คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10048/2555
#528613
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 530 เม็ด น้ำหนัก 20.188 กรัม ต่อมาโจทก์ขอแก้ฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนคำนวณสารบริสุทธิ์ 20.188 กรัม เพื่อให้ตรงตามรายงานการตรวจพิสูจน์ จำเลยทั้งสองรับสารภาพว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 530 เม็ด น้ำหนัก 20.188 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20.188 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสามจึงมิได้หลงต่อสู้ การขอแก้ฟ้องจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 1,000,000 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงปรับคนละ 666,666 บาท เป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องปรับคนละ 666,666.66 บาท ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 666,666.66 บาท ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 530 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธว่ามิใช่น้ำหนักสารบริสุทธิ์ 20.188 กรัม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 วางโทษจำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้องบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 666,666 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 530 เม็ด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแก้ฟ้องเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 และ 164 โดยเดิมโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 530 เม็ด น้ำหนัก 20.188 กรัม ต่อมาโจทก์ขอแก้ฟ้องว่า น้ำหนักสารบริสุทธิ์ 20.188 กรัม เพื่อให้ตรงตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง จำเลยทั้งสามให้การตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ว่า จำเลยทั้งสามรับสารภาพว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 530 เม็ด น้ำหนัก 20.188 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 20.188 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้ การขอแก้ฟ้องดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 1,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คนละหนึ่งในสาม คงปรับคนละ 666,666 บาท นั้น เป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากหากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว จะต้องปรับคนละ 666,666.66 บาท ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 666,666.66 บาทได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายอุบล พันตัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — ไม่ปรากฏชื่อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — ไม่ปรากฏชื่อ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10034/2555
#521410
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม ออกแถลงการณ์เป็นหนังสือแจกจ่ายแก่ประชาชนว่า โจทก์ร่วมปลอมประกาศนียบัตรผ่านการอบรมงานด้านคอมพิวเตอร์ขององค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม และนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ในการสมัครเป็นพนักงานส่วนตำบลที่จังหวัดราชบุรี โดยองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียมไม่เคยฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ให้แก่โจทก์ร่วม และการที่จำเลยประกาศด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงให้ประชาชนที่อยู่ในที่เกิดเหตุทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้ข้อความนั้นจะมีลักษณะน่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง แต่การกระทำของจำเลยมีเหตุให้เชื่อตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนที่มีความเห็นเชื่อว่าโจทก์ร่วมทำปลอมประกาศนียบัตร จึงถือได้ว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวพนิดา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 จำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยไม่เคยรับโทษทางอาญาใดๆ มาก่อน รวมทั้งมีตำแหน่งหน้าที่การงาน ทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม เห็นควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตนเอง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ในเรื่องนี้แม้ฝ่ายโจทก์จะมีตัวโจทก์ร่วม นางสาวสุคนธา ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม และนางบุญตา มารดาของโจทก์ร่วมเป็นพยาน โดยต่างเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมและนางสาวสุคนธามิได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ ดังปรากฏในประกาศนียบัตรแต่เป็นเรื่องที่จำเลยประสงค์จะทำประกาศนียบัตรขึ้น เพื่อช่วยเหลือนายสุพจน์ ที่มีวุฒิการศึกษาไม่ตรงกับที่หน่วยงานใหม่รับสมัครงานเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำเขียว ซึ่งได้แจ้งว่าหากนายสุพจน์ต้องการสมัครงาน จะต้องผ่านการอบรมคอมพิวเตอร์ของหน่วยราชการมาก่อน จำเลยจึงออกประกาศนียบัตรให้แก่นายสุพจน์ แล้วต่อมาจำเลยจึงทำประกาศนียบัตรมอบให้โจทก์ร่วมและลูกจ้างคนอื่นอีก 5 ถึง 6 คน และยินยอมให้โจทก์ร่วมนำประกาศนียบัตร ไปใช้ประกอบการสมัครงานที่จังหวัดราชบุรี หลังจากสมัครงานแล้ว จำเลยกลับสั่งให้โจทก์ร่วมกับพวกนำประกาศนียบัตร มาคืนและไม่ให้นำไปใช้ แต่เนื่องจากโจทก์ร่วมนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ในการสมัครงานที่จังหวัดราชบุรีแล้ว ทำให้โจทก์ร่วมไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารคืนให้แก่จำเลยได้ และโจทก์ร่วมก็อ้างว่าโจทก์ร่วมมิใช่เป็นผู้ปลอมประกาศนียบัตรนั้น จำเลยได้นำสืบต่อสู้โดยมีนายสุทิน รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม นางสาวอภิเศก ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม เป็นพยานต่างเบิกความโต้แย้งพยานฝ่ายโจทก์ว่า จำเลยไม่เคยสั่งให้มีการเปิดอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์ซึ่งจัดโดยองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม และประกาศนียบัตรรับรองว่ามีการอบรมคอมพิวเตอร์ซึ่งจัดโดยองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียมนั้นเป็นเอกสารราชการที่มีการทำปลอมขึ้น โดยจำเลยและนายสุทินมิใช่ ผู้ที่ลงลายมือชื่อในประกาศนียบัตรดังกล่าว แต่ลายมือชื่อในประกาศนียบัตรนั้น เป็นลายมือชื่อปลอม และจำเลยได้ยินพนักงานขององค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียมพูดในทำนองว่ามีการปลอมประกาศนียบัตรอบรมคอมพิวเตอร์ขึ้น และโจทก์ร่วมนำเอกสารไปสมัครงานที่จังหวัดราชบุรี จากการสอบสวนข้อเท็จจริงจำเลยเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ปลอมเอกสารขึ้น จึงทำแถลงการณ์เรื่องการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการดำเนินการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม และที่กล่าวปราศรัยพาดพิงไปถึงโจทก์ร่วมนั้น ก็เนื่องจากจำเลยเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นคนทำปลอมประกาศนียบัตรเอกสารขึ้น โดยจำเลยมิได้เป็นผู้ทำเอกสารดังกล่าวหรือลงลายมือชื่อแต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ร่วมเองก็ยอมรับว่าโจทก์ร่วมมิได้ผ่านการอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์จากองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม ทั้งโจทก์ร่วมยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมให้ถ้อยคำ ชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นผู้จัดทำแบบฟอร์มใบประกาศนียบัตรรับรองการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์ แต่โจทก์ร่วมปฏิเสธว่าไม่ใช่ผู้ลงลายมือชื่อในประกาศนียบัตรดังกล่าว และโจทก์ร่วมตอบทนายโจทก์ร่วมถามติงว่า แบบฟอร์มประกาศนียบัตรที่โจทก์ร่วมกับพวกจัดทำขึ้น ได้ตัวอย่างมาจากแบบฟอร์มประกาศนียบัตรของผู้ที่เคยไปรับการอบรมมาจากจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ร่วมเองก็ยอมรับว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำประกาศนียบัตรปลอมตามเอกสารนอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่าจำเลยได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโจทก์ร่วมในเรื่องการกระทำผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารประกาศนียบัตร และมีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ร่วมในเรื่องการปลอมประกาศนียบัตรเอกสารด้วย และยังได้ความจากนางสาวอภิเศก ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียมและนางสาวอรทัย ข้าราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลสระกระเทียม ซึ่งเป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปลอมเอกสารใบประกาศนียบัตร โดยมีโจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ว่าผลการสรุปสำนวนสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ทำปลอมและมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำปลอมเอกสารประกาศนียบัตรดังกล่าวขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ร่วมเองก็ยอมรับว่าตนถูกตั้งกรรมการสอบสวนในเรื่องที่กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยโดยการปลอมประกาศนียบัตร ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาและเป็นความผิดต่อวินัยข้าราชการด้วย เช่นนี้ แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความยืนยันว่าตนเองมิได้เป็นผู้ทำปลอมเอกสารดังกล่าวขึ้นและไม่ทราบผลการสอบสวนว่าในที่สุดแล้วจะมีการสรุปผลการสอบสวนอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีนั้นยังไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้บริสุทธิ์จากการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยโดยการปลอมประกาศนียบัตร การที่จำเลยออกแถลงการณ์เป็นหนังสือแจกจ่ายแก่ประชาชนก็ดี และการที่จำเลยประกาศด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงให้ประชาชนซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ดี แม้ข้อความนั้นจะมีลักษณะน่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง แต่การกระทำของจำเลยมีเหตุให้เชื่อตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนที่มีความเห็นเชื่อว่าโจทก์ร่วมทำปลอมประกาศนียบัตร จึงถือได้ว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328 ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นางสาวพนิดา อบเชย
จำเลย — นายสำเริง เจริญฉาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายชุมพล กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10029/2555
#525501
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้จำเลยที่ 1 จะนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทไปมอบให้ ฉ. ภริยาโจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม แต่ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ และตราบใดที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ฉ. ยังมิได้นำยึดที่ดินนั้นเพื่อบังคับการชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องอย่างใดที่จะบังคับเอากับที่ดินดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการยึดที่ดินนั้นให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด

ขณะที่จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดิน และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับเรียกให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งศาลแขวงสงขลาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไปตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ยังมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ที่จะมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสิทธิของโจทก์ที่จะขอเฉลี่ยทรัพย์เพิ่งจะเกิดมีขึ้นในภายหลังเมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 มิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในเวลานั้นว่าต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์

เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคสี่ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงใดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ทันกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทจากการขายทอดตลาดจึงมีสิทธิรับโอนที่ดินแปลงนี้ตามคำสั่งศาล เมื่อจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนก็ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการกระทำไปตามสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายเท่านั้น มิได้เป็นการฉ้อฉลหรือละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันไปเพิกถอนการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3712 เลขที่ดิน 267 ตำบลทุ่งลาน อำเภอหาดใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา และให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ใช้แทนจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนางฉลวย ภริยาโจทก์ ตามหนังสือสัญญากู้เงิน โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3712 ตำบลทุ่งลาน อำเภอหาดใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา ที่พิพาทให้นางฉลวยยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ทั้งสองรายดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2543 ศาลแขวงสงขลามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาคำพิพากษา วันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหมาย แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขออนุญาตขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามสำเนาเอกสารที่ยึดไว้ซึ่งศาลแขวงสงขลามีคำสั่งอนุญาต ตามสำเนารายงานการยึดทรัพย์ หมายแจ้งการยึดทรัพย์ รายการยึดที่ดิน หนังสือขออนุญาตขายทอดตลาดทรัพย์และหนังสือศาลแขวงสงขลา ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2548 ศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2548 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดในคดีที่จำเลยที่ 2 นำยึดได้ในราคา 100,000 บาท ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ (ขายทอดตลาด) และสัญญาซื้อขาย หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้นายอำเภอคลองหอยโข่งออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลา นายอำเภอคลองหอยโข่งจึงออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้จำเลยที่ 1 จะนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทไปมอบให้นางฉลวยภริยาโจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม แต่ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ และตราบใดที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางฉลวยยังมิได้นำยึดที่ดินนั้นเพื่อบังคับการชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องอย่างใดที่จะบังคับเอากับที่ดินดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการยึดที่ดินนั้นให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด

ขณะที่จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดินเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับเรียกให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งศาลแขวงสงขลาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไปตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 แล้ว นั้น โจทก์ยังมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ที่จะมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสิทธิของโจทก์ที่จะขอเฉลี่ยทรัพย์เพิ่งจะเกิดมีขึ้นในภายหลัง เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคือตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2548 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 มิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในเวลานั้นว่า ต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา

ส่วนเมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงใดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ทันกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลมิได้มีคำสั่งให้ เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทจากการขายทอดตลาดจึงมีสิทธิรับโอนที่ดินแปลงนี้ตามคำสั่งศาล เมื่อจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนก็ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ขอให้นายอำเภอคลองหอยโข่งออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการกระทำไปตามสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายเท่านั้น มิได้เป็นการฉ้อฉลหรือละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 290
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเคลือบ สาวิโรจน์
จำเลย — นายทัศนัย แก้วสมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายยิ่งยศ ตันอรชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10023/2555
#521457
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ แต่โจทก์ยังไม่ได้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนจำเลยที่วางไว้ต่อศาลคืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางพร้อมอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก ทั้งไม่จำต้องมีคำขอ ให้เอาเงินดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ครั้งที่สอง อุทธรณ์ของโจทก์ครั้งที่สองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทที่เช่า กับห้ามเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์เป็นฝ่ายรื้อถอนโดยให้จำเลยชำระเงินค่ารื้อถอน และให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 3,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทที่เช่าแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 2 งาน เป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 33704 ตำบลหนองอึ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณแรเงาด้วยหมึกสีน้ำเงินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท สำหรับฟ้องของโจทก์และคำขอท้ายฟ้องแย้งอื่นของจำเลยให้ยกฟ้องเสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 33704 ตำบลหนองอึ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณแรเงาด้วยหมึกสีน้ำเงิน เนื้อที่ประมาณ 2 งาน เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท สำหรับฟ้องของโจทก์และคำขอท้ายฟ้องแย้งอื่นของจำเลยให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ครั้งที่สองทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าทนายความในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท สำหรับฟ้องของโจทก์และคำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงวันที่ 22 มิถุนายน 2550 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท สำหรับฟ้องของโจทก์และคำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ โดยให้เหตุผลว่า แม้โจทก์จะเคยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและวางเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยมาแล้วในครั้งแรก แต่เงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวก็เป็นคนละจำนวนกัน ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้ขอให้เอาเงินดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ครั้งที่สองนี้ โจทก์อุทธรณ์โดยไม่วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนจำเลย เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า อุทธรณ์ของโจทก์ครั้งที่สองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท สำหรับฟ้องของโจทก์และคำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดังนั้น เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นเคยสั่งให้โจทก์ต้องรับผิดใช้แทนจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 จึงถูกยกไปด้วยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าว แต่โจทก์ยังไม่ได้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนจำเลยที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งที่สองในวันที่ 22 มิถุนายน 2550 ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท สำหรับฟ้องของโจทก์และคำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์รับผิดใช้แทนจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2550 ดังกล่าว แม้จะกำหนดให้โจทก์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยเพิ่มเติมจากคำพิพากษาเดิมที่ถูกยกไปแล้ว แต่เมื่อคำนวณแล้วจำนวนเงินค่าธรรมเนียมทั้งหมดก็เป็นจำนวนเงินเท่ากันกับจำนวนเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนจำเลยที่โจทก์ได้วางต่อศาลชั้นต้นในครั้งก่อนซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับคืนไป กรณีถือว่าโจทก์ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางพร้อมอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก ทั้งไม่จำต้องมีคำขอให้เอาเงินดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ครั้งที่สองด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ครั้งที่สองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวทองใส มะยม
จำเลย — นายสมร เนตรสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเทิดทูล ภาสะฐิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานันท์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10004/2555
#525546
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจังหวัดเลยพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ทุกข้อหามีกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 18,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน และปรับ 9,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด รายงานตัวครั้งแรกนับแต่วันที่มีคำพิพากษา กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำเลย เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวแล้วปรากฏว่าโจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาในความผิดฐานนี้ ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเฉพาะความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนซึ่งมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายวิเชียร คำพรมมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายชัยวัฒน์ ยัพวัฒนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9993 -ที่ 9995/2555
#554977
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งหมดส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมถือว่าสัญญาเช่าซื้อทุกฉบับเลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อคงเหลือนับแต่วันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันอีกต่อไป และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธินำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายล่วงหน้าเพื่อชำระค่าเช่าซื้อคงเหลือไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำเลยทั้งสามสำนวนต่อกันและต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1248/2543, 591/2544 และ 592/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทอีซูซุ เสนียนต์นครสวรรค์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 เดือน นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1248/2543 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2534 และวันที่ 12 ธันวาคม 2534 นางตองเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อพร้อมดั๊มและลูกพ่วงดั๊มจากโจทก์ร่วมรวม 8 คัน ทำสัญญาเช่าซื้อ 8 ฉบับ มีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและชำระค่าเช่าซื้อ โดยจำเลยออกเช็คตามจำนวนงวดค่าเช่าซื้อ 4 สัญญาแรก 36 ฉบับ และ 4 สัญญาหลัง 36 ฉบับ มอบให้โจทก์ร่วม และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุกับโจทก์ร่วมอีก 1 คัน โดยจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์ รวม 24 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 84,338 บาท มอบให้โจทก์ร่วม ซึ่งเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2541 และวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 เป็นเช็คชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 13 และ 17 ต่อมาเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหลายฉบับ มีค่าเช่าซื้อค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อพร้อมดัมพ์และลูกพ่วงดั๊ม 8 สัญญา รวม 17 งวด เป็นเงิน 2,360,858 บาท และตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุรวม 10 งวด เป็นเงิน 843,380 บาท เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนมาตุลี-นครสวรรค์ ให้โจทก์ร่วม 12 ฉบับ เพื่อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระดังกล่าว เช็คพิพาทลงวันที่ 27 มกราคม 2541 สั่งจ่ายเงิน 416,626 บาท กับเช็คอื่นเป็นเช็คชำระค่างวดค้างตามสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อพร้อมดัมพ์และลูกพ่วงดัมพ์ เช็คพิพาทลงวันที่ 27 มกราคม 2541 สั่งจ่ายเงิน 168,676 บาท และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 สั่งจ่ายเงิน 224,901 บาท กับเช็คอื่นเป็นเช็คชำระค่างวดค้างตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินแล้ว แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งห้าฉบับ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลงลายมือสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับมอบให้โจทก์ร่วมโดยมีการเขียนข้อความจำนวนเงิน ลงชื่อโจทก์ร่วมในช่องผู้รับเงินและลงวันที่สั่งจ่ายครบถ้วนแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไปเพราะคดีเลิกกันหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อทุกคันคืนแก่โจทก์ร่วมแล้ว สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน มูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมจึงสิ้นผลผูกพัน เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยออกให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าเช่าซื้อและค่าเช่าซื้อค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนดโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินแล้ว แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสี่ฉบับเพราะจำเลยมีเงินในบัญชีไม่พอจ่ายตามเช็ค การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 แม้ต่อมาจำเลยจะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งมอบคืนโจทก์ร่วม อันเป็นผลให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันก็ตาม ก็หาทำให้ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วระงับไปไม่ จำเลยยังคงต้องรับผิดตามมูลหนี้ที่ค้างชำระ คดีอาญาจึงยังไม่เลิกกัน ส่วนเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งหมดส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมแล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ถือว่าสัญญาเช่าซื้อทุกฉบับเลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าวจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อคงเหลือนับแต่วันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันอีกต่อไป และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธินำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายล่วงหน้าเพื่อชำระค่าเช่าซื้อคงเหลือไปเรียกเก็บเงินได้อีก เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไว้และยังไม่ถึงกำหนดชำระเงินจึงไม่มีมูลหนี้กันอีกต่อไป การที่โจทก์ร่วมยังคงนำเช็คพิพาทลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเช็คชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์อีซูซุ งวดที่ 17 ไปเรียกเก็บเงิน ภายหลังสัญญาสิ้นสุดแล้ว แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยก็ไม่มีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เพียง 4 กรรม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน ให้ยกฟ้องสำหรับเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — บริษัทอีซูซุเสนียนต์นครสวรรค์ จำกัด
จำเลย — นายวรเทพ อุดมการเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายณรงค์ ซึงถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9972/2555
#528578
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลคดีก่อนพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมทราบนับแต่วันที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาแล้วว่า ลายมือชื่อของผู้ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อ ป. ผู้ขอใช้บริการ โจทก์ย่อมรู้ว่ามีการละเมิดเกิดขึ้นและรู้ว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ดังกล่าวน่าจะต้องรับผิดชอบ เป็นกรณีที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้วจึงไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในคดีดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 42,169.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 31,785.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่ปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เดิมโจทก์ฟ้องนางสาวประภาพรเนื่องจากค้างชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ต่อมาศาลคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่านางสาวประภาพรไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์และไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เอกสารที่ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องมิใช่ลายมือชื่อนางสาวประภาพร โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ให้รับผิดฐานละเมิด คดีที่โจทก์ฟ้องนางสาวประภาพรศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 ไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา แต่โจทก์อ้างว่าทราบเหตุแห่งการละเมิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเป็นรายงานคดีและขออนุมัติฟ้อง เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว แม้คู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลแต่ผลทางกฎหมายให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบผลของคำพิพากษาแล้ว เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาคดีก่อนอันเป็นมูลที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ในข้อหาละเมิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 พ้นกำหนด 1 ปีแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตามคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่า จะถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่ศาลในคดีก่อนพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลคดีก่อนพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมทราบนับแต่วันที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาแล้วว่า ลายมือชื่อของผู้ที่ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อนางสาวประภาพรผู้ขอใช้บริการ โจทก์ย่อมรู้ว่ามีการละเมิดเกิดขึ้นและรู้ว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ดังกล่าวน่าจะต้องรับผิดชอบ อันเป็นกรณีที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในคดีดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
สิงห์พล ละอองมณี
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9948/2555
#525538
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนกับบริษัท อ. เพื่อดำเนินกิจการของโรงเรียน อันมีโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เป็นหุ้นส่วน เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันไว้ในกระบวนการห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1033 วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่)

ขณะเกิดเหตุแม้จำเลยไม่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายการเงินของโรงเรียนและไม่มีหน้าที่รับเงินจากนักเรียนโดยตรงก็ตาม แต่จำเลยเป็นอาจารย์ฝ่ายทะเบียนและฝ่ายผู้สอน นักเรียนสามารถฝากเงินแก่จำเลยให้นำไปชำระแก่โรงเรียนได้โดยถือเสมือนหนึ่งว่านักเรียนชำระเงินให้แก่โรงเรียนแล้ว และจำเลยมีหน้าที่นำเงินดังกล่าวไปมอบให้ฝ่ายการเงิน ถือได้ว่าจำเลยได้รับมอบหมายโดยปริยายจากโรงเรียนให้มีหน้าที่รับเงินจากนักเรียนแทนโรงเรียนได้ ซึ่งเมื่อจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากนักเรียนแล้ว เงินดังกล่าวย่อมตกเป็นของโรงเรียน ซึ่งเป็นกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ไม่ได้เป็นของนักเรียนอีกต่อไป นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ดังนั้นแม้ก่อนโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในคดีนี้ นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกง และถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากโรงเรียนออกใบรับรองผลการเรียนให้ไปแล้วก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่านักเรียนดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหายักยอกตามฟ้องนี้ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ ในส่วนนี้จึงยังไม่ระงับไป เพราะมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียหายและเปลี่ยนข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2555)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุมณฑา ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 9 กระทง จำคุก 36 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ออกจากสารบบความกับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับค่าฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ระงับไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้และถือได้ว่าเงินที่จำเลยรับจากนักเรียนย่อมตกเป็นของโรงเรียนแล้วไม่ได้เป็นของนักเรียนอีกต่อไป นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ดังนั้นแม้ก่อนโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในคดีนี้ นางสาวธิดารัตน์ นางสาวอรอุมา นางสาวอัมพารัตน์ นางสาวนฤมล และนางสาวอัชฌา นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงแก่จำเลย และถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากโรงเรียนออกใบรับรองผลการเรียนให้ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่านักเรียนดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหายักยอกตามฟ้องนี้ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ ในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 จึงยังไม่ระงับไป เพราะมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียหายและเปลี่ยนข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อสุดท้ายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตามคำฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและพันตำรวจโทวีรวัฒน์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าวันที่ 19 กันยายน 2541 โจทก์ร่วมมาแจ้งความว่า จำเลยยักยอกเงินของโรงเรียนไป 160,000 บาทเศษ โดยมอบเอกสารตามบัญชีของกลาง ซึ่งมีใบคำร้องทั่วไปของนักเรียนผู้เสียหายรวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นนักเรียนที่จำเลยรับเงินค่าเล่าเรียนมาแล้วไม่นำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโรงเรียนตามฟ้องทั้งหมดรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย จึงมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยได้ ฟังได้ว่า คดีนี้มีการร้องทุกข์โดยชอบพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะต้องคืนเงินแก่ผู้เสียหายเพียงใดซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและคู่ความสืบพยานเสร็จแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เห็นว่า จำเลยยักยอกเงินที่เก็บจากนักเรียนรวม 9 คน เป็นเงินรวม 137,400 บาท ไปก็ตาม แต่นายอิศนุวัฒน์ ผู้จัดการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยกลับเบิกความว่า หลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้ โรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วได้ความว่า นักเรียน 9 คน ที่ฝากเงินค่าเล่าเรียนแก่จำเลยนั้นเป็นนักเรียนภาคค่ำ ไม่สะดวกที่จะนำเงินไปชำระในภาคกลางวัน และใน 9 คนนั้น มีนักเรียนไปแจ้งความรวม 5 คน โดย 4 ใน 5 คนนั้นเป็นนักเรียนที่โอนมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต ในปีที่ 2 เทอมสุดท้ายซึ่งต้องชำระค่าเรียนเพียงคนละ 7,000 บาท ไม่ใช่คนละ 20,000 บาท และต่อมาจำเลยโอนเงิน 100,000 บาทคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้ว เจือสมทางนำสืบของจำเลยที่รับว่าจำเลยรับเงินจากนักเรียนตามคำร้องทั่วไป เพียง 84,400 บาท เท่านั้น และเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2541 จำเลยโอนเงิน 100,000 บาท ที่กู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้วตามใบนำฝากและระเบียนแสดงผลการเรียน พยานจำเลยมีพยานเอกสารดังกล่าวมาแสดงสนับสนุนน่าเชื่อถือจึงมีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปมีไม่เกิน 100,000 บาท และจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวโอนเข้าบัญชีของโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาทแก่ผู้เสียหายอีก

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกเว้นคำขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท ให้ยกเสีย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.พ.พ. ม. 1033 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นางสุมณฑา เจษฎาสมุทร
จำเลย — นางสาววิลาวัลย์ สุทธิธรรมรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายธนชัย เปรมธนวิศิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9932/2555
#525543
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานเป็นผู้ขับขี่รถในขณะมึนเมายาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกรรมเดียวกับฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่น และฐานทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และคดีที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

ดังนี้ เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและฐานเป็นผู้ขับขี่รถในขณะมึนเมายาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ได้ ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 (2) (4), 43 ทวิ, 157/1, 160 ตรี พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 297, 358, 360 เพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522มาตรา 43 (2) (4), 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157, 157/1 วรรคสี่, 160 ตรี วรรคสาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8),358, 360 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถระหว่างถูกยึดใบอนุญาตปรับ 2,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ฐานเป็นผู้ขับขี่รถในขณะมึนเมายาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่น และฐานทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี และปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ฐานขับรถในขณะมึนเมายาเสพติดและฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานเป็นผู้ขับขี่รถในขณะมึนเมายาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ให้ยก พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานเป็นผู้ขับขี่รถในขณะมึนเมายาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกรรมเดียวกับฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่น และฐานทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับความผิดยาเสพติดและคดีที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า"ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและฐานเป็นผู้ขับขี่รถในขณะมึนเมายาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297 ม. 358 ม. 360
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 43 ทวิ ม. 157/1 ม. 160 ตรี
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเดชา ลักษ์วิลัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9923/2555
#526787
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 115 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 115 เม็ด ดังกล่าว คำนวณสารบริสุทธิ์ได้ 3.116 กรัม เมื่อปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 15 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 115 เม็ด ที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย ดังนั้น จึงย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 115 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้ว เป็นสารบริสุทธิ์ 0.406 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ลงปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาลงโทษปรับจำเลยได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปีและปรับ 800,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 15 ปี และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและ ชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 800,000 บาทไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง,วรรคสอง สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นรวมจำคุก 14 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 115 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 15 เม็ด ให้แก่สายลับไปในราคา 2,250 บาท สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี เป็นการพิพากษาแก้วรรคในบทเดิมและแก้โทษ โดยที่อัตราโทษและลักษณะความผิดของ มาตรา 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังกล่าวมิได้แตกต่างกันมาก จึงเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 100 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องนั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกบรรจบและจ่าสิบตำรวจวิสิฐ พยานโจทก์เบิกความว่า ขณะเข้าจับกุมจำเลย จำเลยให้การรับว่าเป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุและจำเลยเป็นผู้นำตรวจค้นภายในร้าน ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้าแบบรูดปิดเปิดด้านบนซุกซ่อนอยู่ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าภายในร้าน บริเวณหลังร้าน โดยจำเลยรับว่าเป็นของจำเลยซึ่งซื้อมาจากนายกิติพงษ์หรืออ๊อด ซึ่งเป็นคู่เขยกับจำเลยในราคาเม็ดละ 110 บาท และนำมาจำหน่ายในราคาเม็ดละ 150 บาท ซึ่งเป็นการที่จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านที่เกิดเหตุด้วยตนเองและให้การในทันทีขณะถูกจับกุมโดยไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง จึงเชื่อว่าจำเลยได้ให้การตามความเป็นจริง ประกอบกับไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองเคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนและเป็นการเข้าจับกุมตรวจค้นเนื่องจากสืบทราบมาก่อนว่าที่ร้านเกิดเหตุมีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจนกระทั่งมีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและจับกุมจำเลยได้ อันเป็นการปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ จึงไม่มีเหตุทำให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เมื่อปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100 เม็ด ของกลาง ตรวจค้นพบในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าที่อยู่ในร้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่และจำเลยยังให้การถึงการได้มาของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยละเอียดด้วย จึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวเป็นของจำเลยซึ่งมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 115 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 115 เม็ด ดังกล่าว คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.116 กรัม เมื่อปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 15 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 115 เม็ด ที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย ดังนั้น จึงย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 115 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้วปรากฏว่ามีสารบริสุทธิ์ 0.406 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งตามมาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและโทษปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอโดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายอัศวิน ดาราแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9898 -ที่ 9899/2555
#540888
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 7 ออกหนังสือถึง ส.ป.จ. ต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย จ.6 ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขายจะนำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนไปส่งให้โรงเรียนเอง ก็หาใช่เป็นการสั่งให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ส่งมอบโต๊ะเก้าอี้นักเรียนขัดต่อข้อตกลงในสัญญาซื้อขายตามที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ เพราะในหนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 แจ้งด้วยว่า ขอให้ ส.ป.จ. เหล่านั้นติดตามดูแลให้ผู้ขายนำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนส่งโรงเรียนตามบัญชีจัดสรรของ ส.ป.จ. นั้น ๆ ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องนำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนไปส่งมอบ ณ ส.ป.จ. ต่าง ๆ ตามสัญญา แล้ว ส.ป.จ. ต่าง ๆ จะเป็นผู้ติดตามดูแลให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนไปส่งยังโรงเรียนในสังกัด ส.ป.จ. นั้นแทน อันเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 8

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,453,612.30 บาท จำเลยที่ 8 ร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวจำนวน 1,445,001.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าปรับเป็นเงิน 1,445,001.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2537) มิให้เกิน 8,610.60 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกทายาทเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 5 ซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เกี่ยวข้องกับคดีนี้ในขั้นตอนของการตรวจสอบ วางฎีกา และเสนอเรื่องให้จำเลยที่ 7 พิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ซึ่งจะต้องดำเนินการตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 แล้ว จะเห็นได้ว่าการขออนุมัติเบิกจ่ายเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าซื้อโต๊ะเก้าอี้นักเรียนนั้นจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต้องพิจารณาเอกสารที่สำคัญประกอบการเสนอให้จำเลยที่ 7 อนุมัติฎีกาอนุญาตให้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 คือ สัญญาซื้อขาย ใบส่งมอบโต๊ะเก้าอี้นักเรียน และเอกสารแสดงการตรวจรับโต๊ะเก้าอี้นักเรียน ปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ขออนุมัติเบิกเงินค่าโต๊ะเก้าอี้นักเรียน วันที่ 23 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 5 จัดทำบันทึกข้อความ ซึ่งมีข้อความว่า บัดนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ผู้ขายได้ส่งมอบโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยวตามแบบกรมสามัญศึกษาตามสัญญาทั้งหมดให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับไว้ถูกต้อง งวดที่ 1 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534 งวดที่ 2 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 และผู้ขายได้นำหลักฐานการตอบรับจาก สปจ.ต่างๆ ว่าได้รับโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้จำนวน 5,000 ชุด ครบตามสัญญางวดที่ 1 มาขอเบิกเงิน ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าผู้ขายได้ส่งของให้ สปจ.ครบถ้วนตามบัญชีจัดสรรและอยู่ภายในกำหนดสัญญา เห็นควรเบิกจ่ายเงินงวดที่ 1 ให้ผู้ขายต่อไป โดยจำเลยที่ 6 ลงนามเสนอจำเลยที่ 7 ว่า เพื่อโปรดอนุมัติลงวันที่ 24 ธันวาคม 2534 แต่จำเลยที่ 3 ระบุข้อความว่า ตรวจเสนอลงวันที่ 20 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อกำกับในวันที่ 20 ธันวาคม 2534 เช่นเดียวกัน ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 7 จึงมีคำสั่งอนุมัติให้จ่ายเงินค่าโต๊ะเก้าอี้นักเรียนได้ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ได้มอบเอกสารที่มีข้อความว่าใบตอบรับ เป็นเอกสารประกอบที่สำคัญในการขอรับเงิน วันที่ 3 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 5 ได้มีบันทึกข้อความด่วนที่สุดขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าโต๊ะเก้าอี้นักเรียนงวดที่ 2 เสนอแก่จำเลยที่ 7 เพื่อให้เบิกจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยข้อความในบันทึกฉบับนั้นมีรายละเอียดที่สำคัญว่า ผู้ขายได้ส่งมอบโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยวทั้งหมดให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว บัดนี้ผู้ขายได้นำหลักฐานตอบรับจาก สปจ. ต่างๆ จำนวน 13 จังหวัดว่าได้รับโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยวครบถ้วนตามสัญญา ตรวจสอบแล้วหลักฐานการตอบรับครบถ้วน เห็นควรเบิกจ่ายเงินงวดที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป โดยในเอกสารฉบับนี้มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันลงลายมือชื่อในข้อความตรวจเสนอลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2535 และวันที่ 5 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 7 อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ได้มอบหลักฐานที่สำคัญประกอบการขอเบิกเงินคือ หลักฐานที่มีข้อความว่าใบตอบรับของ สปจ.ต่างๆ ซึ่งเอกสารเหล่านั้นตรงกับเงื่อนไขท้ายสัญญา ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เสนอเรื่องไปตามลำดับเพื่อให้จ่ายเงินค่าโต๊ะเก้าอี้นักเรียนให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 7 เป็นผู้อนุมัติจ่ายเงินไปจึงเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องตามระเบียบของทางราชการแล้ว ซึ่งขณะนั้นไม่มีรายงานต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1ส่งมอบโต๊ะเก้าอี้นักเรียนล่าช้ากว่าที่กำหนดในสัญญาซื้อขาย หลักฐานใบตอบรับของ สปจ. ต่างๆ ก็ไม่มีข้อพิรุธ ทั้งจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ไม่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า สปจ.ต่างๆ ได้รับโต๊ะเก้าอีกนักเรียนไปแล้วจริงหรือไม่อีก และที่จำเลยที่ 7 ออกหนังสือถึง สปจ.ต่างๆ ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขายจะนำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนไปส่งให้โรงเรียนเอง ก็หาใช่เป็นการสั่งให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ส่งมอบโต๊ะเก้าอี้นักเรียนขัดต่อข้อตกลงในสัญญาซื้อขายตามที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ เพราะในหนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 7 แจ้งด้วยว่าขอให้ สปจ.เหล่านั้นติดตามดูแลให้ผู้ขายนำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนส่งโรงเรียนตามบัญชีจัดสรรของ สปจ. นั้นๆ ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องนำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนไปส่งมอบ ณ สปจ. ต่างๆ ตามสัญญาแล้ว สปจ.ต่างๆ จะเป็นผู้ติดตามดูแลให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำโต๊ะเก้าอี้นักเรียนไปส่งยังโรงเรียนในสังกัด สปจ. นั้นแทน อันเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของโจทก์ ดังนั้น เมื่อข้อสาระสำคัญในการตรวจสอบและเสนอขอให้อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายเงินมีเอกสารดังกล่าวข้างต้นครบถ้วนแล้ว แม้เอกสารที่ระบุว่าเป็นใบตอบรับของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดต่างๆ จะมีการปลอมข้อความโดยเฉพาะวันที่รับโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนทั้งสองงวด แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 รู้เห็นในการปลอมเอกสาร พฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 8 นั้น ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 8 เป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขาย ไม่ปรากฏหลักฐานใดจากการนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 8 ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการตรวจจ่ายเงินค่าโต๊ะเก้าอี้นักเรียนให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 8 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมชำระค่าปรับในเงินจำนวน 1,445,001.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาเดิมกำหนดไว้ แน่นอนแล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องส่งมอบโต๊ะเก้าอี้นักเรียนในงวดที่ 1 ให้แก่โจทก์วันที่ 30 ตุลาคม 2534 และส่งมอบงวดที่ 2 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2534 โดยให้ส่งไปยังสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนั้นๆ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันตามที่ระบุไว้ในสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสินค้าไปยังสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดต่างๆ โดยภริยาของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ระบุวันที่ไม่ตรงกับความจริง ทำให้โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบโต๊ะเก้าอี้นักเรียนเกินกว่ากำหนดเวลาตามสัญญาซื้อขาย จึงไม่ได้สงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับตามที่กำหนดในสัญญา ดังนั้น ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ผิดสัญญาและเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ และเมื่อปรากฏจากเอกสารของฝ่ายโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบโต๊ะเก้าอี้นักเรียนให้แก่โรงเรียนต่างๆ เกินกำหนด โดยบางแห่งล่าช้าเป็นปี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นเงินค่าปรับจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ แต่จำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นเงิน 1,445,001.70 บาท นั้น เห็นว่าสูงเกินไป เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 8 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 8 อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อภิมหาโชค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีระเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ ศรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9892/2555
#528481
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเงินค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งเพื่อบรรเทาความเสียหายและถือเป็นการชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งส่วนหนึ่ง เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าก็ต้องพิพากษาให้จ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 70, 73, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 54, 82, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งให้แผ่นซีดีรอมเพลงเอ็มพีสามของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ 55 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่า

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้ระวางโทษเป็นสองเท่า

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31(1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง, 73 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ 100,000 บาท ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท รวมปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้สั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษา ให้จ่ายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งสำหรับส่วนที่เกินจำนวนเงินค่าปรับที่เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงได้รับแล้วนั้น" อันเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเงินค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งเพื่อบรรเทาความเสียหายและให้ถือเป็นการชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งส่วนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ก็ต้องพิพากษาให้จ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ซึ่งหมายความว่าให้ยกคำขอสั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางฉวีวรรณ บุญพูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมคะเน ไตติลานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9844/2555
#540923
เปิดฉบับเต็ม

โทษตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี เมื่อเป็นความผิดฐานพยายาม ศาลอาจกำหนดโทษจำเลยได้ 33 ปี 4 เดือน หรือกำหนดจากกรอบระวางโทษได้ตั้งแต่ 15 ถึง 20 ปี ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลย 30 ปีนั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขและกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 80, 83, 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคสอง) 80, 83 จำคุก 30 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับพยานแวดล้อมแห่งกรณีแล้วจึงเชื่อได้ว่า จำเลยได้ร่วมไปกับนายภคินและพวกที่ยังจับตัวมาไม่ได้ พยายามปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายโดยมีและใช้ปืนยิง และใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด แต่การที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 30 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี เมื่อเป็นความผิดฐานพยายาม ศาลอาจกำหนดโทษจำเลยได้ 33 ปี 4 เดือน หรือกำหนดจากกรอบระวางโทษตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขและกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 340 วรรคสี่ ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายมานัส หรุ่นขำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายปัญญา มั่นคง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9840/2555
#559148
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 2,213,493 บาท แต่หนังสือแจ้งการประเมินและคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษี 6,629,281 บาท และโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่พิพากษาให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดย่อมแสดงว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้แจงของจำเลยไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบทั้งหมด แต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบบางส่วน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น เห็นว่า มาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดเป็นเงื่อนไขว่าห้ามมิให้ศาลประทับฟ้องเว้นแต่ผู้รับการประเมินจะชำระค่าภาษีเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ต้องชำระค่าภาษีก่อนฟ้องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น หากไม่สั่งคืนภาษีส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยอาจไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการให้มีคำสั่งทางปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป เพราะโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามประเมินแก่จำเลยแล้ว ฉะนั้น การให้จำเลยคืนเงินเพียงบางส่วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เป็นการพิพากษาให้ไม่เกินกว่าที่โจทก์มีคำขอ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 มิใช่เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งทางปกครองบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 02 เลขที่ 74 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 กับให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 01/48 เลขที่ 52 ลงวันที่ 2 กันยายน 2548 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,213,493 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 02 เลขที่ 74 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาดของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล เล่มที่ 01/48 เลขที่ 52 ลงวันที่ 2 กันยายน 2548 ให้จำเลยคืนเงิน 2,213,493 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ นั้น เมื่อพิเคราะห์ใบแจ้งรายการประเมินตามเอกสารแผ่นที่ 68 มีข้อความระบุรายละเอียดทรัพย์สินคือ โรงแรม ที่ตั้งของทรัพย์สิน จำนวนค่ารายปี ค่าภาษีที่ให้โจทก์ไปชำระต่อจำเลยใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งรายการนี้ การไม่ชำระตามกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 43 หากไม่พอใจในการประเมินให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลที่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ การที่จำเลยมิได้แสดงรายละเอียดของเหตุผลในใบแจ้งรายการประเมินเกี่ยวกับรายละเอียดของการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีเพิ่มขึ้น โดยที่โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มิได้แตกต่างไปจากเดิม โจทก์ย่อมไม่สามารถทราบได้ว่าจำเลยแจ้งประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างรายการใดเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปจากที่โจทก์เคยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่ว่า เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ใบแจ้งรายการประเมินไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้นชอบแล้ว แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งรายการประเมินที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ในใบแจ้งรายการประเมินหรือเอกสารประกอบใบแจ้งรายการประเมินและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หากโจทก์ยังไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ระบุไว้ในใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลต่อไป ด้วยเหตุนี้กระบวนการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เกิดขึ้นหลังจากมีใบแจ้งรายการประเมินโดยไม่ชอบแล้วย่อมเสียไปทั้งหมด ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 2,213,493 บาท แต่หนังสือแจ้งการประเมินและคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษี 6,629,281 บาท และจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่พิพากษาให้จำเลยคืนเงินทั้งหมด ย่อมแสดงว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดของจำเลยไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบทั้งหมด แต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบบางส่วน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดเป็นเงื่อนไขว่า ห้ามมิให้ศาลประทับฟ้องเว้นแต่ผู้รับการประเมินจะชำระค่าภาษีเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ต้องชำระค่าภาษีก่อนฟ้องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากไม่สั่งคืนภาษีส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยอาจไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการให้มีคำสั่งทางปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป เพราะโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินแก่จำเลยแล้ว และการให้จำเลยคืนเงินเพียงบางส่วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการพิพากษาให้ไม่เกินกว่าที่โจทก์มีคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 มิใช่เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งทางปกครองบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง โดยที่ถูกต้องเพิกถอนเพียงการแจ้งการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินซึ่งมีผลให้การดำเนินการที่ต่อเนื่องจากการแจ้งการประเมินดังกล่าวไม่ชอบไปด้วย ดังวินิจฉัยมาดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผลส่วนนี้ และสมควรแก้ไขเฉพาะส่วนที่ยังไม่ถูกต้องดังกล่าวเท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนการประเมินแต่ให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางเทาแกรนด์ จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9839/2555
#532976
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (7) บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬา หรือให้กระทำการใดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก การที่จำเลยซึ่งทำงานเป็นผู้ดูแลและเก็บค่าบริการของร้านเกมชื่อ ร้านท้อปเกม ยินยอมให้ ว. อายุ 15 ปี และ ณ. อายุ 16 ปี ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส เข้าเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในร้านที่จำเลยดูแลในเวลา 2 นาฬิกาโดยเก็บเงิน 20 บาท ต่อการเล่นเกม 3 ชั่วโมง แม้การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ถือเป็นการนันทนาการ ไม่ใช่กีฬาตามที่จำเลยฎีกา แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำใดๆ อันมีลักษณะใกล้เคียงกันจึงต้องได้รับความคุ้มครองเช่นกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางการค้าซึ่งในเวลาเช่นนั้นบุคคลทั้งสองต้องพักผ่อนหลับนอนเพื่อให้ได้รับการพัฒนาตามวัยอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของ ว. และ ณ. ตามมาตรา 26 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (7), 78 จำคุก 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ไม่ปรากฎว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นให้ลงโทษกักขังจำเลยไว้มีกำหนด 2 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและ วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่ใช้บังคับขณะยื่นฎีกา ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ว่า การที่นายวิทยาและนายณัฐสิทธิ์ซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ เข้าเล่นเกมในเวลา 2 นาฬิกา ในร้านที่จำเลยดูแลก่อนและหลังเล่นเกมมีผลเป็นการขัดขวางการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กอย่างไร ขอให้ยกฟ้องหรือรอการลงโทษ เห็นว่า เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (7) เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดแสวงหาประโยชน์จากเด็ก การที่นายวิทยา และนายณัฐสิทธิ์ ทำงานในเวลากลางคืน นอนเวลากลางวันและไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีความจำเป็นต้องตื่นนอนเช้าไปในโรงเรียน เมื่อเลิกงานแล้วยังไม่ง่วงนอนย่อมมีสิทธิจะเล่นอะไรเพื่อเป็นการผ่อนคลายก่อนกลับบ้าน การห้ามไม่ให้ร้านท๊อปเกมให้บริการแก่นายวิทยาและนายณัฐสิทธิ์เป็นการเลือกปฏิบัติต่อเด็กอันเป็นการละเมิดสิทธิ์เด็ก และการห้ามมิให้ร้านท๊อปเกมให้บริการเกมคอมพิวเตอร์แก่เด็กหลังเวลา 22.00 นาฬิกา จะต้องมีกฎหมายห้ามโดยเฉพาะนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 บัญญัติคุ้มครองเด็กมิให้ถูกกระทำทารุณกรรม เสี่ยงต่อการถูกกระทำทารุณกรรมหรือยุยง ส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือเสี่ยงต่อการกระทำผิดหรือใช้เด็กหรือแสวงหาประโยชน์จากเด็กโดยมิชอบ สำหรับมาตรา 26 (7) บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก การที่จำเลยยินยอมให้นายวิทยาและนายณัฐสิทธิ์ขณะเกิดเหตุอายุ 15 ปี และ 16 ปี ตามลำดับทั้งไม่ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสเข้าเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในร้านท๊อปเกมส์ที่จำเลยควบคุมดูแลในระหว่างเวลา 2 นาฬิกา ในวันเกิดเหตุ แม้การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ซึ่งถือว่าเป็นนันทนาการไมใช่กีฬา แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำใดๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันจึงต้องได้รับการคุ้มครองเช่นกัน การที่จำเลยยินยอมให้นายวิทยาและนายณัฐสิทธิ์เข้าเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในเวลาวิกาลโดยมีค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางการค้าซึ่งในเวลาเช่นนั้นบุคคลทั้งสองควรได้รับการพักผ่อนหลับนอนเพื่อได้รับการพัฒนาตามวัยการกระทำของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของนายวิทยาและนายณัฐสิทธิ์จึงเป็นความผิดตาม มาตรา 26 (7) แล้วที่จำเลยฎีกาว่าไม่มีกฎหมายห้าม จึงเป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นขัดต่อสิทธิและเสรีภาพของเด็กฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตามเห็นว่า ข้อหาที่จำเลยกระทำผิดไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนสมควรรอการลงโทษให้จำเลย แต่เห็นควรให้ปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (7)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายชาญชัย โกเมน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ — นายชาตรี พงษ์อาภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
สมชาย พันธุมะโอภาส
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9832 -ที่ 9836/2555
#532884
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งห้าลงชื่อรับเงินสิทธิประโยชน์ที่มีสิทธิได้รับตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานในหนังสือยกเลิกสัญญาจ้างที่จำเลยทำขึ้นโดยไม่มีข้อความใดว่าโจทก์ทั้งห้าขอลาออกจากการเป็นลูกจ้าง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งห้าลาออกด้วยความสมัครใจ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 จำเลยต้องรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงาน แต่เมื่อระหว่างเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ทำงานให้จำเลย จึงนำเอาระยะเวลาดังกล่าวรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ คงนับอายุงานใหม่ต่อจากอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างเท่านั้น

โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่ชอบ เป็นการตั้งประเด็นโดยตรงว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 เมื่อการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งห้าจึงเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างที่ถูกเลิกจ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย และบังคับให้จำเลยรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ อัตราค่าจ้าง สวัสดิการเดิม นับอายุงานต่อเนื่องจนกว่าจำเลยจะให้โจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2550 จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงาน

จำเลยทั้งห้าสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยและได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าเป็นกรรมการลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 โจทก์ทั้งห้าได้ลงชื่อในช่องผู้รับเงินในเอกสาร เมื่อพิจารณาเอกสารปรากฏว่า จำเลยได้ยกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ทั้งห้า จำเลยได้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยมีบันทึกท้ายหนังสือดังกล่าวว่าได้แจ้งโจทก์ทั้งห้าแล้ว แม้มีเพียงโจทก์ที่ 5 ลงชื่อรับทราบ ส่วนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ประสงค์จะลงนามต่อหน้าพยาน แต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าได้ลงชื่อในช่องผู้รับเงิน แม้ในหนังสือจะระบุว่าเป็นหนังสือยกเลิกสัญญาจ้าง ย่อมฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยเสนอยกเลิกสัญญาจ้างโดยยินยอมจ่ายเงินตามที่เสนอและโจทก์ทั้งห้าตกลงรับเงินตามที่จำเลยเสนอ จึงพออนุโลมถือว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยตกลงให้สัญญาจ้างสิ้นสุดโดยโจทก์ทั้งห้ายินยอมรับเงินตามที่จำเลยเสนอ กรณีจึงไม่ใช่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้าง โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ไม่จำต้องขออนุญาตจากศาลแรงงาน

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าว่า การที่โจทก์ทั้งห้าลงชื่อรับเงินไปจากจำเลยตามเอกสาร เป็นการตกลงยินยอมให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นกรรมการลูกจ้างของจำเลย ฉะนั้น จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน การที่จำเลยทำหนังสือยกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ทั้งห้าตามเอกสารโดยยินยอมให้สิทธิประโยชน์ซึ่งโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้น เป็นการยกเลิกสัญญาจ้างเพียงฝ่ายเดียว และการที่โจทก์ทั้งห้าลงชื่อรับเงินสิทธิประโยชน์ในเอกสาร โดยไม่ปรากฏข้อความใด ๆ ว่าโจทก์ทั้งห้าขอลาออกจากการเป็นลูกจ้าง จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งห้ายินยอมลาออกด้วยความสมัครใจ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งห้าลงชื่อในช่องผู้รับเงินในเอกสาร พออนุโลมว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยตกลงว่าให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น จำเลยต้องรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงานต่อไป แต่เมื่อระหว่างเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ทำงานให้จำเลย จึงนำเอาระยะเวลาดังกล่าวรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ คงนับอายุงานใหม่ต่อจากอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างเท่านั้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างนับตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงานหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเนื่องมาจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการตั้งประเด็นโดยตรงว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 เมื่อจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งห้าจึงเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างที่ถูกเลิกจ้างจากจำเลยได้ แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้เพียงใดเป็นดุลพินิจอันเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

พิพากษากลับ ให้จำเลยรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงานต่อไปในตำแหน่งหน้าที่ อัตราค่าจ้าง และสวัสดิการไม่ต่ำกว่าเดิม กับให้นับอายุงานใหม่ของโจทก์ทั้งห้าติดต่อกับอายุงานที่คำนวณถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลิกจ้าง และให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายในช่วงระยะเวลาเลิกจ้าง แล้วพิพากษาประเด็นนี้ใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย อนุพันธ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทซัมมิท เอ็นจิเนียริ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9823/2555
#528491
เปิดฉบับเต็ม

การเข้าร่วมโครงการของจำเลยทั้งสองเป็นการเข้าทำสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองในลักษณะสัญญาไม่มีรูปแบบซึ่งเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ขนส่งมันสำปะหลังไปยังผู้ส่งออกตามที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นสาระสำคัญ การที่จำเลยทั้งสองขนส่งมันสำปะหลังไปยังบริษัท อ. ซึ่งมิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 กรณีถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดสัญญาเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่นำมันสำปะหลังอัดเม็ดไปส่งให้บริษัทที่มิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 ทำให้ปริมาณมันสำปะหลังยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาดภายในประเทศทำให้ราคาขายมันสำปะหลังไม่เพิ่มสูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและการที่จำเลยทั้งสองรับเงินชดเชยค่าขนส่งจากโจทก์ทั้งสองทั้งสองครั้งไปโดยไม่ถูกต้องนั้น จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิรับเงินชดเชยค่าขนส่งดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด กรณีการฟ้องเรียกเงินคืนของโจทก์ทั้งสองมิใช่การเรียกคืนในฐานะลาภมิควรได้แต่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังนั้นอายุความในคดีนี้จึงมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวมาคืน และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 29 เมษายน 2541 โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 จึงเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,670,968.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,882,621 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความฟ้องร้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังปี 2540 นั้น โจทก์ทั้งสองมีวัตถุประสงค์ในการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาท้องตลาดซึ่งขณะนั้นมีราคาตกต่ำ จึงมีโครงการดังกล่าวขึ้นโดยโจทก์ทั้งสองต้องการให้ผู้เข้าร่วมโครงการขนส่งมันสำปะหลังไปส่งให้ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เพื่อให้บริษัทผู้ส่งออกดังกล่าวสามารถส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดออกไปยังต่างประเทศได้ในปริมาณสูงอันจะทำให้มีปริมาณหัวมันสำปะหลังภายในประเทศมีจำนวนลดน้อยลงและจะทำให้ราคาตลาดของหัวมันสำปะหลังภายในประเทศมีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล จึงกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินให้ผู้ร่วมโครงการในลักษณะเงินชดเชยค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ร่วมโครงการขนส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดจากผู้ผลิตไปขายยังผู้ส่งออกต่างประเทศ การที่จำเลยทั้งสองเข้าร่วมโครงการดังกล่าวโดยทราบเงื่อนไขของโครงการที่โจทก์ทั้งสองจัดทำขึ้นนั้นโดยจำเลยทั้งสองทราบว่า จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของโจทก์ทั้งสองคือการขนส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดไปยังผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาตในปี 2540 เท่านั้น และโจทก์ทั้งสองจะจ่ายเงินชดเชยค่าขนส่งให้แก่จำเลยทั้งสอง การเข้าร่วมโครงการของจำเลยทั้งสองถือว่าเป็นการเข้าทำสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองในลักษณะสัญญาไม่มีรูปแบบซึ่งเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ขนส่งมันสำปะหลังไปยังผู้ส่งออกตามที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นสาระสำคัญ การที่จำเลยทั้งสองขนส่งมันสำปะหลังไปยังบริษัทอินฟินิตี้ ออฟ ไอเดีย จำกัด ซึ่งมิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 กรณีถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดสัญญาเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่นำมันสำปะหลังอัดเม็ดไปส่งให้บริษัทที่มิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 ทำให้ปริมาณมันสำปะหลังยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาดภายในประเทศทำให้ราคาขายมันสำปะหลังไม่เพิ่มสูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและการที่จำเลยทั้งสองรับเงินชดเชยค่าขนส่งจากโจทก์ทั้งสองทั้งสองครั้งไปโดยไม่ถูกต้องเป็นเงินรวม 1,882,621 บาทนั้น จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิรับเงินชดเชยค่าขนส่งจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด กรณีการฟ้องเรียกเงินคืนของโจทก์ทั้งสองมิใช่การเรียกคืนในฐานะลาภมิควรได้แต่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้นอายุความในคดีนี้จึงมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวมาคืน และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 29 เมษายน 2541 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 เช่นนี้ จึงเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและรับเงินตามฟ้องจากโจทก์ไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินต้นดังกล่าวที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 29 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 1,882,621 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 788,347.51 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการค้าต่างประเทศ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอึ้งชุนหลีพืชผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9815/2555
#525503
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องในตอนต้น ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ไว้ว่า บริษัท ส. โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 การกระทำใดๆ ของจำเลยที่ 2 จึงต้องแสดงออกโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องได้ระบุว่า เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนกลับอ้างว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เองเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ผู้แทนปฏิเสธไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั่นเอง จึงถือว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 29696 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่คืนขอถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนเพื่อขอให้มีคำสั่งออกใบแทนโฉนดที่ดิน

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิโจทก์อย่างไร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาค่าฤชาธรรมเนียม ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่ง (ที่ถูก คำพิพากษา) ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องในตอนต้น ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ไว้ว่า บริษัทสระบุรีทรัคเซลส์ จำกัดโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 การกระทำใดๆ ของจำเลยที่ 2 จึงต้องแสดงออกโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องได้ระบุว่า เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนกลับอ้างว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เองเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ผู้แทนปฏิเสธไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์นั่นเอง จึงถือว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิ และมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความใดที่ทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย แม้คำฟ้องจะไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ไว้อย่างชัดแจ้ง แต่แสดงเจตนาได้ว่าที่โจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 2 ก็เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันกับจำเลยที่ 2 ที่จะต้องรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นล้วนไม่เป็นสาระอันควรที่จะวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ ลีสวรรค์
นายศักดิ์ชัย ลีสวรรค์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
จำเลย — กรรมการของบริษัทสระบุรีทรัคเซลส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9801/2555
#526735
เปิดฉบับเต็ม

น. เป็นผู้คิดค้นรูปแบบรายการโทรทัศน์ประเภทสปอร์ตเรียลลิตี้ "THE WINNER" ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์จัดประกวดและคัดเลือกนักฟุตบอลให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเพื่อทำการเผยแพร่ออกอากาศทางโทรทัศน์ แม้รูปแบบรายการโทรทัศน์ดังกล่าวที่ น. คิดขึ้นในขณะนำมาเสนอกับจำเลยจะยังไม่มีการแสดงออกทางความคิดจนเกิดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่ต่อมาได้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์โดยมี น. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ โจทก์และจำเลยตกลงร่วมกันผลิตรายการโทรทัศน์ดังกล่าวและได้ทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกัน โดยจำเลยตกลงที่จะชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ในการได้สิทธิผลิตและออกอากาศชุดรายการโทรทัศน์ดังกล่าว ข้อตกลงเกี่ยวกับการที่โจทก์อนุญาตให้สิทธิจำเลยผลิตรายการตามรูปแบบรายการดังกล่าวและนำไปออกอากาศจึงมีผลผูกพันและสามารถบังคับได้ตามกฎหมายระหว่างโจทก์และจำเลย

โจทก์แจ้งต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุ ชื่อ "THE WINNER" ก่อนที่โจทก์จะได้สร้างสรรค์งานดังกล่าวซึ่งขณะนั้นไม่มีงานลิขสิทธิ์เกิดขึ้น การแจ้งดังกล่าวจึงไม่ทำให้โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว เพราะการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์นั้นจะต้องมีการสร้างสรรค์งานและเข้าเงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย

โจทก์เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้สร้างสรรค์งานโสตทัศนวัสดุเทปต้นฉบับรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ตอนที่ 1 ถึง 3 ก่อนที่จำเลยจะนำมาตัดต่อเพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ เป็นตอนที่ 1 ถึง 3 โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปต้นฉบับรายการโทรทัศน์ตอนที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (2)

จำเลยได้มีการประชุมร่วมกับโจทก์และตกลงให้จำเลยตัดต่อเทปต้นฉบับเพื่อออกอากาศใหม่ ถือว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำการตัดต่อเทปตอนที่ 1 ถึง 3 ใหม่ตามการแสดงออกทางความคิดของจำเลยเพื่อออกอากาศ เป็นการที่โจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยดัดแปลงงานโสตทัศน์วัสดุเทปต้นฉบับรายการโทรทัศน์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปโทรทัศน์รายการโทรทัศน์ที่ดัดแปลงแล้วนำออกอากาศในตอนที่ 1 ถึง 3 ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 11 จำเลยนำเทปรายการโทรทัศน์ตอนที่ 1 ถึง 3 ที่จำเลยได้ออกอากาศมาตัดต่อใหม่เป็นเทปรายการโทรทัศน์ดังกล่าวตอนที่ 4 ถึง 6 เป็นการที่จำเลยดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนเอง จำเลยจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์ ตอนที่ 4 ถึงที่ 6 ดังกล่าว

เทปรายการโทรทัศน์ตอนที่ 7 ถึง 27 เป็นเทปรายการโทรทัศน์ที่จำเลยสร้างสรรค์ขึ้นภายหลังที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยผลิตรายการโทรทัศน์ดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลง โดยโจทก์ให้สิทธิจำเลยในการผลิตและออกอากาศชุดรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ที่โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิในรูปแบบรายการดังกล่าว โดยไม่ปรากฎข้อตกลงอื่นเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์ ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ผลิต จำเลยซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์ตอนที่ 7 ถึง 27 ดังกล่าวจึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,191,800 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 2,940,530 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้เพิกถอนทะเบียนข้อมูลเลขที่ ส.2702 ข้อมูลลิขสิทธิ์ประเภทงานโสตทัศนวัสดุ ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ของโจทก์ ให้จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานโสตทัศนวัสดุ ลักษณะงานการถ่ายทำบันทึกเทปโทรทัศน์อันเกี่ยวกับการจัดทำกิจกรรมคัดเลือกตัวเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 18 ปี เพื่อเป็นตัวแทนนักเรียนไทยไปทำการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลเยาวชนนักเรียนเอเชียอายุไม่เกิน 18 ปี ชื่อผลงาน "เดอะวินเนอร์" แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพลักษณะงานการนำงานโสตทัศนวัสดุที่จำเลยเป็นเจ้าของดังกล่าวแล้วทำการถ่ายทอดแพร่เสียงแพร่ภาพรายการการจัดทำกิจกรรมคัดเลือกตัวเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 18 ปี เพื่อเป็นตัวแทนนักเรียนไทยไปทำการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงแชมป์นักเรียนเอเชียอายุไม่เกิน 18 ปี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยชำระเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุรายการโทรทัศน์"THE WINNER" ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ถ่ายรายการงานโสตทัศนวัสดุ "THE WINNER" ตอนที่ 1 ถึง 3 รวมถึงตอนที่ 4 ถึง 6 จนแล้วเสร็จออกมาเป็นเทปต้นฉบับงานโสตทัศนวัสดุ "THE WINNER" แม้โจทก์จะยังไม่ได้โฆษณางานแต่โจทก์ในฐานะผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีสัญชาติไทย งานโสตทัศนวัสดุดังกล่าวจึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้วนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังยุติว่า นายนพดล กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เป็นผู้คิดค้นรูปแบบรายการโทรทัศน์ประเภทประเภทสปอร์ตเรียลลิตี้ "THE WINNER" ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์จัดประกวดและคัดเลือกนักฟุตบอลให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเพื่อทำการเผยแพร่ออกอากาศทางโทรทัศน์ แม้รูปแบบรายการโทรทัศน์ที่นายนพดลคิดขึ้นดังกล่าวในขณะมานำเสนอกับจำเลยจะยังไม่มีการแสดงออกทางความคิดจนเกิดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่ต่อมาได้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์โดยมีนายนพดลเป็นกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ โจทก์และจำเลยตกลงร่วมกันผลิตรายการโทรทัศน์ดังกล่าวและต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำบันทึกข้อตกลง โดยจำเลยตกลงที่จะชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ในการได้สิทธิผลิตและออกอากาศชุดรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ข้อตกลงเกี่ยวกับการที่โจทก์อนุญาตให้สิทธิจำเลยผลิตรายการตามรูปแบบรายการดังกล่าวและนำไปออกอากาศจึงมีผลผูกพันและสามารถบังคับได้ตามกฎหมายระหว่างโจทก์และจำเลย สำหรับการที่โจทก์ได้แจ้งต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุ ชื่อ "THE WINNER" เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2548 เป็นการแจ้งก่อนที่โจทก์จะได้สร้างสรรค์งานดังกล่าวซึ่งขณะนั้นไม่มีงานลิขสิทธิ์เกิดขึ้น การแจ้งดังกล่าวจึงไม่มีผลทำให้โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว เพราะการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์นั้นจะต้องมีการสร้างสรรค์งานและเข้าเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย ซึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (2) ได้ระบุเงื่อนไขของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์งานในกรณีที่ยังไม่มีการโฆษณางาน ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานของตนที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นได้ ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้สร้างสรรค์งานโสตทัศนวัสดุเทปต้นฉบับรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ตอนที่ 1 ถึง 3 ก่อนที่จำเลยจะนำมาตัดต่อเพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นตอนที่ 1 ถึง 3 ดังนั้นโจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปต้นฉบับรายการโทรทัศน์ ตอนที่ 1 ถึง 3 ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อต่อมาจำเลยได้มีการประชุมร่วมกับโจทก์และตกลงให้จำเลยตัดต่อเทปต้นฉบับเพื่อออกอากาศใหม่ ถือว่าโจทก์ยินยอมให้โจทก์ทำการตัดต่อเทปตอนที่ 1 ถึง 3 ใหม่ตามการแสดงออกทางความคิดของจำเลยเพื่อออกอากาศ จึงเป็นการที่โจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยดัดแปลงงานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์ที่ดัดแปลงแล้วนำออกกาศในตอนที่ 1 ถึง 3 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 11 สำหรับเทปรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ตอนที่ 4 ถึง 6 เมื่อต่อมาข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยได้นำเทปรายการโทรทัศน์"THE WINNER" ตอนที่ 1 ถึง 3 ที่จำเลยได้ออกอากาศซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยมาตัดต่อใหม่เป็นเทปรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ตอนที่ 4 ถึง 6จึงเป็นการที่จำเลยดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนเอง จำเลยจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์ตอนที่ 4 ถึง 6 ดังกล่าว ส่วนเทปรายการโทรทัศน์ "THE WINNER ตอนที่ 7 ถึง 27 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าเป็นเทปรายการโทรทัศน์ที่จำเลยได้สร้างสรรค์ขึ้นภายหลังที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยผลิตรายการโทรทัศน์ดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลง ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการที่โจทก์ให้สิทธิจำเลยในการผลิตและออกอากาศชุดรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ที่โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิในรูปแบบรายการดังกล่าว โดยไม่ปรากฏข้อตกลงอื่นเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ผลิต จำเลยซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานโสตทัศนวัสดุเทปรายการโทรทัศน์ "THE WINNER" ตอนที่ 7 ถึง 27 ดังกล่าวจึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้แสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบใดแบบหนึ่งอันจะถือว่าโจทก์มีลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุชุดรายการโทรทัศน์ ชื่อผลงาน "THE WINNER" ดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงไม่ต้องพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคำขอของโจทก์ที่ให้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินทดรองจ่ายในการผลิตรายการตอนที่ 1 ถึง 6 จำนวน 541,800 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายนพดล ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยและค่าประสานงานเพื่อทำการผลิตรายการโทรทัศน์ตอนที่ 1 ถึง 6 เป็นเงิน 490,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 51,800 บาท รวม 541,800 บาท รายละเอียดตามสำเนาหนังสือติดตามหนี้สินค้างชำระ ส่วนจำเลยมีนายจรัส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัทจำเลยเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์ไม่เคยออกเงินทดรองจ่ายในการผลิตรายการ เงินที่ใช้จ่ายทั้งหมดเป็นของจำเลย โจทก์รับเงินจากจำเลย 1,600,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ตามค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงหลังเสร็จงานที่จังหวัดขอนแก่น มีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทั้งหมด โจทก์คงแสดงหลักฐานการจ่ายเงินให้บริษัทเจ ครูว์ จำกัด 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือ 600,000 บาท โจทก์มีหลักฐานประกอบเพียงเล็กน้อย และส่วนที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ โจทก์อ้างว่าเป็นค่าแรงและค่าตัวโจทก์และพนักงานโจทก์ เห็นว่าตามหนังสือติดตามหนี้สินค้างชำระ ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยยังคงค้างชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโจทก์ ดังนี้ ค่าประสานงานกับซัพพลายเออร์ในช่วง 6 ตอนแรกของการผลิตรายการ 1. J CREW 250,000 บาท 2. THE STUDIO PRODUCTION 200,000 บาท 3. อาหารและร้านซักผ้าที่เดอะวินเนอร์ แคมป์ 40,000 บาท โดยนายจรัสตัวแทนของจำเลยตกลงกับตัวแทนของโจทก์ที่จะชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามสำเนาการประชุมวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ด้วยนั้น แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ส่งมาไม่ได้มีสำเนาการประชุมดังกล่าวมาแสดงด้วย และไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินดังกล่าวมาแสดงสนับสนุน ทั้งจำเลยนำสืบโต้แย้งว่า โจทก์ไม่เคยออกเงินทดรองจ่ายในการผลิตรายการแทนจำเลย วันที่ 2 มิถุนายน 2548 โจทก์รับเงินจากจำเลย 1,605,000 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี แต่โจทก์จ่ายให้บริษัทเจ ครูว์ จำกัด (J CREW) เพียง 1,000,000 บาท และหลังจากนั้นก็จ่ายอีกประมาณ 100,000 บาท ถึง 200,000 บาท ซึ่งนายนัดดาเพ็ญ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเจ ครูว์ จำกัด พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับในข้อนี้และยืนยันว่า เงินที่ได้รับจากโจทก์มีไม่ถึงร้อยละ 50 ของค่าผลิตรายการที่ตกลงกับโจทก์ แต่ภายหลังจำเลยชำระเงินค่าผลิตทั้งหมดให้เรียบร้อยแล้วพยานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลน้อยกว่าพยานจำเลย จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ได้ทดรองจ่ายเงิน 541,800 บาท แทนจำเลย จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 8 (2) ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอนเซพท์ คาสเทิล จำกัด
จำเลย — บริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9798/2555
#521385
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มีบทบัญญัติในมาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมดังเช่นบทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ความคุ้มครองไว้ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติใน ป.อ. ดังกล่าวขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และเมื่อ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 เท่านั้น ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 มิได้ถูกยกเลิกด้วย

สินค้าและภาชนะบรรจุสินค้าของกลางมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "POSH" ประกอบอยู่ด้วย ส่วนคำอื่นที่ประกอบเพิ่มเติมมีขนาดเล็กจนมองแทบไม่เห็นความแตกต่าง แสดงว่าสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้ามีคำว่า "POSH" เช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม และเครื่องหมายการค้าที่ตัวผลิตภัณฑ์ใช้เครื่องหมายการค้าแตกต่างจากที่จำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แม้ป้ายหุ้มห่อผลิตภัณฑ์ใช้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยกับพวกร่วมกันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แต่ไม่มีฉลากสินค้าแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ผลิตสินค้าที่จะเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมให้ประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้าสามารถแยกความแตกต่าง จึงมีโอกาสที่จะทำให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าหลงเชื่อไปได้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมหรือโจทก์ร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อันส่อให้เห็นเจตนาไม่สุจริตว่าประสงค์จะใช้หรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ถือได้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 273 และ 275 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3, 14, 30, 31 และ 52 กับริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาในวันนัดพร้อมจำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้อง ส่วนข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 จำเลยยังคงยืนยันให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายโก๊ะ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ลงโทษปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง ยกฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว แต่จำเลยได้ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมเป็นให้การรับสารภาพในข้อหานี้แล้ว เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมว่า ในวันดังกล่าวโจทก์ จำเลย และทนายจำเลยมาศาล จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 จำเลยยังคงยืนยันให้การปฏิเสธ และจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว การให้การรับสารภาพของจำเลยในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องดังกล่าวเป็นการให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและเป็นการขอแก้ไขคำให้การของจำเลยก่อนศาลพิพากษา เมื่อความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อนหากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานนี้โดยระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยให้การปฏิเสธและโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ตามคำฟ้องของโจทก์ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติใน มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอม ดังเช่นที่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ความคุ้มครองไว้ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และเมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 เท่านั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 มิได้ถูกยกเลิกด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งให้ความคุ้มครองเฉพาะเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามหลักดินแดน เมื่อโจทก์ร่วมมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามฟ้องไว้ในราชอาณาจักรจึงไม่ได้รับความคุ้มครองนั้นฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า กับรูปวงกลม คือเครื่องหมายการค้า ที่ติดอยู่กับสินค้าซึ่งจำเลยเสนอจำหน่ายนั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า และ ที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้นอกราชอาณาจักรแล้วสำหรับสินค้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ประเภทต่าง ๆ ในจำพวกที่ 6 และ 12 อันเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ตามฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า และ ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วโดยชอบนอกราชอาณาจักรสำหรับสินค้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ประเภทต่าง ๆ ในจำพวกที่ 6 และ 12 ตามสำเนาหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏตามตัวอย่างสินค้ารวมทั้งภาชนะบรรจุสินค้าของกลางและภาพถ่ายประกอบคดีอาญา ว่า สินค้าและภาชนะบรรจุสินค้าของกลางมีเครื่องหมายการค้า คำว่า ประกอบอยู่ด้วย แม้จะมีคำอื่นประกอบเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ใช่ส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ดังจะเห็นได้จากสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอขายนั้น หากเป็นสินค้าหรือชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็ก การแสดงเครื่องหมายการค้าที่สินค้าดังกล่าวจะมีเพียงคำว่า เพียงคำเดียว ส่วนสินค้าที่มีขนาดกลาง จะมีการแสดงเครื่องหมายการค้าคำว่า ขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจน ส่วนคำอื่นที่นำมาประกอบเพิ่มเติมนั้น มีขนาดเล็กจนมองแทบไม่เห็นความแตกต่าง จึงแสดงให้เห็นได้ว่าสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏที่สินค้าตามวัตถุพยานและบัญชีคดีอาญาของกลางมีคำว่า ที่อ่านออกเสียงว่า "พอช" เช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าที่ปรากฏที่ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ล้วนแต่ใช้เครื่องหมายการค้าแตกต่างจากที่จำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แม้จำเลยจะได้จัดให้มีป้ายหุ้มห่อผลิตภัณฑ์โดยใช้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยกับพวกร่วมกันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แต่สินค้าดังกล่าวก็ไม่มีฉลากสินค้าแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ผลิตสินค้าที่จะเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมให้ประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้าสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ร่วมกับสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า เป็นสาระสำคัญอยู่ด้วยดังเช่นที่แสดงไว้ในสินค้าของกลาง จึงมีโอกาสที่จะทำให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าหลงเชื่อไปได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังเช่นของกลางคดีนี้เป็นสินค้าของโจทก์ร่วมหรือโจทก์ร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อันส่อให้เห็นเจตนาไม่สุจริตของผู้ที่ผลิตและใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า กับสินค้าของกลางว่าประสงค์จะใช้หรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้อื่นโดยไม่สุจริต จึงออกแบบส่วนที่ใช้ประกอบเพิ่มเติมเครื่องหมายการค้าของตนในลักษณะที่ไม่โดดเด่นเพียงพอที่จะให้สาธารณชนเห็นความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ร่วมกับสินค้าของกลางที่ใช้เครื่องหมายการค้า ของจำเลย เมื่อสินค้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า เป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ที่ใช้กับสินค้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม จึงถือได้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 7,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษในข้อหานี้ให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,500 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 5,000 บาท ในความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรเป็นปรับจำเลย 8,500 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 273 ม. 275
ป.วิ.อ. ม. 194
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 108 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 30 ม. 31 ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 39 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายโก๊ะ โก๋ชวน
จำเลย — นางสาวสุทิน ศรีบุญเพ็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุลย์ เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา