คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 2/2557
#557290
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ซึ่งมูลความแห่งคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๘,๙๘๗.๔๔ บาท และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๑๖,๑๑๓ บาท โดยคำพิพากษาของทั้งสองศาลต่างถึงที่สุด ดังนี้แม้ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยเมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลคดีหลังสุด อันเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตาม ม. ๑๔ แห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่กำหนดเวลาดังกล่าวหาใช่อายุความไม่ เมื่อคู่ความยังมิได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการจึงรับคำร้องไว้พิจารณา ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและการวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๔ เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออันเป็นการทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้จนถึงขั้นออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย และมีการตรวจสอบความชอบของการดำเนินการ โดยศาลปกครองกลางซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการแล้วด้วย จึงควรให้มีการดำเนินการไปจนจบขั้นตอน เพื่อให้การเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงให้คู่ความปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๗

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เรื่อง คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลฎีกา

ระหว่าง

ศาลปกครองสูงสุด

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ กษ ๑๑๑๕/๘๙๕๔ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีนายเอกวิทย์ พูลสมบัติ ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๑ กรมบัญชีกลาง ที่ ๒ กระทรวงการคลัง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๕๘/๒๕๔๔ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๕,๗๗๖ บาท กรณีผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ควบคุมงาน และเป็นกรรมการตรวจรับการจ้างในการจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ และอาคารเก็บเครื่องจักรกล โดยถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวหาว่า ผู้ฟ้องคดีทำบันทึกควบคุมงานและรับมอบงานอันเป็นเท็จว่าผู้รับจ้างตอกเสาเข็มและทำงานแล้วเสร็จตามสัญญา เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง ทั้งที่ผู้รับจ้างไม่ได้ตอกเสาเข็ม ทำให้ราชการจ่ายค่าจ้างสูงกว่าความเป็นจริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีและกรรมการตรวจรับการจ้างอีกสองคนต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามสัดส่วนมากน้อยของแต่ละคนโดยผู้ฟ้องคดีต้องรับผิด ๒ ใน ๕ ส่วน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างไปโดยไม่ได้หักค่าเข็มและค่าตอกเสาเข็ม เมื่อนำค่าเข็มและค่าตอกเสาเข็มตามสัญญาจ้างหักออกจากราคาที่ผู้รับจ้างแจ้งงดตอกเสาเข็มแล้ว ทำให้ทางราชการต้องจ่ายค่าจ้างตามสัญญาสูงกว่าความเป็นจริงคิดเป็นเงิน ๓๙,๔๔๐ บาท อันเป็นความเสียหายที่ทางราชการได้รับ ซึ่งผู้ฟ้องคดีและกรรมการตรวจการจ้างจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามส่วนของแต่ละคน จึงสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีและกรรมการตรวจการจ้างอีกสองคนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสัดส่วนมากน้อยของแต่ละคน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๕,๗๗๖ บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ เพราะทางราชการได้ค่างานเพิ่มขึ้นกว่าที่กำหนดตามสัญญาไม่ถือว่าทางราชการได้รับความเสียหาย คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๙๘๐/๒๕๔๕ โดยวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีเสนอความเห็นให้งดเว้นการตอกเสาเข็มโดยไม่ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิด แต่การคำนวณค่าเสียหายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ถูกต้อง เพราะมิได้นำค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงแบบอาคารเก็บเครื่องจักรกลมาหักออก คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๕,๗๗๖ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งใหม่ให้รับผิดตามส่วนแห่งความรับผิด โดยคำนวณจากค่าเสียหายจำนวน ๑๒,๖๔๗ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๑๓/๒๕๔๘ แก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งใหม่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดตามส่วนแห่งความรับผิดโดยคำนวณจากค่าเสียหายจำนวน ๘,๙๘๗.๔๔ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ในขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายเอกวิทย์ พูลสมบัติ จำเลย ต่อศาลแขวงดุสิต ในมูลคดีเดียวกัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๒๖๓/๒๕๔๔ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๖,๑๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๑๕,๗๗๖ บาท นับแต่วันฟ้อง ศาลแขวงดุสิตพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๕๐๔/๒๕๕๔ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนค่าเสียหายนั้นได้ผ่านการกลั่นกรองทั้งจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและกรมบัญชีกลางมาแล้วเชื่อว่าเป็นจำนวนที่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ โดยศาลแขวงดุสิตได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดจึงขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลว่าต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลใด

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คู่ความที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..."

กรณีโจทก์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) และผู้ฟ้องคดี (จำเลย) นำคดีขึ้นสู่ศาลสองศาลคือศาลแขวงดุสิต ซึ่งเป็นศาลยุติธรรม และศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นศาลปกครอง และมีการต่อสู้คดีถึงศาลสูงสุดของแต่ละศาล โดยในคดีทั้งสองศาลนั้น มีมูลความแห่งคดีจากเรื่องการกระทำละเมิดของจำเลยในการทำบันทึกควบคุมงานและรับมอบงานเท็จว่าผู้รับจ้างตอกเสาเข็มและทำงานแล้วเสร็จตามสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์อนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง ทั้งที่ผู้รับจ้างไม่ได้ตอกเสาเข็ม ทำให้ราชการจ่ายค่าจ้างสูงกว่าความเป็นจริง จึงเป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ เมื่อศาลทั้งสองศาลตัดสินในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดแตกต่างกัน และคำพิพากษาของศาลทั้งสองศาลนั้นถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจบังคับหรือปฏิบัติการชำระหนี้ได้ถูกต้อง ถือได้ว่าเป็นกรณีมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ชอบที่คู่ความจะยื่นคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยตามมาตรานี้ได้ แม้ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งพิพากษาภายหลังถึงที่สุด แต่กำหนดเวลาดังกล่าวหาใช่อายุความที่จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด เมื่อปรากฏว่าคู่ความยังคงไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลสมควรรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๔

คำพิพากษาในคดีของทั้งสองศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยทำบันทึกควบคุมงานและรับมอบงานเท็จว่าผู้รับจ้างตอกเสาเข็มและทำงานแล้วเสร็จตามสัญญา เป็นเหตุให้กรมส่งเสริมสหกรณ์อนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง ทั้งที่ผู้รับจ้างไม่ได้ตอกเสาเข็ม ทำให้ราชการจ่ายค่าจ้างสูงกว่าความเป็นจริง อันเป็นการทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ คงวินิจฉัยแตกต่างกันในจำนวนค่าเสียหาย จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์ควรบังคับค่าสินไหมทดแทนเอาแก่จำเลยในจำนวนความเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อหน่วยงานของรัฐกรณีที่เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งบัญญัติเพื่อใช้บังคับแก่การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นการเฉพาะโดยกำหนดหลักเกณฑ์แตกต่างจากหลักเกณฑ์เรื่องความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรับผิดที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกรณีกระทำโดยจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น หรือเรื่องการแบ่งแยกความรับผิดของเจ้าหน้าที่แต่ละคนโดยมิให้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีการบังคับบัญชากำกับและมีความรับผิดทางวินัยอยู่อีกส่วนหนึ่งด้วย เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของรัฐ ดังนั้น เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยตรง ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้จนถึงขั้นออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย และมีการตรวจสอบความชอบของการดำเนินการโดยศาลปกครองกลางซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการแล้วด้วย จึงควรให้มีการดำเนินการไปจนจบขั้นตอน เพื่อให้การเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้

ฉะนั้น กรณีนี้จึงสมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑บังคับค่าสินไหมทดแทนเอาแก่ผู้ฟ้องคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดขัดแย้งกันระหว่างศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกาให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — กรมส่งเสริมสหกรณ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 1/2557
#580204
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทที่จำเลยอาศัย ฟ้องขับไล่จำเลยเนื่องจากโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในทรัพย์พิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยอยู่ในทรัพย์พิพาทโดยละเมิด แม้จำเลยให้การว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งได้รับการให้มาจากมารดา และผู้รับมอบอำนาจโจทก์เคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แต่เมื่อโจทก์เป็นบุคคลภายนอกมีข้อพิพาทกับจำเลยซึ่งมิได้มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยตรงต่อกัน จึงเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 5 ว่าด้วยเรื่องละเมิด คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นาง ญ. เป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยแทนโจทก์ เดิมผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 3 คน ระหว่างสมรสพักอาศัยด้วยกันอยู่ที่หมู่ที่ 4 บ้านกำไสจาน ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่บนที่ดินมือเปล่าของนาย ก. พี่ชายจำเลย ต่อมาปี 2551 นาย ก. ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์รื้อบ้านหลังเล็กออกแล้วสร้างบ้านหลังใหม่โดยอนุญาตให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จำเลย และบุตรทั้งสามอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวชั่วคราว นอกจากนี้โจทก์ยังให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ค้าขายในร้านค้าที่โจทก์สร้างขึ้นด้วย เมื่อปี 2554 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับจำเลยมีปัญหาด้านครอบครัว จำเลยขนของและเครื่องใช้ส่วนตัวที่อยู่ในบ้านของโจทก์กลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านของบิดา หลังจากนั้นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ แต่ในระหว่างที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันนั้น จำเลยขนของและเครื่องใช้ส่วนตัวกลับไปอยู่ที่บ้านของโจทก์อีกครั้งและกระทำการข่มขู่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และบุตรทั้งสามคน ต่อมาโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ขอให้จำเลยขนของออกไป เนื่องจากโจทก์ต้องการที่จะขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่บุคคลอื่น แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้จำเลยขนข้าวของและเครื่องใช้ส่วนตัวออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและบ้านของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นความเท็จ ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยนาง ส. มารดาของจำเลยยกให้แก่จำเลยเมื่อปี 2538 ต่อมา ปี 2540 จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้รับมอบอำนาจโจทก์โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทโดยโจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อมาปี 2549 จำเลยรื้อบ้านหลังเดิมและปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ โดยโจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องและไม่เคยช่วยออกเงินสร้างบ้านดังกล่าว ทั้งจำเลยและครอบครัวไม่เคยขออาศัยอยู่บ้านของโจทก์ตามคำฟ้อง สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับนาย ก. เป็นเอกสารปลอม โจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ใช้สิทธิทางศาลไม่สุจริต เนื่องจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ต้องการบ้านและที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลย จึงวางแผนว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ซึ่งซื้อจากนาย ก. และเป็นผู้สร้างบ้าน ทั้งสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อใช้ในการฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์และตรวจสอบเอกสารประเมินราคาที่ดินพิพาท ศาลจังหวัดสุรินทร์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท จึงโอนสำนวนไปยังศาลแขวงสุรินทร์ ศาลแขวงสุรินทร์เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาท ฟ้องขับไล่จำเลยเนื่องจากโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในทรัพย์พิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยอยู่ในทรัพย์พิพาทโดยละเมิด แม้จำเลยให้การว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งได้รับการให้จากมารดา และผู้รับมอบอำนาจโจทก์เคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แต่เมื่อโจทก์เป็นบุคคลภายนอกมีข้อพิพาทกับจำเลยซึ่งมิได้มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยตรงต่อกัน จึงเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 5 ว่าด้วยเรื่องละเมิด คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 31 เดือน มกราคม พุทธศักราช 2557

ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา

อโนชา ชีวิตโสภณ - ย่อ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ธ.
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 1/2557
#557289
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องโดยตรงต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดี มีความเห็นแตกต่างในเรื่องเขตอำนาจศาล กับผู้ฟ้องคดีในคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลปกครอง เมื่อการยื่นคำร้องของผู้ร้องคดีนี้ มิใช่กรณีการเริ่มกระบวนการโดยยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องคดีเพื่อให้ส่งความเห็นไปยังศาลที่ผู้ร้องว่าเห็นว่าอยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นกับศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) กรณีดังกล่าวจึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่คณะกรรมการจะมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ชอบที่คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้ยกคำร้องตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑/๒๕๕๗

วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๗

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

-

ระหว่าง

-

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ระหว่างผู้ร้องและนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ฟ้องคดี ในคดีของศาลปกครองกลาง หมายเลขดำที่ ๒๕/๒๕๕๗

ข้อเท็จจริงในคดี

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๗ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕/๒๕๕๗ กรณีคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๖ ให้รับคดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาสืบเนื่องจากการชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบางจังหวัด ตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นมา รวมถึงบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนในการกระทำความผิดด้วยและความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน เป็นคดีพิเศษ ขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและเพิกถอนมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ตลอดจนการใช้อำนาจตามกฎหมายใดๆ ที่เกิดจากมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ดังกล่าว ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อันเป็นกรณีที่มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลระหว่างผู้ร้องและผู้ฟ้องคดีในคดีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยให้เป็นที่ยุติ

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้สืบเนื่องมาจากนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง กรณีคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติให้รับคดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาสืบเนื่องจากการชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบางจังหวัด ตั้งแต่วันที่๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นมา รวมถึงบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนในการกระทำความผิดด้วยและความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน เป็นคดีพิเศษ ขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและเพิกถอนมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ตลอดจนการใช้อำนาจตามกฎหมายใดๆ ที่เกิดจากมติคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) ดังกล่าว อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยื่นคำร้องโดยตรงต่อคณะกรรมการ โดยเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ระหว่างผู้ร้องและนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ฟ้องคดี

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นกรรมการ และวรรคสอง บัญญัติว่า หลักเกณฑ์การเสนอปัญหาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลกรณีมีปัญหาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดไว้ในมาตรา ๑๐ ว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นมีความเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลตน และศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลดังกล่าว ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลเดิมนั้นต่อไป

(๒) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นมีความเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งที่คู่ความอ้าง และศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลดังกล่าว ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้น หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ ทั้งนี้ ตามที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม

(๓) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้จึงต้องเป็นไปตามที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้อำนาจไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลโดยตรงต่อคณะกรรมการ มิใช่กรณีเริ่มกระบวนการโดยการยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องคดีเพื่อให้ส่งความเห็นไปยังศาลที่ผู้ร้องว่าเห็นว่าอยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นกับศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) กรณีดังกล่าวจึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่คณะกรรมการจะมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้อง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21897/2556
#562645
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทซึ่งอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ มิใช่กรณีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกอันจะอยู่ภายใต้บังคับอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามเกิน 10 ปี นับแต่มารดาโจทก์ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องอ้างว่า ภายหลังจากมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย บิดาโจทก์ได้นำทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไปซื้อที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินพิพาท ตามคำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีของการนำทรัพย์สินกองมรดกไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ดินพิพาทที่บิดาโจทก์ซื้อมาก็หาตกเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไม่ แต่ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินของบิดาโจทก์ ส่วนการใช้จ่ายเงินจากกองมรดกนั้น หากเกินส่วนที่ตนควรได้ไปก็เป็นเรื่องที่บิดาโจทก์จะต้องรับผิดต่อทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของมารดาโจทก์ โจทก์หาอาจที่จะมาฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ไม่ ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทคืนหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินทุกแปลงตามฟ้องแก่โจทก์ และให้ไปทำการจดทะเบียนโอนแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่ละแปลงตามฟ้องจำนวนครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ โดยจดทะเบียนสิทธิให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง หรือให้นำที่ดินทุกแปลงหรือบางแปลงที่ไม่อาจตกลงกันได้ออกประมูลขายในระหว่างทายาทด้วยกัน หรือขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินที่ได้แบ่งครึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลย 2 และที่ 3 ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2157 ตำบลปทุมวัน อำเภอสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้า จำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19270 ถึง 19280 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19287 ถึง 19291 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19281 ถึง 19286 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19292 และ 19293 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้าจำนวนเนื้อที่หนึ่งในสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้นำทรัพย์สินออกประมูลขายในระหว่างโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่มีชื่อเป็นเจ้าของหรือขายทอดตลาดแก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินที่ขายได้เฉพาะค่าที่ดินมาแบ่งกันตามส่วนดังกล่าวข้างต้น หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายยอดยิ่งกับนางต้า และเป็นผู้จัดการมรดกของนางต้า นายยอดยิ่งบิดาโจทก์กับนางต้ามารดาโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ก่อนปี 2478 มีบุตรด้วยกัน 7 คน แต่เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2507 มารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อปี 2508 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้อยู่กินฉันสามีภริยา เมื่อปี 2512 บิดาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 ตำบลปทุมวัน อำเภอสำเพ็ง กรุงเทพมหานคร และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยในวันเดียวกับที่บิดาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 บิดาโจทก์ได้นำที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด ต่อมาได้ไถ่ถอนจำนองคืนและนำไปจำนองใหม่ไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างจำนองอยู่นั้นเมื่อปี 2514 บิดาโจทก์ได้ขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 เป็นแปลงย่อยรวม 29 แปลง ต่อมาเมื่อปี 2524 บิดาโจทก์โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และเมื่อปี 2526 บิดาโจทก์ได้ไถ่ถอนจำนองและโอนที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 2214 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บางส่วน ซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 19281 ถึง 19286 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 19287 ถึง 19291 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 19292 และ 19293 ซึ่งรวมโฉนดมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 19292 ถึง 19294 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และต่อมาเมื่อปี 2536 บิดาโจทก์ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 19270 ถึง 19280 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2214 เช่นกันให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่บิดาโจทก์ทำพินัยกรรมยกให้ดังกล่าวมาเป็นของตนเอง เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามก่อนว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้ามารดาฟ้องเรียกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 และ 2214 ซึ่งอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ มิใช่กรณีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกอันจะอยู่ภายใต้บังคับอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามเกิน 10 ปี นับแต่มารดาโจทก์ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า ภายหลังจากมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย บิดาโจทก์ได้นำทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางต้ามารดาโจทก์ไปซื้อที่ดินหลายแปลง รวมทั้งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2157 และ 2214 ตามคำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีของการนำทรัพย์สินกองมรดกไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่บิดาโจทก์ซื้อมาก็หาตกเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไม่ แต่ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินของบิดาโจทก์ ส่วนการใช้จ่ายเงินจากกองมรดกนั้น หากเกินส่วนที่ตนควรได้ไปก็เป็นเรื่องที่บิดาโจทก์จะต้องรับผิดต่อทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของมารดาโจทก์ โจทก์หาอาจที่จะมาฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ไม่ ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทคืนหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
นายภาสวร พิศาบดินทร์ ในฐานะทายาท
โจทก์ — และผู้จัดการมรดกของนางต้า แซ่ลิ่ม
หรือแซ่เฮงหรือแซ่เฮ่งหรือพิศาบดินทร์
นางนิภา พิศาบดินทร์ โดยนายธวัช พิศาบดินทร์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21886/2556
#562664
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย โดยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาเฉพาะตามฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งไม่ได้เสียค่าขึ้นศาล แต่อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นได้รับรองให้อุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในอุทธรณ์โจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง เป็นการไม่ชอบ กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งนับแต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งดังกล่าวมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในฎีกาโจทก์ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ ฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2554เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินประกันตามสัญญาเช่าที่จำเลยวางไว้ต่อโจทก์ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 จนถึงวันฟ้องแย้ง(วันที่ 23 มิถุนายน 2554) เป็นเวลา 115 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 284 บาทขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 6,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงิน 6,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งคดีละ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย โดยในส่วนฟ้องโจทก์นั้นโจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่มีสิทธิรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่โจทก์มีหนังสือแจ้งห้ามรื้อถอน และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในสิ่งก่อสร้างที่จำเลยรื้อถอนออกไปดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนฟ้องแย้งจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์คืนเงินประกันแก่จำเลยตามฟ้องแย้งแล้ว โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย และเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาเฉพาะตามฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งไม่ได้เสียค่าขึ้นศาล แต่อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นได้รับรองให้อุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งนี้เสีย การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในอุทธรณ์โจทก์ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2555 ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง เป็นการไม่ชอบ ฉะนั้น กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งนับแต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งดังกล่าวมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในฎีกาโจทก์ฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ ฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161, 167 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไข ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งเสียทั้งหมด ยกอุทธรณ์และยกฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งเสียทั้งหมด ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโจทก์ไม่ได้เสียมาจึงไม่มีค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องโจทก์ในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ หงษ์ทอง
จำเลย — บริษัทนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายณัฏฐ์พัฒธร ยาวิเริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะลาส
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21846/2556
#562742
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีส่วนอาญารับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 283 ทวิ, 284, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในส่วนคดีแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลย 5 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของเด็กหญิงวนิดาในชั้นพิจารณากับคำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิงวนิดา และคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ขัดแย้งกันหลายประการ ทั้งโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งเด็กหญิงวนิดาไม่รู้เห็นเหตุการณ์ภายในบ้านที่เกิดเหตุว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ได้จากเด็กหญิงวนิดาจึงมีพิรุธให้ต้องสงสัย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง สำหรับคดีในส่วนแพ่งที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า เมื่อรับฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ผู้ร้องทั้งสองขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้ว แม้ผู้ร้องทั้งสองจะไม่ได้อุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 44/2 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. กับพวก
จำเลย — นายอนุวัฒน์ โพอ้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายกรด จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21841/2556
#571936
เปิดฉบับเต็ม

คำรับรองการชี้แนวเขตที่ดินเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการ มีไว้สำหรับให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินนำไปกรอกข้อความและลงลายมือชื่อแสดงว่าตนครอบครองที่ดินมีอาณาเขตเท่าใด และนำไปประกอบเอกสารอื่นเพื่อให้เจ้าพนักงานกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดรูปที่ดินและทำระวางแผนที่ เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) ไม่เป็นเอกสารสิทธิ และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเพื่อเสนอต่อเจ้าพนักงาน มิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงมิใช่เอกสารราชการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 (1) ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำรับรองการชี้แนวเขตที่ดินดังกล่าว เป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมีไว้สำหรับให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินนำไปกรอกข้อความและลงลายมือชื่อแสดงว่าตนครอบครองที่ดินมีอาณาเขตเท่าใด และนำไปประกอบเอกสารอื่นเพื่อให้เจ้าพนักงานกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดรูปที่ดินและทำระวางแผนที่ เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) ไม่เป็นเอกสารสิทธิ ปัญหาต่อไปคือ เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ลายมือชื่อผู้เสียหายในเอกสาร มิใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหาย และนายวีรพันธ์กับนางสาวจิราภรณ์ บุตรชายและบุตรสาวของจำเลยเบิกความว่า ลายมือชื่อของบุคคลทั้งสอง เป็นลายมือของจำเลยซึ่งลงชื่อของบุคคลทั้งสองแทนบุคคลทั้งสองโดยความยินยอมของบุคคลทั้งสอง ซึ่งจำเลยก็นำสืบยอมรับเช่นนั้น ทั้งยอมรับว่าลงลายมือชื่อ แทนผู้เสียหายด้วย แต่อ้างเหตุผลว่ากระทำไปตามข้อตกลงของครอบครัว การที่จำเลยลงลายมือชื่อของนายวีรพันธ์ นางสาวจิราภรณ์และผู้เสียหาย ตามลำดับโดยในเอกสารทั้งสาม ฉบับดังกล่าวมีข้อความพิมพ์ไว้แล้วว่า "ข้าพเจ้ารับรองว่าที่ข้าพเจ้านำชี้แนวเขตที่ดินนี้ถูกต้องแล้ว..." นับว่าเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่านายวีรพันธ์และนางสาวจิราภรณ์จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้ นั้นยังได้ความว่าผู้เสียหายมิได้ให้ความยินยอมให้จำเลยลงลายมือชื่อแทนอีกด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็โดยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของบุคคลเจ้าของชื่อเหล่านั้นโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสาร แต่จะเป็นเอกสารราชการหรือไม่นั้น เห็นว่า เอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าว เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเพื่อเสนอต่อเจ้าพนักงาน มิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ เอกสารเหล่านี้จึงมิใช่เอกสารราชการเป็นเพียงเอกสารธรรมดาเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าเอกสารพิพาททั้งสามฉบับเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ได้ความต่อมาว่าจำเลยยื่นเอกสารพิพาททั้งสามฉบับนี้ต่อเจ้าพนักงาน จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมด้วย แต่เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จึงให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และการกระทำของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งผู้เสียหายได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยจึงให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 1 (9) ม. 266 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายวุฒิพงษ์ เหลืองอุดมชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายวรา ริ้วทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21819/2556
#562668
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น อันเป็นเอกสารมหาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 ที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันจะต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร

จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์หากโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อความในข้อ 1 ระบุว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันต่อบุคคลหรือนิติบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะออกหนังสือค้ำประกันฉบับเดียวหรือหลายฉบับในเวลานี้หรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้า... เป็นเงินรวมกันไม่เกิน 14,700,000 บาท ซึ่งถ้าหากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือเงื่อนไขที่ขอให้โจทก์ค้ำประกัน และโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ ...จำเลยที่ 5 ตกลงยินยอมชดใช้เงินตามจำนวนที่โจทก์ได้ชดใช้แทนไปนั้น คำว่า ในเวลานี้ในสัญญาดังกล่าว ย่อมหมายถึง การที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกัน เป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่แล้วในขณะทำสัญญา ดังนี้ สัญญาที่จำเลยที่ 5 ทำไว้กับโจทก์ดังกล่าวจึงครอบคลุมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาค้ำประกันด้วย มิใช่จำเลยที่ 5 ยอมรับผิดเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นนับแต่วันทำสัญญาดังกล่าวเท่านั้น แม้คำขอให้ออกหนังสือรับรองและค้ำประกันได้ระบุหลักประกันอื่นโดยมิได้ระบุถึงจำเลยที่ 5 ไว้ก็มิได้ทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย

การที่จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวโดยมีข้อความระบุไว้ในข้อ 8 ว่า เพื่อประกันการชำระหนี้ตามสัญญานี้ทั้งหมด จำเลยที่ 5 ตกลงจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 447 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับโจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 5 ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 447 ไว้กับโจทก์ โดยระบุในสัญญาจำนองว่า เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 5 และหรือจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้รับจำนอง ในวงเงิน 11,800,000 บาท ก็เป็นการที่จำเลยที่ 5 ทำสัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ค่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองในต้นเงินไม่เกิน 14,700,000 บาท เท่านั้น มิใช่ต้องรับผิดในวงเงินตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองรวมกันแต่อย่างใด

สำหรับความรับผิดตามสัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น เมื่อสัญญาจำนองฉบับนี้ระบุว่า จำนองเป็นประกันหนี้ที่ผู้จำนองและหรือจำเลยที่ 1 มีอยู่กับผู้รับจำนองทุกลักษณะในเวลานี้หรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้า ทั้งนี้ให้รวมถึงหนี้ที่จะก่อให้เกิดขึ้นใหม่ทุกลักษณะเป็นจำนวน 14,000,000 บาท ดังนั้น คำว่า ประกันหนี้ในเวลานี้ จึงมีความหมายว่า เป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารโจทก์อยู่แล้วในขณะทำสัญญา ดังนั้นสัญญาจำนองหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนี้จึงครอบคลุมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาจำนอง จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดในหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ก่อนทำสัญญาจำนองด้วย และจำเลยที่ 5 คงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองที่จำกัดวงเงินไม่เกิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและหนี้อุปกรณ์เท่านั้น เพราะจำเลยที่ 5 จำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 39209 โดยจำกัดวงเงินไม่เกิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและหนี้อุปกรณ์เท่านั้น แม้จะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า การกำหนดต้นเงินตามสัญญาจำนองไม่เป็นการตัดสิทธิผู้รับจำนองที่จะบังคับจำนองสำหรับต้นเงินที่เกินวงเงินตามสัญญาจำนองไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นั้นเป็นข้อตกลงที่ทำให้สัญญาจำนองไม่มีจำนวนเงินที่แน่นอน หรือไม่มีจำนวนขั้นสูงสุดที่ได้เอาทรัพย์จำนองตราไว้เป็นประกัน จึงฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 708 และเป็นช่องทางให้หลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนอง จึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองสำหรับต้นเงินที่เกินวงเงินที่กำหนดไว้เฉพาะกรณีมีดอกเบี้ยหรือหนี้อุปกรณ์รวมกันเกินวงเงินจำนองเท่านั้น จำเลยที่ 5 ในฐานะผู้จำนองประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในวงเงิน 14,000,000 บาท จึงต้องร่วมรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว ในวงเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีเป็นเอกสารที่จำเลยทั้งห้าทำขึ้นให้ไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งห้าแต่ฝ่ายเดียวต่างลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เบิกเงินบัญชีและผู้ค้ำประกันเท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ตามความมุ่งหมายแห่ง ป.รัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 118

การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาต่อบุคคลผู้ซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า เมื่อการแสดงเจตนาส่งไปถึงภูมิลำเนาของจำเลยที่ 5 แล้ว แม้จะไม่มีผู้รับ ก็ถือว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 19,472,936.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 12,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินส่วนเกินวงเงิน 3,480,939.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระหนี้ออกหนังสือค้ำประกัน 24,205,452.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงิน 16,691,994.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 7,880.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความและบริษัทบริหารสินทรัพยแม็กซ์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้เบิกเกินบัญชี 14,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไป นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2542) ต้องไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี หักทอนด้วยเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 จำนวน 560,404.75 บาท เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 607,758.21 (ที่ถูก 607,798.21) บาท และจำนวน 1,088,488.68 บาท และให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี 15,249,348.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปของต้นเงิน 14,000,000 บาท และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเบิกเงินส่วนที่เกินวงเงินของต้นเงิน 1,249,348.36 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามขอ หักทอนด้วยเงินชำระหนี้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 จำนวน 560,404.75 บาท วันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 607,793.21 (ที่ถูก 607,798.21) บาท กับ 1,088,488.68 บาท และให้รับผิดชำระหนี้ออกหนังสือค้ำประกัน 14,700,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไป นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระหนี้ 1,805,328.32 บาท แก่โจทก์ พร้อมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไป นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี ตามขอ และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 7,880.91 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รวมแล้วต้องไม่เกินความรับผิดของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39209 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 447 ตำบลคลองตัน อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 บังคับชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 5 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 40,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองกับโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ หรือไม่นั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 5 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ตามที่จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้ไว้ และโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยที่ 5 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกัน (สำหรับการขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหรือไม่ พิเคราะห์ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 ที่ระบุว่า จำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 39209 กับโจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนอง และลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันในหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน และช่องผู้จำนอง ปรากฏว่าคล้ายคลึงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 5 ในหนังสือ รวมทั้งคล้ายคลึงกับลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 5 ลงลายมือชื่อไว้ ในข้อนี้จำเลยที่ 5 ก็ยอมรับว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ 1 และหนังสือสัญญาจำนอง คล้ายคลึงกับลายมือชื่อจริง แต่อ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอม โดยทางนำสืบของจำเลยที่ 5 มีเพียงจำเลยที่ 5 เบิกความอ้างตนเองว่า มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2539 และมิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมจำนองที่ดิน ฉบับลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 5 กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ตามหนังสือเดินทางพร้อมคำแปล แต่ปรากฏตามหนังสือเดินทางและตารางการเดินทางเข้า - ออกระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 5 เดินทางเข้ามาประเทศไทย และเดินทางออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2539 ดังนั้น ในวันที่ 22 มีนาคม 2539 อันเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน จำเลยที่ 5 จึงอยู่ที่ประเทศไทย มิใช่ประเทศออสเตรเลียดังที่กล่าวอ้าง ทั้งหนังสือสัญญาจำนอง เป็นเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นอันเป็นเอกสารมหาชน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 ที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันจะต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร เมื่อจำเลยที่ 5 มิได้นำสืบพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือประกอบกับลายมือชื่อดังกล่าวคล้ายคลึงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 5 ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโททางกฎหมายทราบเรื่องที่มีการปลอมเอกสารดังที่กล่าวอ้างแล้วก็น่าจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 5 หาได้กระทำไม่ รวมทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันประกอบด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน และสัญญาจำนองที่ดิน ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ไม่มีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน และสัญญาจำนอง กับโจทก์จริง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเพียงใดนั้น เห็นว่าการที่จำเลยที่ 5 ทำสัญญายอมรับผิดชดใช้เงินไว้แก่โจทก์ หากโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีข้อความในข้อ 1 ระบุว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันต่อบุคคลหรือนิติบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะออกหนังสือค้ำประกันฉบับเดียวหรือหลายฉบับในเวลานี้หรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้า... เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 14,700,000 บาท ซึ่งถ้าหากจำเลยที่ 1... ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือเงื่อนไขที่ขอให้โจทก์ค้ำประกัน และโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้รายละเอียดปรากฏตามหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ได้ออกและหรือที่จะออกนั้น... จำเลยที่ 5 ตกลงยินยอมชดใช้เงินตามจำนวนที่โจทก์ได้ชดใช้เงินแทนนั้น เห็นว่า คำว่าในเวลานี้หมายถึงจำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันเป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่แล้วในขณะทำสัญญา ดังนั้น สัญญาที่จำเลยที่ 5 ทำไว้กับโจทก์ย่อมครอบคลุมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันด้วย มิใช่ยอมรับผิดเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นนับแต่วันทำสัญญาดังกล่าว ส่วนคำขอให้ออกหนังสือรับรองและค้ำประกันตาม และได้ระบุหลักประกันอื่นโดยมิได้ระบุถึงจำเลยที่ 5 ไว้ก็มิได้ทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญา ดังที่จำเลยที่ 5 อ้าง แต่การที่จำเลยที่ 5 ทำสัญญา โดยมีข้อความระบุไว้ในข้อ 8 ว่า เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญานี้ทั้งหมด จำเลยที่ 5 ตกลงจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 447 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับโจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 5 ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 447 ไว้กับโจทก์ โดยระบุในสัญญาจำนองว่าเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 5 และหรือจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้รับจำนองในวงเงิน 11,800,000 บาท จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาจำนองดังกล่าวก็เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเท่านั้น จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา และสัญญาจำนองเป็นประกันในต้นเงินไม่เกิน 14,700,000 บาท เท่านั้น มิใช่ต้องรับผิดในวงเงินตามสัญญา และวงเงินตามสัญญาจำนองรวมกันแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้

จำเลยที่ 5 รับผิดในหนี้ตามสัญญา และหนังสือสัญญาจำนอง เกินวงเงิน 14,700,000 บาท ที่จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วนสำหรับความรับผิดตามสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า สัญญาจำนองดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามหนังสือสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงินไม่เกิน 10,000,000 บาท การจำนองจึงเป็นประกันแต่เฉพาะหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงินไม่เกิน 10,000,000 บาท จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระบุว่าจำนองเป็นประกันหนี้ที่ผู้จำนองและหรือจำเลยที่ 1 มีอยู่กับผู้รับจำนองทุกลักษณะในเวลานี้หรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้า ทั้งนี้ให้รวมถึงหนี้ที่จะก่อขึ้นใหม่ทุกลักษณะเป็นจำนวน 14,000,000 บาท นั้น คำว่าประกันหนี้ในเวลานี้หมายถึงเป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารอยู่แล้วในขณะทำสัญญา ดังนั้น สัญญาจำนองจึงครอบคลุมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาจำนองด้วย จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดในหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้วก่อนทำสัญญาจำนองด้วย แต่ข้อที่จำเลยที่ 5 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไม่เกิน 14,000,000 บาท จึงไม่จำต้องรับผิดในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่เกินกว่าวงเงินจำนองนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 5 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 39209 เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจำกัดวงเงินไม่เกิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและหนี้อุปกรณ์ จำเลยที่ 5 จึงมีความรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าวในวงเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและหนี้อุปกรณ์ตามสัญญาจำนองเท่านั้น แม้จะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ว่า การกำหนดต้นเงินตามสัญญาจำนองไม่เป็นการตัดสิทธิผู้รับจำนองที่จะบังคับจำนองสำหรับต้นเงินที่เกินวงเงินตามสัญญาจำนองไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นั้น เป็นข้อตกลงที่ทำให้สัญญาจำนองไม่มีจำนวนเงินที่แน่นอน หรือไม่มีจำนวนขั้นสูงสุดที่ได้เอาทรัพย์จำนองตราไว้เป็นประกัน จึงฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 708 และเป็นช่องทางให้หลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับได้ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองสำหรับต้นเงินที่เกินวงเงินที่กำหนดไว้เฉพาะกรณีมีดอกเบี้ยหรือหนี้อุปกรณ์รวมกันเกินวงเงินเท่านั้น จำเลยที่ 5 ในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 39209 เป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในวงเงิน 14,000,000 บาท ตามสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน จึงต้องร่วมรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าวในวงเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดในหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ในวงเงินจำนอง 14,000,000 บาท ดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน เพราะเห็นว่าโจทก์มิได้นำสืบให้แจ้งชัดว่าหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเต็มวงเงินจำนองครั้งสุดท้ายก่อนสัญญาดังกล่าวเลิกกันเมื่อวันใด ซึ่งโจทก์ก็พอใจไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านมา ศาลฎีกาจึงเห็นควรให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในต้นเงินจำนอง 14,000,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทั้งนี้โดยให้คิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราเดียวกับที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ และให้นำเงินที่โจทก์นำบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 มาหักชำระหนี้ตามรายการบัญชีกระแสรายวัน เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 จำนวน 560,404.75 บาท วันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 607,798.21 บาท และจำนวน 1,088,488.68 บาท มาหักทอนบัญชีคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีส่วนที่เกินวงเงินต้นเงิน 14,000,000 บาท แต่อย่างใด ดังนี้ ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีในส่วนที่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 5 จำนองเป็นประกันหนี้ไว้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งไม่ปิดอากรแสตมป์ แต่มีการประทับตราว่าชำระอากรแล้ว จะรับฟังพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกัน เป็นเอกสารที่จำเลยทั้งห้าทำขึ้นให้ไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งห้าแต่ฝ่ายเดียวต่างลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เบิกเงินเกินบัญชีและผู้ค้ำประกันเท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 118 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวซึ่งไม่ปิดอากรแสตมป์แต่มีการประทับตราว่าชำระอากรแล้วจะถือว่าได้มีการชำระค่าอากรแสตมป์แล้วหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยที่ 5 อีกต่อไป สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองกล่าวถึงภาระหนี้ที่จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับหนี้ตามหนังสือรับรองการขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่ดินตามฟ้อง โดยระบุวงเงินค้ำประกันและวงเงินจำนองตามที่จำเลยที่ 5 ทำสัญญาไว้กับโจทก์ แม้จะระบุเฉพาะการชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัทนครหลวง คอนกรีต จำกัด โดยมิได้กล่าวถึงบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด ก็มิใช่ข้อสำคัญเพราะหนี้จำนวนดังกล่าวที่ระบุในหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก็เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์นั่นเอง และเมื่อก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 5 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจ่าหน้าซองตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้องปรากฏว่าส่งไม่ได้ พนักงานไปรษณีย์ระบุข้อขัดข้องไว้ที่หน้าซองจดหมายว่าไม่มีผู้รับตามจ่าหน้าตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 5 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยเอกสารดังกล่าวประทับข้อความว่า รอจ่ายเกินกำหนดและคืนผู้ฝาก เห็นว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาต่อบุคคลผู้ซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า เมื่อการแสดงเจตนาดังกล่าวส่งไปถึงภูมิลำเนาของจำเลยที่ 5 แล้ว แม้จะไม่มีผู้รับ ถือว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ยอัตราสินเชื่อทั่วไป แต่ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไม่ให้เกินร้อยละ 19 ต่อปี นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องโดยแก้ไขคำฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2543 ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินเบิกเงินเกินบัญชีในส่วนที่อยู่ในวงเงิน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับผิดชำระดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวโดยระบุให้ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเกินคำขอของโจทก์เป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2543 ถึง 2544 ซึ่งเป็นเวลาหลังวันฟ้องนั้น เห็นว่า ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองกำหนดว่าผู้จำนองตกลงยินยอมให้ผู้รับจำนองดำเนินการแจ้งทำประกันวินาศภัยทรัพย์จำนอง หรือเงื่อนไขข้อตกลงต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยแทนผู้จำนอง หากผู้รับจำนองชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนผู้จำนองไปก่อน ผู้จำนองยินยอมชดใช้ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายแทนไปคืนจนครบถ้วนและยินยอมให้คิดดอกเบี้ย เห็นได้ว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระเงินค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยหลังวันฟ้องดังกล่าว เป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับผิดในหนี้อนาคตและขณะฟ้องยังไม่มีหนี้ที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะต้องรับผิด อีกทั้งการที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งห้าแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น หลังจากสัญญาเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับผิดในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสินเชื่อทั่วไปของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกช่วงระยะเวลาต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยหักทอนด้วยเงินที่โจทก์หักจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 จำนวน 560,404.75 บาท วันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 607,798.21 บาท กับ 1,088,488.68 บาท และให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้ออกหนังสือค้ำประกัน 14,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสินเชื่อทั่วไปของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกช่วงระยะเวลาต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 25 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากโจทก์บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดตามจำนวนภาระหนี้ที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 7,880.91 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 856 ม. 860 ม. 702 ม. 708 ม. 728 ม. 747
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทน
จำเลย — บริษัทดับบลิวแมท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21814/2556
#571937
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฆ่า น. ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ บ. และ อ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้ บ. และ อ. จึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์และฎีกาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 72, 288 ริบปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายบรรลุ และนางอรุณี บิดามารดาของนางสาวนฤมล ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร จำนวน 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฆ่านางสาวนฤมล ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายบรรลุ และนางอรุณี เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้ นายบรรลุและนางอรุณี จึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และฎีกาด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายบรรลุและนางอรุณีจึงเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของนายบรรลุและนางอรุณี

พิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายบรรลุ และนางอรุณี ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายบรรลุและนางอรุณี และยกฎีกาของนายบรรลุและนางอรุณี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
โจทก์ร่วม — นายบรรลุ พันธุ์พาณิชย์ กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจปราชญ์พนธ์ สอนพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายมานะ ธรรมชุตินันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21793/2556
#570622
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ขอให้ ป. เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. สามีตน ศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรม ป. มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันระหว่างทายาท เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 โดยโจทก์ที่ 1 ร้องขอต่อศาล แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกโดยเร็วเพื่อนำทรัพย์มรดกของ ป. มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ป. ขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ในโฉนดเลขที่ 4134 ให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันว่าก่อนที่จะตกลงซื้อขายที่ดิน ป. พาโจทก์ที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านปรึกษาระหว่างพี่น้องในเรื่องการขายที่ดิน น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ทราบถึงเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่าง ป. กับจำเลยที่ 2 ก่อนแล้ว การขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ทำการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยมีการซื้อขายในราคา 500,000 บาท เท่ากับราคาที่ได้ระบุเอาไว้ในคำสั่งของศาลแพ่งขณะตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกและมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาสองคน ทั้งในท้ายสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนตามเอกสารหมาย ล.2 ป. ยังให้ถ้อยคำตามที่มีการบันทึกไว้ด้วยว่า ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. มีความจำเป็นขายที่ดินส่วนนี้เพื่อนำเงินไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของ ช. เป็นความจริง เห็นได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริตปราศจากการฉ้อฉลหลอกลวง และ ป. มิได้มีส่วนได้เสียกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกแต่ประการใด

ป. ขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และ พ. ผู้เยาว์ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ช. จึงตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป. ที่จะต้องจัดการแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ที่จะต้องขออนุญาตจากศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 แต่อย่างใด การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของ ช. ระหว่าง ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. กับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) ระหว่างนายปลิว ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชา กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวโดยให้โจทก์ทั้งห้ามีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 5 ส่วน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากการแบ่งที่ดินไม่อาจตกลงกันได้ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งตามส่วน และหากไม่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งห้าได้ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลิว ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้า 239,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่รับฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 เนื่องจากไม่ปรากฏข้อโต้แย้งสิทธิ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 100,000 บาท

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า การทำนิติกรรมโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายประชาระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชากับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า หลังจากนายประชาถึงแก่ความตายแล้วโจทก์ที่ 1 ได้ขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชา หลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกแล้วนายปลิวไม่เคยแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของนายประชา โจทก์ที่ 1 ทราบว่าเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 นายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชาโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4134 บางส่วนของนายประชาให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นยินยอม ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลและไม่เคยได้รับเงินจากนายปลิว ต่อมามีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวโดยนายปลิว จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายปรีชาได้ไปคนละเท่า ๆ กัน คงเหลือที่ดินอยู่อีก 7 ไร่เศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายปรีชาโดยส่วนของนายปลิว จำเลยที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดก ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบโต้แย้งว่า หลังจากศาลได้มีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาแล้ว นายปลิวได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 เฉพาะส่วนของนายประชาให้จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยนายปลิวบอกว่าจะนำเงินที่ขายได้ไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายประชา มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานการจดทะเบียนขายที่ดินเฉพาะส่วน เป็นการซื้อขายโดยสุจริตและชำระราคากันจริง โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขอร้องให้ขายที่ดินมรดกของนายประชาอ้างว่าต้องนำเงินไปค้าขายและใช้จ่ายในครอบครัว ก่อนซื้อขายมีการปรึกษากับโจทก์ที่ 1 ถึงเรื่องของการขายที่ดินส่วนของนายประชาด้วย เหตุที่จำเลยที่ 2 รับซื้อไว้เนื่องจากเห็นว่าเป็นมรดกของบิดาหากให้คนอื่นซื้อไปแล้วจะลำบาก ในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโจทก์ที่ 1 ไปที่สำนักงานที่ดินด้วย เห็นว่านายประชาผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 มีพี่น้องหลายคนการที่โจทก์ที่ 1 ขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาสามีตนนั้นแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไว้เนื้อเชื่อใจนายปลิวให้จัดการมรดกของนายประชาและต่อมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของนายประชาตามสำเนาคำสั่งศาลแพ่ง หน้าที่ของนายปลิวผู้จัดการมรดกเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ มาตรา 1736 วรรคสอง กล่าวคือมีหน้าที่หลักในการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท นายประชาเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 โดยโจทก์ที่ 1 ร้องขอต่อศาลให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกของนายประชาโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อนำทรัพย์มรดกของนายประชามาแบ่งปันกันระหว่างทายาท นายปลิวผู้จัดการมรดกของนายประชาขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในโฉนดเลขที่ 4134 ให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกไม่กี่เดือน โจทก์ที่ 1 จะอ้างว่าไม่ทราบเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่างนายปลิวกับจำเลยที่ 2 ดูจะขาดเหตุผล จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความยืนยันว่าก่อนที่จะตกลงซื้อขายที่ดินนายปลิวพาโจทก์ที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านปรึกษาระหว่างพี่น้องในเรื่องการขายที่ดิน น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ทราบถึงเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่างนายปลิวกับจำเลยที่ 2 ก่อนแล้ว การขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ทำการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยมีการซื้อขายในราคา 500,000 บาท เท่ากับราคาที่ได้ระบุเอาไว้ในคำสั่งของศาลแพ่งขณะตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกและมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาสองคน ทั้งในท้ายสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วน นายปลิวยังให้ถ้อยคำตามที่มีการบันทึกไว้ด้วยว่านายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชามีความจำเป็นขายที่ดินส่วนนี้เพื่อนำเงินไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายประชาเป็นความจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริตปราศจากการฉ้อฉลหลอกลวง และนายปลิวมิได้มีส่วนได้เสียกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกแต่ประการใด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การที่นายปลิวขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 5 และนายพรพจน์ผู้เยาว์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายประชามีนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายปลิวผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ที่จะต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 แต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายประชาระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชากับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574 ม. 1711 ม. 1719 ม. 1722 ม. 1736 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นางสนม ม่วงศิริ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนายพรพจน์ ม่วงศิริ กับพวก
จำเลย — นายประพันธ์ ม่วงศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสะสม สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21764/2556
#562650
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง อายุความ 1 ปี จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้แทนของโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5158/2546 ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทว่า ร. ต้องชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศแก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นคนละประเด็นกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ทั้งคำพิพากษาคดีก่อนก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คำพิพากษาคดีก่อนเพียงแต่วินิจฉัยว่า ร. ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าในวันที่ศาลในคดีก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ได้ทราบแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์โดยรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ฝ่ายบริหาร) ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจากรายงานของกองนิติการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 จึงไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,080.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,331.98 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์โดยรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ฝ่ายบริหาร) ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจากรายงานของกองนิติการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 ไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ย่อมต้องแสดง ออกโดยผู้แทนของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง อายคุวาม 1 ปี จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้แทนของโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนมิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5158/2546 ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทว่านางรำพันต้องชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศแก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นคนละประเด็นกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ทั้งคำพิพากษาคดีก่อนก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คำพิพากษาคดีก่อนเพียงแต่วินิจฉัยว่านางรำพันไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าในวันที่ศาลในคดีก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ได้ทราบแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์โดยรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ฝ่ายบริหาร) ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจากรายงานของกองนิติการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 จึงไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาก่อน และเห็นสมควรวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องตรวจสอบคำขอใช้บริการและเอกสารประกอบคำขอ ซึ่งเป็นมูลเหตุที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ความตรงกันว่า จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ตรวจสอบเอกสารของผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ โดยจำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามระเบียบ กฎเกณฑ์ และมาตรฐานเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ยึดถือปฏิบัติตามสัญญาร่วมการงาน คำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและข้อตกลงแนบท้ายสัญญาร่วมการงาน การขอใช้บริการโทรศัพท์ ผู้ขอใช้บริการต้องมีต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านพร้อมสำเนามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ด้วย หากผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ไม่นำต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จะไม่รับคำขอใช้บริการ เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 2 ตรวจสอบคำขอใช้บริการโทรศัพท์ ต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านพร้อมสำเนาที่แนบมาว่าถูกต้องตรงกันตามที่ผู้ยื่นคำขอนำมายื่นแล้วก็จะส่งคำขอและเอกสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบ เมื่อจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้ว เห็นว่าถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติของจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะลงลายมือชื่อในคำขอใช้บริการโทรศัพท์ สำหรับวิธีการใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของโจทก์นั้น ตามสัญญาใช้บริการข้อ 7 หากผู้ขอใช้บริการไม่ทำเครื่องหมายในช่อง 9 ที่ระบุว่า งดเปิดใช้ทางไกลระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของโจทก์ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกและผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างกันเช่นนี้มาตลอด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง กล่าวคือ หากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบหลักฐานในการยื่นคำขอให้รอบคอบเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศได้ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากสูญเสียรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ ย่อมเป็นการละเมิดและผิดสัญญาต่อโจทก์ ในทางกลับกันหากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ตรวจสอบเอกสารถูกต้องแล้วโจทก์ไม่เปิดให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศให้ผู้ยื่นคำขอ เป็นเหตุให้ผู้ยื่นคำขอฟ้องเรียกค่าเสียหายเอากับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้ยื่นคำขอโดยตรง การกระทำของโจทก์ย่อมเป็นการละเมิดและผิดสัญญาต่อจำเลยทั้งสองได้เช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่เคยปฏิบัติต่อกันมา สำหรับคดีนี้โจทก์มีนายพิชิต พนักงานโจทก์ มาเบิกความประกอบใบคำขอใช้บริการและเอกสารประกอบคำขอยืนยันว่า ในการตรวจสอบเอกสารประกอบคำขอดังกล่าว จำเลยทั้งสองหรือตัวแทนไม่ตรวจสอบบุคคลที่ขอทำสัญญาว่าตรงกับบัตรประจำตัวประชาชนหรือไม่ ถือว่าโจทก์นำสืบตามภาระการพิสูจน์ของตนแล้ว ส่วนจำเลยทั้งสองมีแต่บุคคลที่มิใช่ผู้รับใบคำขอใช้บริการมาเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ผู้รับคำขอใช้บริการได้ใช้ความระมัดระวังในการรับคำขอใช้บริการทางโทรศัพท์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างเคร่งครัดแล้ว โดยมิได้นำผู้รับคำขอใช้บริการมาเบิกความด้วยตนเองจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบคำขอใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐานของจำเลยที่ 2 และเอกสารประกอบคำขอของผู้ที่แอบอ้างชื่อนางรำพัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์เสียหายเพียงใด โจทก์มีนายพิพิธมาเบิกความว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของโจทก์จากนางรำพันได้เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 32,331.98 บาท ตามใบแจ้งหนี้ ที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว เห็นว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของโจทก์จากนางรำพันเป็นจำนวนที่โจทก์นำสืบจริง จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206, 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ฟ้องขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 จึงกำหนดให้ตามขอ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 32,331.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 21 มกราคม 2548) ต้องไม่เกิน 12,748.99 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 วรรคสอง ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — หรือบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเนตินาฎ คงทอง ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21745/2556
#571984
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้พาอาวุธปืนไปในชุมนุมชน ซึ่งคำว่า "ชุมนุมชน" หมายความถึง หมู่ชนที่มารวมกันมาก ๆ โดยเป็นการรวมบุคคลหลาย ๆ คนโดยทั่วไป มิใช่บุคคลเฉพาะบางหมู่บางพวก แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพเข้าไปในบริเวณที่มีหมู่ชนมารวมกันมาก ๆ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยถืออาวุธปืนพกยืนอยู่บริเวณข้างกำแพงด้านนอกแม้ไม่ได้เข้าไปที่ศาลหลักเมืองบริเวณที่จัดงานแสดงหมอลำและชกมวยก็ตาม แต่บริเวณที่จำเลยยืนถืออาวุธปืนดังกล่าวมีรถยนต์ของผู้มาเที่ยวงานจอดอยู่ห่างจากปากทางเข้าออกงานประมาณ ๒๐ เมตร แสดงว่าบริเวณที่จำเลยยืนถืออาวุธปืนนั้นอยู่ในที่ซึ่งหมู่ชนมารวมกันมาก ๆ มาจอดรถเพื่อเข้าร่วมงาน ถือว่าการกระทำของจำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในชุมนุมชน ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 138, 140, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือนและปรับ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพหรือการอื่นใดและโดยไม่มีเหตุสมควร ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน จำเลยมีอาวุธปืนพกและพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้น เพื่อการรื่นเริง และการมหรสพ ทั้งยังถือแสดงอาวุธปืนด้วย แสดงถึงความไม่เคารพยำเกรงในกฎหมายบ้านเมือง เป็นภัยต่อความสงบสุขของสังคมและสุจริตชน พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษแก่จำเลย เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว จึงให้จำคุกจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยไม่รอการลงโทษเสียด้วยเพราะจะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสมที่กระทงหนึ่งลงโทษจำคุกแต่อีกกระทงหนึ่งรอการลงโทษ รวมโทษทั้งสองฐานเป็นจำคุก 8 เดือน ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการจัดงานประเพณีบุญเดือนสามที่ศาลหลักเมืองบ้านอาจสามารถซึ่งมีการแสดงหมอลำและชกมวยโดยมีกำแพงกั้นมีทางเข้าออกได้ทางเดียว และมีการตรวจอาวุธของผู้ที่จะเข้าร่วมงาน ร้อยตำรวจโทณรงค์ ผู้เสียหายที่ 1 ดาบตำรวจพงษ์ทิพย์ ผู้เสียหายที่ 2 ดาบตำรวจคะนอง ผู้เสียหายที่ 3 และดาบตำรวจวีระศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 4 กับพวกได้รับคำสั่งให้ไปรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณงาน จำเลยกับพวกหลายคนไปเที่ยวงานดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุมีกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันซึ่งจำเลยอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวด้วย เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณงานเข้าระงับเหตุกลุ่มวัยรุ่นรวมทั้งจำเลยแยกย้ายกันไป ต่อมาผู้เสียหายทั้งสี่พบจำเลยถืออาวุธปืนพกยืนอยู่บริเวณข้างกำแพงด้านนอกศาลหลักเมือง โดยจำเลยถืออาวุธปืนส่ายไปมาโดยไม่ได้เล็งไปทางผู้เสียหายทั้งสี่ แล้วจำเลยขึ้นรถจักรยานยนต์แล่นออกไป สำหรับข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีหรือใช้อาวุธ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ได้ฎีกาอีกต่อไปข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวหรือไม่จึงไม่เคยเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังนี้ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนายึดถือและครอบครองอาวุธปืน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นั้น ถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพหรือการอื่นใดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถืออาวุธปืนบริเวณภายนอกรั้วกำแพงที่จัดงาน ไม่ใช่ภายในบริเวณงาน จุดเกิดเหตุไม่ได้เกิดขึ้นภายในบริเวณที่จัดงานรื่นเริง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยถืออาวุธปืนพกยืนอยู่บริเวณข้างกำแพงด้านนอกศาลหลักเมืองโดยไม่ได้อยู่ภายในบริเวณที่จัดงานแสดงหมอลำและชกมวยดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ไม่ว่ากรณีใด ห้ามมิให้พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด" และคำว่า "ชุมนุมชน" หมายความถึง หมู่ชนที่มารวมกันมากๆ โดยเป็นการรวมบุคคลหลายๆ คนโดยทั่วไป มิใช่บุคคลเฉพาะบางหมู่บางพวก ซึ่งได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า บริเวณข้างกำแพงที่จำเลยยืนถืออาวุธปืนดังกล่าวมีรถยนต์กระบะและรถยนต์เก๋งของผู้มาเที่ยวงานประเพณีบุญเดือนสามจอดอยู่ห่างจากปากทางเข้าออกงานประมาณ 20 เมตร เท่านั้น ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ แสดงว่าที่เกิดเหตุอยู่ในที่ซึ่งหมู่ชนมารวมกันมากๆ มาจอดรถเพื่อเข้าร่วมงานที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด และเนื่องจากกฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพเข้ามาในบริเวณที่มีหมู่ชนมารวมกันมาก ๆ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นได้ ดังนี้ ถือว่าการกระทำของจำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 ม. 371 ม. 376
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายเกรียงกมล ผิวพรรณงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาวมาลัย ธรรมโชตัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21742/2556
#562654
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 ได้แต่งตั้งจำเลยเป็นกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการและโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือเห็นชอบโดยบุคคลในคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีที่พ้นตำแหน่งโดยผลของการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเป็นไปโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และคณะกรรมการตรวจสอบดังกล่าวได้แต่งตั้งจำเลยเป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบการให้กู้เงินแก่สหภาพพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จำเลยจึงเป็น "เจ้าหน้าที่" ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4

เมื่อพิจารณาข่าวสารทางสำนักข่าวไทยและทางหนังสือพิมพ์แล้ว เนื้อหาของข่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการตรวจสอบที่กระทำไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการตรวจสอบแก่ประชาชนทั่วไป การให้ข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานย่อมเป็นอำนาจทั่วไปของคณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการตรวจสอบ จำเลยจึงมีอำนาจกระทำได้ เมื่อจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่และการให้ข่าวของจำเลยเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การที่โจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิด แต่จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และแม้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบที่มีจำเลยเป็นกรรมการคนหนึ่งนั้นจะไม่เป็นหน่วยงานของรัฐหรือสังกัดหน่วยงานของรัฐ แต่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคสอง ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,500,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ในประเด็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ยึดอำนาจการปกครองแล้ว ได้ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 ดังกล่าวไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิก จึงมีผลใช้บังคับได้ และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 นั้น ได้แต่งตั้งจำเลยเป็นกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบ มีอำนาจหน้าที่หลายประการรวมทั้งตรวจสอบการดำเนินการและโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือเห็นชอบโดยบุคคลในคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีที่พ้นตำแหน่งโดยผลของการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเป็นไปโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และคณะกรรมการตรวจสอบดังกล่าวได้แต่งตั้งจำเลยเป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบการให้กู้เงินแก่สหภาพพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเป็นผู้ปฏิบัติงานในการตรวจสอบการให้กู้เงินแก่สหภาพพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จำเลยจึงเป็น "เจ้าหน้าที่" ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า "เจ้าหน้าที่" หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด" เมื่อพิจารณาข่าวสารทางสำนักข่าวไทยในวันที่ 1 สิงหาคม 2550 และทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม 2550 ปรากฏความชัดว่าการให้ข่าวดังกล่าวจำเลยกระทำไปในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบการให้กู้เงินแก่สหภาพพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และเนื้อหาของข่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการตรวจสอบที่กระทำไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการตรวจสอบแก่ประชาชนทั่วไป เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ แม้ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 จะไม่ระบุให้คณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการตรวจสอบมีอำนาจให้ข่าวดังที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่การให้ข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานย่อมเป็นอำนาจทั่วไปของคณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการตรวจสอบ จำเลยเป็นกรรมการตรวจสอบและเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบจึงมีอำนาจกระทำได้ เมื่อจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่และการให้ข่าวของจำเลยเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิด แต่จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และแม้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบที่มีจำเลยเป็นกรรมการคนหนึ่งนั้น จะไม่เป็นหน่วยงานของรัฐหรือสังกัดหน่วยงานของรัฐ แต่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคสอง ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า เมื่อมีประกาศแต่งตั้งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่มีอำนาจออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 นั้น เห็นว่า ตามประกาศแต่งตั้งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังกล่าว ไม่มีความตอนใดที่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าอำนาจในการออกประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขถูกยกเลิกหรือสิ้นสุดลงดังที่อ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโดยตรง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
จำเลย — นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21739/2556
#562646
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยเพราะราชการเป็นเหตุ เนื่องจากได้รับคำสั่งให้ไปประจำสำนักงานในท้องที่ที่ตนไม่มีที่อยู่อาศัย พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 มาตรา 4 ได้นิยามคำว่า "ท้องที่" ไว้ว่า หมายความถึง กรุงเทพมหานคร อำเภอหรือกิ่งอำเภอ เห็นได้ว่า ตามบทนิยามดังกล่าวมิได้ประสงค์ให้ใช้อำเภอหรือกิ่งอำเภอเป็นหลักในการกำหนดว่าเป็นท้องที่ที่รับราชการครั้งแรก จึงต้องพิจารณาจากท้องที่ ที่เป็นเขตพื้นที่การปกครองของอำเภอหรือกิ่งอำเภอตามสภาพความเป็นจริง โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การปกครองที่เกิดขึ้นภายหลังจะต้องไม่มีผลกระทบต่อสิทธิที่เกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น การที่ ม. บรรจุรับราชการครั้งแรกที่ตำบลเวียงชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย แต่ต่อมาย้ายมารับราชการภายหลังจากที่ตำบลเวียงชัยมีพระราชกฤษฎีกายกฐานะจากตำบลเวียงชัย เป็นอำเภอเวียงชัยแล้ว ก็ไม่ทำให้ ม. เกิดสิทธิที่จะเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามมาตรา 7 (3) ได้ ส่วนการที่ ม. กู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อปลูกสร้างบ้านที่อำเภอเมืองเชียงรายซึ่งเป็นท้องที่ที่ตนบรรจุรับราชการครั้งแรกและเป็นท้องที่ที่ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปประจำสำนักงานใหม่ กรณีย่อมถือได้ว่า ม. มีเคหสถานของตนในท้องที่ดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้เบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามมาตรา 7 (2) เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 473,416.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายมณฑล คืนเงิน 473,416.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า นายมณฑล เป็นข้าราชการครู เริ่มรับราชการ ในตำแหน่งครูตรี สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกระทรวงมหาดไทย และนายมณฑลได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่อีกหลายแห่งตลอดมา ปี 2522 กระทรวงมหาดไทยแบ่งเขตการปกครองใหม่โดยแยกตำบลเวียงชัย ตำบลทุ่งก่อ และตำบลผางามออกจากอำเภอเมืองเชียงรายตั้งเป็นอำเภอขึ้นใหม่ชื่ออำเภอเวียงชัย และเปลี่ยนชื่อตำบลเวียงชัยเป็นตำบลดอนศิลา เป็นผลให้โรงเรียนบ้านดอนซึ่งเดิมอยู่ที่ตำบลเวียงชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เปลี่ยนเป็นอยู่ที่ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ปี 2530 นายมณฑลทำสัญญากู้เงินจากธนาคารออมสิน 500,000 บาท เพื่อนำเงินมาปลูกบ้านบนที่ดินของนายมณฑลที่ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นายมณฑลผ่อนชำระเงินกู้ให้ธนาคารออมสินและพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวจนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2533 นายมณฑลได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย อยู่ที่ตำบลเวียงชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในตำแหน่งผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 นายมณฑลนำหลักฐานค่าผ่อนชำระเงินกู้จากธนาคารออมสินมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายอนุมัติให้นายมณฑลเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการและได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายรวมเป็นเงิน 453,172 บาท ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2546 มีการแบ่งส่วนราชการภายในกระทรวงศึกษาธิการใหม่โดยได้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการมาอยู่ในสังกัดของโจทก์ตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เป็นผลให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายเป็นส่วนราชการในสังกัดของโจทก์ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 1 โจทก์เป็นเจ้าของผู้รับผิดชอบในค่าเช่าบ้านข้าราชการที่นายมณฑลได้เบิกไป นายมณฑลถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนายมณฑล สาเหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า กรณีของนายมณฑลไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต 1 ในช่วงที่เป็นสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชการโจทก์ได้อนุมัติให้นายมณฑลเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โจทก์จึงอาศัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพิกถอนคำสั่งโดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายมณฑลคืนค่าเช่าบ้านข้าราชการที่นายมณฑลได้เบิกไปจากโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยไม่คืนค่าเช่าบ้านข้าราชการที่นายมณฑลได้เบิกไปให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่านายมณฑลเบิกเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการจากโจทก์ไปโดยชอบ ตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 และโดยสุจริต เนื่องจากกรมบัญชีกลางเคย ตอบข้อหารือเกี่ยวกับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการว่าคำว่า ท้องที่ ตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 หมายถึงอำเภอหรือกิ่งอำเภอซึ่งมีฐานะเป็นอำเภอหรือกิ่งอำเภอตามกฎหมายในปัจจุบัน เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้าน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายมณฑลมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยเพราะราชการเป็นเหตุ เนื่องจากได้รับคำสั่งให้ไปประจำสำนักงานในท้องที่ที่ตนไม่มีที่อยู่อาศัย โดยมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2541 บัญญัติให้ข้าราชการซึ่งได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานต่างท้องที่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการเท่าที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการท้ายพระราชกฤษฎีกา โดยสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจะต้องมีผลบริบูรณ์ตามมาตรา 13 แต่ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 (1) ถึง (5) ข้าราชการจะอยู่ในข่ายข้อยกเว้นไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายก็ยังต้องการที่จะช่วยเหลือให้ข้าราชการได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองหนึ่งแห่ง จึงได้บัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 17 ไว้เป็นกรณีพิเศษเพื่อผ่อนผันให้ข้าราชการสามารถได้รับประโยชน์เป็นพิเศษจากการเช่าซื้อหรือการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านได้ หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ กล่าวคือ ข้าราชการซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ถ้าได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ข้าราชการผู้นั้นย่อมมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ตามมาตรา 16 และถ้าต่อมาข้าราชการผู้นั้นได้รับแต่งตั้งให้ไปรับราชการในท้องที่อื่นซึ่งตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกา ข้าราชการผู้นั้น มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการในท้องที่ใหม่ได้ แทนการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามสิทธิที่ตนมีอยู่ตามที่กฎหมายกำหนด จากบทบัญญัติดังกล่าว กรณีของนายมณฑลซึ่งบรรจุรับราชการครั้งแรกที่ตำบลเวียงชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย แต่ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอหนองกุงศรี อำเภอไทรงาม อำเภอบ้านฝาง อำเภออุบลรัตน์ อำเภอเวียงชัย อำเภอดอยเต่า อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอนาหว้า อำเภอเสิงสาง อำเภอศรีสาคร อำเภอบึงสามพัน อำเภอนาดูน อำเภอค้อวัง อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอเมืองสรวง อำเภอปลวกแดง อำเภอยางชุมน้อย อำเภอกาบเชิง อำเภอสุวรรณคูหา และอำเภอกุดข้าวปุ้น พ.ศ.2522 อันเป็นผลให้เป็นการยกฐานะจากตำบลเวียงชัย เป็นอำเภอเวียงชัย ก็ไม่มีผลทำให้เป็นการเปลี่ยนแปลงท้องที่ที่บรรจุรับราชการครั้งแรกไปได้ ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 ได้นิยามคำว่า "ท้องที่" ไว้ว่า หมายความถึงกรุงเทพมหานคร อำเภอหรือกิ่งอำเภอ หรือท้องที่ของอำเภอหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าบทนิยามดังกล่าวมิได้ประสงค์ให้ใช้ตำบลเป็นหลัก แต่จะใช้อำเภอหรือกิ่งอำเภอเป็นหลักในการกำหนดว่าเป็นท้องที่ที่รับราชการครั้งแรก จึงต้องพิจารณาจากท้องที่ที่เป็นเขตพื้นที่การปกครองของอำเภอหรือกิ่งอำเภอตามสภาพความเป็นจริง โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การปกครองที่เกิดขึ้นภายหลังจะต้องไม่มีผลกระทบสิทธิที่เกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น การที่นายมณฑลบรรจุรับราชการครั้งแรกที่ตำบลเวียงชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย แต่ต่อมาย้ายมารับราชการภายหลังจากที่ตำบลเวียงชัย มีฐานะเป็นอำเภอเวียงชัย แล้ว ก็ไม่ทำให้นายมณฑลเกิดสิทธิที่จะเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ตามมาตรา 7 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เพราะเป็นการย้ายกลับมายังท้องที่ที่ตนบรรจุรับราชการครั้งแรกนั่นเอง ส่วนกรณีที่นายมณฑลกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อปลูกสร้างบ้านที่อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นท้องที่ที่ตนบรรจุรับราชการครั้งแรกและเป็นท้องที่ที่ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปประจำสำนักงานใหม่ กรณีย่อมถือได้ว่านายมณฑลมีเคหสถานของตนเองในท้องที่ที่ดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้เบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามมาตรา 7 (2) เช่นกัน นายมณฑลจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อมาว่า นายมณฑลใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่า นายมณฑลกระทำการไม่สุจริตอย่างไร จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านายมณฑลมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางที่ไม่สุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้านอย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่า นายมณฑลระบุในแบบขอรับเงินค่าเช่าบ้าน (แบบ 72 ก.) เริ่มรับราชการและปฏิบัติงานครั้งแรกในตำแหน่งครูโรงเรียนบ้านดอน ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย อันเป็นเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างว่านายมณฑลปกปิดข้อความโดยเบิกค่าเช่าบ้านโดยกรอกข้อความไม่ตรงความเป็นจริง เป็นการไม่สุจริตเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า การที่นายมณฑลเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการจึงเป็นไปโดยความเชื่อโดยสุจริต แม้ต่อมาโจทก์จะมีคำสั่งเพิกถอนการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการของนายมณฑล แต่การคืนเงินนั้น พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 51 วรรคสี่ บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้นว่า นายมณฑลเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการโดยความเชื่อโดยสุจริตจึงได้รับความคุ้มครอง เมื่อนายมณฑลถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจึงต้องคืนเพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า ส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนมีอยู่หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ ที่โจทก์ฎีกาว่า นายมณฑลเป็นเพียงตำแหน่งข้าราชการ ระดับ 7 ไม่มีอำนาจและหน้าที่รับรองตนเอง ต้องให้ผู้บังคับบัญชาระดับ 9 รับรอง จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตนั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่โจทก์ฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 7 (2) ม. 7 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นางสุทิน อุ่มอยู่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางพรชนก ณ ถลาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21730/2556
#562662
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 เป็นทนายความอันเป็นวิชาชีพด้านกฎหมาย จึงต้องมีความละเอียดรอบคอบและมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ ทั้งการว่าความในศาลย่อมมีผลกระทบต่อคู่ความที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการฟ้องคดีล้มละลาย หากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บุคคลผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ หลายประการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 จำเลยที่ 4 จึงควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 4 เพียงตรวจสอบหมายเลขประจำตัวประชาชนของ พ. ลูกหนี้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ที่ให้ไว้ต่อธนาคาร ท. ขณะทำสัญญาค้ำประกัน แล้วนำหมายเลขประจำตัวประชาชนดังกล่าวไปขอคัดสำเนาทะเบียนราษฎร ปรากฏว่าบุคคลที่มีหมายเลขประจำตัวประชาชนดังกล่าวคือโจทก์ ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จำเลยที่ 4 จึงฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลาย ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีชื่อแตกต่างจาก พ. และจำเลยที่ 4 ก็มีข้อมูลของ พ. ตามสำเนาทะเบียนบ้าน และยื่นสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวประกอบคำฟ้องด้วย ดังนี้ หากจำเลยที่ 4 ตรวจสอบสำเนาทะเบียนบ้าน กับแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จำเลยที่ 4 ก็จะทราบได้โดยง่ายว่า ชื่อและนามสกุล วันเดือนปีเกิด รวมทั้งชื่อบิดามารดาโจทก์กับ พ. นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อันแสดงว่าโจทก์และ พ. เป็นคนละคนกัน แต่จำเลยที่ 4 หาได้กระทำไม่ ไม่สมกับเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญด้านกฎหมายในวิชาชีพทนายความ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อโจทก์ต้องถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการละเมิดต่อโจทก์

ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันว่าโจทก์ไม่ใช่บุคคลที่ถูกฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 4040/2549 ของศาลล้มละลายกลางโดยให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่ายนั้นวัตถุประสงค์ของโจทก์คือต้องการให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันให้บุคคลทราบโดยทั่วไป การที่ศาลอุทธรณ์ระบุจำนวนฉบับและจำนวนวันก็เพื่อให้ชัดเจนและสะดวกแก่การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะได้ปฏิบัติ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันว่าโจทก์ไม่ใช่บุคคลที่ถูกฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 4040/2549 ของศาลล้มละลายกลาง โดยให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 725,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2551) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันประกาศแจ้งความจริงในหนังสือพิมพ์รายวัน 4 ฉบับ ฉบับละ 5 ครั้ง มิฉะนั้นให้โจทก์ประกาศโดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายกับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2551) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันลงโฆษณาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในหนังสือพิมพ์รายวัน 4 ฉบับ ฉบับละ 5 ครั้ง มิฉะนั้นให้โจทก์ลงโฆษณาโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายกับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 100 บาทแก่จำเลยทั้งสี่ คำขออื่นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 4 เป็นทนายความอันเป็นวิชาชีพด้านกฎหมาย จึงต้องมีความละเอียดรอบคอบและมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ ทั้งการว่าความในศาลย่อมมีผลกระทบต่อคู่ความที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการฟ้องคดีล้มละลาย หากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บุคคลผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ หลายประการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ..2483 จำเลยที่ 4 จึงควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เพียงตรวจสอบหมายเลขประจำตัวประชาชนของนางสาวพจมาศ ลูกหนี้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ให้ไว้ต่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ขณะทำสัญญาค้ำประกัน แล้วนำหมายเลขประจำตัวประชาชนดังกล่าวไปขอคัดสำเนาทะเบียนราษฎร ปรากฏว่าบุคคลที่มีหมายเลขประจำตัวประชาชนดังกล่าวคือโจทก์ ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จำเลยที่ 4 จึงฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลาย ทั้งๆ ที่โจทก์มีชื่อแตกต่างจากนางสาวพจมาศ และจำเลยที่ 4 ก็มีข้อมูลของนางสาวพจมาศ ตามสำเนาทะเบียนบ้านและได้ยื่นสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวประกอบคำฟ้องด้วย ดังนี้ หากจำเลยที่ 4 ตรวจสอบสำเนาทะเบียนบ้าน กับแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จำเลยที่ 4 ก็จะทราบได้โดยง่ายว่าชื่อและนามสกุล วันเดือนปีเกิด รวมทั้งชื่อบิดามารดาโจทก์กับนางพจมาศนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอันแสดงว่าโจทก์และนางสาวพจมาศเป็นคนละคนกัน แต่จำเลยที่ 4 หาได้กระทำไม่ ไม่สมกับเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญด้านกฎหมายในวิชาชีพทนายความ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 กระทำโดยสุจริตเนื่องจากเอกสารราชการไม่ถูกต้องนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนางสาวพจมาศ ก็เป็นเพียงสำเนาและจำเลยที่ 4 สามารถตรวจสอบได้แต่ก็ไม่ได้กระทำดังวินิจฉัยข้างต้น กรณีจึงเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 4 ที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเอง ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 จึงไม่มีน้ำหนักก็ให้รับฟัง เมื่อโจทก์ต้องถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 4 เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 มีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 วรรคหนึ่ง จึงถือได้ว่าเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จากการทำหน้าที่ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในผลแห่งละเมิดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันลงโฆษณาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรื่องเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวัน 4 ฉบับ ฉบับละ 5 ครั้ง เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันว่าโจทก์ไม่ใช่บุคคลที่ถูกฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 4040/2549 ของศาลล้มละลายกลางโดยให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่าย ดังนั้นวัตถุประสงค์ของโจทก์คือต้องการให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันให้บุคคลทราบโดยทั่วไป การที่ศาลอุทธรณ์ระบุจำนวนฉบับและจำนวนวันก็เพื่อให้ชัดเจนและสะดวกแก่การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะได้ปฏิบัติ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เกินคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพียรผณิต แก้วมณี
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางดวงสมร มนตรีกุล ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21697/2556
#554875
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีอำนาจทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพต่อเมื่อคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลนั้น และการไต่สวนและมีคำสั่งนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. กรณีไม่อาจนำ ป.วิ.อ. ใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 45 ได้ เพราะตามคำร้องผู้กระทำความผิดต่อผู้ตายเป็นพลทหารกองประจำการ ซึ่งต้องถูกฟ้องยังศาลทหารตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 13 และมาตรา 16 (3) คดีของผู้กระทำความผิดดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือน แม้การไต่สวนและทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพของศาลชั้นต้นไม่ใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกา แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 150 วรรคห้า และวรรคสิบเอ็ด ดังนี้ ศาลพลเรือนจะรับไต่สวนและทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพได้ก็เฉพาะแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือน มิใช่ว่าเมื่ออัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารและต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือน แล้วอัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ส่งสำนวนการสอบสวนให้ผู้ร้องเพื่อดำเนินการตาม ป.วิ.อ. ซึ่งผู้ร้องจะส่งสำนวนกลับคืนไปยังอัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ไม่ได้ จะทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนต้องไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า พลทหารกฤษดา ผู้ตาย เข้ารับราชการทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/2555 ประจำกองพลาธิการ กองพลทหารม้าที่ 1 จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีพันตรีภิญโญ เป็นผู้บังคับบัญชาปกครองดูแล ต่อมาผู้ตายกับพวกอีก 3 คน ได้กระทำผิดวินัยฐานดื้อดึงขัดขืน หลีกเลี่ยง ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พันตรีภิญโญจึงสั่งลงโทษผู้ตายกับพวก จำขังคนละ 3 วัน นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป และในวันดังกล่าวเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ได้ส่งผู้ตายไปจำขังที่เรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ โดยมีสิบเอกธนารักษ์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรประจำเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เป็นผู้รับไว้ หลังจากนั้นผู้ต้องขังรุ่นพี่ คือ พลทหารเอกสิทธิ์ พลทหารธีรพัฒน์ พลทหารชาตรี พลทหารพิรุณ พลทหารเด่นพษ์ พลทหารพินิจ และสิบเอกชลตรีชา ร่วมกันรับน้องใหม่โดยสั่งลงโทษผู้ตายด้วยการดันพื้น ลุกนั่ง กระโดดกบ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายโดยใช้เท้าเตะที่ลำตัวอย่างแรงหลายครั้ง ต่อมาเวลากลางวัน สิบโทเจษฎาพร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรประจำเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ และพลทหารอานนท์ ผู้ช่วยสิบเวร ได้ร่วมกันฟื้นฟูวินัยโดยสั่งลงโทษผู้ตายด้วยการดันพื้น ลุกนั่ง กระโดดกบ วิ่ง แล้วยังร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตาย โดยใช้ของแข็งตีที่ลำตัวเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบหายใจและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เหตุเกิดที่ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากผู้ตายถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ และมีการชันสูตรพลิกศพผู้ตายแล้ว ขอให้ทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้ทำร้ายเท่าที่ทราบได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะไต่สวนและมีคำสั่ง แต่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลดังกล่าวจึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจทำการไต่สวนและทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพคดีนี้หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเป็นศาลแห่งท้องที่ที่ศพผู้ตายตั้งอยู่ จึงมีอำนาจไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคห้า หาใช่เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดหรือต่อผู้กระทำให้ตาย แม้ผู้ตายจะเป็นทหารประจำการและอยู่ในระหว่างคุมขังในเรือนจำทหารบกก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 วรรคแรก ทั้งการไต่สวนและทำคำสั่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งสามารถนำมาใช้บังคับได้โดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 45 เนื่องจากวิธีพิจารณาความอาญาทหารไม่มีกฎหมาย กฎ และข้อบังคับในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพไว้โดยเฉพาะ แม้ได้ความว่าผู้กระทำความผิดเป็นทหารประจำการซึ่งต้องถูกฟ้องต่อศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 13 และ 16 (3) ก็ตาม แต่การไต่สวนและทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหาใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16 บัญญัติว่า "อำนาจศาล อำนาจผู้พิพากษา อำนาจพนักงานอัยการ และอำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายอันว่าด้วยการจัดตั้งศาลยุติธรรม และระบุอำนาจและหน้าที่ของผู้พิพากษา หรือซึ่งว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจนั้น ๆ" มาตรา 150 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้พนักงานอัยการทำคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่า ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวน ถ้ามีความจำเป็น ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ " และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 บัญญัติว่า "ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้ (1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีอำนาจทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพต่อเมื่อคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลนั้น และการไต่สวนและมีคำสั่งนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งกรณีก็ไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไปใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 45 ได้ เพราะตามคำร้องผู้กระทำความผิดต่อผู้ตายเป็นพลทหารกองประจำการ ซึ่งต้องถูกฟ้องยังศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 13 และมาตรา 16 (3) คดีของผู้กระทำความผิดดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือน ดังนี้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพแต่เฉพาะคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนเท่านั้น แม้การไต่สวนและทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพของศาลชั้นต้นไม่ใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคห้า และวรรคสิบเอ็ด ดังนี้ ศาลพลเรือนจะรับไต่สวนและทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพได้ก็เฉพาะแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วเท่านั้น มิใช่ว่าเมื่ออัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารและต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือนแล้วอัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ส่งสำนวนการสอบสวนให้ผู้ร้องเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งผู้ร้องจะส่งสำนวนกลับคืนไปยังอัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ไม่ได้ จะทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนต้องไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 150
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม. 13 ม. 16 (3) ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายอุดมพร วงศ์กา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21640 -ที่ 21641/2556
#562737
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ กับผู้เสียหายที่ 3 อายุ 14 ปีเศษและผู้เสียหายที่ 5 อายุ 17 ปีเศษ จากประเทศไทยเพื่อไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อช่วยทำเอกสารบัตรผ่านแดนและเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายทั้งสามผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซีย จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 3 กระทำความผิดหาใช่เป็นตัวการไม่ แต่ต้องระวางโทษเท่ากับตัวการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคห้า และตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคสี่

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 พาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จากประเทศไทยเพื่อไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซียนั้น ถือได้ว่ามีเจตนาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการค้าประเวณีเท่านั้น และมิใช่เป็นการรับตัวผู้เสียหายทั้งสามไว้โดยทุจริต จึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 312 ตรี แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะแม้เป็นการกระทำในคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ จึงไม่อาจแก้ไขโทษได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283, 310, 312 ตรี, 317, 318, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9, 12

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาเป็นธุระจัดหาหญิงอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยใช้อุบายหลอกลวง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม, 12 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 283 วรรคสาม, 310 วรรคแรก, 312 ตรี วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 317 วรรคสาม, 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 5 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม (ที่ถูก แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม) และเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี โดยหญิงนั้นจะยินยอมก็ตามเพื่อ ให้หญิงนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการาประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 47 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 35 ปี 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง วรรคสาม, 312 ตรี วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม (ที่ถูก แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม) เพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหญิงอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อการอนาจารโดยหญิงนั้นจะยินยอมก็ตามเพื่อให้หญิงนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อการอนาจาร แม้หญิงนั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 3 กระทง มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 31 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ และสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย และจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดขณะอายุยังน้อย ถูกยุยงส่งเสริมจากนายอาเหวินสามีจึงขาดความยั้งคิดไตร่ตรอง สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เบิกความสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า นอกจากจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายทั้งสามไปถ่ายรูปและเป็นผู้ไปดำเนินการทำบัตรผ่านแดนที่อำเภอสะเดาให้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปพักที่บ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อรอรับเอกสารผ่านแดนประมาณครึ่งวัน เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นชาย ขณะเกิดเหตุมีอายุ 30 ปี และมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองแนวชายแดนไทย - มาเลเซีย เป็นเวลานานประมาณ 8 ปี ย่อมมีประสบการณ์พอที่จะสังเกตได้ว่าผู้ที่ข้ามไปประเทศมาเลเซียโดยเฉพาะหญิงสาวที่มีคนพาไปนั้นจะเข้าไปทำงานประเภทใด ดังคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จากการพูดคุยกับจำเลยที่ 3 ก็พอทราบว่าจำเลยที่ 3 จะพาเสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณี หรือจากการถามผู้เสียหายที่ 1 ว่ารู้หรือไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะถูกพาไปทำงานอะไร เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าไม่รู้และถามจำเลยที่ 1 กลับไปว่าจำเลยที่ 1 รู้หรือไม่ จำเลยที่ 1 กลับไม่ตอบ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้ดีแล้วว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไปทำงานค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย แต่ไม่อยากบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบเท่านั้น ทั้งก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ก็เคยดำเนินการในลักษณะเช่นนั้นให้แก่นางสาวพาวิณีและนางสาวอาทิติยาได้ข้ามไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียมาแล้ว พฤติการณ์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 รู้แล้วว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย การที่จำเลยที่ 1 ขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซียและช่วยทำบัตรผ่านแดนให้ผู้เสียหายทั้งสามคงเป็นเพียงการเข้าช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 3 ในการพาผู้เสียหายทั้งสามเดินทางเข้าไปในประเทศมาเลเซียทั้งที่รู้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงการสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม เพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี ที่จำเลยที่ 1 นำสืบและฎีกาปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 3 จะพาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปค้าประเวณี เพียงขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายทั้งสามตามอาชีพของตนนั้น ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ซึ่งความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าว พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคห้า และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 282 วรรคสี่ บัญญัติให้ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคนั้น ๆ แล้วแต่กรณี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการจึงถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 3 เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับความกระทบกระเทือนต่อจิตใจจากการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นอย่างมากจนเกิดความเครียดอย่างรุนแรงและพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง กรณีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดแก่จำเลยที่ 3 ก็เป็นโทษขั้นต่ำในแต่ละฐานความผิดตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจวางโทษให้ต่ำไปกว่านี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคแรกและวรรคสอง ฐานรับบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามลำดับไว้โดยทุจริต อีกบทหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 พาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซียเพื่อทำการค้าประเวณีนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการค้าประเวณี มิใช่เป็นการรับตัวผู้เสียหายทั้งสามไว้โดยทุจริต จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคแรกและวรรคสอง ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่า แม้จะเป็นการกระทำในคราวเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้หลายกรรม ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขเรื่องโทษได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่ม เติมโทษจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบ ด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี รวม 2 กระทงและจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสอง, มาตรา 282 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 282 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคห้า ประกอบมาตรา 9 วรรคสอง, มาตรา 9 วรรคห้า ประกอบมาตรา 9 วรรคสาม และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี ให้ยก ส่วนโทษสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 282 วรรคสี่ ม. 312 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคห้า ม. 12 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายอนันต์หรืออ้อน ลิ่มปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21627/2556
#562693
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้พิมพ์หนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เรื่องอุทธรณ์คำสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าทำงาน แม้ข้อความโดยรวมเป็นการกล่าวหาผู้เสียหายซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโตนดและเป็นผู้บริหารสูงสุดของเทศบาลตำบลบ้านโตนดว่ารับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นพนักงานเทศบาลไม่โปร่งใส เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นซึ่งไม่เป็นความจริง อันเป็นการใส่ความผู้เสียหายก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำต่อบุคคลที่สาม กลับได้ความเพียงว่า ก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลบ้านโตนดไปพบหนังสือร้องเรียนดังกล่าวที่หน้าคอมพิวเตอร์ห้องงานคลังด้วยตนเอง โดยจำเลยมิได้นำออกมาแสดงต่อ ก. เพื่อให้ทราบข้อความในเอกสารนั้น ส่วน ศ. พนักงานขับรถของผู้เสียหายก็เพียงแต่สงสัยว่าจำเลยจะเป็นผู้พิมพ์หนังสือร้องเรียนดังกล่าวเท่านั้น ทั้งจำเลยยังไม่ได้ส่งเอกสารดังกล่าวไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยทราบ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโตนด จำเลยเคยเป็นพนักงานอัตราจ้างและได้ลาออกไปก่อนเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ที่ห้องงานคลังของเทศบาลตำบลบ้านโตนด ต่อมาผู้เสียหายเข้าไปในห้องดังกล่าวแล้วแย่งเอกสารหมาย จ.2 จากจำเลย ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อความเกี่ยวกับการร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยว่ามีผู้ใช้อำนาจหน้าที่รับสมัครพนักงานเทศบาลโดยไม่ชอบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยหมิ่นประมาทผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2551 เทศบาลตำบลบ้านโตนดประกาศรับสมัครพนักงานอัตราจ้างหลายตำแหน่ง แต่จำเลยไม่ได้สมัคร วันเกิดเหตุเวลาบ่าย นายศรีพล พนักงานขับรถโทรศัพท์แจ้งผู้เสียหายว่าจำเลยพิมพ์หนังสือร้องเรียนที่คอมพิวเตอร์ในห้องงานคลัง ผู้เสียหายเดินทางไปที่เทศบาลตำบลบ้านโตนด พบจำเลยยืนอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องงานคลังในมือถือเอกสารหมาย จ.2 ผู้เสียหายขอดูแต่จำเลยไม่ยอม ผู้เสียหายจึงแย่งเอกสารมาดูพบว่าเป็นข้อความหมิ่นประมาทผู้เสียหาย ผู้เสียหายถามจำเลยพิมพ์ทำไม จำเลยบอกเป็นสิทธิของตน มีการโต้เถียงกันเสียงดัง ปลัดเทศบาลบอกให้ไปคุยที่ห้องปลัดเทศบาล และเรียกนางเนาวรัตน์ หัวหน้างานคลังมาพบ จำเลยรับว่าเป็นผู้พิมพ์ ส่วนนางเนาวรัตน์อ้างว่าไม่เกี่ยวข้อง หลังออกจากห้องปลัดเทศบาล ผู้เสียหายถามเจ้าหน้าที่ว่าใครได้อ่านเอกสารดังกล่าวบ้าง ส่วนใหญ่บอกไม่ได้อ่านมีแต่นางกสิตราบอกว่าได้อ่าน ผู้เสียหายเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย นายศรีพลเบิกความว่า วันเกิดเหตุตอนบ่าย นายศรีพลนั่งอยู่ที่บันไดทางขึ้นเทศบาลเห็นจำเลยนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ห้องงานคลัง จำเลยมีประวัติชอบร้องเรียน นายศรีพลเห็นจำเลยถือเอกสารมีนางพิมพรและนางเนาวรัตน์ยืนดูอยู่ มีการพูดคุยกัน นายศรีพลจึงเดินไปสะกิดนางกสิตรา และนางกสิตราให้นายศรีพลโทรศัพท์แจ้งผู้เสียหายว่าจำเลยเหมือนกับพิมพ์หนังสือร้องเรียนอยู่ หลังจากนั้นผู้เสียหายมา มีการพูดโต้เถียงกัน และนางกสิตราเบิกความว่า นางกสิตรา เป็นเจ้าพนักงานพัสดุ ระดับ 5 วันเกิดเหตุนายศรีพลมาบอกว่าเห็นจำเลยพิมพ์หนังสือเหมือนกับเป็นเรื่องร้องเรียน ให้นางกสิตราไปดูที่ห้องงานคลัง นางกสิตราเดินไปที่ห้องงานคลัง ขณะนั้นไม่พบจำเลย พบมีกระดาษวางอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ 1 แผ่น นางกสิตราอ่านมีข้อความร้องเรียนผู้เสียหายเหมือนกับเอกสารหมาย จ.2 ขณะนั้นในห้องงานคลังมีนางพิมพรและนางชนัญญานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน จากนั้นนางกสิตราเดินกลับห้องพัสดุ สักครู่นางกสิตราเดินกลับไปที่ห้องงานคลังพบจำเลยนั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ในมือถือเอกสาร 1 แผ่น นางกสิตราแกล้งทำทีไปหาฎีกาเพื่อดูว่ามีเอกสารวางที่โต๊ะคอมพิวเตอร์หรือไม่ เมื่อนางกสิตรากลับมาที่ห้องพัสดุผู้เสียหายก็เข้ามา นางกสิตราบอกว่าเอกสารดังกล่าวอยู่ในมือจำเลย ผู้เสียหายจึงเดินไปที่ห้องงานคลังและมีการพูดโต้เถียงกันเสียงดัง แม้โจทก์ไม่มีใครเห็นจำเลยนั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์พิมพ์อะไร มีเพียงผู้เสียหายและนางกสิตราเบิกความว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นผู้พิมพ์เอกสารหมาย จ. 2 แต่ช่วงเวลาที่จำเลยนั่งอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ในห้องงานคลังเป็นเวลานานพอสมควรจนกระทั่งผู้เสียหายมาพบจำเลยในมือถือเอกสารหมาย จ.2 และจากคำให้การในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของจำเลยยอมรับว่าได้อ่านเอกสารหมาย จ.2 และพบข้อความที่พิมพ์ผิดจึงแก้ไขข้อความ ทั้งที่จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องกระทำการดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้พิมพ์หนังสือร้องเรียนเอกสารหมาย จ.2 เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.2 เป็นหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เรื่องอุทธรณ์คำสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าทำงาน ซึ่งแม้ข้อความโดยรวมเป็นการกล่าวหาผู้เสียหายซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโตนดและเป็นผู้บริหารสูงสุดของเทศบาลตำบลบ้านโตนดว่า รับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นพนักงานเทศบาลไม่โปร่งใส เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นซึ่งไม่เป็นความจริง อันเป็นการใส่ความผู้เสียหายก็ตามแต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำต่อบุคคลที่สาม กลับได้ความเพียงว่า นางกสิตราไปพบเอกสารหมาย จ.2 ที่หน้าคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง โดยจำเลยมิได้นำออกมาแสดงต่อนางกสิตราเพื่อให้ทราบข้อความในเอกสารนั้น ส่วนนายศรีพลเพียงแต่สงสัยว่าจำเลยจะพิมพ์เอกสารหมาย จ.2 เท่านั้น อีกทั้งจำเลยยังไม่ได้ส่งเอกสารดังกล่าวไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยทราบ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่จำเลยไปพิมพ์เอกสารหมาย จ.2 ในห้องงานคลังซึ่งมีพนักงานอยู่ในห้องหลายคนแล้วยังมีพนักงานอื่นเข้าออกสามารถเห็นหรืออ่านเอกสารดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลได้ว่ามีบุคคลที่สามได้รู้เห็น ถือว่าเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายสมหมายหรือแจ๊ก มั่นดำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายสกุณ สวนปาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21623/2556
#562712
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ให้ส่งตัวจำเลยที่ 5 ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินกว่าที่จำเลยที่ 5 จะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 86 ให้มอบตัวจำเลยที่ 5 ให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ระวังจำเลยที่ 5 ไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาภายใน 1 ปี หากจำเลยที่ 5 ก่อเหตุร้าย บิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 5 ไว้ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (2) (3) มิใช่การลงโทษ จึงถือมิได้ว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 เกิน 2 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 5 เป็นความผิดฐานเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 277 ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 5 อายุ 15 ปี แม้พฤติการณ์แห่งคดีจะร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสตรีเพศ และกระทบกระเทือนต่อสังคม แต่จำเลยเป็นเยาวชนอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนยังอ่อนความยั้งคิด ไม่เคยประพฤติเสียหายมาก่อน การลงโทษจำคุกจะไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและสังคม หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ได้รับการฝึกและอบรมสักระยะหนึ่งแล้ว อาจทำให้นิสัยความประพฤติดีขึ้น และเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนหรือฝึกหัดอาชีพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยต่อไปในอนาคต อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) จึงให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าที่จำเลยจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 ขณะกระทำผิดอายุ 18 ปี ยังเป็นวัยรุ่น กระทำผิดด้วยความคึกคะนอง เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ริบของกลาง ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)) ประกอบมาตรา 86 ให้มอบตัวจำเลยที่ 5 ให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของจำเลยที่ 5 ไป โดยวางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของจำเลยที่ 5 ระวังจำเลยที่ 5 ไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาภายใน 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่จำเลยที่ 5 ฟัง หากจำเลยที่ 5 ก่อเหตุร้ายขึ้น ให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของจำเลยที่ 5 จะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 5 ไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 5 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (2) และ (3) ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 11 มิถุนายน 2532 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปี ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่เพิงไม้ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 5 กับชายวัยรุ่นอีกหลายคนขับรถจักรยานยนต์ตามไป ผู้เสียหายถูกชายวัยรุ่นดังกล่าว 3 คน ข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ให้ส่งตัวจำเลยที่ 5 ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินกว่าที่จำเลยที่ 5 จะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 86 ให้มอบตัวจำเลยที่ 5 ให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ระวังจำเลยที่ 5 ไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาภายใน 1 ปี หากจำเลยที่ 5 ก่อเหตุร้าย บิดา มารดา หรือผู้ปกครองจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 5 ไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (2) (3) ดังนี้ มิใช่การลงโทษจึงถือมิได้ว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 เกิน 2 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 5 เป็นความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความถึงจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับพฤติการณ์ในการร่วมกระทำความผิดแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ บ่งชี้ว่าการเห็นและการจดจำจำเลยที่ 2 ของผู้เสียหายไม่มีความแน่นอนรับฟังเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่าง ต้องอาศัยแสงสว่างของไฟหน้ารถจักรยานยนต์และดวงจันทร์ แต่ไม่ปรากฏว่าสามารถมองเห็นได้ในระยะใกล้ไกลเพียงใด ทั้งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องแสงสว่างว่าบริเวณที่เกิดเหตุจะมีแสงสว่างไม่พอเพียงที่จะทำให้เห็นจำเลยที่ 2 ชัดเจนพอจำได้ นอกจากนี้แล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการใดแก่ผู้เสียหายอีก และนายวรพลมิได้ยืนยันว่าพบเห็นจำเลยที่ 2 อยู่ในสถานที่เกิดเหตุด้วย จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ผู้เสียหายเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ว่า ระหว่างนายเอข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่นั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งมากับจำเลยที่ 4 อย่างไรผู้เสียหายไม่ทราบ จำเลยที่ 3 ได้ใช้มือปิดปากผู้เสียหายไม่ให้ร้องเท่านั้น ซึ่งขัดกับผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถามค้านว่า นายเอได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยนายโกวิทย์ใช้มือปิดปากผู้เสียหาย ส่วนนายบินจับแขนผู้เสียหาย ทั้งนายโกวิทย์และนายบินได้หมุนเวียนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย นอกจากนายเอ นายโกวิทย์และนายบินข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว บุคคลอื่นไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่า จำเลยที่ 3 มาสถานที่เกิดเหตุในขณะที่นายเอข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอย่างไร ผู้เสียหายไม่ทราบนั้น แสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ต้น แตกต่างจากที่พันตำรวจโทธีระพล พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ผู้เสียหายแจ้งว่านายเอเป็นผู้อุ้มผู้เสียหาย นายนนท์ปิดปากผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 3 ได้จับมือผู้เสียหายไว้ อันเป็นพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 อยู่ในสถานที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ต้น ส่อให้เห็นพิรุธ พยานโจทก์นอกจากนี้ไม่ได้รู้เห็นจำเลยที่ 3 กระทำผิด เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่มาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — เด็กชาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายสุธี สระบัว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21554/2556
#554882
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 20 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในกรณีบรรดาความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียวโดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ มิใช่บทบัญญัติที่กฎหมายบัญญัติเป็นบทความผิดหรือบทกำหนดโทษ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ปรับบทดังกล่าวแล้วลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว ก็ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 4), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (ที่ถูก มาตรา 6 (1)), 52 วรรคหนึ่ง วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจาร ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานค้ามนุษย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงซึ่งอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจาร ฐานเป็นธุระจัดหาเพื่อให้บุคคลซึ่งอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม กับฐานค้ามนุษย์ซึ่งกระทำการแก่บุคคลซึ่งอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่ถึงสิบแปดปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาเพื่อให้บุคคลซึ่งอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ที่ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่เลือกลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียวได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (7) ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาต้องมีบทมาตราที่ยกขึ้นปรับ ซึ่งหมายความรวมถึงบทมาตราที่ยกเว้นโทษหรือบทมาตราที่เป็นคุณแก่จำเลยในการลงโทษด้วย เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในกรณีบรรดาความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ มิใช่บทบัญญัติที่กฎหมายบัญญัติเป็นบทความผิดหรือบทกำหนดโทษ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ปรับบทดังกล่าวแล้วลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว ก็ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (7) ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (7)
ป.อ. ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายชนัญญาหรือออย เกตุคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวฉายลักษณ์ ผิรังคะเปาระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา