คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12299/2555
#554803
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 (1) (8) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมทั้งสองมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าปัญหาดังกล่าวสำหรับโจทก์ร่วมทั้งสองยุติลง โจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสองมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายประพันธ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายวิชาญ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาพยายามฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (1) (8) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 10 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูกคือข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า เมื่อเข้าไปสอบถามหากุญแจรถจักรยานยนต์จากพวกจำเลยที่นั่งดื่มสุรากันบริเวณระเบียงหน้าห้องพักหลังจากเคยสอบถามจำเลยและพวกที่ร้านคาราโอเกะ จำเลยกับพวกปฏิเสธว่าไม่ได้เอากุญแจรถของโจทก์ร่วมที่ 1 ไป เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ถามหากุญแจรถจากจำเลยกับพวกขณะนั่งดื่มสุราที่หน้าระเบียงห้องพักอีก แล้วใช้เท้ายันตัวจำเลยไม่ให้ลุกขึ้นเพราะโจทก์ร่วมที่ 1 เห็นจำเลยกับพวกกำลังจะลุกขึ้นมาทำร้าย ทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความอีกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนางพยุงหรือป้าขาว เจ้าของร้านคาราโอเกะซึ่งเป็นเจ้าของห้องพัก เปิดประตูมายืนตะโกนด่าโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าจะมาวุ่นวายอะไรอีกให้กลับไปได้แล้ว จะมาหาเรื่องหรือ การที่โจทก์ร่วมที่ 1 กับพวกจะมาตามหากุญแจรถก็ไม่น่าจะทำให้พวกที่นั่งดื่มสุราอยู่เกิดความโกรธ เพราะจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีคำพูดหรือการกระทำใด ๆ ที่จะเป็นเหตุให้จำเลยกับพวกโกรธเคืองได้ แต่ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ใช้เท้ายันจำเลย โจทก์ร่วมที่ 2 ใช้หมวกนิรภัยตีพวกที่นั่งดื่มสุราอยู่โดยอ้างว่ากลัวพวกจำเลยจะทำร้าย หลังจากที่โจทก์ร่วมที่ 2 เดินนำหน้าเพื่อจะกลับมาที่รถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมที่ 2 ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ารุมทำร้ายที่บริเวณด้านข้างโกดังและห้องพักใกล้ราวตากผ้า และโจทก์ร่วมที่ 1 ยังหันไปเห็นกลุ่มชายกลุ่มแรกมีคนหนึ่งถืออาวุธมีดมาด้วยเข้ารุมทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเข้าไปช่วยโดยชกต่อยกับพวกชายที่กำลังทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 อยู่ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 เสียหลักกำลังจะล้มไปทางด้านหลัง ขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 จึงหันไปทางด้านหลัง และเห็นจำเลยกระโดดเข้ามาใช้มีดขนาดความยาวประมาณ 1 ฟุต ฟันที่หน้าผากด้านซ้าย โดยมีแสงไฟจากหน้าห้องพักและสปอตไลท์ส่องสว่าง แต่พันตำรวจโทสมชาย พนักงานสอบสวน เบิกความว่า มาตรวจที่เกิดเหตุในคืนนั้นพบเศษขวดเบียร์สิงห์แตกอยู่เป็นคอขวดแตก และมีแสงไฟจากไฟสปอตไลท์บริเวณหน้าโกดังเพียงดวงเดียว อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุขึ้นไปบนเสาประมาณ 5 ถึง 10 เมตร และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตรวจดูที่เกิดเหตุเป็นสภาพที่มืด และหากยืนห่างประมาณ 1 วา สามารถมองเห็นหน้ากันได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายในคืนเกิดเหตุที่พนักงานสอบสวนได้ถ่ายไว้ ปรากฏว่าแสงไฟบริเวณที่เกิดเหตุเห็นได้ในระยะใกล้และยังมีการใช้ไฟฉาย นอกจากนี้ที่เกิดเหตุอยู่ด้านข้างโกดังของห้องพัก เมื่อพิจารณาจากแผนที่เกิดเหตุเสาไฟสปอตไลทอยู่ด้านหน้าโกดัง ที่เกิดเหตุมีตัวอาคารโกดังด้านข้างบังอยู่ ประกอบกับภาพถ่ายข้างต้นแสงไฟไม่ชัดเจนยังมีความมืดปรากฏอยู่ ทั้งการถ่ายรูปในเวลากลางคืนน่าจะต้องใช้แสงไฟจากกล้องถ่ายรูปช่วยให้มีความสว่างขึ้นกว่าปกติ อีกทั้งขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 กำลังเสียหลักล้มลงและไม่คิดว่าจะมีผู้ลอบทำร้ายจากด้านหลัง การที่โจทก์ร่วมทั้งสองจะเห็นคนทำร้ายได้จึงไม่สมเหตุผล นอกจากนี้เมื่อพันตำรวจตรีสมชายไปพบโจทก์ร่วมทั้งสองที่โรงพยาบาลได้สอบถามถึงสาเหตุและคนที่ทำร้าย โจทก์ร่วมทั้งสองยังไม่แจ้งว่าใครเป็นคนทำร้าย คงแจ้งเพียงว่ามีคนมารุมทำร้ายและใช้มีดฟัน ซึ่งได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่ากลุ่มคนที่มาทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2เป็นคนละกลุ่มกับพวกจำเลยซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ระเบียงและในกลุ่มแรกก็มีอาวุธมีดมาด้วย ส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อถูกโจทก์ร่วมทั้งสองทำร้ายแล้วก็มิได้โต้ตอบ แต่มีคนพาจำเลยเข้าไปในห้องพัก เมื่อถูกจับกุมก็ให้การปฏิเสธ ดังนั้นพยานโจทก์ที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 80 ม. 297 (1) ม. 297 (8)
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายประพันธ์ ยิ่งไพบูลย์ กับพวก
จำเลย — นายพรชัยหรือเข สัมมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมศักดิ์ แก้วเจริญไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑรูย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12291/2555
#526774
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้อัยการสูงสุดรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 นั้น ผู้ฎีกาต้องยื่นคำขอภายในกำหนดเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 เท่านั้น จะยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ จำเลยทำหนังสือยื่นต่ออัยการสูงสุดให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยก็ไม่ทำให้ฎีกาของจำเลยกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 90

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอให้อัยการสูงสุดรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 นั้น ผู้ฎีกาต้องยื่นคำขอภายในกำหนดเวลายื่นฎีกาเท่านั้น จะยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ตามสำเนาหนังสือของจำเลยที่ยื่นต่ออัยการสูงสุดที่แนบท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2545 ปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือยื่นต่ออัยการสูงสุดให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 ซึ่งพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยก็ไม่ทำให้ฎีกาของจำเลยกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายโสภณ ศุภมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายอดุล สังข์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12264/2555
#532870
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาใบกำกับภาษีระบุชื่อจำเลยเป็นลูกค้าทุกฉบับ และยอดหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้มีรายการหักทอนกันระหว่างโจทก์และจำเลยหลายรายการ ระบุยอดสุดท้ายว่าเป็นรายการที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ คงเหลือ 314,965.05 บาท เท่ากับรายการตามหนังสือรับสภาพหนี้ ปรากฏว่ามีการส่งอะไหล่ครั้งสุดท้ายระบุวันที่ 18 ตุลาคม 2540 โดยไม่ปรากฏว่าได้มีกำหนดเวลาชำระค่าอะไหล่กันไว้ ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก ดังนั้น ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะมีอายุความ 2 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย หรือมีอายุความ 5 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา ก็เป็นที่เห็นได้ว่า หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 เป็นการจัดทำขึ้นหลังจากขาดอายุความแล้ว หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพความรับผิดดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 ประกอบมาตรา 193/28 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 418,373.51 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 314,965.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสำเนาใบกำกับภาษีซึ่งระบุชื่อจำเลยเป็นลูกค้าทุกฉบับ โดยนางวิไล กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า เป็นหนี้ค่าอะไหล่ที่โจทก์ส่งให้แก่จำเลยตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2540 รายการส่งอะไหล่ครั้งสุดท้าย วันที่ 18 ตุลาคม 2540 และยังเบิกความอีกว่า ยอดหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีรายการหักทอนกันระหว่างโจทก์และจำเลยหลายรายการ ระบุยอดสุดท้ายว่า ค่าอะไหล่อู่วิชัยจำนวน 402,965.05 บาท ซึ่งฟังได้ว่าเป็นรายการอะไหล่ของอู่จำเลยหักด้วยค่าซ่อมที่โจทก์จ่ายจำนวน 88,000 บาท เป็นรายการที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ คงเหลือ 314,965.05 บาท เท่ากับรายการตามหนังสือรับสภาพหนี้ โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าได้มีกำหนดเวลาชำระค่าอะไหล่กันไว้ จึงต้องฟังว่าเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 ดังนั้น ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะมีอายุความ 2 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย หรือมีอายุความ 5 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา ก็เป็นที่เห็นได้ว่า หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจัดทำขึ้นหลังจากขาดอายุความแล้ว หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพความรับผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ประกอบมาตรา 193/28 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2549 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/28 วรรคสอง ม. 193/35 ม. 203 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามนิสสันอำนาจเจริญ จำกัด
จำเลย — นายวิชัย แฝงบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายอารัญ วาริชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุทธิ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12258/2555
#526744
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเช็คของธนาคาร ส. ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 จำนวนเงิน 9,450 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เท่ากับเงินไทย 385,371 บาท ซึ่งมี ก. เป็นผู้สั่งจ่ายมาให้โจทก์เรียกเก็บเงินจากธนาคารเจ้าของเช็คแทนจำเลย เมื่อโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยเท่ากับจำนวนเงินในเช็ค ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะทำให้จำเลยในฐานะผู้ทรงเช็คเข้าใจได้ว่าเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีนั้นเป็นเงินตามเช็ค การที่จำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของจำเลยเพียงบางส่วนจำนวน 120,000 บาท ทั้งที่สามารถเบิกถอนออกจากบัญชีได้ในคราวเดียวทั้งหมด จึงไม่น่าจะเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริต เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับเงินไว้โดยไม่สุจริต จึงต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 412 เมื่อปรากฏว่าจำนวน 120,000 บาท ที่จำเลยเบิกถอนไปนั้น ส่วนหนึ่งจำเลยได้โอนคืนให้ บ. ภริยาของ ก. อีกส่วนหนึ่งนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ของวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยได้รับแจ้งจากพนักงานของโจทก์ว่าเช็คที่จำเลยให้โจทก์เรียกเก็บแทนนั้นถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงถือว่าในวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นเวลาขณะเมื่อเรียกเงินคืน จำเลยไม่มีเงินเหลือที่จะคืนให้โจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ 123,254.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนโจทก์ 123,254.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยนำเช็คของธนาคารสมิธ บาร์นี ซิตี้กรุ๊ป ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 จำนวนเงิน 9,450 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เท่ากับเงินไทย 385,371 บาท ซึ่งมีนายกาเรทเป็นผู้สั่งจ่ายมาให้โจทก์เรียกเก็บเงินจากธนาคารเจ้าของเช็คแทนจำเลย เมื่อโจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยเท่ากับจำนวนเงินในเช็คก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะทำให้จำเลยในฐานะผู้ทรงเช็คเข้าใจได้ว่าเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีนั้นเป็นเงินตามเช็ค การที่จำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของจำเลยเพียงบางส่วนจำนวน 120,000 บาท ทั้งที่สามารถเบิกถอนออกจากบัญชีได้ในคราวเดียวทั้งหมด จึงไม่น่าจะเกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตของจำเลย ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยทราบอยู่แล้วว่าเงินที่จำเลยเบิกถอนไปไม่ใช่เงินที่เรียกเก็บได้ตามเช็คนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์แห่งคดี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับเงินไว้โดยไม่สุจริต จึงต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าเงินจำนวน 120,000 บาท ที่จำเลยเบิกถอนไปนั้น ส่วนหนึ่งจำเลยได้โอนคืนให้นางเบลสซิ่งภริยาของนายกาเรท อีกส่วนหนึ่งนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ของวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยได้รับแจ้งจากพนักงานของโจทก์ว่าเช็คที่จำเลยให้ธนาคารโจทก์เรียกเก็บแทนนั้นถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงถือว่าในวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นเวลาขณะเรียกเงินคืน จำเลยไม่มีเงินเหลือที่จะคืนให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 412
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเจริญ ปั๋นแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางสุปราณี พูลแสง ทิมพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12211/2555
#526756
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วไม่อุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ทั้งมิได้อุทธรณ์การประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 การประเมินจึงยุติ ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าหนังสือแจ้งการประเมินไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามหลักเกณฑ์แห่งกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิกล่าวอ้างว่าการประเมินที่ยังมีผลสมบูรณ์โดยไม่ถูกเพิกถอนตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 วรรคสอง เป็นการประเมินที่ไม่ชอบเพื่อปฏิเสธความรับผิดในอันที่จะต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากร

จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2) และมาตรา 1087

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 18,446,112 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 18,446,112 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีอากรเพิ่มเติม โดยจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินแล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายใน 30 วัน ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ซึ่งบัญญัติว่า "...ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน..." ทั้งมิได้อุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด การประเมินจึงเป็นที่ยุติแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิต่อสู้คดีว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งความรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้องโดยอ้างว่า การประเมินของเจ้าพนักงานอันเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ได้จัดให้มีเหตุผลจึงไม่ชอบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวนี้ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไป" ทั้งในวรรคสองก็บัญญัติรับรองอีกว่า "คำสั่งทางปกครองย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน..." และมาตรา 44 วรรคหนึ่งยังบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว" นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง ก็บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควร หรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนด" ซึ่งในกรณีคำสั่งทางปกครองทั่วไปย่อมต้องบังคับไปตามกฎหมายดังกล่าว ส่วนกรณีคดีภาษีอากรนั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้รับการประเมินต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หากไม่อุทธรณ์ภายในเวลาดังกล่าวย่อมมีผลให้การประเมินนั้นถือเป็นอันยุติ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 บัญญัติการฟ้องคดีในศาลภาษีอากรสำหรับคดีอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ตามมาตรา 7 (1) หากกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น แสดงให้เห็นว่า กฎหมายถือว่าการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญจึงกำหนดเป็นเงื่อนไขในการที่จะใช้สิทธิทางศาลต่อไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนต่าง ๆ โดยครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนการนำคดีมาสู่ศาล เพื่อให้เจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเช่นว่านั้นได้พิจารณาอุทธรณ์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือรายละเอียดต่าง ๆ เสียชั้นหนึ่งก่อน โดยให้องค์กรผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแก้ไขหรือทบทวนการประเมินอันเป็นคำสั่งทางปกครองให้ถูกต้องก่อนที่จะนำคดีขึ้นวินิจฉัยโดยศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีต่อไป และปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินโดยเห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการประเมิน และถ้าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่มีเหตุผลและไม่ใช่กรณีเป็นเหตุที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่ต้องระบุเหตุผล เจ้าพนักงานก็อาจจัดให้มีเหตุผลในภายหลังได้ก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ทำให้ไม่ถือว่าคำสั่งทางปกครองไม่สมบูรณ์อีกเช่นกันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 แต่จำเลยที่ 1 กลับหาใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามหลักเกณฑ์แห่งกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรดังกล่าวไม่ อันส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจโต้แย้งการประเมินนั้นจะมีผลให้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นอันยุติ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิดำเนินคดีฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินดังกล่าว และย่อมไม่มีสิทธิกล่าวอ้างว่าการประเมินที่ยังมีผลสมบูรณ์ โดยไม่ถูกเพิกถอนตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 วรรคสอง เป็นการประเมินที่ไม่ชอบเพื่อปฏิเสธความรับผิดในอันที่จะต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ยุติไปตามการประเมินดังกล่าวแล้วได้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) และมาตรา 1087 จำเลยที่ 2 ไม่อาจปฏิเสธว่าหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งยุติตามการประเมินแล้วว่าเป็นหนี้ที่ไม่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
ป.รัษฎากร ม. 30
ป.พ.พ. ม. 1077 (2) ม. 1087
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง ม. 42 ม. 44
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 42 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
ห้างหุ้นส่วนจำกัดคิงส์ฮวด อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — ประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
เกษม เกษมปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12210/2555
#528588
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77 และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/2 มาตรา 88/5 บัญญัติว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ให้แจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี หากผู้เสียภาษีมิได้เสียหรือนำส่งภาษีเมื่อถึงกำหนดชำระจึงจะถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 ซึ่งจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้เสียภาษี กรณีของโจทก์ การที่สำนักงานสรรพากรภาค 7 มีหนังสือเรื่อง อนุมัติให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมิถุนายน 2548 แจ้งแก่โจทก์ว่า คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายและหนังสือเรื่อง ผลการทบทวนการพิจารณาคำร้องของดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม แจ้งแก่โจทก์ว่ากรณีของโจทก์ยังไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันงดหรือลดเบี้ยปรับให้อีก และหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่นครสวรรค์ เรื่อง เตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระนั้น หนังสือทั้งสามฉบับเป็นขั้นตอนก่อนมีการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ หากโจทก์ไม่ชำระเบี้ยปรับตามหนังสือเตือนดังกล่าว เบี้ยปรับก็หาใช่ภาษีอากรค้างตาม ป.รัษฎากร ไม่ จำเลยย่อมไม่มีอำนาจเรียกเก็บจากโจทก์ได้ เพราะฉะนั้นหนังสือทั้งสามฉบับที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์ตามฟ้องจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตาม ป.รัษฎากร ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือเลขที่ กค 0715/กม.2/11052 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 หนังสือเลขที่ กค 0715.03/กม.1.4/19143 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 และหนังสือเลขที่ กค 0715/กม.2/334 ลงวันที่ 11 มกราคม 2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เจ้าพนักงานของจำเลยเข้าตรวจสอบสถานประกอบการสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาของโจทก์รวมสามแห่ง และแจ้งว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2547 ถึงมิถุนายน 2548 ไม่ถูกต้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอปรับปรุงยอดภาษีหลายครั้ง ต่อมาโจทก์ยินยอมชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งครบถ้วนทุกเดือนภาษี เว้นแต่เดือนภาษีมิถุนายน 2548 โจทก์คงชำระเพียงภาษีและเงินเพิ่ม คงเหลือเบี้ยปรับจำนวน 467,622.67 บาท โจทก์ยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยพิจารณาแล้ว ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์เป็นหนังสือ จำเลยพิจารณาแล้วมีหนังสือยืนยันตามเดิม ต่อมาจำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรไปชำระ โจทก์ชำระเบี้ยปรับให้แก่จำเลยบางส่วนเป็นเงินจำนวน 19,484.28 บาท ยังคงเหลือเบี้ยปรับอีกจำนวน 214,327.05 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาสรรพากรภาค 7 มีหนังสือว่า โจทก์ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะอุทธรณ์ภาษีดังกล่าว โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงฟ้องเป็นคดีนี้

ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับภาษีเดือนมิถุนายน 2548 ฉบับเพิ่มเติมในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มให้แก่จำเลย อีกทั้งยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรในวันเดียวกัน ตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยแนะนำ แม้การยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับจะเกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์หรือไม่ก็ตาม หาเป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ เนื่องจากการยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับเป็นขั้นตอนก่อนมีการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยพิจารณาคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับแล้วมีหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 7 ที่ กค 0715/กม.2/11052 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 เรื่อง อนุมัติให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมิถุนายน 2549 แจ้งไปยังโจทก์ว่า กรณีของโจทก์ถือเป็นเหตุอันควรได้รับการผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เมื่อโจทก์อุทธรณ์เป็นหนังสือ จำเลยมีหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 7 ที่ กค 0715/กม.2/334 ลงวันที่ 11 มกราคม 2550 เรื่อง ผลการทบทวนการพิจารณาคำร้องของดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม แจ้งแก่โจทก์ว่า กรณีของโจทก์ยังไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้อีก อีกทั้งมีหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่นครสวรรค์ ที่ กค 0715.03/กม.1.4/19143 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เรื่อง เตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระก็ตาม แต่หากโจทก์ไม่ชำระเบี้ยปรับดังกล่าว จำเลยย่อมไม่มีอำนาจเรียกเก็บจากโจทก์ได้ เว้นแต่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเบี้ยปรับจำนวนดังกล่าวและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์แล้ว เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/2 และเมื่อโจทก์มิได้เสียหรือนำส่งเมื่อถึงกำหนดชำระจึงจะถือเป็นภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร ดังนั้นเบี้ยปรับตามหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่นครสวรรค์ที่ กค 0715.03/กม.1.4./19143 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งจำเลยยังไม่ได้แจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 88/5 แห่งประมวลรัษฎากร หาใช่ภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากรไม่ เพราะฉะนั้นหนังสือทั้งสามฉบับที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์ตามฟ้องจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

อนึ่ง คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 7 ที่ กค 0715/กม.2/11052 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 หนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 7 ที่ กค 0715/กม.2/334 ลงวันที่ 11 มกราคม 2550 และหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่นครสวรรค์ ที่ กค 0715.03/กม.1.4/19143 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งหนังสือทั้งสามฉบับดังกล่าวยังไม่มีผลทำให้โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียเบี้ยปรับดังที่วินิจฉัยไว้ในตอนต้น จึงถือเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ชั้นต้น จำนวน 11,690 บาท และชั้นอุทธรณ์จำนวน 11,690 บาท นั้น เป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกินแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 88/5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครสวรรค์มาตุลียานยนต์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12203/2555
#528608
เปิดฉบับเต็ม

การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สัญญาซื้อขายรถยนต์สมบูรณ์ การที่โจทก์ร่วมตกลงกับจำเลยนอกเหนือจากสัญญาซื้อขายรถยนต์ว่าจะยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้แก่จำเลยจนกว่าเช็คทั้งสี่ฉบับจะเรียกเก็บเงินได้นั้น แสดงว่าโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงให้ถือการที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับหรือไม่ เป็นเงื่อนไขของการที่จะมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ ตราบใดที่ธนาคารยังไม่จ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ สัญญาซื้อขายรถยนต์ย่อมไม่มีผลสมบูรณ์ โจทก์ร่วมมีสิทธิติดตามเอารถยนต์กลับคืนมาได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนว่ามีข้อตกลงนอกเหนือจากสัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าว ย่อมฟังได้ว่าขณะที่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับยังไม่มีมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ จำเลยก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) นับโทษจำเลยนี้ต่อมาจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ช. 2345/2547 ช. 2346/2547 และ ช. 2347/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายอำพล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 10 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 40 เดือน ให้นับโทษจำเลยนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ช. 2346/2547 หมายเลขแดงที่ ช. 379/2549 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ช. 2345/2547 และหมายเลขดำที่ ช. 2347/2547 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลยังมิได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่าโจทก์ร่วมรู้จักกับจำเลยมาก่อน โดยจำเลยประกอบอาชีพค้าขายรถยนต์ใช้แล้ว ส่วนโจทก์ค้าขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 โจทก์ร่วมขายรถยนต์ยี่ห้อ เบนซ์ ให้แก่จำเลยราคา 2,500,000 บาท ตามสำเนารายงานการจดทะเบียนรถและสัญญาซื้อขาย จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมในวันทำสัญญา 150,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 2,350,000 บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 4 ฉบับที่พิพาทให้แก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมส่งมอบรถยนต์พร้อมรายการจดทะเบียนให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา เมื่อเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ โจทก์ร่วมทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่จำเลยยืนยันว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมอบให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ร่วมโดยมีสัญญาซื้อขายรถยนต์มาแสดง แต่ตามบันทึกคำให้การของโจทก์ร่วมในชั้นสอบสวน โจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า นอกจากตามสัญญาซื้อขายรถยนต์แล้ว โจทก์ร่วมตกลงกับจำเลยว่าจะยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้แก่จำเลยจนกว่าเช็คพาททั้งสี่ฉบับจะเรียกเก็บเงินได้และยังไม่ส่งมอบคู่มือรถชุดโอนและรถยนต์ แต่จำเลยขอร้องโจทก์ร่วมว่า ขณะนี้จะมีผู้ซื้อรถยนต์คันนี้ คือ รถยนต์ตามสัญญาซื้อขายในราคาที่สูงกว่า และขอนำรถยนต์พร้อมคู่มือไปให้ลูกค้าที่จะซื้อรถยนต์ดู โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงได้มอบรถยนต์และคู่มือรถให้แก่จำเลยไป ภายหลังทราบว่าไม่มีคำกล่าวอ้างดังกล่าว และโจทก์ร่วมไปติดต่อทวงถามเพื่อเอารถยนต์คืนแต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนรถยนต์ให้ และเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การหลอกลวงดังกล่าวทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 2,350,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ร่วมอ้างในฎีกาด้วยว่า โจทก์ร่วมมิได้มอบชุดโอน (ลอย) ซึ่งต้องมีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมผู้โอนให้แก่จำเลยไป จำเลยจึงไม่สามารถโอนรถยนต์ให้แก่ผู้อื่นต่อไปได้ ดังนี้ การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สัญญาซื้อขายรถยนต์สมบูรณ์ การที่โจทก์ร่วมตกลงกับจำเลยนอกเหนือจากสัญญาซื้อขายว่าจะยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้แก่จำเลยจนกว่าเช็คทั้งสี่ฉบับจะเรียกเก็บเงินได้นั้น แสดงว่าโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงให้ถือการที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับหรือไม่ เป็นเงื่อนไขของการที่จะมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ ตราบใดที่ธนาคารยังไม่จ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ สัญญาซื้อขายรถยนต์ย่อมไม่มีผลสมบูรณ์ โจทก์ร่วมมีสิทธิติดตามเอารถยนต์กลับคืนมาได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าว ย่อมฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับยังไม่มีมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลย แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทจำเลยก็ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค นอกจากนี้ ในส่วนที่โจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยขอร้องโจทก์ร่วมขอนำรถพร้อมคู่มือไปให้ลูกค้าที่จะซื้อรถดู ก็เจือสมกับที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ร่วมนำรถยนต์มามอบหมายให้จำเลยไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยให้จำเลยออกเช็คค้ำประกันไว้ด้วยประกอบกับโจทก์ร่วมเบิกความรับว่า โจทก์ร่วมแจ้งความดำเนินคดีจำเลยกับพวกข้อหาร่วมกันยักยอกรถยนต์ของโจทก์จำนวนหลายคันตามรายงานประจำวันซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมนำรถยนต์ไปมอบให้จำเลยเพื่อนำไปขายให้แก่บุคคลภายนอกดังที่จำเลยเบิกความจริง คำเบิกความของจำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมอบให้โจทก์ร่วมโดยลงวันที่ล่วงหน้าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ มิใช่ค้ำประกัน เพราะหากเป็นการค้ำประกันแล้ว ไม่น่าจะออกเช็คถึง 4 ฉบับนั้น ตามคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมที่ให้การว่า โจทก์ร่วมจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์แก่จำเลย เมื่อเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเรียกเก็บเงินได้แล้วนั้น แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า หากมีเช็คพิพาทฉบับใดฉบับหนึ่งเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ร่วมก็ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้จำเลย ต้องรอจนกว่าจะเรียกเก็บเงินได้ครบทั้งสี่ฉบับก่อน การที่จำเลยออกเช็คหลายฉบับเพื่อค้ำประกันการขายรถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมจึงมิใช่ข้อพิรุธแต่อย่างใด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดที่โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามที่โจทก์ร่วมให้การไว้ในชั้นสอบสวนให้ชัดแจ้ง ประกอบกับมีข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์บางส่วนสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยให้มีน้ำหนักรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรซึ่งต้องรับฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า ขณะที่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ ยังไม่มีมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์และจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเพื่อค้ำประกันการขายรถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 459
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายอำพล กุลลาวัณย์
จำเลย — นายธีรวุฒิ สุทธินวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวสุชาดา โมกขมรรคกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12193/2555
#532892
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำ โดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประกอบกับขณะมีการพิจารณาคดีนี้ ป.วิ.อ. ยังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 226/5 ซึ่งมีข้อความว่า ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ แม้โจทก์มีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การว่า ได้ออกเช็คตามฟ้องและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองได้แถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 โจทก์จึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริงว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณา คงยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานเพื่อสนับสนุนว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า หลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งรับประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่ามีพยานมาศาล 2 ปาก พร้อมสืบ ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่าขอให้นำคำให้การพยานโจทก์ปากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาและจำเลยที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารที่ทางฝ่ายโจทก์ยื่นต่อศาล รับว่ามีการออกเช็คจริง และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย และบัญชีดังกล่าวนั้นเป็นบัญชีของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่าย หากทางฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้านแล้ว ทางฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 2 ทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้าน ต่อมานางเบญจวรรณ ผู้แทนบริษัทจำเลยที่ 1 คนใหม่มาศาลและยืนยันให้การปฏิเสธ ทั้งทนายจำเลยทั้งสองแถลงว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คและจำเลยที่ 1 ขอรับข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 1 หลังจากนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประกอบกับขณะมีการพิจารณาคดีนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 226/5 ซึ่งมีข้อความว่า ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ ดังนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะมีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาแม้จำเลยทั้งสองจะให้การว่าได้ออกเช็คตามฟ้องและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองได้แถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริงว่า จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณา คงยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานเพื่อสนับสนุนว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยมาวินิจฉัยคดี จึงเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ เนื่องจากเหตุที่โจทก์ไม่สืบพยานโจทก์มิได้เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่ประการใด คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 226/5
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเหล็กน้ำหนึ่ง วัสดุภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส.เจ.ออโต้เซลล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาววัชรีพร ตรัยศิลานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
วิรุฬห์ แสงเทียน
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12179/2555
#528601
เปิดฉบับเต็ม

สร้อยคอทองและกำไลข้อมือทองประดับอัญมณี เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านและ ส. ได้มาเนื่องในการสมรส จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านและ ส. ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านและ ส. ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งริบไม่ได้ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (2) แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์เข้ามาในคดี คงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านโดย ส. มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตามกระบวนการแห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 28 และ 29 ผู้คัดค้านจึงไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของ ส. แทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินทั้ง 29 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่ริบทรัพย์สินทั้ง 29 รายการ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 29 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์ของกลางรายการที่ 4 สร้อยคอทองลายโซ่ 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 150 กรัม รายการที่ 5 สร้อยคอทองลายสังวาล 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 75 กรัม รายการที่ 6 สร้อยทองประดับอัญมณี 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15 กรัม รายการที่ 7 สร้อยคอทอง 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15 กรัม รายการที่ 15 กำไลข้อมือทองประดับอัญมณีสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน ลายจุด 1 วง น้ำหนักประมาณ 7.5 กรัม ให้แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ผู้คัดค้านถูกจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ในการดำเนินคดีดังกล่าว คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินทำการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านและนางสาวสุนี หรือที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของผู้คัดค้านแล้วยึดทรัพย์สินของจำเลยและนางสาวสุนีที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านและนางสาวสุนีไว้ชั่วคราว ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สิน 29 รายการ ของผู้คัดค้านและนางสาวสุนีให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 29 รายการ ตามคำร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โดยให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 4 ถึงที่ 7 และที่ 15 แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องฎีกา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ทรัพย์สินรายการที่ 4 ถึงที่ 7 และที่ 15 เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีอันศาลจะมีคำสั่งริบไม่ได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านและนางสาวสุนีได้อยู่กินกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2542 ผู้คัดค้านไม่ได้นำสืบให้เชื่อถือได้ว่าเหตุใดจึงเพิ่งมาทำพิธีสมรสกัน และนำสืบไม่ได้ว่ามีผู้ให้สินสอดทองหมั้นจริง เห็นว่า การที่บุคคลจะอยู่กินฉันสามีภริยากันนั้น นอกจากจะเป็นไปตามวัฒนธรรมประเพณีแล้วยังขึ้นอยู่กับความยินยอมพร้อมใจกันของคู่สามีภริยาว่าประสงค์จะจัดพิธีสมรสกันก่อนหรือไม่อย่างไรด้วย ดังจะเห็นได้ว่า คู่สามีภริยาบางคู่อยู่กินด้วยกันจนมีลูกแล้วจึงค่อยจัดพิธีสมรสกันภายหลัง ความสำคัญอยู่ที่ว่าในกรณีมีการจัดพิธีสมรสกัน จะต้องเป็นการจัดพิธีสมรสที่แท้จริงไม่ใช่จัดกันหลอก ๆ ในปัญหานี้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านโดยมีภาพถ่ายท้ายคำคัดค้านซึ่งปรากฏภาพการเจิมหน้าคู่บ่าวสาว การที่คู่บ่าวสาวสวมแหวนหมั้นให้แก่กัน การที่เจ้าบ่าวสวมสร้อยคอทองคำและกำไลข้อมือให้เจ้าสาว การที่ญาติผู้ใหญ่มอบเครื่องทองของหมั้นให้แก่คู่บ่าวสาว รวมทั้งการจัดงานเลี้ยงฉลองสมรส และมีผู้คัดค้าน นายบุญยืน บิดาผู้คัดค้าน และนางสุธาทิพย์ พี่สาวผู้คัดค้านเบิกความยืนยันประกอบหลักฐานว่า ผู้คัดค้านได้จัดพิธีสมรสกับนางสาวสุนี โดยมีสร้อยคอทองคำกำไลข้อมือทองประดับอัญมณีตามทรัพย์สินรายการที่ 4 ถึงที่ 7 และที่ 15 เป็นสินสอดทองหมั้นที่ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้มอบให้แก่ผู้คัดค้านและนางสาวสุนีในการสมรส ส่วนผู้ร้องมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นว่า ผู้คัดค้านไม่ได้จัดพิธีสมรสระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวสุนีและไม่ได้มีการมอบสินสอดทองหมั้นเป็นของขวัญรับไหว้ให้แก่ผู้คัดค้านและนางสาวสุนีในวันดังกล่าวจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สร้อยคอทองคำและกำไรข้อมือทองประดับอัญมณีตามทรัพย์สินรายการที่ 4 ถึงที่ 7 และที่ 15 เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านและนางสาวสุนีได้มาเนื่องในการสมรส จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านและนางสาวสุนี ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านและนางสาวสุนีได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งริบไม่ได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (2) แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์เข้ามาในคดีคงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านโดยนางสาวสุนีมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตามกระบวนการแห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 28 และ 29 ผู้คัดค้านจึงไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของนางสาวสุนีแทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 4 ถึงที่ 7 และที่ 15 ให้แก่ผู้คัดค้านกึ่งหนึ่ง และให้ยกคำร้องให้ริบทรัพย์สินรายการดังกล่าวที่เหลืออีกกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 27 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้คัดค้าน — นายเอกชัย กรกุมสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุรพล นิตินัยวินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115/2555
#528490
เปิดฉบับเต็ม

การทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทำขณะที่โจทก์ทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 1574 (11) นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันที และยังเป็นกิจการที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กิจการนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1575 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุเกิดขึ้นเลย สิทธิการเช่าดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไว้ แม้จะอ้างว่า รับโอนโดยสุจริตก็หามีผลทำให้จำเลยกลับมีสิทธิตามนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไม่ และเป็นกรณีมิใช่โมฆียกรรม ไม่อาจให้สัตยาบันหรือบอกล้างนิติกรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้สัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุและการโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างนางบัวเรียวกับจำเลย ในวันที่ 4 และ 19 สิงหาคม 2540 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวต่อสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงรายโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า สัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ และการโอน กับการรับโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างนางบัวเรียวกับจำเลย เมื่อวันที่ 4 และ 19 สิงหาคม 2540 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.360 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 470 ตารางวา ของจำเลย โดยให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าว ต่อสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงราย โดยชำระค่าธรรมเนียมการถอนสิทธิการเช่าด้วยตัวจำเลยเองหากจำเลยไม่ดำเนินการขอถอนสิทธิให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 บัญญัติว่า "ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้" ดังนั้น สิทธิการเช่าจึงเป็นทรัพย์สิน และเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายใต้การบังคับคดีตามกฎหมาย จึงอาจจำหน่ายจ่ายโอนแก่บุคคลอื่นได้เพื่อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าแทนตน สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 จึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้น และตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 1574 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ ซึ่งผู้เยาว์นั้นต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครอง อันได้แก่ บิดาและ/หรือมารดา ในบทมาตราดังกล่าวนี้บัญญัติว่า "...ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต..." และมีอนุมาตราแสดงการกระทำที่ต้องห้ามไว้สิบสามอนุมาตรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเป็นบทเคร่งครัดที่จะต้องปฏิบัติตาม ลักษณะที่เป็นบทเคร่งครัดของมาตรา 1574 ประกอบกับการเป็นบทบัญญัติที่ห้ามกระทำไว้อย่างชัดแจ้งนั้น ทำให้นิติกรรมใดที่ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืน คือ หากเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1574 (1) ถึง (13) แล้ว นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันที ตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า "การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย...การนั้นเป็นโมฆะ" และการที่นางบัวเรียวในฐานะผู้ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลอนุญาตให้กระทำการเช่นนั้นได้ โดยการนำสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ของโจทก์ทั้งสองโอนให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้ที่นางบัวเรียวเป็นหนี้จำเลยเกี่ยวกับการซื้อขายพลอยโดยตีราคาสิทธิการเช่าดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 3,000,000 บาท นั้น เป็นการทำนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (11) นั่นคือ นำทรัพย์สินไปแสวงหาผลประโยชน์นอกจากในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1598/4 (1) (2) หรือ (3) เมื่อนางบัวเรียวผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 แทนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นโดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ยินยอมให้นางบัวเรียวผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมดังกล่าวมีผลว่านางบัวเรียว ผู้แทนโดยชอบธรรมทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากกรณีดังกล่าวสามารถทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องขออนุญาตจากศาล และเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น การทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ตามสำเนาแบบคำร้องขอโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ และสำเนาบันทึกข้อความที่ทำขณะที่โจทก์ทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1574 (11) นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันทีตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กิจการนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 เกิดขึ้นเลย สิทธิการเช่าดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไว้ แม้จะอ้างว่ารับโอนโดยสุจริตก็หามีผลทำให้จำเลยกลับมีสิทธิตามนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไม่ และป็นกรณีมิใช่โมฆียกรรม ไม่อาจให้สัตยาบันหรือบอกล้างนิติกรรมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574 (11) ม. 1375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา พรหมสง่า กับพวก
จำเลย — นายอนุภาพ ชินอุดมพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายไพฑูรย์ วรสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12070/2555
#528523
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายต่างวันเวลากัน รวม 35 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายแยกต่างหากจากกันในแต่ละวันที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 16 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ จำคุก 6 เดือน ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 210 เดือน รวมจำคุก 216 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 108 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ จำคุก 4 เดือน ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 140 เดือน รวมจำคุก 144 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเดียวเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจากผู้กู้ยืมในอัตราเดียวกันคงที่ตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของผู้กู้แต่ละราย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายต่างวันเวลากัน รวม 35 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายแยกต่างหากจากกันในแต่ละวันที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราโดยวางโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน ก่อนลดโทษให้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไปเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 35 กระทง รวมจำคุก 70 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 35 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 37 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายชูก้าน กิกสันเทียะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายเกรียงไกร สาริกา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12058/2555
#532929
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาเนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์โดยตลอดแล้วแสดงว่าโจทก์มีเจตนาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น มิใช่โจทก์มีเจตนาที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 354 ที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปี การต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ เป็นการตัดสิทธิคู่ความจึงต้องพิจารณาด้วยความเคร่งครัดโดยถือเจตนาของโจทก์เป็นสำคัญ เมื่ออุทธรณ์โจทก์มีเจตนาให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 353 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุก ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก และมาตรา 353 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 โจทก์อุทธรณ์โดยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ซึ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์โดยตลอดแล้วแสดงว่าโจทก์มีเจตนาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น มิใช่โจทก์มีเจตนาที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปี การต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เป็นการตัดสิทธิคู่ความจึงต้องพิจารณาด้วยความเคร่งครัดโดยถือเจตนาของโจทก์เป็นสำคัญ เมื่ออุทธรณ์โจทก์มีเจตนาให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุก ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 195 ม. 225
ป.อ. ม. 352 ม. 353 ม. 354
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันจ่าเอกโกญจนาท ชิดโคกสูง
จำเลย — นายเนรมิต ชิดโคกสูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวญาศิกาญจน์ ทวีสินธรานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12054/2555
#532899
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวเป็นไม่รอการลงโทษ และลงโทษปรับด้วย จึงเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นการเพิ่มโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 และบวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3366/2548 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 650,000 บาท เมื่อรวมโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุก 12 ปี 3 เดือน และปรับ 655,000 บาท ไม่รอการลงโทษแก่จำเลย บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3366/2548 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด เข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 13 ปี 9 เดือน และปรับ 655,000 บาท หากกักขังแทนค่าปรับให้มีระยะเวลาเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยกับนางสาวบุญน้อม ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของจำเลย พร้อมกับยึดได้เมทแอมเฟตามีน 416 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 9.554 กรัม จากนางสาวบุญน้อมซึ่งนั่งมาในรถยนต์โดยสารด้วยกันเป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน นางสาวบุญน้อมให้การรับสารภาพและศาลได้พิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย สำหรับความผิดฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพนั้น คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำผิดจริงแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนางสาวบุญน้อมกระทำผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน เหตุที่มีการตรวจค้นรถยนต์โดยสารประจำทางและจับกุมจำเลยกับนางสาวบุญน้อมได้ก็เนื่องจากก่อนหน้านี้พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีชายหญิงคู่หนึ่งลักลอบขนเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอแม่สายไปยังกรุงเทพมหานคร โดยนั่งมากับรถยนต์โดยสารประจำทาง ต่อมาพยานโจทก์ทั้งสองก็พบจำเลยกับนางสาวบุญน้อมนั่งคู่กันมาบนรถโดยสารประจำทางสายแม่สอด - กรุงเทพมหานคร ครั้นเมื่อพยานทั้งสองตรวจค้นจำเลยกับนางสาวบุญน้อมก็แสดงอาการพิรุธมือสั่น และจำเลยตอบคำถามวกวน ทั้งผลการตรวจค้นก็พบเมทแอมเฟตามีน 416 เม็ด อยู่ในถุงพลาสติกซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านหน้าล่างข้างขวาที่นางสาวบุญน้อมสวมใส่อยู่ตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ คำของพยานโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทสุวสันต์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้ร่วมกับร้อยตำรวจตรีธวัชชัย เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนพยานได้สอบปากคำนางสาวบุญน้อมให้การรับว่าได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยซึ่งทำงานเป็นพนักงานขับรถอยู่ที่บริษัทเดียวกัน ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน นางสาวบุญน้อมเคยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากคนเคยรู้จักที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 180 เม็ด โดยได้นำเอาไปเสพเองบ้าง ขายให้แก่คนขับรถและเด็กประจำรถยนต์โดยสารประจำทางที่ทำงานบริษัทเดียวกันบ้าง และแบ่งให้จำเลยซึ่งเป็นสามีเสพบ้างจนหมด ต่อมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ นางสาวบุญน้อมก็ได้ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขายคนเดิมอีก โดยร่วมกับผู้มีชื่อซื้อเป็นเงิน 26,000 บาท และได้โอนเงินไปให้ผู้ขายแล้ว นางสาวบุญน้อมจึงชักชวนจำเลยไปเที่ยวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นได้พากันเข้าพักโรงแรม แล้วนางสาวบุญน้อมได้ออกไปรับเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขายและกลับมาพักที่โรงแรม ครั้นวันรุ่งขึ้นนางสาวบุญน้อมกับจำเลยได้ออกไปเที่ยวที่ตลาดริมเมย และในค่ำวันเดียวกันจึงขึ้นรถยนต์โดยสารเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร จนมาถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน และถูกจับกุมด้วยกันกับจำเลยยังที่เกิดเหตุ ซึ่งนางสาวบุญน้อมให้การไว้ภายหลังถูกจับกุมไม่นาน โดยที่นางสาวบุญน้อมยังไม่ทันมีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ จึงน่าเชื่อว่าได้ให้การไปตามความจริงโดยสมัครใจ บันทึกคำให้การของนางสาวบุญน้อมดังกล่าวแม้จะถือเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็ยังนำมารับฟังประกอบเพื่อสนับสนุนคำพยานของโจทก์ให้มีน้ำหนักรับฟังมากยิ่งขึ้นได้ ดังนี้ แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวนางสาวบุญน้อม มิได้ตรวจค้นพบที่ตัวจำเลยและจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดก็ตาม แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของนางสาวบุญน้อมเดินทางมาที่อำเภอแม่สอดด้วยกันกับนางสาวบุญน้อม เข้าพักอาศัยที่โรงแรมในห้องพักเดียวกันและเดินทางกลับด้วยกัน ภายหลังจากที่นางสาวบุญน้อมไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากผู้ขายแล้ว ทั้งก่อนเดินทางกลับจำเลยยังได้เสพเมทแอมเฟตามีนด้วยกันกับนางสาวบุญน้อม อีกทั้งขณะถูกตรวจค้นจับกุมก็ได้แสดงอาการมือสั่นให้เห็นเป็นพิรุธ เช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลบ่งชี้ชัดว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับนางสาวบุญน้อมในการเดินทางไปรับเมทแอมเฟตามีนที่นางสาวบุญน้อมซื้อไว้เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่พนักงานขับรถและเด็กประจำรถยนต์โดยสารที่กรุงเทพมหานครด้วยกัน อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งนี้เพราะโดยปกติคงไม่มีผู้กระทำความผิดคนใดอยากให้ผู้อื่นที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเข้ามาล่วงรู้การกระทำความผิดของตนด้วยเป็นแน่ พยานหลักฐานโจทก์เมื่อรับฟังประกอบกันแล้วย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับนางสาวบุญน้อมมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องดังกล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวเป็นไม่รอการลงโทษ จึงเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 650,000 บาท บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3366/2548 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุก 13 ปี 6 ปี และปรับ 650,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้บังคับคดีจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายประโยชน์ ยอดหล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายนรินทร์ คำยศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
วีระพล ตั้งสุวรรณ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12034/2555
#532927
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางมีกำหนดผ่อนชำระ 12 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มิถุนายน 2547 งวดสุดท้ายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2547 เจ้าพนักงานตำรวจจับ ส. พร้อมยาเสพติดให้โทษ และยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบเรื่องการยึดทรัพย์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2547 แต่เพิ่งบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 หลังทราบเรื่องนานถึง 1 ปี 7 เดือน ทั้งยังแจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อต่อไป แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ประสงค์จะได้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเท่านั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 2 เพิกเฉยไม่ดำเนินการเพื่อให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางคืน ทั้ง ๆ ที่ทราบว่ามีการนำรถจักรยานยนต์ไปใช้ในการกระทำความผิด และเพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ จึงไม่อาจคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปรค กรุงเทพมหานคร 123 และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1256 4747 ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องกับคืนรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปรค กรุงเทพมหานคร 123 และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1256 4747 ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พันตำรวจโทรณเดช พยานผู้ร้องเบิกความว่า พยานได้ตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของกลางจากนายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานคร จนทราบว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง และออกหมายเรียกไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ให้มาเป็นพยานตามหมายเรียกพยานลงวันที่ 14 ตุลาคม 2547 ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า หลังจากเกิดเหตุ 2 วัน พยานแจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบประมาณเดือนกันยายน 2547 ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งว่ายังต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจึงเท่ากับว่าผู้คัดค้านที่ 2 ทราบเหตุตั้งแต่เดือนกันยายน 2547 แล้ว แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เพิ่งจะบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 หลังทราบเรื่องนานถึง 1 ปี 7 เดือน ทั้งยังแจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อต่อไป แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่ยอมชำระแต่แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 ประสงค์จะได้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเท่านั้น ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเพิกเฉยไม่ดำเนินการเพื่อให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางคืน ทั้ง ๆ ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบเป็นอย่างดีว่ามีการนำรถจักรยานยนต์ไปใช้ในการกระทำความผิด นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 2 เพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 หลังจากศาลไต่สวนพยานผู้ร้องซึ่งมีผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ทั้ง ๆ ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบเรื่องตั้งแต่เดือนกันยายน 2547 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 วรรคสี่ จึงไม่อาจคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายหัสชัย กลิ่นธูป กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเพชร พาณิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12019/2555
#538010
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267 ผู้กระทำต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่า สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทซึ่งอยู่กับโจทก์ได้สูญหายไป ทำให้พนักงานสอบสวนรับแจ้งความและออกหลักฐานการแจ้งความให้แก่จำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสองนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งเพื่อให้ออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเล่มใหม่ให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นได้ว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานของสำนักงานขนส่งจดข้อความอันเป็นเท็จใดลงในเอกสารราชการใดซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอย่างไร ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องคงมีเพียงว่าจำเลยทั้งสองนำหลักฐานการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทหายไป เอามาแสดงเพื่อขอให้เจ้าพนักงานของสำนักงานขนส่งออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่ให้แทนเล่มที่หายไป เช่นนี้ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่ที่นายทะเบียนออกให้นั้น ก็ย่อมต้องมีข้อความตามความเป็นจริงเหมือนกับเล่มเดิมที่มีการอ้างว่าหาย ไม่มีข้อความเท็จใด ๆ อยู่ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่เลย การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาจึงไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267 และมาตรา 268 แต่เนื้อหาของข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องพอที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองแจ้งข้อความเท็จต่อพนักงานสอบสวนตาม ป.อ. มาตรา 137 ซึ่งหากข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า เมื่อแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยทั้งสองนำหลักฐานการแจ้งความไปขอออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่ แล้วจำเลยที่ 1 ใช้สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโอนขายรถยนต์พิพาทให้แก่บุคคลภายนอก เช่นนี้ โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายเป็นพิเศษในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2555)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 265, 266, 267, 268, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อหาปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และแจ้งให้ เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ถึง 268 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 8 ธ - 1205 กรุงเทพมหานคร หรือไม่ เห็นว่า การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์สามารถโอนให้แก่กันได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งการจดทะเบียนโอนรถยนต์มิใช่เป็นแบบของนิติกรรมในการโอนกรรมสิทธิ์ หากแต่เป็นเพียงหลักฐานที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำขึ้นตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่การควบคุมยานพาหนะและการเก็บภาษีรถยนต์ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้โต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เชื่อว่าโจทก์จดทะเบียนโอนรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทั้งสองฝ่ายมิได้มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันตามความเป็นจริง จึงฟังได้ว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท

สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่ามีผู้เติมข้อความรายการเสียภาษีรถยนต์พิพาทประจำปี 2539 และประจำปี 2540 ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับที่โจทก์ยึดถืออยู่ก็ตาม แต่เนื่องจากสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นเอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อควบคุมยานพาหนะที่ใช้กันทั่วไป มิใช่หลักฐานที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์รถยนต์ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากนายถาวร นักวิชาการขนส่ง 5 ประจำสำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1 เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ว่า ตามหลักฐานรายการจดทะเบียนรถยนต์ของกรมการขนส่งทางบก ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทได้มีการเสียภาษีประจำปี 2539 และประจำปี 2540 ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น แม้ข้อความที่มีการบันทึกลงในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับที่โจทก์ยึดถืออยู่จะไม่ถูกต้องตรงกับเอกสารแท้จริง ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับรายการเสียภาษีรถยนต์ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ตามฟ้อง ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์ในรถยนต์พิพาทและไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสาร

สำหรับความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ 4 ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2538 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทุจริตแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันว่า สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทซึ่งอยู่กับโจทก์ได้สูญหายไป ทำให้พนักงานสอบสวนรับแจ้งความจากจำเลยทั้งสองและออกหลักฐานการแจ้งความให้แก่จำเลยทั้งสองตามประจำวัน ข้อ 24 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2538 แล้วจำเลยทั้งสองนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1 เพื่อให้ออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเล่มใหม่ให้แก่จำเลยทั้งสอง และการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแทนเล่มที่อ้างสูญหายแก่จำเลยทั้งสอง ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดีว่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทมิได้สูญหายแต่อย่างใด แต่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ กับโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 เห็นว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ผู้กระทำต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานของสำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1 ดังกล่าว จดข้อความอันเป็นเท็จใดลงในเอกสารราชการใดซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอย่างไร ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องคงมีแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองนำหลักฐานการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทหายไปเอามาแสดงเพื่อขอให้เจ้าพนักงานของสำนักงานขนส่งดังกล่าวออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่ให้แทนเล่มที่หายไป เช่นนี้ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่ที่นายทะเบียนออกให้นั้นก็ย่อมต้องมีข้อความตามความเป็นจริงเหมือนกับเล่มเดิมที่มีการอ้างว่าหาย ไม่มีข้อความเท็จใดๆ อยู่ในสมุดคู่มือจดทะเบียนเล่มใหม่เลย การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาจึงไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และมาตรา 268 ได้เลย เนื้อหาของข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงพอที่จะรับฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ซึ่งหากข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า เมื่อแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานสอบสวนแล้วจำเลยทั้งสองนำหลักฐานการแจ้งความไปขอออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่แล้วต่อมาจำเลยที่ 2 ใช้สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโอนขายรถยนต์พิพาทให้แก่บุคคลภายนอก เช่นนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายเป็นพิเศษในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานแจ้งความเท็จฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองสืบพยานไปเสร็จแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าไปกว่านี้อีก ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยและพิพากษาคดีนี้โดยมิต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปก็คือ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวไม่ได้สูญหาย แต่อยู่ที่โจทก์พร้อมใบมอบอำนาจและหลักฐานการโอนคืนรถยนต์พิพาทกลับมาให้โจทก์ และจำเลยที่ 2 ก็รู้ดีอยู่ว่าไม่ได้สูญหาย จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความว่าสูญหายก็เพื่อเอารถยนต์พิพาทดังกล่าวไปขาย ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า เมื่อโจทก์โอนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วโจทก์เป็นผู้เก็บสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวไว้ และจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและในแบบคำขอโอนรถยนต์พิพาทดังกล่าวไว้ให้แก่โจทก์จริง เพียงแต่การขายรถยนต์พิพาทดังกล่าวนั้นเป็นการตกลงใจร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โดยเมื่อตกลงใจกันดังกล่าวแล้วปรากฏว่าหาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวไม่พบ โจทก์จึงแนะนำให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งหายที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน แล้วจึงได้ให้จำเลยที่ 2 นำหลักฐานการแจ้งหายไปแจ้งต่อนายทะเบียนเพื่อขอออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่ให้ หลังจากนั้นจึงได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่บุคคลภายนอกแล้วจึงนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์พิพาทดังกล่าวนำมาชำระหนี้สินทั้งของโจทก์และของจำเลยที่ 2 ดังนี้ เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ ก็ไม่มีเหตุผลแต่อย่างใดที่โจทก์จะนำหลักฐานการโอนเช่นใบโอนลอยซึ่งจำเลยที่ 2 ทำไว้ให้ไปขอจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์อีก การที่โจทก์นำใบโอนลอยดังกล่าวไปดำเนินการที่กรมการขนส่งมีน้ำหนักทำให้คำเบิกความของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์ไม่ได้ร่วมรู้เห็นด้วยกับการที่จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความว่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวหายมีน้ำหนักรับฟังได้ และทั้งความเป็นจริงก็ปรากฏว่าโจทก์มีสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทดังกล่าวอยู่ในครอบครอง ไม่ได้สูญหายไปตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทดังกล่าวหายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้หายแต่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ เมื่อได้หลักฐานการแจ้งความดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 2 นำหลักฐานดังกล่าวนั้นไปขอออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เล่มใหม่แล้วนำไปใช้ในการโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก การแจ้งความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวนั้นจึงเป็นการแจ้งความเท็จเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 แต่คำขอของโจทก์ท้ายฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ก็แสดงว่าโจทก์อ้างฐานความผิดและบทมาตราผิด ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมั่นคงใดพอที่จะรับฟังได้ว่า ก่อนหรือขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย พฤติการณ์แห่งคดีอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจว่ารถยนต์พิพาทดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 จริง และจำเลยที่ 2 ทำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทดังกล่าวหายไปจริงก็เป็นได้ พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ เลิศพิริยประเสริฐ
จำเลย — นายเสริม ภาคเพียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา หงส์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11986/2555
#526773
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฟ้องเท็จ กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จ กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม อันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ และอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับศาลชั้นต้นเลื่อนคดีหลายครั้ง เพื่อให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่จำเลยไม่เคยชำระแม้เพียงบางส่วนให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมิได้ขวนขวายและตั้งใจที่จะหาช่องทางชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แม้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกหรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลภายในครอบครัว ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อไม่รอการลงโทษแล้ว จึงเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมตามรูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองชัย สัจจพงษ์
จำเลย — นายสตาวุฒิ วิบูลย์อุทัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวปาริฉัตร ศิริมนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11985/2555
#528593
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยแจ้งความร้องทุกข์และให้การต่อพนักงานสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามความเข้าใจของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่ประทับฟ้องและโอนคดีไปให้ศาลที่มีอำนาจพิพากษาคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีไปนั้นเป็นการไม่ชอบ จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ และพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ประทับรับฟ้อง ให้คืนฟ้องโจทก์เพื่อให้นำไปดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จำเลยฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 172, 174

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ประทับรับฟ้องให้คืนฟ้องโจทก์เพื่อให้นำไปดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยแจ้งความร้องทุกข์และให้การต่อพนักงานสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามความเข้าใจของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่ประทับรับฟ้องและโอนคดีไปให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีไปนั้น เป็นการไม่ชอบ จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ และพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ประทับรับฟ้อง ให้คืนฟ้องโจทก์เพื่อให้นำไปดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จำเลยฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปาริชาติหรือณรรรภรณ์ นามชู
จำเลย — นายทรอนหรือทรอนด์ อินเซส์ทหรืออินเซ็ธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวชนัญชิดา เจริญศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11982/2555
#532930
เปิดฉบับเต็ม

การที่แพทย์ลงความเห็นตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารท้ายฟ้องว่า ผู้เสียหายรักษาตัวในโรงพยาบาลระหว่างวันที่ 3 เมษายน ถึงวันที่ 12 เมษายน 2554 และเห็นควรได้รับการรักษาประมาณสองสัปดาห์ทุเลา แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บเป็นเวลาเกินกว่า 20 วัน ซึ่งรวมถึงอาจป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ด้วย ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินยี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันนั้น จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้ว ทั้งผู้เสียหายจะป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 299, 371, 379 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 (ที่ถูก มาตรา 299 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 (ที่ถูก มาตรา 371), 379 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและมีผู้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 6 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท และฐานชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้ จำคุกคนละ 10 วัน รวมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 6 เดือน 10 วัน และปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน 5 วัน และปรับคนละ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่ให้ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามใบรับรองแพทย์กับใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตรท้ายฟ้อง นายเอกวิทย์ ผู้เสียหายเข้ารับการรักษาเพียง 10 วันและแพทย์ลงความเห็นว่าควรได้รับการรักษาประมาณสองสัปดาห์ เป็นเพียงความเห็นของแพทย์ซึ่งไม่แน่นอน อีกทั้งผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้เสียหายรักษาบาดแผลประมาณ 10 วัน กรณียังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดนั้น เห็นว่า การที่แพทย์ลงความเห็นตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารท้ายฟ้องว่า ผู้เสียหายรักษาตัวในโรงพยาบาลระหว่างวันที่ 3 เมษายน ถึงวันที่ 12 เมษายน 2554 และเห็นควรได้รับการรักษาประมาณสองสัปดาห์ทุเลา แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บเป็นเวลาเกินกว่า 20 วัน ซึ่งรวมถึงอาจป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ด้วย ดังนั้นการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินยี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันนั้น จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แล้ว ทั้งผู้เสียหายจะป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา แม้ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องว่ารักษาบาดแผลประมาณ 10 วัน ก็ยังฟังข้อเท็จจริงไม่ได้ตามนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินยี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุที่รอการลงโทษจำคุกให้แก่ จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ทำร้ายร่างกายกันในบริเวณงานแสดงดนตรี เป็นการกระทำที่อุกอาจและไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง จำเลยที่ 1 มิได้ประสงค์ที่จะบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายอย่างจริงจังตั้งแต่แรก เพียงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเพื่อหวังผลทางคดีเท่านั้น และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอยู่แล้ว ส่วนที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าไม่ติดใจเอาความทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 นั้น ก็เป็นการยื่นในระหว่างฎีกาและผู้เสียหายเพิ่งมาขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามวางต่อศาลชั้นต้นในวันที่ยื่นคำร้องดังกล่าว ส่อแสดงว่าผู้เสียหายประสงค์ที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ไม่ให้ต้องรับโทษเท่านั้น และการที่จำเลยที่ 1 ประกอบคุณความดีเสียสละเพื่อประเทศชาติ มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว กับไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนก็เป็นเหตุผลส่วนตัวของจำเลยที่ 1 กรณียังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 299 วรรคแรก ม. 371 ม. 379
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายสราวุธ ทัพภะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายประสงค์ บุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11863/2555
#525475
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมิได้พิพากษารวมค่ายกรถจำนวน 11,000 บาท เข้าไปด้วย ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไร้ผล และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 อันเป็นวันทำละเมิด ซึ่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ที่ขอบังคับนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 831,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 391,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า นายแดงรุ่ง เป็นลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 4860 สมุทรสงคราม นายโทน เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 1278 สมุทรสงคราม รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ที่มีนายแดงรุ่งเป็นผู้ขับกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 1 ที่มีนายโทนเป็นผู้ขับ เกิดการเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้นายแดงรุ่งได้รับอันตรายสาหัส นายโทนถึงแก่ความตาย และรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันได้รับความเสียหาย โจทก์ได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์โดยต้องใช้เวลานาน 3 เดือน และจ่ายค่าซ่อมแซมไปแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้ไม่ได้มีการชี้ขาดในทางอาญา ไม่มีการฟ้องนายโทนเนื่องจากนายโทนถึงแก่ความตายอันทำให้คดีอาญาระงับ จึงไม่สามารถพิสูจน์ความผิดว่าความประมาทเกิดจากนายโทน ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจโทมนูศักดิ์ พนักงานสอบสวนเป็นผู้จัดทำ ประกอบกับคำเบิกความของนายแดงรุ่งผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ เชื่อว่านายโทนขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นตามรถยนต์บรรทุกสิบล้ออีก 2 คัน เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันหยุดรถอย่างกะทันหัน โดยแต่ละคันมีร่องรอยห้ามล้อยาว 15 เมตร และ 16.50 เมตร ตามลำดับ อยู่ในทางเดินรถของนายโทน แต่นายโทนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงหักหลบไปทางด้านขวาแล้วชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่นายแดงรุ่งขับสวนทางมาในทางเดินรถของนายแดงรุ่ง จึงรับฟังได้ว่าเหตุที่ชนกันเกิดจากความประมาทของนายโทน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 สั่งให้นายโทนลูกจ้างออกไปทำงาน แต่นายโทนกลับขับรถออกไปนอกเส้นทางที่ว่าจ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปที่เกิดเหตุอยู่ในเวลาทำงานในทางการที่จ้างเพราะตั้งแต่จำเลยที่ 2 ใช้ให้นายโทนขับรถไปบรรทุกทราย นายโทนยังไม่ได้กลับไปยังที่ทำการของจำเลยที่ 1 หรือกลับไปยังจุดที่ส่งทรายแม้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่นายโทนออกนอกเส้นทางที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้ไปในทางการที่จ้างก็ยังถือว่านายโทนอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่การงานในทางการที่จ้าง จำเลยทั้งสองที่เป็นนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้าง ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าซ่อมแซมและค่าขาดประโยชน์ของรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์สูงเกินกว่าความเป็นจริง ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์มีความเสียหายที่ด้านหน้าแสดงว่าเป็นการชนอย่างแรงย่อมกระทบกระเทือนไปยังกระบะบรรทุกได้ รายการซ่อมที่ปรากฏจึงเป็นการซ่อมแซมตามความเสียหายที่แท้จริง เมื่อพิจารณารายการอะไหล่ ประกอบกับบัญชีค่าใช้จ่ายเอกสารที่ระบุไว้ว่า ค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 369,309.19 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์ปรากฏว่า โจทก์มีอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้างประเภทหิน ทราย โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อคันขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 135,000 บาท ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษารวมค่ายกรถจำนวน 11,000 บาท เข้าไปให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งที่ค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไร้ผล และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไป ซึ่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ที่ขอบังคับนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง กรณีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 515,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพริน พฤทธิพัฒนะพงศ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยเอ็งเส็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางแววมณี ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11839/2555
#532937
เปิดฉบับเต็ม

ก. เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จึงเป็นหน้าที่ของ ก. จะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้นส่งคืนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 วรรคหนึ่ง เมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดก จึงชอบที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737 ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าทายาทที่ถูกฟ้องจะต้องได้รับมรดกของเจ้ามรดกหรือต้องฟ้องทายาททุกคน และในกรณีที่โจทก์ไม่ได้เรียกผู้จัดการมรดกเข้ามา ก็อาจมีผลในการบังคับคดีต่อไปเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทของนายกนิษฐ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทของนายกนิษฐ์หรือสรศิษฎ์ (ที่ถูก สรศิษฏ์) จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยานายเตียกจือ ซึ่งเป็นคนต่างด้าว ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นายกนิษฐ์หรือสรศิษฏ์ เป็นบุตรของโจทก์กับนายเตียกจือ นายกนิษฐ์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 105889, 136084 และ 136085 ตำบลบางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ต่อมานายกนิษฐ์ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย นายเตียกจือและนายกนิษฐ์ถึงแก่ความตาย โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทของนายกนิษฐ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับนายเตียกจือทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จดทะเบียนใส่ชื่อนายกนิษฐ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์เป็นคำขอที่อาจบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทส่วนของนายเตียกจือตามที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้น ถือว่านายเตียกจือได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะ นายเตียกจือยังมีสิทธิได้รับผลตามมาตรา 94 ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินนั้นได้ ฉะนั้นตราบใดที่ยังมิได้จำหน่ายที่ดินพิพาทส่วนของนายเตียกจือ และนายเตียกจือถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์มรดกของนายเตียกจือที่ตกทอดได้แก่ทายาท โจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายเตียกจือจึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทส่วนนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 แต่สำหรับที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์นั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ก็ต้องถือว่านายกนิษฐ์เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จึงเป็นหน้าที่ของนายกนิษฐ์ซึ่งเป็นตัวแทนจะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินที่นายกนิษฐ์ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้นส่งคืนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง เมื่อนายกนิษฐ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดก จึงชอบที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นทายาทของนายกนิษฐ์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าทายาทที่ถูกฟ้องจะต้องได้รับมรดกของเจ้ามรดกหรือต้องฟ้องทายาททุกคน และในกรณีที่โจทก์ไม่ได้เรียกผู้จัดการมรดกเข้ามา ก็อาจมีผลในการบังคับคดีต่อไปเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำขอท้ายคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ จึงเป็นคำฟ้องที่อาจบังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มาเสียทั้งหมด โดยวินิจฉัยว่าคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์เป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้คงฟังขึ้นบางส่วน สำหรับปัญหาที่ว่า นายกนิษฐ์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น เนื่องจากจำเลยให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายกนิษฐ์ที่ตกทอดได้แก่ทายาทรวมทั้งจำเลยด้วย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ศาลล่างทั้งสองดำเนินคดีนี้มาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ เป็นการไม่ถูกต้อง เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 810 วรรคหนึ่ง ม. 1737
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบัวเผื่อน เพียรโป๊ย
จำเลย — นางณัฐนพธรหรือศรีวรรณ ภูวนาถอภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
วิรุฬห์ แสงเทียน
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา