ กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเอกชน โดยโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๗ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๘ ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรลักษ์ จำเลยที่ ๒ ได้นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และเจ้าหน้าที่รังวัดได้ทำการปักหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๖๙๓ กับหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๓๕๘ รุกล้ำที่ดินโจทก์เนื้อที่รวม ๕ ไร่ ๙๔ ตารางวา โดยโจทก์ไม่รู้เห็นและไม่ยินยอม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กลับร่วมกันจงใจปกปิดเนื้อที่ดินที่แท้จริงไว้โดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นโมฆะและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมา จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินให้จำเลยที่ ๓ และโดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม การซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ปักเสาเพื่อทำรั้วกั้นตามแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๖๙๓ ถึงหลักหมุดที่ดินเลขที่ ๘ฝ ๔๓๕๘ ตลอดแนวโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดิน และให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และให้รังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๘ ใหม่ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านหรือตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามที่จำเลยที่ ๑ แจ้ง อีกทั้งในการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ ๓ ต่างยืนยันชี้แนวเขตตามหลักหมุดที่ดินว่าถูกต้องแล้ว แต่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอนการรังวัดสอบเขตการปักหลักหมุดที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แต่ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๖๘ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ที่ซื้อและจดทะเบียนมาโดยสุจริต โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านการปักเสาและล้อมรั้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ การที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางพรรณี กลิ่นส่ง โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายเอกสุวัชร์ เหล่าสายเชื้อ ที่ ๒ ว่าที่ร้อยตรีบารมี แซ่เตีย ที่ ๓ นายบัญชา แซ่เตีย ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณี กลิ่นส่ง
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 8/2557
#580213
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์กับจำเลยจะเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน 1 คน แต่โจทก์กับจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินซึ่งนำมาลงทุนและทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงเป็นการขอแบ่งโดยใช้หลักกรรมสิทธิ์รวม ตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ลักษณะ 2 มิได้อยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยแต่งงานกันตามประเพณีแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 1 คน ระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากันโจทก์กับจำเลยนำที่ดินมือเปล่าเนื้อที่คนละ 1 งาน รวมราคา 200,000 บาท มาถมและสร้างตึกแถวชั้นเดียวจำนวน 3 คูหา เลขที่ 47 หมู่ที่ 6 ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ใช้เงินค่าก่อสร้าง 500,000 บาท และร่วมกันเปิดร้านขายสินค้าทั่วไป ชื่อ "ร้านบ้านดีมีมานะ" ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์กับจำเลยใช้ในการลงทุนร่วมกันจำนวน 900,000 บาท ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีสาเหตุขัดแย้งและแยกทางกัน ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยแบ่งที่ดินพร้อมบ้านและเงินลงทุนซื้อสินค้ามาจำหน่ายในร้านซึ่งโจทก์เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยให้จำเลยกึ่งหนึ่งรวมเป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท

จำเลยให้การว่า ตึกแถวพิพาทและร้านบ้านดีมีมานะเป็นของบิดามารดาจำเลย โจทก์มีส่วนเพียงนำที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ของโจทก์ที่อยู่ติดกับที่ดินของบิดามารดาจำเลยเนื้อที่ 2 งาน มารวมกับที่ดินของบิดามารดาจำเลย และร้องขอให้บิดามารดาจำเลยก่อสร้างตึกแถวพิพาทลงบนที่ดินของโจทก์โดยบอกว่าจะยกที่ดินและตึกพิพาทให้บุตรของโจทก์และจำเลย บิดามารดาจำเลยจึงสร้างตึกแถวพิพาทอยู่บนที่ดินทั้งของโจทก์และบิดามารดาจำเลยฝ่ายละ 1 งาน บิดามารดาจำเลยเป็นคนออกเงินก่อสร้างตึกแถวพิพาท โดยกู้ยืมเงินจากการประปาส่วนภูมิภาคกระทรวงมหาดไทยแล้วระบุชื่อของมารดาจำเลยเป็นเจ้าบ้านในตึกแถวพิพาท ส่วนเงินที่ใช้ซื้อสินค้าในร้านบ้านดีมีมานะ ก็เป็นเงินที่บิดาโจทก์กู้ยืมจากบริษัทเอส.เอ็น.เอ็น.ลิสซิ่ง จำกัด จำนวน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์มีหญิงอื่นและยินยอมออกจากตึกแถวเลขที่ 47 ไปพร้อมเงินที่ได้จากการขายสินค้าซึ่งเป็นของบิดามารดาจำเลย และโจทก์ยังให้จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเป็นราคาที่ดินในส่วนของโจทก์ตามราคาซื้อขายในปัจจุบันเพียง 30,000 บาท เท่านั้น

ในวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุโขทัย เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะเป็นคดีครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยจะเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน 1 คน แต่โจทก์กับจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินซึ่งนำมาลงทุนและทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงเป็นการขอแบ่งโดยใช้หลักกรรมสิทธิ์รวม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ลักษณะ 2 มิได้อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 27 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2557

ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา

อโนชา ชีวิตโสภณ - ย่อ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นางสาว ว.
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 7/2557
#557295
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ให้เช่ายื่นฟ้องเอกชนผู้เช่าและหน่วยงานของรัฐว่า ผู้เช่านำที่ดินที่เช่าไปออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทับที่ดินของผู้ให้เช่าแล้วนำไปให้ผู้อื่นเช่าต่ออีกทอดหนึ่ง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอน น.ค. ๓, น.ส. ๓ ก. รวมทั้งสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินพร้อมทั้งให้ผู้ให้เช่าเป็นเจ้าของที่ดินและสิทธิการเช่า เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอน น.ค. ๓ และน.ส. ๓ ก. รวมทั้งสิทธิการเช่า พร้อมทั้งให้โจทก์เป็นเจ้าของและสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินของที่ดินแปลงพิพาทก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำเลยที่ ๔ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำเลยที่ ๕ กรมที่ดิน จำเลยที่ ๖ และอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๗ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง หรือจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๗

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสีคิ้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสีคิ้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายพวง สำพันธมิตร หรือสัมพันธมิตร ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน โจทก์ ยื่นฟ้องนายบันลือศักดิ์ หรือทวน บุญเลี้ยง ที่ ๑ กับพวกรวม ๘ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๐๗/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์ที่ ๑ ซื้อที่ดินมีหลักฐาน ภ.บ.ท. ๖ จากนายคอง หรือควง โชคสูงเนิน นางติ้ว โชคสูงเนิน และนายอินทร์ เชิดสูงเนิน รวม ๕๖ ไร่ ๓ งาน มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ แล้วทำการแผ้วถางบุกเบิกจนมีที่ดินเกือบ ๑๐๐ ไร่ จึงสมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ กำหนดให้ราษฎรมีที่ดินไม่เกินคนละ ๕๐ ไร่ โจทก์ที่ ๑ จึงได้แบ่งที่ดินส่วนที่เกินให้โจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตร ต่อมาในปี ๒๕๓๐ และ ๒๕๔๕ โจทก์ทั้งสองย้ายไปอยู่จังหวัดสระแก้วจึงให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเช่าที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์ทั้งสองยังคงดูแลพร้อมเก็บค่าเช่า แต่ถูกจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันนำเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไปรังวัดที่ดินโจทก์ทั้งสองเพื่อออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ออก น.ค. ๓ ให้จำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองซึ่งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำ น.ค. ๓ ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยจำเลยที่ ๖ ออก น.ส. ๓ ก. ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทับที่ดินโจทก์ทั้งสอง และ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไปให้บริษัทเขาใหญ่ เนเชอรัลปาร์ค จำกัด เช่าสิทธิเหนือพื้นดินมีกำหนด ๓๐ ปี แต่บริษัทเขาใหญ่ฯ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายและให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิการเช่าที่ดินรวมที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ ๘ เป็นผู้ชนะการประมูล การกระทำของจำเลยทั้งแปดทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) เลขที่ ๔๓๓๖ และเลขที่ ๖๕๖๐ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๐๒๕ และเลขที่ ๕๔๗๓ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และให้ที่ดินทั้งสองแปลงและสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินทั้งสองแปลงกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความและฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เข้าครอบครองที่ดินโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปี ทำการสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองและทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) จึงเป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบและนำพิสูจน์สิทธิการทำประโยชน์ในที่ดิน เพื่อขอให้ทางราชการออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และได้ปฏิบัติราชการตามระเบียบ ขั้นตอน และวิธีปฏิบัติตามกฎหมายโดยชอบ ทำการออก น.ค. ๓ ให้กับสมาชิกนิคมซึ่งได้รับการรับรองตามกฎหมาย จึงเป็นการออก น.ส. ๓ ก. โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยที่ ๘ ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ จำเลยที่ ๘ ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๗ ยื่นคำร้องว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสีคิ้วพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดอ้างว่าจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๘ ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่าที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเป็นของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในการพิจารณาว่าการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อนว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเสียก่อน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) ในนิคมสร้างตนเองและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๘ บัญญัติให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีอำนาจอนุญาตให้สมาชิกนิคมเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสร้างตนเองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๗ บัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย เป็นผู้มีอำนาจในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ และการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือเจ้าพนักงานที่ดินที่อธิบดีกรมที่ดินมอบหมายแล้วแต่กรณีซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๕ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยไม่ชอบทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นปัญหาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่ บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ อีกทั้งการพิจารณาว่าการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิได้พิจารณาเฉพาะประเด็นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครองครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่แต่เพียงประการเดียว แต่ยังต้องพิจารณาในประเด็นว่าการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกโดยถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๘ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินและให้จำเลยที่ ๑ เช่าที่ดิน แต่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันนำเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไปรังวัดที่ดินและออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) เลขที่ ๔๓๓๖ และเลขที่ ๖๕๖๐ และนำ น.ค. ๓ ดังกล่าวไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จำเลยที่ ๖ ได้ออก น.ส. ๓ ก. ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทับที่ดินโจทก์ทั้งสอง และนำที่ดินดังกล่าวไปให้บริษัทเขาใหญ่เนเชอรัลปาร์ค จำกัด เช่าสิทธิเหนือพื้นดินมีกำหนด ๓๐ ปี แต่บริษัทเขาใหญ่ฯ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิการเช่าที่ดินรวมที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๘ ขอให้เพิกถอน น.ค. ๓ น.ส. ๓ ก. รวมทั้งสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินของที่ดินพร้อมทั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินของที่ดินแปลงพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า คำฟ้องโจทก์ขาดอายุความและฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เข้าครอบครองที่ดินโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ สมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองและทางราชการได้ออก น.ค. ๓ ให้แล้ว พร้อมทั้งนำพิสูจน์สิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อขอ น.ส. ๓ ก. จึงเป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และได้ปฏิบัติราชการตามระเบียบ ขั้นตอน และวิธีปฏิบัติตามกฎหมายโดยชอบ ทำการออก น.ค. ๓ ให้กับสมาชิกนิคมซึ่งได้รับการรับรองจึงเป็นการออก น.ส. ๓ ก. โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๘ ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ จำเลยที่ ๘ ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกเป็นชื่อบุคคลอื่น รวมทั้งขอให้ที่ดินทั้งสองแปลงและสิทธิการเช่าเหนือที่ดินทั้งสองแปลงกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลที่ขอให้เพิกถอน น.ค. ๓ และน.ส. ๓ ก. รวมทั้งสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินของที่ดิน พร้อมทั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่าเหนือพื้นดินของที่ดินแปลงพิพาทก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้าง หรือจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพวง สำพันธมิตร หรือสัมพันธมิตร ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน โจทก์ นายบันลือศักดิ์ หรือทวน บุญเลี้ยง ที่ ๑ กับพวกรวม ๘ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพวง สำพันธมิตรหรือสัมพันธมิตรที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายบันลือศักดิ์หรือทวน บุญเลี้ยงที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2557
#557294
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ที่ครอบครองอยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้บังคับ แต่ยังไม่มีการออกโฉนด และโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วนสืบต่อจากนายทิด ต่อมาทางราชการประกาศให้มีการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวมถึงบริเวณที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ จึงไปยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัด ซึ่งได้รังวัดและออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมลงลายมือชื่อในแบบรับรองการรังวัด อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ จากนั้นโจทก์ยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ทำการรังวัดให้ อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์เห็นว่าไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่เป็นที่ดินของโจทก์ซึ่งโจทก์ไม่เคยสละสิทธิ์ โจทก์จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทตลอดมา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ในส่วนที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานโดยไม่มีการคัดค้าน จึงเป็นการอุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยปริยาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๗

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔ นายสุทัศน์ ไฝเพชร โดยนางดวงพร ไฝเพชร ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ ยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ โดยนายสยามหรือสวัสดิ์ ไฝเพชร ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๘๙/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายทิด ไฝเพชร และเป็นทายาทของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ เมื่อประมาณปี ๒๔๗๐ นายลอยและนางแพ ไฝเพชร ได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์โดยการทำนาในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตหมู่ที่ ๒ ต่อมาปี ๒๔๙๘ นางลอย นางแพ และนายทิด ไฝเพชร ได้แจ้งการครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อนายอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ครอบครองอยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้บังคับ มีเนื้อที่ระบุใน ส.ค. ๑ จำนวน ๒ ไร่ ๘๐ ตารางวา แต่ปัจจุบันมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีเนื้อที่ครอบครองอยู่จริงประมาณ ๘ ไร่ ต่อมานายทิดถึงแก่ความตาย จึงยังไม่มีการออกโฉนด ที่ดินบางส่วนมีศาลเจ้าเก่าแก่ปลูกสร้างอยู่ และอดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ เข้าใจว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงได้ใช้งบประมาณของทางราชการสร้างลานปูนซิเมนต์เพื่อตากข้าวสำหรับราษฎรใช้ร่วมกัน รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๒ ไร่ ซึ่งโจทก์และทายาทนายลอยทราบเรื่องแต่มิได้ว่ากล่าว เพราะเห็นว่าเป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะและเป็นลานปูนตากข้าวที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ แต่มิได้มีเจตนาจะยกให้เป็นที่สาธารณะแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ ๑ เข้ารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ได้ใช้งบประมาณของทางราชการปลูกสร้างอาคารอเนกประสงค์ จำนวน ๑ หลัง ในที่พิพาทโดยมิได้ขออนุญาตจากโจทก์หรือทายาทคนอื่นๆ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังกล่าวบางส่วนสืบต่อจากนายทิด เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๔ ตารางวา ต่อมาทางราชการประกาศให้มีการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวมถึงบริเวณที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ จึงไปยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ซึ่งได้รังวัดและออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ได้เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๔ ตารางวา แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมลงลายมือชื่อในแบบรับรองการรังวัดอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์และจำเลยที่ ๒ ก็ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้กระจ่างชัด โจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ จากนั้นโจทก์ยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ทำการรังวัดให้อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่เป็นที่ดินของโจทก์ ซึ่งโจทก์ไม่เคยสละสิทธิ์ โจทก์จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทตลอดมา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ในส่วนที่ขอออกโฉนดที่ดินบริเวณศาลเจ้าและลานปูนตากข้าวเป็นของโจทก์และทายาทนางลอย ไฝเพชร และมีคำสั่งให้เพิกถอนที่ดินที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานโดยไม่มีการโต้แย้งคัดค้าน จึงเป็นการอุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยปริยาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองในการที่ไม่รับรองแนวเขตและไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ ซึ่งโจทก์อ้างว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นของโจทก์และเพิกถอนที่ดินบริเวณพิพาทที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายทิด ไฝเพชร และเป็นทายาทผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๐ ตารางวา ได้ยื่นขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ซึ่งได้รังวัดที่ดินให้โจทก์เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ แล้วได้เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๐ ตารางวา แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตโดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาในปี ๒๕๕๒ โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ทำการรังวัดให้ โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์เห็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์แต่เป็นที่ดินของโจทก์ ซึ่งโจทก์ไม่เคยสละสิทธิ์ โจทก์จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทตลอดมา จึงฟ้องต่อศาลขอให้ที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๐ ตารางวา เป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวแทนนายอำเภออู่ทอง คัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ตามใบไต่สวนที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่นายอำเภออู่ทอง มีหน้าที่ในการดูแลรักษาตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกอบกับมาตรา ๖๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และข้อ ๕ (๒) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๔ นั้น จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ฟ้องว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์แต่เป็นที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ และให้เพิกถอนที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ มิใช่คดีที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด เนื่องจากนายอำเภออู่ทองโดยจำเลยที่ ๑ มิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและมิได้กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในที่ดินพิพาทเพื่อโต้แย้งสิทธิกับโจทก์ หรือยกข้อต่อสู้เพื่อหักล้างกันว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนด้วยกันเอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) โดยมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ครอบครองอยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้บังคับ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๘๐ ตารางวา แต่ยังไม่มีการออกโฉนด และโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังกล่าวบางส่วนสืบต่อจากนายทิด เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๔ ตารางวา ต่อมาทางราชการประกาศให้มีการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวมถึงบริเวณที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ จึงไปยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ซึ่งได้รังวัดและออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ได้เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๙๔ ตารางวา แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมลงลายมือชื่อในแบบรับรองการรังวัด อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ และจำเลยที่ ๒ ก็ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ จากนั้นโจทก์ยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ทำการรังวัดให้อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่เป็นที่ดินของโจทก์ซึ่งโจทก์ไม่เคยสละสิทธิ์ โจทก์จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทตลอดมา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ในส่วนที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานโดยไม่มีการคัดค้าน จึงเป็นการอุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยปริยาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ในส่วนที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้ผู้ที่มี ส.ค. ๑ นำหลักฐานมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ (ใช้บังคับวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) โดยหากพ้นกำหนดดังกล่าว จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่า ผู้ที่มี ส.ค. ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายให้ศาลยุติธรรมทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสุทัศน์ ไฝเพชร โดยนางดวงพร ไฝเพชร ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ โดยนายสยามหรือสวัสดิ์ ไฝเพชร ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทัศน์ ไฝเพชร โดยนางดวงพร ไฝเพชร ผู้รับมอบอำนาจ
จำเลย — ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ โดยนายสยามหรือสวัสดิ์ ไฝเพชร
ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2557
#557293
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่โจทก์อ้างว่า ได้ขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๓ โดยมีหลักฐานเป็น ส.ค. ๑ จำเลยที่ ๑ คัดค้านแนวเขตและไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต และคัดค้านการรังวัดที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอออกโฉนดที่ดินโดยมีหลักฐานเป็น น.ส. ๓ ต่อจำเลยที่ ๓ และนำรังวัด รุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์และองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์คัดค้านแนวเขตโดยอ้างว่า จำเลยที่ ๑ นำชี้รุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ (ทางเกวียน) จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์โดยกันพื้นที่ส่วนที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านออกไป และมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ ทั้งแปลงซึ่งทับที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้พิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์นำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ และได้คัดค้านแนวเขตที่ดิน โดยทราบดีว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ และคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๗

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๕ นางสายบัว นิพิฐกุล โจทก์ ยื่นฟ้อง นางตุ๊ จันทร์ดอน ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายเอกนรินทร์ เทิ่งขุนทด ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๒๒/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๘๖/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๓ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาลำปลายมาศ โดยมีหลักฐานประกอบการยื่นคำขอเป็น ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๘๑ หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองกะทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ในการรังวัดชี้แนวเขต เพื่อออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีที่ดินอยู่ติดกับที่ดินโจทก์ได้คัดค้านแนวเขตและไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต และยื่นคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์ต่อจำเลยที่ ๓ อ้างว่า โจทก์นำรังวัดรุกล้ำแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ บางส่วน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยมี น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘๗/๙๕ หมู่ที่ ๙ ตำบลหนองกะทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อจำเลยที่ ๓ และนำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์จำนวนเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา โจทก์และองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์คัดค้านแนวเขต โดยองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ นำชี้รุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ (ทางเกวียน) จำเลยที่ ๓ สอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งที่ ๔/๒๕๕๕ ให้ออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ โดยกันพื้นที่ส่วนที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านออกไป และมีคำสั่งที่ ๕/๒๕๕๕ ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ ทั้งแปลงซึ่งทับที่ดินของโจทก์เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินที่พิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารคัดค้านแนวเขตในการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ ให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๔/๒๕๕๕ และ ๕/๒๕๕๕ ของจำเลยที่ ๓ กับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปลง

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์และไม่ได้อยู่ในที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๘๑ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยได้รับการยกให้จากบิดามารดา ตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ โดยครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันจนถึงปัจจุบัน และนายอำเภอได้ออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘๗/๙๕ ให้จำเลยที่ ๑ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ โดยโจทก์และสามีโจทก์ไม่ได้โต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินและนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ และได้คัดค้านแนวเขตที่ดินที่จำเลยที่ ๑ นำรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน โดยทราบดีว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาท ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๘๕/๒๕๓๕ หมายเลขแดงที่ ๑๒๓๔/๒๕๓๕ ระหว่าง นายแจ่ม นิพิฐกุล โจทก์ นางตุ๊ จันทร์ดอน จำเลย ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว ที่ดิน น.ส. ๓ ของจำเลยที่ ๑ มีอาณาเขตกำหนดแน่นอนและไม่มีทางสาธารณะตัดผ่าน ทั้งยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า จำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดีกว่าโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ ๓ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกคำสั่งไม่ถูกต้อง ตามกฎหมาย ไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ แต่การพิจารณาว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริง และสามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิในที่ดินต่างจากที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนได้ ดังนั้น การที่จะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ หรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยกันพื้นที่ส่วนที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านออกไป และมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทั้งแปลง ซึ่งมีผลทำให้ที่ดินของจำเลยที่ ๑ ทับที่ดินของโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เต็มทั้งแปลง กรณีเป็นการฟ้องว่า คำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ในการสอบสวนเปรียบเทียบ ตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๓ เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อมีผลทำให้โจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ทั้งแปลง จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีมาจากการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองโดยมีประเด็นแห่งคดีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งที่ ๔/๒๕๕๕ และ ๕/๒๕๕๕ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยที่ ๓ จะต้องออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปลงหรือไม่ แม้คดีนี้จะมีปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทก็ตาม แต่ประเด็นปัญหาดังกล่าวรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๘๕/๒๕๓๕ หมายเลขแดงที่ ๑๒๓๔/๒๕๓๕ และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนและคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้จึงไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ก็เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดิน โดยมีหลักฐานเป็น ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๘๑ ในการรังวัดชี้แนวเขตที่ดิน จำเลยที่ ๑ คัดค้านแนวเขตและไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต และคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำรังวัดรุกล้ำ แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ บางส่วน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอออกโฉนดที่ดินโดยมีหลักฐานเป็น น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘๗/๙๕ ต่อจำเลยที่ ๓ และนำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์และองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์คัดค้านแนวเขต โดยองค์การบริหารส่วนตำบลผไทรินทร์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ นำชี้รุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ (ทางเกวียน) จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งที่ ๔/๒๕๕๕ ให้ออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ โดยกันพื้นที่ส่วนที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านออกไป และมีคำสั่งที่ ๕/๒๕๕๕ ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ ทั้งแปลงซึ่งทับที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารคัดค้านแนวเขตในการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ ให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๔/๒๕๕๕ และ ๕/๒๕๕๕ ของจำเลยที่ ๓ กับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์และไม่ได้อยู่ในที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๘๑ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินและนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ และได้คัดค้านแนวเขตที่ดินที่จำเลยที่ ๑ นำรังวัดออกโฉนดที่ดิน โดยทราบดีว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนและคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่พิพาท เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสายบัว นิพิฐกุล โจทก์ นางตุ๊ จันทร์ดอน ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายเอกนรินทร์ เทิ่งขุนทด ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายบัว นิพิฐกุล
จำเลย — นางตุ๊ จันทร์ดอน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 5/2557
#580206
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจเอก อ. ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่า จำเลยทั้งสองไม่แบ่งแยกสินสมรสของโจทก์ซึ่งรวมอยู่ในกองมรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งทั้งในส่วนที่เป็นที่ดินและทรัพย์สินอื่นไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายอีก ส่วนผู้ร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์ รายการที่ 58 ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ ดังนี้ แม้คดีจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. บรรพ 6 แต่เมื่อประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามคำฟ้องกึ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นสินสมรสหรือไม่ รวมทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดอ้างในคำร้องสอดนั้นเป็นของผู้ร้องสอดหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นคดีโต้เถียงกันเกี่ยวด้วยสินสมรส ซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว คดีนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจเอก อ. ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2500 แต่ไม่มีบุตรด้วยกันจึงรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 และทำพินัยกรรมไว้โดยระบุในพินัยกรรมว่า ทรัพย์สินในส่วนของผู้ตายยกให้แก่จำเลยทั้งสองและบุตรของจำเลยทั้งสอง คือ เด็กหญิง ท. และเด็กหญิง ส. และให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายรวบรวมรายการทรัพย์สินของผู้ตาย รวมเป็นมูลค่า 638,374.26 บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย จึงถือว่าเป็นสินสมรสเนื่องจากก่อนและระหว่างสมรสกันนั้นโจทก์กับผู้ตายต่างมีสินส่วนตัวและสินเดิมมาก่อน และมีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสซึ่งตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 มาตรา 1468 ให้สามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ผู้ตายจึงเป็นผู้จัดการสินบริคณห์เพียงฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ดังนั้น ทรัพย์สินที่เป็นกองมรดกของผู้ตายแม้จะมีชื่อของผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์มีส่วนในทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง และมีสิทธิขอลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความสำคัญอื่น ๆ จำเลยทั้งสองจึงต้องแบ่งส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายออกจากส่วนที่เป็นมรดกก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือแบ่งให้แก่ทายาทอื่นตามพินัยกรรม แต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย คงมีรายการทรัพย์สิน รวม 32 รายการ เท่านั้นที่เป็นสินสมรส การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้ถูกต้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินที่เป็นส่วนแบ่งของสินสมรสที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่คำนวณได้ ณ วันฟ้อง จำนวน 275,863,209.70 บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมตามส่วนแบ่งของสินสมรสกึ่งหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 220 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร (ซอยไชยยศ) โฉนดที่ดินเลขที่ 107640-107641 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร (ซอยอ่อนนุช) โฉนดที่ดินเลขที่ 48396-48397 ตำบลดอกไม้ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร (ซอยอุดมสุข) โฉนดที่ดินเลขที่ 62454 ตำบลดอกไม้ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร (ซอยอุดมสุข) และโฉนดตราจองเลขที่ 1036 เล่ม 11 หน้า 36 เนื้อที่ 3 งาน 86 ตารางวา อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานที่ดินในเขตท้องที่เพื่อจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์แทน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจากกองมรดก ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งส่วนของสินสมรสในบัญชีทรัพย์มรดกส่วนที่ขาดหายไป 62 รายการ คือ รายการที่ 6, 15, 22-28, 31, 43, 57 และรายการ 64-113 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คำนวณดอกผลตามรายการทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้คำนวณ ณ วันฟ้อง และส่วนที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสจนถึงวันสิ้นสุดแห่งการสมรส (8 พฤศจิกายน 2553) ที่เป็นส่วนของสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวน 319,187,597.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมโจทก์กับผู้ตายมีบุตรชายด้วยกัน 2 คน แต่ถึงแก่ความตายไปตั้งแต่เป็นผู้เยาว์ ต่อมาผู้ตายกับโจทก์จึงจดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรม ภายหลังผู้ตายกับโจทก์ยังจดทะเบียนรับนาง อ. กับนาย ก. หลานสาวหลานเขยของโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมด้วย ก่อนโจทก์กับผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันมีข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินและการจัดการทรัพย์สินกันไว้ โดยต่างตกลงแบ่งแยกสินส่วนตัวออกจากกันและต่างครอบครองและจัดการทรัพย์สินของคู่สมรสแต่ละฝ่ายมาโดยตลอด หากมีทรัพย์สินของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีขึ้นภายหลังแล้วให้ใส่ชื่อของผู้ตายและโจทก์แยกออกจากกันและต่างไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของแต่ละฝ่ายโดยทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งทั้งในส่วนที่เป็นที่ดินและทรัพย์สินอื่นไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย คงมีเพียงทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสซึ่งจำเลยทั้งสองแจ้งให้แก่โจทก์ทราบแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายอีก ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ทรัพย์สินรายการที่ 58 ซึ่งเป็นอาคาร 7 ชั้น ที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 75553 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างนาง ส. จำเลยที่ 1 ผู้ร้องสอดและนาง ศ. ไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องสอด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 75553 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นของนาง ส. ที่แบ่งให้แก่บุตรซึ่งรวมถึงผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 1 โดยในหนังสือสัญญาให้ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ข้อ 3 ระบุว่า การให้ที่ดินดังกล่าวไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอาคาร 6 ชั้น และ 7 ชั้น ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวผู้ตายเป็นผู้ว่าจ้างให้ก่อสร้าง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายระบุไว้ในรายการทรัพย์สินของผู้ตาย รายการที่ 58 ว่าอาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งได้มาระหว่างสมรส โจทก์จึงมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ส่วนผู้ร้องสอดซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะในส่วนของที่ดินไม่อาจมายื่นคำร้องสอดในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและแก้ไขคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ตายใช้ดอกผลจากสินส่วนตัวของผู้ตายสร้างอาคาร 6 ชั้น และ 7 ชั้น ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 75553 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร อาคารดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ต่อมาขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ได้มอบกรรมสิทธิ์ในอาคารแต่ละชั้นให้แก่ทายาทของผู้ตายโดยโจทก์ทราบการกระทำดังกล่าวมาโดยตลอดและไม่ได้คัดค้านประการใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งอาคารดังกล่าว

ในวันนัดพร้อมหรือนัดชี้สองสถาน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจเอก อ. ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่า จำเลยทั้งสองไม่แบ่งแยกสินสมรสของโจทก์ซึ่งรวมอยู่ในกองมรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์โดยชอบ จำเลยทั้งสองให้การว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งทั้งในส่วนที่เป็นที่ดินและทรัพย์สินอื่นไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย คงมีเพียงทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสซึ่งจำเลยทั้งสองได้แจ้งให้แก่โจทก์ทราบแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายอีก ส่วนผู้ร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์ รายการที่ 58 ซึ่งเป็นอาคาร 7 ชั้น ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ ดังนี้ แม้คดีจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 แต่เมื่อประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามคำฟ้องกึ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นสินสมรสหรือไม่ รวมทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดอ้างในคำร้องสอดนั้นเป็นของผู้ร้องสอดหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นคดีโต้แย้งเถียงกันเกี่ยวด้วยสินสมรส ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว คดีนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 4 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2557

ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา

อโนชา ชีวิตโสภณ - ย่อ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
ผู้ร้องสอด — นาง ส.
นาย บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — พลตำรวจเอก อ. กับพวก
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 4/2557
#557292
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานครมีโครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองดาวคะนองถึงประตูระบายน้ำเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของบ้านซึ่งปลูกริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยการเช่าที่ดิน ให้รื้อถอนบ้าน โดยเห็นว่าปลูกรุกล้ำแนวเขตปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเช่าที่พิพาทปลูกบ้านตามที่กล่าวอ้างหรือปลูกบ้านรุกล้ำแนวปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๗

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่งธนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นางสาวสำรวย แซ่ตั้ง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขตราษฎร์บูรณะ ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๐๙/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ ๘๐๓ ถนนเจริญนคร แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โดยครอบครองต่อจากบิดามารดาติดต่อกันมาประมาณ ๑๐๐ ปี ซึ่งปลูกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอาคารชั้นเดียวสร้างด้วยไม้หลังคาสังกะสี เนื้อที่ ๑๒ ตารางเมตร และเข้าใจว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยว จึงได้เช่าที่ดินและได้ชำระค่าเช่ามาโดยตลอด เนื่องจากสายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาได้เปลี่ยนทิศและกระแสน้ำได้กัดเซาะเอาพื้นดินในบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีปลูกบ้านไปจนเปลี่ยนสภาพจากการปลูกบ้านบนพื้นดินเป็นการปลูกบ้านอยู่ในน้ำ เมื่อปี ๒๕๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีให้รื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำคลองดาวคะนอง เนื้อที่ ๑๒ ตารางเมตร ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารบางส่วนรุกล้ำคลองดาวคะนอง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงได้อุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาและให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าบ้านของผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างอยู่บนพื้นดินที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ และไม่มีส่วนใดรุกล้ำคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับขอให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ให้การว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะตามกฎหมาย ต่อมาสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร มีโครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองดาวคะนองถึงประตูระบายน้ำเดิม จึงได้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณะบริเวณปากคลองดาวคะนองพบว่ามีบ้านเรือนของประชาชนประมาณ ๑๕ หลัง ซึ่งรวมถึงบ้านของผู้ฟ้องคดีได้ปลูกรุกล้ำแนวเขตที่สาธารณะบริเวณปากคลองดาวคะนองด้วย สำนักการระบายน้ำจึงมีหนังสือขอความร่วมมือสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะให้ดำเนินการรื้อถอนบ้านของผู้ฟ้องคดีที่ปลูกรุกล้ำแนวเขตที่สาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารให้พ้นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เป็นผู้ปกครองท้องที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการจัดทำบริการสาธารณะและมีอำนาจหน้าที่ดูแลที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งดำเนินการกับผู้รุกล้ำลำคลองสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๖๙ (๑) มาตรา ๘๙ (๑๐) และมาตรา ๙๐ บัญญัติ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจดูแลรักษาสาธารณะในกรุงเทพมหานคร และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๔ ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๐๒ ข้อ ๑ และข้อ ๔ ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งจังหวัดที่สถานที่นั้นตั้งอยู่ ทำการตรวจสถานที่ หากเห็นว่าปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินหรือแม่น้ำลำคลอง อันเป็นทางสัญจรของประชาชนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ให้มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้ผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น รื้อถอนไปให้พ้นจากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดียอมรับว่าปลูกบ้านพักอาศัยบนที่ดินพิพาท โดยอาศัยสิทธิการเช่าจากผู้มีชื่อมาตลอดหลายชั่วอายุคน โดยไม่ได้ปลูกบ้านรุกล้ำคลองดาวคะนอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ภายหลังตรวจสอบแนวเขตที่ดินพิพาทพบว่าบ้านผู้ฟ้องคดีปลูกนอกแนวเขตโฉนดที่ดินตามที่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี ตรวจสอบและเชื่อว่าเป็นแนวคลองดาวคะนอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นในการออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารบ้านพักอาศัยออกจากลำคลองดาวคะนอง อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ให้เช่าโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท กรณีหาได้มีประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าปลูกสร้างบ้านอยู่บนที่ดินที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ และไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดรุกล้ำคลองดาวคะนอง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า มีบ้านเรือน ๑๕ หลัง ปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตที่สาธารณะบริเวณปากคลองดาวคะนองรวมทั้งบ้านของผู้ฟ้องคดีด้วย และมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนในส่วนที่รุกล้ำ การพิจารณาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอาศัยปลูกบ้านนั้นรุกล้ำเข้าไปในคลองดาวคะนองซึ่งเป็นที่สาธารณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจให้รื้อถอนได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินของคู่ความทั้งสองฝ่าย เป็นคำฟ้องอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ ทวิ ให้เสนอคดีต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ แม้จะไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีปลูกบ้านโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากผู้อื่นนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่สาธารณะหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าที่ดินในส่วนที่รุกล้ำเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยอาศัยสิทธิการเช่า หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของบ้านซึ่งปลูกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเช่าที่ดินจากโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่สายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยากัดเซาะจนกลายเป็นการปลูกบ้านในน้ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงได้อุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กับขอให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ให้การว่า สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร มีโครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองดาวคะนองถึงประตูระบายน้ำเดิม เมื่อทำการตรวจสอบพบว่าบ้านของผู้ฟ้องคดีปลูกรุกล้ำปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงมีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนบ้านที่ปลูกรุกล้ำแนวเขตปากคลองดาวคะนอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเช่าที่พิพาทปลูกบ้านตามที่กล่าวอ้างหรือปลูกบ้านรุกล้ำแนวปากคลองดาวคะนองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวสำรวย แซ่ตั้ง ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการเขตราษฎร์บูรณะ ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวสำรวย แซ่ตั้ง
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการเขตราษฎร์บูรณะ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 4/2557
#580205
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 2 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง และจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่ง โดยให้สัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ครอบติดไปด้วยนั้น เป็นกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา การสิ้นสุดแห่งการสมรส และสิทธิหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474, 1532, 1533 และ 1564 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว จึงเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีความสัมพันธ์ในครอบครัวกับโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินของทรัพย์พิพาท ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บรักษาไว้ในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นกรณีที่มูลคดีเกี่ยวเนื่องกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ที่ 2 อัตราเดือนละ 30,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 120,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 2 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป อัตราเดือนละ 30,000 บาท จนกว่าโจทก์ที่ 2 อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 จนเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าการศึกษาอบรมให้แก่โจทก์ที่ 2 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนจบชั้นปริญญาตรีโดยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงปีที่ 6 อัตราปีการศึกษาละ 80,000 บาท ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 อัตราปีการศึกษาละ 100,000 บาท ชั้นอุดมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 อัตราปีการศึกษาละ 200,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 1 หลังจดทะเบียนหย่า อัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันจดทะเบียนหย่าถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน รวมเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 และจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตาย ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินของทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองชั่วคราวเพื่อนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้ใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงดังกล่าวจำนวนกึ่งหนึ่งและให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทรวมกันอีกจำนวนกึ่งหนึ่งโดยมีภาระจำนองครอบติดไปด้วยตามสัญญาจำนองเดิมที่ยังคงเหลืออยู่ คิดคำนวณ ณ วันที่ 5 มกราคม 2556 เป็นจำนวนเงิน 3,995,867.39 บาท และหากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม โจทก์ทั้งสองขอถือเอาคำพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินทดรองจ่ายค่าผ่อนทรัพย์พิพาทนับแต่วันจดทะเบียนหย่าถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2555 ถึงปัจจุบันตามความเป็นจริงรวมเป็นจำนวนเงิน 449,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 จนเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีของจำเลยที่ 2 จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 2 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง และจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่ง โดยให้สัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ครอบติดไปด้วยนั้น เป็นกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา การสิ้นสุดแห่งการสมรส และสิทธิหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474, 1532, 1533 และ 1564 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินของทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อของโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องนั้น แม้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีความสัมพันธ์ในครอบครัวกับโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทตามข้อตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นกรณีที่มูลคดีเกี่ยวเนื่องกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้ด้วย

วินิจฉัยว่า คดีของจำเลยที่ 2 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 4 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2557

ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา

อโนชา ชีวิตโสภณ - ย่อ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร. กับพวก
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 3/2557
#557291
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ถือหุ้นฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ โดยอาศัยมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้มีหนังสือมอบฉันทะให้บุคคลเข้าประชุมโดยไม่มีอำนาจ การรับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจ่ายเงินค่าเบี้ยประชุม และผลประโยชน์อื่นๆ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำขอจดทะเบียนและการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ให้เรียกคืนเงินค่าเบี้ยประชุม และประโยชน์อื่นใดที่จ่ายไป และเพิกถอนหนังสือมอบฉันทะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า การจดทะเบียนและการรับจดทะเบียนชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีมีคำสั่งรับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการตามคำขอของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการรับจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยอาศัยมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้นและมติที่ประชุมดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการในฐานะบริษัทมหาชนจำกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลในทางแพ่ง แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การมอบฉันทะให้บุคคลเข้าประชุมในฐานะผู้แทนกระทรวงการคลังของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อโต้แย้งสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนข้อพิพาทดังกล่าวเท่านั้น ทั้งตามคำฟ้อง ก็มิได้กล่าวอ้างถึงการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรับจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ประกอบกับเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เป็นไปเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมซึ่งจะมีผลทำให้มีการเพิกถอนการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นสำคัญ เมื่อการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายในการรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่ง จึงเป็นข้อพิพาทในทางแพ่ง มิใช่เป็นเรื่องทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๗

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ นายประมุท สูตะบุตร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ นายสุรพล นิติไกรพจน์ ที่ ๒ นายนัที เปรมรัศมี ที่ ๓ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่ ๔ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำ ที่ ๑๖๓๘/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ โดยอ้างมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ มติที่ประชุมคณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๒ มติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๓ และประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ รับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการดังกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้มีหนังสือมอบฉันทะให้บุคคลเข้าประชุมในฐานะผู้แทนกระทรวงการคลัง โดยไม่มีอำนาจและขัดหรือแย้งกับคำสั่งกระทรวงการคลังและกฎหมายทำให้หนังสือมอบฉันทะดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องถือว่ากระทรวงการคลังซึ่งมีสิทธิเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ร้อยละ ๖๕.๘๐ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย การประชุมดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประชุม ทำให้มติของที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ รับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอาศัยมติที่ประชุมดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลตามกฎหมายด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมติที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่มีผู้ใดเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงถือว่าไม่เป็นไปตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จ่ายเงินค่าเบี้ยประชุม ค่าโบนัส ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่นๆ ให้แก่กรรมการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำขอจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่อ้างมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมติของที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๓ และประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เรียกคืนเงินค่าเบี้ยประชุม ค่าโบนัสกรรมการ ค่าตอบแทนและประโยชน์อื่นใดที่จ่ายไปแก่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโดยการขอจดทะเบียนและการรับจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นลาภมิควรได้คืนจากบุคคลดังกล่าว และเพิกถอนหนังสือมอบฉันทะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ให้บุคคลอื่นเข้าประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ เข้าประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๓ และ พ.ศ. ๒๕๕๔ แทนกระทรวงการคลังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ให้การว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. ๒๕๓๔ มิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มอบฉันทะชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว การประชุมได้ครบองค์ประชุมแล้ว มติที่ประชุมจึงชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ จึงชอบด้วยกฎหมายด้วย และบุคคลซึ่งไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เข้าลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ นอกจากนั้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็มิได้มีบทบัญญัติกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการว่าจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทซึ่งตนเป็นกรรมการเช่นกัน ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมติที่ประชุมจึงมีคุณสมบัติเป็นกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ให้การว่า การยื่นคำขอจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท การรับจดทะเบียนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งกรรมการในการประชุมผู้ถือหุ้นและการนำมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปแจ้งจดทะเบียน อันเป็นการดำเนินการตามภารกิจอื่นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการดำเนินการในฐานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัดทั่วไปเท่านั้น คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องตามคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นสำคัญ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงมีประเด็นหลักว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ที่รับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาก่อนว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหนังสือมอบฉันทะให้ข้าราชการในสังกัดเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และออกเสียงลงคะแนนในวาระการพิจารณาเลือกตั้งกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขัดกับคำสั่งกระทรวงการคลังที่ ๖๐/๒๕๕๒ และชอบด้วยมาตรา ๓๘ และมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการเลือกตั้งกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ๒๕๕๓ และประจำปี ๒๕๕๔ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ และข้อ ๒๖ ของข้อบังคับของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งกรรมการในการประชุมผู้ถือหุ้นและการนำมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปแจ้งจดทะเบียนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประเด็นรองที่เกี่ยวพันกับประเด็นหลัก คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องสืบเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเกิดจากการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับความเสียหาย เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจการค้า ขณะเกิดเหตุมีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือหุ้น โดยอ้างมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ มติของที่ประชุมคณะกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๒ มติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๓ และประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใดๆ ตามมติที่ประชุมดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยนั้น การจะวินิจฉัยคดีนี้จึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การประชุมและมติที่ประชุมดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเพื่อแสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก การก่อตั้งการดำเนินกิจการ ตลอดจนการเลิกกิจการของนิติบุคคลต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และต้องมีการจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ต้องนำความไปแจ้งต่อนายทะเบียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมได้และเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกให้รับรู้ถึงสถานะ อำนาจหน้าที่ของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องทางปกครอง สถานภาพของผู้ถูกฟ้องคดีจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่จึงต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง มิใช่อยู่ที่การรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เมื่อจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นฟ้อง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ โดยอาศัยมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ได้มีหนังสือมอบฉันทะให้บุคคลเข้าประชุมในฐานะผู้แทนกระทรวงการคลังโดยไม่มีอำนาจและขัดหรือแย้งกับคำสั่งกระทรวงการคลังและกฎหมาย การรับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยอาศัยมติที่ประชุมดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมติที่ประชุมดังกล่าวไม่มีผู้ใดเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายเงินค่าเบี้ยประชุม ค่าโบนัส ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่นๆ ให้แก่กรรมการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำขอจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่อ้างมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เรียกคืนเงินค่าเบี้ยประชุม ค่าโบนัสกรรมการ ค่าตอบแทนและประโยชน์อื่นใดที่จ่ายไปแก่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพิกถอนหนังสือมอบฉันทะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ให้บุคคลอื่นเข้าประชุมแทนกระทรวงการคลังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ให้การว่า การมอบฉันทะชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว มติที่ประชุมจึงชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนจึงชอบด้วยกฎหมายด้วย และผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมติที่ประชุมมีคุณสมบัติเป็นกรรมการโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ให้การว่า การรับจดทะเบียนและการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีมีคำสั่งรับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการตามคำขอของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการรับจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอาศัยมติที่ประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทในคดี จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้นและมติที่ประชุมดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการในฐานะบริษัทมหาชนจำกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลในทางแพ่ง แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การมอบฉันทะให้บุคคลเข้าประชุมในฐานะผู้แทนกระทรวงการคลังของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อโต้แย้งสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนข้อพิพาทดังกล่าวเท่านั้น ทั้งตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีก็มิได้กล่าวอ้างถึงการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรับจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบอย่างไร ประกอบกับเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดี ก็เป็นไปเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมซึ่งจะมีผลทำให้มีการเพิกถอนการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการตามคำขอของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสำคัญ เมื่อการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายในการรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่ง จึงเป็นข้อพิพาทในทางแพ่ง มิใช่เป็นเรื่องทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประมุท สูตะบุตร ผู้ฟ้องคดี บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ นายสุรพล นิติไกรพจน์ ที่ ๒ นายนัที เปรมรัศมี ที่ ๓ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่ ๔ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายประมุท สูตะบุตร
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ