คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11292/2555
#532924
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 190 เม็ด แต่พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 190 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.19 กรัม จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งปริมาณของยาเสพติดดังกล่าวกฎหมายสันนิษฐานไว้เด็ดขาดว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานนี้ แต่การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเองตามลำพัง แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยจะต้องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ศาลจึงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ริบของกลาง ยกเว้นเงิน 21,000 บาท ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง 100/1, 102 จำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุก 6 ปี และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเงิน 21,000 บาท รถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้วคงจำคุก 5 ปี 3 เดือน และปรับ 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกอัฐภณ สิบตำรวจโทวิมลกับพวก เจ้าพนักงานตำรวจหน่วยสืบสวนปราบปรามยาเสพติดเมืองพัทยาจับจำเลยนำส่งพันตำรวจโทขวัญชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางละมุง พร้อมเมทแอมเฟตามีน 190 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.19 กรัม ธนบัตรฉบับ 1,000 บาท 21 ฉบับ โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ชลบุรี 8ก - 5642 ของจำเลย และบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 พร้อมลายมือจำเลยที่เขียนรับสารภาพ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานประจำวันธุรการ พันตำรวจโทคนสันต์เป็นผู้นำเงินล่อซื้อไปลงบันทึกไว้เดิมเขียนเวลา 22 นาฬิกา แต่ภายหลังขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่เป็น 20 นาฬิกา นับเป็นข้อพิรุธ ซึ่งปกติจะลงเวลาจริง ดังนั้น น่าเชื่อว่ามีการบันทึกวันเวลา 22 นาฬิกา จึงเป็นภายหลังจับจำเลยได้แล้ว อีกทั้งจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในภาพถ่ายธนบัตรที่โจทก์อ้างว่าใช้ล่อซื้อ ทั้ง ๆ ที่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารทุกฉบับ แม้แต่การเขียนบันทึกสารภาพด้วยตนเอง ประกอบกับร้อยตำรวจเอกอัฐภณเบิกความว่า สายลับไม่เคยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนมาก่อน แล้วสายลับรู้ได้อย่างไรว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยเป็นหญิงอายุ 29 ปี นับว่ายังสาวไม่น่าจะกล้าลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในเวลาดึกและค่อนข้างเปลี่ยว หากจะกระทำผิดน่าจะกระทำที่บ้านพักหรือบริเวณใกล้เคียง จึงฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แต่จากคำเบิกความของพยานโจทก์ฟังได้ว่า พยานโจทก์ร่วมกันจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 190 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.19 กรัม จำเลยจึงมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง ซึ่งปริมาณของยาเสพติดดังกล่าวกฎหมายสันนิษฐานไว้เด็ดขาดว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานนี้ แต่การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเองตามลำพัง แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยจะต้องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก่อนที่จะนำไปจำหน่าย ดังนั้น ศาลจึงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนบทกฎหมายและโทษให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาวกัญญ์ชลา กิ่งคล้าย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายประเสริฐศักดิ์ ณรงค์รักเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11286/2555
#525544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดัดแปลงรถยนต์คันพิพาทที่เคยเสียภาษีสรรพสามิตมาแล้ว แต่ต่อมารถคันพิพาทประสบอุบัติเหตุจนเหลือแต่ซาก จำเลยจึงซ่อมแซมด้วยการตัดต่อคัสซี่ ตัดต่อห้องโดยสารด้านหลัง เปลี่ยนเครื่องยนต์และระบบรองรับน้ำหนักด้านหลัง เป็นการซ่อมส่วนที่เสียหายให้กลับสู่สภาพเดิม มิใช่ทำสิ่งที่ไม่มีหรือไม่เคยมีให้เกิดขึ้น จึงมิใช่เป็นการผลิตสินค้าตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 161 และพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 3

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 (1) ลงโทษปรับ 270,000 บาท คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำนวน 180,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เดิมรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฌ - 5012 กรุงเทพมหานคร หมายเลขตัวรถ ทีจีดี 21 - ซี 19691 หมายเลขเครื่องยนต์ บีดี 25 - ที 035781 เป็นรถยนต์กระบะบรรทุกลักษณะ 2 ตอน 3 แถว เป็นของบริษัทบางกอกมอเตอร์เวอคส์ จำกัด ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่งชนิดแวนหรือตรวจการณ์และได้เสียภาษีสรรพสามิตแล้วเป็นเงิน 283,000 บาท ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุ บริษัทบางกอกมอเตอร์เวอคส์ จำกัด ได้ขายซากรถคันดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อู่ชัยยนต์บางนา ซึ่งมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในราคา 16,500 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ประกอบรถยนต์คันดังกล่าวขึ้นใหม่เป็นรถยนต์ของกลาง โดยตัดต่อแซสซีส์ส่วนหลังออกแล้วนำแซสซีส์รถยนต์คันอื่นเชื่อมต่อเข้าแทน ตัดต่อบริเวณห้องโดยสารด้านหลัง เปลี่ยนเครื่องยนต์และระบบรองรับน้ำหนักด้านหลัง

ปัญหาวินิจฉัยชั้นฎีกามีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติไปแล้วว่า เดิมรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฌ - 5012 กรุงเทพมหานคร ถูกดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่งชนิดแวนหรือตรวจการณ์และเสียภาษีสรรพสามิตแล้วเป็นเงิน 283,000 บาท ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุ บริษัทบางกอกมอเตอร์เวอคส์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของได้ขายซากรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อู่ชัยยนตร์บางนา ซึ่งมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในราคา 16,500 บาท แล้วจำเลยจึงประกอบรถยนต์คันดังกล่าวขึ้นใหม่เป็นรถยนต์ของกลาง โดยตัดต่อแซสซีส์ส่วนหลังออกแล้วนำแซสซีส์ส่วนหลังของรถยนต์คันอื่นเชื่อมต่อเข้าแทน และตัดต่อบริเวณห้องโดยสารด้านหลังกับระบบรองรับน้ำหนักด้านหลังรวมทั้งเปลี่ยนเครื่องยนต์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนจึงมีว่า การซ่อมแซมและดัดแปลงซากรถยนต์เป็นรถยนต์ของกลางเป็นการผลิตขึ้นใหม่หรือไม่ เห็นว่า จำเลยซื้อซากรถยนต์มาในราคาเพียง 16,500 บาท ในขณะที่ก่อนรถยนต์คันดังกล่าวข้างต้นจะประสบอุบัติเหตุจนเหลือเป็นซากมีราคาหลายแสนบาท เมื่อรวมกับภาษีสรรพสามิตแสดงให้เห็นว่า หลังเกิดเหตุรถยนต์จะต้องเสียหายเป็นอย่างมาก แต่คงไม่สุดวิสัยถึงขนาดที่จะซ่อมแซมหรือดัดแปลงให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมไม่ได้ มิฉะนั้นจำเลยซึ่งประกอบกิจการซ่อมรถคงไม่ซื้อซากรถยนต์คันดังกล่าวมา ดังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ว่า รถยนต์คันดังกล่าวมีอายุใช้งานกว่า 10 ปี ชิ้นส่วนอะไหล่ในการซ่อมบางชิ้นไม่มีการซ่อมจึงต้องดัดแปลงสภาพรถบางส่วน ซึ่งคำเบิกความของจำเลยสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ฟังยุติว่า การตัดต่อดัดแปลงน่าจะกระทำเท่าที่จำเป็นเฉพาะด้านหลังเท่านั้น โดยแซสซีส์และตัวถังรถตอนกลางและตอนหน้ายังคงเป็นของเดิม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการซ่อมแซมส่วนที่เสียหายให้กลับสู่สภาพเดิม มิใช่ทำสิ่งที่ไม่มีหรือไม่เคยมีให้มีขึ้น การที่จำเลยซ่อมแซมและดัดแปลงซากรถยนต์คันที่เคยเสียภาษีสรรพสามิตแล้วเป็นรถยนต์ของกลางจึงมิใช่การผลิตตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4 จำเลยไม่มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีรถยนต์ของกลางไว้ในครอบครองโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิต คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธวัชชัย แย้มชื่นจิตนุกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11271/2555
#528505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ยืมบริษัทในเครือทั้งสองหลายฉบับในวงเงินจำนวนมาก แต่โจทก์ก็มิได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน และการทำสัญญาค้ำประกันก็เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทในเครือทั้งสองได้รับเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ อันเป็นการกระทำเฉพาะในระหว่างนิติบุคคลที่มีส่วนได้เสียผูกพันกันอยู่เท่านั้น แม้โจทก์ต้องใช้เงินให้แก่สถาบันการเงินตามสัญญาค้ำประกันแทนบริษัทในเครือทั้งสองเนื่องจากบริษัทในเครือทั้งสองล้มละลาย ซึ่งโจทก์สามารถหักวงเงินค้ำประกันดังกล่าวเป็นหนี้สูญนำไปเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องของภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ การค้ำประกันของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยการให้บริการค้ำประกันตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภ.ธ.73.1 - 02011110 - 25480311 - 006 - 00003 ถึงเลขที่ ภ.ธ.73.1 - 02011110 - 25480311 - 006 - 00059 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2548 และเลขที่ ภ.ธ.73.1 - 02011110 - 25480314 - 006 - 00060 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2548 รวม 58 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.1)/3/2551 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2551 และขอให้งดและหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ถือหุ้นในบริษัทอวาตา จำกัด ถึงร้อยละ 43.9 และบริษัทอวาตา จำกัด ถือหุ้นในบริษัทอวาตา ซิสเต็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มากกว่าร้อยละ 90 โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันให้แก่บริษัททั้งสองเพื่อให้บริษัททั้งสองนำเงินกู้มาใช้เป็นทุนดำเนินกิจการ และทำสัญญาค้ำประกันเพียงสองบริษัทเท่านั้น การทำสัญญาค้ำประกันของโจทก์จึงไม่เป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นที่ว่า โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อใด การประเมินรายรับและอัตราภาษีถูกต้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภ.ธ.73.1 - 02011110 - 25480311 - 006 - 00003 ถึงเลขที่ 73.1 - 02011110 - 25480311 - 006 - 00059 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2548 และเลขที่ ภ.ธ.73.1 - 02011110 - 25480314 - 006 - 00060 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2548 รวม 58 ฉบับ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.1)/3/2551 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2551 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจหลัก ผลิต ส่งออก และจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือ PCB (PRINTED CIRCUIT BOARD) ซึ่งเป็นแผ่น EPOXY GLASS ที่มีสื่อนำไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนสำคัญขั้นพื้นฐานในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร โทรคมนาคม และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกประเภท ภายใต้เครื่องหมายการค้า "KCE" วันที่ 11 และ 14 มีนาคม 2548 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์รวม 58 ฉบับ ลงวันที่ 10 มีนาคม 2548 สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2538 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2539 และเดือนภาษีมกราคม 2542 ถึงเดือนภาษีพฤศจิกายน 2542 ว่าโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้แก่บริษัทอวาตา จำกัด โดยโจทก์มิได้คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันจากบริษัทดังกล่าวในระยะเวลาที่ค้ำประกัน เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายได้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันในเดือนภาษีพิพาทตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และถือว่าเป็นการค้ำประกันโดยมีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน เข้าลักษณะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2541 โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้แก่บริษัทอวาตา จำกัด และบริษัทอวาตา ซิสเต็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโจทก์มิได้คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันจากบริษัทดังกล่าวในระยะเวลาที่ค้ำประกัน เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายได้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันในเดือนภาษีพิพาทตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และถือว่าเป็นการค้ำประกันโดยมีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน เข้าลักษณะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากค่าธรรมเนียมค้ำประกันอัตราร้อยละ 3 เบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่ม รวมทั้งภาษีส่วนท้องถิ่นอัตราร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นเงินค่าภาษีทั้งสิ้น 4,207,140 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์และไม่ลดหรืองดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันบริษัทในเครือตามฟ้องเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า แม้วัตถุประสงค์ของโจทก์ตามหนังสือรับรองข้อ 25 จะระบุว่า ทำการค้ำประกันหนี้สินและประกอบธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้สิน ความรับผิดชอบหรือการปฏิบัติตามสัญญาของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น โดยมีหรือไม่มีบุคคลหรือหลักทรัพย์เป็นประกัน รวมทั้งการค้ำประกัน และรับบริการค้ำประกันบุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศหรือเดินทางออกไปต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือการค้ำประกันบุคคลต่างด้าวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการหรือดำเนินงานของบริษัทกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร กฎหมายแรงงานและกฎหมายอื่น รวมทั้งประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาหรือประกันตัวจำเลยในชั้นศาลหรือประกันตัวบุคคลหรือทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายต่าง ๆ แต่ก็เป็นวัตถุที่ประสงค์ตามปกติของบริษัทซึ่งต้องพิเคราะห์ลักษณะการทำธุรกรรมตามวัตถุที่ประสงค์ของโจทก์ด้วย ดังนั้น แม้โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ยืมบริษัทในเครือทั้งสองหลายฉบับในวงเงินจำนวนมากก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ยืมของบริษัทในเครือทั้งสองโดยไม่ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตอบแทนจากบริษัทในเครือทั้งสอง และการที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันบริษัทในเครือทั้งสองดังกล่าวก็เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทในเครือทั้งสองได้รับเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ อันเป็นการกระทำเฉพาะในระหว่างนิติบุคคลที่มีส่วนได้เสียผูกพันกันอยู่เท่านั้น และแม้โจทก์จะต้องใช้เงินให้แก่สถาบันการเงินตามสัญญาค้ำประกันแทนบริษัทในเครือทั้งสองเนื่องจากบริษัทในเครือทั้งสองล้มละลาย ซึ่งโจทก์จะสามารถหักวงเงินค้ำประกันดังกล่าวเป็นหนี้สูญนำไปเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวก็เป็นเรื่องของภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีธุรกิจเฉพาะ การค้ำประกันของโจทก์ดังที่กล่าวมานี้จึงยังไม่เข้าลักษณะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยการให้บริการค้ำประกันตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีนี้จึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11233/2555
#528595
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบ จำเลยมิได้โต้แย้ง ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจที่จะหยิบยกข้อเท็จจริงที่ได้มาจากรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวมาประกอบดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติจึงหาได้เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏนอกสำนวน และไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่น ๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้ที่ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 266, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 988,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 226 (4) (ที่ถูก มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบ 266 (4)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและตั๋วเงินเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมตั๋วเงินซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและฐานใช้ตั๋วเงินแต่ละฉบับ จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมเอง จึงให้ลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 45 กระทง เป็นจำคุก 270 เดือน และปรับ 450,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดอย่างน้อย 1 ครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังเป็นเวลา 1 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 988,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมประพฤติจำเลย แต่ทั้งนี้ให้จำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยให้จำคุกกระทงละ 1 ปี ก่อนลดโทษให้ เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสุดที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 266 (4) แล้ว และจำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นความผิดดังกล่าวหลายกรรมต่างกัน ซึ่งต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวม 45 กระทง รวมโทษจำคุกของจำเลยหลังจากลดโทษแล้วมีกำหนด 270 เดือน ซึ่งเกินกว่า 20 ปี แต่ความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดกระทงหนักที่สุดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี ซึ่งมีระวางโทษอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยรวมทุกกระทงให้จำคุก 20 ปี จึงเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กรณีไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้เบาลงอีกได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเฉพาะข้อเท็จจริงแง่ลบของจำเลยตามรายงานการสืบเสาะและพินิจ ไม่เป็นธรรมต่อจำเลยเพราะจำเลยไม่ได้อ่านรายงานการสืบเสาะฯ โดยละเอียดจึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 เพราะเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอื่น ๆ หรือความประพฤติเสื่อมเสียของจำเลยเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติ พศ.2522 มาตรา 13 ซึ่งบัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นนี้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้" คดีนี้ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบ จำเลยมิได้คัดค้านปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2554 ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจที่จะหยิบยกข้อเท็จจริงที่ได้มาจากรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวมาประกอบดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติจึงหาได้เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏนอกสำนวน และไม่ใช่พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำผิดครั้งอื่น ๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยอาศัยโอกาสที่ผู้เสียหายมอบความไว้วางใจให้ทำหน้าที่การเงิน กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ โดยการปลอมจำนวนเงินในเช็คที่ผู้เสียหายสั่งจ่ายให้สูงขึ้น เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินส่วนต่างที่ธนาคารจ่ายให้เกินกว่าจำนวนเงินที่ผู้เสียหายสั่งจ่ายจริง รวมเงินที่จำเลยได้ไปเป็นจำนวนมากถึง 988,000 บาท พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ประกอบกับจำเลยรู้อยู่แล้วว่าผู้เสียหายเป็นองค์การการกุศลที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้ด้อยโอกาสและประชาชนที่ได้รับความทุกข์ยากทั่วไป มิได้มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการแสวงหากำไรใด ๆ เงินที่ใช้ในกิจการของผู้เสียหายย่อมมาจากการบริจาคเพื่อประโยชน์แก่การดำเนินการเพื่อสาธารณะกุศลของผู้เสียหาย แต่จำเลยกลับกระทำความผิดต่อผู้เสียหายโดยนำเงินที่ใช้ในกิจการของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิได้คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ การที่จำเลยชดใช้เงินที่จำเลยต้องรับผิดคืนให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนและผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยก็ดี การที่จำเลยมีภาระต้องดูแลคนในครอบครัวและมีปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ก็ดี ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะสมควรรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/2
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นางหรือนางสาวรัชนีกร อุทัยขามหรือสุวรรณทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายอภิชาติ บัวเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11230/2555
#521405
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านด่านได้ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายรวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นเท็จ ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยไม่ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งซึ่งรับรองความถูกต้อง พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแล้ว แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะบรรยายว่า บัญชีรายรับและรายจ่าย รวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นเท็จ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชัดแจ้ง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องของจำเลยไม่ตรงตามความจริงแล้วยังเป็นความเท็จอีกด้วย ส่วนจำเลยจะยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงอย่างไรก็เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง, 117 วรรคหนึ่ง แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 55, 117

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง, 117 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 4,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบรรยายฟ้องเกี่ยวแก่การกระทำนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติว่า ต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด โจทก์จะบรรยายฟ้องอย่างใดก็ได้พอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยได้กระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดก็ใช้ได้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านด่านในเขตเลือกตั้งที่ 1 ของเทศบาลตำบลบ้านด่านได้ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่าย รวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นเท็จไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ก็เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านด่านไม่ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งรับรองความถูกต้อง พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแล้ว แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะบรรยายว่า บัญชีรายรับและรายจ่าย รวมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นเท็จ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชัดแจ้ง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปอีกว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องของจำเลยไม่ตรงตามความจริงแล้วยังเป็นความเท็จอีกด้วย ส่วนจำเลยจะยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องไม่ถูกต้องครบถ้วนตรงกับความเป็นจริงอย่างไรก็เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ชั้นพิจารณา เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านด่านไม่ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งซึ่งรับรองความถูกต้อง พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องถูกต้องครบถ้วนตามความจริงถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง, 117 วรรคหนึ่ง แล้วฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 55 ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายนครินทร์ ไพรสินธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — ศิริวัฒน์ นาคเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — สรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11227/2555
#544485
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ คือ ใช้หรือมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตอันเป็นบัตรเครดิตปลอมอันเป็นเอกสารสิทธิและบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันได้มาโดยมิชอบ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวจึงไม่ใช่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น แต่เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยได้มาจากการปลอมและใช้เอกสารปลอมของผู้อื่นในการขอบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวอันเป็นการได้มาโดยมิชอบ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/5 และ 269/6 ทั้งโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 269/1, 269/4, 269/7, 91 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินรวม 314,411.21 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 269/1, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก เพียงกระทงเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน ฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสด เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้น ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสด (ที่ถูก เพียงกระทงเดียว) ตามมาตรา 269/4 วรรคสาม รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานใช้เอกสารปลอม จำคุกกระทงละ 3 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสด จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวมจำคุก 24 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 314,411.21 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 269/1, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7 มิใช่ความผิดฐานใดฐานหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์จึงไม่อาจขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหายได้ จึงยกคำขอในส่วนนี้ และข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้เอกสารปลอม รวมจำคุก 6 เดือน ข้อหาปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสดให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอม รวมจำคุก 6 เดือน เท่ากับศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารปลอม 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 และฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/6 นั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดของบทบัญญัติดังกล่าวคือใช้หรือมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตอันเป็นบัตรเครดิตปลอมอันเป็นเอกสารสิทธิและบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันได้มาโดยมิชอบ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวจึงมิใช่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น แต่เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยได้มาจากการปลอมและใช้เอกสารปลอมของผู้อื่นในการขอบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวอันเป็นการได้มาโดยมิชอบ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 และ 269/6 ทั้งโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาของให้ศาลรอการลงโทษจำคุกหรือเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษปรับนั้นเป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269/5 ม. 269/6
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวปริณฎา เพียรดีหรือวงค์มัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกำพล รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11225/2555
#528616
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามเอาทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายไปเพื่อให้ผู้เสียหายไปติดต่อชำระหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระจำเลยที่ 1 แต่การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการบังคับให้ผู้เสียหายชำระหนี้โดยพลการ ซึ่งไม่มีอำนาจจะกระทำได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามถือเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ แต่สำหรับรถยนต์กระบะของกลาง แม้เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่พฤติการณ์แห่งความผิดของจำเลยทั้งสามไม่ร้ายแรงมากนัก โทษจำคุกและโทษปรับที่กำหนด เชื่อว่าทำให้จำเลยทั้งสามหลาบจำ จึงไม่กำหนดโทษริบทรัพย์สินอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 364, 365, 335, 336 ทวิ และริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถานโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะ และคำขอริบของกลางให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และ 83 อีกฐานหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถาน โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้จำเลยทั้งสามกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละมีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์กระบะของกลาง นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางวรรณ์ ผู้เสียหาย เป็นหนี้เงินกู้ยืมจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 28,000 บาท วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อทวงหนี้เงินกู้ยืมจากผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ชำระ จำเลยทั้งสามจึงร่วมกันเอาเครื่องซักผ้ายี่ห้อซัมซุง 1 เครื่อง ราคา 11,880 บาท โทรทัศน์สียี่ห้อเจวีซี ขนาด 21 นิ้ว 1 เครื่อง ราคา 10,000 บาท และเครื่องเล่นวีซีดี 1 เครื่อง ราคา 3,500 บาท ของผู้เสียหาย โดยใช้รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บง 4751 พะเยา ของกลางเป็นยานพาหนะบรรทุกทรัพย์ดังกล่าวไป ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อรับฟังพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามในการเอาทรัพย์ของกลางผู้เสียหายไปตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวที่ว่า ก่อนจะเอาทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายไปจำเลยทั้งสามได้ไปพบนายวิษณุ ผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้ช่วยพูดให้ผู้เสียหายชำระหนี้จำเลยที่ 1 เมื่อตกลงกันไม่ได้ จำเลยทั้งสามจึงเอาทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายไป จำเลยทั้งสามบอกนางสาวรัตนาว่า หากอยากจะได้ทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายคืนให้ผู้เสียหายนำเงินที่กู้ยืมไปชำระ และจำเลยทั้งสามนำทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายไปคืนพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนบอกให้จำเลยทั้งสามนำทรัพย์ของกลางมาคืน ประกอบกับหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ที่ระบุว่า ผู้เสียหายจะชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เดือนละ 2,000 บาท หากไม่ชำระยินยอมให้ยึดทรัพย์สินของผู้เสียหายโดยไม่มีข้อยกเว้น เชื่อว่าจำเลยทั้งสามเอาทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายไปเพื่อให้ผู้เสียหายไปติดต่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่ค้างชำระจำเลยที่ 1 แต่การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าว เป็นการบังคับให้ผู้เสียหายชำระหนี้โดยพลการ ซึ่งไม่มีอำนาจจะกระทำได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามถือเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว จึงเป็นความผิดฐานฐานร่วมกันลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับรถยนต์กระบะของกลางนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่พฤติการณ์แห่งความผิดของจำเลยทั้งสามไม่ร้ายแรงมากนัก โทษจำคุกและโทษปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดแก่จำเลยทั้งสามนั้นเชื่อว่าจะทำให้จำเลยทั้งสามหลาบจำไม่กระทำความผิดอีกแล้ว จึงเห็นสมควรไม่กำหนดโทษริบทรัพย์สินอีก

พิพากษายืน เว้นแต่รถยนต์กระบะของกลางไม่ริบให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 (8) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นายส่ง มุงเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายบันดาล ดังขุนทด
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11224/2555
#533009
เปิดฉบับเต็ม

การที่สลากกินแบ่งรัฐบาลถูกรางวัลที่หนึ่งและจำเลยทั้งสองร่วมกันไปรับเงินรางวัลมาแล้ว ย่อมทำให้โจทก์ร่วมหมดโอกาสที่จะได้รับเงินรางวัล เท่ากับว่าโจทก์ร่วมต้องสูญเสียเงินจำนวนนั้นไปเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองโดยตรง โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินเท่ากับจำนวนเงินรางวัลที่หนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แต่ได้ความว่าในการขอรับเงินรางวัล จำเลยทั้งสองได้รับเงินมาเพียง 3,980,000 บาท เพราะต้องเสียอากรแสตมป์ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องคืนหรือใช้เงินจำนวนเท่าที่ได้รับมาเท่านั้น และโจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โดยเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 440 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,352 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 4,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นายธีระศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ก่อนสืบพยาน โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมเป็นลูกค้าที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากบนดินจากจำเลยที่ 1 เป็นประจำ เดือนเมษายน 2548 โจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 ที่มีเลขท้าย 2 ตัว 67 จำนวน 1 คู่ (ฉบับ) ราคา 90 บาท และซื้อสลากบนดิน 2 ตัวบน เลข 67 จำนวน 100 บาท จากจำเลยที่ 1 และฝากจำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้ โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวคือฉบับชุดที่ 09 และ 10 เลข 568967 ต่อมาผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 รางวัลที่หนึ่ง ได้แก่ เลข 772467 จำเลยที่ 1 นำสลากกินแบ่งรัฐบาล ชุดที่ 01 และ 02 เลข 772467 ไปขอรับเงินรางวัลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้รับเงินมา 3,980,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งถูกรางวัลที่หนึ่งตามฟ้องหรือไม่ โดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมซื้อและฝากจำเลยที่ 1 ไว้ คือ ชุดที่ 01 และ 02 เลข 772467 หรือไม่ คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้โจทก์ร่วม ครั้นโจทก์ร่วมไปติดตามทวงคืนหลังจากนั้นอีกถึง 12 วัน จำเลยที่ 1 จึงมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ร่วมจึงขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 เคยอ้างต่อโจทก์ร่วมว่าทิ้งสลากไปแล้วในตอนแรกอันเป็นพิรุธ และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทวิชาญและนางผุสดี ประกอบรายงานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นสลากซึ่งอยู่ในชุดที่นางสาวอัมพร รับโควตาไปจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและขายต่อยกเล่มซึ่งมี 100 คู่ (ฉบับ) ให้แก่นางสาวผุสดีและนางสาวผุสดีนำไปวางขายปลีกให้แก่ประชาชนทั่วไป มิได้ขายส่งหรือขายยกเล่ม โดยนางสาวสดีมิได้เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อสลากจากพยานและจำเลยที่ 1 มิได้ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ซื้อไปจากนางสาวผุสดีเช่นกัน กับไม่มีเหตุจูงใจใดที่จำเลยที่ 1 ต้องไปหาซื้อสลากเลขดังกล่าวเพื่อนำไปวางขายต่อที่แผงของตน ที่จำเลยที่ 1 ให้ปากคำต่อพันตำรวจโทวิชาญว่า จำเลยที่ 1 ซื้อสลากจากแผง โดยเลือกเลขที่สวยจากแผง ก็ไม่สอดคล้องกับเลข 568967 ที่มิใช่เลขสวยแต่อย่างใด จึงไม่น่าเชื่อว่าสลากจะเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปจากนางสาวผุสดีและจำเลยที่ 1 นำไปขายต่อให้แก่โจทก์ร่วม ที่จำเลยที่ 1 ให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยที่ 1 เป็นประจำทุกงวด ไม่มีสลากมาแสดงเช่นกัน อันแตกต่างกับโจทก์ร่วมที่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเคยซื้อจากจำเลยที่ 1 แต่ไม่ถูกรางวัลมายืนยันและให้ตรวจสอบได้ พฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยทั้งสองล้วนแต่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นพิรุธ เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมซื้อและฝากจำเลยที่ 1 ไว้ คือ ฉบับชุดที่ 01 และ 02 เลข 772467 ตามสำเนาสลากจริง ครั้นสลากถูกรางวัลที่หนึ่งจำเลยที่ 1 คิดที่จะเบียดบังเอาสลากไว้เสียเอง จึงได้อ้างต่อโจทก์ร่วมว่าสลากไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว จากนั้นให้จำเลยที่ 2 บุตรชายรับสมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อสลากฉบับดังกล่าวไป แล้วร่วมมือกันนำสลากไปขอรับเงินรางวัลมาเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริต จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานยักยอก ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมครอบครองสลากมาแต่แรก แต่การที่จำเลยที่ 2 รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากและร่วมไปขอรับเงินรางวัลมาถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยที่ 1 ในการยักยอกสลาก จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่งมีโทษเบากว่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 การที่สลากกินแบ่งรัฐบาลถูกรางวัลที่หนึ่งและจำเลยทั้งสองร่วมกันไปรับเงินรางวัลมาแล้ว ย่อมทำให้โจทก์ร่วมหมดโอกาสที่จะได้รับเงินรางวัล เท่ากับว่าโจทก์ร่วมต้องสูญเสียเงินจำนวนนั้นไป เนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองโดยตรง โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินเท่าจำนวนเงินรางวัลที่หนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่ได้ความว่าในการไปขอรับเงินรางวัล จำเลยทั้งสองได้รับเงินมาเพียง 3,980,000 บาท เพราะต้องเสียอากรแสตมป์ 20,000 บาท จึงชอบที่จำเลยทั้งสองต้องคืนหรือใช้เงินจำนวนเท่าที่ได้รับมาเท่านั้น และโจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โดยเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 440 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 3,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.พ.พ. ม. 440
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
โจทก์ร่วม — นายธีรศักดิ์ แสวงทรัพย์
จำเลย — นางสมบุญ เหนือเกาะหวาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายณรงค์ฤทธิ์ โหรสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11216/2555
#559183
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ถือคดีอาญาเป็นหลัก จึงจะฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งให้แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาที่ฟังเป็นยุติแล้วไม่ได้ ทั้งมาตรา 44 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาและเรียกค่าสินไหมทดแทน คดีส่วนแพ่งย่อมรวมเป็นส่วนหนึ่งของคดีส่วนอาญา เมื่อ ป.วิ.อ. ภาค 6 หมวด 1 การบังคับตามคำพิพากษา มาตรา 245 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า ซึ่งมีความหมายว่าการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คดีส่วนแพ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีส่วนอาญาจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วยเช่นเดียวกัน จำเลยอุทธรณ์และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจขอให้ออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เพิกถอนคำสั่งออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยระหว่างอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้อง อำนาจในการสั่งให้ทุเลาการบังคับหรือไม่เป็นอำนาจเฉพาะของศาลแต่ละชั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งในเรื่องนี้อย่างไรแล้ว โจทก์ร่วมจะฎีกาคำสั่งดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลางและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,781,755 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2551 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและขอทุเลาการบังคับคดีส่วนแพ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอออกคำบังคับและหมายบังคับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นสั่งออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปตามลำดับ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคำขอทุเลาการบังคับคดีส่วนแพ่งแล้ว ให้ยกคำร้อง และพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งแล้ว ให้เพิกถอนคำสั่งออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมสามารถขอให้บังคับคดีคดีส่วนแพ่งได้โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด โดยอ้างเหตุผลว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับคดีทางอาญามิใช่ใช้บังคับทางแพ่ง เพราะการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ มาตรา 50 บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามมาตรา 44/1 ให้ถือว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และมาตรา 249 บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าธรรมเนียมนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ในคดีแพ่งแม้คดียังไม่ถึงที่สุด การที่จำเลยอุทธรณ์ก็ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อไม่ให้ถูกบังคับคดีในระหว่างรอผลคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีพร้อมอุทธรณ์ หากกฎหมายประสงค์ให้คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะบังคับได้เมื่อคดีถึงที่สุด ก็สมควรที่จะระบุไว้ให้รอคดีอาญาถึงที่สุดก่อน เมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ประกอบบทกฎหมายข้างต้น จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าการบังคับคดีส่วนแพ่งไม่ต้องรอคดีถึงที่สุด ดังนั้น โจทก์ร่วมไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาฎีกาที่ 2786/2532 ที่ว่าต้องรอคดีอาญาถึงที่สุดก่อน โจทก์ร่วมจึงขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ นั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 วรรคหนึ่ง, 47 วรรคหนึ่ง, 50, 249 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 จะบัญญัติไว้ดังที่โจทก์ร่วมอ้าง แต่เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์สำคัญที่ว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แสดงว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ถือคดีอาญาเป็นหลัก จึงจะฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งให้แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาที่ฟังเป็นยุติแล้วไม่ได้ ทั้งมาตรา 44 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาให้รวมเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาและเรียกค่าสินไหมทดแทน คดีส่วนแพ่งย่อมรวมเป็นส่วนหนึ่งของคดีส่วนอาญา เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 6 หมวด 1 การบังคับตามคำพิพากษา มาตรา 245 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า ซึ่งมีความหมายว่าการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คดีส่วนแพ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีส่วนอาญาจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยอุทธรณ์และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจขอให้ออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เพิกถอนคำสั่งออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยระหว่างอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้องและอำนาจในการสั่งให้ทุเลาการบังคับหรือไม่เป็นอำนาจเฉพาะของศาลแต่ละชั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งในเรื่องนี้อย่างไรแล้ว โจทก์ร่วมจะฎีกาคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ป.วิ.อ. ม. 40 วรรคหนึ่ง ม. 44 วรรคสอง ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง ม. 50 ม. 245 วรรคหนึ่ง ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นายคำรณ สร้อยสน
จำเลย — นายสนิทหรือช้าง รัตนเหล็กไหล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายธนชัย เปรมธนวิศิษฏ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สิงห์พล ละอองมณี
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11196/2555
#533012
เปิดฉบับเต็ม

การพรากเป็นคนละอย่างกับการพูดชักชวนและการพรากมีความหมายคนละอย่างกับการพูดและไม่ใช่การพูด หากจำเลยพูดแต่ไม่ได้พรากหรือพาผู้เสียหายไปจำเลยย่อมไม่ผิดฐานพรากผู้เยาว์ เพราะการพรากผู้เยาว์จะต้องมีการกระทำที่ยิ่งกว่าการพูดชักชวน เนื่องจากการพูดชักชวน เด็กหรือผู้เยาว์ตัดสินใจไม่ไปตามที่พูดชักชวนได้ จนกว่าจะมีการพาเด็กหรือผู้เยาว์ไปตามทิศทางที่พูดชักชวนไว้ จึงจะมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้ สอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่ให้คำนิยามคำว่า พราก หมายถึงต้องมีการกระทำที่พาไป ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ยอมออกจากบ้านมาหาจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการพรากผู้เยาว์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความเพียงจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ใจอ่อนยอมมาหาจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ไปรับหรือพาผู้เสียหายที่ 1 ออกมาจากบ้าน การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง 317 วรรคท้าย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุก 7 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร รวมสองกระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 17 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุก 7 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพรากผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ยอมออกจากบ้านมาหาจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการพรากผู้เยาว์แล้ว เห็นว่า การพรากเป็นคนละอย่างกับการพูดชักชวนและการพรากมีความหมายคนละอย่างกับการพูดและไม่ใช่การพูด หากจำเลยพูดแต่ไม่ได้พรากหรือพาผู้เสียหายไปจำเลยย่อมไม่ผิดฐานพรากผู้เยาว์ เพราะการพรากผู้เยาว์จะต้องมีการกระทำที่ยิ่งกว่าการพูดชักชวน เนื่องจากการพูดชักชวน เด็กหรือผู้เยาว์ตัดสินใจไม่ไปตามที่พูดชักชวนได้ จนกว่าจะมีการพาเด็กหรือผู้เยาว์ไปตามทิศทางที่พูดชักชวนไว้ จึงจะมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้ สอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่ให้คำนิยามคำว่า พราก หมายถึงต้องมีการกระทำที่พาไป ข้อเท็จจริงได้ความเพียงจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ใจอ่อนยอมมาหาจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ไปรับหรือพาผู้เสียหายที่ 1 ออกมาจากบ้าน การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้อง ฎีกาโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายธนานันท์ วัดครบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอรุณ ชัยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประสงค์ จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
พิทักษ์ คงจันทร์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11190/2555
#541524
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการนั้น ต้องเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่ซึ่งใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง หาได้หมายความรวมถึงบริเวณของสถานที่ราชการนั้นด้วย การที่จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จอดไว้ระหว่างป้อมยามที่ 1 และป้อมยามที่ 2 บริเวณทางเข้าวนอุทยานที่เกิดเหตุ ซึ่งมิใช่สถานที่ซึ่งใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 335 (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1058/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง จำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายกับนายสุจินต์ เบิกความว่า ภายหลังเกิดเหตุนายธนธรณ์ใช้อาวุธปืนยิงขู่นายสำเริงหรือจ้อนพวกของจำเลยที่ถืออาวุธมีดเหลียนจะฟันทำร้ายนายธนธรณ์ จนทำให้นายสำเริงหรือจ้อนได้รับอันตรายมีบาดแผลถูกยิงที่ขาและวิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายวินัยหลบหนีไปพร้อมนายวินัยและนายอาทิตย์ ส่วนจำเลยวิ่งหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุแล้วย้อนกลับมาขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จอดอยู่ข้างป้อมยามออกไปจากสถานที่เกิดเหตุ ในขณะผู้เสียหายพานายธนธรณ์กลับไปส่งที่บ้านพัก โดยนายสุจินต์ประจักษ์พยาน ผู้พบเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากวนอุทยานที่เกิดเหตุ เบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุนายคล้ายกับนางหร่อง เจ้าหน้าที่วนอุทยานถ้ำเพชร - ถ้ำทอง ไม่ได้เข้าเวรยามและนายสุจินต์พบเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากข้างป้อมยามที่เกิดเหตุในขณะไม่มีคนอยู่ที่ป้อมยาม ส่วนผู้เสียหายก็ยืนยันว่า ผู้เสียหายเพิ่งทราบเหตุรถจักรยานยนต์สูญหายในขณะเดินกลับจากบ้านพักของนายธนธรณ์มาถึงป้อมยามที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้ยืมรถจักรยานยนต์ของตน ซึ่งเมื่อโจทก์ได้นำร้อยตำรวจเอกสุรพงษ์พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองคำอ้างของผู้เสียหายและนายสุจินต์ว่า หลังเกิดเหตุผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ โดยอ้างว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายสูญหายไปในระหว่างที่ผู้เสียหายพาหัวหน้าวนอุทยานกลับบ้านพักภายหลังเกิดเหตุบุกรุกวนอุทยานและมีเหตุยิงกัน ประกอบกับจำเลยคงมีเพียงตัวจำเลยเบิกความอ้างลอยๆ ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจากนายคล้ายและนางหร่อง เพื่อไปเยี่ยมอาการบาดเจ็บของนายสำเริงหรือจ้อนโดยจำเลยมิได้นำบุคคลทั้งสองมาเบิกความสนับสนุนข้ออ้าง และมิได้ถามค้านพยานโจทก์ให้ได้ความตามข้ออ้างของจำเลย อันนับเป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนักน้อย ตลอดจนข้อเท็จจริงก็ได้ความจากทางพิจารณาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับพวกเป็นฝ่ายก่อเหตุโต้เถียงวิวาทกับผู้เสียหายและนายธนธรณ์ จนเกิดเหตุนายธนธรณ์ใช้อาวุธปืนยิงถูกนายสำเริงหรือจ้อนได้รับอันตรายและพากันหลบหนีไป ยังอันไม่มีเหตุควรเชื่อว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นคู่พิพาทกับจำเลยและพวก จะยินยอมให้จำเลยซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและอยู่ในอาการมึนเมาสุราอย่างมาก ยืมรถจักรยานยนต์ดังข้ออ้างของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของผู้เสียหายเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ดังนั้น แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความว่า ข้อที่จำเลยต่อสู้ว่า ผู้เสียหายกับร้อยตำรวจเอกสุรพงษ์ พนักงานสอบสวนเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับวันที่ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์และปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถที่ผู้เสียหายทำประกันภัยไว้ เห็นว่า แม้จะปรากฏความดังข้ออ้างของจำเลย แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงพลความ ทั้งการได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่เหตุที่จะรับฟังเป็นข้อพิรุธว่า ผู้เสียหายรู้เห็นยินยอมให้จำเลยยืมรถจักรยานยนต์ดังข้อต่อสู้ของจำเลย ส่วนที่จำเลยต่อสู้อ้างว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อไปเยี่ยมนายสำเริงหรือจ้อน ไม่มีเจตนาลักทรัพย์นั้น เห็นว่า คงมีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ของจำเลยที่มีน้ำหนักน้อย ทั้งการกระทำดังกล่าวก็เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปเพื่อประโยชน์ของตนโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย อันเป็นการกระทำโดยทุจริตและถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง การกระทำอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการนั้นต้องเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่ซึ่งใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง หาได้หมายความรวมถึงบริเวณของสถานที่ราชการนั้นด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จอดไว้ระหว่างป้อมยามที่ 1 และป้อมยามที่ 2 บริเวณทางเข้าวนอุทยานที่เกิดเหตุ ซึ่งมิใช่สถานที่ซึ่งใช้ปฏิบัติราชการโดยตรง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) จำเลยคงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นเพียงบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสองลงโทษจำคุก 4 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน. โดยให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสุเมธหรือโจ๊ก ภูตะคาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวศิริรัตน์ สีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วรพจน์ วิไลชนม์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11182/2555
#537955
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังผู้ตายจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว ผู้ตายมาทราบความจริงว่าได้จดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมผิดไปจากเจตนาของตน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้ดำเนินการเพิกถอนการรับบุตรบุญธรรมแต่อย่างใด กลับไปเล่าเรื่องราวให้แก่ จ. เขียนบันทึกความเดือดร้อนให้ผู้ตายลงลายมือชื่อไว้ แม้บันทึกดังกล่าวจะมีข้อความแสดงเจตนาของผู้ตายที่ไม่ประสงค์จะรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลเป็นการเลิกรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายปั๋น ผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังคู่ความที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า นายปั๋น เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางคำ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและมีเหตุสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมิใช่บุตรบุญธรรมของผู้ตาย เพราะผู้ตายลงชื่อรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมโดยสำคัญผิด ทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม จึงไม่ถูกต้องที่ผู้คัดค้านนำสืบบันทึกความเดือดร้อน ที่ผู้ตายทำไว้ก่อนตายว่ามีผลเป็นการตัดผู้ร้องออกจากมรดกผู้ตายนั้น ไม่เป็นการนำสืบนอกประเด็น เพราะได้มีการยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นแล้ว ทั้งการที่ชื่อมารดาของผู้ร้องในเอกสารมีการขูดลบแก้ไขไม่ใช่การแก้ไขให้ตรงกับความจริง หากแต่เป็นเอกสารปลอม ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายเป็นคดีนี้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ร้องมีหลักฐานทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งผู้ตายลงลายมือชื่อแสดงเจตนารับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าพยานและนายทะเบียน โดยมีการบันทึกสอบสวนการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตายไว้แล้วเป็นพยานหลักฐาน ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อเพียงในฐานเป็นสามีผู้ให้ความยินยอมแต่อย่างใด แม้จะได้ความว่า ภายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว ผู้ตายมาทราบความจริงว่าได้จดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมผิดไปจากเจตนาของตน ทั้งที่ได้รับคำแนะนำจากนายอำเภอให้เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรมเสีย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้ดำเนินการเพิกถอนการรับบุตรบุญธรรมแต่อย่างใด กลับไปเล่าเรื่องราวให้แก่นายจำรัส เขียนบันทึกความเดือดร้อนให้ผู้ตายลงลายมือชื่อไว้ แม้บันทึกจะมีข้อความแสดงเจตนาของผู้ตายที่ไม่ประสงค์จะรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลเป็นการเลิกรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ทั้งก่อนทำบันทึกผู้ตายยังทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 19724 ในส่วนที่เป็นของผู้ตายให้แก่ผู้ร้องในฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายด้วย ซึ่งผู้ร้องได้รับมรดกในที่ดินนั้นแล้ว สำหรับประเด็นว่าบันทึกมีผลเป็นการตัดผู้ร้องออกจากกองมรดกผู้ตายหรือไม่ อยู่นอกเหนือคำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นการนำสืบนอกคำคัดค้าน ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ภาค 5 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า บันทึกด้านหลังทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม มีการแก้ไขชื่อมารดาผู้ให้กำเนิดของผู้ร้อง ซึ่งมีผลต่อความสมบูรณ์ของเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นการแก้ไขข้อมูลที่พิมพ์ผิดให้ตรงกับความจริงเท่านั้น หาเป็นข้อสาระสำคัญที่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเอกสารไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ตายจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ร้องจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางดาวเรือง ก๋าละวิน
ผู้คัดค้าน — นางรสแก้ว สุตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายประวีณ จันทรบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11181/2555
#532939
เปิดฉบับเต็ม

ว. เช่าซื้อรถยนต์จากจำเลยแล้วผิดสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ว. ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลย แต่ ว. นำรถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยมาให้โจทก์ซ่อมแล้วไม่ชำระค่าซ่อม โจทก์จึงต้องเก็บรักษารถยนต์ที่โจทก์ซ่อมซึ่งเป็นของจำเลยไว้ในอู่อีก ย่อมเป็นการที่โจทก์จัดการไปสมประโยชน์ของจำเลยและต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่พึงสันนิษฐานได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าบำรุงรักษารถยนต์ในส่วนค่าจอดรถจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 22,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะ ยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน ป - 4324 แพร่ จำเลยให้นางวนิดาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2537 นางวนิดานำรถยนต์คันที่เช่าซื้อมาให้โจทก์ซ่อมแล้วไม่ชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์และผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญา ศาลจังหวัดลำปางพิพากษาให้นางวนิดาส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลย โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าบำรุงรักษารถยนต์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าบำรุงรักษารถยนต์ในส่วนค่าจอดรถชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยว่า การบำรุงรักษารถยนต์ตามฟ้องเป็นเรื่องของการจัดการงานนอกสั่ง และจำเลยไม่แก้ฎีกา เห็นว่า การที่นางวนิดาไม่ชำระค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงต้องเก็บรักษารถยนต์ที่โจทก์ซ่อมซึ่งเป็นของจำเลยไว้ในอู่อีก ย่อมเป็นการที่โจทก์จัดการไปสมประโยชน์ของจำเลยและต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยที่พึงสันนิษฐานได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าบำรุงรักษารถยนต์ในส่วนค่าจอดรถจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าบำรุงรักษารถยนต์ในส่วนค่าจอดรถแก่โจทก์อีกจำนวน 80,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกษร ประสิทธิ์วิเศษ
จำเลย — บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายวรุณ ชำนาญศรีเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11151/2555
#528561
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้มีอาชีพในการรับจ้างออกแบบและเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินธุรกิจของโจทก์ ย่อมทราบดีเกี่ยวกับธุรกิจการค้าขายข้าวของโจทก์ โดยรูปประดิษฐ์รวงข้าวที่จำเลยออกแบบเพื่อใช้กับเครื่องเขียนสำนักงาน ชุดเครื่องแบบ หัวจดหมาย ซองจดหมาย นามบัตร อันเป็นการนำไปใช้ในการประกอบกิจการการค้าขายข้าวของโจทก์ซึ่งควรเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เพื่อให้โจทก์ใช้โดยเฉพาะและไม่เหมือนหรือคล้ายกับของผู้อื่นที่มีแต่ก่อให้เกิดความสับสนได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ธรรมดาที่ไม่ถึงขนาดประสงค์จะใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการก็ตาม สัญญาที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยออกแบบรูปประดิษฐ์ให้โจทก์ เป็นสัญญาการออกแบบเพื่อใช้ในทางการค้าขายข้าว รูปประดิษฐ์รวงข้าวที่จำเลยออกแบบให้แก่โจทก์ตามสัญญาจึงต้องเป็นรูปประดิษฐ์ที่จำเลยสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ที่นำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ได้ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา จึงต้องไม่เป็นการลอกเลียนงานหรือทำซ้ำงานของบุคคลอื่น ในอันที่จะทำให้โจทก์ถูกผู้อื่นฟ้องหรือเสียหายในทางการค้า

การที่จำเลยไม่ได้ออกแบบรูปประดิษฐ์รวงข้าวพิพาทด้วยตนเองแต่กลับเพียงดัดแปลงแบบของบุคคลอื่นมาจากเว็บไซต์ซึ่งเหมือนกับรูปประดิษฐ์รวงข้าวในเว็บไซต์ของบุคคลอื่นซึ่งใช้รูปประดิษฐ์กับสินค้าข้าวสารเช่นเดียวกับโจทก์ อันอาจทำให้โจทก์ถูกบุคคลฟ้องร้องว่าละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปประดิษฐ์รวงข้าว หรือละเมิดเครื่องหมายการค้ารูปประดิษฐ์รวงข้าวอันจะทำให้โจทก์เสียหายทางการค้าได้ จึงเป็นการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาในส่วนนี้ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าจ้าง 544,844 บาท และค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรูปรอยประดิษฐ์รวมทั้งค่าปรึกษาทางกฎหมายอีก 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 จนถึงวันฟ้องอีก 39,920.28 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 654,764.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 614,844 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ออกแบบรูปรอยประดิษฐ์เพื่อใช้เป็นตราสัญลักษณ์องค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ทางการค้าของโจทก์ (TRC Group Logo) และนำไปใช้กับกระดาษเอกสาร หัวจดหมาย ซองเอกสาร นามบัตร ซองจดหมาย และตรายาง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำนักงานของโจทก์โดยตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลย 544,844 บาท จำเลยออกแบบรูปรอยอักษรโรมันเป็นชื่อย่อภาษาอังกฤษของโจทก์ว่า TRC และรูปประดิษฐ์รวงข้าวที่พิพาทส่งมอบให้โจทก์และโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนจำนวนให้แก่จำเลยแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ในส่วนการทำงานออกแบบให้โจทก์นั้น ได้ความว่า รูปประดิษฐ์รวงข้าวที่จำเลยออกแบบและจัดวางรูปดังกล่าวลงในกระดาษหัวจดหมาย ซองเอกสาร ซองจดหมาย นามบัตรและตรายาง และส่งมอบให้โจทก์แล้ว มีสาระสำคัญของภาพเหมือนรูปประดิษฐ์รวงข้าวของเอส.ดี.เมอร์ฟี่วู้ดเวิร์คกิ้ง (S.D. Murphy Woodworking) และรูปประดิษฐ์รวงข้าวในเว็บไซต์ www.tibaexpo.com ของทีบ้าเอ็กซ์โป (TIBA EXPO) ซึ่งได้มีการใช้เครื่องหมายแจ้งความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเว็บไซต์ของตนและใช้รูปประดิษฐ์รวงข้าวกับผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวสารตามรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบรูปประดิษฐ์รวงข้าวโดยเหมือนกันทั้งจำนวนเมล็ดข้าว รวง และใบข้าว แม้แต่ลายเส้นและสัดส่วนที่ใช้ก็เหมือนกัน ต่างกันเพียงรูปประดิษฐ์รวงข้าวของจำเลยไม่มีกรอบล้อมรอบเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การรับว่าจำเลยได้ดัดแปลงจากรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ www.dafont.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีรูปภาพและตัวอักษรในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยมาปรับแต่งโดยกลับด้านรูปประดิษฐ์รวงข้าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้คิดออกแบบรูปประดิษฐ์รวงข้าวดังกล่าวขึ้นเอง แต่ออกแบบโดยการดัดแปลงงานของผู้อื่น ซึ่งต้องพิจารณาต่อไปว่าการทำงานออกแบบเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ถูกต้องตามสัญญาหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า โจทก์ไม่เคยตกลงหรือแจ้งให้จำเลยทราบมาก่อนเลยว่า โจทก์ต้องการจะใช้รูปประดิษฐ์รวงข้าวพิพาทอย่างเครื่องหมายการค้า และการที่จำเลยดัดแปลงรูปประดิษฐ์รวงข้าวพิพาทจากรูปประดิษฐ์รวงข้าวที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ที่บุคคลทั่วไปสามารถนำมาใช้งานได้เพื่อมาใช้ประกอบเพื่อให้เกิดความสวยงามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าขายข้าวของโจทก์เท่านั้น มิได้เจตนาจะนำรูปประดิษฐ์รวงข้าวมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์โจทก์ ในข้อนี้เห็นว่า โจทก์อ้างและนำสืบพยานหลักฐานสรุปได้ว่า โจทก์ประสงค์ให้จำเลยดำเนินการออกแบบรูปประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับลักษณะการค้าของโจทก์เพื่อไปเป็นเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ทางการค้าประจำบริษัทโจทก์โดยจะใช้กับกระดาษเอกสาร หัวจดหมาย ซองเอกสาร นามบัตร ซองจดหมาย และเครื่องแบบพนักงานของโจทก์ ตลอดจนเพื่อไปเป็นตรายาง และเครื่องหมายอันเป็นเอกลักษณ์ทางการค้าของโจทก์ ซึ่งใบเสนอราคาระบุราคาค่าจ้างไว้รวมเป็นเงิน 544,844 บาท โดยระบุแยกเป็นค่าจ้างออกแบบตราสัญลักษณ์ของโจทก์ (TRC Group Logo) 150,000 บาท ค่าจ้างออกแบบอุปกรณ์สำนักงานจำพวกนามบัตร หัวจดหมาย ซองจดหมาย ตราหรือเครื่องหมายที่ใช้กับเครื่องแบบพนักงาน และใบเสร็จรับเงิน 250,000 บาท ค่าจ้างออกแบบนามบัตร หัวกระดาษ และซองจดหมายเพิ่มเติม 10,000 บาท แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้มีการทำสัญญาว่าจ้างกันเป็นหนังสือที่ระบุว่าโจทก์ต้องการนำงานออกแบบอุปกรณ์สำนักงานดังกล่าวไปใช้อย่างเครื่องหมายการค้าหรือตราสัญลักษณ์ของโจทก์ก็ตาม จำเลยเป็นผู้มีอาชีพในการรับจ้างออกแบบและเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินธุรกิจของโจทก์ย่อมทราบดีเกี่ยวกับธุรกิจการค้าขายข้าวของโจทก์ โดยรูปประดิษฐ์รวงข้าวที่จำเลยออกแบบก็เพื่อใช้กับเครื่องเขียนสำนักงาน ชุดเครื่องแบบ หัวจดหมาย ซองจดหมาย นามบัตรนั้น อันเป็นการนำไปใช้ในการประกอบกิจการการค้าขายข้าวของโจทก์ซึ่งควรเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เพื่อให้โจทก์ใช้โดยเฉพาะและไม่เหมือนหรือคล้ายกับของผู้อื่นที่มีแต่จะก่อให้เกิดความสับสนได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะต้องการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ธรรมดาที่ไม่ถึงขนาดประสงค์จะใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามพยานหลักฐานดังกล่าวมานี้ล้วนเป็นเหตุผลสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าจำเลยในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาที่ข้อตกลงตามสัญญาที่ย่อมรับฟังได้ว่า สัญญาที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยออกแบบรูปประดิษฐ์ให้โจทก์นั้น เป็นสัญญาการออกแบบเพื่อใช้ในทางการค้าขายข้าวของโจทก์ ดังนั้น รูปประดิษฐ์รวงข้าวที่จำเลยออกแบบให้แก่โจทก์ตามสัญญาจึงต้องเป็นรูปประดิษฐ์ที่จำเลยสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ที่นำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ได้ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา จึงต้องไม่เป็นการลอกเลียนงานหรือทำซ้ำงานของบุคคลอื่น ในอันที่จะทำให้โจทก์ถูกผู้อื่นฟ้องร้องหรือได้รับความเสียหายในทางการค้า ดังนั้น การที่จำเลยไม่ได้ออกแบบรูปประดิษฐ์รวงข้าวพิพาทด้วยตนเองแต่กลับเพียงดัดแปลงแบบของบุคคลอื่นมาจากเว็บไซต์ซึ่งรูปประดิษฐ์รวงข้าวที่จำเลยออกแบบเหมือนกับรูปประดิษฐ์รวงข้าวของเอส.ดี.เมอร์ฟี่วู้ดเวิร์คกิ้ง (S.D. Murpy Woodworking) และรูปประดิษฐ์รวงข้าวในเว็บไซต์ www.tibaexpo.com ของทีบ้าเอ็กซ์โป (TIBA EXPO) ซึ่งทีบ้าเอ็กซ์โป (TIBA EXPO) ใช้รูปประดิษฐ์ดังกล่าวกับสินค้าข้าวสารเช่นเดียวกับโจทก์อันอาจทำให้โจทก์ถูกเอส.ดี.เมอร์ฟี่วู้ดเวิร์คกิ้ง (S.D. Murpy Woodworking) และทีบ้าเอ็กซ์โป (TIBA EXPO) ฟ้องร้องว่าละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปประดิษฐ์รวงข้าว หรือละเมิดเครื่องหมายการค้ารูปประดิษฐ์รวงข้าวอันจะทำให้โจทก์เสียหายทางการค้าได้ จึงเป็นการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างออกแบบในส่วนนี้ต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คู่สัญญาไม่มีเจตนากันตั้งแต่แรกที่จะให้ออกแบบรูปประดิษฐ์รวงข้าวเป็นตราสัญลักษณ์ของโจทก์ จำเลยมีเจตนาที่เสนองานให้แก่โจทก์โดยมีรูปประดิษฐ์รวงข้าวพิพาทเพียงเพื่อให้เกิดความสวยงามเป็นลายน้ำของกระดาษหัวจดหมาย ซองเอกสาร ซองจดหมาย และนามบัตรเท่านั้น จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาจ้างออกแบบต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงสีธัญญรุ่งเรืองชัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทธรู เดอะไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11149/2555
#532844
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิเพียงผลิตเทปคาสเซต แผ่นเสียง และซีดีเพลง โดยทำซ้ำมาสเตอร์เทปหรือแถบบันทึกเสียงเพลงต้นฉบับซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์เท่านั้น โจทก์ไม่อาจดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมที่บันทึกในสิ่งบันทึกเสียงดังกล่าว สิ่งบันทึกเสียงต่าง ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นอันเป็นการทำซ้ำโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จึงเป็นเพียงสิ่งบันทึกเสียงที่ทำซ้ำขึ้นโดยชอบมิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในเทปคาสเซต แผ่นเสียง และซีดีเพลง ซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงที่โจทก์ผลิตขึ้น แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเปิดเพลงที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้นำมาผลิตเป็นสิ่งบันทึกเสียงให้ผู้โดยสารในเครื่องบินของจำเลยฟังโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ก็ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) หรือมาตรา 31 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,365,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,301,760 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นรายสัปดาห์โดยคำนวณสัปดาห์ละ 96 เที่ยวบิน ในอัตราเที่ยวบินละ 120 บาท แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกินจำนวน 1,301,760 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 26 เมษายน 2549 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 63,390 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์และมีอำนาจที่จะกระทำได้มากน้อยเพียงใด งานเพลงที่โจทก์ได้รับสิทธิกับชื่อเพลงที่ระบุไว้ในหนังสือ "สวัสดี" เป็นงานเพลงของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่โจทก์ได้รับสิทธิตรงกันหรือไม่ โจทก์ไม่มีเอกสารสิทธิแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง งานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นงานเพลงของผู้ใด จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในวันใดและในเที่ยวบินใด ในปัญหานี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 โจทก์ทราบว่าจำเลยได้เปิดเพลงที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกมลสุโกศล จำกัด บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด นางนันทาและนายกิตติชัย ให้บริการแก่ผู้โดยสารได้รับฟังในเครื่องบินของจำเลยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นมา โดยเพลงที่จำเลยนำมาเปิดนั้นมีเพลงและผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง รวมจำนวน 58 แผ่น โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และผู้มีลิขสิทธิ์เพลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าลิขสิทธิ์เพลงตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 จำนวน 113 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 96 เที่ยว จำนวนเที่ยวละ 120 บาท เป็นเงินจำนวน 1,301,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโจทก์ได้บรรยายให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยโจทก์อ้างว่าได้ลิขสิทธิ์นั้นมาจากการได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ของบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกมลสุโกศล จำกัด บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด นางนันทาและนายกิตติชัย โดยจำเลยเปิดเพลงในสิ่งบันทึกเสียงของโจทก์ให้บริการแก่ผู้โดยสารในเครื่องบินของจำเลยได้รับฟังอันเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ กับมีคำขอบังคับท้ายคำฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ลิขสิทธิ์เพลงเนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์ให้พอเข้าใจได้แล้วเช่นกัน ส่วนรายละเอียดของเพลงที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็ปรากฏตามรายชื่อเพลงในหนังสือ "SAWASDEE" (สวัสดี) ของจำเลยซึ่งโจทก์ระบุว่าเพลงแต่ละเพลงบันทึกอยู่ในซีดีแม่ไม้เพลงไทยของโจทก์หมายเลขใด โดยโจทก์ระบุว่าโจทก์ได้ลิขสิทธิ์นั้นตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ที่ทำกับผู้ใดฉบับใด พร้อมทั้งระบุว่าจำเลยกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในเดือนและปีใดไว้ด้วย ดังปรากฏในเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยสามารถให้การปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์และให้เหตุผลแห่งการปฏิเสธได้เป็นอย่างดี ดังปรากฏตามคำให้การของจำเลย แสดงว่าจำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและต่อสู้คดีได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เพิ่งทราบการกระทำของจำเลยเมื่อประมาณปี 2547 โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ทราบได้อย่างไรโดยวิธีใด ทำให้จำเลยไม่สามารถให้การได้ว่าที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเท็จจริงเป็นประการใด จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั้น ปรากฏว่าข้ออุทธรณ์ดังกล่าวจำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องโดยเป็นผู้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในซีดีแม่ไม้เพลงไทยอันเป็นสิ่งบันทึกเสียงเนื่องจากโจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกมลสุโกศล จำกัด จากนางนันทาตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และจากนายเฉลียว หรือนายมนต์ กับนายกิตติชัยตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าลิขสิทธิ์จากจำเลยตามคำฟ้องหรือไม่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ปรากฏว่า บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ผู้มีลิขสิทธิ์ในเนื้อร้องและทำนองเพลงทุกเพลงภายใต้เครื่องหมายการค้าแผ่นเสียงตรามงกุฎได้อนุญาตให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวทำเทปคาสเซตบันทึกเนื้อร้องและทำนองเพลงอันมีลิขสิทธิ์เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2529 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2530 โจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนแก่บริษัทอย่างต่ำจำนวนเดือนละ 480,000 บาท โจทก์จะอัดเพลงลงเทปคาสเซตออกจำหน่ายจำนวนเดือนละไม่เกิน 60,000 ม้วน หากผลิตเกินจำนวนโจทก์ต้องชำระเงินค่าตอบแทนเพิ่มอีกจำนวนม้วนละ 8 บาท โจทก์สัญญาว่าจะอัดเพลงลงในม้วนเทปคาสเซตที่ออกจำหน่ายในแต่ละม้วนตามลำดับเพลงและจำนวนเพลงตามที่บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กำหนดให้เท่านั้น ในการกำหนดเพลงและจำนวนเพลงในแต่ละม้วน เจ้าของลิขสิทธิ์จะกำหนดให้โดยการพิมพ์สลากปิดม้วนเทปหรือปกเทปให้แก่โจทก์ โดยเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์สลากและปกม้วนเทปพร้อมเซ็นชื่อกำกับไว้บนปกเทปเพื่อป้องกันการปลอมแปลงม้วนเทปด้วย โจทก์จะไม่ดัดแปลงบทเพลง เนื้อร้อง ทำนอง หรือมอบเพลงให้ผู้อื่นเป็นผู้ร้องหรือบันทึกเสียงใหม่นอกจากที่เป็นอยู่เดิมเท่านั้น และปรากฏตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ว่า บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ซึ่งเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในเนื้อร้องและทำนองเพลงทุกเพลงภายใต้เครื่องหมายการค้าแผ่นเสียงและเทปตรามงกุฎตกลงอนุญาตให้โจทก์ผลิตเทปคาสเซต แผ่นเสียง และซีดีทุกขนาดบันทึกเพลงออกจำหน่ายเพื่อการค้าแต่เพียงผู้เดียวมีกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2542 โจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนแก่บริษัทนั้นจำนวน 17,000,000 บาท บริษัทตกลงมอบม้วนมาสเตอร์เทปเพลงหรือม้วนแถบบันทึกเสียงเพลงต้นฉบับของแผ่นเสียงตรามงกุฎเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการผลิตเทปคาสเซตนั้น โจทก์ตกลงจะไม่ดัดแปลงเนื้อร้อง ทำนองเพลง หรือนำไปบันทึกเสียงขึ้นใหม่ โจทก์ต้องใช้ตรามงกุฎเท่านั้นในการผลิตกับจำหน่ายเทปคาสเซตและแผ่นเสียง โจทก์จะไม่นำเพลงอื่นหรือตราอื่นมาใช้ร่วมกับเพลงตรามงกุฎ โจทก์ต้องระบุชื่อบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด บนปกเทป ปกแผ่นเสียง และสติกเกอร์ต่าง ๆ ทุกแผ่น การจัดลำดับเพลงปกเทปหรือใบปิดหน้าเทป ปกแผ่นเสียงที่ผลิตเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หนังสือรายชื่อเพลงจะต้องได้รับการตรวจและอนุญาตจากบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ก่อน จึงจะนำไปใช้ได้ เห็นว่า จากข้อตกลงตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ระหว่างบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ผู้อนุญาตและโจทก์ผู้รับอนุญาต เห็นได้ว่าโจทก์มีสิทธิเพียงผลิตเทปคาสเซต แผ่นเสียง และซีดีเพลง โดยทำซ้ำมาสเตอร์เทปหรือแถบบันทึกเสียงเพลงต้นฉบับของแผ่นเสียงตรามงกุฎซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์เท่านั้น โจทก์ไม่อาจดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมที่บันทึกในสิ่งบันทึกเสียงโดยดัดแปลงเนื้อร้อง ทำนองเพลง หรือมอบเพลงนั้นให้ผู้อื่นเป็นผู้ร้องหรือบันทึกเสียงใหม่นอกจากที่เป็นอยู่เดิมได้ ดังนี้ เทปคาสเซต แผ่นเสียง และซีดีเพลงที่โจทก์ผลิตขึ้นอันเป็นการทำซ้ำโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ จึงเป็นเพียงสิ่งบันทึกเสียงที่ทำซ้ำขึ้นโดยชอบมิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด เท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในเทปคาสเซตแผ่นเสียงและซีดีเพลงซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงที่โจทก์ผลิตขึ้น เพราะสิ่งบันทึกเสียงนั้นมิได้เกิดขึ้นจากการดัดแปลงงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะทำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ (มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ปัจจุบัน) เมื่อโจทก์มิใช่ผู้มีลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงเพลงที่ผลิตขึ้น แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเปิดเพลงที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้นำมาผลิตเป็นสิ่งบันทึกเสียงให้ผู้โดยสารในเครื่องบินของจำเลยฟังโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ก็ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) หรือมาตรา 31 (2) และแม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียวอาจได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเปิดเพลงที่บันทึกในสิ่งบันทึกเสียงซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาตให้ผลิตออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ให้ผู้โดยสารในเครื่องบินของจำเลยฟังก็ตาม แต่ปรากฏตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงระหว่างวันที่ 10 มกราคม 2529 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2530 และระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2542 เท่านั้น มิได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่โจทก์อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ระหว่างวันที่ 21 เมษายน 2546 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายในช่วงเวลาดังกล่าวและเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าลิขสิทธิ์แก่โจทก์ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ศาลฎีกาได้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์มีผลใช้บังคับต่อไปโดยอนุโลมมีกำหนด 11 ปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2543 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10711/2550 เอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยได้เปิดเพลงจากซีดีที่โจทก์ผลิตหรือจากสิ่งบันทึกเสียงที่จำเลยได้บันทึกจากซีดีที่โจทก์ผลิต โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยเปิดเพลงให้ผู้โดยสารฟังและเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าลิขสิทธิ์จากจำเลยได้ ในส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด และหรือบริษัทกมลสุโกศล จำกัด ปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงต้นแบบ (ที่ถูกหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงต้นแบบ) ระหว่างบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทกมลสุโกศล จำกัด ผู้อนุญาต กับบริษัทโจทก์โดยนายกิตติชัย กรรมการผู้จัดการและในฐานะส่วนตัวผู้รับอนุญาตว่า ผู้อนุญาตตกลงให้ผู้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียวนำสิ่งบันทึกเสียงต้นแบบเพลงต่าง ๆ ที่ผู้อนุญาตเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไปผลิตเป็นเทปคาสเซต ซีดี ดีวีดี และวีซีดีคาราโอเกะทุกชนิดและทุกขนาดออกจำหน่ายเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2556 ผู้รับอนุญาตตกลงชำระค่าตอบแทนแก่ผู้อนุญาตจำนวน 4,000,000 บาท จากข้อตกลงตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ เห็นได้ว่าโจทก์มีสิทธิเพียงผลิตเทปคาสเซตและซีดีซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงโดยทำซ้ำสิ่งบันทึกเสียงต้นแบบเพลงต่าง ๆ อันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมที่บันทึกในสิ่งบันทึกเสียงต้นแบบเพลงต่าง ๆ ดังกล่าว ดังนี้ เทปคาสเซตและซีดีเพลงที่โจทก์ผลิตขึ้นอันเป็นการทำซ้ำโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ จึงเป็นเพียงสิ่งบันทึกเสียงที่ทำขึ้นโดยชอบมิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทอุตสาหกรรมแผ่นเสียงไทย จำกัด เท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในเทปคาสเซตและซีดีเพลงซึ่งเป็นสิ่งบันทึกเสียงที่โจทก์ผลิตขึ้นเพราะสิ่งบันทึกเสียงนั้นมิได้เกิดขึ้นจากการดัดแปลงงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เมื่อโจทก์มิใช่ผู้มีลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงเพลงที่ผลิตขึ้นตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเปิดเพลงที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้นำมาผลิตเป็นสิ่งบันทึกเสียงให้ผู้โดยสารในเครื่องบินของจำเลยฟังโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ก็ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (2) หรือมาตรา 31 (2) และแม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวอาจได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเปิดเพลงที่บันทึกในสิ่งบันทึกเสียงที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ผลิตออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ซึ่งตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ระหว่างวันที่ 21 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2556 และในหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ข้อ 6 ระบุว่า การกระทำใด ๆ ที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงต้นแบบนับแต่วันทำสัญญานี้ให้ถือว่าผู้รับอนุญาตแต่ผู้เดียวเป็นผู้เสียหายและผู้อนุญาตให้ถือว่าหนังสือสัญญานี้เป็นหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับอนุญาตตามสัญญานี้เพียงผู้เดียวเป็นผู้รับมอบอำนาจให้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้ละเมิดลิขสิทธิ์และผู้อนุญาตยินดีให้ความร่วมมือต่อสู้หรือดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ บรรดาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของการดำเนินคดีและค่าเสียหายที่จะได้รับการชดใช้จากผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นความรับผิดชอบของผู้รับอนุญาตแต่ผู้เดียวก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยได้เปิดเพลงจากซีดีที่โจทก์ผลิตหรือจากสิ่งบันทึกเสียงที่จำเลยได้บันทึกจากซีดีที่โจทก์ผลิต โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิตามหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยเปิดเพลงให้ผู้โดยสารฟังและเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าลิขสิทธิ์จากจำเลยได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นรายสัปดาห์โดยคำนวณสัปดาห์ละ 96 เที่ยวบิน ในอัตราเที่ยวบินละ 120 บาท แต่รวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินจำนวน 1,301,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 26 เมษายน 2549 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 63,390 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 9
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 11 ม. 28 (2) ม. 31 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บางกอกคาสเสท จำกัด
จำเลย — บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11144/2555
#528576
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา จะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดแทน แล้วต่างตกลงกันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความว่า "ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ย...นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียม...ภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระเสร็จสิ้น... ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวใน ข้อ 2. และยินยอมให้โจทก์บังคับคดี..." ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเนื้อความในสัญญา ข้อ 3. ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ตามสัญญา ข้อ 1. และหรือ ข้อ 2. โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอบังคับในฟ้อง ข้อความในวรรคที่ว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้อง" เป็นสาระสำคัญ ส่วนข้อความต่อเนื่องที่ว่า "ดังกล่าวใน ข้อ 2." เป็นเพียงพลความ หากถือว่ามิใช่พลความ ข้อความในวรรคนี้ทั้งหมดจะขัดแย้งจนหาสาระไม่ได้ เพราะจำนวนหนี้ตามสัญญา ข้อ 2. มิใช่จำนวนหนี้ทั้งหมดในฟ้องนั่นเอง แสดงว่า ที่ถูกต้องข้อความในวรรคนี้พึงเป็นข้อความว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวใน ข้อ 1." ดังนั้น ที่โจทก์ขอให้แก้ไขคำพิพากษาเฉพาะส่วนในข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ในวรรคดังกล่าวตรงท้ายวรรคจาก 2 เป็น 1 ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ศาลพึงมีคำสั่งแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมว่า ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท และอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 899,218.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าทนายความ 57,872.52 บาท แก่โจทก์อีกต่างหากภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้นและให้ไถ่ถอนหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 11044 และ 9496 ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และโฉนดเลขที่ 3029 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2 และยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 4. โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 และไม่ติดใจเรียกร้องประการใดอีก

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า ขอแก้ไขข้อผิดพลาดของคำพิพากษาตามยอม ข้อ 3 บรรทัดที่ 2 จากเลข 2 เป็นเลข 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง สำหรับในคดีนี้เหตุแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 7,000,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมกับทนายความ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองทรัพย์ที่จำนองประกันออกขายทอดตลาดชำระแทนแล้วต่างตกลงกันได้ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว มีข้อความว่า

"ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท และในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 899,218.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าทนายความ 57,872.52 บาท แก่โจทก์อีกต่างหากภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระเสร็จสิ้นและให้ไถ่ถอนหลักประกัน โฉนดที่ดินเลขที่ 11044 และ 9496 ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และโฉนดเลขที่ 3029 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2. และยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

ข้อ 4. โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตามข้อ 1. ถึงข้อ 3. และไม่ติดใจเรียกร้องประการใดอีก"

ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเนื้อความในสัญญาข้อ 3. ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ตามสัญญาข้อ 1. และหรือ ข้อ 2. ข้างต้น โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าว ซึ่งก็คือจำนวนเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอบังคับในฟ้อง จะแปลความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ดังนั้น ข้อความในวรรคที่ว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้อง" จึงเป็นสาระสำคัญ ส่วนข้อความต่อเนื่องไปอีกที่ว่า "ดังกล่าวในข้อ 2." เป็นเพียงพลความ ดังเห็นได้จากว่า หากถือว่ามิใช่พลความ ข้อความในวรรคนี้ทั้งหมดก็จะขัดแย้งกันเองจนหาสาระไม่ได้ เพราะจำนวนหนี้ตามสัญญาข้อ 2. มิใช่จำนวนหนี้ทั้งหมดในฟ้องนั่นเอง จึงบ่งชี้แสดงชัดว่า ที่ถูกต้องข้อความในวรรคนี้พึงเป็นข้อความว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 1." ดังนี้ ที่โจทก์ขอให้แก้ไขคำพิพากษาเฉพาะส่วนในข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ในวรรคดังกล่าวตรงท้ายวรรคจาก "2" เป็น "1" อันถือได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ศาลจึงพึงมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเป็นการขอแก้ไขในข้อสาระสำคัญโดยเพิ่มความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้รับผิดในส่วนของจำนวนหนี้มากขึ้นกว่าเดิม มิใช่ข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2551 เฉพาะในสัญญาข้อ 3. จากเดิม "หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2. ... ฯลฯ ..." เป็นว่า "หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 1. ... ฯลฯ ..." ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางสาวสมจิต แก้วเยื้อง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายมงโคตร เมาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11036/2555
#538519
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งมีอาณาเขตติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของ จ. ต่อมาที่ดินทั้งสองแปลงถูกเวนคืนไปบางส่วนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล ทำให้ที่ดินของ จ. ถูกแบ่งแยก บางส่วนที่ดินพิพาทยังเหลือติดอยู่กับที่ดินของโจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินของ จ. บริเวณดังกล่าวเรื่อยมาจนได้สิทธิครอบครอง ต่อมา จ. โอนขายที่ดินพิพาทให้ ก. ต่อมา ก. ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง สิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทต่อจาก ก. ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจาก จ. เป็นคนแรก และได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิแล้ว เมื่อโจทก์มิได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งนอกจากไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ด้วยว่ากระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์เป็นผู้ได้ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองซึ่งเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่อาจยกสิทธิที่ได้มาโดยการครอบครองขึ้นต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 5319 และ 5351 เลขที่ดิน 184 และ 186 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าวของโจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 81,000 บาท และชำระอีกในอัตราเดือนละ 27,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1342 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีอาณาเขตติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1339 ของนางจำเนียร ต่อมาที่ดินทั้งสองแปลงถูกเวนคืนไปบางส่วนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล ทำให้ที่ดินของนางจำเนียรถูกแบ่งแยก แต่มีที่ดินของนางจำเนียรบางส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือ ที่ดินพิพาทยังเหลือติดอยู่กับที่ดินของโจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินของนางจำเนียรบริเวณดังกล่าวเรื่อยมาจนได้สิทธิครอบครอง ต่อมานางจำเนียรโอนขายที่ดินพิพาทให้นางสุจิตรา และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 นางสุจิตราได้ขอรังวัดที่ดินพิพาทแบ่งแยกออกเป็นสองแปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 5319 และ 5351 แล้วขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง บัญญัติว่า สิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทต่อจากนางสุจิตราซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากนางจำเนียรเป็นคนแรก และได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิแล้ว เมื่อโจทก์มิได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งนอกจากไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ด้วยว่ากระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์เป็นผู้ได้ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองซึ่งเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่อาจยกสิทธิที่ได้มาโดยการครอบครองขึ้นต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมามีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่น ๆ เป็นเพียงการแสดงความเห็นซึ่งไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายผ่อน สอนสง
จำเลย — บริษัทแกรนด์เฉวงบีช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) — นายพงศ์ทิพย์ กลัมพะสุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11031/2555
#532954
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะซื้อขายไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยเป็นเอกสารปลอม คำให้การดังนี้เป็นการปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว นอกจากนั้นยังเป็นการอ้างว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์หรือไม่ เมื่อคดีฟังได้ว่าลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายเป็นของจำเลยแต่จำเลยไม่ได้รู้เห็นในการเขียนข้อความในหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว เท่ากับหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวไม่ถูกต้อง จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ดังฟ้อง กรณีจึงไม่เป็นการนำสืบและรับฟังนอกประเด็นที่ให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 701 ตำบลหนองกุงศรี อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 701 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมด กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 701 จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้จะขายในหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2547 จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองกุงศรีว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 701 ของจำเลยหายไป จากนั้นไปดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่หายไป สำนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาหนองกุงศรี ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 701 ให้ ต่อมาปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 701 ของจำเลยอยู่ในความครอบครองของโจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 701 กันหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 701 ตามที่โจทก์ฟ้อง

ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาอีกข้อหนึ่งว่า การที่จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะซื้อขาย และหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับ แต่กลับมานำสืบว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือสัญญาจะซื้อขายจริง แต่ขณะลงลายมือชื่อยังไม่มีการกรอกข้อความใด ๆ เป็นการนำสืบนอกประเด็นที่ให้การไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่าลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะซื้อขายไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยเป็นเอกสารปลอม คำให้การดังนี้เป็นการปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว นอกจากนั้นยังเป็นการอ้างว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์หรือไม่ เมื่อคดีฟังได้ว่าลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายเป็นของจำเลยแต่จำเลยไม่ได้รู้เห็นในการเขียนข้อความในหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว เท่ากับหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวไม่ถูกต้อง จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ดังฟ้อง กรณีจึงไม่เป็นการนำสืบและรับฟังนอกประเด็นที่ให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 94 ม. 177 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญถอง พุฒแถลง
จำเลย — นายอุเทน ใจปิติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาวกานดา สิริฤทธิภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11027/2555
#528569
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 รับว่าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 บริษัท ย. และ บริษัท อ. ไว้แก่โจทก์รวม 5 ฉบับ และจำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดในวงเงินตามสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นเงินรวม 3,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 4 จำนองที่ดินไว้ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 เอง รวมถึงที่จำเลยที่ 4 ได้ค้ำประกันหนี้สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริษัทในเครือดังกล่าวที่มีอยู่ต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองในวงเงิน 3,000,000 บาท ดังนั้น เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และจำเลยที่ 4 ได้ขอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินในสัญญาค้ำประกันรวม 5 ฉบับ เป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความรับผิดของจำเลยที่ 4 ตามสัญญาค้ำประกันทั้งหมด และโจทก์มิได้นำสืบให้ชัดว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ชำระยังไม่เพียงพอต่อความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพราะยังมีดอกเบี้ยหรือค่าอุปกรณ์อื่น ๆ อีก จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 4 ชำระหนี้ครบถ้วนตามความรับผิดในสัญญาค้ำประกันแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 701 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 17,205,812.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,704,297.27 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ และทรัพย์สินของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 16,704,056.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,704,297.27 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 103622, 103623, 103639 และ 103640 ตำบลหนองแขม อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้านำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 4 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชำระเงินดอกเบี้ยจำนวน 502,101.73 บาท แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือเรื่องขอชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและไถ่ถอนจำนอง ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 และ 20 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 4 รับว่าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 บริษัทยีแอล จำกัด และบริษัทเยแอล อินเตอร์แวร์ จำกัด ไว้แก่โจทก์รวม 5 ฉบับ และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในวงเงินตามสัญญาค้ำประกันทั้ง 5 ฉบับ เป็นเงินรวม 3,000,000 บาท นอกจากนี้เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันแล้ว ข้อ 1 มีใจความว่า จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้สินต่าง ๆ ทุกชนิดรายละเอียดปรากฏตามสัญญาจำนองเป็นประกันต่อท้าย ข้อ 4 มีใจความว่า ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่นๆ ให้เป็นไปตามสัญญาจำนองเป็นประกันต่อท้าย และให้ถือว่าสัญญาจำนองเป็นประกันต่อท้ายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจำนองด้วย ซึ่งสัญญาจำนองเป็นประกันต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน มีใจความสรุปว่า จำนองเป็นประกันหนี้สินและความรับผิดทุกอย่างทุกประการบรรดาที่ผู้จำนองเป็นลูกหนี้ต่อธนาคารโดยตนเอง ประกันหนี้สินและความรับผิดซึ่งผู้จำนองในฐานะผู้ค้ำประกันได้ค้ำประกันหนี้สินหรือความรับผิดของบุคคล ห้างร้าน ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทจำกัดฯ (ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า "ลูกหนี้") บรรดาที่มีอยู่ต่อธนาคาร หนี้สินและความรับผิดดังกล่าวรวมถึงหนี้สินและความรับผิดบรรดาที่มีอยู่แล้วก่อนวันทำสัญญานี้ก็ดี ในขณะทำสัญญานี้ก็ดี และทั้งที่จะเกิดมีขึ้นหลังจากวันทำสัญญานี้ก็ดี ดังนี้ แสดงว่าจำเลยที่ 4 จำนองที่ดินไว้ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 เอง รวมถึงที่จำเลยที่ 4 ได้ค้ำประกันหนี้สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริษัทในเครือดังกล่าวที่มีอยู่ต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 4 ทั้งต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองในวงเงินเดียวกันคือ 3,000,000 บาท ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และจำเลยที่ 4 ได้ขอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินในหนังสือสัญญาค้ำประกัน แผ่นที่ 3, 5 และ 7 รวม 5 ฉบับ เป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความรับผิดของจำเลยที่ 4 ตามสัญญาค้ำประกันทั้งหมดแต่อย่างใด ทั้งนายอนันต์ พนักงานโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 4 เพียงว่า เหตุที่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่ 4 จดทะเบียนไถ่ถอนและไม่อาจแยกจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันบริษัทอื่น ๆ ออกจากจำเลยที่ 1 ด้วยได้ ซึ่งเป็นการเบิกความลอย ๆ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ชัดว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ยังไม่เพียงพอต่อความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 4 หนี้ครบถ้วนตามความรับผิดในสัญญาค้ำประกันแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 แต่ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นให้ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 701 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเอ็กซ์แอล อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางจตุพร พาโด
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10972/2555
#521402
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือที่จำเลยที่ 1 มีถึงโจทก์ว่าจะดำเนินการติดตามลูกหนี้ทั้งหมดมาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม 2535 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติได้ โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โดยให้เริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 24 มิถุนายน 2545 เมื่อนับถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินคืนทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ตามฟ้องไม่ได้จำนวน 33,724,742.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี จากต้นเงิน 14,284,140.35 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ชำระค่าขึ้นศาลค่าฤชาธรรมเนียมศาลจำนวน 389,813 บาท และค่าทนายความที่ศาลสั่งให้ชำระแก่โจทก์จำนวน 79,600 บาท แก่โจทก์ ในกรณีที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้รายใดหรือทรัพย์จำนองของลูกหนี้รายใดเป็นจำนวนเงินเท่าใดแล้ว ขอให้โจทก์นำเงินดังกล่าวมาหักหนี้ตามคำขอท้ายฟ้องข้างต้น หนี้คงเหลือเป็นจำนวนเท่าใดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้คืนแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าไม่ได้จำนวน 26,170,282.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี จากต้นเงิน 10,590,449.14 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขึ้นศาลค่าฤชาธรรมเนียมจำนวน 355,890 บาท และค่าทนายความที่ศาลสั่งให้จำเลยชำระแก่โจทก์อีกจำนวน 62,000 บาท แต่ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้หรือทรัพย์จำนองรายใดเป็นจำนวนเงินเท่าใดแล้ว ให้โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินตามคำพิพากษาข้างต้น และให้จำเลยทั้งสองรับผิดเฉพาะในส่วนที่เหลือจนครบถ้วน ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า นายสมชาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยลงนามและประทับตราของโจทก์ ตามหนังสือรับรอง จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2525 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 เป็นผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาพะเยา และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาพิจิตร ตามประวัติการทำงาน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2525 ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้จัดการมีอำนาจให้สินเชื่อ เมื่อต้นปี 2535 นายสมพล ผู้จัดการฝ่ายอำนวยการสาขาภาคเหนือสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตในระหว่างเป็นผู้จัดการสาขาพะเยาและสาขาพิจิตร จึงรายงานให้สำนักงานใหญ่ทราบและมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นโดยมีนายเกื้อศักดิ์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสอบสวน เมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนและยอมรับว่าปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบโดยอนุมัติสินเชื่อไปโดยไม่มีอำนาจและรับปากว่าจะไปติดตามหนี้ที่ให้สินเชื่อไปโดยผิดระเบียบให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2535 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน หาใช่คดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน นอกจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย และตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันการทำงาน ระบุว่า "หากจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำงานในธนาคารโจทก์แล้ว ภายหลังหลบหนีหายไป หรือฉ้อโกง ยักยอก หรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือทำความเสียหายให้แก่โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ตลอดจนบรรดาหนี้สินที่จำเลยที่ 1 ได้มีอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 2 ยินดีรับเป็นผู้ใช้แทนให้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิงตามจำนวนที่โจทก์เสียหาย" ข้อผูกพันของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์จึงหมายถึงจำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยให้เริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อพิจารณาหนังสือที่จำเลยที่ 1 มีถึงโจทก์ว่าจะดำเนินการติดตามลูกหนี้ทั้งหมดมาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม 2535 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติได้ โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2545 ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เมื่อคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความด้วยเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 575 ม. 694
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสันติหรือสิทธิชัย สินอาภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัญฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา