คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13254/2555
#585118
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้รับเงินจากการจำหน่ายคูปองบริการให้แก่สมาชิกของโจทก์ร่วม หลายรายการ รวมเป็นเงิน 1,737,032,30 บาท อันเป็นเงินของโจทก์ร่วมไว้ในครอบครองของจำเลยแล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,737,032,30 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยไม่ได้บรรยายรายละเอียดการกระทำของจำเลยให้ปรากฏว่าเป็นความผิดหลายกรรม ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องการให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ดังนี้แม้จะพิจารณาได้ความว่าจำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระกัน ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นหลายกรรม ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยหลายกระทงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,737,032.30 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 49 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 49 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,737,032.30 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยเพียงกระทงเดียว คงจำคุก 1 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,147,657.70 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเพียงกระทงเดียวชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องมาในข้อเดียวกันว่า เมื่อระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม2543 ต่อเนื่องกันทั้งเวลากลางวันและกลางคืน จำเลยได้รับเงินจากการจำหน่ายคูปองบริการให้แก่สมาชิกของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว โจทก์ร่วม หลายรายการรวมเป็นเงิน 1,737,032.30 บาท อันเป็นเงินของโจทก์ร่วมไว้ในครอบครองของจำเลย ต่อมาระหว่างวันเวลาดังกล่าวติดต่อกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ภายหลังจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองแล้ว จำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนนี้ของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,737,032.30 บาท แก่โจทก์ร่วม จะเห็นได้ว่าตามฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดการกระทำของจำเลยให้ปรากฏว่าเป็นความผิดหลายกรรม ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องการให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ดังนี้ แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระกัน ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นหลายกรรม ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยหลายกระทงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเพียงกระทงเดียวชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว
จำเลย — นางสุกัญญา อินทรวิเชียรหรืออินทวิเชียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายวรุณ ชำนาญศรีเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ — นางเสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13159/2555
#554911
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของนักแสดงในประเทศไทยเพิ่งจะได้รับความคุ้มครองเป็นครั้งแรก โดยบัญญัติอยู่ในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิของนักแสดง ต่อจากหมวด 1 ว่าด้วยลิขสิทธิ์ แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นักแสดงซึ่งได้รับความคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 44 และ 45 มีความหมายตามบทนิยามในมาตรา 4 ว่า "ผู้แสดง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักรำ และผู้ซึ่งแสดงท่าทาง ร้อง กล่าว พากย์ แสดงตามบทหรือในลักษณะอื่นใด" โดยมาตรา 44 และตามบทนิยามมาตรา 4 มิได้บัญญัติให้ชัดเจนว่าสิ่งที่แสดงและได้รับความคุ้มครองในฐานะสิทธินักแสดงควรเป็นเช่นไร แต่เมื่อพิจารณาตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายลิขสิทธิ์และเนื้อความจากบทนิยามในมาตรา 4 จะเห็นได้ว่าสิทธิของนักแสดงเป็นการที่นักแสดงได้นำงาน "ดนตรีกรรม" หรืองาน "นาฏกรรม" อันได้แก่ การเล่นดนตรี การร้อง หรือการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบเป็นเรื่องราว ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์มาแสดงให้ปรากฏต่อผู้อื่น หรือนำคุณค่าของงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวมาแสดงให้บุคคลอื่นชื่นชม โดยที่นักแสดงนั้นมิใช่ผู้สร้างสรรค์งานหรือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เอง ซึ่งการนำเสนองานดังกล่าวนักแสดงได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะให้เกิดมีคุณค่าอันควรได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องจากผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ ทำนองเป็นสิทธิข้างเคียงกับลิขสิทธิ์ มิใช่เป็นการกระทำสิ่งใด ๆ ของนักแสดงแล้วก็จะได้สิทธินักแสดงเสมอไปโดยไม่มีข้อจำกัด โดยที่สิทธิของนักแสดงจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์นี้ ต้องมีองค์ประกอบที่บุคคลที่จะแสดงนั้นเป็นไปตามบทนิยามคำว่านักแสดงในมาตรา 4 และสิ่งที่แสดงหรือการกระทำอันเกี่ยวกับการแสดงของนักแสดงที่จะได้รับความคุ้มครองนั้น จะต้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ด้วย

โจทก์เป็นนักแสดงโดยรับจ้างให้ทำหน้าที่พิธีกรร่วมในงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้า มีหน้าที่วิจารณ์และสัมภาษณ์นักแสดงที่เชิญมาร่วมงาน โดยโจทก์แสดงท่าทาง เต้นและร้องเพลงให้งานสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งลักษณะการกระทำของโจทก์ไม่ได้เป็นการสื่อความหมายหรือแสดงให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการแสดงที่เป็นการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงประกอบเป็นเรื่องราวของนักแสดงตามที่บัญญัติไว้ในบทนิยามมาตรา 4 ทั้งไม่ปรากฏว่าสิ่งที่โจทก์นำมาแสดงประกอบท่าทางหรือการแสดงในงานรื่นเริงดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้โจทก์จะนำสืบว่าโจทก์ได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการอุทิศฝีมือหรือความสามารถเฉพาะตัวของโจทก์ซึ่งได้สั่งสมมายาวนานหลายสิบปี ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความสามารถในการสร้างความบันเทิงของโจทก์แก่ผู้ร่วมงานตามที่รับจ้างมา ซึ่งไม่อยู่ในความหมายของสิทธิของนักแสดงอันจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 44, 45, 52, 69, 74, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ระงับการทำละเมิดต่อสิทธิของนักแสดงของโจทก์ จ่ายค่าปรับตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่โจทก์ และริบสิ่งบันทึกการแสดง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 โจทก์รับจ้างนายชูชัยเป็นพิธีกรร่วมในงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าที่โรงละครคิงส์พาวเวอร์ มีหน้าที่วิจารณ์และสัมภาษณ์นักแสดงที่เชิญมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยโจทก์แสดงท่าทาง เต้น และร้องให้งานสนุกสนาน ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการได้นำเทปในงานเลี้ยงดังกล่าวไปออกอากาศในรายการ "7 กะรัต" ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในการทำหน้าที่พิธีกรร่วมของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์มีสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ เห็นว่า สิทธิของนักแสดงในประเทศไทยเพิ่งจะได้รับความคุ้มครองเป็นครั้งแรก โดยบัญญัติอยู่ในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิของนักแสดง ต่อจากหมวด 1 ว่าด้วยลิขสิทธิ์ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นักแสดงซึ่งได้รับความคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 44 และมาตรา 45 มีความหมายตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า "ผู้แสดง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักรำ และผู้ซึ่งแสดงท่าทาง ร้อง กล่าว พากย์ แสดงตามบทหรือในลักษณะอื่นใด" โดยพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 44 และตามบทนิยามมาตรา 4 มิได้บัญญัติให้ชัดเจนว่าสิ่งที่แสดงและได้รับความคุ้มครองในฐานะสิทธินักแสดงควรเป็นเช่นไร แต่เมื่อพิจารณาตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายลิขสิทธิ์และเนื้อความจากบทนิยามในมาตรา 4 จะเห็นได้ว่าสิทธิของนักแสดงเป็นการที่นักแสดงได้นำงาน "ดนตรีกรรม" หรืองาน "นาฏกรรม" อันได้แก่ การเล่นดนตรี การร้อง หรือการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบเป็นเรื่องราว ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์มาแสดงให้ปรากฏต่อผู้อื่น หรือนำคุณค่าของงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวมาแสดงให้บุคคลอื่นชื่นชม โดยที่นักแสดงนั้นมิใช่ผู้สร้างสรรค์งานหรือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เอง ซึ่งการนำเสนองานดังกล่าวนักแสดงได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะให้เกิดมีคุณค่าอันควรได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องจากผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ ทำนองเป็นสิทธิข้างเคียงกับลิขสิทธิ์ มิใช่เป็นการกระทำสิ่งใด ๆ ของนักแสดงแล้วก็จะได้สิทธินักแสดงเสมอไปโดยไม่มีข้อจำกัด โดยที่สิทธิของนักแสดงจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์นี้ ต้องมีองค์ประกอบที่บุคคลที่จะแสดงนั้นเป็นไปตามบทนิยามคำว่านักแสดงในมาตรา 4 และสิ่งที่แสดงหรือการกระทำอันเกี่ยวกับการแสดงของนักแสดงที่จะได้รับความคุ้มครองนั้น จะต้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ด้วย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องและทางไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ได้ความเพียงว่า โจทก์เป็นนักแสดงโดยรับจ้างให้ทำหน้าที่พิธีกรร่วมในงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าที่โรงละครคิงส์พาวเวอร์ มีหน้าที่วิจารณ์และสัมภาษณ์นักแสดงที่เชิญมาร่วมงาน โดยโจทก์แสดงท่าทาง เต้น และร้องเพลงให้งานสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งลักษณะการกระทำของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว ไม่ได้เป็นการสื่อความหมายหรือแสดงให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการแสดงที่เป็นการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงประกอบเป็นเรื่องราวของนักแสดงตามที่บัญญัติไว้ในบทนิยามมาตรา 4 ทั้งไม่ปรากฏว่าสิ่งที่โจทก์นำมาแสดงประกอบท่าทางหรือการแสดงในงานรื่นเริงดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้โจทก์จะนำสืบว่าโจทก์ได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการอุทิศฝีมือหรือความสามารถเฉพาะตัวของโจทก์ซึ่งได้สั่งสมมายาวนานหลายสิบปีก็ตาม ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความสามารถในการสร้างความบันเทิงของโจทก์แก่ผู้ร่วมงานตามที่รับจ้างมาซึ่งไม่อยู่ในความหมายของสิทธิของนักแสดงอันจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสิบตามฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวญานี จงวิสุทธิ์
จำเลย — บริษัทมีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13158/2555
#528479
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "KLOSTER" และ "คลอสเตอร์" ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย จำเลยมีสิทธิใช้ตราบเท่าที่บริษัท ท. ยังมีสิทธิผลิตเบียร์คลอสเตอร์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ และเมื่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญาของโจทก์โดยชอบเนื่องจากบริษัท ท. มีหนี้สินจำนวนมากอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ จำเลยจึงต้องระงับการใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคลอสเตอร์ของโจทก์ตั้งแต่วันถัดจากวันที่บอกเลิกสัญญา การที่จำเลยยังคงใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลังการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ที่โจทก์มีหนังสือห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "คลอสเตอร์" โดยอ้างว่าจำเลยละเมิดสิทธิโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยชอบ

การดำเนินการของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นการใช้ดุลพินิจบริหารจัดการบริษัทที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการไปตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งคู่ความทุกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้งคัดค้านในกระบวนการตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มาตรา 90/1 ถึง 90/90 ได้โดยชอบอยู่แล้ว จนคดีในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการยุติไปแล้วตามคำสั่งฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง ถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อสมคบกันครอบงำกิจการของจำเลยโดยไม่สุจริต

ป.พ.พ. มาตรา 18 ให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์เป็นของจำเลยเท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยได้ คำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจทำได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลย โดยไม่ใช้คำว่า "KLOSTER" และ/หรือ "คลอสเตอร์" เป็นชื่อหรือส่วนหนึ่งของจำเลยอีกต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยใช้ยื่นจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องใด ๆ กับชื่อและเครื่องหมายการค้า "KLOSTER" และ "คลอสเตอร์" ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยต้องปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษแก่ลูกจ้าง 21,270,192 บาท ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายที่ได้จ่ายไปตั้งแต่ปี 2531 ถึงปี 2543 จำนวน 1,222,122,822 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่พึงได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายจนถึงเดือนเมษายน 2558 เป็นเวลา 14 ปี 8 เดือน 7,333,333,333.26 บาท ค่าขาดกำไรจากการได้รับเบียร์ในช่วงเดือนสิงหาคม 2543 ไม่ครบ 2,362,925 บาท และ 1,663,871.84 บาท ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงในการประกอบธุรกิจ 2,300,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 10,880,753,144.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้เรียกเฉพาะบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด ยกคำขอให้เรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาตให้เรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นคู่ความ โดยให้เรียกบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทจำเลย มิให้ใช้คำว่า "KLOSTER" และ/หรือ "คลอสเตอร์" หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยใช้ ยื่นจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องใด ๆ กับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "KLOSTER" และ/หรือ "คลอสเตอร์" หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกันกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "KLOSTER" และ/หรือ "คลอสเตอร์" ของโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้รายละ 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คดีในส่วนคำฟ้อง คงอุทธรณ์เฉพาะในส่วนฟ้องแย้งที่ขอให้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายที่อ้างว่าโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกันสมคบกันเพื่อครอบงำกิจการของจำเลยไม่ให้จำเลยเป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อและเครื่องหมายการค้า "KLOSTER" และ "คลอสเตอร์" ซึ่งจดทะเบียนไว้ในประเทศไทยแล้ว จำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลว่า บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ที่อนุญาตให้จำเลยใช้ชื่อดังกล่าวได้ สัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 เพราะการบอกเลิกสัญญาโดยชอบเนื่องจากบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีหนี้สินจำนวนมากและอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง การที่จำเลยยังคงใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลังสัญญาสิ้นสุดลงเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งเพราะคดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสมคบกันเพื่อครอบงำกิจการของจำเลยไม่ให้จำเลยเป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์คลอสเตอร์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยด้วยการกระทำการหลายประการดังข้ออ้างตามฟ้องแย้งชอบแล้วหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 92 จึงมีผู้บริหารที่มีอำนาจควบคุมดูแลกิจการชุดเดียวกัน เป็นบุคคลนามสกุลเตชะไพบูลย์ โดยนายวิมลหรือวิวิศน์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินกิจการของบริษัททั้งสองเพราะเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2522 เมื่อประมาณปี 2520 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในการผลิตเบียร์คลอสเตอร์ รวมทั้งใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าคลอสเตอร์กับบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ และมีการต่ออายุสัญญาเรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์บอกเลิกสัญญาทำให้สัญญาสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าว โจทก์ให้สิทธิบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ผลิตเบียร์คลอสเตอร์ของโจทก์และใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าคลอสเตอร์ของโจทก์ รวมทั้งให้สิทธิจำเลยเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเบียร์ในชื่อคลอสเตอร์ได้ บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และจำเลยต่างเป็นลูกค้าโจทก์ร่วมที่ 2 เรื่อยมา เดิมบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัดมีโรงงานซึ่งใช้ผลิตเบียร์คลอสเตอร์อยู่ที่เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ขยายการผลิตโดยก่อสร้างโรงงานใหม่ที่จังหวัดปทุมธานี และได้ขอวงเงินกู้ยืมจากโจทก์ร่วมที่ 2 ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ประสบปัญหาทางการเงินเพราะกู้ยืมเงินมาสร้างโรงงานใหม่ที่จังหวัดปทุมธานีในจำนวนที่เกินความสามารถในการชำระหนี้คืนได้ และประเทศไทยเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จึงไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้จนถึงสิ้นปี 2541 บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีหนี้สินประเภทที่เจ้าหนี้สามารถเรียกคืนได้ทันที 3,198,079,652.51 บาท รายละเอียดตามงบการเงินของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ส่วนจำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมที่ 2 เรื่อยมา โดยในปี 2541 ได้รับวงเงินสินเชื่อจากโจทก์ร่วมที่ 2 รวม 3 บัญชี ได้แก่ 1. สินเชื่อเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 30,000,000 บาท 2. สินเชื่อประเภทเงินกู้โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินวงเงิน 12,000,000 บาท และ 3. สินเชื่อประเภทให้โจทก์ร่วมที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันแก่เจ้าหนี้ของจำเลยวงเงิน 500,000 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2541 จำเลยมีหนี้ตามบัญชีแรกต่อโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 6,000,000 บาทเศษ ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้นำปัญหาเรื่องการชำระหนี้ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด เข้าสู่โครงการพิจารณาเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้กิจการที่ประสบปัญหาทางการเงินซึ่งดำเนินการโดยธนาคารแห่งประเทศไทยที่เรียกว่าคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (คปน.) และสายปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในการประชุมปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 โจทก์ร่วมที่ 2 บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้เข้าประชุมร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ได้เสนอต่อที่ประชุมให้นำจำเลยเข้าร่วมในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ร่วมกับบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด แต่คณะกรรมการไม่เห็นชอบด้วย จึงไม่มีการนำจำเลยเข้ามาร่วมปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ต่อมาในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ได้มีการยกเลิกการเจรจาตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ต่อมาเบราเออไร เบค แอนด์ โค ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโจทก์ติดต่อขอซื้อหุ้นในบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และจำเลยในจำนวนไม่น้อยกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ จากครอบครัวเตชะไพบูลย์ แต่ครอบครัวเตชะไพบูลย์ไม่ตกลงด้วย ต่อมาในวันที่ 11 มกราคม 2543 โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 5/2543 และในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด และแต่งตั้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ชั่วคราว โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2543 หลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้และคำสั่งศาลล้มละลายกลางในรายงานกระบวนพิจารณา และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2543 ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์บอกเลิกสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในชื่อและเครื่องหมายการค้าคลอสเตอร์ตามเงื่อนไขในหนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิ ข้อ 10 ที่ให้สิทธิโจทก์บอกเลิกสัญญาหากบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีหนี้สินจนต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย และในวันที่ 9 มิถุนายน 2543 โจทก์มีหนังสือห้ามจำเลยใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้าคลอสเตอร์อีกต่อไป วันที่ 20 ตุลาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ต่อมาจำเลยถูกฟ้องล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเข้าว่าคดีนี้แทนจำเลย และที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2549 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ที่จำเลยอ้างประการต่อไปว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสมคบกันให้โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 9 มิถุนายน 2543 ห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "คลอสเตอร์" และฟ้องคดีทั้ง ๆ ที่จำเลยมีสิทธิใช้ตามข้อสัญญา นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "KLOSTER" และ "คลอสเตอร์" ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย จำเลยมีสิทธิใช้ตราบเท่าที่บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ยังมีสิทธิผลิตเบียร์คลอสเตอร์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ และเมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิได้สิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญาของโจทก์โดยชอบตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 ตามข้อสัญญาดังกล่าวเนื่องจากบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด มีหนี้สินจำนวนมากอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ จำเลยจึงต้องระงับการใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคลอสเตอร์ของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 การที่จำเลยยังคงใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลังการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 9 มิถุนายน 2543 ห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "คลอสเตอร์" โดยอ้างว่าจำเลยละเมิดสิทธิของโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยชอบ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอ้างประการต่อไปว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสมคบกันในช่วงที่มีกระบวนการฟื้นฟูกิจการของจำเลยนั้น โดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำแผนของบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด บังคับจำเลยให้ซื้อเบียร์ด้วยเงินสด จัดส่งสินค้าให้จำเลยเพียงร้อยละ 70 ในทุกครั้งที่จำเลยส่งสินค้าและชำระราคาไป 100 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ผู้ทำแผนให้จำเลยทำสัญญาจ้างผลิตเบียร์ โดยจำเลยไม่สมัครใจ และต่อมามีหนังสือแจ้งจำเลยว่าจะหยุดขายเบียร์คลอสเตอร์ทุกชนิดให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไป กับให้จำเลยจำหน่ายเบียร์ในโกดังให้หมดอย่างช้าภายในวันที่ 30 กันยายน 2543 ส่วนคำสั่งซื้อในช่วงก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ให้ชำระเป็นเงินสดในวันส่งมอบและจะส่งมอบให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 จัดตั้งและมีหนังสือเวียนแจ้งไปยังตัวแทนจำหน่ายช่วงเบียร์คลอสเตอร์ว่าได้จัดตั้งบริษัทไทยอมฤต ดิสทริบิวชั่น จำกัด ขึ้นเพื่อจัดจำหน่ายแทน นั้น เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจบริหารจัดการบริษัทที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการไปตามขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งคู่ความทุกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้งคัดค้านในกระบวนการตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มาตรา 90/1 ถึง 90/90 ได้โดยชอบอยู่แล้ว โดยศาลล้มละลายกลางซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงข้อโต้แย้งของคู่ความทุกฝ่ายตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งศาลล้มละลายกลางก็ได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ ของการฟื้นฟูกิจการบริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด จนคดีในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการเป็นที่ยุติไปแล้วตามคำสั่งฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งการฟื้นฟูกิจการของกิจการใด กิจการนั้นย่อมต้องถูกเปลี่ยนแปลงสภาพการดำเนินการที่ผู้บริหารชุดเดิมเคยดำเนินการแล้วเกิดปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ต่อไปกิจการที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูสามารถฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพปกติโดยไม่ต้องไปสู่สภาวะของกิจการที่ล้มละลาย กรณีไม่อาจถือได้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นจากการใช้สิทธิตามกฎหมายของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่เปิดโอกาสแก่ทุกฝ่ายรวมถึงจำเลยที่จะโต้แย้งคัดค้านตามกระบวนการได้อย่างเต็มที่อยู่แล้วเป็นส่วนหนึ่งของการที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสมคบกันเพื่อครอบงำกิจการของจำเลยโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยอ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทจำเลย มิให้ใช้คำว่า "KLOSTER" และ/หรือ "คลอสเตอร์" หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง เพราะบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์เป็นของจำเลยเท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยได้ คำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจทำได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยใช้ชื่อ ยื่นจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องใด ๆ ในทางที่เป็นละเมิดกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "KLOSTER" และ/หรือ "คลอสเตอร์" ของโจทก์ เว้นแต่จะได้เปลี่ยนชื่อภายในกำหนดที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกคำบังคับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความใช้แทนให้รายละ 40,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คลอสเตอร์เบราเออไร ยีเอ็มบีเอช
บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส
โจทก์ร่วม — คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13157/2555
#528555
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายเพิ่มจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้ให้เป็นจำนวนตามคำฟ้องของโจทก์นั้น แม้จำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ชำระเพิ่มขึ้นไม่ถึง 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 41 แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ส่งมายังศาลฎีกาแล้ว และปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวจึงรับพิจารณาให้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 44

จำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่อ้างถึงเหตุที่จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเพื่อให้ยกฟ้อง กรณีเช่นนี้ต้องยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เมื่อยื่นเป็นคำแก้อุทธรณ์มาโดยไม่ชอบ จึงไม่วินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 472,192 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 486,842.88 บาท กับชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 472,192 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 284,793.40 บาท ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 246,713.40 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 38,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่จำเลยแต่ละรายต้องรับผิด นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยแต่ละรายใช้แทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังยุติว่า โจทก์รับประกันภัยการขนส่งสินค้าเครื่องจักรไอน้ำแบบท่อพร้อมอุปกรณ์ของบริษัทพรีเซิร์ฟ ฟู้ด สเปเชียลตี้ จำกัด จากโรงงานของผู้ขายที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน จนถึงโรงงานของผู้เอาประกันภัย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ในวงเงิน 10,489,497.76 บาท โดยจำเลยที่ 1 รับเป็นผู้ดำเนินพิธีการทางศุลกากร และขนสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้เอาประกันภัย มีจำเลยที่ 2 และที่ 4 นำรถบรรทุกรวม 6 คัน ไปบรรทุกสินค้าเครื่องจักรพิพาทให้ ปรากฏว่ารถบรรทุกของจำเลยที่ 2 ที่บรรทุกส่วนล่างของตัวเครื่องจักร เบียดราวสะพานก่อนเข้าโรงงานผู้เอาประกันภัย ทำให้แผ่นโลหะล็อกเครื่องจักรคดงอ และรถบรรทุกของจำเลยที่ 4 ที่บรรทุกส่วนบนของตัวเครื่องจักร ชนคานสะพานลอยข้ามถนน ทำให้ท่อรับน้ำหนัก หน้าแปลนสำหรับต่อเกจวัดแรงดัน หน้าแปลนสำหรับต่อระบบไอน้ำ หน้าแปลนสำหรับต่อท่อจ่ายไอน้ำสำรองและหน้าแปลนสำหรับต่อท่อจ่ายน้ำไปใช้งานชำรุด ผู้เอาประกันภัยให้ผู้ผลิตดำเนินการซ่อมแซม แต่ผู้ผลิตให้บริษัทเจียงซู ไตฮู บอยเลอร์ จำกัด ดำเนินการให้ สิ้นเงินไป 12,400 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 472,192 บาท และเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดเพิ่มจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้ให้เป็นจำนวนตามคำฟ้องของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 284,793.40 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิด 246,713.40 บาท กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 38,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันที่ 25 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งห้ารับผิดชำระเงินแก่โจทก์เพิ่มขึ้นโดยให้ชำระเต็มตามคำฟ้องจำนวน 486,842.88 บาท ดังนี้ แม้ในส่วนความรับผิดตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 เมื่อคิดดอกเบี้ยตามคำพิพากษาจนถึงวันฟ้องรวมด้วยอีก 8,836.39 บาท แล้วก็ตาม จำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ชำระเพิ่มขึ้นไม่ถึง 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 41 โจทก์อุทธรณ์ในข้อนี้สรุปว่า ก่อนซ่อมแซมเครื่องจักรผู้เอาประกันภัยแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ถึงจำนวนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และแจ้งด้วยว่าไม่สามารถซ่อมแซมโดยช่างคนไทยกับใช้อะไหล่ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยไม่ได้ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้าน และการที่ผู้เอาประกันภัยตกลงให้ผู้ผลิตเครื่องจักรเป็นผู้ซ่อมแซมมิใช่เพราะเหตุผลเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยเหตุผลดังที่พยานโจทก์เบิกความเป็นทำนองเดียวกันอีกหลายประการคือ ผู้ผลิตเป็นผู้ออกแบบเครื่องจักรจึงรู้ลักษณะของวัสดุที่นำมาผลิตได้เป็นอย่างดี รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของโครงสร้างทั้งหมด สามารถปรับวิธีการซ่อมได้ และผู้ผลิตสามารถรับประกันได้ หากเกิดปัญหาการใช้งานในภายหลัง ผู้เอาประกันภัยก็สามารถเรียกร้องให้ผู้ผลิตแก้ไขได้ ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบว่าผู้เอาประกันภัยไม่อาจหาผู้ซ่อมเครื่องจักรพิพาทในประเทศไทยได้ และการซ่อมโดยช่างในประเทศไทยจะไม่ปลอดภัยอย่างไร นั้น เป็นกรณีที่ยังไม่ได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ให้ครบถ้วน และตามพยานหลักฐานของโจทก์แสดงให้เห็นได้ว่า การที่ผู้เอาประกันภัยขอให้ผู้ผลิตสินค้าซ่อมแซมตามเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างสมเหตุสมผล เพราะสินค้าเครื่องจักรไอน้ำซึ่งย่อมมีความร้อนสูงนี้หากไม่อยู่ในสภาพที่ดีก็จะเกิดผลเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยที่ใช้เครื่องจักรนี้ผลิตสินค้าและที่สำคัญอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ ทั้งการได้รับความมั่นใจด้วยการรับประกันจากผู้ผลิตก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน เมื่อผู้ผลิตสั่งการควบคุมให้บริษัทเจียงซู ไตฮู บอยเลอร์ จำกัด มาดำเนินการซ่อมแซมให้ในประเทศไทยก็ย่อมเป็นที่มั่นใจในประสิทธิภาพการซ่อมแซมและการรับรองดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้เครื่องจักรไอน้ำมีขนาดใหญ่มีราคาสูง การซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมและการจัดช่างมาซ่อมแซมเพียง 5 คน มีเหตุผลที่เหมาะสมต่อการซ่อมแซมครั้งนี้ และฝ่ายจำเลยมีเพียงกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวที่มาเบิกความ ซึ่งก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ จากการคาดคิดของพยานเอง ปราศจากรายละเอียดและเหตุผลให้น่าเชื่อ และไม่มีพยานหลักฐานโต้แย้งว่ารายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการซ่อมแซมตามรายละเอียดในใบเสนอราคา มีส่วนใดรายการใดไม่ถูกต้องไม่จำเป็นหรือราคาส่วนใดสูงผิดปกติ ดังนี้ย่อมไม่มีเหตุผลที่เพียงพอจะฟังว่าค่าซ่อมแซมตามที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินสมควรแล้วควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้รับเพียงร้อยละ 60 ของค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องมา ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา โดยแม้คดีในส่วนอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ส่งมายังศาลฎีกาแล้ว และปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวจึงรับพิจารณาให้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 44 ซึ่งอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ดังนี้จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างขนส่งสินค้าทั้งหมดจากผู้เอาประกันภัยจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในต้นเงินเป็นจำนวน 472,192 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้รับจ้างขนส่งต่อเท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดเฉพาะในส่วนที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องจักรส่วนล่าง ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องร่วมรับผิดเฉพาะค่าเสียหายของสินค้าในค่าอะไหล่และค่าซ่อมรายการที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 5 ถึงที่ 12 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยส่วนของความรับผิดไว้ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 2,400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 38.08 บาท เป็นเงิน 91,392 บาท และจำเลยที่ 4 กับที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 373,184 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่อ้างถึงเหตุที่จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเพื่อให้ยกฟ้อง กรณีเช่นนี้ต้องยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเมื่อยื่นเป็นคำแก้อุทธรณ์มาโดยไม่ชอบ จึงไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์มีเพียง 193,213.09 บาท ดังนั้น ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้โดยคิดจากทุนทรัพย์ 447,565.78 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมาจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์เสียเกินมาให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 472,192 บาท โดยในจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์นี้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยเพียง 91,392 บาท และจำเลยที่ 4 กับที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยเพียงจำนวน 373,184 บาท กับให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินในจำนวนที่แต่ละคนต้องชำระแก่โจทก์ นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คือเฉพาะในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่คิดเกินจากทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 193,213.09 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้นอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 41 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์
จำเลย — บริษัทไอซีอี โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13143/2555
#525520
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 394 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด พบอยู่ในกล่องสีน้ำตาลพร้อมอุปกรณ์การเสพวางอยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับรถกระบะ และเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 1 เม็ด พบอยู่ในซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีลักษณะการเก็บและครอบครองแยกต่างหากจากเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินใส่อยู่ในกระเป๋าผ้าที่วางอยู่ท้ายกระบะรถ ซึ่งเฉลี่ยคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.4205 กรัม จึงเป็นคนละจำนวนกัน อันเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองจึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองเม็ดดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครอง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน และปรับ 500,000 บาท หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 3 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 10 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่และยึดเมทแอมเฟตามีน 394 เม็ด อุปกรณ์การเสพ และถุงพลาสติกใสเป็นของกลาง ผู้ตรวจพิสูจน์ประจำวิทยาการเขต 45 ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.438 กรัม จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ฎีกา คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดในฐานดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะโดยมีจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั่งไปด้วยแล้วถูกพันตำรวจตรีมานพและดาบตำรวจพิสุทธิ์กับพวกตรวจค้นและจับกุมโดยยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากเป็นของกลางพร้อมกับอุปกรณ์การเสพและเงินจำนวนมากถึง 100,000 บาท เช่นนี้บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ไว้ในครอบครอง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในการกระทำความผิดแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องร่วมเดินทางไปด้วยกันจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วผู้กระทำความผิดย่อมต้องปกปิดการกระทำของตนเป็นความลับและไม่นำบุคคลอื่นไปร่วมรู้เห็นการกระทำความผิดของตนด้วย แม้ว่าพันตำรวจตรีมานพและดาบตำรวจพิสุทธิ์จะเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับสายลับที่ว่าพันตำรวจตรีมานพรู้จักและเคยพบกับสายลับหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญเพราะสาระสำคัญอยู่ที่ข้อมูลที่ได้รับจากสายลับซึ่งนำไปสู่การตรวจค้นรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 กับพวกที่แล่นผ่านมาและตรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองไม่ได้ลดน้ำหนักลงจนขาดความน่าเชื่อถือ และแม้พยานโจทก์ทั้งสองจะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งต้องสร้างผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าจะต้องกลั่นแกล้งปรักปรำจับกุมผู้บริสุทธิ์โดยปราศจากมูลความผิด และไม่ปรากฏว่ามีข้อพิรุธที่จะบ่งชี้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้ไม่เป็นสาระควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 394 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในกล่องสีน้ำตาลพร้อมอุปกรณ์การเสพวางอยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับ และเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยที่ 2 มีลักษณะการเก็บและครอบครองแยกต่างหากจากเมทแอมเฟตามีนของกลาง 392 เม็ด ซึ่งพบอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินใส่อยู่ในกระเป๋าผ้าที่วางอยู่ท้ายกระบะรถ ซึ่งเฉลี่ยคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.4205 กรัม จึงเป็นคนละจำนวนกัน ซึ่งเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งศาลล่างทั้งสองจึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองเม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 392 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสุรินทร์ ใจกล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายศุภโชค ก่อเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13098/2555
#532874
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 บัญญัติว่า สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย นอกจากนี้ในการตีความการแสดงเจตนายังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ด้วย

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างบริษัท ม. กับโจทก์ ระบุให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีอัตราร้อยละ 9 ต่อปี เมื่อทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี และ 15 ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามวงเงิน ครั้นเมื่อทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 9.25 ต่อปี 12.5 ต่อปี และ 13 ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามวงเงิน การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ดังกล่าวเป็นไปตามประเพณีของธนาคารตามข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา การที่โจทก์ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 จะถือว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะคิดดอกเบี้ยแก่บริษัท ม. หาได้ไม่ เพราะสัญญาข้อ 2 ระบุว่า เงื่อนไขข้ออื่น ๆ ที่ได้ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม รวมทั้งข้อตกลงต่อท้ายสัญญาให้มีผลบังคับตลอดไปด้วยทุกประการ จึงมีความหมายว่า เรื่องดอกเบี้ยที่ไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่นจะต้องบังคับตามเงื่อนไขในสัญญาฉบับก่อน คือสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 การที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 มิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้หาทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยจากบริษัท ม. ไม่ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,222,159.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 14,901,911.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองแถลงสละประเด็นตามคำให้การทั้งหมด แต่ในส่วนดอกเบี้ยขอให้ศาลวินิจฉัยตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 14,480,711.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท อัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท อัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 11,840,711.83 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้น (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด) แล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองลดลงเพียงนั้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 12,872,310.80 บาท พร้อมดอกเบี้ย สำหรับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ให้คิดจากต้นเงิน 12,872,310.80 บาท ยกคำขอในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 2,008,401.03 บาท แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำไปฟ้องใหม่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 2,000,000 บาท ยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ส่วนที่เกินวงเงินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันที่ 5 ของเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีของธนาคารพาณิชย์ ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 20,000,000 บาท จำเลยทั้งสองทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด อย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมาและมีการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหลายครั้ง ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ถูกระงับการดำเนินกิจการ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2541 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด เป็นหนี้โจทก์ 12,872,310.80 บาท โจทก์ทวงถามให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด และจำเลยทั้งสองชำระหนี้ แต่บริษัทดังกล่าวและจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 บัญญัติว่า สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย นอกจากนี้ในการตีความการแสดงเจตนายังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม มาตรา 171 ด้วย สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 2 ระบุว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีอัตราร้อยละ 9 ต่อปี เมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี สำหรับวงเงิน 2,000,000 บาทแรก และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับวงเงิน 1,000,000 บาทถัดมา ครั้นเมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 บริษัทดังกล่าวก็ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี สำหรับวงเงิน 2,000,000 บาทแรก อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี สำหรับวงเงิน 1,000,000 บาทถัดมา และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี สำหรับวงเงิน 3,000,000 บาทถัดต่อมา การคิดดอกเบี้ยของโจทก์เป็นไปตามประเพณีของธนาคารตามข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา การที่โจทก์ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 จะถือว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะคิดดอกเบี้ยแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด หาได้ไม่ เพราะสัญญา ข้อ 2 ระบุว่า เงื่อนไขอื่น ๆ ที่ได้ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี รวมทั้งข้อตกลงต่อท้ายสัญญาให้มีผลบังคับตลอดไปด้วยทุกประการ จึงมีความหมายว่า เรื่องดอกเบี้ยที่ไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่นจะต้องบังคับตามเงื่อนไขในสัญญาฉบับก่อน คือ สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี สำหรับวงเงิน 2,000,000 บาทแรก อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี สำหรับวงเงิน 1,000,000 บาทถัดมา และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี สำหรับวงเงิน 3,000,000 บาทถัดต่อมา การที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 วงเงิน 14,000,000 บาท มิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้หาทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ไม่ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี เป็นดอกเบี้ยที่เกินวงเงิน 3,000,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นแยกดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ออกไปต่างหาก จึงคงเหลือต้นเงินที่จะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี เพียง 9,872,310.80 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 12,872,310.80 บาท เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยจึงต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ระบุว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี ของวงเงิน 2,000,000 บาทแรก อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของวงเงิน 1,000,000 บาทถัดมา และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของวงเงิน 3,000,000 บาท ถัดต่อมา ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ต้องชำระต้นเงินแก่โจทก์จำนวน 12,872,310.80 บาท เมื่อนำเงื่อนไขการคิดดอกเบี้ยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 มาใช้บังคับแก่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 แล้ว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี สำหรับวงเงิน 2,000,000 บาทแรก จากนั้นต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี สำหรับวงเงิน 1,000,000 บาทถัดมา จึงคงเหลือต้นเงินที่จะต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี เพียง 9,872,310.80 บาท เท่านั้น เมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 9,872,310.80 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 12,872,310.80 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินที่มีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี และอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ไปแล้ว จึงมีผลเท่ากับเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงเป็นเงิน 2,591,604.81 บาท จำเลยทั้งสองต้องเสียค่าขึ้นศาล 64,790 บาท แต่จำเลยทั้งสองเสียมา 200,000 บาท จึงให้คืนส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 12,872,310.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาทแรก อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาทถัดมา และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,872,310.80 บาทที่เหลือ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 135,210 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสาคร กาญจนาพาสน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13008/2555
#532907
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปลงรายการในรายงานภาษีซื้อแต่ละคราวในเดือนเดียวกัน แล้วนำไปใช้ในการเครดิตภาษีก็โดยมีเจตนาและจุดประสงค์อย่างเดียวกันคือเพื่อจะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีนั้น ๆ จึงถือว่าการกระทำตามฟ้องในแต่ละเดือนภาษีเป็นการกระทำกรรมเดียวกันอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการในลักษณะดังกล่าวรวม 7 เดือนภาษี จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองเพียง 7 กรรม ตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1, 82/3, 87, 90/4 (4) (7), 90/5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (4) (7) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลงรายการเป็นเท็จในรายงานภาษีซื้อ ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวม 16 กระทง และฐานร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวม 7 กระทง รวมทุกกระทง ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 46,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 69 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบใบกำกับภาษีของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า หลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปลงรายการในรายงานภาษีซื้ออันเป็นความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงและพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำฟ้องข้อ 2.1 ถึง 2.16 แล้ว จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวไปใช้ในการเครดิตภาษี โดยนำมูลค่าสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้คำนวณเป็นภาษีซื้อส่วนหนึ่ง สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539 เดือนภาษีกรกฎาคม 2539 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2540 เดือนภาษีพฤษภาคม 2540 เดือนภาษีมิถุนายน 2540 เดือนภาษีกรกฎาคม 2540 และเดือนภาษีสิงหาคม 2540 ตามคำฟ้องข้อ 2.17 ถึง 2.23 ตามลำดับ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปลงรายการในรายงานภาษีซื้อแต่ละคราวในเดือนเดียวกัน แล้วนำไปใช้ในการเครดิตภาษีก็โดยมีเจตนาและจุดประสงค์อย่างเดียวกันคือเพื่อจะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษี นั้น ๆ จึงถือว่าการกระทำตามฟ้องในแต่ละเดือนภาษีเป็นการกระทำกรรมเดียวกันอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการในลักษณะดังกล่าวรวม 7 เดือนภาษี จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองเพียง 7 กรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันลงรายการเป็นเท็จในรายงานภาษีซื้อ รวม 16 กระทง และฐานร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี รวม 7 กระทง รวมเป็น 23 กระทง นั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันลงรายการเป็นเท็จในรายงานภาษีซื้อและฐานร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7) ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวม 7 กระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 รวม 14,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 21 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพัฒนาถาวรก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายภาคภูมิ ปิยะตระภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12993/2555
#525469
เปิดฉบับเต็ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพิ่งส่งคำพิพากษาที่มีรายการครบถ้วนไปให้ศาลจังหวัดฝางหลังจากวันที่ศาลจังหวัดฝางอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแทน แสดงว่าในวันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ห้านั้น ศาลจังหวัดฝางยังไม่มีคำพิพากษาที่มีรายการครบถ้วนรวมอยู่ในสำนวนความที่ศาลจังหวัดฝาง อันจะทำให้คู่ความขอคัดถ่ายสำเนาได้ คำพิพากษาที่มีรายการครบถ้วนนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้โอกาสแก่ผู้อุทธรณ์ได้ตรวจดูข้อความทั้งหมดเพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นการเรียงคำฟ้องอุทธรณ์อาจมีข้อบกพร่องไม่ครบถ้วนตามกฎหมายได้ ดังนั้น ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ห้านั้น ถือได้ว่ามีข้อขัดข้องทางฝ่ายศาลอันเป็นเรื่องอยู่นอกเหนือการบังคับของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 9, 27, 51, 54, 57 และ 60พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110 (1) และ 115ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และ 275

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 9, 51, 57 และ 60 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนภายในราชอาณาจักร ให้ลงโทษปรับ 7,000 บาท ฐานทำงานโดยฝ่าฝืนกฎหมายให้ลงโทษปรับ 4,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับ 11,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ให้ลงโทษปรับ 7,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,500 บาท และปรับจำเลยที่ 2จำนวน 3,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม 5 ครั้ง ครั้งที่หนึ่งวันที่ 8 สิงหาคม 2554 ครั้งที่สอง วันที่ 9 กันยายน 2554 ครั้งที่สาม วันที่ 11ตุลาคม 2554 ครั้งที่สี่ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 และครั้งที่ห้า วันที่ 7 ธันวาคม 2554 โดยให้เหตุผลเหมือนกันทุกครั้งว่าโจทก์ยังไม่อาจคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษา ศาลจังหวัดฝางซึ่งดำเนินกระบวนพิจารณาแทนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อนุญาตให้ขยายเวลาตั้งแต่ครั้งที่หนึ่งถึงครั้งที่สี่ แต่ในครั้งที่ห้าศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องทางโทรสารไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเอง ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้มีคำสั่งให้ยกคำร้อง เห็นว่า ปรากฏในหนังสือของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ ศย 300.010/12676 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2554 เอกสารในสำนวนลำดับที่ 12/1ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพิ่งส่งคำพิพากษาที่มีรายการครบถ้วนไปให้ศาลจังหวัดฝางในวันดังกล่าว แสดงว่าในวันที่ศาลจังหวัดฝางอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแทนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในวันที่ 12กรกฎาคม 2554 จนถึงวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ห้านั้น ศาลจังหวัดฝางยังไม่มีคำพิพากษาที่มีรายการครบถ้วนตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 186 บังคับไว้รวมอยู่ในสำนวนความที่ศาลจังหวัดฝางอันจะทำให้คู่ความขอคัดถ่ายสำเนาได้ คำพิพากษาที่มีรายการครบถ้วนนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้โอกาสแก่ผู้อุทธรณ์ได้ตรวจดูข้อความทั้งหมดเพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นการเรียงคำฟ้องอุทธรณ์อาจมีข้อบกพร่องไม่ครบถ้วนตามกฎหมายได้ ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ห้า นั้น จึงถือได้ว่ามีข้อขัดข้องทางฝ่ายศาล อันเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการบังคับของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 37 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้โจทก์ฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นางสาวพิ่ว แม่โย้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนคร มิ่งมงคล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12973/2555
#537968
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และเจ้าของที่ดินเดิมใช้น้ำจากคลองชลประทานผ่านร่องน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 ในการทำนามาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้วตั้งแต่ก่อนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 รู้ดี แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าถ้าจำเลยที่ 1 กลบร่องน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 เสีย ผลเสียหายย่อมเกิดขึ้นแก่การทำนาและเลี้ยงปลาของโจทก์อย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กลบร่องน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อ มิให้โจทก์ได้ใช้น้ำที่ไหลผ่านร่องน้ำนั้นในการทำนาและเลี้ยงปลาต่อไป ย่อมเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่น เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 เปิดร่องน้ำนั้นเพื่อโจทก์จะได้ใช้น้ำที่ผ่านมาทางร่องน้ำนี้ทำนาและเลี้ยงปลาตามเดิมต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกเปิดร่องน้ำในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9120 ตำบลอบทม อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง ของจำเลยทั้งหกมีความกว้าง 1.50 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลยทั้งหกด้านทิศตะวันตกเลียบทางสาธารณประโยชน์เป็นระยะทางประมาณ 50 เมตร และให้ร่องน้ำดังกล่าวตกเป็นทางจำเป็นและทางน้ำภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดที่ดินเลขที่ 14685 ตำบลโพธิ์ม่วงพันธ์ (อบทม) อำเภอสามโก้ (วิเศษชัยชาญ) จังหวัดอ่างทอง และโฉนดที่ดินเลขที่ 4507 ตำบลอบทม อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง โดยให้จำเลยทั้งหกไปจดทะเบียนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอ่างทองให้ปรากฏสิทธิในโฉนดที่ดินของจำเลยทั้งหก หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหก กับให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งหกจะเปิดร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งหกให้โจทก์ใช้ได้ตามปกติ

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปิดร่องน้ำที่จำเลยที่ 1 ถมดินกลบร่องน้ำเดิมในโฉนดที่ดินเลขที่ 9120 ตำบลอบทม อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง ของจำเลยที่ 1 ให้มีความกว้างและความลึกเท่ากับร่องน้ำที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่ความกว้างต้องไม่เกิน 1.50 เมตร ตามที่โจทก์ขอ ส่วนความยาวให้เท่ากับร่องน้ำเดิมที่จำเลยที่ 1 ถมดินกลบ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องเปิดร่องน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 เปิดร่องน้ำโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็นและตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นทางจำเป็นและภาระจำยอมก็ต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นเรื่องละเมิดก็ดี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าเป็นเรื่องน้ำไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูงมายังที่ดินต่ำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 ก็ดี เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และจำเลยที่ 1 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงโดยได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินได้รับความเสียหายเพราะจำเลยทั้งหกและบริวารนำต้นไม้และดินลูกรังมาถมกลบร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งหก ซึ่งเป็นร่องน้ำที่น้ำไหลจากลำรางสาธารณะผ่านมายังที่ดินของโจทก์ ที่โจทก์ใช้น้ำนั้นในการทำนาและเลี้ยงปลา อันการทำนาได้ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่เจ้าของที่ดินเดิมเป็นระยะเวลา 50 ปี เป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ร่องน้ำดังกล่าวได้ กับมีคำขอให้เปิดร่องน้ำนั้น ซึ่งในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนบทกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกมาปรับแก่คดีเอง ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าเป็นทางจำเป็นและตกเป็นภาระจำยอมก็เพียงเป็นความเข้าใจของโจทก์ เมื่อศาลเห็นว่าไม่ใช่เรื่องทางจำเป็นและภาระจำยอม แต่เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกินไปกว่าหรือนอกจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลก็ยกบทกฎหมายเรื่องอื่นนั้นมาปรับแก่คดีได้ ไม่จำต้องพิพากษายกฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าเป็นเรื่องน้ำไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูงมายังที่ดินต่ำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่สูงกว่าที่ดินของโจทก์ จึงไม่เข้าบทกฎหมายตามมาตรา 1339 แต่ข้อเท็จจริงได้ความชัดว่า โจทก์และเจ้าของที่ดินเดิมใช้น้ำจากคลองชลประทานผ่านร่องน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 ในการทำนามาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้วตั้งแต่ก่อนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 รู้ดี แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าถ้าจำเลยที่ 1 กลบร่องน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 เสีย ผลเสียหายย่อมเกิดขึ้นแก่การทำนาและเลี้ยงปลาของโจทก์อย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กลบร่องน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ได้ใช้น้ำที่ไหลผ่านร่องน้ำนั้นในการทำนาและเลี้ยงปลาต่อไป ย่อมเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่น เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 เปิดร่องน้ำนั้นเพื่อโจทก์จะได้ใช้น้ำที่ผ่านมาทางร่องน้ำนี้ทำนาและเลี้ยงปลาตามเดิมต่อไปได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ร่องน้ำที่จำเลยที่ 1 ปิดอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่เดิมมาไม่มีบ้านของจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินนี้ การที่มีร่องน้ำอยู่จึงไม่ทำให้เกิดความไม่สะดวกแก่การใช้ที่ดินมากนัก แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านลงในที่ดินนี้ การที่จะยังคงมีร่องน้ำอยู่ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและไม่สะดวกแก่การใช้ที่ดินเป็นอย่างมากดังจะเห็นได้ตามภาพถ่ายชั้นบังคับคดีตามสำนวนอันดับ 106 และคดีได้ความตามคำเบิกความของพยานทั้งสองฝ่ายว่า ก่อนฟ้องไม่กี่ปีฝ่ายโจทก์ใช้รถแบ็กโฮขุดร่องน้ำเฉพาะส่วนที่ผ่านที่ดินของฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ แล้วนำท่อน้ำไปฝังและกลบเฉพาะร่องน้ำส่วนที่ผ่านที่ดินของฝ่ายโจทก์ หลังจากจำเลยที่ 1 กลบร่องน้ำแล้วโจทก์ยังเสนอขอให้โจทก์ฝังท่อน้ำผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นให้สำนักงานที่ดินจังหวัดอ่างทองทำแผนที่วิวาท เพื่อใช้ไกล่เกลี่ย โจทก์ก็ยังเสนอฝังท่อน้ำโดยขอฝังท่อน้ำชิดแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ด้านทิศตะวันตก ตามแผนที่วิวาท (สำนวนอันดับ 26) ศาลฎีกา เห็นว่า เพื่อความเป็นธรรมและเป็นการบรรเทาความเสียหายของจำเลยที่ 1 โดยที่โจทก์ยังคงได้ใช้น้ำจากคลองชลประทานผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ดังเดิม สมควรกำหนดให้โจทก์ฝังท่อน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 ขนาดของท่อน้ำเท่ากับท่อน้ำที่โจทก์ฝังในที่ดินของโจทก์ โดยให้ฝังชิดแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ด้านทิศตะวันตกที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ตลอดแนวที่น้ำผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 และกลบให้เรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 เปิดร่องน้ำที่จำเลยที่ 1 ถมดินกลบร่องน้ำเดิมในที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 9120 ตำบลอบทม อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง แล้วให้โจทก์ฝังท่อน้ำในที่ดินของจำเลยที่ 1 ขนาดของท่อน้ำเท่ากับท่อน้ำที่โจทก์ฝังในที่ดินของโจทก์ โดยให้ฝังชิดแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ด้านทิศตะวันตกที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ตลอดแนวที่น้ำผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 ให้น้ำไหลผ่านท่อน้ำที่ฝังสู่ท่อน้ำในที่ดินของโจทก์ได้ และกลบร่องน้ำเดิมและกลบท่อน้ำที่ฝังให้เรียบร้อย ทั้งนี้ด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 420 ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจสุนทร ปั้นงาม
จำเลย — นางสาวลำยอง เพิ่มบุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12873/2555
#528543
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาต้องปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 วรรคสอง จะนำเอาวิธีพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการขาดนัดยื่นคำให้การ ขาดนัดพิจารณาและการขอพิจารณาคดีใหม่มาใช้บังคับในกรณีนี้โดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์สินที่พนักงานอัยการผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการส่งมอบยาเสพติดให้โทษอันเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและศาลได้ประกาศให้หนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเป็นเวลา 2 วัน ติดต่อกันอันเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนของมาตรา 30 วรรคสอง แล้ว หากผู้คัดค้านที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางต้องการยื่นคำร้องขอคัดค้านจะต้องยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลางแล้ว ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีในภายหลังเพื่อขอให้พิจารณาคดีใหม่อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยื่นฟ้องนายทุเรียนและนางสาวธนาพร เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 441/2549 ของศาลชั้นต้นและในคดีดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 6475 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เป็นยานพาหนะในการขับขี่เพื่อความสะดวกในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ขอให้ริบรถยนต์คันดังกล่าวตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปฉ 6475 กรุงเทพมหานคร ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันที่ถูกริบโดยให้บุคคลอื่นเช่าซื้อไป ผู้คัดค้านไม่รู้จักจำเลยทั้งสอง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด ผู้คัดค้านไม่ทราบถึงคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่มีโอกาสยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์คดีนี้ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ผู้คัดค้านมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้มีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้คัดค้านมิได้จงใจที่จะไม่ต่อสู้คดี มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา คดีนี้ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำสั่งให้จำเลยทั้งสองแต่ไม่ได้ส่งให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้คัดค้านจึงไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 ที่บัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม" และวรรคสองบัญญัติว่า "ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น เพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง และเมื่อศาลสั่งรับคำร้องแล้วให้ศาลสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกัน เพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ทั้งนี้ ไม่ว่าในคดีดังกล่าวจะปรากฏตัวบุคคลซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตาม" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติเรื่องการริบทรัพย์สินของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาต้องปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 วรรคสอง จะนำเอาวิธีพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการขาดนัดยื่นคำให้การขาดนัดพิจารณาและการขอพิจารณาคดีใหม่มาใช้บังคับในกรณีนี้โดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์สินที่พนักงานอัยการผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการส่งมอบยาเสพติดให้โทษอันเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและศาลได้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเป็นเวลา 2 วัน ติดต่อกันอันเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนของมาตรา 30 วรรคสองแล้ว หากผู้คัดค้านที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางต้องการยื่นคำร้องคัดค้านจะต้องยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลางแล้ว ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีในภายหลังเพื่อขอให้พิจารณาคดีใหม่อีกได้ ข้อที่ผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า มาตรา 23, 28 และ 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 เป็นทำนองว่าให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมและให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือแจ้งให้ผู้ซึ่งอาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่พนักงานอัยการมีคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 ที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 27, 28 อันมีความหมายว่าเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฯลฯ ซึ่งเป็นทรัพย์สินคนละประเภทกับคดีนี้ จึงกำหนดวิธีดำเนินการที่แตกต่างกันและเฉพาะการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเท่านั้นที่ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมแต่ไม่อาจนำมาใช้กับกรณีการร้องขอให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 30 ได้ ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้านและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
ผู้คัดค้าน — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12872/2555
#541530
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ฟ้องผู้กู้เงินจากโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 หากแต่ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานยักยอก ซึ่งปัญหานี้โจทก์ร่วมมิได้มีส่วนร่วมกระทำผิดกับจำเลยแต่อย่างใด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิร้องทุกข์ และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 191,310 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางรัตนาภรณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนเงิน 191,310 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องผู้กู้เงินจากโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 หากแต่ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดยักยอก ซึ่งข้อหานี้โจทก์ร่วมมิได้มีส่วนร่วมกระทำผิดกับจำเลยแต่อย่างใด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นางรัตนาภรณ์ สะครรัมย์
จำเลย — นางนารี ท่าเลิศหรือหิมะวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายธนทัต แท่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
วิรุฬห์ แสงเทียน
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12772/2555
#532973
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าจาก ป. เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่การโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทด้วยการนำออกให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วง หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ไม่ เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 1476 (3) ห้ามจัดการสินสมรสเพียงฝ่ายเดียวเฉพาะการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรส ซึ่งไม่รวมถึงการจัดการสิทธิการเช่าซึ่งไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์และไม่เป็นทรัพยสิทธิอันจะถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ในตัวเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 ด้วย จึงเป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่จะจัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 วรรคสอง ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม โจทก์ก็ไม่อาจจะเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนการแบ่งให้เช่าช่วงที่ดินโฉนดเลขที่ 7466 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อปี 2534 ระหว่างการสมรสจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนายประสงค์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาแบ่งเช่าช่วงที่ดินกับนายเสริม โดยโจทก์ยินยอม ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาแบ่งเช่าช่วงที่ดินกับจำเลยที่ 2 และจดทะเบียนการแบ่งเช่าช่วงที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 2,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาและตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 16,800 บาท นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2551 ตลอดอายุสัญญาเช่า

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การให้เช่าช่วงที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เป็นการจัดการสินสมรสหรือไม่ และจำเลยที่ 2 เช่าช่วงที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ในปัญหาข้อแรกโจทก์ฎีกาว่าการให้เช่าช่วงที่ดินพิพาทเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (3) ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าซึ่งเป็นสินสมรสโดยการให้เช่าช่วงที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่เคยทราบและไม่เคยยินยอมด้วย ดังนั้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกมีว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงที่ดินพิพาทโดยที่โจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้ความยินยอมเป็นเหตุให้ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาแบ่งเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ได้หรือไม่ แม้สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าจากนายประสงค์ เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่การโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทด้วยการนำออกให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วง หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ไม่ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (3) ห้ามจัดการสินสมรสเพียงฝ่ายเดียวเฉพาะการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรส ซึ่งไม่รวมถึงการจัดการสิทธิการเช่าซึ่งไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์และไม่เป็นทรัพยสิทธิอันจะถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ในตัวเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 ด้วย จึงเป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่จะจัดการได้ตามลำพัง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 วรรคสอง ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม โจทก์ก็ไม่อาจจะเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลย แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 139 ม. 1476 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธัญชนก โอวศิริกุล
จำเลย — นายณัฐกานต์ โอวศิริกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางภัทรนันท์ พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
พฤษภา พนมยันตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12768/2555
#532972
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อ จ. ออกจากการเป็นมารดาของจำเลยต่อนายทะเบียนท้องถิ่นแล้วให้จำเลยกลับไปใช้ชื่อบิดามารดาเดิมโดยอ้างว่าจำเลยไม่มีความเกี่ยวข้องกับ จ. เป็นเพียงคนที่ จ. อุปการะเลี้ยงดู และให้ใช้ชื่อสกุลเท่านั้น เมื่อตามทะเบียนบ้านระบุว่าจำเลยเกิดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2490 ความเป็นบิดามารดากับบุตรระหว่างจำเลยกับ จ. ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ. ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 5 กำหนดว่า บทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ. ได้ตรวจชำระใหม่ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการเป็นบิดามารดากับบุตร ดังนั้นความเป็นมารดากับบุตรระหว่างจำเลยกับ จ. ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม ซึ่งมาตรา 1525 บัญญัติรับรองความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงว่าเด็กที่เกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายย่อมต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้นเสมอ นอกจากนี้การพิสูจน์ความเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้เหมือนการพิสูจน์ความเป็นบิดา การพิสูจน์ความเป็นมารดาชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยกับ จ. จึงไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะยกมาบังคับได้ จึงต้องอาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง ซึ่งได้แก่บทบัญญัติที่ใช้พิสูจน์ความเป็นบิดาตามมาตรา 1524 วรรคสองและวรรคสามตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม มาพิสูจน์ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยกับ จ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าเสียหาย 2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยเพิกถอนชื่อนายสุดใจและนางจรูญออกจากการเป็นบิดามารดาของจำเลยต่อนายทะเบียนท้องถิ่น สำนักงานทะเบียนเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปใช้ชื่อบิดามารดาเดิมของจำเลย หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้นายทะเบียนท้องถิ่น สำนักงานทะเบียนเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เพิกถอนชื่อนายสุดใจและนางจรูญออกจากการเป็นบิดามารดาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุดใจ ให้นายทะเบียนราษฎรเพิกถอนชื่อนายสุดใจออกจากชื่อบิดาของจำเลย คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนายสุดใจเป็นชื่อบิดา ให้จำเลยไปดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า มีชื่อจำเลยอยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 70 และ 70/1 ถนนพหลโยธิน ซอยลือชา ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำเลยเกิดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2490 ระบุชื่อนายสุดใจและนางจรูญเป็นบิดามารดา สำหรับประเด็นที่ว่าจำเลยไม่เป็นบุตรของนายสุดใจ และโจทก์ซึ่งเป็นบุตรนายสุดใจและเป็นหลานนางจรูญได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยใช้ชื่อสกุลจินายนนั้น ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้เพิกถอนชื่อนายสุดใจออกจากทะเบียนบ้านและยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะโจทก์มิได้รับความเสียหาย โจทก์และจำเลยไม่ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามที่โจทก์ฎีกาเพียงว่า นางจรูญเป็นมารดาของจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามทะเบียนบ้านเลขที่ 70 และ 70/1 ดังกล่าวระบุว่าจำเลยเกิดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2490 ความเป็นบิดามารดากับบุตรระหว่างจำเลยกับนางจรูญตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 5 กำหนดว่าบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ตรวจชำระใหม่ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการเป็นบิดามารดากับบุตร ดังนั้น ความเป็นมารดากับบุตรระหว่างจำเลยกับนางจรูญต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิม ซึ่งมาตรา 1525 ได้บัญญัติรับรองความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงว่า เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ดังนั้น เด็กที่เกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายย่อมต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้นเสมอ นอกจากนี้การพิสูจน์ความเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้เหมือนการพิสูจน์ความเป็นบิดา การพิสูจน์ความเป็นมารดาชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยกับนางจรูญ จึงไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะยกมาบังคับได้จึงต้องอาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง จึงให้นำบทบัญญัติ มาตรา 1524 วรรคสองและวรรคสามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิมมาพิสูจน์ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยกับนางจรูญ ซึ่งการที่จำเลยมีเพียงสำเนาทะเบียนบ้านระบุว่านางจรูญเป็นหัวหน้าครอบครัว จำเลยมีชื่อและอยู่ลำดับที่ 3 ระบุความเกี่ยวพันกับหัวหน้าครอบครัวว่าเป็นบุตรและระบุชื่อนางจรูญว่าเป็นมารดา ก็อาจเป็นการที่นางจรูญได้แจ้งต่อทางราชการว่าจำเลยเป็นบุตรตั้งแต่ปี 2499 หลังจากนั้นก็มีการคัดลอกทะเบียนบ้านต่อ ๆ มาตามทะเบียนบ้านของบ้านเลขที่ 70 และ 70/1 ซึ่งไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันความเป็นมารดากับบุตรแน่ชัด รวมทั้งแม้ได้ความจากโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยเรียกนางจรูญว่าแม่ นางจรูญเรียกจำเลยว่าลูกก็ตาม แต่ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่านางจรูญจะเรียกเด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กของนางจรูญว่าลูก ทำนองเดียวกับจำเลยหรือแม้ว่านางจรูญให้การเลี้ยงดูจำเลยมาตลอด ทั้งได้ส่งเสียให้จำเลยได้รับการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา นอกจากนี้ยังได้ส่งจำเลยไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายหลังจำเลยประกอบอาชีพที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยได้ติดต่อทางจดหมายและกลับมาเยี่ยมนางจรูญทุกปี รวมทั้งส่งเงินมาอุปการะเลี้ยงดูนางจรูญตลอดมาจวบจนกระทั่งนางจรูญถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 ก็ตาม แต่ทั้งนี้กลับปรากฏว่า จำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านในคดีนี้ว่า "หลังจากที่มารดาถึงแก่กรรมแล้ว ข้าฯ จึงเพิ่งทราบว่า ข้าฯ ไม่ใช่บุตรของนายสุดใจและนางจรูญ อย่างที่ข้าฯ เบิกความต่อศาลแพ่ง แต่ไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวกับทนายความให้ไปแก้ไข ข้าฯ เห็นว่าทั้งบิดามารดาได้ถึงแก่กรรมไปแล้วทั้งสองคน ข้าฯ ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องไปแก้ไข" เห็นว่า คำรับจำเลยเป็นปฎิปักษ์กับตัวเอง ทั้งสอดคล้องกับที่จำเลยเบิกความในศาลแพ่ง ซึ่งจำเลย (คดีนี้) ฟ้องโจทก์ (คดีนี้) ในคดีมรดกว่า ข้าฯ ไม่ใช่บุตรที่แท้จริงของเจ้ามรดกแต่มาทราบเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว ส่วนบิดามารดาที่แท้จริงของข้าฯ จะเป็นใคร ข้าฯ ไม่ทราบ" ประกอบกับจำเลยไม่มีสูติบัตรยืนยันการเกิดว่าผู้ใดเป็นมารดา ไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานใดยืนยันการตั้งครรภ์จำเลยของนางจรูญ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมิใช่บุตรโดยสายโลหิตและโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจรูญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเช่นนี้ตราบใดที่ทะเบียนบ้านยังระบุว่านางจรูญเป็นมารดาของจำเลย ย่อมเกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิหน้าที่ของโจทก์เพราะจำเลยอาจนำเอกสารดังกล่าวไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานดำเนินการในกิจการต่าง ๆ อันอาจทำให้สิทธิประโยชน์หรือหน้าที่ของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อนางจรูญออกจากชื่อมารดาของจำเลยในทะเบียนบ้านได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมิใช่บุตรของนางจรูญ ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนางจรูญเป็นชื่อมารดา ให้จำเลยไปดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียน หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ยกคำขอตรวจสารพันธุกรรม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 1524 วรรคสอง (เดิม) ม. 1524 วรรคสาม (เดิม) ม. 1546 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุจินต์ จินายน
จำเลย — นางสุธีตาหรือรอยบุญ เหมือนทองจีน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางอัจฉรา วธิวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
สมชาย พันธุมะโอภาส
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12760/2555
#538041
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยให้รับผิดจากการที่นำขี้เถ้าแกลบที่เหลือจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงไปกองไว้บริเวณโรงงานของจำเลยที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านพักของโจทก์ทั้งหก นอกจากนั้นจำเลยระบายควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำทางปล่องระบายควันปล่อยสารเจือปนในอากาศประเภทฝุ่นละอองเข้าสู่บรรยากาศในปริมาณเกินกว่ามาตรฐานประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย ดังนี้ กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อให้เกิดหรือแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกได้รับอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพอนามัย และเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหายด้วยประการใด ๆ โจทก์ทั้งหกก็ชอบที่จะฟ้องร้องเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้นให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้นตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 ได้ หรือหากเป็นกรณีจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์ทั้งหกโดยผิดกฎหมายให้โจทก์ทั้งหกเสียหายแก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก โจทก์ทั้งหกก็ชอบที่จะฟ้องร้องผู้ทำละเมิดหรือนายจ้างของผู้ทำละเมิดเรียกค่าสินไหมทดแทนได้

การฟ้องเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งหกอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เมื่อเหตุของการฟ้องร้องคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อจำเลยดำเนินการเดินเครื่องจักรผลิตกระแสไฟฟ้าต้นปี 2547 จนกระทั่งโจทก์ที่ 1 ร้องเรียน และมีการตรวจสอบโรงงานของจำเลยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 โจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2549 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกกับให้จำเลยระงับการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือหยุดการปล่อยควันหรือมลภาวะทางอากาศที่เกินกว่าประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 120,000 บาท โจทก์ที่ 5 และที่ 6 คนละ 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้จำเลยชดใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 คนละ 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (4 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดีชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิพากษาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า จำเลยได้รับอนุญาตให้เปิดโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อดำเนินการผลิต ส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าขนาด 7.5 เมกะวัตต์ ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546

มีปัญหาประการแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งหกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยให้รับผิดจากการที่นำขี้เถ้าแกลบที่เหลือจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงไปกองไว้บริเวณโรงงานของจำเลยที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านพักของโจทก์ทั้งหก นอกจากนั้นจำเลยระบายควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำทางปล่องระบายควันปล่อยสารเจือปนในอากาศประเภทฝุ่นละอองเข้าสู่บรรยากาศในปริมาณเกินกว่ามาตรฐานประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย ดังนี้ กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อให้เกิดหรือแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกได้รับอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพอนามัย และเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหายด้วยประการใด ๆ โจทก์ทั้งหกก็ชอบที่จะฟ้องร้องเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้นให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 ได้ หรือหากเป็นกรณีจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์ทั้งหกโดยผิดกฎหมายให้โจทก์ทั้งหกเสียหายแก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก โจทก์ทั้งหกก็ชอบที่จะฟ้องร้องผู้ทำละเมิดหรือนายจ้างของผู้ทำละเมิดเรียกค่าสินไหมทดแทนได้

จำเลยฎีกาว่า เพิ่งทำสัญญาขายกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 หาได้ทำการผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ไม่ และนับแต่เดินเครื่องผลิตเรื่อยมาจนปัจจุบันไม่เคยปรากฏความเสียหายใด ๆ แก่ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกใกล้เคียง มีการตรวจสอบคุณภาพ และควบคุมปริมาณละออง และสารเจือปนในอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมตลอดมานั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โรงงานของจำเลยเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ก่อให้เกิดการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษ อันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกได้รับอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพอนามัยหรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งหกเสียหาย จำเลยในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น ไม่ว่าการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษนั้น จะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่ก็ตาม เมื่อจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างและพิสูจน์ว่ามลพิษนั้นเกิดจากเหตุยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 96 (1) ถึง (3) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกตามบทบัญญัติในมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งหกอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เมื่อเหตุของการฟ้องร้องคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อจำเลยดำเนินการเดินเครื่องจักรผลิตกระแสไฟฟ้าต้นปี 2547 จนกระทั่งโจทก์ที่ 1 ร้องเรียน และมีการตรวจสอบโรงงานของจำเลยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 โจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2549 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเกี่ยวกับปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกินให้แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 96
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล เจนถาวร กับพวก
จำเลย — บริษัท สตึกไบโอเมส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายคฑาวุธ ตั้งมานะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
พันวะสา บัวทอง
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12758/2555
#526749
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวในการเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น แม้ทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในระหว่างการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ยังต้องปฏิบัติตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น เว้นแต่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 110 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 112 ทั้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาแบ่งเฉลี่ยให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเสมอภาคตามส่วน แต่อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย

คดีนี้หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 และมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 แล้ว ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับทรัพย์จำนอง หรือมอบหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้แทน หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือสอบถามไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยึดไว้อันถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย แต่กลับปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้ต่อไปในวันที่ 8 มิถุนายน 2548 และเพิ่งมามีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 ว่าให้สอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นการสอบถามภายหลังจากที่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปแล้ว จึงมีผลเท่ากับว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปตามอำนาจหน้าที่ของตนในการบังคับคดีแพ่ง ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หาใช่เป็นการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายอันเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือถือได้ว่าได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ ประกอบกับทรัพย์จำนองเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เดิม แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์เดิมในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้นต่อไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังที่ศาลล่างวินิจฉัย โจทก์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ได้ โดยหาจำต้องไปยื่นคำร้องในคดีล้มละลายดังที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 8,668,978.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 7,492,480.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,500 บาท และค่าทนายความ 61,014 บาท แก่โจทก์ โดยชำระให้เสร็จภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20208 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์สินจำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ระหว่างการบังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์เดิมศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 20208 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 20208 ตำบลโคกแฝก อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้แทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 20208 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ของจำเลยนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศวันขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถขายได้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1085/2546 ของศาลล้มละลายกลางและมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ในวันเดียวกันนั้น บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ก่อน เนื่องจากโจทก์เดิมโอนขายสินทรัพย์หรือสิทธิเรียกร้องในคดีให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด และบริษัทได้โอนขายต่อให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด แล้ว ยังอยู่ระหว่างการยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศวันขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวใหม่นัดที่ 1 ในวันที่ 8 มิถุนายน 2548 นัดที่ 2 ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 นัดที่ 3 ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 และนัดที่ 4 ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 ครั้นถึงกำหนดนัดขายทอดตลาดนัดที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 910,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์เพียงว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าว แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในชั้นอุทธรณ์ และเพิ่งยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีกา แต่เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจในการยื่นคำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือสอบถามไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทรัพย์พิพาทต่อไป ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดในนามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากโจทก์เห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปโดยมิชอบอย่างไร จะต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางในคดีล้มละลาย มิใช่ยื่นคำร้องต่อศาลเป็นคดีนี้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น แม้ทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ยังต้องปฏิบัติตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น เว้นแต่การบังคับคดีนั้นได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 110 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 112 ทั้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาแบ่งเฉลี่ยให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเสมอภาคตามส่วน แต่อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย คดีนี้ ได้ความว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 และมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 แล้ว ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับทรัพย์พิพาท หรือมอบหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทในคดีนี้แทน หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือสอบถามไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่ยึดไว้ อันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย แต่กลับปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทในคดีนี้ต่อไปในวันที่ 8 มิถุนายน 2548 และเพิ่งมามีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 ว่าให้สอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นการสอบถามภายหลังจากที่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไปแล้ว พฤติการณ์ข้างต้น จึงมีผลเท่ากับว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไปตามอำนาจหน้าที่ของตนในการบังคับคดีแพ่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หาใช่เป็นการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายอันเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือถือว่าได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ ประกอบกับทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยจำนองเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เดิม แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่กระทบถึงสิทธิดังกล่าวของโจทก์เดิมในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในการที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้นต่อไปได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังที่ศาลล่างวินิจฉัย โจทก์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ได้ โดยหาจำต้องไปยื่นคำร้องในคดีล้มละลายดังที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาไม่ ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 702 ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 292 ม. 296 วรรคสอง ม. 306 ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 22 (2) ม. 61 ม. 62 ม. 110 วรรคแรก ม. 112
ชื่อคู่ความ
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายกังวาลชัย งามวิไลดี
จำเลย — นายศิริหรือศิริก้าว ฤกษ์อุดมถวิลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริลักษณ์ นาควิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12753/2555
#532946
เปิดฉบับเต็ม

การโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าช่วงระหว่าง ว. ผู้ให้เช่าและห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้เช่าหรือผู้โอนสิทธิกับโจทก์ผู้รับโอนสิทธิ เมื่อทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว การโอนสิทธิย่อมสมบูรณ์ โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิโดยชอบ และการที่โจทก์บอกกล่าวการโอนสิทธิดังกล่าวให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ทราบเป็นหนังสือแล้ว โจทก์จึงยกการรับโอนสิทธิดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้และเรียกค่าเช่าช่วง ที่จำเลยค้างชำระจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนอาคารโรงงานและอาคารอื่น ๆ และออกจากที่ดินที่เช่าช่วงและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเช่า 170,200 บาท ค่าเสียหาย 61,200บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาทและค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนอาคารโรงงานและอาคารอื่นๆ ออกจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ และให้จำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าช่วง หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 60,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ตุลาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1759 ตำบลคลองมะเดื่อ (ที่ถูก คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระเงิน 231,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 13,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงที่ค้างชำระตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2545 จำนวน 110,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระห้างฯ ก่อนที่โจทก์จะได้รับการโอนสิทธิการเช่าจากห้างฯ เพราะตามหนังสือสัญญาการโอนสิทธิการเช่าไม่รวมถึงสิทธิการเช่าที่มีก่อนวันรับโอน และไม่ได้ระบุให้โอนค่าเช่าช่วงค้างชำระ ทั้งนายไพรเวชก็รับว่าค่าเช่าช่วงค้างชำระก่อนโอนเป็นของห้างฯ โดยไม่ได้โอนให้โจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องชำระเงินส่วนนี้ให้โจทก์ เห็นว่า การโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าช่วงระหว่างนายวิรัชผู้ให้เช่าและห้างฯ ผู้เช่าหรือผู้โอนสิทธิกับโจทก์ผู้รับโอนสิทธิ เมื่อทำเป็นหนังสือทั้งยังมีการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วย การโอนสิทธิย่อมสมบูรณ์ โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิโดยชอบแล้ว และตามหนังสือบอกกล่าวได้ระบุไว้ในตอนแรกได้ความว่าโจทก์แจ้งจำเลยให้ทราบว่าได้รับโอนสิทธิดังกล่าวจากห้างฯ แล้ว เมื่อจำเลยได้รับแล้ว การที่โจทก์บอกกล่าวการโอนให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ทราบเป็นหนังสือแล้ว การรับโอนสิทธิดังกล่าวโจทก์จึงยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก ส่วนสิทธิที่โจทก์ได้รับโอนซึ่งจำเลยอ้างว่าหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่า ระบุว่า "ผู้รับโอนสิทธิตกลงรับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่า ผู้เช่า ผู้เช่าช่วง ไปทันทีนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป..." นั้น ไม่รวมสิทธิที่ผู้โอนมีอยู่ก่อนวันดังกล่าว ทั้งไม่ได้ระบุถึงค่าเช่าช่วงที่ค้างชำระก่อนวันโอนด้วย จึงไม่รวมค่าเช่าช่วงที่จำเลยค้างชำระห้างฯ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2545 รวม 11 เดือน เป็นเงิน 110,000 บาท โดยนายไพรเวช พยานจำเลยเบิกความว่า ห้างฯ ไม่ได้โอนค่าเช่าช่วงส่วนนี้ให้โจทก์ พิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวแล้ว ย่อมหมายถึงสิทธิทั้งหลายที่ห้างฯ ผู้โอนมีอยู่ทั้งก่อนและหลังวันดังกล่าว ให้ตกเป็นของโจทก์ผู้รับโอน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป แม้จะไม่ได้ระบุไว้ว่าหมายถึงค่าเช่าช่วงที่ค้างชำระก่อนวันโอนแต่ส่วนนี้ก็เป็นหนึ่งในสิทธิและหน้าที่ที่ทั้งหลายมีอยู่ เมื่อข้อสัญญาไม่ได้ระบุยกเว้นไว้ ย่อมไม่แยกต่างหากจากสิทธิทั้งหลายที่จะตกได้แก่โจทก์ผู้รับโอนด้วย คำเบิกความของนายไพรเวชที่จำเลยอ้างดังกล่าวเป็นความเข้าใจของนายไพรเวชเองไม่มีน้ำหนักรับฟัง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงโดยชอบหรือไม่เห็นว่า หากคู่กรณีจะไม่ถือระยะเวลาค้างชำระค่าช่วงที่กำหนดในสัญญาเป็นสาระสำคัญก็ต้องบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงที่จำเลยค้างชำระห้างฯ ก่อนวันที่โจทก์รับโอนสิทธิ และภายหลังที่โจทก์รับโอนสิทธิแล้วจำเลยยังค้างชำระค่าเช่าช่วงในเวลาต่อมาอีก รวมเป็นค่าเช่าช่วงค้างชำระ 16 เดือน การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าช่วงทั้งหมดภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือเอาหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา และสัญญาเช่าเป็นอันระงับ เป็นการอ้างเหตุว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าช่วงเกินกว่าที่สัญญากำหนดไว้ ซึ่งใช้เป็นเหตุบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแต่ไม่ชำระตามที่กำหนด และเมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีก็เกินกว่า 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดการบอกกล่าว ถือว่า การเช่าช่วงรายเดือนมีการบอกกล่าวเกิน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 560 วรรคสอง ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงโดยชอบแล้ว สัญญาเช่าช่วงจึงเลิกกันเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป เมื่อจำเลยยังคงอยู่ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมบริวาร และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของตนออกไปจากที่ดินที่เช่าช่วงด้วยทั้งมีสิทธิเรียกค่าเช่าช่วงค้างชำระทั้งหมดและค่าเสียหายถึงวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนและออกไป สำหรับค่าเสียหายรายเดือนเดือนละ 20,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ที่อาจเรียกเงินกินเปล่าจากผู้เช่าเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องที่โจทก์เรียกร้องมา แต่ศาลอุทธรณ์รวมกำหนดให้เดือนละ 13,000 บาท โดยโจทก์ไม่ฎีกาคัดค้านและจำเลยฎีกาเพียงว่า ไม่ต้องชำระเพราะจำเลยไม่ผิดสัญญานั้น เมื่อฟังได้ว่าจำเลยผิดสัญญาจำเลยจึงต้องชำระค่าเสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระอันจะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำอางค์ สุดประเสริฐ
จำเลย — นางสาวเมกเฮียง แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางบุษยา รอดยินดี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12746/2555
#528495
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31186 ให้ผู้ร้องแล้ว โดยมิได้สนใจที่ดินพิพาทอีกแปลงหนึ่งของผู้คัดค้านซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 31186 อีกเลย คงปล่อยให้ผู้ร้องเข้าครอบครองโดยเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าบ้านที่ปลูกไว้ในที่ดินพิพาทรวมทั้งรื้อถอนบ้านเช่าออกไป แล้วถมดินปรับปรุงพื้นที่และปลูกสร้างอาคารอู่ซ่อมรถให้ผู้อื่นเช่าเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทติดต่อกันเรื่อยมาโดยผู้คัดค้านไม่เคยโต้แย้ง แม้ผู้คัดค้านได้นำเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท แต่ก็เป็นการกระทำหลังจากที่ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยไม่คำนึงว่าผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เพราะการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์มิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นการครอบครองโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47304 ตำบลวังทองหลาง (ลาดพร้าว) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 46 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47304 ตำบลวังทองหลาง (ลาดพร้าว) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 46 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง ให้ผู้ร้องทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 31168 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 62 ตารางวา เดิมเป็นของผู้คัดค้าน ที่ดินด้านทิศตะวันตกจดกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 47304 ตำบลวังทองหลาง (ลาดพร้าว) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 46 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินของผู้คัดค้านอีกแปลงหนึ่ง ที่ดินทั้งสองแปลงผู้คัดค้านได้ปลูกบ้านไม้แบ่งให้เช่ารวม 8 ห้อง ติดต่อกันเป็นรูปตัวแอล ผู้คัดค้านขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31168 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ที่ปลูกบนที่ดินให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง จากนั้นผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินที่ซื้อจากผู้คัดค้านในทันที รวมทั้งครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกันด้วย และภายหลังต่อมาผู้ร้องทั้งสองได้รื้อถอนบ้านไม้แบ่งให้เช่าออกจากที่ดินทั้งสองแปลง ถมดิน ปรับปรุงพื้นที่ แล้วปลูกสร้างอู่ซ่อมรถบนที่ดินทั้งสองแปลงให้ผู้อื่นเช่าประกอบกิจการ ต่อมาผู้คัดค้านไปยื่นคำขอสอบเขตที่ดินพิพาท และนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัด แต่ผู้ร้องที่ 2 ไม่ยอมให้รังวัดสอบเขต อ้างว่าผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ฝ่ายผู้ร้องมีตัวผู้ร้องที่ 2 เบิกความว่า หลังจากซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31168 แล้ว ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทในทันที โดยเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าบ้านทั้ง 8 ห้อง เพราะเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 31168 หลังจากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 เดือน จึงทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านอีกแปลงหนึ่งนอกเหนือจากที่ขายให้ผู้ร้องทั้งสอง แต่ผู้ร้องทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมา โดยประมาณปีที่ 5 ถึงปีที่ 6 ผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าบ้านที่ปลูกให้เช่าทรุดโทรมจนไม่สามารถปรับปรุงได้แล้ว จึงรื้อถอนบ้านออกไปทั้งหมดแล้วถมดินปรับปรุงพื้นที่ และปลูกสร้างอาคารอู่ซ่อมรถให้ผู้อื่นเช่าประกอบกิจการโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อเนื่องกันมารวมแล้วเป็นเวลากว่า 16 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านนอกจากมิได้นำสืบโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องทั้งสองแล้ว นายสมบูรณ์ บุตรชายผู้คัดค้านยังเบิกความว่า เมื่อเดือนเมษายน 2549 พี่ชายพยานได้นำโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 47304 ที่เก็บรักษาไว้ไปให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดา ผู้คัดค้านไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใด จึงให้พยานตรวจสอบหาที่ตั้งของที่ดินพิพาท พยานไปสำนักงานที่ดินยื่นคำขอสอบเขตที่ดินและนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัด แต่ผู้ร้องทั้งสองไม่ยินยอมให้รังวัดที่ดินพิพาท เจือสมพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสองให้เห็นว่า ตั้งแต่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31186 ให้ผู้ร้องทั้งสองแล้ว ผู้คัดค้านมิได้สนใจที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 31186 อีกเลย คงปล่อยให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าครอบครองโดยเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าบ้านที่ปลูกไว้ในที่ดินพิพาท รวมทั้งรื้อถอนบ้านเช่าออกไปแล้วถมดินปรับปรุงพื้นที่และปลูกสร้างอาคารอู่ซ่อมรถให้ผู้อื่นเช่าเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทติดต่อกันเรื่อยมาโดยผู้คัดค้านไม่เคยโต้แย้ง แม้ได้ความว่าผู้คัดค้านได้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปเพื่อรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท แต่ก็เป็นการกระทำหลังจากที่ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 โดยไม่คำนึงว่าผู้ร้องทั้งสองจะครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เพราะการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นการครอบครองโดยสุจริตไว้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองโดยเห็นว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47304 ตำบลวังทองหลาง (ลาดพร้าว) อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 46 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายไพสิฐ ศรีณรงค์ศิริ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางยุพิน แย้มสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนาทิพย์ ปิยะพงศ์พิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12735/2555
#528579
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ว. มารดาของผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 917 และที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดที่ 918 ทางทิศตะวันตกของ ท. โดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2529 ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 22 ปี หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องขอ ว. มารดาของผู้ร้องย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินบางส่วนทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 917 และโฉนดเลขที่ 918 โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้และตกทอดแก่ผู้ร้องและทายาทอื่นที่เป็นบุตรของ ว. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 และแม้ผู้ร้องกับทายาททั้งหมดเพิ่งทราบว่า ว. มารดาของผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองภายหลัง ก็ไม่ทำให้ทรัพยสิทธิที่มารดาของผู้ร้องได้มาและเป็นมรดกตกทอดแก่ผู้ร้องกับทายาทอื่นเสียไป ทั้งการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง ประกอบกับผู้ร้องมีสิทธิที่จะขอจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางมรดกตาม ป.ที่ดิน มาตรา 81 โดยที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าเจ้ามรดกได้มาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ซึ่งต้องดำเนินการขอจดทะเบียนสิทธิตามมาตรา 78 ก่อน ผู้ร้องในฐานะทายาทผู้รับมรดกจาก ว. มารดาของผู้ร้องจึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่เป็นมรดกตกทอดมายังผู้ร้องและทายาทอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอศาลไต่สวนและมีคำสั่งแสดงว่า ที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 917 และ 918 ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางวาสนาโดยการครอบครองปรปักษ์ เพื่อผู้ร้องและทายาทของนางวาสนารับมรดกในที่ดินดังกล่าวต่อไป

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาเพียงว่าสำเนาให้ผู้คัดค้านทั้งสองพร้อมอุทธรณ์ หากจะคัดค้านให้ยื่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับอุทธรณ์ ให้ผู้ร้องนำส่งไม่มีผู้รับให้ปิด ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว และศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของผู้ร้องต่อไป

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขออ้างว่านางวาสนามารดาของผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 917 ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน และที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 918 ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ของนายเทียนฉาย โดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2529 ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 22 ปี ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องขอ นางวาสนามารดาของผู้ร้องย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินบางส่วนทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 917 และโฉนดเลขที่ 918 โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้และตกทอดแก่ผู้ร้องและทายาทอื่นที่เป็นบุตรของนางวาสนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 และแม้ผู้ร้องกับทายาททั้งหมดเพิ่งทราบว่านางวาสนามารดาของผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองภายหลังการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11371 ให้แก่น้องชายและน้องสาวของผู้ร้อง ก็ไม่ทำให้ทรัพยสิทธิที่มารดาของผู้ร้องได้มาและเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท คือผู้ร้องกับทายาทอื่นเสียไป ทั้งการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครองประกอบกับผู้ร้อง มีสิทธิที่จะขอจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางมรดกตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81 โดยอสังหาริมทรัพย์คดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าเจ้ามรดกได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งต้องดำเนินการขอจดทะเบียนสิทธิตามมาตรา 78 ก่อน ผู้ร้องในฐานะทายาทผู้รับมรดกจากนางวาสนามารดาของผู้ร้องจึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่เป็นมรดกตกทอดมายังผู้ร้องและทายาทอื่นได้ และเนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นางวาสนามารดาของผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ แม้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองจะได้นำสืบพยานหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว แต่เพื่อให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาลจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ว่านางวาสนามารดาของผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ก่อน

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 78 ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา ศรีสวัสดิ์
จำเลย — นายปรีชา สุคนธมาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนัฐวุฒิ มหาเจริญสิริ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12725/2555
#540903
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เป็นความรับผิดของตนเองที่เกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ส่วนความรับผิดตามมาตรา 437 วรรคหนึ่ง เป็นความรับผิดของผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลในความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เช่นนี้ ความรับผิดตามมาตรา 420 มิใช่เป็นความรับผิดอันเกิดจากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ส่วนความรับผิดตามมาตรา 437 วรรคหนึ่ง เป็นความรับผิดอันเกิดจากข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยไม่ต้องพิจารณาว่า ผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะนั้นได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ความรับผิดตามมาตราทั้งสองดังกล่าวจึงอาศัยหลักเกณฑ์ต่างกันไป

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มอบหมายให้ ถ. ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับควบคุมรถยนต์ลากจูง และรถกึ่งพ่วงของจำเลยที่ 1 ไปส่งสินค้าที่สนามบินภูเก็ต แล้ว ถ. ขับควบคุมรถด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับ ถ. มิได้พักผ่อนให้เพียงพอ เกิดอาการง่วงหรือหลับใน ทำให้ไม่สามารถควบคุมและห้ามล้อรถได้ เป็นเหตุให้รถพลิกคว่ำลงข้างถนน ทำให้เครื่องรีดแผ่นเหล็กหลังคาและอุปกรณ์เสียหาย แม้คำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่า ถ. เป็นผู้ควบคุมรถลากจูงและรถกึ่งพ่วง แต่ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า ควบคุมด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่เป็นหลักของข้อหาว่า ถ. กระทำละเมิดตามมาตรา 420 ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามมาตรา 420 ประกอบมาตรา 425 หาได้บรรยายฟ้องหรือตั้งประเด็นว่า ถ. เป็นผู้ควบคุมรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงในขณะเกิดเหตุเป็นเหตุให้รถดังกล่าวพลิกคว่ำลงข้างทางทำให้เครื่องรีดแผ่นเหล็กและอุปกรณ์ที่อยู่บนรถนั้นเสียหายจึงต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น อันเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้ ถ. ต้องรับผิดตามมาตรา 437 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในฐานะนายจ้างอีกประการหนึ่งไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ถ. ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงด้วยความประมาทเลินเล่อตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์กลับอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า ถ. เป็นผู้ควบคุมรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล จะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 7,051,077.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,825,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์รับประกันภัยความเสียหายของการขนส่งเครื่องจักรรีดแผ่นเหล็กหลังคาและอุปกรณ์ของบริษัทเมทเทคโน(ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เอาประกันภัย ที่จะขนส่งจากโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไปยังบริษัทปุ้นสุยและบุตร จำกัด ที่สนามบินภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยรถลากจูงและรถกึ่งพ่วง (รถเทรลเลอร์) ในวงเงิน 7,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทเมทเทคโน (ไทยแลนด์) จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายถวิล ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถลากจูงหมายเลขทะเบียน 70 - 1064 สมุทรปราการ และรถกึ่งพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0966 สมุทรปราการ ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเอาประกันภัยค้ำจุนรถลากจูงไว้กับจำเลยที่ 2 และรถกึ่งพ่วงไว้กับจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัย นายถวิลขับรถบรรทุกสินค้าไปตามทางหลวงหมายเลข 401 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 118 ถึง 119 บ้านท่าหัน อำเภอกะปง จังหวัดพังงา บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสกซึ่งเป็นทางขึ้นเขา เมื่อถึงเนินซึ่งมีลักษณะเป็นรูปหลังเต่าก่อนที่จะลาดลงสู่สภาพถนนปกติ นายถวิลบอกให้นายชาญชัย หัวหน้าฝ่ายผลิตหลังคาเหล็กนายจันดีและนายชวน กระโดดลงจากรถและหาไม้มาวางหนุนล้อเพื่อให้รถหยุดเนื่องจากไม่สามารถห้ามล้อได้แต่ไม่มีไม้ รถจึงไหลลงเนินตกลงข้างถนน ซึ่งเป็นเหวลึกประมาณ 20 เมตร นายถวิลถึงแก่ความตายและสินค้าที่บรรทุกมาเสียหาย เหตุมิได้เกิดจากนายถวิลขับรถด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและเกิดอาการง่วงหรือหลับในจนไม่สามารถควบคุมและห้ามล้อรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงได้ตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทเมคเทคโน (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นเงิน 7,000,000 บาท และโจทก์ขายซากเครื่องรีดแผ่นเหล็กหลังคาได้เงิน 175,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นายถวิลลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล เหตุละเมิดเกิดจากรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงของจำเลยที่ 1 มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรกซึ่งไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ประกอบมาตรา 425 และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า รถลากจูงและรถกึ่งพ่วงคันเกิดเหตุพลิกคว่ำลงข้างทางขณะที่นายถวิลลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมรถยนต์คันดังกล่าว กรณีจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ประกอบมาตรา 425 การที่ห้ามล้อไม่สามารถห้ามล้อได้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นการอุทธรณ์และการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เป็นความรับผิดของตนเองที่เกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ส่วนความรับผิดตามมาตรา 437 วรรคหนึ่ง เป็นความรับผิดของผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลในความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เช่นนี้ความรับผิดตามมาตรา 420 มิใช่เป็นความรับผิดอันเกิดจากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ส่วนความรับผิดตามมาตรา 437 วรรคหนึ่ง เป็นความรับผิดอันเกิดจากข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยไม่ต้องพิจารณาว่า ผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะนั้นได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ความรับผิดตามมาตราทั้งสองดังกล่าวจึงอาศัยหลักเกณฑ์ต่างกันไป คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายถวิลลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับควบคุมรถยนต์ลากจูง หมายเลขทะเบียน 70 - 1064 สมุทรปราการ และรถกึ่งพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0966 สมุทรปราการ ของจำเลยที่ 1 ไปส่งสินค้าที่สนามบินภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต แล้วนายถวิลขับควบคุมรถด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับนายถวิลมิได้พักผ่อนให้เพียงพอ เกิดอาการง่วงหรือหลับใน แทนที่จะหยุดพักยังฝืนขับต่อไปอีกทำให้ไม่สามารถควบคุมและห้ามล้อรถได้ เป็นเหตุให้รถพลิกคว่ำลงข้างถนน ทำให้เครื่องรีดแผ่นเหล็กหลังคาและอุปกรณ์เสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้างขนส่งสินค้าและนายจ้างของนายถวิลผู้ทำละเมิดในทางการที่จ้างทั้งเป็นเจ้าของผู้ประกอบการขนส่งรถลากจูงและรถกึ่งพ่วง จึงต้องร่วมรับผิดกับนายถวิลด้วย แม้คำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่านายถวิลเป็นผู้ควบคุมรถลากจูงและรถกึ่งพ่วง แต่ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่าควบคุมด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่เป็นหลักของข้อหาว่า นายถวิลกระทำละเมิดตามมาตรา 420 ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามมาตรา 420 ประกอบมาตรา 425 หาได้บรรยายฟ้องหรือตั้งประเด็นว่า นายถวิลเป็นผู้ควบคุมรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงในขณะเกิดเหตุเป็นเหตุให้รถดังกล่าวพลิกคว่ำลงข้างทางทำให้เครื่องรีดแผ่นเหล็กและอุปกรณ์ที่บรรทุกอยู่บนรถนั้นเสียหาย จึงต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้นอันเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้นายถวิลต้องรับผิดตามมาตรา 437 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในฐานะนายจ้างอีกประการหนึ่งไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายถวิลลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงด้วยความประมาทเลินเล่อขับด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอเกิดอาการง่วงหรือหลับในแทนที่จะหยุดพักยังฝืนขับต่อไปอีก ทำให้ไม่สามารถควบคุมและห้ามล้อรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงได้ เป็นเหตุให้รถพลิกคว่ำลงข้างถนนตามที่โจทก์ฟ้องไม่ โจทก์กลับอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นนั้นว่า นายถวิลเป็นผู้ควบคุมรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล จะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 จึงอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในฟ้องให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในประเด็นนี้ด้วย อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อได้ความดังกล่าวฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นประโยชน์อันควรแก่การวินิจฉัยอีกต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 427 วรรคหนึ่ง ม. 437 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด(มหาชน)
จำเลย — บริษัท เค.เฮง ทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12710/2555
#521465
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 กำหนดโดยมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และเป็นระเบียบที่จำเลยในฐานะนายจ้างประกาศใช้บังคับเอง มิได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่ปี 2545 จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย หากจำเลยประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกระเบียบในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จำเลยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13

เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้มีระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ให้ยกเลิกความในข้อ 7 ของระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 แล้วใช้ข้อความใหม่แทน เป็นเหตุให้ขั้นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ตำแหน่งผู้จัดการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนรวม 40 ขั้น ขั้นต่ำสุด 8,360 บาท และขั้นสูงสุด 54,454 บาท เป็นอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนรวม 38 ขั้น ขั้นต่ำสุด 8,620 บาท และขั้นสูงสุด 51,270 บาท จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำให้ขั้นเงินเดือนลดลงจากเดิมที่เคยมี 40 ขั้น เหลือเพียง 38 ขั้น แม้ว่าในแต่ละขั้นเงินเดือนตั้งแต่ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 38 ขั้นเงินเดือนที่กำหนดขึ้นใหม่จะมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนต่อขั้นที่สูงขึ้นอันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง แต่เมื่อลดขั้นเงินเดือนเหลือเพียง 38 ขั้น เป็นเหตุให้ขั้นเงินเดือนที่ 38.5 ถึงขั้นเงินเดือนที่ 40 ซึ่งมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนที่สูงกว่าขั้นเงินเดือนสุดท้ายขั้นที่ 38 ตามระเบียบที่แก้ไขใหม่ไม่มีอยู่อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงเฉพาะในส่วนดังกล่าวไม่เป็นคุณต่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการ เมื่อโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมและจำเลยไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 13 ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 และบัญชีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด พ.ศ.2547 ที่กำหนดขั้นเงินเดือนเพียง 38 ขั้น จึงไม่ถูกต้อง จำเลยต้องกำหนดขั้นเงินเดือนและอัตราค่าจ้าง/เงินเดือน สำหรับตำแหน่งผู้จัดการนับแต่ขั้นที่ 38.5 ขึ้นไปเพิ่มเติมให้ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลกระทบต่อโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการและต้องรับเงินเดือนตามอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนที่จำเลยกำหนดขึ้น แม้จะเป็นขั้นเงินเดือนที่โจทก์ยังไม่ได้รับจริง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษายกเลิกระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ข้อ 7 (2.5) และปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2549 ตามระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 ขั้นที่ 40 เป็นเงินเดือน 54,454 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไปแก่โจทก์ ให้จำเลยปรับอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดตามระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 ขึ้นอีกร้อยละสาม เป็นเงิน 56,087 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใช้ข้อบังคับซึ่งจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2544 แทนข้อบังคับฉบับเดิม ดำเนินกิจการโดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ตามข้อบังคับ ข้อ 61 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 32 ประจำปี 2548 มี 15 คน โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งผู้จัดการตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2527 ได้ทำหนังสือสัญญาจ้าง ได้ค่าจ้างเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,900 บาท ระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 จำเลยได้กำหนดบัญชีค่าจ้าง/เงินเดือนไว้ จากบัญชีดังกล่าวตำแหน่งผู้จัดการจะมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือน รวม 40 ขั้น ขั้นต่ำสุด 8,360 บาท และขั้นสูงสุด 54,454 บาท ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้วางแนวทางเกี่ยวกับการบริหารค่าตอบแทนสำหรับเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์สมาชิก โดยมีตารางเปรียบเทียบบัญชีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 3 บัญชี คือบัญชี 7 (1) กับบัญชี 8 (1) บัญชี 7 (2) กับบัญชี 8 (2) และบัญชี 7 (3) กับบัญชี 8 (3) เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นสมาชิกปรับปรุงบัญชีค่าจ้าง/เงินเดือนให้เหมาะสม จำเลยเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งเป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการเพื่อปรับปรุงบัญชีค่าจ้าง/เงินเดือนขึ้น ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยครั้งที่ 6/2547 มีมติให้ใช้บัญชี 8 (2) แทนบัญชีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนเดิม จึงได้ออกระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 กำหนดบัญชีค่าจ้าง/เงินเดือนของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2547 ขึ้น โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไปบัญชีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือน ได้ผ่านความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ออมทรัพย์แล้ว แต่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์มีข้อสังเกตว่า บัญชีค่าจ้าง/เงินเดือน พ.ศ.2547 ตำแหน่งผู้จัดการ ขั้นสูงสุดต่ำกว่าบัญชีค่าจ้าง/เงินเดือน พ.ศ.2544 เดิม จากบัญชีใหม่ตำแหน่งผู้จัดการจะมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนรวม 38 ขั้น ขั้นต่ำสุด 8,620 บาท และขั้นสูงสุด 51,270 บาท ขณะที่ปรับใช้บัญชีใหม่โจทก์ได้รับค่าจ้างเงินเดือนตามบัญชีเดิมในอัตรา 47,570 บาท เมื่อปรับเป็นบัญชีใหม่โจทก์จะได้ค่าจ้าง/เงินเดือน 49,000 บาท เป็นผลให้รับเงินเพิ่มขึ้น 1,430 บาทต่อเดือน เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างก็ได้รับค่าจ้าง/เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกคน โจทก์ไม่พอใจเพราะอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนสำหรับผู้จัดการตามบัญชีใหม่ขั้นสูงสุดจำนวนเงินน้อยกว่าบัญชีเดิม จึงมีหนังสือขอความเป็นธรรมต่อประธานกรรมการจำเลยและอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้อำนวยการกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 มีความเห็นว่า บัญชีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือน พ.ศ.2547 ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 นับแต่ พ.ศ.2545 สมาชิกของจำเลยมีจำนวนลดน้อยลง และผลประกอบการของจำเลยลดน้อยลงตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา

โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 ข้อ 7 (2.5) ที่กำหนดอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนผู้จัดการขั้นสูงสุด 54,454 บาท เป็น 51,270 บาท ตามระเบียบว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 เป็นการแก้ไขที่ไม่เป็นคุณและลดสิทธิประโยชน์ของโจทก์ และยังทำให้โจทก์ไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี 2549 เนื่องจากขั้นเงินเดือนเต็ม การแก้ไขระเบียบจำเลยไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 เห็นว่า ตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 เป็นระเบียบที่กำหนดโดยมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เพื่อใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ของจำเลย และเป็นระเบียบที่จำเลยในฐานะนายจ้างประกาศใช้บังคับเอง มิได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่ปี 2545 จึงถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย หากจำเลยประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกระเบียบในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จำเลยจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมิฉะนั้นจำเลยจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 จนมีการเจรจาตกลงกัน หรือหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ต่อไป เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้มีระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ให้ยกเลิกความในข้อ 7 ของระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 แล้วใช้ข้อความใหม่แทนเป็นเหตุให้ขั้นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ตำแหน่งผู้จัดการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนรวม 40 ขั้น ขั้นต่ำสุด 8,360 บาท และขั้นสูงสุด 54,454 บาท เป็นอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนรวม 38 ขั้น ขั้นต่ำสุด 8,620 บาท และขั้นสูงสุด 51,270 บาท จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำให้ขั้นเงินเดือนลดลงจากเดิมที่เคยมี 40 ขั้น เหลือเพียง 38 ขั้น แม้ว่าในแต่ละขั้นเงินเดือนตั้งแต่ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 38 เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วขั้นเงินเดือนที่กำหนดขึ้นใหม่จะมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนต่อขั้นที่สูงขึ้นในส่วนนี้เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างจึงชอบแล้ว แต่เมื่อลดขั้นเงินเดือนเหลือเพียง 38 ขั้น เป็นเหตุให้ขั้นเงินเดือนที่ 38.5 ถึงขั้นเงินเดือนที่ 40 ซึ่งมีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนที่สูงกว่าขั้นเงินเดือนสุดท้ายขั้นที่ 38 ตามระเบียบที่แก้ไขใหม่ไม่มีอยู่อีกต่อไป จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในส่วนที่ไม่เป็นคุณต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมและจำเลยไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการแรงงานสัมพันธ์ก่อนเช่นนี้ ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 และบัญชีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด พ.ศ.2547 ที่กำหนดขั้นเงินเดือนเพียง 38 ขั้น จึงไม่ถูกต้อง จำเลยจึงต้องกำหนดขั้นเงินเดือนและอัตราค่าจ้าง/เงินเดือน สำหรับตำแหน่งผู้จัดการนับแต่ขั้นที่ 38.5 ขึ้นไปเพิ่มเติมให้ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 ต่อไป การเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลกระทบต่อโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการและต้องรับเงินเดือนตามอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนที่จำเลยกำหนดขึ้น แม้จะเป็นขั้นเงินเดือนที่โจทก์ยังไม่ได้รับจริง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยกำหนดขั้นเงินเดือนและอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 และบัญชีอัตราค่าจ้าง/เงินเดือนของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด พ.ศ.2547 ตั้งแต่ขั้นที่ 38.5 ขึ้นไปให้ไม่น้อยกว่าที่เคยกำหนดไว้ในระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ รพช. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ พ.ศ.2544 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 20
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัทรธิรา แก้วดี
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ รพช.จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา