คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12709/2555
#537948
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องทรัพย์สินให้กลับมาเป็นของลูกหนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้สำเร็จลุล่วง ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้บริหารแผนจึงมีอำนาจฟ้องคดีได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลล้มละลายกลางก่อน โดยเป็นการฟ้องคดีในนามของโจทก์มิใช่ในนามของผู้บริหารแผน

ข้อกำหนด UCP 500 ข้อ 3 และข้อ 4 แสดงให้เห็นสภาพของสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งเป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่นอันเป็นมูลหนี้ที่ก่อให้เกิดการชำระหนี้ด้วยเครดิต ธนาคารตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผูกพันตามสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่น แต่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับเอกสารตามที่ระบุไว้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต และจะไม่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือการปฏิบัติอื่นใด ซึ่งเอกสารนั้นอาจเกี่ยวพันไปถึง

ข้อกำหนด UCP 500 ข้อ 15 ระบุว่า ธนาคารผู้ตรวจเอกสารไม่ต้องรับภาระหรือรับผิดชอบต่อแบบฟอร์ม ความครบถ้วน ความถูกต้อง เป็นของแท้ เป็นของปลอม หรือการก่อให้เกิดผลตามกฎหมายของเอกสาร นั้น หมายความว่า การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับเอกสารนั้น ถ้าเอกสารนั้นมีความสมบูรณ์และตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ก็มีภาระผูกพันต้องชำระเงินตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยไม่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับแบบฟอร์มของเอกสาร ความแท้จริงของเอกสาร การปลอมแปลงของเอกสาร ปัญหากฎหมายของเอกสาร ลักษณะ ประเภทสินค้า ปริมาณ น้ำหนัก คุณภาพ สภาพของสินค้า การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง หรือมูลค่าของสินค้าที่ส่งมอบให้แก่กัน

พิธีปฏิบัติของธนาคารตามมาตรฐานสากลเพื่อการตรวจสอบเอกสารภายใต้เครดิตที่มีเอกสารประกอบหรือ ISBP ข้อ 9 ให้การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเอกสารบุคคลผู้ออกเอกสารจะต้องลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไข และทำได้ด้วยการขูดลบ ขีดฆ่า หรือเพิ่มเติมในข้อความ การที่หนังสือฉบับนี้ฉีกขาดออกจากกันโดยถูกตัดหรือกรีดด้วยของมีคม ทำให้กระดาษชิ้นที่ถูกตัดหลุดออกเป็นช่องสี่เหลี่ยม แต่มีการนำกระดาษชิ้นที่หลุดออกมาต่อใหม่ด้วยเทปพลาสติกใส การฉีกขาดดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะเป็นการฉีกทำลายเอกสาร ดังนั้น เอกสารหรือข้อความในเอกสารจึงมิได้เสียไป ทั้งข้อความและความหมายของเอกสารดังกล่าวมิได้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ออกเอกสารลงลายมือชื่อกำกับรับรองความถูกต้องตามข้อ 9 ของข้อกำหนด ISBP ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต

แม้โจทก์จะเคยขอให้จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชะลอการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ไว้ก่อน เพราะโจทก์ยังไม่ได้รับเอกสารการขนส่งสินค้าจากผู้ขาย และจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้ยกเลิกการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ก็ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าได้รับเอกสารที่ผู้รับประโยชน์ยื่นขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 จัดส่งไปให้แล้ว และเห็นว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว จึงได้จ่ายเงินไป การจ่ายเงินของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตอย่างมีเหตุผลในฐานะธนาคารตัวแทนของธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ทั้งมิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาท การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,593,715,693.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 8,582,567,055.47 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์จนเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า บริษัทมหาราชแพลนเนอร์ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจากศาลล้มละลายกลางให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของโจทก์ ต่อมาในปี 2547 โจทก์โดยบริษัทมหาราชแพลนเนอร์ จำกัด ผู้บริหารแผนได้สั่งซื้อสินค้าเศษเหล็กรางรถไฟใช้แล้ว จากบริษัทโควาสเอเชีย แอสเซท จำกัด ผู้ขาย ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโจทก์ยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้ต่อจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 4,920,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้จำเลยที่ 1 เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังบริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์มีเงื่อนไขว่า ผู้รับประโยชน์จะได้ชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเมื่อได้ยื่นเอกสารดังต่อไปนี้ต่อจำเลยที่ 2 คือ

(1) ใบกำกับสินค้าต้นฉบับ 2 ฉบับ และสำเนา 3 ฉบับ ที่ลงนามหมดแล้ว และระบุแยกถึงราคาต่อหน่วย ราคาเอฟโอบี ค่าระวาง ค่าเบี้ยประกันภัย และราคาซีไอเอฟ รวมชั้นต้น ณ ท่าเรือศรีราชา ประเทศไทย โดยระบุรายละเอียดของเลขที่สัญญาปริมาณและสินค้าที่ส่งมอบ

(2) ใบตราส่งสินค้าทางทะเลระบุสินค้าที่ได้รับไว้บนเรืออยู่ในสภาพเรียบร้อย หรือเอกสารขนส่งต่าง ๆ ชุดต้นฉบับและสำเนา 2 ฉบับ ซึ่งเปลี่ยนมือไม่ได้และจัดทำขึ้นหรือสลักหลังตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีตราประทับ "ชำระค่าระวางล่วงหน้าแล้ว" และได้แจ้งให้โจทก์แล้ว

(3) กรมธรรม์ประกันภัยหรือใบรับรอง 2 ฉบับ ครอบคลุมการประกันภัยร้อยละ 110 ของมูลค่าตามใบกำกับสินค้า สลักหลังเปล่าโดยการเรียกร้องค่าชดเชยให้จ่ายในกรุงเทพมหานครโดยครอบคลุมความคุ้มครองทางทะเลตามข้อกำหนดเกี่ยวกับสินค้าและความคุ้มครองเกี่ยวกับภัยสงคราม เอสอาร์ซีซี และทีพีเอ็นดี

(4) บัญชีรายการบรรจุหีบห่อสินค้าต้นฉบับ 2 ฉบับ และสำเนา 3 ฉบับ

(5) ใบรับรองจากผู้รับประโยชน์ รับรองเกี่ยวกับวัตถุปลอดกัมมันตรังสีและไม่ทำด้วยไม้ อุปกรณ์จากต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งออกโดย เอสจีเอส หรืออเล็กซ์ สจ๊วต ต้นฉบับ 3 ฉบับ และสำเนา 3 ฉบับ

(6) ใบรับรองการจดทะเบียนเรือขนส่งสินค้า ออกโดยองค์กรจดทะเบียนระหว่างประเทศชั้นหนึ่ง ต้นฉบับ 1 ฉบับ และสำเนา 2 ฉบับ

(7) หนังสือรับรองของผู้ขาย รวมทั้งใบรับการนำส่งเอกสารซึ่งรับรองว่าได้มีการจัดส่งเอกสารการส่งสินค้าแบบเปลี่ยนมือไม่ได้ครบชุด 1 ชุด (ซึ่งระบุถึงชื่อและรายละเอียดของเรือ เลขที่ และวันที่ในใบตราส่งสินค้าทางทะเล น้ำหนักตามใบตราส่งสินค้าทางทะเล อันกำหนดสินค้าถึงท่าเรือปลายทางและอื่น ๆ) โดยส่งตรงไปยังผู้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว โดยผ่านบริษัทผู้รับส่งเอกสารและทางโทรสารภายใน 5 วันทำการ นับจากวันที่ออกใบตราส่งสินค้าทางทะเล

(8) ใบรับรองคุณภาพออกโดย เอสจีเอส หรืออเล็กซ์ สจ๊วต 3 ฉบับ

(9) รายงานการตรวจสอบปริมาณออกโดย เอสจีเอส หรืออเล็กซ์ สจ๊วต 3 ฉบับ แสดงถึงปริมาณสินค้าที่บรรทุกลงเรือ

(10) ใบแจ้งของกัปตันเรือที่แสดงถึงรายละเอียดของสินค้า ชื่อเรือ เลขที่ และวันที่ในใบตราส่งสินค้าทางทะเล ฯลฯ ลงนามโดยกัปตันเรือและเจ้าหน้าที่ท่าเรือ

(11) ต้นฉบับหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า 1 ฉบับ และสำเนา 2 ฉบับ ออกโดยหอการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศที่ส่งออก

ทั้งนี้การปฏิบัติตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับของระเบียบประเพณีและพิธีปฏิบัติสำหรับเครดิตที่มีเอกสารประกอบของหอการค้านานาชาติ (Uniform Custom and Practice for Documentary Credit 1993 Revision, ICC Publication No.500 หรือ UCP500) ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและจำเลยที่ 2 ได้แจ้งและยืนยันเครดิตแก่บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด แล้ว ต่อมาบริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ได้ยื่นเอกสารตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อขอรับเงินค่าสินค้าต่อจำเลยที่ 2 ณ สำนักงานใหญ่ กรุงนิวยอร์ก ทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ จำเลยที่ 2 ตรวจสอบเอกสารทั้งหมดแล้วได้ส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ และแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ทางระบบศูนย์ข่ายสวิฟต์ว่า เอกสารเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดในเลตเตอร์ออฟเครดิต และจำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์กับหักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ในอีก 3 วัน คือ วันที่ 8 ตุลาคม 2547 วันที่ 7 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะหักเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่มีอยู่กับจำเลยที่ 1 ในวันที่ 8 ตุลาคม 2547 แต่พนักงานของโจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเอกสารจากผู้ขาย ขอให้จำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 ให้ชะลอการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้ก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับเอกสารต่าง ๆ ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากจำเลยที่ 2 รวม 11 รายการ จำนวน 37 แผ่น และจำเลยที่ 1 ได้จัดส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวทั้งชุดให้แก่โจทก์ทางโทรสาร และจำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินจำนวน 4,882,608 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์ไป และหักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 หักเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์บัญชีเลขที่ 001 - 2 - 87425 - 7 จำนวน 201,578,472.28 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวน 4,882,608 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 2

พิเคราะห์แล้ว สมควรหยิบยกปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ขึ้นมาวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 แก้อุทธรณ์ในข้อแรกว่า ผู้บริหารแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเฉพาะการที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่จะกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในหนี้สินไม่ได้เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ย่อมก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้อง และหากแพ้คดีอาจต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าฤชาธรรมเนียมศาลแก่อีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าบริษัทมหาราชแพลนเนอร์ จำกัด ได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางในฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องทรัพย์สินให้กลับมาเป็นของลูกหนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้สำเร็จลุล่วง ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินของลูกหนี้ บริษัทมหาราชแพลนเนอร์ จำกัด ผู้บริหารแผนจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลล้มละลายกลางเสียก่อน โดยเป็นการฟ้องคดีในนามของโจทก์ มิใช่ในนามของบริษัทมหาราชแพลนเนอร์ จำกัด ผู้บริหารแผน ข้ออ้างตามคำแก้อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติผิดสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์โดยเห็นว่า เอกสารจำนวน 11 รายการ ที่ผู้รับประโยชน์นำมายื่นเพื่อขอรับชำระเงินถูกต้องตรงตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วและจำเลยที่ 1 เห็นชอบแล้วนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบประเพณีและพิธีปฏิบัติสำหรับเครดิตที่มีเอกสารประกอบของหอการค้านานาชาติ (UCP500) เพราะมีเอกสารหลายฉบับมีความไม่ถูกต้อง คือ หนังสือรับรองการประกันภัยระบุว่าออกให้โดยโซซิเอเต้ ซองทราล เดอ เรอาสชูรองส์ ซึ่งบุคคลทั่วไปย่อมทราบได้ว่าบริษัทดังกล่าวประกอบกิจการรับประกันภัยต่อโดยรับประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยจากบุคคลทั่วไปอีกทอดหนึ่ง ไม่ได้ประกอบธุรกิจรับประกันภัยเกี่ยวกับการขนส่งทางทะเลและรับประกันภัยจากผู้ไม่ได้ประกอบธุรกิจประกันภัยและไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการออกหนังสือรับรองการประกันภัย ทั้งนายอับดุล ผู้ลงชื่อในหนังสือรับรองก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจทำการแทน นอกจากนี้หนังสือรับรองการประกันภัยมีรอยตัดขาดแยกออกจากกันไปส่วนหนึ่ง แล้วมีการนำกระดาษที่ปรากฏข้อความด้านล่างในส่วนของชื่อผู้รับประโยชน์ ชื่อและลายมือชื่อของผู้ลงนามในเอกสาร ตลอดจนชื่อและหมายเลขตู้ไปรษณีย์ของผู้ออกเอกสารนั้นมาต่อกันโดยใช้เทปพลาสติกใสปิดทับรอยที่นำมาต่อซึ่งถือเป็นส่วนสาระสำคัญ รอยตัดขาดปรากฏอยู่ขณะที่จำเลยที่ 2 รับเอกสารจากผู้รับประโยชน์และตรวจเอกสาร เอกสารดังกล่าวจึงเป็นพิรุธ เอกสารจึงไม่สมบูรณ์ตามข้อกำหนดและเงื่อนไข จำเลยที่ 2 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับเอกสารและแจ้งให้ผู้รับประโยชน์นำมายื่นใหม่หรือแจ้งให้โจทก์เพื่อให้มีการยกเว้นจึงจะจ่ายเงินได้

ใบตราส่งที่ออกโดย M.M.A. Maroc และขนส่งโดยเรือชื่อนาฟโทพัลก์ ไม่สามารถพิสูจน์การมีตัวตนและบริษัทดังกล่าวได้ตามหนังสือแจ้งเอกสาร

ใบรับรองการนำส่งเอกสารโดยผู้รับให้บริการขนส่งทางอากาศตรวจสอบกับบริษัทดีเอชแอลและยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอม โดยยืนยันตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2548 ว่าโจทก์ยังไม่ได้รับเอกสาร แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมรับฟัง

หนังสือรับรองคุณภาพ ปริมาณซึ่งออกโดย เอสจีเอส และสินค้าอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง เป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ออกเอกสารมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ตราประทับเป็นของบริษัทในประเทศโมร็อกโก โจทก์ตรวจสอบไปยังประเทศโมร็อคโกแล้ว ยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอม นอกจากนี้หนังสือของ เอสจีเอส จะมีลักษณะเฉพาะตัว โดยรูปนกและตัวหนังสือ เอสจีเอส บริเวณมุมบนขวาและมุมล่างซ้ายของกระดาษจะพิมพ์ด้วยสีสะท้อนแสงเหมือนพิมพ์ธนบัตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 น่าจะสังเกตเห็นและทราบว่าเป็นเอกสารที่มิได้ออกโดย เอสจีเอส จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ประกอบการวิชาชีพธนาคารและได้รับเงินค่าธรรมเนียมในการเปิดและยืนยันเครดิต ย่อมต้องรับผิดชอบดูแลผลประโยชน์ของผู้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยการใช้ความระมัดระวังตามมาตรฐานสากลในการตรวจสอบเอกสาร การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปโดยมิได้ใช้ความระมัดระวังจึงเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้นมีข้อตกลงให้อยู่ภายใต้บังคับของระเบียบประเพณีและพิธีปฏิบัติสำหรับเครดิตที่มีเอกสารประกอบของหอการค้านานาชาติ (UCP500) ซึ่งหมายความว่า ข้อกำหนดใน UCP500 ย่อมผูกพันบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตทุกฝ่าย คือ โจทก์ ผู้ขอเปิดเครดิต จำเลยที่ 1 ธนาคารผู้เปิดเครดิต และจำเลยที่ 2 ธนาคารตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้แจ้งให้ผู้รับประโยชน์ทราบข้อกำหนดและเงื่อนไขเกี่ยวกับเอกสารการส่งสินค้าที่ผู้รับประโยชน์จะต้องนำมายื่นต่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยืนยันต่อผู้รับประโยชน์ว่าถ้าผู้รับประโยชน์นำเอกสารตามข้อกำหนดและเงื่อนไขตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่แจ้งไปมายื่นอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้รับประโยชน์ และตามข้อกำหนด UCP500 ข้อ 3 และข้อ 4 แสดงให้เห็นสภาพของสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งเป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่นอันเป็นมูลหนี้ที่ก่อให้เกิดการชำระหนี้ด้วยเครดิตคือสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ธนาคารตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผูกพันตามสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่น แต่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับเอกสารตามที่ระบุไว้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยจะไม่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการหรือการปฏิบัติอื่นใด ซึ่งเอกสารนั้นอาจเกี่ยวพันไปถึง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าผู้รับประโยชน์ได้ยื่นเอกสารต่อจำเลยที่ 2 ถูกต้องครบถ้วนตามข้อตกลงและเงื่อนไขตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตที่แจ้งไปหรือไม่ โดยอาศัยการพิสูจน์เฉพาะตัวอักษรที่ระบุไว้ในเอกสารเท่านั้น ไม่ต้องตรวจพิสูจน์ถึงตัวสินค้าว่ามีการจัดส่งตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่นหรือไม่ และตามข้อกำหนด UCP500 ข้อ 15 ที่ระบุว่าธนาคารผู้ตรวจเอกสารไม่ต้องรับภาระหรือรับผิดชอบต่อแบบฟอร์ม ความครบถ้วน ความถูกต้อง เป็นของแท้ เป็นของปลอม หรือการก่อให้เกิดผลตามกฎหมายของเอกสารนั้น หมายความว่า การทำหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับเอกสารนั้น ถ้าเอกสารนั้นมีความสมบูรณ์และตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีภาระผูกพันที่ต้องชำระเงินตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับแบบฟอร์มของเอกสาร ความแท้จริงของเอกสาร การปลอมแปลงของเอกสาร ปัญหากฎหมายของเอกสาร ลักษณะ ประเภทสินค้า ปริมาณ น้ำหนัก คุณภาพ สภาพของสินค้า การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง หรือมูลค่าของสินค้าที่ส่งมอบให้แก่กัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์ได้ยื่นเอกสารรวม 11 รายการ จำนวน 37 แผ่น ต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขอรับเงินค่าสินค้าตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์มิได้โต้แย้งว่าเอกสารทั้งหมดรวมทั้งข้อความในเอกสารมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือข้อความในเอกสารใดขัดหรือแย้งกัน ส่วนที่โจทก์อ้างว่าหนังสือรับรองการประกันภัย โซซิเอเต้ ซองทราล เดอ เรอาสชูรองส์ เป็นบริษัทรับประกันภัยต่อ ไม่มีอำนาจออกหนังสือรับรองการประกันภัย และนายอับดุล ผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองการประกันภัยไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวนั้น ถือว่าเป็นปัญหาเรื่องการมีผลตามกฎหมายและความแท้จริงของเอกสารซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งประกอบธุรกิจการธนาคารต้องทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และตามข้อกำหนด UCP500 ก็ได้ระบุไว้แล้วว่าปัญหาดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคารตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ที่โจทก์อ้างว่าใบตราส่งระบุว่า ออกโดย เอ็ม.เอ็ม.เอ มาร๊อค (M.M.A Maroc) และเรือที่ขนส่งสินค้าชื่อนาฟโทพัลก์ ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ว่า บริษัทและเรือดังกล่าวมีตัวตนอยู่หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อความในใบตราส่งถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว การที่บริษัทผู้ขนส่งหรือเรือที่ใช้ขนส่งสินค้าจะมีอยู่จริงหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชอบตรวจสอบ และที่โจทก์อ้างว่าหนังสือรับรองการจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าจากผู้รับประโยชน์ไปให้โจทก์ก็ดี หนังสือรับรองคุณภาพสินค้าและหนังสือรับรองปริมาณ ซึ่งออกโดย เอสจีเอส ก็ดี ไม่ใช่เอกสารที่แท้จริง เป็นเอกสารปลอมนั้น ก็เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการตรวจสอบและความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่นกัน

ส่วนการที่หนังสือรับรองการประกันภัยมีการฉีกขาดในส่วนชื่อผู้รับประโยชน์และลายมือชื่อผู้ออกเอกสารโดยโจทก์อ้างว่ามีการนำกระดาษที่ปรากฏข้อความด้านล่างในส่วนชื่อของผู้รับประโยชน์ ชื่อและลายมือชื่อผู้ออกเอกสาร ตลอดจนชื่อและหมายเลขตู้ไปรษณีย์ของผู้ออกเอกสารนั้นมาต่อกันโดยใช้เทปพลาสติกใสปิดทับรอยต่อซึ่งถือเป็นส่วนสาระสำคัญและรอยตัดขาดปรากฏอยู่ขณะที่จำเลยที่ 2 ตรวจรับเอกสาร เอกสารดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขตามเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 2 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับเอกสารนั้นโดยกำหนดให้ผู้รับประโยชน์นำมายื่นใหม่ หรือแจ้งโจทก์เพื่อขอให้มีการยกเว้นการตรวจรับเอกสารดังกล่าว เห็นว่า ข้อเท็จจริงเห็นได้ชัดว่าเอกสารส่วนที่มีรอยต่อและรอยใช้เทปพลาสติกใสปิดทับรอยต่อนั้น รอยฉีกขาดได้ตัดส่วนของข้อความบางคำแยกออกจากกัน แต่เมื่อนำมาต่อติดเป็นแผ่นเดียวกันต่อเข้ากันได้สนิททุกส่วน และตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญ กองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า ร่องรอยการฉีกขาดตรงและเข้ารอยกันได้ จึงเป็นรอยฉีกขาดจากกระดาษแผ่นเดียวกัน และหมึกที่ใช้พิมพ์ในหนังสือรับรองการประกันภัยเป็นหมึกชนิดเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าหนังสือรับรองการประกันภัย ซึ่งเป็นเอกสาร 2 ชิ้น ที่นำมาต่อติดกันเป็นเอกสารแผ่นเดียวกันมาตั้งแต่แรก ที่โจทก์อุทธรณ์ทำนองว่า กระดาษที่นำมาต่อกับเอกสารเดิมไม่ใช่กระดาษแผ่นเดียวกันนั้นฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า หนังสือรับรองการประกันภัยที่มีรอยฉีกขาดเป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือไม่ คู่ความนำสืบรับกันว่าในการตรวจเอกสารว่าถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือไม่ ธนาคารผู้มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารต้องถือปฏิบัติตามพิธีปฏิบัติของธนาคารตามมาตรฐานสากลเพื่อการตรวจสอบเอกสารภายใต้เครดิตที่มีเอกสารประกอบ (International Standard Banking Practice (ISBP) for the examination of documents under documentary credits) ซึ่งในข้อ 9 ของพิธีปฏิบัติดังกล่าวกำหนดว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเอกสารบุคคลผู้ออกเอกสารจะต้องลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขเพื่อรับรองความถูกต้องของเอกสาร นั้น ซี่งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือข้อความในเอกสารย่อมทำได้ด้วยการขูดลบ ขีดฆ่า หรือเพิ่มเติมในข้อความ แต่กรณีหนังสือรับรองการประกันภัยที่มีการฉีกขาดออกจากกันโดยลักษณะถูกตัดหรือกรีดด้วยของมีคม เริ่มจากบริเวณด้านขวาตอนกลางของเอกสารลึกเป็นเส้นตรงเข้ามาประมาณ 3 ใน 4 ส่วน ของความกว้างของเอกสาร ตัดเป็นมุมฉากลงมาด้านล่างยาวประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วตัดเป็นมุมฉากมาทางด้านขวาจนสุดกระดาษด้านขวา ทำให้กระดาษชิ้นที่ถูกตัดหลุดออกเป็นช่องสี่เหลี่ยม แต่มีการนำกระดาษชิ้นที่ถูกตัดออกเข้ามาต่อติดไว้ที่เดิมด้วยเทปพลาสติกใส เห็นได้ว่าลักษณะการฉีกขาดมิได้มีลักษณะเป็นการฉีกทำลายเอกสารดังกล่าว ดังนั้น เอกสารหรือข้อความในเอกสารมิได้เสียไป ทั้งข้อความและความหมายของเอกสารมิได้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ออกเอกสารลงลายมือชื่อกำกับรับรองความถูกต้องตามข้อกำหนดของ ISBP ข้อ 9 และสภาพฉีกขาดดังกล่าวยังไม่ถึงขนาดชำรุดเพราะคุณค่าและความหมายมิได้เปลี่ยนแปลงหรือเสื่อมถอยลดน้อยลง จึงไม่จำเป็นต้องคืนเอกสารดังกล่าวให้ไปทำมาใหม่ หรือแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อขอให้ยกเว้นข้อบกพร่องดังกล่าว ถือได้ว่าหนังสือรับรองการประกันภัยเป็นเอกสารที่ถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตรวจผ่านเอกสารดังกล่าว ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตรวจเอกสารโดยใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์ ต้องยื่นเอกสารหลายรายการเพื่อขอรับเงิน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการคือ หนังสือรับรองของผู้ขายรวมทั้งใบรับการนำส่งเอกสารซึ่งรับรองว่าได้มีการจัดส่งเอกสารการส่งสินค้าแบบเปลี่ยนมือไม่ได้ 1 ชุด โดยตรงไปยังผู้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วโดยผ่านบริษัทผู้รับส่งเอกสารและทางโทรสาร ภายใน 5 วันทำการ นับจากวันที่ออกใบตราส่งสินค้าทางทะเล และกรณีที่เห็นว่าเอกสารต่าง ๆ ที่ยื่นมาไม่ถูกต้องหรือมีข้อขัดแย้ง อาจขอให้มีการยกเว้นความไม่ถูกต้องหรือความขัดแย้งจากผู้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ก็ได้ส่งสวิฟต์ไปยังจำเลยที่ 1 ว่า ได้จัดส่งต้นฉบับและสำเนาเอกสารทั้งหมดตามเงื่อนไขเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 จึงส่งโทรสารข้อความในสวิฟต์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบ แต่เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับเอกสารทั้งหมดตามเงื่อนไขเลตเตอร์ออฟเครดิตจากผู้ขาย โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 ให้ชะลอการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไว้ก่อนจนกว่าโจทก์จะได้รับเอกสารจากผู้ขาย และในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 2 ได้แจ้งยกเลิกการชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 กลับจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์ และหักเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 ทั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเอกสารการส่งสินค้าจากผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ได้ทำการหักเงินในบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 001 - 2 - 87425 - 7 จำนวน 201,578,471.28 บาท ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขเลตเตอร์ออฟเครดิต เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นธนาคารผู้แจ้งและยืนยันเครดิต มีหน้าที่ตรวจเอกสารที่บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์ยื่นเพื่อขอรับเงินโดยใช้ความระมัดระวังตามสมควรว่า เอกสารนั้นถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือไม่ภายใน 7 วัน หากเอกสารนั้นถูกต้องแล้วก็มีหน้าที่จ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ผู้รับประโยชน์โดยไม่ชักช้า เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมาแล้วฟังได้ว่าเอกสารทั้งหมดที่บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ยื่นเพื่อขอรับเงินนั้นถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์ขอเปิดไว้ จำเลยที่ 2 จึงมีความรับผิดชอบจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่บริษัทไอเม็กซ์ แอตแลนติก จำกัด ผู้รับประโยชน์ เมื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ได้เมื่อโจทก์ได้รับเอกสารการขนส่งสินค้าลงเรือจากผู้ขายแล้วหรือจำเลยที่ 2 ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชะลอการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ไว้ก่อน เพราะโจทก์ยังไม่ได้รับเอกสารการขนส่งสินค้าจากผู้ขาย และจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้ยกเลิกการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้วก็ตาม ก็ถือว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการตรวจเอกสารตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังมิได้รับเอกสารตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 2 จัดส่งมาให้ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจให้คำรับรองแก่จำเลยที่ 2 ว่า เอกสารนั้นถูกต้องตรงตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือไม่ แต่ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่า ได้รับเอกสารที่ผู้รับประโยชน์ยื่นขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 จัดส่งไปให้แล้ว และเห็นว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว จำเลยที่ 2 จึงจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้รับประโยชน์ไป การจ่ายเงินของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตอย่างมีเหตุผลในฐานะธนาคารตัวแทนของธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/20 ม. 90/25
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 797 ม. 812
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทมหาราชแพลนเนอร์ จำกัด ผู้บริหารแผน
จำเลย — บริษัทธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12708/2555
#528558
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นมีหน้าที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดเหตุมาส่งมอบให้ผู้รับตราส่งที่ท่าเรือฮ่องกง และเมื่อตู้คอนเทนเนอร์ถูกยกขึ้นจากเรือไปวางบนลานพักสินค้าของการท่าเรือฮ่องกง ถือว่าหน้าที่ในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 2 ได้สิ้นสุดลง ตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้ส่งมอบไว้ที่การท่าเรือฮ่องกงถือว่าไม่ได้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 แล้ว การพบเหตุเพลิงไหม้ภายในตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาทหลังจากมีการลากตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวไปยังโรงพักสินค้า ไม่อาจถือได้ว่าความเสียหายของสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์เกิดในระหว่างที่ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39

การติดเครื่องหมายและสัญลักษณ์ไว้ที่ถังให้เห็นได้ชัดเจนนั้นไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์จะให้มีการแจ้งถึงสภาพอันตรายของสินค้าให้ผู้ขนส่งทราบ เพื่อให้ผู้ขนส่งทราบสภาพอันอาจก่อให้เกิดอันตรายและกระทำการเพื่อป้องกันด้วยการจัดระวางสินค้าอันตรายให้เหมาะสมและปิดเครื่องหมายอันตรายไว้ที่ตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าอันตรายนั้นด้วย แต่หากผู้ขนส่งได้ทราบถึงอันตรายของสินค้า เช่น มองเห็นจากเครื่องหมายอันตรายที่ติดประทับอยู่ที่ถังบรรจุสินค้า ก็อาจทำให้จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายอันเกิดขึ้นเนื่องในการขนส่งสินค้าอันตรายนั้นตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 34 (2)

ความรับผิดของผู้ส่งของในกรณีที่ผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติถึงเรื่องอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. กำหนด 10 ปี กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 มาใช้บังคับแก่ผู้ส่งของได้

พยานหลักฐานมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า สินค้าอาจต้องมีการตรวจสอบถึงประสิทธิภาพในการทำงาน แต่การที่ส่งกลับมาตรวจสอบประสิทธิภาพที่ประเทศไทย รวมทั้งเปลี่ยนกล่องบรรจุสินค้าใหม่จะมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งเมื่อผู้ซื้อทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แสดงเจตนาไม่ยอมรับสินค้าดังกล่าว ถือว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าดังกล่าวแล้ว การนำออกประมูลขายที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงจึงน่าจะเป็นวิธีการบรรเทาความเสียหายของสินค้าได้ดีกว่าวิธีอื่น กรณีถือว่าสินค้าเสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยปริยาย

เมื่อความเสียหายที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัยนั้นคือการไม่ได้รับสินค้าที่มีสภาพถูกต้องครบถ้วน ณ สถานที่ส่งมอบปลายทาง อันมูลค่าสินค้าในเวลาและสถานที่นั้นย่อมต้องรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมด้วย ประกอบกับสินค้าในคดีคือเครื่องจักรและปั๊มน้ำ 110 หน่วย ที่ต้องถูกขนส่งจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศเอลซัลวาดอร์ ซึ่งการเดินทางมีระยะทางไกลและต้องใช้เวลาในการเดินทางทางเรือค่อนข้างนานนั้นเป็นสินค้าใหม่ ราคาสินค้าตามท้องตลาดที่ปลายทางจึงอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกด้วย การที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามสัญญาซึ่งสูงกว่าราคาสินค้าที่เป็นราคา ซีไอเอฟ (CIF) ร้อยละ 10 ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประกันภัยไป จึงเชื่อได้ว่าเป็นการจ่ายโดยชอบตามความเสียหายที่แท้จริงแล้ว โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 701,808.53 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 678,759.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,990 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย (วันที่ 22 เมษายน 2548) ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนกับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 โจทก์รับประกันภัยสินค้าของบริษัทเอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ผู้เอาประกันภัย ในการขนส่งประเภทเครื่องจักรแบบ GX160T1 LX จำนวน 30 หน่วย ราคาหน่วยละ 188 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน 5,640 ดอลลาร์สหรัฐ และแบบ GX160T1 SX จำนวน 30 หน่วย ราคาหน่วยละ 145 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน 4,350 ดอลลาร์สหรัฐ กับปั๊มน้ำ จำนวน 50 หน่วย ราคาหน่วยละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 110 หน่วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,990 ดอลลาร์สหรัฐ ในวงเงิน 21,989 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลที่ผู้เอาประกันภัยขายในราคาซีไอเอฟ (CIF) ให้แก่บริษัทเซอร์วิซิโอ อากริโคลา ซาลวาดอเรโนเอสเอ จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศเอลซัลวาดอร์ โดยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งในระบบซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส (CFS/CFS) ซึ่งหมายถึงผู้ขนส่งเป็นผู้บรรจุสินค้า เข้าตู้คอนเทนเนอร์และปิดผนึกตู้คอนเทนเนอร์ที่ประเทศต้นทางด้วยตนเอง ขนถ่ายลงเรือวันไฮ 165 (Wan Hai) ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2547 ขนส่งจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรืออะคาจุทลา และจะต้องเปลี่ยนถ่ายลงเรือเมอสก์จิรอนเด (Maersk Gironde) ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 หรือลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้บรรจุสินค้า เข้าตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU 5218531 แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อขาดความระมัดระวังได้บรรจุสินค้าประเภทอิเล็กทรอแพลทติง เคมิคอล (ELectroplating Chemicals) จำนวน 120 ถัง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตรายประเภทไวไฟซึ่งเป็นของจำเลยร่วมไว้ในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกันกับสินค้าของผู้เอาประกันภัยด้วย วันที่ 3 ตุลาคม 2547 เรือวันไฮ 165 เดินทางถึงท่าเรือ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง มีการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าเพื่อรอขนส่งต่ออีกทอดหนึ่ง ขณะนั้นบริษัทอีเทอร์นิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เฟรท ฟอร์วาร์ดเดอร์ (เอชเค) จำกัด ตัวแทนผู้ขนส่งพบว่ามีกลิ่นไหม้จากภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่เก็บไว้จึงได้ทำการเปิดตู้คอนเทนเนอร์พบว่าไฟไหม้ มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาดับไฟโดยการฉีดน้ำเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ ต่อมาโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทท๊อปลิส แอนด์ฮาร์ดิ้ง (มารีน) จำกัด เข้าสำรวจสินค้าเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 พบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้อันเนื่องมาจากมีสินค้าประเภทอิเล็กทรอแพลทติง เคมิคอล จำนวน 120 ถัง บางถังแตกทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีแล้วเกิดเพลิงไหม้ เหตุดังกล่าวทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ยอมรับสินค้าทั้งหมด เนื่องจากมีรอยไหม้เปียกเปรอะเปื้อนและมีกลิ่นควันไฟจึงไม่เหมาะสมที่จะขายให้แก่บริษัทเซอร์วิซิโอ อากริโคลา ซาลวาดอเรโน เอสเอ จำกัด และผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าเสียหายของสินค้าทั้งหมด 110 หน่วย ตามมูลค่าที่เอาประกันภัย 21,989 ดอลลาร์สหรัฐ ไปยังจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระ ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องมายังโจทก์ ส่วนสินค้าที่ได้รับความเสียหายบริษัทท๊อปลิส แอนด์ฮาร์ดิ้ง (มารีน) จำกัด ได้ทำการสำรวจสินค้าและคำนวณความเสียหายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนแล้วจึงนำไปประมูลขายเป็นซากสินค้าได้เงิน 53,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หักค่าพักสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 14,583.54 ดอลลาร์ฮ่องกง และค่าแรงคนงาน 600 ดอลลาร์ฮ่องกง คงเหลือ 37,816.46 ดอลลาร์ฮ่องกง โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทน 873,183 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 เต็มมูลค่าแล้ว เมื่อนำเงินที่ได้จากการขายซากสินค้าจำนวน 37,816.46 ดอลลาร์ฮ่องกง คิดอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 194,423.87 บาท มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนจำนวน 873,183 บาท คงเหลือ 678,759.13 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายของสินค้ากับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้ารายนี้รับสินค้าของบริษัทเอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด นำมาบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์รวมกับสินค้าของผู้ส่งรายอื่น จำเลยที่ 1 จัดวางสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดเหตุด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยจัดวางสินค้าพิพาทรวมกับสินค้าประเภทอิเล็กทรอแพลทติง เคมิคอล ซึ่งเป็นสินค้าที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตราย และจัดวางสินค้าที่มีน้ำหนักมากถึง 780 กิโลกรัม ทับบนถังพลาสติกซึ่งบรรจุสารเคมีอิเล็กทรอแพลทติง เคมิคอล การยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงหลายครั้งทำให้เกิดแรงกดทับจนถังพลาสติกบรรจุสารเคมีดังกล่าวแตก สารเคมีรั่วไหลทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดเหตุจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือปลายทางที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงส่งมอบให้แก่บริษัทอีเทอร์นิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเฟรท ฟอร์วาร์ดเดอร์ (เอชเค) จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 1 เพื่อขนถ่ายและขนส่งลงเรือเมอสก์ จิรอนเด อีกทอดหนึ่งเดินทางไปส่งให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศเอลซัลวาดอร์โดยจำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ ระบุท่าปลายทางคือท่าเรือฮ่องกง และข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า เรือของจำเลยที่ 2 เดินทางถึงท่าเรือฮ่องกงเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2547 ได้มีการยกตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดเหตุขึ้นจากเรือ และบริษัทอีเทอร์นิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เฟรท ฟอร์วาร์ดเดอร์ (เอชเค) จำกัด ได้รับตู้คอนเทนเนอร์นำไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าที่ จี แวร์เฮ้าส์ เพื่อรอการขนส่งต่อไป แต่ขณะตู้คอนเทนเนอร์ไปถึงโรงพักสินค้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบว่ามีควันเล็กน้อยลอดออกมาจากประตูตู้คอนเทนเนอร์ จึงทำการเปิดออกดูพบเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ภายในจึงมีการฉีดน้ำเข้าไปและควบคุมเพลิงไว้ได้ ต่อมาจึงได้มีการสำรวจความเสียหายของสินค้า เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นมีหน้าที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดเหตุมาส่งมอบให้ผู้รับตราส่งที่ท่าเรือฮ่องกง และเมื่อตู้คอนเทนเนอร์ถูกยกขึ้นจากเรือไปวางบนลานพักสินค้าของการท่าเรือฮ่องกง ถือว่าหน้าที่ในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้ส่งมอบไว้ที่การท่าเรือฮ่องกงถือว่าไม่ได้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 แล้ว การพบเหตุเพลิงไหม้ภายในตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าพิพาทหลังจากมีการลากตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวไปยังโรงพักสินค้าไม่อาจถือได้ว่าความเสียหายของสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์เกิดในระหว่างที่ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยร่วมผู้ส่งสินค้าอิเล็กทรอแพลทติง เคมิคอล ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า สินค้าอิเล็กทรอแพลทติง เคมิคอล จำนวน 120 ถัง ของจำเลยร่วมที่มอบให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งนั้นเป็นสินค้าที่มีสภาพเป็นของเหลว อันก่อให้เกิดอันตรายได้ประเภท 8 สารกัดกร่อนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพิษและติดไฟได้ และจำเลยร่วมได้ทำเครื่องหมายโดยปิดป้ายแสดงไว้ที่ข้างถังว่าเป็นสินค้าอันตรายประเภท 8 แล้ว แต่จำเลยร่วมมิได้แจ้งให้ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าแก่บริษัทเลิศสุขุม จำกัด ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าของจำเลยร่วม บริษัทเลิศสุขุม จำกัด จึงมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าของจำเลยร่วม เมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายประสงค์จะให้มีการแจ้งถึงสภาพอันตรายของสินค้าให้ผู้ขนส่งทราบ เพื่อให้ผู้ขนส่งทราบสภาพอันอาจก่อให้เกิดอันตรายและกระทำการเพื่อป้องกันมิให้มีอันตรายเกิดขึ้นจากสินค้านั้น ด้วยการจัดระวางสินค้าอันตรายให้เหมาะสมและปิดเครื่องหมายอันตรายไว้ที่ตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าอันตรายนั้น แต่อย่างไรก็ตามแม้ผู้ส่งของจะมิได้แจ้งให้ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้านั้น แต่หากผู้ขนส่งได้ทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้า เช่น มองเห็นจากเครื่องหมายอันตรายที่ติดประทับอยู่ที่ถังบรรจุสินค้า ก็อาจทำให้จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายอันเกิดขึ้นเนื่องในการขนส่งสินค้าอันตรายนั้น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 34 (2) ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยร่วมมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้า และจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งก็ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงยังคงต้องรับผิดในความเสียหายอันเป็นผลเนื่องจากการขนส่งสินค้านั้น โดยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดของผู้ส่งของในกรณีที่ผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติถึงเรื่องอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีกำหนด 10 ปี กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 มาใช้บังคับแก่ผู้ส่งของได้ คดีนี้เหตุความเสียหายของสินค้าเกิดเมื่อเดือนตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2549 จึงยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมรับผิดไม่ขาดอายุความ จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าของบริษัทเอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อสุดท้ายว่า สินค้าของบริษัทเอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ได้รับความเสียหายเพียงใด ตามรายงานการสำรวจความเสียหายของสินค้าของบริษัทท๊อปลิส แอนด์ ฮาร์ดิ้ง (มารีน) จำกัด บันทึกว่าได้เข้าไปสำรวจเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 พบสินค้าเครื่องจักรและปั๊มน้ำวางอยู่บนไม้รองสินค้า 11 พัลเล็ต ทั้งหมดอยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่แสดงเครื่องหมายว่าได้รับการเปียกน้ำและควันในระดับต่าง ๆ กัน ได้เปิดทั้ง 11 พัลเล็ตออก ปรากฏว่าจำนวน 60 กล่อง ที่บรรจุเครื่องจักรและจำนวน 50 กล่อง ที่บรรจุเครื่องปั๊มน้ำอยู่ในสภาพเรียบร้อยแต่เปียกน้ำและหรือควันในระดับต่าง ๆ เมื่อแกะกล่องพบว่าเครื่องจักรจำนวน 60 หน่วย และเครื่องปั๊มน้ำจำนวน 50 หน่วย รวมคู่มือของเจ้าของ ชุดเครื่องมือ ปรากฏในสภาพดี มีการถ่ายรูปสินค้าขณะทำการสำรวจไว้ด้วย ซึ่งตามรูปถ่ายเครื่องจักรและเครื่องปั๊มน้ำที่แกะกล่องมีสภาพใหม่ไม่มีร่องรอยความเสียหาย และมีบันทึกของโจทก์ต่อท้ายรายงานการสำรวจความเสียหายว่า ผู้เอาประกันภัยไม่ยอมรับสินค้าทั้งหมด แม้จะไม่มีความเสียหายใด ๆ ทางรูปร่างวัตถุที่พบ แต่อ้างว่ามีผลกระทบโดยความชื้นและหรือควัน ไม่เหมาะสมในความมุ่งหมายของสินค้าที่จะส่งให้แก่ผู้ซื้อในเอลซัลวาดอร์ ดังนั้น เพื่อบรรเทาความสูญเสียให้น้อยที่สุดควรขายซากสินค้าในราคาที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผล ตามที่ได้มีผู้เสนอซื้อในราคา 50,350 ดอลลาร์ฮ่องกง หักค่าภาระจัดเก็บสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่นจำนวน 14,583.54 ดอลลาร์ฮ่องกง จ่ายค่าแรงคนงานที่โรงพักสินค้าอีก 600 ดอลลาร์ฮ่องกง คงเหลือเงินค่าสินค้าสุทธิ 37,816.46 ดอลลาร์ฮ่องกง แม้ตามรายงานการสำรวจความเสียหายและรูปถ่ายจะเห็นว่าตัวเครื่องจักรและเครื่องปั๊มน้ำที่อยู่ภายในกล่องยังมีสภาพใหม่ไม่ปรากฏร่องรอยความเสียหาย แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงสาเหตุว่าสินค้าดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกับสินค้าที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตรายประเภทสารกัดกร่อนของจำเลยร่วม เมื่อถังบรรจุสารเคมีอันตรายแตกและรั่วไหลออกมา สารกัดกร่อนดังกล่าวอยู่ในกลุ่มสินค้าอันตรายประเภท 8 ซึ่งระบุถึงคุณสมบัติไว้ในวิธีดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าอันตรายขาเข้าและขาออกแนบท้ายประกาศการท่าเรือแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2544 ว่าเป็นพิษและติดไฟได้ เมื่อเปียกน้ำจะเกิดก๊าซไวไฟและเป็นตัวเติมออกซิเจน ดังนั้น เมื่อสารดังกล่าวไหลออกมาย่อมทำปฏิกิริยากับอากาศและสิ่งของภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกสารดังกล่าวปนเปื้อนเกิดไฟลุกไหม้ การที่สภาพกล่องของสินค้าที่เสียหายที่มีคราบเขม่าและเปียกน้ำอันเกิดจากการฉีดน้ำเพื่อดับไฟภายในตู้ แต่ก็มีผลทำให้สภาพอากาศภายในตู้คอนเทนเนอร์ขณะเกิดเหตุไม่ปกติและมีอันตรายเพราะทำปฏิกิริยากับสารเคมีก่อนที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยการนำสินค้าออกมาจากตู้คอนเทนเนอร์ สภาพอากาศภายในตู้คอนเทนเนอร์ในช่วงขณะเกิดเหตุจึงอาจมีผลต่อเครื่องยนต์กลไกของเครื่องจักรและปั๊มน้ำบ้างก็ได้ เพราะมิได้มีการห่อหุ้มตัวสินค้าดังกล่าวด้วยพลาสติก เพียงแต่มีพลาสติกปิดด้านบนของตัวสินค้าเท่านั้น พยานโจทก์ เบิกความว่า ผู้ซื้อได้ปฏิเสธไม่รับสินค้าที่สั่งซื้อทางโทรศัพท์หลังจากได้รับแจ้งว่าสินค้าเกิดเพลิงไหม้ สินค้าพิพาทเป็นสินค้าที่ประกอบขึ้นตามคำสั่งของผู้ซื้อที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ ไม่สามารถนำไปจำหน่ายที่ใดได้รวมทั้งประเทศไทย ประกอบกับพยานจำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสภาพความเสียหายของสินค้าบนเรือของบริษัทมารีน เซอร์เวย์เยอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เบิกความว่า หากเปิดหีบห่อดูแล้วปรากฏว่าสินค้าที่อยู่ภายในโดยสภาพภายนอกไม่มีความเสียหายก็จะต้องตรวจสอบถึงประสิทธิภาพในการทำงานของสินค้า หากประสิทธิภาพในการทำงานปกติพยานก็จะทำรายงานว่าสินค้าทำงานมีประสิทธิภาพปกติ ในกรณีนี้ เจ้าของสินค้าอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้เพียงค่ากล่องซึ่งบรรจุสินค้ารวมทั้งค่าเสียเวลา กรณีนี้ถือว่าสินค้าไม่เสียหายเปลี่ยนกล่องบรรจุสินค้าใหม่ได้ แต่หากการนำสินค้ากลับมาบรรจุใหม่ที่ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามูลค่าของสินค้า การนำสินค้าออกประมูลที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงก็น่าจะกระทำได้ จากพยานหลักฐานดังกล่าวมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า สินค้าอาจต้องมีการตรวจสอบถึงประสิทธิภาพในการทำงาน แต่การที่ส่งกลับมาตรวจสอบประสิทธิภาพที่ประเทศไทย รวมทั้งเปลี่ยนกล่องบรรจุสินค้าใหม่จะมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งเมื่อผู้ซื้อทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แสดงเจตนาไม่ยอมรับสินค้าดังกล่าว ถือว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าดังกล่าวแล้ว การนำออกประมูลขายที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงจึงน่าจะเป็นวิธีการบรรเทาความเสียหายของสินค้าได้ดีกว่าวิธีอื่น กรณีถือว่าสินค้าเสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยปริยาย เมื่อความเสียหายที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัยนั้นคือการไม่ได้รับสินค้าที่มีสภาพถูกต้องครบถ้วน ณ สถานที่ส่งมอบปลายทาง อันมูลค่าสินค้าในเวลาและสถานที่นั้นย่อมต้องรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมด้วย ประกอบสินค้าในคดีนี้คือเครื่องจักรและปั๊มน้ำ 110 หน่วย ที่ต้องถูกขนส่งจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศเอลซัลวาดอร์ ซึ่งการเดินทางมีระยะทางไกลและต้องใช้เวลาในการเดินทางทางเรือค่อนข้างนานนั้นเป็นสินค้าใหม่ราคาสินค้าตามท้องตลาดที่ปลายทางจึงอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกด้วย การที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามสัญญาซึ่งสูงกว่าราคาสินค้าที่เป็นราคา ซีไอเอฟ (CIF) ร้อยละ 10 ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประกันภัยไป จึงเชื่อได้ว่าเป็นการจ่ายโดยชอบตามความเสียหายที่แท้จริงแล้ว โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย เมื่อมีการนำสินค้าออกจำหน่ายมีผู้เสนอซื้อและโจทก์ตกลงขายไปเป็นเงิน 53,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หักค่าที่พักสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 14,583.54 ดอลลาร์ฮ่องกง และค่าแรงคนงาน 600 ดอลลาร์ฮ่องกง คงเหลือค่าสินค้าสุทธิ 37,816.46 ดอลลาร์ฮ่องกง ดังนั้น เมื่อหักค่าขายซากสินค้าออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ขาดอยู่จำนวน 678,759.13 บาท ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 33 ม. 34 ม. 39 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโดมิเนเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทไทยออโรเม็กซ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12675/2555
#532904
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปเพื่อเป็นภริยา มิใช่เพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ว. อายุ 14 ปี 8 เดือน อายุยังไม่เกิน 15 ปี ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายจับตัวผู้เสียหายบังคับถอดเสื้อและกางเกงออก แล้วจับตัวนอนลงที่เตียง และใช้มืออุดปากผู้เสียหายไว้ไม่ให้ขัดขืน โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วขึ้นคร่อมนอนทับตัวและกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ แม้ฟ้องมิได้ระบุว่าผู้เสียหายมิใช่ภริยาจำเลย แต่ได้บรรยายตัวบุคคลที่ถูกกระทำชำเราว่าเป็นเด็กหญิง และเมื่อพิจารณาประกอบข้อหาพรากผู้เยาว์ที่ระบุว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปจาก ส. ผู้ปกครองและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว ฟ้องแสดงอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความปกครองของ ส. ผู้เสียหายจึงเป็นผู้ที่ยังไม่สมรสและมิใช่ภริยาของจำเลย จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่งเดิม และเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ได้

ส่วนที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยกับผู้เสียหายสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแล้ว ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ นั้น ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของพนักงานอัยการและโจทก์ร่วมก็ไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับยกเว้นโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย (เดิม) จะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมแม้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยก็ไม่ได้รับยกเว้นโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 277, 317 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอนงค์ มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 5 ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 4 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายเป็นบุตรของนายไพศาลกับโจทก์ร่วม ผู้เสียหายเกิดวันที่ 15 กันยายน 2527 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปี 8 เดือน พักอาศัยอยู่กับนายสร้างและนางพินซึ่งเป็นปู่และย่าที่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 6 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน ส. เดือนเมษายน 2542 โรงเรียนปิดภาคเรียน ผู้เสียหายไปช่วยนางทุ้ยซึ่งเป็นยายขายอาหารที่บ้านอยู่ตรงกันข้ามกับธนาคาร ก. จำเลยเป็นพนักงานการเงินและบัญชีประจำอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผู้เสียหายไปช่วยนางสาวรุ่งรัตน์ซึ่งเป็นญาติรับจ้างทำความสะอาดที่บ้านพักของนายแพทย์สุริยะอยู่ในโรงพยาบาลบันนังสตา จนกระทั่งเวลาประมาณ 12 นาฬิกา นางสาวรุ่งรัตน์และผู้เสียหายออกไปรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วนางสาวรุ่งรัตน์และผู้เสียหายกลับไปที่บ้านพักของนายแพทย์สุริยะ ขณะนั้นเป็นเวลาพักเที่ยงนายแพทย์สุริยะกลับมาที่บ้านพัก นางสาวรุ่งรัตน์เข้าไปทำความสะอาดต่อ ส่วนผู้เสียหายเกรงใจและไม่คุ้นเคยกับเจ้าของบ้านจึงบอกนางสาวรุ่งรัตน์ว่าจะออกไปเดินเล่นแล้วจะกลับไปที่บ้านยาย ต่อมาเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ศาลาที่พักคนโดยสารหน้าโรงพยาบาล จำเลยขับรถกระบะของธนาคารผ่านผู้เสียหายไปประมาณ 30 เมตร แล้วเลี้ยวรถกลับมาจอดที่หน้าศาลา จากนั้นจำเลยก็พาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างหน้าตาตลอดจนสรีระโตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน จำเลยจึงสำคัญผิดว่าผู้เสียหายมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายสูง 152 เซนติเมตร น้ำหนัก 40 กิโลกรัมเศษ นับว่าผู้เสียหายมีรูปร่างโตกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันไม่มากนัก และจากภาพถ่ายของผู้เสียหายที่นำชี้สถานที่เกิดเหตุ ใบหน้าของผู้เสียหายยังเยาว์วัยทั้งรูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่ปรากฏมิได้มีข้อบ่งชี้ว่าจะมีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปี ตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไปช่วยนางทุ้ยขายอาหารในช่วงปิดภาคเรียน จำเลยก็ไปรับประทานอาหารที่บ้านนางทุ้ยเป็นประจำ และผู้เสียหายเรียกจำเลยว่าอาตุ้ม ดังนั้นจำเลยย่อมทราบว่าผู้เสียหายยังเป็นนักเรียนและอายุไม่เกิน 15 ปี ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปก็ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพาผู้เสียหายไปเป็นภริยาของตน มิใช่เพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ไม่ได้ฟ้องจำเลยข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องใน (ข) ว่าจำเลยได้บังอาจกระทำชำเราเด็กหญิง ว. อายุ 14 ปี 8 เดือน อายุยังไม่เกิน 15 ปี ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายจับตัวผู้เสียหายบังคับถอดเสื้อและกางเกงออก แล้วจับผู้เสียหายนอนลงที่เตียง และใช้มืออุดปากผู้เสียหายไว้ไม่ให้ขัดขืนโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วขึ้นคร่อมนอนทับตัวผู้เสียหายและกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ แม้ฟ้องดังกล่าวมิได้ระบุว่าผู้เสียหายมิใช่ภริยาของจำเลย แต่ฟ้องโจทก์ได้บรรยายระบุตัวบุคคลที่ถูกกระทำชำเราว่าเป็นเด็กหญิงและเมื่อพิจารณาประกอบฟ้องใน (ก) ข้อหาพรากผู้เยาว์ที่ระบุว่า จำเลยพรากผู้เสียหายไปจากนายสร้างซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว ฟ้องดังกล่าวแสดงอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความปกครองของนายสร้าง ผู้เสียหายจึงเป็นผู้ที่ยังไม่ได้สมรสและมิใช่ภริยาของจำเลย ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งเดิม และเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าจำเลยกับผู้เสียหายได้ทำการสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแล้ว ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปจึงขอถอนคำร้องทุกข์ตามคำร้องของผู้เสียหาย ลงวันที่ 14 กันยายน 2550 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารนั้น ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และการกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้ายเดิม จะต้องเป็นกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน คดีนี้แม้ภายหลังการกระทำความผิด จำเลยกับผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกัน แต่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม แม้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้ายเดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ลดโทษให้จำเลยสองในห้า ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี และปรับ 9,000 บาท ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 6,000บาท รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน จนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคท้าย (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 39 (2) ม. 185 (5)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
โจทก์ร่วม — นางอนงค์ ไชยรัตน์
จำเลย — นายกู้เกียรติหรือตุ้ม สิงหกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายอมร ศิลปะวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12668/2555
#525524
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือที่มีวงเงินในการเล่นการพนันเป็นจำนวนมาก เป็นการวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจากับบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายบันทึกการฟ้องดังกล่าวว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสิบสามคนพร้อมเงินสด 28,000 บาท และอุปกรณ์ในการเล่นการพนัน นอกจากนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 5 ด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาวินิจฉัยลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการให้เหตุผลถึงการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจากับบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายบันทึกการฟ้องและคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 ประกอบมาตรา 215 พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง), 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (2)), 15 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือ จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึง 13 เป็นผู้เข้าเล่น ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งสิบสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 ปรับคนละ 800 บาท หากจำเลยทั้งสิบสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสิบสามจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ผู้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ให้ยกคำขอในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์โดยมิได้มีพยานยืนยันข้อเท็จจริงเหล่านั้น และลงโทษจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 5 ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เล่นการพนันไฮโลว์โดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำเลยที่ 1 จึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข โดยมุ่งประโยชน์ในส่วนตนในทางที่ผิดเพียงอย่างเดียว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่อาจติดตามมาจากการเล่นการพนันอีกนานัปการ กับปรากฏว่าในการจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 13 คน ได้พร้อมเงินสดในวงการเล่นพนันเป็นเงิน 28,000 บาท พร้อมอุปกรณ์ในการเล่นการพนัน แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือที่มีวงเงินในการเล่นการพนันเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยที่ 1 นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรปรานีรอการลงโทษ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 1 เปิดบ่อนการพนันมีลักษณะเป็นบ่อนอาชีพจัดตั้งอย่างถาวรเพราะเปิดอยู่บนอาคารพาณิชย์ชั้นที่ 3 และชั้นล่างของอาคารเปิดสถานบริการสนุกเกอร์ชื่อ คลาสสิกสนุกเกอร์ ทั้งอาคารอยู่จังหวัดภูเก็ต ขึ้นวินิจฉัยดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือที่มีวงเงินในการเล่นการพนันเป็นจำนวนมาก ก็เป็นการวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจากับบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายบันทึกการฟ้องว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสิบสามคนพร้อมเงินสด 28,000 บาท และอุปกรณ์ในการเล่นการพนัน นอกจากนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 5 ด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาวินิจฉัยลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการให้เหตุผลถึงการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจากับบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายบันทึกการฟ้องและคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 ประกอบมาตรา 215 พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 ม. 215
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายแอ๊ด เมฆวัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายเพิ่มพร ดำรงเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 12650/2555
#529502
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 219 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว ส่วนระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง ในกรณีที่วิธีพิจารณาใดซึ่งระเบียบมิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ ความใน ข้อ 4 วรรคสอง ของระเบียบกำหนดให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

ผู้ร้องอ้างว่าเหตุที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิเขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ แทนผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ว่า มีผู้ให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นข้ออ้างเหตุเดียวกับคดีซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลฎีกาไว้ และศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งมีผลให้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้ตามคำร้องทั้งสองคำร้อง จะเป็นการให้เงินคนละวัน โดยผู้ให้คนละคนและผู้รับคนละคนกันและยังอำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด จะมีอำนาจสั่งรวมหรือแยกเรื่องคัดค้านก็เป็นหลักเกณฑ์ชั้นสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดของผู้ร้องก็ตาม เมื่อถึงชั้นยื่นคำร้องต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีในศาล ทั้งการที่ผู้ร้องแยกยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในขณะที่ผู้ร้องสามารถที่จะรอยื่นรวมกันได้ ย่อมมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจขององค์กรนิติบัญญัติ เพราะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้งที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องแล้ว และมีผลทำให้การพิจารณาคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาไม่เป็นไปโดยรวดเร็วตามมาตรา 219 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอต่อศาลฎีกาเป็นคดีนี้อีก ย่อมเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ข้อ 4 วรรคสอง ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ประกอบมาตรา 171, 173 วรรคสอง (1) แห่ง ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ แทนผู้ถูกกล่าวหา ตามคำวินิจฉัยสั่งการผู้ร้องที่ 408/2555 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 ขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 239 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกอบมาตรา 111 และมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ดังนี้

1. เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องแล้ว ขอให้แจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบว่าศาลได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว นายโอชิษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหา จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้

2. ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ แทนนายโอชิษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหา

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยว่า หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ต่อมาผู้ร้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิเขตเลือกตั้งดังกล่าวก่อนประกาศผลการเลือกตั้งนายประสิทธิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งเดียวกัน หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชัยภูมิสั่งให้รวมและแยกสืบสวนสอบสวนเป็นหลายสำนวน ผู้ร้องมีคำวินิจฉัยที่ 283/2555 และที่ 408/2555 ตามลำดับว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้ให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชัยภูมิ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 มีผลทำให้การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเป็นคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต 8/2555 ว่า นางปิยนันท์หรือจีระพันธ์ ตัวแทน (หัวคะแนน) ของผู้ถูกกล่าวหา ให้เงิน 1,500 บาท แก่นายประพัศ นางตุ่น และนายสมบูรณ์ ราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 โดยขอให้ลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา และในวันเดียวกัน นางอุบลหรืออาทิตยา ตัวแทน (หัวคะแนน) ของผู้ถูกกล่าวหา ให้เงิน 500 บาท แก่นายกุหลาบ ราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 โดยขอให้ลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาขอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ แทนผู้ถูกกล่าวหาศาลฎีกาสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดตรวจพยานหลักฐาน ต่อมาก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานในคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ว่า นางราตรี ตัวแทน (หัวคะแนน) ของผู้ถูกกล่าวหาให้เงินแก่นางสาวแก้วใจ ราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 จำนวน 500 บาท พร้อมบอกให้เลือกผู้ถูกกล่าวหา และในวันเดียวกันนางราตรีให้เงินแก่นายสุข ราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 จำนวน 500 บาท พร้อมบอกให้เลือกผู้ถูกกล่าวหา ขอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ แทนผู้ถูกกล่าวหา

มีปัญหาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 219 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญติให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว ส่วนระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง ในกรณีที่วิธีพิจารณาใดซึ่งระเบียบดังกล่าวมิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ ความในข้อ 4 วรรคสอง ของระเบียบกำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ ในการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้หรือไม่ ต้องพิจารณาข้อห้ามเรื่องฟ้องซ้อนตามความในมาตรา 173 วรรคสอง (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติว่า นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้ ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น คำร้องของผู้ร้องเป็นกระบวนพิจารณาที่เสนอข้อหาต่อศาล แม้จะเสนอต่อศาลในขณะเริ่มคดีโดยคำร้องขอ ก็ถือว่าเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องอ้างเหตุที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ แทนผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ว่า มีผู้ให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นข้ออ้างเหตุเดียวกับการมีผู้ให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาในการเลือกตั้งครั้งเดียวกันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลฎีกาไว้แล้วในคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต 8/2555 ของศาลฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ซึ่งมีผลให้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้ตามคำร้องทั้งสองคำร้อง จะเป็นการให้เงินคนละวัน โดยผู้ให้คนละคนและผู้รับคนละคนกันก็ตาม การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอต่อศาลฎีกาเป็นคดีนี้อีก ย่อมเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามข้อ 4 วรรคสอง ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ประกอบมาตรา 171, 173 วรรคสอง (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้ตามระเบียบผู้ร้องว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2554 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดจะมีอำนาจสั่งรวมหรือแยกเรื่องคัดค้านหรือประเด็นของเรื่องคัดค้านก็ตาม ก็เป็นหลักเกณฑ์ชั้นสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดของผู้ร้องเท่านั้น เมื่อถึงชั้นยื่นคำร้องต่อศาล การยื่นคำร้องก็ต้องอยู่ในบังคับของบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีในศาล การสั่งรวมหรือแยกเรื่องคัดค้านหรือประเด็นของเรื่องคัดค้านตามระเบียบของผู้ร้องไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องในการรวมหรือแยกยื่นคำร้องต่อศาลได้ ทั้งการที่ผู้ร้องแยกยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเป็นคดีนี้และคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต 8/2555 ของศาลฎีกา ในขณะที่ผู้ร้องสามารถที่จะรอยื่นรวมกันได้ ย่อมมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจขององค์กรนิติบัญญัติ เพราะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้งที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องแล้ว และมีผลทำให้การพิจารณาคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาไม่เป็นไปโดยรวดเร็วตามมาตรา 219 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้

จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้อง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 219 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 171 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้ถูกกล่าวหา — นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12634/2555
#528486
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังแล้วมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่บริษัท ก. แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทดังกล่าวยักยอกเช็คไป บริษัท ก. ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นมาโดยคบคิดกับจำเลยที่ 2 เพื่อฉ้อฉลจำเลยที่ 1 ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาโดยสุจริต การที่จำเลยที่ 2 แต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริต จึงไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นใช้ยันต่อโจกท์ซึ่งเป็นผู้ทรงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 905 และมาตรา 916 เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือ โจทก์เป็นผู้ถือจึงนับได้ว่าเป็นผู้ทรง เมื่อโจทก์นำไปขึ้นเงินจากธนาคารตามเช็คไม่ได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 200,764 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 198,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2550 และต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัทโกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด โดยส่งมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานขายของบริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปมอบให้แก่บริษัทโกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด แต่นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับ

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ และโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังแล้วมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่บริษัท โกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทดังกล่าวยักยอกเช็คพิพาททั้งสองฉบับไป บริษัทโกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นมาโดยคบคิดกับจำเลยที่ 2 เพื่อฉ้อฉลจำเลยที่ 1 ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาโดยสุจริต การที่จำเลยที่ 2 แต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริต จึงไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นใช้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 905 และมาตรา 916 เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือ โจทก์เป็นผู้ถือจึงนับได้ว่าเป็นผู้ทรง เมื่อโจทก์นำไปขึ้นเงินจากธนาคารตามเช็คไม่ได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 198,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2550 และต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 905 ม. 916
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุดมพร พลทมิฬ
จำเลย — นายพรพจน์ ลิมตศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสรัณยา วิริยะวินิจเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12628/2555
#532964
เปิดฉบับเต็ม

การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์ทั้งสามจึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งได้ การนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น หมายถึงการนำสืบพยานบุคคลถึงข้อความอื่นให้แตกต่างไปจากข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้น แต่ที่โจทก์ทั้งสามนำสืบพยานบุคคลประกอบเอกสารหมาย จ.11 นั้น เป็นการนำสืบถึงความมีอยู่จริงของข้อความที่ปรากฏอยู่แล้วในเอกสาร มิใช่นำสืบข้อความอื่นที่แตกต่างไปจากข้อความในเอกสารจึงมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารแต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ส. บุตรจำเลยเป็นผู้เขียนข้อความทั้งหมดลงในเอกสารหมาย จ.11 แม้ข้อความตามหมายเหตุในเอกสารดังกล่าวจะมิได้มีอยู่ในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามโต้แย้งว่าไม่ตรงกับความจริงเพราะเงิน 130,000 บาท มิใช่เงินตอบแทนจดทะเบียนภาระจำยอม แต่เป็นเงินที่จำเลยต้องดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ จำเลยก็ให้ ส. เขียนข้อความหมายเหตุไว้ว่าจำเลยจะยกทางให้เป็นทางสาธารณะภายใน 1 ปี จึงถือว่าข้อความตามหมายเหตุนั้นมีอยู่ในขณะที่จำเลยจัดทำเอกสารหมาย จ.11 ก่อนที่จำเลยจะส่งมอบให้โจทก์ทั้งสามเก็บรักษาไว้ กรณีจึงมิใช่การเพิ่มเติมข้อความในภายหลังที่จำเลยจะต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย จำเลยจึงมีความผูกพันต่อโจทก์ทั้งสามที่จะต้องจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตามข้อความในหมายเหตุเอกสารหมาย จ.11

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 47684 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้เป็นทางสาธารณะโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 47684 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 24 ตารางวา ให้เป็นทางสาธารณะโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์ทั้งสามเสียค่าใช้จ่ายแล้วให้บังคับเอาจากจำเลยจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตามข้อความในหมายเหตุเอกสารหมาย จ.11 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามนำพยานบุคคลมาสืบประกอบพยานเอกสารหมาย จ.11 เป็นการเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) นั้น เห็นว่า การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์ทั้งสามจึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งได้ซึ่งการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น หมายถึงการนำสืบพยานบุคคลถึงข้อความอื่นให้แตกต่างไปจากข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้น แต่ที่โจทก์ทั้งสามนำสืบพยานบุคคลประกอบเอกสารหมาย จ.11 นั้น เป็นการนำสืบถึงความมีอยู่จริงของข้อความที่ปรากฏอยู่แล้วในเอกสาร มิใช่นำสืบข้อความอื่นที่แตกต่างไปจากข้อความในเอกสารจึงมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ข้อความในหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้มีอยู่ในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อนั้น จำเลยนำสืบว่า จำเลยรับเงินค่าตอบแทนภาระจำยอม 130,000 บาท ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 ในตอนเย็นหลังจากกลับจากจดทะเบียนภาระจำยอมแล้ว มีการจัดทำเอกสารหมาย จ.11 ขณะจำเลยลงลายมือชื่อไม่มีข้อความหมายเหตุใต้ลายมือชื่อว่าจำเลยจะยกทางให้เป็นทางสาธารณะ ส่วนโจทก์ทั้งสามนำสืบโดยมีนายเทียน สามีโจทก์ที่ 2 เบิกความว่าเอกสารหมาย จ.11 จำเลยมอบหมายให้นางสาวสุรัตน์บุตรสาวจำเลยเป็นผู้เขียนข้อความ แต่โจทก์ทั้งสามโต้แย้งว่าไม่ตรงกับความจริงเพราะเงิน 130,000 บาท มิใช่เงินตอบแทนจดทะเบียนภาระจำยอม แต่เป็นเงินให้จำเลยดำเนินการโอนที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ นางคำจึงบอกให้ทำหนังสือใหม่ จำเลยบอกไม่ต้องทำใหม่แต่ให้เขียนหมายเหตุไว้แทนว่าถ้าโอนเป็นทางสาธารณะจำเลยจะยอมรับผิดชอบทั้งหมดโดยขอระยะเวลา 1 ปี จากนั้น นางสาวสุรัตน์ได้ขอพูดในฐานะหลานให้สงสารจำเลยเพราะมีบ้านปลูกคร่อมทางสาธารณะอยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องรื้อถอนไปจึงขอเวลา 1 ปี หลังจากเขียนและอ่านข้อความในหมายเหตุให้ฟังแล้ว ทั้งสองฝ่ายพอใจ โดยจำเลยไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าผู้เขียนหนังสือนั้นมิใช่นางสาวสุรัตน์บุตรจำเลยและผู้ใดเป็นผู้เขียน จำเลยอ้างตนเองเบิกความเพียงปากเดียวกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านางสาวสุรัตน์บุตรจำเลยเป็นผู้เขียนข้อความทั้งหมดลงในเอกสารหมาย จ.11 และแม้ข้อความตามหมายเหตุในเอกสารดังกล่าวจะมิได้มีอยู่ในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามโต้แย้งว่าไม่ตรงกับความจริงเพราะเงิน 130,000 บาท มิใช่เงินตอบแทนจดทะเบียนภาระจำยอม แต่เป็นเงินที่จำเลยต้องดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ จำเลยก็ให้นางสาวสุรัตน์เขียนข้อความหมายเหตุไว้ว่าจำเลยจะยกทางให้เป็นทางสาธารณะภายใน 1 ปี จึงถือว่าข้อความตามหมายเหตุนั้น มีอยู่ในขณะที่จำเลยจัดทำเอกสารหมาย จ.11 ก่อนที่จำเลยจะส่งมอบให้โจทก์ทั้งสามเก็บรักษาไว้ กรณีจึงมิใช่การเพิ่มเติมข้อความในภายหลังที่จำเลยจะต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย จำเลยจึงมีความผูกพันต่อโจทก์ทั้งสามที่จะต้องจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตามข้อความในหมายเหตุเอกสารหมาย จ.11 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท เกินอัตราตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน กำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ แจ้งกระจ่าง กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ แจ้งกระจ่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12619/2555
#532855
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้รับจำนองจะไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการบังคับคดี แต่ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์หรือเจ้าหนี้รายอื่น ผู้รับจำนองจึงเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (3) ดังนั้นแม้โจทก์จะยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีของดการบังคับคดีโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 แล้ว แต่เมื่อผู้รับจำนองยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ยินยอมให้งดการบังคับคดี การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปโดยไม่งดการบังคับคดีตามคำแถลงของโจทก์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,883,389.27 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 2,854,047.33 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 91893 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10078, 11132, 11133, 11134, 11135 และ 11136 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา มีผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 11,570,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้รับจำนองยื่นคำคัดค้านว่า ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่ากับการขายครั้งก่อนมิได้ต่ำเกินสมควร ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2551 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 10078, 11132, 11133, 11134, 11135, และ 11136 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำนองไว้แก่ผู้รับจำนอง ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 11,570,000 บาท โดยก่อนขายทอดตลาดโจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้งดการขายทอดตลาด แต่ผู้รับจำนองยื่นคำร้องคัดค้านการขอให้งดการขายทอดตลาดของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่งดการขายและนำที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดตามกำหนดขายเดิมที่ประกาศไว้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่งดการขายทอดตลาดเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ดำเนินการบังคับคดี ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นตัวแทนโจทก์ต้องกระทำตามความประสงค์ของโจทก์ เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้งดการบังคับคดีและได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(3) สำหรับผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์หรือเจ้าหนี้รายอื่นอยู่แล้ว ทั้งการงดการบังคับคดีก็ไม่กระทบสิทธิของผู้รับจำนองจึงไม่ถือว่าผู้รับจำนองเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่งดการบังคับคดีตามคำแถลงของดการบังคับคดีของโจทก์ โดยอ้างว่าผู้รับจำนองไม่ยินยอม จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (3) บัญญัติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดีไว้ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนตกลงงดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือภายในเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคล ภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี คดีนี้แม้ผู้รับจำนองจะไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการบังคับคดี แต่ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์หรือเจ้าหนี้รายอื่น ผู้รับจำนองจึงเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้โจทก์จะยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีของดการบังคับคดีโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 แล้วแต่เมื่อผู้รับจำนองยื่นคำร้องคัดค้านต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยินยอมให้งดการบังคับคดีการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปโดยไม่งดการบังคับคดีตามคำแถลงของโจทก์จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้รับจำนอง — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพรทิพย์ อินทนาศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12616/2555
#528581
เปิดฉบับเต็ม

การตกลงกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 4 จ่ายเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้างทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 นอกจากเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง แล้ว ยังมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามมาตรา 374 ด้วย โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาโอนสิทธิการรับเงินค่าก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 ให้สั่งจ่ายเช็คค่างวดงานก่อสร้างแก่โจทก์โดยตรง อันเป็นการแสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง เมื่อสิทธิของโจทก์ได้เกิดมีขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 คู่สัญญาย่อมไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์นั้นในภายหลังได้ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งระงับการโอนสิทธิการรับเงินค่าก่อสร้างโดยให้จำเลยที่ 4 ส่งเงินค่าก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยตรง จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 375 ไม่มีผลผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 151,701,099.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 102,552,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 102,552,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ที่ยังขาดแก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 19,673,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ที่ยังขาดแก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 82,878,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1

แจ้งให้จำเลยที่ 4 ระงับการจ่ายเงินให้แก่โจทก์นั้น มีผลให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นความผูกพันที่จะต้องจ่ายเงินค่างวดให้แก่โจทก์ต่อไปหรือไม่ เห็นว่า การตกลงกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 4 จ่ายเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้างทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 นั้น นอกจากเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่งแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามมาตรา 374 ด้วย ซึ่งในวรรคสองของมาตราดังกล่าว บัญญัติว่า "...สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น" และมาตรา 375 บัญญัติต่อไปว่า "เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติแห่งมาตราก่อนแล้ว คู่สัญญาหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่" คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาโอนสิทธิการรับเงินค่าก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 ให้สั่งจ่ายเช็คค่างวดงานก่อสร้างแก่โจทก์โดยตรง อันเป็นการแสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง เมื่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 คู่สัญญาย่อมไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์นั้นในภายหลังได้ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งระงับการโอนสิทธิการรับเงินค่าก่อสร้างโดยให้จำเลยที่ 4 ส่งเงินค่าก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยตรงจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 ดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ยังคงต้องรับผิดชำระเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 อีกประการหนึ่งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ในปัญหาว่าการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์เพราะขณะโอนจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เพียง 44,000,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกเหตุแห่งการไม่รับวินิจฉัยเพราะจำเลยที่ 4 ไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้นั้น เป็นการไม่ชอบเพราะจำนวนหนี้ 44,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจทราบและระบุในคำให้การได้ จำเลยที่ 4 เพิ่งทราบเมื่อโจทก์นำพยานเข้าสืบ ดังนั้นจำเลยที่ 4 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า การจะอ้างว่าการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์เพราะหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่โอนมีจำนวนสูงกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องชำระให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นไม่จำเป็นที่จำเลยที่ 4 จะต้องระบุจำนวนหนี้ให้แน่นอนว่ามีอยู่เท่าใด เพียงแต่ต่อสู้เป็นประเด็นว่าหนี้ที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องมีจำนวนสูงกว่าหนี้ที่ จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ก็เพียงพอแล้ว แต่จำเลยที่ 4 ก็หาได้กล่าวไว้ในคำให้การเพื่อเป็นการตั้งประเด็นต่อสู้ไว้เช่นนั้นไม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ด้วยเหตุผลว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 374 ม. 375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน จี ซี เอ็น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กำจรกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12602/2555
#526734
เปิดฉบับเต็ม

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้นั้น ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม โดยไม่จำต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แบบผลิตภัณฑ์โคมไฟของจำเลยที่ 2 เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างไปจากแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในประเทศ ไม่มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกประเทศ และไม่เคยมีการโฆษณาประกาศมาแล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตร จึงเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมที่จะขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 17496 ของจำเลยที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 2 และบริวารรบกวนการผลิตโคมไฟของโจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ประกาศโฆษณาคำพิพากษาที่เพิกถอนสิทธิบัตรในหนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า 3 ฉบับ มีกำหนด 7 วัน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 และชำระค่าเสียหายเดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะหยุดการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ห้ามโจทก์ผลิต ขาย โคมไฟที่เลียนแบบสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 17496 ของจำเลยที่ 2

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณานายสันติ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 (ที่ถูก และจำเลยร่วม) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟและขาตั้งโคมไฟและจำเลยที่ 1 ออกสิทธิบัตรให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 โอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟให้แก่จำเลยร่วม โจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟ แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเนื่องจากจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมยื่นคำคัดค้าน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 ออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟเลขที่ 17496 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่ามีการพัฒนาขาตั้งโคมไฟและแผ่นสะท้อนแสงเป็นการพัฒนาอุปกรณ์อื่นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียน และโจทก์นำสืบแล้วว่าแบบผลิตภัณฑ์ของสิทธิบัตรไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นนั้น เห็นว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้นั้น ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม โดยไม่จำต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ซึ่งโจทก์นำสืบแต่เพียงว่า แบบผลิตภัณฑ์โคมไฟของจำเลยที่ 2 เป็นโคมไฟที่มีความยาวครอบหลอดไฟชนิดหลอดยาวทั่วไป เป็นแบบผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกับโคมไฟที่มีจำหน่ายแพร่หลายอยู่ก่อนแล้วในท้องตลาด แบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 2 มีจำหน่ายและมีการเปิดเผยภาพหรือสาระสำคัญในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วในราชอาณาจักร ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ประมาณปี 2543 จำเลยที่ 2 เริ่มผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลา มีการนำโคมไฟตู้ปลาจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายแต่มีราคาสูงมาก จำเลยที่ 2 จึงคิดวิธีประดิษฐ์โคมไฟที่อาศัยวัสดุภายในประเทศเพื่อให้มีคุณสมบัติดีและราคาถูก จนประมาณปี 2544 จำเลยที่ 2 พบว่ารางพลาสติกที่ใช้ใส่อาหารไก่มีรูปทรงและขนาดเหมาะแก่การใช้เป็นโคมไฟ มีราคาถูก สามารถนำมาออกแบบและปรับปรุงเป็นโคมไฟใช้งานได้ดีเหมาะแก่การลงทุนผลิตออกจำหน่าย จำเลยที่ 2 จึงเริ่มผลิตโคมไฟดังกล่าว แต่โคมไฟรุ่นแรกมีข้อจำกัดในการใช้งานคือ ต้องนำไปวางบนตู้ปลาโดยตรงซึ่งให้ความสว่างไม่มากเนื่องจากอยู่ใกล้น้ำตู้ปลามากเกินไปและอาจโดนละอองน้ำหรือสายน้ำทำเป็นอันตรายและชำรุดง่าย ฟาร์มเลี้ยงปลาบางรายจึงใช้ลวดหรือเชือกห้อยโคมไฟทำให้ไม่สวยงามและสะดวก จำเลยที่ 2 จึงปรับปรุงโดยประดิษฐ์ขาตั้งรองรับโคมไฟและติดตั้งแผ่นโลหะฉาบสะท้อนแสงติดตั้งภายในโคมไฟเพื่อเพิ่มความสว่าง ปรับปรุงสีและความสวยงาม แล้วนำโคมไฟและขาตั้งโคมไฟไปขอจดสิทธิบัตร โดยมีนางสาวสายฝน นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เบิกความว่า กลุ่มการออกแบบผลิตภัณฑ์ตรวจสอบเบื้องต้นตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์แล้วดำเนินการประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร ไม่มีผู้ใดคัดค้าน พยานตรวจสอบงานที่ปรากฏอยู่แล้วในราชอาณาจักร พบแบบผลิตภัณฑ์ตามประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์และงานที่ปรากฏอยู่แล้วในเอกสารประกาศโฆษณานอกราชอาณาจักรของสำนักงานสิทธิบัตรประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ผลการพิจารณาปรากฏว่าแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนแตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏอยู่แล้ว ถือว่าเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แบบผลิตภัณฑ์โคมไฟของจำเลยที่ 2 เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างไปจากแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในประเทศ ไม่มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกประเทศ และไม่เคยมีการโฆษณาประกาศมาแล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตร จึงเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมที่จะขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ จำเลยที่ 1 จึงออกสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โคมไฟเลขที่ 17496 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนพล ลีนะศิริ
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
จำเลยร่วม — นายสันติ ขำญาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12601/2555
#528556
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัท ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" เมื่อมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือ ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" แม้ทั้งสองบริษัทเป็นนิติบุคคลต่างกันแต่ชื่อใกล้เคียงกันมาก มีกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนคนเดียวกัน กรรมการคนอื่นก็มีนามสกุลเดียวกัน เชื่อว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และตามใบรับขนทางอากาศ ในส่วนที่เป็นตราประทับของบริษัท และในส่วนที่เป็นช่องลายมือชื่อผู้ส่งสินค้าหรือตัวแทนระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า กับในช่องลายมือชื่อผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ออกเอกสารก็มีตราประทับแสดงเครื่องหมายการค้าของบริษัทโดยมีคำว่า ขนาดใหญ่กว่าคำหรือข้อความอื่น เมื่อได้ความว่าโจทก์ประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่รับจ้างขนส่งสินค้าและทำให้สินค้าเสียหาย ซึ่งก็คือบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องในอีก 7 วัน ต่อมาโดยเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสขอแก้ไขคำฟ้องในข้อผิดพลาดผิดหลงเกี่ยวกับชื่อจำเลย จำเลยเองก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าไม่ใช่บุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าดังกล่าว แต่กลับระบุว่าความเสียหายของสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของจำเลย ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาในคดี เมื่อสำเนาใบรับสินค้าและใบรับขนทางอากาศเอกสารท้ายฟ้องในคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกับเอกสารท้ายฟ้องในคดีนี้ก็เป็นชุดเดียวกัน จึงฟังได้ว่าผู้โต้แย้งสิทธิที่แท้จริงต่อโจทก์ คือ จำเลยนั่นเอง ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 และถือว่าโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยคดีนี้ต่อศาลแพ่งแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องที่โจทก์มีต่อจำเลยยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,571,364.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,365,739.51 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกบริษัทชับบ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเกาหลีแอร์ไลน์ จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกบริษัททั้งสองว่าจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 37,075 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ชำระเงินจริง โดยให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลย ร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ในเงินที่หักเงินร้อยละ 10 ของเงิน 37,075 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ออก และเมื่อคำนวณเงินที่จะหักออกแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท หากคำนวณได้ต่ำกว่าให้หักด้วย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยร่วมที่ 1 ต้องรับผิดดังกล่าว โดยต้นเงินที่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ต้องรับผิดต้องไม่เกิน 2,571,364.40 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 205,624.89 บาท ตามคำฟ้อง ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งเนื้อปูปรุงรสแช่แข็งไปให้ลูกค้าของโจทก์ที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจำเลยตกลงรับจ้าง ต่อมาในวันที่ 26 กันยายน 2548 จำเลยได้รับสินค้า 400 หีบห่อ รวมน้ำหนักสินค้าและหีบห่อ 4,265 กิโลกรัม มูลค่า 56,740 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจากโจทก์ จำเลยทำประกันภัยความรับผิดไว้กับจำเลยร่วมที่ 1 ในวงเงินทุนประกันภัย 20,000,000 บาท หลังจากรับสินค้าแล้ว จำเลยจัดส่งสินค้าไปทางสายการบินของจำเลยร่วมที่ 2 สินค้าของโจทก์ไปถึงสนามบินปลายทางที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 27 กันยายน 2548 แต่เนื่องจากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ที่จะต้องดูแลสินค้าของโจทก์ให้อยู่ในสภาพแช่แข็งรักษาอุณหภูมิไว้ที่ลบ 18 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า แยกสินค้าออกมาวางไว้บนที่วางรองสินค้าในโกดังเก็บสินค้าซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 26.67 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อปูปรุงรสแช่แข็งของโจทก์ต้องเสียสภาพเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ลูกค้าของโจทก์ปฏิเสธการรับสินค้าดังกล่าวของโจทก์ โจทก์เคยยื่นฟ้องคดีที่ศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4174/2549 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 ตามคำฟ้องระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" ต่อมาศาลแพ่งเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2549 โจทก์จึงได้มายื่นฟ้องจำเลยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 ระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ต่อศาลแพ่งและวันที่จำเลยร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยร่วมที่ 2 ถูกฟ้อง คือวันที่ 22 ธันวาคม 2549 เมื่อนับจากวันที่ 27 กันยายน 2548 เป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ขาดอายุความแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 เพียงข้อเดียวว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" เป็นการฟ้องผิดตัว ทำให้เมื่อมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงได้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหลักฐานหนังสือรับรองบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด และสำเนาหนังสือรับรองบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด แสดงให้เห็นว่าทั้งสองบริษัทเป็นนิติบุคคลต่างกัน แต่ชื่อของทั้งสองบริษัทนั้นใกล้เคียงกันมาก คำว่า "ที.เอ็ม.ที." ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด เข้าลักษณะของอักษรย่อที่ย่อมาจากคำว่า "ไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนล" ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด และยังปรากฏตามหนังสือรับรองว่า บริษัททั้งสองมีนายเผดิมเกียรติเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทเช่นเดียวกัน และกรรมการผู้มีอำนาจคนอื่นของทั้งสองบริษัทก็ต่างมีนามสกุล "สมบัติพิบูลย์" เช่นเดียวกันทั้งสิ้น เชื่อได้ว่าทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และเมื่อตามใบรับขนทางอากาศของจำเลยร่วมที่ 2 ในส่วนที่เป็นตราประทับของบริษัท และในส่วนที่เป็นช่องลายมือชื่อผู้ส่งสินค้าหรือตัวแทนระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า "TMT" กับในช่องลายมือชื่อผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ออกเอกสารก็มีตราประทับแสดงเครื่องหมายการค้าของบริษัทโดยมีคำว่า "TMT" ขนาดใหญ่กว่าคำหรือข้อความอื่นมาก คำว่า "THAI MASTER TRANSPORT INTERNATIONAL SERVICE (T.M.T.) CO., LTD." เป็นเพียงถ้อยคำภาษาอังกฤษที่ตัวอักษรขนาดเล็กกว่าคำว่า "TMT" มาก เมื่อได้ความจากนายสมภพ พยานโจทก์ซึ่งเป็นทนายโจทก์ตอบทนายจำเลยและทนายจำเลยร่วมที่ 1 ถามค้านใจความว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องบริษัทผู้ออกใบรับขนทางอากาศซึ่งระบุชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส ตัวแทนโจทก์จึงไปคัดหนังสือรับรองและได้หนังสือรับรองบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด หลังจากยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้วโจทก์ตรวจสอบชื่อนิติบุคคลของจำเลยอีกครั้งพบว่าผิดพลาด แต่ก่อนโจทก์จะดำเนินการขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลย ศาลแพ่งได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงระบุชื่อบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิสเป็นจำเลย จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งทางอากาศสินค้าเนื้อปูปรุงรสแช่แข็งและทำให้สินค้าดังกล่าวเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ซึ่งก็คือ บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องในอีก 7 วัน ต่อมาโดยเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสขอแก้ไขคำฟ้องในข้อผิดพลาดผิดหลงเกี่ยวกับชื่อจำเลย จำเลยเองก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ใช่บุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งทางอากาศสินค้าเนื้อปูปรุงรสแช่แข็ง แต่กลับระบุว่าความเสียหายของสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของจำเลย ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาในคดีนี้ เมื่อพิจารณาต่อไปว่า สำเนาใบรับสินค้าและสำเนาใบรับขนทางอากาศเอกสารท้ายฟ้องในคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกับเอกสารท้ายฟ้องในคดีนี้ก็เป็นชุดเดียวกัน จึงฟังได้ว่าผู้โต้แย้งสิทธิที่แท้จริงต่อโจทก์ คือ จำเลยนั่นเอง ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และถือว่าโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยคดีนี้ต่อศาลแพ่งแล้ว และสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยยังไม่ขาดอายุความดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน)
บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ต
อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด
จำเลย — หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส
บริษัทชับบ์ประกันภัย
จำเลยร่วม — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12598/2555
#532847
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ อันมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีแทนตามความจำเป็นไปตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวในวรรคสองด้วยแล้ว ดังนี้ ศาลจังหวัดนครราชสีมาย่อมมีอำนาจดำเนินการออกหมายขังหรือปล่อยชั่วคราวจำเลยได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวในวรรคสาม ซึ่งเมื่อศาลจังหวัดนครราชสีมาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยเพื่อไปหาเงินมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาโดยผู้ประกันได้ทำสัญญาประกันให้ไว้ต่อศาลดังกล่าว แต่ต่อมาผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามกำหนดนัดส่งตัวจำเลย ศาลจังหวัดนครราชสีมาย่อมมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือบังคับตามสัญญาประกันต่อผู้ประกันซึ่งเป็นคู่สัญญาได้

การที่จำเลยขออนุญาตให้ขยายระยะเวลาการชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและผู้ประกันขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างระยะเวลาที่จะชำระค่าปรับ ก็เพื่อที่จะไม่ต้องถูกกักขังไปพลางก่อน จึงไม่ใช่กรณีที่เมื่อมีการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและยื่นอุทธรณ์แล้วจะเป็นเหตุให้ผู้ประกันไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประกันในอันที่จะต้องส่งตัวจำเลยต่อศาลตามกำหนดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และในที่สุดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38, 79, 54, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 90,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ 290,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 145,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแจ้งให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาอ่านคำพิพากษาและดำเนินการอื่นตามกฎหมายต่อไป และศาลจังหวัดนครราชสีมาได้อ่านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คู่ความฟังในวันที่ 20 มกราคม 2554 และในวันเดียวกันนั้นผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยเพื่อให้จำเลยไปหาเงินมาชำระค่าปรับ โดยผู้ประกันใช้ทรัพย์ของตนเป็นหลักประกัน และศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยชำระค่าปรับตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน (ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554) ผู้ประกันทำสัญญาประกันฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2554 มีข้อสำคัญว่า ผู้ประกันหรือจำเลยจะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของศาล มิฉะนั้นผู้ประกันยอมรับผิดชอบใช้เงินจำนวน 200,000 บาท แก่ศาลจนครบและนัดให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 13.30 นาฬิกา แต่เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวจำเลยดังกล่าว ผู้ประกันและจำเลยไม่มาศาล ทั้งจำเลยก็ไม่ได้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษา โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลจังหวัดนครราชสีมาอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 22 มีนาคม 2554 ครั้นวันที่ 29 มีนาคม 2554 ศาลจังหวัดนครราชสีมาออกหมายจับจำเลยมาบังคับตามคำพิพากษา และมีคำสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกัน โดยออกหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ประกันชำระเงินค่าปรับภายใน 30 วัน ซึ่งในวันที่ศาลมีคำสั่งนี้ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าปรับตามคำพิพากษา แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2554 ว่า กรณีไม่มีเหตุผัดชำระค่าปรับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่สั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกันต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ประกันประการแรกว่า ศาลจังหวัดนครราชสีมามีอำนาจสั่งปรับผู้ประกันในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ อันมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีแทนตามความจำเป็นไปตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวในวรรคสองด้วยแล้ว ดังนี้ ศาลจังหวัดนครราชสีมาย่อมมีอำนาจดำเนินการในการออกหมายขังหรือปล่อยชั่วคราวจำเลยได้ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวในวรรคสาม ซึ่งเมื่อศาลจังหวัดนครราชสีมาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยเพื่อไปหาเงินมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาโดยผู้ประกันได้ทำสัญญาประกันให้ไว้ต่อศาลดังกล่าว แต่ต่อมาผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามกำหนดนัดส่งตัวจำเลย ศาลจังหวัดนครราชสีมาย่อมมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือบังคับตามสัญญาประกันต่อผู้ประกันซึ่งเป็นคู่สัญญาได้ อุทธรณ์ของผู้ประกันในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ประกันประการสุดท้ายว่า คำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่ให้ปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ประกันได้ทำสัญญาประกันให้ไว้ต่อศาลดังกล่าว โดยรับว่าจะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานหรือศาล หากปฏิบัติผิดสัญญายอมรับผิดชอบใช้เงินจำนวน 200,000 บาท และผู้ประกันลงชื่อรับทราบกำหนดนัดส่งตัวจำเลยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 13.30 นาฬิกา แล้วย่อมมีหน้าที่ปฏิบัติในการส่งตัวจำเลยตามกำหนดนั้น ส่วนที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพื่อขอลดค่าปรับตามคำพิพากษานั้น แม้ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์แก่จำเลย จนในที่สุดจำเลยโดยทนายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์และศาลสั่งรับอุทธรณ์แล้วก็ตามก็เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะพิจารณาพิพากษาต่อไป แต่ในส่วนการบังคับชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติว่า ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้ จึงเห็นได้ว่า การที่จำเลยขออนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและผู้ประกันขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างระยะเวลาที่จะชำระค่าปรับก็เพื่อที่จะไม่ต้องถูกกักขังไปพลางก่อน จึงไม่ใช่กรณีที่เมื่อมีการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและยื่นอุทธรณ์แล้วจะเป็นเหตุให้ผู้ประกันไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประกันในอันที่จะต้องส่งตัวจำเลยต่อศาลตามกำหนดนัด ดังนั้นการที่ผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยย่อมเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาประกันอันต้องใช้เงินตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประกัน ที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่าผู้ประกันผิดสัญญาประกันและสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ประกันฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 47 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ประกัน — นางอรนันต์ เขินกลาง
จำเลย — นายภัททพงษ์ ศรีสมโภชน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวถิรพชร อิ่มใจ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12569/2555
#526789
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยพยานหลักฐานซึ่งถือว่าเป็นคำซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 227/1 ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนี้โดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน เมื่อปรากฏว่าพยานโจทก์มีประวัติความประพฤติในทางลักทรัพย์และเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดที่ถือว่าไม่มีน้ำหนักอันหนักแน่นหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีอันควรแก่การเชื่อถือ ไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักเอาไปเป็นเงิน 36,682.20 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 36,682.20 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 สำหรับข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เด็กชายบุญหลายปีนรั้วและปีนหน้าต่างเข้าไปในบ้านพักของนายสมชาย ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการไร่แม่ฟ้าหลวงของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้เสียหายที่ 2 แล้วลักเอากล้องถ่ายรูปดิจิตอล 1 กล้อง ของผู้เสียหายที่ 2 ไป ระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 ตื่นขึ้นมาร้องถามว่า "บุญหลายใช่ไหม" เด็กชายบุญหลายวิ่งหนีและปีนรั้วออกไป รองเท้าฟองน้ำของเด็กชายบุญหลายติดอยู่ที่รั้วจึงถูกจับได้และถูกเจ้าพนักงานตำรวจสอบถาม เด็กชายบุญหลายรับว่าลักกล้องถ่ายรูปไปจริงและไปขายที่ร้านเด่นห้าโฟโต้ โดยจำเลยเป็นบุคคลที่รับซื้อกล้องถ่ายรูปไว้ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นไปตรวจค้นที่ร้านห้องภาพเด่นห้าโฟโต้ของจำเลยปรากฏว่าไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จำเลยมอบตัว ถูกเจ้าพนักงานตั้งข้อหาว่าร่วมกับเด็กชายบุญหลายลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริตหรือมิฉะนั้นหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยและเด็กชายบุญหลายร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกคนร้ายร่วมกันลักเอาไปไว้จากคนร้ายโดยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยให้การปฏิเสธ คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับเด็กชายบุญหลายทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีเด็กชายบุญหลายเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ลักทรัพย์กล้องถ่ายรูปของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อถูกจับได้ก็ให้การรับสารภาพและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้ตัวจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านห้องภาพเด่นฟ้าโฟโต้ว่าเป็นผู้ที่พยานขายกล้องถ่ายรูปให้ เห็นว่า พยานปากนี้เป็นผู้กระทำผิดฐานลักทรัพย์ และโจทก์เคยฟ้องจำเลยและเด็กชายบุญหลายเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2546 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4872/2546 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์จึงไม่ต้องห้ามที่จะอ้างเด็กชายบุญหลายเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 อย่างไรก็ตามคำให้การของเด็กชายบุญหลายในชั้นสอบสวนก็ดีและคำเบิกความของเด็กชายบุญหลายในชั้นพิจารณาก็ดี ที่ระบุว่าจำเลยเป็นบุคคลที่รับซื้อกล้องถ่ายรูปไว้มีลักษณะเป็นถ้อยคำของผู้ร่วมกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรตามที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นคำซัดทอดตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ซึ่งในการวินิจฉัยพยานหลักฐานชนิดนี้ ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนี้โดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน แม้ในคำเบิกความตอนต้นเด็กชายบุญหลายจะตอบว่านำกล้องถ่ายรูปไปขายให้แก่จำเลย แต่ก็ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ตอนนำไปขายครั้งแรกจำเลยไม่ยอมซื้อ ต่อมาไปขายครั้งที่ 2 จึงซื้อ และในตอนต่อมาก็ตอบคำถามค้านอีกว่าไม่ได้ขายกล้องถ่ายรูปให้แก่เจ้าของร้านแต่ได้ขายให้กับคนอื่น แสดงให้เห็นถึงคำพยานที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย จนอัยการผู้แทนโจทก์ต้องถามติงซึ่งพยานก็ตอบยืนยันว่าไม่ได้ขายกล้องให้จำเลย แต่ขายให้กับคนอื่นที่บริเวณหน้าร้านของจำเลย คำพยานของเด็กชายบุญหลายซึ่งมีประวัติความประพฤติในทางลักทรัพย์และเบิกความไม่ตรงกับร่องกับรอยเช่นนี้ และเมื่อเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดจึงไม่มีน้ำหนักอันหนักแน่นหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีอันควรแก่การเชื่อถือ ส่วนพยานหลักฐานโจทก์อื่นก็ไม่ได้เป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยตรง เพียงแต่เป็นผู้นำเด็กชายบุญหลายมาชี้ตัวผู้ที่เด็กชายบุญหลายให้การไว้ว่าได้รับซื้อกล้องถ่ายรูปไว้ และจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อค้นร้านของจำเลยไม่พบของกลาง จึงไม่มีน้ำหนักให้นำมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยรับซื้อกล้องถ่ายรูปของผู้เสียหายที่ 1 ไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์อันเป็นความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายมารุตหรือพีระพงศ์ ไชยชยางกูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวศศิธร พงศ์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12564/2555
#538045
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุช่วงแรกที่จำเลยที่ 1 ขอโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหันหลังให้ผู้เสียหายและขณะที่ผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือกับจำเลยที่ 1 และถูกจำเลยที่ 1 ผลักอก ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีท่าทีลุกขึ้นมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมทำตามคำขอของจำเลยที่ 1 และก่อนเกิดเหตุไม่นานขณะจำเลยที่ 1 ไปพูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ร้านเกม ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มากับจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จำเลยที่ 2 ช่วยถอดซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ถอด ตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 วางแผนชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือจากผู้เสียหายหรือไม่ แต่การที่จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุและใกล้ชิดกับเหตุการณ์ย่อมต้องได้ยินคำพูดโต้ตอบระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือและขอโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งเห็นผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปโดยมิชอบ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมคืนโทรศัพท์มือถือให้ผู้เสียหาย และเมื่อถูกผู้เสียหายยื้อแย่ง จำเลยที่ 1 ส่งโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จากนั้นจำเลยทั้งสองวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงมิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 93, 83 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 1 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 รวม 22 ปี 6 เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี 12 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ด.ช. จ. ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ รู้จักและสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่สนิทสนมกับจำเลยที่ 2 ขณะผู้เสียหายกำลังเล่นเกมที่ร้านในอาคาร ซี 9 ของเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายโทนี่ซึ่งเป็นเพื่อนผู้เสียหายได้ตามตัวผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 ที่มุมตึกของอาคารห่างจากร้านเกมประมาณ 10 เมตร ไปถึงพบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันที่โต๊ะม้าหินอ่อน แล้วจำเลยที่ 1 พูดขอยืมโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยทั้งสองออกจากที่เกิดเหตุไปโดยรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ คืนเดียวกับนายภูษิต บิดาผู้เสียหายพาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ห้องพักของจำเลยทั้งสองที่อาคาร ที 5 ของเมืองทองธานี และถามหาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงนำโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายมาคืน

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงเอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายถูกตามตัวมาพบจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 พูดว่า "ขอยืมโทรศัพท์โทรได้ไหม" ผู้เสียหายยื่นโทรศัพท์ให้ จำเลยที่ 1 รับแล้วพลิกดูไปมาและพูดว่า "พี่ขอยืมจำนำหน่อยเพราะไม่มีเงิน" ผู้เสียหายบอกว่า "คงไม่ได้เดี๋ยวพ่อผมด่า" จึงขอคืน จำเลยที่ 1 ไม่คืนแต่พูดขอยืม ผู้เสียหายจึงยื่นมือจะหยิบโทรศัพท์มือถือคืนมาแต่ถูกจำเลยที่ 1 สะบัดมือและผลักอก แล้วจำเลยที่ 1 ส่งโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยทั้งสองพากันวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับออกไปจากที่เกิดเหตุทันที ผู้เสียหายจึงวิ่งไปที่ร้านเกมขอยืมโทรศัพท์มือถือของเพื่อนโทรศัพท์แจ้งให้บิดาทราบ แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปหาบิดาที่ห้อง แจ้งว่าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายถูกลักไป จำเลยที่ 1 เองก็เบิกความรับว่าในคืนเกิดเหตุมีผู้เสียหาย บิดาผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจมาพบจำเลยที่ 1 ที่ห้องพักและถามหาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 คืนโทรศัพท์มือถือให้ แสดงว่า เรื่องที่ผู้เสียหายขอยืมโทรศัพท์ของเพื่อนแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันทีมิใช่คำเบิกความลอย ๆ หรือเป็นคำเบิกความเท็จดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา ทั้งเป็นการแสดงอยู่ว่าเรื่องที่จำเลยทั้งสองเอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปเป็นเรื่องร้ายแรงที่ผู้เสียหายตระหนกตกใจกลัว จึงรีบแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันทีทางโทรศัพท์ก่อนเดินทางไปพบบิดา ซึ่งหากเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์มือถือไปจำนำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ได้เงินมาชำระค่าห้องเช่าจริง และผู้เสียหายกลัวถูกบิดาดุด่า ก็ควรเก็บเรื่องเงียบไว้ ไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะต้องร้อนรนแจ้งให้บิดาทราบจนถึงขั้นดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ส่วนที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายถอดซิมการ์ดของโทรศัพท์มือถือไปแสดงว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือนั้น ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยว่า ขณะที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือไป ผู้เสียหายคิดอะไรไม่ออกจึงตัดสินใจพูดขอซิมโทรศัพท์มือถือออกมา และจำใจให้โทรศัพท์มือถือแก่จำเลยที่ 1 ไปโดยขณะถอดซิมการ์ดใช้เวลานานพอสมควรเนื่องจากผู้เสียหายมือสั่นเพราะรู้สึกกลัว และเบิกความตอบโจทก์ถามติงย้ำในเรื่องเดียวกันว่า เมื่อจำเลยที่ 1 จะเอาโทรศัพท์ไปผู้เสียหายจึงพูดว่า ขอซิมการ์ดคืนก่อนได้ไหม และด้วยความกลัวจำเลยทั้งสองจะทำร้าย เมื่อถอดซิมการ์ดออกแล้ว จึงโยนโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะม้าหินอ่อน เหตุที่กลัวจะถูกทำร้ายเพราะช่วงแรกเมื่อผู้เสียหายขอโทรศัพท์คืน แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนให้จนมีการยื้อแย่งกระชากกัน เมื่อเห็นจำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืน จึงกลัวจะถูกทำร้ายเพราะพฤติกรรมเหมือนกับจะมาปล้น เป็นคำเบิกความที่มีรายละเอียดตรงไปตรงมาชัดแจ้งว่า ผู้เสียหายมิได้ยินยอมส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้แก่จำเลยที่ 1 และด้วยเหตุนี้ผู้เสียหายจึงต้องรีบแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันที ทั้งโดยพฤติการณ์จำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ในร้านเกม จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปพบและพูดขอยืมโทรศัพท์มือถือผู้เสียหายที่ร้านเกมได้ การที่จำเลยที่ 1 ให้นายโทนี่ไปตามผู้เสียหายมาพบที่มุมตึกเกิดเหตุโดยมีเพียงผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองเท่านั้น เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีแผนการอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 จะทำทีพูดขอยืมโทรศัพท์มือถือผู้เสียหายมาใช้โทรศัพท์ เพื่อให้ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 จะเผยเจตนาแท้จริงว่าจะขอยืมโทรศัพท์มือถือผู้เสียหายไปจำนำเพื่อเอาเงินมาชำระค่าเช่าห้องพัก โดยจำเลยที่ 1 มีความตั้งใจอยู่แล้วว่าหากผู้เสียหายไม่ให้ยืมและขอคืนก็จะไม่ยินยอมคืนให้ ดังนี้ เมื่อผู้เสียหายแย่งคืนจึงถูกจำเลยที่ 1 ปัดมือและผลักอก แล้วส่งโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 2 พากันหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้ลักเอาทรัพย์มือถือของผู้เสียหายไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่าขณะผู้เสียหายไปที่มุมตึกเกิดเหตุพบจำเลยที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 1 แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยว่า ช่วงแรกที่จำเลยที่ 1 ขอโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหันหลังให้ผู้เสียหาย และขณะที่ผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือกับจำเลยที่ 1 และถูกจำเลยที่ 1 ผลักอก ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีท่าทีลุกขึ้นมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งไม่ปรากฏว่าได้พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมทำตามคำขอของจำเลยที่ 1 และก่อนเกิดเหตุไม่นานขณะจำเลยที่ 1 ไปพูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ร้านเกม ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มาด้วยกับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะช่วยถอดซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายด้วย ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ถอด ตามพยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 วางแผนชิงโทรศัพท์มือถือจากผู้เสียหายหรือไม่ แต่การที่จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุและใกล้ชิดกับเหตุการณ์ย่อมต้องได้ยินคำพูดโต้ตอบระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือและขอโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งเห็นผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปโดยมิชอบ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมคืนโทรศัพท์มือถือให้ผู้เสียหาย และเมื่อถูกผู้เสียหายยื้อแย่ง จำเลยที่ 1 ได้ส่งโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จากนั้นจำเลยทั้งสองวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานสนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงมิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองโดยพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่ในส่วนจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่าให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 พ้นโทษฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 812/2545 ของศาลอาญาไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 86 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ให้ยกคำขอเพิ่มโทษ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 339 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสุพจน์เขตต์หรือเขตต์ บารมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมพงศ์ วงค์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12557/2555
#538020
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 354 จะต้องได้ความว่า ผู้กระทำผิดได้กระทำในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนมาด้วย เป็นเพียงประโยคประกอบซึ่งโจทก์ขยายความออกไปตามความเข้าใจของโจทก์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดว่า จำเลยกระทำในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างไร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 354 แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354, 83 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 2,834,931.72 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัททรายทองสินธานี จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ข้อหาตามคำฟ้อง ข้อ ค. เป็นความผิดตามมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 จำคุก 2 ปี ข้อหาตามคำฟ้อง ข้อ ง. เป็นความผิดตามมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 จำคุก 2 ปี ข้อหาตามคำฟ้อง ข้อ จ. เป็นความผิดตามมาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 จำคุก 6 เดือน ข้อหาตามคำฟ้อง ข้อ ฉ. เป็นความผิดตามมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 จำคุก 1 ปี รวมลงโทษจำเลย 4 กระทง จำคุก 5 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เฉพาะข้อหาที่ศาลลงโทษ แต่ข้อหาตามคำฟ้องข้อ ฉ. โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในข้อ จ. แล้วว่าได้รับเงินคืนจากจำเลยแล้ว จึงคงให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือ รวมจำนวน 518,599.86 บาท ยกฟ้องคำฟ้อง ข้อ ก. ข้อ ข. และข้อ ช. คำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สำหรับคำฟ้องข้อดังกล่าวให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353 ประกอบมาตรา 354 ตามคำฟ้อง ข้อ ก. ฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินยักยอกทรัพย์ จำคุก 1 ปี ตามคำฟ้อง ข้อ ข. ฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินยักยอกทรัพย์ จำคุก 1 ปี ตามคำฟ้องข้อ ค. ฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินยักยอกทรัพย์ จำคุก 1 ปี ตามคำฟ้อง ข้อ ง. จำคุก 1 ปี ตามคำฟ้องข้อ ช. จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามคำฟ้อง ข้อ จ. และ ฉ. แล้ว รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 2,808,063.32 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยและนางสาวยุพา สามีภริยาตั้งบริษัทโจทก์ร่วม มีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ โดยนางสาวงามตาและนายทองสุข สามีภริยาโอนเงินให้จำเลยและนางสาวยุพาเป็นเงินลงทุน ต่อมาจำเลยโอนเงินของโจทก์ร่วมให้นางสาวงามตาสองครั้ง ครั้งแรก จำนวน 4,500,000 บาท ครั้งที่สอง จำนวน 1,024,000 บาท และจำเลยได้โอนรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจำเลย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินยักยอกทรัพย์ตามคำฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีว่าที่ร้อยตรีวิทยา ผู้สอบบัญชีเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวงามตาว่าจ้างให้พยานตรวจสอบบัญชีของโจทก์ร่วม ซึ่งนางสาวงามตาเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ร่วม จากการตรวจสอบบัญชีพบรายการผิดปกติจึงได้ทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอกรรมการของโจทก์ร่วมในขณะนั้น คือนายทองสุข พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากคือนางสาวสุนีย์ เบิกความว่า นายทองสุขนำรายงานผลการตรวจสอบเอกสารมาให้พยานอธิบายตามรายงานดังกล่าว ข้อที่ผิดปกติคือ ในเบื้องต้นของการทำธุรกิจ นางสาวงามตาเคยโอนเงินเข้ามาเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการของโจทก์ร่วมให้แก่นางสาวยุพา การโอนเงินคืนให้แก่นางสาวงามตา น่าจะคืนโดยนำเงินที่ฝากอยู่ในบัญชีของนางสาวยุพาคืนไป แทนที่จะนำเงินที่ใช้หมุนเวียนในบัญชีของโจทก์ร่วมโอนจ่ายคืนให้นางสาวงามตา เห็นว่า เงินที่ใช้ลงทุนหมุนเวียนในระยะแรกเริ่มของการก่อตั้งบริษัทโจทก์ร่วมเป็นเงินของนางสาวงามตาส่งไปทั้งสิ้น โดยโอนเงินเข้าบัญชีของนางสาวยุพา ปรากฏตามสมุดเงินฝากของนางสาวยุพา และหลักฐานการโอนเงิน แม้เมื่อบริษัทโจทก์ร่วมตั้งขึ้นแล้วนางสาวงามตาก็ยังคงโอนเงินไปให้นางสาวยุพา โดยไม่โอนไปยังบริษัทโจทก์ร่วม และนางสาวยุพาได้เขียนรายการว่านำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง เพื่อให้นางสาวงามตาตรวจ เมื่อพิเคราะห์ตามเอกสารมีรายการที่ระบุว่า นำเงินไปลงทุนในบริษัททรายทอง 5,700,000 บาท ซึ่งเป็นชื่อบริษัทโจทก์ร่วม และเป็นจำนวนเดียวกับที่นางสาวงามตาเบิกความว่าเป็นจำนวนเงินที่ตนลงทุนในบริษัทโจทก์ร่วม อีกทั้งลักษณะการโอนเงินของนางสาวงามตาไปให้นางสาวยุพาก็มีความเกี่ยวพันกับโจทก์ร่วมโดยตลอด เมื่อการนำเงินมาลงทุนของนางสาวงามตาในบริษัทโจทก์ร่วม ไม่ทำให้ถูกต้องทางบัญชี ใช้วิธีโอนเงินผ่านบัญชีของนางสาวยุพา แล้วให้นางสาวยุพาและจำเลยนำเงินไปดำเนินการต่ออีกทอดหนึ่ง การที่จำเลยและนางสาวยุพาโอนเงินคืนแก่นางสาวงามตาซึ่งเป็นเจ้าของเงินเอง แม้จะนำเงินจากบัญชีของโจทก์ร่วมมาโอนให้ ก็เป็นเพียงความบกพร่องไม่ทำให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีเท่านั้น ทั้งกระทำโดยเปิดเผยไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด จะถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตยังไม่ถนัดนัก และตามสมุดบัญชีเงินฝากซึ่งเป็นบัญชีที่นางสาวงามตาโอนเงินมาให้นางสาวยุพาก็ปรากฏว่า มีเงินคงเหลือในบัญชีเพียง 34,633.08 บาท และเงินจำนวนอื่นของโจทก์ร่วมก็ฝากประจำไว้ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหนองประทีป ยังไม่ครบกำหนดที่จะเบิกถอนได้ ส่วนการโอนเงินโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเงินในบัญชีเงินฝากแล้วจำเลยไม่โอนเงินจำนวนดังกล่าวไปให้นางสาวงามตา รวมทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากนางสาวงามตาว่าได้แจ้งให้จำเลยโอนเงินจากบัญชีเงินฝากคืนแก่นางสาวงามตาเท่านั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดียังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นความผิดฐานยักยอกหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ก. และข้อ ข. ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์ ข้อ ช. เคลือบคลุม และจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ ช. หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการซึ่งเป็นผู้ครอบครองดูแลและจัดการรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ม - 3246 เชียงใหม่ ของโจทก์ร่วมได้เบียดบังเอารถยนต์คันดังกล่าวไปโดยทุจริต โดยจำเลยสั่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยให้ออกใบเสร็จรับเงินว่า จำเลยได้ชำระค่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมแล้วเป็นเงิน 180,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ชำระเงินดังกล่าวจริง เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา185 (5) ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องอีกว่า นอกจากการที่จำเลยได้ไปซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยยังได้รับประโยชน์จากการที่จำเลยไม่นำเงินจำนวน 180,000 บาท เข้าบัญชีของโจทก์ร่วมจริง โดยคิดเป็นดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์ร่วมต้องชำระให้แก่ธนาคาร ก็มิได้ขัดแย้งกับฟ้องโจทก์ในส่วนแรกแต่ประการใด เพราะหมายถึงโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนรถยนต์คันดังกล่าว หากไม่คืนจำเลยต้องใช้ราคารถยนต์จำนวน 180,000 บาท ถ้าจำเลยนำเงิน 180,000 บาท เข้าบัญชีของโจทก์ร่วมเท่ากับหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ร่วมลดลง 180,000 บาท โจทก์ร่วมก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในเงินจำนวน 180,000 บาท ให้แก่ธนาคาร ฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม และเรื่องที่จำเลยโอนรถยนต์นั้น จำเลยเบิกความว่า จำเลยได้เจรจากับนางสาวงามตาและนายทองสุขว่า จำเลยจะถอนตัวออกมาจากบริษัทโจทก์ร่วม จึงมีการตกลงให้โอนรถยนต์ที่จำเลยใช้ประจำให้แก่จำเลย แต่นายทองสุข กรรมการบริษัทโจทก์ร่วม เบิกความว่า จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วม 5 ครั้ง นอกจากเงินแล้วยังมีการยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วมด้วย ประกอบกับนางสาววิไลลักษณ์ พนักงานบัญชีของโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยอ้างว่า โจทก์ร่วมมอบรถยนต์ให้แก่จำเลย แต่จำเป็นต้องออกใบเสร็จรับเงินในการโอน เนื่องจากมีการจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์ร่วมออกไป จึงต้องทำใบเสร็จรับเงินขึ้นมาเพื่อให้ปิดบัญชีได้ ใบเสร็จรับเงินจึงไม่ได้มีการรับเงินกันจริง ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า โจทก์ร่วมไม่ได้มอบรถยนต์ให้แก่จำเลย แต่จำเลยยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยจึงกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ ช. ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายที่ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ค. ข้อ ง. ข้อ จ. และข้อ ฉ. นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับความผิดตามคำฟ้องข้อ จ. และข้อ ฉ. ส่วนความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ค. และข้อ ง. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 มาด้วย เห็นว่า การกระทำความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 354 จะต้องได้ความว่า ผู้กระทำผิดได้กระทำในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนมาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงประโยคประกอบซึ่งโจทก์ขยายความออกไปตามความเข้าใจของโจทก์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดว่า จำเลยกระทำในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างไร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินยักยอกทรัพย์ ตามฟ้องข้อ ค. จำคุก 1 ปี ข้อ ง. จำคุก 1 ปี ข้อ จ. จำคุก 6 เดือน ข้อ ฉ. จำคุก 1 ปี ข้อ ช. จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 903,610.67 บาท แก่โจทก์ร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 354
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัททรายทองสินธานี จำกัด
จำเลย — นายสนั่น บุญราศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมพันท์
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12524/2555
#541508
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ม. ผู้ร่วมกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งพกติดตัวเป็นของกลาง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การล่อซื้อยาเสพติดให้โทษสายลับได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับโทรศัพท์ของ ม. ส่วนการที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้ให้ ม. โทรศัพท์ไปติดต่อขอซื้อยาเสพติดให้โทษจากผู้คัดค้านทั้งสอง ก็เป็นการติดต่อล่อซื้อเพื่อขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดเพิ่มขึ้น ถือไม่ได้ว่า ม. ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บง 9590 อ่างทอง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่องของกลาง ซึ่งผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกใช้เป็นยานพาหนะและเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ในการกระทำความผิด เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดและมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งคืนรถกระบะของกลางแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน บง - 9590 อ่างทอง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 8850 จำนวน 1 เครื่อง และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อแอลจี จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง และคืนรถกระบะหมายเลขทะเบียน บง 9590 อ่างทอง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 8850 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแอลจี ของกลางแก่เจ้าของ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.164 กรัม รถกระบะหมายเลขทะเบียน บง 9590 อ่างทอง ที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้ขับไปที่เกิดเหตุ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 8850 หมายเลข 0 9905 5424 ที่ตัวผู้คัดค้านที่ 1 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อแอลจี หมายเลข 0 9185 9831 ที่ตัวผู้คัดค้านที่ 2 เป็นของกลาง ต่อมาผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 539/2548 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ทรัพย์ของกลางทั้งสามรายการ เป็นทรัพย์อันพึงต้องริบเสียตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสองใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับนายมนัส และผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถกระบะของกลางให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ไปส่งให้นายมนัสที่บ้านของนายวโรทัย โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถกระบะของกลาง จึงเป็นทรัพย์สินและยานพาหนะที่ผู้คัดค้านทั้งสองใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันพึงที่ต้องริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ของกลางดังกล่าวตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 3 เครื่อง ซึ่งป็นของนายมนัส 1 เครื่อง และของผู้คัดค้านทั้งสองคนละ 1 เครื่อง โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิด เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียง 2 เครื่อง ซึ่งเป็นของผู้คัดค้านทั้งสอง แต่ในส่วนที่เป็นของนายมนัสคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 6600 หมายเลข 0 6551 9935 ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจะริบหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 และ 225 อย่างไรก็ดีศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานผู้ร้องครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน ได้ความจากทางไต่สวนข้างต้นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายวโรทัยและนายมนัสได้จากการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายมนัสซึ่งพกติดตัวเป็นของกลาง เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 6600 หมายเลข 0 6551 9935 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การล่อซื้อดังกล่าวสายลับได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายมนัส ส่วนการที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้ให้นายมนัสโทรศัพท์ไปติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้คัดค้านทั้งสอง ก็เป็นการติดต่อล่อซื้อเพื่อขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดเพิ่มขึ้น ถือไม่ได้ว่านายมนัสใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดจึงไม่อาจริบได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30

พิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคำขอริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกียรุ่น 6600 จำนวน 1 เครื่องของกลางให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
ผู้คัดค้าน — นายวัชรินทร์ บุญมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายวสันต์ เสี่ยงบุญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12460/2555
#532960
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ซื้อสินค้าจากจำเลยซึ่งมีเงื่อนไขในการชำระค่าสินค้าโดยให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยภายใน 60 วัน นับแต่วันรับสินค้าในแต่ละครั้ง และโจทก์มีสิทธิตรวจนับและรับรองสินค้าตลอดจนคุณภาพและสามารถคืนสินค้าได้ในกรณีที่สินค้าหมดอายุ ชำรุด หรือโจทก์จัดรายการส่งเสริมการขาย เมื่อรายการนั้นจบลงและยังมีสินค้าของจำเลยเหลืออยู่จำเลยมีหน้าที่จะต้องรับสินค้านั้นคืน โดยโจทก์จะหักกลบเงินค่าคืนสินค้ากับเงินที่โจทก์ต้องชำระค่าสินค้าให้จำเลยในงวดต่อไป จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดคืนเงินค่าสินค้าที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยเมื่อหักกลบกับเงินที่โจทก์จะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยในงวดต่อไป หาใช่เรื่องฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องไม่ จึงจะนำอายุความ 1 ปี กรณีข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 มาใช้บังคับหาได้ไม่ และมิใช่กรณีที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาเงินค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยจึงจะนำอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) มาใช้บังคับหาได้ไม่อีกเช่นกัน การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยเพื่อชำระราคาค่าสินค้าเมื่อหักกลบกับเงินที่โจทก์จะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยในงวดต่อไปคืน ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 513,109.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี 2538 จำเลยมาติดต่อโจทก์เพื่อเสนอขายสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเงื่อนไขในการชำระราคาค่าสินค้าโดยให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยภายใน 60 วัน นับแต่วันรับสินค้าในแต่ละครั้ง ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2538 ถึงเดือนมกราคม 2540 โจทก์ซื้อสินค้าและชำระราคาค่าสินค้าให้แก่จำเลยตลอดมา จนกระทั่งเดือนมกราคม 2540 ไม่มีการซื้อขายสินค้ากันต่อไปอีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้ต้องใช้อายุความ 1 ปี และ 2 ปีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ซื้อสินค้าจากจำเลยซึ่งมีเงื่อนไขในการชำระราคาค่าสินค้า โดยให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยภายใน 60 วัน นับแต่วันรับสินค้าในแต่ละครั้ง และโจทก์มีสิทธิตรวจนับและรับรองสินค้าตลอดจนคุณภาพและสามารถคืนสินค้าได้ในกรณีที่สินค้าหมดอายุ ชำรุด หรือโจทก์จัดรายการส่งเสริมการขาย เมื่อรายการนั้นจบลงและยังมีสินค้าของจำเลยเหลืออยู่จำเลยมีหน้าที่จะต้องรับสินค้านั้นคืน โดยโจทก์จะหักกลบเงินค่าคืนสินค้ากับเงินที่โจทก์ต้องชำระค่าสินค้าให้จำเลยในงวดต่อไป จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดคืนเงินค่าสินค้าที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยเมื่อหักกลบกับเงินที่โจทก์จะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยในงวดต่อไป หาใช่เรื่องฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องไม่ จึงจะนำอายุความ 1 ปี กรณีข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 มาใช้บังคับหาได้ไม่ และมิใช่กรณีที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาเงินค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยจึงจะนำอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 (1)มาใช้บังคับหาได้ไม่อีกเช่นกัน การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยเพื่อชำระราคาค่าสินค้าเมื่อหักกลบกับเงินที่โจทก์จะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยในงวดต่อไปคืนไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1) ม. 474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเมโทรอินโฟไดนามิกส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเรวัต เฉลียวศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12457/2555
#528577
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายมาในคำฟ้องเพียงว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่าทองของโจทก์ โจทก์อนุมัติให้จำเลยเป็นสมาชิกและออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลยใช้แทนเงินสดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ ตลอดจนเบิกถอนเงินสดจากสถานประกอบการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ และนอกจากนี้ในการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยยังได้รับวงเงินหมุนเวียนอีกจำนวน 240,000 บาท แต่โจทก์ได้แนบใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับยอดหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" มาด้วย ทั้งยังปรากฏว่าในแต่ละเดือนโจทก์ได้ส่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตไปให้จำเลยทราบตลอดมาจนกระทั่งสัญญาเลิกกัน จำเลยจึงย่อมจะต้องทราบถึงข้อผูกพันของสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" รวมทั้งภาระหนี้สินที่เกิดจากสินเชื่อเป็นอย่างดี การไม่ระบุรายละเอียดของข้อตกลงในการใช้สินเชื่อประเภทนี้ในใบสมัครและในเงื่อนไขการใช้บัตร จึงไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในทางคดี ประกอบกับในคำให้การของจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเกิดจากสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" แสดงว่าจำเลยไม่ได้หลงข้อต่อสู้แต่อย่างใด กรณีจึงถือได้ว่าคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การให้สินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" แก่จำเลย แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าเกิดขึ้นหลังจากจำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่าของโจทก์ แต่ก็ได้ความจากใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตพร้อมคำแปลเอกสารว่า โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" รวมกันมากับหนี้อันเกิดจากการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจำเลยเองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวของโจทก์แต่อย่างใด จึงทำให้น่าเชื่อว่าสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาบัตรเครดิต การคิดดอกเบี้ยอันเนื่องมาจากการผิดนัดชำระหนี้จึงต้องถือตามอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดสำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่า มิใช่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.8 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้บังคับในระหว่างไม่ผิดนัดตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ซึ่งปรากฏตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์ว่า ในช่วงวันที่ 9 กันยายน 2549 ที่จำเลยเริ่มผิดนัดชำระหนี้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2549 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 241,803.24 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 237,825.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 238,577.97 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 237,825.40 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2549 ไปจนกว่าชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ตุลาคม 2549) ต้องไม่เกินกว่า 3,225.30 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 จำนวน 10,000 บาท และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 จำนวน 20,000 บาท ไปหักชำระหนี้ในวันที่ชำระ โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงินตามลำดับ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องนั้นเป็นหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อที่เรียกว่า "เงินสดโทรสั่งได้" มิได้เกิดจากการใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยแต่อย่างใด แต่โจทก์กลับมิได้บรรยายถึงที่มาและลักษณะของสินเชื่อดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายมาในคำฟ้องเพียงว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่าทองของโจทก์ โจทก์อนุมัติให้จำเลยเป็นสมาชิกและออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลยใช้แทนเงินสดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ ตลอดจนเบิกถอนเงินสดจากสถานประกอบการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ และนอกจากนี้ในการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยยังได้รับวงเงินหมุนเวียนอีกจำนวน 240,000 บาท แต่โจทก์ก็ได้แนบใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับยอดหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" มาด้วย ทั้งยังปรากฏว่าในแต่ละเดือนโจทก์ได้ส่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตไปให้จำเลยทราบตลอดมาจนกระทั่งสัญญาเลิกกัน จำเลยจึงย่อมจะต้องทราบถึงข้อผูกพันของสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" รวมทั้งภาระหนี้สินที่เกิดจากสินเชื่อเป็นอย่างดี การไม่ระบุรายละเอียดของข้อตกลงในการใช้สินเชื่อประเภทนี้ในใบสมัครและในเงื่อนไขการใช้บัตร จึงไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในทางคดี ประกอบกับในคำให้การของจำเลย จำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเกิดจากสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" แสดงว่าจำเลยก็ไม่ได้หลงข้อต่อสู้แต่อย่างใด กรณีจึงถือได้ว่าคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" มิใช่สิทธิประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ แต่เป็นสินเชื่ออีกประเภทหนึ่งต่างหาก จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของข้อกำหนดและเงื่อนไข โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยโดยอ้างข้อสัญญาที่ระบุไว้ในข้อกำหนดและเงื่อนไข คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" ในอัตราร้อยละ 0.8 ต่อเดือน เท่านั้น เห็นว่า การให้สินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" แก่จำเลยแม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าเกิดขึ้นหลังจากจำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่าของโจทก์ แต่ก็ได้ความจากใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตพร้อมคำแปลว่า โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" รวมกันมากับหนี้อันเกิดจากการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจำเลยเองก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวของโจทก์แต่อย่างใด จึงทำให้น่าเชื่อว่าสินเชื่อ "เงินสดโทรสั่งได้" เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาบัตรเครดิต การคิดดอกเบี้ยอันเนื่องมาจากการผิดนัดชำระหนี้จึงต้องถือตามอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดสำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่า มิใช่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.8 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้บังคับในระหว่างไม่ผิดนัดตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ซึ่งปรากฏตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์ว่า ในช่วงวันที่ 9 กันยายน 2549 ที่จำเลยเริ่มผิดนัดชำระหนี้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2549 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นางช่อแก้ว พันธ์มา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายประชา เฉลิมกิตติชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12342/2555
#538046
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายการรับมอบเพชรมีการระบุราคาของเพชรแต่ละรายการไว้ และมีข้อความกำหนดเงื่อนไขว่า จำเลยจะต้องรับผิดชอบในความสูญหายและเสียหายของเพชรกับมีหน้าที่ต้องส่งมอบเพชรคืนเมื่อทวงถาม โดยไม่ปรากฏข้อตกลงในส่วนของค่าตอบแทนการขายที่จำเลยจะได้รับ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ย่อมแสดงว่าจำเลยอาจนำเพชรไปเสนอขายในราคาที่สูงหรือต่ำกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้ เพียงแต่ว่าเมื่อขายได้แล้วต้องส่งเงินแก่ผู้เสียหายตามราคาที่กำหนดกันไว้เท่านั้น การครอบครองทรัพย์ของจำเลยในลักษณะเช่นนี้จึงหาใช่เป็นการที่จำเลยได้รับมอบหมายให้ครอบครองเพชรดังกล่าวไว้ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย หากแต่เป็นกรณีครอบครองโดยอาศัยอำนาจแห่งสัญญาที่ผู้เสียหายกับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยผู้เสียหายให้จำเลยนำไปขาย เมื่อจำเลยไม่ส่งเงินที่ขายก็เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 351,930 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเพชรแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 351,930 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณารายการรับมอบเพชร ปรากฏว่ามีการระบุราคาของเพชรแต่ละรายการไว้ และยังมีข้อความกำหนดเงื่อนไขว่า จำเลยจะต้องรับผิดชอบในความสูญหายและเสียหายของเพชร กับมีหน้าที่ต้องส่งมอบเพชรคืนเมื่อทวงถามด้วย โดยไม่ปรากฏข้อตกลงในส่วนของค่าตอบแทนการขายที่จำเลยจะได้รับไว้แต่อย่างใด ทั้งจำเลยก็ไม่ได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงย่อมแสดงว่าจำเลยอาจนำเพชรไปเสนอขายในราคาที่สูงหรือต่ำกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้ เพียงแต่ว่าเมื่อขายได้แล้ว ต้องส่งเงินแก่ผู้เสียหายตามราคาที่กำหนดกันไว้เท่านั้น การครอบครองทรัพย์ของจำเลยในลักษณะเช่นนี้จึงหาใช่เป็นการที่จำเลยได้รับมอบหมายให้ครอบครองเพชรดังกล่าวไว้ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย หากแต่เป็นกรณีครอบครองโดยอาศัยอำนาจแห่งสัญญาที่ผู้เสียหายกับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยผู้เสียหายให้จำเลยนำไปขาย เมื่อจำเลยไม่ส่งเงินที่ขายก็เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาก็ยังไม่ได้ความว่าจำเลยเบียดบังเอาเพชรดังกล่าวไว้โดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวจำเรียง เข็มกลัดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายณัฐพล พิทักษ์วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมควร วิเชียรวรรณ
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12338/2555
#538059
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำทีเป็นเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ โดยพวกของจำเลยถามจำเลยว่าในกระเป๋ามีทองเต็มใช่หรือไม่ จำเลยเปิดกระเป๋าสตางค์ออกดู ผู้เสียหายมองเห็นทองรูปพรรณในกระเป๋า 3 ถึง 4 เส้น จำเลยพูดว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท แต่อย่าบอกผู้ใด และบอกให้ผู้เสียหายถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเอามารวมไว้ในห่อผ้าเช็ดหน้า แล้วผูกผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เสียหายถือไว้และให้ยืนรอ โดยจำเลยจะนำเงินมาให้ ผู้เสียหายรออยู่ 1 ชั่วโมง จำเลยไม่กลับมา ผู้เสียหายแกะห่อผ้าเช็ดหน้าออกดู พบว่ามีเงินเหรียญบาท 32 เหรียญ ดังนี้จำเลยกับพวกมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรก การที่จำเลยหลอกลวงว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท และให้ถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเอามารวมไว้ ล้วนเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้ได้ไปซึ่งสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะหลงเชื่อ แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องให้แก่จำเลย สาเหตุที่จำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้ เชื่อว่าเกิดจากการสับเปลี่ยนห่อผ้าเช็ดหน้า ซึ่งเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงและลักทรัพย์ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยให้เป็นไปตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 341 ริบห่อผ้าเช็ดหน้าพร้อมเงินเหรียญบาท 32 เหรียญ ของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องราคา 15,620 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทอง (ที่ถูก พระเครื่อง) ราคา 15,620 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้าย 3 คน ร่วมกันหลอกลวงเอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่อง 1 องค์ ราคารวม 15,620 บาท ของผู้เสียหายไป

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 8 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายกำลังเดินเลือกซื้อของที่ตลาดนัดอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาถามผู้เสียหายว่าเห็นกระเป๋าสตางค์หรือไม่ ผู้เสียหายบอกว่าไม่เห็นและเดินซื้อของต่อไป ต่อมามีหญิงอีกคนหนึ่งเดินมาข้าง ๆ ผู้เสียหาย และจำเลยเดินเข้ามาสมทบ หญิงคนดังกล่าวถามจำเลยว่า "อ้วนเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ ในกระเป๋ามีทองเต็มใช่หรือไม่" จำเลยเปิดกระเป๋าออกดู ผู้เสียหายมองเห็นทองรูปพรรณในกระเป๋า 3 - 4 เส้น จำเลยพูดว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท แต่อย่าบอกให้ผู้ใด จากนั้นพากันเดินมาบริเวณหน้าศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธ จำเลยบอกให้ผู้เสียหายถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องที่ห้อยอยู่เอามารวมไว้ในห่อผ้าเช็ดหน้าแล้วผูกผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เสียหายถือไว้ และให้ยืนรออยู่บริเวณดังกล่าว โดยจำเลยจะนำเงินมาให้ แล้วจำเลยกับหญิงคนดังกล่าวเดินออกไป ผู้เสียหายรอประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่มีผู้ใดกลับมาจึงแกะผ้าเช็ดหน้าออกดูพบว่ามีแต่เงินเหรียญบาท 32 เหรียญ ผู้เสียหายเดินไปด้านหลังบริเวณศาลเจ้าพบกับจำเลยและบอกจำเลยให้คืนสร้อยคอทองคำแก่ผู้เสียหาย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะถูกหลอกให้ถอดสร้อยคอทองคำนำมาห่อรวมกันในผ้าเช็ดหน้านั้น ใช้เวลาประมาณ 5 นาที เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นขั้นเป็นตอนโดยลำดับเรื่องราวได้สมเหตุผล ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันผู้เสียหายมีโอกาสเห็นจำเลยในระยะใกล้ชิดและเป็นเวลานานพอสมควร เนื่องจากผู้เสียหายพบจำเลยที่เต็นท์ขายเสื้อผ้าและได้พูดคุยกับจำเลยก่อนที่จะพากันเดินไปบริเวณหน้าศาลเจ้า หลังเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายแกะผ้าเช็ดหน้าออกดูรู้ว่าไม่มีสร้อยคอทองคำและพระเครื่อง เมื่อเห็นจำเลยผู้เสียหายก็วิ่งไปดึงเสื้อจำเลยไว้พร้อมบอกให้คืนสร้อยคอทองคำให้ในทันทีและเมื่อเห็นคนรู้จักก็ร้องขอให้ช่วยและให้ช่วยแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจด้วย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำให้การของนางสุพิน ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าจำเลยมีลักษณะรูปร่างใหญ่สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความว่า ขณะที่จำเลยกับพวกเดินมาข้าง ๆ ผู้เสียหาย พวกของจำเลยเรียกจำเลยว่า อ้วน ถือได้ว่าจำเลยมีลักษณะรูปร่างพิเศษที่ทำให้ผู้เสียหายจดจำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุผู้เสียหายก็แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่า จำเลยเป็นคนเอาสร้อยคอทองคำไป ทั้งยังบอกรายละเอียดตำหนิรูปพรรณคนร้ายอีกคนหนึ่งให้เจ้าพนักงานตำรวจสเก็ตซ์ภาพไว้ โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง แม้ภายหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้หลบหนีออกจากบริเวณตลาดนัดทันทีและไม่พบสร้อยคอทองคำรวมทั้งพระเครื่องของผู้เสียหายที่ตัวจำเลย แต่ก็อาจเป็นเพราะจำเลยมอบให้พวกของจำเลยนำออกไปจากบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยต้องรีบหลบหนีไปก็เป็นได้ พยานจำเลยที่นำสืบนอกจากจะเป็นญาติและคนรู้จักกับจำเลยแล้ว พยานแต่ละปากก็เพียงแต่เบิกความลอย ๆ จึงไม่น่าเชื่อถือ ไม่พอให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกเอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องของผู้เสียหายไป การที่จำเลยกับพวกมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกและต่อมามีการหลอกลวงว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท และให้ถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องมารวมไว้ ล้วนเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้ได้ไปซึ่งสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะหลงเชื่อ แต่ผู้เสียหายก็มิได้มีเจตนาส่งมอบสร้อยคอและพระเครื่องให้แก่จำเลย สาเหตุที่จำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้น่าเชื่อว่าเกิดจากการสับเปลี่ยนห่อผ้าเช็ดหน้า ซึ่งเป็นการแย่งกรรมสิทธิทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงและลักทรัพย์ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยให้เป็นไปตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แต่ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นางทิวา เหมน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นายศักดา วัตตธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสันทัด สุจริต
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา