คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7590/2555
#521391
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่เสมือนดังเป็นตัวแทนโจทก์ น่าเชื่อว่าได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาตลอดจนตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีมาเป็นอย่างดีก่อนที่จะเบิกความ นับว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี และไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้โจทก์ตั้งผู้อื่นซึ่งมิใช่พนักงานหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ คำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้

โจทก์ฟ้องว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จ. ไม่มีความประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระ จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม ตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารท้ายฟ้อง เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องและเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่น่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสาร แม้ชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำเอกสารท้ายฟ้องมาสืบเป็นพยานโจทก์ก็ตาม แต่ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์เบิกความยืนยันว่า หลังจากโจทก์รับซื้อทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จ. แล้ว โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามการโอนไปยังฝ่ายจำเลย และยังได้ความจากผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์และหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและชำระดอกเบี้ยตลอดมา เมื่อทางการให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จ. ระงับการดำเนินกิจการ จำเลยที่ 1 กลับอ้างว่าไม่เคยออกตั๋วสัญญาใช้เงินและจำเลยที่ 2 ไม่เคยค้ำประกัน เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำเบิกความ พยานหลักฐานของโจทก์และพฤติกรรมของฝ่ายจำเลย ประกอบเหตุผลว่าตามวิสัยของเจ้าหนี้ย่อมจะต้องบอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ที่มีหนี้จำนวนมากชำระหนี้แล้ว เชื่อว่าโจทก์บอกกล่าวทวงถามโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

การซื้อขายทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกทางการสั่งระงับการดำเนินกิจการอย่างถาวร เป็นการซื้อขายกันตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวดที่ 4 เรื่องโอนสิทธิเรียกร้อง

ขณะที่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้าย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จ. มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามที่บริษัทประกาศกำหนดโดยอาศัยอำนาจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังประกาศมอบอำนาจให้ไว้ตามความในมาตรา 30 (1) (2) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงการคลังมีอำนาจตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 โดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงิน 47,657,260.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 47,657,260.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 80,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด โดยที่โจทก์ไม่ได้อ้างประกาศคำสั่งดังกล่าวและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางสาวปาริชาติ ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นพยานเบิกความยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้อ้างส่งประกาศคำสั่งดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็หาได้นำสืบหักล้างโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นแต่อย่างใดไม่ จึงรับฟังได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า คำเบิกความของนางสาวปาริชาติผู้รับมอบอำนาจช่วงซึ่งมิได้เป็นพนักงานของโจทก์หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ เห็นว่า นางสาวปาริชาติเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่เสมือนดังเป็นตัวโจทก์ในคดีนี้ น่าเชื่อว่าได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาตลอดจนตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีนี้มาเป็นอย่างดีก่อนที่จะเบิกความ นับว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีและไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้โจทก์ตั้งผู้อื่นซึ่งมิใช่พนักงานหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เช่นนี้ คำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ได้มีการบอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ โจทก์ฟ้องว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด ไม่มีความประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระกับตนอีกต่อไป จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสามได้รับหนังสือทวงถามแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด ตามภาพถ่ายหนังสือทวงถามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งตามเอกสารท้ายฟ้อง เป็นหนังสือที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่รับหนังสือ หากเพิกเฉยจะดำเนินคดี และตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นใบตอบรับไปรษณีย์ ที่แสดงว่าได้ส่งหนังสือแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ไปยังที่อยู่ซึ่งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 1 มีผู้ลงชื่อรับ เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง และเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่น่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสารนั้น แม้ชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำเอกสารท้ายฟ้องมาสืบเป็นพยานโจทก์ก็ตาม แต่นางสาวปาริชาติ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า หลังจากโจทก์รับซื้อทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด ที่ถูกทางการสั่งระงับการดำเนินกิจการ จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมาแล้ว โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามการโอนไปยังลูกหนี้ทุกราย และได้ให้ทนายความบอกกล่าวทวงถามไปยังฝ่ายจำเลย และยังได้ความจากคำเบิกความของนางสาวปาริชาติและหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาจะใช้เงิน 30,000,000 บาท แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด ตั้งแต่ปี 2537 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด แล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมหลายครั้งต่อเนื่องกัน ครั้งสุดท้ายเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับตามฟ้องซึ่งออกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 และยังชำระดอกเบี้ยตลอดมา โดยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2540 หลังจากนั้นไม่ชำระอีกเลย เมื่อทางการให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด ระงับการดำเนินกิจการ จำเลยที่ 1 กลับอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยออกตั๋วสัญญาใช้เงินทุกฉบับ จำเลยที่ 2 ก็อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยค้ำประกันทุกฉบับ ซึ่งเป็นการอ้างที่ไม่เป็นความจริง เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำเบิกความ พยานหลักฐานของโจทก์ และพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว ประกอบเหตุผลที่ว่าตามวิสัยของเจ้าหนี้ย่อมจะต้องบอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ที่มีหนี้จำนวนมากชำระหนี้แล้ว จึงเชื่อว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด และโจทก์ต้องบอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมีหนี้จำนวนมากให้ชำระหนี้ก่อนฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาว่าจะใช้เงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ครบกำหนดเมื่อทวงถาม จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2540 หลังจากนั้นไม่ชำระ ตามหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้เอกสารท้ายฟ้องมีข้อความระบุชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาว่าจะใช้เงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด เมื่อทวงถาม จำเลยที่ 1 ผิดนัดมีหนี้ค้างชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย 45,698,630.13 บาท ทนายความผู้รับมอบอำนาจจึงบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 นำต้นเงินมาชำระพร้อมดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน การทวงถามให้ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทำให้ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดในวันครบกำหนดที่ทวงถามแล้ว เมื่อปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวจัดส่งให้แก่จำเลยทั้งสามตามที่อยู่ที่ให้ไว้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยชอบแล้ว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามทราบโดยชอบนั้น เห็นว่า การซื้อขายทรัพย์สินรายพิพาทเป็นการซื้อขายกันตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 4 เรื่องโอนสิทธิเรียกร้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นั้น เห็นว่า โจทก์มีตัวผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้าย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามที่บริษัทดังกล่าวประกาศกำหนดโดยอาศัยอำนาจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังประกาศมอบอำนาจให้ไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ได้มอบอำนาจให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะออกข้อกำหนดดังกล่าวได้ตามความในมาตรา 30 (1) (2) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงการคลังมีอำนาจตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 โดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย หาใช่กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่ เมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าพระยา จำกัด มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 308
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 95 ม. 95/1
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30 ม. 30 ทวิ
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 30 (2)
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทเมืองเอก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายยุทธเสน ทองเสน
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7586 -ที่ 7587/2555
#582385
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 คำว่า "โปรแกรมคอมพิวเตอร์" หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน หรือเพื่อให้ได้ผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด และตามมาตรา 30 การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งได้แก่ การทำซ้ำหรือดัดแปลง การเผยแพร่ต่อสาธารณชน การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว ดังนี้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องทั้งสองสำนวนว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่เพียงผู้เดียวโดยใช้ชื่อผลงานในเว็บไซต์ว่า "ไทยเพอร์ซันแนลคอนเน็กชันส์ (Thai Personal Connections)" และได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ (ที่ถูก แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์) ประเภทงานวรรณกรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นงานสิ่งเขียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์มีชื่อเว็บไซต์ว่า "Thai Personal Connections" ที่มีข้อมูลของโจทก์อันเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ที่ดิน สื่อการนัดพบชาวต่างชาติ บริการรับทำวีซ่า รับจัดพิธีสมรส การให้บริการแปลภาษา บริการเช่ารถยนต์ และธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอกสารท้ายฟ้องนั้น เมื่อพิจารณาตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แสดงข้อมูลของโจทก์ซึ่งปรากฏอยู่บนเว็บเพจในเว็บไซต์ที่อ้างว่าเป็นของโจทก์และข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งข้อมูลของโจทก์ที่ปรากฏอยู่บนเว็บเพจในเว็บไซต์โดยโจทก์อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอันเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ที่ดิน สื่อการนัดพบชาวต่างชาติ บริการรับทำวีซ่า รับจัดพิธีสมรส การให้บริการแปลภาษา บริการเช่ารถยนต์ และธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทย ซึ่งมิใช่ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาษาเครื่อง (machine language) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนด้วยภาษาเครื่องเรียกว่า "object program" หรือเป็นภาษาระดับสูง (high level language หรือ source language) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงเรียกว่า "Source program" ดังนั้น ข้อมูลของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเขียนเป็นภาษาเครื่อง หรือภาษาระดับสูงดังกล่าว เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ข้อมูลของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วแสดงผลลัพธ์นั้นบนจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น ประกอบกับตามหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เอกสารท้ายฟ้อง โจทก์แจ้งต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า ผลงานของโจทก์ชื่อ "Thai Personal Connections" เป็นสิ่งเขียนอันเป็นงานวรรณกรรม มิได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ว่างานดังกล่าวเป็นชุดคำสั่งที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเขียนด้วยภาษาเครื่องหรือภาษาระดับสูงแต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ดังนี้ ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนดังกล่าวที่โจทก์หาว่าจำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในข้อมูลของโจทก์อันเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ที่ดิน สื่อการนัดพบชาวต่างชาติ บริการรับทำวีซ่า รับจัดพิธีสมรส การให้บริการแปลภาษา บริการเช่ารถยนต์ และธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทยในเว็บไซต์ ซึ่งปรากฏบนจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการคัดลอกข้อมูลดังกล่าวลงในเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า เดอะ ไทย เพอร์ซันแนล ทัช (The Thai Personal Touch) ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อขายแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น จึงไม่มีมูลอันจะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องได้

ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตาม ป.อ. มาตรา 271 และ 272 นั้น โจทก์ระบุเพียงบทกฎหมายที่ขอให้ลงโทษเท่านั้น แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสำนวนขายของสิ่งใดโดยหลอกลวงอย่างไรให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดใด สภาพ คุณภาพของสิ่งของนั้นว่าเป็นอย่างไร หรือปริมาณของสิ่งของนั้นมีจำนวนเท่าใด อันเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไรอันจะมีมูลเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ทั้งไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองสำนวนเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดในการประกอบการค้าของโจทก์มาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์อันจะมีมูลเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) จึงเป็นการที่โจทก์ทั้งสองสำนวนมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองสำนวนกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 และ 272 (1) ได้ดี การบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่เพียงผู้เดียว โดยใช้ชื่อผลงานในเว็บไซต์ว่า ไทยเพอร์ซันแนล คอนเน็กชันส์ (Thai Personal Connections) และโจทก์จดทะเบียนลิขสิทธิ์ (ที่ถูก แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์) ประเภทงานวรรณกรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นงานสิ่งเขียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์มีชื่อเว็บไซต์ว่า ไทยเพอร์ซันแนลคอนเน็กชันส์ (Thai Personal Connections) ที่มีข้อมูลของโจทก์เกี่ยวกับการซื้อขายบ้านที่ดิน สื่อการนัดพบชาวต่างชาติ บริการรับทำวีซ่า รับจัดพิธีสมรส การให้บริการแปลภาษาบริการเช่ารถยนต์ และธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทย ตามสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอกสารท้ายฟ้อง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ทำการคัดลอกสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวทั้งหมดบรรจุลงในแผ่นบรรจุข้อมูลถาวร (Hard Disk) และในเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มีชื่อว่า เดอะ ไทย เพอร์ซันแนล ทัช (The Thai Personal Touch) แล้วเผยแพร่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเพื่อเสนอขายและแจกจ่ายให้แก่ลูกค้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 และประชาชนทั่วไปเป็นการกระทำเพื่อการค้า อันเป็นการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้เช่าต้นฉบับและสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์โดยมิได้รับอนุญาต เป็นการละเมิดสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ เหตุเกิดที่ตำบลกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และ 272 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 30, 31, 69, 70 และ 77 กับให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาแก่โจทก์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 คำว่า "โปรแกรมคอมพิวเตอร์" หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน หรือเพื่อให้ได้ผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด และตามมาตรา 30 การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งได้แก่ การทำซ้ำหรือดัดแปลง การเผยแพร่ต่อสาธารณชน การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว ดังนี้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องทั้งสองสำนวนว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่เพียงผู้เดียว โดยใช้ชื่อผลงานในเว็บไซต์ว่า "ไทยเพอร์ซันแนลคอนเน็กชันส์ (Thai Personal Connections)" และได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ (ที่ถูก แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์) ประเภทงานวรรณกรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นงานสิ่งเขียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์มีชื่อเว็บไซต์ว่า "Thai Personal Connections" ที่มีข้อมูลของโจทก์อันเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ที่ดิน สื่อการนัดพบชาวต่างชาติ บริการรับทำวีซ่า รับจัดพิธีสมรส การให้บริการแปลภาษา บริการเช่ารถยนต์ และธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอกสารท้ายฟ้องนั้น เมื่อพิจารณาตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แสดงข้อมูลของโจทก์ซึ่งปรากฏอยู่บนเว็บเพจในเว็บไซต์ที่อ้างว่าเป็นของโจทก์และข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งข้อมูลของโจทก์ที่ปรากฏอยู่บนเว็บเพจในเว็บไซต์โดยโจทก์อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอันเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ที่ดิน สื่อการนัดพบชาวต่างชาติ บริการรับทำวีซ่า รับจัดพิธีสมรส การให้บริการแปลภาษา บริการเช่ารถยนต์ และธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทย ซึ่งมิใช่ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาษาเครื่อง (machine language) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนด้วยภาษาเครื่องเรียกว่า "object program" (ออบเจ็กต์โปรแกรม) หรือเป็นภาษาระดับสูง (high level languague หรือ source language) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงเรียกว่า "Source program" (ซอร์สโปรแกรม) ดังนั้น ข้อมูลของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเขียนเป็นภาษาเครื่อง หรือภาษาระดับสูงดังกล่าว เพื่อให้เครื่องคอมพิเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ข้อมูลของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วแสดงผลลัพธ์นั้นบนจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้นประกอบกับตามหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ โจทก์แจ้งต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า ผลงานของโจทก์ชื่อ "Thai Personal Connections" เป็นสิ่งเขียนอันเป็นงานวรรณกรรม มิได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ว่างานดังกล่าวเป็นชุดคำสั่งที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเขียนด้วยภาษาเครื่องหรือภาษาระดับสูงแต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ดังนี้ ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนดังกล่าวที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในข้อมูลของโจทก์อันเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ที่ดิน สื่อการนัดพบชาวต่างชาติ บริการรับทำวีซ่ารับจัดพิธีสมรส การให้บริการแปลภาษา บริการเช่ารถยนต์ และธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมไทยในเว็บไซต์ ซึ่งปรากฏบนจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการคัดลอกข้อมูลดังกล่าวลงในเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า เดอะ ไทย เพอร์ซันแนล ทัช (The Thai Personal Touch) ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อขายแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นจึงไม่มีมูลอันจะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และ 272 นั้น โจทก์ระบุเพียงบทกฎหมายที่ขอให้ลงโทษเท่านั้น แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสำนวนขายของสิ่งใดโดยหลอกลวงอย่างไรให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดใด สภาพ คุณภาพของสิ่งของนั้นว่าเป็นอย่างไร หรือปริมาณของสิ่งของนั้นมีจำนวนเท่าใด อันเป็นความเท็จและความจริงเป็นอย่างไรอันจะมีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ทั้งไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองสำนวนเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดในการประกอบการค้าของโจทก์มาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์อันจะมีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) จึงเป็นการที่โจทก์ทั้งสองสำนวนมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองสำนวนกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และ 272 (1) ได้ดี การบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงเป็นคำฟ้องที่ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนรับฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองสำนวนมีมูลเป็นความผิดตามฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้องมา นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องดังที่โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 271 ม. 272 (1)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 30 (1) ม. 31 (1) ม. 69 วรรคสอง ม. 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
โจทก์ — ไทยเพอร์ซันแนล คอนเน็คชั่น
จำเลย — นายโรนัล อลัน ไนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7536/2555
#532950
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตั้งสิทธิฟ้องเรียกร้องคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยผิดสัญญาจ้างทำไม้ต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จะต้องถูกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรียกร้องค่าปรับ ค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่า ไม่ใช่เรื่องการรับช่วงสิทธิที่โจทก์ต้องชำระค่าปรับก่อนแล้วจึงจะใช้สิทธิฟ้องบังคับเอาจากจำเลยได้ แม้ปรากฏว่าเคยมีมติคณะรัฐมนตรีไม่ให้หน่วยงานราชการฟ้องร้องกันก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการด้วยกันที่มีต่อกันระงับไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าปรับจากจำเลย

โจทก์ได้รับสัมปทานทำไม้จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วโจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยทำไม้โดยจำเลยผู้รับจ้างได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่โจทก์ผู้ว่าจ้างขายไม้ที่จำเลยทำได้นั้นให้จำเลยตามราคาที่ตกลงกัน ซึ่งถือเป็นสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการทำไม้แก่จำเลย สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างทำของ ไม่ใช่การขาย ให้เช่า มอบให้หรือโอนไปด้วยประการใดๆ ซึ่งสิทธิอันได้มาตามสัมปทานให้แก่จำเลย ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงไม่เป็นโมฆะ

สัญญาจ้างทำไม้ระบุว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบอำนาจจากกรมป่าไม้ได้กำหนดจำนวนเงินเบี้ยปรับการทำผิดของผู้รับจ้างและได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ว่าจ้างนำเงินเบี้ยปรับไปชำระ ผู้รับจ้างจะต้องนำเงินเบี้ยปรับไปชำระแทนภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง โจทก์ได้รับแจ้งให้นำเงินค่าปรับไปชำระเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 โจทก์จึงอาจทวงถามให้จำเลยนำเงินค่าปรับไปชำระได้ในวันนั้น และจำเลยต้องนำเงินค่าปรับไปชำระภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2532 หากจำเลยไม่นำเงินค่าปรับไปชำระภายในกำหนด จึงจะถือว่าจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญานับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดให้จำเลยต้องชำระซึ่งถือเป็นวันเริ่มนับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/13 เมื่อนับแต่วันเริ่มนับอายุความคือวันที่ 11 สิงหาคม 2532 ถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 22 กรกฎาคม 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 11,409,111 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 116,060,711 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,844,904.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 22 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำหลักประกันจำนวน 100,000 บาท และ 10,000 บาท ไปหักกับจำนวนดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือให้นำไปหักชำระต้นเงิน กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้ตกเป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,334,150 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2513 โจทก์ได้รับสัมปทานทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สักในป่าโครงการวังใหญ่ - แม่น้ำน้อย ตำบลสิงห์ ตำบลลุ่มสุ่ม ตำบลไทรโยค ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอไทรโยค และอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 1,840 ตารางกิโลเมตร มีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2513 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2543 จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามสัมปทานทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สัก โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สัก เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2517 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2543 ตามสัญญาจ้าง ต่อมามีการแก้ไขระยะเวลาการทำไม้มีกำหนด เวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญา 1 ปี ให้สัญญามีผลใช้บังคับต่อไปอีกครั้งละ 1 ปี ตามสัญญาจ้าง (ฉบับที่ 2) ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2532 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีคำสั่งปิดป่า ตามสำเนาคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเหตุให้ไม่สามารถทำไม้ตามที่ได้รับสัมปทานอีกต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าปรับจากจำเลยหรือไม่ จำเลยอ้างว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าปรับให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าปรับได้นั้น เห็นว่า โจทก์ตั้งสิทธิในการฟ้องเรียกร้องคดีนี้สืบเนื่องจากการที่จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จะต้องถูกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรียกร้องค่าปรับ ค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่า ไม่ใช่เรื่องการรับช่วงสิทธิที่โจทก์ต้องชำระค่าปรับให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน แล้วจึงจะใช้สิทธิฟ้องบังคับเอาจากจำเลยได้ นอกจากนี้แม้จะปรากฏว่าเคยมีมติคณะรัฐมนตรีไม่ให้หน่วยงานราชการฟ้องร้องกันดังที่จำเลยอ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการด้วยกันที่มีต่อกันระงับไป ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าปรับจากจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สักระหว่างโจทก์ผู้ว่าจ้างกับจำเลยผู้รับจ้าง มีรายละเอียดว่าผู้รับจ้างตกลงรับจ้างทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สัก ในเขตสัมปทานป่าโครงการวังใหญ่ - แม่น้ำน้อย ตำบลสิงห์ ตำบลลุ่มสุ่ม ตำบลไทรโยค ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอไทรโยค และอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่กรมป่าไม้จะได้กำหนดแบ่งพื้นที่ป่าสัมปทานออกเป็นแปลง ๆ โดยกำหนดให้ผู้ว่าจ้างทำก่อนและหลังในระยะเวลาติดต่อกันไป และในแปลงหนึ่ง ๆ กำหนดให้ผู้ว่าจ้างทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สักได้ในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี ซึ่งผู้รับจ้างยอมรับที่จะปฏิบัติตามที่กรมป่าไม้กำหนดไว้ทุกประการ ผู้รับจ้างจะตัดโค่นหรือตัดทอนไม้ในเขตป่าสัมปทานนี้ได้เฉพาะไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สัก โดยผู้รับจ้างจะต้องทำไม้ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาของการทำไม้แต่ละแปลง และผู้ว่าจ้างตกลงขายไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สักที่ผู้รับจ้างทำให้แก่ผู้รับจ้างแต่เพียงผู้เดียว เห็นได้ว่าตามสัญญากล่าวถึงการจ้างทำไม้ โดยจำเลยผู้รับจ้างได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่โจทก์ผู้ว่าจ้างขายไม้ให้จำเลยตามราคาที่ตกลงกัน ซึ่งถือเป็นสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการทำไม้แก่จำเลย สัญญาจ้างนี้จึงอยู่ในลักษณะจ้างทำของ อันเป็นสัญญาต่างตอบแทน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ขาย ให้เช่า มอบให้ หรือโอนไปด้วยประการใด ๆ ซึ่งสิทธิอันได้มาตามสัมปทานให้แก่จำเลย สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอ้างว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 โจทก์ได้รับหนังสือจากสำนักงานป่าไม้เขตบ้านโป่งให้โจทก์นำเงินค่าปรับไปชำระ สิทธิเรียกร้องจึงเริ่มนับแต่วันที่โจทก์ทราบนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2542 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ นั้น เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สัก ระบุว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบอำนาจจากกรมป่าไม้ ได้กำหนดจำนวนเงินเบี้ยปรับการทำผิดของผู้รับจ้าง และได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ว่าจ้างนำเงินเบี้ยปรับไปชำระ ผู้รับจ้างจะต้องนำเงินเบี้ยปรับนั้นไปชำระแทนภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งให้นำเงินค่าปรับไปชำระในวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 ดังนั้น โจทก์จึงอาจทวงถามให้จำเลยนำเงินค่าปรับไปชำระเสียได้ในวันนั้น และจำเลยก็จะต้องนำเงินค่าปรับไปชำระภายในสามสิบวันคือภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2532 หากจำเลยไม่นำเงินค่าปรับไปชำระต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายในกำหนดดังกล่าว จึงจะถือว่าจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญานับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดให้จำเลยต้องชำระซึ่งถือเป็นวันเริ่มนับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 เมื่อนับแต่วันเริ่มนับอายุความวันที่ 11 สิงหาคม 2532 ถึงวันที่โจทก์ฟ้อง (22 กรกฎาคม 2542) ยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 113 เดิม ม. 150 ม. 193/13 ม. 193/30 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
จำเลย — บริษัทป่าไม้ประจิม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรวิภัทร โชคเจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7520/2555
#538047
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย 1 นัด จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 เดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดท้ายรถหากระสุนปืนแต่ไม่มีกระสุนปืน การที่จำเลยที่ 2 พูดยุยงให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำหลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายไปแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เพราะจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดไปแล้ว คำยุยงของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงสนับสนุนเร้าใจให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำให้ถึงแก่ความตายหนักแน่นขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาฆ่าผู้อื่น แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและกระทำไปโดยบันดาลโทสะ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานฆ่าผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่น 25 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ไม่ได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง อันหมายความว่าจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด คดีนี้โจทก์ไม่ได้ตัวนางสาวสุนีย์และนางสาวพัฒชรดามาเบิกความ แต่ในชั้นสอบสวนนางสาวสุนีย์ให้การวันที่ 11 พฤษภาคม 2546 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 เดินมาหน้าร้านพูดขู่ผู้ตายและทำท่าจับเอว ผู้ตายวิ่งเข้าไปในร้าน พวกจำเลยที่ 1 สองคนเดินมาที่ประตูพูดจาโวยวายเพื่อให้ผู้ตายออกมา จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย ให้การเพิ่มเติมวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ยิงแล้ว จำเลยที่ 2 พูดว่ายิงมันให้ตาย จำเลยที่ 1 จึงเดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดท้ายรถหากระสุนปืนแต่ไม่มีกระสุนปืน ให้การเพิ่มเติมวันที่ 31 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ท้าทายให้ผู้ตายออกมาจากร้านและให้การเพิ่มเติมวันที่ 17 มิถุนายน 2546 เมื่อดูตัวจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัด ยิงมันให้ตาย นางสาวพัฒชรดาให้การวันที่ 11 พฤษภาคม 2546 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 มีอาการเมาสุราพูดกับผู้ตายและใช้มือจับเอวเหมือนกับจะดึงวัตถุหรือสิ่งของที่เป็นอาวุธออกมา ผู้ตายวิ่งหลบหนีเข้าไปในร้าน พวกจำเลยที่ 1 เรียกให้ผู้ตายออกมา จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย พวกจำเลยที่ 1 พูดว่า ยิงมันอีกนัด ยิงมันให้ตาย ให้การเพิ่มเติมวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลที่ยั่วยุและเรียกให้ผู้ตายออกมา ให้การเพิ่มเติมวันที่ 1 มิถุนายน 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ใช้ให้พยานเรียกผู้ตายออกมาพบจำเลยที่ 1 บอกว่าจะคุยด้วย และให้การเพิ่มเติมวันที่ 24 มิถุนายน 2546 เมื่อดูตัวจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัด ยิงมันให้ตาย นางสาวศุภลักษณ์พยานโจทก์ให้การในชั้นสอบสวนวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 เมื่อดูภาพถ่ายจำเลยทั้งสามตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 พูดกับผู้ตายและใช้มือจับเอว ผู้ตายตกใจวิ่งหนีเข้าไปในร้าน จำเลยที่ 3 พูดจายั่วยุชักชวนผู้ตายแต่ผู้ตายไม่ออกมา จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงเข้าไปในร้าน 1 นัด จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ คืนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับพวก 1 คน ไปร้านน้ำชาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและตั้งใจจะไปยิงผู้ตายจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ จำเลยทั้งสามชักชวนกันไปดื่มน้ำชาที่ร้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และผู้ตายพูดจากันไม่ทราบว่าเป็นเรื่องใด จำเลยที่ 3 เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย ผู้ตายวิ่งเข้าไปในร้าน จำเลยที่ 3 ห้ามจำเลยที่ 1 แต่ไม่สามารถห้ามได้ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ดังนี้ ที่นางสาวศุภลักษณ์เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย 1 นัด พวกจำเลยที่ 1 ตะโกนบอกให้ยิงอีก 1 นัด แต่ในชั้นสอบสวนนางสาวศุภลักษณ์ให้การว่า จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย โดยนายสาวศุภลักษณ์มาเบิกความวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 หลังเกิดเหตุนาน 2 ปี 5 เดือนเศษ เมื่อพิจารณาคำให้การนางสาวสุนีย์และนางสาวพัฒชรดาซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกันแล้ว นางสาวสุนีย์และนางสาวพัฒชรดาให้การทำนองเดียวกับนางสาวศุภลักษณ์ว่า จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย ดังนั้น ฟังได้ว่านางสาวศุภลักษณ์พยานโจทก์เบิกความกลับคำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 คำให้การนางสาวศุภลักษณ์ในชั้นสอบสวนเป็นความจริงยิ่งกว่าที่เบิกความต่อศาล ข้อเท็จจริงฟังได้มั่นคงว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตาย 1 นัด จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงมันอีกนัดเอาให้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 เดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดท้ายรถหากระสุนปืนแต่ไม่มีกระสุนปืน การที่จำเลยที่ 2 พูดยุยงให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำหลังจากจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายไปแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เพราะจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดไปแล้ว คำยุยงของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงสนับสนุนเร้าใจให้จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายซ้ำให้ถึงแก่ความตายหนักแน่นยิ่งขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเป็นตัวการ ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นผู้สนับสนุน แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน แต่หลังจากจำเลยที่ 2 พูดยุยงแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยิงซ้ำจะด้วยเหตุใดก็ตาม เห็นควรกำหนดโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าโทษจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของแต่ละบุคคล

สำหรับจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เดินมาที่ประตูพูดจาโวยวายท้าทายเรียกให้ผู้ตายออกมา ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายสุรชัยหรือชัย จันทร์ประภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางมาริษษา ผดุงพจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7462/2555
#525481
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนซึ่งโจทก์ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและจำเลยกับ พ. คัดค้านนั้น มีประเด็นสำคัญในคดีเพียงว่า ผู้ใดสมควรเป็นผู้จัดการมรดก ไม่ได้พิพาทเรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรม แม้โจทก์จำเลยจะเป็นคู่ความเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวก็ไม่ผูกพันคดีนี้ และศาลในคดีนี้ก็พิจารณาพิพากษาได้ว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับแรกถูกเพิกถอนไปแล้วหรือไม่

พินัยกรรมฉบับแรก ผู้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 4 แปลง และบ้านให้แก่จำเลยกับพี่น้องของผู้ทำพินัยกรรม และระบุตัดทายาทอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมไม่ให้รับมรดก พินัยกรรมฉบับที่ 2 ผู้ทำพินัยกรรมยกที่ดินอีก 3 แปลง ซึ่งไม่ใช่ที่ดินที่ระบุในพินัยกรรมฉบับแรกให้พี่น้องของผู้ทำพินัยกรรม เมื่อพินัยกรรมฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับหลังไม่มีข้อความให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกหรือข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับแรก จึงต้องถือว่าพินัยกรรมหรือข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับแรกยังคงมีอยู่ และกรณีไม่ใช่พินัยกรรมฉบับก่อนและฉบับหลังขัดกัน เมื่อพินัยกรรมฉบับแรกสมบูรณ์ ทรัพย์สินในพินัยกรรมฉบับแรกจึงไม่ใช่ทรัพย์สินนอกพินัยกรรมฉบับที่ 2 แต่เป็นการที่ผู้ตายกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินแต่ละรายไว้ในพินัยกรรมแต่ละฉบับ โจทก์แม้เป็นทายาทโดยธรรมแต่ไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ทำพินัยกรรมในส่วนที่ไม่ได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเติมส่งมอบทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 3183, 5086, 20374, 1115 และ 113677 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมตามส่วน หากจำเลยไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และนายไพบูลย์ เป็นบุตรของนายเติม เจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรม เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2534 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมฉบับแรกแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 5086 ตำบลคลองหนึ่ง (ท่าโขลง) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) เลขที่ 8448 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เลขที่ 3183 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) เลขที่ 1115 ตำบลบางหวายใต้ (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และบ้านเลขที่ 4/6 หมู่ที่ 17 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้แก่จำเลย จ่าสิบตำรวจลักษณ์ นางน้อม นายเจียก และนายเต็ม ซึ่งเป็นพี่น้องของเจ้ามรดกโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม และแต่งตั้งให้บุคคลดังกล่าวทั้งห้าคนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองฉบับที่ 2 ยกทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9010 และ 9009 ตำบลบางแค (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และเลขที่ 1213 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอเชียงราก จังหวัดปทุมธานี ให้แก่พี่น้องทั้งห้าคนเช่นเดียวกับพินัยกรรมฉบับแรก และให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก โดยโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับพินัยกรรม ต่อมาเจ้ามรดกทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 และที่ 4 อีกสองฉบับ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับที่ 4 ต่อศาลแพ่งธนบุรี โดยมีนายไพบูลย์บุตรของเจ้ามรดกยื่นคำคัดค้านเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยยื่นคำคัดค้าน เป็นผู้คัดค้านที่ 2 คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1115 ตามพินัยกรรมฉบับแรกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 113677 ตำบลบางหวายใต้ (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 20374 ตำบลคลองหนึ่ง (ท่าโขลง) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เฉพาะส่วนของเจ้ามรดกซึ่งไม่ได้เป็นทรัพย์สินตามข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับที่ 1 และที่ 2 ได้ถูกการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเวนคืนไปแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 3183, 5086, 1115 และ113677 หรือไม่ ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินตามพินัยกรรม ฉบับแรกลงวันที่ 21 มิถุนายน 2534 และพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 ในพินัยกรรมฉบับแรกผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5086, 8448, 3183 และ 1115 และบ้านเลขที่ 4/6 หมู่ที่ 17 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้แก่จำเลย จ่าสิบตำรวจลักษณ์ นางน้อม นายเจียก และนายเต็ม ซึ่งเป็นพี่น้องของผู้ทำพินัยกรรม โดยโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับพินัยกรรมตามพินัยกรรมฉบับแรก และในพินัยกรรมฉบับแรกนั้นเองผู้ทำพินัยกรรมได้ระบุตัดทายาทอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมไม่ให้รับมรดกด้วย ส่วนพินัยกรรมฉบับที่ 2 ผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9010, 9009 และ 1213 ให้แก่บุคคลซึ่งเป็นพี่น้องของผู้ทำพินัยกรรมรวม 5 คน ดังเช่นพินัยกรรมฉบับแรกและไม่ให้บุคคลอื่นรับมรดก โดยที่พินัยกรรมฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับหลังไม่มีข้อความให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกหรือข้อกำหนดใดในพินัยกรรมฉบับแรก จึงยังถือว่าพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับแรกยังคงมีอยู่และกรณีก็ไม่ใช่พินัยกรรมฉบับก่อนและฉบับหลังขัดกันแต่ประการใด เมื่อพินัยกรรมฉบับแรกสมบูรณ์ ทรัพย์สินในพินัยกรรมฉบับแรกจึงไม่ใช่ทรัพย์สินนอกพินัยกรรมฉบับที่ 2 แต่เป็นเรื่องที่ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินแต่ละรายการไว้ในพินัยกรรมแต่ละฉบับ ที่โจทก์อ้างว่า ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติว่าพินัยกรรมฉบับแรกได้ถูกเพิกถอนไปแล้วโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 จำเลยจึงต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมฉบับแรกให้โจทก์นั้น เห็นว่า ประเด็นที่สำคัญในคดีดังกล่าวคือใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดกระหว่างโจทก์ นายไพบูลย์ หรือจำเลย ตามที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้าง มิได้พิพาทเกี่ยวกับเรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรม คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแม้โจทก์จำเลยจะเป็นคู่ความเดียวกันก็ไม่ผูกพันคดีนี้ และศาลในคดีนี้ก็พิจารณาพิพากษาได้ว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับแรกถูกเพิกถอนไปแล้วหรือไม่ สำหรับโจทก์แม้เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของผู้รับพินัยกรรมก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับแรก ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 3183, 5086, 1115 และ 113677 โจทก์คงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ทำพินัยกรรมในส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมเท่านั้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20374 ตำบลคลองหนึ่ง (ท่าโขลง) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) แม้เป็นทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรม ถือว่าเป็นทรัพย์ที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมจึงเป็นทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่โจทก์และทายาทโดยธรรมอื่น แต่เมื่อปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนแล้ว จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ได้ โจทก์คงมีสิทธิในค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามส่วนของโจทก์ หากจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้รับค่าทดแทนการเวนคืนจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็มีหน้าที่ต้องแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1694 ม. 1697
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีดา พุ่มแพร
จำเลย — ร้อยตรีเล็ก พุ่มแพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอธิราช มณีภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7445/2555
#521419
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วมที่จังหวัดต่างๆ แล้วไม่โอนเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมกับไม่มาชำระบัญชีกับโจทก์ร่วมที่อำเภอกระทุ่มแบน ดังนี้ ความผิดฐานยักยอกจึงอาจเกิด อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยรับเงินจากลูกค้าของโจทก์ร่วมแต่ละจังหวัดจนถึงสำนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยต้องมาชำระบัญชีกับโจทก์ร่วม กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป และเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ เมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนจึงมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์มิได้ระบุว่า ให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้ใด แต่ก็ระบุให้ พ. มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการมอบอำนาจทั่วไป และต่อมาโจทก์ร่วมก็มอบอำนาจให้ พ. ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหายักยอก เมื่ออ่านประกอบกันโดยตลอดย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ พ. ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาอะไรแล้ว การมอบอำนาจของโจทก์ร่วมที่ให้ พ. ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

หนังสือรับสารภาพเป็นเพียงเอกสารที่จำเลยรับว่า ไม่ได้นำเงินจำนวน 3,266,808 บาท ส่งคืนโจทก์ร่วม ยอมรับว่าได้กระทำผิดจริง และยอมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้โจทก์ร่วม โดยยินยอมให้ยึดถือที่ดินและรถยนต์ไว้ก่อน ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่า โจทก์ร่วมตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการยอมความทางอาญาโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับตามป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,276,808 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ดีสโตน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 24 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 3,276,808 บาทแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก แก่โจทก์ร่วม)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ไม่มีการกระทำความผิดฐานยักยอกในท้องที่สถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนและจำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของสถานีตำรวจดังกล่าวซึ่งเป็นท้องที่ที่ถูกจับ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 เห็นว่า การที่จำเลยรับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วมที่จังหวัดต่าง ๆ แล้วไม่โอนเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมกับไม่มาชำระบัญชีกับโจทก์ร่วม ดังนี้ ความผิดฐานยักยอกจึงอาจเกิดอ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยรับเงินจากลูกค้าของโจทก์ร่วมแต่ละจังหวัดจนถึงสำนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยต้องมาชำระบัญชีกับโจทก์ร่วม กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปและเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) และ (4) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ เมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนจึงมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยฎีกาประการต่อไปว่า การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจไม่ปรากฏว่ามอบอำนาจให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย จึงเป็นคำร้องทุกข์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีการสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์มิได้ระบุว่าให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้ใด แต่ก็ระบุให้นายพิบูลย์ มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการมอบอำนาจทั่วไปและต่อมาโจทก์ร่วมก็มอบอำนาจให้นายพิบูลย์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหายักยอก เมื่ออ่านประกอบกันโดยตลอดย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายพิบูลย์ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาอะไรแล้ว การมอบอำนาจของโจทก์ร่วมที่ให้นายพิบูลย์ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย จึงชอบด้วยกฎหมายพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (2) หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ตกลงระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยจำเลยยินยอมให้ยึดถือโฉนดที่ดินและรถยนต์ไว้ เห็นว่า หนังสือรับสารภาพเป็นเพียงเอกสารที่จำเลยรับว่าไม่ได้นำเงินจำนวน 3,276,808 บาท ส่งคืนโจทก์ร่วมยอมรับว่าได้กระทำผิดจริงและยอมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้โจทก์ร่วม โดยยินยอมให้ยึดถือที่ดินและรถยนต์ไว้ก่อน ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการยอมความทางอาญาโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 19 (3) ม. 19 (4) ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — บริษัทดีสโตน จำกัด
จำเลย — นายสาโรจน์ ประทุมขันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมชาติ เลิศลิขิตวรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7439/2555
#533005
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ลงบันทึกรายการน้ำหนักชิ้นงานที่ตกแต่งเสร็จแล้วให้สูงกว่าน้ำหนักชิ้นงานที่แท้จริงโดยมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพื่อเอาผงเงินและเศษชิ้นงานของโจทก์ร่วมไป ถือว่าเป็นการร่วมกันวางแผนโดยมีเจตนาลักทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามมาเจสติค เจมส์
จำเลย — นางวิยะดา วรรณโคตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายยุทธนา คุ้มมี
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ธร จันทร์อุดม
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7366/2555
#521451
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกผู้มีเพียงบุคคลสิทธิเหนือห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ตามสัญญาซื้อขายรถบัสพิพาทระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ย่อมไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนทะเบียนรถบัสพิพาทระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กับจำเลยที่ 2 หรือให้จำเลยที่ 2 กรรมการบริษัท ด. โอนทะเบียนรถพิพาทมาให้โจทก์ได้ เพราะหลังจากทำสัญญาซื้อขายรถบัสพิพาทกับห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. แล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ไม่เคยได้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทอันจะสามารถโอนทะเบียนให้แก่โจทก์ได้

ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าเพราะเป็นเรื่องบุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1303 และโจทก์เป็นผู้ครอบครองทรัพย์นั้น การเรียกเอาสังหาริมทรัพย์ตามหลักกฎหมายดังกล่าวผู้เรียกต่างต้องได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เรียกด้วยหลักกรรมสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งก่อนจึงจะพิจารณาว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายครอบครองทรัพย์ในลำดับต่อไป แต่คดีนี้ได้ความว่า โจทก์ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทแต่อย่างใด เพียงแต่มีสิทธิจะได้รับเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัท พ. ครบถ้วนแล้วเท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าได้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์อย่างใดๆ ได้ แม้ว่าโจทก์จะครอบครองรถบัสพิพาทก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทางทะเบียนรถบัสพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 โอนทะเบียนรถคันดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนทะเบียนรถบัสหมายเลขทะเบียน 30 - 0420 พระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยว กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 โอนทางทะเบียนรถให้แก่โจทก์ หากไม่ไปดำเนินการหรือไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยว ประกอบธุรกิจให้เช่ารถบัสและการท่องเที่ยวอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจรับจัดไฟแนนซ์รถยนต์อยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด เดิมรถบัสพิพาทหมายเลขทะเบียน 30 - 0420 พระนครศรีอยุธยา เป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวที่เช่าซื้อมาจากบริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด ระหว่างชำระค่าเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวทำสัญญาขายรถคันดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 1,450,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 500,000 บาท วันที่ 27 เดือนเดียวกัน ชำระอีก 500,000 บาท ที่เหลือผ่อนชำระเป็นเวลา 18 เดือน จำเลยที่ 1 นำรถบัสพิพาทไปเข้าไฟแนนซ์ของบริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด เป็นเงิน 450,000 บาท โดยบริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด นำเงินค่าเช่าซื้อที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวค้างชำระแก่บริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด ไปชำระให้แก่บริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด จนครบแล้วมอบเงินซึ่งเหลือประมาณ 100,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 รับไป ในส่วนหลักฐานหรือสัญญา บริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวทำสัญญาขายสิทธิในสัญญาเช่าซื้อรถบัสพิพาทให้แก่บริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด และทำสัญญาซื้อขายอีกหนึ่งฉบับในวันเดียวกัน มีข้อความว่าบริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด ขายรถบัสพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวในราคา 770,400 บาท โดยยอมให้ผ่อนชำระ 24 เดือน เดือนละ 32,100 บาท ตกลงให้กรรมสิทธิ์โอนเมื่อผ่อนชำระเสร็จ ปรากฏว่าโจทก์ผ่อนชำระค่ารถที่ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 ครบถ้วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถผ่อนชำระค่ารถให้แก่บริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด ได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนการโอนทะเบียนรถบัสพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 2 โอนทะเบียนรถบัสพิพาทให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะโจทก์ตกลงซื้อรถบัสพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ทราบดีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถบัสที่ซื้อเพราะยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด ไม่เสร็จสิ้น โจทก์จึงอ้างตามที่ยกเป็นข้อฎีกาไม่ได้ว่า กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทตกเป็นของโจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ซื้อรถบัสพิพาทจากห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวทั้งที่รู้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวยังชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด ไม่หมดนั้น แม้สัญญาซื้อขายจะใช้บังคับระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวได้ แต่โจทก์ย่อมทราบดีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวจะโอนทะเบียนรถให้แก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด เสร็จสิ้นอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทตกมาเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวแล้วเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาปรากฏว่า ในวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ซึ่งมีการชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่บริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด นั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวได้โอนขายสิทธิการเป็นผู้เช่าซื้อรถบัสพิพาทให้แก่บริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด ไปในวันเดียวกันแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวจึงไม่อาจมีกรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทได้ แม้ว่าบริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด จะได้รับค่าเช่าซื้อครบถ้วนก็ตาม เพราะกรรมสิทธิ์ย่อมตกได้แก่ บริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด ผู้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อจากห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยว ดังนั้น การโอนทะเบียนรถบัสพิพาทจากห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด จึงเป็นการโอนโดยผลของสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าซื้อระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวกับบริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด ซึ่งมีผลบังคับได้ โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกผู้มีเพียงบุคคลสิทธิเหนือห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยว ตามสัญญาซื้อขายรถบัสพิพาทระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยว ย่อมไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนทะเบียนรถบัสพิพาทระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวกับจำเลยที่ 2 หรือให้จำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทดีจริงมอเตอร์ จำกัด โอนทะเบียนรถบัสพิพาทมาให้โจทก์ได้ เพราะหลังจากทำสัญญาซื้อขายรถบัสพิพาทกับห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวไม่เคยได้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทอันจะสามารถโอนทะเบียนให้แก่โจทก์ได้ ดังที่วินิจฉัยมาแล้วเลย หากการไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทของห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวผู้ขาย โจทก์ก็ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวในฐานะคู่สัญญาเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์จึงเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าเพราะเป็นเรื่องบุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 และโจทก์เป็นผู้ครอบครองทรัพย์นั้น เห็นว่า การเรียกเอาสังหาริมทรัพย์ตามหลักกฎหมายดังกล่าว ผู้เรียกต่างต้องได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เรียกด้วยหลักกรรมสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งก่อนจึงจะพิจารณาว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายครอบครองทรัพย์ในลำดับต่อไป แต่คดีนี้ได้ความว่าโจทก์ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทแต่อย่างใด เพียงแต่มีสิทธิจะได้รับเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรวัฒน์การท่องเที่ยวชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทพาราลิสซิ่ง จำกัด ครบถ้วนแล้วเท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในรถบัสพิพาทโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์อย่างใด ๆ ได้ แม้ว่าโจทก์จะครอบครองรถบัสพิพาทก็ตาม ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 458 ม. 1303
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพล สีดาหรือเติมงาม
จำเลย — นายจิรยุทธ รุณเกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายภิทเวทย์ ดลอารมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7363/2555
#525508
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการสำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151) และ (ฉบับที่ 158) ตามลำดับ กำหนดว่า ข้อ 1 (1) กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี บริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ดังนี้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ดังกล่าว มิได้มีบทบังคับเด็ดขาดว่ากรณีเกษียณอายุจะต้องเป็นกำหนดเวลาทำงานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เวลาที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน จึงไม่อาจขยายความให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรได้ กรณีของโจทก์แม้ตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2546 จะกำหนดเวลาการจ้างแรงงานไว้ในข้อ 6.6 คือ พนักงานพ้นจากตำแหน่งเพราะครบเกษียณอายุ คือให้พนักงานผู้มีอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ พ้นจากตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ก็ตาม แต่การที่โจทก์ออกจากงานก่อนกำหนดดังกล่าวตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ พ 42/2547 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2547 ถึง 2550 นั้น เป็นการเลิกสัญญาจ้างกันโดยความตกลงของทั้งสองฝ่ายที่เป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลังอันมีผลให้กำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง ทั้งมิใช่เป็นการทำข้อตกลงให้โจทก์ลาออกในกรณีปกติตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2546 ข้อ 6.6 (2) จึงถือได้ว่าโจทก์ออกจากงานเพราะสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตามหลักเกณฑ์กรณีเกษียณอายุในข้อ 1 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ดังกล่าวแล้ว เมื่อขณะออกจากงานโจทก์มีอายุ 56 ปี และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินได้ที่โจทก์ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 387,273.13 บาท และค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 248,942.27 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนภาษีดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า เงินได้เฉพาะส่วนที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2546 ข้อ 6.6 ระบุว่า พนักงานพ้นจากตำแหน่งและออกจากงานกรณีครบเกษียณอายุ คือ พนักงานผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ พ้นจากตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว ส่วนระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ พ 42/2547 เรื่องการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2547 ถึง 2550 ไม่มีข้อความใดให้ถือว่าเป็นการเกษียณอายุหรือครบกำหนดสัญญาจ้างที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่กลับกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศจ่ายภาษีเงินได้ทอดแรกให้ผู้ออกจากงานอันเป็นการยอมรับว่าไม่ใช่กรณีเกษียณอายุ กรณีของโจทก์จึงไม่ใช่การเกษียณอายุตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ดังนั้น เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงไม่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร กำหนดว่า เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151) และ (ฉบับที่ 158) ตามลำดับ กำหนดว่า ข้อ 1 (1) กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ดังนี้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว มิได้มีบทบังคับเด็ดขาดว่ากรณีเกษียณอายุจะต้องเป็นกำหนดเวลาทำงานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เวลาที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน จึงไม่อาจขยายความให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรได้ กรณีของโจทก์แม้ตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2546 จะกำหนดเวลาการจ้างแรงงานไว้ในข้อ 6.6 คือ พนักงานพ้นจากตำแหน่งเพราะครบเกษียณอายุ คือให้พนักงานผู้มีอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์พ้นจากตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ก็ตาม แต่การที่โจทก์ออกจากงานก่อนกำหนดดังกล่าวตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ พ 42/2547 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2547 ถึง 2550 นั้น เป็นการเลิกสัญญาจ้างกันโดยความตกลงของทั้งสองฝ่ายที่เป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง อันมีผลให้กำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง ทั้งมิใช่เป็นการทำข้อตกลงให้โจทก์ลาออกในกรณีปกติตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2546 ข้อ 6.6 (2) จึงถือได้ว่าโจทก์ออกจากงานเพราะสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตามหลักเกณฑ์กรณีเกษียณอายุในข้อ 1 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ดังกล่าวแล้ว เมื่อขณะออกจากงานโจทก์มีอายุ 56 ปี และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินได้ที่โจทก์ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามความในข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151) และ (ฉบับที่ 158) ตามลำดับ ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งหรืออุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีน้อยกว่าที่ขอคืน โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 49 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคสอง (3) บัญญัติให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง จึงไม่นำเอาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาใช้บังคับตามที่จำเลยอุทธรณ์ และไม่อาจนำมาใช้ในลักษณะของบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งด้วย เพราะจะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน อนึ่ง แม้ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และมีสิทธิเริ่มคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง ศาลจึงต้องพิพากษาให้เท่าที่โจทก์ขอ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42 (17)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรทิพย์ ไพรวัลย์ทิพย์กุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอนันต์ บุญแย้ม
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7358/2555
#538034
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการฟ้องผู้คัดค้านในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นลงโทษผู้คัดค้านข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยที่ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง การสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย" มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องและทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น..." และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง นั้น ให้ศาลไต่สวน หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ศาลริบทรัพย์สินนั้น..." การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า ผู้คัดค้านกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ในอันที่จะขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งห้ารายการตามคำร้องตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินทั้งห้ารายการ ดังกล่าว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้คำร้องว่า ผู้ร้องได้ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 66 เม็ด น้ำหนัก 6.19 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้คัดค้านในความผิดฐานดังกล่าวมีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 771/2546 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในระหว่างการดำเนินคดีอาญาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้าน และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินผู้คัดค้าน 5 รายการ คือเงิน 58,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 9232 1474 สร้อยคอทองคำหนัก 45.8 กรัม สร้อยคอทองคำหนัก 15 กรัม และกรอบพระทองคำหนัก 3.8 กรัม เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า การดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้าน ที่พนักงานเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่เกินฐานะและความเป็นอยู่ในการประกอบอาชีพและทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานและข้อสงสัยที่ผู้ร้องไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาชี้ชัดลงไปได้ว่า ผู้คัดค้านได้ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ มาโดยเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เงิน 58,000 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบที่ตัวผู้คัดค้านนั้น ผู้คัดค้านได้มาจากการขายรถยนต์ 50,000 บาท ที่เหลืออีก 8,000 บาท เป็นรายได้จากการค้าขายปูแสม สร้อยคอพร้อมพระเลี่ยมทองก็ได้มาจากการค้าขายปูแสม ผู้คัดค้านมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ผู้คัดค้านประกอบอาชีพดังกล่าวมานานหลายปี ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาจึงไม่เกินฐานะและความสามารถในการประกอบอาชีพตามปกติ ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงิน 8,000 บาท สร้อยคอทองคำ 2 เส้น กรอบพระทองคำและโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีน 66 เม็ด และทรัพย์สิน 5 รายการ ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยโดยกล่าวหาว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านในความผิดฐานดังกล่าว จำคุก 6 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นลงโทษผู้คัดค้านฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ยกฟ้องฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ภายหลังจับกุมผู้คัดค้านคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สิน 5 รายการ คือ เงิน 58,000 บาท สร้อยคอทองคำลายลูกโซ่ สร้อยคอทองคำลายลูกโซ่ กรอบพระทองคำ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาริบเงิน 50,000 บาท ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนเงิน 8,000 บาท สร้อยคอทองคำ 2 เส้น กรอบพระทองคำและโทรศัพท์เคลื่อนที่คืนให้ผู้คัดค้าน ผู้ร้องไม่ฎีกา ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านแต่เพียงว่า เงิน 50,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาที่โจทก์ฟ้องผู้คัดค้านในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า ในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2551 โดยที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง การสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย" มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง และทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น..." และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง นั้น ให้ศาลไต่สวน หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ศาลริบทรัพย์สินนั้น..." การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า ผู้คัดค้านกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ในอันที่จะขอให้ริบทรัพย์สินทั้ง 5 รายการตามคำร้องตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินทั้ง 5 รายการตามคำร้องซึ่งรวมถึงเงิน 50,000 บาท ดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบเงิน 50,000 บาท ดังกล่าว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงิน 50,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
ผู้คัดค้าน — นายทุกูลหรือเดี่ยว มีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายพงษ์เทพ รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศิฏฐ์ สุดลาภา
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7344/2555
#521426
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำผงยาพาราเซตามอลปรุงแต่งสีและกลิ่นผสมกับผงเมทแอมเฟตามีนและใช้อุปกรณ์คล้ายจุกเติมลมยางรถยนต์ที่มีตัวอักษร wy พร้อมด้วยตะเกียบบดอัดเป็นเม็ด การกระทำของจำเลยต้องด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ที่นิยามคำว่า "ผลิต" ไว้หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ การกระทำของจำเลยเป็นการผสม ปรุง แปรสภาพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีลักษณะเป็นการเพิ่มจำนวนในการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีน เมื่อจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ผลิตขึ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์ในการผลิต และเงินสด 1,000 บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนจุกเติมลมยางรถยนต์ ตะเกียบ 1 ข้าง และถ้วยพลาสติกเป็นของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อบดอัดผงเมทแอมเฟตามีนให้เป็นเม็ด เป็นวัตถุที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงให้ริบเสีย แต่เงินสด 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่ใช้ในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้ ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบก็ไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ดังนั้นจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ศาลจะพึงริบไว้ ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีกกระทงหนึ่ง ให้ประหารชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมารวมได้อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ 1 เม็ด ในราคา 300 บาท และเมื่อตรวจค้นบ้านของจำเลยภายในห้องนอนพบวัตถุสีส้มเป็นผงซึ่งมีส่วนผสมของเมทแอมเฟตามีนและพบวัสดุที่ทำด้วยเหล็กพร้อมด้วยตะเกียบที่ใช้บดอัดวัตถุสีส้มให้เป็นเม็ดได้ สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้ผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ในการจับกุมจำเลยได้มีการถ่ายรูปตามภาพถ่ายปรากฏวัตถุสีส้มเป็นผงอยู่ในถุงพลาสติกหมายเลข 1 และเมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายให้แก่สายลับไปอยู่ในถุงพลาสติกหมายเลข 2 รวมถึงมีอุปกรณ์ลักษณะคล้ายจุกเติมลมยางรถยนต์ที่มีตัวอักษร WY พร้อมด้วยตะเกียบที่ใช้บดและอัดเม็ด ซึ่งภาพถ่ายของกลางตรงกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีวัชรินทร์และดาบตำรวจพิเชฐที่เบิกความถึงว่า จำเลยยอมรับว่าได้ใช้วัตถุเติมลมพร้อมด้วยตะเกียบบดอัดเม็ดและสีของเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อได้ 1 เม็ด เป็นสีเดียวกับวัตถุที่เป็นผงอยู่ในถุงพลาสติก และเมื่อส่งไปตรวจพิสูจน์วัตถุที่ล่อซื้อได้ 1 เม็ด และวัตถุที่เป็นผงสีส้มอยู่ในถุงพลาสติกพบว่าทั้งสองจำนวนมีเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่ แสดงว่าจำเลยใช้ผงวัตถุสีส้มอัดเม็ดจากอุปกรณ์ที่ยึดได้ โดยในการอัดเม็ดจำเลยได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า วัสดุหัวสูบลมชิ้นหนึ่งดัดแปลงมีอักษร WY อยู่ที่ปลายเตียงนอน จำเลยดัดแปลงเพื่อนำผงยาพาราเซตามอลผสมสีและกลิ่นมาปั๊มเพื่อหลอกเพื่อน แสดงว่าจำเลยสามารถนำผงวัตถุสีส้มมาอัดเป็นเม็ดและมีส่วนผสมของยาพาราเซตามอลได้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยต้องด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า "ผลิต" หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ โดยการกระทำของจำเลยเป็นการผสม ปรุง แปรสภาพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนตามความหมายของคำว่า "ผลิต" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 แล้ว และการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการเพิ่มจำนวนในการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีน และเมื่อจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำหน่ายให้แก่สายลับจึงเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ไม่เห็นในขณะที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนผสมกับยาพาราเซตามอลแล้วนำมาอัดเม็ด ไม่มีความจำเป็นที่พยานโจทก์จะต้องเห็นในขณะที่จำเลยผลิต แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าเชื่อมโยงได้ว่า จำเลยได้นำผงวัตถุสีส้มที่มีเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่พร้อมด้วยอุปกรณ์ในการอัดขึ้นเป็นเม็ด และเม็ดเมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายให้แก่สายลับไปนั้นมีสีเช่นเดียวกับวัตถุที่เป็นผงที่ยึดได้เป็นของกลางในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ภายในถุงวัตถุสีส้มเป็นยาพาราเซตามอลมิได้มีเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่นั้น จากผลการตรวจพิสูจน์พบว่ามีเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่ในผงวัตถุสีส้มภายในถุง ส่วนในชั้นจับกุมไม่ได้แจ้งข้อหาว่าผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ในการรับฟังลงโทษจำเลยฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย มิได้รับฟังตามคำรับในบันทึกจับกุม แต่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานอื่น ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายมาโนช น้อยแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนัฐวุฒิ มหาเจริญศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7332/2555
#525507
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่โจทก์ซื้อรถยนต์จากบริษัทผู้ขายรถยนต์ซึ่งได้ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยผู้รับประกันภัยก่อนโจทก์ชำระราคารถยนต์ โดยมีตัวแทนจำหน่ายของบริษัทผู้ขายรถเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัย และระบุชื่อโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในการซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์กับบริษัทผู้ขายรถยนต์ จำเลยย่อมทราบดีว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัย จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,243,324 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,840,556 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,840,556 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฉ 6747 กรุงเทพมหานคร (ป้ายแดง) ซึ่งต่อมาได้รับหมายเลขทะเบียน พห 3355 กรุงเทพมหานคร ระยะเวลาประกันภัย 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 ซึ่งระบุว่าโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 ระหว่างอายุสัญญาประกันภัย รถยนต์คันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน พห 8612 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหาย โจทก์ชำระค่าซ่อมแซมรถยนต์จำนวน 2,840,556 บาท ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัย เห็นว่า ตามตารางกรมธรรม์ระบุว่าทำเอกสารวันที่ 18 มิถุนายน 2540 และมีการชำระเบี้ยประกันในวันดังกล่าว แม้โจทก์ชำระราคารถยนต์คันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันทำสัญญาประกันภัย แต่ก็ได้ความจากนายศักดาตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุจากบริษัทวิวมอเตอร์สปอร์ต จำกัด มีการแถมประกันภัยชั้น 1 ให้ ผู้ชำระเบี้ยประกันคือนายมนต์ชัย ตัวแทนจำหน่ายของบริษัทวิวมอเตอร์สปอร์ต จำกัด ตามพยานหลักฐานดังกล่าวเชื่อว่า ขณะที่โจทก์ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุจากบริษัทวิวมอเตอร์สปอร์ต จำกัด ได้มีการทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยผู้รับประกันภัยก่อนแล้วโดยนายมนต์ชัยตัวแทนจำหน่ายของบริษัทวิวมอเตอร์สปอร์ต จำกัด และได้ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในการซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์กับบริษัทวิวมอเตอร์สปอร์ต จำกัด และนายมนต์ชัยเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย ซึ่งขณะนั้นจำเลยย่อมทราบดีว่านายมนต์ชัยตัวแทนจำหน่ายของบริษัทวิวมอเตอร์สปอร์ต จำกัด ได้ทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวแทนโจทก์ และจำเลยผู้รับประกันภัยยอมผูกพันต่อโจทก์โดยจำเลยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งภายหลังเกิดเหตุเมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน จำเลยคงปฏิเสธเพียงว่า นายวิสุทธิ์ ผู้ขับรถยนต์ในขณะเกิดเหตุไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ กรณีเป็นการผิดเงื่อนไข ข้อ 3.9.2 ตามตารางกรมธรรม์ จำเลยจึงไม่สามารถรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้ โดยจำเลยมิได้ปฏิเสธว่า ขณะทำสัญญาประกันภัยโจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมิได้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทราบแล้วว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 863
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภัสรา ไกรสิทธิศิริกุล
จำเลย — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317 -ที่ 7318/2555
#528592
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกำหนดนี้ "ผู้กู้ยืมเงิน" หมายความว่า บุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงิน และในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย" แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ป. และบริษัท ซ. แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมดำเนินกิจการกับบริษัททั้งสอง และได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับบริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นผู้กู้ยืมเงินด้วย ทั้งนี้เพราะบุคคลธรรมดาอาจร่วมกับนิติบุคคลประกอบกิจการก็ได้ และเป็นผู้กู้ยืมเงินในความหมายของการกู้ยืมเงินตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 แล้ว

การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัท ป. และบริษัท ซ. โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปในอัตราดังกล่าวได้ จนจำเลยทั้งสองกับพวกได้เงินไป จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่นำมาปรับใช้แก่คดี

การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (เดิม) แล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 5 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนมีข้อความทำนองเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12, 15 ให้จำเลยทั้งสองคืนต้นเงินที่กู้ยืมและฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 280,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 108,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 230,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 5,110,000 บาท และผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 663,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางยุวาภรณ์ ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงประชาชน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (เดิม)), 5, 12 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 เดิม)), 5, 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกับพวกกระทำต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายรวม 5 ราย เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันรวม 5 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินแก่นางนีรนุช 280,000 บาท นายสารฑูร 108,000 บาท นายศราวุธ 203,000 บาท นางยุวาภรณ์ 5,110,000 บาท และนายอนันตชัย 663,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่นายศราวุธ 230,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองกับพวกรวมมีจำนวนมากกว่า 5 คนขึ้นไป ร่วมกันโฆษณา ชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 คือ นางนีรนุช นายสารฑูร นายศราวุธ นายอนันตชัย ตามลำดับ และประชาชนทั่วไป จำนวนมากกว่า 10 คน ให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองฮ่องกง โดยรับรองว่าการลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน มากกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย จะมีแต่ผลกำไร ไม่มีการขาดทุน จนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวง ได้นำเงินเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นผู้ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแทนทั้งหมด ต่อมาจำเลยทั้งสองกับพวกแจ้งว่าการซื้อขายดังกล่าวขาดทุน โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่จะต้องนำเงินมาลงทุนเพิ่มอีก มิฉะนั้นจะไม่สามารถเคลื่อนไหวบัญชีการเงินของโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ได้ และจะไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืนมา โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ต้องโอนเงินลงทุนเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายครั้ง แต่ก็ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด และไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืน ตามความเป็นจริงแล้วบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปได้ ส่วนบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ก็ปิดกิจการไปแล้ว การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปและทำให้โจทก์ร่วมเสียหายเป็นเงิน 5,110,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 เสียหายเป็นเงิน 280,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เสียหายเป็นเงิน 108,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เสียหายเป็นเงิน 230,000 บาท และผู้เสียหายที่ 5 เสียหายเป็นเงิน 663,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การรับเงินในฐานะตัวแทน และการที่จำเลยทั้งสองมิได้เป็นตัวแทนบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด กับบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด อยู่ในความหมายของการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ประกาศชักชวนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด โดยรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน มากกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย จะมีแต่ผลกำไร ไม่มีการขาดทุน จนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวงได้นำเงินมาเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นผู้ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแทนผู้ร่วมลงทุนทั้งหมด ต่อมาจำเลยทั้งสองกับพวกแจ้งโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ว่าการซื้อขายดังกล่าวขาดทุน โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่จะต้องนำเงินมาลงทุนเพิ่มเติมอีก มิฉะนั้นจะไม่สามารถเคลื่อนไหวทางบัญชีการเงินของโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ได้ ซึ่งจะเป็นผลให้ไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืน โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่จึงต้องโอนเงินลงทุนเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายครั้ง แต่ก็ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด และไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืน ตามความเป็นจริงแล้วบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด ส่วนบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ก็ปิดกิจการไปแล้ว โดยจำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไป การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองกับพวกทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับความเสียหาย เป็นการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 แล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัททั้งสองดังกล่าว แต่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า " ในพระราชกำหนดนี้ "ผู้กู้ยืมเงิน" หมายความว่า บุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงิน และในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย " ถึงแม้ว่าพระราชกำหนดจะได้บัญญัติไว้ดังกล่าว แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมดำเนินกิจการกับบริษัททั้งสอง และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนถือได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับบริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นผู้กู้ยืมเงินด้วย ทั้งนี้เพราะบุคคลธรรมดาอาจร่วมกับนิติบุคคลประกอบกิจการก็ได้ และเป็นผู้กู้ยืมเงินในความหมายของการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า การโฆษณา หรือประกาศ หรือการกระทำใด ๆ ให้ประชาชนนำเงินเข้ามาร่วมลงทุนลักษณะดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ซึ่งมีผลย้อนหลังไปถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด โดยจำเลยทั้งสองกับพวกอ้างว่าเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองฮ่องกง จำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน มากกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย และจะมีแต่ผลกำไร ไม่มีการขาดทุน จนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวง ได้นำเงินเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดว่าเป็นใครอันเป็นการหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวงของจำเลยทั้งสองกับพวก ได้นำเงินเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไป จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 และการที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปในอัตราดังกล่าวได้จนจำเลยทั้งสองกับพวกได้เงินไป จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดด้วย แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่นำมาปรับใช้แก่คดี และไม่มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่มีผลย้อนหลังไปถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (เดิม) แล้ว จึงไม่ต้องปรับเป็นความผิดตามมาตรา 5 อีก เพราะการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นความผิดตามมาตรา 5 รวมอยู่ในความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) ซึ่งเป็นบทหลักแล้ว กรณีเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยเห็นควรปรับบทให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดของจำเลยทั้งสองตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 3 ม. 4 (เดิม) ม. 5
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางยุวาภรณ์ วัชรโกมลพันธ์
จำเลย — นางสาวสุกัญญา ไวยวุฒิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายกู้เกียรติ สุนทรบุระ
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตร
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7253/2555
#520482
เปิดฉบับเต็ม

ตั้งแต่ออกจากรีสอร์ทจนมาถึงที่เกิดเหตุที่พี่ชาย น. ยิงผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยและพี่ชาย น. ได้พูดกันแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยจอดรถพี่ชาย น. ก็กระโดดลงจากรถและชักอาวุธปืนออกมายิงผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยและพี่ชาย น. ได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วให้จำเลยเป็นคนพาผู้เสียหายมา ส่วนพี่ชาย น. จะเป็นคนยิง อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับพี่ชาย น. ด้วย การที่คนร้ายใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหาย 5 นัด ถูกที่ไหล่ซ้าย 1 นัด จนทะลุแสดงว่าคนร้ายมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะนำตัวผู้เสียหายมายิงในที่เกิดเหตุ

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เนื่องจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้นเมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสามจึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิตตาม ป.อ. มาตรา 52 (1) ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้ต่ำกว่านี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2571/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2571/2550 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นคนขู่บังคับให้ผู้เสียหายออกจากร้านเกมไปควบคุมไว้ในห้องของ รีสอร์ทแล้วให้เพื่อนของตนคุมผู้เสียหายไว้ในห้องโดยจำเลยไปตามพี่ชายนายหนุ่มมา โดยพี่ชายนายหนุ่มมีอาวุธปืนมาด้วย เมื่อพี่ชายนายหนุ่มมาก็ได้ทำร้ายผู้เสียหาย แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตรงกลางโดยพี่ชายนายหนุ่มนั่งซ้อนท้ายด้านหลังพาผู้เสียหายออกจากรีสอร์ทไปตามถนนลพบุรีราเมศวร์ไปทางถนนคึกฤทธิ์ซึ่งเป็นที่เปลี่ยวและมืด จำเลยได้หยุดรถ พี่ชายนายหนุ่มลงจากรถชักอาวุธปืนออกมา ผู้เสียหายกระโดดลงจากรถและวิ่งหนี พี่ชายนายหนุ่มได้ยิงปืนตามไป 5 นัด กระสุนปืนถูกไหล่ซ้ายผู้เสียหาย 1 นัด แล้วจำเลยและพี่ชายนายหนุ่มก็หนีไปด้วยกัน จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ออกจากรีสอร์ทจนมาถึงที่เกิดเหตุที่พี่ชายนายหนุ่มยิงผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยและพี่ชายนายหนุ่มได้พูดกันแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยจอดรถพี่ชายนายหนุ่มก็กระโดดลงจากรถและชักอาวุธปืนออกมายิงผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยและพี่ชายนายหนุ่มได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าให้จำเลยเป็นคนพาผู้เสียหายมา ส่วนพี่ชายนายหนุ่มจะเป็นคนยิงอันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับพี่ชายนายหนุ่มด้วย การที่คนร้ายใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหาย 5 นัด ถูกที่ไหล่ซ้าย 1 นัด จนทะลุแสดงว่าคนร้ายมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะนำตัวผู้เสียหายมายิงในที่เกิดเหตุ

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เนื่องจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้นเมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสามจึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้ต่ำกว่านี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาโดยให้จำคุกตลอดชีวิตจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 ม. 80 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายบดินทร์หรือพีทหรือบิส พันธุรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวอังคณา ทองประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2555
#532983
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี เมื่อผู้กระทำมีเจตนาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยไม่จำต้องได้เงินจากผู้ถูกหลอกลวงจนครบตามจำนวนที่หลอกลวงและไม่จำต้องมีการส่งคนหางานไปทำงานยังต่างประเทศ

ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 พร้อมกันในคราวเดียวกัน แม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 แต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยคนละคราวกันหรือไม่ ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียวไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงเกินกว่า 5 ปี ขึ้นไป โจทก์จึงต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำให้การของผู้เสียหายทั้งห้าที่ให้การต่อนักวิชาการแรงงานว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าว่าสามารถหางานให้ผู้เสียหายทั้งห้าไปทำงานต่างประเทศได้โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ จึงไม่พอฟังลงโทษจำเลย ทั้งเงินที่จำเลยได้ไปจากผู้เสียหายทั้งห้าก็เป็นเงินค่าใช้จ่ายที่ผู้เสียหายทั้งห้าจะต้องเสียอยู่แล้วสำหรับทุกคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศโดยจำเลยไม่ได้รับประโยชน์จากเงินจำนวนดังกล่าว การกระทำของจำเลยขาดเจตนาทุจริตนั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมิใช่ข้อหาความผิดตามที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้นที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ได้เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยยังไม่ได้รับเงินจากผู้เสียหายอีกคนละ 40,000 บาท ผู้เสียหายทั้งห้ายังไม่ได้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศตามที่จำเลยหลอกลวง การกระทำของจำเลยจึงอยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษ..."จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เมื่อผู้กระทำมีเจตนาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดสำเร็จตามบทบัญญัตินี้แล้ว โดยไม่จำต้องได้เงินจากผู้ถูกหลอกลวงจนครบตามจำนวนที่หลอกลวงและไม่จำต้องมีการส่งคนหางานไปทำงานยังต่างประเทศดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด และฎีกาข้อกฎหมายต่อว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกันคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวัน ดังนั้น แม้จำเลยจะหลอกลวงผู้เสียหายต่างคนกัน แต่เมื่อเป็นการหลอกลวงในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยในวันดังกล่าวที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นกรรมเดียว แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเป็นสองกรรม จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 พร้อมกันในคราวเดียวกัน แม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 แต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยคนละคราวกันหรือไม่ ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งห้าจนเป็นที่พอใจและผู้เสียหายทั้งห้าไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวก็ตาม แต่การที่จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าซึ่งเป็นคนยากไร้ต่อเนื่องกันหลายคน การกระทำของจำเลยสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 4 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสรณ์ศิริหรือธีร์บุษย์กจร ก้อนคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวชิระ โฆษิตวัฒนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พินิจ สายสอาด
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7212/2555
#521554
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยเห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ถือเป็นการใช้สิทธิส่วนตัวของโจทก์ในฐานะเป็นผู้เสียหาย มิใช่เป็นการฟ้องคดีแทนหรือทำการแทน อบต.ทุ่งคลอง ซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่นายก อบต.ทุ่งคลอง แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ในฐานะคู่ความในคดีย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ทุ่งคลอง แทนโจทก์ซึ่งหมดวาระไปแล้วมายื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์แทน อบต.ทุ่งคลอง ซึ่งมิใช่คู่ความในคดี ย่อมไม่มีผลเป็นการถอนอุทธรณ์ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 4

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ผู้ร้องถอนอุทธรณ์เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยเห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ถือเป็นการใช้สิทธิส่วนตัวของโจทก์ในฐานะเป็นผู้เสียหาย มิใช่เป็นการฟ้องคดีแทนหรือทำการแทนองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งคลอง (อบต.ทุ่งคลอง) ซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่นายก อบต.ทุ่งคลอง แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ในฐานะคู่ความในคดีย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 การที่ผู้ร้องซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ทุ่งคลอง แทนโจทก์ซึ่งหมดวาระไปแล้วมายื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์แทน อบต.ทุ่งคลอง ซึ่งมิใช่คู่ความในคดี จึงไม่มีผลเป็นการถอนอุทธรณ์ของโจทก์ ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะใช้ดุลพินิจในการสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 202 ไปได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่อนุญาตให้ผู้ร้องถอนอุทธรณ์และให้ยกคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (15) ม. 202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถาวร บุตรศรี
ผู้ร้อง — นายสัมฤทธิ์ พุทไทวัน
จำเลย — นายพิบูลย์ สุวรรณศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายกวีพจน์ สุรนิจ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัชวาล บุนนาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7208/2555
#521527
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยซื้อคืนมาจากผู้รับซื้อฝากหรือจำนองจากจำเลย โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา แต่ไม่สามารถขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินหรือเอกสารอื่นๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้เพราะยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ขอให้บังคับจำเลยไปโอนสิทธิครอบครองหรือสละสิทธิที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหรือมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองดีกว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทหรือกระทำสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งการที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยไปโอนสิทธิครอบครองหรือสละสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ไม่มีกรณีที่จะพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะกรณีตามฟ้องจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ มาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปโอนสิทธิครอบครองหรือสละสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หรือมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองดีกว่า

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มิสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 307 หมู่ที่ 5 ตำบลงิ้ว อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 11 ไร่ 58 ตารางวา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) โดยซื้อคืนมาจากผู้รับซื้อฝากหรือจำนองจากจำเลย โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา แต่ไม่สามารถขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินหรือเอกสารอื่น ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้เพราะยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ขอให้บังคับจำเลยไปโอนสิทธิครอบครองหรือสละสิทธิที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหรือมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองดีกว่า เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทหรือกระทำสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งการที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยไปโอนสิทธิครอบครองหรือสละสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เห็นว่า ไม่มีกรณีที่จะพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะกรณีตามฟ้องจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ วาจาสิทธิ์
จำเลย — นางสุดใจ วาจาสิทธิ์หรือเรือนใหม่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา (พิมาย) — นายนิวัฒน์ ปิ่นสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุทธิ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7197/2555
#526754
เปิดฉบับเต็ม

ด. ตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีที่ ด. ถูกฟ้องเป็นจำเลย โดยตกลงค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 1,000,000 บาท จะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดอันถือเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2543 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว ด. จะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ในวันดังกล่าว การที่ ด. เพิกเฉยไม่ชำระถือว่าเป็นฝ่ายผิดนัดตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไป โดยมิพักต้องทวงถามอีกตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ ด. ผิดนัดโดยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ จึงต้องให้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 149,000 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 1,149,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางดาวเรือง ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าจ้างว่าความจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 สิงหาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า นางดาวเรือง มารดาของจำเลยทั้งสี่ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความแก้ต่างในคดีหมายเลขดำที่ 333/2535 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ถูกนางรุจิรากับพวกรวม 4 คน ฟ้องเรื่องที่ดิน โดยโจทก์ตกลงรับจ้างว่าความให้แก่นางดาวเรืองจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และคดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2543 ต่อมาเดือนมกราคม 2545 นางดาวเรืองถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนางดาวเรืองผู้ตาย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้ พยานโจทก์มีโจทก์และนางวันเพ็ญ ภริยาโจทก์เบิกความประกอบกันว่า ในวันที่ตกลงว่าจ้าง จำเลยที่ 1 และนางดาวเรืองนำสำเนาคำฟ้องมาที่บ้านโจทก์และมีการว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความว่าความให้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โจทก์ตรวจสำเนาคำฟ้องและสอบข้อเท็จจริงแล้ว คำฟ้องระบุเนื้อที่ดินที่พิพาทตามใบไต่สวนมีประมาณ 13 ไร่ ทราบว่าที่ดินพิพาทในขณะนั้นราคาไร่ละไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 แจ้งว่ามีคนมาขอซื้อแต่ถูกนางรุจิราฟ้องคดีเสียก่อน โจทก์จึงเรียกค่าจ้างว่าความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 1,200,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และนางดาวเรืองขอลด โจทก์ว่าเป็นคดีที่ต้องต่อสู้กันหลายปี ไม่จัดเป็นคดีที่จะตกลงกันได้ ถ้าไปว่าจ้างทนายความคนอื่นจะคิดอัตราค่าจ้างในราคาสูงและต้องเรียกเก็บล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง ในขณะนั้นจำเลยที่ 1 และนางดาวเรืองยังไม่มีเงินชำระค่าจ้างล่วงหน้าจึงได้เจรจาและตกลงค่าจ้างว่าความกันว่าจะจ่ายเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งให้นางดาวเรืองระบุราคาที่ดินพิพาทไร่ละไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท ส่วนพยานจำเลยทั้งสี่มีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เบิกความประกอบกันว่า ในวันที่ตกลงว่าจ้างโจทก์ จำเลยทั้งสี่และนางดาวเรืองนำสำเนาคำฟ้องไปปรึกษากับโจทก์ที่บ้านโจทก์ โจทก์บอกว่าเป็นเพื่อนเรียนกับจำเลยที่ 1 ไม่รู้จะคิดค่าจ้างว่าความอย่างไร โจทก์จึงคิดค่าจ้างว่าความแยกเป็นในแต่ละชั้นศาล โดยศาลชั้นต้นเป็นเงิน 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 30,000 บาท และศาลฎีกาเป็นเงิน 20,000 บาท นางดาวเรืองชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามแต่ละชั้นศาลครบถ้วนแล้ว และยังสมนาคุณให้แก่โจทก์หลังคดีถึงที่สุดอีก 20,000 บาท เห็นว่า พยานโจทก์ปากตัวโจทก์เบิกความถึงคดีที่นางดาวเรืองมาว่าจ้างให้โจทก์เป็นทนายความตามลำดับโดยละเอียดชัดแจ้ง ทั้งเมื่อพิจารณาคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 333/2535 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ที่นางดาวเรืองถูกฟ้องปรากฏว่าที่ดินพิพาทตามใบไต่สวนมีเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ เมื่อโจทก์ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งให้นางดาวเรืองก็ระบุราคาที่ดินพิพาทไร่ละไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ คดีจึงฟังได้ว่า นางดาวเรืองได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความโดยจะจ่ายค่าจ้างให้เมื่อคดีถึงที่สุดเป็นเงิน 1,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ความแจ้งชัดว่า นางดาวเรืองตกลงจะชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดอันถือเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2543 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว ทั้งนางดาวเรืองจะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ในวันดังกล่าวด้วย การที่นางดาวเรืองเพิกเฉยไม่ชำระถือว่าเป็นฝ่ายผิดนัดตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไป โดยโจทก์มิพักต้องทวงถามอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่นางดาวเรืองผิดนัดโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เมื่อนางดาวเรืองถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนางดาวเรืองผู้ตายซึ่งต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ความรับผิดต่าง ๆ ด้วย จำเลยทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกันกับนางดาวเรืองซึ่งเป็นเจ้ามรดก โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากต้นเงินที่นางดาวเรืองต้องรับผิดใช้ให้แก่โจทก์นับแต่วันที่นางดาวเรืองผิดนัดจากจำเลยทั้งสี่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจึงไม่ชอบ และที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่ไม่ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่ครบกำหนดในหนังสือทวงถามในวันที่ 23 มิถุนายน 2545 ก็ไม่ชอบเช่นกัน เพราะมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดเป็นส่วนตัว แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหานี้และขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนูญ พิริยพฤนท์สกุล
จำเลย — นายวีระ ขาวลิขิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางเรณี อิบราฮิม
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7195/2555
#526740
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยทำแม่พิมพ์พื้นเตารีดในราคา 100,000 บาท จำเลยทำเสร็จพร้อมกับได้รับค่าจ้างแล้ว หลังจากนั้นโจทก์จ้างจำเลยใช้แม่พิมพ์ดังกล่าวผลิตพื้นเตารีดโดยโจทก์เป็นผู้จัดหาสัมภาระ คือแท่งทองแดงนำความร้อน 16,762 ชิ้น และจำเลยต้องผลิตพื้นเตารีดตามจำนวนแท่งทองแดงนำความร้อนดังกล่าวในราคาค่าจ้างชิ้นละ 32 บาท จำเลยผลิตเสร็จแล้วและแจ้งให้โจทก์ชำระค่าจ้าง 536,384 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระ กลับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งมอบแม่พิมพ์พร้อมทั้งแท่งทองแดงนำความร้อน 16,762 ชิ้น คืนโจทก์ จำเลยจึงใช้สิทธิยึดหน่วงแม่พิมพ์และแท่งทองแดงนำความร้อนอันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นเตารีด ต่อมาจำเลยได้แยกอะลูมิเนียมออกจากแท่งทองแดงนำความร้อนที่ผลิตเป็นพื้นเตารีดจนไม่มีสภาพเป็นพื้นเตารีดอีกต่อไป ถือได้โดยปริยายว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน เมื่อโจทก์จำเลยคู่สัญญาไม่ได้มีข้อตกลงกันไว้และไม่มีทางจะบังคับเป็นอย่างอื่น ก็ต้องอนุโลมบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 คือ โจทก์จำเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม สำหรับแม่พิมพ์หากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคา 100,000 บาท

สัญญาที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยผลิตพื้นเตารีดเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 369 เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้ว โจทก์กับจำเลยต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. 391 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ มาตรา 391 วรรคสี่ ยังบัญญัติว่า การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ซึ่งมีความหมายว่า การเลิกสัญญานั้นไม่ลบล้างความรับผิดที่ลูกหนี้ได้ก่อขึ้นก่อนแล้ว กล่าวคือ ถ้าลูกหนี้มีความรับผิดที่ไม่ชำระหนี้ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213, 215, 216 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้ทำการผลิตพื้นเตารีดตามที่โจทก์สั่งเสร็จแล้วแต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างซึ่งจำเลยทวงถามให้ชำระแล้ว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัดก่อนมีการเลิกสัญญาแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นได้แม้ภายหลังโจทก์จำเลยจะเลิกสัญญาต่อกัน และแม้กรณีนี้จำเลยไม่ได้ส่งมอบพื้นเตารีดที่ผลิตเสร็จให้โจทก์ โดยจำเลยได้แยกอะลูมิเนียมออกจากแท่งทองแดงนำความร้อนที่ผลิตเป็นพื้นเตารีดออกจากกันจนไม่มีสภาพเป็นพื้นเตารีดอีกต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับการงานอันจำเลยได้กระทำให้ที่จำเลยจะมีสิทธิได้รับค่าแห่งการงานนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่จำเลยก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเสียหายส่วนนี้มาในคำให้การแล้ว ศาลจึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้จำเลย แล้วนำมาหักกับราคาแท่งทองแดงนำความร้อนที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ก่อนได้ ตามหลักในเรื่องสัญญาต่างตอบแทนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 392 ประกอบมาตรา 369

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบแม่พิมพ์พื้นเตารีดรุ่น 9/2390 จำนวน 1 ชุด และแท่งทองแดงนำความร้อนจำนวน 16,762 ชิ้น คืนให้แก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 615,469.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 594,921.85 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบแม่พิมพ์พื้นเตารีดรุ่น 9/2390 จำนวน 1 ชุดและแท่ง ทองแดงนำความร้อนจำนวน 16,762 ชิ้น ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทนรวมเป็นเงิน 301,144 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยส่งมอบแท่งทองแดงนำความร้อนหรือใช้ราคาแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ว่าจ้างจำเลยทำแม่พิมพ์พื้นเตารีดรุ่น 9/2390 จำนวน 1 ชุด ในราคา 100,000 บาท จำเลยได้ทำเสร็จพร้อมกับได้รับค่าจ้างแล้ว หลังจากนั้นโจทก์จ้างจำเลยใช้แม่พิมพ์ดังกล่าวผลิตพื้นเตารีดโดยโจทก์เป็นผู้จัดหาสัมภาระ คือแท่งทองแดงนำความร้อนที่ใช้ในการผลิตพื้นเตารีดให้แก่จำเลย และจำเลยต้องผลิตพื้นเตารีดตามจำนวนแท่งทองแดงดังกล่าวราคาค่าจ้างชิ้นละ 32 บาท เมื่อจำเลยผลิตเสร็จโจทก์จะต้องชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยก่อนแล้วจำเลยจึงส่งมอบสินค้าที่ผลิตให้โจทก์จัดส่งแท่งทองแดงนำความร้อนจำนวน 16,762 ชิ้น ไปให้จำเลยผลิตเป็นพื้นเตารีดเสร็จแล้วและจำเลยแจ้งให้โจทก์ชำระค่าจ้างจำนวน 536,384 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระค่าจ้าง กลับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งมอบแม่พิมพ์พร้อมทั้งแท่งทองแดงนำความร้อนจำนวน 16,762 ชิ้น ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยจึงใช้สิทธิยึดหน่วงแม่พิมพ์และแท่งทองแดงนำความร้อนดังกล่าวอันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นเตารีดที่จำเลยผลิตสำเร็จแล้วไว้ ต่อมาจำเลยได้แยกอะลูมิเนียมออกจากแท่งทองแดงนำความร้อนที่ผลิตเป็นพื้นเตารีดจำนวนที่พิพาทตามฟ้องออกจากกันจนไม่มีสภาพเป็นพื้นเตารีดอีกต่อไป อันถือได้โดยปริยายว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน เมื่อโจทก์จำเลยคู่สัญญาไม่ได้มีข้อตกลงกันไว้และไม่มีทางจะบังคับเป็นอย่างอื่นก็ต้องอนุโลมบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 คือ โจทก์จำเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม สำหรับแม่พิมพ์พื้นเตารีดยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยคืนแม่พิมพ์พื้นเตารีดแก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคา 100,000 บาท แทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นำค่าผลิตพื้นเตารีดของจำเลยมาหักกับค่าแท่งทองแดงนำความร้อนที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยจะมีสิทธิได้รับค่าแห่งการงานที่ได้ทำไปในระหว่างที่สัญญายังคงมีผล จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยได้ส่งมอบการงานที่ได้ทำไปแล้วให้แก่โจทก์ตามความเป็นจริง โดยโจทก์ได้ใช้ทรัพย์นั้นแต่ยังไม่ชำระเงินค่าแห่งการงาน แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยมิได้ส่งมอบการงานที่อ้างว่าได้ทำเสร็จแล้วให้แก่โจทก์ และสิทธิเรียกร้องขอหักกลบลบหนี้ค่าแห่งการงานอันจำเลยได้กระทำให้ดังกล่าว จำเลยต้องให้การและฟ้องแย้งหรือกล่าวอ้างในคำให้การ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยกำหนดค่าแห่งการงานให้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 201,144 บาท แล้วทำการหักลบหนี้จนเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องชดใช้ราคาแท่งทองแดงนำความร้อนให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า สัญญาที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยผลิตพื้นเตารีดเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 369 เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้ว โจทก์กับจำเลยต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ มาตรา 391 วรรคสี่ ยังบัญญัติว่า การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ซึ่งมีความหมายว่า การเลิกสัญญานั้นไม่ลบล้างความรับผิดที่ลูกหนี้ได้ก่อขึ้นก่อนแล้ว กล่าวคือ ถ้าลูกหนี้มีความรับผิดที่ไม่ชำระหนี้ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213, 215, 216 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้ทำการผลิตพื้นเตารีดตามที่โจทก์สั่งจำนวน 16,762 ชิ้น เสร็จแล้ว แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างซึ่งจำเลยทวงถามให้ชำระแล้ว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัดก่อนมีการเลิกสัญญาแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นได้แม้ภายหลังโจทก์จำเลยจะเลิกสัญญาต่อกัน และแม้กรณีนี้จำเลยไม่ได้ส่งมอบพื้นเตารีดที่ผลิตเสร็จให้โจทก์ โดยจำเลยได้แยกอะลูมิเนียมออกจากแท่งทองแดงนำความร้อนที่ผลิตเป็นพื้นเตารีดออกจากกันจนไม่มีสภาพเป็นพื้นเตารีดอีกต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับการงานอันจำเลยได้กระทำให้ที่จำเลยจะมีสิทธิได้รับค่าแห่งการงานนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่จำเลยก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเสียหายส่วนนี้มาในคำให้การแล้ว ศาลจึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้จำเลย แล้วนำมาหักกับราคาแท่งทองแดงนำความร้อนที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ก่อนได้ ตามหลักในเรื่องสัญญาต่างตอบแทนตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 392 ประกอบมาตรา 369 เมื่อคำนึงถึงค่าจ้างที่จำเลยควรได้รับจากการผลิตพื้นเตารีดให้โจทก์เสร็จแล้วจำนวน 16,762 ชิ้น คิดเป็นเงิน 536,384 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ผิดนัดจำเลยจึงไม่ได้รับชำระราคาจนจำเลยต้องบรรเทาความเสียหายของตนเองโดยการแยกอะลูมิเนียมออกจากแท่งทองแดงนำความร้อนที่ผลิตเป็นพื้นเตารีดออก จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ชดใช้แก่จำเลยเป็นเงิน 201,144 บาท ซึ่งเมื่อหักกับค่าแท่งทองแดงนำความร้อนที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์จำนวน 201,144 บาท เช่นเดียวกันแล้ว จึงคงเหลือเพียงแม่พิมพ์เตารีดรุ่น 9/2390 จำนวน 1 ชุด ที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคา 100,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 215 ม. 216 ม. 369 ม. 391 ม. 392 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแปซิฟิก แอนด์ แอตแลนติก อิเลคทริค จำกัด
จำเลย — บริษัทเกียต้าไดคาสติ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสถาพร จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7158 -ที่ 7159/2555
#554420
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าทั้งสองทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเหมือนกันหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกที่มีลักษณะอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาเฉพาะภาคส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าทั้งสองโดยไม่พิจารณาคำว่า "VALENTINO" ที่จำเลยร่วมได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิในคำนี้เป็นของตนแต่ผู้เดียว เพราะการที่จำเลยร่วมปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "VALENTINO" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นของตนแต่ผู้เดียวนั้นมีผลเพียงไม่อาจห้ามผู้อื่นมิให้ใช้คำว่า "VALENTINO" เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าได้เท่านั้น ไม่มีผลทำให้คำว่า "VALENTINO" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วมกลายเป็นคำที่มิได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง

แม้ว่ารายการสินค้าของโจทก์และจำเลยร่วมจะเป็นสินค้าคนละชนิดกัน แต่อยู่ในรายการสินค้าจำพวกที่ 21 เช่นเดียวกัน เพียงแต่เป็นสินค้าอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องครัวกับเป็นสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ที่ใช้ในห้องน้ำ จึงเป็นสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันเพราะผู้ใช้เป็นบุคคลในครัวเรือนกลุ่มเดียวกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองมีลักษณะการวางตัวอักษร "V" และคำว่า "Valentino" คล้ายกันมาก ส่วนการประดิษฐ์ตัวอักษร "V" แม้จะแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเพราะยังคงอ่านได้ว่า "วี" เหมือนกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า "วี วาเลนติโน่ รูดี้" ส่วนของจำเลยร่วมเรียกขานได้ว่า "วี วาเลนติโน่" ตัวอักษร "V" และคำว่า "Valentino" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วมเป็นส่วนอันเป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง เมื่อใช้กับสินค้าในจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13

เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมแล้ว หากคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ขอจดทะเบียนต่อไปว่าสมควรจะรับจดทะเบียนหรือไม่ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ นั้นว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นมาแล้วโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนสมควรรับจดทะเบียนหรือไม่ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 เท่านั้น เพราะมาตรา 13 อยู่ในบังคับของมาตรา 27 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่อาจพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ขอจดทะเบียนว่าหลักฐานนั้นยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายทั่วไปแล้วในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปได้ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นการพิจารณาลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่ต้องห้ามเด็ดขาดไม่ให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ไม่เกี่ยวกับการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 13 และ 27

ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 กรณี ดังนี้คือ หากนายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นต่างคนต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตกรณีหนึ่ง หรือหากนายทะเบียนเห็นสมควรรับจดทะเบียนอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งการที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของแต่ละคนมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตนั้น ต้องเป็นกรณีที่ต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้น ส่วนกรณีมีพฤติการณ์พิเศษก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนกับสินค้าที่ระบุในคำขอจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นการใช้กับตัวสินค้าหรือเป็นการใช้โดยโฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการคุ้มครองแก่สิทธิในเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องเป็นไปตามหลักดินแดน กล่าวคือ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าต้องได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนภายในอาณาเขตประเทศไทยด้วย ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงจะมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นและได้รับความคุ้มครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1161/25550 ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 329759 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา วาเลนติโน เอส.พี.เอ. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1161/2550 โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 329759 ของโจทก์ต่อไป โดยอาจกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และขอบเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้นหรือเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่นตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรกำหนดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ก็ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยทั้งสิบ และจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

จำเลยทั้งสิบยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำพิพากษาของศาลนี้เป็นกรณีที่ไม่มีการบังคับคดีโดยเด็ดขาด จึงไม่อาจมีการทุเลาการบังคับได้ ไม่รับคำร้องของจำเลยทั้งสิบ

จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยทั้งสิบต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่นายยาซูฮิโร ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 21 รายการสินค้า แก้วน้ำ ช้อน ส้อม มีด ชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (ยกเว้น มีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า และหม้ออาหารที่เป็นชุดตามคำขอเลขที่ 329759 เอกสารหมาย จ. 4 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 21 รายการสินค้า ที่ใส่สบู่และราวหรือชั้นวางผ้าขนหนูที่ทำด้วยโลหะ และกล่องทำด้วยโลหะสำหรับจ่ายกระดาษชำระ ตามทะเบียนเลขที่ ค 42334 เอกสารหมาย จ.12 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงที่มีบุคคลจำนวนมากนิยมนำคำว่า "VALENTINO" มาจดทะเบียนเป็นภาคส่วนในเครื่องหมายการค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนและมีผลต่อการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "VALENTINO" เป็นภาคส่วนด้วย คำว่า "VALENTINO" ที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.12 ของจำเลยร่วมเป็นภาคส่วนที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเป็นชื่อตัวหรือชื่อสกุลที่ไม่ได้แสดงในลักษณะพิเศษ แต่คำว่า "VALENTINO" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 ปรากฏให้เห็นเป็นลายมือชื่อ จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง จำเลยร่วมได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "VALENTINO" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นของตนแต่ผู้เดียวตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.12 ดังนี้ การพิจารณาความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วมจึงเหลือเฉพาะในภาคส่วนรูปประดิษฐ์ในเครื่องหมายทั้งสองดังกล่าวเท่านั้น รายการสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ.12 แตกต่างกับรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และมิได้มีลักษณะอย่างเดียวกัน ข้อความว่า "ที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน" ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 ต้องนำมาใช้บังคับทั้งในกรณีที่สินค้าจำพวกเดียวกันและสินค้าต่างจำพวกกันเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่นายยาซูฮิโรยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 21 รายการสินค้า แก้วน้ำ ช้อน ส้อม มีด ชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (ยกเว้น มีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า และหม้ออาหารที่เป็นชุดตามคำขอเลขที่ 329759 เอกสารหมาย จ.4 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 21 รายการสินค้า ที่ใส่สบู่และราวหรือชั้นวางผ้าขนหนูที่ทำด้วยโลหะ และกล่องทำด้วยโลหะสำหรับจ่ายกระดาษชำระตามทะเบียนเลขที่ ค 42334 เอกสารหมาย จ.12 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเหมือนกันหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาเฉพาะภาคส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าทั้งสองโดยไม่พิจารณาคำว่า "VALENTINO" ที่จำเลยร่วมได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิในคำนี้เป็นของตนแต่ผู้เดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ได้ เพราะการที่จำเลยร่วมปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "VALENTINO" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นของตนแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 นั้นมีผลเพียงให้จำเลยร่วมไม่อาจหวงกันโดยใช้คำว่า "VALENTINO" เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าของตนแต่เพียงผู้เดียวได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่อาจห้ามผู้อื่นมิให้ใช้คำว่า "VALENTINO" เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าได้เท่านั้น ไม่มีผลทำให้คำว่า "VALENTINO" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยร่วมกลายเป็นคำที่มิได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าว ส่วนปัญหาว่ารายการสินค้า แก้วน้ำ ช้อน ส้อม มีด ชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (ยกเว้น มีด ส้อม ช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า และหม้ออาหารที่เป็นชุดในจำพวกที่ 21 ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 329759 เอกสารหมาย จ.4 กับรายการสินค้าที่ใส่สบู่และราวหรือชั้นวางผ้าขนหนูที่ทำด้วยโลหะและกล่องทำด้วยโลหะสำหรับจ่ายกระดาษชำระในจำพวกที่ 21 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 42334 เอกสารหมาย จ.12 เป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ในข้อนี้แม้ว่ารายการสินค้าตามคำขอเลขที่ 329759 กับรายการสินค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 42334 จะเป็นสินค้าคนละชนิดกัน แต่รายการสินค้าทั้งสองรายการนี้จัดอยู่ในรายการสินค้าจำพวกที่ 21 เช่นเดียวกัน เพียงแต่รายการสินค้าตามคำขอเลขที่ 239759 เป็นสินค้าอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องครัว ส่วนรายการสินค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 42334 เป็นสินค้าสุขภัณฑ์ที่ใช้ในห้องน้ำ อย่างไรก็ดี สินค้าทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนเช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่าสินค้าทั้งสองรายการนี้เป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันเพราะผู้ใช้สินค้าทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นบุคคลในครัวเรือนกลุ่มเดียวกัน หากเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายนั้นมีลักษณะคล้ายกันย่อมก่อให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดแก่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าทั้งสองรายการนั้นในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ดังนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวม ลักษณะเด่นและสำเนียงเรียกขานของคำในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 329759 และของจำเลยร่วมตามทะเบียนเลขที่ ค 42334 ประกอบกับรายการสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองนี้แล้วเห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองนี้มีลักษณะการวางตัวอักษร "V" และคำว่า "Valentino" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือคำว่า "Valentino" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมคล้ายกันมากโดยวางตัวอักษร "V" ไว้ด้านบนเหนือคำว่า "Valentino" หรือ "Valentino" เหมือนกัน การประดิษฐ์ตัวอักษร "V" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์อยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแม้จะแตกต่างกับการประดิษฐ์ตัวอักษร "V" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมซึ่งอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมนทั้งสี่ด้านอยู่บ้าง แต่เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเพราะตัวอักษร "V" ในเครื่องหมายการค้าทั้งสองยังคงอ่านได้ว่า "วี" เหมือนกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า "วี วาเลนติโน รูดี้" ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเรียกขานได้ว่า "วี วาเลนติโน" ตัวอักษร "V" และคำว่า "Valentino" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับตัวอักษร "V" และคำว่า "Valentino" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นส่วนอันเป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง เมื่อนำเครื่องหมายการค้าทั้งสองมาใช้กับสินค้าในจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 329759 เอกสารหมาย จ.4 จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมตามทะเบียนเลขที่ ค 42334 เอกสารหมาย จ.12 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบและจำเลยร่วมว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1161/2550 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่วินิจฉัยว่าหลักฐานที่ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 329759 ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายทั่วไปแล้วในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 329759 นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏแสดงถึงการใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 329759 มาเป็นเวลายาวนานแสดงถึงพฤติการณ์แห่งความสุจริตในการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ กรณีถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเหตุให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นให้โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 นั้นชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 27 ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 329759 คล้ายเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 42334 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 แล้ว หากคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 329759 ต่อไปว่าสมควรจะรับจดทะเบียนหรือไม่ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ นั้นว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 329759 ซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วตามมาตรา 13 ดังกล่าวได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นมาแล้วโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสมควรรับจดทะเบียนหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 เท่านั้น เพราะมาตรา 13 อยู่ในบังคับของมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่อาจพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 329759 ว่าหลักฐานนั้นยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายทั่วไปแล้วในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปได้ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นการพิจารณาลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่ต้องห้ามเด็ดขาดไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ไม่เกี่ยวกับการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 13 และ 27 แต่อย่างใด คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1161/2550 จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 13 และ 27 ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในปัญหาต่อไปที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่ปรากฏแสดงถึงการใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 329759 มาเป็นเวลายาวนานอันเป็นการแสดงพฤติการณ์แห่งความสุจริตในการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเหตุให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นให้โจทก์ได้โดยชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกันดังเช่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 329759 ในคดีนี้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวได้ในกรณีหนึ่งใน 2 กรณี ดังนี้คือ หากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 329759 กับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 329759 และจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นต่างคนต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริต กรณีหนึ่ง หรือหากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรรับจดทะเบียน อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งการที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของแต่ละคนมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตนั้น ต้องเป็นกรณีที่ต่างคนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นไม่ว่าจะเป็นการใช้กับตัวสินค้าหรือเป็นการใช้โดยโฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้น ส่วนกรณีมีพฤติการณ์พิเศษก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนกับสินค้าที่ระบุในคำขอจดทะเบียนไม่ว่าจะเป็นการใช้กับตัวสินค้าหรือเป็นการใช้โดยโฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทยมาก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการคุ้มครองแก่สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องเป็นไปตามหลักดินแดน กล่าวคือ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าต้องได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนภายในอาณาเขตประเทศไทยด้วยผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงจะมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นและได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในผล ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏแสดงถึงการใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 329759 มาเป็นเวลายาวนาน แสดงถึงพฤติการณ์แห่งความสุจริตในการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ กรณีถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเหตุให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นให้โจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบฟังไม่ขึ้น แต่อุทธรณ์ของจำเลยร่วมฟังขึ้นบางส่วน

เมื่อได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสิบ และจำเลยร่วมดังกล่าวข้างต้นแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยทั้งสิบต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกอุทธรณ์คำสั่งที่จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสิบ นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10) ม. 13 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มัตซุดะ แอนด์ โก.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
จำเลยร่วม — วาเลนติโน เอส.พี.เอ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา