คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8896/2555
#525506
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 2 ปี (มิใช่ 1 ปี) นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน แต่เมื่อตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ถือได้ว่าจำเลยได้ยกอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้แล้ว ประกอบกับศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีย่อมมีประเด็นอายุความเรื่องละเมิด ศาลก็ต้องยกอายุความเรื่องละเมิดขึ้นปรับแก่คดี เพราะการจะปรับบทมาตราใดเป็นหน้าที่ของศาลจะยกขึ้นปรับแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 84,037.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาประเด็นข้อพิพาทที่เหลืออีกสองข้อตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนด 2 ปี และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แล้วว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนด 1 ปี แล้วพิพากษายกฟ้องจึงเป็นการชอบแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 สิทธิของโจทก์จึงต้องถูกจำกัดไม่เกินสิทธิทั้งหลายที่ผู้เอาประกันภัยมีอยู่ โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 2 ปี มิใช่ 1 ปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน แต่เมื่อตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ถือได้ว่าจำเลยได้ยกอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้แล้ว ประกอบกับศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีย่อมมีประเด็นอายุความเรื่องละเมิด ศาลก็ต้องยกอายุความเรื่องละเมิดขึ้นปรับแก่คดี เพราะการจะปรับบทมาตราใดเป็นหน้าที่ของศาลจะยกขึ้นปรับแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นอายุความเรื่องละเมิด แต่เป็นกรณีที่จำเลยยกอายุความเรื่องประกันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 ซึ่งเป็นอายุความเรียกให้ผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนในกำหนด 2 ปี ขึ้นต่อสู้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหานี้ไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า จำเลยรับราชการเป็นเกษตรอำเภอที่สำนักงานเกษตรอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร เหตุรถชนกันเกิดที่อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร หลังเกิดเหตุพนักงานของโจทก์ได้มาตรวจสถานที่เกิดเหตุ พันตำรวจตรีจำลอง พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรไทรงาม เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า หลังเกิดเหตุไม่เกิน 1 เดือน คู่กรณีมาพบภริยาจำเลยตกลงกันว่าฝ่ายจำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้ นายสัมพันธ์ พนักงานของโจทก์ ตำแหน่งหัวหน้าสินไหมรถยนต์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ทราบว่าพนักงานสอบสวนนัดคู่กรณีที่เกี่ยวข้องมาเจรจาตกลงกันครั้งหนึ่ง และนายเสนีย์ พนักงานฝ่ายกฎหมายของโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า โจทก์รู้มาตั้งแต่ต้นว่าจำเลยรับราชการเป็นเกษตรอำเภอลานกระบือ แต่ไม่รู้ชื่อที่ถูกต้องที่แท้จริง ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวรับฟังได้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ ๆ แล้ว เมื่อเกิดเหตุทำละเมิดวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 นับถึงวันฟ้องคดีนี้คือวันที่ 17 มิถุนายน 2545 จึงพ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 882
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประยงค์ แว่นทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายพิษณุ สอนง่าย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8766/2555
#523970
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แสดงความประสงค์ไว้ล่วงหน้าให้นายจ้างโจทก์จ่ายเงินค่าจ้างในปีภาษี 2549 ให้แก่ เด็กชาย จ. บุตรของโจทก์โดยตรง ก็ต้องถือว่าโจทก์มีเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) เพราะโจทก์ย่อมต้องได้รับเงินค่าจ้างดังกล่าวมาก่อนแล้วจึงนำมาโอนให้แก่บุตรของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าตอบแทนจากการทำงานดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงิน 11,804.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ขอคืนภาษี (วันที่ 19 มีนาคม 2550) จนกว่าจะชำระครบถ้วนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนด ค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2549 (ภ.ง.ด. 91)แสดงเงินได้เท่ากับ 0 และแสดงความประสงค์จะขอคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายเป็นเงิน 11,804.61 บาท โดยได้แนบหนังสือชี้แจงว่า ตามที่ในปีภาษี 2549 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในฐานะนายจ้าง ได้จ่ายค่าจ้างสำหรับการทำงานของโจทก์ในฐานะลูกจ้างเป็นเงิน 679,420 บาท โดยได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เป็นเงิน 11,804.61 บาท นั้น โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างค่าตอบแทนทั้งปวงซึ่งได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปให้แก่เด็กชายจิตรภณ บุตรของโจทก์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้จ่ายเงินให้แก่เด็กชายจิตรภณ บุตรของโจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่ม 38,608.15 บาท และเงินเพิ่ม 1,737.36 บาท รวม 40,345 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในปีภาษี 2549 โจทก์มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างค่าตอบแทนทั้งปวงซึ่งจะได้รับหลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปให้แก่เด็กชายจิตรภณบุตรโจทก์ไปโดยสมบูรณ์แล้ว โจทก์ไม่เคยได้รับเงินจากนายจ้างย่อมไม่อยู่ในฐานะผู้มีเงินได้จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์และให้จำเลยคืนเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โจทก์ย่อมได้รับสินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นนายจ้างและโจทก์เองก็มีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้าง การที่โจทก์ได้รับค่าจ้างค่าตอบแทนทั้งปวงและนำมาโอนให้แก่เด็กชายจิตรภณ บุตรโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่านั้น ก็เนื่องมาจากโจทก์ได้ทำงานตอบแทนให้แก่นายจ้าง การโอนดังกล่าวก็เป็นเพียงการโอนเงินที่โจทก์ได้รับเป็นค่าจ้างทั้งปวง แต่ในส่วนของหน้าที่ของลูกจ้างโจทก์ ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้างอยู่ เด็กชายจิตรภณ บุตรโจทก์ไม่ได้มีหน้าที่ดังกล่าวและหากโจทก์ไม่ทำงานให้แก่นายจ้างโจทก์ย่อมไม่ได้รับเงินค่าจ้างและไม่มีเงินค่าตอบแทนใด ๆ ที่จะนำไปโอนให้แก่เด็กชายจิตรภณ บุตรโจทก์ได้ โจทก์จึงต้องได้รับเงินดังกล่าวมาก่อน แล้วจึงนำมาโอนให้แก่บุตรโจทก์ได้ ในกรณีนี้จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างทั้งปวงมาจากนายจ้าง แล้วนำไปมอบให้แก่บุตรโจทก์อีกทอดหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์ได้ค่าจ้างค่าตอบแทนดังกล่าวมาในปี 2549 เป็นเงิน 679,420 บาท เนื่องจากการที่โจทก์เป็นลูกจ้างตอบแทนด้วยการทำงานให้แก่นายจ้างนั้น ไม่ว่านายจ้างจะจ่ายเงินให้แก่โจทก์หรือจะจ่ายเงินให้แก่เด็กชายจิตรภณบุตรโจทก์หรือไม่ ต้องถือว่าโจทก์มีเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าตอบแทนจากการทำงานไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและไม่มีสิทธิขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2549 (ภ.ง.ด. 91) แสดงเงินได้เท่ากับ 0 และแสดงความประสงค์จะขอคืนเงินภาษีเป็นเงิน 11,804.61 บาท จึงเป็นการไม่ถูกต้อง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้นำเงินค่าจ้างค่าตอบแทน มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2549 และให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสกล นิศารัตน์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8764/2555
#532970
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 16 แห่ง ป. รัษฎากร บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานประเมินหมายความว่าบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง" ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 35) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร ข้อ 1 กำหนดว่า "ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีรับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ และแบบแสดงรายการภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร" ดังนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มีอำนาจประเมินรายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 18 แห่ง ป.รัษฎากร เท่านั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน หรือประเมินภาษีโดยใช้บทบัญญัติมาตราอื่น ๆ และตามคำฟ้องที่โจทก์อ้างว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่น จึงขอให้เพิกถอนการเรียกเก็บค่าภาษีดังกล่าวซึ่งลงชื่อโดยเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของสำนักงานที่ดินจังหวัด มิใช่กรณีฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่ต้องอุทธรณ์การประเมิน โจทก์มีอำนาจฟ้อง

ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ธนาคารตกลงรับโอนหลักทรัพย์โฉนดที่ดินเลขที่ 7670, 7671, 7672 และ 7673 ตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ของโจทก์ และให้สิทธิโจทก์ซื้อกลับคืนจากธนาคารภายใน 4 ปี นับแต่วันโอนชำระหนี้ เข้าลักษณะเป็นกรณีธนาคารให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะขายที่ดินนั้นคืนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 ทั้งรูปแบบนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสี่โฉนดจากธนาคาร ก. แก่โจทก์ ได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายที่ดิน หาใช่เป็นการไถ่ทรัพย์ขายฝากคืนแต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิขอซื้อที่ดินคืนจากธนาคารตามข้อตกลงในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นจำนวนปีที่โจทก์ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลง นับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้คือวันที่ 31 ตุลาคม 2548 และในวันเดียวกันนั้น โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7671, 7672 และ 7673 ให้แก่บริษัท ล. จำนวนปีที่โจทก์ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดทั้งสามแปลงนับได้เพียง 1 ปี จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม มาตรา 91/2 แห่ง ประมวลรัษฎากร ประกอบมาตรา 4 (6) แห่ง พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการเรียกเก็บเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 48-040172 เลขที่ 3/1148-50/49 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสารภี ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 600,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 27,776 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 660,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานประเมินหมายความว่าบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง" ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 35) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร ข้อ 1 กำหนดว่า "ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีรับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ และแบบแสดงรายการภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร" ตามคำสั่งดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้อำนาจตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากรแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินให้มีอำนาจในการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกรณีการรับแบบภาษีธุรกิจเฉพาะและการแสดงรายการภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น ดังนี้เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มีอำนาจประเมินรายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากรเท่านั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน หรือประเมินภาษีโดยใช้บทบัญญัติมาตราอื่น ๆ และตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติว่า "เมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้" แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มิได้ประเมินภาษีตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังโจทก์ และตามคำฟ้องที่โจทก์อ้างว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่น จึงขอให้เพิกถอนการเรียกเก็บค่าภาษีดังกล่าว ซึ่งลงชื่อโดยเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 48 - 104172 เลขที่ 3/1148 -50/48 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสารภี ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 600,000 บาท และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น มิใช่กรณีฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่ต้องอุทธรณ์การประเมิน โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

การที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของโจทก์เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2544 เนื่องจากโจทก์ประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่ธนาคารตามจำนวนเงินและภายในระยะเวลาที่ตกลงไว้กับธนาคาร โจทก์ขอให้ธนาคารผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ซึ่งธนาคารพิจารณาแล้วเห็นควรผ่อนปรนด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จึงได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ขึ้น โดยเอกสารแนบท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ธนาคารตกลงรับโอนหลักทรัพย์โฉนดที่ดินเลขที่ 7670, 7671, 7672 และ 7673 ตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ของโจทก์ และให้สิทธิโจทก์ซื้อกลับคืนจากธนาคารภายใน 4 ปี นับแต่วันโอนชำระหนี้ เข้าลักษณะเป็นกรณีธนาคารให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะขายที่ดินนั้นคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 ทั้งรูปแบบนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสี่โฉนดจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แก่โจทก์ ได้ทำเป็นสัญญาซื้อขายที่ดิน หาใช่เป็นการไถ่ทรัพย์ขายฝากคืนแต่อย่างใดไม่ คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ใช้สิทธิขอซื้อที่ดินคืนจากธนาคารตามข้อตกลงในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นจำนวนปีที่โจทก์ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงที่ขายให้แก่บริษัทลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด นับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้คือวันที่ 31 ตุลาคม 2548 และในวันเดียวกันนั้น โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7671, 7672 และ 7673 ให้แก่บริษัทลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด จำนวนปีที่โจทก์ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดทั้งสามแปลงนับได้เพียง 1 ปี จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 16 ม. 18 ม. 91/2
ป.พ.พ. ม. 454
พ.ร.ฎ.ออกตามความในป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ม. 3 (15) (ข) ม. 4 (6)
ประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 35) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา อุดมผล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8763/2555
#528508
เปิดฉบับเต็ม

กรณีคำสั่งทางปกครองที่เข้าข้อยกเว้นว่าเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เจ้าพนักงานออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนให้โจทก์นำหลักฐานมาแสดง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปพบเจ้าพนักงานหลายครั้ง เจ้าพนักงานแจ้งผลการตรวจสอบให้โจทก์ทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินตามผลการตรวจสอบนั้น และโจทก์อุทธรณ์การประเมินได้ตรงตามการประเมิน จึงเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลอีก

การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เป็นกรณีบังคับผู้จ่ายเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดๆ หักภาษีก่อนจ่ายหรือทันทีที่จ่ายเมื่อนำส่งแก่ผู้รับเงินได้พึงประเมิน โจทก์ล้างบัญชีเพราะบริษัท ซ. เจ้าหนี้เลิกกิจการและชำระบัญชีโดยไม่ทวงถามต้นเงินและดอกเบี้ยจากโจทก์ ฟังได้ว่าโจทก์มิได้จ่ายเงินดอกเบี้ยให้แก่บริษัท ซ. ตามการประเมิน และกรณีมิใช่โจทก์และบริษัท ซ. หักกลบลบหนี้กัน เพราะโจทก์ลงทุนถือหุ้นมิได้เป็นเจ้าหนี้บริษัท ซ. จึงไม่มีหนี้ที่จะหักกลบลบกันได้ระหว่างเงินที่โจทก์กู้ยืมกับเงินลงทุนซึ่งบริษัท ซ. ชำระบัญชีไปแล้ว

โจทก์ปลดหนี้ให้แก่บริษัท ท. และนำจำนวนเงินดังกล่าวไปบวกกลับเป็นรายได้เพื่อคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในการเสียภาษีแล้ว แสดงว่าไม่ใช่กรณีโจทก์จำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้โดยฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2543)

โจทก์ขายหุ้นบริษัท อ. ให้แก่บริษัทในเครือ หุ้นของบริษัท อ. ที่โจทก์ขายยังอยู่ในกลุ่มบริษัทของโจทก์ตามเดิม มิใช่เป็นการขายให้แก่คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน เมื่อข้อมูลและวิธีการหามูลค่าที่แท้จริงของราคาหุ้นไม่น่าเชื่อถือ การขายหุ้นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นที่ดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จินให้แก่บริษัทในเครือในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐ จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ราคาตามมูลค่าทางบัญชีประเมินภาษีแก่โจทก์จึงมีเหตุผลอันสมควร

การปลดหนี้เป็นผลให้หนี้เงินกู้ระงับไปแล้ว โจทก์ไม่มีรายรับดอกเบี้ยจากเงินกู้ตามการประเมิน จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิมีข้อความระบุรายการที่ประเมิน เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินรายการดังกล่าวจึงเป็นอันยุติตามการประเมิน

หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแต่ละเดือนภาษี มีสภาพเป็นคำฟ้องแต่ละข้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องจึงมีหลายข้อหา การที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายการตามข้อหาจึงชอบแล้ว

การที่เจ้าพนักงานเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิขึ้นใหม่ทำให้ผลขาดทุนสุทธิน้อยลงไป หากศาลวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์ในส่วนภาษีนิติบุคคลที่เปลี่ยนแปลงตามรายการนั้นด้วย ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์

การออกหุ้นกู้ของโจทก์เป็นกรณีโจทก์กู้เงินจากผู้ถือตราสารหุ้นกู้และต้องคืนโดยการไถ่ถอนหุ้นกู้ การที่โจทก์ไถ่ถอนหุ้นกู้โดยเจ้าหนี้ยอมรับชำระไม่เต็มจำนวนที่ตราไว้ในตราสารแสดงสิทธิในหุ้นกู้ตามการประเมิน มิใช่เป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ ภญ.(อธ.2)/15/2547, ภญ.(อธ.2)/16/2547, ภญ.(อธ.2)/17/2547,ภญ.(อธ.2)/18/2547, ภญ.(อธ.2)/20/2547, ภญ.(อธ.2)/21/2547, ภญ.(อธ.2)/22/2547 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 และหนังสือแจ้งประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเลขที่ ต.ส. 2/02009470/02/000008, กค 0809/(ตส2)/016426,กค 0809/(ตส2)/016425, ต.ส. 2/02009470/02/000009, ต.ส. 2/02009470/06/000002, ต.ส. 2/02009470/06/000003, และ ต.ส. 2/02009470/06/000004 ลงวันที่ 18 กันยายน 2545 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนของกำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ต.ส. 2/0200947/0/06/000002 และ ต.ส. 2/0200947/0/06/000003 (ที่ถูก ต.ส. 2/02009470/06/000002 และ ต.ส. 2/02009470/06/000009) ลงวันที่ 18 กันยายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/20/2547 และเลขที่ ภญ.(อธ.)/21/2547 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียทั้งสิ้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ โดยตั้งบริษัทซี เอ็น แอดไวซอรี่ จำกัด เป็นผู้ทำแผนและบริหารแผน ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำอุทธรณ์ และต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินแก่โจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า หนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวข้างต้นเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร สั่งให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษี เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งมีผลอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นคำสั่งทางปกครองสำหรับหลักเกณฑ์ของคำสั่งทางปกครองนั้น มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" และวรรคสามบัญญัติว่า "บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้ฯ (2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก" ดังนั้น กรณีคำสั่งทางปกครองที่เข้าข้อยกเว้นว่าเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว ก็ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ข้อเท็จจริงตามสำนวนการตรวจสอบภาษีคดีนี้ฟังได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวน ให้โจทก์นำบัญชี เอกสาร และหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินหลายครั้ง โดยได้ให้การต่อเจ้าพนักงานประเมินและบันทึกคำให้การในสำนวนตรวจสอบภาษีด้วย มีการส่งมอบบัญชี เอกสาร และหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องตามที่เจ้าพนักงานประเมินต้องการ เมื่อการตรวจสอบไต่สวนแล้วเสร็จ เจ้าพนักงานประเมินพบประเด็นความผิดต่างๆ ก็ได้แจ้งผลการตรวจสอบให้โจทก์ทราบโดยบันทึกคำให้การไว้ด้วย ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และหนังสือแจ้งภาษีธุรกิจเฉพาะฉบับพิพาทตามผลการตรวจสอบที่ให้โจทก์ทราบนั้น และโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวได้ตรงตามการประเมิน จึงเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลอีก ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ขัดต่อมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าการขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินซึ่งจำเลยแจ้งโจทก์ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ชอบด้วยมาตรา 41 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เพราะคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายความข้อนี้และไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์จ่ายเงินดอกเบี้ยจำนวน 51,038,859.75 บาท ให้แก่บริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ถือหุ้นในบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด เป็นเงิน 106,582,768.75 บาท และได้ชำระเงินค่าหุ้นเต็มจำนวนแล้ว ในปี 2538 บริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด ให้โจทก์กู้ยืมเงิน 245,941,388.72 บาท ซึ่ง ณ วันที่ 11 มกราคม 2543 โจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวและดอกเบี้ยจำนวน 51,038,859.75 บาท อันเป็นดอกเบี้ยที่พิพาทกันทางภาษีในประเด็นนี้ ปรากฏว่าการดำเนินงานของบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด ประสบภาวะขาดทุนมากจนต้องปิดกิจการและชำระบัญชี โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวต้องเสียหายจากเงินลงทุนถือหุ้นดังกล่าว ขณะเดียวกันกิจการของโจทก์เองก็ประสบภาวะขาดทุนมากเช่นกัน โดยขาดทุนประมาณ 863,000,000 บาท บริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด เจ้าหนี้โจทก์ได้ชำระบัญชีโดยไม่เรียกเงินกู้และดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ลงบัญชีบันทึกรายการปรับปรุงแสดงรายการในงบการเงินของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโดยการล้างบัญชีเงินลงทุนดังกล่าว และบัญชีเจ้าหนี้บริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด รวมต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าว นั้น เป็นกรณีโจทก์จัดทำบัญชีให้เข้าใจความหมายของข้อมูลต่างๆ ที่แสดงในงบการเงินเท่านั้น ในข้อนี้นายศิริวงศ์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6ว ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบภาษีเบิกความว่า เหตุที่ประเมินภาษีเพราะการลงบัญชีดังกล่าวถือว่าโจทก์และบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด หักกลบลบหนี้กันมีผลเท่ากับโจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยจำนวน 51,038,859.75 บาท จากโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเป็นกรณีบังคับผู้จ่ายเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดๆ หักภาษีก่อนจ่ายหรือทันทีที่จ่ายเมื่อนำส่งแก่ผู้รับเงินได้พึงประเมิน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ล้างบัญชีเพราะบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด เลิกกิจการและชำระบัญชีโดยไม่ทวงถามจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยจากโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินจากการอ่านข้อมูลทางบัญชีของโจทก์และประเมินภาษีโดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มิได้จ่ายดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด ตามการประเมินนั้น กรณีมิใช่โจทก์และบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด หักกลบลบหนี้กัน เพราะโจทก์ลงทุนถือหุ้นบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด โดยมีผลตอบแทนเป็นเงินปันผลจากการลงทุน โจทก์มิได้เป็นเจ้าหนี้บริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด จึงไม่มีหนี้จะหักกลบลบกันได้ระหว่างเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยกับเงินลงทุนซึ่งบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด ชำระบัญชีไปแล้วนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กรณีแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยรับจากการที่โจทก์ให้บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ถือหุ้นบริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร้อยละ 99.99 บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นหนี้โจทก์ โดยเป็นหนี้ค่าบริการจำนวน 222,251,629.84 บาท และเป็นหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงิน และข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญากู้ยืมเงิน จำนวน 239,792,990.30 บาท บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประสบภาวะขาดทุนมาก ไม่สามารถชำระหนี้คืนแก่โจทก์ โดยปรากฏตามงบกำไรขาดทุนว่า มียอดรายได้เพียง 12,484,336.26 บาท แต่มีหนี้สินมากถึง 565,000,000 บาทเศษ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทคาร์นารี่ดิวิชั่น จำกัด และถูกศาลสั่งให้ล้มละลาย โจทก์ได้ปลดหนี้ให้บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในข้อนี้เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าการที่โจทก์ปลดหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด นั้น เป็นการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ซึ่งโจทก์จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์คงเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ตามสัญญาดังกล่าวอยู่ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีแก่โจทก์ ข้อนี้โจทก์มีนางเปรมรัตน์ เจ้าหน้าที่บัญชีอาวุโสบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ได้นำจำนวนเงินที่ปลดหนี้ให้แก่บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และตัดออกจากบัญชีไปบวกกลับรายได้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีที่เกี่ยวข้องแล้ว ดังปรากฏตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) และมีรายละเอียดกระทบยอดของตัวเลข ซึ่งตัวเลขที่โจทก์นำไปบวกกลับเป็นรายได้นั้นมียอดเงินจำนวน 222,251,629.84 บาท และ 239,792,990.30 บาท นายศิริวงศ์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลย และนายสมัย นักวิชาการสรรพากร 8 ว. เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นพยานจำเลยก็ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับรองว่าถูกต้อง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติได้ว่า เมื่อโจทก์ปลดหนี้ให้แก่บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และโจทก์ได้นำจำนวนเงินดังกล่าวไปบวกกลับเป็นรายได้เพื่อคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในการเสียภาษีแล้ว แสดงว่าไม่ใช่กรณีโจทก์คำนวณกำไรขาดทุนสุทธิโดยการจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) โดยโจทก์มิได้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าเป็นกรณีจำหน่ายหนี้สูญที่ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงดังกล่าว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง กรณีไม่ต้องวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเป็นดอกเบี้ยราคาตลาดหรือไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนกรณีเจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ขายหุ้นบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด ต่ำกว่าราคาตลาดสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 นั้น เห็นว่า ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าข้อมูลที่บริษัทเอิร์นแอนด์ยัง จำกัด ใช้เป็นฐานในการคิดราคามูลค่าแท้จริงของหุ้นนั้นเป็นข้อมูลที่แสดงเหตุการณ์ทางบัญชีที่เกิดขึ้นตามปกติหรือเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเพียงใด เนื่องจากบริษัทเอิร์นแอนด์ยัง จำกัด ระบุว่า การประเมินมูลค่าหุ้นนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางการเงิน (เอกสารงบดุลและกำไรขาดทุน) ที่ได้ส่งมาโดยมีข้อจำกัดหลายประการ ซึ่งรวมถึงความไม่มีอิสระในการสำรวจข้อมูลที่ได้รับและไม่ได้ให้บุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญช่วยประเมินมูลค่า ที่โจทก์อ้างว่าบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด ขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้เช่นเดียวกับบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยรายหนึ่งของโจทก์เช่นกันนั้น ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด จึงยังมิได้ปิดกิจการและชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีที่มีความน่าเชื่อถือเหมือนบริษัทซีเอ็นไอ เอ/เอส เดนมาร์ก จำกัด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักในการรับฟังน้อย อีกทั้งเป็นการที่โจทก์ขายให้แก่บริษัทอินโดไชน่าอินเวสเม้นทส์ จำกัด อันเป็นบริษัทในเครือ หุ้นของบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด ที่โจทก์ขายก็ยังอยู่ในกลุ่มบริษัทของโจทก์ตามเดิม มิใช่เป็นการขายให้แก่คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกัน จึงไม่น่าเชื่อถือว่าเป็นราคาตลาด เมื่อข้อมูลและวิธีการหามูลค่าแท้จริงของราคาหุ้นไม่น่าเชื่อถือแล้ว การขายหุ้นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นที่ดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จินให้แก่บริษัทในเครือดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นราคาที่เหมาะสม ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการขายหุ้นทั้งหมดภายในเวลา 5 ปี ในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการกำหนดราคาขายล่วงหน้า จึงมิใช่ราคาตลาดนั้น ข้อนี้นายสมัยพยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์เบิกความรับว่า เมื่อพิจารณาจากงบการเงินของบริษัทโจทก์แล้วระบุความเห็นของผู้สอบบัญชีว่าบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด ตกลงจะขายหุ้นบริษัทอินเตอร์คอนแทรกติ้ง จำกัด มิใช่กรณีโจทก์ตกลงจะขายหุ้นบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด ให้บริษัทอินโดไชน่าอินเวสเม้นทส์ จำกัด ตามการประเมินนี้ และนางสาวดวงจันทร์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ผู้ทำหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านสอดคล้องต้องกันว่า พยานมิได้ตรวจรายงานของผู้สอบบัญชีว่าตรงตามเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 77 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ข้อผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยสับสนเกี่ยวกับชื่อของบริษัทต่างๆ จนนำมาปนเปกัน คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า การขายหุ้นบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด ในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐ ให้บริษัทอินโดไชน่าอินเวสเม้นทส์ จำกัด เป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ใช้ราคาตามมูลค่าทางบัญชี (Book Value) ประเมินภาษีแก่โจทก์ จึงมีเหตุผลอันสมควรเนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานอื่นได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีให้บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงิน 239,392,990.30 บาท และการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง จึงถือว่าโจทก์ยังคงมีดอกเบี้ยรับและต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะถูกต้องหรือไม่ ข้อนี้ได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ปลดหนี้ให้แก่บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยนำรายการที่ปลดหนี้ให้นั้นคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ แล้ว มิใช่เป็นกรณีโจทก์จำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงและต้องห้ามถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล การปลดหนี้ดังกล่าวเป็นผลให้หนี้เงินกู้ระงับไปแล้ว โจทก์ไม่มีรายรับดอกเบี้ยจากเงินกู้ตามการประเมินจึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์รับรู้รายรับดอกเบี้ยในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะเกณฑ์เงินสดเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยค้างรับโดยที่โจทก์ไม่ได้รับจริงได้หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับกรณีเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค. 0809(ตส.2)/016426 ลงวันที่ 18 กันยายน 2545 มีข้อความว่าโจทก์บันทึกรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างต่ำไป และโจทก์ปรับปรุงค่าใช้จ่ายในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล(ภ.ง.ด. 50) สูงไป ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือที่ กค. 0724/ก.02/021936 ลงวันที่ 30 กันยายน 2547 และใบแนบหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีโดยมีความชัดเจนว่าโจทก์บันทึกดอกเบี้ยจ่ายที่เป็นรายจ่ายปีก่อน 1,255,794,72 บาท ตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร บันทึกรายการปรับปรุงค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไป 230,828.34 บาท ตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะ เวลาบัญชีเป็นรายจ่ายสูงไป 338,061,43 บาท เมื่อคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิใหม่แล้ว จึงมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวแก่โจทก์ ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่ารายการดังกล่าวข้างต้นไม่มีในชั้นการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน แต่เพิ่งปรากฏในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น จึงฟังไม่ขึ้น และเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินรายการดังกล่าวข้างต้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ รายการดังกล่าวจึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว และข้อยุติตามการประเมินดังกล่าวไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม จึงไม่ต้องพิจารณากรณีโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาขอลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การคำนวณค่าขึ้นศาลในคดีนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแต่ละเดือนภาษีนั้นมีสภาพเป็นคำฟ้องแต่ละข้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงมีหลายข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับ การที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายการตามข้อหาจึงชอบแล้ว มิใช่กรณีโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอัตราสูงสุดเพียง 200,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โจทก์ยังคงขาดทุนสุทธิอยู่ ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชำระตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์สามารถนำผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปี ก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิได้ และจะทำให้ผลการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิลดลงเป็นผลให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงตามอัตราร้อยละ 30 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับประโยชน์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิขึ้นใหม่ ทำให้ผลขาดทุนสุทธิของโจทก์น้อยลงไป ซึ่งหากศาลวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์ในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เปลี่ยนแปลงตามรายการนั้นด้วย ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันดังกล่าวถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีการไถ่ถอนหุ้นกู้ของโจทก์เป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจหลักเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างทุกชนิด การออกหุ้นกู้ของโจทก์เป็นการระดมทุนอย่างหนึ่งโดยโจทก์ออกตราสารแห่งหนี้ให้แก่ผู้ซื้อหุ้นกู้เพื่อแสดงสิทธิที่จะได้รับเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นของผู้ถือตราสารดังกล่าว เป็นกรณีโจทก์กู้เงินมาจากผู้ถือตราสารหุ้นกู้ของโจทก์และต้องคืนโดยการไถ่ถอนหุ้นกู้ และโจทก์มีนายประสงค์ อดีตผู้จัดการฝ่ายวาณิชธนกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด เบิกความว่า บริษัทมหาชนสามารถออกหุ้นกู้ได้ ไม่ใช่ธุรกิจปกติของธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารพาณิชย์ไม่นิยมออกหุ้นกู้ขายแก่ประชาชนทั่วไป แต่จะออกหุ้นกู้เมื่อมีวิกฤติทางการเงิน และมีนางสาวนาลิน พนักงานวิเคราะห์การลงทุนของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เบิกความสนับสนุนความดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์ยังมีรองศาสตราจารย์พิชัยศักดิ์ อาจารย์พิเศษของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันอื่นๆ ซึ่งเคยรับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อนเกษียณอายุราชการเป็นพยานเบิกความว่า ตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ไม่ได้กำหนดให้ธนาคารออกหุ้นกู้ได้ ตามปกติแล้วธนาคารไม่มีความจำเป็นต้องไปกู้เงินจากประชาชน ธนาคารสามารถระดมเงินฝากโดยการให้ดอกเบี้ยแก่ประชาชน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นฟังได้ว่า การไถ่ถอนหุ้นกู้ของโจทก์โดยเจ้าหนี้ยอมรับชำระไม่เต็มตามจำนวนที่ตราไว้ในตราสารแสดงสิทธิในหุ้นกู้ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มิใช่เป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่างๆ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ตส.2/02009470/02/000008 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค. 0809(ตส.2)/016425 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ตส.2/02009470/02/000009 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ ตส.2/02009470/06/000002 ถึง 000004 ลงวันที่ 18 กันยายน 545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/15/2547 เลขที่ ภญ.(อธ.2)/17/2547 เว้นแต่การประเมินและคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับกรณีการขายหุ้นในบริษัทอินเตอร์เทคโฮลดิ้ง จำกัด เลขที่ ภญ.(อธ.2)/18/2547 เลขที่ ภญ. (อธ.2)/20/2547 เลขที่ ภญ.(อธ.2)/21/2547 และเลขที่ ภญ.(อธ.2)/22/2547 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809(ตส.2)/016426 ลงวันที่ 18 กันยายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.2)/16/2547 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 โดยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับกรณีดอกเบี้ยรับที่โจทก์ให้บริษัทไทยซีเอ็น เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70 ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ทวิ (9) ม. 65 ตรี (12) ม. 91/2 (5)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง ม. 41 วรรคสอง ม. 41 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
บริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด(มหาชน)
โจทก์ — โดยบริษัทซี เอ็น แอดไวซอรี่ จำกัด ผู้บริหารแผน
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8761/2555
#528554
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าใช้จ่าย ค่าขนส่งจากผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ผู้รับตราส่ง เพื่อแลกใบปล่อยสินค้าที่จำเลยที่ 5 ออกให้แก่จำเลยที่ 3 มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าขนส่งเป็นของตนเองในฐานะผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงตัวแทนของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยในการไปติดต่อผู้ขนส่งเท่านั้นไม่ใช่ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ขนส่ง

จำเลยที่ 5 เป็นผู้ออกใบตราส่งแบบ FCL/FCL หรือ CY/CY ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับใบตราส่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นใบตราส่งแบบ CFS/CFS จะเห็นได้ว่า ใบตราส่งของจำเลยที่ 2 ที่รับขนส่งสินค้าระบบตู้สินค้าแบบ CFS/CFS อันหมายถึงสินค้าบรรจุไม่เต็มตู้โดยมีการบรรจุสินค้าหลายเจ้าของรวมทั้งสินค้า 3 พัลเล็ต นี้ด้วย และปิดผนึกตู้สินค้าที่ท่าต้นทางแล้วมอบให้จำเลยที่ 5 ขนส่ง จำเลยที่ 5 จึงออกใบตราส่งแบบ FCL/FCL หรือ CY/CY ให้ โดยรับตู้สินค้าที่บรรจุเต็มตู้มา โดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ส่ง และจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับตราส่ง มีผลให้จำเลยที่ 4 ต้องมารับตู้สินค้านี้ไปเองเพื่อนำไปเปิด แล้วนำสินค้าไปส่งแก่ลูกค้าแต่ละราย ซึ่งเมื่อเรือถึงปลายทางจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับตราส่งมารับของในนามของจำเลยที่ 3 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนมารับของที่ปลายทางเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ร่วมขนส่งจึงไม่ต้องรับผิด ส่วนจำเลยที่ 5 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง แต่ได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลเฉพาะช่วงจากท่าเรือในสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังประเทศไทย จึงเป็นผู้ขนส่งอื่นตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ซึ่งจะต้องรับผิดต่อเมื่อเหตุแห่งความสูญหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งในส่วนที่ตนได้รับมอบหมายตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 44 ประกอบมาตรา 39 เมื่อตัวแทนของจำเลยที่ 3 เป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าและปิดผนึกด้วยตราผนึก เมื่อถึงปลายทางตู้สินค้าและตราผนึกที่ตู้สินค้ายังคงเดิมและอยู่ในสภาพดี แสดงว่าระหว่างการขนส่งสินค้าโดยจำเลยที่ 5 นั้น ตู้สินค้าไม่ได้ถูกเปิดและขนถ่ายสินค้าออกจากตู้จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าสินค้าไม่ได้สูญหายระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 5 ตามที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่ง จำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ขนส่งอื่นไม่ต้องรับผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

ตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์รับประกันภัยสินค้าเป็นมูลค่า 51,338.76 ยูโร คิดเป็นเงินบาทตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 2,620,843.70 บาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 51.05 บาท และเมื่อสินค้าเสียหายเป็นเงิน 14,848 ยูโร ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยคิดคำนวณเป็นเงินบาทเป็นสัดส่วนกับมูลค่าประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย เป็นเงิน 871,688.96 บาท เท่ากับที่โจทก์คิดคำนวณได้และจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย เชื่อได้ว่าเป็นการคิดคำนวณถูกต้องแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงินจำนวน 871,688.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้า ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินจำนวน 757,990.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2549) ต้องไม่เกิน 29,031.42 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด (มหาชน) ในประเทศไทยได้สั่งซื้อส่วนประกอบเครื่องรีดดินใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเซรามิกจากบริษัทซามา แมสชิเนนบาว จำกัด ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าจากบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด (มหาชน) ในระหว่างการขนส่งตั้งแต่โรงงานของผู้ขายที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจนถึงคลังสินค้าของผู้ซื้อดังกล่าวซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยและเป็นผู้รับตราส่ง หากเกิดความเสียหายหรือสูญหายโจทก์จะชำระค่าเสียหายให้ในวงเงิน 2,620,843.70 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวซึ่งบรรจุบนแผงรองบรรทุก จำนวน 3 พัลเล็ต จากผู้ขายมาให้ผู้เอาประกันภัย โดยจำเลยที่ 3 ได้จ้างบริษัทแพกกิ้ง เซ็นเตอร์ ฮัมบูร์ก จีเอ็มบีเอช ทำการตรวจนับและบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าเลขที่ HJCU 109 086 - 6 แล้วปิดผนึกตู้สินค้าด้วยตราผนึกเลขที่ PCH 023393 เรียบร้อย จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้นำตู้สินค้าดังกล่าวไปมอบให้จำเลยที่ 5 ที่ท่าเรือเมืองฮัมบูร์กเพื่อให้จำเลยที่ 5 จัดการขนส่งไปยังคลังสินค้าที่ลาดกระบัง ในประเทศไทย โดยจำเลยที่ 5 ได้ออกใบตราส่งแบบ FCL/FCL หรือ CY/CY ให้แก่จำเลยที่ 3 ระบุให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ในประเทศไทยเป็นผู้รับตราส่ง วันเดียวกันจำเลยที่ 3 ก็ได้ออกใบตราส่งแบบ CFS/CFS ให้แก่บริษัทซามา แมสชิเนนบาว จำกัด ผู้ขาย โดยระบุจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับตราส่งเช่นกัน เมื่อเรือโพฮัง ซีเนเตอร์ เดินทางถึงท่าเรือสาธารณรัฐสิงคโปร์มีการขนถ่ายตู้สินค้าดังกล่าวลงเรือมาตุภูมิ ซึ่งเป็นเรือเล็กกว่า เพื่อเดินทางขนส่งต่อมายังท่าเรือแหลมฉบัง และขนส่งต่อไปยังคลังสินค้าของบริษัทไทย ฮันจินโลจิสติกส์ จำกัด ที่ลาดกระบัง ก่อนเปิดตู้สินค้าพนักงานของบริษัทฟาสต์ อินเตอร์โมเดล เซอร์วิส จำกัด ได้ตรวจสอบสภาพตู้สินค้าแล้วปรากฏว่า ตู้สินค้าเลขที่ HJCU 109 086 - 6 และตราผนึกเลขที่ PCH 023393 อยู่ในสภาพดี แต่เมื่อเปิดตู้สินค้าพบว่า ภายในตู้บรรจุสินค้าหลายรายการรวมทั้งสินค้าที่ผู้เอาประกันภัยซื้อ แต่มีเพียง 2 พัลเล็ต เท่านั้น สูญหายไป 1 พัลเล็ต

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าซึ่งต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีเพียงนายอำนาจ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัยเบิกความประกอบใบเรียกเก็บค่าขนส่งเอกสารว่า ผู้เอาประกันภัยได้สั่งซื้อส่วนประกอบเครื่องรีดดินใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเซรามิกจากบริษัทซามา แมสชิเนนบาว จำกัด ในราคาออกจากโรงงาน (EX - WORK) ซึ่งหมายถึง ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งตั้งแต่จากโรงงานของผู้ขายเอง ผู้เอาประกันภัยจึงว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดการขนส่งสินค้าจากโรงงานผู้ขายไปยังท่าเรือเมืองฮัมบูร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อขนส่งทางทะเล ส่วนนางสาวสุวสา ผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัย ให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานในการนำสินค้าจำนวน 3 พัลเล็ต จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเข้ามาส่งให้แก่บริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงได้ติดต่อผ่านจำเลยที่ 4 ไปยังบริษัทชิปโก้ ทรานสปอร์ตอินซ์ จำกัด ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้ช่วยจัดหาว่าจ้างผู้ขนส่งทางทะเล บริษัทดังกล่าวก็ตกลงดำเนินการให้โดยไปติดต่อจำเลยที่ 3 เพื่อจองระวางเรือ และบริษัทดังกล่าวได้นำสินค้าไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 3 เพื่อขนส่งจากท่าเรือเมืองฮัมบูร์กมายังท่าเรือกรุงเทพ และตามใบตราส่งซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนจากท่าเรือเมืองฮัมบูร์กมายังท่าเรือกรุงเทพก็ระบุว่า บริษัทซามา แมสชิเนนบาว จำกัด ผู้ขายเป็นผู้ส่ง มีจำเลยที่ 3 ลงนามในใบตราส่งที่เป็นแบบพิมพ์ใบตราส่งของจำเลยที่ 2 จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งเจือสมกับคำเบิกความพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ส่วนใบเรียกเก็บค่าขนส่งนั้น จำเลยที่ 1 นำสืบอธิบายว่าเป็นการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ค่าขนส่งเพื่อนำไปจ่ายให้จำเลยที่ 4 แลกกับใบปล่อยสินค้าสอดคล้องกับที่นายสราวุธ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ในประเทศไทยมีหน้าที่รับแจ้งการมาถึงของสินค้าแจ้งให้เจ้าของสินค้าหรือตัวแทนทราบและดำเนินการเกี่ยวกับการปล่อยสินค้าพิพาท โดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 ตามรายการค่าใช้จ่ายและเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับชำระค่าระวางที่ปลายทาง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าใช้จ่าย ค่าขนส่งดังกล่าวจากบริษัทผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ผู้รับตราส่ง เพื่อแลกใบปล่อยสินค้าที่จำเลยที่ 5 ออกให้แก่จำเลยที่ 3 มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าขนส่งเป็นของตนเองในฐานะผู้ขนส่งพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยในการไปติดต่อผู้ขนส่งเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นผู้ออกใบตราส่งแบบ FCL/FCL หรือ CY/CY ให้แก่จำเลยที่ 3 ตามใบตราส่งของจำเลยที่ 5 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับใบตราส่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นใบตราส่งในการขนส่งแบบ CFS/CFS จะเห็นได้ว่า ใบตราส่งของจำเลยที่ 2 ที่รับขนส่งสินค้าระบบตู้สินค้าแบบ CFS/CFS อันหมายถึงสินค้าบรรจุไม่เต็มตู้ โดยมีการบรรจุสินค้าหลายเจ้าของรวมทั้งสินค้า 3 พัลเล็ตนี้ด้วยซึ่งระบุเป็นสินค้าส่วนประกอบของเครื่องจักรบรรจุในตู้สินค้าเลขที่ HJCU 109 086 - 6 และปิดผนึกตู้สินค้าที่ท่าต้นทางแล้วมอบให้จำเลยที่ 5 ขนส่ง จำเลยที่ 5 จึงออกใบตราส่งแบบ FCL/FCL หรือ CY/CY ให้ โดยรับตู้สินค้าที่บรรจุเต็มตู้มาโดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ส่งและจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับตราส่ง มีผลให้จำเลยที่ 4 ต้องมารับตู้สินค้านี้ไปเองเพื่อนำไปเปิดแล้วนำสินค้าไปส่งแก่ลูกค้าแต่ละราย ซึ่งก็ปรากฏว่า เมื่อเรือถึงท่าเรือปลายทางจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับตราส่งมารับของในนามของจำเลยที่ 3 การดำเนินการเช่นว่ามานี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนมารับของที่ปลายทางเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ร่วมขนส่งทางทะเลครั้งนี้แต่อย่างใดจึงไม่ต้องรับผิดส่วนจำเลยที่ 5 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง แต่ได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลเฉพาะช่วงจากท่าเรือในสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังประเทศไทยจึงเป็นผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ซึ่งจำเลยที่ 5 ในฐานะเป็นผู้ขนส่งอื่นนี้จะต้องรับผิดต่อเมื่อเหตุแห่งความสูญหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งในส่วนที่ตนได้รับมอบหมายตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 44 ประกอบมาตรา 39 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตัวแทนของจำเลยที่ 3 เป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าเลขที่ HJCU 109 086 - 6 และปิดผนึกตู้สินค้าด้วยตราผนึกเลขที่ PCH 023393 และเมื่อถึงปลายทางตู้สินค้าและตราผนึกที่ตู้สินค้ายังคงเดิมและอยู่ในสภาพดี แสดงว่าระหว่างการขนส่งสินค้าโดยจำเลยที่ 5 นั้น ตู้สินค้าไม่ได้ถูกเปิดและขนถ่ายสินค้าออกจากตู้เลย จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าสินค้าไม่ได้สูญหายระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 5 ตามที่ได้รับมอบหมายให้ขนส่ง จำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ขนส่งอื่นไม่ต้องรับผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คงมีแต่ผู้ขนส่งที่ยังต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 43 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเป็นผู้ร่วมกันขนส่งต้องรับผิดต่อโจทก์เต็มตามจำนวนเงินที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นจำนวนเงิน 871,688.96 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์รับประกันภัยสินค้าของผู้เอาประกันภัยเป็นมูลค่า 51,338.76 ยูโร คิดเป็นเงินบาทตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์จำนวน 2,620,843.70 บาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 51.05 บาท และได้ความตามรายงานการสำรวจความเสียหายปรากฏว่าสินค้าเสียหายคิดเป็นเงิน 14,848 ยูโร บริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด (มหาชน)เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคิดคำนวณเป็นเงินบาทเป็นสัดส่วนกับมูลค่าประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 2,620,843.70 บาท ตามหนังสือของบริษัทดังกล่าว ได้เป็นเงินจำนวน 871,688.96 บาท เท่ากับที่โจทก์คิดคำนวณได้และจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามเช็คและใบรับช่วงสิทธิ จึงเชื่อได้ว่าเป็นการคิดคำนวณถูกต้องแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 871,688.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 39 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทจีทีแอล (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2555
#554952
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ..." ตามมาตรา 77/1 (10) คำว่า "บริการ" หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ ..." ปรากฏว่าพนักงานที่เจ้าหนี้ส่งไปทำงานในบริษัทลูกหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ถือหุ้นอยู่ยังคงเป็นลูกจ้างของเจ้าหนี้เนื่องจากเจ้าหนี้เป็นผู้จ่ายเงินเดือนและค่าสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งยังคงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหนี้ การที่เจ้าหนี้ส่งพนักงานไปปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทลูกหนี้ โดยลูกหนี้เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินเดือนและค่าสวัสดิการซึ่งเจ้าหนี้จ่ายให้แก่พนักงานของเจ้าหนี้ไป แม้จะไม่เป็นการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นการหาประโยชน์อันมีมูลค่าจากลูกหนี้โดยตรง แต่การที่เจ้าหนี้เรียกเก็บเงินจากลูกหนี้เท่ากับที่จ่ายให้แก่พนักงานก็ยังต้องด้วยคำนิยามของคำว่า "บริการ" จึงถือว่าเจ้าหนี้ให้บริการแก่ลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกหนี้ผู้รับบริการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เมื่อลูกหนี้ต้องชำระค่าบริการสำหรับเงินเดือนและสวัสดิการพนักงานของเจ้าหนี้ที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินดังกล่าวด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ และตั้งบริษัทซี.เจ.มอร์แกน จำกัด เป็นผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 ต่อมามีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทซี.เจ.มอร์แกน จำกัด เป็นผู้บริหารแผน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าเช่ารถยนต์ลิสซิ่ง ค่าผลิตภัณฑ์ ค่าปรับ เนื่องจากชำระค่าก๊าชล่าช้าพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 54,267,546.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,640,067.98 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้บางส่วน สำหรับหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้ยก

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เจ้าหนี้เป็นผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เจ้าหนี้มีระเบียบให้พนักงานของเจ้าหนี้ไปปฏิบัติงานในบริษัทที่เจ้าหนี้ถือหุ้น แต่ยังคงมีสถานภาพเป็นพนักงานของเจ้าหนี้ โดยพนักงานนั้นจะได้รับค่าตอบแทนในการทำงานจากเจ้าหนี้หรือจากบริษัทก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัท ตามระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการอันดับ 3 เจ้าหนี้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทลูกหนี้ เจ้าหนี้ส่งพนักงานของเจ้าหนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทลูกหนี้เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการดำเนินงานของลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตกลงกันว่า เมื่อเจ้าหนี้เป็นผู้จ่ายเงินเดือนและค่าสวัสดิการให้แก่พนักงานของเจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะเรียกเก็บเงินที่จ่ายไปคืนจากลูกหนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินเดือนและค่าสวัสดิการพนักงานซึ่งเรียกเก็บจากลูกหนี้ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ..." ตามมาตรา 77/1 (10) คำว่า "บริการ" หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใดๆ..." ปรากฏว่าพนักงานที่เจ้าหนี้ส่งไปทำงานในบริษัทลูกหนี้ยังคงเป็นลูกจ้างของเจ้าหนี้ เนื่องจากเจ้าหนี้เป็นผู้จ่ายเงินเดือนและค่าสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งยังคงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหนี้ การที่เจ้าหนี้ส่งพนักงานไปปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทลูกหนี้ โดยลูกหนี้เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินเดือนและค่าสวัสดิการซึ่งเจ้าหนี้จ่ายให้แก่พนักงานของเจ้าหนี้ไป แม้จะไม่เป็นการกระทำใดๆ ซึ่งเป็นการหาประโยชน์อันมีมูลค่าจากลูกหนี้โดยตรง แต่การที่เจ้าหนี้เรียกเก็บเงินจากลูกหนี้เท่ากับที่จ่ายให้แก่พนักงานก็ยังต้องด้วยคำนิยามของคำว่า "บริการ" ซึ่งหมายความว่า การกระทำใดๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 แล้ว จึงถือว่าเจ้าหนี้ให้บริการแก่ลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกหนี้ผู้รับบริการ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อลูกหนี้ต้องชำระค่าบริการสำหรับเงินเดือนและค่าสวัสดิการพนักงานของเจ้าหนี้ที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินดังกล่าวด้วย ที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/2 วรรคหนึ่ง ม. 82/4 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2555
#528607
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. อ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำแต่อย่างใด และจำเลยไม่มีท่าทางเป็นพิรุธคงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่เท่านั้น การที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลย จึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 ที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตน ตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใด ๆ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 136, 138 วรรคสอง, 367

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 138 วรรคสอง, 367 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท ฐานไม่ยอมบอกชื่อหรือที่อยู่แก่เจ้าพนักงานซึ่งถามเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,100 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในเบื้องต้นก่อนว่า สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัตน์ค้นตัวจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัตน์ค้นตัวจำเลยในที่สาธารณสถาน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด" แสดงว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถานไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัตน์ว่า บริเวณหลังซอยโรงถ่านมีเหตุอาชญากรรมประเภทความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พระราชบัญญัติอาวุธปืน และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เป็นประจำ มีตู้แดงของสถานีตำรวจภูธรเมืองอ่างทองติดตั้งไว้ภายในซอยดังกล่าว วันเกิดเหตุเข้าไปตรวจหลังซอยโรงถ่านแล้วไม่พบความผิดปกติ เมื่อลงลายมือชื่อที่ตู้แดงแล้วได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากซอยดังกล่าวทางด้านท้ายซอย เมื่อมาถึงถนนซึ่งมีสนามเด็กเล่นและห้องน้ำเก่าตั้งอยู่ พบจำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนน จึงเข้าทำการตรวจค้น เมื่อพิจารณาภาพถ่ายและแผนที่บริเวณสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าจุดที่จำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนเป็นบริเวณหน้าสนามเด็กเล่นอยู่บนถนนสุทธาวาส ส่วนซอยโรงถ่านแยกจากถนนสุทธาวาสไปทางคลองวัดโล่ห์หรือคลองชลประทาน ถนนหลังซอยโรงถ่านอยู่ริมคลองวัดโล่ห์หรือคลองชลประทาน แสดงว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาส ไม่ได้อยู่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัตน์อ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำแต่อย่างใด และทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีท่าทางพิรุธ นอกจากจำเลยนั่งโทรศัพท์อยู่ริมถนนสุทธาวาสเท่านั้น ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอยโรงถ่าน และจำเลยไม่มีท่าทางเป็นพิรุธคงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่เท่านั้น การที่สิบตำรวจโทกรุงและสิบตำรวจตรีไพรัตน์อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลย จึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตามกฎหมายดังกล่าวที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตน ตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใด ๆ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 93
ป.อ. ม. 136 ม. 138 วรรคสอง ม. 367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายพงษ์พันธุ์ พรรณผิว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางสาวนพรัตน์ กะลัมพะเหติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8707/2555
#521392
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้...(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนจากเงินขายทอดตลาดที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้ล้มละลายมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ย่อมมีผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อำนาจในการต่อสู้คดีนี้ของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 หามีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาต่อสู้คดีด้วยตนเองไม่ ที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7985 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินครึ่งหนึ่งของหนึ่งในสี่ส่วนของจำเลยที่ 1

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทราบถึงการจดทะเบียนจำนองที่ดินสินสมรสและจำเลยที่ 1 นำเงินจากการกู้ยืมซึ่งจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นหลักประกันไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของผู้ร้อง มูลหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จึงผูกพันถึงที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสด้วย ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7985 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวนครึ่งหนึ่งของหนึ่งในสี่ส่วนจากการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับผู้ร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 และมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2547 ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ยังไม่พ้นจากการล้มละลาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเป็นคดีนี้แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินตามคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า " เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้...(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนจากเงินขายทอดตลาดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้ล้มละลายมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยย่อมมีผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อำนาจในการต่อสู้คดีนี้ของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 หามีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาต่อสู้คดีด้วยตนเองไม่ ที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชวนพรรณ โภคาชัยพัฒน์
ผู้รับรองหลักทรัพย์ — พันเอกกฤษติญา ปุญชลักข์
จำเลย — นางลัดดาวัลย์ ปุญชลักข์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายมนัส พูนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8694/2555
#521492
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาที่ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องย่อมหมายถึงยกฟ้องโจทก์ร่วมด้วย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม คดีของโจทก์ร่วมจึงยุติลง แม้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะอนุญาตให้ฎีกาได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามป.วิ.พ.มาตรา 245 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 289 (4), 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองพกอ่อน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา พันตำรวจโทปรีดา บิดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ก่อนสืบพยาน โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะจากการประกอบอาชีพของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตายวันละ 350 บาท เป็นเวลา 20 ปี และค่าขาดไร้อุปการะจากการประกอบอาชีพรับจ้างของผู้ตายหลังจบการศึกษาเดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี แก่โจทก์ร่วม

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืนซองพกอ่อน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง ให้ยกคำร้องโจทก์ร่วมที่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ก็หมายถึงยกฟ้องของโจทก์ร่วมด้วย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ร่วม คดีของโจทก์ร่วมจึงยุติลง โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะอนุญาตให้ฎีกาก็ตาม ฎีกาของโจทก์ร่วมก็เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — พันตำรวจโทปรีดา จันทร์สง่า
จำเลย — นายเกรียงไกรหรือใหญ่ แก้วฉลาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุวิทย์ รัตนสุคนธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2555
#532893
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ สำหรับความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน ฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า ความผิดทั้งสามฐานเป็นกรรมเดียวและมีระวางโทษเท่ากัน ลงโทษฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงกระทงเดียวและปรับ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย ดังนี้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะได้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในข้อนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้ การที่จำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่มีอยู่นั้นมาตั้งเป็นสถานีวิทยุคมนาคมขึ้นก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้เช่นกัน ความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมกับฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว

เจ้าพนักงานตำรวจยึดประกาศนียบัตรลักษณะเดียวกันหลายฉบับ รูปถ่ายจำเลยซึ่งอุปโลกน์ตนเองเป็นครูบาขาวเจ้าศรีสุธรรม รูปถ่ายสมาชิกแต่งเครื่องแบบทหารและไม่ได้แต่งเครื่องแบบ อาร์มหน่วยปฏิบัติการพิเศษทับทิมดำหน่วยเหนือ ทภ.3 แบบพิมพ์ใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองพันอาสาสมัครป้องกันชาติปฏิบัติการพิเศษทับทิมดำ ภาพสัญลักษณ์หัวเสือคาบดาบหน่วยจู่โจมล่าสังหารเฉพาะกิจลับพิเศษ จทฐ. พล. ร.10 ป.พัน ทับทิมดำ ปฏิบัติการพิเศษ บัตรประจำตัวไทยอาสาป้องกันชาติออกให้โดยอำเภอจุน จังหวัดพะเยา มีรอยแกะรูปถ่ายออก มีรอยลบชื่อและพิมพ์ชื่อของจำเลยแทน ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ทั้งในประกาศนียบัตรยังมีตราครุฑ ข้อความว่า ก.ห.0043 ซึ่งตัวย่อ ก.ห. น่าจะหมายถึงกระทรวงกลาโหม มีระบุยศพันโทนำหน้าชื่อของจำเลย หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่จะยกตนเองขึ้นเป็นใหญ่ เริ่มต้นจากการเป็นครูบาเจ้าสำนัก แล้วซ่องสุมสมาชิกเพื่อสร้างเสริมบารมีให้กับตน โดยแอบอ้างหน่วยงานทางทหารหรือกองทัพบก แม้หน่วยงานที่อ้างจะไม่มีอยู่จริงก็ตาม พฤติกรรมของจำเลยเห็นได้ชัดว่ารู้เห็นเป็นใจในการปลอมประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการโฆษณาชวนเชื่อจูงใจคนสมัครเป็นสมาชิก และเพื่อให้แนบเนียนสมจริงจึงอุปโลกน์ยศทหารของตนไว้ด้วย ดังเช่นการอุปโลกน์ตนเป็นครูบาขาวเจ้าศรีสุธรรมดังกล่าวข้างต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 146, 264, 265 ริบเครื่องวิทยุคมนาคม แบตเตอรี่ หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์การติดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมของกลาง เพื่อไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และริบเอกสารประกาศนียบัตรปลอมของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพเพิ่มเติมในข้อหาใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146, 265 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จำคุก 3 เดือน ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานปลอมเอกสารราชการจำคุก 1 ปี ฐานใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน ริบเครื่องวิทยุคมนาคม แบตเตอรี่ หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์การติดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมของกลางเพื่อไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ริบประกาศนียบัตรปลอมของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวกันและมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และลงโทษปรับ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องข้อหาใช้ยศทหารโดยไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146 และข้อหาปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2541 เวลา 6.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านของจำเลย ซึ่งเป็นบ้านไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย สามารถตรวจยึดได้เครื่องวิทยุคมนาคม แบตเตอรี่ หม้อแปลงไฟฟ้า สายนำสัญญาณวิทยุสื่อสารยาวประมาณ 10 เมตร สายอากาศแบบสไลด์และแบบเจ ประกาศนียบัตรระบุชื่อจำเลยโดยมียศพันโทนำหน้า และของกลางอื่นรวม 14 รายการ

คดีนี้สำหรับความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน ฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าความผิดทั้งสามฐานเป็นกรรมเดียว และมีระวางโทษเท่ากัน ลงโทษฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงกระทงเดียวและปรับ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย ดังนี้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะได้รอการลงโทษจำคุกจำเลย อันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในข้อนี้นั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 และ 11 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หรือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า การที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้ และการที่จำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่มีอยู่นั้นมาตั้งเป็นสถานีวิทยุคมนาคมขึ้นก็ด้วยเจตนาเพื่อใช้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมกับฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดประกาศนียบัตรได้ที่บ้านของจำเลย นอกจากนี้ยังยึดได้ประกาศนียบัตรลักษณะเดียวกันอีกหลายฉบับ รูปถ่ายจำเลยซึ่งอุปโลกน์ตนเองเป็นครูบาขาวเจ้าศรีสุธรรม รูปถ่ายสมาชิกแต่งเครื่องแบบทหารและไม่ได้แต่งเครื่องแบบ อาร์มหน่วยปฏิบัติการพิเศษทับทิมดำหน่วยเหนือ ทภ.3 แบบพิมพ์ใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองพันอาสาสมัครป้องกันชาติปฏิบัติการพิเศษทับทิมดำ ภาพสัญลักษณ์หัวเสือคาบดาบหน่วยจู่โจมล่าสังหารเฉพาะกิจลับพิเศษ จทฐ. พล ร.10 ป.พัน ทับทิมดำ ปฏิบัติการพิเศษ บัตรประจำตัวไทยอาสาป้องกันชาติออกให้โดยอำเภอจุน จังหวัดพะเยา มีรอยแกะรูปถ่ายออก มีรอยลบชื่อ และพิมพ์ชื่อของจำเลยแทน ยังมีตราครุฑ ข้อความว่า ก.ห.0043 ซึ่งตัวย่อ ก.ห. น่าจะหมายถึงกระทรวงกลาโหม มีระบุยศพันโทนำหน้าชื่อของจำเลย หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่จะยกตนเองขึ้นเป็นใหญ่ เริ่มต้นจากการเป็นครูบาเจ้าสำนัก แล้วซ่องสุมสมาชิกเพื่อสร้างเสริมบารมีให้กับตน โดยแอบอ้างหน่วยงานทางทหารหรือกองทัพบก แม้หน่วยงานที่อ้างจะไม่มีอยู่จริงก็ตาม พฤติกรรมของจำเลยเห็นได้ชัดว่าจำเลยรู้เห็นเป็นใจในการปลอมประกาศนียบัตร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการโฆษณาชวนเชื่อจูงใจให้คนสมัครเป็นสมาชิก และเพื่อให้แนบเนียนสมจริงจึงอุปโลกน์ยศทหารของตนไว้ด้วย ดังเช่นการอุปโลกน์ตนเป็นครูบาขาวเจ้าศรีสุธรรมดังกล่าวข้างต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในสองข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146, 265 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จำคุก 3 เดือน คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี ฐานใช้ยศโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ กับให้ยกเลิกการคุมความประพฤติจำเลยในความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 146 ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายมานพ พิกุลทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8639/2555
#528618
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (2) และริบรถกะบะของกลาง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 คดีของผู้ร้องจึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ดังนั้น เมื่อผู้ร้องฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ที่บัญญัติให้คู่ความยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของผู้ร้องจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (2) และริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 1194 อุทัยธานี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 1194 อุทัยธานี ของกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ก็ตาม แต่คำร้องของผู้ร้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีของผู้ร้องจึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อผู้ร้องฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
ผู้ร้อง — นางสาวสุรีย์ภรณ์ คนดี
จำเลย — นายประทุม คนดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายธเนศ ตันวิรัช
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8634/2555
#525526
เปิดฉบับเต็ม

ก. ตรวจค้นพบลูกกุญแจของกลางที่ตัวจำเลย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 หลังจากวันที่จำเลยอ้างว่าเก็บลูกกุญแจของกลางได้สองวัน ทั้งที่จำเลยทราบดีว่ามีการพยายามติดตามหาเนื่องจากเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการรักษาความปลอดภัยในโรงแรม จึงฟังได้ว่าจำเลยเบียดบังลูกกุญแจของกลางซึ่งเป็นทรัพย์สินหายดังกล่าวไว้โดยทุจริต แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย ตามป.อ. มาตรา 352 วรรคสอง จึงเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิใช่ต่างกันในข้อสาระสำคัญ และไม่ถือว่าเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้เนื่องจากนำสืบรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยฐานยักยอกได้ ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก โทษจำคุกให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า มีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ลูกกุญแจมาสเตอร์ของกลางเกิดขึ้นหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีนายสุขชัยเป็นพยานเพียงปากเดียวที่เบิกความอ้างว่าลูกกุญแจสูญหายไปจากลิ้นชักโต๊ะทำงานของพยาน เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงดังที่นายสุขชัยเบิกความด้วยว่า หลังจากไม่พบลูกกุญแจพยานรายงานให้หัวหน้าฝ่ายของพยานทราบ ช่วยกันค้นหาและปิดประกาศในห้องทำงานของพยาน ทั้งที่ควรทราบดีว่าเป็นเรื่องสำคัญซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการรักษาความปลอดภัยห้องพักในโรงแรม ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความไม่มั่นใจว่าจะมีคนร้ายลักลูกกุญแจไปจากลิ้นชักโต๊ะทำงานของพยานหรือเป็นการทำหายจนต้องพยายามช่วยกันค้นหาแล้ว จากสภาพโต๊ะทำงานของนายสุขชัยก็ไม่ปรากฏร่องรอยการงัดทำลายเพื่อเปิดลิ้นชักที่ถูกล็อกไว้หากมีคนร้ายเข้าลักทรัพย์ดังข้อกล่าวอ้าง รวมทั้งยังได้ความตามที่นางสาวดวงรวีและนายสุขชัยเบิกความทำนองเดียวกันด้วยว่า หลังจากเกิดเหตุนายสุขชัยถูกย้ายให้ไปทำงานตำแหน่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการใช้กุญแจ และยังถูกออกหนังสือตักเตือนในเรื่องปฏิบัติงานบกพร่องตามสำเนาแบบรายงานความประพฤติของพนักงาน ดังนี้ เพียงการที่นายสุขชัยพยานโจทก์เบิกความว่าลูกกุญแจของกลางสูญหายไปจึงอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นอันเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ตามที่ถูกตักเตือน กรณีเกิดความสงสัย ไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา และไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่ามีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นจริง จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยเป็นผู้ครอบครองลูกกุญแจของกลางที่สูญหาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องเกิดขึ้น การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรตามที่จำเลยฎีกา และเมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวเพราะไม่ทำให้ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อย่างไรก็ตามการที่จำเลยครอบครองลูกกุญแจของกลางไว้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าลูกกุญแจของกลางเป็นทรัพย์สินหายซึ่งจำเลยเก็บได้แล้วเบียดบังไว้โดยเจตนาทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายหรือไม่นั้น นอกจากได้ความตามที่นายสุขชัยเบิกความว่า หลังจากพยานทราบว่าลูกกุญแจของกลางสูญหาย พยานพยายามค้นหาและปิดประกาศ และจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับว่า จำเลยเก็บลูกกุญแจของกลางได้ที่สนามหญ้าหน้าห้องอาหารของโรงแรมเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 หลังจากลูกกุญแจสูญหายไปนานถึง 11 เดือนเศษ โดยสภาพและขนาดของลูกกุญแจของกลางที่มีขนาดเล็ก จึงถือได้ว่าลูกกุญแจของกลางเป็นทรัพย์สินหาย การที่นายกิตติเทพตรวจค้นพบลูกกุญแจของกลางที่ตัวจำเลยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 หลังจากวันที่จำเลยอ้างว่าเก็บลูกกุญแจของกลางได้สองวันทั้งที่จำเลยทราบดีว่ามีการพยายามติดตามหาเนื่องจากเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการรักษาความปลอดภัยในโรงแรม จึงฟังได้ว่าจำเลยเบียดบังลูกกุญแจของกลางซึ่งเป็นทรัพย์สินหายดังกล่าวไว้โดยทุจริต แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคสอง จึงเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิใช่ต่างกันในข้อสาระสำคัญ และไม่ถือว่าเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้เนื่องจากนำสืบรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยฐานยักยอกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 352 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสุชาติ เข้มแข็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสมนึก ปัททุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8545/2555
#521481
เปิดฉบับเต็ม

เหตุเกิดขึ้นระหว่างตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และเขตราษฎร์บูรณะกรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสองถูกจับกุมในท้องที่อำเภอสิเกา จึงเป็นกรณีเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์กระทำในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิเกา ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่ที่จับจำเลยทั้งสองได้ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบและมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (1) และวรรคสอง (ก)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้าง และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์คือน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วม โดยจำเลยทั้งสองเอาน้ำผสมลงในน้ำมันปาล์ม ทำให้ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดระหว่างเส้นทางตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน เป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยเข้าใจได้แล้วว่าเหตุลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์เกิดขึ้นระหว่างเส้นทางจากตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ถึงเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางดังกล่าว ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมจากอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ไปส่งแก่ลูกค้าที่เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยทั้งสองครอบครองน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมขณะเดินทางเป็นเพียงการครอบครองแทนโจทก์ร่วมไว้ชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น การครอบครองน้ำมันปาล์มโดยแท้จริงยังอยู่ที่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลยทั้งสองเอาน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมไป จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 358, 83 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 134,988 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทตรังน้ำมันปาล์ม จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 358 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 134,988 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำกรรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 2835 ตรัง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 2836 ตรัง บรรทุกน้ำมันปาล์มจากบริษัทโจทก์ร่วมที่จังหวัดตรังไปส่งให้แก่บริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ผู้ซื้อที่กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อถ่ายน้ำมันปาล์มบางส่วนลงในบ่อน้ำมันของบริษัทดังกล่าวพบว่ามีน้ำปนอยู่ในน้ำมันปาล์ม บริษัทผู้ซื้อจึงสั่งให้ระงับการถ่ายน้ำมันปาล์มและแจ้งให้โจทก์ร่วมทราบว่าน้ำมันปาล์มที่ส่งมามีน้ำปนอยู่ ต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองขับรถยนต์บรรทุกกับรถพ่วงดังกล่าวกลับมาที่บริษัทโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมตรวจพบว่าน้ำมันปาล์มสูญหายไปส่วนหนึ่งกับมีน้ำปนอยู่ในน้ำมันปาล์มบางส่วน โจทก์ร่วมจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและทำให้เสียทรัพย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามสำเนาหนังสือของบริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ลงวันที่ 31 มกราคม 2540 ว่า บริษัทดังกล่าวได้เชิญเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะจำนวน 2 คน ไปร่วมตรวจสอบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 2835 ตรัง และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 2836 ตรัง ที่บรรทุกน้ำมันปาล์มว่ามีน้ำเจือปนในน้ำมันปาล์มที่โจทก์ร่วมส่งให้บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีน้ำเจือปนกับน้ำมันปาล์มในรถพ่วงดังกล่าว โดยบริษัทดังกล่าวกับเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองยินดีชี้แจงรายละเอียดตามที่โจทก์ร่วมต้องการเพื่อที่จะได้ขจัดขบวนการทุจริตของคนขับรถของบริษัทโจทก์ร่วมให้บรรลุผล การที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะจำนวน 2 คน ซึ่งไปร่วมตรวจสอบด้วยดังกล่าวจึงเพียงไปเป็นพยานให้บริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ผู้ซื้อว่าโจทก์ร่วมส่งสินค้าให้ถูกต้องตามสัญญาซื้อขายหรือไม่เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองคนนั้นได้เข้าทำการสอบสวนความผิดในคดีนี้ ทั้งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า เหตุคดีนี้เกิดระหว่างเส้นทางตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน กับปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ว่าจำเลยทั้งสอง ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ในท้องที่อำเภอสิเกา จึงเป็นกรณีที่เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดฐานลักทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์ได้กระทำในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิเกาซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่ที่จับจำเลยทั้งสองได้ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบและมีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) และวรรคสอง (ก) โจทก์ร่วมชอบที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสิเกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมทำให้จำเลยที่ 2 หลงต่อสู้ เนื่องจากโจทก์อ้างว่าความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำเป็นเหตุต่อเนื่องกันจากอำเภอสิเกากับเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเกี่ยวพันกันอย่างไรนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2540 วันเวลาใดไม่ปรากฏ จำเลยทั้งสองร่วมกันลักน้ำมันปาล์มจำนวน 8,436 กิโลกรัม ราคา 134,988 บาท ของผู้เสียหายผู้เป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์คือน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมโดยจำเลยทั้งสองเอาน้ำผสมลงในน้ำมันปาล์ม 2,812.25 กิโลกรัม คิดเป็นค่าเสียหาย44,996 บาท ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเนื่องจากผู้ซื้อไม่ยอมรับซื้อน้ำมันปาล์มดังกล่าวจากผู้เสียหาย เหตุเกิดระหว่างเส้นทางตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง และเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกันนั้น เป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้แล้วว่าเหตุลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ที่โจทก์ กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นระหว่างเส้นทางจากตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ถึงเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว หาได้เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนายคล่องและนายประภาสที่เบิกความยืนยันว่า ก่อนบรรจุน้ำมันปาล์มลงถังบรรทุกของรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยทั้งสองขับนั้น พยานทั้งสองต่างได้ตรวจดูแล้วไม่มีน้ำมันปาล์ม น้ำ หรือของเหลวอื่นอยู่ภายในถัง นายประภาสจึงบรรจุน้ำมันปาล์มลงถังในส่วนหัวทั้ง 5 ช่อง ส่วนพ่วงบรรจุ 4 ช่อง เว้นไว้ 1 ช่อง แม้พยานทั้งสองดังกล่าวจะไม่ได้ตรวจสอบน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมก่อนที่จะนำมาบรรจุลงในถังบรรทุกรถยนต์และรถพ่วงคันที่จำเลยทั้งสองขับว่า น้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมมีน้ำหรือของเหลวอื่นปลอมปนอยู่หรือไม่ แต่ได้ความจากนายคล่องที่เบิกความประกอบ ว่า น้ำมันปาล์มกับน้ำไม่สามารถผสมรวมกันได้ น้ำมีน้ำหนักมากกว่าน้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มจะต้องลอยอยู่บนน้ำ และ แสดงถังเก็บน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมและลักษณะการนำน้ำมันปาล์มมาบรรจุลงถังบรรทุกของรถนั้น จะเห็นได้ว่าน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมบรรจุอยู่ในถังขนาดใหญ่ก่อน แล้วให้น้ำมันปาล์มไหลมาตามท่อซึ่งอยู่บริเวณส่วนล่างของถังบรรจุน้ำมันปาล์มเพื่อนำน้ำมันปาล์มมาบรรจุในรถบรรทุกที่จะทำการขนส่ง หากน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมมีน้ำปลอมปนก่อนที่จะนำมาบรรจุเพื่อบรรทุกในรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยทั้งสองขับ น้ำซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าน้ำมันปาล์มย่อมอยู่บริเวณ ส่วนล่างของถังบรรจุ ดังนั้น น้ำก็ย่อมจะไหลเข้าไปในถังบรรจุของรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงเป็นช่อง ๆ ก่อน จนกระทั่งน้ำที่ปนเปื้อนหมดแล้ว น้ำมันปาล์มจึงจะไหลเข้าถังบรรจุตามลำดับตามที่นายประภาสบรรจุลงไป แต่กรณีนี้เมื่อจำเลยทั้งสองนำรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงบรรทุกน้ำมันปาล์มไปถึงบริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด นายประเสริฐให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงไปชั่งน้ำหนักกลับพบว่ามีน้ำหนักใกล้เคียงตามใบส่งของ เมื่อนายประเสริฐตักน้ำมันปาล์มจากช่องที่ 1 ซึ่งทำการบรรจุเป็นลำดับแรกไปทำการตรวจสอบนั้น ไม่พบสิ่งปนเปื้อน แต่เมื่อนำน้ำมันปาล์มถ่ายลงบ่อเก็บจึงพบว่าช่องที่ 2 มีน้ำปนเปื้อนอยู่ในน้ำมันปาล์ม นายประเสริฐและนายเชาว์ทำการตรวจสอบพบว่าช่องที่ 2 ถึงที่ 5 มีน้ำปนอยู่ เมื่อจำเลยทั้งสองนำรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงกลับมาที่ทำการโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้ตรวจสอบอีกครั้งก็พบว่ารถยนต์บรรทุกส่วนหัวไม่มีน้ำปนเปื้อน แต่ส่วนพ่วงช่องที่ 2 ถึงที่ 4 มีน้ำปนอยู่ในน้ำมันปาล์มจริง หากถังเก็บน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมมีน้ำปนเปื้อนอยู่ก่อนแล้ว ก็ควรจะตรวจพบการปนเปื้อนตั้งแต่ช่วงบรรจุช่วงที่ 1 แต่ในช่องบรรจุน้ำมันปาล์มช่องที่ 2 ถึงที่ 4 ของส่วนพ่วงกลับมีน้ำปนอยู่กับน้ำมันปาล์ม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นเพราะถังเก็บน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมมีน้ำปนเปื้อนมาก่อน ซึ่งในข้อนี้นายคล่องเบิกความว่าตะกั่วที่ใช้ซีลฝาถังและท่อวาล์วสามารถหาซื้อได้จากร้านทั่วไป พฤติการณ์จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังวินิจฉัยมา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เมื่อนายประภาสบรรจุน้ำมันปาล์มเสร็จและนายคล่องใช้ตะกั่วซีลฝาถังและท่อวาล์วแล้ว ในขณะที่จำเลยทั้งสองขับรถบรรทุกสิบล้อลากจูงรถพ่วงบรรทุกน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมไปส่งแก่บริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ในระหว่างทางมีการเปิดฝาถังหรือท่อวาล์วแล้วแอบเอาน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมที่บรรทุกอยู่ในรถยนต์และรถพ่วงที่จำเลยทั้งสองขับออกไป และนำน้ำมาบรรจุไว้แทนน้ำมันปาล์มเพื่อให้มีน้ำหนักสอดคล้องกับใบส่งของ แล้วใช้ลวดกับตะกั่วซีลฝาถังและท่อวาล์วไว้เช่นเดิม ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เหตุที่เกิดขึ้นน่าจะมีการลักน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมขณะจำเลยทั้งสองจอดรถบรรทุกและรถพ่วงไว้ ณ ที่ทำการของโจทก์ร่วม แม้ในข้อนี้นายคล่องจะเบิกความว่าเมื่อใช้ลวดกับตะกั่วซีลฝาถังและท่อวาล์วแล้ว จำเลยทั้งสองจอดรถทิ้งไว้ในที่ทำการของโจทก์ร่วม แต่จากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองจอดรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงไว้ในที่ทำการของโจทก์ร่วมนานเท่าใด ทั้งน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมที่ถูกลักไปมีเป็นจำนวนถึง 8,436 กิโลกรัม อันเป็นจำนวนมาก หากมีการลักไปจะต้องใช้รถบรรทุกมาขนถ่าย ทั้งขณะนั้นเป็นเวลากลางวันย่อมจะต้องมีพนักงานของโจทก์ร่วมมาปฏิบัติหน้าที่ หากมีการลักน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมไปจริงตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ย่อมจะต้องมีพนักงานของโจทก์ร่วมมาพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีการลักเอาน้ำมันปาล์มของโจทก์ในขณะที่รถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยทั้งสองขับจอดอยู่ในที่ทำการของโจทก์ร่วมตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อจำเลยทั้งสองนำรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงกลับมาถึงที่ทำการของโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมปล่อยเวลาจนล่วงเลยหลายวันจึงมาตรวจสอบน้ำมันปาล์มเป็นพิรุธนั้น ในข้อนี้แม้จะได้ความตามบันทึก เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ร่วมเพิ่งจะมาตรวจสอบน้ำมันปาล์มก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายประเสริฐและนายเชาว์ว่า ต่างตรวจพบน้ำในน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 และพบว่ามีน้ำปลอมปนก่อนแล้ว ที่โจทก์ร่วมมาตรวจสอบน้ำมันปาล์มอีกในภายหลังจึงหาเป็นพิรุธตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ แม้เหตุที่เกิดขึ้นโจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นขณะจำเลยทั้งสองลักเอาน้ำมันปาล์มที่บรรทุกอยู่ในถังบรรทุกบนรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงของโจทก์ร่วมที่จำเลยทั้งสองขับไปก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงบรรทุกน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมพาเดินทางออกจากบริษัทโจทก์ร่วมที่จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2540 และไปถึงบริษัทยูไนเต็ด แฟต แอนด์ ออยล์ จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 24 มกราคม 2540 ซึ่งในขณะนั้นถือได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองน้ำมันปาล์มแทนโจทก์ร่วมตลอดเวลา แต่กลับปรากฏว่ามีการลักน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมแล้วนำเอาน้ำมาบรรจุไว้แทน จนเป็นเหตุให้มีน้ำปลอมปนกับน้ำมันปาล์มจนน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมที่เหลือเสียหายใช้การไม่ได้ จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักน้ำมันปาล์ม อันเป็นทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและทำให้เสียทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง เป็นการปรับบทลงโทษที่ไม่ถูกต้อง ทั้งโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองไม่ตรงกับฐานความผิด เพราะเหตุเกิดขณะน้ำมันปาล์มอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นย่อมเป็นความผิดฐานยักยอก ไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมไปส่งแก่ลูกค้า การที่จำเลยทั้งสองครอบครองน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมขณะเกิดเหตุเป็นเพียงการครอบครองแทนโจทก์ร่วมไว้ชั่วคราวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น การครอบครองน้ำมันปาล์มโดยแท้จริงยังอยู่ที่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลยทั้งสองเอาน้ำมันปาล์มของโจทก์ร่วมไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง มิใช่ยักยอก ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (1) ม. 19 วรรคสอง (ก) ม. 120 ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — บริษัท ตรังน้ำมันปาล์ม จำกัด
จำเลย — นายสุรัตน์ ภู่น้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8534/2555
#521382
เปิดฉบับเต็ม

นายเรือนำเรือเลี่ยงพายุโดยมีระยะห่างจากศูนย์กลางพายุถึง 350 กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามหลักการเดินเรือแล้ว เห็นได้ว่า ในสภาพอากาศเช่นนี้ก็ยังสามารถออกเรือเดินทะเลได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเดินเรือให้ถูกต้องตามหลักการเดินเรือโดยเลี่ยงการเข้าใกล้จุดศูนย์กลางพายุมากเกินไปซึ่งก็ปรากฏว่านายเรือได้เลี่ยงพายุโดยมีระยะห่างจากจุดศูนย์กลางในระยะที่ปลอดภัยในการเดินเรือแล้ว จึงยังไม่อาจฟังได้ว่าสินค้าเสียหายเพราะเหตุที่มีพายุในเส้นทางเดินเรือโดยนายเรือรู้อยู่แล้วยังออกเรือตามที่โจทก์อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 6,513,095.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,256,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทฮิโร ชิปปิ้ง อิงค์ บริษัทนิปปอน ยูเซน ไคชา จำกัด และบริษัทโตเกียว เซนปากุ ไคชา จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามหลักการเดินเรือ นายเรือได้ใช้วิธีการเดินเรืออย่างถูกต้องและอยู่ในระยะที่เรือปลอดภัย และเมื่อพิจารณาจากหนังสือเดินเรือ ซึ่งเป็นตำราการเดินเรือของโรงเรียนนายเรือก็ระบุว่า ตามหลักการเดินเรือเพื่อเลี่ยงพายุนั้นจะต้องพยายามเลี่ยงให้ห่างจากศูนย์กลางพายุ 80 กิโลเมตร หรือ 50 ไมล์ จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่านายเรือสุมิเรนำเรือเลี่ยงพายุโดยมีระยะห่างจากศูนย์กลางพายุถึง 350 กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามหลักการเดินเรือแล้ว เห็นได้ว่า แม้ตามพยานหลักฐานของโจทก์จะฟังได้ว่าเกิดพายุดังกล่าวในระหว่างการเดินเรือสุมิเรก็ตาม แต่จากพยานหลักฐานของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ก็แสดงให้เห็นได้ว่า ในสภาพอากาศเช่นนี้ก็ยังสามารถออกเรือเดินทะเลได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเดินเรือให้ถูกต้องตามหลักการเดินเรือโดยเลี่ยงการเข้าใกล้จุดศูนย์กลางพายุมากเกินไป ซึ่งก็ปรากฏว่านายเรือสุมิเรได้เดินเรือเลี่ยงพายุโดยมีระยะห่างจากจุดศูนย์กลางในระยะที่ปลอดภัยในการเดินเรือแล้ว จึงยังไม่อาจฟังได้ว่าสินค้าเสียหายเพราะเหตุที่มีพายุในเส้นทางเดินเรือ โดยนายเรือรู้อยู่แล้วยังออกเรือตามที่โจทก์อ้าง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามเภตราอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทฮิโร ชิปปิ้ง อิงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8522/2555
#523263
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 496 วรรคสอง บัญญัติว่า "การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่..." บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์โดยชัดแจ้ง เพื่อป้องกันข้อพิพาทโต้เถียงของคู่สัญญาว่า มีการตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่แก่กันหรือไม่ จึงได้บัญญัติว่า หากมีการขยายกำหนดเวลาไถ่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ โจทก์มีแต่พยานบุคคลมาสืบประกอบสำเนาบันทึกแจ้งเหตุขัดข้องต่อผู้ใหญ่บ้านและสำเนารายงานประจำวันว่า จำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดง ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากและจำเลยย่อมมีสิทธิขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินตามฟ้องแย้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ทรัพย์พิพาทคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ) ให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7313 ตำบลหนองทันน้ำ อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้ง) แทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยรับไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากโจทก์และให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้ยกฟ้องแย้ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 7313 ตำบลหนองทันน้ำ อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี ไว้ต่อจำเลย มีกำหนดระยะเวลา 8 เดือน ซึ่งครบกำหนดวันที่ 27 มีนาคม 2549 เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่แล้วไม่มีการไถ่ โจทก์ได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อผู้ใหญ่บ้านว่าจำเลยขอเลื่อนวันนัดเป็นวันที่ 30 มีนาคม 2549 เมื่อถึงวันนัดโจทก์อ้างว่าจำเลยขอเลื่อนอีกเป็นวันที่ 3 เมษายน 2549 แต่เมื่อถึงวันนัด โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ยอมให้ไถ่โดยจำเลยอ้างว่าพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้ว โจทก์แจ้งความไว้เป็นพยานหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกุดข้าวปุ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่การขายฝากให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 วรรคสอง บัญญัติว่า "การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่....." จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์โดยชัดแจ้งเพื่อป้องกันข้อพิพาทโต้เถียงของคู่สัญญาว่า มีการตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่แก่กันหรือไม่ จึงได้บัญญัติว่าหากมีการขยายกำหนดเวลาไถ่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ โจทก์คงมีแต่พยานบุคคลมาสืบประกอบสำเนาบันทึกแจ้งเหตุขัดข้องต่อผู้ใหญ่บ้านและสำเนารายงานประจำวันว่าจำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากอีกต่อไปและจำเลยย่อมมีสิทธิขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินตามฟ้องแย้งได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 496 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวาท สุรารักษ์
จำเลย — นายสำลี กางกั้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวอัมพวัน ตันยาภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8518/2555
#521310
เปิดฉบับเต็ม

ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2540) ที่ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ข้อ 3 มีข้อความว่า ในกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่และผู้ขับขี่ที่ประสบภัยเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย จำนวนเงินเอาประกันภัยให้ลดลงเป็นจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 2.3 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุ หรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น... ข้อความในกฎกระทรวงและในกรมธรรม์ดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่และผู้ประสบภัยนั้นเองเป็นฝ่ายต้องรับผิดตามกฎหมายในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่มีฝ่ายใดต้องรับผิดตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ผู้ตายซึ่งเป็นผู้ประสบภัยและเป็นผู้ขับขี่มิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดและมีผู้ต้องรับผิดต่อผู้ตายตามกฎหมายแล้ว เพียงแต่เจ้าพนักงานตำรวจยังไม่สามารถติดตามผู้ที่ต้องรับผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้เท่านั้น จึงไม่ใช่กรณีที่ไม่มีฝ่ายใดที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัย ทั้งไม่อาจตีความข้อความตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ดังกล่าวให้หมายความรวมถึงกรณียังไม่อาจติดตามผู้ต้องรับผิดมาได้ เนื่องจากข้อความดังกล่าวมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าจะต้องไม่มีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายเท่านั้น จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนที่คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 85,621.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้าโดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นทายาทของนายบัว ผู้ตาย ผู้ตายเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 ฟ - 4725 ผู้ตายเอาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไว้กับจำเลย ระยะเวลาประกัน 1 ปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2544 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยมาตามถนนกรุงเทพฯ - นนทบุรี แล้วเกิดอุบัติเหตุถูกรถโดยสารประจำทางและรถยนต์แท็กซี่เฉี่ยวชนเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยเหตุดังกล่าวเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถโดยสารประจำทางและผู้ขับรถยนต์แท็กซี่ ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 ขอรับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรณีเสียชีวิตจำนวน 80,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่า จำเลยต้องจ่ายเพียงค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลจำนวน 6,994 บาท กับกรณีเสียชีวิตจำนวน 15,000 บาท เท่านั้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งห้าตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า กรณีของผู้ตายเป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ข้อ 3 และเงื่อนไขตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 2.3 เนื่องจากผู้ตายเป็นผู้ประสบภัยและผู้ขับขี่ ซึ่งกำหนดให้จำเลยจ่ายเฉพาะค่าสินไหมทดแทนที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2540) ข้อ 3. มีข้อความว่า ในกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่และผู้ขับขี่ที่ประสบภัยเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย จำนวนเงินเอาประกันภัยตามข้อ 2 ให้ลดลงเป็นจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 2.3 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุ หรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น... ดังนี้จะเห็นได้ว่า ทั้งกฎกระทรวงและเงื่อนไขในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่จำเลยอ้างถึงนั้น เป็นกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่ และผู้ประสบภัยนั้นเองเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดตามกฎหมายในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หรือไม่มีฝ่ายใดที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยแต่กรณีของผู้ตาย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ผู้ตายมิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด และมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตายคือ ผู้ขับรถโดยสารประจำทางกับผู้ขับรถยนต์แท็กซี่ เพียงแต่เจ้าพนักงานตำรวจยังไม่สามารถติดตามผู้ที่ต้องรับผิดดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้เท่านั้น หาใช่เป็นกรณีไม่มีฝ่ายใดที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยดังที่จำเลยอ้างไม่ ทั้งไม่อาจตีความข้อความตอนท้ายของเงื่อนไขการให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัยดังกล่าวให้หมายรวมไปถึงกรณียังไม่อาจติดตามผู้ต้องรับผิดมาได้ เนื่องจากข้อความดังกล่าวมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าจะต้องไม่มีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายเท่านั้น จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิตเป็นเงิน 80,000 บาท แก่โจทก์ทั้งห้า ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 2.1.3

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 5 ม. 7 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพเยาว์ อินทร์วาด กับพวก
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสมศักดิ์ เลิศนิมิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8467/2555
#526750
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดของจำเลยเกิดจากที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ถูกรอนสิทธิ หาใช่เพราะจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ อันจะอ้างอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มาปรับใช้หาได้ไม่ ซึ่งอายุความในเรื่องการรอนสิทธิมีบัญญัติไว้ในมาตรา 481 เฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อได้ประนีประนอมยอมความกับบุคคลภายนอก หรือยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้อง เมื่อที่ดินถูกเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงไม่เข้าบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มีกำหนดสิบปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าที่ดิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องความรับผิดในการรอนสิทธินั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 479 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินซึ่งซื้อขายกันหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพราะเหตุการณ์รอนสิทธิก็ดี หรือว่าทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งเป็นเหตุให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่การที่จะใช้ หรือเสื่อมความสะดวกในการใช้สอย หรือเสื่อมประโยชน์อันจะพึงได้แต่ทรัพย์สินนั้น และซึ่งผู้ซื้อหาได้รู้ในเวลาซื้อขายไม่ก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ต้องหลุดไปจากโจทก์ผู้ซื้อทั้งหมดเพราะอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เนื่องจากการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ในอันที่จะครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น ซึ่งโจทก์ผู้ซื้อหาได้รู้ในเวลาที่ซื้อขายกับจำเลยไม่ ดังนั้น จำเลยผู้ขายจึงต้องรับผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น แม้จะได้ความตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้ที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน และการซื้อขายกระทำที่สำนักงานที่ดินโดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ความรับผิดของจำเลยในเรื่องนี้เกิดจากทรัพย์คือที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ถูกรอนสิทธิจนทำให้ที่ดินหลุดไปจากโจทก์ผู้ซื้อทั้งหมด หาใช่เพราะจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์อันจะอ้างอายุความตาม มาตรา 448 มาปรับใช้หาได้ไม่ ซึ่งอายุความในเรื่องการรอนสิทธิที่บัญญัติไว้ในมาตรา 481 มีเฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อฟ้องหรือถูกฟ้องคดีได้ประนีประนอมยอมความกับบุคคลภายนอก หรือยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า ที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ถูกเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน จึงไม่เข้าบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และเมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนดสิบปี และการนับอายุความเป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 193/12 ที่ว่าอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งการรอนสิทธิที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์เกิดขึ้นเมื่ออธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งโจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448 ม. 481
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุนันท์ เธียรมนตรี
จำเลย — นางสาวเปรมศิรินทร์ อินทพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมพร ศรีกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพูนศักดิ์ จงกลนี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8410/2555
#526775
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสถานหนักตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาโดยชอบแล้ว ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษจำเลยสถานหนักตามที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ คงวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลย ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8)

คำว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด... โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนและกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะระวางโทษเป็นสามเท่าตามมาตรา 10 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 57, 67, 76 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 57, 91, 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 7 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นจำคุก 15 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสถานหนักตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาโดยชอบแล้ว ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษจำเลยสถานหนักตามที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์คงวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า คำจำกัดความของคำว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด... ซึ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนและกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะระวางโทษเป็นสามเท่าตามมาตรา 10 แห่งบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 186
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสุรินทร์ แท่งทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายชวลิต คณานิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายเถกิงศิกดิ์ คำสุระ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
สมควร วิเชียรวรรณ
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8405/2555
#525527
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์ ฐานนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ ให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม และขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ศาลชั้นต้นริบรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งจำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการพาบุคคลต่างด้าวหลบหนี อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ประกอบพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คกย อุบลราชธานี 224 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คกย อุบลราชธานี 224 แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์ ฐานนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ ให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม และขอให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คกย อุบลราชธานี 224 ของกลาง ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ศาลชั้นต้นริบรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งจำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการพาบุคคลต่างด้าวหลบหนี อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามยนต์ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส
จำเลย — นายสุทธิลักษณ์ เรืองโฉม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นางสาวเอมอร ตั้งสำเริงวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8401/2555
#554979
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์รายนี้ การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้างว่าเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้คัดค้านนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินผู้คัดค้านตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 19, 20, 21, 23, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินทุกรายการที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาจากการประกอบอาชีพสุจริต และมิได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สิน 48 รายการ ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 118/2550 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่จับกุมนางวิลาวรรณ และนางสุพัฒน์ ในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนจำนวน 32 ถุง และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7,400 เม็ด เหตุเกิดที่อำเภอหางดงและอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว มีหลักฐานเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านสมคบกับนางวิลาวรรณกับพวก วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ตรวจสอบรวม 71 รายการ ตามบันทึกการตรวจค้นและตรวจยึดทรัพย์สินและบัญชีการยึดทรัพย์สิน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านตามหมายจับของศาลชั้นต้นและภายหลังจับกุมผู้คัดค้านเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ชั่วคราวรวม 48 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 48 รายการของผู้คัดค้านให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 นอกจากนี้ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีหมายเลขแดงที่ อย.886/2549 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ถูกยึดไว้ 48 รายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาที่ผู้คัดค้านถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์รายนี้ การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้างว่าเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้คัดค้านนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สิน 48 รายการ ของผู้คัดค้านนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามคำร้อง 48 รายการ แก่ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางผกาหรือแอ๋วหรือแอ๊ว พันธ์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา