คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8021/2555
#526748
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง วางหลักในการยื่นฎีกาประการหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างนั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา คดีนี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะได้รับฟังได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้เป็นลายมือชื่อของจำเลย และโจทก์คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในปัญหาดังกล่าว โดยคัดลอกคำตัดสินของศาลชั้นต้นทุกถ้อยคำในส่วนที่ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยจนจบคำวินิจฉัยในปัญหานี้ ซึ่งในปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้หลายประการที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งต่างไปจากเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัย ดังนี้ ฎีกาของโจทก์จึงต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่รับฟังข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลมานั้น ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างไรและด้วยเหตุผลใด มิใช่อ้างแต่เพียงว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้องและศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงถูกต้องชอบด้วยเหตุผลแล้วเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายโดยชัดแจ้งแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 773,435 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักในการยื่นฎีกาประการหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างนั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา คดีนี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้เป็นลายมือชื่อจำเลย และโจทก์คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในปัญหาดังกล่าวโดยคัดลอกคำตัดสินของศาลชั้นต้นทุกถ้อยคำในส่วนที่ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย เริ่มจากข้อความที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า เป็นต้นมาจนจบคำวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ ซึ่งในปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้หลายประการที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งต่างไปจากเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยดังนี้ ฎีกาของโจทก์จึงต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่รับฟังข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลมานั้น ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างไรและด้วยเหตุผลใด มิใช่อ้างแต่เพียงว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้องและศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงถูกต้องชอบด้วยเหตุผลแล้วเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายโดยชัดแจ้งแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกา ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์ เอี่ยวสกุล
จำเลย — นางกาญจนา สมากัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมเกียรติ ตั้งสกุล
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7968/2555
#528526
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกคำให้การของ ส. ข. และ ด. เป็นคำให้การที่มีรายละเอียดได้เล่าถึงเหตุการณ์ก่อนถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุม โดยบุคคลทั้งสามต่างให้การว่า จำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมและรู้เห็นกับการกระทำความผิดมาตั้งแต่ต้น แม้บันทึกคำให้การของบุคคลทั้งสามจะเป็นพยานบอกเล่าก็ตาม แต่โจทก์มีร้อยตำรวจเอก บ. ซึ่งเป็นผู้สอบสวนพยานมาเบิกความรับรอง ประกอบกับทั้งสามคนต่างได้ถูกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับรับของโจรและร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คำให้การของบุคคลทั้งสามดังกล่าวจึงรับฟังสนับสนุนพยานโจทก์ได้ นอกจากนี้ ตามพฤติการณ์ของจำเลยก่อนและขณะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจรถยังได้ความว่าจำเลยกับ ส. กับพวกเดินทางมาจากกรุงเทพมหานครพร้อมกัน ทั้งยังได้เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มชาวกัมพูชาที่ตลาดบ้านแหลมจนกระทั่งขับรถยนต์ทั้งสองคันออกจากตลาดบ้านแหลมพร้อมกันและถูกเรียกตรวจพร้อมกัน จำเลยยังได้แอบอ้างแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งขอความอนุเคราะห์ให้ปล่อยรถยนต์คันที่ ส. เป็นผู้ขับ พฤติการณ์ของจำเลยตามที่พยานโจทก์นำสืบย่อมแสดงออกได้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยรู้เห็นเป็นใจและร่วมกับ ส. กับพวกปลอมทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายวงกลมเสียภาษีรถยนต์ซึ่งติดอยู่กับรถยนต์คันที่ ส. เป็นผู้ขับจริง

แต่การปลอมและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีปลอมนั้น ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาอย่างเดียวกันคือ ให้บุคคลทั่วไปและเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยในประเด็นนี้จึงเป็นกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 357 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการที่จำเลยปลอม ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม 2 กระทง ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานร่วมกันรับของโจร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกคำให้การของนายสุรินทร์ นายขวัญเมืองและนางดาวรุ่ง จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1616/2542 ของศาลชั้นต้น เป็นคำให้การที่มีรายละเอียดได้เล่าถึงเหตุการณ์ก่อนถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุม โดยบุคคลทั้งสามต่างได้ให้การว่า จำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมและรู้เห็นกับการกระทำความผิดมาตั้งแต่ต้น แม้บันทึกคำให้การของบุคคลทั้งสามจะเป็นพยานบอกเล่าก็ตาม แต่โจทก์ก็มีร้อยตำรวจเอกบุญศักดิ์ซึ่งเป็นผู้สอบสวนพยานมาเบิกความรับรอง ประกอบกับทั้งสามคนต่างได้ถูกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับรับของโจรและร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นคำให้การของบุคคลทั้งสามดังกล่าวจึงรับฟังสนับสนุนพยานโจทก์ได้ นอกจากนี้ ตามพฤติการณ์ของจำเลยก่อนและขณะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจรถยังได้ความว่า จำเลยกับนายสุรินทร์กับพวกเดินทางมาจากกรุงเทพมหานครพร้อมกัน ทั้งยังได้เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มชาวกัมพูชาที่ตลาดบ้านแหลมจนกระทั่งขับรถยนต์ทั้งสองคันออกมาจากตลาดบ้านแหลมพร้อมกันและถูกเรียกตรวจพร้อมกัน จำเลยยังได้แอบอ้างแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งขอความอนุเคราะห์ให้ปล่อยรถยนต์คันที่นายสุรินทร์เป็นผู้ขับ พฤติการณ์ของจำเลยตามที่พยานโจทก์นำสืบย่อมแสดงออกได้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยรู้เห็นเป็นใจและร่วมกับนายสุรินทร์กับพวกปลอมทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายวงกลมเสียภาษีรถยนต์ซึ่งติดอยู่กับรถยนต์คันที่นายสุรินทร์เป็นผู้ขับจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การปลอมและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีปลอมนั้น ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาอย่างเดียวกันคือให้บุคคลทั่วไปและเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยในประเด็นนี้จึงเป็นกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสาม ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง โดยฐานปลอมและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมกับฐานปลอมและใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่อัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานรับของโจรแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225 ม. 226/3 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายวันชัยหรือชัย ปลัดม้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายปราโมทย์ ชพานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7958/2555
#526786
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกระทงหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 เห็นผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 จึงใช้โซ่ที่ถือมาตีศีรษะผู้เสียหายไป 1 ครั้ง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายซึ่งเป็นเจตนาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แยกต่างหากจากเจตนาบุกรุกในตอนแรกได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (ที่ถูกต้อง มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้โซ่ตีศีรษะผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า จำเลยทั้งห้ามีเจตนาบุกรุกเข้าบ้านผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยทั้งห้าฎีกาทำนองว่าบ้านของผู้เสียหายอยู่ใกล้ถนนมาก จำเลยทั้งห้าเพิ่งรู้ว่าเป็นเขตพื้นที่บ้านของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลนั้น เห็นว่า ในชั้นฎีกาจำเลยทั้งห้ายอมรับว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้น จำเลยทั้งห้ายืนอยู่บริเวณหน้าบ้านผู้เสียหาย เหตุที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 ในชั้นสอบสวนเมื่อมีการแจ้งข้อหาจำเลยทั้งห้าร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำเลยทั้งห้าก็ให้การรับสารภาพโดยระบุรายละเอียดว่า จำเลยทั้งห้าขับรถจักรยานยนต์ตามนายอำนวยเข้าไปที่บ้านของนางละเอียดภริยาของผู้เสียหายเพื่อเรียกให้นายอำนวยออกมาพูดจากัน อันเป็นการแสดงว่าจำเลยทั้งห้าทราบดีว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่บ้านของผู้เสียหายแต่ก็ยังติดตามนายอำนวยเข้าไป จำเลยทั้งห้ามิได้นำสืบโต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวไม่เป็นความจริง กรณีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งห้าทราบดีว่าบริเวณที่จำเลยทั้งห้าเข้าไปนั้นอยู่ในเขตพื้นที่บ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นสามีของนางละเอียด ฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่ว่าจำเลยทั้งห้าไม่มีเจตนาบุกรุกนั้นฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีประจักษ์พยานมาสืบ 3 ปาก คือ นายอำนวย ผู้เสียหาย และนางละเอียดภริยาผู้เสียหาย ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 4 คงไม่พอใจนายอำนวยจึงเข้าไปต่อว่าและผลักนายอำนวยจนล้มลง แต่ผู้เสียหายอยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่พอใจที่จำเลยที่ 4 เข้าไปกระทำการเช่นนั้นต่อหน้าผู้เสียหายจึงเข้าไปห้าม จำเลยที่ 4 ไม่เชื่อฟัง ผู้เสียหายใช้มือตบหน้าจำเลยที่ 4 เพื่อเป็นการสั่งสอน จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เกิดอารมณ์ชั่ววูบที่เห็นผู้เสียหายทำร้ายเพื่อนของตนจึงใช้โซ่ที่ถือมาตีผู้เสียหายที่ศีรษะไป 1 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายเข้าไปในบ้านและใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว จำเลยทั้งหมดเกรงกลัวความผิดจึงหลบหนีไป เช่นนี้ ตามรูปเรื่องไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้ากับผู้เสียหายมีสาเหตุกันมาก่อน ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งห้าก็มิได้มีเจตนาจะมาหาหรือมุ่งประสงค์จะมาทำร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ใช้โซ่ตีศีรษะผู้เสียหาย เห็นได้ว่า เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในขณะนั้นเพราะผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 ก่อน เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า จำเลยอื่น ๆ สมคบกันเพื่อมาทำร้ายผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุก็ไม่มีการพูดจายุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยอื่นร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไป ตามฎีกาจำเลยทั้งห้ามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกระทงหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว และจำเลยที่ 1 เพิ่งมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอันมีสาเหตุเนื่องจากผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาแล้ว กรณีจึงสามารถแยกเจตนาของจำเลยที่ 1 ออกได้ต่างหากจากเจตนาบุกรุกที่เกิดขึ้นและสำเร็จไปแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เฉพาะข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไว้ มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งห้าฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งห้า โดยให้จำเลยทั้งห้าไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 4 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 295 ม. 362 ม. 365 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายชาติ วงศ์คำมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายเฉลิมพล บุตรดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7928/2555
#538015
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 89/2 บัญญัติว่า "ในกรณีมีเหตุจำเป็น เมื่อพนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอหรือเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้จำคุกผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดที่ได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามที่ระบุไว้ในหมายศาลที่ออกตามคำพิพากษานั้น หรือไม่น้อยกว่าสิบปี ในกรณีต้องโทษจำคุกเกินสามสิบปีขึ้นไป หรือจำคุกตลอดชีวิต โดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ก็ได้..." บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุก เป็นผู้ร้องขอ มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดจึงมิใช่บุคคลที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 289 (4) (6), 339 วรรคท้าย ให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับพระราชทานอภัยโทษ รวม 3 ครั้ง คงเหลือโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 ให้ศาลมีอำนาจสั่งจำคุกโดยวิธีการอื่น จำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาแล้วเป็นเวลา 13 ปีเศษ ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุก จำเลยที่ 1 ประพฤติตนอยู่ในกฎระเบียบของเรือนจำ ไม่เคยกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับของเรือนจำ ขณะนี้บิดามารดาของจำเลยที่ 1 อยู่ในวัยชราและมีโรคประจำตัว เพื่อให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสปรนนิบัติดูแลบิดามารดา จึงขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปคุมขังโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้อง ต่อมาในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 คือ พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นสมควร ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ ประกอบกับเมื่อตรวจสำนวนแล้ว จำเลยที่ 1 ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เพิ่งได้รับโทษจำคุกมาเพียง 13 ปีเศษ กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ไปคุมขังโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 บัญญัติว่า "ในกรณีมีเหตุจำเป็น เมื่อพนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้จำคุกผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดที่ได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามที่ระบุไว้ในหมายศาลที่ออกตามคำพิพากษานั้น หรือไม่น้อยกว่าสิบปี ในกรณีต้องโทษจำคุกเกินสามสิบปีขึ้นไป หรือจำคุกตลอดชีวิต โดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ก็ได้ ...." บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุก เป็นผู้ร้องขอ มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด จึงไม่ใช่บุคคลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรที่จะคุมขังจำเลยที่ 1 โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 98/2 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการพิจารณาของศาลตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงฐานความผิด ความประพฤติ สวัสดิภาพของผู้ซึ่งต้องจำคุก ตลอดจนสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคมด้วย .... " เมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งร่วมกันฆ่านายมานิตย์ ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ แล้วร่วมกันชิงทรัพย์ผู้ตาย จากนั้นร่วมกันหั่นศพของผู้ตายเอาศีรษะ แขนสองข้างและขาทั้งสองขาใส่กระเป๋าและกล่องกระดาษเทปูนซีเมนต์ทับนำไปทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง เอาโคนขาทั้งสองข้างและตัวศพใส่กระสอบข้าวสารและกระเป๋านำไปทิ้งริมถนน แล้วเทน้ำมันราดจุดไปเผาศพของผู้ตาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง หากจำคุกจำเลยที่ 1 โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง (1) (2) (3) แล้ว อาจกระทบต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยต่อสังคมโดยส่วนรวมได้ ทั้งเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าต้องดูแลปรนนิบัติทดแทนคุณบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ในช่วงบั้นปลายชีวิตนั้น ก็เป็นเพียงเหตุผลส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และยังปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2545 ว่า จำเลยที่ 1 มีนางสาวจารุนันท์ เป็นพี่สาว ซึ่งนางสาวจารุนันท์ย่อมสามารถดูแลปรนนิบัติบิดามารดาของจำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 1 ได้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะนำวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 89/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายประสพชัยหรืออ๋อง ขันธรูจี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายประพันธ์ ดลนิมิตสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7917/2555
#528615
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดความระมัดระวังของผู้เสียหายซึ่งถือว่ามีเหตุอื่นอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายเป็นพนักงานธนาคาร จำต้องทำยอดลูกค้าบัตรเครดิตให้ได้ตามที่ธนาคารกำหนด จึงยอมไปเที่ยวและร่วมรับประทานอาหารกับจำเลยเพราะผู้เสียหายเคยรับปากจำเลยไว้ จึงไม่อยากเสียคำพูดกับลูกค้า และในที่สุดยอมขึ้นไปที่ห้องพักบนอพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุตามคำคะยั้นคะยอของจำเลยเป็นเหตุให้ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนพูดขู่เข็ญและใช้กำลังบังคับข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่นั้น พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว หาใช่กรณีที่จะถือได้ว่าสาเหตุแห่งการกระทำความผิดของจำเลยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดความระมัดระวังตัวของผู้เสียหาย อันจะถือว่ามีเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีเหตุอันควรปรานีลักษณะทำนองเดียวกับเหตุอื่น ๆ ที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 78 ไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาแก้เป็นไม่ลดโทษให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 371, 392 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม และมาตรา 392 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 276 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 15 ปี แต่การกระทำผิดของจำเลยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดความระมัดระวังตัวของผู้เสียหายอันถือว่ามีเหตุอื่น อันเป็นการบรรเทาโทษจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ด้วยอีกสถานหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 7 ปี 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยกับผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กันด้วยความสมัครใจ จำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหาย ระหว่างอยู่ด้วยกันผู้เสียหายมีโอกาสที่จะหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงได้ และผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธสงสัยหลายประการจึงไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้วกรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำผิดของจำเลยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดความระมัดระวังของผู้เสียหาย ซึ่งถือว่ามีเหตุอื่นอันเป็นเหตุบรรเทาโทษจึงลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามมานั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายเป็นพนักงานธนาคาร จำต้องทำยอดลูกค้าบัตรเครดิตให้ได้ตามที่ธนาคารกำหนด จึงยอมไปเที่ยวและร่วมรับประทานอาหารกับจำเลยเพราะผู้เสียหายเคยรับปากจำเลยไว้ จึงไม่อยากเสียคำพูดกับลูกค้า และในที่สุดยอมขึ้นไปที่ห้องพักบนอพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุตามคำคะยั้นคะยอของจำเลยเป็นเหตุให้ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนพูดขู่เข็ญ และใช้กำลังบังคับข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่นั้นพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว หาใช่กรณีที่จะถือได้ว่าสาเหตุแห่งการกระทำความผิดของจำเลยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดความระมัดระวังตัวของผู้เสียหาย อันจะถือว่ามีเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีเหตุอันควรปรานีลักษณะทำนองเดียวกับเหตุอื่น ๆ ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาแก้เป็นไม่ลดโทษให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายอดิศร อัจฉริยะศักดิ์ชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวิชา ใจจันทร์เดือน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7899/2555
#528567
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยแถลงรับกันว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านพิพาท และตกลงกันได้แล้วว่าจะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย แล้วชำระราคาบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งตามฟ้อง คงมีปัญหาเฉพาะเรื่องราคาบ้านพิพาทซึ่งจำเลยยังไม่ยอมรับราคาตามที่โจทก์ฟ้อง กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานและพิพากษาให้นำบ้านพิพาทออกขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลย หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการแบ่งกรณีเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไร จึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานก็ตาม แต่กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาให้ได้ความจริงตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ มิใช่ประเด็นที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานและจำเลยมิได้คัดค้านไว้ จึงเห็นควรให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท ซึ่งเป็นราคาทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ส่วนบ้านพิพาทที่ปลูกในที่ดินเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมที่ต่างมีสิทธิตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขายบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 9 ตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7758 ตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลย หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์รับว่าที่ดิน 5 แปลงตามฟ้องเป็นที่ดินของฝ่ายจำเลย ส่วนบ้านที่ก่อสร้างลงบนที่ดินแปลงหนึ่งของจำเลยเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยหามาได้ร่วมกัน บ้านหลังดังกล่าวโจทก์ตีราคาเฉพาะตัวบ้านราคา 3,000,000 บาท ส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งจึงคิดเป็นเงิน 1,500,000 บาท จำเลยปฏิเสธว่าราคาบ้านไม่ถึง 3,000,000 บาท ส่วนของโจทก์จึงไม่ควรได้ถึง 1,500,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงชี้สองสถานและกำหนดประเด็นพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้าง จำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกโจทก์ ให้โจทก์นำสืบก่อนแล้วจำเลยนำสืบแก้ วันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งชี้สองสถานและมีคำสั่งนัดฟังคำพิพากษา แล้วต่อมาได้มีคำพิพากษาให้นำบ้านพิพาทออกประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานเนื่องจากเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วและมีคำพิพากษาไปนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในเบื้องต้นจะต้องแบ่งไปตามความประสงค์หรือความตกลงของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม หากเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไร และการแบ่งโดยเอาทรัพย์สินออกแบ่งไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมาก ศาลจึงจะมีคำพิพากษาให้แบ่งไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1364 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยวิธีชำระราคาบ้านพิพาทครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,500,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธว่าบ้านพิพาทมิใช่ทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยเป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า บ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมที่ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิตามกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องอื่นตามฟ้องทั้งหมดคงเหลือประเด็นพิพาทในเรื่องราคาบ้านพิพาทซึ่งจำเลยเห็นว่าราคาบ้านไม่ถึงจำนวนที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า โจทก์มีสิทธิ์ขอแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวนเงิน 1,500,000 บาท หรือไม่ และทั้งสองฝ่ายยังแถลงต่อศาลชั้นต้นด้วยว่า แต่ละฝ่ายมีช่างที่จะทำการประเมินราคาบ้านพร้อมจะมาเบิกความฝ่ายละ 1 ปาก ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 ดังนี้ เป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่าโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในบ้านพิพาทสามารถตกลงกันได้แล้วว่าจะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย แล้วชำระราคาบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งตามฟ้องโจทก์ คงมีปัญหาเฉพาะเรื่องราคาบ้านพิพาทซึ่งจำเลยยังไม่ยอมรับตามราคาที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ที่ศาลจะพิพากษาให้นำบ้านพิพาทออกขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลย หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการแบ่งกรณีเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไร เมื่อโจทก์และจำเลยยังคงมีปัญหาเรื่องราคาบ้านพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงควรสืบพยานตามประเด็นดังกล่าวให้สิ้นกระแสความเสียก่อนแล้วจึงแบ่งราคาบ้านพิพาทที่สืบได้ความดังกล่าวให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งตามที่คู่ความตกลงกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามนั้นจึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและการพิจารณา จึงต้องยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแล้วย้อนสำนวนกลับไปดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานก็ตาม แต่กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาให้ได้ความจริงตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ มิใช่ประเด็นที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานและจำเลยมิได้คัดค้านไว้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวเสียใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2552 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ป.พ.พ. ม. 1364 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายครรชิต ไชยภักดี
จำเลย — นางสาวจุฑาทิพย์ กำเนิดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2555
#521515
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดและมีการขายทอดตลาดจะเป็นสินสมรส อันเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านกับจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดได้ทั้งแปลง ผู้คัดค้านคงมีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหากมิใช่หนี้ร่วม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับคดีจากสินสมรสได้เพียงในส่วนของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เท่านั้น มิอาจกระทบกระเทือนสินสมรสในส่วนของคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังนั้น ปัญหาว่าหนี้เงินกู้ที่จำเลยมีต่อโจทก์เป็นหนี้ร่วมโดยผู้คัดค้านได้ให้สัตยาบันหรือมีหนังสือให้ความยินยอมดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะวินิจฉัยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนไม่ปรากฏในคำฟ้อง คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตลอดจนคำขอยึดทรัพย์ระบุว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลย กรณีจึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลว่าเป็นหนี้ร่วมตามที่โจทก์กล่าวอ้างเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกึ่งหนึ่งจ่ายให้แก่ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมไปได้ การที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในภายหลังว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นสินสมรสและหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วม ไม่ทำให้การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์กล่าวอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8902 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ มีชื่อจำเลยและนายสำเริง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมออกขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดมาได้เงิน 360,000 บาท แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงิน ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าได้จ่ายเงิน 180,000 บาท ให้แก่นายสำเริง ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมไปแล้ว การจ่ายเงินยังอยู่ในระยะเวลาตรวจรับรองบัญชีของโจทก์และอยู่ในระยะเวลาที่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชี การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการกระทำผิดระเบียบปฏิบัติและฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยและนายสำเริงมีความเกี่ยวพันกันโดยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มูลหนี้ในคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างสมรสนายสำเริงได้ให้สัตยาบันหรือให้ความยินยอมในมูลหนี้ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วม ทั้งที่ดินที่ขายทอดตลาดเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิยึดหรืออายัดทรัพย์สินในส่วนของนายสำเริงเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ ขอให้เพิกถอนการจ่ายเงิน 180,000 บาท แก่นายสำเริงและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ที่ขายทอดตลาด ผู้คัดค้านมิได้ให้สัตยาบันหรือยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ทั้งผู้คัดค้านมิได้เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน โจทก์คัดค้านบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยมิได้อ้างเอกสารหลักฐานมาแสดง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีและแสดงรายการรับจ่ายเงินและมีคำสั่งคืนเงินให้แก่ผู้คัดค้านจึงเป็นการกระทำที่ชอบและเป็นสิทธิของผู้คัดค้านที่จะได้รับเงินในส่วนของตน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจ่ายเงิน 180,000 บาท แก่นายสำเริง ผู้คัดค้านและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ หากมีเงินเหลือจึงให้คืนแก่จำเลยหรือผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8902 มีชื่อจำเลยและผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมออกขายทอดตลาดได้เงิน 360,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงิน โดยกันเงินกึ่งหนึ่งจ่ายให้แก่ผู้คัดค้านในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือ แล้วโจทก์ให้ไปตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงิน หากเห็นว่าไม่ถูกต้องให้โจทก์คัดค้านภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2549 ต่อมาโจทก์ยื่นคำคัดค้านบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินดังกล่าวว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของจำเลยและผู้คัดค้านซึ่งเป็นสามีภริยากัน ผู้คัดค้านให้สัตยาบันหรือให้ความยินยอมในหนี้จึงเป็นหนี้ร่วมเงิน 180,000 บาท ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกันไว้จ่ายให้แก่ผู้คัดค้านนั้น ต้องนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นเองให้ยกคำร้องของโจทก์ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงิน 180,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านรับไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 ก่อนที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เพิกถอนการจ่ายเงิน 180,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ หากมีเงินเหลือจึงให้คืนแก่จำเลยหรือผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดและมีการขายทอดตลาดจะเป็นสินสมรส อันเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านกับจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดได้ทั้งแปลง ผู้คัดค้านคงมีสิทธิขอกันส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพราะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหากมิใช่หนี้ร่วม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับคดีจากสินสมรสได้เพียงในส่วนของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เท่านั้น มิอาจกระทบกระเทือนสินสมรสในส่วนของคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังนั้น ปัญหาว่าหนี้เงินกู้ที่จำเลยมีต่อโจทก์เป็นหนี้ร่วมโดยผู้คัดค้านได้ให้สัตยาบันหรือมีหนังสือให้ความยินยอมดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะวินิจฉัยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนไม่ปรากฏในคำฟ้อง คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตลอดจนคำขอยึดทรัพย์ระบุว่า หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้คัดค้านและจำเลย กรณีจึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลว่า เป็นหนี้ร่วมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกึ่งหนึ่งจ่ายให้แก่ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมไปได้ การที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างภายหลังว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นสินสมรสและหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมไม่ทำให้การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเปรมซิลา ราย
ผู้คัดค้าน — นายสำเริง บุสดี
จำเลย — นางเพียร บุสดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายยุทธเสน ทองเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7791/2555
#521469
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมิได้มีการพรากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร การพิพากษาคดีส่วนแพ่งของจำเลยต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ว่าจำเลยไม่ได้พรากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 และที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหากระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีส่วนข้อหาอื่นนอกนั้นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีก่อนสืบพยาน ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งหกคนละ 200,000 บาท 100,000 บาท 100,000 บาท50,000 บาท 100,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแล้วแต่กรณี นับแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง วรรคสาม, 279 วรรคสอง, 317 วรรคสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีจิตบกพร่อง แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างและบังคับตนเองได้ เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาตน จำคุก 5 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารจำคุก 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 17 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 11 ปี 4 เดือนกับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 แก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 30,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 4เป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 8มีนาคม 2553 แก่ผู้ร้องที่ 5 เป็นเงิน 30,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 6 เป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (ที่ถูกไม่ต้องระบุ วรรคสอง) วรรคสาม และ 279 วรรคสอง ฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและบังคับตนเองได้ ทั้งได้กระทำอนาจารทางเพศต่อผู้เสียหายถึง 3 คน และยังใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการกระทำชำเราเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยอีกด้วยนับว่าเป็นเรื่องน่าบัดสี ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน สร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กตลอดจนบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ประกอบกับจำเลยเคยมีประวัติกระทำอนาจารทางเพศแก่เด็กในลักษณะเดียวกันในระหว่างที่จำเลยเป็นครูฝึกสอนอยู่ที่โรงเรียน ก. โดยจำเลยอุ้มเด็กนักเรียนหญิงของโรงเรียนอนุบาลเดียวกันนี้ซึ่งอยู่ใกล้กันไปลูบคลำอวัยวะเพศอีกด้วย พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นภัยร้ายแรงต่อเด็กและสตรีเพศโดยทั่วไปและเป็นที่หวั่นกลัวของผู้ปกครองที่ฝากลูกหลานไว้กับโรงเรียน โอกาสที่จำเลยจะกระทำความผิดเช่นนี้อีกจึงมีสูง แม้จำเลยจะมีอาการป่วยทางจิต แต่จำเลยก็อ้างว่าสามารถรักษาหายได้หากได้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง การต้องโทษจำคุกจึงไม่เป็นอุปสรรคแก่จำเลย กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมิได้มีการพรากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปจากความปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร การพิพากษาคดีส่วนแพ่งของจำเลยต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่าจำเลยไม่ได้พรากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 44/2 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 91 ม. 277 วรรคสอง ม. 277 วรรคสาม ม. 279 วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
เด็กหญิง ศ. โดยนางสาว อ.
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรมกับพวก
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายฉัตรชวงค์ ศรีพวาทกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพีระพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7773/2555
#521417
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหก, 65 วรรคหนึ่ง, 70 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 69 ด้วย ซึ่งเป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ อันเป็นเหตุฉกรรจ์ หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้บทลงโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงแต่แก้จำนวนโทษ โดยมิได้แก้บทลงโทษจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

บทบัญญัติมาตรา 52 วรรคหกของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีจุดมุ่งหมายห้ามมิให้ผู้อุทธรณ์หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นกระทำการใดแก่อาคารในระหว่างอุทธรณ์ในทันทีที่มีการยื่นอุทธรณ์เพื่อรอฟังผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาพอาคารมิให้ถูกก่อสร้างเพิ่มเติม เพราะถ้าหากปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารต่อไปอาจทำให้อาคารมีสภาพเปลี่ยนแปลงยากแก่การแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้นข้อห้ามกระทำการใดแก่อาคารจึงเริ่มตั้งแต่วันที่มีการยื่นอุทธรณ์ หาใช่นับแต่วันที่ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 40, 41, 52, 65, 69, 70 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 11, 17, 22, 25 พระราชกฤษฎีกาให้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 บังคับในเขตสุขาภิบาลบางแห่ง พ.ศ.2534 มาตรา 3

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางเป็งเชียง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหก, 65 วรรคแรก (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) และ 70 จำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 69 ด้วย รวมแล้วลงโทษจำคุก 8 เดือน และปรับ 160,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหก, 65 วรรคหนึ่ง, 70 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 69 ด้วย ซึ่งเป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ อันเป็นเหตุฉกรรจ์หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้บทลงโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงแต่แก้จำนวนโทษ โดยมิได้แก้บทลงโทษ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า อาคารพิพาทอยู่ในเขตชุมชน ติดกับถนนซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน นั่งร้านและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างวางระเกะระกะอยู่รอบตัวอาคาร อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สิน ประกอบกับหากไม่เทปูนในคราวเดียวกันก็จะทำให้เนื้อปูนไม่จับกันจะมีผลให้อาคารไม่มั่นคงอาจพังลงมา จำเลยจึงไม่มีความผิด เพราะอาคารจะเป็นภยันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินหรือมีลักษณะซึ่งไม่อาจรอได้นั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยทำการก่อสร้างอาคารพิพาทจนแล้วเสร็จก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำสั่งหรือก่อนกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ถือว่าจำเลยได้รับทราบคำสั่ง จำเลยจึงไม่มีความผิด เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 52 วรรคหก ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีจุดมุ่งหมายห้ามมิให้ผู้อุทธรณ์หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นกระทำการใดแก่อาคารในระหว่างอุทธรณ์ ในทันทีที่มีการยื่นอุทธรณ์เพื่อรอฟังผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาพอาคารมิให้ถูกก่อสร้างเพิ่มเติม เพราะถ้าหากปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารต่อไป อาจทำให้อาคารมีสภาพเปลี่ยนแปลงยากแก่การแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้นข้อห้ามกระทำการใดแก่อาคารจึงเริ่มตั้งแต่วันที่มีการยื่นอุทธรณ์ หาใช่นับแต่วันที่ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 52 วรรคหก ม. 65 วรรคหนึ่ง ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางเป็งเชียง แซ่โค้ว
จำเลย — นายสมเกียรติ ตันประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายพินิต สุขสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมควร วิเชียรวรรณ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7740/2555
#528498
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีเพียงสิทธิครอบครอง โจทก์ผู้จะขายทำสัญญากับจำเลยทั้งสองผู้จะซื้อว่า ที่ดินพิพาทราคา 1,500,000 บาท จะทำการโอนที่ดินใบ ภ.บ.ท.5 ให้แก่จำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้วางมัดจำให้โจทก์ไว้เป็นเงิน 730,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเป็นแบบพิมพ์สำเร็จรูปซึ่งมีการกรอกข้อความไปตามรายการในแบบพิมพ์เพื่อให้เป็นหลักฐานเท่านั้น แต่โดยเจตนาของโจทก์และจำเลยทั้งสองแท้จริงแล้ว เป็นการทำสัญญาซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกัน เพราะที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารแสดงสิทธิใดๆ คงมีเพียงสิทธิครอบครองโดยการยึดถือเท่านั้น จึงสามารถโอนการครอบครองแก่กันได้ด้วยวิธีส่งมอบที่ดินที่ครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 เมื่อโจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาครบถ้วน จำเลยทั้งสองย่อมมีหน้าที่ชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ แทนที่โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญา แต่โจทก์กลับมาฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ และจำเลยที่ 2 ก็ฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้จำนวน 730,000 บาท กรณีจึงถือได้ว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากบ้านและที่ดินตามเอกสารใบ ภ.บ.ท.5 ตั้งอยู่หน่วยที่ 1 เลขสำรวจที่ 117/45 หมู่ที่ 5 ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และเลิกยุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 25,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากบ้านและที่ดินตามฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์คืนเงินมัดจำ 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจากการปรับปรุงที่ดิน ซ่อมแซมและต่อเติมสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนปลูกต้นไม้และจัดสวนเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากบ้านและที่ดินตามใบ ภ.บ.ท.5 หน่วยที่ 1 เลขสำรวจที่ 117/45 หมู่ที่ 5 ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ให้แก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากบ้านและที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 730,000 บาท และจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 ของต้นเงินจำนวน 730,000 บาท และนับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2548 ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก จำเลยที่ 2) ในส่วนค่าซ่อมแซมบ้าน (ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์ต้องคืนเงินจำนวน 730,000 บาท หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 10 ไร่ มีหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินเพียงใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ที่ระบุว่า องค์การบริหารส่วนตำบลลิ่นถิ่นได้รับเงินภาษีบำรุงท้องที่จากโจทก์เดือนธันวาคม 2545 มกราคม 2546 และพฤษภาคม 2547 ที่ดินพิพาทจึงมีแต่เพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น การที่โจทก์ผู้จะขายทำสัญญากับจำเลยทั้งสองผู้จะซื้อว่า ที่ดินพิพาทราคา 1,500,000 บาท จะทำการโอนที่ดินใบ ภ.บ.ท.5 ให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองได้วางมัดจำให้โจทก์ไว้แล้วเป็นเงิน 730,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ โดยโจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ เป็นแบบพิมพ์สำเร็จรูป จึงมีการกรอกข้อความไปตามรายการในแบบพิมพ์เพื่อให้เป็นหลักฐานเท่านั้น แต่โดยเจตนาของโจทก์และจำเลยทั้งสองแท้ที่จริงแล้วเป็นการทำสัญญาซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกันโดยมีการชำระเงินในวันทำสัญญา 730,000 บาท ส่วนที่เหลือ 770,000 บาท ตกลงให้ผ่อนชำระในอีก 5 เดือนเศษ เพราะที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารแสดงสิทธิใด ๆ คงมีเพียงสิทธิครอบครองโดยการยึดถือเท่านั้น จึงสามารถโอนการครอบครองแก่กันได้ด้วยวิธีส่งมอบที่ดินที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 และไม่ต้องมีการจดทะเบียนโอนกันอีกแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ได้ทำการส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาครบถ้วน จำเลยทั้งสองย่อมมีหน้าที่ชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ 770,000 บาท แทนที่โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญา แต่โจทก์กลับมาฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ และจำเลยที่ 2 ก็ฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้จำนวน 730,000 บาท กรณีจึงถือได้ว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ต้องคืนเงินจำนวน 730,000 บาท ที่รับไว้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์คืนเงินจำนวนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญทอง ยูงศิริกาญจน์
จำเลย — นายวิชัย พูลสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายโชคชัย รัตกิจนากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7735/2555
#521517
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม นอกจะบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แล้ว ยังได้บัญญัติอีกว่า "...หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว..." ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เช่นกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการซื้อขายต้นอ้อย โจทก์และจำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหรือมีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญ แต่ในวันที่ตกลงซื้อขายกัน โจทก์ได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ต้นอ้อยให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาล อันถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายคือส่งมอบต้นอ้อยให้จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาต้นอ้อยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 115,195 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 112,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 31 มีนาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,695 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของต้นอ้อยซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำเลยตกลงซื้อต้นอ้อยจากโจทก์ในราคาไร่ละ 7,500 บาท รวมเป็นเงิน 112,500 บาท จำเลยตกลงชำระราคาให้แก่โจทก์ครบถ้วน โดยมิได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้ หลังจากตกลงกันจำเลยก็เข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาล แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระค่าต้นอ้อยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การซื้อขายต้นอ้อยระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคากว่าสองหมื่นบาทโดยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของจำเลยผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญและจำเลยไม่ได้วางประจำหรือชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีจำเลยได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสาม นอกจากจะบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แล้ว ยังได้บัญญัติไว้อีกว่า "...หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว..." ก็ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เช่นกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการซื้อขายต้นอ้อยกันโจทก์และจำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขาย หรือได้มีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญ แต่ในวันที่ตกลงซื้อขายกัน โจทก์ได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ต้นอ้อยให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาล อันถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายคือส่งมอบต้นอ้อยให้จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาต้นอ้อยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหมุน ช่างสูงเนิน
จำเลย — นายบุญกอง เจริญศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7707/2555
#525545
เปิดฉบับเต็ม

ป. ป่าไม้จังหวัดอุดรธานีซึ่งรับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เข้าร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกก่อนใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 (เดิม), มาตรา 84 (เดิม) และมาตรา 89 (เดิม) โดยไม่มีมาตราใดของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษไว้ก่อนดังกล่าวนั้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย จึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง แม้ต่อมาจะมีการแก้ไข มาตรา 66 และมาตรา 84 โดยก็มิได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนสอบสวนกรณีของจำเลยไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ ดังนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย และการที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมิได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 161, 162, 264, 265, 266, 268, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 17,600 บาท แก่กรมป่าไม้ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 454/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 17,600 บาท แก่กรมป่าไม้ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 454/2545 ให้ยก เนื่องจากศาลมิได้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 (เดิม) บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีผู้เสียหายกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. บทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน" มาตรา 84 (เดิม) บัญญัติว่า "การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้ผู้กล่าวหายื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสองปี" และในมาตรา 89 (เดิม) บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้เสียหายร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในการนี้หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมิใช่กรณีตามมาตรา 88 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป" นั้น มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่นายปรีชา ป่าไม้จังหวัดอุดรธานี ซึ่งรับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีเข้าร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทสุวัฒชัย พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 ซึ่งอยู่นอกเหนือกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยที่ไม่มีมาตราใดของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษไว้ก่อนดังกล่าวนั้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย จึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขมาตรา 66 และมาตรา 84 โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 พ.ศ.2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ตามลำดับ ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนสอบสวนกรณีของจำเลยไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ ดังนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย และการที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมิได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 66 (เดิม) ม. 84 (เดิม) ม. 89 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายสมชาย จันทรชนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายโช บุญสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7685/2555
#521520
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดโดยอ้างว่าเป็นของผู้ร้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของต้นยางพาราที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ การที่ผู้ร้องฎีกาว่า ต้นยางพาราพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงต้องถูกห้ามยึดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 ประกอบ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 25 จึงเป็นฎีกานอกคำร้องและนอกประเด็น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดต้นยางพาราประมาณ 800 ต้น อยู่ในที่ดินที่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 4 ระวาง ส.ป.ก. ที่/กลุ่มที่ 1021 เลขที่ 3165 ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด โดยอ้างว่าเป็นของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูก ยกคำร้อง)

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของต้นยางพาราที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ อันเป็นประเด็นพิพาทแห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องยื่นฎีกาโดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในประเด็นดังกล่าว ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่าต้นยางพาราพิพาทที่ถูกยึดเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงต้องถูกห้ามยึดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 ประกอบมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 นั้น เป็นกรณีนอกคำร้องและนอกประเด็น ฎีกาของผู้ร้องจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกฎีกา ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุษณีย์ งามเกษ
ผู้ร้อง — นายบุญรอด ช่างทอง
จำเลย — นางนภา บวรชาติหรือสุวรรณทัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายมนตรี นักเป่า
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
สมชาย พันธุมะโอภาส
ชัชวาล บุนนาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7681/2555
#521523
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้ไปยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งห้าจึงมิใช่เป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วงดวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอื่นและพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยอ้างเหตุผลว่า โจทก์และผู้มีชื่อใน ส.ค.1 เคยไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินตามต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายอุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์และผู้มีชื่อใน ส.ค. 1 ได้ติดต่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกให้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงในประเด็นพิพาทข้อนี้เช่นเดียวกับศาลชั้นต้นและวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่าเอกสารท้ายอุทธรณ์ของโจทก์นั้น โจทก์ไม่อาจนำมาสู่ศาลชั้นต้นได้เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำเอกสารบางส่วนออกไปจากสารบบที่ดินที่เป็นของโจทก์ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงนำมามอบให้โจทก์ เอกสารดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์เคยติดต่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือขอออกโฉนดที่ดินหรือไม่ อันเป็นข้อกฎหมายทำนองว่า มีพฤติการณ์ที่ไม่เปิดช่องให้โจทก์นำเอกสารนี้มาแสดงตั้งแต่ในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง แต่คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เพราะมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเพียง 88,000 บาท แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ให้เป็นคุณแก่โจทก์ อันทำให้โจทก์สามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงต่อไปได้ว่า เคยยื่นขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไว้ตั้งแต่ปี 2517 แต่เมื่อคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ข้อกฎหมายข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่โจทก์ในที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 178 และ 121 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ 30 ตารางวา และ 20 ไร่เศษ ตามลำดับ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2528 กรมที่ดินได้รังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจำนวน 3 แปลง ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครอง คือ ที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้รวมเนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ และโจทก์ได้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ หลังจากนั้นในปี 2538 โจทก์ยื่นฟ้องนายทิม เรื่องบังคับให้โอนที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 121 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และโจทก์กับนายทิมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม นอกจากนี้โจทก์ยังได้ทำสัญญารับให้ที่ดินจากนายบุญธรรม คือ ที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 178 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคือ ที่ดินพิพาทในคดีนี้ สำหรับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้ไปยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งห้าจึงมิใช่เป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วศาลชั้นต้นงดวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอ้างเหตุผลข้อหนึ่งว่า โจทก์และผู้มีชื่อใน ส.ค. 1 เคยไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2517 ตามต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายอุทธรณ์ ซึ่งหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว แสดงว่าโจทก์และผู้มีชื่อใน ส.ค. 1 ได้ติดต่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกให้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงในประเด็นพิพาทข้อนี้เช่นเดียวกับศาลชั้นต้นและวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้ แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่อาจนำมาสู่ศาลชั้นต้นได้เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ของฝ่ายจำเลยนำเอกสารบางส่วนออกไปจากสารบบที่ดินที่เป็นของโจทก์ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ของฝ่ายจำเลยจึงนำมามอบให้โจทก์ และเอกสารดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เคยติดต่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือขอออกโฉนดที่ดินหรือไม่ อันเป็นข้อกฎหมายทำนองว่า มีพฤติการณ์ที่ไม่เปิดช่องให้โจทก์นำเอกสารนี้มาแสดงตั้งแต่ในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เพราะมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเพียง 88,000 บาท แม้ศาลจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ให้เป็นคุณแก่โจทก์ อันทำให้โจทก์สามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงต่อไปได้ว่า เคยยื่นขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไว้ตั้งแต่ปี 2517 แต่เมื่อคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียแล้ว ข้อกฎหมายข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นนอกจากนี้ก็ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร ทองแฉล้ม
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอิทธิพล โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7662/2555
#532921
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยจึงมิใช่พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนการสอบสวนจึงมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าสถานที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาล วังทองหลาง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยจึงมิใช่พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนจึงมิชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าสถานที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาล วังทองหลางหรือไม่ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 10 ม. 12 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางจันทร์ศรี บุญเพ็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7651/2555
#521521
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทำหนังสือค้ำประกันไว้ในศาลระบุว่า ผู้ร้องขอเข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันในศาล สำหรับจำเลยเพื่อชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจนครบ และนำหลักทรัพย์โฉนดที่ดิน (น.ส. 4 จ.) เลขที่ 2669 เลขที่ดิน 28 มาวางเป็นหลักประกัน หากจำเลยไม่ชำระ ผู้ร้องยินยอมให้บังคับแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ ย่อมใช้บังคับแก่การประกันโดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันขึ้นใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274

แม้หนังสือค้ำประกันจะเป็นการค้ำประกันในชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และมีข้อความระบุทำนองว่า เพื่อชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคิดถึงวันฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่ในชั้นยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถือเอาหลักประกันเพื่อใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย และศาลฎีกามีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ถือเอาหลักประกันในชั้นยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์มาเป็นหลักประกันในชั้นนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้อง ก็พอถือได้ว่าจำเลยได้วางหลักประกันในชั้นนี้แล้ว ศาลฎีการับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย ย่อมเท่ากับว่าจำเลยได้วางหลักประกันในชั้นฎีกาด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว คดีถึงที่สุดปรากฏว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์ ผู้ร้องก็ไม่อาจขอรับโฉนดที่ดินอันเป็นหลักประกันคืนจากศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถตักล้อยางยี่ห้อแคตเตอร์พิลลาร์ รุ่น 916 หมายเลขตัวถัง 5 เคซี - 01570 แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,100,000 บาท และให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่ง ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่วางเงินหรือหาหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยผู้ร้องนำโฉนดที่ดิน เลขที่ 2669 เลขที่ดิน 28 ตำบลโพสาวหาญ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 17 ไร่เศษ วางเป็นหลักประกันค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและทำหนังสือค้ำประกันไว้ต่อศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอถือเอาหลักประกันในชั้นยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เป็นหลักประกันในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ไม่ต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและเงินต้องชำระตามคำพิพากษา ให้ยกคำร้องขอถือเอาหลักประกันในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักประกันในชั้นฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษา แต่พอถือได้ว่าจำเลยวางหลักประกันในชั้นฎีกาแล้ว และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลฎีกามีคำสั่งและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงขอรับโฉนดที่ดินเลขที่ 2669 เลขที่ดิน 28 ตำบลโพสาวหาญ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาคืนไปจากศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยชำระเงินและค่าเสียหายตามคำพิพากษาผู้ร้องจึงไม่อาจรับคืนหลักประกัน ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับหลักประกันคืนจากศาลหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องทำหนังสือค้ำประกันไว้ในศาลและในหนังสือค้ำประกันระบุว่า ผู้ร้องขอเข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันในศาลสำหรับจำเลยเพื่อชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจนครบถ้วน และได้นำหลักทรัพย์โฉนดที่ดิน (น.ส. 4 จ.) เลขที่ 2669 เลขที่ดิน 28 ตำบลโพสาวหาญ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาวางเป็นหลักประกัน หากจำเลยไม่ชำระ ผู้ร้องยินยอมให้บังคับแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ดังนี้ คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ ย่อมใช้บังคับแก่การประกันได้โดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันขึ้นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 แม้หนังสือค้ำประกันจะเป็นการค้ำประกันในชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และมีข้อความระบุทำนองว่า เพื่อชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคิดถึงวันฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่ในชั้นยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยได้ยื่นคำร้องขอถือเอาหลักประกันเพื่อใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยและศาลฎีกามีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ถือเอาหลักประกันในชั้นยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์มาเป็นหลักประกันในชั้นนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้อง แต่ก็พอถือได้ว่าจำเลยได้วางหลักประกันในชั้นนี้แล้ว ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย ดังนี้ ย่อมเท่ากับว่าจำเลยได้วางหลักประกันในชั้นฎีกาด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้วและคดีถึงที่สุด และปรากฏว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์จนครบถ้วน ผู้ร้องไม่อาจมาขอรับโฉนดที่ดินอันเป็นหลักประกันคืนไปจากศาลได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 247 ม. 252 ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัชรี ลิ้มศรีมณีรัตน์
ผู้ร้อง — นายสุรชัย วิงเจริญ
จำเลย — นายวัฒนา จิ่นจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นางสาวรังสิมา ลีธชนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7646/2555
#525485
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมิใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจยกเลิกคำสั่งให้รื้อถอนตึก แต่การที่โจทก์ทำงานในหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร ย่อมมีเหตุให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์จะสามารถช่วยเหลือมิให้จำเลยต้องรื้อตึกได้ การที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ในลักษณะเพื่อตอบแทนการที่โจทก์ช่วยเหลือมิให้จำเลยต้องรื้อถอนตึกที่ก่อสร้างต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต การออกเช็คพิพาทจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนต้องตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 150 เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดตามเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,026,712.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 29 มิถุนายน 2547) ต้องไม่เกิน 26,712.40 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมิใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจยกเลิกคำสั่งให้รื้อถอนตึก แต่การที่โจทก์ทำงานในหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารของเมืองพัทยา ย่อมมีเหตุให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์จะสามารถช่วยเหลือมิให้จำเลยต้องรื้อตึกได้ ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อไม่ต้องรื้อถอนตึกตามคำสั่งของเมืองพัทยาจึงมีเหตุผลสอดคล้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ในลักษณะเพื่อตอบแทนการที่โจทก์ช่วยเหลือมิให้จำเลยต้องรื้อถอนตึกที่ก่อสร้างต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาตการออกเช็คพิพาทจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนต้องตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดตามเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลย ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 900
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยยศหรือธนยศ อ่ำประเสริฐ
จำเลย — นางสาวเพ็ญทิพย์หรือนางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวรพีพร วัฒนะชีวะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7609/2555
#525499
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลย แม้ในสัญญาเช่ามีข้อความระบุว่า ผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะต่ออายุการเช่าออกไปอีกสองคราว มีกำหนดคราวละ 3 ปี แต่เมื่อรวมระยะเวลาตามคำมั่นแล้วมีกำหนด 6 ปี จึงเป็นกรณีที่ผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะให้เช่าอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดเกินกว่า 3 ปี เมื่อโจทก์ผู้เช่าได้แสดงเจตนาเข้ารับคำมั่นสัญญาเช่าจึงมีผลต่อไปเพียง 3 ปี ตามคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะให้ผู้เช่าต่ออายุการเช่าในครั้งแรกเท่านั้น โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยทำสัญญาเช่าและไปจดทะเบียนการเช่าในครั้งที่สองซึ่งเกินกว่า 3 ปีไม่ได้ เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงและต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 ซึ่งบังคับให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 และนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ตามข้อตกลงและเงื่อนไขของสัญญาเช่าฉบับเดิม

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 150,000 บาท ให้แก่จำเลย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 10325 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำนวนสองครั้ง ครั้งแรกนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ครั้งที่สองนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2557 ตามข้อตกลงและเงื่อนไขตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2550 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์มีกำหนดสามปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งฟ้องและฟ้องแย้งทั้งหมดให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลย สัญญาเช่าครบกำหนดในวันที่ 31 ธันวาคม 2551 สัญญาเช่าดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะต่ออายุการเช่าออกไปอีกสองคราว ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 และครั้งที่สองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า เพราะมีข้อตกลงว่าเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงให้ทรัพย์สินที่โจทก์ได้ก่อสร้างหรือที่โจทก์นำมาตกแต่งหรือสร้างไว้นั้นตกได้แก่จำเลยผู้ให้เช่า เห็นว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา 2. จำเลยเสียหายหรือไม่ เพียงใด ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำมั่นจะให้เช่าโดยไปจดทะเบียนการเช่าครั้งที่สอง มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในสัญญาเช่าดังกล่าวจะมีข้อความระบุว่า ผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะต่ออายุการเช่าออกไปอีกสองคราว มีกำหนดคราวละ 3 ปี แต่เมื่อรวมระยะเวลาตามคำมั่นแล้วมีกำหนด 6 ปี จึงเป็นกรณีที่ผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะให้เช่าอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดเกินกว่า 3 ปี เมื่อโจทก์ผู้เช่าได้แสดงเจตนาเข้ารับคำมั่น สัญญาเช่าจึงมีผลต่อไปเพียง 3 ปี ตามคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะให้ผู้เช่าต่ออายุการเช่าในครั้งแรกเท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ มีกำหนด 3 ปี ตามคำมั่นว่าจะให้เช่าในครั้งแรกจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยทำสัญญาเช่าและไปจดทะเบียนการเช่าในครั้งที่สองซึ่งเกินกว่า 3 ปี ไม่ได้ เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงและต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ซึ่งบังคับให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิป การ์เด้น จำกัด
จำเลย — นางสาวภิจิตรา เศรษฐบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาติ สารธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7595/2555
#525494
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาข้อ 4.1 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่า การเลิกสัญญาเช่ารถนี้มิได้เกิดจากการผิดสัญญาชำระค่าเช่าจากฝ่ายจำเลย โจทก์ต้องนำสืบพยานให้รับฟังได้ตามเงื่อนไขข้อ 4.1 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าเช่า โจทก์มีหนังสือเตือนให้ชำระแล้ว ก็ไม่ชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเตือนจากโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเลิกสัญญาโดยโจทก์ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าได้ทันที แต่ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเช่างวดแรกวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 และอ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ชำระค่าเช่าเพียง 13 งวด 14 วัน ก็ติดตามรถคืนมาได้วันที่ 23 พฤษภาคม 2549 เมื่อกำหนดชำระค่าเช่างวดแรกวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 ย่อมครบกำหนดชำระงวดที่ 13 ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 และเมื่อชำระ 13 งวด ก็แสดงว่าชำระงวดที่ 13 ครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้ผิดนัดชำระค่าเช่า ส่วนวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ติดตามรถคืนมาได้ยังไม่ถึงกำหนดชำระงวดที่ 14 แต่อย่างใด ที่โจทก์ฟ้องว่าหลังจากชำระงวดที่ 13 แล้ว ก็ผิดนัดชำระค่าเช่าติดต่อกันมาโดยตลอดก็ดี ที่นำสืบว่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้ถูกต้องตามสัญญาก็ดี จึงรับฟังไม่ได้

บันทึกแนบท้ายสัญญาเช่ารถพร้อมอุปกรณ์เอกสารระบุว่า คู่สัญญาตกลงเปลี่ยนวิธีชำระค่าเช่าใหม่ว่าตั้งแต่งวดวันที่ 9 เมษายน 2549 เป็นต้นไป ผู้เช่าตกลงชำระเงินเป็นเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้า ฉบับละ 30,400 บาท 12 ฉบับ ลงวันที่ 9 ของทุกเดือน หากเช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้แม้แต่งวดเดียวให้ถือว่าผิดสัญญาเช่าทันที ผู้ให้เช่าสามารถขอรับรถยนต์ที่เช่าได้โดยพลัน และเรียกร้องค่าเช่าค่าเสียหายอื่น ๆ อันจะเกิดขึ้นจากการนี้ แต่ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อตกลงตามบันทึกแนบท้ายแต่อย่างใด ทั้งไม่ได้แนบมาท้ายฟ้องและไม่ได้ส่งสำเนาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย บันทึกแนบท้ายจึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับบันทึกแนบท้ายเป็นฎีกานอกฟ้องนอกประเด็น กับทั้งเช็คและใบคืนเช็คท้ายฎีกามิใช่พยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดี เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระค่าเช่า จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 980,271.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 924,784.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่ทวงถาม คือ วันที่ 28 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญาเช่ารถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นเทียน่า พร้อมอุปกรณ์ไปจากโจทก์ โดยมีกำหนดระยะเวลาการเช่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2548 และจะสิ้นสุดในวันที่ 8 เมษายน 2553 กำหนดชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 30,400 บาท ตกลงชำระค่าเช่างวดแรกในวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 และจะชำระค่าเช่างวดต่อ ๆ ไปทุกวันที่ 9 ของเดือน ตามสำเนาสัญญาเช่ารถพร้อมอุปกรณ์ท้ายฟ้อง ซึ่งเกี่ยวกับการเลิกสัญญาเป็นไปตามข้อ 4 การยกเลิกสัญญา ข้อ 4.1 ถ้าผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือปฏิบัติฝ่าฝืนข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ โดยไม่แก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในกำหนดระยะเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ผู้เช่าได้รับหนังสือเตือนจากผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะเลิกสัญญานี้ได้ โดยทำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังผู้เช่า และเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าได้ทันที ทั้งนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือทำให้เสื่อมเสียสิทธิของผู้ให้เช่าในการที่จะเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาของผู้เช่าได้อีกด้วย ข้อ 4.2 ในกรณีที่ผู้เช่าต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนดโดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งนี้ ผู้เช่าต้องชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าเป็นจำนวนเงินเท่ากับร้อยละ 70 ของยอดค่าเช่าที่ต้องชำระนับตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญาจนถึงวันสิ้นสุดสัญญา ในการนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์อ้างสภาพแห่งข้อหาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระค่าเช่า เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาข้อ 4.1 ไม่ใช่ ข้อ 4.2 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เพียงแต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายตามจำนวนเงินเหมือนกับข้อ 4.2 เท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาข้อ 4.1 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธอยู่ว่า การเลิกสัญญาเช่ารถนี้มิได้เกิดจากการผิดสัญญาชำระค่าเช่าจากฝ่ายจำเลย โจทก์ต้องนำสืบพยานให้รับฟังได้ตามเงื่อนไขข้อ 4.1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงจะต้องรับผิด กล่าวคือ โจทก์ต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าเช่า โจทก์มีหนังสือเตือนให้ชำระแล้ว ก็ไม่ชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือเตือนจากโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเลิกสัญญา โดยโจทก์ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าได้ทันที แต่ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเช่างวดแรกวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 และอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ชำระค่าเช่าเพียง 13 งวด 14 วัน ก็ติดตามรถคืนมาได้วันที่ 23 พฤษภาคม 2549 เห็นได้ชัดว่าเมื่อกำหนดชำระค่าเช่างวดแรกวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 ย่อมครบกำหนดชำระงวดที่ 13 ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 และเมื่อชำระ 13 งวด ก็แสดงว่าชำระงวดที่ 13 ครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้ผิดนัดชำระค่าเช่า ส่วนวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ติดตามรถคืนมาได้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระงวดที่ 14 แต่อย่างใด ที่โจทก์ฟ้องว่าหลังจากชำระงวดที่ 13 แล้ว ก็ผิดนัดชำระค่าเช่าติดต่อกันมาโดยตลอดก็ดี ที่นำสืบว่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้ถูกต้องตามสัญญาก็ดี จึงรับฟังไม่ได้

โจทก์ฎีกาว่า บันทึกแนบอยู่ท้ายสัญญาเช่ารถพร้อมอุปกรณ์เอกสารระบุว่า คู่สัญญาตกลงเปลี่ยนวิธีชำระค่าเช่าใหม่ว่าตั้งแต่งวดวันที่ 9 เมษายน 2549 เป็นต้นไป ผู้เช่าตกลงชำระเงินเป็นเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้า ฉบับละ 30,400 บาท 12 ฉบับ ลงวันที่ 9 ของทุกเดือน หากเช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้แม้แต่งวดเดียวให้ถือว่าผิดสัญญาเช่าทันที ผู้ให้เช่าสามารถขอรับรถยนต์ที่เช่าได้โดยพลัน และเรียกร้องค่าเช่าค่าเสียหายอื่น ๆ อันจะเกิดขึ้นจากการนี้ ต่อมาเช็คฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 11 เดือนเดียวกัน ตามเช็คและใบคืนเช็คท้ายฎีกา จึงถือว่าผิดสัญญาเช่าทันทีและโจทก์เรียกค่าเสียหายได้ตามบันทึกแนบท้ายนั้น ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อตกลงตามบันทึกแนบท้ายแต่อย่างใด ทั้งไม่ได้แนบมาท้ายฟ้องและไม่ได้ส่งสำเนาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย บันทึกแนบท้าย จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับบันทึกแนบท้ายจึงเป็นฎีกานอกฟ้องนอกประเด็น กับทั้งเช็คและใบคืนเช็คท้ายฎีกามิใช่พยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระค่าเช่า จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 560
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายรักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพลวัฒน์ อักษรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7593/2555
#532948
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏแม้จะมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินเดือนที่นายจ้างของจำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีและเรียกค่าธรรมเนียมบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มจากจำเลยที่ 1 เป็นรายปี ก็ไม่มีผลทำให้เงินที่จำเลยที่ 1 เบิกถอนจากบัญชีของจำเลยที่ 1 กลายเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายได้ ส่วนบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ก็เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเบิกถอนเงินหรือรับเงินกู้ของจำเลยที่ 1 จากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือของธนาคารอื่นที่มีข้อตกลงกับโจทก์ หากจำเลยที่ 1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีเพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอนก็เป็นการเบิกถอนเงินฝาก แต่หากจำเลยที่ 1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีไม่เพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอน เงินที่เบิกถอนเกินจากเงินฝากก็เป็นเงินกู้ที่ตกลงไว้กับโจทก์ตามสัญญากู้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนแต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 แต่ในส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเอทีเอ็มปีละ 100 บาท ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงได้รับในการนั้น ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 199,631.77 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 132,070.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายไตรรงค์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสายหยุด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้กับโจทก์ สาขาชุมพร เพื่อให้ธนาคารออมสิน สาขาชุมพร ที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ในสังกัดโอนเงินเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 ขอใช้บริการสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏและทำสัญญาไว้กับโจทก์ สาขาชุมพร เพื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีออมทรัพย์เป็นเงิน 137,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ นางสายหยุด ได้ทำสัญญาค้ำประกันกรุงไทยธนวัฏไว้กับโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้นธนาคารออมสิน สาขาชุมพร ได้โอนเงินเดือนและผลประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว จากนั้นจำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีด้วยการใช้ใบถอนเงินและใช้บัตรกรุงไทยเอทีเอ็มถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ รวมทั้งเบิกเงินในวงเงินกรุงไทยธนวัฏดังกล่าว ต่อมาต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 ไม่มีการโอนเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2544 เป็นเงิน 2,000 บาท มียอดค้างชำระโจทก์เป็นต้นเงิน 132,070.10 บาท และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 นางสายหยุดถึงแก่ความตายโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสายหยุดให้รับผิดด้วย ศาลชั้นต้นมีหมายเรียกจำเลยร่วมซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกของนางสายหยุดเข้าเป็นจำเลยร่วม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเป็นยุติว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมในฐานะทายาทของนางสายหยุดยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ฎีกาว่า สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเป็นสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปซึ่งมีอายุความ 10 ปี โจทก์มิได้ฟ้องเรียกเงินที่ออกทดรองจ่ายซึ่งมีอายุความ 2 ปี นั้น เห็นว่า สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏ แม้จะมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินเดือนที่นายจ้างของจำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีและเรียกค่าธรรมเนียมบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มจากจำเลยที่ 1 เป็นรายปี ก็ไม่มีผลทำให้เงินที่จำเลยที่ 1 เบิกถอนจากบัญชีของจำเลยที่ 1 กลายเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายได้ ส่วนบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นก็เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเบิกถอนเงินหรือรับเงินกู้ของจำเลยที่ 1 จากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือของธนาคารอื่นที่มีข้อตกลงกับโจทก์ หากจำเลยที่1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีเพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอน ก็เป็นการเบิกถอนเงินฝาก แต่หากจำเลยที่ 1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีไม่เพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอน เงินที่เบิกถอนเกินจากเงินฝากก็เป็นเงินกู้ที่ตกลงไว้กับโจทก์ตามสัญญากู้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนแต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับแต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2544 ถึงวันฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2547 ยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ แต่ในส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเอทีเอ็มปีละ 100 บาท นับจากปี 2544 ถึง 2546 นั้น ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่างๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงได้รับในการนั้น ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าธรรมเนียมในวันใดจึงถือเอาวันแรกของปีเป็นวันถึงกำหนดชำระ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวของปี 2544 และ 2545 จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

เมื่อฟังได้ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความดังกล่าว และข้อเท็จจริงที่ศาลล่างฟังมาพอแก่การวินิจฉัยคดี เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอีก มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนายวิเชียร ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินโจทก์จำนวน 132,070.10 บาท หนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 67,261.67 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย จำนวน 199,331.77 บาท รวมทั้งหนี้ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรกรุงไทยเอทีเอ็ม จำนวน 100 บาท ของปี 2546 รวมหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ทั้งสิ้น จำนวน 199,431.77 บาท ตามบัญชีและรายการคิดดอกเบี้ย ส่วนจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนดังกล่าวจริง นางสายหยุด ผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อนางสายหยุดถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนางสายหยุด จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของนางสายหยุดแต่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน จำนวน 199,431.77 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 132,070.10 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (7) ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางไพลิน ทวีทรัพย์ กับพวก
นายไตรรงค์ ศุภการ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลยร่วม — ของนางสายหยุด ศุภการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา