คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7157/2555
#554433
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยเลือกใช้บริการขนส่งทางอากาศซึ่งมีค่าขนส่งสูงกว่าการขนส่งทางทะเลมากถึงประมาณ 10 เท่า ก็เพราะเหตุจำเป็นต้องการส่งสินค้าให้ถึงโดยด่วน แม้ในใบรับขนทางอากาศจะไม่ได้ระบุวันที่สินค้าต้องถึงปลายทางไว้ก็เห็นได้อยู่ในตัวว่า คู่สัญญามีเจตนาให้ขนส่งสินค้าถึงปลายทางโดยรวดเร็วตามสภาพปกติในการขนส่งทางอากาศโดยเครื่องบิน ซึ่งต้องใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งทางทะเลมากพอสมควร แต่การขนส่งสินค้าตามใบรับขนทางอากาศ 2 ฉบับ ตามฟ้อง โจทก์ใช้เวลาในการขนส่งถึงปลายทางช้ากว่าปกติ โดยใช้เวลามากกว่าการขนส่งทางทะเล ย่อมเห็นได้ว่าล่าช้าผิดปกติจากที่ควรจะเป็น

ส่วนปัญหาที่โจทก์ต่อสู้ว่า ความล่าช้าเกิดจากเหตุสุดวิสัยและสภาพแห่งของนั้นเองข้อเท็จจริงนี้โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพายุว่า เกิดพายุที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีวันเวลาใด มีความรุนแรงเพียงใดและเกิดขึ้นในช่วงกำหนดการบินของเครื่องบินที่จะขนส่งสินค้าอย่างไร มีเหตุให้ต้องเลื่อนกำหนดการบินออกไปเป็นวันเวลาใด ทั้งมิได้นำสืบว่าสินค้าของจำเลยมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถขนส่งโดยเครื่องบินของสายการบินทั่วไปอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าความล่าช้าเกิดจากมีพายุและข้อจำกัดเที่ยวบินของเครื่องบินเฉพาะสำหรับขนส่งสินค้าที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี อันเป็นเหตุสุดวิสัยหรือสภาพแห่งของนั้นเอง

จำเลยเป็นหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 4,125,573.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนโจทก์เป็นหนี้ค่าเสียหายจากการขนส่งที่ต้องชำระแก่จำเลย 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้จำเลยจะขอหักกลบลบหนี้มาด้วยก็ตาม แต่หนี้ที่จำเลยจะได้รับชำระจากโจทก์ดังกล่าวจะมีผลเป็นหนี้ที่มีจำนวนแน่นอน และข้อต่อสู้แห่งสิทธิเรียกร้องเป็นอันยุติสิ้นไปนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ จึงย่อมหักกลบลบหนี้กันได้ในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ อันถือเป็นวันเวลาใช้เงินในการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินสำหรับหนี้ที่จำเลยจะได้รับชำระจากโจทก์ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าขนส่งพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นหนี้จำนวน 4,200,172.92 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,125,573.92 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 37,726,050.80 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันที่โจทก์ฟ้อง (วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,792,768.05 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนของฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าโจทก์รับขนส่งท่อนอะลูมิเนียมไปนอกราชอาณาจักรทางอากาศให้แก่จำเลยหลายครั้ง จำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามใบแจ้งหนี้ 15 ฉบับ รวมเป็นเงิน 4,125,573.92 บาท ตามคำฟ้องของโจทก์จริง และในการขนหลายเที่ยวนี้มีการขนส่ง 2 ครั้ง ตามใบรับขนทางอากาศเลขที่ บีเคเค 02-321809 และเลขที่ บีเคเค 02-321980 รวมอยู่ด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญารับขนตามใบรับขนทางอากาศเลขที่ บีเคเค 02-321809 และเลขที่ บีเคเค 02-321980 หรือไม่ เห็นว่า ในพฤติการณ์ที่จำเลยเลือกใช้บริการขนส่งทางอากาศของโจทก์ซึ่งมีค่าขนส่งสูงกว่าการขนส่งทางทะเลมากถึงประมาณ 10 เท่า ก็เพราะเหตุจำเป็นต้องการส่งสินค้าให้ถึงโดยด่วน แม้ในใบรับขนทางอากาศจะไม่ได้ระบุวันที่สินค้าต้องถึงปลายทางไว้ก็เห็นได้อยู่ในตัวว่า คู่สัญญามีเจตนาให้ขนส่งสินค้าถึงปลายทางโดยรวดเร็วตามสภาพปกติในการขนส่งทางอากาศโดยเครื่องบิน ซึ่งต้องใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งทางทะเลมากพอสมควร แต่การขนส่งสินค้าตามใบรับขนของทางอากาศ 2 ฉบับ ดังกล่าวโจทก์ใช้เวลาในการขนส่งถึงปลายทางช้ากว่าปกติ โดยใช้เวลามากกว่าการขนส่งทางทะเลย่อมเห็นได้ว่าล่าช้าผิดปกติจากที่ควรจะเป็น ส่วนปัญหาตามที่โจทก์ต่อสู้ว่า ความล่าช้าเกิดจากเหตุสุดวิสัยและสภาพแห่งของนั้นเอง นั้น ข้อเท็จจริงนี้โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพายุว่า เกิดพายุที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีวันเวลาใด มีความรุ่นแรงเพียงใดและเกิดขึ้นในช่วงกำหนดการบินของเครื่องบินที่จะขนส่งสินค้าอย่างไร มีเหตุให้ต้องเลื่อนกำหนดการบินออกไปเป็นวันเวลาใดทั้งมิได้นำสืบพยานหลักฐานว่าสินค้าของจำเลยมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถขนส่งโดยเครื่องบินของสายการบินทั่วไปอย่างไร ดังนั้นจึงฟังไม่ได้ว่าความล่าช้าเกิดจากมีพายุและข้อจำกัดเที่ยวบินของเครื่องบินเฉพาะสำหรับขนส่งสินค้าที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี อันเป็นเหตุสุดวิสัยหรือสภาพแห่งของนั้นเอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญารับขนตามใบรับขนของทางอากาศ 2 ฉบับ ดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการส่งของล่าช้าและสินค้าเสียหายมีเพียงใด เห็นได้ว่า ลูกค้าของจำเลยยังสามารถที่จะซ่อมสินค้าที่ชำรุดเสียหายได้ไม่ถึงกับเสียหายโดยสิ้นเชิงจนจำเป็นต้องจัดหาสินค้าใหม่ ทั้งสินค้าที่ชำรุดเสียหายก็มีเพียงร้อยละ 30 ซึ่งคิดตามสัดส่วนแล้วเป็นราคาสินค้าเพียง 4,131.30 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น นอกจากนี้จำเลยก็ไม่นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเสียค่าซ่อมเท่าใด จึงฟังได้เพียงว่าสินค้าเสียหายจริง แต่ค่าเสียหายไม่มากถึงตามจำนวนที่จำเลยเรียกร้องมาตามฟ้องแย้ง และเมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ต่างๆ ดังกล่าวแล้วเห็นควรกำหนดค่าความเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการขนส่งชักช้าและสินค้าบุบสลายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นให้แก่จำเลยถึง 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,226,550 บาท นั้น สูงเกินไป อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งฟังไม่ขึ้น

สรุปแล้ว จำเลยเป็นหนี้ที่ติดชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 4,125,573.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนโจทก์เป็นหนี้ค่าเสียหายจากการขนส่งที่ต้องชำระแก่จำเลยจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้จำเลยจะขอหักกลบลบหนี้มาด้วยก็ตาม แต่หนี้ที่จำเลยจะได้รับชำระจากโจทก์ดังกล่าวจะมีผลเป็นหนี้ที่มีจำนวนแน่นอน และข้อต่อสู้แห่งสิทธิเรียกร้องเป็นอันยุติสิ้นไปนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ จึงย่อมหักกลบลบหนี้กันได้ในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ อันถือเป็นวันเวลาใช้เงินในการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินสำหรับหนี้ที่จำเลยจะได้รับชำระจากโจทก์ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ในจำนวนที่เป็นผลลัพธ์จากการนำเงินจำนวน 4,125,573.92 บาท ที่คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2548 จนถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ แล้วหักกลบชำระด้วยเงินจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่คิดเป็นเงินบาทในอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท ตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันเวลาใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนที่มีในวันสุดท้ายก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ทั้งนี้หากมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวเป็นอัตราในการคิดคำนวณเป็นเงินบาท โดยในการหักกลบชำระหนี้ให้ชำระดอกเบี้ยก่อน หากยังเหลือเงินจึงหักชำระต้นเงิน เหลือต้นเงินเท่าใดให้เป็นต้นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาฉบับนี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่หากการหักกลบชำระหนี้ชำระได้เพียงดอกเบี้ยไม่พอชำระต้นเงินก็ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นต้นเงิน 4,125,573.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่เหลือหลังหักชำระหนี้แล้ว กับดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 4,125,573.92 บาท นับแต่วันอ่านคำพิพากษานี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลดังกล่าว และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็กเซล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็น วี เล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7130/2555
#526743
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยสรุปว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด จึงเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์อยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดดังกล่าวให้ถูกต้องได้หากฟังว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โดยไม่จำต้องยกเหตุว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด

เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นผู้ค้ำประกันในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 3 ถึงที่ 5 มียอดหนี้รวมเป็นเงิน 1,080,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่ายอดหนี้ดังกล่าวมีดอกเบี้ยค้างชำระ แม้โจทก์จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งรวมหนี้การกู้เบิกเงินเกินบัญชีในครั้งที่ 2 ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันด้วย โจทก์ก็ไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามส่วนของจำนวนเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 คงต้องรับผิดเพียง 540,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,000,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวน 540,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาล 100 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่มีอำนาจแก้ไขจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะประเด็นดังกล่าวมิใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยสรุปว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด จึงเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์อยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดดังกล่าวให้ถูกต้องได้หากฟังว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โดยไม่จำต้องยกเหตุว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนยอดเงินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นผู้ค้ำประกันในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 3 ถึง 5 มียอดหนี้รวมเป็นเงิน 1,080,000 บาท โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ายอดหนี้ดังกล่าวมีดอกเบี้ยค้างชำระหรือไม่ เพียงใด แม้โจทก์จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งรวมหนี้การกู้เบิกเงินเกินบัญชีในครั้งที่ 2 ของจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ก็ไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามส่วนของจำนวนเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นฟังว่ามียอดหนี้เป็นเงิน 1,800,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 900,000 บาท ได้แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 คงต้องรับผิดเพียง 540,000 บาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 296 ม. 682 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพัฒ ปลักปลา
จำเลย — นายวิโรจน์ ปลักปลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิริยะ แดงบรรจง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128/2555
#532947
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นนำยึดออกขายทอดตลาดโดยติดจำนอง จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์ติดจำนองดังกล่าว ส่วนคดีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้จำนองศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดโจทก์มิได้บังคับคดีจนล่วงเลย 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แต่การจำนองหาระงับสิ้นไปไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (1) (3) เพราะมิใช่กรณีหนี้ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความหรือผู้จำนองหลุดพ้น การจำนองจึงยังมีอยู่โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนอง แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 745 เมื่อจำเลยซื้อทรัพย์ติดจำนอง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับจำนองแก่จำเลยจากทรัพย์นั้นได้ และตาม ป.พ.พ. มาตรา 715 บัญญัติให้ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย (2) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ (3) ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในการบังคับจำนองได้ เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองมีข้อตกลงว่าผู้จำนองยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในการบังคับจำนองทรัพย์พิพาทได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาจำนองได้ แม้จำเลยไม่ใช่ผู้กู้และมิได้เป็นคู่สัญญาจำนองกับโจทก์ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,935,239.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 557,580.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,915,605.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 557,580.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 27 ธันวาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18966 ตำบลบางด้วน (บางจากฝั่งเหนือ) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 577,580.65 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นายเสรีกับนางนันทนา ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 530,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 10 ปี โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 18966 ตำบลบางด้วน (บางจากฝั่งเหนือ) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันในวงเงิน 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ต่อมานายเสรีกับนางนันทนาผิดสัญญา โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินกู้และบังคับจำนอง ศาลมีคำพิพากษาให้นายเสรีและนางนันทนาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 8520/2534 ของศาลแพ่ง แต่โจทก์ยังมิได้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ปรากฏว่านายกวีหรือจักรี โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3208/2529 ของศาลชั้นต้น ซึ่งฟ้องนายเสรีเป็นจำเลยได้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด และจำเลยเป็นผู้ซื้อได้แบบติดจำนอง โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยแต่ไม่สามารถส่งได้ จึงส่งโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์พิพาทหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า โจทก์มิได้บังคับคดีต่อทรัพย์พิพาทตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 8520/2534 ภายใน 10 ปี หนี้จำนองเป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1) (3) เห็นว่า แม้ศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนายเสรีและนางนันทนาตามคดีหมายเลขแดงที่ 8520/2534 ของศาลแพ่ง และคดีถึงที่สุดแล้วและโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ย่อมสิ้นสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้อีกต่อไปก็ตาม แต่การจำนองยังไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1) (3) ดังที่จำเลยอ้าง เพราะไม่ใช่กรณีหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ หรือผู้จำนองหลุดพ้น การจำนองทรัพย์พิพาทจึงยังคงมีอยู่ และโจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมาย ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และ 745 บัญญัติให้ผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองแม้เมื่อหนี้ประธานหรือหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วได้ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนอง เมื่อจำเลยซื้อทรัพย์พิพาทซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 3208/2529 ของศาลชั้นต้น จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับจำนองเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์พิพาทจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยอ้างว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยโดยมิชอบ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เห็นว่า การบังคับจำนองเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนอง และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย (2) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ (3) ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง" ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในการบังคับจำนองทรัพย์พิพาทได้ แม้หนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับนายเสรีและนางนันทนาอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ และในเบื้องต้นโจทก์คิดดอกเบี้ยจากนายเสรีและนางนันทนาเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปีก็ตาม แต่ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินมีข้อตกลงว่า ผู้กู้และผู้จำนองยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ แม้จำเลยไม่ใช่เป็นผู้กู้และมิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในการบังคับจำนองทรัพย์พิพาทได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากการบังคับจำนองทรัพย์พิพาทได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองซึ่งมีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองตามบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ชอบ กรณีเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 นอกจากนี้จำนวนต้นเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิมพ์ผิดพลาดจากจำนวน 557,580.65 บาท เป็นจำนวน 577,580.65 บาท จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 18966 ตำบลบางด้วน (บางจากฝั่งเหนือ) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์จำนวน 557,580.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ เงินสุทธิที่เหลือให้คืนแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 715 ม. 744 (1) ม. 744 (3) ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายมณเทียร ยิ่งยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิชาญ กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7092/2555
#521434
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนสลบ แต่การพิจารณาได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 3 เพียงผู้เดียวที่สลบ แม้ข้อเท็จจริงการพิจารณาจะต่างกับคำฟ้อง แต่กรณีเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ไม่ถือว่าเป็นเรื่องการพิจารณาต่างจากฟ้องในข้อสาระสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297, 310, 340, 340 ตรี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 340 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทลงโทษวรรคหนี่งและวรรคสอง) ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 24 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 และมาตรา 340 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้รับเหมาแรงงานขุดบ่อน้ำบาดาลให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ณ บริเวณที่ก่อสร้างของบริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่เกิดเหตุ วันเกิดเหตุจำเลยแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่า พัฒนาบ่อน้ำบาดาลเสร็จแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 บอกให้จำเลยพัฒนาน้ำให้นายช่างของบริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด ตรวจสอบ จำเลยไม่ยอมดำเนินการและขอลาออก เย็นวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ส่งผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 มาเฝ้าอุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำบาดาลในที่เกิดเหตุ จำเลยและพวกเข้ามาในบริเวณที่เกิดเหตุและเกิดเหตุชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 และจำเลยกับพวกขนแบตเตอรี่ 2 ใบ ใส่รถยนต์กระบะออกไปจากที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนสลบ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 3 เพียงผู้เดียวที่สลบ ทางพิจารณาของโจทก์จึงต่างกับคำฟ้อง เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ไม่ถือว่าเป็นเรื่องทางพิจารณาต่างจากฟ้อง และที่จำเลยฎีกาว่า แบตเตอรี่ 2 ใบ ที่จำเลยเอาไปจากที่เกิดเหตุเป็นทรัพย์ของจำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่า แบตเตอรี่ 2 ใบ ที่จำเลยขนไปจากที่เกิดเหตุเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยเป็นผู้รับเหมาจ้างแรงงาน อุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำบาดาลเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจำเลยเบิกความสอดรับกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยเป็นผู้รับเหมาแรงงานขุดเจาะน้ำบาดาล เครื่องมือในการขุดเจาะ จำเลยที่ 1 จะต้องเบิกจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเท่ากับจำเลยยอมรับว่าอุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำบาดาลเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ แบตเตอรี่ขนาด 120 แอมป์ 2 ใบ ของผู้เสียหายที่ 1 หายไป ซึ่งตามข้อตกลงจำเลยจะต้องเป็นผู้จัดหามาชดใช้ แต่จำเลยไม่จัดหา ผู้เสียหายที่ 1 จึงจัดซื้อมาใหม่และหักเงินค่าแรงจากจำเลยชดใช้ราคา และจำเลยก็นำสืบเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่า ในกรณีที่วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานสูญหาย จำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมาจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงฟังได้ว่า ในกรณีที่อุปกรณ์ในการขุดเจาะสูญหายไป จำเลยจะต้องรับผิดจัดหามาชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 แม้นหากจะฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่าแบตเตอรี่ขนาด 120 แอมป์ 2 ใบ ตามที่ระบุในคำฟ้องเป็นแบตเตอรี่ที่ผู้เสียหายที่ 1 จัดหามาแทนแบตเตอรี่ 2 ใบ ที่หายไปและผู้เสียหายที่ 1 หักค่าแรงของจำเลยชดใช้ราคาแบตเตอรี่ทั้งสองใบนี้แล้วก็ตาม แบตเตอรี่ 2 ใบยังคงเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 อยู่นั่นเอง เพราะเป็นทรัพย์ที่จำเลยต้องจัดหามาใช้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ตกลงกันไว้ หาใช่ทรัพย์ของจำเลยไม่ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะเอาแบตเตอรี่ทั้งสองใบไป ส่วนฎีกาประการอื่น ๆ ของจำเลยนั้นเป็นข้อปลีกย่อยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกแก่จำเลยก่อนลดโทษมีกำหนด 24 ปี ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไป ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี เห็นสมควรลงโทษจำคุกแก่จำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 22 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 310 ม. 340 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายวินัยหรือโต้ง จันทึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวัฒนศักดิ์ ผิวขาว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชัชวาล บุนนาค
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7087/2555
#521544
เปิดฉบับเต็ม

ข้อมูลที่ผู้กระทำความผิดให้ต่อเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น ต้องเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นหรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษจำนวนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีนี้และเจ้าพนักงานไม่สามารถค้นพบหรือยึดได้หากไม่ได้รับข้อมูลจากผู้กระทำความผิด คดีนี้แม้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพว่า รับจ้าง ส. กับ บ. ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานจับ ส. กับ บ. ได้ แต่คำให้การของจำเลยเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันและเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานสืบทราบและวางแผนจับกุมอยู่แล้ว มิใช่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของรายอื่นแต่อย่างใด ไม่มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 65 วรรคสอง), 66 วรรคสาม, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)) 66 วรรคสาม, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท คำให้การชั้นจับกุม และชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 666,666.67 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้กักขังแทนค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกิน 1 ปี

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการเดียวว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" ซึ่งข้อมูลที่ผู้กระทำความผิดให้ต่อเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัตินั้นต้องเป็นข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นหรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษจำนวนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีนี้และเจ้าพนักงานจะไม่สามารถค้นพบหรือยึดได้หากไม่ได้รับข้อมูลจากผู้กระทำความผิด คดีนี้แม้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพว่ารับจ้างนางสาวสายชลกับนางสาวบังอรไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลาง และต่อมาเจ้าพนักงานจับนางสาวสายชลกับนางสาวบังอรได้ แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน และเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานสืบทราบและวางแผนจับกุมอยู่แล้ว มิใช่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางนิว ไม่มีนามสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7053/2555
#521421
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย และในวรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญา โดยมิได้มีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย ผู้เสียหายในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านเพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้

คดีส่วนอาญาเป็นคดีความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกไม่ถึงห้าปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีส่วนแพ่ง ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่งและมิได้มีผลกระทบใดๆ ต่อคดีส่วนอาญา ทั้งศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาเฉพาะส่วนแพ่งต่อไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 296, 358, 362, 364, 365

จำเลยให้การรับสารภาพ

ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา นายนวล ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าขาดรายได้ที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ 12,000 บาท ค่าทำขวัญตามบันทึกที่ตกลงกันไว้ 45,000 บาท และค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 5,810 บาท รวมเป็นเงิน 62,810 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 358 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี และปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในระยะเวลาคุมประพฤติ ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้เสียหายอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้เสียหายชอบหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายมิได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงมิได้มีฐานะเป็นโจทก์และมิใช่เป็นคู่ความในคดีย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ดังนี้ เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญา โดยมิได้มีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย ผู้เสียหายในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านเพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้เสียหายชอบแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาจนเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีส่วนอาญาเป็นคดีความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกไม่ถึงห้าปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงชอบที่ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาจึงเป็นไปโดยชอบ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายไม่ ส่วนที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน แต่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีส่วนแพ่ง ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องเฉพาะคดีส่วนแพ่งและมิได้มีผลกระทบใดๆ ต่อคดีส่วนอาญา ทั้งศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต่อไปเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่โดยไม่ได้ยกเว้นในส่วนคดีอาญาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีส่วนอาญาไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 44/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นางนวลจันทร์ เขื่อนพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายกริชชัย เชื้อชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7018/2555
#525510
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายเป็นรายปี ซึ่งคำว่า รายปี ย่อมมีความหมายว่า เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายปีละหนึ่งครั้งเพียงคราวเดียวโดยไม่ต้องคำนึงว่าป้ายได้ติดตั้งหรือแสดงไว้ในปีนั้นครบทั้งปีหรือไม่ ยกเว้นตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ที่กำหนดว่าเฉพาะป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกที่ให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงวันสิ้นปี ไม่ต้องเสียภาษีป้ายเป็นรายปีแต่ให้คิดเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี เท่านั้น

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทเพิ่มเติมก่อนแจ้งการประเมิน จึงพอถือได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้ถูกต้องก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมิน จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้แก้การประเมินภาษีป้ายเป็นเงินภาษี 270,000 บาท และงดเงินเพิ่มด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเชฟโลเลต เมื่อเดือนมกราคม 2549 โจทก์ได้ติดตั้งป้ายโฆษณารถยนต์ยี่ห้อเชฟโลเลตบริเวณในเขตตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของจำเลย ในปี 2549 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี พ.ศ.2549 และได้เสียภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 1 ป้าย เป็นค่าภาษีป้าย 270,000 บาท และเงินเพิ่ม 27,000 บาท รวม 297,000 บาท ในปี 2550 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี พ.ศ.2550 แสดงป้ายกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย และแสดงป้ายอื่นที่มีขนาดเล็กกว่าอีกจำนวน 5 ป้าย และโจทก์ได้เสียภาษีป้ายตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย เป็นเงิน 540,000 บาท ในวันที่ 17 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี พ.ศ.2551 แสดงป้ายขนาดเล็กจำนวนหลายป้าย โดยไม่ได้แสดงป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย ในวันที่ 10 เมษายน 2551 ป้ายของโจทก์ขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย ถูกลมพายุพัดล้มเสียหายทั้งหมดจนไม่สามารถใช้งานได้ ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือเตือนแจ้งให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย จากนั้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2551 โจทก์จึงได้มายื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย แต่ระบุในหมายเหตุว่า ป้ายล้ม สาเหตุเกิดจากพายุฤดูร้อนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 พร้อมทั้งได้รื้อถอนออกหมดตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2551 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2551 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายให้โจทก์ชำระภาษีป้าย 540,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มเนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายไม่ถูกต้องร้อยละ 10 ของค่าภาษี เป็นจำนวน 54,000 บาท รวม 594,000 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าวจึงอุทธรณ์การประเมิน ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า ป้ายของโจทก์ติดตั้งและเสียภาษีปีที่ผ่านมาแล้ว จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะทำให้โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเป็นรายปี ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ให้โจทก์เสียภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มเป็นการถูกต้องแล้ว

กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีป้ายเป็นรายปีพร้อมเสียเงินเพิ่มชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ซึ่งคำว่า รายปี ย่อมมีความหมายว่า เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายปีละหนึ่งครั้งเพียงคราวเดียว โดยไม่ต้องคำนึงว่าป้ายได้ติดตั้งหรือแสดงไว้ในปีนั้นครบทั้งปีหรือไม่ ยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่งตอนท้าย ที่กำหนดว่าเฉพาะป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงวันสิ้นปีไม่ต้องเสียภาษีป้ายเป็นรายปีแต่ให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี เท่านั้น ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวหากพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มีเจตนารมณ์ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้ายในปีสุดท้ายเป็นรายปีด้วยก็คงต้องบัญญัติยกเว้นไว้ให้ชัดเจนเหมือนดังเช่นในกรณีการติดตั้งหรือแสดงป้ายในปีแรก ประกอบกับในมาตรา 14 ทวิ วรรคสอง กำหนดให้การติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิมและมีพื้นที่ ข้อความ ภาพ และเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายแล้วตามมาตรา 14 (2) ให้ได้รับยกเว้นภาษีเฉพาะปีที่ติดตั้งหรือแสดงป้าย ยิ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้จัดเก็บภาษีป้ายเป็นรายปี จึงได้ยกเว้นไม่เก็บภาษีป้ายสำหรับการติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิมเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษี เพราะมิฉะนั้นแล้วเจ้าของป้ายก็ต้องเสียภาษีป้ายสำหรับป้ายเดิมทั้งปีและยังต้องเสียภาษีสำหรับป้ายใหม่เป็นรายงวดซ้ำซ้อนอีกกฎหมายจึงบัญญัติยกเว้นไว้ ประกอบกับถ้ามีการตีความว่าการจัดเก็บภาษีป้ายสำหรับป้ายในปีสุดท้ายไม่ต้องจัดเก็บเป็นรายปีแล้ว หากเกิดกรณีมีการติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิมก็จะทำให้จัดเก็บภาษีป้ายเดิมได้เพียงเท่าที่ใช้ประโยชน์ ทั้งไม่อาจเรียกเก็บภาษีสำหรับป้ายใหม่ที่ติดตั้งหรือแสดงไว้แทนป้ายเดิมได้อีกอาจได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 14 ทวิ วรรคสอง ทำให้เป็นช่องทางให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีอันอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการจัดเก็บภาษีป้ายได้ ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินให้โจทก์เสียภาษีป้ายสำหรับป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย ที่ติดตั้งหรือแสดงไว้จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2551 ต้องเสียภาษีป้ายเป็นรายปีชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง แล้ว แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 โดยแสดงป้ายไว้หลายป้ายโดยไม่แสดงรายการสำหรับป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย ทั้งที่ในเวลาที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายนั้น ป้ายทั้งสองป้ายดังกล่าวยังไม่ได้ถูกทำลายให้เสียหายแต่อย่างใด อันถือเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายไม่ถูกต้องมาแต่ต้น ทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีป้ายลดน้อยลงก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2551 โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี พ.ศ.2551 สำหรับป้ายขนาดกว้าง 1,500 เซนติเมตร ยาว 4,500 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย และระบุในหมายเหตุว่า ป้ายล้ม สาเหตุเกิดจากพายุฤดูร้อนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 ก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้มีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ จึงพอถือได้ว่าเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้ถูกต้องก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้มีหนังสือแจ้งการประเมิน จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 25 (2) การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 25 (2) จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะในส่วนเงินเพิ่ม ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 7 ม. 25 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — เทศบาลตำบลท่าวังทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2555
#532971
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี หลังจากรู้ว่า ก. ตายก็ตาม แต่โจทก์ผู้รับจำนองยังสามารถใช้สิทธิบังคับจำนองได้ เพราะเหตุดังกล่าวไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามที่ระบุไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 744

ป.รัษฎากร มาตรา 67 ตรี ได้กำหนดบทลงโทษให้ผู้เสียภาษีชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 26 อีก

บทบัญญัติใน ป.รัษฎากร มาตรา 89 มิได้มุ่งหมายให้ลงโทษผู้กระทำผิดเรียงตามอนุมาตราไป แต่มุ่งหมายให้ลงโทษตามอนุมาตราที่กำหนดเบี้ยปรับสูงสุดเพียงอนุมาตราเดียว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) (3) (4) หรือ (10) เพียงอนุมาตราเดียวซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับได้สูงสุด

สำหรับกรณีเบี้ยปรับตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89 (8) และ (9) ทั้งสองกรณี เป็นการเสียเบี้ยปรับที่สามารถแยกจากบทบัญญัติตามมาตรา 89 (2) (3) (4) (10) ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) หรือ (9) อีกฐานหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับรับผิดชำระเงินจำนวน 4,787,297.75 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกชำระเงินจำนวน 700,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มจากกองมรดกของนางกลม หากไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2766 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 700,000 บาท ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงินจำนวน 352,862 บาท หากไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3162 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จำนวน 352,862 บาท พร้อมเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,787,297.75 บาท โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 352,862 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3162 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกลม ให้ชำระหนี้ตามที่นางกลมได้จำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ไว้เกิน 1 ปี หลังจากรู้ว่านางกลมถึงแก่ความตายก็ตาม แต่โจทก์ผู้รับจำนองยังสามารถใช้สิทธิบังคับให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ชำระหนี้โจทก์เอาจากทรัพย์สินที่นางกลมนำมาจำนองได้ เพราะเหตุดังกล่าวไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ขาดอายุความ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี ดังนั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าการไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 67 ทวิ นี้ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 26 อีก การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

การเสียเบี้ยปรับตาม มาตรา 89 (10) เนื่องจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้อง ส่วนเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี สำหรับเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือนำส่งคลาดเคลื่อน และเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป ตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นเป็นกรณีที่กฎหมายเรียกเก็บเบี้ยปรับจากฐานภาษีเดียวกัน เห็นได้ว่า บทบัญญัติในประมวลรัษฎากร มาตรา 89 มิได้มุ่งหมายให้ลงโทษผู้กระทำผิดเรียงตามอนุมาตราไป แต่มุ่งหมายให้ลงโทษตามอนุมาตราที่กำหนดเบี้ยปรับสูงสุดเพียงอนุมาตราเดียว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) (3) (4) หรือ (10) เพียงอนุมาตราเดียว ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับได้สูงสุด สำหรับกรณีเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายไว้ตามที่กฎหมายกำหนด ให้เสียเบี้ยปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี และกรณีเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (9) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้เก็บใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อที่ใช้เครดิตภาษีในการคำนวณภาษีไว้ตามที่กฎหมายกำหนด ให้เสียเบี้ยปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีที่นำมาเครดิต ทั้งสองกรณีเป็นการเสียเบี้ยปรับที่สามารถแยกจากบทบัญญัติตามมาตรา 89 (2) (3) (4) และ (10) ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) หรือ (9) อีกฐานหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 10400100/02/100042 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2541 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 โดยให้เพิกถอนเฉพาะการเรียกเก็บเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 26 จำนวน 339,157.95 บาท และแก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน 2538 สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน พฤศจิกายน 2539 โดยให้โจทก์เรียกเก็บเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (2) (3) (4) หรือ (10) เพียงอนุมาตราเดียวซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับได้สูงสุด นอกเหนือจากเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) หรือ (9) โดยให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกลมร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนไม่เกิน 700,000 บาท สำหรับหนี้ค่าภาษีอากรตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีสิงหาคมและกันยายน 2539 หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2766 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ของนางกลมออกขายทอดตลาด โดยหากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดจำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ป.รัษฎากร ม. 26 ม. 67 ตรี ม. 89 (2) ม. 89 (3) ม. 89 (4) ม. 89 (8) ม. 89 (9) ม. 89 (10)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ธรรมนุรักษ์ก่อสร้าง
(ที่ถูกห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ธรรมานุรักษ์ก่อสร้าง)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7015/2555
#525509
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินครั้งแรกเพราะเห็นว่าการประเมินยังไม่ถูกต้อง มิใช่เพราะเห็นว่าโจกท์ไม่มีภาษีต้องชำระเพิ่ม ซึ่งถือไม่ได้ว่าการเรียกตรวจสอบตามหมายเรียกเสร็จสิ้นลงแล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีตามที่เห็นว่าถูกต้องได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 19 อีกครั้ง แม้การประเมินครั้งหลังจะทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรก แต่มีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงมิใช่การประเมินซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการประเมินครั้งหลังยังเป็นการประเมินในเรื่องเดิมเกี่ยวกับยอดเงินได้พึงประเมินของโจทก์โดยเจ้าพนักงานประเมินอาศัยพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบมาแล้วเท่าที่มีอยู่เดิมในการประเมินครั้งแรกเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณามิใช่การประเมินในเรื่องใหม่ที่ไม่เคยตรวจสอบไต่สวนมาก่อน จึงไม่จำต้องแจ้งโจทก์มาชี้แจงแสดงหลักฐานเพิ่มเติม

ข้อความในอุทธรณ์ของโจทก์เป็นไปในทำนองเดียวกับที่กล่าวในคำฟ้องโดยไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่าไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร วิธีการประเมินมิใช่ขั้นตอนปกติด้วยเหตุผลใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

บัญชีเงินฝากธนาคารที่โจทก์เปิดไว้ หากโจทก์อ้างว่าเงินในบัญชีมีส่วนที่เป็นของบุคคลอื่นรวมอยู่ด้วย โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ความเช่นนั้น เงินดังกล่าวเป็นจำนวนสูงมาก โจทก์อ้างว่าเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. ซึ่งตามปกตินิติบุคคลย่อมต้องมีการจัดทำบัญชีรับจ่าย บัญชีแสดงรายการเจ้าหนี้และลูกหนี้รวมทั้งงบการเงิน แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าเงินของห้างมีที่มาอย่างไร แต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด การโอนเงินเข้าบัญชีเป็นเงินสำหรับหมุนเวียนในการประกอบการค้าของห้างโจทก์ก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยอดเงินในวันสุดท้ายของปีเป็นหนี้ธนาคารหรือคงเหลือ 5,000 บาท ก็ไม่อาจสรุปว่าเงินฝากในบัญชีไม่ใช่ของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่ายอดเงินที่เข้าบัญชีมีส่วนที่เป็นของห้างจำนวนเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำยอดเงินฝากเข้าบัญชีภายหลังหักจำนวนเงินที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการชำระค่าสินค้าของห้างเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) และหักค่าใช้จ่ายเหมาให้ในอัตราร้อยละ75 โดยงดเบี้ยปรับ จึงถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 6760050/1/100822 ถึง 100825 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ (สภ.6) พบ./6/2548 เลขที่ (สภ.6) พบ./7/2548 เลขที่ (สภ.6) พบ./8/2548 และเลขที่ (สภ.6) พบ./9/2548

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ในครั้งหลังหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินครั้งหลังมิได้มีการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการประเมินซ้ำกับการประเมินครั้งแรกที่สิ้นสุดไปแล้ว และเป็นการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีจำนวนสูงกว่าที่ประเมินครั้งแรกอันเป็นโทษแก่โจทก์ จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5158/2538 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรว่าด้วยเรื่องอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินมิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ ได้ความว่าก่อนมีการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษีที่พิพาทจากโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโจทก์ไปไต่สวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินครั้งแรกเพราะเห็นว่าการประเมินดังกล่าวยังไม่ถูกต้อง มิใช่เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีภาระภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม ซึ่งถือไม่ได้ว่าการเรียกตรวจสอบตามหมายเรียกดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เจ้าพนักงานประเมินก็ย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีตามที่เห็นว่าถูกต้องได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 อีกครั้ง แม้การประเมินครั้งหลังจะทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรกก็ตาม แต่การประเมินในครั้งหลังมีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงมิใช่การประเมินซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการประเมินครั้งหลังยังคงเป็นการประเมินในเรื่องเดิมเกี่ยวกับยอดเงินได้พึงประเมินของโจทก์ โดยเจ้าพนักงานประเมินอาศัยพยานหลักฐานที่ได้จากการดำเนินการตรวจสอบไต่สวนมาแล้วเท่าที่มีอยู่เดิมในการประเมินครั้งแรกเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาประเมิน มิใช่การประเมินในเรื่องใหม่ที่เจ้าพนักงานประเมินไม่เคยตรวจสอบไต่สวนมาก่อน ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์มาชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานเพิ่มเติมดังที่โจทก์อ้าง สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5158/2538 ระหว่าง บริษัทเตียง จิราธิวัฒน์ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากรกับพวก จำเลย เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ในคดีดังกล่าวและมีการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมามีการแจ้งการประเมินในประเด็นเรื่องใหม่ให้โจทก์ในคดีดังกล่าวชำระภาษีเพิ่มอีกโดยมิได้ยกเลิกการประเมินครั้งแรก ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างจึงแตกต่างจากคดีนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินในครั้งหลังโดยอาศัยหมายเรียกฉบับเดิมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์โดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินเพียงแต่นำรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์มาประกอบการพิจารณาว่ารายการทางการเงินที่ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์หรือไม่ และรายการที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์เพื่อนำมาประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นวิธีการประเมินตามขั้นตอนปกติทั่วไปและคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เป็นการประเมินโดยการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินอาศัยพยานหลักฐานจากรายการเงินฝากในบัญชีเลขที่ 324 - 301115 - 6 ของโจทก์มาเป็นเงินได้พึงประเมินและใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ เป็นการประเมินโดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่า ข้อความในอุทธรณ์ของโจทก์เป็นไปในทำนองเดียวกับที่โจทก์กล่าวไว้ในคำฟ้อง โดยอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่าไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร วิธีการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวมิใช่การประเมินตามขั้นตอนปกติด้วยเหตุผลใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า ในช่วงปีภาษีที่เป็นกรณีพิพาท โจทก์ประกอบกิจการขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับท่อพีวีซีพร้อมทั้งอุปกรณ์ในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ ห้างดังกล่าวมีโจทก์และนายอุดม พี่ชายโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในปี 2539 โจทก์ได้รับเงินเดือนจากห้างดังกล่าวเดือนละ 15,000 บาท และในปี 2540 ได้รับเดือนละ 17,500 บาท นอกจากเงินเดือนที่ได้รับแล้วโจทก์ไม่มีรายได้อื่นใดอีก บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 324 - 301115 - 6 ซึ่งเปิดไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่ายาง เป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์ นางสาลิณี และห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ เนื่องจากห้างดังกล่าวไม่มีบัญชีเงินฝากของตน จึงอาศัยบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นบัญชีเงินฝากของห้าง ซึ่งมีรายการฝากถอนเงินในบัญชีอยู่ตลอดเวลาอันเป็นปกติของการค้าขายทั่วไป และยังมีการโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่ห้าง ส่วนรายการฝากด้วยเงินสดที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็มและการโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของโจทก์ไปเข้าบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวก็เป็นเงินหมุนเวียนทางการค้าของห้าง จึงไม่อาจแยกแยะได้ว่าเงินส่วนใดเป็นของโจทก์ ส่วนใดเป็นของห้าง การประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์จึงต้องใช้วิธีเฉลี่ยรายรับจากหลักฐานทางบัญชีตามสัดส่วนรายรับที่ปรากฏตามแบบแสดงรายการภาษีของโจทก์ กล่าวคือ ในปีภาษี 2539 รายรับตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวมียอดเงินรวมทั้งสิ้น 33,687,165.31 บาท คำนวณเป็นรายรับของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ในอัตราร้อยละ 95.12 เป็นเงิน 32,043,231.66 บาท ส่วนที่เหลืออัตราร้อยละ 4.88 คิดเป็นเงิน 1,643,933.65 บาท เป็นรายรับของโจทก์และนางสาลิณี สำหรับปีภาษี 2540 คำนวณเป็นรายรับของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ในอัตราร้อยละ 93.29 ของรายรับที่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชี คิดเป็นเงิน 38,797,334.11 บาท ส่วนที่เหลืออัตราร้อยละ 6.71 คิดเป็นเงิน 2,790,546.80 บาท เป็นรายรับของโจทก์และนางสาลิณี ส่วนจำเลยทั้งสี่นำสืบว่า ในชั้นไต่สวนโจทก์ชี้แจงว่าในปีภาษี 2539 และปีภาษี 2540 โจทก์มีรายได้เป็นเงินเดือนที่ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์เท่านั้น ส่วนนางสาลิณีมีรายได้จากการขายอุปกรณ์การเกษตรวันละ 3,000 ถึง 4,000 บาท แต่ต่อมาโจทก์มาให้ถ้อยคำใหม่ว่า รายได้ดังกล่าวของนางสาลิณีเป็นรายได้ในปีปัจจุบัน (2544) ส่วนในปีภาษี 2539 และปีภาษี 2540 นางสาลิณีมีรายได้จากการขายสินค้าวันละ 2,000 ถึง 2,500 บาท เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของโจทก์ เลขที่ 324 - 301115 - 6 แผ่นที่ 171 ถึง 220 พบว่า ในแต่ละเดือนมียอดเงินนำเข้าบัญชีค่อนข้างสูง ซึ่งโจทก์ให้ถ้อยคำชี้แจงว่า ยอดเงินที่นำเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของโจทก์ในปีภาษี 2539 จำนวน 34,024,409.33 บาท และปีภาษี 2540 จำนวน 41,649,050.91 บาท เป็นรายได้จากการขายสินค้าของนางสาลิณี รายได้จากการซื้อขายหุ้นของโจทก์ รวมทั้งการโอนเงินเข้าบัญชีให้เกิดการหมุนเวียนเพื่อให้ธนาคารเชื่อถือและเงินที่รับชำระหนี้จากการให้ญาติกู้ยืม แต่โจทก์ไม่สามารถแจ้งชื่อญาติที่อ้างว่ากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ รวมทั้งแจ้งว่าไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและไม่มีหลักฐานการซื้อขายหุ้นมาแสดง สำหรับการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ร่วมใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ ห้างจะให้โจทก์จ่ายเช็คชำระค่าสินค้าแทนห้างไปก่อน แล้วห้างจะนำเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีเพื่อหักกลบลบหนี้กับเงินที่โจทก์จ่ายแทนไป โดยยอดเงินที่ห้างนำเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระค่าสินค้าเป็นเงินเดือนละประมาณ 600,000 ถึง 900,000 บาท หรือประมาณร้อยละ 50 ของยอดเงินที่นำเข้าบัญชีธนาคารในแต่ละเดือน รายละเอียดปรากฏตามคำให้การ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบยอดเงินนำเข้าบัญชีธนาคารในแต่ละเดือนแล้ว ปรากฏว่ามีเงินนำเข้าบัญชีของโจทก์ในปีภาษี 2539 จำนวน 33,687,165.31 บาท ปีภาษี 2540 จำนวน 1,587,880.91 บาท ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ยอดเงินนำฝากในบัญชีดังกล่าวว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ เว้นแต่กรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์นำเงินเข้าบัญชีเพื่อจ่ายคืนค่าซื้อสินค้าที่โจทก์ชำระแทนห้าง แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ แต่เจ้าพนักงานประเมินก็ได้นำหลักฐานการชำระค่าสินค้าของห้างจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) มาประกอบการพิจารณาหักออกจากยอดเงินนำฝากในบัญชีโดยไม่ถือว่าเป็นเงินได้ของโจทก์ สำหรับเงินในบัญชีส่วนที่เหลือเมื่อไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรประเภทใด เพื่อความเป็นธรรมจึงพิจารณาหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาให้ในอัตราร้อยละ 75 ตามมติ กพอ. ครั้งที่ 11/2522 และดำเนินการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2539 และปีภาษี 2540 ทั้งภาษีประจำปีและภาษีครึ่งปีจากโจทก์ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เห็นว่า บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่ายาง เลขที่ 324 - 301115 - 6 เป็นบัญชีที่โจทก์เปิดไว้กับทางธนาคาร หากโจทก์อ้างว่าเงินในบัญชีดังกล่าวมีส่วนที่เป็นของบุคคลอื่นรวมอยู่ด้วย โจทก์ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ความเช่นนั้น เงินดังกล่าวเป็นจำนวนสูงมาก โจทก์อ้างว่าเงินส่วนใหญ่ในบัญชีเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ ซึ่งตามปกติในการประกอบธุรกิจการค้าของนิติบุคคลย่อมต้องมีการจัดทำบัญชีรับจ่าย บัญชีแสดงรายการเจ้าหนี้และลูกหนี้ รวมทั้งงบการเงินต่าง ๆ แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ ที่นำฝากเข้าบัญชีของโจทก์มีที่มาอย่างไร แต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะหากมีการโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่ทางห้างจริงก็ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยที่จะตรวจสอบว่าลูกค้ารายใดเป็นผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ข้อที่โจทก์อ้างว่ารายการเงินฝากในบัญชีด้วยเงินสดหรือที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม รวมทั้งการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของโจทก์เพื่อเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวเป็นเงินที่ใช้สำหรับหมุนเวียนในการประกอบการค้าของห้างอันเป็นเงินรายได้ของห้างนั้น โจทก์ก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่ามีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ประเภทออมทรัพย์มาเข้าบัญชีกระแสรายวันจริง ส่วนรายการเงินฝากที่เป็นเงินสดหรือที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็มก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่ารายการเงินฝากดังกล่าวเป็นเงินทุนหมุนเวียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งการที่มียอดเงินนำฝากเข้าบัญชีเลขที่ 324 - 301115 - 6 ในปีภาษี 2539 เป็นจำนวน 30 ล้านบาทเศษ แต่ยอดเงินตามบัญชีในวันสุดท้ายของปีกลับเป็นหนี้ธนาคาร และยอดเงินนำฝากเข้าบัญชีดังกล่าวในปีภาษี 2540 เป็นจำนวน 42 ล้านบาทเศษ แต่ยอดเงินตามบัญชีในวันสุดท้ายของปีคงเหลือเพียง 5,000 บาทเศษ ก็ไม่อาจสรุปว่าเงินฝากในบัญชีดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงเลื่อนลอยและมีข้อพิรุธ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่ายอดเงินที่นำเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 324 - 301115 - 6 ในปีภาษี 2539 และปีภาษี 2540 มีส่วนที่เป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์จำนวนเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประเมินและวินิจฉัยว่ายอดเงินนำฝากเข้าบัญชีดังกล่าวภายหลังจากหักจำนวนเงินที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการชำระค่าซื้อสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด เซี่ยมกี่พาณิชย์ที่ซื้อจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร และพิจารณาหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาให้ในอัตราร้อยละ 75 โดยงดเรียกเก็บเบี้ยปรับจากโจทก์ จึงถูกต้องและเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 40 (8)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเมธ กนกรัตนนุกูล
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7012/2555
#528507
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เช่าที่ดินจากบุคคลอื่นมาก่อสร้างเป็นอาคารสนามฝึกซ้อมกอล์ฟและสนามเทนนิส มีพื้นที่ต่อเนื่องและทางรถวิ่ง อาคารร้านค้า ป้อมยาม สำนักงานฝ่ายบัญชี อาคารเก็บสินค้า บ้านพักพนักงาน และรั้วกั้นลูกกอล์ฟ แต่เป็นกรณีที่ทรัพย์สินนั้นหาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยถือค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ชำระแก่เจ้าของที่ดินเป็นหลักในการคำนวณ และคำนึงถึงมูลค่าทรัพย์สิน การใช้ประโยชน์ ตลอดจนอัตราเหมาะสมที่สมควรให้เช่าได้กับเทียบเคียงกับโรงเรือนของบริษัท อ. ซึ่งมีการเช่าที่ดินจากบุคคลอื่นเช่นเดียวกับโจทก์และตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ซึ่งโดยปกติการเช่าที่ดินเปล่ามาพัฒนาแล้วปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ย่อมทำให้ที่ดินที่เช่ามีค่าแห่งที่ดินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้ความว่าเจ้าของที่ดินลดค่าเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์เองก็ขอลดค่ารายปี ซึ่งเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 ก็ลดค่ารายปีให้ กรณีย่อมถือได้ว่าค่าเช่าที่โจทก์ชำระแก่เจ้าของที่ดิน ถือเป็นหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งที่นำมาใช้ในการคำนวณค่ารายปีสำหรับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ โดยเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์

โจทก์ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ โดยผู้ใช้บริการต้องเสียค่าตอบแทน โดยพื้นที่ในส่วนสนามฝึกซ้อมกอล์ฟตั้งอยู่ใกล้กับตัวอาคาร ผู้ใช้บริการยืนอยู่บริเวณตัวอาคารต้องตีลูกกอล์ฟออกไปสู่บริเวณสนาม ดังนั้น สนามฝึกซ้อมกอล์ฟจึงเป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือเพื่อประโยชน์ของพื้นที่อื่นของตัวอาคาร ถือได้ว่าสนามฝึกซ้อมกอล์ฟเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องถูกประเมิน ส่วนรั้วกั้นลูกกอล์ฟเนื่องจากบริเวณสนามฝึกซ้อมกอล์ฟมีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก โจทก์จำเป็นต้องมีรั้วเหล็กกั้นมิให้ลูกกอล์ฟเลยออกนอกรั้วและเพื่อป้องกันความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้อื่น กับทั้งเพื่อประโยชน์แห่งกิจการของโจทก์โดยตรง รั้วกั้นลูกกอล์ฟจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องถูกประเมินค่ารายปีเช่นเดียวกัน

การให้บริการสนามเทนนิส สภาพพื้นสนามถือเป็นสิ่งสำคัญในการเล่นกีฬาชนิดนี้ สภาพพื้นสนามเทนนิสจำต้องถูกสร้างขึ้นให้แข็งแรง เหมาะสม และถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ สนามเทนนิส จึงถือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องถูกประเมินค่ารายปีด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 13 เลขที่ 8 (50330000-47/02308-02) ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดเล่มที่ 9 เลขที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์จำนวน 420,460 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายเมื่อพ้น 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 13 เลขที่ 8 (50330000-47/02308-02) ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนคำชี้ขาดเล่มที่ 9 เลขที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์จำนวนที่เรียกเกินไป 53,777.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการให้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟและสนามเทนนิส โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 ต่อจำเลยที่ 1 และยื่นคำร้องขอลดค่ารายปี โดยแสดงรายการค่าเช่าหรือประโยชน์เป็นตัวเงินในปีที่ล่วงมาแล้วที่โจทก์ต้องเสียค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม เดือนละ 988,200 บาท และเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมเดือนละ 856,440 บาท รวมทั้งปี 11,594,880 บาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการประเมินแก่โจทก์ เป็นค่ารายปี 12,025,100 บาท ค่าภาษี 1,503,137.50 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ตามใบแจ้งคำชี้ขาดและคำชี้แจงประกอบใบแจ้งคำชี้ขาด โดยชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำชี้ขาดนั้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ทรัพย์สินที่พิพาทของโจทก์ควรมีค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 เพียงใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่เจ้าของที่ดินไม่สามารถนำมาเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปีได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า ค่ารายปี หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ หากในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เช่าที่ดินจากเรืออากาศโทสุรสีห์ และนายเหมาะโชค แล้วนำมาก่อสร้างเป็นอาคารสนามฝึกซ้อมกอล์ฟและสนามเทนนิส มีพื้นที่ต่อเนื่องและทางรถวิ่ง อาคารร้านค้าหรือมินิมาร์ท ป้อมยาม สำนักงานฝ่ายบัญชี อาคารเก็บสินค้า บ้านพักพนักงาน และรั้วกั้นลูกกอล์ฟ กรณีของโจทก์จึงไม่ใช่กรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า และกฎหมายให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่เป็นกรณีที่ทรัพย์สินนั้นหาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงได้ประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยถือค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ชำระแก่เจ้าของที่ดินเป็นหลักในการคำนวณ และคำนึงถึงมูลค่าทรัพย์สิน การใช้ประโยชน์ ตลอดจนอัตราเหมาะสมที่สมควรให้เช่าได้กับทั้งได้นำเทียบกับโรงเรือนของบริษัท เอสแอนด์พี ไมเนอร์ฟู้ด จำกัด ซึ่งมีการเช่าที่ดินจากบุคคลอื่น เช่นเดียวกับโจทก์ และตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันกับโจทก์ ซึ่งโดยปกติในกรณีการเช่าที่ดินเปล่ามาพัฒนาแล้วปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ย่อมทำให้ที่ดินที่เช่ามีค่าแห่งที่ดินเพิ่มขึ้น และเมื่อรวมถึงมูลค่าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ในที่ดินแล้ว ทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วย ย่อมทำให้ทรัพย์สินโดยรวมแล้วสมควรให้เช่าได้ในอัตราที่สูงกว่าค่าเช่าที่ดินเปล่าที่โจทก์ต้องชำระให้แก่เจ้าของที่ดินอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังได้ความว่าเมื่อเจ้าของที่ดินลดค่าเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์เองก็ได้ยื่นคำร้องขอลดค่ารายปีสำหรับค่าเช่าที่ดินตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ด้วย ซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ก็ได้พิจารณาลดค่ารายปีแก่โจทก์ตามอัตราค่าเช่าที่ดินดังกล่าวแล้ว กรณีย่อมถือได้ว่าค่าเช่าที่โจทก์ชำระให้แก่เจ้าของที่ดิน ถือเป็นหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งที่นำมาใช้ในการคำนวณค่ารายปีสำหรับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ โดยเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สนามฝึกซ้อมกอล์ฟไม่ใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นนั้น เห็นว่า โจทก์ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ โดยผู้ใช้บริการต้องเสียค่าตอบแทนอันถือเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของโจทก์ โดยพื้นที่ในส่วนสนามฝึกซ้อมกอล์ฟนี้จะตั้งอยู่ใกล้กับตัวอาคาร ผู้ใช้บริการซึ่งยืนอยู่ในบริเวณตัวอาคาร จะต้องตีลูกกอล์ฟให้ออกไปสู่บริเวณสนามฝึกซ้อมกอล์ฟในส่วนนี้ ดังนั้น สนามฝึกซ้อมกอล์ฟจึงเป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือเพื่อประโยชน์ของพื้นที่อื่นของตัวอาคาร ถือได้ว่าสนามฝึกซ้อมกอล์ฟตามรายการนี้เป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องถูกประเมินเช่นกัน

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการต่อไปว่า สนามเทนนิสเป็นลานคอนกรีตไม่ควรถูกกำหนดค่ารายปีนั้น เห็นว่า นอกจากการประกอบธุรกิจสนามฝึกซ้อมกอล์ฟแล้ว ธุรกิจหลักอีกอย่างหนึ่งของโจทก์คือการให้บริการสนามเทนนิส ซึ่งในการเล่นเทนนิส สภาพพื้นสนามที่เรียกว่า คอร์ดเทนนิสถือเป็นสิ่งสำคัญในการเล่นกีฬาชนิดนี้ สภาพพื้นสนามเทนนิสจำต้องถูกจัดสร้างขึ้นให้แข็งแรง เหมาะสม และถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแห่งคดีที่โจทก์เองก็ยอมรับ ปรากฏว่าโจทก์ก่อสร้างสนามเทนนิสในลักษณะพื้นคอนกรีตและมีรั้วเหล็กล้อมรอบเพื่อกั้นมิให้ลูกเทนนิสออกนอกเขตสนามเทนนิสนั้น เช่นนี้แล้ว สนามเทนนิสจึงถือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องถูกประเมินค่ารายปีด้วย

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า รั้วกั้นลูกกอล์ฟของสนามฝึกซ้อมกอล์ฟไม่ควรจัดเป็นประเภทโครงเหล็กนั้น เห็นว่า โจทก์มีนางประไพ พนักงานฝ่ายบัญชีของโจทก์ เบิกความเป็นพยานว่า บริเวณสนามฝึกซ้อมกอล์ฟและสนามเทนนิสมีพื้นที่รวมกัน 18,460 ตารางเมตร ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายแล้ว จะเห็นได้ว่า บริเวณสนามฝึกซ้อมกอล์ฟที่โจทก์ให้บริการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟนั้นมีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก โจทก์จำเป็นต้องมีรั้วเหล็กกั้นมิให้ลูกกอล์ฟเลยออกนอกรั้วเหล็กและเพื่อป้องกันความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้อื่น กับทั้งเพื่อประโยชน์แห่งกิจการของโจทก์โดยตรง รั้วกั้นลูกกอล์ฟจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องถูกประเมินค่ารายปีเช่นเดียวกัน อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินฉบับพิพาทของจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยทั้งสองคืนค่าภาษีบางส่วนซึ่งไม่เต็มตามฟ้องแก่โจทก์ การพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ยังคงมีความรับผิดต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่เพียงแต่ไม่เท่ากับจำนวนค่าภาษีที่ถูกประเมิน จึงต้องเป็นกรณีพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาด ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 13 เลขที่ 8 (50330000-47/02308-02) ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 และแก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 9 เลขที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7005 -ที่ 7006/2555
#525504
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1629 รวมทั้งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัวและบรรพ 6 มรดก ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้หรือแสดงให้เห็นว่าทายาทโดยธรรมลำดับ (3) ถึง (6) ต้องชอบด้วยกฎหมายกับมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในทางครอบครัวจึงจะมีสิทธิรับมรดก คงมีแต่ข้อความที่บ่งชี้ให้เห็นว่าทายาทโดยธรรมลำดับ (1) เฉพาะชั้นบุตรและ (2) เท่านั้นที่ต้องชอบด้วยกฎหมายกับมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในทางครอบครัวจึงจะมีสิทธิรับมรดก ทั้งนี้ตามมาตรา 1461 ถึงมาตรา 1484/1 และมาตรา 1627 ดังนั้น ไม่ว่าบิดาของผู้ตายจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ความเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา ของผู้ตายเปลี่ยนแปลงไป เพราะกฎหมายมิได้กำหนดว่าการเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา ชอบด้วยกฎหมายต้องให้บิดาของผู้ตายเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายหรืออย่างไรจึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ต้องถือความเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา ตามความเป็นจริง เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายของ พ. ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นอาของผู้ตายอันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (6) ของผู้ตายตามมาตรา 1629 (6) เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้และไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ถึง (5) ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1620, 1629 และ 1630

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง กับให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอในสำนวนแรกว่า ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอในสำนวนหลังว่า ขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสองและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง แล้วมีคำสั่งแต่งตั้งนางนุชรี ผู้คัดค้านที่ 1 กับนายกิตติ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทิพย์วรรณ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 2,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ในศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้แย้งคัดค้านว่า นางสาวทิพย์วรรณ ผู้ตาย เป็นบุตรของนายพิบูลย์และนางเง็กกิม บิดามารดาของผู้ตายมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางเง็กกิมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายพิบูลย์ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตาย เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะสาเหตุติดเชื้อในกระแสเลือด โดยมีทรัพย์เป็นมรดกหลายรายการ และไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ถึง (5) คงมีเฉพาะทายาทโดยธรรมลำดับ (6) เท่านั้น ในชั้นไต่สวนผู้ร้องอ้างพินัยกรรมเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545 ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกเป็นบ้าน 3 หลัง พร้อมที่ดิน 3 แปลง ให้แก่ผู้ร้อง และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนทรัพย์สินอื่นให้ตกแก่ทายาททุกคนเท่ากัน ระบุว่า นางสุภาพรเป็นผู้เขียนและพยาน กับมีนายเมธินทร์เป็นพยาน โดยผู้ร้องอ้างนางสุภาพรและนายเมธินทร์เป็นพยานเบิกความรับรองว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวจริง หลังจากนางสุภาพรและนายเมธินทร์เบิกความแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 โดยอ้างใบเรียกเก็บเงินและรายละเอียดการใช้บัตรเครดิตอเมริกันเอ็กซ์เพรสของผู้ตายเป็นพยานเพิ่มเติมเมื่อพ้นกำหนดตามมาตรา 88 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ร้องแถลงคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองทราบถึงการมีอยู่ซึ่งเอกสารดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านทั้งสองประสงค์จะใช้เอกสารที่ขออ้างเป็นพยานเพิ่มเติมเพื่อนำสืบหักล้างคำเบิกความของนางสุภาพรและนายเมธินทร์ ว่าเป็นพยานที่ไม่ควรเชื่อฟัง ตามมาตรา 120 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และเพื่อให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปโดยยุติธรรม ตามมาตรา 87 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงอนุญาตให้ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างเอกสารดังกล่าวพยานเพิ่มเติมได้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2547 ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเพื่อจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่ว่าศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารรายละเอียดการใช้บัตรเครดิตอเมริกันเอ็กซ์เพรสของผู้ตายตามบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากผู้ร้องจะอุทธรณ์ก็จะต้องโต้แย้งไว้ตามมาตรา 226 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบทกฎหมายมาตราดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาในการโต้แย้ง ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องโต้แย้งเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2547 จึงเป็นการโต้แย้งไว้แล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อที่ว่า ศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นพยานตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ของผู้คัดค้านทั้งสองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเหตุผู้ร้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อพ้นแปดวัน ตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงไม่ชอบ เพราะกำหนดระยะเวลาแปดวันตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิใช่กำหนดระยะเวลาในการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณา ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น...

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการที่สามว่า นางสาวทิพย์วรรณ ผู้ตาย ได้ทำพินัยกรรมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องสมควรเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวทิพย์วรรณ ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ทั้งยังอ้างพินัยกรรมเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลส่อไปในทางไม่สุจริต หากตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกอาจก่อความเสียหายต่อทายาทอื่นและกองมรดกได้ จึงไม่สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของนางสาวทิพย์วรรณ ผู้ตาย และมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 บัญญัติว่า "ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา ..." ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวรวมทั้งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ครอบครัวและบรรพ 6 มรดก ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้หรือแสดงให้เห็นว่าทายาทโดยธรรมลำดับ (3) ถึง (6) ต้องชอบด้วยกฎหมายกับมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในทางครอบครัวจึงจะมีสิทธิรับมรดก คงมีแต่ข้อความที่บ่งชี้ให้เห็นว่าทายาทโดยธรรมลำดับ (1) เฉพาะชั้นบุตรและ (2) เท่านั้นที่ต้องชอบด้วยกฎหมายกับมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันในทางครอบครัวจึงจะมีสิทธิรับมรดกทั้งนี้ตามมาตรา 1461 ถึงมาตรา 1484/1 และมาตรา 1627 ดังนั้นไม่ว่าบิดาของผู้ตายจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ความเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย และ (6) ลุง ป้า น้า อา ของผู้ตายเปลี่ยนแปลงไป เพราะกฎหมายมิได้กำหนดว่าการเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา ชอบด้วยกฎหมายต้องให้บิดาของผู้ตายเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายหรืออย่างไรจึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ต้องถือความเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย และ ลุง ป้า น้า อา ตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายของนายพิบูลย์ ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นอาของผู้ตายอันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (6) ของผู้ตายตามมาตรา 1629 (6) เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้และไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ถึง (5) ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1620 มาตรา 1629 และมาตรา 1630 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นทายาทจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 และสมควรเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้แล้วปัญหาว่านายพิทักษ์เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางนุชรี ผู้คัดค้านที่ 1 และนายกิตติ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทิพย์วรรณ ผู้ตายร่วมกันโดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นทั้งสองสำนวนแทนผู้คัดค้านทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1620 ม. 1629 (3) ม. 1629 (4) ม. 1629 (5) ม. 1629 (6) ม. 1630 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุทธิพงศ์ พงษ์พัฒนานุรักษ์
ผู้คัดค้าน — นางนุชรี พงษ์พัฒนานุรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางปรีชญา ฉัตรกุลฯ มหารัศมี
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สมชาย พันธุมะโอภาส
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6969/2555
#528541
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพูดหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้น จำเลยมิได้หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 2 หรือเจตนาให้ได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ 2 การที่โจทก์ร่วมที่ 2 รับฟังเรื่องราวจากโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วหลงเชื่อว่าเป็นความจริงและประสงค์ร่วมลงทุนกับโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย โดยโอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยนั้น ไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยต่อโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่เป็นผู้เสียหายในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 390,000 บาท และผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 330,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวารุณี ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววรรณา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 8 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 390,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 330,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าจะยกที่ดินและมีญาติของจำเลยจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมที่ 1 หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไป คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่าพฤติการณ์การพูดหลอกลวงของจำเลยตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ความว่าเป็นการพูดเพื่อให้มีผลต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้น จำเลยมิได้หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 2 หรือเจตนาให้ได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ 2 แต่อย่างใด จึงไม่อาจถือได้ว่าการที่โจทก์ร่วมที่ 2 รับฟังเรื่องราวดังกล่าวจากโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วหลงเชื่อว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมที่ 1 และประสงค์ร่วมลงทุนกับโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย จึงได้โอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีโจทก์ร่วมที่ 1 หลายครั้งเป็นเงินรวม 330,000 บาท เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยนั้น เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยต่อโจทก์ร่วมที่ 2 และส่งผลให้โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายในคดีนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหาย และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางวารุณี จารุพันธ์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสำอางค์ ชนประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายปกรณ์ รัตนพิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6938/2555
#559067
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" และเครื่องหมายการค้าตัวอักษร "AR" และคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้นว่าเหมือนกันหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ ปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2504 ก่อนที่ บ. จะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 เป็นเวลานานเกือบ 28 ปี และก่อนที่ บ. มาจะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตัวอักษร "AR" และคำว่า "ARON" เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เป็นเวลานานถึง 31 ปี 2 เดือนเศษ แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมคำว่า "ARON" จะเขียนตัวอักษร "A" ติดกับตัวอักษร "R" และตัวอักษร "O" ติดกับตัวอักษร "N" และมีตัวอักษร "R" แตกต่างจากตัวอักษร "V" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ก็ตาม แต่ตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกับตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์และตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมก็มีลักษณะการเขียนที่มองเห็นได้ว่าเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เช่นเดียวกับตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ หากประชาชนผู้ซื้อสินค้าของจำเลยร่วมและสินค้าของโจทก์ไม่สังเกตความแตกต่างของเครื่องหมายการค้าทั้งสองที่มีตัวอักษรแตกต่างกันเพียงตัวอักษรเดียวให้ดีพอ ย่อมเกิดความสับสนและหลงผิดในการซื้อสินค้าไม่เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ซื้อได้ แม้สำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมจะอ่านว่า "อารอน" หรือ "อาร่อน" ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์จะอ่านว่า "เอวอน" หรือ "เอว่อน" ก็เป็นสำเนียงเรียกขานที่คล้ายกัน ไม่ถึงกับแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาต่างประเทศโอกาสที่จะเรียกขานเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมคลาดเคลื่อนไปโดยอ่านว่า "เอรอน" หรือ "เอร่อน" ได้ เมื่อนำเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมไปใช้กับสินค้าลิปสติกตามที่จำเลยร่วมขอจดทะเบียนไว้ซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันกับสินค้าลิปสติกของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เพื่อใช้กับสินค้าของโจทก์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดแก่ผู้ซื้อในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ส่วนเครื่องหมายการค้าตัวอักษร "AR" และคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมแม้จะมีตัวอักษร "AR" ในลักษณะอักษรประดิษฐ์รวมอยู่ในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวด้วย แต่ก็เป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้านั้นไม่ใช่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญหรือเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า ส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าอยู่ที่คำว่า "ARON" ซึ่งมีตัวอักษร "A, O และ N" อยู่ในตำแหน่งเดียวกับตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ ทั้งลักษณะการเขียนคำว่า "ARON" ก็สามารถมองเห็นได้ว่ามีลักษณะเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ การที่ บ. ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยเพิ่มตัวอักษรประดิษฐ์ "AR" เข้าไปด้วยยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ซื้อสินค้าเห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ จนไม่เกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อนำเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมไปใช้กับสินค้าครีมทาผิว และไปใช้กับสินค้าแป้งทาหน้า อายแชโดว์ ดินสอเขียนคิ้ว ดินสอเขียนขอบตา โฟมล้างหน้า ครีมล้างหน้า ครีมนวดหน้า ครีมทากันแดด น้ำหอม และน้ำหอมดับกลิ่นที่ บ. ขอจดทะเบียนไว้ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้า ครีมทาตัวและทาหน้า แป้ง อายแชโดว์ เครื่องสำอางใช้เขียนขอบปาก เครื่องสำอางใช้เขียนขอบตา เครื่องสำอางใช้ทำความสะอาดใบหน้า และเครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เพื่อใช้กับสินค้าของโจทก์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดแก่ผู้ซื้อในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่ บ. ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 เพื่อใช้กับสินค้าลิปสติกซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2504 อันเป็นการที่ บ. ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหลังจากที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เป็นเวลานานถึง 28 ปีเศษ กับการที่ บ. ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำนวน 2 คำขอเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 ตามลำดับ เพื่อใช้กับสินค้าครีมทาผิว และเพื่อใช้กับสินค้า แป้งทาหน้า อายแชโดว์ ดินสอเขียนคิ้ว ดินสอเขียนขอบตา โฟมล้างหน้า ครีมล้างหน้า ครีมนวดหน้า ครีมทากันแดด น้ำหอม และน้ำหอมดับกลิ่น ตามลำดับ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2504 อันเป็นการที่ บ. ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจำนวน 2 คำขอดังกล่าวหลังจากที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เป็นเวลานานถึง 31 ปีเศษ นั้น เป็นการที่ บ. ได้อาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าประเภทเครื่องสำอางสำหรับสตรีมาเป็นเวลานานจนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แล้วเลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์โดยเปลี่ยนเพียงตัวอักษร "V" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นตัวอักษร "R" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมและนำไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำนวน 3 คำขอประกอบกับปรากฏว่าสินค้าของโจทก์และสินค้าของจำเลยร่วมที่เป็นลูกกลิ้งน้ำหอมระงับกลิ่นกายอันเป็นสินค้าเครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ชนิดเดียวกับสินค้าน้ำหอมดับกลิ่นที่จำเลยร่วมได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รวมจำนวน 7 แบบ จำนวน 7 สี มีลักษณะเป็นขวดพลาสติกขนาดเท่ากัน ฝาปิดขวดเหมือนกัน ขวดมีสีเดียวกัน รอบขวดพลาสติกมีข้อความต่าง ๆ ที่เป็นตัวอักษรอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" และคำว่า "ARON" วางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันและเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เหมือนกัน ตลอดจนใช้สีของตัวอักษรเหมือนกัน กล่าวคือ ขวดบรรจุสินค้าสีน้ำตาลของโจทก์กับของจำเลยร่วมมีเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" กับคำว่า "ARON" อยู่บนฝาขวดภายในรูปวงกลมในตำแหน่งเดียวกัน มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบนของขวดอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ถัดลงมาใช้รูปหัววัวในรูปวงกลมที่กลางขวดเหมือนกันโดยขวดมีคำว่า "AVON WILD COUNTRY" เขียนภายในวงกลมล้อมรอบรูปหัววัว ส่วนขวดสินค้าของจำเลยร่วมมีคำว่า "ARON NEW COUNTRY" เขียนภายในวงกลมล้อมรอบรูปหัววัว และมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" อยู่ใต้รูปหัววัวเหมือนกันและที่ด้านหลังขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดสินค้าของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดบรรจุสินค้าสีแดงของโจทก์กับของจำเลยร่วมมีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นตัวอักษร "a" ในวงกลมเหมือนกัน ใต้อักษร "a" ดังกล่าว ขวดสินค้าของโจทก์มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ส่วนขวดสินค้าของจำเลยร่วมเป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" และของโจทก์มีข้อความว่า "ariane ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ส่วนของจำเลยร่วมมีข้อความว่า "aria ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ซึ่งมีข้อความคล้ายคลึงกันมาก และที่ด้านหลังขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดสินค้าของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดบรรจุสินค้าสีม่วงของโจทก์กับของจำเลยร่วมมีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นรูปผีเสื้อกำลังบินคล้ายกัน ใต้รูปผีเสื้อขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "Butterfly" ส่วนขวดสินค้าของจำเลยร่วมเป็นคำว่า "Beautiful" และถัดลงมาของโจทก์มีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ส่วนของจำเลยร่วมมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกันและที่ด้านหลังขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดสินค้าของจำเลยร่วมมีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดบรรจุสินค้าสีชมพูของโจทก์กับของจำเลยร่วมมีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นรูปดอกไม้สีเหลืองคล้ายกัน ด้านข้างดอกไม้สีเหลืองในแนวดิ่งของโจทก์มีคำว่า "Sweet Honesty" ส่วนของจำเลยร่วมใต้รูปดอกไม้สีเหลืองมีคำว่า "ARON Sweet Harmony" และของโจทก์มีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ส่วนของจำเลยร่วมมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน และที่ด้านหลังขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดสินค้าของจำเลยร่วมมีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดบรรจุสินค้าสีฟ้าของโจทก์กับของจำเลยร่วมมีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นคำว่า "pretty Blue" กับคำว่า "Lovable Blue" คล้ายกัน และถัดลงมาที่ด้านล่างสุดมีข้อความ "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน ส่วนที่ด้านหลังขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดสินค้าของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดบรรจุสินค้าสีขาวของโจทก์กับของจำเลยร่วมมีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นคำว่า "AVON" กับคำว่า "ARON" ใต้คำว่า "AVON" มีคำว่า "feelin' fresh" พร้อมรูปใบไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมและคำว่า "white" ส่วนใต้คำว่า "ARON" มีคำว่า "feel fresh" พร้อมกับรูปเส้นโค้งสามเส้นคล้ายปลายใบไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมและคำว่า "Whitening" คล้ายกัน และถัดลงมาที่ด้านล่างสุดมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน ส่วนที่ด้านหลังขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดสินค้าของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า และรอบขวดบรรจุสินค้าสีดำของโจทก์และของจำเลยร่วม มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาของโจทก์เป็นคำว่า "BLACK SUEDE" ในกรอบสี่เหลี่ยม ส่วนของจำเลยร่วมเป็นคำว่า "BLACK SUEZ" ในกรอบสี่เหลี่ยมคล้ายกัน และถัดลงมาที่ด้านล่างสุดมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน ส่วนที่ด้านหลังขวดสินค้าของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดสินค้าของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า การที่จำเลยร่วมได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" กับสินค้าลูกกลิ้งน้ำหอมระงับกลิ่นกายดังกล่าว โดยไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า ตามที่ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้าดังกล่าวโดยทำให้ขวดบรรจุสินค้าคล้ายกับขวดบรรจุสินค้าของโจทก์ดังกล่าว ซึ่งหากประชาชนผู้ซื้อไม่สังเกตให้ดีและไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษย่อมสับสนและหลงผิดซื้อสินค้าไม่ตรงตามความประสงค์ของผู้ซื้อได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยร่วมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยร่วมอย่างแจ้งชัดว่าจำเลยร่วมประสงค์ที่จะอาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์โดยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" เพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายสินค้าของตน ซึ่งโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียผู้มีสิทธิขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (4) ได้

ตามหนังสือแจ้งคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าระบุว่า โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 27 มิถุนายน 2550 จึงเป็นการฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 วรรคสอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 390774 ทะเบียนเลขที่ ค104566 คำขอเลขที่ 236647 ทะเบียนเลขที่ ค112343 และคำขอเลขที่ 237052 ทะเบียนเลขที่ ค8237 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อกฎหมายและต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 16 ถึง 18 และให้จำเลยเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค104566 เลขที่ ค112343 และเลขที่ ค8237

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทรีเอ็กซ์โปรดักส์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าลิปสติกเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 ตามคำขอเดิมเลขที่ 192635 ทะเบียนเลขที่ 154696 (คำขอใหม่เลขที่ 390774 ทะเบียนเลขที่ ค104566 เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าครีมทาผิวเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 ตามคำขอเลขที่ 236647 ทะเบียนเลขที่ ค112343 และเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้า แป้งทาหน้า อายแชโดว์ ดินสอเขียนคิ้ว ดินสอเขียนขอบตา โฟมล้างหน้า ครีมล้างหน้า ครีมนวดหน้า ครีมทากันแดด น้ำหอม และน้ำหอมดับกลิ่นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 ตามคำขอเลขที่ 237052 ทะเบียนเลขที่ ค8237 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2504 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกสากลที่ 3 ซึ่งรวมถึงสินค้าเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้า ลิปสติก ครีมทาตัวและทาหน้า แป้ง อายแชโดว์ เครื่องสำอางใช้เขียนขอบปาก เครื่องสำอางใช้เขียนขอบตา เครื่องสำอางใช้ทำความสะอาดใบหน้า และเครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวตามคำขอเลขที่ 463600 ทะเบียนเลขที่ ค148182 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าในขณะที่นางบุญมายื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมทั้งสามเครื่องหมาย ซึ่งโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (4) ได้ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" และเครื่องหมายการค้าตัวอักษร "AR" และคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้นว่าเหมือนกันหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ ปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2504 ก่อนที่นางบุญมาจะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 เป็นเวลานานเกือบ 28 ปี และก่อนที่นางบุญมาจะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตัวอักษร "AR" และคำว่า "ARON" เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เป็นเวลานานถึง 31 ปี 2 เดือนเศษ แม้เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมคำว่า "ARON" จะเขียนตัวอักษร "A" ติดกับตัวอักษร "R" และตัวอักษร "O" ติดกับตัวอักษร "N" และมีตัวอักษร "R" แตกต่างจากตัวอักษร "V" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ก็ตาม แต่ตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกับตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์และตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมก็มีลักษณะการเขียนที่มองเห็นได้ว่าเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เช่นเดียวกับตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ หากประชาชนผู้ซื้อสินค้าของจำเลยร่วมและสินค้าของโจทก์ไม่สังเกตความแตกต่างของเครื่องหมายการค้าทั้งสองที่มีตัวอักษรแตกต่างกันเพียงตัวอักษรเดียวให้ดีพอ ย่อมเกิดความสับสนและหลงผิดในการซื้อสินค้าไม่เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ซื้อได้ แม้สำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมจะอ่านว่า "อารอน" หรือ "อาร่อน" ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์จะอ่านว่า "เอวอน" หรือ "เอว่อน" ก็เป็นสำเนียงเรียกขานที่คล้ายกัน ไม่ถึงกับแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาต่างประเทศโอกาสที่จะเรียกขานเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมคลาดเคลื่อนไปโดยอ่านว่า "เอรอน" หรือ "เอร่อน" ได้ เมื่อนำเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วมไปใช้กับสินค้าลิปสติกตามที่จำเลยร่วมขอจดทะเบียนไว้ซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันกับสินค้าลิปสติกของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เพื่อใช้กับสินค้าของโจทก์ดังกล่าว ย่อมก่อให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดแก่ผู้ซื้อในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ส่วนเครื่องหมายการค้าตัวอักษร "AR" และคำว่า "ARON" ของจำเลยร่วม แม้จะมีตัวอักษร "AR" ในลักษณะอักษรประดิษฐ์รวมอยู่ในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวด้วย แต่ก็เป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้านั้นไม่ใช่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญหรือเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า ส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าอยู่ที่คำว่า "ARON" ซึ่งมีตัวอักษร "A, O และ N" อยู่ในตำแหน่งเดียวกับตัวอักษร "A, O และ N" ในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ ทั้งลักษณะการเขียนคำว่า "ARON" ก็สามารถมองเห็นได้ว่ามีลักษณะเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ การที่นางบุญมาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยเพิ่มตัวอักษรประดิษฐ์ "AR" เข้าไปด้วยยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ซื้อสินค้าเห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์จนไม่เกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อนำเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมไปใช้กับสินค้าครีมทาผิว แป้งทาหน้า อายแชโดว์ ดินสอเขียนคิ้ว ดินสอเขียนขอบตา โฟมล้างหน้า ครีมล้างหน้า ครีมนวดหน้า ครีมทากันแดด น้ำหอม และน้ำหอมดับกลิ่นที่นางบุญมาขอจดทะเบียนไว้ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้า ครีมทาตัวและทาหน้า แป้ง อายแชโดว์ เครื่องสำอางใช้เขียนขอบปาก เครื่องสำอางใช้เขียนขอบตา เครื่องสำอางใช้ทำความสะอาดใบหน้า และเครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เพื่อใช้กับสินค้าของโจทก์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดแก่ผู้ซื้อในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่นางบุญมายื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 192635 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 เพื่อใช้กับสินค้าลิปสติกซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2504 ตามคำขอเลขที่ 463600 ทะเบียนเลขที่ ค148182 อันเป็นการที่นางบุญมาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหลังจากที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เป็นเวลานานถึง 28 ปีเศษ กับการที่นางบุญมายื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 236647 และคำขอเลขที่ 237052 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 ตามลำดับ เพื่อใช้กับสินค้าครีมทาผิว และเพื่อใช้กับสินค้า แป้งทาหน้า อายแชโดว์ ดินสอเขียนคิ้ว ดินสอเขียนขอบตา โฟมล้างหน้า ครีมล้างหน้า ครีมนวดหน้า ครีมทากันแดด น้ำหอม และน้ำหอมดับกลิ่น ตามลำดับ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2504 ตามคำขอเลขที่ 463600 อันเป็นการที่นางบุญมาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 236647 และคำขอเลขที่ 237052 ดังกล่าวหลังจากที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" เป็นเวลานานถึง 31 ปีเศษ นั้น มีเหตุผลให้เชื่อว่านางบุญมาได้อาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าประเภทเครื่องสำอางสำหรับสตรีมาเป็นเวลานานจนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แล้วเลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์โดยเปลี่ยนเพียงตัวอักษร "V" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นตัวอักษร "R" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมและนำไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 192635 คำขอเลขที่ 236647 และคำขอเลขที่ 237052 ประกอบกับปรากฏว่าสินค้าของโจทก์และสินค้าของจำเลยร่วมที่เป็นลูกกลิ้งน้ำหอมระงับกลิ่นกายอันเป็นสินค้าเครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ตามคำขอเลขที่ 463600 ทะเบียนเลขที่ ค148182 ชนิดเดียวกับสินค้าน้ำหอมดับกลิ่นที่จำเลยร่วมได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 237052 ทะเบียนเลขที่ ค8237 รวมจำนวน 7 แบบ จำนวน 7 สี ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.4 กับ ว.จ.11 (สีน้ำตาล) ว.จ.5 กับ ว.จ.12 (สีแดง) ว.จ.6 กับ ว.จ.13 (สีม่วง) ว.จ.7 กับ ว.จ.14 (สีชมพู) ว.จ.8 กับ ว.จ.15 (สีฟ้า) ว.จ.9 กับ ว.จ.16 (สีขาว) และ ว.จ.10 กับ ว.จ.17 (สีดำ) มีลักษณะเป็นขวดพลาสติกขนาดเท่ากัน ฝาปิดขวดเหมือนกัน ขวดมีสีเดียวกัน รอบขวดพลาสติกตามวัตถุพยานดังกล่าวมีข้อความต่าง ๆ ที่เป็นตัวอักษรอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" และคำว่า "ARON" วางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันและเป็นตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เหมือนกัน ตลอดจนใช้สีของตัวอักษรเหมือนกัน กล่าวคือ ขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ. 4 กับ ว.จ.11 (สีน้ำตาล) มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" กับคำว่า "ARON" อยู่บนฝาขวดภายในรูปวงกลมในตำแหน่งเดียวกัน มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบนของขวดอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ถัดลงมาใช้รูปหัววัวในรูปวงกลมที่กลางขวดเหมือนกันโดยขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.4 มีคำว่า "AVON WILD COUNTRY" เขียนภายในวงกลมล้อมรอบรูปหัววัวส่วนขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.11 มีคำว่า "ARON NEW COUNTRY" เขียนภายในวงกลมล้อมรอบรูปหัววัว และมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" อยู่ใต้รูปหัววัวเหมือนกันและที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.4 มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.11 ที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 กับ ว.จ.12 (สีแดง) มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นตัวอักษร "a" ในวงกลมเหมือนกัน ใต้อักษร "a" ดังกล่าวขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 ของโจทก์มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ส่วนขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.12 เป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" และของโจทก์มีข้อความว่า "ariane ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ส่วนของจำเลยร่วมมีข้อความว่า "aria ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ซึ่งมีข้อความคล้ายคลึงกันมาก และที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.12 ที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 กับ ว.จ.13 (สีม่วง) มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นรูปผีเสื้อกำลังบินคล้ายกัน ใต้รูปผีเสื้อขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 ของโจทก์มีคำว่า "Butterfly" ส่วนขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.13 ของจำเลยร่วมเป็นคำว่า "Beautiful" และถัดลงมาของโจทก์มีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ส่วนของจำเลยร่วมมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกันและที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.13 มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.7 กับ ว.จ.14 (สีชมพู) มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นรูปดอกไม้สีเหลืองคล้ายกัน ด้านข้างดอกไม้สีเหลืองในแนวดิ่งของโจทก์มีคำว่า "Sweet Honesty" ส่วนของจำเลยร่วมใต้รูปดอกไม้สีเหลืองมีคำว่า "ARON Sweet Harmony" และของโจทก์มีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" ส่วนของจำเลยร่วมมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน และที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.7 มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.14 มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.8 กับ ว.จ.15 (สีฟ้า) มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นคำว่า "pretty Blue" กับคำว่า "Lovable Blue" คล้ายกัน และถัดลงมาที่ด้านล่างสุดมีข้อความ "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน ส่วนที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.8 ของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.15 ของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า รอบขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.9 กับ ว.จ.16 (สีขาว) มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาเป็นคำว่า "AVON" กับคำว่า "ARON" ใต้คำว่า "AVON" มีคำว่า "feelin' fresh" พร้อมรูปใบไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมและคำว่า "white" ส่วนใต้คำว่า "ARON" มีคำว่า "feel fresh" พร้อมกับรูปเส้นโค้งสามเส้นคล้ายปลายใบไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมและคำว่า "Whitening" คล้ายกัน และถัดลงมาที่ด้านล่างสุดมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน ส่วนที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.9 ของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.16 ของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า และรอบขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.10 กับ ว.จ.17 (สีดำ) มีคำว่า "25% FREE" กับคำว่า "MORE 25%" ที่ด้านบน ถัดลงมาของโจทก์เป็นคำว่า "BLACK SUEDE" ในกรอบสี่เหลี่ยม ส่วนของจำเลยร่วมเป็นคำว่า "BLACK SUEZ" ในกรอบสี่เหลี่ยมคล้ายกันและถัดลงมาที่ด้านล่างสุดมีข้อความว่า "ROLL-ON ANTI-PERSPIRANT DEODORANT 75 ml" เหมือนกัน ส่วนที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.10 ของโจทก์มีคำว่า "AVON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้าเหมือนกับที่ด้านหลังขวดวัตถุพยานหมาย ว.จ.17 ของจำเลยร่วมที่มีคำว่า "ARON" พร้อมกับคำบรรยายสินค้า การที่จำเลยร่วมได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" กับสินค้าลูกกลิ้งน้ำหอมระงับกลิ่นกายตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.11 ถึง ว.จ.17 โดยไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า ตามที่ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้าดังกล่าวในทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค8237 โดยทำให้ขวดบรรจุสินค้าคล้ายกับขวดบรรจุสินค้าของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.4 ถึง ว.จ.10 ซึ่งหากประชาชนผู้ซื้อไม่สังเกตให้ดีและไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษย่อมสับสนและหลงผิดซื้อสินค้าไม่ตรงตามความประสงค์ของผู้ซื้อได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยร่วมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยร่วมอย่างแจ้งชัดว่าจำเลยร่วมประสงค์ที่จะอาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AVON" ของโจทก์โดยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARON" เพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายสินค้าของตน ซึ่งโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียผู้มีสิทธิขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 (4) ได้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยร่วมแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550 โจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยฟ้องต่อศาลภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2550 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 จึงเกินกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าระบุว่า โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 27 มิถุนายน 2550 จึงเป็นการฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 46/2549 และที่ 48/2549 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมตามทะเบียนเลขที่ ค104566 เลขที่ ค112343 และเลขที่ ค8237 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 61 (4) ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เอวอน โปรดักท์ส อิ้งค์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
จำเลยร่วม — บริษัท รีเอ็กซ์ โปรดักส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจิรวัฒน์ กล้าการรบ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2555
#521498
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ค. เป็นผู้ประกอบวิชาชีพรับจ้างจัดบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ประจำอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูง สินค้าแผ่นยางพาราที่มิได้บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ตู้ละ 30 มัด นับว่าเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะทำให้น้ำหนักของสินค้าขาดหายไปถึง 3,330.30 กิโลกรัมในแต่ละตู้และจำนวนสินค้าแผ่นยางพาราจำนวน 180 มัด ที่วางเรียงกันเป็น 11 แถวในแต่ละตู้ จะมีสินค้าในตู้ที่ขาดหายไปถึงเกือบ 2 แถว ซึ่งผู้ทำหน้าที่จัดบรรจุ ตรวจนับ และตรวจการบรรจุสินค้าย่อมสามารถเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาใบตรวจรับสภาพตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าแผ่นยางพาราแล้วปรากฏว่า ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสองที่โจทก์อ้างว่ามีสินค้าแผ่นยางพาราสูญหายไปยังคงมีน้ำหนักสินค้ารวมตู้ตู้ละ 22 ตัน หากมีการบรรจุสินค้าขาดไปตู้ละ 30 มัด น้ำหนักรวมของตู้ควรเหลือประมาณตู้ละ 19 ตันเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้ามิได้สูญหายไปในช่วงการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือต้นทางและตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่ถูกลากมายังโรงงานของผู้รับสินค้า ซีลปิดตู้ทุกตู้ยังอยู่ในสภาพดี แสดงให้เห็นว่า ตู้ไม่ได้ถูกเปิดออกนับตั้งแต่มีการบรรจุสินค้าเข้าที่ท่าเรือกรุงเทพ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าสินค้าสูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 511,989.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 492,168 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 492,198 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 19,821.56 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ตกลงทำสัญญาขายสินค้าแผ่นยางพาราเกรด อาร์เอสเอส (RSS) 3 จำนวน 200 ตัน ให้แก่บริษัทจงเสิน เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ซื้อซึ่งอยู่ที่เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้เงื่อนไขแบบ ซีไอเอฟ (CIF) ZHANGJIAGANG ในราคา 357,000 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ผู้ขาย บรรจุหีบห่อสินค้าจำนวน 1,800 ห่อ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันให้ผู้ขายขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้ที่จังเจียกัง สาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากสินค้าดังกล่าวผู้ซื้อได้ทำสัญญาขายให้แก่บริษัทเจียงเหลียงยางพารา จำกัด ซึ่งอยู่ที่เขตการค้าเสรีจังเจียกัง ภายใต้เงื่อนไขแห่งสัญญาซื้อขายแบบ ซีไอเอฟ (CIF) ZHANGJIAGANG บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ผู้ขาย จึงมีหน้าที่ติดต่อว่าจ้างผู้ขนส่งและชำระค่าระวางการขนส่งตั้งแต่จากโรงงานหรือโกดังของผู้ขายไปจนถึงท่าเรือปลายทางจังเจียกัง สาธารณรัฐประชาชนจีน และต้องจัดหาผู้รับประกันภัยสินค้าและชำระค่าเบี้ยประกันภัยด้วย ดังนั้น บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) จึงทำสัญญาประกันภัยไว้กับโจทก์ สำหรับความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งตั้งแต่จากการโกดังหรือโรงงานของผู้เอาประกันภัยไปจนกว่าสินค้าจะขนส่งถึงยังโกดังหรือโรงงานของผู้ซื้อหรือผู้รับสินค้าที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความเสี่ยงภัยทุกประเภท (ALL RISKS) อันเป็นการรับประกันภัยภายใต้เงื่อนไขการรับประกันภัยของสถาบันความคุ้มครองสินค้า (เอ) (INSTITUTE CARGO CLAUSES (A)) ในวงเงิน 392,700 ดอลลาร์สหรัฐ ในการขนส่งสินค้ารายนี้ บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัย ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาในดินแดนไต้หวันโดยจำเลยที่ 1 ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการขนส่งตั้งแต่จากโรงงานหรือโกดังของผู้เอาประกันภัยไปยังจังเจียกัง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้เงื่อนไขแบบแอลซีแอล/เอฟซีแอล (LCL/FCL) หลังจากนั้นบริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประภันภัย นำสินค้าจำนวน 1,800 ห่อ มาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตรวจนับสินค้าครบถ้วนจึงรับสินค้าไว้ และนำไปบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ตู้ละ 180 ห่อ จำนวน 10 ตู้ จำเลยที่ 1 ออกใบตราส่งแทนจำเลยที่ 2 มอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 2 นำเรือชื่อ "WAN HAI 233" เที่ยวที่ N155 มาทำการส่งสินค้าพิพาท โดยเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพ ไปยังท่าเรือจังเจียกัง สาธารณรัฐประชาชนจีน และเรือขนส่งไปถึงท่าเรือจังเจียกัง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อถึงท่าเรือปลายทางแล้ว มีการขนถ่ายตู้สินค้า 10 ตู้ จากเรือนำไปจัดเก็บไว้ในโกดังสินค้าที่ท่าเรือปลายทาง ต่อมาผู้รับสินค้าติดต่อขอรับตู้สินค้าจากท่าเรือแล้วนำไปเปิดที่โรงงานของผู้ซื้อ ปรากฏว่า ตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU2717671 และหมายเลข WHLU8030023 มีสินค้าสูญหายตู้ละ 30 ห่อ รวม 60 ห่อ มีสินค้าทั้งหมดเหลือเพียง 1,740 ห่อ ตามใบรับของ สำเนาใบตรวจรับและเช็คสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทไชน่ายูไนเต็ด แทลลี่ จำกัด และใบรายการสินค้าที่นำออกจากตู้/สินค้าเสียหายสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ ต่อมาผู้ซื้อได้มอบหมายให้ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ดำเนินการติดตามเรียกร้องและรับเงินในนามของผู้เอาประกันภัยจากเหตุที่สินค้าสูญหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์พิจารณาแล้ว เห็นว่า สินค้าพิพาทสูญหายไปในระหว่างการขนส่งซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 492,168 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไป

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าสินค้ายางพาราจำนวน 60 มัด ได้สูญหายไปในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า สินค้ายางพาราทั้งหมดมีจำนวนทั้งสิ้น 1,800 มัด น้ำหนักมัดละ 111.11 กิโลกรัม ถูกแบ่งบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต จำนวน 10 ตู้ ตู้ละ 180 มัด เท่ากัน จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ทำการบรรจุสินค้าทั้งหมดเข้าตู้คอนเทนเนอร์ จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้บริษัทคอนบัลค์ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด และจำเลยทั้งสามมีนายจิตติ หัวหน้าชุดงานบรรจุสินค้าของบริษัทคอนบัลค์ เซอร์วิส จำกัด เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ได้รับสินค้าแผ่นยางพาราจากบริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,800 มัด ได้ดำเนินการบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 10 ตู้ ตู้ละ 180 มัด การบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ใช้เวลาบรรจุสินค้าทั้งสิ้น 2 วัน และมีนายสถาพร เจ้าหน้าที่ตรวจนับสินค้าของบริษัทคอนบัลค์ เซอร์วิส จำกัด เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ได้ตรวจนับสินค้าแผ่นยางพาราเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 10 ตู้ ตู้ละ 180 มัด ครบถ้วน โดยการตรวจนับสินค้าแต่ละตู้นั้น สินค้าแผ่นยางพาราจะถูกบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 11 แถว แถวแรกมี 20 มัด แถวที่ 2 ถึงแถวที่ 11 มีแถวละ 16 มัด เมื่อบรรจุสินค้าเข้าตู้ครบ 10 ตู้แล้ว จึงทำเอกสารนำไปให้นายมหาตม์ เจ้าหน้าที่ตรวจเช็คของบริษัทตรวจสอบและลงลายมือชื่อไว้ โดยนายมหาตม์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ได้ทำการตรวจสอบสินค้าแผ่นยางพาราทั้ง 10 ตู้คอนเทนเนอร์ บรรจุสินค้าแผ่นยางพาราจำนวน 180 มัด ต่อตู้ครบถ้วน และมีการปิดตู้และผนึกซีลที่ประตูตู้คอนเทนเนอร์เรียบร้อยทุกตู้ เห็นว่า บริษัทคอนบัลค์ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้ประกอบวิชาชีพรับจ้างจัดบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ประจำอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูง สินค้าแผ่นยางพาราที่มิได้บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU8030023 และ WHLU2717671 ตู้ละ 30 มัด นับว่าเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะทำให้น้ำหนักของสินค้าขาดหายไปถึง 3,333.30 กิโลกรัม ในแต่ละตู้ และจำนวนสินค้าแผ่นยางพาราจำนวน 180 มัด ที่วางเรียงกันเป็น 11 แถว ในแต่ละตู้ จะมีสินค้าในตู้ที่ขาดหายไปถึงเกือบ 2 แถว ซึ่งผู้ทำหน้าที่จัดบรรจุ ตรวจนับ และตรวจการบรรจุสินค้าย่อมสามารถเห็นความผิดปกติดังกล่าวได้อย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาใบตรวจรับสภาพตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าแผ่นยางพาราเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องมีการตรวจสภาพตู้คอนเทนเนอร์และชั่งน้ำหนักตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 10 ตู้ ก่อนนำไปเก็บไว้ในท่าเรือเพื่อรอบรรทุกขึ้นเรือ ปรากฏว่าตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU8030023 และ WHLU2717671 ที่โจทก์อ้างว่ามีสินค้าแผ่นยางพาราสูญหายไปตู้ละ 30 มัด ยังคงมีน้ำหนักสินค้ารวมตู้คอนเทนเนอร์ด้วย ตู้ละ 22 ตัน เท่ากับน้ำหนักตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าแผ่นยางพาราอื่นด้วยกันอีก 7 ตู้ ส่วนอีก 1 ตู้ มีน้ำหนักรวม 21 ตัน ถือว่าใกล้เคียงกันซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ สินค้าแผ่นยางพาราแต่ละมัดมีน้ำหนักมัดละ 111.11 กิโลกรัม บรรจุเต็มตู้จำนวน 180 มัด จะมีน้ำหนักเฉพาะสินค้ารวม 19,999.8 กิโลกรัม เมื่อรวมกับน้ำหนักตู้คอนเทนเนอร์เปล่า ซึ่งปรากฏอยู่ในสำเนาใบตรวจนับสินค้าทั้ง 10 ตู้คอนเทนเนอร์ มีน้ำหนักเท่ากันคือตู้ละ 2,370 กิโลกรัม เมื่อนำมารวมกับน้ำหนักของสินค้าทั้งตู้แล้ว จะมีน้ำหนักตู้ละ 22,369.8 กิโลกรัม ตรงตามน้ำหนักรวมที่ปรากฏในใบตรวจรับสภาพตู้สินค้า คือตู้ละประมาณ 22 ตัน หากมีการบรรจุสินค้าแผ่นยางพาราเข้าตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU8030023 และ WHLU2717671 เพียงตู้ละ 150 มัด ขาดไปตู้ละ 30 มัด น้ำหนักรวมของตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 2 ตู้ ควรเหลือประมาณ 19 ตัน เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า มีการบรรจุสินค้าแผ่นยางพาราเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 10 ตู้ ครบจำนวนตู้ละ 180 มัด สินค้าแผ่นยางพารามิได้สูญหายไปในช่วงการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือต้นทางดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า ผู้รับสินค้าได้มาลากตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU2717671 หมายเลข WHLU8030023 ไปจากท่าเรือปลายทาง และเปิดตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 2 ตู้ ประกอบบันทึกอธิบายเหตุการณ์ของบริษัทจางเจียก่าง จงเหลียน ตรวจนับสินค้า จำกัด และข้อเท็จจริงได้ความว่า ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่ถูกลากมายังโรงงานของผู้รับสินค้า ซีลปิดตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ยังอยู่ในสภาพดี แสดงให้เห็นว่า ตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ไม่ได้ถูกเปิดออกนับตั้งแต่มีการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือกรุงเทพ รวมทั้งตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU2717671 และ WHLU8030023 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ว่า ผู้รับสินค้าได้นำตู้คอนเทนเนอร์เปล่าหมายเลข WHLU2717671 และ WHLU8030023 รวม 2 ตู้ มาส่งคืน ย่อมแสดงว่า ตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 2 ตู้ ดังกล่าวได้ถูกเปิดออกและมีการขนถ่ายสินค้าแผ่นยางพาราออกจากตู้เก็บไว้ในโรงงานของผู้รับสินค้าแล้ว ซึ่งการนำสินค้าออกจากตู้น่าจะต้องทราบแล้วว่า สินค้าแผ่นยางพาราที่นำออกจากตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 2 ตู้ มีจำนวนเท่าใด หากสินค้าขาดจำนวนก็น่าจะทราบได้ตั้งแต่ดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏมีการทักท้วงว่าสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 2 ตู้ มีไม่ครบจำนวน ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่าบริษัทจางเจียก่าง จงเหลียน ตรวจนับสินค้า จำกัด ทำการตรวจนับสินค้าแผ่นยางพาราทั้ง 10 ตู้คอนเทนเนอร์ แล้วระบุว่าสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข WHLU2717671 และหมายเลข WHLU8030023 ขาดจำนวนไปตู้ละ 30 มัด และรายงานการสืบสวนของบริษัทฮัวดะ ลอส แอดจัสเตอร์ แอนด์ เซอร์เวย์เยอร์ จำกัด ผู้สำรวจความเสียหายที่ระบุว่า ความสูญหายของสินค้าน่าจะเกิดจากขั้นตอนการบรรจุสินค้านั้น บริษัทได้รับแจ้งให้ไปทำการสำรวจสินค้า ล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ในภายหลังจากการเปิดตู้คอนเทนเนอร์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังน้อย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าสินค้าแผ่นยางพารา จำนวน 60 มัด ได้สูญหายไปในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในความสูญหายของสินค้าแผ่นยางพาราจำนวน 60 มัด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวร์รันส์
จำเลย — บริษัทวันไฮไลนส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6928/2555
#526746
เปิดฉบับเต็ม

การขออนุญาตนำตราสารไปปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์หรือไปชำระค่าปรับ จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะที่นำตราสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดี หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะชี้ขาดตัดสินคดี การที่โจทก์ขออนุญาตนำสัญญากู้เงินที่ยังไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าวไปชำระค่าปรับในชั้นอุทธรณ์ จึงล่วงเลยเวลาไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ ย่อมถือว่ายังไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 118 จึงไม่อาจใช้สัญญากู้เงิน เป็นพยานหลักฐานเพื่อรับฟังว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ได้

อย่างไรก็ตามในการกู้เงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้เงินไว้ด้วย โดยมีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนอง ซึ่งถือเป็นหลักฐานในการกู้เงินนี้ได้ โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ได้ แต่ในส่วนดอกเบี้ยนั้น เมื่อสัญญากู้เงินไม่อาจรับฟังได้ ทั้งดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญาจำนองมิใช่ดอกเบี้ยของเงินกู้ที่จะนำมาใช้บังคับได้ โจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และเนื่องจากหนี้การกู้เงินดังกล่าวเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ก็ให้การปรับลดดอกเบี้ยมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้เงิน 13,185,235.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 8,871,192.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 20,804.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 13,185,235.82 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 8,871,192.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 20,804.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2542) หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 57514, 57515, 57516 ตำบลศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอนาถาในชั้นอุทธรณ์ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยของเงินค่าประกันอัคคีภัยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น ให้คิดจากต้นเงิน 20,728.04 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินมีอากรแสตมป์ที่ยังไม่ได้ขีดฆ่าด้านหน้า 2 ดวง ด้านหลัง 9 ดวงอากรแสตมป์ที่ยังไม่ได้ขีดฆ่าด้านหลัง 9 ดวงดังกล่าว โจทก์ขออนุญาตรับสัญญากู้เงินจากศาลชั้นต้นเพื่อนำไปชำระค่าปรับเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์แล้ว เนื่องจากการขออนุญาตนำตราสารไปปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์หรือไปชำระค่าปรับ จะต้องกระทำก่อนหรือในขณะที่นำตราสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดี หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะชี้ขาดตัดสินคดี การที่โจทก์ขออนุญาตนำสัญญากู้เงินที่ยังไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าวไปชำระค่าปรับในชั้นอุทธรณ์ จึงล่วงเลยเวลาไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ ย่อมถือว่ายังไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงไม่อาจใช้สัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐานเพื่อรับฟังว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ที่ขอนำสัญญากู้เงินไปขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้แก่จำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่

อย่างไรก็ตามในการกู้เงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้เงินไว้ด้วยตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาจำนองเป็นประกัน โดยมีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนอง ซึ่งถือเป็นหลักฐานในการกู้เงินนี้ได้ โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ได้ แต่ในส่วนดอกเบี้ยนั้น เมื่อสัญญากู้เงินไม่อาจรับฟังได้ ทั้งดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญาจำนองมิใช่ดอกเบี้ยของเงินกู้ที่จะนำมาใช้บังคับได้ โจทก์จึงคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และเนื่องจากหนี้การกู้เงินดังกล่าวเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ก็ให้การปรับลดดอกเบี้ยมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 9,772,579.68 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 6,884,295.18 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2542 ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในต้นเงิน 1,986,896.89 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2542) และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 20,728.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 583
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรีจำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสรพิมพ์ อินวะษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายประชา งามลำยวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6915/2555
#528547
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนคาร์ไบน์และเครื่องกระสุนปืนคาร์ไบน์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและค้าดังกล่าวเป็นจำนวนเดียวกันและเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องในคราวเดียวกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมาไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบอาวุธปืนคาร์ไบน์ กระสุนปืนคาร์ไบน์ที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืนที่จำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กับฐานค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 5,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 16 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ปรับ 2,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนคาร์ไบน์ กระสุนปืนคาร์ไบน์ที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 และข้อหาอื่นในส่วนจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปรวม 3 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 28 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 21 ปี สำหรับความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานพาอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก 6 เดือน ไม่ลงโทษปรับ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 21 ปี 3 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนคาร์ไบน์ 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 2 ซอง กระสุนปืนคาร์ไบน์ 57 นัด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่บริเวณหน้าร้านอาหารถนนเพชรเกษม สายนาทวี - คลองแงะ ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ของจำเลยที่ 2 ที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ พร้อมกระสุนปืน 5 นัด ที่ร้านข้าวต้มหนึ่งบาท ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืนคาร์ไบน์และกระสุนปืนคาร์ไบน์ของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ด้วยในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมอาวุธปืนคาร์ไบน์ของกลาง เห็นว่า ในการติดต่อซื้อขายอาวุธปืน ดาบตำรวจมานิตย์ได้มีการพูดคุยซื้อขายอาวุธปืนกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอขายอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนให้แก่ดาบตำรวจมานิตย์ด้วยตนเอง และในวันนัดส่งมอบอาวุธปืน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถไปกับจำเลยที่ 1 และอยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 1 บอกดาบตำรวจมานิตย์ว่า ให้รอประมาณ 10 นาที แล้วจะนำอาวุธปืนมาส่งให้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถไปรออยู่ที่ร้านข้าวต้มห่างออกไปเพียง 500 เมตร ดังนั้น หากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย จำเลยที่ 1 ก็น่าจะกระทำการอย่างลับ ๆ เพื่อปกปิดมิให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเจรจาซื้อขายอาวุธปืน จนกระทั่งนัดหมายส่งมอบและยึดได้อาวุธปืนคาร์ไบน์พร้อมเครื่องกระสุนปืนของกลาง ถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีและค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ข้อนำสืบปฏิเสธของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กับฐานค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นสองกรรมนั้น เห็นว่า อาวุธปืนคาร์ไบน์และเครื่องกระสุนปืนคาร์ไบน์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและค้าดังกล่าวเป็นจำนวนเดียวกันและเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องในคราวเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมาไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กับฐานค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 20 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 15 ปี และเมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 18 ปี 3 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายนอบหรือแกน สังข์สามล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางเพียงพร วิเศษสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6894/2555
#521490
เปิดฉบับเต็ม

แม้การค้าเร่และการค้าแผงลอยจะไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 มาตรา 7 (1) แต่ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ได้บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน โดยในการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงและมีกฎกระทรวงว่าด้วยการขอและออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่าและแลกเปลี่ยน จำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2552 ข้อ 1 (1) (ค) ได้กำหนดให้ผู้ขออนุญาตต้องนำเอกสารและหลักฐานซึ่งมีสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ยื่นต่อนายทะเบียนพร้อมคำอนุญาตด้วย เอกสารและหลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลที่จะให้นายทะเบียนใช้ประกอบในการพิจารณาเท่านั้น ซึ่งการไม่ยื่นสำเนาทะเบียนพาณิชย์ก็ไม่ใช่คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ขออนุญาตประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ตามที่มาตรา 39 ได้บัญญัติไว้ ดังนั้น จึงยังมิอาจถือได้ว่าจำเลยมิใช่ผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์ในความหมายตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันจะทำให้ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 38, 79

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่า พฤติการณ์ในการจำหน่ายภาพยนตร์ของจำเลยจัดอยู่ในประเภทของการค้าเร่หรือการค้าแผงลอย ซึ่งไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพื่อขอรับใบทะเบียนตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 7 (1) และไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรับใบอนุญาตจำหน่ายภาพยนตร์จากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 จำเลยจึงมิใช่ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ในความหมายของมาตรา 38 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง เห็นว่า แม้การค้าเร่และการค้าแผงลอยจะไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 มาตรา 7 (1) แต่พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 ได้บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน โดยในการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง และมีกฎกระทรวงว่าด้วยการขอและออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่าและแลกเปลี่ยน จำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2552 ข้อ 1 (1) (ค) ได้กำหนดให้ผู้ขออนุญาตต้องนำเอกสารและหลักฐานซึ่งมีสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ยื่นต่อนายทะเบียนพร้อมคำอนุญาตด้วย เอกสารและหลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลที่จะให้นายทะเบียนใช้ประกอบในการพิจารณาเท่านั้น ซึ่งการไม่ยื่นสำเนาทะเบียนพาณิชย์ก็ไม่ใช่คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ขออนุญาตประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ตามที่มาตรา 39 ได้บัญญัติไว้ ดังนั้น จึงยังมิอาจถือได้ว่าจำเลยมิใช่ผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์ในความหมายตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันจะทำให้ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและเพื่อให้คดีของจำเลยได้รับการพิจารณาพิพากษาตามลำดับตามกฎหมายอันจะเป็นประโยชน์แก่ความยุติธรรมและจำเลย จึงสมควรย้อนสำนวนคดีกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายธนภัทร เฟื่องสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวศิริพร นันท์นฤมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6891/2555
#526759
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดพันธบัตรของจำเลยไว้ชั่วคราว ก่อนพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชนะคดี โดยมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหากโจทก์ประสงค์ให้คำสั่งวิธีการชั่วคราวนั้นมีผลใช้บังคับต่อไป โจทก์จะต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าโจทก์ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นและมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวเช่นว่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวเช่นว่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปหรือไม่ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอดังที่กล่าวข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงเป็นอันยกเลิกเมื่อพ้นกำหนดเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจัดการสินสมรสของนายวินัย ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้พิพากษาว่า การจัดการสินสมรสที่นายวินัยถือกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรรัฐบาลไว้เพื่อจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำสั่งว่านิติกรรมการให้พันธบัตรรัฐบาลระหว่างนายวินัยกับจำเลยเป็นโมฆะและให้จำเลยคืนทรัพย์สินทั้งบัญชีเงินฝาก พันธบัตร กับคืนเงินเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของจำนวนเงินที่จำเลยเบียดบังไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดพันธบัตรเลขที่ 900141123 ถึง 900141210 ของจำเลยไว้ชั่วคราว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยยื่นคำร้องขอให้สั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีเต็มตามข้อหา โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ให้อายัดพันธบัตรเลขที่ 900141123 ถึง 900141210 คงมีผลต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงถือว่าเป็นอันยกเลิกไปแล้ว เมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (1) การที่จำเลยมายื่นคำร้องขอให้สั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดที่ยกเลิกไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องวินิจฉัยให้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์จะเป็นเหตุให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อายัดพันธบัตรเลขที่ 900141123 ถึง 900141210 ของจำเลยไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาถูกยกเลิกไปหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า แม้โจทก์มิได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวในระหว่างการพิจารณามีผลใช้บังคับต่อไปจนพ้นระยะเวลา 7 วัน นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลา 7 วัน คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคุ้มครองย่อมมีผลใช้บังคับต่อไปนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 บัญญัติว่า ในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา (1) ถ้าคดีนั้นศาลตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือบางส่วน คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวในส่วนที่จำเลยชนะคดีนั้น ให้ถือว่าเป็นอันยกเลิกเมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่โจทก์จะได้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แสดงว่าตนประสงค์จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวเช่นว่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอของโจทก์ คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวยังมีผลใช้บังคับต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา หรือศาลมีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณี เมื่อมีการอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามบทบัญญัติแห่งมาตราที่ว่านี้ เห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์ให้โจทก์ที่เป็นฝ่ายขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามีหน้าที่ยื่นคำขอต่อศาลโดยหากโจทก์ประสงค์ให้คำสั่งวิธีการชั่วคราวนั้นมีผลใช้บังคับต่อไปในกรณีที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ให้จำเลยชนะคดี โจทก์จะต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวเช่นว่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปหรือไม่ ซึ่งถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงจะมีผลใช้บังคับต่อไป คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งการอายัดพันธบัตรรายนี้แล้วและในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็มิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลชั้นต้นได้สั่งอายัดพันธบัตรไว้นั้นแต่ประการใด คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นอันยกเลิกไปในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (1) เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีกครั้งว่ามีเหตุสมควรประการใดที่จะให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นอันยกเลิกไปเมื่อพ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5973/2541 ที่โจทก์อ้างมานั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้น แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำรัส รัตนชำนอง
นางสาวพัทธมน กาญจนพันธุ์
จำเลย — โดยนายสมพล กาญจนพันธุ์ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — ไม่ปรากฏชื่อผู้พิพากษาที่มีคำสั่งวิธีการชั่วคราว
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — ไม่ปรากฏชื่อชัดแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6861/2555
#521533
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะผู้ร้องยื่นฎีกา ผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เนื่องจากศาลล่างมีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องซึ่งเป็นบิดาจะพ้นจากภาระหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผู้เยาว์ ดังนั้นเมื่อศาลเห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องอยู่ในภาวะที่สามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเองและได้รับการเตรียมความพร้อมให้มีทักษะในการเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างเหมาะสม การเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์ทางจิตเวชถือเป็นการเข้ารับคำปรึกษาเพื่อให้ผู้ถูกร้องมีทัศนคติต่อตนเองและผู้เยาว์อย่างถูกต้อง ที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้ถูกร้องไปรับการตรวจประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะในการเลี้ยงดูบุตร โดยให้ผู้ถูกร้องอยู่ในกำกับดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จึงนับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กหญิง ช. เนื่องจากถูกผู้ถูกร้องซึ่งเป็นบิดากระทำทารุณกรรมทางร่างกายและจิตใจ โดยขอให้มีคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 43 วรรคสอง ให้ผู้ถูกร้องให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้ผู้ถูกร้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกับแพทย์ตามความเหมาะสม และเข้ารับการเปลี่ยนทักษะในการเลี้ยงดูบุตร โดยสอนบุตรในลักษณะที่สร้างสรรค์เพื่อไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อบุตร และมีคำสั่งห้ามผู้ถูกร้องเข้ามาคุกคามในระหว่างที่เด็กอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่

ผู้ถูกร้องยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กหญิง ช. โดยให้ผู้ถูกร้องเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ณ โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะในการเลี้ยงดูบุตรภายใน 15 วัน โดยให้ผู้ถูกร้องอยู่ในความกำกับดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

ผู้ถูกร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

ผู้ถูกร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาให้วินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกร้องว่า กรณีมีเหตุออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กหญิง ช. ผู้เยาว์โดยให้ผู้ถูกร้องเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหรือไม่ โดยผู้ถูกร้องคงฎีกาโต้แย้งเพียงว่า ผู้ถูกร้องไม่เคยทำทารุณกรรมต่อผู้เยาว์ ภาวะซึมเศร้าและหวาดกลัวที่เกิดขึ้นแก่ผู้เยาว์เป็นเพราะการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐซึ่งพาผู้เยาว์ไปดูแลโดยไม่เหมาะสมและขัดต่อกฎหมาย ไม่ใช่ความผิดของผู้ถูกร้อง กรณีจึงมีปัญหาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ถูกร้องกระทำทารุณกรรมผู้เยาว์ อันเป็นเหตุให้คุ้มครองสวัสดิภาพผู้เยาว์หรือไม่ ผู้ร้องมีนางสาวสุศิษฎา พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาเบิกความประกอบบันทึกข้อความ ซึ่งมีรายละเอียดของการรับแจ้งเหตุที่ผู้เยาว์หลบหนีออกจากบ้านและพบร่องรอยการถูกทำร้ายรวมทั้งสิ้นถึง 3 ครั้ง ผู้ถูกร้องก็รับว่าได้ลงโทษผู้เยาว์ด้วยการตีด้วยเข็มขัดจริง จนกระทั่งครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 ผู้เยาว์หนีออกจากบ้านและยังคงแจ้งว่าผู้ถูกร้องทำร้ายร่างกายอีกตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์โรงพยาบาลบางบัวทอง ซึ่งในครั้งหลังสุดนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งผู้เยาว์ให้แพทย์หญิงรัชนี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นโรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นผู้ตรวจร่างกายผู้เยาว์ โดยแพทย์หญิงรัชนีมาเบิกความเป็นพยานด้วยว่า ผู้เยาว์เล่าให้ฟังว่าถูกบิดาลงโทษโดยใช้หม้อหุงข้าวตีศีรษะและตัดผมเนื่องจากผู้เยาว์ไม่เอาไม้แขวนเสื้อออกจากตู้เสื้อผ้า สภาพจิตใจเด็กมีการซึมเศร้ารุนแรง มีอาการรักพ่อแต่กลัวพ่อจะทำร้ายและลงโทษอันเนื่องมาจากผู้เยาว์คิดว่าตนเองเป็นคนไม่ดี และครอบครัวไม่มีความสุข รายละเอียดปรากฏตามผลการตรวจวินิจฉัย ส่วนผู้ถูกร้องนำพยานมาไต่สวนได้ความว่า ผู้ถูกร้องเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วยความรัก ความอบอุ่นไม่เคยตีหรือกระทำทารุณกรรมผู้เยาว์และอ้างส่งบันทึกข้อความที่ผู้เยาว์เขียนขึ้นโดยมีข้อเท็จจริงต่างจากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานผู้ร้องนั้น เห็นว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และแพทย์หญิงรัชนีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องสร้างเรื่องหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อให้ร้ายผู้ถูกร้องโดยเฉพาะลักษณะของคดีเป็นเรื่องภายในครอบครัว หากไม่มีปัญหาความรุนแรงที่หนักเกินกว่าบุคคลในครอบครัวจะแก้ไขดูแลกันเองได้แล้ว เชื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่อาจล่วงรู้และไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องไม่ได้ร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เยาว์ทันทีเมื่อทราบเหตุว่าผู้เยาว์ถูกทำร้ายร่างกาย แต่ได้มีการเรียกผู้ถูกร้องมาสอบถามเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ผู้เยาว์หลบหนีออกจากบ้านในสองครั้งก่อนแล้ว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาผู้ถูกร้องใช้ความรุนแรงแก่ผู้เยาว์ได้จนพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เยาว์เป็นคดีนี้ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของผู้ถูกร้อง ฟังได้ว่า เหตุที่ผู้เยาว์ต้องหลบหนีออกจากบ้านหลายครั้งเพราะผู้ถูกร้องใช้ความรุนแรงในการลงโทษผู้เยาว์เกินกว่าที่บิดาจะพึงอบรมสั่งสอนบุตรตามหน้าที่ธรรมจรรยาอันนำไปสู่การกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจของผู้เยาว์ ถือได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำทารุณกรรมผู้เยาว์และมีพฤติการณ์ที่จะกระทำซ้ำอีกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (1) ประกอบมาตรา 43 วรรคสอง จริง ฎีกาของผู้ถูกร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

กรณีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ควรให้ผู้ถูกร้องเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหรือไม่ โดยในส่วนนี้ผู้ถูกร้องฎีกาด้วยว่า หากฟังว่าผู้ถูกร้องกระทำผิด ขอให้ศาลยกคำร้องเพราะปัจจุบันผู้ถูกร้องมอบเด็กหญิงชิดชนกให้เข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์แล้ว นับตั้งแต่ผู้ถูกร้องรับทราบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เห็นว่า แม้ปรากฏตามฎีกาของผู้ถูกร้องว่า ขณะผู้ถูกร้องยื่นฎีกาผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นบิดาจะพ้นจากภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการเป็นบิดาที่ดีของผู้เยาว์ในภายภาคหน้า โดยเมื่อศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่ปรากฏจากสำนวนคดีอย่างละเอียดแล้ว เชื่อว่าโดยแท้จริงผู้ถูกร้องเป็นผู้ที่รัก ห่วงใยและปรารถนาดีต่อผู้เยาว์อย่างที่สุดคนหนึ่ง แต่เพราะปัจจัยแวดล้อมไม่ว่าความรับผิดชอบในการทำงาน และภาระหน้าที่ภายในครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูบุตรผู้หญิงเพียงคนเดียวจึงอาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้ถูกร้องกับผู้เยาว์ ประกอบกับการขาดโอกาสสื่อสารทำความเข้าใจกันจนกระทั่งผู้เยาว์เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปยิ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกร้องกับผู้เยาว์มีปัญหาและนำไปสู่การใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ดังนี้ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องอยู่ในภาวะที่สามารถแก้ไขได้เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวและได้รับการเตรียมความพร้อมให้มีทักษะในการเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างเหมาะสม ส่วนที่ผู้ถูกร้องอ้างด้วยว่า ผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เพื่อปรับพฤติกรรมให้ผู้เยาว์กลับไปอยู่กับครอบครัวได้อย่างปกติสุขหาใช่ต้องปรับพฤติกรรมของผู้ถูกร้องด้วยนั้น แม้ว่าการที่ผู้เยาว์อยู่ในสถานสงเคราะห์จะได้รับการปรับพฤติกรรมและคุ้มครองสวัสดิภาพในด้านอื่นๆ แต่ก็เป็นเฉพาะในส่วนของผู้เยาว์เท่านั้น แต่หากต้องการจะฟื้นฟูความสัมพันธ์และป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิบัติต่อกันโดยไม่เหมาะสมระหว่างผู้ถูกร้องกับผู้เยาว์อีก จำต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกร้องซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวที่มีความใกล้ชิดและผูกพันกับผู้เยาว์ที่สุดด้วย ทั้งการเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์ทางจิตเวช ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องต้องเป็นบุคคลที่ผิดปกติทางจิต แต่เป็นการเข้ารับคำปรึกษาเพื่อให้ผู้ถูกร้องมีทัศนคติต่อตนเองและผู้เยาว์อย่างถูกต้อง ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้ถูกร้องไปรับการตรวจประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ณ โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะในการเลี้ยงดูบุตรภายใน 15 วัน โดยให้ผู้ถูกร้องอยู่ในความกำกับดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 นั้น เหมาะสมแก่คดีและเป็นประโยชน์แก่ทั้งผู้ถูกร้องและผู้เยาว์แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 43 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานเจ้าหน้าที่
ผู้ถูกร้อง — พันเอกนรชิต ตันศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางนิธิมณี ศังขมณี ยงเกียรติการต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคณา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6860/2555
#532975
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) จะต้องได้ความว่า เด็กที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมนั้น ประพฤติตนไม่สมควร ซึ่งเด็กประพฤติตนไม่สมควรกฎหมายดังกล่าวมิได้นิยามไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า หมายถึง เด็กประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยของเด็กในขณะนั้น ๆ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตและเกมยินยอมให้ อ. อายุ 17 ปีเศษ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์ในร้านจำเลยโดยได้รับค่าบริการ ในเวลากลางวันแม้ไม่ปรากฏว่าเป็นการเปิดภาคเรียนก็มิใช่เป็นการประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยแต่อย่างใด การตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาจะต้องตีความเคร่งครัดไม่อาจตีความขยายให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ทั้งเป็นการตีความให้กฎหมายขัดกับสิทธิเสรีภาพของเด็กจนเกินไป มิฉะนั้นแล้วหากผู้ใดให้เด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็จะเป็นความผิดได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 26 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 26, 78

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 78 ด้วย) จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและแจ้งข้อกล่าวหาว่ายุยงส่งเสริมเด็กให้ประพฤติตนไม่สมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) ชั้นจับกุมและสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาหลายประการว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) จะต้องได้ความว่าเด็กที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมนั้นประพฤติตนไม่สมควร แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้นิยามคำว่า เด็กประพฤติตนไม่สมควรมีลักษณะอย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่าเด็กประพฤติตนไม่สมควรหมายถึง เด็กประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยของเด็กในขณะนั้น ๆ ว่าเป็นการสมควรหรือไม่ การที่จำเลยยินยอมให้นายอภิรักษ์ อายุ 17 ปีเศษ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์ในร้านของจำเลยโดยได้รับค่าบริการ ย่อมเห็นได้ว่าการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์ของนายอภิรักษ์ ในขณะที่มีอายุ 17 ปีเศษ มิใช่เป็นการประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยแต่อย่างใด การตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาจะต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่อาจตีความขยายให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ทั้งจะเป็นการขัดกับสิทธิเสรีภาพของเด็กจนเกินไป มิฉะนั้นแล้ว หากผู้ใดให้เด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็จะเป็นความผิดได้ หากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเงื่อนไขใบอนุญาตให้ฉายหรือให้บริการซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ก็ต้องไปว่ากล่าวตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 เช่นนี้ ฎีกาของโจทก์จึงหาจำต้องวินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (3)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดลำปาง
จำเลย — นางสาวนิภาพรรณหรือนิภาพันธ์ หล่อวัฒนากูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปางแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางกาญจนา บุญจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา