คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13938/2555
#525470
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยเป็นพนักงานอัยการเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ การที่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้นิติกรสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งมิใช่เสมียนทนายยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 121

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์ทั้งสองดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจึงไม่กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยชำระเงิน 1,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน เด็กหญิงกาญจนาหรือเดือน ผู้ตายเป็นบุตรคนแรก จ่าสิบตำรวจธานี เป็นเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ในสังกัดของจำเลย ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จ่าสิบตำรวจธานีขับรถดับเพลิงบรรจุน้ำ 10,000 ลิตร แล่นไปตามถนนสุนทรโกษา จากแยกคลองเตยมุ่งหน้าชุมชนคลองเตย อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อถึงห้าแยก ณ ระนอง ได้สัญญาณไฟแดง จึงหยุดรอในช่องเดินรถที่ 2 จากซ้าย ขณะนั้นเด็กหญิงอัญชนาหรือจิ๊บ ขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายแล่นไปหยุดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 จากซ้าย เมื่อได้สัญญาณไฟเขียวจ่าสิบตำรวจธานีและเด็กหญิงอัญชนาต่างขับรถข้ามแยกเลี้ยวเยื้องไปทางซ้ายเพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนอาจณรงค์ แต่เมื่อถึงกลางแยกรถทั้งสองเกิดเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 3 ฟ้องเด็กหญิงอัญชนาต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โดยกล่าวหาว่า ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นคำขอต่อจำเลยให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่า จ่าสิบตำรวจธานีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยพิจารณาคำขอแล้วมีความเห็นว่า เด็กหญิงอัญชนาประมาทแต่ฝ่ายเดียว จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง

มีปัญหาที่วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า วันเกิดเหตุคือ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2545 ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เป็นระยะเวลาเกิน 1 ปีแล้ว คดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะทราบว่ารถดับเพลิงเป็นของจำเลยและจ่าสิบตำรวจธานีเป็นผู้ขับรถก็ตาม แต่ในช่วงนั้นเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่า เด็กหญิงอัญชนาผู้ขับรถจักรยานยนต์เป็นฝ่ายผิด โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเด็กหญิงอัญชนาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจนกระทั่งศาลพิพากษายกฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 มิใช่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2545 ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องในข้อใดอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์ทั้งสองแก้ฎีกาว่า ทนายจำเลยมอบฉันทะให้นิติกรสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งมิใช่เสมียนทนายยื่นคำร้องขอขยายเวลาฎีกาและยื่นฎีกาโดยมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ในใบมอบฉันทะ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายฎีกาและรับฎีกาจำเลยไว้จึงมิชอบ เห็นว่า ทนายจำเลยเป็นพนักงานอัยการเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ การที่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้นิติกรสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งมิใช่เสมียนทนายยื่นคำร้องขอขยายเวลาฎีกาและยื่นฎีกาจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 121 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายฎีกาและรับฎีกาของจำเลยไว้จึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,010,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย ทองอ้วน กับพวก
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวชนาธิป เศรษฐสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
พินิจ สายสอาด
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13936/2555
#532875
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1084 แสดงให้เห็นว่า เงินปันผลของห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องเป็นส่วนแบ่งจากกำไรที่ห้างหุ้นส่วนจ่ายตอบแทนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนตามส่วนแห่งการลงหุ้น ดังนี้ กำไรยังไม่ได้แบ่งหรือเหลือจากการแบ่งย่อมไม่อาจถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรอันจะได้รับเครดิตภาษีตาม มาตรา 47 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร เนื่องจาก ป.รัษฎากร มิได้บัญญัติให้เครดิตภาษีแก่กำไรทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน แต่ให้เครดิตภาษีแก่เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนเพื่อเป็นการบรรเทาภาษีแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนมิให้ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนกับหุ้นส่วน และสนับสนุนการลงทุนของผู้เป็นหุ้นส่วน เงินที่โจทก์ได้รับเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกหุ้นส่วนจำนวน 66,188.86 บาท มิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1084 กำหนดไว้ แต่เป็นการเฉลี่ยแจกกำไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1062 ซึ่งจะเห็นได้ว่า การชำระบัญชีเมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันนี้ กฎหมายมิได้กำหนดให้จ่ายกำไรสะสมแยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากออกจากทรัพย์อื่นของห้างหุ้นส่วนได้ แต่ต้องนำมารวมกันเพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไป โดยกำไรที่จะแจกกันในระหว่างการชำระบัญชีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการชำระหนี้ ชดใช้เงิน และคืนทุนทรัพย์ตามลำดับไปแล้วยังมีทรัพย์เหลือ ดังนั้น กำไรที่แจกระหว่างการชำระบัญชีจึงมิใช่ผลกำไรที่ห้างหุ้นส่วนทำมาค้าได้อันจะนำมาแบ่งเป็นเงินปันผลได้อีกต่อไป ส่วนเงินที่โจทก์ได้รับมีส่วนที่เป็นกำไรจากการปรับปรุงบัญชีรวมอยู่ด้วย 9,470.49 บาท เมื่อเงินที่โจทก์ได้รับเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกหุ้นส่วนจำกัด เป็นกำไรที่เกิดขึ้นระหว่างการชำระบัญชี จึงไม่ใช่เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ข) แห่ง ป.รัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับจากการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกัน เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์ลงทุนซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฉ) แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า เงินส่วนแบ่งกำไรจำนวน 66,188.86 บาท ที่โจทก์ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ให้จำเลยคืนเงินภาษีที่ยังไม่จ่ายคืนจำนวน 12,436.86 บาท (ที่ถูก 12,436.44 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 12,436.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (23 มกราคม 2552) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ขอคืน นอกจากนี้ให้ยก ให้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญภาทรานสปอร์ต จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 มีหุ้นส่วนจำนวน 3 คน คือ นางสาวยุพา ลงหุ้น 300,000 บาท โจทก์และนายขจรศิลป์ ลงหุ้นคนละ 100,000 บาท รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ห้างหุ้นส่วนมีกำไร 272,623.73 บาท คิดเป็นเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่นำส่งจำเลยแล้วจำนวน 42,371.79 บาท คงมีกำไรที่ยังไม่ได้แบ่ง 230,251.24 บาท ต่อมารอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ห้างหุ้นส่วนมีกำไร 147,087.73 บาท คิดเป็นเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่นำส่งจำเลยแล้วจำนวน 24,232.76 บาท คงมีกำไรที่ยังไม่ได้แบ่ง 122,854.97 บาท รวมเป็นเงินกำไรสะสมยังไม่ได้แบ่งปี 2547 และปี 2548 เป็นจำนวน 353,106.91 บาท วันที่ 31 ตุลาคม 2549 ที่ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนมีมติให้เลิกห้างหุ้นส่วน โดยห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 31,633.09 บาท แต่เมื่อปรับปรุงบัญชีแล้วปรากฏว่ามีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นอีก 9,470.49 บาท เมื่อรวมกับกำไรสะสมเดิมรวมเป็นจำนวน 330,944.31 บาท ห้างหุ้นส่วนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ที่ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนมีมติให้แบ่งคืนเงินลงทุนกับแบ่งกำไรแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนตามสัดส่วนของเงินลงทุน ซึ่งโจทก์ได้รับส่วนแบ่งกำไรเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 เป็นเงิน 66,188.86 บาท วันที่ 25 มกราคม 2550 ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญภาทรานสปอร์ตยื่นคำขอจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญภาทรานสปอร์ต ยื่นแบบรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.2) สำหรับรายการเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรรวม 330,994.44 บาท เฉพาะส่วนของโจทก์เป็นเงิน 6,618.89 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2550 แสดงเงินปันผลจำนวน 66,188.86 บาท โดยใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าว เมื่อคำนวณรวมกับรายการเงินได้พึงประเมินอื่นแล้วขอคืนเงินภาษี 20,161.41 บาท ต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่ปทุมธานี 2 มีหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) ฉบับแรก เป็นเงิน 1,106.08 บาท ฉบับที่สอง เป็นเงิน 6,618.89 บาท ซึ่งเป็นจำนวนน้อยกว่าที่โจทก์ขอคืนอีก 12,436.44 บาท โดยอ้างว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ฉ) ซึ่งไม่มีเครดิตเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไร โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาสำนักงานสรรพากรภาค 4 มีหนังสือที่ กค.0708. ก3/8242 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า เงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากการเลิกห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน มิใช่เป็นเงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร หรือประโยชน์อื่นใดตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีเครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรจากเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากห้าง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า เงินได้ที่โจทก์ได้รับจำนวน 66,188.86 บาท เป็นเงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร หรือประโยชน์อื่นใดตามมาตรา 40 (4) (ข) หรือเป็นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันตามมาตรา 40 (4) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า เงินปันผลหรือส่วนแบ่งของกำไรไว้โดยเฉพาะ การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญภาทรานสปอร์ตเป็นเงินปันผลหรือส่วนแบ่งของกำไรหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งตามมาตรา 1084 บัญญัติว่า ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด นอกจากผลกำไรซึ่งห้างหุ้นส่วนทำมาค้าได้ ถ้าทุนของห้างหุ้นส่วนลดน้อยลงไปเพราะค้าขายขาดทุน ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จนกว่าทุนซึ่งขาดไปนั้นจะได้คืนมาเต็มจำนวนเดิม จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เงินปันผลของห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องเป็นส่วนแบ่งจากกำไรที่ห้างหุ้นส่วนจ่ายตอบแทนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนตามส่วนแห่งการลงหุ้น ดังนี้ กำไรที่ยังไม่ได้แบ่งหรือเหลือจากการแบ่งย่อมไม่อาจถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรอันจะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติให้เครดิตภาษีแก่กำไรทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน แต่ให้เครดิตภาษีแก่เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนมิให้ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนกับห้างหุ้นส่วน และสนับสนุนการลงทุนของผู้เป็นหุ้นส่วน ส่วนที่โจทก์ได้รับเงินเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำนวน 66,188.86 บาท นั้น เงินที่โจทก์ได้รับดังกล่าวมิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1084 กำหนดไว้ แต่เป็นการเฉลี่ยแจกกำไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1062 ซึ่งบัญญัติว่า การชำระบัญชี ให้ทำโดยลำดับดังนี้ (1) ให้ชำระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำระแก่บุคคลภายนอก (2) ให้ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง (3) ให้คืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งจะเห็นได้ว่า การชำระบัญชีเมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันนี้ กฎหมายมิได้กำหนดให้จ่ายกำไรสะสมแยกเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากออกจากทรัพย์อื่นของห้างหุ้นส่วนได้ แต่จะต้องนำมารวมกันเพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไป โดยกำไรที่จะแจกกันในระหว่างการชำระบัญชีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการชำระหนี้ ชดใช้เงิน และคืนทุนทรัพย์ตามลำดับไปแล้วยังมีทรัพย์เหลือ ดังนั้น กำไรที่แจกในระหว่างการชำระบัญชีจึงมิใช่เป็นผลกำไรที่ห้างหุ้นส่วนทำมาค้าได้อันจะนำมาแบ่งเป็นเงินปันผลได้อีกต่อไป นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ก็ปรากฏว่าเงินที่โจทก์ได้รับมีส่วนที่เป็นกำไรจากการปรับปรุงบัญชีรวมอยู่ด้วยจำนวน 9,470.49 บาท เมื่อเงินที่โจทก์ได้รับเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญภาทรานสปอร์ตดังกล่าวเป็นกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชี จึงมิใช่เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับจากการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกัน เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์ลงทุน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1084 ม. 1062
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 47 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุสรณ์ ศรีสุวรรณ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประกาศ บูรพางกูร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13935/2555
#532967
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า เงินปันผลหรือส่วนแบ่งของกำไรไว้โดยเฉพาะการพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. เป็นเงินปันผลหรือส่วนแบ่งของกำไรหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 1084 ที่แสดงให้เห็นว่า เงินปันผลของห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องเป็นส่วนแบ่งกำไรที่ห้างหุ้นส่วนจ่ายตอบแทนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนตามส่วนแห่งการลงทุนขณะที่ยังประกอบกิจการปกติยังมิได้เลิกห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. ไม่แบ่งกำไรดังกล่าวจนกระทั่งจดทะเบียนเลิกห้าง ดังนี้ กำไรที่ยังไม่ได้แบ่งหรือเหลือจากการแบ่งย่อมไม่อาจถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร อันจะได้รับเครดิตภาษี เงินที่โจทก์ได้รับเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน มิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1084 กำหนดไว้ แต่เป็นการเฉลี่ยแจกกำไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1062 ดังนั้น กำไรที่แจกระหว่างการชำระบัญชีจึงมิใช่ผลกำไรที่ห้างหุ้นส่วนทำมาค้าได้ อันจะนำมาแบ่งเป็นเงินปันผลได้อีกต่อไป เงินที่โจทก์ได้รับเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. เป็นกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชี จึงมิใช่เงินปันผลซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ข) ป.รัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับจากการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกัน เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์ลงทุน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ฉ) แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตาม มาตรา 47 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า เงินส่วนแบ่งกำไรจำนวน 198,566.59 บาท ที่โจทก์ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ให้จำเลยคืนเงินภาษีที่ยังไม่จ่ายคืนจำนวน 31,537.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งตามหนังสือแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ค. 21 เลขที่ 21-00000718-25510903-01-000303 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ กค.0708.ก3/8245 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 โดยให้จำเลยคืนภาษีแก่โจทก์อีกจำนวน 31,537.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินกว่าจำนวนภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า เงินปันผลหรือส่วนแบ่งของกำไร ไว้โดยเฉพาะ การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญภาทรานสปอร์ตเป็นเงินปันผลหรือส่วนแบ่งของกำไรหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งตามมาตรา 1084 บัญญัติว่า ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด นอกจากผลกำไรซึ่งห้างหุ้นส่วนทำมาค้าได้ ถ้าทุนของห้างหุ้นส่วนลดน้อยลงไปเพราะค้าขายขาดทุน ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จนกว่าทุนซึ่งขาดไปนั้นจะได้คืนมาเต็มจำนวนเดิม จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เงินปันผลของห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องเป็นส่วนแบ่งจากกำไรที่ห้างหุ้นส่วนจ่ายตอบแทนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนตามส่วนแห่งการลงหุ้นขณะที่ยังคงประกอบกิจการปกติยังมิได้เลิกห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญภาทรานสปอร์ตไม่แบ่งกำไรดังกล่าว จนกระทั่งจดทะเบียนเลิกห้าง ดังนี้ กำไรที่ยังไม่ได้แบ่งหรือเหลือจากการแบ่งย่อมไม่อาจถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรอันจะได้รับเครดิตภาษี เนื่องจากประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติให้เครดิตภาษีแก่กำไรทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน แต่ให้เครดิตภาษีแก่เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนมิให้ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนกับห้างหุ้นส่วน และสนับสนุนการลงทุนของผู้เป็นหุ้นส่วน ส่วนที่โจทก์ได้รับเงินเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำนวน 198,566.59 บาท นั้น เงินที่โจทก์ได้รับดังกล่าวมิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1084 กำหนดไว้ แต่เป็นการเฉลี่ยแจกกำไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นการจ่ายคืนตามมาตรา 1062 ซึ่งบัญญัติว่า การชำระบัญชี ให้ทำโดยลำดับดังนี้ (1) ให้ชำระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำระแก่บุคคลภายนอก (2) ให้ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง (3) ให้คืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งเห็นได้ว่า การชำระบัญชีเมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันนี้ กฎหมายมิได้กำหนดให้จ่ายกำไรสะสมแยกเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากออกจากทรัพย์อื่นของห้างหุ้นส่วนได้ แต่จะต้องนำมารวมกันเพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไป โดยกำไรที่จะแจกกันในระหว่างการชำระบัญชีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการชำระหนี้ ชดใช้เงิน และคืนทุนทรัพย์ตามลำดับไปแล้วยังมีทรัพย์เหลือ ดังนั้น กำไรที่แจกในระหว่างการชำระบัญชีจึงมิใช่เป็นผลกำไรที่ห้างหุ้นส่วนทำมาค้าได้อันจะนำมาแบ่งเป็นเงินปันผลได้อีกต่อไป นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ก็ปรากฏว่าเงินที่โจทก์ได้รับมีส่วนที่เป็นกำไรจากการปรับปรุงบัญชีรวมอยู่ด้วยจำนวน 9,470.49 บาท เมื่อเงินที่โจทก์ได้รับเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญภาทรานสปอร์ตดังกล่าวเป็นกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชี จึงมิใช่เงินปันผลซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับจากการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกัน เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์ลงทุน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 47 ทวิ
ป.พ.พ. ม. 1062 ม. 1084
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุภา ศรีสุวรรณ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13933/2555
#532968
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการกิจการใดบ้างนั้น ต้องพิจารณาตามสภาพของการประกอบกิจการแต่ละประเภท สำหรับค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เป็นเงินที่โจทก์ได้รับตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่าในการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีสหกรณ์ ให้จัดสรรเป็นค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยไม่เกินร้อยละห้าของกำไรสุทธิ จึงเห็นได้ว่าเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยมิใช่เป็นการชำระค่าบริการในฐานะเป็นคู่สัญญากับโจทก์ เงินดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่สหกรณ์มีหน้าที่ต้องจัดสรรให้แก่โจทก์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งโจทก์ไม่อาจนำเงินดังกล่าวไปใช้เพื่อการอย่างอื่นได้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 108 กำหนดให้ต้องกระทำการอันมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรหรือรายได้ส่วนที่โจทก์มีหน้าที่ตามมาตรา 110 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ได้แก่ ส่งเสริมและเผยแพร่กิจการสหกรณ์ และอื่น ๆ ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่ต้องกระทำเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงมิใช่เป็นการงานที่โจทก์กระทำให้เป็นการตอบแทนสำหรับการรับเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยโดยตรง การที่สหกรณ์ผู้จ่ายเงินและโจทก์ผู้รับเงินแต่ละฝ่ายต่างมีหน้าที่ต่อกันโดยผลของกฎหมายเช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำสัญญาให้บริการอันเป็นการหาประโยชน์อันมีมูลค่าของโจทก์ การกระทำของโจทก์ไม่อยู่ในความหมายของคำว่าบริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่ง ป.รัษฎากร เงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจึงไม่เป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระไป 4,593,424.15 บาท เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในพันธบัตรรัฐบาลและดอกเบี้ยพันธบัตรตามฟ้องอันมีต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่โจทก์ขอคืนและเงินที่ถูกอายัด นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะคืนเงินให้โจทก์และเพิกถอนการอายัด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 109 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร ให้มีความเจริญก้าวหน้าอันมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกันตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 108 ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาจำเลยเชิญโจทก์ไปพบเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแจ้งว่าโจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย โจทก์ชี้แจงว่า เงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยมิใช่เงินที่โจทก์เรียกเก็บอันเนื่องจากการประกอบกิจการ แต่เป็นรายได้ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่สหกรณ์ ซึ่งประกอบการมีกำไรสุทธิประจำปีต้องส่งให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อสหกรณ์จ่ายค่าบำรุงสันติบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยแล้วย่อมก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์เป็นกรณีพิเศษแตกต่างจากสหกรณ์ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ทั้งนี้ตามมาตรา 110 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 เช่น สหกรณ์จะได้รับการส่งเสริมและเผยแพร่กิจการสหกรณ์ ตลอดจนทำการวิจัยและรวบรวมสถิติเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์ สหกรณ์จะได้รับการส่งเสริมธุรกิจการค้า อุตสาหกรรมหรือบริการของสหกรณ์และมีสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเป็นตัวแทนของสหกรณ์ เพื่อรักษาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้จากการสนับสนุนของรัฐ องค์การระหว่างประเทศหรือภาคเอกชนอื่น เป็นต้น ซึ่งถือว่าสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นบริการของสันนิบาตสหกรณ์ เพื่อประโยชน์สำหรับกิจการของสหกรณ์โดยตรง ดังนั้น ค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จึงเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการประกอบกิจการของโจทก์ ซึ่งถือเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่มีบทบัญญัติใดตามกฎหมายที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แต่ประการใด ตามบันทึกข้อความที่ กค. 0709.31/13845 โจทก์มีหนังสือขอหารือจำเลยว่า สหกรณ์ทุกสหกรณ์เป็นสมาชิกของโจทก์โดยผลของมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ทันทีที่นายทะเบียนสหกรณ์รับจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ สหกรณ์จ่ายค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ซึ่งจะมิได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างจากสหกรณ์ที่มิได้จ่ายค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำเลยตอบข้อหารือโจทก์ว่า การปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 110 ถือเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจากบางสหกรณ์ โจทก์ตั้งหนี้ค้างจ่ายค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เป็นภาษี 3,780,484.93 บาท เงินเพิ่ม 791,170.76 บาท และเบี้ยปรับ 717,255.15 บาท รวม 5,288,910.84 บาท และได้ผ่อนชำระภาษีจำนวน 1,684,629.33 บาท โดยจำเลยงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ โจทก์คงค้างชำระหนี้ภาษี 2,095,855.60 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและเงินเพิ่ม ครั้งที่หนึ่ง ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกันยายน 2545 จนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2547 จำนวน 1,684,629.33 บาท ครั้งที่สอง ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมกราคม 2548 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2549 จำนวน 2,908,794.82 บาท รวม 4,593,424.15 บาท แต่จำเลยไม่คืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์และมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในพันธบัตรรัฐบาลและดอกเบี้ยของพันธบัตร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า เงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า แม้โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 109 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร ให้มีความเจริญก้าวหน้าอันมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกันตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 108 แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่อำนาจหน้าที่ของโจทก์เกิดขึ้นโดยกฎหมายถือไม่ได้ว่ามิใช่เป็นการกระทำอันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าตามมาตรา 77/1 (10) ทั้งไม่มีกฎหมายยกเว้นมิให้นำเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยมารวมเป็นฐานภาษีแต่อย่างใด นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า บริการ หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าด้วยประการใด ๆ และตามมาตรา 77/1 (5) บัญญัติความหมายของคำว่าผู้ประกอบการ หมายความว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 109 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร ให้มีความเจริญก้าวหน้าอันมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 108 แม้โจทก์จะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการกิจการใดบ้างนั้น ต้องพิจารณาตามสภาพของการประกอบกิจการแต่ละประเภท สำหรับค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยที่พิพาทนั้น เป็นเงินที่โจทก์ได้รับตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า ในการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีสหกรณ์ ให้จัดสรรเป็นค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยไม่เกินร้อยละห้าของกำไรสุทธิ แต่ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด จึงเห็นได้ว่าเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยมิใช่เป็นการชำระค่าบริการในฐานะเป็นคู่สัญญากับโจทก์ เงินดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่สหกรณ์มีหน้าที่ต้องจัดสรรให้แก่โจทก์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งโจทก์ไม่อาจนำเงินดังกล่าวไปใช้เพื่อการอย่างอื่นได้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 108 กำหนดให้ต้องกระทำการอันมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรหรือรายได้ ที่โจทก์มีหน้าที่ตามมาตรา 110 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ได้แก่ ส่งเสริมและเผยแพร่กิจการสหกรณ์ ตลอดจนทำการวิจัยและรวบรวมสถิติเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์ แนะนำช่วยเหลือทางวิชาการ อำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงานระหว่างสหกรณ์กับส่วนราชการหรือบุคคลอื่น ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างสหกรณ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศหรือสันนิบาตสหกรณ์ต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกัน ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่ต้องกระทำเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงมิใช่เป็นการงานที่โจทก์กระทำให้เป็นการตอบแทนสำหรับการได้รับเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยโดยตรง การที่สหกรณ์ผู้จ่ายเงินและโจทก์ผู้รับเงินแต่ละฝ่ายต่างมีหน้าที่ต่อกันโดยผลของกฎหมายเช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำสัญญาให้บริการอันเป็นการหาประโยชน์อันมีมูลค่าของโจทก์ การกระทำของโจทก์ไม่อยู่ในความหมายของคำว่าบริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร เงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจึงไม่เป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาข้อนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13930/2555
#538012
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดเวลาให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) เป็นการกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี แม้ไม่เป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ แต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ใน ป.รัษฎากร ศาลย่อมมีอำนาจขยายได้โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17

บันทึกคำให้การที่โจทก์ขอคัดถ่ายสำเนาปรากฏรายละเอียดและเหตุผลในการตรวจสอบ รวมทั้งข้อมูลที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ในการประเมิน ดังนี้ ย่อมฟังได้ว่าเหตุผลแห่งการประเมินเป็นที่รู้กันอยู่แล้วแก่โจทก์ จึงไม่จำต้องระบุในหนังสือแจ้งการประเมินถึงรายละเอียดและเหตุผลอีก ต้องด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 วรรคสาม (2) แล้ว

โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์รับซื้อทองคำเก่าโดยใช้ราคาตลาดโลก แต่โจทก์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของราคาตลาดโลกตามที่โจทก์อ้างซึ่งมีหลายราคา ทั้งโจทก์ไม่สามารถนำสืบอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการรับซื้อ ตลอดจนไม่สามารถชี้แจงถึงค่าความเสี่ยงที่โจทก์อ้างคืออะไร และเป็นจำนวนเท่าใด การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ใช้ราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำในการคำนวณต้นทุนจึงมีเหตุผลและเป็นธรรม

แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 27 ทวิ ให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับออกมาใช้ แต่ก็เป็นเพียงระเบียบที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบเช่นว่านั้น ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการลดหรืองดเบี้ยปรับนั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดได้เองในกรณีมีเหตุสมควรอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ก.04/01004371/2/000009 และเลขที่ ก.04/01004371/2/000010 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/6/2549 และเลขที่ ภญ.(อธ.2)/7/2549 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 และขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร เพียงกึ่งหนึ่งของเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ก.04/01004371/2/000009 และเลขที่ ก.04/01004371/2/000010 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 (ที่ถูก และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/6/2549 และเลขที่ ภญ.(อธ.2)/7/2549 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นจำนวน 50,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาฟ้องคดีให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า กำหนดเวลาให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดย่อมจะไม่มีอำนาจในการฟ้องคดี แม้ไม่เป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 แต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาให้โจทก์ได้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง และศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ถึงวันที่ 22 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งที่ 2 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้จนถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2549 และโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2549 แม้เกินกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะสิ้นสุดลง และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลฉบับพิพาทชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และวรรคสาม บัญญัติว่า บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้... (2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ข้อเท็จจริงปรากฏว่า หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทมีข้อความรายละเอียดโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการโดยระบุจำนวนเงินได้ ผลการตรวจสอบพบว่าโจทก์บันทึกรายได้จากการขายและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่ำไป โดยระบุจำนวนเงินไว้ และมีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุจำนวนเงิน รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (15) โดยระบุจำนวนเงิน รายการบันทึกค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาสูงไป โดยระบุจำนวนเงิน หักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน โดยระบุจำนวนเงิน และมีข้อความว่าได้ปรับปรุงกำไรสุทธิของโจทก์ใหม่ โดยระบุเป็นกำไรสุทธิจำนวนที่ต้องเสียภาษี จำนวนเงินภาษี หักภาษีที่ชำระไว้แล้วออก คงเหลือภาษีต้องชำระเพิ่มเติม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ซึ่งก่อนมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทแก่โจทก์นั้น เจ้าพนักงานประเมินได้เชิญพบโจทก์ และให้รับทราบผลการตรวจสอบ รวมถึงแจ้งให้ทราบรายละเอียดและเหตุผลในการตรวจสอบทั้งข้อมูลที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ในการประเมิน ตามบันทึกคำให้การของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้นายสมหวัง มาดำเนินการขอถ่ายสำเนาคำให้การของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งหมดรวม 17 ฉบับ และโจทก์ได้รับสำเนาภาพถ่ายเรียบร้อยแล้วปรากฏตามลายมือชื่อของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เมื่อบันทึกคำให้การดังกล่าวปรากฏรายละเอียดและเหตุผลในการตรวจสอบรวมทั้งข้อมูลที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ในการประเมิน ดังนี้ ย่อมฟังได้ว่าเหตุผลแห่งการประเมินเป็นที่รู้กันอยู่แล้วแก่โจทก์ จึงไม่จำต้องระบุในหนังสือแจ้งการประเมินถึงรายละเอียดและเหตุผลอีก ต้องด้วยมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมการประเมินแก่โจทก์ชอบด้วยมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนต้นทุนขายซึ่งโจทก์บันทึกต้นทุนซื้อทองนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เอกสารใบรับซื้อทองดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเอง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าร้านทองที่โจทก์จ่ายเงินให้นั้นเป็นร้านใดบ้าง จำนวนเท่าใด และโจทก์ไม่มีพยานผู้ที่รับเงินมาเบิกความสนับสนุนเลย จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากรด้วย สำหรับปัญหาเรื่องเจ้าพนักงานประเมินได้ให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์โดยคำนวณราคาต้นทุนให้ใหม่ โดยถือปริมาณทองที่โจทก์รับซื้อไว้แต่ละปีตามหลักฐานที่นำไปผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ตามรายงานผลการวิเคราะห์(Customer Evaluation Report) ซึ่งเป็นรายงานผลกระบวนการทำทองให้บริสุทธิ์หลังจากการรับซื้อทองของโจทก์ โดยคำนวณหาค่าความบริสุทธิ์ของทองที่รับซื้อแต่ละครั้ง เมื่อได้ค่าความบริสุทธิ์แล้วใช้ราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำที่กำหนดตามค่าความบริสุทธิ์ของทองคำเป็นราคาที่รับซื้อแต่ละครั้ง และปรับราคาให้เป็นราคาตามค่าความบริสุทธิ์ของทองที่รับซื้อตามหลักคณิตศาสตร์รายละเอียด เมื่อได้ราคาทองที่โจทก์รับซื้อตามผลการตรวจสอบแล้วถือเป็นต้นทุนในแต่ละปี นำไปเปรียบเทียบกับราคาทองที่โจทก์ลงบัญชีไว้ตามใบรับซื้อทอง ได้ผลต่างของราคารับซื้อทองตามผลต่างที่ได้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร กล่าวคือในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 โจทก์บันทึกต้นทุนซื้อทองจากใบรับซื้อทองสูงกว่าที่ตรวจสอบเป็นจำนวน 506,300,619.15 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 โจทก์บันทึกต้นทุนซื้อทองจากใบรับซื้อทองสูงกว่าที่ตรวจสอบจำนวน 586,609,976.19 บาท ผลต่างดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ต้องนำไปบวกกลับในการคำนวณกำไรขาดทุนเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามรายละเอียดการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชี โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ทราบและเห็นด้วยกับวิธีการคำนวณแล้วตามบันทึกคำให้การศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เป็นธรรมและเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมาย สำหรับกรณีที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในรายการนี้ว่า โจทก์อ้างอิงราคาตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและอุปสงค์อุปทานของทองคำตลอดจนจำนวนทองคำหมุนเวียนในประเทศ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ได้ใช้ราคาตามประกาศสมาคมค้าทองคำ วิธีการคำนวณต้นทุนซื้อของเจ้าพนักงานที่ใช้ราคาทองคำตามประกาศของสมาคมค้าทองคำเปรียบเทียบค่าความบริสุทธิ์ของทองคำนั้นไม่ถูกต้องตามราคาที่โจทก์ซื้อนั้น จำเลยมีนางสาวดวงจันทร์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ซึ่งรับราชการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนอุทธรณ์ภาษีฝ่าย 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์เบิกความว่า โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ตัวผู้ขายทองให้โจทก์ตามที่ระบุในใบรับซื้อทอง และไม่สามารถชี้แจงที่มาของราคาตลาดโลกตามที่โจทก์อ้าง และในใบรับซื้อทองก็ไม่ปรากฏราคาตลาดโลกที่อ้างอิงในการรับซื้อเป็นราคาเท่าใด อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้เป็นอัตราใด ตลอดจนการหักลบค่าความเสี่ยงที่โจทก์อ้างคืออะไรและจำนวนเท่าใด ในขณะที่ราคาซื้อขายทองคำภายในประเทศโดยทั่วไปใช้ราคาตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ส่วนราคาตลาดโลกเป็นราคาซื้อขายในต่างประเทศ พยานเห็นพ้องกับเจ้าพนักงานประเมินซึ่งใช้ราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำในการคำนวณต้นทุน แต่พยานไม่เห็นด้วยกับการคำนวณค่าความบริสุทธิ์ทองของเจ้าพนักงานประเมิน จึงได้ปรับปรุงวิธีคำนวณค่าความบริสุทธิ์ของทองคำก่อนหลอมใหม่ โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์จากข้อมูลในรายงานวิเคราะห์ทองของโจทก์ (Customer Evaluation Report) ซึ่งมีจำนวนน้ำหนักของทองก่อนหลอม ความบริสุทธิ์และน้ำหนักของทองหลังจากหลอมครั้งแรก น้ำหนักของทองบริสุทธิ์หลังจากหลอมครั้งสุดท้ายได้เป็นทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์ มาคำนวณหาความบริสุทธิ์ของทองก่อนหลอมตามหลักทางคณิตศาสตร์ เนื่องจากได้ข้อเท็จจริงจากรายงานการวิเคราะห์ทองของโจทก์ว่าเนื้อทองบริสุทธิ์ก่อนหลอมและหลังหลอมต้องมีจำนวนเท่ากันและมีค่าความบริสุทธิ์ของทองเปรียบเทียบกันเป็นร้อยละ กล่าวคือทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงทองหนัก 100 กรัม มีเนื้อทอง 99.99 กรัม จึงหาค่าความบริสุทธิ์ของทองที่รับซื้อก่อนหลอมจากน้ำหนักทองบริสุทธิ์หลังจากการหลอมครั้งสุดท้ายตามใบรายงานดังกล่าวคือน้ำหนักทองบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักทองก่อนนำเข้าหลอมเมื่อคำนวณกลับเป็นร้อยละแล้ว ค่าที่ได้คือค่าความบริสุทธิ์ของทองคำก่อนหลอมที่รับซื้อ เมื่อได้ค่าความบริสุทธิ์ของทองก่อนหลอมที่รับซื้อในแต่ละครั้งจึงนำราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำซึ่งมีราคาค่าบริสุทธิ์ 96.5 เปอร์เซ็นต์ มาเทียบคำนวณกับค่าความบริสุทธิ์ที่คำนวณได้ก่อนหลอมตามหลักคณิตศาสตร์หาราคารับซื้อซึ่งเป็นต้นทุนซื้อในครั้งนั้น ๆ เมื่อคำนวณราคาซื้อทั้งปีจากปริมาณที่รับซื้อไว้เป็นต้นซื้อทั้งปีเปรียบเทียบกับต้นทุนซื้อที่โจทก์ลงบัญชีแล้วมีผลต่างสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 โจทก์บันทึกต้นทุนสูงไป 95,085,424.78 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 โจทก์บันทึกต้นทุนสูงไป 577,946,780.61 บาท ผลต่างดังกล่าวต้องนำมาบวกกลับเป็นรายได้ รายละเอียดตามบันทึกการคำนวณ และสรุปรายงานการพิจารณาราคารับซื้อทอง พยานยังคำนวณอีก 2 วิธีตามหลักทางคณิตศาสตร์ โดยวิธีคำนวณจากน้ำหนักทองหลังหลอมครั้งแรกและค่าความบริสุทธิ์ของทองที่ได้คำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ โดยใช้ราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำ และวิธีคำนวณจากน้ำหนักทองหลังหลอมครั้งสุดท้ายที่มีค่าความบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์ คำนวณตามหลักคณิตศาสตร์โดยใช้ราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำ ซึ่งเป็นราคาซื้อ ได้ผลลัพธ์เท่ากันทั้ง 3 วิธี ตามบันทึกการคำนวณซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องกับวิธีการคำนวณของพยาน เห็นว่า โจทก์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของราคาตลาดโลกตามที่โจทก์อ้างซึ่งมีหลายราคา เป็นราคาสูง (HIGH) กลาง (MEDIUM) ต่ำ (LOW) ราคาเปิด (OPEN) และราคาปิด (CLOSE) ทั้งโจทก์ไม่สามารถนำสืบอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการรับซื้อ ตลอดจนไม่สามารถชี้แจงถึงค่าความเสี่ยงที่โจทก์อ้างคืออะไรและเป็นจำนวนเท่าใด การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ใช้ราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำในการคำนวณต้นทุนจึงมีเหตุผลและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนต้นทุนขายซึ่งโจทก์บันทึกต้นทุนซื้อทองนั้นชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลมีอำนาจงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์เห็นว่า โจทก์รับซื้อทองรูปพรรณจากผู้ขายซึ่งเป็นร้านทองรายย่อยครั้งละจำนวนมาก โดยร้านทองดังกล่าวไม่ออกใบเสร็จรับเงินให้โจทก์ แต่จะเอารายชื่อผู้ขายทองรายย่อยมาให้โจทก์ลงเป็นหลักฐานการรับซื้อแทน พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อผู้ขายทองคำที่แท้จริงแก่เจ้าพนักงานตรวจสอบจึงเป็นการปกปิดข้อมูลในการดำเนินธุรกิจของโจทก์ และไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ถือว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงกึ่งหนึ่งของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลดเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ทวิ ม. 30 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 ม. 41 วรรคหนึ่ง (2) ม. 41 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกรทเทสท์ โกลด์ แอนด์ รีไฟเนอรี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
องอาจ โรจนสุพจน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13928/2555
#537988
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คจำนวน 6 ฉบับ ที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย หาได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ การวินิจฉัยความผิดของจำเลยจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องตั๋วเงิน โจทก์จึงหาจำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาแสดงตามที่จำเลยฎีกาไม่

จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คทั้ง 6 ฉบับ ตามฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่ามูลหนี้ตามเช็คระงับแล้ว ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยและจำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้ทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหาย คิดเป็นเงิน 260,000 บาท จึงขอหักกลบลบหนี้กับเช็คตามฟ้องโดยจำเลยเบิกความว่า ก่อนที่โจทก์จะออกไปจากห้องเช่า ทำให้ห้องเช่าเสียหาย เนื่องจากต่อเติมห้องเช่าโดยเทพื้นคอนกรีตลงบนสนามหญ้า มูลค่าความเสียหายเป็นเงิน 260,000 บาท นั้น ค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์มิได้ยอมรับ จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่ยังมีข้อต่อสู้อยู่ ไม่อาจจะนำมาหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 275,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 275,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กันยายน 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยรวม 2 ฉบับ คือสัญญาเช่าบ้านและสัญญาเช่าเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ เครื่องใช้และสัญญาบริการ มีกำหนด 1 ปี คิดค่าเช่าฉบับละ 75,000 บาท รวม 2 ฉบับ เป็นเงิน 150,000 บาท ต่อเดือน จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ต่อมาจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 6 ฉบับ ตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 6 ฉบับ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า เช็คตามฟ้องมีมูลหนี้จากการกู้ยืมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสัญญากู้ยืมมาแสดงและไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าเช็คดังกล่าวมีมูลหนี้จากการกู้ยืม ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ตามที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คจำนวน 6 ฉบับ ที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย หาได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ การวินิจฉัยความผิดของจำเลยจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องตั๋วเงิน โจทก์จึงหาจำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาแสดงตามที่จำเลยฎีกาไม่ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อมาว่า มูลหนี้ตามเช็คระงับไปแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยยังมีหนี้อื่นที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์อีกนอกเหนือจากหนี้เงินกู้ 1,000,000 บาท ไม่ปรากฏจากคำให้การหรือทางนำสืบของโจทก์หรือจำเลย จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวน เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คทั้ง 6 ฉบับ ตามฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่ามูลหนี้ตามเช็คระงับแล้ว ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย จำเลยมีตัวจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์เช่าบ้านกับเช่าเครื่องใช้จากจำเลย ตามสัญญาเช่า 2 ฉบับ รวมค่าเช่าเดือนละ 150,000 บาท ได้ตกลงกันว่า ในแต่ละเดือนโจทก์จะชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท ส่วนค่าเช่าที่เหลืออีก 100,000 บาท โจทก์จะหักจากหนี้ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมจากโจทก์ 75,000 บาท กับดอกเบี้ยอีก 25,000 บาท ในระหว่างการเช่า โจทก์ได้ทำทรัพย์สินที่เช่าเสียหาย เนื่องจากต่อเติมห้องเช่าโดยเทพื้นคอนกรีตลงบนสนามหญ้า มูลค่าความเสียหายเป็นเงิน 260,000 บาท รวมเป็นต้นเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์เดือนละ 75,000 บาท รวม 12 เดือน เป็นเงิน 900,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์ทำทรัพย์สินที่เช่าเสียหายแล้ว รวมเป็นเงิน 1,160,000 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กับเช็ค 6 ฉบับ ตามฟ้องแล้ว จึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เห็นว่า จำเลยให้การว่า ก่อนสัญญาเช่าจะสิ้นสุดลง โจทก์ได้นำสัญญากู้และเช็คประกันมาแลกเปลี่ยนเช็คกับจำเลย ซึ่งจำเลยได้สั่งจ่ายเช็ค 30 ฉบับ รวมเช็ค 6 ฉบับ ตามฟ้องด้วย เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้และดอกเบี้ยที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้หักหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจากค่าเช่าที่ต้องชำระแก่จำเลยทุกเดือนตลอดระยะเวลาที่เช่าจนสัญญาเช่าใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่จำเลยกลับสั่งจ่ายเช็ค 30 ฉบับ ซึ่งรวมเช็คตามฟ้องด้วยให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่ค้าง ย่อมแสดงว่าขณะจำเลยมอบเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ จำเลยยังมีหนี้อื่นที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์อีกนอกเหนือจากหนี้เงินกู้จำนวน 1,000,000 บาท ที่มีการหักจากค่าเช่าแล้วทุกเดือน เพราะมิฉะนั้นแล้ว จำเลยก็คงจะไม่สั่งจ่ายเช็คจำนวนถึง 30 ฉบับ ซึ่งรวมเช็คตามฟ้องด้วยให้แก่โจทก์ การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงในสำนวนหาใช่รับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนตามที่จำเลยฎีกาไม่ นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยก็เบิกความรับว่า ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าหลังจากหักกลบลบหนี้แล้ว ไม่มีหนี้ต่อกัน ซึ่งหากมีการหักกลบลบหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว จำเลยก็น่าที่จะให้โจทก์ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อมิให้เกิดข้อโต้แย้งขึ้นในภายหลัง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เช็คฉบับที่ 3 ตามฟ้อง เป็นเช็คชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จำเลยมีตัวจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน ซึ่งเช็คฉบับที่สั่งจ่าย 25,000 บาท เป็นการชำระดอกเบี้ย โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ส่วนโจทก์มีนายถิระพันธ์ เบิกความว่า เช็คฉบับดังกล่าวได้สั่งจ่ายแทนเช็คฉบับหนึ่งที่จำเลยสั่งจ่ายเงินจำนวน 50,000 บาท มอบให้โจทก์เป็นการชำระหนี้ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงได้จ่ายเงินสด 25,000 บาท กับเช็คฉบับที่ 3 มอบให้แก่โจทก์แทน คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่า เช็คฉบับที่ 3 ตามฟ้องเป็นเช็คค่าดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ได้ทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหาย คิดเป็นเงิน 260,000 บาท จึงขอหักกลบลบหนี้กับเช็คตามฟ้องโดยจำเลยเบิกความว่า ก่อนที่โจทก์จะออกไปจากห้องเช่า ทำให้ห้องเช่าเสียหาย เนื่องจากต่อเติมห้องเช่าโดยเทพื้นคอนกรีตลงบนสนามหญ้า มูลค่าความเสียหายเป็นเงิน 260,000 บาท เห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์มิได้ยอมรับ จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่ยังมีข้อต่อสู้อยู่ ไม่อาจจะนำมาหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์ตามฟ้อง ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยนอกจากนี้ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344 ม. 900
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภา ไชยะกุล
จำเลย — นายสมเกียรติ โสตถิวรนันทน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายพลพัฒน์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13923/2555
#538003
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ ต่อมาก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนด จำเลยพบว่าสินค้าที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยตามใบสั่งซื้อ มีวาล์ว 10 ตัว จากจำนวนที่สั่งซื้อ 20 ตัว ชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ขายจะต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 472 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระไว้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วนตามมาตรา 488 การที่จำเลยออกเช็คโดยจำนวนเงินตามเช็คเป็นการชำระค่าสินค้าทั้งหมดตามใบสั่งซื้อให้แก่โจทก์ แต่มีสินค้าบางส่วนชำรุดบกพร่อง อันมีเหตุให้จำเลยไม่ต้องชำระเงินเต็มตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในเช็คพิพาท จำเลยจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ธนาคารห้ามการใช้เงิน ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 57,538.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 55,126.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,866.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,800 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็ค เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ส่งมอบสินค้าตามใบสั่งซื้อปรากฏว่ามีวาล์ว 10 ตัว จากจำนวนที่สั่งซื้อ 20 ตัว เสียหายชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้ ต่อมาจำเลยแจ้งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็ค เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินตามเช็คซึ่งจำเลยออกเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ การที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยตามใบสั่งซื้อ มีวาล์ว 10 ตัว จากจำนวนที่สั่งซื้อ 20 ตัว ชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้ โจทก์ในฐานะผู้ขายจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 วรรคหนึ่ง ต่อมาก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนด จำเลยพบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์ที่ซื้อจากโจทก์ จำเลยจึงชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระไว้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 488 การที่จำเลยออกเช็คโดยจำนวนเงินตามเช็คเป็นการชำระค่าสินค้าทั้งหมดตามใบสั่งซื้อ ให้แก่โจทก์ แต่มีสินค้าบางส่วนชำรุดบกพร่อง อันมีเหตุให้จำเลยไม่ต้องชำระเงินเต็มตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในเช็คพิพาท จำเลยจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ธนาคารห้ามการใช้เงิน ต่อมาเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472 ม. 488
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทออโต้อินโฟ จำกัด
จำเลย — บริษัทเจนิซิส เอ็นจิเนียร์ส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายอนันต์ บุญแย้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีนัส พรรณงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13909/2555
#528478
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 บัญญัติให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม โดยมาตรา 57 บัญญัติว่า แบบผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ต้องไม่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักร หรือได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร หรือเคยมีประกาศโฆษณามาแล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตร หรือเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยมาแล้วดังกล่าว จนเห็นได้ว่าเป็นการเลียนแบบ ซึ่งมีขอบเขตของการพิจารณาแตกต่างจากการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 โดยการประดิษฐ์ขั้นสูงขึ้นไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรประเภทนี้ ฉะนั้น การออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จะพิจารณาเฉพาะความใหม่ของรูปทรงหรือลักษณะภายนอกของแบบผลิตภัณฑ์ที่ขอรับสิทธิบัตร เปรียบเทียบกับแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการใช้หรือได้เปิดเผยอยู่แล้วโดยตรงว่ามีความแตกต่างกันชัดเจนที่สามารถดึงดูดความสนใจของประชาชนได้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างมานั้นเป็นข้อแตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างหรือกลไกวิธีการทำงานที่เป็นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้สะดวกมากขึ้น อันอาจเป็นข้อพิจารณาสำหรับการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีอื่น ๆ ได้ แต่ไม่ใช่หลักสำคัญในการพิจารณาความใหม่ของการออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์นี้ ทั้งแบบพิมพ์อลูมิเนียมที่ใช้ในการตัดดอกไม้ที่ทำจากดินหรือตัวตัดดินนั้น โจทก์นำรูปแบบมาจากเอกสารทางวิชาการและนิตยสารที่มีการเผยแพร่ทั่วไป แบบพิมพ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ออกสิทธิบัตรให้จึงเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการเปิดเผยสาระสำคัญของแบบผลิตภัณฑ์ในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิบัตร จึงไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และเป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่สมบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนสิทธิบัตร เลขที่ 17562 เลขที่ 17563 และเลขที่ 17564 ที่ออกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือให้คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท และให้ชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอถอนฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 17562 เลขที่ 17563 และเลขที่ 17564 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 17562 เลขที่ 17563 และเลขที่ 17564 เป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 บัญญัติให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม โดยมาตรา 57 บัญญัติว่า แบบผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ต้องไม่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรหรือได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรหรือเคยมีประกาศโฆษณามาแล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตรหรือเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยมาแล้วดังกล่าว จนเห็นได้ว่าเป็นการเลียนแบบ ซึ่งมีขอบเขตของการพิจารณาแตกต่างจากการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 โดยการประดิษฐ์ขั้นสูงขึ้นไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรประเภทนี้ ฉะนั้น การออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์จะพิจารณาเฉพาะความใหม่ของรูปทรงหรือลักษณะภายนอกของแบบผลิตภัณฑ์ที่ขอรับสิทธิบัตรเปรียบเทียบกับแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการใช้หรือได้เปิดเผยอยู่แล้วโดยตรงว่ามีความแตกต่างกันชัดเจนที่สามารถดึงดูดความสนใจของประชาชนได้ ปัญหานี้ โจทก์นำสืบว่า แบบผลิตภัณฑ์แบบพิมพ์อลูมิเนียมที่จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิบัตรตามคำขอรับสิทธิบัตร เป็นแบบพิมพ์ชนิดเดียวกันกับวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่โจทก์เคยให้จำเลยที่ 1 ทำให้เพื่อใช้ในการเรียนการสอน โดยแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เป็นแบบพิมพ์อลูมิเนียมที่ใช้ในการตัดดอกไม้ที่ทำจากดินหรือตัวตัดดิน ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ชนิดเดียวกับแบบพิมพ์งานปั้นดอกไม้ดินที่ลงพิมพ์ในนิตยสาร ส่วนแบบพิมพ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรมีร่องบากและมีรูที่ตัวพิมพ์ แต่แบบพิมพ์ทั้งสองแบบมีรูปทรงเหมือนกัน ต่างกันที่ตัวตัดดินจะมีความคมกว่าเท่านั้น สำหรับแบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิบัตรตามคำขอรับสิทธิบัตร แม้จะแตกต่างจากแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 แต่แบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ก็สามารถดัดรูปทรงให้เป็นแบบเดียวกันได้ ส่วนแบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิบัตรตามคำขอรับสิทธิบัตรมีความแตกต่างจากแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 และแบบพิมพ์ที่อยู่ในรูปถ่ายในหนังสือนิตยสาร โดยแบบพิมพ์จะมีรอยบากแตกต่างกัน เนื่องจากรอยบากดังกล่าวมีไว้ใช้ยึดลวดให้ลงตรงช่องที่บากไว้ ซึ่งไม่มีความจำเป็นเนื่องจากการประดิษฐ์ดอกไม้แต่ละดอกมีความแตกต่างกัน ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำแบบพิมพ์แบบไม่มีร่องตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ซึ่งมีรูปทรงเป็นหยดน้ำ เนื่องจากภรรยาไปเรียนการประดิษฐ์ดอกไม้ผ้าใยบัว โดยใช้ท่อพีวีซีเป็นแม่พิมพ์เวลาดัดจึงมีลักษณะกลมและจะต้องมาดัดให้เป็นหยดน้ำในภายหลัง ซึ่งไม่คงที่แน่นอน กลีบบัวแต่ละกลีบจึงมีความแตกต่างกัน จึงได้ทำแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เพื่อให้กลีบบัวทุกดอกเท่ากัน และมอบให้ภรรยานำไปให้โจทก์ในชั้นเรียนโดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน แบบพิมพ์ที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนตามคำขอรับสิทธิบัตร ปรากฏตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 และ ว.ล.5 โดยวัตถุพยานหมายดังกล่าวมีหลายขนาดในรูปทรงเดียวกันซึ่งจำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเพียงวัตถุพยานหมาย ว.ล.5 เพียงชิ้นเดียว ซึ่งวัตถุพยานหมาย ว.ล.5 มีความแตกต่างจากวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เนื่องจากวัตถุพยานหมาย ว.ล.5 มีร่องบาก ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญของแบบพิมพ์ เนื่องจากสามารถใช้รอยบากยึดดามโครงลวดภายนอกให้แข็งแรงได้ ทำให้เมื่อนำผ้าใยบัวมาเข้าเพื่อทำกลีบบัวแล้วแบบจะไม่ยุบตัวและโครงลวดมีความคงที่ เห็นว่า โจทก์จบการศึกษาครุศาสตร์บัณฑิต สาขาคหกรรมศาสตร์ วิชาเอกศิลปประดิษฐ์และเป็นอาจารย์สอนหลักสูตรการประดิษฐ์ดอกไม้ในวิทยาลัยการอาชีพ ย่อมมีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบพิมพ์การประดิษฐ์ดอกไม้ดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเดิมประกอบอาชีพช่างซ่อมสีรถยนต์ คำเบิกความของโจทก์ที่อธิบายถึงรายละเอียดชื่อเรียกเฉพาะด้านของแบบพิมพ์และลักษณะคล้ายกันของรูปทรงของแบบผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 กับแบบผลิตภัณฑ์วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 และ ว.ล.5 ดังกล่าวข้างต้น จึงน่าจะเป็นไปตามหลักวิชาการ มีน้ำหนักให้รับฟังและเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อได้ว่าที่จำเลยที่ 1 ทำแบบพิมพ์ดอกไม้ประดิษฐ์ได้ ก็เป็นเพราะนางประคองภรรยาของจำเลยที่ 1 มาเป็นลูกศิษย์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้เรียนรู้วิชาการทำแบบพิมพ์ดอกไม้จากโจทก์และต่อมาโจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ให้แก่โจทก์เพื่อใช้สอนนักเรียนในหลักสูตรการประดิษฐ์ดอกไม้ พฤติการณ์ไม่น่าเชื่อว่าแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเกิดจากความคิดค้นของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น แต่น่าจะเกิดจากการสอนของโจทก์และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้พัฒนาทำแบบพิมพ์เพิ่มเติมในรูปแบบต่างๆ โดยอาศัยแบบพิมพ์ที่เรียนรู้จากโจทก์เป็นต้นแบบในการประดิษฐ์เป็นแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 และ ว.ล.5 โดยเฉพาะเมื่อพิจารณารูปทรงตามแบบพิมพ์ ที่ส่งศาลดังกล่าวแล้วเห็นว่า แบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 กับแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 และว.ล.5 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรมีรูปทรงภายนอกคล้ายกัน แม้จะมีขนาดหรือชื่อเรียกแบบพิมพ์แตกต่างกันไป แต่ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นแบบพิมพ์ทรงหยดน้ำเช่นเดียว กัน กรณีไม่ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 เองก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าแบบพิมพ์ทั้งสองมีรูปทรงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากแต่โต้เถียงว่าแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 และ ว.ล.5 มีความแตกต่างตรงที่มีร่องบากซึ่งเป็นสาระสำคัญเพราะเป็นการช่วยยึดโครงเหล็กของแบบพิมพ์ให้คงทนแข็งแรง ซึ่งสิ่งที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างดังกล่าวนี้ เป็นข้อแตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างหรือกลไกวิธีการทำงานที่เป็นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้สะดวกมากขึ้น อันอาจเป็นข้อพิจารณาสำหรับการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีอื่น ๆ ได้ แต่ไม่ใช่หลักสำคัญในการพิจารณาความใหม่ของการออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์นี้ เมื่อปรากฏว่าแบบพิมพ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ .1 ดังกล่าว โจทก์ได้นำรูปแบบจากเอกสารทางวิชาการและนิตยสารที่ได้มีการพิมพ์เผยแพร่ทั่วไป แบบผลิตภัณฑ์แบบพิมพ์ของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 และ ว.ล.5 ซึ่งจำเลยที่ 2 ออกสิทธิบัตรให้ตามสิทธิบัตรเลขที่ 17562 เลขที่ 17563 และเลขที่ 17564 จึงเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญของแบบผลิตภัณฑ์ในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ขอรับสิทธิบัตร แบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ และเป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่สมบูรณ์ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 ประกอบมาตรา 57 (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 56 ม. 57 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลาวัลย์ อ้นหาด
จำเลย — นายนพพร ใจน้ำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนันทน อินทนนท์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13895/2555
#526762
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยจ่ายค่าพาหนะให้โจทก์เมื่อไปปฏิบัติงานนอกสถานที่เป็นรายครั้งตามค่าใช้จ่ายที่โจทก์เบิกจ่าย ต่อมาจำเลยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงโดยให้โจทก์รับค่าพาหนะเป็นการเหมาจ่ายรายเดือน ตามคำสั่งดังกล่าวระบุว่าการอนุมัติค่าพาหนะให้แก่โจทก์ให้ถือว่าเป็นการให้เฉพาะตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและลักษณะงานที่ไม่จำเป็นจะต้องได้รับค่าพาหนะ จำเลยมีสิทธิยกเลิกเงินได้ค่าพาหนะนั้น แปลความได้ว่าจำเลยตกลงให้ค่าพาหนะแก่โจทก์ต่อมาเมื่อโจทก์มีตำแหน่งและลักษณะงานที่ต้องเดินทาง มิได้ให้ค่าพาหนะเป็นการถาวรตลอดไปมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรณีจึงเป็นการที่นายจ้างให้เงินเพิ่มแก่ลูกจ้างเป็นครั้งคราวตามลักษณะการทำงาน มิได้ให้เพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยมีคำสั่งให้ค่าพาหนะเป็นเงินเดือนค่าจ้างและให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2547/2548 โดยคิดคำนวณค่าพาหนะของโจทก์ที่ได้รับเป็นเงินเดือนค่าจ้าง เดือนละ 2,000 บาท รวมคำนวณไปในการจ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2547/2548 ในอัตรา 2.25 เท่าของเงินเดือนค่าจ้างที่ค้างชำระต่อโจทก์ และให้นำเงินค่าพาหนะสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามข้อตกลงกับจ่ายค่าจ้างค้าง จำนวน 4,500 บาท และค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาเงินช่วยเหลือค่าพาหนะที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ เดือนละ 2,000 บาท เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า เดิมจำเลยจ่ายค่าพาหนะให้โจทก์เมื่อไปปฏิบัติงานนอกสถานที่เป็นรายครั้งตามค่าใช้จ่ายที่โจทก์เบิกจ่าย ต่อมาจำเลยเปลี่ยนแปลงโดยให้โจทก์รับค่าพาหนะเป็นการเหมาจ่ายรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท ตามคำสั่งที่ 12/2527 คำสั่งนี้ระบุว่า การอนุมัติค่าพาหนะให้แก่โจทก์ให้ถือว่าเป็นการให้เฉพาะตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและลักษณะงานที่ไม่จำเป็นจะต้องได้รับค่าพาหนะ จำเลยมีสิทธิยกเลิกเงินได้ค่าพาหนะนั้น แปลความได้ว่าจำเลยตกลงให้ค่าพาหนะแก่โจทก์ ต่อเมื่อโจทก์มีตำแหน่งและลักษณะงานที่ต้องเดินทาง มิได้ให้ค่าพาหนะเป็นการถาวรตลอดไปมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรณีจึงเป็นการที่นายจ้างให้เงินเพิ่มแก่ลูกจ้างเป็นครั้งคราวตามลักษณะการทำงาน มิได้ให้เพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง ไม่ถือเป็นค่าจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและข้อตกลงการจ่ายเงินรางวัลประจำปี จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2547/2548 และไม่ต้องส่งเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ โดยนำค่าพาหนะไปรวมเป็นเงินเดือนตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิตพงศ์ วิจารจิตต์
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13894/2555
#525512
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) หาได้บัญญัติว่าการกระทำหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ลูกจ้างฝ่าฝืนต้องระบุว่าความผิดกรณีร้ายแรงเป็นอย่างไร คงบัญญัติเพียงว่าหากมีการกระทำผิดอย่างร้ายแรงหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าว่าจะเลิกจ้างหรือตักเตือนเป็นหนังสือ ดังนั้นแม้ระเบียบข้อบังคับในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ไม่ระบุว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดกรณีที่ร้ายแรง จำเลยที่ 1 ก็ยังมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ในการฝ่าฝืนระเบียบได้เองว่ากรณีใดเป็นกรณีร้ายแรง ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณีว่าการฝ่าฝืนมีผลให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง ลูกจ้างอื่น สถานที่ทำงาน ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนมากน้อยเพียงใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 4,212.50 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 และค่าชดเชย 67,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ 55,200.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการปฏิบัติงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดหาได้กล่าวอ้างถึงการลงโทษคู่กรณีของโจทก์เป็นข้อเปรียบเทียบ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักรินทร์ ขันทสีมา
จำเลย — สมาคมราชกรีฑาสโมสร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13889/2555
#528517
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยแต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้มีอำนาจลงนามในหนังสือสัญญาจ้าง เลิกจ้าง อนุมัติ ระงับทดลองงาน และแต่งตั้งโยกย้ายพนักงาน พิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และลงนามในหนังสือคำเตือนห้ามพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือน ซึ่งอำนาจดังกล่าวของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องได้รับความเห็นชอบหรือได้รับอนุมัติจากผู้ใดอีก โจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนตามที่ได้รับมอบโดยเด็ดขาด โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างด้วยตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ซึ่งฐานะนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีผลประโยชน์บางส่วนขัดกัน การที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างและคณะกรรมการลูกจ้างตาม มาตรา 50 สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 จำเลยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานในการเลิกจ้างโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าหนังสือเลิกจ้างโจทก์ฉบับวันที่ 11 มกราคม 2548 เป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ และจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างในอัตราสุดท้ายเดือนละ 114,500 บาท นับแต่งวดค่าจ้างเดือนมกราคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ พร้อมกับให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ทุก ๆ 7 วันนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและองค์กร มีระยะเวลาทดลองงาน 6 เดือน จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจลงนามในหนังสือสัญญาจ้าง เลิกจ้าง อนุมัติ ระงับทดลองงาน แต่งตั้งโยกย้ายพนักงาน พิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และลงนามในหนังสือคำเตือนห้ามพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง มีลูกจ้างของจำเลยเป็นสมาชิกเกินหนึ่งในห้าของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดของจำเลย ต่อมาสหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างแทนนายสมพงษ์ซึ่งลาออกไป จำเลยหารือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีว่า โจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการลูกจ้างหรือไม่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีตอบข้อหารือว่า โจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการลูกจ้าง โจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ตามหนังสือเลิกจ้างโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 หรือไม่ และโจทก์ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 บัญญัติให้มีคณะกรรมการลูกจ้างนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวแทนของลูกจ้างในการเข้าร่วมประชุมกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้างปรึกษาหารือเพื่อกำหนดข้อบังคับในการทำงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อนายจ้างและลูกจ้าง พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง และหาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการตามมาตรา 50 แม้โจทก์จะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้มีอำนาจลงนามในหนังสือสัญญาจ้าง เลิกจ้าง อนุมัติ ระงับทดลองงาน และแต่งตั้งโยกย้ายพนักงาน พิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และลงนามในหนังสือคำเตือนห้ามพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก ซึ่งอำนาจดังกล่าวของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องได้รับความเห็นชอบหรือได้รับอนุมัติจากผู้ใดอีก โจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนตามที่ได้รับมอบโดยเด็ดขาด โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างด้วยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ซึ่งฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั้น ย่อมจะมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน การที่สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 50 ดังนั้น การที่สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 วรรคสอง มิได้ระบุว่าสหภาพแรงงานต้องแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างจากสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น แต่ให้สิทธิสหภาพแรงงานแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างได้มากกว่ากรรมการลูกจ้างอื่นที่มาจากการเลือกตั้งได้ 1 คน ซึ่งกรรมการที่มากกว่าดังกล่าวไม่จำต้องเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก็ได้นั้น แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์กรณ์ ไชยนันทน์
จำเลย — บริษัทยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13888/2555
#538037
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลานับจากที่โจทก์ยื่นขอเปลี่ยนสถานพยาบาลตามสิทธิจากโรงพยาบาลเพชรเวชเป็นโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ถึงวันที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์เป็นระยะเวลาถึง 27 วัน เพียงพอแก่การที่จำเลยจะพิจารณาตรวจสอบความสามารถและประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลพร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ผู้ประกันตนทราบได้ ทั้งจำเลยไม่ได้มีประกาศกำหนดระยะเวลาสำหรับผู้ประกันตนที่เปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลตามสิทธิและแจ้งให้ผู้ประกันตนทราบ จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรและไม่ได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการดังกล่าวไว้มาตัดสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับสิทธิในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ 997/2548 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยให้จำเลยชำระค่าบริการทางการแพทย์ 40,741 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ 997/2548 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าบริการทางการแพทย์ 40,741 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยประการเดียวว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนถือบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลได้ยื่นขอเปลี่ยนสถานพยาบาลจากโรงพยาบาลเพชรเวชเป็นโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ แล้วป่วยเจ็บในระหว่างดำเนินการของจำเลยจึงเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โจทก์จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตั้งแต่เดือนเมษายน 2535 ได้จ่ายเงินสมทบตลอดมา เดิมโจทก์ถือบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลซึ่งจำเลยออกให้ระบุโรงพยาบาลเพชรเวช ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ได้ยื่นขอเปลี่ยนสถานพยาบาลจากโรงพยาบาลเพชรเวชเป็นโรงพยาบาลเกษมราษฎร์เป็นโรงพยาบาลตามสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้รับเรื่องไว้แล้วในวันเดียวกันต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 เวลาเที่ยงคืน โจทก์ได้ป่วยเจ็บกะทันหันมีอาการปวดท้องรุนแรง จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สาขารัตนาธิเบศร์ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านและเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสังคมกับโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สาขาประชาชื่น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่โจทก์ได้ระบุยื่นเปลี่ยนสถานพยาบาลตามสิทธิไว้ แพทย์ได้รับตัวไว้ตรวจรักษา พบว่าไส้ติ่งอักเสบและมีซิสต์ที่รังไข่ แพทย์ได้รักษาโดยผ่าตัดในคืนเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยยังไม่ได้แจ้งรายชื่อโจทก์ไปยังเครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โจทก์ได้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลถึงวันที่ 3 มีนาคม 2548 และต้องชำระค่าบริการทางการแพทย์ทั้งหมดให้แก่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สาขารัตนาธิเบศร์ เป็นเงิน 56,571 บาท ออกจากโรงพยาบาลแล้วโจทก์ได้ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 8 จำเลยได้มีคำสั่งจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 14,600 บาท เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2548 จำเลยได้ออกบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลใหม่ ระบุว่าโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น ให้แก่โจทก์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ระยะเวลานับจากที่โจทก์ยื่นขอเปลี่ยนสถานพยาบาลจากโรงพยาบาลเพชรเวชเป็นโรงพยาบาลเกษมราษฎร์เป็นโรงพยาบาลตามสิทธิถึงวันที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์เป็นระยะเวลาถึง 27 วัน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวเพียงพอแก่การที่จำเลยจะพิจารณาตรวจสอบความสามารถและประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลพร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ผู้ประกันตนทราบได้ ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบของจำเลยที่มีอยู่นั้น ก็ปรากฏตามคำรับของคู่ความในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 ว่าจำเลยไม่ได้มีประกาศกำหนดระยะเวลาสำหรับผู้ประกันตนที่เปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลตามสิทธิและแจ้งให้ผู้ประกันตนทราบแต่อย่างใด ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรและไม่ได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการดังกล่าวไว้มาตัดสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับสิทธิในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 8 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 997/2548 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 แล้วให้จำเลยชำระค่าบริการทางการแพทย์ส่วนที่เหลือจำนวน 40,741 บาท แก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 58 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไลพร วินนุวัฒน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเรืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13876/2555
#525547
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 4 ได้บัญญัตินิยาม คำว่า "การฌาปนกิจสงเคราะห์" หมายความว่า กิจการที่บุคคลหลายคนตกลงเข้ากันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ตกลงเข้ากันนั้นซึ่งถึงแก่ความตาย และมิได้ประสงค์จะหากำไรเพื่อแบ่งปันกัน ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของการฌาปนกิจสงเคราะห์คือการตกลงเข้ากันของบุคคลหลายคนที่จะดำเนินกิจการดังกล่าวเสียก่อน จากนั้นกฎหมายจึงบัญญัติให้กิจการดังกล่าวต้องดำเนินการจดทะเบียนในรูปของฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 50 เพื่อเป็นการควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ก. ความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยเก็บค่าสมาชิกคนละ 2,000 บาท และเก็บเงินค่าช่วยเหลือจัดการศพจากสมาชิกศพละ 20 บาท โดยจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า "ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง" โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมหรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมาย กับบรรยายฟ้องในข้อ ข. สรุปว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงต่อประชาชนด้วยคำพูดว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งหรือก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยทั้งสองจึงได้ทรัพย์สินจากผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อ ชำระเงินเพื่อเป็นค่าสมาชิกและค่าจัดการศพ จากการบรรยายฟ้องดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองเพียงแต่ใช้ข้ออ้างดังกล่าวหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อให้ได้เงินที่ประชาชนจ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองในรูปแบบที่เรียกว่าค่าสมัครสมาชิกและค่าจัดการศพเท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงมิได้มีเจตนาที่จะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อันเป็นองค์ประกอบความผิดข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมายตามคำขอให้ลงโทษของโจทก์แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 91 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 4, 9, 50 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูกฉ้อโกงท้ายฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,097,190 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 93 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 50 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้เฉพาะความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 79 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูกฉ้อโกงตามเอกสารท้ายฟ้องรวมเป็นเงิน 1,097,190 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อ ก. ในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมายนั้นขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญของการฌาปนกิจสงเคราะห์คือการตกลงเข้ากันของบุคคลหลายคนที่จะดำเนินกิจการดังกล่าวเสียก่อน จากนั้นกฎหมายจึงบัญญัติให้กิจการดังกล่าวต้องดำเนินการจดทะเบียนในรูปของฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 50 เพื่อเป็นการควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ข. ถึงพฤติการณ์ฉ้อโกงของจำเลยทั้งสองสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสองได้แสดงต่อประชาชนด้วยคำพูดว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า "ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง" โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิก ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งหรือก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยทั้งสองจึงได้ทรัพย์สินเป็นเงินจากผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อชำระเงินเพื่อเป็นค่าสมัครสมาชิก และค่าจัดการศพตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. และ ข. นั้น เกิดเหตุในวันเวลาเดียวกันและเห็นได้ว่าเป็นพฤติการณ์เดียวกันของจำเลยทั้งสองซึ่งใช้คำพูดที่เป็นเท็จแก่ประชาชนว่าจำเลยทั้งสองดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ถูกต้องตามกฎหมาย ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวแต่อย่างใด และคำบรรยายฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย จึงเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาจะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามบทนิยามของกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองเพียงแต่ใช้ข้ออ้างดังกล่าวหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อให้ได้เงินที่ประชาชนจ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองในรูปแบบที่เรียกว่าค่าสมาชิกและค่าจัดการศพเท่านั้น จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะได้บรรยายแยกความผิดในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย และข้อหาฉ้อโกงไว้ต่างหากจากกันก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าพฤติการณ์ฉ้อโกงของจำเลยทั้งสองตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาที่จะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อันเป็นองค์ประกอบความผิดในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมายตามคำขอให้ลงโทษของโจทก์แต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 341 ม. 343
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 ม. 4 ม. 8 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายวิเชียร บุญสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13857 -ที่ 13858/2555
#582425
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้วถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับการงดการบังคับคดีโดยอ้างเพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยต้องปฏิบัติอย่างไร เช่นนี้ฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 25,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 22,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจตามคำพิพากษาจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิในการที่ไม่ถูกบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอคุ้มครองสิทธิให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากจำเลยปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อดำเนินการต่อไป และสั่งคำร้องขอคุ้มครองสิทธิในการที่ไม่ถูกบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการของดการบังคับคดี เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง จึงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยดังกล่าว

จำเลยฎีกาคำสั่งทั้งสองฉบับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรโดยอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติอย่างใด และศาลชั้นต้นก็ไม่เคยแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้วถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับการงดการบังคับคดี เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง จึงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยดังกล่าว แต่จำเลยฎีกาคำสั่งโดยอ้างเพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยต้องปฏิบัติอย่างไร เช่นนี้ฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 247 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิพยา เจาวัฒนา
จำเลย — นางอิงอร พิมนล์พันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายเมฆินทร์ วงศ์พระลับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — อ่านไม่ออก
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13838/2555
#533018
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ท. โจทก์มิใช่เป็นผู้ได้รับความเสียหาย จึงมิใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 เห็นได้ว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามตามข้อกล่าวหาของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ระงับสิ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 358, 362, 365 (2)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้เถียงกันเป็นอย่างอื่นว่า พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรีได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแขวงนนทบุรีในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และคดีดังกล่าวศาลแขวงนนทบุรีพิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 462/2545 และคดีที่สุดแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามในคดีนี้และคดีก่อนเป็นความผิดคนละตอนคนละเจตนากัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 462/2545 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีดังกล่าวพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามทำให้เสียทรัพย์บ้านพิพาทในคดีนี้ ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งบ้านพิพาทหลังเดียวกันและการบุกรุกก็เป็นการบุกรุกเข้าไปเพื่อรื้อถอนบ้านพิพาทในวันเดียวกัน ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดทั้งสองคดีจึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องไม่ขาดตอน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้และคดีก่อนเป็นการกระทำอันเดียวกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 462/2545 ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยเพียงว่า นายทวีเดช โจทก์มิใช่เป็นผู้ได้รับความเสียหาย จึงมิใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามตามข้อกล่าวหาของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อฟังว่าฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อมาที่ว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีเดช กสิศิลป์
จำเลย — นางเอมอร ปรปักษ์ประลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทรงพล อยู่สำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13826/2555
#532885
เปิดฉบับเต็ม

การที่แพทย์ลงความเห็นว่าโจทก์มีอาการป่วยเจ็บหนักเข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน สมควรเข้ารับการผ่าตัดทันที แต่แพทย์ยังไม่ได้ผ่าตัดในขณะนั้นทันทีเพราะต้องทำการตรวจสอบตามขั้นตอนของการเตรียมการเพื่อความปลอดภัยของการผ่าตัด และทำการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นเมื่อแพทย์ลงความเห็นว่าผ่าตัดได้แล้ว ระยะเวลาการเตรียมการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัดย่อมอยู่ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกับความฉุกเฉินที่จะต้องผ่าตัดทันทีและย่อมมีต่อเนื่องตลอดมา การที่จะให้โจทก์ซึ่งป่วยเจ็บหนักเช่นนี้มีความคิดที่จะเปลี่ยนเป็นเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลนนทเวชจึงมีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 432/2550 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2550 เฉพาะส่วนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 โดยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนทางการแพทย์ตามกฎหมายแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 432/2550 เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลนนทเวชแก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงที่ยังมิได้หักค่าสวัสดิการรักษาพยาบาลจากบริษัทฟูจิคูระ (ประเทศไทย) จำกัด ตามประเภทและอัตราที่กำหนดในข้อ 3.2.2 (2) (ที่ถูก ข้อ 3.1.2 (1)) ของประกาศคณะกรรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินลงวันที่ 11 เมษายน 2548 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 สิงหาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทฟูจิคูระ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ประกันตนและมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ โจทก์ป่วยเป็นโรคเนื้อเยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ แพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าทำอัลตร้าซาวด์แล้ว บันทึกว่าผู้ป่วยขอรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดหน้าท้องและเตรียมเจาะเลือดก่อนผ่าตัด และนัดโจทก์มาฟังผลเลือด - ปัสสาวะ นัดตรวจอีกครั้ง เพื่อนบ้านโจทก์พบโจทก์นอนหมดสติอยู่ในบ้านได้นำส่งโรงพยาบาลนนทเวช ซึ่งอยู่ใกล้บ้านโจทก์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที ถ้าจะเดินทางไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง หากการจราจรไม่ติดขัด โจทก์ถึงโรงพยาบาลนนทเวชตรวจวัดแล้วมีความดันโลหิตที่ 77/47 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งถือว่ามีอาการป่วยหนักหรือเข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน โจทก์จึงวิงเวียนศีรษะและหมดสติ แต่ในวันนั้นแพทย์ยังมิได้ทำการผ่าตัดเพราะก่อนผ่าตัดต้องเตรียมให้ร่างกายผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่จะรับการผ่าตัดได้อย่างปลอดภัยจึงให้แพทย์อายุรกรรมตรวจ เมื่อตรวจแล้วพบว่ามีอาการผิดปกติในการทำงานของตับเล็กน้อย ได้ปรึกษาเรื่องความปลอดภัยแล้วแพทย์อายุรกรรมให้ผ่าตัดได้ และได้ทำการผ่าตัดในตอนเย็น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลนนทเวช เนื่องจากป่วยเจ็บฉุกเฉินหรือไม่ เห็นว่า เพื่อนบ้านโจทก์พบโจทก์ป่วยนอนหมดสติอาการหนักอยู่ภายในบ้าน จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลนนทเวชเพราะเห็นว่าอยู่ใกล้บ้านที่สุด ใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที หากนำส่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง การตัดสินใจนำโจทก์ส่งโรงพยาบาลนนทเวชเช่นนี้ย่อมชอบด้วยเหตุผลแล้ว และเมื่อถึงโรงพยาบาลมีการตรวจวัดความดันโลหิตแล้วอยู่ที่ 77/47 มิลลิเมตรปรอท แพทย์ลงความเห็นว่าคนป่วยมีอาการป่วยเจ็บหนักเข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน และลงความเห็นสมควรเข้ารับการผ่าตัดทันที แต่แพทย์ยังไม่ได้ทำการผ่าตัดในขณะนั้นทันที เพราะต้องทำการตรวจสอบตามขั้นตอนของการเตรียมการเพื่อความปลอดภัยของการผ่าตัด และทำการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นเมื่อแพทย์ลงความเห็นว่าผ่าตัดได้แล้ว เช่นนี้ ระยะเวลาของการเตรียมการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัดย่อมอยู่ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกับความฉุกเฉินที่จะต้องผ่าตัดทันทีและย่อมมีต่อเนื่องตลอดมา การที่จะให้โจทก์ซึ่งป่วยเจ็บหนักเช่นนี้มีความคิดที่จะเปลี่ยนเป็นเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลนนทเวชจึงมีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสอง
ประกาศคณะกรรมการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรสา สุทธิวงศ์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13825/2555
#526764
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจ้างโจทก์ขับรถขนส่งสินค้าโดยโจทก์ต้องมีรถบรรทุกสินค้าของตัวเอง จำเลยจ่ายค่าจ้างให้เฉพาะวันที่ปฏิบัติงานส่งสินค้าให้จำเลยเท่านั้น จึงบ่งบอกว่าจำเลยมุ่งผลสำเร็จของงานให้มีการขนสินค้าไปให้ลูกค้าตามช่วงเวลานั้นจนเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ อีกทั้งโจทก์จะมาทำงานวันใดก็ได้ตามความสมัครใจ ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยหากฝ่าฝืนจำเลยมีสิทธิลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นสัญญาจ้างทำของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และค่าชดเชย 55,415 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 29,915 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 พฤศจิกายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานโดยสมัครงาน ผ่านการทดลองงาน มีผู้ค้ำประกันการทำงาน จำเลยหักเงินค่าจ้างส่งสำนักงานประกันสังคมทุกเดือน โจทก์จึงเป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจ้างแรงงานหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ผู้ที่มารับจ้างขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยจะได้รับค่าจ้างขนส่งสินค้าเป็นรายเที่ยวเฉพาะวันที่มีการขนส่งสินค้าเท่านั้น หากวันใดไม่มีการขนส่งสินค้า ผู้รับจ้างก็จะไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันนั้น ๆ ค่าจ้างดังกล่าวก็มิได้คิดกันเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ผู้รับจ้างขนส่งสินค้าไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ดังเช่นพนักงานอื่นที่เป็นลูกจ้างของจำเลย ผู้รับจ้างจะต้องมีพาหนะที่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าโดยจำเลยมิได้เป็นผู้จัดหาและผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำมันรถ ค่าบำรุงรักษารถ ค่าอะไหล่และอุปกรณ์เกี่ยวกับรถเองทั้งสิ้น ผู้รับจ้างมิได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลยดังเช่นพนักงานอื่น เมื่อผู้รับจ้างขนส่งสินค้าหยุดงานหรือไม่มาส่งสินค้าเพราะเหตุของการเจ็บป่วยก็ดี ไปทำกิจธุระใด ๆ ก็ดี ผู้รับจ้างขนส่งสินค้าก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันที่มิได้มาทำการส่งสินค้าและหยุดงานไปนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในการขนส่งสินค้านั้น โจทก์จะต้องมีรถบรรทุกสินค้าของตนเอง จำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้เฉพาะวันที่ได้ปฏิบัติงานส่งสินค้าให้แก่จำเลยเท่านั้น วันที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจะไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง การจ้างงานขนส่งสินค้าเช่นนี้จึงมีลักษณะบ่งบอกถึงจำเลยมุ่งผลสำเร็จของงาน คือให้มีการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าตามช่วงเวลานั้นจนสำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ หาได้มุ่งถึงแรงงานที่จำเลยจะได้รับจากการขับรถของโจทก์ไม่ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในการทำงานนั้นโจทก์จะมาทำงานในวันใดก็ได้ตามความสมัครใจ แสดงว่าจำเลยไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาโจทก์ว่าโจทก์จะต้องมาทำงานวันใดหรือเวลาใด โจทก์จะมาทำงานหรือไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของโจทก์เอง ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าโจทก์จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยและหากโจทก์ฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามจำเลยมีสิทธิลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ได้ ซึ่งอำนาจควบคุมบังคับบัญชาลูกจ้างเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ หาใช่เป็นสัญญาจ้างแรงงานไม่ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 587
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระชัย บุณยทรรศนีย์
จำเลย — บริษัทเฟอร์เทอร์แลนซ์ อินเทอร์เทรด (1963) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13823/2555
#528516
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมขอให้สั่งจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยร่วมสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินต่าง ๆ ข้างต้น และส่งคำสั่งไปให้โจทก์รับทราบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คงเป็นแต่เพียงวันที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้โจทก์เรียบเรียงทำคำฟ้องซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งนำมายื่นต่อศาลใหม่ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และบังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม โดยนับอายุงานต่อเนื่อง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,640,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 45,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างค้างจ่าย 17,671.50 บาท กับค่าชดเชย 136,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องฉบับเดียวกันขอแก้ไขคำฟ้องและขอให้หมายเรียกนายบรรจง พนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอของจำเลยที่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการส่วนขาย อัตราค่าจ้างเดือนละ 38,325 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 6,000 บาท และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เดือนละ 1,250 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่โจทก์ จำเลยร่วมมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ขอลากิจวันที่ 16 ถึง 18 พฤศจิกายน 2549 เพื่อไปร่วมงานศพมารดาของเพื่อน ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตเพราะโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นซองประมูลราคางานแทนจำเลยต่อลูกค้าในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งมีมูลค่าของงานมาก แต่โจทก์ก็ยังหยุดงานไป กรณีถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนค่าน้ำมันรถยนต์และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างได้ โจทก์รับทราบคำสั่งของจำเลยร่วมครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยร่วมดังกล่าว โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลายครั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2550 วันที่ 23 มีนาคม 2550 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องนำมายื่นต่อศาลใหม่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2550

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เกินกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงานขอให้สั่งจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยร่วมสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ข้างต้น และส่งคำสั่งไปให้โจทก์รับทราบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คงเป็นแต่เพียงวันที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้โจทก์เรียบเรียงทำคำฟ้องซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งนำมายื่นต่อศาลใหม่ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลแรงงานกลางต้องพิจารณาพิพากษาคดีตามประเด็นพิพาทต่อไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด หลังจากคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุด และไม่วินิจฉัยประเด็นพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 อีกต่อไป แล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ ตันติพลาวนิชย์
จำเลย — บริษัทอินเทค การ์ด จำกัด
นายบรรจง แก้วลอดหล้า
จำเลยร่วม — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13807 -ที่ 13808/2555
#528515
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีการขาดทุนสะสมมาโดยตลอด กระทั่งปี 2548 ปรากฏการขาดทุนสะสม 719,120,984 บาท โจทก์ทั้งสองมีความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาก จำเลยจึงต้องจ้างพนักงานขับรถบรรทุกเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นเหตุให้จำเลยมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นจึงได้ทำตารางเปรียบเทียบผลต่างเฉลี่ยต่อเดือนและต่อปี ซึ่งแสดงถึงเงินเดือน รายได้ และสวัสดิการของโจทก์ทั้งสองและพนักงานขับรถบรรทุกอีกหนึ่งคน เปรียบเทียบกับการจ้างพนักงานขับรถบรรทุกจากบริษัทรับเหมาภายนอก ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าหากจำเลยจ้างพนักงานขับรถบรรทุกจากบริษัทเหมาภายนอกเพียงสองคน แทนการจ้างโจทก์ทั้งสองและพนักงานขับรถบรรทุกที่ต้องขับช่วยโจทก์ทั้งสองอีกหนึ่งคน เมื่อนับจากขณะทำเอกสารไปจนถึงเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุครบ 60 ปี จำเลยจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้รวม 7,978,598 บาท อันเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องคำนึงถึงเพื่อลดส่วนของการขาดทุนสะสมลงเพื่อความอยู่รอดของจำเลยโดยมิได้กระทำไปเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ จึงมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 7,359 บาท ค่าชดเชย 133,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ทุกเจ็ดวันนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 2,568,960 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 19,415 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,830 บาท ค่าชดเชย 84,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ทุกเจ็ดวันนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายเป็นเงิน 1,272,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองแถลงไม่ติดใจดำเนินคดีในส่วนนี้ จึงเหลือประเด็นให้ศาลวินิจฉัยแต่เพียงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 160,560 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 106,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยประการเดียวว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบกิจการเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตพลาสติกทุกชนิด โจทก์ทั้งสองทำงานเป็นลูกจ้างรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุก เอ็มพีเอ โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 13,388 บาท จำเลยที่ 2 เข้าทำงานวันที่ 1 มีนาคม 2540 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,636 บาท ในปี 2537 จำเลยมีลูกจ้าง 150 คน ต่อมาในปี 2541 จำเลยเลิกจ้างลูกจ้าง 25 คน และมีนโยบายไม่รับพนักงานใหม่ทดแทนพนักงานที่ลาออก กระทั่งปี 2548 จำเลยมีพนักงาน 111 คน และจำเลยได้เลิกจ้างลูกจ้างอีก 13 คน ต่อมาในวันที่ 7 เมษายน 2549 จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างอีก 9 คน ซึ่งรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย และจำเลยได้รับพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมางานภายนอกส่งพนักงานเข้ามาทำงานให้แก่บริษัทจำเลยรวม 24 คน โดยมีพนักงานเข้าทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุกแทนโจทก์ทั้งสอง 2 คน เหตุที่จำเลยต้องทยอยเลิกจ้างลูกจ้างมาจนกระทั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะจำเลยประสบภาวะขาดทุนสะสมมาโดยตลอด โดยก่อนเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นจำเลยได้ทำการเปรียบเทียบแล้วว่า หากจำเลยให้บริษัทผู้รับเหมาภายนอกส่งพนักงานขับรถบรรทุกเข้ามาทำงานแทนโจทก์ทั้งสองจะทำให้จำเลยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก เห็นว่า แม้จะปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองว่าจำเลยมีทุนจดทะเบียน 540,533,000 บาท แต่ตามสำเนางบกำไรขาดทุนและขาดทุนสะสม ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังมีการขาดทุนสะสมมาโดยตลอด กระทั่งปี 2548 ปรากฏการขาดทุนสะสมถึง 719,120,984 บาท และตามเอกสารก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาก กระทั่งจำเลยต้องจ้างพนักงานขับรถบรรทุกเพิ่มอีก 1 คน เป็นเหตุให้จำเลยต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้นจึงได้จัดทำตารางเปรียบเทียบผลต่างเฉลี่ยต่อเดือนและต่อปี ซึ่งแสดงถึงเงินเดือน รายได้ สวัสดิการของโจทก์ทั้งสองและพนักงานขับรถบรรทุกอีก 1 คน นับจากขณะทำเอกสารไปจนถึงเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุครบ 60 ปี เปรียบเทียบกับการจ้างพนักงานขับรถบรรทุกจากบริษัทรับเหมาภายนอก ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่ามีผลเฉลี่ยต่อเดือนและต่อปีเป็นส่วนต่างจำนวนมาก ซึ่งแม้จะคำนวณจากเพียงส่วนของโจทก์ทั้งสองเปรียบเทียบกับของพนักงานขับรถบรรทุกจากบริษัทผู้รับเหมาภายนอกก็ยังเห็นได้ว่า การที่จำเลยจ้างพนักงานขับรถบรรทุกจากบริษัทรับเหมาภายนอกทำให้จำเลยสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึงเดือนละ 21,868 บาท หากคำนวณถึงวันกษียณอายุการทำงานจะลดค่าใช้จ่ายได้ รวม 2,225,378 บาท และหากพิจารณาที่โจทก์ทั้งสองจะต้องมีพนักงานขับรถบรรทุกช่วยเพิ่มอีก 1 คน ซึ่งจะทำให้จำเลยต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีกเมื่อคำนวณถึงวันเกษียณอายุการทำงานของพนักงานดังกล่าวเป็นเงิน 5,753,220 บาท การที่จำเลยจ้างพนักงานขับรถบรรทุกจากบริษัทผู้รับเหมาภายนอกเพียง 2 คน จะช่วยให้จำเลยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้ถึง 7,978,598 บาท อันเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเลยจะต้องคำนึงถึงเพื่อลดส่วนของการขาดทุนสะสมลง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับลูกจ้างอื่นอีก 9 คน เพื่อความอยู่รอดของจำเลยจึงมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าที่จำเลยกระทำไปเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลำพูล กันเขียว กับพวก
บริษัทคอนทิเนนทอล ปิโตรเคมีคอล
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13806/2555
#528514
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยระบุว่าการทำร้ายหรือพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นในบริเวณบริษัทเป็นการกระทำผิดวินัยกรณีร้ายแรง แต่จะเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประกอบด้วย การที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายเพื่อนร่วมงานในห้องพนักงานเวลา 5.30 นาฬิกา อันเป็นเวลาก่อนการทำงานตามปกติ เมื่อมีผู้เข้าห้ามปรามก็เลิกรากันไป ไม่เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นเพียงการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยไม่เคยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อน จำเลยจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เดิมคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 1144/2550 ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกัน แต่คดีมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,883 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชยจำนวน 19,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จำนวน 8,449.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 19,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ชกต่อยนายอรรถพร ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานในบริเวณสำนักงานของจำเลย เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5.30 นาฬิกา โจทก์กับนายอรรถพรพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุเพื่อนร่วมงานของโจทก์ได้โต้เถียงกันอยู่ประมาณ 5 นาที ในสถานที่ทำงานของจำเลย แล้วโจทก์ใช้กำลังชกต่อยนายอรรถพร 2 ครั้ง ครั้งแรกเฉียดแก้ม และครั้งที่สองถูกที่ท้ายทอย ไม่ปรากฏบาดแผล ต่อมาโจทก์ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรัก ปรับ 1,000 บาท ในข้อหาใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งแม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวดที่ 7 ข้อ 3.9 ระบุให้การทำร้ายหรือพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นในบริเวณบริษัท เป็นการกระทำผิดวินัยกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การจะเป็นความผิดวินัยกรณีร้ายแรงหรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประกอบด้วย หาใช่ถือตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแต่อย่างเดียวไม่ การที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายเพื่อนร่วมงานนั้นเหตุเกิดขึ้นในห้องพนักงานสำรวจอุบัติเหตุในเวลาประมาณ 5.30 นาฬิกา เป็นเวลาก่อนการทำงานตามปกติของพนักงานทั่วไป และเมื่อมีผู้เข้าห้ามปรามก็เลิกรากันไป จึงไม่เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นเพียงการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยไม่เคยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อน จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จึงชอบแล้ว แต่การที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายเพื่อนร่วมงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติพงศ์ แจ่มทวีกุล
จำเลย — บริษัทแฟร์ดีล เซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา