คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21553/2556
#554873
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 29 กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับไว้ 2 วิธี เพื่อให้ศาลเลือกใช้ได้ตามสมควรแก่รูปคดี มิใช่ให้ศาลเลือกใช้วิธีการบังคับได้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระค่าปรับรายวันแล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับได้

ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยโดยกำหนดว่า หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุว่าให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ มีกำหนดเท่าใด ถือเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 (2), 65, 67, 70, 71 (ที่ถูก มาตรา 21, 40 (2) (3),41, 65 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 70) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโดยเจ้าของไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน และปรับ 40,000 บาท และปรับวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2537 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 424 วัน เป็นเงิน 42,400 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารและห้ามใช้อาคาร จำคุก 3 เดือน และปรับ 40,000 บาท และให้ปรับรายวันวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 493 วัน เป็นเงิน 49,300 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 171,700 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้ปรับจำเลยอีกในอัตราวันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คดีถึงที่สุด จำเลยได้นำเงินค่าปรับ 171,700 บาท มาชำระต่อศาลชั้นต้น แต่ยังไม่ได้ชำระค่าปรับรายวัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งนัดพร้อมและหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่จำเลยไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย แล้วออกคำบังคับให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ วันที่ 27 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยตามหมายจับและนำส่งศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยชำระค่าปรับครบถ้วนแล้ว ขอให้เพิกถอนการจับกุม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 จำเลยขอระยะเวลาหาเงินมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเนื่องจากค่าปรับมีจำนวนสูง โดยศาลอนุญาตให้จำเลยประกันตัวเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ ต่อมาจำเลยไม่มาศาลตามนัด ศาลจึงออกหมายจับและปรับผู้ประกัน แต่จำเลยยังไม่ชำระค่าปรับรายวันตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น คิดเป็นค่าปรับจำนวน 1,059,600 บาท ระหว่างศาลออกหมายจับจำเลยมาเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลได้ออกคำบังคับและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระค่าปรับ เห็นได้ว่าค่าปรับมีจำนวนสูงมาก พฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับจึงให้ออกหมายกักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้เพิกถอนหมายจับของศาลชั้นต้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับตัวจำเลยและนำตัวจำเลยมาศาลแล้ว หมายจับก็เป็นอันสิ้นผลบังคับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต่อไป จำเลยฎีกาว่า จำเลยมาศาลทุกนัดและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทำให้เข้าใจได้ว่ารวมโทษปรับที่คำนวณจากวันกระทำความผิดถึงวันฟ้องและจากวันฟ้องจนกว่าจะมีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อจำเลยได้ชำระค่าปรับจึงไม่มีเหตุให้ออกหมายจับ โทษปรับนับแต่วันถัดจากวันฟ้องต้องเป็นอัตราเดียวกันและขาดอายุความการบังคับโทษปรับตามคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าหมายจับจำเลยสิ้นผลบังคับแล้ว เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ขาดอายุความบังคับค่าปรับตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจมีคำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับหรือยึดทรัพย์สิน ใช้ค่าปรับได้อีก เห็นว่า จำเลยเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2553 ว่าการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรับมิได้ทำภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด จะยึดทรัพย์หรือกักขังไม่ได้เพราะคดีขาดอายุความบังคับตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า กรณีมิใช่จำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษาแต่ยังไม่ครบถ้วนและได้หลบหนีไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 คดีจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยไม่ฎีกา คดีในส่วนนี้จึงถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยจะยกขึ้นฎีกาคัดค้านอีกไม่ได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยยังมิได้ชำระค่าปรับรายวัน วันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เช่นนี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับไว้ 2 วิธี เพื่อให้ศาลเลือกใช้ได้ตามสมควรแก่รูปคดี มิใช่ว่าให้ศาลเลือกใช้วิธีการบังคับได้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยโดยกำหนดว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุว่าให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ มีกำหนดเท่าใด ถือเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายสุชาติ อำนวยมงคลพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายชยสร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21502/2556
#559158
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่จำเลยลักไปแทนโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับทรัพย์ที่จำเลยลักไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้อีก

จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วม ความเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับจึงต้องเป็นความเสียหายอันเกิดจากตัวทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุก เช่น ที่ดินพิพาทได้รับความเสียหาย หรือความเสียหายจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น ค่าเสียสุขภาพจิตอันเนื่องมาจากโจทก์ร่วมต้องทำรั้วกำแพงใหม่ ต้องเฝ้าระวังไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาในที่ดินเพื่อก่อเหตุอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมกับครอบครัว และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงมิใช่ความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ, 362, 365, 83 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางปัทมา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าทำรั้วกำแพงอิฐบล็อกและบานประตูเหล็ก เป็นเงิน 93,000 บาท ค่าเสียสุขภาพจิต เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นที่ดูหมิ่นเกลียดชังของผู้อื่น เป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 293,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 362 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 50,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมอีก 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ค่าเสียสุขภาพจิตและค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชังเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่จำเลยลักไปแทนโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับทรัพย์ที่จำเลยลักไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้อีก

มีปัญหาที่ต้องพิจารณาเพียงว่า ค่าเสียสุขภาพจิตและค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชังเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 146361 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร บริเวณรั้วสังกะสี ซึ่งกั้นระหว่างที่ดินโฉนดดังกล่าวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 110214 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งตกเป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 146361 อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วม ความเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับจึงต้องเป็นความเสียหายอันเกิดจากตัวทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกนั้น เช่น ที่ดินพิพาทได้รับความเสียหาย หรือความเสียหายจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นต้น ดังนี้ ค่าเสียสุขภาพจิตอันเนื่องมาจากโจทก์ร่วมต้องทำรั้วกำแพงใหม่ทำให้ต้องเฝ้าระวังไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาในที่ดินเพื่อก่อเหตุอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมกับครอบครัวและค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชังอันเนื่องมาจากจำเลยรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม แต่ได้กระทำความผิดรื้อรั้วสังกะสีหลายครั้ง และโจทก์ร่วมแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยหลายคดี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก จึงมิใช่ความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 336 ทวิ ม. 362
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางปัทมา ธัญนารา
จำเลย — นางบุญศิริ ภิรมย์นาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายทวีป ฟักเทพ
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21441/2556
#559172
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2639/2550 ของศาลแขวงดุสิต โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมิให้เลื่อนโจทก์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) กล่าวหาว่าโจทก์กับพวกส่งคนไปคุกคามข่มขู่จำเลยและพยานของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาฐานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ เพื่อขอให้ ก.ตร. และ ก.ต.ช. พิจารณามิให้เลื่อนโจทก์ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชั่วคราวจนกว่าคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาจะถึงที่สุด ซึ่งมีสาระแห่งการกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทของจำเลยเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้การมีหนังสือขอความเป็นธรรมทั้งในคดีก่อนและคดีนี้ จำเลยจะได้ยื่นหนังสือดังกล่าวต่อคณะกรรมการของ ก.ตร. และกรรมการ ก.ต.ช. คนละคนกันดังที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวกัน คือเจตนาที่จะร้องขอความเป็นธรรมมิให้ ก.ตร. และ ก.ต.ช. พิจารณาเลื่อนตำแหน่งของโจทก์นั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้เป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน เมื่อขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ คำฟ้องคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์นำสืบพยานว่า โจทก์มอบอำนาจให้พันตำรวจเอกระพีพงษ์ ฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยรับราชการ ภายหลังโจทก์ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับคดีนี้กลางเดือนมีนาคม 2550 จำเลยได้ทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจส่งถึงพลตำรวจเอกนพดล และพลตำรวจเอกนพดลได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชี้แจงต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ซึ่งมูลเหตุในคดีนี้เกิดเนื่องจากโจทก์ได้ทำการจับกุมบ่อนการพนัน ป.ประตูน้ำ ตามบันทึกการจับกุม ผู้เล่นการพนันในบ่อนดังกล่าวได้รับสารภาพ ส่วนจำเลยถูกฟ้องที่ศาลแขวงดุสิต ภายหลังได้มีการขยายผลการจับกุมจึงได้มีการตรวจค้น ตามหมายค้นและผลการตรวจค้น ต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา นอกจากหนังสือร้องเรียนนี้แล้ว จำเลยได้จัดส่งหนังสือที่มีข้อความเช่นเดียวกันนี้ให้แก่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจคนอื่นๆ ด้วย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาทต่อศาลแขวงดุสิตเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2639/2550 ศาลแขวงดุสิตไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในวันที่ 10 สิงหาคม 2550 ตามสำเนาคำสั่งของศาลแขวงดุสิตเอกสารในสำนวนลำดับที่ 43/1 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลแขวงดุสิตพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดให้ลงโทษจำคุกจำเลย ตามสำเนาคำพิพากษาท้ายคำแถลงเพิ่มเติมอุทธรณ์ของโจทก์เอกสารในสำนวนลำดับที่ 64/3 ส่วนคดีนี้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 ขณะที่คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2639/2550 ของศาลแขวงดุสิตอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาทเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2639/2550 ของศาลแขวงดุสิตหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2639/2550 ของศาลแขวงดุสิต โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงการกระทำของจำเลยที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ว่า จำเลยได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมิให้เลื่อนโจทก์เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) โดยกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกส่งคนไปคุกคามข่มขู่จำเลยและพยานของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาฐานร่วมกับพวกปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ เพื่อขอให้ ก.ตร. และ ก.ต.ช. พิจารณามิให้เลื่อนโจทก์ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชั่วคราวจนกว่าคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาจะถึงที่สุด ซึ่งมีสาระแห่งการกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทของจำเลยเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้การมีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมทั้งในคดีก่อนและคดีนี้ จำเลยจะได้ยื่นหนังสือดังกล่าวต่อคณะกรรมการของ ก.ตร. และกรรมการ ก.ต.ช. คนละคนกันดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา แต่การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวกัน คือเจตนาที่จะร้องขอความเป็นธรรมมิให้ ก.ตร. และ ก.ต.ช. พิจารณาเลื่อนตำแหน่งของโจทก์นั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกันซึ่งย่อมส่งผลให้ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์คดีก่อนกับคดีนี้เป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2639/2550 ของศาลแขวงดุสิต อยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องซึ่งถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่แก้ฎีกาโต้แย้งว่าการอนุญาตให้ฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 อีกแต่อย่างใด เพราะแม้รับวินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนขึ้นวินิจฉัยเอง และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส
จำเลย — นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพิเชษฐ์ เปลี่ยนขำ
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21427/2556
#554881
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 20 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในกรณีที่ความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียวโดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ มิใช่เป็นบทมาตราที่กฎหมายบัญญัติเป็นบทความผิดหรือบทกำหนดโทษ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ปรับบทดังกล่าวแล้วลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว ก็ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93, 319 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (12) เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ที่ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่เลือกลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียวได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (7) ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาต้องมีบทมาตราที่ยกขึ้นปรับ ซึ่งหมายความรวมถึงบทมาตราที่ยกเว้นโทษหรือบทมาตราที่เป็นคุณแก่จำเลยในการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในกรณีที่ความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ มิใช่เป็นบทมาตราที่กฎหมายบัญญัติเป็นบทความผิดหรือบทกำหนดโทษ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ปรับบทดังกล่าวแล้วลงโทษจำคุกจำเลยเพียงสถานเดียว ก็ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 186 (7) ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (7)
ป.อ. ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายนิรุตต์หรือนิรุตน์หรือแสบ สมหวัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมชาย ฉลาดธัญญกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21420/2556
#593236
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่จะทำให้การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายเป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 423 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็คือการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายนั้นฝ่าฝืนต่อความจริง หากการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายความจริงก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิด การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อ. ประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง แล้ว ร. ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อ. ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหม่อมราชวงศ์ จ. ในฐานะปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมกันแถลงข่าว ณ ทำเนียบรัฐบาล เผยแพร่รายชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์รวม 10 บริษัท โดยมีชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อ. รวมอยู่ด้วย ซึ่งการแถลงข่าวของบุคคลดังกล่าวเป็นการแถลงต่อสาธารณชนตามปกติวิสัยเพื่อยุติกระแสความตื่นตระหนกต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ดังนี้ คำแถลงข่าวของบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง การการะทำของบุคคลดังกล่าวจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 939,826,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยาน และไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งที่ให้งดสืบพยานและคำสั่งที่ยกคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง รวมทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 35,934,610 บาท ชำระให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงินรวม 200,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด จำนวน 35,934,610 หุ้น และมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัทดังกล่าว ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 และเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวจำนวน 48,000 หุ้น นายเริงชัย ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายอำนวย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล ในฐานะปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมกันแถลงข่าว ณ ทำเนียบรัฐบาล เผยแพร่รายชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์รวม 10 บริษัท ซึ่งรวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด ที่ได้รับคำสั่งให้เพิ่มทุนตามมาตรการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบสถาบันการเงิน และในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด เพิ่มทุนเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 200,000,000 บาท ภายใน 60 วัน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด มีหนังสือขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด ระงับการดำเนินกิจการ เห็นสมควรวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก่อน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า การแถลงข่าวของนายเริงชัย นายอำนวย และหม่อมราชวงศ์จัตุมงคลเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่เห็นว่า ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้" เช่นนี้ ข้อเท็จจริงที่จะทำให้การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายเป็นการทำละเมิดซึ่งจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็คือการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายนั้นฝ่าฝืนต่อความจริง หากการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายความจริง ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิด ดังนี้ปรากฏตามบันทึกการถอดข้อความจากเทปโทรทัศน์ ว่า นายอำนวยได้แถลงถึงมาตรการของจำเลยทั้งสองที่จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินว่า ถ้าสถาบันการเงินรายใดมีปัญหาสภาพคล่องจำเป็นจะต้องเพิ่มทุนเพื่อให้มีเม็ดเงินใหม่และมีฐานะทางการเงินมั่นคงขึ้น จำเลยที่ 1 ด้วยความเห็นชอบของจำเลยที่ 2 ก็จะให้สถาบันการเงินรายนั้นเพิ่มทุนให้เพียงพอทันที และต่อมานายอำนวยขอให้นายเริงชัยประกาศรายชื่อของบริษัทที่จะต้องเพิ่มทุนว่ามีบริษัทอะไรบ้าง และนายเริงชัยได้ประกาศรายชื่อบริษัทจำนวน 10 บริษัทที่จะต้องเพิ่มทุน โดยมีชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด รวมอยู่ด้วย อันมีลักษณะส่อให้เห็นว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด ขาดสภาพคล่องอันควรให้มีการเพิ่มทุน แม้บริษัทได้จัดให้มีการสำรองเงินร้อยละ 8.86 ตามรายงานแสดงการดำรงฐานะสภาพคล่องสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้สำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 ของจำนวนเงินที่รับฝากจากประชาชนตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็นำสืบรับว่า ปี 2539 ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดชะลอตัว โครงการหมู่บ้านจัดสรรและโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้ขยายตัวเกินความต้องการของตลาดมาก เนื่องจากตลาดเริ่มซบเซาและดัชนีในตลาดหลักทรัพย์เริ่มตกต่ำลง นอกจากนั้นยังมีข่าวลือเรื่องลดค่าเงินบาทและมีข่าวลือว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หลายแห่งขาดเงินทุนหมุนเวียนหรือขาดสภาพคล่อง การเกิดข่าวลือทำให้เกิดผลเสียหายต่อระบบสถาบันการเงิน เพื่อที่จะแก้ปัญหาข่าวลือในวันที่ 3 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยนายเริงชัย จำเลยที่ 2 โดยนายอำนวยและหม่อมราชวงศ์จัตุมงคลได้ร่วมกันแถลงข่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด แต่บริษัทเดียวโดยเฉพาะ เมื่อนายเริงชัยระบุว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด เป็นบริษัทหนึ่งที่ต้องมีการเพิ่มทุนแล้ว ในวันเดียวกันกับวันที่มีการแถลงข่าวนั่นเอง จำเลยที่ 1 ก็มีหนังสือถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด ให้เพิ่มทุนเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 200,000,000 บาท ภายใน 60 วัน เนื่องจากบริษัทมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจำนวนสูงอันมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ผลประกอบการที่แท้จริงในระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมาขาดทุนจำนวนสูง เป็นเหตุให้เงินกองทุนเสื่อมลงอย่างรวดเร็วจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวมตามหนังสือเรื่องให้เพิ่มทุน เจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในปี 2539 จำเลยที่ 1 เข้าตรวจสอบบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิตแอนด์ ทรัสต์ จำกัด ซึ่ง ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 บริษัทมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจัดชั้นจำนวน 857,800,000 บาท เท่ากับร้อยละ 26.96 ของสินทรัพย์ทั้งสิ้นตามรายงานสรุปข้อเท็จจริง และเอกสารระบุว่าบริษัทมีผลประกอบการในปี 2536 ถึงปี 2538 ขาดทุนสุทธิ 47,700,000 บาท 19,200,000 บาท และ 92,100,000 บาท ตามลำดับ สำหรับปี 2539 เพียงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2539 มีผลขาดทุนระหว่างงวด 90,000,000 บาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการกันเงินสำรองเผื่อสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยเพิ่มขึ้นอีก 85,000,000 บาท ซึ่งอาจทำให้กองทุนของบริษัทในเดือนมิถุนายน 2539 เสื่อมลงเหลือต่ำกว่า 3 ใน 4 ของทุนชำระแล้ว แม้การที่บริษัทแก้ปัญหาโดยการจำหน่ายที่ดินและอาคารที่ทำการ ทำให้เงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77.83 ของทุนชำระแล้ว ก็ไม่ใช่กำไรจากการประกอบการตามปกติ เช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด เพิ่มทุนเนื่องจากมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจำนวนมากและประกอบกิจการขาดทุนมาโดยตลอดระยะเวลา 4 ปี ก่อนหน้านี้ จนมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอันอาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจต่อไป หากบริษัทไม่สามารถรองรับการไถ่ถอนเงินที่รับฝากจากประชาชน จึงรับฟังได้ว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด ประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องจริงและเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องกำกับดูแล รวมทั้งแถลงต่อสาธารณชนตามปกติวิสัยเพื่อยุติกระแสความตื่นตระหนกต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ดังนี้ คำแถลงข่าวของนายอำนวย นายเริงชัย และหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกล่าวหรือไขข่าวความจริง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ณ วันที่ 3 มีนาคม 2540 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด มีเงินฝากอยู่ที่สถาบันการเงินอื่นจำนวน 145,000,000 บาท ตามสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน 6 ฉบับ นั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองตรวจดูตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ปรากฏว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 4 ฉบับ โดยบริษัทเงินทุนพรีเมียร์ จำกัด จำนวน 35,000,000 บาท บริษัทเงินทุนบางกอกเงินทุน จำกัด จำนวน 20,000,000 บาท บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 20,000,000 บาท และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอกธนา จำกัด (มหาชน) จำนวน 20,000,000 บาท ตั๋วสัญญาใช้เงินออกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 จำนวน 2 ฉบับ โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด จำนวน 20,000,000 บาท และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนพล จำกัด (มหาชน) จำนวน 30,000,000 บาท ทั้ง 6 ฉบับ ใช้เงินเมื่อทวงถาม แต่กลับปรากฏตามหนังสือพิมพ์วัฏจักร ฉบับวันที่ 18 มีนาคม 2541 ที่โจทก์ทั้งสองอ้างเป็นพยานว่า บริษัทที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 6 ฉบับ ดังกล่าวล้วนแต่เป็นบริษัทที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือเพราะขาดสภาพคล่องทั้งสิ้น จนกระทั่งในที่สุดก็ถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ จึงเป็นไปได้ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด จะไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืนหรือได้รับคืนในจำนวนเล็กน้อย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า บริษัทมีวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ทำไว้กับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง รวม 46,000,000 บาท ตามสำเนาสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี นั้น เห็นว่า วงเงินดังกล่าวเมื่อคิดจากสัดส่วนผลประกอบการขาดทุนสุทธิและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพข้างต้นเห็นว่าเป็นจำนวนเงินไม่มากเพียงพอที่จะเสริมสภาพคล่องได้ตามปกติจนได้ความว่า บริษัทต้องขอความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 150,000,000 บาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามหนังสือขอรับความช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 หลังจากการแถลงข่าวเพียง 2 วัน เท่านั้น รวมทั้งยังปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องว่า ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวมีการถอนเงินออกจากบริษัทมากกว่าการนำเงินเข้าฝาก จนมีเงินกองทุนสุทธิติดลบอยู่ถึง 492,899,000 บาท ด้วยเหตุดังวินิจฉัยมาแล้ว ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า การแถลงข่าวของนายอำนวย นายเริงชัย และหม่อมราชวงศ์จัตุมงคลเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด จึงไม่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เมื่อการกระทำของบุคคลดังกล่าวไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสองและฎีกาข้ออื่นจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองนั้น เป็นฎีกาเฉพาะปัญหาการกำหนดค่าเสียหายเท่านั้น เมื่อรับฟังตามฎีกาของจำเลยทั้งสองได้แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัยเพราะไม่มีผลต่อคดี ศาลฎีกาคณะคดีปกครองจึงไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและให้ยกฎีกาของโจทก์ทั้งสองคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 423 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองเพชร เพชรวรกุล กับพวก
จำเลย — ธนาคารแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภวัฒน์ รมยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ศุภชัย สมเจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21414/2556
#559141
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของ ส. ที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ที่ดินของโจทก์มาแต่ต้นก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดในขณะนั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับเอาที่ดินไว้จากโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่ง ส. ทำไว้แทนตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันข้อสัญญาที่นายสมหมายให้ไว้ต่อโจทก์ว่าจะหาที่ดินมาแลกเปลี่ยนกับที่ดินของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๐๕๔ ตำบลเพ็ญอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี และให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม การให้ที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ ได้หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์แบ่งที่ดินและจดทะเบียนยกให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี เกิดจากการที่นายสมหมายหัวหน้าชุดก่อสร้างทางสายเพ็ญ-สินเจริญ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ไปติดต่อขอที่ดินของโจทก์เพื่อสะดวกในการก่อสร้างทางสายดังกล่าว โดยมีการพูดจูงใจและให้สัญญาต่อโจทก์ว่าจะหาที่ดินมาแลกเปลี่ยนกับที่ดินโจทก์ มิได้เกิดจากความประสงค์ของโจทก์ที่จะบริจาคที่ดินให้แก่หน่วยงานราชการโดยแท้จริงมาแต่แรกแต่อย่างใด เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๗ โดยโจทก์เป็นเพียงชาวบ้านในชนบทและนายสมหมายเป็นหัวหน้าชุดในการก่อสร้างทาง การแสดงออกของนายสมหมายย่อมทำให้โจทก์เข้าใจและเชื่ออย่างสนิทใจว่านายสมหมายเป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ในการแลกเปลี่ยนที่ดินกับโจทก์ได้ ทั้งในการโอนที่ดินที่ต้องโอนให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น ก็เชื่อว่าเป็นเพราะสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี มิได้มีสภาพเป็นนิติบุคคลที่จะรับโอนที่ดินได้ จึงต้องให้จำเลยที่ ๑ อันเป็นต้นสังกัดและเป็นนิติบุคคล เป็นผู้รับโอนที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี การทำนิติกรรมในลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านสูงวัยจะสามารถคิดและไปดำเนินการเองได้และโดยเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่ได้กระทำไป หากแต่เชื่อว่าเกิดจากการดำเนินการของจำเลยที่ ๑ สืบเนื่องจากที่นายสมหมายได้ดำเนินการไว้มากกว่า และการกระทำของนายสมหมายที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ที่ดินของโจทก์มาตั้งแต่ต้นก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดในขณะนั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน การที่จำเลยที่ ๑ ยอมรับเอาที่ดินไว้จากโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อได้แสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งนายสมหมายทำไว้แทนตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐๖ แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงต้องผูกพันข้อสัญญาตามที่นายสมหมายให้ไว้ต่อโจทก์ว่าจะหาที่ดินมาแลกเปลี่ยนกับที่ดินโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายสมหมายว่า ขณะที่นายสมหมายให้สัญญาไว้ต่อโจทก์ไม่มีที่ดินที่จะนำไปแลกเปลี่ยนกับโจทก์ หากแต่นายสมหมายเพียงคาดหวังว่าจะมีผู้ใจบุญยกที่ดินให้แล้วจึงจะนำไปแลกเปลี่ยนให้แก่โจทก์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายสมหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงเรื่องที่จะนำที่ดินไปแลกเปลี่ยนกัน โจทก์ย่อมไม่ยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นแน่ ดังนั้น การที่โจทก์จดทะเบียนยกให้ที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๒ งาน ๔๐ ตารางวา เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี จึงเกิดจากการสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดินกัน มิใช่เป็นการให้โดยเสน่หาและโดยไม่มีค่าตอบแทน อันเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างและฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดิน กับให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะคู่สัญญาและจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ ๑ คืนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง และการที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมกับให้จำเลยทั้งสองคืนที่ดินให้แก่โจทก์ ไม่เป็นกรณีที่ต้องไปดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๕ เพราะมิใช่เป็นการโอนแก่กันตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การให้ที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินโดยทันที และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคแปด บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น จึงไม่จำต้องบังคับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการตามคำขอของโจทก์ดังกล่าว

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๒ งาน ๔๐ ตารางวา อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) เลขที่ ๑๐๓ ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งต่อมาออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๐๕๔ ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๓ เสีย คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญชู โพนธาตุ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสังกาส เนาวรัตนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21413/2556
#571955
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับบริษัท ด. ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดย ด. ผูกพันยอมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันและตามสัญญาจำนองที่มีอยู่เดิม ต่อมา ด. ถึงแก่ความตาย ไม่ปรากฏว่าบริษัท ด. ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้กองมรดกของ ด. และจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ด. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ในการฟ้องบังคับให้กองมรดกของ ด. รวมทั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ด. ให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเดชา ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ของบริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด หากมีการผิดนัดไม่ชำระหนี้ ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองมรดกของนายเดชาในจำนวนเงินที่บริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง เอกสารท้ายคำฟ้องและคำแถลงของโจทก์แล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กับบริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยนายเดชายังผูกพันยอมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันและตามสัญญาจำนองที่มีอยู่เดิม แต่ต่อมาเมื่อนายเดชาถึงแก่ความตาย ไม่ปรากฏว่าบริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้กองมรดกของนายเดชาและจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเดชา ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองประกันหนี้ของบริษัทชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในการฟ้องบังคับให้กองมรดกของนายเดชา รวมทั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายเดชาให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวกรทอง แท้เที่ยงธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางฤมล ทาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21386/2556
#580859
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนอาญา สำหรับคดีส่วนแพ่งเมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้เรียก ส. บุตรและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้มรณะ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ส. เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งตั้ง ส. เข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 70, 148, 157

ระหว่างพิจารณา นางสวาท ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยตำรวจตรีฉันท์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 4,062,853 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (ที่ถูก มาตรา 43 (4)), 70, 148 (ที่ถูก มาตรา 148 วรรคหนึ่ง), 157 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,237,176 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,160,126 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวสิริประภา บุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์และโจทก์ร่วมรับว่าเป็นความจริงและโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวสิริประภา เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้มรณะ ศาลฎีกา เห็นว่า สำหรับคดีส่วนอาญา เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนอาญาเสียจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่งนั้น โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวสิริประภา บุตรและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้มรณะศาลชั้นต้นยกคำร้อง เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้ว คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวสิริประภา เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งตั้งนางสาวสิริประภา เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ผู้มรณะต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในสถานหนักและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสหัสวรรษ ประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุประกอบบันทึกถ้อยคำของนายสหัสวรรษตาม นายสหัสวรรษเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถสามล้อเครื่องรับจ้างหมายเลขทะเบียน สก - 7157 กรุงเทพมหานคร วิ่งมาตามซอย 3 เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ชะลอความเร็วมองซ้ายมองขวาแล้ว จึงขับรถเข้าบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุได้มีรถยนต์หมายเลขทะเบียน ธย 7070 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับแล่นมาตามถนนซอย 7 ด้วยความเร็วมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุโดยไม่ชะลอความเร็วของรถลงเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับชนรถสามล้อเครื่องคันที่จำเลยที่ 1 ขับที่บริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อนำคำเบิกความของนายสหัสวรรษดังกล่าวมาประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจโทอนันต์ พนักงานสอบสวนทำขึ้นในวันเกิดเหตุ ปรากฏว่ามีกองเศษกระจกแตกอันถือว่าเป็นจุดชนตกอยู่เลยกึ่งกลางสี่แยกที่เกิดเหตุ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถมาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุก่อนจำเลยที่ 2 ขับรถมาถึง ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ขับรถชะลอความเร็ว และมองซ้ายขวาดูรถก่อนขับเข้าสี่แยกที่เกิดเหตุ ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการขับรถแล้ว อีกทั้งตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏรอยห้ามล้อรถของรถจำเลยที่ 2 ก่อนถึงสี่แยกที่เกิดเหตุไปจนถึงจุดชนแต่อย่างใด และสภาพด้านหน้ารถของจำเลยที่ 2 ที่เสียหายมากแสดงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถมาตามถนนซอย 7 เข้าสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วเนื่องจากขณะนั้น ซอย 7 เป็นถนนโล่ง หากจำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังในการขับรถโดยชะลอความเร็วของรถลงก่อนถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถใกล้จะพ้นสี่แยกที่เกิดเหตุแล้ว ย่อมขับรถผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุไปได้ก่อน รถทั้งสองคันดังกล่าวก็จะไม่ชนกัน การที่รถทั้งสองคันชนกันจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียว ถึงแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนคดีส่วนแพ่ง เมื่อในคดีอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แม้คดีส่วนแพ่งจำเลยที่ 1 จะไม่ได้อุทธรณ์และฎีกา แต่เมื่อการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ดังนี้จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนจำเลยที่ 1 ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,707,068.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 1 กับยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสวาท พรพิพัฒน์
จำเลย — นายเหลือ ซุยซาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธวัชชัย พานิชย์สกุลชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21379/2556
#575245
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคนร้ายที่ขับรถยนต์และใช้ไม้ถูพื้นไล่ตามทำร้ายผู้ตายกับพวก จะแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันขับรถยนต์ไล่ชนทำร้ายผู้ตาย แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการประทุษร้าย อันมิใช่สาระสำคัญแห่งคดี เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวได้

การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไล่ทำร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิดโดยถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์เพื่อข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง โดยมีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายกับพวก และผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ตายต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีการถูกไล่ทำร้ายจนเกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4), 290

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้แก่บิดาของผู้ตายเป็นที่พอใจ เป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้จักกับนางสาวสุพรรณษาหรือซันนี่ มาก่อนเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 เคยเป็นคู่รักของนางสาวสุพรรณษา เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2548 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นางสาวสุพรรณษา นางสาวเป้ นายสุริยนต์ และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปดื่มสุราที่สถานบันเทิงซีซ่าผับ ภายในโรงแรมบูรพา ตำบลในเมืองอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และพบจำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ก่อน ครั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันที่ 26 ตุลาคม 2548 สถานบันเทิงซีซ่าผับปิดบริการนายสุริยนต์กับนางสาวสุพรรณษาเดินไปยังที่จอดรถจักรยานยนต์บริเวณใต้ถุนโรงแรมเพื่อขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในบริเวณใกล้เคียง และเกิดเหตุคนร้ายเป็นชายใช้ขวดสุราตีทำร้ายนายสุริยนต์จนขวดสุราแตก นายสุริยนต์จึงขับรถจักรยานยนต์พานางสาวสุพรรณษานั่งซ้อนท้ายหลบหนี โดยแจ้งให้ผู้ตายซึ่งจอดรถจักรยานยนต์อยู่บริเวณหน้าโรงแรม ทราบเหตุและชักชวนให้หลบหนีไปด้วยกัน ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน กง - 6353 พิษณุโลก ติดตามไป เมื่อนายสุริยนต์กับผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ติดตามกันไปตามถนนคลองค้าพัฒนาตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นถนนกว้างประมาณ 6 เมตรแบ่งเป็น 2 ช่องเดินรถสวนทางกัน และมีรถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน บต - 9100 เพชรบูรณ์ ของนายสุนทร จอดอยู่บนผิวจราจรหน้าบ้านเลขที่ 45/3 หันหัวรถยนต์สวนทางกับทางเดินรถ ผู้ตายซึ่งขับรถยนต์ด้วยความเร็ว ได้ชนกับรถยนต์ของนายสุนทรบริเวณหน้ารถด้านขวาทำให้ผู้ตายลอยไปกระแทกกับกำแพงบ้านข้างเคียงบ้านพักของนายสุนทร จนผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสกะโหลกศีรษะและกระดูกโหนกแก้มแตกและมีบาดแผลตามใบหน้าหลายแห่งต้องรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล 53 วัน และถึงแก่ความตายในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ตามผลการชันสูตรบาดแผลและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2549 จำเลยทั้งสามเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทกิตติพงษ์ พนักงานสอบสวนร่วมและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แต่ปฏิเสธความผิดในเหตุฉกรรจ์ว่ากระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะแตกต่างจากที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันขับรถยนต์ไล่ชนทำร้ายผู้ตาย แต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการประทุษร้าย อันมิใช่สาระสำคัญแห่งคดี เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวได้ และเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไล่ทำร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิดตั้งแต่โรงแรมบูรพาจนถึงสถานที่เกิดเหตุ โดยถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์เพื่อข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง โดยมีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายกับพวก และผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ตายที่ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถจักรยานยนต์ของนายสุริยนต์ต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีการถูกไล่ทำร้าย จนเกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะของนายสุนทรที่จอดอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุทำให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ตามเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่สามารถเล็งเห็นผลได้แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำย่อมมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 59 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายจักเพชรหรือใหญ่ จันทราหรือจันทา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายปริญญา ปิ่นเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21355/2556
#562733
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นเลขานุการตำบล ล. และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการและรักษาเงินงบประมาณค่าจ้างของสภาตำบล ล. ได้เบิกเงินงบประมาณค่าจ้างของสภาตำบล แล้วจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ยังทำงานขุดลอกคลองไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ทั้งๆ ที่องค์การบริหารส่วนตำบล ล. ยังไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. การกระทำของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการและรักษาเงินงบประมาณค่าจ้างนั้น ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 147, 157 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 988,140 บาท แก่สภาตำบลละหานปลาค้าวผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ส่วนข้อหาอื่นและคำขอให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 988,140 บาท แก่ผู้เสียหายให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่สภาตำบลละหานปลาค้าวผู้เสียหาย 988,140 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 20 บัญญัติว่า "เลขานุการสภาตำบลมีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการและการจัดการประชุมและงานอื่นใดตามที่สภาตำบลมอบหมาย" และคดีนี้ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่รับซองสอบราคา ลงนามในสัญญาจ้าง เก็บรักษาเงินค่าจ้างเมื่อเสมียนตราจังหวัดนครราชสีมาจัดสรรให้สภาตำบลละหานปลาค้าว และเบิกถอนเงินดังกล่าวได้ ต่อมาจำเลยได้ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1998/2549 ของศาลชั้นต้น เบิกเงินงบประมาณของสภาตำบลละหานปลาค้าวจำนวน 988,140 บาท จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาชุมพวง แล้วนำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สาขาชุมพวง หลังจากนั้นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวเบิกเงินจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด 1414 เค. ซี. คอนสตรัคชั่น ผู้รับจ้าง ทั้งที่ผู้รับจ้างยังทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาแสดงให้เห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นเลขานุการสภาตำบลละหานปลาค้าวเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินงบประมาณค่าจ้างจำนวน 988,140 บาท แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ดังนั้นการที่จำเลยลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวเบิกจ่ายเงินงบประมาณจำนวน 988,140 บาท ของสภาตำบลละหานปลาค้าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด 1414 เค. ซี. คอนสตรัคชั่น การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายประยูร แสนเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอุทิศ เพ็ชรใต้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ คมสัตยธรรม
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21335/2556
#563255
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย รอยะ อาแว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี -
ชื่อองค์คณะ
นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21329/2556
#571988
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้ว และบทบัญญัติมาตรา 33 แห่ง ป.วิ.อ. ก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลย แต่การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจึงมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจำเลยซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยไว้ก่อน เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 393, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา พันตำรวจโทบัญชา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 393 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ คงจำคุก 15 วัน และปรับ 500 บาท ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 15 วัน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยผิดระเบียบ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายต่างมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการ มิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องไว้แล้วและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 33 ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ส่วนการรวมพิจารณาคดีที่พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 33 นั้น ศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันก็ต่อเมื่อความปรากฏต่อศาลก่อนมีคำพิพากษา แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้รู้ว่ามีเหตุที่จะรวมพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น ทั้งโจทก์ร่วมเองก็มิได้ยื่นคำร้องขอเช่นว่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกรวม 3 คน ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 138, 139, 140, 296, 309, 310 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติในเรื่องฟ้องซ้อนว่านับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ต่อศาลชั้นต้นก่อน แล้วต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในภายหลัง เมื่อไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยไว้แล้วและบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันไว้ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญา หมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการคดีนี้ โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจึงมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจำเลยซ้อนกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยไว้ก่อนเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2845/2551 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้ จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อวินิจฉัยได้ดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ร่วมอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 30 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — พันตำรวจโทบัญชา คล้ายน้อย
จำเลย — นายภิธานหรือภิธาณหรือเจี๊ยบ ภูธนะภาภัทรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายกิตติพันธุ์ เกียรติสุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางเศกสิทธิ์ สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
วันทนี กีรติพิบูล
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21310/2556
#554829
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดว่า จำเลยหาเสียงด้วยความบริสุทธิ์ ไม่เคยซื้อเสียงหรือให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บุคคลใดมาลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตน คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งโจทก์มีภาระการพิสูจน์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ส่วนจำเลยก็มีสิทธินำสืบปฏิเสธความรับผิดตามคำให้การ

ส่วนคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 8, 57 และ 118 และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนด 10 ปี ศาลพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดนั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวเป็นเพียงพยานหลักฐานที่จำเลยสามารถนำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่ฟังยุติว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดทางอาญาแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ ทั้งนี้เพราะคำสั่งของโจทก์ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งนั้น เป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ และถือว่าจำเลยยังเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอยู่ แม้ภายหลังมีการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งดังกล่าว ผลของคำพิพากษาในคดีอาญาก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยนำผลของคำพิพากษาในคดีอาญามาผูกพันกับคดีนี้ทั้งที่ไม่ใช่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 578,548.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 555,652.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4272/2549 ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 8, 57 และ 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาโจทก์แถลงขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคดีขึ้นพิจารณา

ในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาข้อหาเป็นผู้สมัครกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตนเองและงดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครอื่นตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 นั้น ศาลพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 โจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอจตุรพักตรพิมาน เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 2 ในคราวเลือกตั้งวันที่ 14 มีนาคม 2547 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด โดยเขตอำเภอจตุรพักตรพิมาน มี 2 เขตเลือกตั้ง แต่ละเขตมีสมาชิกสภาจังหวัดได้เขตละ 1 คน จำเลยเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอจตุรพักตรพิมาน ด้วยคะแนนอันดับที่ 1 ต่อมาโจทก์เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลา 1 ปี พร้อมทั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 19 กันยายน 2547 เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยปราศรัยหาเสียงในลักษณะเป็นการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ชุมชน และใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตน อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 หลังจากเลือกตั้งใหม่แล้ว โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากต้องมีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่จำนวน 555,652.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่จำเลยเพิกเฉย นอกจากนี้พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาเป็นผู้สมัครกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตนเองและงดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครอื่นตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 คดีอาญาดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนมานั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังว่า เมื่อจำเลยมิได้กระทำผิดทางอาญาแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่า จำเลยหาเสียงด้วยความบริสุทธิ์ ไม่เคยซื้อเสียงหรือให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บุคคลใดมาลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตน คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมานำสืบให้ได้ความตามที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง ส่วนจำเลยก็มีสิทธิที่จะนำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นในคำให้การ

ส่วนคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 8, 57 และ 118 และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนด 10 ปี และต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานหลักฐานหนึ่งที่จำเลยสามารถนำมาสืบเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จะฟังยุติว่า เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดทางอาญาแล้วจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ไม่ ทั้งนี้เพราะคำสั่งของโจทก์ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งนั้น เป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ และถือว่าจำเลยยังเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอยู่ แม้ต่อมาภายหลังมีการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งดังกล่าว ผลของคำพิพากษาในคดีอาญาก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยนำผลของคำพิพากษาในคดีอาญามาผูกพันกับคดีนี้ทั้งที่ไม่ใช่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น เป็นการไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 97 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายเอกมล กุลเวชกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเกียรติชัย พิษณุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21294/2556
#567547
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและผู้บริหารของผู้ร้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส - เบนซ์ เป็นอย่างดี ก่อนที่ผู้ร้องลงนามทำสัญญาการจัดจำหน่ายกับผู้คัดค้านนั้น ผู้ร้องมีโอกาสพิจารณาข้อสัญญาต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนและย่อมรู้ว่ามีข้อสัญญาใดบ้างที่เอารัดเอาเปรียบผู้ร้องหรือทำให้ผู้ร้องต้องรับภาระเกินกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ ทั้งย่อมตระหนักถึงความเสี่ยงทางธุรกิจอันเนื่องมาจากการถูกบอกเลิกสัญญา รวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาการจัดจำหน่าย จึงได้มีการลงนามทำสัญญากับผู้คัดค้าน และเมื่อพิจารณามาตรา 4 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งบัญญัติว่า "ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง" แต่กรณีของผู้ร้องไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับผู้คัดค้านแต่อย่างใด สัญญาข้อ 14 (1) ก็ให้สิทธิแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายที่จะบอกเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 386 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ที่บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" ถือได้ว่าผู้ร้องมีเสรีภาพและสมัครใจเข้าทำสัญญากับผู้คัดค้านบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ข้อสัญญาข้อ 14 (1) ในสัญญาการจัดจำหน่ายไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้ผู้ร้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบผู้ร้อง จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าขาดกำไรอันเนื่องมาจากการที่ผู้คัดค้านไม่ทำการมอบรถยนต์ให้แก่ผู้ร้องจำนวน 9 คัน เป็นเงินจำนวน 1,835,975 บาท เงินโบนัสให้แก่ผู้ร้องจากการขายอะไหล่ได้ตามสัดส่วนคิดเป็นเงินจำนวน 926,250 บาท ค่าอะไหล่คืนแก่ผู้ร้องเป็นเงินจำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับจำนวนเงินและค่าเสียหายที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดให้ผู้คัดค้านรับผิดชดใช้แก่ผู้ร้องนับแต่วันที่มีคำชี้ขาดจนกว่าจะมีการชำระเงินและค่าเสียหายดังกล่าวทั้งหมดครบถ้วนแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายจำนวน 27,799.05 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อปี 2543 ผู้คัดค้านแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส - เบนซ์ ของผู้คัดค้าน ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาจัดจำหน่ายฉบับใหม่ลงวันที่ 1 มีนาคม 2546 โดยข้อที่ 14 (1) ของสัญญาระบุว่า สัญญามีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 มีผลบังคับเป็นเวลาเวลา 12 เดือน นับจากวันมีผลบังคับ หากผู้คัดค้านหรือผู้ร้องไม่ได้บอกเลิกสัญญาแก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นระยะเวลาล่วงหน้า 90 วัน ก่อนวันสิ้นอายุสัญญา ให้ถือว่าสัญญานี้มีผลใช้บังคับต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่ผู้คัดค้านหรือผู้ร้องมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญา ณ เวลาใด ๆ ก็ได้โดยมีหนังสือบอกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรแก่อีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้าเป็นเวลา 90 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2548 ผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญากับผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านแล้วตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ วันที่ 29 ตุลาคม 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการบางข้อและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องและผู้บริหารของผู้ร้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นอย่างดี ก่อนที่ผู้ร้องจะลงนามทำสัญญาการจัดจำหน่ายกับผู้คัดค้านนั้น ผู้ร้องมีโอกาสพิจารณาข้อสัญญาต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนและย่อมรู้ว่ามีข้อสัญญาใดบ้างที่เอารัดเอาเปรียบผู้ร้องหรือทำให้ผู้ร้องต้องรับภาระเกินกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ ทั้งย่อมตระหนักถึงความเสี่ยงทางธุรกิจอันเนื่องมาจากการถูกบอกเลิกสัญญา รวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาการจัดจำหน่าย จึงได้มีการลงนามทำสัญญากับผู้คัดค้าน และเมื่อพิจารณามาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งบัญญัติว่า "ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง" แต่กรณีของผู้ร้องไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับผู้คัดค้านแต่อย่างใด สัญญาข้อ 14 (1) ก็ให้สิทธิแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายที่จะบอกเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 386 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" ถือได้ว่าผู้ร้องมีเสรีภาพและสมัครใจเข้าทำสัญญากับผู้คัดค้านบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ทั้งการบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านเป็นการใช้สิทธิที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของสัญญาข้อ 14 (1) และมาตรา 386 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว โดยไม่จำต้องมีเหตุอันสมควรตามสัญญาข้อ 14 (2) ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ข้อสัญญาข้อ 14 (1) ในสัญญาการจัดจำหน่ายไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้ผู้ร้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบผู้ร้อง จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่มีส่วนใดขัดต่อบทกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ผู้ร้องไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ว่าไม่ตรงอย่างไร ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 386 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท เบนซ์ยนต์วิชัย จำกัด
บริษัท เดมเลอร์ ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — หรือบริษัท เมอร์เซเดส - เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21282/2556
#554838
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยเพียงว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดี จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 595,074.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 595,074.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,250 บาท นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2547 ของต้นเงิน 166,250 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ของต้นเงิน 6,580 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ของต้นเงิน 24,665.04 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ของต้นเงิน 1,200 บาท นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2547 ของต้นเงิน 76,896.77 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2547 ของต้นเงิน 30,095 บาท นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2547 ของต้นเงิน 284,270 บาท นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2547 ของต้นเงิน 720 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2547 และของต้นเงิน 2,148 บาท นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ไม่ได้รับการยกเว้นแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่ 2 จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าจำเลยปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 โจทก์สอบสวนแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวจริง จึงมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี และได้จัดการเลือกตั้งใหม่แทนจำเลย โดยให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนไม่เกินค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้ว โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1207/2550 ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป พิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1889/2551 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่อุทธรณ์คดีถึงที่สุด ต่อมาโจทก์จึงมายื่นฟ้องใหม่เป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1889/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1889/2551 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยเพียงว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย โดยที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดี จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1889/2551 ของศาลชั้นต้น คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ สุคันธมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายวุฒิศักดิ์ จันทะแจ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21251/2556
#567671
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพาเด็กหญิง ธ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อไปค้าประเวณีที่โรงแรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเป็นธุระจัดหาและพาเด็กหญิง ธ. ให้ไปค้าประเวณี อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 แล้ว ไม่จำเป็นที่เด็กหญิง ธ. ต้องมีเจตนาค้าประเวณีด้วย เพราะบทบัญญัติดังกล่าว มิได้บัญญัติเจตนาของผู้ค้าประเวณีให้เป็นองค์ประกอบความผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) (5), 78 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3)(5), 78 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเกิดเหตุนายปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกบินทร์บุรี โทรศัพท์แจ้งร้อยตำรวจโทตระกูล ทราบว่ามีบุคคลมาติดต่อนักเรียนของโรงเรียนให้ไปค้าประเวณี ร้อยตำรวจโทตระกูลกับดาบตำรวจสมบัติ จึงพากันเดินทางไปพบนายปัญญาที่โรงเรียน จากนั้นนายปัญญาพาเด็กหญิง ธ. มาพบเพื่อวางแผนจับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจให้เด็กหญิง ธ. โทรศัพท์ไปบอกจำเลยให้พาไปค้าประเวณีและให้สายลับโทรศัพท์ไปหาจำเลยเพื่อขอซื้อบริการทางเพศโดยให้จำเลยพาตัวเด็กหญิงไปส่งที่โรงแรมแมกไม้รีสอร์ท เวลา 19 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ เมื่อถึงเวลานัดหมาย จำเลยพาบุตรสาวของตนเองและเด็กหญิง ธ . ในขณะเกิดเหตุอายุ 13 ปีเศษ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปที่โรงแรมตามนัด พบกับสายลับและสายลับพูดคุยกับส่งมอบเงินให้จำเลย จำนวน 2,600 บาท จากนั้นมีผู้ตะโกนว่าตำรวจมา จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาเด็กหญิง ธ. หลบหนีแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมไว้ได้

คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่เด็กหญิง ธ.ไม่ได้มีเจตนาที่จะค้าประเวณีในวันเกิดเหตุ จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 หรือไม่เห็นว่า ตามมาตรา 9 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และไม่ว่าการกระทำต่าง ๆ อันประกอบเป็นความผิดนั้นจะได้กระทำภายในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท" ดังนี้การกระทำความผิดในฐานนี้ต้องมีองค์ประกอบความผิดคือ องค์ประกอบภายนอก ได้แก่ การที่บุคคลกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในสามอย่าง กล่าวคือ เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด องค์ประกอบภายในมีสองประการคือ ประการแรก เจตนาเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด ประการที่สอง เจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ เพื่อการค้าประเวณี สำหรับองค์ประกอบภายนอกเกี่ยวกับการกระทำเป็นธุระจัดหา หมายความว่าจัดให้ได้มาซึ่งบุคคลใด ล่อไป หมายความว่า ล่อลวงไปยังสถานที่ที่จัดไว้ พาไป หมายความว่านำไป เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาเด็กหญิง ธ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อไปค้าประเวณีที่โรงแรมที่เกิดเหตุแล้วการกระทำของจำเลยจึงเป็นการเป็นธุระจัดหาและพาเด็กหญิง ธ.ให้ไปค้าประเวณีการที่ค้นพบธนบัตรที่ใช่ล่อซื้อของกลางอยู่ที่ตัวจำเลย ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาเด็กหญิง ธ. ไปค้าประเวณีแล้ว ไม่จำเป็นที่เด็กหญิง ธ.จะต้องมีเจตนาค้าประเวณีด้วยหรือไม่ เพราะบทบัญญัติดังที่กล่าวไว้นี้ มิได้บัญญัติเจตนาของผู้ค้าประเวณีให้เป็นองค์ประกอบความผิดไว้ด้วย การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว และเมื่อเด็กหญิง ธ. อายุเพียง 13 ปีเศษ ในขณะเกิดเหตุการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำแก่เด็กที่อายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามมาตรา 9 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 282 วรรคสาม
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคสาม
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (3) ม. 26 (5) ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นางตุ๊กตา เนียมสูงเนิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายเตชัช ฉินังกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21196/2556
#554862
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินของเจ้ามรดก มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ การที่โจทก์อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำไว้กับเจ้ามรดกเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้รับโอนมรดกต่อมาไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่ต่อไป โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินอีก สัญญาจะซื้อขายที่ดินนั้นจึงไม่ใช่ข้อสำคัญอันจะมีผลให้แพ้ชนะในคดี การที่จำเลยที่ 2 ไม่เบิกความถึงสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

ในคดีฟ้องขับไล่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง การบอกกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี การที่จำเลยที่ 2 เบิกความแตกต่างจากที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ จึงไม่เป็นความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 177 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวนางสาวมานิตย์ จำเลยที่ 2 เป็นหลานนางสาวมานิตย์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 นางสาวมานิตย์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแก่โจทก์ โดยโจทก์วางมัดจำไว้เป็นเงิน 40,000 บาท และนางสาวมานิตย์ยอมให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ต่อมานางสาวมานิตย์ขอออกโฉนดที่ดินที่จะขายให้โจทก์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 33741 และ 33742 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา และ 1 ไร่ ตามลำดับ นางสาวมานิตย์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทได้รับโอนมรดกที่ดินของนางสาวมานิตย์ และวันที่ 26 ตุลาคม 2547 จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33741 และ 33742 ดังกล่าว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1523/2547 ของศาลชั้นต้น โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 เบิกความในการพิจารณาคดีดังกล่าวว่า โจทก์เข้าไปปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงโดยไม่ได้ทำสัญญาเช่า โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้เบิกความถึงสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่นางสาวมานิตย์ทำกับโจทก์ และจำเลยที่ 2 ยังเบิกความต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ออกจากที่ดินและนำไปวางไว้ที่บ้านโจทก์ และแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งพนักงานสอบสวนบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 ทำหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ออกจากที่ดินไปส่งให้โจทก์ โดยมีบุตรโจทก์เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33741 และ 33742 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1523/2547 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ การที่โจทก์อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำกับนางสาวมานิตย์เจ้ามรดก เป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้รับโอนมรดกต่อมาไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่ต่อไป โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินอีก สัญญาจะซื้อขายที่ดินจึงไม่ใช่ข้อสำคัญอันจะมีผลให้แพ้ชนะในคดีดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 ไม่เบิกความถึงสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ส่วนความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยทั้งสองมอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ออกจากที่ดินและนำไปวางไว้ที่บ้านโจทก์ ขัดกับที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ เห็นว่า ในคดีฟ้องขับไล่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง การบอกกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี การที่จำเลยที่ 2 เบิกความแตกต่างจากที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ จึงไม่เป็นความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกรกนก โพทอง
จำเลย — นางสาวเซ็งซิม แซ่เฮง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21188/2556
#571941
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งหกเข้าใจข้อหาได้ดี แต่ตามฟ้องของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยทั้งหกสมคบกัน และได้ตกลงกันว่าจะกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อะไร ของผู้ใด ด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานเป็นซ่องโจร จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92 และ 210 กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 5 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาจริงตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 5 นั้น เนื่องจากมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนม พรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ให้ล้างมลทินแก่จำเลยที่ 5 ซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาและได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 5 มิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน กรณีไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 5 ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2549 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พันตำรวจโทพฤฒ และดาบตำรวจบรรจบ กับพวก จับจำเลยทั้งหกได้พร้อมทรัพย์ของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา นำส่งพันตำรวจตรีไพศาล พนักงานสอบสวนดำเนินคดี คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งหกเข้าใจข้อหาได้ดี แต่ตามฟ้องของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยทั้งหกสมคบกัน และได้ตกลงกันว่าจะกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อะไรของผู้ใด ด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานเป็นซ่องโจร จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 210
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
นายสมหวังหรือหวัง พาลีขันธุ์หรือพาลีขันธ์
จำเลย — หรือพาลีบัตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางมนทกานติ ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21183/2556
#559160
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแอบอ้างขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 15 โดยอ้างว่าจะนำไปเข้าร่วมโครงการต่อต้านยาเสพติดให้โทษ แต่กลับนำไปใช้เป็นเอกสารยื่นคำขอและทำสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับผู้เสียหายที่ 16 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 188 และ 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 341 และให้จำเลยชดใช้เงิน 311,073.74 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 16

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีปกครองนครศรีธรรมราช รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ประกอบมาตรา 83 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำเลยคืนเงิน 311,073.74 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 16 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสุรสิทธิ์ มาเบิกความยืนยันว่าเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2545 จำเลยมาหาพยานที่บ้านและให้พยานช่วยหาสมาชิกให้เพื่อตั้งชมรมต่อต้านยาเสพติด พยานเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จึงรับปากว่าจะช่วยหาสมาชิกให้ โดยจำเลยต้องการสมาชิกประมาณ 100 ถึง 200 คนและให้ค่าตอบแทนแก่คนที่สมัครเป็นสมาชิกคนละ 50 บาท พยานจึงได้รวบรวมบัตรประจำตัวประชาชนของชาวบ้านในหมู่บ้านได้ประมาณ 100 กว่าใบ แล้วนำไปให้จำเลย จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวไปถ่ายสำเนาเก็บไว้ แล้วคืนต้นฉบับให้พยาน และพยานนำไปคืนให้ชาวบ้านพร้อมกับให้เงินคนละ 50 บาท หลังจากนั้นประมาณ 3 ถึง 4 เดือน ชาวบ้านที่พยานไปรวบรวมบัตรประจำตัวประชาชนได้มาแจ้งแก่พยานว่ามีใบเสร็จเรียกเก็บเงินค่าโทรศัพท์ พยานจึงพาชาวบ้านบางส่วนไปแจ้งความร้องทุกข์ พยานสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไป จึงสอบถามจำเลย จำเลยบอกว่านำไปให้เพื่อนที่กรุงเทพมหานคร เห็นว่า แม้นายสุรสิทธิ์ประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องการที่จำเลยมาขอให้พยานไปรวบรวมบัตรประจำตัวประชาชนแล้วนำไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จากนั้นจำเลยได้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปนั้น ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้กล่าวหานายประสิทธิ์ว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลย แต่ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ดังนั้น การที่นายสุรสิทธิ์มาเบิกความเป็นพยานในชั้นศาล คำเบิกความของนายสุรสิทธิ์จึงมิใช่เป็นคำเบิกความซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดซึ่งไม่มีน้ำหนักให้ศาลรับฟังแต่ประการใด แต่นอกจากคำเบิกความของนายสุรสิทธิ์แล้ว โจทก์ยังมีพยานปากนายวิรัช พนักงานของผู้เสียหายที่ 16 มาเบิกความสนับสนุนว่า ตามปกตินั้นหากผู้ใช้บริการต้องการใช้บริการจะต้องไปที่ที่ทำการตัวแทนของบริษัทและกรอกข้อมูลขอใช้บริการโทรศัพท์ที่ที่ทำการโดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนและลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มคำขอ พร้อมส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หลังจากนั้นตัวแทนจำหน่ายจะให้ซิมการ์ดไป 1 ใบ เพื่อไปใช้กับเครื่องโทรศัพท์ โดยตัวแทนจะรวบรวมแบบฟอร์มทั้งหมดส่งให้ทางบริษัท ดังนั้น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงถือว่าเป็นเอกสารสำคัญที่จะนำไปเพื่อยื่นคำขอ ทั้งตามคำเบิกความของนายประสิทธิ์ก็ยืนยันว่าหลังจากที่จำเลยมาดำเนินการขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากผู้เสียหายทั้ง 15 คนแล้ว ต่อมาอีกประมาณ 3 ถึง 4 เดือน ผู้เสียหายทั้ง 15 คน ก็ได้รับใบแจ้งหนี้เพื่อให้ชำระหนี้การใช้โทรศัพท์จากผู้เสียหายที่ 16 จึงรับฟังได้ว่าการรับไปซึ่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนกับมีการดำเนินการยื่นคำขอและทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์นั้น เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ทั้งยังปรากฏรายชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 15 ในแบบพิมพ์คำขอดังกล่าว และแม้ตามคำเบิกความของพันตำรวจหญิงปวีณา เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานและเป็นผู้ตรวจสอบลายมือชื่อในคำขอหรือสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์จำนวน 26 ฉบับแล้ว พยานลงความเห็นว่ามีเอกสารเพียง 3 ฉบับ ซึ่งการลงลายมือชื่อของนางสาวยุพา นางสาวเรียง และนายสุวิทย์ เป็นลายมือชื่อเขียนชื่อบุคคลอื่นของจำเลยก็ตาม แต่เห็นว่าการตรวจพิสูจน์ตามทางนำสืบได้ให้จำเลยเขียนชื่อของผู้ยื่นคำขอ แล้วนำไปตรวจพิสูจน์กับลายมือชื่อในคำขอตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์นั้น น่าจะเป็นการยากที่จะสามารถตรวจพิสูจน์ถึงความคล้ายคลึงหรือความเหมือนกันของลายมือชื่อดังกล่าวได้ ดังนั้น จึงเห็นว่าแม้พันตำรวจตรีหญิงปวีณาจะสามารถตรวจพิสูจน์ว่ามีเอกสาร 3 ฉบับ ซึ่งเป็นลายมือชื่อเขียนชื่อบุคคลอื่นของจำเลยนั้น ก็เป็นเพียงพยาน หลักฐานชิ้นหนึ่งเพื่อเป็นการสนับสนุนว่าจำเลยได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการยื่นคำขอทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าวเท่านั้น แต่มิได้หมายความว่าลายมือชื่อที่ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้นั้น จำเลยไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้จำเลยยังได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ ยอมรับว่าจำเลยได้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายประสิทธิ์ได้ขอบัตรประจำตัวประชาชนจากชาวบ้าน โดยจำเลยได้อ้างว่าคนที่รับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากชาวบ้านดังกล่าวชื่อนายบอยซึ่งเป็นนักศึกษาที่จำเลยรู้จักกันมาก่อน แต่ในชั้นสอบสวนก็ดีในชั้นพิจารณาก็ดีจำเลยก็ไม่สามารถนำเจ้าพนักงานตำรวจไปติดตามหรือจับกุมบุคคลที่ชื่อนายบอยตามที่จำเลยกล่าวอ้างนั้นได้ นอกจากนี้โจทก์มีพยานปาก พันตำรวจโทกรกต ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน เบิกความว่า หลังจากได้รับคำร้องทุกข์แล้ว พยานได้เป็น ผู้สอบปากคำผู้เสียหาย 12 คน ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งเมื่อได้พิเคราะห์บันทึกคำให้การพยานของผู้เสียหายดังกล่าวแล้ว ผู้เสียหายดังกล่าวต่างให้การต่อพนักงานสอบสวนสอดคล้องกับคำเบิกความของนายสุรสิทธิ์ โดยต่างยืนยันว่านายสุรสิทธิ์เป็นผู้มาขอบัตรประจำตัวประชาชนโดยอ้างว่าจะไปเข้าชมรมต่อต้านยาเสพติดและพยานทุกปากต่างสมัครใจที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจึงได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้นายสุรสิทธิ์ไป และหลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 16 จึงได้มีหนังสือทวงถามชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ โดยมีบุคคลนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปยื่นคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับผู้เสียหายที่ 16 พยานโจทก์ตามที่นำสืบจึงต่อเนื่องเชื่อมโยง และรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ติดต่อกับนายสุรสิทธิ์เพื่อให้นายสุรสิทธิ์ไปขอบัตรประจำตัวประชาชนจากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 15 แล้วถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวและไปประกอบการยื่นคำขอและทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์จริง การที่จำเลยแอบอ้างขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากผู้เสียหายทั้ง 15 คน โดยอ้างว่าจะนำไปเข้าโครงการต่อต้านยาเสพติด แต่กลับนำไปใช้เป็นเอกสารเพื่อยื่นคำขอและทำสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับผู้เสียหายที่ 16 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 341 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามฟ้องดังกล่าวมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พยานจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุลดโทษและรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าไม่เคยต้องโทษใดๆ มาก่อน และกระทำความผิดโดย โง่เขลาเบาปัญญานั้น แต่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายจำนวนมาก ทั้งยังไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยก็มิได้บรรเทาผลร้ายใดๆ แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 16 แต่ประการใด แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังได้บางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและข้อนำสืบในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงเห็นควรให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นางสาวสิรภัทรหรือพัน อุดมยุทธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายวันชัย รัตนสุรการย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปัญญา ช่อมณี
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21166/2556
#562652
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สหกรณ์มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นอีกไม่เกินสิบสี่คนซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิก มาตรา 51 และข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนโจทก์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกและเพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการจะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ประกอบกับ พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ และข้อบังคับของโจทก์มิได้กำหนดไว้ว่าโจทก์จะดำเนินกิจการใด ๆ ได้ต้องอาศัยความเห็นชอบของคณะกรรมการดำเนินการทุกคน กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาบังคับใช้ ซึ่งตามมาตรา 71 กำหนดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากในหมู่ของคณะกรรมการดำเนินการ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่ไม่ตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ของ บ. อันมีผลทำให้การสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการของ บ. เป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลืออีก 14 คน ได้พ้นสภาพจากการเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ไปด้วย คณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลือจึงยังมีฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลือทั้ง 14 คน ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้ บ. และหรือ ส. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ จึงเป็นเสียงข้างมากตามมาตรา 71 การมอบอำนาจของโจทก์ย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 กรรมการดำเนินการของสหกรณ์โจทก์อนุมัติให้ไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยที่ 1 จำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมไว้แก่โจทก์โดยจำเลยอื่นมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยนั้น ย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิในการบังคับจำนองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่ง จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญากู้ยืมอีกฐานะหนึ่งผิดนัดชำระหนี้หรือไม่

โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธ.ค. 2547) เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งยี่สิบรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียงจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคำนวณถึงวันฟ้อง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ตามคำฟ้อง จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหมดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 104,795 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 และที่ 12 ถึงที่ 17 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีนางบุบผา เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีก 14 คน ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกมีข้อบังคับโจทก์เกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการดำเนินการ ข้อ 65 ว่า ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการจะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ โดยคณะกรรมการดำเนินการต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติของคณะกรรมการดำเนินการ และมติของที่ประชุมใหญ่ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของสมาชิกและความเจริญแก่กิจการของสหกรณ์ ซึ่งรวมทั้งในข้อต่อไปนี้ ... (17) ฟ้อง ต่อสู้หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ คดีนี้โจทก์มีมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมอบอำนาจให้นางบุบผาและหรือนายสมเกียรติเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีรวมถึงมอบอำนาจช่วงและแต่งตั้งทนายความ ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 และโจทก์โดยนายสมเกียรติผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้แต่งตั้งทนายความให้ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ตามใบแต่งทนายความ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2547 โดยทนายโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลปกครองขอนแก่นมีคำพิพากษาซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของโจทก์ที่ไม่ตัดสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการของนางบุบผาตามหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 อันมีผลทำให้การสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการของนางบุบผาเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย โดยศาลปกครองขอนแก่นกำหนดให้คำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์มีมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมอบอำนาจให้นางบุบผาและหรือนายสมเกียรติเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการแทนโจทก์

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้สหกรณ์มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นอีกไม่เกินสิบสี่คนซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิก มาตรา 51 และข้อบังคับของโจทก์ ข้อที่ 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนโจทก์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกและเพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการจะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ประกอบกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อบังคับของโจทก์มิได้กำหนดไว้ว่าโจทก์จะดำเนินกิจการใด ๆ ได้ต้องอาศัยความเห็นชอบของคณะกรรมการดำเนินการทุกคน กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ ซึ่งตามมาตรา 71 กำหนดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากในหมู่ของคณะกรรมการดำเนินการ ดังนั้น แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่ไม่ตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ของนางบุบผา ตามหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น ที่ ขก 0010/022 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 อันมีผลทำให้การสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการของนางบุบผาเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลืออีก 14 คน ได้พ้นสภาพจากการเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ไปด้วย คณะกรรมการดำเนินการ ส่วนที่เหลือจึงยังมีฐานะเป็นผู้แทนของโจทก์ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการส่วนที่เหลือทั้ง 14 คน ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นางบุบผาและหรือนายสมเกียรติเป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ จึงเป็นเสียงข้างมากตามมาตรา 71 การมอบอำนาจของโจทก์ตามคำสั่งของโจทก์ที่ 28/2547 ย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนประเด็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบก่อให้เกิดความเสียหายอันจะถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใหม่ และเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 ซึ่งเป็นกรรมการดำเนินการของสหกรณ์โจทก์อนุมัติให้ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 165326 ที่จำเลยที่ 1 จำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมไว้แก่โจทก์โดยจำเลยอื่นมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยนั้น ย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิในการบังคับจำนองซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่ง กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญากู้ยืมอีกฐานะหนึ่งผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จึงชอบแล้ว แต่เนื่องจากโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งยี่สิบรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงิน 104,795 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 71
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 50 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำกัด
จำเลย — นายทองใบ เขียวไกร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางมัณทรี อุชชิน
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา