คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11799/2555
#526765
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้ทำแผน เพื่อให้ผู้ทำแผนดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อผู้ทำแผนได้รับสำเนาคำขอรับชำระหนี้แล้วย่อมมีสิทธิขอตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายใดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง และ 90/29 ทั้งนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หาจำต้องแจ้งให้ผู้ทำแผนมาตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้อีกไม่ คดีนี้เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผนก็ได้ยื่นคำคัดค้านคำร้องของเจ้าหนี้ ย่อมแสดงว่าผู้บริหารแผนทราบถึงมูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้แล้ว เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการ ผู้บริหารแผนซึ่งได้รับโอนสิทธิและหน้าที่มาจากผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิขอตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทันที โดยไม่มีความจำเป็นอันใดที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องแจ้งให้ผู้บริหารแผนทราบอีก การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้แจ้งให้ผู้บริหารแผนมาตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในภายหลัง จึงไม่ทำให้ผู้บริหารแผนเสียโอกาสในการตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้การดำเนินกระบวนพิจารณาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไดนาสตี้กอล์ฟ แอนด์คันทรี่คลับ จำกัด ลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมามีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจากลูกหนี้ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้เพราะเห็นว่ายื่นเกินกำหนดระยะเวลา เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเต็มจำนวนเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามขั้นตอนที่ถูกต้องต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อศาลได้อ่านคำสั่งที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ รับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาต่อหน้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารแผน และเจ้าหนี้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบอีก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่จำต้องแจ้งให้ผู้บริหารแผนทราบเช่นกัน หากผู้บริหารแผนประสงค์จะโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ก็ต้องดำเนินการภายใน 14 วัน เมื่อผู้บริหารแผนไม่ได้โต้แย้ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอ รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจากลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลาง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้าน ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 กลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา โดยในวันนัดฟังคำสั่งดังกล่าว เจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้บริหารแผนมาศาล ศาลล้มละลายกลางจึงอ่านคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความฟัง ภายหลังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้แจ้งให้ผู้บริหารแผนมาตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้อีก ครั้นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้สัญญาซื้อขายที่ดิน (ที่ถูก สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน) เป็นเงิน 1,369,620.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 564,792 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ผู้บริหารแผนจึงยื่นคำร้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้แจ้งให้ผู้บริหารแผนมาตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในส่วนนี้... ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอ รับชำระหนี้พร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้ผู้ทำแผนโดยไม่ชักช้า" และมาตรา 90/29 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนอาจขอตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แต่ต้องกระทำภายในกำหนดสิบสี่วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลายื่นคำขอ รับชำระหนี้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการพร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้ทำแผน เพื่อให้ผู้ทำแผนไปดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อผู้ทำแผนได้รับสำเนาคำขอรับชำระหนี้แล้วย่อมมีสิทธิขอตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายใดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ ภายในกำหนดเวลา 14 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลายื่นคำขอ รับชำระหนี้ ทั้งนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หาจำต้องแจ้งให้ผู้ทำแผนมาตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้อีกไม่ คดีนี้เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผนก็ได้ยื่นคำคัดค้านคำร้องของเจ้าหนี้ ย่อมแสดงว่าผู้บริหารแผนทราบถึงมูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้ว เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการ ผู้บริหารแผนซึ่งได้รับโอนสิทธิและหน้าที่มาจากผู้ทำแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิขอตรวจและโต้แย้งคำขอ รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทันที โดยไม่มีความจำเป็นอันใดที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องแจ้งให้ผู้บริหารแผนทราบอีก การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้แจ้งให้ผู้บริหารแผนมาตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในภายหลัง จึงไม่ทำให้ผู้บริหารแผนเสียโอกาสในการตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 วรรคหนึ่ง ม. 90/29 ม. 90/59
ชื่อคู่ความ
บริษัทไดนาสตี้กอล์ฟ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — แอนด์คันทรี่คลับ จำกัด
เจ้าหนี้ — นายไกรลักษณ์ บุญมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายโชค จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11765/2555
#532986
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธัญบุรีว่า ได้ทำโฉนดที่ดินเลขที่ 14120 เล่มที่ 142 หน้า 20 ตำบลคำใหญ่ อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ของจำเลยสูญหายไป และแจ้งให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายนั้น เพียงเพื่อนำบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายดังกล่าวไปใช้และอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาหนองกุงศรี ในการขอรับใบแทนโฉนดที่ดินเท่านั้น การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานคนละหน่วยงานกันแต่ก็เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันคือ เพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 267, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 วรรคแรก วรรคสอง ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ รวม 2 กระทง เนื่องจากความผิดกระทงหนึ่งจำเลยเป็นทั้งผู้แจ้งและใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 6 เดือน และฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานโดยมีเจตนาให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยทำโฉนดที่ดิน 1 ฉบับ สูญหายไป แล้วจำเลยนำบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปใช้อ้างแสดงเป็นพยานหลักฐาน และยังแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า โฉนดที่ดินของจำเลยนั้นสูญหายไปเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้นับว่าเป็นความผิดร้ายแรงและเป็นความเสียหายทั้งต่อทางราชการและนายตันติกรหรือทวีทรัพย์ ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายตันติกรหรือทวีทรัพย์ แม้จำเลยจะเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธัญบุรีว่าได้ทำโฉนดที่ดินเลขที่ 14120 เล่มที่ 142 หน้า 20 ตำบลคำใหญ่ อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ของจำเลยสูญหายไป และแจ้งให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายนั้น ก็เพียงเพื่อนำบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปใช้และอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาหนองกุงศรี ในการขอรับใบแทนโฉนดที่ดินเท่านั้น การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานคนละหน่วยงานกันแต่ก็เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันคือ เพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดินนั่นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267,268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 90 ม. 267 ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายก้าน แก้วไชโย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวภัทรมน ขาวทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11732/2555
#525492
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าประเภทผลไม้แช่แข็ง โดยนำรถยนต์บรรทุกลากตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากกรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบรรจุสินค้าลงตู้คอนเทนเนอร์ และลากตู้คอนเทนเนอร์นำไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่กรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าขนส่งให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งสิ่งของเรียกเอาค่าขนส่งพร้อมค่ายกตู้และค่าผ่านท่าจากจำเลย ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาค่าระวาง มิใช่หนี้ที่เกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจ้างทำของและมิใช่หนี้ที่เรียกร้องเกี่ยวกับข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่สูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้าด้วย จึงอยู่ในบังคับอายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 551,582 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 551,582 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 พฤษภาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างขนสินค้าโจทก์เป็นเงินจำนวน 551,582 บาท ตามฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าประเภทผลไม้แช่แข็ง โดยนำรถยนต์บรรทุกลากตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากกรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบรรจุสินค้าลงตู้คอนเทนเนอร์และลากตู้คอนเทนเนอร์นำไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่กรุงเทพมหานครในราคาเที่ยวละ 27,000 บาท พร้อมค่ายกตู้และค่าผ่านท่า สำหรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต และเที่ยวละ 28,000 บาท พร้อมค่ายกตู้และค่าผ่านท่า สำหรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต แล้วจำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าขนส่งให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งสิ่งของเรียกเอาค่าขนส่ง พร้อมค่ายกตู้และค่าผ่านท่าจากจำเลย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาค่าระวาง มิใช่หนี้ที่เกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจ้างทำของซึ่งมีอายุความหนึ่งปีดังที่จำเลยฎีกา จึงอยู่ในบังคับอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2549 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 ยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 เป็นบทบัญญัติอายุความเรียกร้องเกี่ยวกับข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่สูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้า กรณีหาใช่เป็นบทบัญญัติเรื่องอายุความเรียกร้องเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานจ้างทำของตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (3) ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟรท โซลูชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11731/2555
#532952
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ตาย และจำเลยกับผู้ตายเป็นลูกหนี้สินเชื่อของโจทก์เช่นเดียวกัน การที่จำเลยทำสัญญารับใช้หนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง โดยจำเลยยอมรับผิดร่วมกับกองมรดกของผู้ตาย โดยมีข้อตกลงและเงื่อนไขสำคัญว่า เมื่อโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เพียงใด จำเลยจะชำระหนี้ในส่วนต่างระหว่างหนี้ตามคำพิพากษาและดอกเบี้ยจนถึงวันชำระเสร็จและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองคดีกับเงินสุทธิที่ได้รับจากการขายทอดตลาด และหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่ได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เป็นงวดจนกว่าจะครบนั้นก็เนื่องจากในขณะนั้นสินเชื่อในส่วนของจำเลยเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ หากจำเลยไม่เข้ารับใช้หนี้ของผู้ตายแล้วโจทก์ก็จะไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้แก่จำเลยอีก ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มเติมความรับผิดของจำเลยในฐานะทายาทเกี่ยวกับหนี้สินของผู้ตายที่ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 ดังนั้น สัญญารับใช้หนี้จึงเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,365,319.61 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,167,760.31 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้น ทนายจำเลยแถลงขอสละประเด็นอื่น คงให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะประเด็นว่า สัญญารับใช้หนี้ตามฟ้องเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นายสำรวยหรือกฤษฎา ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 2 ฉบับ เป็นเงิน 3,200,000 บาท และ 600,000 บาท โดยนำที่ดิน 1 แปลง มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้กับโจทก์เป็นเงิน 3,800,000 บาท มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมรับผิดชำระหนี้จนครบ ต่อมานายสำรวยหรือกฤษฎาไม่ชำระหนี้จึงถูกฟ้องต่อศาลแพ่ง 2 คดี คดีแรกคือ คดีหมายเลขแดงที่ ธ.12595/2543 ศาลแพ่งพิพากษาให้ชำระเงิน 4,716,473.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 3,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีที่สองคือ คดีหมายเลขแดงที่ ธ.12698/2543 ศาลแพ่งพิพากษาให้ชำระเงิน 578,760.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2551 จนถึงวันฟ้องและอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 182,349.15 บาท ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง นายสำรวยหรือกฤษฎาถึงแก่ความตาย ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นพี่ชายของผู้ตาย ทำสัญญารับใช้หนี้ตามคำพิพากษาร่วมกับกองมรดกของนายสำรวยหรือกฤษฎา โดยยอมรับว่ายอดหนี้ตามคำพิพากษารวม 5,477,582.04 บาท ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จและค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความจำนวน 143,079 บาท นั้นถูกต้องและจะชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แม้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีกับทรัพย์สินของนายสำรวยหรือกฤษฎาด้วยก็ตาม โดยมีข้อตกลงและเงื่อนไขว่า เมื่อโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เพียงใด จำเลยจะชำระหนี้ในส่วนต่างระหว่างหนี้ตามคำพิพากษาและดอกเบี้ยจนถึงวันชำระเสร็จ และค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความทั้งสองคดีกับเงินสุทธิที่ได้รับจากการขายทอดตลาดโดยผ่อนชำระเป็นงวดจนกว่าจะครบถ้วน หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่ได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เป็นงวดจนกว่าจะครบ หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์เรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยอัตราผิดนัดตามประกาศของโจทก์ในขณะนั้นตามสัญญารับใช้หนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญารับใช้หนี้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้เดิมของผู้ตายโดยตรง แต่จำเลยมีความเกี่ยวพันเป็นพี่น้องกับผู้ตายต้องเกื้อหนุนกันเป็นปกติ จำเลยก็เป็นลูกหนี้สินเชื่อโจทก์ ซึ่งโจทก์จัดให้จำเลยอยู่กลุ่มเดียวกับผู้ตาย จำเลยได้รับประโยชน์จากการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันแก่บุคคลภายนอกที่จำเลยรับจ้างทำงานอยู่ โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทของผู้ตายจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 มาปรับใช้ จึงไม่ทำให้จำเลยต้องรับผิดหรือรับภาระชำระหนี้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด อันทำให้โจทก์ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 แต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ข้อตกลงในข้อสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า...ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น..." ในวรรคท้ายของมาตราดังกล่าวให้นำมาตรา 10 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โจทก์รับในฎีกาว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้เดิมของผู้ตายโดยตรง แต่จำเลยเป็นพี่น้องกับผู้ตาย ซึ่งจำเลยก็รับว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ตาย จำเลยจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) โจทก์รับในฎีกาว่า จำเลยยังเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ให้จำเลยทำสัญญารับใช้หนี้เพราะจำเลยเป็นพี่น้องกับผู้ตาย จึงเท่ากับจำเลยทำสัญญาในฐานะที่จำเลยเป็นทายาทผู้ตาย การที่จำเลยทำสัญญารับใช้หนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง โดยจำเลยยอมรับผิดร่วมกับกองมรดกของผู้ตาย โดยมีข้อตกลงและเงื่อนไขที่สำคัญว่า เมื่อโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เพียงใด จำเลยจะชำระหนี้ในส่วนต่างระหว่างหนี้ตามคำพิพากษาและดอกเบี้ยจนถึงวันชำระเสร็จและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองคดีกับเงินสุทธิที่ได้รับจากการขายทอดตลาด และยังมีข้อตกลงอีกว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่ได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เป็นงวดจนกว่าจะครบ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มเติมความรับผิดของจำเลยในฐานะทายาทเกี่ยวกับหนี้สินของผู้ตายที่ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (4) ประกอบมาตรา 246 เมื่อพิเคราะห์ถึงความสุจริต อำนาจต่อรอง ความรู้ความเข้าใจ ความสันทัดจัดเจน ความคาดหมายและทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์จำเลยในคดีนี้ตามสภาพที่เป็นจริงแล้ว เห็นได้ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อจึงเป็นผู้บริโภคกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เพราะจำเลยในฐานะทายาทของผู้ตายไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตนแต่ข้อสัญญาดังกล่าวให้จำเลยต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่โจทก์ฎีกาว่า นางลัดดา มารดาผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ จำเลยเป็นพี่น้องกับผู้ตายไม่มีสิทธิรับมรดกนั้น เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ให้จำเลยลงชื่อในหนังสือรับใช้หนี้เพราะจำเลยเป็นพี่น้องกับผู้ตายเป็นการทำสัญญาในฐานะจำเลยเป็นทายาทผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาในชั้นนี้ว่าจำเลยจะได้รับมรดกหรือไม่ ต้องไปว่ากันในชั้นบังคับคดี ดังนั้น สัญญารับใช้หนี้จึงเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรม และพอสมควรแก่กรณีเท่านั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1601
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายฌาณสิทธิ์ นิลฉาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายรัฐพล เครือเวทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
พิศล พิรุณ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11720/2555
#532895
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดอาญา บุคคลนั้นย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (2) พนักงานสอบสวนย่อมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 66 เพื่อให้ได้ตัวมาสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (1) กำหนดให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจออกหมายจับได้ ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 59 วรรคสี่ ตอนท้าย กำหนดให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจับได้หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่า มีการออกหมายจับไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา 68 กำหนดให้หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน ดังนี้ อำนาจในการออกหมายจับผู้ต้องหาจึงเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกหรือเพิกถอนหมายจับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้

ปัญหาว่าผู้ร้องมีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายจับนายบือราเฮง ผู้ร้อง นายศิริมงคลและนายชัชวาลย์ ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายศิริมงคลและนายชัชวาลย์ได้ และดำเนินคดีจนมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องนายศิริมงคลและนายชัชวาลย์

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนหมายจับ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดทางอาญา บุคคลนั้นย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (2) พนักงานสอบสวนย่อมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 เพื่อให้ได้ตัวมาสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (1) กำหนดให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจออกหมายจับได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ ตอนท้าย กำหนดให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจับได้หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่าได้มีการออกหมายจับไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา 68 กำหนดให้หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน ดังนี้ อำนาจในการออกหมายจับผู้ต้องหาจึงเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกหรือเพิกถอนหมายจับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 ม. 59 ม. 66 ม. 68 ม. 134 ม. 195 ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายบือราเฮง สาและ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชาญชัย ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11702/2555
#528589
เปิดฉบับเต็ม

เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/1) ที่ว่า "สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้" ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรในระหว่างระยะเวลาที่จำเลยต้องโทษจำคุกและได้ถูกจำคุกเกิน 1 ปี หากจำเลยพ้นโทษจำคุกแล้ว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรเพราะเหตุจำเลยต้องถูกจำคุกอีกต่อไป เมื่อคดีดังกล่าวจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและต้องโทษจำคุกเป็นเวลาเกิน 1 ปีมาแล้ว โดยความผิดดังกล่าวโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยด้วยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีหลังจากที่จำเลยถูกจำคุกเกิน 1 ปี และพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี ดังนั้นความเสียหายหรือเดือดร้อนของโจทก์จึงยุติลงแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยต่างสละประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การอื่น คงติดใจพิพาทกันประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุที่จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 1 ปี ในความผิดที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนก่อหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) หรือไม่

ก่อนสืบพยาน โจทก์ จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์เมื่อปี 2544 (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาถึงที่สุดฐานพยายามชิงทรัพย์เมื่อปี 2545) แล้วจำเลยพ้นโทษเมื่อกลางปี 2547 โดยโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยให้เสร็จสิ้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2539 ต่อมาปี 2545 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ จำเลยพ้นโทษมาเมื่อกลางปี 2547 อันเป็นความผิดที่โจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้แล้วว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) บัญญัติว่า "สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้" เมื่อคดีดังกล่าวจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและต้องโทษจำคุกเป็นเวลาเกิน 1 ปีมาแล้ว โดยความผิดดังกล่าวโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยด้วยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ได้ โดยคดีดังกล่าวพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีจำคุกจำเลย 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ศาลจังหวัดกาญจนบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และจำเลยรับโทษจนพ้นโทษมาตั้งแต่กลางปี 2547 ดังนั้น หากโจทก์ใช้เหตุฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยถูกลงโทษจำคุกเกิน 1 ปี คือ หลังจากวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2545 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 หลังจากที่จำเลยถูกจำคุกเกิน 1 ปี และพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี ดังนั้น ความเสียหายหรือเดือดร้อนของโจทก์จึงยุติลงแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามมาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4/1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย คำหอมกุล
จำเลย — นางจันทร์ คำหอมกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายสุวิทย์ ปนุตติกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
พฤษภา พนมยันตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11700/2555
#561063
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากไม่มีเหตุฉุกเฉิน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคหนึ่ง คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อโจทก์ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และขอแบ่งสินสมรสหลายรายการรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 30805 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในเหตุฉุกเฉินว่า จำเลยที่ 1 กับพวกหลายคนได้เข้าไปในสิ่งปลูกสร้างแล้วร่วมกันใช้คีมเหล็กตัดกุญแจรั้วเหล็กซึ่งปิดกั้นระหว่างทางเท้ากับตัวอาคาร จากนั้นเข้าไปในตัวอาคารงัดหน้าต่างบานเลื่อนและประตูเลื่อนเหล็กดัดซึ่งใช้สำหรับเปิดปิดทางเข้าตัวอาคาร รวมทั้งได้ตัดสายไฟฟ้าในตัวอาคาร นอกจากนี้จำเลยที่ 1 กับพวกยังร่วมกันถอดรั้วเหล็กส่วนที่ใช้เปิดปิดทางเข้าออก หน้าต่างบานเลื่อนและประตูเหล็กดัดขึ้นรถยนต์กระบะออกไปทำให้ในตัวอาคารไม่มีไฟฟ้าใช้และไม่ปลอดภัยในการพักอาศัย เพราะไม่มีรั้วและประตูเหล็กดัด ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำรั้วเหล็ก หน้าต่างบานเลื่อนประตูเลื่อนเหล็กดัดที่งัดออกไปนำกลับไปติดตั้งในสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งต่อสายเมนไฟฟ้าในตัวอาคารและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวอีกรวมทั้งห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเข้าไปรบกวนการครอบครองบ้านหลังดังกล่าวในระหว่างที่โจทก์พักอาศัยจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอให้จับกุมหรือกักขังจำเลยที่ 1 หรือมีคำสั่งอย่างอื่นตามที่ศาลเห็นสมควร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในเหตุฉุกเฉินตามคำร้องลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง (คำขอ) เนื่องจากกรณีไม่มีเหตุฉุกเฉิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคหนึ่ง คำสั่งเช่นว่านี้ให้ถึงที่สุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบถือไม่ได้ว่ามีการยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เมื่อโจทก์ฎีกาต่อมา ฎีกาของโจทก์ก็ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 267 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางหรือนางสาวสุพรรณิกาหรือมนนพัทธ์
โจทก์ — ชนะพันธ์หรือชัยอิทธิรัตนา
จำเลย — นายธีรพลหรือนายธัชพล หรือภาดล ชนะพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายสุประวัติ ฤทธิ์ชู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวเบญจภา วิฑิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11692/2555
#528509
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายแก่กัน กรณีแม้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 อันเป็นคดีครอบครัว แต่การพิจารณาพิพากษาคดีก็ต้องอาศัยหลักกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญาและหลักกฎหมายอื่นตาม ป.พ.พ. มาพิจารณาประกอบกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์โอนที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้ทำเป็นนิติกรรมซื้อขายกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 แล้วถือได้ว่าการแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีผลสมบูรณ์ แม้รถยนต์ที่ตกลงแลกเปลี่ยนยังคงมีชื่อจำเลยที่ 1 ในทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องจดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อคู่กรณีมีการตกลงโอนกรรมสิทธิ์แก่กันก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว

แม้การแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันนี้จะมีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรส ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันได้ตามป.พ.พ. มาตรา 1469 ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามมาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจบอกล้างสัญญาดังกล่าวซึ่งจะมีผลให้เป็นการระงับสิทธิของจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5536 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวคืนได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 12 ต่อมาประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทในเรื่องสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน อันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 อันเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 11 (3) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แต่การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรสที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายแก่กันดังกรณีนี้ ก็ต้องอาศัยหลักกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญาและหลักกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาพิจารณาประกอบกัน ซึ่งมิใช่จะต้องบังคับใช้เฉพาะตามบทบัญญัติในบรรพ 5 ลักษณะครอบครัวดังที่โจทก์เข้าใจเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าตามสัญญาแลกเปลี่ยน ข้อ 4 ระบุว่า ในการตกลงแลกเปลี่ยนทรัพย์ในข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 แก่กันและกันนั้น จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์โอนที่ดินตามข้อ 1 ดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้ทำเป็นนิติกรรมซื้อขายกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ตามราคาที่เจ้าพนักงานจะประเมินราคาทรัพย์ โดยโจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2535 ให้แก่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรมแทน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3079 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2531 สุราษฎร์ธานี โดยตีราคาทรัพย์ทั้งสองอย่างเท่ากัน โดยในวันที่ 30 มิถุนายน 2535 อันเป็นวันที่ทำสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันนั้นได้มีการทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินโดยทำในรูปแบบโจทก์ทำนิติกรรมขายแก่จำเลยที่ 2 และต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 ถือได้ว่าการแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีผลสมบูรณ์แล้ว แม้รถยนต์ที่ตกลงแลกเปลี่ยนยังคงมีชื่อจำเลยที่ 1 ในทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องจดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อคู่กรณีมีการตกลงโอนกรรมสิทธิ์แก่กันก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว แม้การแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันนี้จะมีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามมาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจบอกล้างสัญญาดังกล่าวซึ่งจะมีผลให้เป็นการกลับสิทธิของจำเลยที่ 2 ได้ ที่โจทก์ฎีกาในประเด็นต่อมาว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมใด ๆ กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าไม่ได้ซื้อขายกันจริง เจตนาแท้จริงคือการแลกเปลี่ยนทรัพย์กัน แต่ทำนิติกรรมอำพรางว่าเป็นการขายให้แก่จำเลยที่ 2 และอ้างว่าแท้จริงแล้วเป็นการให้จำเลยที่ 2 ครอบครองแทน เป็นฎีกาที่อ้างเหตุขัดแย้งทั้งในเรื่องการแลกเปลี่ยนทรัพย์ ซื้อขาย และการให้จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินแทนจำเลยที่ 1 ล้วนเป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกันเองและเป็นการขัดกับข้อความในสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สิน อีกทั้งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ส่วนฎีกาอื่นของโจทก์นอกจากนี้ล้วนเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1469
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 11 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวศิน เสริมษมา
จำเลย — นางสุดารัตน์ เสริมษมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายไพโรจน์ สังข์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11691/2555
#528590
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ระหว่างสมรสที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมรับผิดคดีนี้เป็นหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว 3 ชั้น เมื่อปี 2532 เพื่อให้จำเลยและบุตรอยู่อาศัยซึ่งระหว่างนั้นโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ต่อมาเดือนตุลาคม 2543 โจทก์ยืมเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ตราด จำกัด และเดือนตุลาคม 2546 ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ระยอง จำกัด เพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว ดังนั้น ที่ดินพร้อมตึกแถวจึงเป็นสินสมรสและหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมดังกล่าวถือว่าเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสที่โจทก์และจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกันและต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องแย้งให้จำเลยร่วมรับผิดในคดีก่อนได้อยู่แล้ว เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสในคดีก่อนที่โจทก์อาจดำเนินคดีได้ไปในคราวเดียวกัน การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 60,382.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความจำนวน 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องโจทก์ต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 63/2549 ที่จำเลยฟ้องโจทก์และนางสุดใจนั้น คดีดังกล่าวโจทก์ให้การและฟ้องแย้งว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันมีที่ดินจำนวน 2 แปลง ตั้งอยู่ตำบลตาขัน และตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยขอแบ่งทรัพย์สินกึ่งหนึ่งทั้งโจทก์ยังให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้เช่าซื้อตึก 3 ชั้น เลขที่ 3/19 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เพื่อให้บุตรทั้งสองและจำเลยอยู่อาศัย ประมาณปี 2547จำเลยบังคับให้โจทก์โอนที่ดินพร้อมตึกดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสอง เมื่อพิจารณาที่ดินและตึก 3 ชั้น ตามคำให้การและฟ้องแย้งของโจทก์ในคดีก่อนแล้วก็คือที่ดินและตึกแถวอันเป็นสินสมรสที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกให้ชำระหนี้ร่วมคดีนี้นั่นเอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสินสมรสไว้ด้วย แม้ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องแย้งว่าไม่ใช่สินสมรส เมื่อคู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวคงอุทธรณ์เฉพาะประเด็นอื่น ๆ ต่อมา ประเด็นเกี่ยวกับสินสมรสจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและถือว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เมื่อปรากฏจากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์คดีนี้ได้ความว่า หนี้ระหว่างสมรสที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมรับผิดคดีนี้เป็นหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว 3 ชั้น เป็นเงิน 600,000 บาท เมื่อปี 2532 เพื่อให้จำเลยและบุตรอยู่อาศัยซึ่งระหว่างนั้นโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ต่อมาเดือนตุลาคม 2543 โจทก์ยืมเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ตราด จำกัด และเดือนตุลาคม 2546 ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ระยอง จำกัด เพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว ดังนั้น ที่ดินพร้อมตึกแถวจึงเป็นสินสมรสและหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมดังกล่าวถือว่าเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสที่โจทก์และจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกันและต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องแย้งให้จำเลยร่วมรับผิดในคดีก่อนได้อยู่แล้ว เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสในคดีก่อนที่โจทก์อาจดำเนินคดีได้ไปในคราวเดียวกัน การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทมโนธรรม วังคำ
จำเลย — นางยุพิน กุศลพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง — นายประยุทธ แก้วภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11654/2555
#528604
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร เนื่องจากหลังเกิดเหตุลักทรัพย์แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้เฉพาะฉนวนไฟฟ้า (เปลือกสายไฟฟ้า) จากจำเลยมิได้ยึดทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปทั้งหมดจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนความผิดฐานรับของโจรว่าจำเลยรับไว้ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปตามฟ้องไว้จากคนร้าย ต้องถือว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับของโจรสายไฟฟ้าของผู้เสียหายตามที่คนร้ายลักไปทั้งหมดด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร จึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยรับของโจรสายไฟฟ้าดังกล่าว เมื่อความรับผิดทางแพ่งของจำเลยเกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาฐานรับของโจร จำเลยจึงต้องคืนสายไฟฟ้าหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนตามคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357 และให้จำเลยคืนสายไฟฟ้าหรือชดใช้ราคา 7,100 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนสายไฟฟ้าหรือชดใช้ราคา 7,100 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนสายไฟฟ้าหรือใช้ราคา 7,100 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยต้องคืนสายไฟฟ้าหรือชดใช้ราคา 7,100 บาท แก่ผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับของโจรสายไฟฟ้า ขนาด 1 x 70 แสควมิน ยาว 6 เมตร ราคา 1,500 บาท สายไฟฟ้า ขนาด 1 x 120 แสควมิน ยาว 4 เมตร ราคา 1,600 บาท และสายไฟฟ้า ขนาด 120 แสควมิน แบบสายอ่อน ยาว 5 เมตร ราคา 4,000 บาท รวมราคา 7,100 บาท ของผู้เสียหายไป จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยรับของโจรสายไฟฟ้าดังกล่าว เมื่อความรับผิดทางแพ่งของจำเลยเกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาฐานรับของโจร จำเลยจึงต้องคืนสายไฟฟ้าหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนสายไฟฟ้าหรือใช้ราคา 7,100 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นายโอภาส หงษ์ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายวุฒิเกียรติ กิติคุณไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11530/2555
#528620
เปิดฉบับเต็ม

การกล่าวหาและจับกุมจำเลยดำเนินคดี แม้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากคำซัดทอดของ ส. ที่ถูกจับกุมในคดีอื่น แต่ ส. ให้การต่อพนักงานสอบสวนในคดีที่ ส. เป็นผู้ต้องหา ทั้งในฐานะผู้ต้องหาและในฐานะพยานหลังถูกจับกุมเพียง 1 วัน จึงเป็นการยากที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องราวให้ผิดไปจากความจริงและในคดีดังกล่าว ส. ก็ให้การรับสารภาพ จึงมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยเพียงผู้เดียว หากเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าการปรักปรำจำเลยเสียอีก ครั้นพันตำรวจโท ป. สอบปากคำหลังถูกจับกุมนานเดือนเศษ ส. ยังคงยืนยันว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเช่นเดิม และยังนำชี้สถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกับชี้ภาพถ่ายของจำเลยสอดคล้องกับเรื่องราวที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจโท ข. และพันตำรวจโท ป. โดยตรวจพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีของ ส. เข้าบัญชีของจำเลยรวมทั้งมีการยึดรถกระบะได้จากจำเลย ล้วนมีแหล่งที่มาจากคำให้การของ ส. ทั้งสิ้น และในชั้นพิจารณา ส. ยังเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าพยานได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและเคยโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย แม้คำเบิกความของ ส. ถือเป็นคำซัดทอดและ ส. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านไม่ตรงกับที่เบิกความตอบโจทก์ในตอนแรกอันเป็นการไม่อยู่กับร่องกับรอย เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่รูปคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลย คำของ ส. ที่เบิกความตอบโจทก์ในตอนแรกจึงเชื่อถือได้มากกว่า เมื่อนำคำซัดทอดของ ส. ในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาตามที่เบิกความตอบโจทก์ในตอนแรก มาพิจารณารับฟังประกอบกันหลักฐานที่ ส. โอนเงินให้แก่จำเลยก่อน ส. ถูกจับกุมเพียงไม่กี่วัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ ส. จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 100/1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ทั้งนี้ให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่มิให้เกินสองปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกล่าวหาและจับกุมจำเลยดำเนินคดี แม้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากคำซัดทอดของนายสมโภชที่ถูกจับกุมในคดีอื่น แต่นายสมโภชให้การต่อพันตำรวจโทขวัญเมืองพนักงานสอบสวนในคดีที่นายสมโภชเป็นผู้ต้องหา ทั้งในฐานะผู้ต้องหาและในฐานะพยาน ตามบันทึกคำให้การหลังถูกจับกุมเพียง 1 วัน จึงเป็นการยากที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องราวให้ผิดไปจากความจริงและในคดีดังกล่าวนายสมโภชก็ให้การรับสารภาพ จึงมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยเพียงผู้เดียว หากเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าการปรักปรำจำเลยเสียอีก ครั้นพันตำรวจโทประยูรสอบปากคำเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2550 หลังถูกจับกุมนานเดือนเศษ นายสมโภชยังคงยืนยันว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยเช่นเดิมตามบันทึกคำให้การ และยังนำชี้สถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกับชี้ภาพถ่ายของจำเลย สอดคล้องกับเรื่องราวตามที่นายสมโภชให้การไว้ต่อพันตำรวจโทขวัญเมืองและพันตำรวจโทประยูร โดยการตรวจพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีของนายสมโภชเข้าบัญชีของจำเลยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 จำนวน 30,000 บาท และวันที่ 8 มิถุนายน 2550 จำนวน 57,000 บาท ตามรายการบัญชี รวมทั้งการที่สามารถยึดรถกระบะหมายเลขทะเบียน ผจ 2440 เชียงใหม่ ได้จากจำเลย ล้วนมีแหล่งที่มาจากคำให้การของนายสมโภชทั้งสิ้น ครั้นจับกุมจำเลยได้นายสมโภชยังชี้ตัวจำเลยยืนยันว่าเป็นผู้ที่จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นายสมโภช และในชั้นพิจารณานายสมโภชยังเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่หน้าวัดศรีครินทรารามเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2550 พยานเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย 2 ครั้ง รวมทั้งเมทแอมเฟตามีน 200 เม็ด ของกลางด้วย ครั้งแรกซื้อ 400 เม็ด ครั้งหลัง 200 เม็ด และพยานเคยโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย 2 ครั้ง วันที่ 5 มิถุนายน 2550 จำนวน 30,000 บาท และวันที่ 8 มิถุนายน 2550 จำนวน 57,000 บาท แม้คำเบิกความของนายสมโภชถือเป็นคำซัดทอดและนายสมโภชเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย 2 ครั้ง ครั้งละ 200 เม็ด เงินที่พยานโอนให้จำเลยเป็นค่าอาวุธปืน กับเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่าพยานซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายเอ๋อ ไม่ใช่จากจำเลย เหตุที่ซัดทอดจำเลยเนื่องจากไม่พอใจที่จำเลยทวงเงินค่าอาวุธปืนที่จำเลยฝากพยานซื้อไม่ตรงกับที่นายสมโภชเบิกความตอบโจทก์ในตอนแรก อันเป็นการไม่อยู่กับร่องกับรอยและยังเป็นการเจือสมกับที่จำเลยนำสืบถึงสาเหตุที่นายสมโภชโอนเงินให้แก่จำเลย 2 ครั้ง ว่า เมื่อปี 2548 จำเลยไปเที่ยวจังหวัดแพร่และได้รู้จักกับนายสมโภช โดยการแนะนำของนายนิดซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลย เดือนเมษายน 2550 จำเลยบอกนายสมโภชว่าต้องการอาวุธปืนขนาด 9 มม. จำนวน 2 กระบอก และบอกรุ่นด้วย นายสมโภชบอกว่าพอหาได้ เดือนพฤษภาคม 2550 นายสมโภชแจ้งว่าหาอาวุธปืนได้แล้วจำเลยจึงขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน ผจ 2440 เชียงใหม่ จากจังหวัดเชียงใหม่ไปดูอาวุธปืนที่บ้านของนายสมโภชแต่ไม่ถูกใจเนื่องจากเก่าไม่สมราคาให้นายสมโภชเอาไปคืน นายสมโภชติดต่อกับคนที่หาอาวุธปืนให้ซึ่งก็รับปากว่าหาให้ได้ จำเลยจึงฝากเงินค่าอาวุธปืน 50,000 บาท ไว้ที่นายสมโภช อีกประมาณ 1 สัปดาห์ นายสมโภชบอกว่ามีอาวุธปืนใหม่เข้าให้ไปดู จำเลยจึงเดินทางไปที่บ้านนายสมโภช นายสมโภชโทรศัพท์ไปหาคนที่หาอาวุธปืนให้แต่บุคคลดังกล่าวบอกว่าไม่ว่างไม่สามารถนำอาวุธปืนไปให้ได้และให้จำเลยมอบเงินที่เหลือให้ด้วย อีก 2 ถึง 3 วัน ให้มารับอาวุธปืนได้ จำเลยจึงฝากเงินอีก 50,000 บาท ไว้ที่นายสมโภชแล้วเดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อครบกำหนดจำเลยติดต่อไปหานายสมโภชแต่นายสมโภชบ่ายเบี่ยงและทราบว่านายสมโภชนำเงินไปใช้ จำเลยจึงขู่นายสมโภชว่าหากไม่รีบนำเงินมาคืนให้ระวังตัวและครอบครัวจะเดือดร้อน นายสมโภชจึงได้ผ่อนชำระและโอนเข้าบัญชีของจำเลยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 จำนวน 30,000 บาท และวันที่ 8 มิถุนายน 2550 จำนวน 57,000 บาท แต่เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่จำเลยจะต้องไปหาซื้ออาวุธปืนจากผู้ที่มิได้มีอาชีพหรือเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืนและยังอยู่ในท้องที่ห่างไกล และไม่มีเหตุผลอีกเช่นกันที่จำเลยจะต้องมอบเงินค่าอาวุธปืนไว้ที่นายสมโภชถึงสองครั้งทั้ง ๆ ที่นายสมโภชหาอาวุธปืนให้ไม่ได้ โดยเฉพาะในครั้งหลังที่จำเลยต้องเสียเวลาเดินทางไปดูอาวุธปืนแต่นายสมโภชไม่มีอาวุธปืนให้จำเลยดู จึงไม่เชื่อว่าจำเลยจะยอมมอบเงินค่าอาวุธปืนให้นายสมโภชอีก ข้ออ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง การที่นายสมโภชเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยดังกล่าว เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่รูปคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลย คำของนายสมโภชที่เบิกความตอบโจทก์ในตอนแรกจึงเชื่อถือได้มากกว่า ส่วนที่นายสมโภชให้การตามบันทึกคำให้การ ว่า นายสมโภชซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย 2 ครั้ง ครั้งละ 200 เม็ด ในราคาเม็ดละ 120 บาท แต่ให้การตามบันทึกคำให้การว่า ครั้งแรกซื้อ 400 เม็ด ครั้งหลัง 200 เม็ด ในราคาเม็ดละ 150 บาท ก็หาใช่เป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญไม่เพราะช่วงแรกที่ถูกจับกุมนายสมโภชตกอยู่ในภาวะสับสน จึงอาจให้การในรายละเอียดในบางช่วงบางตอนไม่ตรงกับความจริงก็เป็นได้ แต่หลักใหญ่ใจความนายสมโภชยังคงให้การตรงกันว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลย เมื่อนำคำซัดทอดของนายสมโภชในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาตามที่เบิกความตอบโจทก์ในตอนแรก มาพิจารณารับฟังประกอบหลักฐานที่นายสมโภชโอนเงินให้แก่จำเลย 2 ครั้ง ในช่วงวันเวลาก่อนนายสมโภชถูกจับกุมเพียงไม่กี่วัน ตามรายการบัญชีเอกสาร และการที่นายสมโภชชี้ยืนยันจำเลยหลังการจับกุมจำเลย ตามภาพถ่ายแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้นายสมโภชจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง พยานอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยที่ว่า วันที่ 9 มิถุนายน 2550 จำเลยและครอบครัวไปที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และเวลาเย็นไปรับประทานอาหารด้วยกันที่ร้านอาหารแก้วปลาสด แม้มีนายทักษิณ นางสาวณิชกานต์ เป็นพยานสนับสนุน แต่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยโดยนายทักษิณเป็นเพื่อนร่วมงานและนางสาวณิชกานต์เป็นน้องของ นางสาวณัฐนันท์ ภริยาของจำเลย ย่อมต้องเบิกความเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่จำเลย จึงยากแก่การรับฟัง ส่วนรูปภาพขณะนั่งรับประทานอาหาร คงบอกเล่าเรื่องราวได้เพียงว่ามีการรับประทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่งในคืนวันที่ 9 มิถุนายน 2550 เท่านั้น จึงมิใช่เป็นหลักฐานที่จะสามารถยืนยันได้มั่นคงว่าก่อนหน้านั้นจำเลยมิได้ไปพบและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายสมโภช ทำให้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง ม. 226/5 ม. 227 วรรคหนึ่ง ม. 227/1 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายสุริยนต์หรืออั๋น กาวีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางปัทมาพร นาคเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11488/2555
#528499
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อเลี้ยวขวากลับรถกะทันหันให้รถขวางถนน จนเป็นเหตุให้ อ. ซึ่งขับรถยนต์กระบะ พุ่งชน จน อ. ถึงแก่ความตาย และ ส. ซึ่งนั่งโดยสารมาด้วยได้รับบาดเจ็บ เมื่อขณะเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำรถยนต์บรรทุกหกล้อรับจ้างขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรับจ้างขนส่งสินค้าและมีเครื่องหมายสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 3 ติดไว้ที่ข้างรถบรรทุกหกล้อ เช่นนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการยอมให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์บรรทุกหกล้อรับจ้างขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นประจำโดยใช้เครื่องหมายสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 3 ติดไว้ที่ข้างรถมองเห็นได้ชัดเจน อันมีลักษณะเป็นการเปิดเผยให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ในการรับจ้างขนส่งสินค้า ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เชิดให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนาย 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอภิชาติและนางสมปอง ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดโดยขับรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 81 - 8341 ระยอง ของจำเลยที่ 2 บรรทุกกระดาษในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อเลี้ยวขวากลับรถกะทันหันเพื่อข้ามไปฝั่งตรงข้ามด้วยความเร็วสูงทำให้รถขวางถนน เป็นเหตุให้นายอภิชาติซึ่งขับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บย 6849 ชลบุรี พุ่งชน จนนายอภิชาติถึงแก่ความตายทันที และนางสมปองซึ่งนั่งโดยสารมาด้วยได้รับบาดเจ็บจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับ จากจำเลยที่ 2 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 81 - 8341 ระยอง ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ได้ความว่า รถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 81 - 8341 ระยอง ที่จำเลยที่ 1 ขับในวันเกิดเหตุมีเครื่องหมายสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 3 ติดไว้ที่ข้างประตูรถ จำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์ในการรับจ้างขนส่งสินค้า โดยว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ทำการขนส่งสินค้าอีกช่วงหนึ่ง เช่นนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์บรรทุกของตนรับจ้างขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการประจำโดยใช้เครื่องหมายสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 3 ติดไว้ที่ข้างรถซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจน อันมีลักษณะเป็นการเปิดเผยให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ในการส่งสินค้าตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เชิดให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 แล้ว จำเลยที่ 3 จะปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าหาได้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์คันที่นายอภิชาติบิดาโจทก์ขับมาได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้นายอภิชาติถึงแก่ความตายและนางสมปอง มารดาโจทก์ได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 3 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 825 ม. 827
ชื่อคู่ความ
นางสาวนันทวัน ชื่นคุ้ม
โจทก์ — โดยนางสมปอง ชื่นคุ้ม ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายจันทร์ ขันแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเพ็ญศรี สินธุเสน
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สมควร วิเชียรวรรณ
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11482/2555
#521454
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อตกลงที่จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดหากจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานจะมีผลบังคับได้ แต่หลังจากจำเลยลาออกแล้วโจทก์ก็ยังรับผ่อนชำระเงินกู้จากจำเลยมาตลอดโดยจำเลยไม่เคยผิดนัด แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดด้วยเหตุจำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์โดยปริยาย นอกจากนั้นการกู้เงินของจำเลยเป็นการกู้เงินสวัสดิการของพนักงานเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีที่ดินพร้อมบ้านจำนองเป็นประกัน ซึ่งหากจำเลยผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้โดยไม่เสียหายอยู่แล้ว การลาออกของจำเลยก็มิได้เกิดจากการกระทำผิดหรือกระทำโดยมิชอบของจำเลย แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยลาออกเอง ทั้งหลังจากลาออกแล้วจำเลยยังมีรายได้เพียงพอแก่การผ่อนชำระเงินกู้อีก ดังนั้น ที่โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็รับการผ่อนชำระของจำเลยไปเรื่อยๆ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตน บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" เมื่อการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตอันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงิน 1,087,937.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,087,937.75 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,020,226.40 บาท และอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปี ของต้นเงิน 67,711.35 บาท นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 และอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี ของต้นเงิน 1,087,937.75 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39525 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยจำเลยยังไม่ผิดนัดได้หรือไม่ เห็นว่าแม้ข้อตกลงที่จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดหากจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานจะมีผลบังคับได้ แต่หลังจากจำเลยลาออกแล้วโจทก์ก็ยังรับผ่อนชำระเงินกู้จากจำเลยมาตลอดโดยจำเลยไม่เคยผิดนัด แสดงว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกเงินกู้ค้างชำระทั้งหมดด้วยเหตุจำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์โดยปริยาย นอกจากนั้นจากคำเบิกความของนางสาวดาริกา เจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์ยังได้ความว่าการกู้เงินของจำเลยรายนี้ เป็นการกู้เงินสวัสดิการของพนักงานเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีที่ดินพร้อมบ้านจำนองเป็นประกัน ซึ่งหากจำเลยผิดนัดโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้โดยไม่เสียหายอยู่แล้ว การลาออกของจำเลยก็มิได้เกิดจากการกระทำผิดหรือกระทำโดยมิชอบของจำเลย แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ฝ่ายโจทก์ขอให้จำเลยลาออกเองทั้งหลังจากลาออกแล้วจำเลยก็เบิกความว่าจำเลยยังมีรายได้จากการช่วยพี่สาวทำอาหารส่งกองถ่ายภาพยนตร์เดือนละ 12,000 บาท ซึ่งเพียงพอแก่การผ่อนชำระเงินกู้เดือนละ 6,950 บาทได้ ดังนั้น ที่โจทก์ใช้ทั้งสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดในขณะเดียวกันก็รับการผ่อนชำระของจำเลยไปเรื่อย ๆ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตน...บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" เมื่อการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตอันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นายปฏิภาณ ถาวรวัตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพรเทพ ชาญกิจการยนต์
ศาลอุทธรณ์ — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11462/2555
#554426
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายปี ปีละ 70,000 บาท และรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะมีอายุครบ 25 ปี บริบูรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้วจำเลยส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์จำนวนหนึ่งแล้วไม่ส่งอีก โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเดือนละ 6,500 บาท เมื่อเงินเดือนจำเลยเพิ่มขึ้นโจทก์ขอให้อายัดเพิ่มเป็นเดือนละ 8,000 บาท ต่อมาจำเลยจึงยื่นคำแถลงต่อศาลว่าจำเลยป่วยเป็นโรคต่อมน้ำเหลือง ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะและมีงานทำแล้ว ขอให้งดการบังคับคดี โจทก์จำเลยจึงตกลงกันไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยจะชำระเงินให้โจทก์เพียงเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะครบตามสัญญาเดิม และเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยตามข้อตกลงใหม่จนกระทั่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 25 ปีแล้ว โจทก์จะอ้างว่าข้อตกลงใหม่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิม ขอให้บังคับคดีตามข้อตกลงเดิมในสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ เพราะโจทก์สมัครใจยินยอมตกลงกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูกับจำเลยในอัตราใหม่ซึ่งอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้จึงไม่ถือว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ไม่ใช่กรณีที่ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลที่จะสั่งเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูไปตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ให้และผู้รับก็มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์กับจำเลยยินยอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายปี ปีละ 70,000 บาท และเป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 5 มกราคม 2540 และในงวดถัดไปภายในวันที่ 5 มกราคมของทุกปี ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนงวดถัดไปให้ชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกันจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์

จำเลยมีหนังสือถึงศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 มกราคม 2552 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนอายัดเงินเดือนของจำเลยไปยังสำนักงานสาธารณสุขอำเภอสีคิ้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ให้ถอนอายัดเงินเดือนของจำเลยและถอนการบังคับคดีตามคำขอของจำเลยและมีหนังสือลงวันที่ 2 มีนาคม 2552 แจ้งคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับคดีจำเลยต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธณณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 13 ธันวาคม 2539 โดยตกลงหย่าขาดจากกัน จำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กับยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายปี ปีละ 70,000 บาท และเป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท เริ่มชำระภายในวันที่ 5 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ (ผู้เยาว์ทั้งสองเกิดวันที่ 28 มิถุนายน 2526) หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 แล้ว จำเลยส่งเงินให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2540 เดือนละ 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 27,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ส่งเงินให้โจทก์อีกตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มกราคม 2541 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยรับราชการได้รับเงินเดือน 13,040 บาท ขอให้อายัดเงินเดือนของจำเลยไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เดือนละ 6,500 บาท ต่อมาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือลงวันที่ 28 มกราคม 2541 ถึงสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมาแจ้งว่า จำเลยมีรายรับ 13,040 บาท มีรายจ่ายหักจากเงินเดือนคือหนี้เงินกู้สหกรณ์ 10,051.50 บาท กบข. 391 บาท ณกส. 160 บาท เหลือเงินเดือนที่รับจริงเพียง 2,437.50 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในหนังสือถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 3 มีนาคม 2541 ว่า โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเดือนละ 6,500 บาท เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้อายัดตามนั้น ต่อมาจำเลยได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 16,890 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์จึงร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 8,000 บาท ได้มีการอายัดตามจำนวนดังกล่าวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 จนถึงเดือนสิงหาคม 2550 ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2550 จำเลยยื่นคำแถลงและแถลงต่อศาลว่าจำเลยป่วยเป็นโรคต่อมน้ำเหลือง ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะกับมีงานทำแล้ว ประสงค์จะขอให้งดการบังคับคดี ในวันนัดพร้อมถัดมา โจทก์กับจำเลยได้เจรจากัน ในที่สุดตกลงกันให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะครบตามสัญญาเดิม ซึ่งศาลชั้นต้นได้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 กันยายน 2550 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินเดือนของจำเลยต่อมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2551 เนื่อจากผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 25 ปีแล้ว รายละเอียดปรากฏตามหนังสือของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอสีคิ้ว ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2552

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลบังคับตามข้อตกลงเดิมในสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองยังไม่ครบถ้วนตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจะต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 1,215,660.11 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 843,023.50 บาท ยังขาดอยู่จำนวน 372,363.61 บาท คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามเจตนาที่แสดงออกมาในสัญญาตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ แต่จะนำหลักกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยขัดหรือแย้งกับเจตนาของคู่สัญญาที่แสดงไว้ในสัญญาหาได้ไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวส่วนที่ขาดอยู่ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นว่า การที่โจทก์แถลงต่อศาลและร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้อายัดเงินเดือนของจำเลยเดือนละ 6,500 บาท 8,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับนั้น แสดงว่าโจทก์สมัครใจยินยอมตกลงเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูกับจำเลยใหม่ หลังจากทราบว่าจำเลยอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชำระเงินให้โจทก์ได้ตามจำนวนที่ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้บันทึกไว้ในสำนวนความ การที่โจทก์ตกลงกับจำเลยตามข้อความที่ศาลบันทึกไว้เช่นนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ตกลงกันเองตามความสมัครใจว่าจะบังคับกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเพียงใดหรือไม่ ซึ่งอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยตามข้อตกลงใหม่ที่แถลงต่อศาลจนกระทั่งบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ จึงถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะอ้างว่าจำเลยชำระเงินยังไม่ครบถ้วนและขอให้บังคับคดีตามข้อตกลงเดิมในสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 243 ม. 271
ป.พ.พ. ม. 1598/39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรจิต ตราฉิมพลี
นายกิตติพงศ์หรือไฉน หรือพัฒนพงศ์
จำเลย — ตราฉิมพลี หรือภาคภูมิฐิติรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11461/2555
#554435
เปิดฉบับเต็ม

แม้การมอบหมายให้เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนการตกลงว่าจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนการดำเนินการไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะจ่ายค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่า ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เป็นเรื่องที่ทนายจำเลยเป็นผู้แจ้งให้โจทก์กระทำการดังกล่าว หาใช่จำเลยเป็นผู้มอบหมายและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องไม่ ทั้งการแจ้งดังกล่าวของทนายจำเลยยังมีลักษณะเป็นการจำหน่ายสิทธิหรือผลประโยชน์ของตัวความ ไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนจำเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ทนายความจะมีอำนาจกระทำได้โดยไม่จำต้องมีการมอบอำนาจอย่างชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าการที่ทนายจำเลยแจ้งเสมียนทนายโจทก์ดังกล่าวข้างต้น เป็นการกระทำภายในขอบอำนาจที่ตัวความได้มอบหมายหรือมอบอำนาจให้ไว้โดยชัดแจ้งหรือปริยายเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 299,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 694/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์เป็นทนายความของนางสาวอรวรรณ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4551/2539 ของศาลแพ่งธนบุรี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 4551/2539 ของศาลแพ่งธนบุรีที่มีการยึดที่ดินของนายวีรพันธุ์ จำเลยในคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด ครั้งแรกมีผู้เสนอราคาสูงสุด 3,800,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีให้เลื่อนการขายออกไปครั้งต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้นายสรพลหรือชลัฐพล ไปในราคา 5,980,000 บาท เมื่อหักค่าธรรมเนียมแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้จำเลยผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ 5,321,073.89 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่ทนายจำเลยผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์มอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จนั้น หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่เพราะโจทก์มีนางสาวรัชนีกร เสมียนของโจทก์รู้เห็นเป็นพยานและได้มาเบิกความยืนยันต่อศาล ทั้งยังมีนายสรพลผู้ซื้อทรัพย์มาเบิกความเป็นพยานอีกปากหนึ่งด้วย นอกจากนี้การเป็นตัวแทนตามกฎหมายอาจเป็นโดยแต่งตั้งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้นั้น เห็นว่า แม้การมอบหมายให้เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนการตกลงว่าจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนการดำเนินการ ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่โจทก์ฟ้องอ้างก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมอบหมายให้โจทก์ดูแลการขายทอดตลาดและตกลงจะจ่ายค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่าข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ตามทางนำสืบของโจทก์คงมีแต่โจทก์เบิกความว่า จำเลยในคดีนี้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดและให้เป็นนายหน้าหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์ โดยตกลงจะให้ค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ได้จากการขายทอดตลาด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในทางตรงกันข้ามกลับได้ความจากนางสาวรัชนีกรพยานโจทก์เบิกความว่า นายดามพ์ ทนายจำเลยแจ้งให้ทราบว่าหากคนมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวได้จะให้ค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 5 โดยให้โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาด จึงเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาและตามที่นางสาวรัชนีกรเบิกความเป็นเรื่องที่นายดามพ์เป็นผู้แจ้งให้โจทก์กระทำการดังกล่าวหาใช่จำเลยเป็นผู้มอบหมายและตกลงจะให้ค่าบำเหน็จดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องไม่ ทั้งการแจ้งดังกล่าวของนายดามพ์ยังมีลักษณะเป็นการจำหน่ายสิทธิหรือผลประโยชน์ของตัวความไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนจำเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ทนายความจะมีอำนาจกระทำได้โดยไม่จำต้องมีการมอบอำนาจอย่างชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าการที่นายดามพ์แจ้งนางสาวรัชนีกรข้างต้นเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจที่ตัวความได้มอบหมายหรือมอบอำนาจให้ไว้โดยชัดแจ้งหรือปริยายเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวความ เมื่อพิจารณาพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานแล้ว ก็ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับโจทก์เลย จะมีก็แต่เฉพาะตามเอกสารที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ และเป็นเพียงการลงชื่อในฐานะพยานเท่านั้น ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยได้มอบหมายให้โจทก์หรือใครเป็นตัวแทนหรือนายหน้าไปกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้าง นอกจากนี้ที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า โจทก์แนะนำให้นายสรพลมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดรวมทั้งเข้าสู้ราคาด้วย จึงทำให้ขายทอดตลาดได้ราคาสูงถึง 5,980,000 บาท ส่งผลให้จำเลยได้รับเงินมากถึง 5,321,073.89 บาท หากไม่มีโจทก์ดูแลการขายแล้ว ก็จะขายได้เงินเพียง 3,389,000 บาท แสดงว่าโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสองนั้น เห็นว่า การที่โจทก์แนะนำให้นายสรพลมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาดและเป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดรวมทั้งเข้าสู้ราคาข้างต้น หาใช่พฤติการณ์ที่บ่งบอกว่าโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยโดยปริยายไม่ เพราะโจทก์เองก็เป็นทนายความของนางสาวอรวรรณซึ่งเป็นโจทก์ในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่โจทก์ไปดูแลการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในคดีดังกล่าวโดยตรง ทั้งการขายทอดตลาดจะได้ราคาสูงและสมควรขายหรือไม่ขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์ สภาวะเศรษฐกิจในขณะที่ดำเนินการขายทอดตลาด รวมทั้งอุปสงค์อุปทานของผู้เข้าสู้ราคา ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น การที่นายสรพลเข้าสู้ราคาและซื้อทรัพย์ได้นั้น จึงหาได้ขึ้นอยู่กับการที่โจทก์เป็นผู้ดูแลการขายทอดตลาดและร่วมเข้าสู้ราคาเพียงประการเดียวไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยได้ตกลงและมอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนดูแลการขายทอดตลาดและเป็นนายหน้าหาบุคคลภายนอกมาซื้อทรัพย์โดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 62 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติพงษ์ นิมิตรดี
จำเลย — นางสาวอัมพร สุธีวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายพิชัย เปรุนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11455/2555
#583722
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดชั่วคราวจึงมีผลใช้บังคับต่อไปเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) แต่โจทก์เพิ่งมายื่นขอหมายบังคับคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 เมื่อไม่ปรากฏเหตุจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หมายอายัดตามคำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ในระหว่างพิจารณาย่อมยกเลิกไป การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องและดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าผู้ร้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคสอง เท่ากับขอให้ดำเนินการตามคำสั่งอายัดชั่วคราวที่ยกเลิกไปแล้ว จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,719,727.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในวันเดียวกันกับที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินค่าสินค้าที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 1,800,000 บาท และให้บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) จัดส่งเงินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ไต่สวนในเหตุฉุกเฉิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงิน 1,800,00 บาท โดยให้บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ส่งเงินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น โดยส่งหมายอายัดชั่วคราวโดยวิธีปิดหมายในวันที่ 26 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง

ในวันที่ 31 ตุลาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายเรียกกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ให้มาศาลในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เพื่อสอบถาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต (ไม่ปรากฏในสำนวนว่าตัวแทนบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) มาศาลในวันนัดหรือไม่)

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,719,727.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) และให้ดำเนินการไปเสมือนหนึ่งบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายเรียกกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) มาสอบถาม ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ทำคำแถลงเพื่อชี้แจงเหตุผลที่ไม่นำส่งเงินตามหมายอายัดชั่วคราว

บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องยื่นคำแถลงว่าผู้ร้องมิได้มีเจตนาขัดคำสั่งศาล

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ผู้ร้อง และให้ดำเนินการไปเสมือนหนึ่งผู้ร้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าคำร้องในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2549 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในเหตุฉุกเฉินขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินค่าสินค้าที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอายัดชั่วคราวไปยังผู้ร้อง โดยเจ้าพนักงานศาลได้ปิดหมายคำสั่ง ณ สำนักทำการงานของผู้ร้องในวันเดียวกันนั้น ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 1 ตุลาคม 2550 โจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องและดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าผู้ร้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์และฎีกา ต่อมา เห็นว่า วัตถุประสงค์ในการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ในกรณีที่จำเลยอาจยักย้าย จำหน่ายทรัพย์สินไปในระหว่างนั้น ทำให้โจทก์ซึ่งชนะคดีต้องเสียหายไม่อาจบังคับเอากับทรัพย์สินของจำเลยได้ แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้วในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 และตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดชั่วคราวจึงมีผลใช้บังคับต่อไปเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ปรากฏว่า โจทก์เพิ่งมายื่นคำขอหมายบังคับคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 เมื่อไม่ปรากฏเหตุจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หมายอายัดตามคำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ในระหว่างพิจารณาย่อมยกเลิกไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องและดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าผู้ร้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง เท่ากับขอให้ดำเนินการตามคำสั่งอายัดชั่วคราวที่ยกเลิกไปแล้ว จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมา 200 บาท จึงไม่คืนค่าขึ้นศาลให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 260 (2) ม. 312 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไอเดียพลาส (1995) จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเบสท์ พอยส์ อินเตอร์ เทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายมนัส พูลสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11454/2555
#532940
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งวินิจฉัยให้ผู้ร้องชำระค่าจ้างงวดที่ 18 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เกินขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และคณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด รวมถึงการหักจำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากค่าจ้างที่ชำระ เป็นการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดที่เป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ และโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยตีความข้อสัญญาของคณะอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องต้องห้ามเพราะมิใช่กรณียกเว้นให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) (2)

ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง กำหนดให้คู่พิพาทยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด หรือถ้าเป็นกรณีมีการขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขคำชี้ขาด ก็นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขคำชี้ขาดแล้ว โดยไม่ได้บัญญัติว่า จะต้องเป็นการแก้ไขคำชี้ขาดในส่วนสาระสำคัญเท่านั้น แม้จะเป็นการแก้ไขคำชี้ขาดในส่วนสาระสำคัญ หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย คู่พิพาทก็อาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขคำชี้ขาดแล้ว คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในวันที่ 8 มีนาคม 2548 แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ตีความหรืออธิบายข้อความในคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการมีการแก้ไขคำชี้ขาดในข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2548 ซึ่งเมื่อนับจากวันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขคำชี้ขาดข้างต้นยังไม่เกินเก้าสิบวัน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องดังกล่าวได้

ข้อพิพาทในส่วนเงินค่าจ้างงานเพิ่มเติมนอกสัญญาและค่าวัสดุก่อสร้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องจากสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงหาได้เกินขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการอันจะเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดแต่อย่างใดไม่

การระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการเกิดจากข้อตกลงตามสัญญาระหว่างคู่พิพาท โดยการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ นอกจากจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ยังให้สิทธิแก่คู่พิพาทที่จะตกลงวิธีพิจารณากันได้ และในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกัน หรือ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา 25 วรรคสอง และวรรคสาม ยังให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำ ป.วิ.พ. ว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลม คดีนี้ชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมีการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเบี้ยปรับว่า ผู้ร้องคดีนี้มีสิทธิเรียกค่าปรับหรือไม่ เพียงใด การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งมอบงานแก่ผู้ร้องล่าช้า อันเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องชำระเบี้ยปรับแก่ผู้ร้องตามสัญญา แต่เนื่องจากผู้ร้องไม่ได้สงวนสิทธิที่เรียกเอาเบี้ยปรับในเวลารับชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม จึงหมดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากผู้คัดค้านที่ 1 นั้น เป็นการที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจในการปรับบทกฎหมายกับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ทั้งเป็นไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่ได้ยกข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ร้องไม่ได้บอกกล่าวสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำคัดค้านแก้ข้อเรียกร้องแย้ง ก็หาทำให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น หรือเป็นคำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาท อันจะเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 13/2546 หมายเลขแดงที่ 13/2548 (ที่ถูก ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 11/2548) ที่วินิจฉัยให้ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้องในคดีนี้) ชำระเงินค่าว่าจ้างงานเพิ่มเติมนอกสัญญา และค่าวัสดุก่อสร้างในส่วนงานที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้) และที่วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้องในคดีนี้) หมดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้) นอกจากที่เพิกถอนนี้ให้เป็นไปตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ (กล่าวคือ ให้ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้องในคดีนี้) ชำระเงินแก่ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้) ดังนี้ 1. ค่าจ้างที่ค้างชำระเป็นเงิน 2,113,079.87 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนเสนอข้อพิพาทต้องไม่เกิน 307,792.76 บาท 2. เงินค่าประกันผลงานจำนวน 1,413,031.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับถัดจากวันที่ 15 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนเสนอข้อพิพาทต้องไม่เกิน 47,036.53 บาท ให้ผู้เรียกร้อง (ผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้) ชำระเงินค่าควบคุมงานให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้องในคดีนี้) จำนวน 322,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับถัดจากวันเรียกร้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องตกลงว่าจ้างผู้คัดค้านที่ 1 ให้ก่อสร้างอาคารโรงน้ำแข็งและสิ่งก่อสร้างอื่น คือ อาคารพักอาศัย ถนนและรั้ว หลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท ศาลยุติธรรม เรียกร้องให้ผู้ร้องชำระหนี้ค่าจ้างที่ค้างชำระ ผู้ร้องได้ยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าจ้างที่เบิกเกินไป ค่าปรับงานล่าช้า และค่าควบคุมงานกรณีส่งมอบงานล่าช้า จากนั้นจึงมีการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนการพิจารณาจนเสร็จและมีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2548 ให้ผู้ร้องชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินค่าควบคุมงานแก่ผู้ร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งวินิจฉัยให้ผู้ร้องชำระค่าจ้างงวดที่ 18 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เกินขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และคณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดรวมถึงการหักจำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากค่าจ้างที่ชำระ เป็นการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดที่เป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า เหตุที่ผู้ร้องยกขึ้นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการ และโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยตีความข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 เพราะมิใช่กรณียกเว้นให้อุทธรณ์ตามมาตรา 45 (1) ที่ว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และมาตรา 45 (2) ที่ว่าคำสั่งนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกิน 90 วันแล้ว ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 บัญญัติว่า คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด หรือถ้าเป็นกรณีมีการขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไข หรือตีความคำชี้ขาดหรือทำคำชี้ขาดเพิ่มเติม นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขหรือตีความคำชี้ขาดหรือชี้ขาดเพิ่มเติมแล้ว คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในวันที่ 8 มีนาคม 2548 แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการตีความหรือธิบายข้อความในคำชี้ขาด คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีคำแก้ไขคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2548 เนื่องจากคำชี้ขาดมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติมาตรา 40 ดังกล่าว ให้คู่พิพาทยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขคำชี้ขาดแล้ว โดยไม่ได้บัญญัติว่า การแก้ไขคำชี้ขาดจะต้องเป็นในส่วนสาระสำคัญเท่านั้น ฉะนั้น แม้การแก้ไขคำชี้ขาดจะเป็นในส่วนสาระสำคัญ หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย คู่พิพาทก็อาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขคำชี้ขาดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2548 นับจากวันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ยังไม่เกินเก้าสิบวัน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 มีว่า มีเหตุให้ศาลสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยให้ผู้ร้องชำระค่าจ้างงานเพิ่มเติมนอกสัญญาและค่าวัสดุก่อสร้างในส่วนงานที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การก่อสร้างงานเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง ในชั้นเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ นอกจากค่าจ้างงานงวดสุดท้ายจำนวน 2,000,170 บาท และค่าจ้างงานงวดที่ 17 ที่ค้างชำระจำนวน 1,052,543.90 บาท แล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยังกล่าวอ้างว่าผู้ร้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 ก่อสร้างงานเพิ่มเติม ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นโดยคิดเป็นค่าจ้าง จำนวน 566,537 บาท กับค่าวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น อันได้แก่ ค่าเหล็กและคอนกรีตผสมเสร็จ จำนวน 780,787.76 บาท จึงเรียกร้องให้ผู้ร้องชำระเงินในส่วนนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ด้วย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านโดยปฏิเสธว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกร้องดังกล่าวไม่ถูกต้อง และผู้คัดค้านที่ 1 เบิกเงินค่าจ้างเกินไปจำนวน 72,717 บาท โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการส่งมอบงานก่อสร้างเพิ่มเติมแก่ผู้ร้อง ทั้งปรากฏว่าในการขอเบิกเงินค่าจ้างงานงวดที่ 18 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ขอเบิกเงินค่าจ้างงานเพิ่มเติมและค่าวัสดุก่อสร้างในส่วนงานที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน โดยได้แนบเอกสารแสดงรายละเอียดปริมาณและมูลค่างานไปด้วย หนังสือดังกล่าวถูกส่งผ่านบริษัทแปลน รีโนเวชั่น จำกัด ตามที่กำหนดในสัญญา ซึ่งในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการผู้คัดค้านที่ 1 ได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานและคณะอนุญาโตตุลาการรับไว้ กับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ส่งมอบงานแล้วเสร็จให้แก่ผู้ร้องแล้ว ดังนั้น ที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการเบิกเงินและการชำระค่าจ้างตามสัญญาที่กำหนดให้ผู้แทนผู้ร้องเป็นผู้ตรวจสอบผลงานของผู้คัดค้านที่ 1 และกำหนดเงินค่าจ้าง จึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งข้อพิพาทในส่วนเงินค่าจ้างงานเพิ่มเติมนอกสัญญา และค่าวัสดุก่อสร้างงานที่เพิ่มขึ้นก็เป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องจากสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงหาได้เกินขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการอันจะเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นก้าวล่วงไปวินิจฉัยในเนื้อหาของประเด็นพิพาทแล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยให้ผู้ร้องชำระเงินค่าจ้างงานเพิ่มเติมนอกสัญญา และค่าวัสดุก่อสร้างในส่วนงานที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุให้ศาลสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องหมดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการเกิดจากข้อตกลงตามสัญญาระหว่างคู่พิพาท โดยการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการนอกจากจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ยังให้สิทธิแก่คู่พิพาทที่จะตกลงวิธีพิจารณากันได้ และในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันหรือพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา 25 วรรคสอง และวรรคสาม ยังให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลม คดีนี้ได้ความว่าชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการได้มีการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเบี้ยปรับดังกล่าวไว้แล้วว่า ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้องคดีนี้) มีสิทธิเรียกค่าปรับหรือไม่ เพียงใด การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งมอบงานแก่ผู้ร้องล่าช้า อันเป็นทำนองว่าเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องชำระเบี้ยปรับแก่ผู้ร้องตามสัญญา แต่เนื่องจากผู้ร้องไม่ได้สงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับในเวลารับชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 381 วรรคสาม จึงหมดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากผู้คัดค้านที่ 1 นั้น เป็นการที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจในการปรับบทกฎหมายกับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ทั้งเป็นไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้แล้ว แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่ได้ยกข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ร้องไม่ได้บอกกล่าวสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำคัดค้านแก้ข้อเรียกร้องแย้ง ก็หาทำให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น หรือเป็นคำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาท อันจะเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องหมดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ขอให้ศาลฎีกากำหนดจำนวนค่าปรับให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระแก่ผู้ร้องต่อไป

พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 วรรคสอง ม. 25 วรรคสาม ม. 40 วรรคสอง ม. 40 วรรคสาม ม. 45 (1) ม. 45 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ส.แคนเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทออริจินอล พี.อาร์.บี. จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิสารินี เหมพิจิตร สนิทไชย
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11447/2555
#528614
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่ระหว่างฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และกำหนดโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 ดังนี้ หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยเห็นว่าศาลชั้นต้นต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา จำเลยทั้งสองชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น กลับฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก, (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 วรรคแรก) 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ระหว่างฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป ขอถอนคำฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับเอกสารและฉ้อโกง เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดต่อส่วนตัวและโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนคดีถึงที่สุด จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นความผิดต่อแผ่นดินจึงไม่ระงับไปเพราะเหตุถอนฟ้อง และเนื่องจากศาลยังมิได้กำหนดโทษในข้อหาดังกล่าว จึงเห็นควรพิจารณาโทษเฉพาะข้อหาความผิดดังกล่าวอีกครั้งในคำพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองตกลงที่จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจแล้ว และโจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป พฤติการณ์จึงไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก 341 ประกอบมาตรา 83 โดยให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ระหว่างฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ต่อมาศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ดังนี้ หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยเห็นว่าศาลชั้นต้นต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา จำเลยทั้งสองชอบที่ใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น กลับฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 264 ม. 268 ม. 341
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภาณุพงษ์ เชื้อคำฟู
จำเลย — นายสมพงษ์ แววงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายดิษพล รัตนโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสำราญ โยธาใหญ่
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11400/2555
#532951
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา หรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น..." บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีประการเดียว แต่ยังหมายความรวมถึงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาภายหลังที่ศาลได้พิพากษาโดยวินิจฉัยชี้ขาดคดีด้วย เพราะการที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปนั้น เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสืบพยานต่อไป ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ฐานหมิ่นประมาทเป็นเงิน 500,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงร่วมกันว่าได้มีการฟ้องคดีอาญาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วย เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3916/2548 ของศาลอาญา ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา หากตกลงกันได้จะถอนฟ้องคดีนี้ จึงขอให้ศาลจำหน่ายคดีนี้ไว้ชั่วคราว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยาน และพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลนั้นเป็นบทบังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเท่านั้น คดีนี้ หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้โจทก์ได้มีโอกาสนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้คดี ซึ่งมิได้มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น การอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา หรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น..." บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้จำกัดว่า การที่คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลนั้นเฉพาะคำพิพากษาที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีประการเดียว แต่ยังหมายความรวมถึงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาภายหลังที่ศาลได้พิพากษาโดยวินิจฉัยชี้ขาดคดี เพราะการที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปนั้น เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสืบพยานต่อไป ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมาลี เรืองกาญจนเศรษฐ์
จำเลย — บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป เหมือนเตย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11332/2555
#528565
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล บุตรของโจทก์ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่นั่งซ้อนท้ายชนแผงเหล็กกั้นทางโค้งปากทางเข้าหมู่บ้านเมืองเอก และผู้ขับขี่ถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ บุตรของโจทก์มีอาการเจ็บปวด มีภาวะการบอบช้ำของสมองและโลหิตออกในสมอง จะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แม้ไม่ปรากฏบาดแผลร้ายแรงที่มองเห็นจากภายนอก แต่พยาบาลเวรซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยกลับให้ผู้ช่วยพยาบาลตรวจค้นหลักฐานในตัวบุตรของโจทก์ว่ามีบัตรประกันสังคม บัตรประกันสุขภาพ 30 บาท หรือบัตรประกันชีวิตหรือไม่ เมื่อไม่พบหลักฐานใด จึงสอบถามเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิที่เป็นผู้นำส่งว่าใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เมื่อไม่มีคำตอบ จึงปฏิเสธที่จะรับบุตรของโจทก์ไว้รักษา โดยแนะนำให้ไปรักษายังโรงพยาบาลของรัฐ การที่พยาบาลเวรลูกจ้างของจำเลยปฏิเสธไม่รับบุตรของโจทก์เข้ารับการรักษาดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นผลโดยตรงที่ทำให้บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล มีหน้าที่ต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 36 แต่กลับไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของลูกจ้างดังกล่าว จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีบันทึกถ้อยคำของนายมานะที่ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 เห็นว่า นายมานะเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนได้เสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้โจทก์จะมีเพียงบันทึกถ้อยคำของนายมานะ ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แต่เหตุที่โจทก์ไม่สามารถนำนายมานะมาเบิกความเป็นพยานเนื่องจากนายมานะถึงแก่ความตายไปก่อน โดยโจทก์มีนายพิศักดิ์ ทันตแพทย์ 8 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเบิกความเป็นพยานว่าได้ให้นายมานะตรวจดูบันทึกถ้อยคำด้วยตนเอง เห็นว่าถูกต้องจึงให้ลงลายมือชื่อไว้ นอกจากนี้นายมานะยังให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนชุดที่ 3 ของกระทรวงสาธารณสุข มีรายละเอียดทำนองเดียวกับที่ให้ถ้อยคำไว้ ส่วนพยานจำเลย ได้แก่ นางนพรัตน์และนายสุเทพ เป็นพนักงานของจำเลย มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนางนพรัตน์ยังถูกสภาการพยาบาลลงโทษพักใช้ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีกำหนดเวลาหนึ่งปี คำเบิกความของนางนพรัตน์และนายสุเทพจึงมีน้ำหนักน้อย ทั้งหากนางสาวกนกพรปฏิเสธที่จะรับการรักษาจริงก็ไม่มีเหตุที่นางนพรัตน์จะต้องให้ผู้ช่วยพยาบาลตรวจค้นหลักฐานในตัวนางสาวกนกพรว่ามีบัตรประกันสังคม บัตรประกันสุขภาพ 30 บาท หรือบัตรประกันชีวิตหรือไม่ตามที่นางนพรัตน์เบิกความ แต่กลับสอดคล้องกับคำให้การของนายมานะว่าเห็นพยาบาลค้นตัวนางสาวกนกพร และได้ยินพยาบาลถามว่าค่าใช้จ่ายใครจะรับผิดชอบ ซึ่งน่าเชื่อว่าเมื่อพยาบาลตรวจค้นตัวผู้ตายไม่พบหลักฐานว่าผู้ตายเป็นใคร จึงได้สอบถามถึงค่าใช้จ่าย เมื่อไม่มีคำตอบจึงได้ปฏิเสธที่จะรับนางสาวกนกพรไว้รักษา โดยแนะนำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางนพรัตน์พยาบาลเวรของโรงพยาบาลแพทย์รังสิตของจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับนางสาวกนกพรซึ่งได้รับอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ชนแผงกั้นเหล็กไว้รักษา ดังนั้นการที่นางสาวกนกพรได้รับบาดเจ็บจากการที่นางสาวภีมพัศขับรถจักรยานยนต์ชนแผงเหล็กปากทางเข้าหมู่บ้านเมืองเอก เป็นเหตุให้นางสาวภีมพัศถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ ส่วนนางสาวกนกพรได้ความจากบันทึกถ้อยคำของนายมานะว่า นอนร้องเอะอะโวยวายในลักษณะเจ็บปวดอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ 10 เมตร ซึ่งนางนพรัตน์พยานจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าได้แจ้งให้แพทย์เวรทราบ แพทย์เวรบอกว่าคนไข้อาจมีภาวะเสี่ยง การบอบช้ำของสมองและมีโลหิตออกในสมอง แสดงว่านางสาวกนกพรจะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีแม้จะไม่ปรากฏบาดแผลร้ายแรงที่มองเห็นจากภายนอก ซึ่งสาเหตุที่นางสาวกนกพรถึงแก่ความตายได้แก่ กะโหลกศีรษะแตก สมองช้ำ จากของแข็งไม่มีคม ดังนั้นแม้นายมานะจะมิได้นำนางสาวกนกพรส่งโรงพยาบาลอื่นหลังจากออกจากโรงพยาบาลแพทย์รังสิตในทันที โดยนายมานะนำนางสาวกนกพรไปถึงโรงพยาบาลปทุมธานีในเวลา 5.30 นาฬิกา แต่ปรากฏว่านางสาวกนกพรถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งสาเหตุของการล่าช้าดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้นางสาวกนกพรถึงแก่ความตายด้วยก็ตาม แต่การที่นางนพรัตน์ปฏิเสธไม่รับนางสาวกนกพรเข้ารับการรักษาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผลโดยตรงที่ทำให้นางสาวกนกพรถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของนางนพรัตน์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล มีหน้าที่ต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ และตามประเภทของสถานพยาบาลนั้น ๆ ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 36 แต่กลับไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของนางนพรัตน์ดังกล่าว จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีเพียงใด สำหรับค่าเสียหายประการแรกได้แก่การที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสถานพยาบาลดังกล่าว ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในการปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติดังกล่าวเอาจากจำเลยได้ จึงไม่กำหนดให้ ส่วนค่าเสียหายประการต่อไปได้แก่ค่าขาดไร้อุปการะ โจทก์ทั้งสองขอมาปีละ 400,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 8,000,000 บาท เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวกนกพรอายุ 22 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ส่วนโจทก์ทั้งสองอายุ 48 ปี ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,500,000 บาท ค่าเสียหายประการสุดท้ายได้แก่ค่าปลงศพ โจทก์ทั้งสองขอมาเป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ทั้งสองนำสืบแต่เพียงลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายในการจัดงานศพของนางสาวกนกพรมานำสืบสนับสนุน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทั้งสองประกอบอาชีพค้าขาย มีบุตร 3 คน รวมทั้งนางสาวกนกพรผู้ตาย บุตรทั้งสามคนของโจทก์ทั้งสองต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการศึกษา เมื่อพิจารณาถึงฐานะของโจทก์ทั้งสองแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสมควรเป็นเงิน 100,000 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,600,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,600,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าธรรมเนียมศาลทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสองเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นฎีกานี้ โดยในส่วนของค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสอง ส่วนค่าทนายความทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์มาศ สุรพัฒน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทปทุมรักษ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิพันธ์ ช่วยสกุล
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา