คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10733/2555
#554832
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยที่ 1 ผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยอื่นบางรายซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์จำนองได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าได้มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามพ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกู้ยืมเงิน ที่ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุในสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับที่จำเลยที่ 1 กู้ยืม การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในส่วนนี้ซึ่งเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงฝ่าฝืนข้อห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) และตกเป็นโมฆะ

อนึ่ง โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินตามสัญญากู้เงินฉบับแรกลงวันที่ 16 สิงหาคม 2533 จำนวน 9,346,800.15 บาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินตามสัญญาฉบับนี้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท จึงเกินกว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 โดยเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 51,255,311.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 25,984,114.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน25,984,114.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 21150,42693, 42694, 42695, 42696, 42697, 42698, 42699, 61137,61138, 61142, 61143, 61152, 61153, 61154, 61158, 61162, 61163, 61164 และ 61165 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนสัญญากู้เงินฉบับแรกลงวันที่ 16 สิงหาคม 2533 ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระหนี้นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2538 จนกว่าชำระเสร็จ โดยให้นำจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้บางส่วนซึ่งโจทก์นำไปคิดหักชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ รายละเอียดตามการ์ดบัญชี มาคิดหักชำระหนี้ในส่วนต้นเงินตามสัญญากู้เงินฉบับแรกที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์ออกด้วย แต่ทั้งนี้ยอดหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 รับผิดจะต้องไม่เกินฟ้องโจทก์ ในส่วนสัญญากู้เงินฉบับที่สองและฉบับที่สาม ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2533 และลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 ให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในกำหนดอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้นำดอกเบี้ยซึ่งเป็นโมฆะและจำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้แล้วมาหักจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินเป็นโมฆะ แต่ไม่นำดอกเบี้ยดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ไว้แล้วมาหักจากต้นเงิน เพราะจำเลยที่ 1 ชำระไปตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่ต้องชำระโจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ว่าดอกเบี้ยไม่เป็นโมฆะ แต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่อุทธรณ์ ประเด็นในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียงว่าดอกเบี้ยเป็นโมฆะหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าจะนำดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะซึ่งจำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ไว้แล้วมาหักจากต้นเงินได้หรือไม่ และถือว่าประเด็นนี้ยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าเป็นการชำระดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ จึงไม่ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่ต้องชำระ จำเลยที่ 1 จึงเรียกคืนได้โดยให้นำมาหักต้นเงินนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในชั้นอุทธรณ์ซึ่งไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินตามสัญญากู้เงินฉบับแรกลงวันที่ 16 สิงหาคม 2533 จำนวน 9,346,800.15 บาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินตามสัญญาฉบับนี้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท จึงเกินกว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 โดยเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เงินฉบับแรกลงวันที่ 16 สิงหาคม 2533 จำนวน 9,346,800.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่นำดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ไว้แล้วมาหักจากต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายถวัลย์ ชัชวาลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายเสรี มักผล
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10701/2555
#554423
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้จากการเล่นพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) แม้เป็นเงินได้ที่มาจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ตามมาตรา 40 (1) ถึง (7) จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8)

เงินได้จากการพนันหวยใต้ดินไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ จึงไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ทั้งสามได้ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้เป็นเจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรตามประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมิน และผู้ที่ต้องเสียภาษีอากรได้อุทธรณ์การประเมินไว้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินมิใช่เป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาประเด็นอื่นนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินและผู้อุทธรณ์มิได้อุทธรณ์การประเมิน แต่เป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทำการแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนของค่าใช้จ่ายให้ถูกต้อง แม้จะมีผลทำให้โจทก์ทั้งสามต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษีพิพาทเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินไว้ก็ตาม ทั้งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 31 วรรคสอง ก็บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน ซึ่งกรณีดังกล่าวคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่จำต้องต้องยกเลิกการประเมินของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ทำการประเมินใหม่ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12 ) เลขที่ 11830010-25481129-001-00004 ถึง 11830010-25481129-001-00006 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.1.2)/148/2549 ถึงสภ.3 (อธ.1.2)/150/2549 และให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) แก่โจทก์ทั้งสาม ประจำปีภาษี 2545 (ครึ่งปี) ประจำปีภาษี 2545 และประจำปีภาษี 2546 (ครึ่งปี) เลขที่ 11830010-25481129-001-00004 ถึง 11830010-25481129-001-00006 โดยประเมินเงินได้จากการพนันหวยใต้ดินรวมสามฉบับคิดเป็นค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,980,005 บาท โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.1.2)/148/2549 ถึง สภ.3 (อธ.1.2)/150/2549 ให้เรียกเก็บภาษีและเบี้ยปรับรวมทั้งสามฉบับคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 18,301,740.91 บาท โจทก์ทั้งสามไม่เห็นด้วยจึงนำมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า เงินที่โจทก์ทั้งสามได้จากการเล่นพนันหวยใต้ดิน เป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า เงินได้ที่จำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บภาษีได้ต้องเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 เรียกเก็บภาษีจากเงินได้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นการรับส่วนแบ่งจากกิจการที่ผิดกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมิน หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดภาษีเงินได้ ซึ่งการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) เมื่อโจทก์ทั้งสามยอมรับแล้วว่ามีเงินได้จากการเล่นพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) แม้เงินได้ดังกล่าวจะเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ตามมาตรา 40 (1) ถึง (7) จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามต่อมาว่า โจทก์ทั้งสามมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีพิพาทจำนวนเท่าใด ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ในทำนองว่า เอกสารที่ฝ่ายโจทก์ทั้งสามจัดทำขึ้นแม้ไม่มีการรับรองโดยผู้สอบบัญชีอันเป็นบุคคลภายนอกร่วมตรวจสอบเป็นที่น่าเชื่อถือได้ เนื่องจากโจทก์ทั้งสามนำตัวเลขตามรายการบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์มาคำนวณสรุปรายการ และการที่จำเลยที่ 1 นำเงินฝากทั้งหมดในบัญชีประเภทออมทรัพย์มาเป็นฐานภาษี โดยไม่พิจารณาว่าในวันที่เปิดบัญชีออมทรัพย์โจทก์ทั้งสามมีเงินทุนซึ่งมิใช่เงินได้พึงประเมินจำนวน 2,500,000 บาท อีกทั้งเงินที่เข้าบัญชีบางรายการมีการหักล้างตัวเงินออกจากบัญชีในจำนวนเงินที่เท่ากัน การที่จำเลยที่ 1 นำเฉพาะเงินที่นำเข้าฝากโดยไม่คำนึงถึงเงินที่หักออกจากบัญชี ทำให้เงินได้พึงประเมินที่คำนวณออกมาสูงเกินความเป็นจริงนั้น เห็นว่า แม้เอกสารที่โจทก์ทั้งสามอ้างดังกล่าวได้สรุปข้อมูลจากตัวเลขในรายการบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ซึ่งจะน่าเชื่อถือหรือไม่ก็ตาม แต่เงินได้พึงประเมินจากการเล่นพนันหวยใต้ดินต้องถือตามจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสามรับซื้อโดยไม่หักจำนวนเงินที่ผู้ซื้อหวยใต้ดินได้รับจากโจทก์ทั้งสาม อันเนื่องมาจากมีตัวเลขตรงกับรางวัลของสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่ได้มีการตกลงกับโจทก์ทั้งสาม การที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีเงินได้สุทธิ เนื่องจากยอดเงินคงเหลือสุทธิมีผลขาดทุนนั้น เมื่อสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามไม่ได้โต้แย้งจำนวนเงินได้พึงประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าพนักงานประเมิน ฉะนั้น การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบว่า ประมาณเดือนมกราคม 2545 โจทก์ทั้งสามกับพวกได้นำเงินจำนวน 2,500,000 บาท ฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต โดยโจทก์ทั้งสามนำตัวเลขเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์มาสรุปผลปรากฏว่า โจทก์ทั้งสามกับพวกมีเงินได้ในปีภาษี 2545 (ครึ่งปี) รวม 4,924,965 บาท ปีภาษี 2545 รวม 12,217,253.64 บาท และปีภาษี 2546 (ครึ่งปี) รวม 7,957,868 บาท จึงเป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกเหนือไปจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสามมีเงินได้พึงประเมินตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ ดังนั้นที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อไปว่า การประกอบกิจการของโจทก์ทั้งสามประสบผลขาดทุน ไม่มีเงินได้สุทธิที่นำมาคำนวณเป็นเงินภาษีได้ โจทก์ทั้งสามจึงต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมินจึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ทั้งสามจะพิสูจน์ค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่มติ กพอ. ครั้งที่ 11/2522 ข้อ 2.2 ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 75 นั้น เห็นว่า เงินได้พึงประเมินจากการพนันหวยใต้ดินไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ ประกอบกับโจทก์ทั้งสามไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ จึงไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสามได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอ้างมติ กพอ. ครั้งที่ 11/2522 ข้อ 2.2 ว่ายอมให้หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 75 นั้น โจทก์ทั้งสามมิได้นำสืบพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ทั้งสาม ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ตามที่โจทก์ทั้งสามอ้าง ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจากเงินดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามต่อไปว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่หักค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสามตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ทำให้โจทก์ทั้งสามเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ ทั้งที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ใช่เจ้าพนักงานประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องยกเลิกการประเมินของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ทำการประเมินใหม่ คำวินิจฉัยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้เป็นเจ้าพนักงานประเมิน และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรตามประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินและผู้ที่ต้องเสียภาษีอากรได้อุทธรณ์การประเมินไว้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน มิใช่เป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาประเด็นอื่นนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินและผู้อุทธรณ์มิได้อุทธรณ์การประเมิน แต่เป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทำการแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนของค่าใช้จ่ายให้ถูกต้อง แม้จะมีผลทำให้โจทก์ทั้งสามต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษีพิพาทเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ก็ตาม ทั้งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน ซึ่งกรณีดังกล่าวคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่จำต้องยกเลิกการประเมินของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ทำการประเมินใหม่ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า การเล่นพนันหวยใต้ดินไม่ใช่ภัยร้ายแรงต่อสังคมหรือบ่อนทำลายชาติ และการที่โจทก์ทั้งสามไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะจะเป็นหลักฐานแสดงถึงความผิดในการเป็นเจ้ามือหวยใต้ดิน โจทก์ทั้งสามไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงในการเสียภาษี และเมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้เลิกการเป็นเจ้ามือหวยใต้ดิน โจทก์ทั้งสามก็เลิกตามนโยบายดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงขอให้ลดหย่อนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายนั้น เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามแล้ว โจทก์ทั้งสามมิได้ให้เหตุผลไว้โดยชัดแจ้งว่า คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่ลดหรืองดเบี้ยปรับแก่โจทก์ทั้งสาม นอกเหนือไปจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลดให้นั้นไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 31 ม. 39 ม. 40 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรัช เวชวนิชสนอง กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10694/2555
#521470
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 218 บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น" และมาตรา 228 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ" ดังนี้ ศาลยุติธรรมและศาลทหารต่างเป็นศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว และต่างมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจเหนือศาลทหารนอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องถูกจำคุกโดยผลของคำพิพากษาของศาลทหารสูงสุด แม้ผู้ร้องอ้างว่าการจำคุกดังกล่าวเป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจะมายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมให้ปล่อยผู้ร้องไม่ได้เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจเหนือศาลทหารในกรณีเช่นนี้ได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ.2548

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจสอบแล้วจำเลยไม่เคยถูกคุมขังในคดีของศาลชั้นต้นจึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลทหารสูงสุดพิพากษาลงโทษผู้ร้องในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 21 ปี 8 เดือน เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 218 บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น" และมาตรา 228 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" ดังนี้ ศาลยุติธรรมและศาลทหารต่างเป็นศาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และต่างมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในส่วนของแต่ละศาล ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจเหนือศาลทหารนอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องถูกจำคุกโดยผลของคำพิพากษาของศาลทหารสูงสุด แม้ผู้ร้องอ้างว่าการจำคุกดังกล่าวเป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจะมายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมให้ปล่อยผู้ร้องไม่ได้เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจเหนือศาลทหารในกรณีเช่นนี้ได้ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องอีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 218 ม. 228
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายประทีปหรือเฉลิมชัย หอมจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายยศวริศ ศรีไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10664/2555
#528573
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายซึ่งมีข้อตกลงว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้โจทก์ โดยโจทก์จะต้องไปชำระเงินที่ยังค้างชำระตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเพื่อไถ่ถอนจำนองแก่ธนาคาร อ. ก่อน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏจากคำเบิกความโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้ชำระเงินที่ยังค้างชำระและไถ่ถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคาร อ. กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อขายให้ถูกต้อง โจทก์จะขอบังคับจำเลยให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ตนมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินพร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 133133, 133134 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นชื่อโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามทางนำสืบและในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงกันตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้โจทก์โดยโจทก์จะต้องไปชำระเงินที่ยังค้างชำระตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เพื่อไถ่ถอนจำนองแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า จำเลยเป็นผู้ชำระเงินที่ยังค้างชำระและไถ่ถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อขายให้ถูกต้อง โจทก์จะขอบังคับจำเลยให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ตนมิได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือสัญญาจะซื้อขายทำขึ้นโดยเจตนาลวงจึงตกเป็นโมฆะนั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัย และที่ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ข้างต้น ปัญหาดังกล่าวจึงไม่ต้องวินิจฉัย ฎีกาอื่นนอกจากนี้ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัย ไม่เป็นสาระที่จะพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชาติ แดงสวัสดิ์
จำเลย — นายฉอ้อน วัฒนาแก้วศรีเพ็ชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายไพบูลย์ ทองน่วม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10660/2555
#554422
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจ้างว่าความระบุให้โจทก์ในฐานะทนายความจำเลยดำเนินคดีต่อศาลแรงงานกลางเรียกร้องค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส ค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินกองทุนเลี้ยงชีพที่ค้างชำระ และเงินรางวัลขยันระหว่างปี แต่การที่โจทก์ซึ่งทราบดีว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด กลับระบุในคำฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายบางส่วน สูงเกินสิทธิที่จำเลยจะได้รับ และบางส่วนจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับเลย ทั้งนี้เพื่อให้จำนวนทุนทรัพย์ในคดีสูงเกินจริงเพื่อประโยชน์ในค่าจ้างว่าความที่ตนจะได้รับจากจำเลยในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนทุนทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างว่าความ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ไม่อาจถือเอาจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าจ้างว่าความตามสัญญาจ้างว่าความได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ได้กระทำการตามสัญญาจ้างว่าความจนศาลแรงงานกลางและศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยได้รับชดใช้ค่าเสียหายไปบางส่วนจนคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดอัตราค่าจ้างให้ตามสมควรแก่ผลแห่งการงานที่โจทก์ได้กระทำเป็นจำนวน 15,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 45,990 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 39,992 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลมีสิทธิปรับลดค่าจ้างตามข้อตกลงที่โจทก์กับจำเลยทำกันไว้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความระบุให้โจทก์ดำเนินคดีต่อศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส ค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินกองทุนเลี้ยงชีพที่ค้างชำระ และเงินรางวัลขยันระหว่างปีเท่านั้น แต่ปรากฏตามคำฟ้องคดีแรงงานโจทก์ในฐานะทนายความจำเลยยื่นฟ้องบริษัทดังกล่าวเรียกค่าชดเชย 66,400 บาท ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 18,450 บาท เงินพักผ่อนประจำปี 3,690 บาท เงินโบนัสประจำปีที่ถูกเลิกจ้าง 9,225 บาท เงินกองทุนเลี้ยงชีพค้างชำระ 36,834 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 99,630 บาท และค่าขาดรายได้ก่อนเกษียณอายุในการทำงาน 265,680 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 499,929 บาท และตามสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวรับผิดชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมเป็นเงิน 225,024 บาท เท่านั้น โดยมีบางรายการที่จำเลยฟ้องเรียกนั้นจำเลยมีสิทธิได้รับบางส่วน บางรายการไม่มีสิทธิได้รับเลย รวมจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนที่จำเลยไม่มีสิทธิได้รับมีสูงถึง 270,000 บาทเศษ โจทก์ซึ่งเป็นทนายความมีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน ย่อมต้องทราบว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายในเงินส่วนใดเป็นจำนวนเท่าใดบ้าง แต่โจทก์กลับยื่นฟ้องให้จำเลยเรียกร้องเงินเป็นจำนวนสูงเกินกว่าสิทธิที่จำเลยมีอยู่ตามกฎหมายเป็นจำนวนมาก เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในคดีให้สูงเกินความจริงเพื่อประโยชน์ในค่าจ้างว่าความที่ตนจะได้รับจากจำเลย ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจถือเอาจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าจ้างว่าความตามสัญญาจ้างว่าความ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์ถึงการงานที่โจทก์ได้กระทำประกอบสัญญาจ้างดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าจ้างให้โจทก์ 15,000 บาท เมื่อจำเลยชำระเงินให้โจทก์แล้ว 10,000 บาท จึงต้องรับผิดชำระค่าจ้างให้โจทก์อีก 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
จำเลย — นายสุพรรณ ศรีดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเพ็ญศรี สินธุเสน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10654/2555
#537984
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยตกลงกันให้จ่ายค่าจ้างว่าความในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้อง เป็นเพียงการกำหนดกฎเกณฑ์ในการคำนวณค่าจ้างว่าความให้คิดเป็นจำนวนร้อยละเท่าใดของทุนทรัพย์ที่ฟ้องซึ่งเป็นจำนวนแน่นอน หาใช่เป็นสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดีไม่ สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 71,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 24 เดือน เป็นเงิน 10,749 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้ตกเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาจ้างว่าความที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 โดยถือเอาผลสำเร็จของงานคือ การดำเนินคดีให้แก่จำเลยเป็นเงื่อนไขสำคัญในการจ่ายสินจ้าง การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้จ่ายค่าจ้างว่าความในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความที่จำเลยตกลงให้โจทก์คิดค่าจ้างว่าความร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ตามฟ้องนั้น เป็นเพียงการกำหนดกฎเกณฑ์ในการคำนวณค่าจ้างว่าความว่าให้คิดเป็นจำนวนร้อยละเท่าใดของทุนทรัพย์ที่ฟ้องซึ่งเป็นจำนวนแน่นอน หาใช่เป็นสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดีไม่ สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าจ้างให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อโจทก์จำเลยได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเสียก่อน เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความระบุให้โจทก์ดำเนินคดีต่อศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส เงินกองทุนเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น แต่ปรากฏตามคำฟ้องคดีแรงงาน ที่โจทก์ในฐานะทนายความจำเลยยื่นฟ้องนายจ้างจำเลยเรียกค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัสประจำปีที่ถูกเลิกจ้าง เงินกองทุนเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 816,658 บาท และตามสำเนาคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างจำเลยรับผิดชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมเป็นเงินเพียง 400,435.20 บาท เท่านั้น โดยมีบางรายการที่จำเลยฟ้องเรียกนั้น จำเลยมีสิทธิได้รับบางส่วน บางรายการไม่มีสิทธิได้รับเลย รวมจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนที่จำเลยไม่มีสิทธิได้รับมีสูงถึง 410,000 บาทเศษ การที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความมีความรู้ในเรื่องกฎหมายแรงงาน ย่อมต้องทราบว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องเงินตามกฎหมายในเงินส่วนใดเป็นจำนวนเท่าใดบ้าง แต่โจทก์กลับยื่นฟ้องให้จำเลยเรียกร้องเงินเป็นจำนวนสูงเกินกว่าสิทธิที่จำเลยมีอยู่ตามกฎหมายเป็นจำนวนมากเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในคดีให้สูงเกินความจริงเพื่อประโยชน์ในค่าจ้างว่าความที่ตนจะได้รับจากจำเลย ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจถือเอาจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าจ้างว่าความตามสัญญาจ้างว่าความได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์ถึงการงานที่โจทก์ได้กระทำประกอบสัญญาจ้างแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าจ้างให้โจทก์ 30,000 บาท เมื่อจำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้ว 10,000 บาท จึงต้องรับผิดชำระค่าจ้างให้โจทก์อีก 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
จำเลย — นางวรรณภา จูเซียน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายประเสริฐ เชิดทวีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10625/2555
#528502
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้ผิดนัด คงให้การแต่เพียงว่าสัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลบังคับ เนื่องจากโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่การเลิกสัญญากับการผิดนัดเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกัน กล่าวคือ หนี้ที่เกิดจากมูลสัญญา เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตาม มาตรา 386 ถึง มาตรา 388 ก็ได้ แล้วแต่เจ้าหนี้จะเลือก หาได้หมายความว่าหากโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยมีสิทธิไม่ต้องชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ไม่ ดังนั้น เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้มีกำหนดเวลาแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน การที่จำเลยมิได้ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนหรือบอกกล่าวอีกตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 215,372.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 144, 973.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 139,963.50 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในเรื่องนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์หมายเลข 3763 - 145942 - 01007 ส่วนนางมาลี เป็นสมาชิกบัตรเสริมหมายเลข 3763 - 145942 - 01015 ซึ่งจำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์สำหรับยอดค้างชำระอันเกิดจากการใช้บัตรเสริมดังกล่าว จำเลยและนางมาลีสมาชิกบัตรเสริมนำบัตรเครดิตและบัตรเสริมไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 8 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ทดรองจ่ายเงินแทนจำเลยและสมาชิกบัตรเสริม แล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยเป็นรายเดือน แต่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 139,963.50 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว คงให้การแต่เพียงว่าสัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลบังคับอยู่ เนื่องจากโจทก์ยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 35 ทวิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น แต่การเลิกสัญญากับการผิดนัดเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกัน กล่าวคือ หนี้ที่เกิดจากมูลสัญญา เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 386 ถึงมาตรา 388 ก็ได้ แล้วแต่เจ้าหนี้จะเลือก หาได้หมายความว่าหากโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยมีสิทธิไม่ต้องชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ไม่ ดังนั้น เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้มีกำหนดเวลาแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน การที่จำเลยมิได้ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงต้องตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนหรือบอกกล่าวอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 213 ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด
จำเลย — นายอิศรา สุรีย์พันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายปกรณ์ รัตนพิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10611/2555
#528531
เปิดฉบับเต็ม

แม้การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการและวิธีการคุ้มครองบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 66 ประกอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 77 ที่กำหนดให้นำความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งลักษณะ 1 ของภาค 4 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ เป็นการกระทำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งศาลได้กระทำต่อคู่ความฝ่ายหนึ่งและเป็นกระบวนพิจารณาก่อนที่ศาลชี้ขาดตัดสินคดี อันเป็นการพิจารณาคดีของศาลตามความหมายของคำว่า กระบวนพิจารณา และการพิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (7) และ (8) ก็ตาม แต่ก็แยกพิจารณาได้เป็นอีกส่วนหนึ่งจากการพิจารณาพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดีที่ฟ้องร้องกัน ทั้งกระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลางในการออกคำสั่งดังกล่าวก็ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว คงเหลือแต่ผลบังคับถึงจำเลยที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามเป็นการชั่วคราวก่อนที่คดีที่ฟ้องร้องกันนั้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 2 ซึ่งทราบคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตาม กระบวนพิจารณาที่เสร็จสิ้นไปแล้วก็ไม่อาจถูกขัดขวางทำให้ไม่สะดวกหรือต้องติดขัดจากการกระทำดังกล่าวไปได้ ทั้งการพิจารณาพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดีที่ฟ้องร้องกันก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้เป็นอีกส่วนหนึ่ง การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวจึงไม่เป็นการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาลอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 198

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 942/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร คสล 4 ชั้น 1 หลัง จากจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหลักหก ตามใบอนุญาตเลขที่ 116/2547 ขณะที่ทำการก่อสร้างอาคารไปได้ร้อยละ 25 นางลัดดาวัลย์กับพวกยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1509/2547 ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างอาคารพิพาท ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเรียกจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในคดีดังกล่าว ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการและวิธีการคุ้มครองบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการก่อสร้างดังกล่าวและทำการควบคุมมิให้จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างหรือกระทำการใดๆ อันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องและสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการก่อสร้างอาคาร จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของ ศาลปกครองกลางแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทำการควบคุมจำเลยที่ 2 ให้หยุดการก่อสร้าง ส่วนจำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไปจนแล้วเสร็จและเปิดใช้อาคาร มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนคำสั่งกำหนดมาตรการและวิธีการคุ้มครองบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง เป็นการขัดขวางการพิจารณา อันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลปกครองกลางมีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 66 ประกอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ. 77 ที่กำหนดให้นำความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 1 ของภาค 4 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) บัญญัติว่า กระบวนพิจารณา หมายความว่า การกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดี ซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้น หรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาล ไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายและรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ และ (8) บัญญัติว่า การพิจารณา หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งทำให้การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการและวิธีการคุ้มครองบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาเป็นการกระทำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งศาลได้กระทำต่อคู่ความฝ่ายหนึ่งและเป็นกระบวนพิจารณาก่อนที่ศาลชี้ขาดตัดสินคดี อันเป็นการพิจารณาคดีของศาลก็ตาม แต่ก็แยกพิจารณาได้เป็นอีกส่วนหนึ่งจากการพิจารณาพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดีที่ฟ้องร้องกัน ทั้งกระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลางในการออกคำสั่งดังกล่าวก็ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว คงเหลือแต่ผลบังคับถึงจำเลยที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามเป็นการชั่วคราวก่อนที่คดีที่ฟ้องร้องกันนั้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 2 ซึ่งทราบคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตามและยังฝ่าฝืนก่อสร้างอาคารต่อจนเสร็จ กระบวนพิจารณาที่เสร็จสิ้นไปแล้วก็ไม่อาจถูกขัดขวางทำให้ไม่สะดวกหรือต้องติดขัดจากการกระทำดังกล่าวไปได้ ทั้งการพิจารณาพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดีที่ฟ้องร้องกันก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้เป็นอีกส่วนหนึ่ง จึงไม่เป็นการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไปเพราะไม่เป็นสาระอันจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายณรงค์ศักดิ์ ลิมปตานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายวิฑูรย์ ชุนชาติประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10599/2555
#538069
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาฟังได้ว่า ปุ๋ยเคมีปลอมที่จำเลยผลิตโดยมิได้นำขึ้นทะเบียนและมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยดังกล่าวนั้น เป็นปุ๋ยจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนการค้า กับมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรมีคำสั่งให้ริบปุ๋ยปลอม 898 กระสอบ และกระสอบเปล่า 2,132 ใบ ของกลาง ให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 72/6 เสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 7, 12, 30(1) (5), 32, 32/2, 36, 39, 57, 63, 64, 71, 72, 72/6 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบปุ๋ยปลอม 898 กระสอบ และกระสอบเปล่า 2,132 ใบ ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 (1) วรรคหนึ่ง, 30 (1) (5), 32 (3) (5), 57, 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าและฐานผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนเพื่อการค้า เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมและฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอม อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 120,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 620,000 บาท โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปีได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบปุ๋ยปลอม 898 กระสอบ และกระสอบเปล่า 2,132 ใบ ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมและฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าและฐานผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนไต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อการค้า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยผลิตปุ๋ยเพื่อใช้เองมิใช่เพื่อการค้านั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาฟังได้ว่าปุ๋ยเคมีปลอมที่จำเลยผลิตโดยมิได้นำขึ้นทะเบียนและมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยดังกล่าวนั้น เป็นปุ๋ยจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนเพื่อการค้า กับมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 72/6 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้พิพากษาลงโทษผู้ใด เนื่องจากได้กระทำความผิดตามมาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 71 มาตรา 72 ให้ศาลสั่งริบปุ๋ยภาชนะ หรือหีบห่อบรรจุปุ๋ย เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตปุ๋ยหรือเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีนั้นให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร" จึงเห็นสมควรมีคำสั่งให้ริบปุ๋ยปลอม 898 กระสอบและกระสอบเปล่า 2,132 ใบ ของกลาง ให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควรเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกินหนึ่งปี ริบปุ๋ยปลอม 898 กระสอบ และกระสอบเปล่า 2,132 ใบ ของกลางให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ม. 30 ม. 32 ม. 57 ม. 63 ม. 64 ม. 71 ม. 72 ม. 72/6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — ว่าที่ร้อยโทภาคิน บุญประกอบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวจิตติมา วัชรานุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประมวล สุขสมพร
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10510/2555
#533010
เปิดฉบับเต็ม

ส. ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ อ. กำลังทำรายการ "ทำผิดอย่าเผลอ" ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ม. ว่าถูกจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นกลุ่มหลอกขายเหล็กไหลหลอกลวงจนต้องสูญเงินไปหลายแสนบาท ผู้เสียหายกับ ม. จึงดำเนินการวางแผนเพื่อการจับกุมด้วยการติดต่อกับกลุ่มของจำเลยทั้งห้า หลังจากที่มีการติดต่อกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวจนทราบแน่ชัดว่ามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุม โดยผู้เสียหายนำเงินที่จะต้องวางประกันในการทำสัญญาจะซื้อจะขายเหล็กไหลไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก็เพื่อจะได้เป็นหลักฐานของการกระทำความผิด จึงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเอง โดยการหลอกล่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวซึ่งก็คือจำเลยทั้งห้ามากระทำความผิดอันเป็นการก่อให้จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง มิใช่เป็นเพราะจำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะฉ้อโกงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย มีผลทำให้การสอบสวนในความผิดดังกล่าวไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 341, 371 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นเงินสดจำนวน 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 2 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นเงินสดจำนวน 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาฉ้อโกง คืนของกลางทั้งหมดให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้เสียหายคดีนี้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ จากทางนำสืบของโจทก์ ได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจประยุทธ และพันตำรวจโทไพสิฐว่า ขณะที่นางสาวสมปรารถนา ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวีกำลังทำรายการ "ทำผิดอย่าเผลอ" ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายสมสิทธิ์ว่า นายสมสิทธิ์ ถูกจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นกลุ่มหลอกขายเหล็กไหลหลอกลวงจนต้องสูญเงินไปหลายแสนบาทผู้เสียหายกับนายสมสิทธิ์จึงดำเนินการวางแผนเพื่อการจับกุมด้วยการติดต่อกับกลุ่มของจำเลยทั้งห้า เรื่องการซื้อขายเหล็กไหล หลังจากนั้นผู้เสียหายได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมให้ทำการจับกุมจำเลยทั้งห้าที่ผู้เสียหายได้นัดเจรจาเรื่องซื้อขายเหล็กไหลกันไว้ โดยผู้เสียหายได้นำเงินของผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาท ที่จะใช้เป็นเงินประกันให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้ซื้อจะซื้อเหล็กไหลไปถ่ายเอกสารและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เห็นว่า พฤติการณ์ของคดีตามทางนำสืบของโจทก์เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักข่าวได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงขายเหล็กไหลจากผู้ชมรายการของผู้เสียหาย จึงวางแผนพิสูจน์การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพื่อให้มีการจับกุมมาลงโทษ หลังจากที่มีการติดต่อกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวจนทราบแน่ชัดว่ามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมโดยผู้เสียหายนำเงินที่จะต้องวางประกันในการทำสัญญาจะซื้อจะขายเหล็กไหลไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก็เพื่อจะได้เป็นหลักฐานของการกระทำความผิด พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมา จึงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเอง โดยการหลอกล่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวซึ่งก็คือจำเลยทั้งห้ามากระทำความผิดอันเป็นการก่อให้จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง มิใช่เป็นเพราะจำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะฉ้อโกงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมายทำให้การสอบสวนในความผิดดังกล่าวไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายทศพร พวงสุมาลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางวงศิกาญจน์ ชุ่มประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10499/2555
#532961
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อรถคันพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตรวจสอบทราบตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2543 แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อรถคันพิพาทได้ไปจากบริษัท จ. ก็ควรจะไปขอคืนรถคันพิพาทจากโจทก์โดยการเตรียมเงินไปชดใช้ราคาที่ซื้อมาให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับใช้วิธีไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีในวันดังกล่าวแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ผู้เช่าซื้อ ในข้อหายักยอกรถคันพิพาท ทั้งที่ได้มีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2542 แล้ว และปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยนานถึง 1 ปี 4 เดือนเศษ เพิ่งจะมาแจ้งความร้องทุกข์ภายหลังจากทราบแล้วว่าโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อรถคันพิพาทไปจากบริษัท จ. พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332 โดยจงใจอาศัยอำนาจของเจ้าพนักงานในการที่จะปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. ว่าด้วยการค้นและยึดสิ่งของใด ๆ ซึ่งน่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีข้อหายักยอกที่เพิ่งแจ้งความร้องทุกข์ในภายหลังมายึดรถคันพิพาทไป จำเลยที่ 1 จะใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันพิพาทเพื่อติดตามและเอารถคันพิพาทคืนจากโจทก์ไม่ได้ เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะได้ชดใช้ราคารถคันพิพาทแก่โจทก์ เพราะสิทธิของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ตกอยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 1332 และแม้ว่ารถคันพิพาทจะเป็นรถคันเดียวกับรถคันที่จำเลยที่ 1 ให้เช่าซื้อไปในคดีข้อหายักยอก อันน่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่ก็มีผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันพิพาทเช่นกัน โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการผู้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำการแทนในการยึดรถคันพิพาทจากโจทก์โดยไม่ชดใช้ราคาที่ซื้อมา จึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถเกรดเดอร์ ยี่ห้อแคตเตอร์พีลล่า รุ่น 140 จี หมายเลขทะเบียน 5 เอ็มดี 02240 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 2,942,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงิน 540,000 บาท และอีกวันละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบรถเกรดเดอร์ ยี่ห้อแคตเตอร์ฟีลล่า รุ่น 140 จี หมายเลขตัวรถ 5 เอ็มดี 02240 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 2,942,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือชดใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 216,000 บาท และอีกวันละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือชดใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเข้ารถคันพิพาทในสภาพรถใหม่และได้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุชินกิจเช่าซื้อไป ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดสุชินกิจผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกรถที่เช่าซื้อคืน ภายหลังมีหลักฐานแสดงว่ารถคันพิพาทมีการนำเข้าอีกครั้งหนึ่ง โดยบริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด ในสภาพรถใช้งานแล้วโดยผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีถูกต้องครบถ้วน บริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด จัดให้มีการประมูลขายเครื่องจักร โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อรถคันพิพาทได้และรับรถไปจากบริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด แล้ว โจทก์นำรถคันพิพาทไปไว้ที่สำนักงานสาขาของโจทก์ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดตามรถคันพิพาทและร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุชินกิจและนายสุชิน ในข้อหายักยอก และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำร้อยตำรวจโทสง่า ไปติดตามยึดรถคันพิพาทคืนขณะอยู่ในความครอบครองของโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อรถคันพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดจากบริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด ในราคา 2,942,500 บาท จริงหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่า บริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด จัดให้มีการประมูลขายสินค้าหลายรายการ รวมทั้งมีรถคันพิพาทอยู่ในรายการทรัพย์ที่จะประมูลขายทอดตลาดด้วย โจทก์มีนายไพโรจน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์เข้าประมูลรถคันพิพาทได้ในราคา 2,750,000 บาท และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 192,500 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่บริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด และได้รับรถที่ประมูลไปแล้ว และโจทก์มีนายนพดล ผู้ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้เข้าประมูลรถคันพิพาท เป็นพยานเบิกความยืนยันอีกว่า พยานเข้าประมูลรถคันพิพาทรายการที่ 649 โดยประมูลได้ในราคา 2,750,000 บาท เมื่อชำระราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน 2,942,500 บาท โจทก์ได้รับรถคันพิพาทหลังจากที่ชำระราคาครบถ้วนแล้ว โดยผู้ขายได้มอบใบรับรองการนำเข้าให้แก่ฝ่ายบัญชีของโจทก์ด้วย กับโจทก์มีนางนิตติยา ผู้จัดการฝ่ายบริหารของบริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน บัญชีและสินเชื่อมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า รถคันพิพาทได้ขายให้แก่โจทก์ไปแล้ว ประกอบกับตามเอกสารการประกาศขายทอดตลาดในเรื่องการส่งมอบข้อ 1 มีข้อความระบุเงื่อนไขไว้ว่า เมื่อผู้ทำการประมูลได้รับชำระเงินครบถ้วนแล้ว ผู้ทำการประมูลจะส่งมอบสินค้าพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ผู้ชนะการประมูล ณ สถานที่ทำการประมูล เมื่อโจทก์ผู้ชนะการประมูลได้รับมอบรถคันพิพาทไปไว้ในครอบครองพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว ย่อมสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้น แสดงว่าได้มีการชำระเงินครบถ้วนแก่ผู้ทำการประมูลตามเงื่อนไขแล้ว อีกทั้งพยานฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ชำระราคาค่าประมูลซื้อรถคันพิพาทแก่ผู้ทำการประมูล จึงเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ให้มีน้ำหนักมั่นคงมากกว่าพยานจำเลย ทำให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อรถคันพิพาทมาโดยสุจริตและได้ชำระราคาครบถ้วนจริง ถึงแม้ว่าโจทก์จะมิได้นำสืบแสดงหนังสือสัญญาซื้อขายหรือใบเสร็จรับเงินดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาก็ตาม ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อรถคันพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 คือโจทก์ไม่ต้องคืนรถคันพิพาทแก่เจ้าของที่แท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา

ปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการยึดรถคันพิพาทจากโจทก์โดยไม่ชดใช้ราคาที่ซื้อมาเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตรวจสอบทราบตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2543 แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อรถคันพิพาทได้ไปจากบริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ควรจะไปขอคืนรถคันพิพาทจากโจทก์โดยการเตรียมเงินไปชดใช้ราคาที่ซื้อมาให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับใช้วิธีไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีในวันดังกล่าวแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุชินกิจโดยนายสุชิน ผู้เช่าซื้อ ในข้อหายักยอกรถคันพิพาท ทั้งที่ได้มีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยนานถึง 1 ปี 4 เดือนเศษ เพิ่งจะมาแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2543 ภายหลังจากทราบแล้วว่าโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อรถคันพิพาทได้ไปจากบริษัทเจ.เอส.เอส.อาร์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด พฤติการณ์บ่งชี้แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องนำเงินไปชดใช้ราคาแก่โจทก์ที่ซื้อรถคันพิพาทมาจึงจะนำรถคันพิพาทคืนมาได้ แต่จงใจอาศัยอำนาจของเจ้าพนักงานในการที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการค้นและยึดสิ่งของใด ๆ ซึ่งน่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีข้อหายักยอกที่เพิ่งแจ้งความร้องทุกข์ในภายหลังมายึดรถคันพิพาทไป ซึ่งจำเลยที่ 1 จะใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันพิพาทเพื่อติดตามและเอารถคันพิพาทคืนจากโจทก์ไม่ได้ เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะได้ชดใช้ราคารถคันพิพาทแก่โจทก์ เพราะสิทธิของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 และแม้ว่ารถคันพิพาทจะเป็นรถคันเดียวกับรถคันที่จำเลยที่ 1 ให้เช่าซื้อไปในคดีข้อหายักยอก อันน่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่ก็มีผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันพิพาทเช่นกัน โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความใน มาตรา 1332 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ก็ไม่จำต้องคืนรถคันพิพาทแก่จำเลยที่ 1 เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะชดใช้ราคา ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการผู้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำการแทนในการยึดรถคันพิพาทจากโจทก์โดยไม่ชดใช้ราคาที่ซื้อมา จึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427 ม. 1332
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทคเร้นท์ทัล จำกัด
จำเลย — บริษัทเมโทรแมชีนเนอรี่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10498/2555
#554421
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 บัญญัติถึงการริบทรัพย์ในการกระทำความผิดเฉพาะความผิดตามมาตรา 27 ซึ่งบทมาตราทั้งสองใช้บังคับพร้อมกันในขณะนั้น ต่อมาเมื่อมีการบัญญัติความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ในภายหลังเมื่อปี 2499 ซึ่งมีลักษณะการกระทำความผิดต่างหากจากความผิดมาตรา 27 จึงนำบทบัญญัติการริบทรัพย์ตามมาตรา 32 มาใช้บังคับเพื่อริบทรัพย์ของกลางคดีนี้ที่จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ไม่ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยกับพวกใช้รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะขนย้ายบรรทุกโทรศัพท์เคลื่อนที่และแบตเตอรี่บางส่วนไปจำหน่าย ย่อมไม่ใช่การใช้รถยนต์ของกลางในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรง จึงไม่ใช่ทรัพย์ซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2, 24, 27 ทวิ, 32 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 4 เดือน และปรับ 28,000 บาท ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับ 329,779.20 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 357,774.20 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 178,889.60 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นรถยนต์ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถยนต์ของกลางตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 บัญญัติถึงการริบทรัพย์ในการกระทำความผิดเฉพาะความผิดตามมาตรา 27 ซึ่งบทมาตราทั้งสองใช้บังคับพร้อมกันในขณะนั้น ต่อมาเมื่อมีการบัญญัติความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ในภายหลังเมื่อปี 2499 ซึ่งมีลักษณะการกระทำความผิดต่างหากจากความผิดมาตรา 27 จึงนำบทบัญญัติการริบทรัพย์ตามมาตรา 32 มาใช้บังคับเพื่อริบทรัพย์ของกลางคดีนี้ที่จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ไม่ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยกับพวกใช้รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะขนย้ายบรรทุกโทรศัพท์เคลื่อนที่และแบตเตอรี่บางส่วนไปจำหน่าย ย่อมไม่ใช่การใช้รถยนต์ของกลางในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรงจึงไม่ใช่ทรัพย์ซึ่งได้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาไม่ริบรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 32
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจิรวัฒน์ จิระโรจน์สกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10476/2555
#521488
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิมพ์คำพิพากษาว่า "ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท" เป็นการพิมพ์ตกเลข 1 ไป เท่านั้น ที่ถูกต้องแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ 15 ปี ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นเพียงการแก้ไขในส่วนที่พิมพ์ผิดพิมพ์ตกเท่านั้น มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 138, 140 ริบอาวุธมีดของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 38/2551 ของศาลจังหวัดนครปฐม ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถยนต์กระบะของกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 แล้ว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม(2)), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก ประกอบมาตรา 138 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 20 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 36 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากมีการกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังแทนค่าปรับต่อจากโทษจำคุกมีกำหนดไม่เกิน 2 ปี ริบอาวุธมีดของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อเนื่องจากไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ทั้งจำเลยต่อสู้ว่าคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจำคุก จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 15 ปี และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า ของกลางที่เป็นเม็ดรวม 640 เม็ด เป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีน้ำหนักรวม 58.808 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 14.755 กรัม สำหรับความผิดฐานต่อสู้และขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้เพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกปิยภัทร ซึ่งขณะเกิดเหตุมียศร้อยตำรวจโทกับสิบตำรวจตรีโชคชัย เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 416 จังหวัดสุราษฎรธานี เบิกความเป็นทำนองเดียวกันว่าก่อนจับกุมจำเลยกับนางประภารัตน์หรือไก่นั้น ร้อยตำรวจเอกปิยภัทรได้รับแจ้งจากสายลับว่านางประภารัตน์ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงให้สิบตำรวจตรีโชคชัย สืบสวน จนวันที่ 31 ธันวาคม 2550 สายลับแจ้งแก่สิบตำรวจตรีโชคชัยว่าสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางประภารัตน์ได้ 2 ถุง จำนวน 200 เม็ด ราคารวม 62,000 บาท โดยนัดส่งมอบที่บริเวณหน้าร้านเขียงซึ่งอยู่บริเวณถนนสายราชบุรี - นครปฐม ในท้องที่อำเภอโพธาราม ในวันที่ 1 มกราคม 2551 เวลา 3 นาฬิกา พยานโจทก์ดังกล่าวกับพวกจึงวางแผนจับกุม และเตรียมเงินล่อซื้อโดยถ่ายสำเนาไว้และแบ่งกำลังออกเป็น 3 ชุด สำหรับสิบตำรวจตรีโชคชัยกับสายลับขับรถไปที่ร้านเขียงด้วยกัน และเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 ชุด ติดตามไปโดยทิ้งระยะห่างพอสมควร สิบตำรวจตรีโชคชัยขับรถไปถึงบริเวณริมถนนหน้าร้านเขียงประมาณ 17 นาฬิกา พบนางประภารัตน์ยืนอยู่ริมถนนท้ายรถยนต์กระบะที่จอดอยู่มีจำเลยนั่งตรงที่นั่งคนขับ สายลับเปิดกระจก นางประภารัตน์เข้ามาถามถึงเงิน สิบตำรวจตรีโชคชัยก็ส่งเงินที่เตรียมไว้ล่อซื้อให้สายลับส่งต่อให้นางประภารัตน์ จากนั้นนางประภารัตน์นำเงินไปส่งให้จำเลยที่รถและรับมอบสิ่งของแล้วเดินกลับมาส่งสิ่งของนั้นซึ่งเป็นกล่องกระดาษพันด้วยเทปสีดำให้แก่สายลับ และสายลับส่งต่อให้สิบตำรวจตรีโชคชัยตรวจดูจนรู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนสิบตำรวจตรีโชคชัยก็กดปุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อให้สัญญาณแก่ร้อยตำรวจเอกปิยภัทร จากนั้นร้อยตำรวจเอกปิยภัทรกับพวกจึงเข้าไปยังที่เกิดเหตุ และร้อยตำรวจเอกปิยภัทรตรงไปหาจำเลยที่รถยนต์กระบะโดยมีบัตรเจ้าพนักงานตำรวจแขวนคอไว้ เมื่อร้อยตำรวจเอกปิยภัทรจะเปิดประตูรถยนต์กระบะด้านคนขับ จำเลยก็เปิดประตูจากด้านในกระแทก แต่ร้อยตำรวจเอกปิยภัทรเบี่ยงตัวหลบ จำเลยก็เอี้ยวตัวหยิบมีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ศอก และจะก้าวออกจากรถร้อยตำรวจเอกปิยภัทรปัดด้ามมีดและบิดจนมีดหล่น จำเลยก็ชกหน้าร้อยตำรวจเอกปิยภัทรซึ่งเข้าคล่อมตัวจำเลยไว้และกอดรัดเหวี่ยงกันในที่สุดเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปใส่กุญแจมือที่จำเลยจนจับกุมไว้ได้ แล้วตรวจค้นตัวจำเลยพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 62,000 บาท ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวา และตรวจค้นรถยนต์กระบะที่จำเลยขับไปนั้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 2 ถุง บรรจุในถุงสีฟ้าเก็บไว้ที่คอนโซลด้านซ้าย นอกจากนี้ยังยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่จากนางประภารัตน์ปรากฏหมายเลขโทรศัพท์ของสายลับที่โทรศัพท์ไปยังเครื่องโทรศัพท์นี้ และยังยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกหลายเครื่อง รวมทั้งมีดสปาต้า รถยนต์กระบะกับสมุดจดบัญชีเครือข่ายค้าเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นของกลาง เห็นได้ว่า พยานโจทก์ 2 ปากนี้ เบิกความแสดงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตั้งแต่การสืบสวน การวางแผนล่อซื้อ การล่อซื้อและการเข้าจับกุมจำเลยกับนางประภารัตน์ได้พร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่น ๆ ดังกล่าวโดยละเอียดต้องตรงกันโดยตลอดประกอบด้วยเหตุผล และพยานโจทก์ทั้งสองก็เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองจำเลยหรือมีเหตุอื่นใดที่จะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวจึงปราศจากพิรุธย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้มั่นคง ทั้งกรณีต่าง ๆ ตามที่จำเลยฎีกายกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งว่าพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนางประภารัตน์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 15 ปี และปรับ 400,000 บาท เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิมพ์คำพิพากษาว่า "ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท" ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในอีก 2 ฐานความผิด โดยในฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 20 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธจำคุก 1 ปี และพิพากษาลงโทษจำคุกในความผิดทั้งสามฐานรวม 36 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ซึ่งย่อมเห็นได้อยู่ในตัวว่า ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นต้องมีโทษจำคุก 15 ปี จึงจะรวม 3 ฐาน ได้เป็นโทษจำคุก 36 ปี และที่มีการพิมพ์คำพิพากษาว่า "จำคุก 5 ปี" ดังกล่าวนั้นเป็นการพิมพ์ตกเลข 1 ไป เท่านั้น ที่ถูกต้องแล้วศาลชั้นต้นก็พิพากษาลงโทษ 15 ปี นั่นเอง ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นเพียงการแก้ไขในส่วนที่พิมพ์ผิดพิมพ์ตกเท่านั้น มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายวิทยา ศิริพิรุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนรินทร์ สมัครเขตกเร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10409/2555
#528580
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนคดีนี้จำเลยได้นำหนี้ตามสัญญาเช่าซี้อรถยนต์พิพาทมาฟ้องให้โจทก์รับผิดแล้ว แต่ภายหลังตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลจังหวัดขอนแก่นได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของจำเลยที่จะเรียกร้องให้โจทก์รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเดิมเป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 จำเลยคงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เนื่องจากคำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงว่าหากโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาผิดนัด โจทก์ยินยอมให้จำเลยบังคับเอากับหนี้ที่เหลือได้ทั้งหมด โดยไม่มีข้อความใดระบุให้สิทธิแก่จำเลยติดตามยึดรถยนต์พิพาทคืน ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยก็ชอบที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีเอากับหนี้ที่เหลือตามคำพิพากษาตามยอมทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยได้ทันทีเท่านั้นไม่มีสิทธิที่จะไปยึดรถยนต์พิพาทได้อีก การกระทำของจำเลยที่มอบหมายให้พนักงานของจำเลยไปยึดรถยนต์พิพาทแล้วนำออกขายทอดตลาดจึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 0984 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี พร้อมจดทะเบียนโอนรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นเงิน 183,000 บาท ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,683,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนรถยนต์หรือชำระราคาและค่าเสียหายแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,209,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนคดีนี้จำเลยได้นำหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทมาฟ้องให้โจทก์รับผิดแล้วแต่ภายหลังตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลจังหวัดขอนแก่นได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของจำเลยที่จะเรียกร้องให้โจทก์รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเดิมเป็นอันระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 จำเลยคงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นเนื่องจากคำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาผิดนัด โจทก์ยินยอมให้จำเลยบังคับเอากับหนี้ที่เหลือได้ทั้งหมด โดยไม่มีข้อความใดระบุให้สิทธิแก่จำเลยติดตามยึดรถยนต์พิพาทคืน ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยก็ชอบที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีเอากับหนี้ที่เหลือตามคำพิพากษาตามยอมทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยได้ทันทีเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะไปยึดรถยนต์พิพาทได้อีก การกระทำของจำเลยที่มอบหมายให้พนักงานของจำเลยไปยึดรถยนต์พิพาทแล้วนำออกขายทอดตลาดจึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่าโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าเสียหายอันเป็นการใช้ราคาทรัพย์และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพจนีย์ ศิริรัตนพล
จำเลย — บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรพจน์ เวียงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10408/2555
#532941
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้แต่งตั้งให้ ฐ. ไปทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทกับบริษัท ท. มีผลให้สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าบริษัท ท. สละเจตนาครอบครองเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทพร้อมอุปกรณ์ เมื่อโจทก์เข้ายึดถือเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1377 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องผู้ทำละเมิดและฟ้องเรียกเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทคืนได้

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทโดยนำไปร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อโดยพลการและโดยไม่มีสิทธิ แม้จำเลยที่ 3 จะสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์และต้องคืนเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ซึ่งมีสิทธิดีกว่า และโจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่คืนจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่เวลาที่ทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206

การที่จำเลยที่ 2 ลูกจ้าง เคลื่อนย้ายเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทออกจากสวนสนุกไปเพื่อทำสีใหม่นั้น เป็นเพราะจำเลยที่ 1 นายจ้างสั่งการ แต่จำเลยที่ 2 กลับนำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทไปเก็บและนำไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะทำเพื่อประโยชน์ของตนเองและจำเลยที่ 1 ไม่รู้เห็นด้วยก็ไม่ใช่สาระสำคัญ จำเลยที่ 1 นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ลูกจ้างต่อโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องเล่นรถไฟพร้อมอุปกรณ์ในสภาพใช้การได้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้ใช้ค่าเสื่อมราคาในอัตราเดือนละ 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องเล่นรถไฟพร้อมอุปกรณ์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องเล่นรถไฟพร้อมอุปกรณ์คืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นเงิน 800,000 บาท และค่าเสียหายแก่ชื่อเสียง ความเจริญก้าวหน้าในกิจการโจทก์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและซื้ออะไหล่เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการร่วมทุนกับจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท กำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันส่งมอบเครื่องเล่นรถไฟพร้อมอุปกรณ์ที่พิพาทในสภาพใช้การได้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ชดใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 2 และที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2541 บริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 16 คัน พร้อมอุปกรณ์จากบริษัทรอยัล การ์เด้น เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หลังทำสัญญาผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์ในเครื่องเล่นตกเป็นของผู้เช่าซื้อ วันที่ 20 มีนาคม 2542 นางสาวมธุนันท์และนายฐิติพันธ์ขอยืมเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 8 คัน พร้อมอุปกรณ์จากบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปทำสัญญาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ซึ่งบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด ตอบตกลง วันที่ 25 มีนาคม 2542 นางมธุนันท์และนายฐิติพันธ์ได้ทำสัญญาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 มีกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 โดยนำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 8 คัน พร้อมอุปกรณ์ไปให้บริการลูกค้าที่สวนสนุกลีโอแลนด์ เขตบางนา กรุงเทพฯ วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 โจทก์โดยนายฐิติพันธ์ กรรมการผู้รับมอบอำนาจ ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 16 คัน จากบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด แล้วโจทก์นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 8 คัน ซึ่งให้บริการลูกค้าตามสัญญาร่วมลงทุนเดิมมาทำสัญญาร่วมลงทุนฉบับใหม่กับจำเลยที่ 1 มีกำหนดนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2545 ระหว่างอายุสัญญาจำเลยที่ 2 ผู้จัดการสวนสนุกลีโอแลนด์ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เสนอต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ให้ปรับปรุงสีของเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทเพื่อดึงดูดใจลูกค้า ซึ่งจำเลยที่ 1 และโจทก์เห็นชอบ จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทออกไปทำสี ส่วนโจทก์นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ 8 คัน ที่โจทก์ได้เช่าซื้อไว้ดังกล่าวมาให้บริการทดแทน หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้นำเครื่องเล่นรถไฟที่ทำเลียนแบบ 8 คัน มาสับเปลี่ยนกับเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ที่นำมาทดแทนดังกล่าว ในวันที่ 18 กันยายน 2542 จำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ทั้ง 16 คัน ไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อ ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2543 พนักงานของโจทก์แจ้งให้นางสาวมธุนันท์ กรรมการโจทก์ทราบว่าพบเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 16 คัน เปิดบริการในงานบริเวณหน้าสนามศาลากลางจังหวัดชลบุรี นางสาวมธุนันท์จึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จากการตรวจสอบเครื่องเล่นรถไฟพิพาท 8 คัน ที่ติดตั้งให้บริการในสวนสนุกลีโอแลนด์เป็นของปลอม ส่วนเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาททั้ง 16 คัน ที่จำเลยที่ 3 เช่าซื้อเป็นของจริง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาเช่าซื้อเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 16 คัน พร้อมอุปกรณ์ ระหว่างบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด โดยนางสาวมธุนันท์ ผู้ให้เช่าซื้อกับโจทก์ โดยนายฐิติพันธ์ กรรมการผู้รับมอบอำนาจผู้เช่าซื้อตกเป็นโมฆะ เนื่องจากนางสาวมธุนันท์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ไม่ได้ทำหนังสือแต่งตั้งให้นายฐิติพันธ์เป็นตัวแทนเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 วรรคหนึ่ง และมาตรา 572 วรรคสอง โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในข้อนี้จึงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 นั้น ขัดต่อสัญญาเช่าซื้อเครื่องเล่นและหนังสือรับรองกรรมสิทธิ์เครื่องเล่นที่ระบุว่าบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้เช่าซื้อและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาททั้ง 16 คัน ทั้งจำเลยที่ 2 เองก็ลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อในฐานะกรรมการคนหนึ่งของบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด แม้โจทก์ไม่ได้แต่งตั้งให้นายฐิติพันธ์ไปทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทกับบริษัทไทย-แปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด มีผลให้สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าบริษัทไทยแปซิฟิก กรุ๊ป จำกัด สละเจตนาครอบครองเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทพร้อมอุปกรณ์ เมื่อโจทก์เข้ายึดถือเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1377 โจทก์มีสิทธิฟ้องผู้ทำละเมิดและฟ้องเรียกเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทคืนได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า นางสาวมธุนันท์ กรรมการโจทก์ รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 16 คัน พร้อมอุปกรณ์ไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังว่า นางสาวมธุนันท์ไม่รู้เห็นให้จำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อ มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อมาว่า จำเลยที่ 3 ต้องคืนเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 16 คัน พร้อมอุปกรณ์ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทโดยนำไปร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อโดยพลการและโดยไม่มีสิทธิ แม้จำเลยที่ 3 จะสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงต้องคืนเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาท 16 คันพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ซึ่งมีสิทธิดีกว่า และการที่จำเลยที่ 3 รับซื้อเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทโดยเพียงแต่สอบถามจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการสวนสนุกและจำเลยที่ 2 บอกว่าเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทเป็นของตน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ขอดูหลักฐานการได้มาซึ่งเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 หรือหลักฐานการร่วมลงทุนของผู้ที่นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทมาให้บริการที่สวนสนุกลีโอแลนด์ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ตัดสินใจเช่าซื้อเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่คืนจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่เวลาที่ทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 แต่โจทก์ขอดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 อยู่แล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ได้ความว่า ในระหว่างจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสวนสนุกลีโอแลนด์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างโจทก์โดยนางสาวมธุนันท์และจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ 8 คัน ในสวนสนุกออกไปทำสีใหม่ตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ โจทก์จึงนำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้อีก 8 คัน มาติดตั้งทดแทนให้บริการไปพลางก่อน ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟซึ่งทำเลียนแบบมาสับเปลี่ยนกับเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทที่นำมาทดแทน แล้วจำเลยที่ 2 นำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ 16 คัน ไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ลูกจ้าง เคลื่อนย้ายเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ 8 คัน ออกจากสวนสนุกเพื่อไปทำสีใหม่นั้น เป็นเพราะจำเลยที่ 1 นายจ้างสั่งการ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำไปทำสีกลับนำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทไปเก็บไว้ที่จังหวัดนครปฐม และต่อมายังนำเครื่องเล่นรถไฟที่เลียนแบบมาสับเปลี่ยนกับเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ 8 คัน ที่โจทก์นำมาให้บริการทดแทนแล้วนำเครื่องเล่นรถไฟที่พิพาทของแท้ทั้งหมดไปให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เช่นนี้ถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะทำเพื่อประโยชน์ของตนเองและจำเลยที่ 1 ไม่รู้เห็นด้วยก็ไม่ใช่สาระสำคัญ จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบเครื่องเล่นรถไฟพร้อมอุปกรณ์ที่พิพาทในสภาพใช้การได้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแก่โจทก์เป็นเงิน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2545) จนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 425 ม. 1367 ม. 1377
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมเปิ้ล เพลย์แลนด์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเซ็นทรัล เพลย์ แลนด์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ แจ้งสุทธิวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10399/2555
#525477
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขายระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับผู้ร้อง ข้อ 2.3 กำหนดว่า ผู้ร้องจะนำเงินค่าซื้อทรัพย์ที่ค้างชำระมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป ในกรณีที่ผู้ร้องไม่สามารถชำระเงินส่วนที่ค้างชำระได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยระบุเหตุผลและความจำเป็น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายให้อีกตามที่เห็นสมควรทั้งนี้ไม่เกิน 3 เดือน และไม่ว่ากรณีใดๆ จะไม่มีการขยายระยะเวลาวางเงินให้อีก แสดงว่าหากผู้ร้องไม่สามารถชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ที่เหลือภายในกำหนด 15 วัน ผู้ร้องสามารถขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายให้ได้ไม่เกิน 3 เดือน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือและเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไป 3 เดือน แล้วตามสัญญา เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมไม่มีอำนาจจะขยายระยะเวลาวางเงินออกไปได้อีก จึงเป็นคำสั่งที่เป็นไปตามสัญญาซื้อขายและไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์โดยยื่นคำร้องเมื่อเลยกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ ผู้ร้องจะยื่นคำร้องได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์มีราคาสูง ผู้ร้องอยู่ระหว่างขอสินเชื่อธนาคาร จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137321 แขวงบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 183/10 จำนวน 4 หลัง ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้ ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและมีคำสั่งขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือออกไปอีก 3 เดือน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญาซื้อขายระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2551 ท้ายคำร้องของผู้ร้อง ข้อที่ 2.3 กำหนดว่า ผู้ร้องจะนำเงินค่าซื้อทรัพย์ที่ค้างมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไป ในกรณีที่ผู้ร้องไม่สามารถชำระเงินส่วนที่ค้างชำระได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยระบุเหตุผลและความจำเป็น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายให้อีกตามที่เห็นสมควรทั้งนี้ไม่เกิน 3 เดือน และไม่ว่ากรณีใด ๆ จะไม่มีการขยายระยะเวลาวางเงินให้อีก แสดงว่าหากผู้ร้องไม่สามารถชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ที่เหลือภายในกำหนด 15 วัน ผู้ร้องสามารถขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายให้ได้ไม่เกิน 3 เดือน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องได้ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือและเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไป เป็นเวลา 3 เดือนแล้วตามข้อสัญญาดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมไม่มีอำนาจจะขยายระยะเวลาวางเงินออกไปให้แก่ผู้ร้องได้อีก คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก จึงเป็นคำสั่งที่เป็นไปตามสัญญาซื้อขายระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้ร้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้ร้องขอขยายระยะเวลาเมื่อเลยกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ เช่นนี้ ผู้ร้องจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่ผู้ร้องอ้างว่า ราคาทรัพย์มีราคาสูง ผู้ร้องอยู่ในระหว่างขอสินเชื่อจากธนาคารจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายวิษณุ เทพเจริญ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปานทองพานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุรพี ลาภธนาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10398/2555
#528584
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ และเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยลงชื่อรับสินค้าตามใบส่งของ การซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเข้าลักษณะสัญญาต่างตอบแทนที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ ฝ่ายเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าสินค้านับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบจึงมีกำหนดอายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ครบกำหนดสองปีในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชาและเป็นวันหยุดราชการประจำปี ศาลหยุดทำการ แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา และอายุความเป็นระยะเวลาอย่างหนึ่ง การนับอายุความจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. ตั้งแต่มาตรา 193/1 ถึงมาตรา 193/8 ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ศาลเริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ วันมาฆบูชาเป็นวันหยุดราชการเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป ศาลรู้ได้เองและหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คู่ความไม่จำต้องนำสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 182,626.90 บาท (ที่ถูก 182,620 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 158,806 บาท (ที่ถูก 158,800 บาท) นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 182,620 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 158,800 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายกฤษณรักษ์ เป็นกรรมการลงชื่อผูกพันบริษัทและมีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรอง จำเลยสั่งซื้อสินค้าเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ 4 ชุด จำเลยลงชื่อรับสินค้าตามใบส่งของ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นแรกว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามใบส่งของจากโจทก์หรือไม่ นอกจากโจทก์จะมีนายกฤษณรักษ์มาเบิกความยืนยันแล้ว โจทก์ยังมีนายธงชัยมาเบิกความสนับสนุนประกอบพยานเอกสาร โดยตามใบส่งของตอนล่างระบุว่า กรุณาชำระด้วยเช็คขีดคร่อมในนามนายกฤษณรักษ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ และได้ความจากจำเลยตอบคำถามค้านว่า ก่อนการซื้อสินค้าคดีนี้ โจทก์เคยส่งสินค้าเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง แก่จำเลย มารดาจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยจะต้องสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าแก่นายกฤษณรักษ์ อีกทั้งจำเลยเคยซื้อขายสินค้าเครื่องปรับอากาศจากโจทก์ และมารดาจำเลยชำระราคาสินค้าแก่โจทก์มาก่อน ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนัก ส่วนจำเลยเพียงแต่เบิกความลอย ๆ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามใบส่งของ

ปัญหาวินิจฉัยในประเด็นที่สองมีว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์หรือไม่ นายกฤษณรักษ์เบิกความว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ ส่วนจำเลยเบิกความว่า จำเลยชำระค่าสินค้าแก่นายธงชัยแล้ว โจทก์และจำเลยต่างเบิกความยันกัน แต่โจทก์มีนายธงชัยเบิกความยืนยันว่า พยานเพียงแต่รับจ้างจำเลยติดตั้งเครื่องปรับอากาศและนายธงชัยเบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยชำระค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 20,000 บาท แก่พยาน แต่จำเลยไม่เคยพูดกับพยานว่าจำเลยชำระค่าสินค้าให้แก่พยานครบถ้วนแล้ว จากคำเบิกความของนายธงชัยย่อมแสดงว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์

ปัญหาวินิจฉัยในประเด็นสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จากจำเลยนับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไป ไม่ใช่นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าแก่จำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำเบิกความของนายกฤษณรักษ์ว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ และเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยลงชื่อรับสินค้าตามใบส่งของ เห็นว่า การซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเข้าลักษณะสัญญาต่างตอบแทนที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ ฝ่ายเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าสินค้าได้ทันทีนับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าตามใบส่งของ ดังนั้น โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าสินค้านับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบจึงมีกำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยคือ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 จะครบกำหนดสองปีในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชาและเป็นวันหยุดราชการประจำปี ศาลหยุดทำการ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา และอายุความเป็นระยะเวลาอย่างหนึ่ง การนับอายุความจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตั้งแต่มาตรา 193/1 ถึงมาตรา 193/8 ด้วย โจทก์จึงมีถึงสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ศาลเริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่นำสืบว่าวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นวันมาฆบูชาและศาลหยุดทำการ เห็นว่า วันมาฆบูชาซึ่งเป็นวันหยุดราชการเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป ศาลรู้ได้เองและหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คู่ความไม่จำต้องนำสืบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8 ม. 193/12 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไวท์ฮอร์ส แอร์คอนดิชั่น (1991) จำกัด
จำเลย — นายชวลิต ถิรธนกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายณัฐวัฒน์ ใบบัว
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10387/2555
#532873
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 บัญญัติว่า "ในกรณีมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับอาคารที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา" ก็ตาม แต่ฐานะของผู้เสียหายตามที่บัญญัติในมาตรา 73 ดังกล่าวเป็นสิทธิในการดำเนินคดีในทางอาญาต่อจำเลยผู้กระทำความผิดเท่านั้น อำนาจในการที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารหรือส่วนต่อเติมที่ผิดกฎหมายถือเป็นมาตรการที่จะบังคับกันในทางแพ่ง ซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้เป็นอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตลอดจนวิธีการที่เจ้าพนักงานจะปฏิบัติเป็นขั้นตอนไปดังปรากฏตามมาตรา 40 และ 42 ในหมวด 4 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะฟ้องบังคับจำเลยเพื่อให้รื้อถอนระเบียงที่ต่อเติมผิดกฎหมายอันเป็นอำนาจหน้าที่ในทางแพ่งโดยเฉพาะของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนผนัง ระเบียง ชายคา ส่วนที่อยู่ใกล้ที่ดินของโจทก์ให้ห่างจากแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนออกไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนระเบียงส่วนที่อยู่ห่างเขตที่ดินของโจทก์น้อยกว่า 2 เมตร กับให้รื้อถอนกันสาดที่ทำให้น้ำฝนตกลงยังที่ดินของโจทก์ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยมีที่ดินอยู่ติดทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ เมื่อต้นปี 2549 จำเลยได้ก่อสร้างอาคารบ้านพักในที่ดินของจำเลย แต่ผนัง ระเบียงและชายคาอยู่ใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย สำหรับประเด็นการก่อสร้างผนังอาคารของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการก่อสร้างไม่ต้องห้ามตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 พ.ศ.2543 ข้อ 50 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาประเด็นการก่อสร้างผนังจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนประเด็นการก่อสร้างชายคานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกันสาดที่ทำให้น้ำฝนตกลงยังที่ดินของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยเห็นพ้องด้วยและอ้างว่าจำเลยได้รื้อถอนกันสาดรูปโค้งแนวเดียวกับกำแพงออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเท่ากับจำเลยยอมรับว่าการก่อสร้างชายคาบ้านเป็นการละเมิดต่อโจทก์จริง ส่วนจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วน แล้วหรือไม่ เป็นเรื่องการบังคับคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นนี้อีกต่อไป คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะประเด็นการสร้างระเบียงอาคารของจำเลยเท่านั้น

จำเลยฎีกาประการแรกว่า จำเลยไม่ได้สร้างระเบียงอยู่ห่างแนวเขตที่ดินน้อยกว่า 2 เมตรนั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำให้การว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านตามแบบแปลนที่ได้รับอนุมัติรับรองจากบุคคลและหรือส่วนราชการ จำเลยปลูกสร้างถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 พ.ศ.2543 ข้อ 50 ตามคำให้การของจำเลยไม่ได้ต่อสู้อย่างแน่แท้ว่าจำเลยสร้างระเบียงอยู่ห่างเขตที่ดินเป็นระยะเท่าใด จำเลยจึงไม่ได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งไว้ในคำให้การของตน ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยก่อสร้างระเบียงอยู่ห่างแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยน้อยกว่า 2 เมตร ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า อำนาจในการรื้อถอนอาคารก่อสร้างที่ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานของรัฐโดยเฉพาะนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นไว้ตามมาตรา 40 ถึง 49 ทวิ เพื่อให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นควบคุมดูแลผู้ที่ก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคาร ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยคำนึงถึงความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย การสาธารณสุข การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การผังเมือง การสถาปัตยกรรมและการอำนวยความสะดวกแก่การจราจรซึ่งเป็นเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีลักษณะคุ้มครองกิจการของรัฐและความสงบสุขของประชาชนส่วนรวม แม้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 ได้บัญญัติว่า "ในกรณีมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับอาคารที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือการใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา" ก็ตาม แต่ฐานะของผู้เสียหายตามที่บัญญัติในมาตรา 73 ดังกล่าวเป็นสิทธิในการดำเนินคดีในทางอาญาต่อจำเลยผู้กระทำความผิดเท่านั้น อำนาจในการที่จะสั่งให้รื้อถอนอาคารหรือส่วนต่อเติมที่ผิดกฎหมายถือเป็นมาตรการที่จะบังคับกันในทางแพ่งซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้เป็นอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะของ เจ้าพนักงานท้องถิ่น ตลอดจนวิธีการที่เจ้าพนักงานจะปฏิบัติเป็นขั้นตอนไปดังปรากฏตามมาตรา 40 และ 42 ในหมวด 4 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะฟ้องบังคับจำเลยเพื่อให้รื้อถอนระเบียงที่ต่อเติมผิดกฎหมายอันเป็นอำนาจหน้าที่ในทางแพ่งโดยเฉพาะของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยรื้อถอนระเบียง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 ม. 42 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปิยะวรรณ คุณาศัย
จำเลย — นางสาวดวงพร ตั้งใจภักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุรางค์รัตน์ โอฬารสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พิศล พิรุณ
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10377/2555
#532846
เปิดฉบับเต็ม

การละเมิดลิขสิทธิ์โดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมหรือโสตทัศนวัสดุหรือสิ่งบันทึกเสียงตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และมาตรา 28 ต้องเป็นการกระทำโดยตรงแก่งานที่มีลิขสิทธิ์โดยชอบเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำโดยใช้งานที่มีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์มาก่อน โดยกรณีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่มีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์นั้น กฎหมายบัญญัติแยกลักษณะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ต่างหากในมาตรา 31 การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์กับการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาแล้วจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกัน

ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยนำเอาแผ่นซีดีเพลงซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายมาเปิดเผยแพร่เสียงต่อสาธารณชนภายในร้านข้าวต้มของจำเลย โดยจำเลยรู้ว่าแผ่นดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวมิใช่การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 และมาตรา 28 แต่กลับเป็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำแก่งานที่บุคคลอื่นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงตามมาตรา 27 (2) และมาตรา 28 (2) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 69 ไม่ว่าจะเป็นวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 5, 6, 15, 27, 28, 69, 75, 76 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 ให้แผ่นซีดีของกลาง ตกเป็นของผู้เสียหายเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 28 หรือไม่ เห็นว่า การละเมิดลิขสิทธิ์โดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมหรือโสตทัศนวัสดุหรือสิ่งบันทึกเสียงในกรณีจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และมาตรา 28 นั้น ทั้งสองมาตรานี้บัญญัติทำนองเดียวกันในลักษณะที่ต้องเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมหรือโสตทัศนวัสดุหรือสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ดังนั้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27 และมาตรา 28 จึงต้องเป็นการกระทำโดยตรงแก่งานที่มีลิขสิทธิ์โดยชอบเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำโดยใช้งานที่มีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์มาก่อน ซึ่งย่อมไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ทั้งนี้โดยกรณีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่มีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์นั้น กฎหมายบัญญัติแยกลักษณะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ต่างหากในมาตรา 31 ว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน..." ดังนั้นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์กับการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาแล้ว จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้โดยการละเมิดลิขสิทธิ์ที่จะเป็นความผิดทางอาญาตามมาตรา 69 ซึ่งได้แก่การละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27 หรือมาตรา 28 จึงมีองค์ประกอบความผิดในการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการกระทำโดยตรงต่องานอันมีลิขสิทธิ์โดยชอบเท่านั้น แต่ตามคำฟ้องเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดว่า จำเลยนำเอาแผ่นซีดีเพลง "เสียดาย" ซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 1 แผ่น มาเปิดเผยแพร่เสียงต่อสาธารณชนภายในร้านข้าวต้มจอมยุทธโดยใช้เครื่องเล่นดีวีดีเปิดจากแผ่นวีซีดี (ที่ถูก แผ่นซีดี) ดังกล่าว เพื่อให้กระจายเสียงเพลงออกทางลำโพงขยายเสียง เพื่อให้ลูกค้าประชาชนทั่วไปเข้ามารับประทานอาหารและเครื่องดื่มภายในร้านของจำเลยดังกล่าวได้ฟังขณะรับประทานอาหาร โดยจำเลยรู้ว่าแผ่นซีดีดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิใช่การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 และมาตรา 28 ดังกล่าว แต่กลับเป็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำแก่งานที่บุคคลอื่นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงตามมาตรา 27 (2) และมาตรา 28 (2) จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 69 ไม่ว่าจะเป็นวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ดังที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยโดยมีคำขอให้ลงโทษตามบทมาตราดังกล่าว ดังนี้แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 ม. 27 ม. 28 ม. 31 ม. 69
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายสุวัตรชัยหรือสันต์ เพ็ญกุศล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10328/2555
#538014
เปิดฉบับเต็ม

วิธีพิจารณาในข้อที่เกี่ยวกับการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีอาญานั้น ป.วิ.อ. ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในมาตรา 173/1, 173/2 และ 240 แล้ว โดยมีเจตนารมณ์ไม่เน้นบังคับให้โจทก์ต้องระบุชื่อเอกสารแต่ละฉบับหรือชื่อวัตถุแต่ละอันที่อยู่ในสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไว้ในบัญชีระบุพยาน เพราะในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรม ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานก่อนกำหนดวันนัดสืบพยานหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว กรณีจึงไม่จำต้องใช้ ป.วิ.พ. เรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีแพ่งมาใช้บังคับในคดีอาญานี้ตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนั้น ที่โจทก์อ้างบัญชีระบุพยานโจทก์ซึ่งไม่ใช่พยานบุคคลว่า "สรรพเอกสารและวัตถุพยานของกลางในสำนวนการสอบสวนคดีนี้" ก็เป็นการยื่นบัญชีระบุพยานโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลชั้นต้นให้เลื่อนวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานเดิมไปเป็นนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกวันตรวจพยานหลักฐานโดยปริยาย กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของ ป.วิ.อ. มาตรา 240 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลมิได้กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานตามมาตรา 173/1 ซึ่งตามวรรคหนึ่งของมาตราดังกล่าว กำหนดให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของตนเป็นพยานหลักฐาน ให้ยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสตรวจและขอคัดสำเนาเอกสารได้ก่อนที่จะนำสืบพยานเอกสารนั้นเว้นแต่ "...หรือศาลเห็นสมควรสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งเอกสารนั้น" การที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวโดยจำเลยยอมรับต่อศาลชั้นต้นที่สอบจำเลยว่าไม่ติดใจตรวจสอบเอกสารของโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยสอบคำให้การจำเลยและให้ฝ่ายจำเลยตรวจดูเอกสารและฝ่ายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว แล้วศาลชั้นต้นรับเอกสารไว้ โดยนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป และศาลชั้นต้นได้ให้ฝ่ายจำเลยตรวจเอกสารดังกล่าวดูแล้ว โดยจำเลยไม่ต้องการสำเนา การที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารดังกล่าวใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนั้น จึงเป็นอำนาจที่ศาลชั้นต้นกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากสภาพและความจำเป็นแห่งเอกสารตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำรับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 12 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นได้กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานในวันเดียวกันคือวันที่ 20 สิงหาคม 2550 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งโจทก์ จำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2550 โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานรวม 5 อันดับ โดยระบุว่า อันดับ 1 ถึง 4 เป็นพยานบุคคล ส่วนอันดับ 5 เป็นสรรพเอกสารและวัตถุพยานของกลางในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ แต่ก่อนถึงกำหนดวันนัดที่ 20 สิงหาคม 2550 ปรากฏว่าทางราชการมีประกาศให้วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2550 เป็นวันหยุดราชการ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 14 สิงหาคม 2550 ว่าให้เลื่อนวันนัดพร้อมที่ลงนัดไว้และให้นัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลย ในวันที่ 15 ตุลาคม 2550 เวลา 13.30 นาฬิกา โดยมีหมายนัดแจ้งวันนัดใหม่ให้โจทก์ จำเลยและนายประกันทราบแล้ว ครั้นถึงวันเวลานัดใหม่ ทนายจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 15 ตุลาคม 2550 ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานและขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ต่อศาลในวันตรวจพยานหลักฐานเพื่อให้จำเลยตรวจสอบตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และคดีนี้โจทก์มีเอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ดังนั้นจำเลยจึงประสงค์ที่จะขอตรวจดูเอกสารทั้งหมดของโจทก์ที่สามารถตรวจดูได้ตามกฎหมายในวันนัดพร้อมนี้ ทั้งจำเลยต้องการสำเนาเอกสาร ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำเนาให้แก่จำเลยตามที่เห็นสมควรตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นได้เกษียนสั่งคำร้องในวันนั้นว่า "สอบทนายจำเลยแล้วไม่ติดใจตรวจสอบเอกสารของโจทก์ รวมสำนวน" หลังจากนั้นศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง ซึ่งจำเลยยืนยันให้การปฏิเสธตามคำให้การที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น และโจทก์แถลงว่าหากจำเลยรับเรื่องพยานบุคคลที่ตรวจพิสูจน์ของกลางตามเอกสารรายงานการตรวจพิสูจน์โจทก์ก็จะไม่ติดใจสืบพยานบุคคลผู้ทำการตรวจพิสูจน์ ศาลชั้นต้นจึงได้ให้จำเลยและทนายจำเลยตรวจดูเอกสารแล้วจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงเรื่องผลรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง โจทก์จึงแถลงไม่ติดใจสืบพยานบุคคล และขอส่งรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเป็นพยาน ซึ่งศาลชั้นต้นรับไว้ หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยต่างแถลงต่อศาลชั้นต้นเรื่องจำนวนพยานบุคคลของแต่ละฝ่ายที่จะสืบและขอสืบพยาน 1 นัด ซึ่งศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยพร้อมกันในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 โดยสืบพยานโจทก์เวลา 9 ถึง 12 นาฬิกา และสืบพยานจำเลยเวลา 13.30 ถึง 16.30 นาฬิกา ตามที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันที่ศูนย์นัดความของศาลชั้นต้น ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โดยระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ส่งเอกสารเป็นพยาน 10 อันดับ และศาลชั้นต้นให้จำเลยตรวจดูเอกสารแล้ว ดังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ทั้งในภาคเช้าและภาคบ่าย หลังจากศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยคือตัวจำเลยเสร็จแล้ว จำเลยขอเลื่อนคดีไปสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นพยานบุคคลอีก 2 ปาก โดยศาลชั้นต้นอนุญาต โดยโจทก์ จำเลยได้ขอนัดสืบพยานจำเลยที่ศูนย์นัดความในวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสืบพยานจำเลยจนเสร็จการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษา

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ไม่ได้ระบุชื่อพยานเอกสารตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ในบัญชีระบุพยานโจทก์ และไม่ได้ยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลชั้นต้นในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้จำเลยมีโอกาสตรวจและขอคัดสำเนาเอกสารได้ก่อนที่โจทก์จะนำสืบพยานเอกสารนั้น แต่ศาลชั้นต้นกลับรับพยานเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่จำเลยอ้างไว้ในฎีกาหรือไม่ เห็นว่า วิธีพิจารณาในข้อที่เกี่ยวกับการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีอาญานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในมาตรา 173/1, 173/2 และ 240 แล้ว โดยมีเจตนารมณ์ไม่เน้นบังคับให้โจทก์ต้องระบุชื่อเอกสารแต่ละฉบับหรือชื่อวัตถุแต่ละอันที่อยู่ในสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไว้ในบัญชีระบุพยาน เพราะในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานก่อนกำหนดวันนัดสืบพยานหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย กรณีจึงไม่จำต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีแพ่งมาใช้บังคับในคดีนี้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้นที่โจทก์อ้างบัญชีระบุพยานโจทก์ในอันดับ 5 ซึ่งไม่ใช่พยานบุคคลว่า "สรรพเอกสารและวัตถุพยานของกลางในสำนวนการสอบสวนคดีนี้" ก็เป็นการยื่นบัญชีระบุพยานโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนการที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้น เห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ให้เลื่อนวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานเดิมไปเป็นนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 15 ตุลาคม 2550 จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกวันตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้โดยปริยาย กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลมิได้กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานตาม มาตรา 173/1 ซึ่งตามวรรคหนึ่งของมาตราดังกล่าว กำหนดให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของตนเป็นพยานหลักฐาน ให้ยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสตรวจและขอคัดสำเนาเอกสารได้ก่อนที่จะนำสืบพยานเอกสารนั้นเว้นแต่ "...หรือศาลเห็นสมควรสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งเอกสารนั้น" การที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวโดยจำเลยยอมรับต่อศาลชั้นต้นที่สอบจำเลยว่าไม่ติดใจตรวจสอบเอกสารของโจทก์แล้วศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยสอบคำให้การจำเลยและให้ฝ่ายจำเลยตรวจดูเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นรายงานผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางตามคำขอของโจทก์ที่ประสงค์อ้างเอกสารนี้ โดยฝ่ายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสาร แล้วศาลชั้นต้นรับเอกสารหมาย จ.1 ไว้ โดยนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป โดยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งภาคเช้าและภาคบ่ายว่า ระหว่างที่โจทก์อ้างส่งเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.11 เป็นพยานต่อศาลนั้น ศาลชั้นต้นได้ให้ฝ่ายจำเลยตรวจเอกสารดูแล้วโดยจำเลยไม่ต้องการสำเนา การที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารดังกล่าวใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้น จึงเป็นอำนาจที่ศาลชั้นต้นกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากสภาพและความจำเป็นแห่งเอกสารตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 วรรคหนึ่งแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 173/1 ม. 173/2 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายวิเชียรหรือเชียร กระจ่างแพทย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางสาวนพรัตน์ กะลัมพะเหติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา