คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9797/2555
#528480
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มีบทบัญญัติในมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมดังเช่นบทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ความคุ้มครองไว้ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติใน ป.อ. ดังกล่าวขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และเมื่อ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 เท่านั้น ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 มิได้ถูกยกเลิกด้วย

สินค้าและภาชนะบรรจุสินค้าของกลางมีเครื่องหมายการค้าคำว่า ประกอบอยู่ด้วย ส่วนคำอื่นที่ประกอบเพิ่มเติมมีขนาดเล็กจนมองแทบไม่เห็นความแตกต่าง แสดงว่าสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้ามีคำว่า เช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม และเครื่องหมายการค้าที่ตัวผลิตภัณฑ์ใช้เครื่องหมายการค้าแตกต่างจากที่จำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แม้ป้ายหุ้มห่อผลิตภัณฑ์ใช้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยกับพวกร่วมกันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แต่ไม่มีฉลากสินค้าแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ผลิตสินค้าที่จะเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมให้ประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้าสามารถแยกความแตกต่าง จึงมีโอกาสที่จะทำให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าหลงเชื่อไปได้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมหรือโจทก์ร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อันส่อให้เห็นเจตนาไม่สุจริตว่าประสงค์จะใช้หรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ถือได้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 273 และ 275 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3, 14, 30, 31 และ 52 กับริบของกลางทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาในวันนัดพร้อมจำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้อง ส่วนข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273

จำเลยยังคงยืนยันให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายโก๊ะ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ลงโทษปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง ยกฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว แต่จำเลยได้ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมเป็นให้การรับสารภาพในข้อหานี้แล้ว เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ข้อเท็จจริง ในสำนวนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมว่า ในวันดังกล่าวโจทก์ จำเลย และทนายจำเลยมาศาล จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 จำเลยยังคงยืนยันให้การปฏิเสธ และจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว การให้การรับสารภาพของจำเลยในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องดังกล่าวเป็นการให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและเป็นการขอแก้ไขคำให้การของจำเลยก่อนศาลพิพากษา เมื่อความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อนหากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานนี้โดยระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยให้การปฏิเสธและโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ตามคำฟ้องของโจทก์ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอม ดังเช่นที่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ความคุ้มครองไว้ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และเมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 เท่านั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 มิได้ถูกยกเลิกด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งให้ความคุ้มครองเฉพาะเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามหลักดินแดน เมื่อโจทก์ร่วมมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามฟ้องไว้ในราชอาณาจักรจึงไม่ได้รับความคุ้มครองนั้นฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า กับรูปวงกลม คือเครื่องหมายการค้า ที่ติดอยู่กับสินค้าซึ่งจำเลยเสนอจำหน่ายนั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า และ ที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้นอกราชอาณาจักรแล้วสำหรับสินค้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ประเภทต่างๆ ในจำพวกที่ 6 และ 12 อันเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ตามฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า และ ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วโดยชอบนอกราชอาณาจักรสำหรับสินค้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ประเภทต่าง ๆ ในจำพวกที่ 6 และ 12 ตามสำเนาหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏตามตัวอย่างสินค้ารวมทั้งภาชนะบรรจุสินค้าของกลางและภาพถ่ายประกอบคดีอาญา ว่า สินค้าและภาชนะบรรจุสินค้าของกลางมีเครื่องหมายการค้า คำว่า ประกอบอยู่ด้วย แม้จะมีคำอื่นประกอบเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ใช่ส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า ดังจะเห็นได้จากสินค้าของกลางที่จำเลยเสนอขายนั้น หากเป็นสินค้าหรือชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็ก การแสดงเครื่องหมายการค้าที่สินค้าดังกล่าวจะมีเพียงคำว่า เพียงคำเดียว ส่วนสินค้าที่มีขนาดกลาง จะมีการแสดงเครื่องหมายการค้าคำว่า ขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจน ส่วนคำอื่นที่นำมาประกอบเพิ่มเติมนั้น มีขนาดเล็กจนมองแทบไม่เห็นความแตกต่าง จึงแสดงให้เห็นได้ว่าสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ปรากฏที่สินค้าตามวัตถุพยานและบัญชีคดีอาญาของกลางมีคำว่า ที่อ่านออกเสียงว่า "พอช" เช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าที่ปรากฏที่ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ล้วนแต่ใช้เครื่องหมายการค้าแตกต่างจากที่จำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แม้จำเลยจะได้จัดให้มีป้ายหุ้มห่อผลิตภัณฑ์โดยใช้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยกับพวกร่วมกันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แต่สินค้าดังกล่าวก็ไม่มีฉลากสินค้าแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ผลิตสินค้าที่จะเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมให้ประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้าสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ร่วมกับสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า เป็นสาระสำคัญอยู่ด้วยดังเช่นที่แสดงไว้ในสินค้าของกลาง จึงมีโอกาสที่จะทำให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้าหลงเชื่อไปได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังเช่นของกลางคดีนี้เป็นสินค้าของโจทก์ร่วมหรือโจทก์ร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อันส่อให้เห็นเจตนาไม่สุจริตของผู้ที่ผลิตและใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า กับสินค้าของกลางว่าประสงค์จะใช้หรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้อื่นโดยไม่สุจริต จึงออกแบบส่วนที่ใช้ประกอบเพิ่มเติมเครื่องหมายการค้าของตนในลักษณะที่ไม่โดดเด่นเพียงพอที่จะให้สาธารณชนเห็นความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์ร่วมกับสินค้าของกลางที่ใช้เครื่องหมายการค้า ของจำเลย เมื่อสินค้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ของกลางที่จำเลยเสนอจำหน่ายใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า เป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ที่ใช้กับสินค้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และอะไหล่รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม จึงถือได้ว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 7,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษในข้อหานี้ให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,500 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 5,000 บาท ในความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักรแล้วเป็นปรับจำเลย 8,500 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 273 ม. 275
ป.วิ.อ. ม. 194
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 108 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายโก๊ะ โก๋ชวน
จำเลย — นายยงยุทธ ศักดิ์ศรีกรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9761/2555
#521455
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1361 บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน" แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง 1 ใน 7 ส่วน แต่จากการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอก บ.จดทะเบียนใส่ชื่อของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพียงคนเดียว และนำที่ดินดังกล่าวไปจำนองเพื่อประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและบรรดาทายาทอื่นของจ่าสิบเอก บ.โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ทั้งผู้ร้องและพี่น้องคนอื่นซึ่งเป็นบุตรของจำเลยยังเคยเจรจากับโจทก์ว่าไม่คิดจะโกงโจทก์ และภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ผู้ร้องยังมีส่วนเจรจากับโจทก์โดยขอให้โจทก์ยอมลดยอดหนี้ให้แก่จำเลย จนจำเลยและโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และเมื่อมีการยึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยังได้ไปดูแลการขายทอดตลาดแทนจำเลยอีกด้วย แสดงว่าตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี นับแต่จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองไว้แก่โจทก์ ผู้ร้องรู้มาโดยตลอด แต่ไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้าน แสดงว่าผู้ร้องมีเจตนาให้จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียวและยินยอมให้จำเลยจำนองที่ดินพิพาทได้ การจำนองผูกพันผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงออกจากการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดี โดยโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2582 และ 2579 ตำบลท่าช้าง (ย่านซื่อ) อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกันที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเฉพาะส่วนของผู้ร้องจำนวนหนึ่งในเจ็ดส่วนดังกล่าวออกจากการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเดิมจ่าสิบเอกบัว เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ 2582 และ 2579 จ่าสิบเอกบัวเป็นสามีของจำเลย มีบุตร 6 คน รวมทั้งผู้ร้อง ต่อมาจ่าสิบเอกบัวถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของจ่าสิบเอกบัว ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2582 และโฉนดเลขที่ 2579 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2528 ตามสาระบาญแก้ทะเบียนท้ายสำเนาโฉนดที่ดิน แล้วจำเลยนำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2528 และมีการจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองกับโจทก์ร่วม 9 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดกของจ่าสิบเอกบัว บิดาของผู้ร้องซึ่งต้องแบ่งออกเป็น 7 ส่วน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว 1 ใน 7 ส่วน การที่จำเลยนำที่ดินทั้งสองแปลงไปจำนองไว้แก่โจทก์ แม้ไม่มีการคัดค้านจากผู้ร้องก็ตาม ก็ยังต้องถือว่าสิทธิของการเป็นเจ้าของรวมของผู้ร้องยังอยู่เหนือที่ดินพิพาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1361 บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าของรวม 1 ใน 7 ส่วนตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่จากการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอกบัว จดทะเบียนใส่ชื่อของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาททั้งสองแปลงเพียงคนเดียว และนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้ไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2528 และจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองถึง 9 ครั้ง ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและบรรดาทายาทอื่นของจ่าสิบเอกบัวโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด โดยผู้ร้องและพี่น้องคนอื่นซึ่งเป็นบุตรของจำเลยยังเคยเจรจากับโจทก์ว่าไม่คิดจะโกงโจทก์ และภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ในชั้นพิจารณาของศาล ผู้ร้องยังมีส่วนในการเจรจากับโจทก์โดยขอให้โจทก์ยอมลดยอดหนี้ให้แก่จำเลย จนจำเลยและโจทก์ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2545 และเมื่อมีการยึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดผู้ร้องยังได้ไปดูแลการขายทอดตลาดแทนจำเลยอีกด้วย แสดงว่าตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี นับแต่จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจดทะเบียนไว้แก่โจทก์ ผู้ร้องรู้มาโดยตลอดแต่ไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านที่จำเลยนำที่ดินพิพาทจำนองไว้แก่โจทก์ แสดงว่าผู้ร้องมีเจตนาให้จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียวโดยยินยอมให้จำเลยจำนองที่ดินพิพาทได้ การจำนองจึงผูกพันผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง ดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงออกจากการขายทอดตลาดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1361
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล เกียรตินิยมรุ่ง
ผู้ร้อง — นางสาวสุชาดา เพียรพิทักษ์
จำเลย — นางประจบ เพียรพิทักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายณรงค์ฤทธิ์ โหรสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุนันท์ เลขบวรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9757/2555
#526753
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์ของผู้ร้องตั้งแต่ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและนำสืบพยานผู้ร้องในชั้นไต่สวนคำร้องขอเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ร้องมีเจตนาปกปิดไม่ให้ศาลทราบความจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นป่าช้าฝังศพ เนื่องจากผู้ร้องเกรงว่าจะเป็นสาเหตุให้ศาลทราบว่าผู้ร้องไม่ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอย่างสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามที่ผู้ร้องอ้าง การดำเนินคดีของผู้ร้องดังกล่าวมาทั้งหมดเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 5 ไม่สมควรที่ผู้ร้องจะได้รับประโยชน์จากการกระทำอันไม่สุจริตของตน คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งนั้นได้

หนังสือหารือของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตที่สอบถามศาลชั้นต้นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าช้าสำหรับศาสนิกชนคริสเตียนมิได้เป็นของ อ. บ. และ ค. เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตจะจดทะเบียนให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ได้หรือไม่ เป็นหนังสือหารือที่ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อขัดข้องในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการกลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดิน เลขที่ 3312 ตำบลบางเหนียว (ตลาดใหญ่) อำเภอทุ่งคา(เมือง) จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 86 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ในชั้นบังคับคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตมีหนังสือลงวันที่ 14 มกราคม 2552 หารือศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องนำคำสั่งดังกล่าวไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต เพื่อดำเนินการจดทะเบียนให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จากการตรวจสอบสารบบที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีการออกโฉนดที่ดินให้แก่นายแอลเล็น นายเอ. อี. บีแดล และนายเอช คันดี ในหน้าที่ทรัสตีป่าช้าศาสนิกชนคริสเตียน และเมื่อออกไปตรวจสอบแล้วพบว่า มีการล้อมรั้วที่ดินในบริเวณรั้วมีหลุมฝังศพอยู่ และมีต้นมะพร้าว ต้นมะปรางอยู่บ้างประปราย ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามคำสั่งศาลว่าในขณะออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินว่างเปล่า เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ป่าช้าศาสนิกชนคริสเตียน มิได้เป็นของนายแอลเล็น นายเอ. อี. บีแดล และนายเอช คันดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตจะจดทะเบียนให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและมีหนังสือลงวันที่ 19 มกราคม 2552 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตว่า ให้ระงับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตไม่สามารถจดทะเบียนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3312 ตำบลบางเหนียว (ตลาดใหญ่) อำเภอทุ่งคา (เมือง) จังหวัดภูเก็ต ให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจไต่สวนและสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตระงับ หรือไม่จดทะเบียนการได้สิทธิในที่ดินพิพาท ตามคำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามใบไต่สวนในการเดินสำรวจเขตที่ดินเพื่อออกโฉนด ท้ายหนังสือขอหารือของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 14 มกราคม 2552 ว่า นายแอลเล็น นายเอ.อี.บีแดล และนายเอช คันดี ในหน้าที่ทรัสตีป่าช้าศาสนิกชน คริสเตียน อยู่ที่บ้านนางงั่ว ตำบลสั้นใน อำเภอทุ่งคา จังหวัดภูเก็ต เป็นผู้ขอไต่สวนรังวัดแนวเขตที่ดินเพื่อออกโฉนด โดยนายแอลเล็นได้ให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าได้ที่ดินมาโดยทางบ้านเมืองได้ยกให้เป็นที่ป่าช้าสำหรับศาสนิกชนคริสเตียนมาเป็นเวลาช้านาน และนายแอลเล็นได้รับใบไต่สวนสำหรับที่ดินพิพาทจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2496 แสดงว่าทางบ้านเมืองได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นป่าช้าสำหรับศาสนิกชนคริสเตียนโดยตั้งเป็นทรัสตีป่าช้าสำหรับศาสนิกชนคริสเตียนและให้นายแอลเล็น นายเอ. อี.บีแดล และนายเอช คันดี เป็นทรัสตี ต่อมาได้ไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินพิพาทและเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะเป็นทรัสตีป่าช้าสำหรับศาสนิกชนคริสเตียนอันเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 2 ซึ่งประกาศบังคับใช้เมื่อปี 2459 มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดเป็นตรัสตีในเรื่องที่ดินมีโฉนดแผนที่รายใดก็ดี หรือในเรื่องที่ดินซึ่งมีใบไต่สวนหรือใบนำสำหรับรับโฉนดแผนที่ก็ดี ให้มีอำนาจมาจดทะเบียนลงชื่อตนเองได้แลต่อชื่อนั้นไปให้บ่งความว่า "ในน่าที่ตรัสตีเรื่องนั้น ๆ" ....การที่นายแอลเล็น นายเอ. อี.บีแดล และนายเอช คันดี ไปจดทะเบียนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในหน้าที่ตรัสตีหรือทรัสตีป่าช้าสำหรับ ศาสนิกชนคริสเตียนดังกล่าว แสดงให้เห็นได้อีกประการหนึ่งว่าได้มีการจัดตั้งทรัสตีป่าช้าสำหรับ ศาสนิกชนคริสเตียนขึ้น รวมทั้งให้นายแอลเล็น นายเอ. อี. บีแดล และนายเอช คันดี เป็นทรัสตีอย่างช้าที่สุดในวันที่ออกโฉนดที่ดินคือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2476 ตามหนังสือขอหารือของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 14 มกราคม 2552 ข้อ 3 ซึ่งนายแอลเล็นได้รับโฉนดที่ดินพิพาทจากสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2476 (ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2538 ของศาลชั้นต้น) การก่อตั้งทรัสต์และทรัสตีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1686 แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการจดทะเบียนกันไว้หรือไม่ก็มีผลบังคับได้ไม่เสียเปล่าไป และปรากฏจากการเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาทของศาลชั้นต้นว่า ลักษณะของป่าช้าดังกล่าวไม่ใช่สถานที่ฝังศพสำหรับเฉพาะคนในตระกูลหรือกลุ่มของนายแอลเล็น นายเอ. อี. บีแดล และนายเอช คันดี เท่านั้น แต่ใช้เป็นที่ฝังศพของชาวคริสเตียนซึ่งเป็นกลุ่มคนจำนวนมาก โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเป็นใคร ถือได้ว่าทรัสตีป่าช้าสำหรับ ศาสนิกชนคริสเตียนตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ฝังศพและบำเพ็ญกุศลให้ผู้ตายนับว่าเป็นประโยชน์ต่อชาวคริสเตียนทั่วไป ลักษณะของทรัสต์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นทรัสต์เพื่อการกุศลหรือ ทรัสต์มหาชนจึงเป็นทรัสต์ถาวรไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไปเอง ดังเช่นทรัสต์เอกชนทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่า นายแอลเล็น นายเอ. อี.บีแดล และนายเอช คันดี ได้ถึงแก่กรรมแล้ว แต่ทรัสตีป่าช้าสำหรับศาสนิกชนคริสเตียนก็ไม่ได้เลิกหรือสิ้นสภาพไปโดยผู้มีส่วนได้เสียของทรัสต์ดังกล่าวหรือพนักงานอัยการอาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งทรัสตีคนใหม่ได้ คดีนี้ แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายแอลเล็น นายเอ. อี.บีแดล และนายเอช คันดี ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ต่อมาบุคคลทั้งสามได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ขุนแถลงภาษาซึ่งเป็นตาของผู้ร้อง ขุนแถลงภาษาครอบครองที่ดินพิพาทได้ 20 ปี ก็ถึงแก่ความตาย ก่อนตายขุนแถลงภาษาได้ยกที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์และศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นบังคับคดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายแอลเล็น นายเอ. อี.บีแดล และนายเอช คันดี ในหน้าที่ทรัสตีป่าช้าศาสนิกชนคริสเตียน ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายแอลเล็น นายเอ. อี.บีแดล และนายเอช คันดี ดังที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องขอ ทั้งตามลักษณะที่ดินพิพาทในขณะนั้นก็ยังเป็นป่าช้าฝังศพของชาวคริสเตียนอยู่และที่ดินพิพาทส่วนใหญ่เป็นที่ฝังศพก่อปูนซีเมนต์มีรูปแบบเป็นหลุมฝังศพของชาวคริสเตียนทั่วไป ในที่ดินมี ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วงและต้นไม้อื่นปลูกอยู่แบบกระจัดกระจาย โดยต้นมะพร้าวมีอยู่ประมาณ 10 ต้น การปลูกต้นไม้ไม่มีลักษณะเป็นสวน ตามพื้นที่มีลูกมะพร้าวตกอยู่ มีเศษใบไม้และมีทางมะพร้าวตกอยู่ตามพื้นดิน ลักษณะเหมือนไม่มีผู้ดูแล สภาพของป่าช้าดังกล่าวย่อมไม่มีบุคคลใดเข้าไปยึดถือเพื่อตนทั้งไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ นอกจากนั้น ในชั้นไต่สวนคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ผู้ร้องเองก็ไม่ได้นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นป่าช้าฝังศพแต่นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า ตามพฤติการณ์ของผู้ร้องตั้งแต่ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและนำสืบพยานผู้ร้องในชั้นไต่สวนคำร้องขอเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ร้องมีเจตนาปกปิดไม่ให้ศาลทราบความจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นป่าช้าฝังศพ เนื่องจากผู้ร้องเกรงว่าจะเป็นสาเหตุให้ศาลทราบว่าผู้ร้องไม่ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอย่างสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามที่ผู้ร้องอ้าง ศาลฎีกาเห็นว่า การดำเนินคดีของผู้ร้องดังกล่าวมาทั้งหมดเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ไม่สมควรที่ผู้ร้องจะได้รับประโยชน์จากการกระทำอันไม่สุจริตของตน คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งนั้นได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตไม่สามารถจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 3312 ตำบลบางเหนียว (ตลาดใหญ่) อำเภอทุ่งคา (เมือง) จังหวัดภูเก็ต ให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้ เพราะเป็นคำสั่งที่แก้ไขหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคสอง นั้น เห็นว่า หนังสือหารือของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตลงวันที่ 14 มกราคม 2552 ที่สอบถามศาลชั้นต้นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าช้าสำหรับศาสนิกชนคริสเตียนมิได้เป็นของนายแอลเล็น นายเอ อี.บีแดล และนายเอช คันดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตจะจดทะเบียนให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้หรือไม่ เป็นหนังสือหารือที่ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อขัดข้องในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้วินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการกลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคสอง ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายปรีชา ยุวจิตติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายธนะ สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปิยะรัตน์ ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9727/2555
#521479
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยตั้งแต่ต้นจนจบชนิดคำต่อคำ แล้วสรุปว่า แม้ ส. พ. และ บ. จะเบิกความแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองก็ตาม แต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยลำพังไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้ โดยจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานโจทก์ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้รับฟังใหม่ได้ว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์เป็นความจริงยิ่งกว่าคำให้การในชั้นสอบสวน ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ลงโทษจำคุกมีกำหนด 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักสำคัญในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีผู้เสียหาย นายสุระ นางสุพัฒตา และนายบุญล้วนเป็นประจักษ์พยาน แต่นายสุระ นางสุพัฒตา และนายบุญล้วนเบิกความแตกต่างจากคำให้การของตนเองในชั้นสอบสวน แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวโดยแสดงข้อเท็จจริงประกอบเหตุผลสรุปว่า คำเบิกความของพยานโจทก์มีลักษณะบ่ายเบี่ยงขัดต่อเหตุผล เชื่อว่าพยานโจทก์ให้การในชั้นสอบสวนไปตามที่รู้เห็นโดยสมัครใจ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย ส่วนคำเบิกความในชั้นพิจารณามีลักษณะช่วยเหลือให้จำเลยพ้นผิด จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นความจริงได้ยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา เมื่อนำไปรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้ว ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยตั้งแต่ต้นจนจบชนิดคำต่อคำ แล้วสรุปว่าแม้นายสุระ นางสุพัฒตาและนายบุญล้วนจะเบิกความแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองก็ตาม แต่บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยลำพังไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้ โดยจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานโจทก์ ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้รับฟังใหม่ได้ว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์เป็นความจริงยิ่งกว่าคำให้การในชั้นสอบสวน ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นายวิจิตร์ มุสิกะพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายมนตรี โรจน์วัฒนบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
พิศล พิรุณ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9665/2555
#521424
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้เสียหายในอันที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนนั้น ต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง แม้ได้ความว่าโจทก์ร่วมถูกยิงจนได้รับอันตรายสาหัสแต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นและพิพากษายกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ดังนี้ จึงชอบที่จำเลยที่ 1 จึงพึงรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในผลอันเกิดจากการที่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเท่านั้น หาจำต้องรับผิดในผลที่โจทก์ร่วมถูกยิงจนได้รับอันตรายสาหัสอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นด้วยไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและยังคงบังคับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 อันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. 142 (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 กรณีดังกล่าวเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 295, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายวัฒนะ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งสิ้น 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 295 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 134,528 บาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 อันเป็นวันทำละเมิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียน กับให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน กับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 1 และขอให้รอการลงโทษให้แก่ จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้เสียหายในอันที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนนั้น ต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง แม้ได้ความว่าโจทก์ร่วมถูกยิงจนได้รับอันตรายสาหัส แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นและพิพากษายกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ดังนี้ จึงชอบที่จำเลยที่ 1 จะพึงรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในผลอันเกิดจากการที่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเท่านั้น หาจำต้องรับผิดในผลที่โจทก์ร่วมถูกยิงจนได้รับอันตรายสาหัสอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นด้วยไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยคดีส่วนแพ่งและยังคงบังคับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 อันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และกรณีดังกล่าวเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ ได้ความตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่า โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีบาดแผลถลอกตื้น ๆ บริเวณข้างใบหน้าข้างซ้าย 6 แผล ขนาด 1 ถึง 2 เซนติเมตร บาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณต้นแขนขวาด้านหน้าขนาด 5 เซนติเมตร บาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณสะบักขวาขนาด 8 เซนติเมตร และบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณแขนขวาท่อนล่างด้านหลังมือขนาด 10 เซนติเมตร บาดแผลดังกล่าวจึงมิได้มีผลถึงกับทำให้โจทก์ร่วมต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรกำหนดค่ารักษาพยาบาลบาดแผล 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นระหว่างการรักษาและค่าทุกข์ทรมานจากบาดแผล 10,000 บาท แต่ค่าที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานและค่าเสียความสามารถประกอบการงานในเวลาอนาคต เห็นว่า ศาลได้กำหนดค่าสินไหมทดแทนข้างต้นตามความเสียหายที่แท้จริงแล้ว จึงไม่กำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้อีก จึงกำหนดให้ รวมค่าสินไหมทดแทน 15,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นายวัฒนะ แซ่เล้า
จำเลย — นายสุรเดช ลุนล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายชาญชัย ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9663/2555
#525523
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไดเมทิลแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นไอโซเมอร์ของเอ็น-เอทิลแอมเฟตามีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามที่ฟ้องไว้ คงอ้างเฉพาะประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) ซึ่งเป็นประกาศระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์เท่านั้น และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 104 (พ.ศ.2541) เรื่อง กำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ที่ใช้อยู่ในขณะมีการกระทำความผิดก็ไม่มีระบุว่า ไดเมทิลแอมเฟตามีน หรือเอ็น-เอทิลแอมเฟตามีน อยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา106 ทวิ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62, 106 ทวิ ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดเฉพาะข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าวซึ่งมีโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ (ที่ถูก จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง,106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89) ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองจำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานจำหน่าย (ที่ถูก ขาย) วัตถุออกฤทธิ์ ให้ลงโทษจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินสองปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีไดเมทิลแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ของกลางจำนวน 1 ถุง หนัก 915.900 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 847.757 กรัม ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทคมกฤช ดาบตำรวจสัมพันธ์ และนายเรืองฤทธิ์ เบิกความ แต่ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความในข้อสาระสำคัญแตกต่างกัน เห็นว่า การที่ถุงพลาสติกสีเขียววางอยู่ตรงระหว่างขาของจำเลยที่ 2 ตามที่ร้อยตำรวจโทคมกฤชเบิกความกับการที่จำเลยที่ 2 ถือถุงพลาสติกสีเขียววางอยู่บนตักดังที่ดาบตำรวจสัมพันธ์เบิกความ และการที่ถุงพลาสติกวางอยู่ข้างตัวจำเลยที่ 2 ตามที่นายเรืองฤทธิ์เบิกความย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวเบิกความแตกต่างกันเช่นนี้จึงเป็นพิรุธว่า ขณะที่ถูกตรวจค้นจำเลยที่ 2 นำถุงพลาสติกสีเขียวมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ดังที่พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความจริงหรือไม่ หรือถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ตรงบริเวณรักแร้ด้านซ้ายของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ อีกทั้งหากขณะนั้นถุงพลาสติกสีเขียวอยู่กับจำเลยที่2 และจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าภายในถุงดังกล่าวเป็นไดเมทิลแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อขอตรวจค้น จำเลยที่ 2 ก็น่าจะรีบนำถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวซุกซ่อนหรือส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้พ้นตัวโดยเร็ว แต่จำเลยที่ 2 หาได้ทำเช่นนั้นไม่และที่จำเลยที่ 2 เพิ่งนำถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในขณะที่จะถูกตรวจค้นตัวก็อาจจะเป็นเพราะ ว่าจำเลยที่ 2 เริ่มคิดและไม่แน่ใจว่าของที่อยู่ในถุงเป็นของผิดกฎหมายหรือไม่ก็เป็นได้ กรณีถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าภายในถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวมีวัตถุออกฤทธิ์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำผิดตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไดเมทิลแอมเฟตามีนซึ่งเป็นไอโซเมอร์ของเอ็นเอทิลแอมเฟตามีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62, 106 ทวิ แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามที่ฟ้องไว้ คงอ้างเฉพาะประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) ซึ่งเป็นประกาศระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์เท่านั้น นอกจากนี้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 104 (พ.ศ.2541) เรื่อง กำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ที่ใช้อยู่ในขณะมีการกระทำความผิด ก็ไม่มีระบุว่า ไดเมทิลแอมเฟตามีน หรือเอ็นเอทิลแอมเฟตามีนอยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 106 ทวิ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวมานั้น เป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62, 106 ทวิ ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 วรรคหนึ่ง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 คงเป็นความผิดเฉพาะข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าว ซึ่งมีโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 106 วรรคหนึ่ง ม. 106 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายอังเฉินอัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9661/2555
#554989
เปิดฉบับเต็ม

ศ. ใช้ให้จำเลยนำเงินไปซื้อเมทแอมเฟตามีน การที่จำเลยนำเงินไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมามอบให้ ศ. ถือได้ว่าจำเลยร่วมกับ ศ. มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น จึงไม่ถูกต้องแม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ปรับบทลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ แต่จะเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอื่น แต่คดีอื่นถึงที่สุดแล้ว คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2548 เวลา 13 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจบ้านห้วยยะอุ ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จับกุมนายศิริวัฒน์ หรือเมืองจันทร์ และนางสาวบังอร ซึ่งเป็นสามีภริยากันพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 196 เม็ด น้ำหนัก 18.19 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 5.045 กรัม เป็นของกลาง นายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4666/2548 ของศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2548 และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอนันต์หรือหมู และจำเลยได้ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายอนันต์มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายศิริวัฒน์และนางสาวบังอร คดีสำหรับนายอนันต์ถึงที่สุดแล้ว

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกกมล และดาบตำรวจอดิศร ผู้ร่วมตรวจค้นและจับกุมนายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรเป็นพยานต่างเบิกความยืนยันว่า เมื่อจับกุมนายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนแล้ว ทั้งสองให้การว่าในการเดินทางมาซื้อเมทแอมเฟตามีน นายศิริวัฒน์ได้มอบเงิน 10,500 บาท ให้จำเลยซึ่งเป็นมารดาไปซื้อมาให้ ต่อมาจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้นายศิริวัฒน์ ซึ่งร้อยตำรวจเอกกมลได้บันทึกรายละเอียดไว้ในบันทึกการจับกุม และพันตำรวจโทธนารักษ์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนนางสาวบังอรและนายศิริวัฒน์ก็ให้การเช่นเดียวกับชั้นจับกุมตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงได้ยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับจำเลย เห็นว่า นายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรให้การทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในวันเดียวกันในทันที ซึ่งได้ความจากคำให้การของนายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรว่าเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนไม่ได้บังคับขู่เข็ญแต่อย่างใดและนายศิริวัฒน์เป็นบุตรชายของจำเลยหากไม่เป็นความจริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่นายศิริวัฒน์จะให้การปรักปรำมารดาของตนเองให้ต้องรับโทษ แม้ในชั้นพิจารณานายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรจะเบิกความว่าไม่เคยให้การเช่นว่านั้นเพราะนายศิริวัฒน์เป็นผู้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนด้วยตนเอง ก็เป็นการเบิกความหลังจากจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีแล้ว นายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรย่อมต้องเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นมารดาและแม่ของสามีไม่ให้ต้องรับโทษมากกว่า นอกจากนี้ถึงแม้คำให้การของนายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรจะเป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ให้การเพื่อปัดความรับผิดของตน เพียงแต่ให้การในรายละเอียดที่ตนเองประสบพบเห็นมา จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ และตามบันทึกคำให้การของจำเลยจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยให้การในรายละเอียดว่านายศิริวัฒน์ไปหาจำเลยที่บ้าน นายศิริวัฒน์บอกให้จำเลยไปเอาของจากนายเฮ่อ ที่หมู่บ้านคีรีน้อย อำเภอพบพระ จังหวัดตาก และมอบเงินให้จำเลยจำนวน 10,500 บาท จำเลยไปหานายเฮ่อที่บ้านบอกว่า "จ้ำใช้ให้มาเอาของ" จ้ำ หมายถึงนายศิริวัฒน์ จำเลยส่งเงินจำนวน 10,500 บาท ให้นายเฮ่อแล้วรออยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง นายเฮ่อนำเอาห่อของมีลักษณะเป็นก้อนสีดำ จำนวน 1 ก้อน มีเทปสีดำพันปิดทับมามอบให้ หลังจากนั้นจำเลยนำไปมอบให้นายศิริวัฒน์ ซึ่งพันตำรวจโทธนารักษ์ยืนยันว่าจำเลยได้ให้การในเรื่องนี้ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด คำให้การของจำเลยสอดคล้องกับคำให้การของนายศิริวัฒน์และนางสาวบังอรในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ทำให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น การที่นายศิริวัฒน์ใช้ให้จำเลยนำเงินไปซื้อเมทแอมเฟตามีนนี้เชื่อว่านายศิริวัฒน์ต้องแจ้งให้จำเลยผู้เป็นมารดาทราบแล้ว เพราะเมทแอมเฟตามีนเป็นของผิดกฎหมายที่ต้องเก็บรักษาอย่างมิดชิด เพื่อป้องกันมิให้จำเลยถูกจับกุมระหว่างเดินทางจึงต้องให้จำเลยทราบด้วย ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมามอบให้นายศิริวัฒน์ตามที่นายศิริวัฒน์มอบหมาย ถือได้ว่าจำเลยร่วมกับนายศิริวัฒน์มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และแม้โจทก์ไม่ฎีกาศาลฎีกาก็ปรับบทลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ แต่จะเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นางรำพัน ชื่นยศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายคมกฤษ์ ขำทัศน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9649/2555
#526747
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 จะทำหนังสือรับสภาพชำระหนี้ต่อโจทก์ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาชำระหนี้แทนให้ไว้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับสภาพชำระหนี้ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าโจทก์ตกลงให้หนี้ของจำเลยที่ 1 ระงับไปโดยให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 กรณีถือไม่ได้ว่ามีการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1 มาเป็นจำเลยที่ 2 หนังสือสัญญาชำระหนี้แทนที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์จึงไม่ระงับ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 กันยายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงพยาบาลบางกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 บิดาของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แยกทางกันแล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 มาเป็นภริยานายดาริโอ จำเลยทั้งสองนำนายดาริโอเข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาชำระหนี้แทนไว้กับโจทก์ นายดาริโอรักษาตัวที่โรงพยาบาลของโจทก์ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ก็ถึงแก่ความตาย วันที่ 2 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพชำระหนี้ไว้แก่โจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือรับสภาพชำระหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนังสือสัญญาชำระหนี้แทนโดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์กับจำเลยที่ 2 จะทำสัญญากันในวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 ตามหนังสือรับสภาพชำระหนี้ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาชำระหนี้แทนให้ไว้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ในหนังสือรับสภาพชำระหนี้ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าโจทก์ตกลงให้หนี้ของจำเลยที่ 1 ระงับไปโดยให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 กรณีจึงถือไม่ได้ว่ามีการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1 มาเป็นจำเลยที่ 2 ดังนั้น หนังสือสัญญาชำระหนี้แทนที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์จึงไม่ระงับ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 349 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮอสพิทอล เน็ทเวิร์ค จำกัด
จำเลย — นายพิจิตร แนวบัวผัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอรุณ ชัยกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
วิรุฬห์ แสงเทียน
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9632/2555
#525541
เปิดฉบับเต็ม

การหลอกลวงว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ย่อมรวมถึงการหลอกลวงในเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานหรือค่าจ้าง ค่าตอบแทนในการทำงานด้วย หากจำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่าสามารถหางานในไต้หวันโดยได้รับค่าจ้างสูง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้เสียหายทั้งสองก็เป็นความผิดสำเร็จตามบทบัญญัตินี้แล้ว แม้ภายหลังผู้เสียหายทั้งสองจะได้เดินทางไปทำงานที่ไต้หวันแต่เมื่อได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 ก็ไม่พ้นความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 91 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 75,000 บาท และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1598/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 75,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1598/2545 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจำคุกจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 75,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" การหลอกลวงว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมรวมถึงการหลอกลวงในเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานหรือค่าจ้างค่าตอบแทนในการทำงานด้วย หากจำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่าสามารถหางานในไต้หวันโดยได้รับค่าจ้างสูง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้เสียหายทั้งสองก็เป็นความผิดสำเร็จตามบทบัญญัตินี้แล้ว แม้ภายหลังผู้เสียหายทั้งสองจะได้เดินทางไปทำงานที่ไต้หวันก็เป็นเพราะผู้เสียหายทั้งสองถูกจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงให้เดินทางไปทำงานและได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวชักชวนนั่นเอง แต่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 ก็ไม่พ้นความรับผิด ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิด เหตุที่จำเลยที่ 1 มาเกี่ยวข้องในคดีนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 รู้จักกับผู้เสียหายทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 ขับรถพาผู้เสียหายทั้งสองไปที่บริษัทกรุงเทพฯ ทวี จำกัด เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองว่าจ้างและผู้เสียหายที่ 1 ตกลงว่าจะนำเงินจากบริษัทกรุงเทพฯ ทวี จำกัด มาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 55,500 บาท นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายทั้งสองให้เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน และยังเป็นผู้รับผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านของจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนที่จะพาผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขึ้นรถตู้เดินทางมายังบริษัทจัดหางานซาป้า อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร และยังพาผู้เสียหายทั้งสองไปตรวจร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอีกหลายครั้ง จำเลยที่ 1 กับพวกเรียกค่าใช้จ่ายจากผู้เสียหายทั้งสองคนละ 165,000 บาท และผู้เสียหายทั้งสองโอนเงินให้แก่นายมงคลพวกของจำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้ขับรถตู้มารับผู้เสียหายทั้งสองไปส่งที่กรุงเทพมหานครเพื่ออบรมและทำสัญญาจ้างที่บริษัท เค. เอส. แมนเพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อประสานงานระหว่างนางสาวอัญชลีกับพวกผู้เสียหายทั้งสอง และรู้เห็นมาตั้งแต่แรกที่มีการชักชวนและดำเนินการส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ไต้หวัน จำเลยที่ 1 จึงมิใช่แต่เพียงผู้ขับรถรับจ้างส่งผู้เสียหายทั้งสองและต้องการได้รับชำระหนี้จากผู้เสียหายที่ 1 ตามที่อ้าง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไปพบนายแพทย์เปรมศักดิ์ และไปร้องเรียนที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น กับพาไปสถานีตำรวจนั้น เป็นเรื่องที่กระทำภายหลังจากการที่จำเลยที่ 1 ชักชวนผู้เสียหายทั้งสองแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เพื่อให้เจ้าพนักงานติดตามจับพวกของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมกระทำความผิด และเป็นการปกปิดความผิดของตนเองไม่ให้เป็นข้อพิรุธน่าสงสัย กับเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการชักชวนของจำเลยที่ 1 ทั้งมิใช่ข้อที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสอง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 1 กับพันตำรวจโทดาวเรือง พนักงานสอบสวน มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน การสอบสวนในคดีนี้จึงไม่น่ารับฟังเพราะพันตำรวจโทดาวเรืองปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 นั้น ข้อนี้จำเลยที่ 1 เบิกความเพียงว่า เหตุที่มีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองกับพันตำรวจโทดาวเรือง เนื่องจากบุตรชายจำเลยที่ 1 ได้เสียกับหญิงคนหนึ่งแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยที่ 1 ไปถามเจ้าพนักงานตำรวจว่าทำไมคดียังไม่เสร็จ และจำเลยที่ 1 พูดว่ามาสถานีตำรวจต้องเสียเงิน 3,000 ถึง 4,000 บาท จะคุ้มหรือ เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 1 ว่าหมิ่นประมาท จากข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ไม่น่าเป็นสาเหตุที่พันตำรวจโทดาวเรืองจะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 เพราะพันตำรวจโทดาวเรืองก็ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทไปแล้ว กรณีไม่ปรากฏว่าพันตำรวจโทดาวเรืองกระทำการอย่างใด ที่เป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ที่จะทำให้การสอบสวนไม่น่ารับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพล
จำเลย — นายบุญจันทร์ มนตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางสาวสิริลักษณ์ นาควิเชียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9568/2555
#528619
เปิดฉบับเต็ม

ในความผิดฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรมกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 มีอายุความสิบปี ป.อ. มาตรา 95 (3) บัญญัติว่า หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดสิบปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ หมายความว่า อายุความในการฟ้องคดีเริ่มนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไป

จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ตามคำสั่งศาลร่วมกับ ห. โดยเจตนาทุจริตเบียดบังทรัพย์มรดกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) จดทะเบียนโอนเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งสามแปลงแก่ ห. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 มิใช่อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทั้งคู่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 96 อายุความตามมาตรา 96 เป็นอายุความร้องทุกข์ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 95 ด้วย การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เกินกำหนดระยะเวลาสิบปีนับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 ที่จำเลยกระทำความผิด ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) สิทธินำคดีอาญาย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (6) และปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยรับสารภาพและไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 ให้ประทับฟ้อง (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คดีโจทก์ทั้งสองยังไม่ขาดอายุความเนื่องจากอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ทั้งสองทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยคือ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2549 อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองมอบให้ทนายโจทก์ทั้งสองไปขอตรวจสอบเอกสาร จึงทราบว่าจำเลยเบียดบังยักยอกทรัพย์มรดกไปเป็นของตนเพียงผู้เดียว เห็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรมกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดสิบปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ซึ่งหมายความว่า อายุความในการฟ้องคดีเริ่มนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไป คดีนี้ได้ความจากสารบัญจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ว่า จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งสามแปลงแก่นางเหง่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 มิใช่อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เนื่องจากอายุความตามมาตรา 96 เป็นอายุความร้องทุกข์ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 95 ด้วย การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 อันเกินกำหนดระยะเวลาสิบปีนับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 ที่จำเลยกระทำความผิด ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ทั้งสองย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) และปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความฟ้องคดีอาญาหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยรับสารภาพและไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น จำเลยก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 195 วรรคสอง
ป.อ. ม. 95 (3) ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระ พิมพา กับพวก
จำเลย — นางสาวอรุณี พิมพา หรือนางอรุณี สุวรรณทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวุฒิพงศ์ เถาวัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9552/2555
#525491
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในฐานะผู้ขาย โดยไม่มีข้อความใดที่สื่อความหมายให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงมีผลผูกพันและบังคับได้เฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอยู่ด้วยในขณะทำสัญญาและจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นพยาน ก็หาใช่คู่สัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาได้

โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยประเด็นค่าเสียหายให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะศาลไม่ได้คำนึงถึงความเจริญของที่ดินซึ่งเป็นเหตุให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นมาพิจารณากำหนดค่าเสียหาย ปรากฏว่าปัญหาดังกล่าวนี้โจทก์เคยยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย การที่โจทก์ฎีกาในเรื่องดังกล่าวโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยเรื่องที่โจทก์ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19766 และ 26424 ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการโอน หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 หากไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหาย 1,986,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 435,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท เฉพาะค่าพาหนะและค่าป่วยการในการส่งหมายให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นภรรยาและบุตรของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำของบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามสัญญานั้น ระบุว่าคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อ คือ โจทก์ ส่วนคู่สัญญาฝ่ายผู้ขาย คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทขายให้แก่โจทก์และข้อสัญญาทุกข้อซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ขายล้วนบังคับแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายโดยไม่มีข้อความใดสื่อความหมายให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย เท่ากับโจทก์ประสงค์จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว จึงเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันและบังคับกันได้เฉพาะโจทก์และจำเลยที่ 1 เท่านั้น ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอยู่ด้วยในขณะทำสัญญาโดยจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา ก็หาใช่คู่สัญญากับโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลนอกสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ทำการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นการสมคบกันโดยมีเจตนาไม่ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มีความผูกพันตามสัญญาจะต้องขายให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทนกันจริง แต่โจทก์นำสืบในประเด็นนี้เพียงว่า การชำระเงินค่าซื้อที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการชำระเงิน โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาเป็นข้อสนับสนุน จึงเป็นการนำสืบลอย ๆ ที่ง่ายแก่การกล่าวอ้าง ไม่สมแก่คำฟ้อง กลับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งมีนายบุรฉัตร เจ้าหน้าที่ธนาคารผู้รับจำนองที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันว่า มีการชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินโดยผู้ซื้อจากจำเลยที่ 1 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองจำนวน 1,276,415 บาท ตามใบรับชำระหนี้เงินกู้ และเมื่อไถ่ถอนจำนองแล้วจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 จำนวน 850,000 บาท ตามสมุดเงินฝาก ซึ่งตามรายการนำฝากเป็นวันเดียวกับที่มีการซื้อขายที่ดินพิพาท และปรากฏว่าในการซื้อขายที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรให้แก่กรมที่ดินรวมทั้งสิ้น 70,506 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน เมื่อรวมเงินทั้ง 3 รายการดังกล่าวแล้วเป็นเงินประมาณ 2,200,000 บาท ใกล้เคียงกับราคาซื้อขายที่ดินพิพาทตามทางนำสืบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 นอกจากนี้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยังมีหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ในวันและก่อนวันซื้อขายที่ดินพิพาทรวม 2 รายการ เป็นเงิน 1,500,000 บาท และ 600,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจำเลยที่ 4 และที่ 5 นำสืบว่าใช้เงินที่ได้มาจากการค้าขาย จึงเป็นการนำสืบที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเด่นชัด คดีจึงมีน้ำหนักให้เชื่อได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ว่าได้ชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทจำนวน 2,299,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 จริง ทั้งปรากฏว่าก่อนตัดสินใจซื้อจำเลยที่ 4 ได้ลงพื้นที่ไปตรวจดูสภาพที่ดินพิพาทแล้ว ไปติดต่อธนาคารผู้รับจำนองเพื่อตรวจสอบว่ามีการจำนองจริงหรือไม่ รวมทั้งไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินว่าจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ด้วย ซึ่งหากจำเลยที่ 4 และที่ 5 สมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลโจทก์จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 4 จะต้องยุ่งยากไปดำเนินการตรวจสอบให้ได้ความจริงเกี่ยวกับที่ดิน จึงเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของผู้ซื้อโดยสุจริตที่ต้องระมัดระวังผลประโยชน์ของตนเสียยิ่งกว่า แสดงว่า การซื้อที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นการซื้อขายโดยมีค่าตอบแทนกันจริง มิใช่ซื้อขายโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันตามที่โจทก์ฟ้อง โดยเฉพาะเงินค่าซื้อขายที่ดินที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะต้องจ่ายให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวนมาก หากจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันตามสัญญาจะต้องขายที่ดินพิพาทให้โจทก์อยู่ก่อน อันจะเป็นผลให้การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องถูกเพิกถอนได้ในภายหลัง จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็คงไม่กล้าเสี่ยงทำสัญญาเป็นแน่แท้ เพราะโอกาสที่จะสูญเสียเงินจำนวนดังกล่าวไปมีอยู่สูงมากเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีหนี้สิน ยากแก่การจะเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในภายหลัง และจากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 ตรวจสอบที่ดินและหลักฐานโฉนดที่ดิน รวมทั้งการจำนองที่ดินพิพาทก่อนตัดสินใจซื้อ บ่งบอกว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและครอบครองอย่างเป็นปกติสุข ประกอบกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซื้อขายที่ดินผ่านนายหน้าโดยไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน และเพิ่งมีโอกาสพบจำเลยที่ 1 ในวันทำการซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 จะร่วมมือกันทำการฉ้อฉลโจทก์เพราะจะมีผลถึงกับให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยกเลิกการซื้อขายได้ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องขาดประโยชน์จากส่วนต่างของราคาขายที่เพิ่มขึ้นจากการขายให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เชื่อว่า ก่อนและขณะซื้อขายที่ดินพิพาทจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภาระผูกพันที่จะต้องโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยประเด็นค่าเสียหายให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะศาลไม่ได้คำนึงถึงความเจริญของที่ดินซึ่งเป็นเหตุให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นมาพิจารณากำหนดค่าเสียหายด้วย เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้โจทก์เคยยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย การที่โจทก์ฎีกาในเรื่องดังกล่าวโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยเรื่องที่โจทก์ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ไม่ไปรับโอนที่ดินตามกำหนด จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการแก้ฎีกาที่มีผลให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีโดยเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จะต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกาและจะต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา จะทำมาในรูปคำแก้ฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ ชนวัฒนะกูล
จำเลย — นายกอเด้ร นิมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุรชัย สื่อยรรยงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกรียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9549 -ที่ 9550/2555
#528493
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานเบิกความในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ข้อหาหมิ่นประมาท ศาลชั้นต้นในคดีอาญาวินิจฉัยว่า เสียงที่จำเลยทั้งสองได้ยินและเข้าใจว่าเป็นเสียงโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว อาจเป็นเสียงของผู้อื่นก็เป็นได้ พยานหลักฐานเท่าที่นำสืบมายังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาท ส. ตามฟ้องในคดีอาญาหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าว หาได้วินิจฉัยยืนยันว่า จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปบอกกล่าวแก่ ส. แต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองนำไปบอกกล่าวแก่ ส. เป็นข้อความอันเป็นเท็จ หรือจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยคงเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายสำนวนละ 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายทั้งสองสำนวนเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2545 อันเป็นวันละเมิดจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยทั้งสองได้กล่าวข้อความให้นายสนั่นฟังว่า จำเลยทั้งสองได้ยินโจทก์กล่าวดูหมิ่นนายสนั่นว่า "ไอ้หนั่น ไอ้ขี้โกง มึงใหญ่มาจากไหน มึงก็เป็นแค่ อบต. ไม่ใช่หรือ หน้ามึงหนาเหมือนส้นตีน" นายสนั่นจึงร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์ ทำให้โจทก์ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6395/2545 หมายเลขแดงที่ 1973/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การว่าเป็นผู้นำข้อความตามฟ้องไปกล่าวให้นายสนั่นฟังจริง เพราะจำเลยทั้งสองได้ยินเสียงโจทก์กล่าวดูหมิ่นนายสนั่นเช่นนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดและโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ส่วนจำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการละเมิดฟังไม่ขึ้นและโจทก์ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นในคดีอาญาพิพากษายกฟ้องเพราะมีเหตุสงสัยในพยานที่นำสืบ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และจำเลยทั้งสองนำข้อความไปกล่าวแก่นายสนั่นโดยสุจริต การจ้างทนายความจึงไม่เป็นค่าเสียหายโดยตรงที่โจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้ และจำเลยทั้งสองกระทำโดยสุจริตจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงแก่โจทก์นั้น เห็นว่า กรณีที่จะเป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จะต้องได้ความว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจงใจกลั่นแกล้งกล่าวหาโจทก์โดยไม่สุจริตและไม่เป็นความจริง มุ่งต่อผลให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ คดีนี้โจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่า การที่จำเลยทั้งสองนำข้อความไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นว่าโจทก์กล่าวข้อความ อันเป็นการหมิ่นประมาทนายสนั่น เป็นผลให้โจทก์ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1973/2548 ของศาลชั้นต้นมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองนำไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นเป็นความเท็จเท่านั้น โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองนำข้อความดังกล่าวไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่เป็นความจริงหรือมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริต โจทก์เพียงแต่อาศัยคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาที่ยกฟ้องโจทก์มาเป็นหลักฐานในการฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เท่านั้น ซึ่งตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นเพียงแต่เห็นว่าเสียงที่จำเลยทั้งสองได้ยินและเข้าใจว่าเป็นเสียงโจทก์คดีนี้กล่าวหมิ่นประมาทนายสนั่นผู้เสียหายนั้น อาจจะเป็นเสียงของผู้อื่นก็เป็นได้ พยานหลักฐานเท่าที่นำสืบมายังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวได้กล่าวหมิ่นประมาทนายสนั่นตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ดังนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าว หาได้วินิจฉัยยืนยันว่าจำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นแต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองนำไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นเป็นข้อความอันเป็นเท็จ หรือจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแจ่ม พุฒจรูญ
จำเลย — นางมี กางกรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวรศักดิ์ จันทร์คีรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9544/2555
#525486
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อหนี้ตามสัญญาจำนองที่ได้ประกันหนี้ไว้ระงับไป สัญญาจำนองจึงระงับสิ้นไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (1) ด้วยเหตุนี้จำเลยในฐานะผู้รับจำนองจึงไม่อาจหน่วงเหนี่ยวถือสิทธิใดๆ ในสัญญาจำนองและทรัพย์สินที่จำนองไว้ได้อีก การที่จำเลยปลดจำนองให้แก่ อ. และ ว. ซึ่งเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ของเจ้าหนี้ผู้ที่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ย่อมต้องคืนทรัพย์ซึ่งเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่เจ้าของทรัพย์ การที่จำเลยจดทะเบียนปลดจำนองจึงเป็นการดำเนินการไปตามหน้าที่ของเจ้าหนี้ผู้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ที่พึงต้องคืนหลักประกันการชำระหนี้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงหาเป็นละเมิดต่อโจทก์ไม่ และหาเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงในสิทธิจำนองที่ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ตามมาตรา 697 ไม่ เพราะบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหนี้กระทำให้สิทธิ บุริมสิทธิหรือจำนองที่มีเพื่อประโยชน์ในการได้รับชำระหนี้ลดน้อยลง อันเป็นการกระทำก่อนการได้รับชำระหนี้จนครบ โจทก์จึงจะอ้างว่าจำเลยทำให้เสื่อมสิทธิในการเข้าสวมสิทธิจำนองของตนเพื่อไล่เบี้ยต่อ อ. และ ว. หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 22,515,246.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 22,015,246.94 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 45,865 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ กับให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายอุรุพร กับนายวราวุฒิ ทำสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลย โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12695 และ 12696 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประกันในวงเงิน 25,000,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 25,000,000 บาท และบริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด ทำสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลยในวงเงิน 30,000,000 บาท โดยโจทก์กับพวกเป็นผู้ค้ำประกันด้วยการจำนำสมุดเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 047 - 3 - 02317 ของโจทก์ จำนวน 30,000,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของลูกหนี้โดยไม่จำกัดจำนวน ต่อมาบริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด ผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและหักเงินในบัญชีดังกล่าวของโจทก์จำนวน 16,073,485.04 บาท ชำระหนี้แทน โจทก์ทำหนังสือแจ้งยินยอมให้จำเลยหักเงินในบัญชีและขอรับเงินส่วนที่เหลือคืน แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าโจทก์ยังมีภาระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่มีต่อหนี้รายนายอุรุพรกับนายวราวุฒิ จำนวน 23,757,439.23 บาท พร้อมมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังโจทก์ นายอุรุพรและนายวราวุฒิ ต่อมาจำเลยหักเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวของโจทก์จำนวนที่เหลือ 22,015,246.94 บาท ชำระหนี้ แล้วนายอุรุพรกับนายวราวุฒิชำระหนี้ส่วนที่เหลือประมาณ 1,800,000 บาท แก่จำเลยจำเลยได้จดทะเบียนปลดจำนองที่ดินหลักประกันให้แก่นายอุรุพรกับนายวราวุฒิ โดยมิได้แจ้งส่งหลักฐานการหักชำระหนี้และส่งมอบที่ดินที่จำนองแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของนางอุรุพรกับนายวราวุฒิ และเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด ต่อจำเลย กรณีจึงเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 680 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั่นคือ โจทก์เป็นบุคคลภายนอกที่เข้าผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ความมุ่งหมายในการเป็นผู้ค้ำประกันจึงเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ประสงค์จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ และเพื่อให้เกิดความเชื่อถือต่อลูกหนี้ บุคคลภายนอกซึ่งในคดีนี้ก็คือโจทก์จึงได้เข้าผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ว่าจะมีการชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ ซึ่งก็คือจำเลยอย่างแน่นอน ในการเข้าทำสัญญาค้ำประกันของโจทก์ต่อจำเลย โจทก์ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับนายอุรุพร นายวราวุฒิ และบริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด ทั้งโจทก์ได้มอบบัญชีเงินฝากประจำและทำหนังสือยินยอมให้หักเงินชำระหนี้ แสดงว่าโจทก์ผูกพันต่อจำเลย เพื่อประโยชน์ของจำเลยในการได้รับชำระหนี้อย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้เมื่อประสงค์จะได้รับชำระหนี้คืนตามสิทธิที่มี จึงมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ได้ตามหนังสือยินยอมที่โจทก์แสดงเจตนาแจ้งไว้ และเมื่อ นายอุรุพรกับนายวราวุฒิได้ชำระหนี้จนครบถ้วนแล้ว กรณีถือว่าหนี้ของนายอุรุพรกับนายวราวุฒิได้ระงับไปเพราะการชำระหนี้ ตามมาตรา 314 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเมื่อ นายอุรุพรกับนายวราวุฒิได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12695 และ 12696 ของตนไว้เป็นประกันในการชำระหนี้ เมื่อหนี้ตามสัญญาจำนองที่ได้ประกันหนี้ไว้ระงับไป สัญญาจำนองจึงระงับสิ้นไปด้วย ตามมาตรา 744(1) ด้วยเหตุนี้จำเลยในฐานะผู้รับจำนองจึงไม่อาจหน่วงเหนี่ยวถือสิทธิใด ๆ ในสัญญาจำนองและทรัพย์สินที่จำนองไว้ได้อีก การที่จำเลยปลดจำนองให้แก่นายอุรุพรและนายวราวุฒิ ซึ่งเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ของเจ้าหนี้ผู้ที่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ย่อมต้องคืนทรัพย์ซึ่งเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่เจ้าของทรัพย์ การที่จำเลยจดทะเบียนปลดจำนองจึงเป็นการดำเนินการไปตามหน้าที่ของเจ้าหนี้ผู้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ที่พึงต้องคืนหลักประกันการชำระหนี้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงหาเป็นละเมิดต่อโจทก์ไม่ และหาเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงในสิทธิจำนองที่ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ ตามมาตรา 697 ไม่ เพราะบทบัญญัติมาตราดังกล่าว เป็นกรณีที่เจ้าหนี้กระทำให้สิทธิ บุริมสิทธิ์ หรือจำนองที่มีเพื่อประโยชน์ในการได้รับชำระหนี้ลดน้อยลง อันเป็นการกระทำก่อนการได้รับชำระหนี้จนครบ โจทก์จึงจะอ้างว่าจำเลยทำให้เสื่อมสิทธิในการเข้าสวมสิทธิจำนองของตนเพื่อไล่เบี้ยต่อนายอุรุพรกับนายวราวุฒิหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นตามฎีกาของโจทก์และจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย เลิศอริยานันท์
จำเลย — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สิทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9541/2555
#528477
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขายติดต่อจำเลยที่ 1 เพื่อการขนส่งสินค้า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่ง แต่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ขนส่งอีกต่อหนึ่ง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ต่างรับจ้างขนส่งสินค้าในฐานะเป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เงินส่วนต่างค่าขนส่งเป็นของตนเอง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างขนส่งเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติของตนอันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 608 และเมื่อจำเลยที่ 1 ว่าจ้างผู้ขนส่งคนอื่นคือ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่ผู้ขนส่งมอบหมายสินค้าให้ผู้ขนส่งอื่นขนส่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงต้องรับผิดร่วมกันในความสูญหายของสินค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 และมาตรา 618 ส่วนจำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย

ส่วนที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยไปร้อยละ 110 ของราคาสินค้านั้น เป็นความผูกพันตามสัญญาประกันภัยที่บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาและผู้รับประโยชน์เท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ที่ต้องรับผิดตามสัญญาขนส่งไม่ต้องผูกพันตามสัญญาประกันภัย ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า การสูญหายของสินค้าทำให้ผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่งต้องเสียหายมากกว่าราคาสินค้าที่รวมค่าประกันภัยและค่าระวางการขนส่งแล้วแต่อย่างใด

จำเลยที่ 5 ออกใบตราส่งและประทับชื่อจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ขนส่ง ทั้งได้ความว่าจำเลยที่ 7 ออกใบรับขนของ (WAYBILL) ระบุว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ส่งของโดยให้ตัวแทนของจำเลยที่ 5 รับสินค้าเพื่อส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง อันเป็นการทำหน้าที่ผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลทุกประการ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ขนส่งโดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ขนส่งอื่น ดังนั้นเมื่อเหตุแห่งความสูญหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 7 ผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 5 และที่ 7 ย่อมต้องร่วมกันรับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าวตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39, 43, 44 และ 45 สำหรับจำเลยที่ 6 แม้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 7 แต่จำเลยที่ 6 ไม่ได้ทำสัญญาขนส่งแทนจำเลยที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

ความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 58 เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 60 (1) ถึง (4) คดีนี้เป็นกรณีตามมาตรา 60 (1) ซึ่งผู้ขนส่งไม่อาจจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 ได้ เมื่อการสูญหายเกิดขึ้นจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 เป็นผู้ลักเอาสินค้าที่สูญหายไป หรือจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดที่มีเจตนาจะให้เกิดการสูญหาย หรือมีพฤติการณ์อย่างใดที่ถือได้ว่าจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 ละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่ามีกรณีตามมาตรา 60 (1) ที่ทำให้จำเลยที่ 5 และที่ 7 ต้องรับผิดโดยไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 5 และที่ 7 ย่อมรับผิดเพียงจำนวนจำกัดตามมาตรา 58

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 2,687,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 2,814,930.89 บาท กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,687,900 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยในประเทศไทยมีนายสตีเวนเป็นผู้จัดการสาขาประเทศไทยที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้และได้มอบอำนาจให้นางธีราพรดำเนินคดีนี้แทน โจทก์รับประกันภัยสินค้าทองแดงไว้จากบริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด ทุนประกัน 123,183.64 ดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ขายสินค้าให้แก่บริษัทไต้หวัน บัสเวย์ จำกัด ในดินแดนไต้หวัน มีข้อตกลงซื้อขายตาม Incoterms CIF Keelung Port ราคา 111,985.13 ดอลลาร์สหรัฐ การส่งสินค้ามีการบรรจุในลังไม้ 20 ลัง น้ำหนักเฉพาะสินค้ารวม 20,931.80 กิโลกรัม และนำเข้าบรรจุในตู้สินค้าเพื่อการขนส่งทางทะเลไปมอบแก่ผู้ซื้อ โดยสัญญาประกันภัยดังกล่าวครอบคลุมความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้าตั้งแต่โรงงานของผู้ขายไปถึงโรงงานของผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งที่ได้ทำสัญญารับจ้างขนส่งสินค้าดังกล่าวจากโรงงานของผู้ขายในจังหวัดฉะเชิงเทราไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ทำการขนส่งแทน และจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่ง โดยจำเลยที่ 4 ได้มอบให้พนักงานขับรถยนต์บรรทุกของตนขับรถยนต์ลากตู้สินค้าเปล่าไปยังโรงงานของผู้ขายเพื่อบรรจุสินค้า แล้วขับรถยนต์ลากตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าแล้วไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนการขนส่งช่วงทางทะเลนั้น จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขนส่งที่ทำสัญญารับขนสินค้าดังกล่าวทางทะเลกับผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่งของ จากนั้นจำเลยที่ 5 ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 7 ซึ่งอยู่ในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี จำเลยที่ 7 จึงเป็นผู้ขนส่งที่ตกลงรับมอบหมายให้ขนส่งสินค้าช่วงนี้จากจำเลยที่ 5 ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยที่ 4 ขนตู้สินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังและบรรทุกลงเรือวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 เดินทางถึงท่าเรือคีลุงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมาเมื่อผู้ซื้อรับมอบตู้สินค้าไปเปิดออกพบว่าสินค้าสูญหายไป 11 ลัง คิดเป็นน้ำหนักสินค้ารวมทั้งลังไม้ 12,095 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักเฉพาะสินค้า 11,554.2 กิโลกรัม มีราคาตามใบกำกับสินค้า 61,814.97 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นราคาที่คิดจากมูลค่าที่เอาประกันภัย 67,996.47 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2549 โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยมอบหมายให้รับชำระค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์เป็นเงินบาทจำนวน 2,687,900 บาท และทวงถามจำเลยทั้งเจ็ด แต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระเงินแก่โจทก์

...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าส่วนแรก และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จะต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าส่วนที่ 2 ในฐานะใด อย่างไร หรือไม่ ปัญหานี้สำหรับกรณีการสูญหายของสินค้าส่วนแรกนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นแล้วว่า บริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด ติดต่อจำเลยที่ 1 เป็นคนแรกเพื่อการขนส่งสินค้าครั้งนี้ และจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการให้ขนส่ง แต่จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการขนส่งอีกต่อหนึ่ง ซึ่งกรณีเช่นนี้ย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ต่างรับจ้างขนส่งสินค้าในฐานะเป็นผู้ขนส่งแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ยังปฏิเสธและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รับจ้างทำพิธีการทางศุลกากรและบริการติดต่อหาผู้ขนส่งให้แก่บริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด เท่านั้น จึงมีปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 608 นั้น ผู้ขนส่ง หมายถึง ผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตน และข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือรับรองนิติบุคคลบริษัทจำเลยที่ 1 ว่า บริษัทจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ข้อ 9 ในการประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า แต่นายวีรชัยกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความประกอบว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบรรทุกสินค้า โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงดำเนินพิธีการทางศุลกากรให้แก่บริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด ผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างจากการดำเนินพิธีการทางศุลกากรเป็นเงิน 200 บาท และค่าบริการ 1,300 บาท เท่านั้น ส่วนค่ารถบรรทุกและพนักงานขับรถ จำเลยที่ 1 ไม่มีใบอนุญาตขนส่งจึงขอร้องให้บริษัทเอส.เอ็น.พี.ทรานสปอร์ต จำกัด เป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้แทน แล้วจำเลยที่ 1 นำไปจ่ายต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งปรากฏตามรายละเอียดในสำเนาหนังสือวางบิลว่า จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายที่จ่ายล่วงหน้าให้ลูกค้าจากบริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด เป็นค่ารถยนต์บรรทุกและพนักงานขับรถจำนวน 4,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ได้วางบิลเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 4 ได้วางบิลเรียกเก็บเงินค่าขนส่งโดยรถยนต์บรรทุกจากจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็จ่ายเงินให้จำเลยที่ 4 หลังจากได้รับชำระเงินจากจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 เรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นค่าขนส่ง 3,300 บาท เท่านั้น ส่วนนางสาวตั้วหมวย กรรมการบริษัทจำเลยที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 คิดค่าจ้างบรรทุกรายเที่ยวเป็นเงิน 2,800 บาท โดยเรียกเก็บเงินค่าจ้างส่วนนี้จากจำเลยที่ 2 จากพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าโดยรถยนต์บรรทุกในราคาเพียง 3,300 บาท แล้วจำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ต่อในราคา 2,800 บาท แต่จำเลยที่ 1 กลับเรียกเก็บเงินค่ารถยนต์บรรทุกและคนขับรถจากบริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด เป็นเงิน 4,000 บาท ดังนี้จำเลยที่ 1 ย่อมได้เงินส่วนต่างค่าขนส่งเป็นของตนเองเป็นเงิน 700 บาท เช่นนี้ย่อมเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับค่าขนส่งเพื่อตนเองในการขนส่งครั้งนี้ด้วย มิใช่คิดแต่ค่าบริการเพียง 1,300 บาท แต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างบริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด ขนส่งเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติของตน อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งตามมาตรา 608 ดังกล่าว และเมื่อจำเลยที่ 1 ว่าจ้างผู้ขนส่งคนอื่นคือ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่ผู้ขนส่งมอบหมายสินค้าให้ผู้ขนส่งอื่นขนส่ง ผู้ขนส่งทุกคนคือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงต้องรับผิดร่วมกันในความสูญหายของสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 และมาตรา 618 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความสูญหายของสินค้าส่วนแรกที่มีน้ำหนักรวมลัง 2,130 กิโลกรัม ต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิตามสัญญาประกันภัย...

ส่วนที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยไปร้อยละ 110 ของราคาสินค้านั้น เป็นความผูกพันตามสัญญาประกันภัยที่บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาและผู้รับประโยชน์เท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ที่ต้องรับผิดตามสัญญาขนส่งไม่ต้องผูกพันตามสัญญาประกันภัย ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า การสูญหายของสินค้านี้ทำให้ผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่งต้องเสียหายมากกว่าราคาสินค้าที่รวมค่าประกันภัยและค่าระวางการขนส่งแล้วแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าค่าเสียหายต่อความสูญหายของสินค้าที่เสียหายส่วนแรกที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์มีจำนวน 428,219.60 บาท เท่านั้น

ส่วนกรณีที่สินค้าส่วนที่ 2 สูญหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 7 เป็นน้ำหนักสินค้ารวมลัง 9,965 กิโลกรัม นั้น สำหรับจำเลยที่ 5 ที่ปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ผู้ขนส่ง แต่เป็นเพียงผู้รับจัดการจองระวางเรือโดยติดต่อจำเลยที่ 7 ผ่านจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 7 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ผู้ขนส่ง หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ โดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของและใบตราส่ง หมายความว่า เอกสารที่ผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งของเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว และผู้ขนส่งรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับของนั้นเมื่อได้รับเวนคืนใบตราส่ง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อไปตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่จำเลยที่ 5 ไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยที่ 5 ลงชื่อออกใบตราส่งแก่บริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด ผู้ส่งของ ซึ่งแม้ใบตราส่งฉบับนี้ระบุถึงผู้รับตราส่งให้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคาร CHANG HWA COMMERCIAL ก็ตาม แต่ก็ระบุชื่อบริษัทไต้หวัน บัสเวย์ จำกัด เป็นผู้ที่ต้องแจ้งให้ทราบ แสดงว่า เมื่อบริษัทดังกล่าวติดต่อกับธนาคารดังกล่าวเกี่ยวกับหนี้การชำระค่าสินค้านี้แล้วก็จะเป็นผู้รับตราส่งต่อไป โดยในใบตราส่งฉบับนี้ระบุว่าเป็นใบตราส่งของจำเลยที่ 5 และในช่องสำหรับลงชื่อผู้ขนส่งก็มีการประทับชื่อจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ขนส่ง ทั้งได้ความอีกว่า จำเลยที่ 7 ได้ออกใบรับขนของ (WAYBILL) ให้แก่จำเลยที่ 5 ระบุว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ส่งของโดยมีบริษัทเวิลด์เวย์ มารีน ทรานสปอร์เตชั่น แอนด์ โลจิสติก จำกัด เป็นผู้รับตราส่งที่ท่าปลายทางคือท่าเรือคีลุง นอกจากนี้นางสาวปัทมาพยานจำเลยที่ 5 ก็เบิกความรับว่า จำเลยที่ 5 มีวัตถุประสงค์ประกอบการรับขนสินค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศโดยจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบด้วย ชื่อบริษัทเวิลด์เวย์ มารีน ทรานสปอร์เตชั่น แอนด์ โลจิสติก จำกัด ผู้รับตราส่งในใบส่งของดังกล่าวเป็นตัวแทนจำเลยที่ 5 ซึ่งเมื่อสินค้าส่งไปถึงดินแดนไต้หวันแล้วตัวแทนของจำเลยที่ 5 นี้จะประสานงานกับจำเลยที่ 7 เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการขนสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ โดยตัวแทนจำเลยที่ 5 ดังกล่าวสามารถขอให้จำเลยที่ 7 ปล่อยสินค้าได้เลยโดยไม่ต้องยื่นใบรับขนของ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 5 รับขนสินค้าให้บริษัทโอเรียนเต็ล คอปเปอร์ จำกัด ผู้ส่งของ โดยว่าจ้างจำเลยที่ 7 ผ่านจำเลยที่ 6 เป็นผู้ดำเนินการขนส่งอันถือว่าจำเลยที่ 7 เป็นผู้ขนส่งอื่นนั่นเอง ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 5 จะรับสินค้าจากจำเลยที่ 7 ที่ท่าเรือปลายทางด้วยการให้ตัวแทนของตนรับสินค้าเพื่อส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง อันเป็นการทำหน้าที่ผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลทุกประการ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลครั้งนี้โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ขนส่งอื่น ดังนั้นเมื่อเหตุแห่งความสูญหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 7 ผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 5 และที่ 7 ย่อมต้องร่วมกันรับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39, 43, 44 และ 45 แต่สำหรับจำเลยที่ 6 ซึ่งแม้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 7 แต่จำเลยที่ 6 ไม่ได้ทำสัญญาขนส่งแทนจำเลยที่ 7 ในสัญญาขนส่งกับผู้ขายหรือผู้ส่งของซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 824 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้

ส่วนจำนวนค่าเสียหายในความสูญหายของสินค้าส่วนที่ 2 ที่จำเลยที่ 5 กับที่ 7 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจะต้องรับผิดโดยไม่ได้รับประโยชน์จากจำนวนจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) เนื่องจากการสูญหายของสินค้าเกิดจากการทุจริตลักเอาสินค้าไปนั้น เห็นว่า กรณีที่จำเลยที่ 5 กับที่ 7 จะต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 นั้น ความรับผิดตามมาตรา 39 นี้ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 58 กล่าวคือ ความรับผิดของผู้ขนส่งมีจำนวนจำกัดเท่าที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 58 เท่านั้น โดยต้องรับผิดจำกัดเพียงหนึ่งหมื่นบาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้านั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 60 (1) ถึง (4) ซึ่งกล่าวโดยเฉพาะที่มีปัญหาในคดีนี้เป็นกรณีตามมาตรา 60 (1) ซึ่งผู้ขนส่งไม่อาจจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 ได้ เมื่อการสูญหายเกิดขึ้นจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ตามข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 เป็นผู้ลักเอาสินค้าที่สูญหายไป หรือจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดที่มีเจตนาจะให้เกิดการสูญหาย หรือมีพฤติการณ์อย่างใดที่ถือได้ว่าจำเลยที่ 5 หรือที่ 7 ละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นจึงฟังไม่ได้ว่ามีกรณีตามมาตรา 60 (1) ที่ทำให้จำเลยที่ 5 และที่ 7 ต้องรับผิดโดยไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 5 และที่ 7 ย่อมรับผิดเพียงจำนวนจำกัดตามมาตรา 58 ดังกล่าวข้างต้น โดยหากคิดจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งสินค้าครั้งนี้ ก็ถือว่าลังบรรจุสินค้า 20 ลัง นั้น แต่ละลังเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง สินค้าที่สูญหายระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 7 มีไม่ถึง 11 ลัง ดังนั้นหากคิดตามหน่วยการขนส่งก็ย่อมไม่ถึง 110,000 บาท ส่วนการคิดจำนวนจำกัดความรับผิดสามสิบบาทต่อกิโลกรัมของน้ำหนักสุทธิของสินค้านั้น สินค้าที่สูญหายส่วนที่ 2 นี้ มีน้ำหนักสินค้ารวมกับลัง 9,965 กิโลกรัม คิดคำนวณเป็นน้ำหนักสุทธิของสินค้าตามวิธีการเช่นเดียวกับที่คิดในกรณีสินค้าที่สูญหายส่วนแรก จะได้น้ำหนักสุทธิ 9,472.92 กิโลกรัม คิดเป็นจำนวนจำกัดความรับผิดสามสิบบาทต่อกิโลกรัมได้เป็นเงิน 284,187.46 บาท มากกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่คิดตามหน่วยการขนส่งดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 7 จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวน 284,187.46 บาท เท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในจำเลยทุกคนนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 5 กับที่ 7 คงเห็นพ้องด้วยในผลเฉพาะจำเลยที่ 6 เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 428,219.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 กับที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 284,187.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 5 กับที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 30,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 608 ม. 616 ม. 618 ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 43 ม. 44 ม. 45 ม. 58 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์
บริษัทเพียว เอ็กซ์เพรส ซัพพลาย
จำเลย — แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9473/2555
#532943
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท ว. เป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้าต่อโจทก์ โจทก์ได้ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ พิเศษ/ร - 6362 ขนาด 150 แอมแปร์ 380 โวลต์ 3 ยก 4 สาย ที่อาคารพาณิชย์เลขที่ 440/45 - 51 ถนนราชวิถี แขวงถนนพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้คำนวณกระแสไฟฟ้า ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวโดยสัญญาว่าจะชำระค่าธรรมเนียมการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าตามอัตราที่โจทก์กำหนดจนกว่าจำเลยที่ 1 จะมีหนังสือบอกเลิกการใช้ไฟฟ้าต่อโจทก์ ต่อมาเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 เข้ามาครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้าและเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าวต่อจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์ตรวจสอบพบว่าพนักงานของโจทก์จดเลขอ่านหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าดังกล่าวในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ผิดพลาดไป ทำให้โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเงินจากจำเลยทั้งสองน้อยกว่าความจริง เหตุเนื่องจากในเดือนพฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้เปลี่ยนเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 เป็นยี่ห้อแลนดิส (LANDIS) โจทก์ตรวจสอบหน่วยการใช้ไฟฟ้าและคำนวณค่าไฟฟ้าที่ถูกต้องได้เป็นเงิน 340,879.50 บาท นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังค้างชำระค่าไฟฟ้าที่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2545 จำนวน 86,767 บาท โจทก์ได้นำเงินที่จำเลยทั้งสองชำระให้มาแล้วและเงินที่ชำระให้ตามสัญญาค้ำประกันมาหักออกจากจำนวนเงินดังกล่าวแล้ว คงเหลือหนี้ค่าไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระ 312,342.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 319,915.73 บาท คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหารวมทั้งรายละเอียด และคำขอบังคับโดยแจ้งชัดพอที่จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว โจทก์หาต้องบรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ใช้ไฟที่แท้จริงในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเท่าใดเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

พยานโจทก์สามปากซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์ตรวจสอบพบว่าพนักงานของโจทก์ได้จดเลขอ่านหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้ายี่ห้อแลนดิส (LANDIS) ที่โจทก์นำมาเปลี่ยนให้กับจำเลยที่ 1 ใหม่ ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ผิดพลาด ทำให้โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าใหม่ในช่วงดังกล่าวเป็นเงิน 427,646.50 บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างหรือนำสืบให้เห็นว่าค่าไฟฟ้าที่โจทก์คำนวณใหม่และเรียกเก็บเพิ่มจากจำเลยทั้งสองนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าไฟฟ้าที่ขาดไปเป็นเงิน 312,342.50 บาท แม้การจดบันทึกหน่วยการใช้ไฟฟ้าผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการกระทำของพนักงานโจทก์เอง โดยจำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนร่วมด้วย โจทก์ก็สามารถเรียกค่าไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสองใช้ไปตามความจริงได้ตามข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ พ.ศ.2535

ค่าไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสองค้างชำระเป็นหนี้เงินตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัด ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ค่าไฟฟ้า 312,342.50 บาท แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 ครบกำหนดจำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 319,915.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 312,342,50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 181,627.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2526) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 312,342.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 7,573.23 บาท และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มีวัตถุประสงค์ในการจัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค เดิมบริษัทศิวะเครื่องเย็น จำกัด เป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้าต่อโจทก์ โจทก์ได้ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ พิเศษ/ร-6362 ขนาด 150 แอมแปร์ 380 โวลต์ 3 ยก 4 สาย ยี่ห้อเออีจี (AEG) ที่อาคารพาณิชย์เลขที่ 440/45-51 ซอยชัยสมรภูมิ ถนนราชวิถี แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิการใช้ไฟฟ้าจากบริษัทศิวะเครื่องเย็น จำกัด เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้าโดยเช่าจากจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าดังกล่าว ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้เปลี่ยนเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเป็นยี่ห้อแลนดิส (LANDIS) นายพิพัฒน์พนักงานโจทก์ได้จดบันทึกหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องวัดผิดพลาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 เป็นเหตุให้โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าน้อยไปกว่าที่เป็นจริง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องว่า ในการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ในแต่ละเดือนมีการใช้กระแสไฟฟ้าจริงเท่าใด และมีการจดหน่วยกระแสไฟฟ้าคลาดเคลื่อนในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเท่าใด ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ชอบด้วยกฎหมายแล้วว่าคำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ศาลฎีกาจึงไม่หยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยซ้ำอีก

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีพนักงานโจทก์เป็นพยานประกอบกันว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์ตรวจสอบพบว่า นายพิพัฒน์ จดบันทึกหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ พิเศษ/ร-6362 ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ผิดพลาด เป็นเหตุให้โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากจำเลยทั้งสองน้อยไปกว่าที่เป็นจริง เนื่องจากในเดือนพฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้เปลี่ยนเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 เป็นยี่ห้อแลนดิส (LANDIS) ซึ่งมีช่องสำหรับอ่านหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่ช่องด้านล่าง ส่วนช่องด้านบนใช้สำหรับอ่านค่ากิโลวัตต์ฮาวร์ แต่นายพิพัฒน์อ่านค่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากช่องด้านบนซึ่งไม่ถูกต้อง โจทก์จึงตรวจสอบหน่วยการใช้ไฟฟ้าแล้วคำนวณค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ตามจำนวนหน่วยที่ถูกต้องเป็นเงินค่าไฟฟ้า 340,879.50 บาท ตามวิธีคำนวณหน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังค้างชำระค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันตัดไฟฟ้าวันที่ 11 มิถุนายน 2545 เป็นเงิน 86,767 บาท รวมเป็นเงิน 427,646.50 บาท โจทก์นำเงินค่าไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสองชำระแล้วเป็นเงิน 10,004 บาท และเงินค้ำประกันการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าเป็นเงิน 105,300 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงค้างชำระค่าไฟฟ้าโจทก์เป็นเงิน 312,342.50 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองมีนางสาวศรีประไพกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความเพียงลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนว่า ค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนตุลาคม 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ที่จำเลยที่ 2 ชำระให้โจทก์เป็นค่าไฟฟ้าในอัตราปกติเท่านั้น จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหักล้างหรือนำสืบให้เห็นว่า ค่าไฟฟ้าที่โจทก์คำนวณใหม่และเรียกเก็บเพิ่มจากจำเลยทั้งสองไม่ถูกต้องไม่ชอบอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าไฟฟ้าที่ขาดไปเป็นเงิน 312,342.50 บาท จากจำเลยทั้งสองได้ แม้การจดบันทึกหน่วยการใช้ไฟฟ้าผิดพลาดเกิดจากการกระทำของพนักงานของโจทก์เอง โดยจำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนร่วมด้วยก็ตาม โจทก์ก็สามารถเรียกค่าไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสองใช้ไปตามความเป็นจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การคิดค่าไฟฟ้าไม่ถูกต้องเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานโจทก์ที่จดหน่วยการใช้ไฟฟ้าไม่ถูกต้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ค่าไฟฟ้าเป็นหนี้เงินตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัด ซึ่งก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ค่าไฟฟ้าเป็นเงิน 312,342.50 บาท แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยที่ 1 รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 226 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — บริษัทลอริส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
สมชาย พันธุมะโอภาส
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9422/2555
#589762
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 5 ปี ซึ่งเป็นโทษขั้นต่ำที่สุดตามกฎหมายสำหรับความผิดนั้น ทั้งยังลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เนื่องจากมีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 อันเป็นการลดโทษมากที่สุดที่จะลดได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ทั้ง พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ไม่มีบทบัญญัติให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะลงโทษจำเลยให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89, 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เกินปริมาณที่กำหนด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เกินปริมาณที่กำหนด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ปรับ 300,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ปรับ 300,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกข้อหาละ 2 ปี 6 เดือน ปรับข้อหาละ 150,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคสาม (2)), 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2ไว้เพื่อขายและขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดเนื่องจากจำเลยให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดรายอื่นได้พร้อมด้วยยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนมาก ประกอบกับยาเสพติดให้โทษของกลางมีจำนวนน้อยและพฤติการณ์แห่งความผิดไม่ร้ายแรงนั้น เห็นว่า ความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 89 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 5 ปี ซึ่งเป็นโทษขั้นต่ำที่สุดตามกฎหมายสำหรับความผิดนั้น ทั้งยังลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เนื่องจากมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อันเป็นการลดโทษมากที่สุดที่จะลดได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ทั้งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ไม่มีบทบัญญัติให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะลงโทษจำเลยให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยมีส่วนก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท สร้างความเสียหายแก่สังคมส่วนรวมอย่างกว้างขวาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะมีภาระเลี้ยงดูครอบครัวหรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางลักขณาหรือต่าย ยางศิลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพฤทธิ์ สันวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9419/2555
#532894
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์ของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 11 รายการ ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ก่อนถึงวันนัดผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านฉบับใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอสอบวันนัด แต่ในวันนัดศาลชั้นต้นมิได้เบิกตัวผู้คัดค้านที่ 1 มาสอบถามเกี่ยวกับคำคัดค้านฉบับใหม่ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้เบิกตัวผู้คัดค้านที่ 1 มาสอบถามเรื่องคำคัดค้านฉบับใหม่ แต่ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งวันนัดให้ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบ หรือมีการเบิกตัวผู้คัดค้านที่ 1 มาศาลในวันนัดแต่อย่างใดอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาในส่วนของการนั่งพิจารณาซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ทราบวันนัดไต่สวนคำร้องและไม่สามารถนำพยานเข้าไต่สวนตามคำคัดค้านได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ แล้วให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นปฏิบัติให้ถูกต้องในกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนางอาหลั่งในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2950/2546 ของศาลชั้นต้น และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินรวม 11 รายการ คือ 1. เงินสดจำนวน 80,000 บาท 2. เครื่องเล่น วี.ซี.ดี. 3. โทรทัศน์ขนาด 25 นิ้ว 1 เครื่อง 4. โทรทัศน์สีขนาด 29 นิ้ว 1 เครื่อง 5. รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน บล 4304 เชียงใหม่ 6. สิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 147 หมู่ที่ 3 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 7. สิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 10 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 8. เงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงดาว เลขที่บัญชี 516 - 2 - 07676 - 7 ชื่อบัญชีเด็กหญิง อ. พร้อมดอกเบี้ยเงินฝาก 9. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงดาว เลขที่บัญชี 516 - 1 - 29202 - 4 ชื่อบัญชีนางอาหลั่งพร้อมดอกเบี้ยเงินฝาก 10. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงดาว เลขที่บัญชี 516 2 1 - 06333 - 9 ชื่อบัญชีนางอาหลั่งหรือเด็กหญิง ห. พร้อมดอกเบี้ยเงินฝาก 11. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงดาว เลขที่บัญชี 516 - 2 - 28975 - 9 ชื่อบัญชีนายสุชาติพร้อมดอกเบี้ยเงินฝาก อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

นางอาหลั่งซึ่งศาลฎีกาให้เรียกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

นายสุชาติซึ่งศาลฎีกาให้เรียกว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินทั้งหมดตามคำร้องให้แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สิน 10 รายการ คือ รายการที่ 2 ถึงที่ 11 ตามคำร้องของผู้ร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบยาเสพติด (ที่ถูกตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง, 30) คืนเงินสดจำนวน 80,000 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 1 แก่ผู้คัดค้าน (ที่ถูก ยกคำขอให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1 เงินสดจำนวน 80,000 บาท และให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2)

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์ของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 11 รายการ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 โดยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 26 เมษายน 2547 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านฉบับใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จึงให้รอสอบผู้คัดค้านที่ 1 ในวันนัด เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้เบิกตัวผู้คัดค้านที่ 1 มาศาลเพื่อสอบถามเกี่ยวกับคำร้องคัดค้านฉบับใหม่ และในวันดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 ในทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอริบอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาโดยสุจริตและไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 และมีคำสั่งให้เลื่อนการไต่สวนโดยให้นัดสืบพยานผู้ร้องและผู้ร้องคัดค้านที่ 2 วันที่ 27 มกราคม 2548 เมื่อถึงวันนัดมีผู้ร้องและทนายความของผู้คัดค้านที่ 2 มาศาล ศาลไต่สวนพยานผู้ร้องเสร็จแล้วเห็นว่าตัวผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มาศาลถือว่าไม่ติดใจที่จะนำพยานเข้าสืบตามข้อคัดค้านแล้วนัดฟังคำสั่ง เห็นว่า คดีนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้เบิกตัวผู้คัดค้านที่ 1 มาสอบถามเรื่องคำคัดค้านฉบับใหม่ แต่ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งวันนัดให้ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบหรือมีการเบิกตัวผู้คัดค้านที่ 1 มาศาลในวันนัดในวันที่ 27 มกราคม 2548 แต่อย่างใด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาในส่วนของการนั่งพิจารณาซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ทราบวันนัดไต่สวนคำร้องและไม่สามารถนำพยานเข้าไต่สวนตามคำคัดค้านได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ แล้วให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นปฏิบัติให้ถูกต้องในกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาในส่วนของการนั่งพิจารณาแล้วพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
ผู้คัดค้าน — นางอาหลั่ง แซ่หลีหรือแซหลี่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางนภาวรรณ ขุนอักษร มโนไพสิฐนุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9408/2555
#525517
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อในวันเกิดเหตุจำเลยเข้ามาโอบกอดโจทก์ร่วมถูกหน้าอก ท้อง และแขนของโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมมิได้ยินยอมและดิ้นรนขัดขืน ทั้งยังกระทำต่อหน้าบุคคลอื่น ย่อมเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281, 362, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางฉันทิศา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขณะโจทก์ร่วมกับนางลัดดา มารดาโจทก์ร่วมนอนพักอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ มีเสียงผู้ชายร้องเรียกว่า "แม่" อยู่หน้าประตู โจทก์ร่วมเข้าใจว่าคือนายอ๊อดพี่ชายต่างบิดา จึงเดินไปเปิดประตู ขณะจะเดินเข้าห้องนอนหันกลับไปดูเห็นจำเลยมีอาการเมาสุราพูดว่า "พี่คิดถึงจิ๋ม จิ๋มมาเป็นเมียพี่นะ" พร้อมกับดึงมือลักษณะฉุดกระชากแล้วเข้ามาโอบกอดทางด้านหลังถูกแขน หน้าอก และท้อง โจทก์ร่วมแกะมือจำเลยออกแล้ววิ่งเข้าไปนอนในห้องของนางลัดดา จำเลยตามเข้าไปกดทับและกอดโจทก์ร่วม นางลัดดาที่นอนอยู่ข้าง ๆ ร้องบอกจำเลยว่า "อย่าทำ อย่าทำอย่างนี้" พร้อมกับผลักตัวจำเลยออก โจทก์ร่วมวิ่งออกมาที่ระเบียงหน้าบ้าน จำเลยตามออกมาโอบกอดทางด้านหลังอีกโดยตัวจำเลยถูกตัวโจทก์ร่วมที่ส่วนหลัง ช่วงท้อง แขน และหน้าอก โจทก์ร่วมร้องเรียกนางสำรอง ที่มีบ้านอยู่ติดกันให้มาช่วย นางสำรองออกมาดูและร้องห้ามจำเลยว่า "อู๊ดอย่าทำน้อง" นางลัดดาก็ร้องห้ามปราม แต่จำเลยยังกอดและกดโจทก์ร่วมให้นั่งลงตรงบันไดแล้วพูดว่า "จิ๋มยอมพี่เถอะ ถ้ายอมจะยกบ้านที่เกิดเหตุและบ้านแถวโชคชัยให้ด้วย" โจทก์ร่วมบอกว่าไม่ต้องการ โจทก์ร่วมกัดมือข้างขวาของจำเลยอย่างแรงและสะบัดตัววิ่งออกมาได้ เห็นว่า โจทก์ร่วมรู้จักสนิทสนมกับจำเลยเป็นอย่างดี เพราะจำเลยเป็นพี่เขยของตน ก่อนเกิดเหตุก็เคยยืมเงินและไปเที่ยวดื่มเบียร์กับจำเลยตามลำพังสองคน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมก็เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันโดยมีรายละเอียดในสาระสำคัญเป็นอย่างเดียวกันกับที่เบิกความ ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางลัดดามารดาโจทก์ร่วมกับนางสำรองเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า วันเกิดเหตุเห็นจำเลยโอบกอดโจทก์ร่วมทางด้านหลัง โดยนางสำรองเบิกความว่า ก่อนจะเห็นเหตุการณ์ พยานได้ยินเสียงโจทก์ร่วมร้องเรียกให้ช่วยหลายครั้ง ซึ่งโจทก์ร่วมร้องว่า "ช่วยด้วย ทำไมพี่อู๊ดทำกับจิ๋มอย่างนี้" เมื่อพยานลุกจากห้องนอนมายืนดูที่ข้างบันไดบ้าน จึงเห็นจำเลยกำลังโอบกอดโจทก์ร่วมทางด้านหลังที่ระเบียงบ้านของโจทก์ร่วมสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อนำมารับฟังประกอบกับพฤติกรรมอันไม่สมควรของจำเลยที่กระทำต่อโจทก์ร่วมหลายครั้ง ทั้งพาโจทก์ร่วมเข้าโรงแรม รวมถึงลวนลามโจทก์ร่วมต่อหน้าบิดาและมารดาโจทก์ร่วม จนทำให้ภริยาจำเลยสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมจนถึงขั้นมีปากเสียงลงไม้ลงมือกัน ซึ่งนางเบญจวรรณ ภริยาจำเลยเบิกความรับว่า พยานทราบเรื่องที่จำเลยกับโจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนที่บิดาจะเสียชีวิต เจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับโจทก์ร่วมมาก่อน เชื่อว่าจำเลยคงอาศัยเหตุที่ตนเคยกระทำในทางไม่สมควรและโจทก์ร่วมไม่เอาเรื่องมาก่อเหตุในคดีนี้ แม้ว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อในวันเกิดเหตุจำเลยเข้ามาโอบกอดโจทก์ร่วมถูกหน้าอก ท้อง และแขนของโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมมิได้ยินยอมและดิ้นรนขัดขืน ทั้งยังกระทำต่อหน้าบุคคลอื่นเช่นนี้ ย่อมเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลอันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว หาใช่กรณีมิได้มีเจตนากระทำอนาจารโจทก์ร่วมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมไม่ฎีกาเท่ากับโจทก์ร่วมพอใจในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีส่วนแพ่งแล้ว คดีส่วนแพ่งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่อาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งได้

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278 ม. 281
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
โจทก์ร่วม — นางฉันทิศา หลอดทอง
จำเลย — นายธีรนันท์หรือวินัย มงคลชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายวุฒินันท์ จันทร์นิเวศน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9405/2555
#532956
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยมีสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องคือ จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยฐานมีเช็คชนิดสั่งจ่ายเงินให้ผู้ถือไว้ในครอบครอง ทั้งคำฟ้องมีคำขอบังคับไว้แล้ว นับว่าโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จำเลยจะเข้าใจคำฟ้องได้แล้วว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 904 ฟ้องจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คให้รับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 914 ประกอบมาตรา 989 และรับผิดค่าดอกเบี้ยตามมาตรา 224 คำฟ้องของโจทก์จึงครบถ้วนสมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว แม้โจทก์จะมิได้บรรยายในคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาด้วยมูลหนี้ใดและรับจากผู้ใดตามข้ออ้างของจำเลยก็ไม่เป็นเหตุให้คำฟ้องของโจทก์ที่ชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยแล้วกลับกลายเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมไปได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างนั้น มิใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่โจทก์จำเป็นจะต้องแสดงไว้ในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 107,458.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 107,458.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" หมายความว่า คำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องแสดงสภาพแห่งข้อหา อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัด กับต้องมีคำขอบังคับไว้ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงข้ออ้างแห่งข้อหาไว้ว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สำนักงานใหญ่สีลม เลขที่ 4835912 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2548 จำนวน 100,000 บาท เป็นเช็คเงินสดจ่ายให้แก่ผู้ถือ โจทก์รับเช็คดังกล่าวมาโดยเป็นการชำระหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยื่นเช็คเพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คท้ายฟ้อง จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ กับมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ เช่นนี้ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องก็คือ จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยฐานมีเช็คชนิดสั่งจ่ายเงินให้ผู้ถือไว้ในครอบครอง ทั้งคำฟ้องมีคำขอบังคับไว้แล้ว นับว่าโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จำเลยจะเข้าใจคำฟ้องได้แล้วว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ฟ้องจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คให้รับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914 ประกอบมาตรา 989 และรับผิดค่าดอกเบี้ยตามมาตรา 224 คำฟ้องของโจทก์จึงครบถ้วนสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายในคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาด้วยมูลหนี้ใดและรับจากผู้ใดตามข้ออ้างของจำเลยก็ไม่เป็นเหตุให้คำฟ้องของโจทก์ที่ชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยแล้วกลับกลายเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมไปได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างนั้น มิใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่โจทก์จำเป็นจะต้องแสดงไว้ในคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 904 ม. 914 ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิลวรรณ ชัฎอนันต์
จำเลย — นายสมพงษ์ พงศ์เกรียงไกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายอรรถวัฒน์ หวังดำรงวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9396/2555
#540900
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากรถกระบะของโจทก์ที่ 1 เฉี่ยวชนกับรถกระบะของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างยอมรับว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของทั้งสองฝ่าย และต่างไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน ตามบันทึกการตกลงค่าเสียหายทางแพ่ง ในวันเดียวกันโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงขึ้นอีก 1 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญว่า ฝ่ายจำเลยรับว่าจะซื้อรถยนต์คันใหม่ให้แก่ฝ่ายโจทก์แล้วให้ฝ่ายโจทก์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 1146 อุดรธานี (ป้ายแดง) ให้แก่ฝ่ายจำเลย ตามบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง ซึ่งทำขึ้นก่อนบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างยอมรับว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของทั้งสองฝ่าย และต่างไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดอันใดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองอันสืบเนื่องมาจากเหตุรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันอีก เมื่อตัวแทนของบริษัทผู้รับประกันภัยมาร้องขอให้ทำบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือโจทก์ทั้งสอง บันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง คู่สัญญามีเจตนาลวงเพื่อนำไปเป็นหลักฐานให้บริษัทประกันภัยซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์ที่ 1 บันทึกการตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องรับผิดตามบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินค่าเสียหายรวม 968,087.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 619,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 31,200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ แทนจำเลยทั้งสองกับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า บันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง มีผลผูกพันให้จำเลยทั้งสองที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการตกลงค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งทำขึ้นก่อนบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างยอมรับว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของทั้งสองฝ่าย และต่างไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความรับผิดอันใดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองอันสืบเนื่องมาจากเหตุรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันอีก จึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะต้องซื้อรถยนต์คันใหม่ให้แก่โจทก์ทั้งสองดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองขาดเหตุผลอันควรรับฟัง แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการกระทำผิด แต่โจทก์ที่ 1 ก็มีส่วนร่วมในการกระทำผิดเช่นเดียวกัน ทั้งต่างก็ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก การที่จำเลยทั้งสองยอมทำบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง จำเลยทั้งสองอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือโจทก์ให้บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซ่อมรถยนต์ให้โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามคำแนะนำของนายประมวล ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทประกันภัย เห็นว่า บันทึกฉบับหลังทำหลังจากบันทึกฉบับแรก ประมาณ 5 ถึง 10 นาทีเท่านั้น แม้ทั้งจำเลยที่ 1 จะรับราชการเป็นครู มีวุฒิภาวะและความรู้ความสามารถ ตลอดจนรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ประกันภัยประเภทชั้นหนึ่ง ซึ่งบริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดชอบทุกกรณี ไม่ว่าผู้เอาประกันภัยจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ก็ตาม แต่ในสภาวะที่จำเลยที่ 1 ขับรถเกิดอุบัติเหตุและมีการตกลงในเรื่องค่าเสียหายว่า ต่างไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของคู่กรณีแล้วเมื่อตัวแทนของบริษัทผู้รับประกันภัยมาร้องขอให้ทำบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือโจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยที่ 1 เห็นว่ามีการทำบันทึกไม่เรียกร้องค่าเสียหายกันไว้แล้ว จึงยอมช่วยเหลือ โจทก์ทั้งสองตามคำร้องขอ ด้วยการทำบันทึกฉบับที่ 2 ซึ่งขณะนั้นจำเลยทั้งสองคงไม่ทราบว่า โจทก์ทั้งสองประกันภัยรถยนต์ประเภทใดไว้ ทั้งจำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสอง จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า บันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง คู่สัญญามีเจตนาลวงเพื่อนำไปเป็นหลักฐานให้บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์ที่ 1 บันทึกการตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องรับผิด ตามบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา ในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าเช่ารถยนต์จำนวน 31,200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าว โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญา ตามบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพราะเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยแล้วว่า สัญญาตามบันทึกข้อตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง ตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องรับผิดตามสัญญาซึ่งย่อมรวมถึง ความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาด้วย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มี คู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทนงศักดิ์ โตวัน กับพวก
จำเลย — นายสุคิด พรฆัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายศิริวัฒน์ นาคเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา