คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2948/2555
#525407
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะในส่วนดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลชั้นต้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง), 66 วรรคสอง (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้จำเลยที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะในส่วนดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลชั้นต้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษต่ำกว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายมีจำนวนถึง 10,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 144.6 กรัม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต เป็นการลงโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสี่

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 37 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคสอง ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายพรหมมินทร์ แสนสี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอยุทธ์ จามิกรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2917/2555
#519980
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับมอบหมายสินค้าพิพาทไว้เพื่อขนส่งไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ระหว่างการขนส่งสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายเพราะมีแมลงเข้าไปในสินค้าพิพาท จำเลยจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้าพิพาท จำเลยให้การปฏิเสธว่า การที่แมลงเข้าไปในสินค้าพิพาทมิได้เกิดจากการขนส่งของจำเลย เนื่องจากผู้ส่งเป็นผู้บรรจุและหีบห่อสินค้าพิพาท เมื่อขนส่งสินค้าพิพาทไปถึงด่านสินค้าขาเข้าของประเทศมาเลเซียมีการพบแมลงอยู่บริเวณหีบห่อส่วนที่เป็นพลาสติก การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตั้งประเด็นว่า สินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลย และจำเลยต้องรับผิดชอบหรือไม่ ย่อมครอบคลุมถึงข้อเท็จจริงว่า การที่มีแมลงเข้าไปในสินค้าพิพาทมิได้เกิดจากการกระทำหน้าที่ขนส่งของจำเลย แต่ถูกบังคับโดยเจ้าหน้าที่ของประเทศมาเลเซียที่ให้เก็บสินค้าพิพาทไว้ในโกดังสินค้าของจำเลย ห้ามเคลื่อนย้ายในระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากเหตุสุดวิสัยมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างไว้ในคำให้การ มิได้เป็นการพิพากษานอกประเด็น

ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากมีแมลงเข้าไปปะปนอยู่ในถุงสินค้าพิพาท ขณะสินค้าพิพาทถูกขนออกจากตู้คอนเทนเนอร์เก็บไว้ที่โกดังสินค้าของจำเลยเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของประเทศมาเลเซียตรวจสอบ ขณะนำไปตรวจสอบไม่ปรากฏตัวแมลงปะปนอยู่ในสินค้าพิพาท แสดงว่าแมลงได้เข้าไปปะปนในสินค้าพิพาทในช่วงเวลาที่สินค้าพิพาทถูกเก็บไว้ในโกดังสินค้าของจำเลยก่อนผู้ซื้อจะได้รับมอบสินค้าพิพาทแม้การเก็บสินค้าพิพาทไว้ในโกดังสินค้าของจำเลยจะถูกบังคับโดยเจ้าหน้าที่ของประเทศมาเลเซีย แต่จำเลยก็มีหน้าที่นำสินค้าผ่านเข้าประเทศมาเลเซียด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาสินค้าพิพาทยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการขนส่งสินค้าย่อมมีหน้าที่ดูแลสินค้าพิพาทในช่วงเวลาขนส่งมิให้เกิดความเสียหายสูญหาย การมีแมลงเข้าไปตอมสินค้าพิพาทโดยแทรกสิ่งห่อหุ้มสินค้าพิพาทเข้าไปย่อมเป็นเหตุการณ์ที่สามารถป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ พยานจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า สินค้าพิพาทมีการหีบห่อเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ได้มีการคลุมสินค้าพิพาทอีกชั้นหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า การป้องกันมิให้แมลงเข้าไปที่สินค้าพิพาทสามารถป้องกันได้โดยใช้ผ้าใบหรือสิ่งห่อหุ้มคลุมสินค้าพิพาทไว้อีกชั้นหนึ่ง เพียงแต่จำเลยมิได้คาดคิดหรือคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น การมีแมลงเข้าไปที่สินค้าพิพาทเกิดความเสียหายจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย เมื่อสินค้าพิพาทเกิดความเสียหายขณะที่สินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลยผู้ขนส่ง จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 616

ตามสัญญาประกันภัยมีการตกลงราคาประกันภัยโดยคิดตามราคาสินค้าบวกด้วยร้อยละ 10 แม้คู่สัญญาประกันภัยสามารถตกลงกันได้เพราะผู้เอาประกันภัยอาจได้รับความเสียหายมากกว่ามูลค่าสินค้าที่เอาประกันภัยโดยมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผู้เอาประกันภัยต้องเสียไป เช่น ค่าหีบห่อและค่าใช้จ่ายในการขนส่งด้วย ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัยได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยสินค้าได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันซึ่งต้องจ่ายตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเอาจากผู้ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องในความเสียหายได้เพียงที่ผู้เอาประกันภัยจะเรียกร้องเอาจากผู้ต้องรับผิด คือ จำนวนตามสัญญารับขน ซึ่งได้แก่ค่าเสียหายเท่าที่ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจริงเท่านั้น และต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา มิใช่จะถือเอาว่าความเสียหายที่แท้จริงจะต้องเป็นราคาสินค้าที่เสียหายบวกร้อยละ 10 ตามสัญญาประกันภัยซึ่งจำเลยไม่ได้เป็นคู่สัญญาที่จะต้องผูกพันด้วยแต่อย่างใด และตามพยานหลักฐานของโจทก์ก็ปรากฏว่า ผู้ซื้อสินค้ามีหนังสือเรียกร้องความเสียหายเป็นค่าสินค้าที่เสียหายที่ยังไม่บวกร้อยละ 10 แต่ส่วนเพิ่มที่เป็นภาษีมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ของราคาสินค้าแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าค่าเสียหายที่แท้จริงมีเพียงจำนวนดังกล่าวเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 402,411.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 385,917.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกมีว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ความเสียหายของสินค้าเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้านั้น เป็นการพิพากษานอกประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายสภาพและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยได้รับมอบสินค้าพิพาทไว้เพื่อขนส่งไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ระหว่างการขนส่งสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายเพราะมีแมลงเข้าไปในสินค้าพิพาท จำเลยจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้าพิพาท จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดว่า การที่แมลงเข้าไปในสินค้าพิพาทมิได้เกิดจากการขนส่งของจำเลย เนื่องจากผู้ส่งเป็นผู้บรรจุและหีบห่อสินค้าพิพาท เมื่อขนส่งสินค้าพิพาทไปถึงด่านสินค้าขาเข้าของประเทศมาเลเซียถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศมาเลเซียบังคับให้เก็บสินค้าไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ประเทศมาเลเซียเพื่อตรวจ มีการพบแมลงอยู่บริเวณหีบห่อส่วนที่เป็นพลาสติก ดังนี้ประเด็นข้อพิพาทย่อมเป็นไปตามข้ออ้างและข้อเถียงตามคำฟ้องและคำให้การนั้นว่ามีข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ยังโต้แย้งกันและเกี่ยวเนื่องกับประเด็น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้วตั้งประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดในความเสียหายของสินค้าไว้ว่า สินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลย และจำเลยต้องรับผิดชอบหรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงข้อเท็จจริงว่า การที่มีแมลงเข้าไปในสินค้าพิพาทมิได้เกิดจากการกระทำหน้าที่ขนส่งของจำเลย แต่ถูกบังคับโดยเจ้าหน้าที่ของประเทศมาเลเซียที่ให้เก็บสินค้าพิพาทไว้ในโกดังสินค้าของจำเลย ห้ามเคลื่อนย้ายในระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากเหตุสุดวิสัย การที่มีแมลงเข้าไปในถุงสินค้าพิพาททำให้สินค้าพิพาทเสียหายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย หรือจำเลยทำการขนส่งโดยไม่ใช้ความระมัดระวัง ถือว่าข้อเท็จจริงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำให้การ จึงมิได้เป็นการพิพากษานอกประเด็นข้อพิพาทแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ได้ให้ความหมายของเหตุสุดวิสัยไว้ว่า หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากการที่มีแมลงเข้าไปปะปนอยู่ในถุงสินค้าพิพาท ขณะที่สินค้าพิพาทถูกขนออกจากตู้คอนเทนเนอร์เก็บไว้ที่โกดังสินค้าของจำเลยเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพอาหารของประเทศมาเลเซียตรวจสอบ ขณะนำไปตรวจสอบไม่ปรากฏตัวแมลงปะปนอยู่ในสินค้าพิพาทหรือแทรกอยู่บริเวณหีบห่อของสินค้าพิพาทแต่อย่างใด แสดงว่าแมลงได้เข้าไปปะปนในสินค้าพิพาทในช่วงเวลาที่สินค้าพิพาทถูกเก็บไว้ในโกดังสินค้าของจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ก่อนที่บริษัทเคอรี่ อินกรีเดียนท์ (มาเลเซีย) จำกัด ผู้ซื้อจะได้รับมอบสินค้าพิพาท แม้การเก็บสินค้าพิพาทไว้ในโกดังสินค้าของจำเลยจะถูกบังคับโดยเจ้าหน้าที่ของประเทศมาเลเซีย แต่จำเลยก็มีหน้าที่นำสินค้าผ่านเข้าประเทศมาเลเซียด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาสินค้าพิพาทยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยอยู่ จำเลยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการขนส่งสินค้าย่อมมีหน้าที่ดูแลสินค้าพิพาทในช่วงเวลาขนส่งมิให้เกิดความเสียหายสูญหาย การมีแมลงเข้าไปตอมสินค้าพิพาทโดยแทรกสิ่งห่อหุ้มสินค้าพิพาทเข้าไป ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่สามารถป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ นางสุมาลี ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของจำเลย พยานจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า สินค้าพิพาทมีการหีบห่อเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ได้มีการคลุมสินค้าพิพาทอีกชั้นหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า การป้องกันมิให้แมลงเข้าไปที่สินค้าพิพาทสามารถป้องกันได้โดยใช้ผ้าใบหรือสิ่งห่อหุ้มคลุมสินค้าพิพาทไว้อีกชั้นหนึ่ง เพียงแต่จำเลยมิได้คาดคิดหรือคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น เหตุที่สินค้าพิพาทมีแมลงเข้าไปที่สินค้าพิพาทเกิดความเสียหายจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย เมื่อสินค้าพิพาทเกิดความเสียหายขณะที่สินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลยผู้ขนส่ง จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทมีเพียงใด ปัญหาข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เห็นว่าคู่ความได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงปัญหาข้อนี้ครบถ้วนแล้ว เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียเลย โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเสียก่อน ข้อเท็จจริงได้ความตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อบริษัทเคอร์รี่ อินกรีเดียนท์ (มาเลเซีย) จำกัด ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าโซเดียม คาร์ซิเนต เอ็นเอ เอ็ชวี จำนวน 39 ถุง และผงเครื่องเทศปาปริกา จำนวน 8 ถุง โดยอ้างว่าสินค้าได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทครอฟอร์ด แอนด์ คอมพานี แอดจัสเตอร์ส (มาเลเซีย) จำกัด เข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย ผลการตรวจสอบพบว่าสินค้าพิพาทดังกล่าวมีแมลงเข้าไปในสินค้า ทำให้สินค้าพิพาทเสียหายทั้งหมดเพราะปนเปื้อนเชื้อโรค ไข่แมลง และซากแมลง ไม่สามารถนำไปผลิตเป็นอาหารมนุษย์ได้และต้องทำลายทิ้งเพราะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ซึ่งจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมาสืบหักล้างหรือโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งหมด คิดเป็นราคาสินค้าที่เสียหาย 9,254.40 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ตามสัญญาประกันภัยมีการตกลงราคาประกันภัยโดยคิดตามราคาสินค้าบวกด้วยร้อยละ 10 รวมเป็นเงิน 10,179.84 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้คู่สัญญาประกันภัยสามารถตกลงกันได้เพราะผู้เอาประกันภัยอาจได้รับความเสียหายมากกว่ามูลค่าสินค้าที่เอาประกันภัยโดยมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้เอาประกันภัยต้องเสียไป เช่น ค่าหีบห่อและค่าใช้จ่ายในการขนส่งด้วย ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัยได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยสินค้าได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันซึ่งต้องจ่ายตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเอาจากผู้ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องในความเสียหายได้เพียงเท่าที่ผู้เอาประกันภัยจะเรียกร้องเอาจากผู้ต้องรับผิด คือ จำนวนตามสัญญารับขน ซึ่งได้แก่ค่าเสียหายเท่าที่ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจริงเท่านั้น และต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา มิใช่จะถือเอาว่าความเสียหายที่แท้จริงจะต้องเป็นราคาสินค้าที่เสียหายบวกร้อยละ 10 ตามสัญญาประกันภัยซึ่งจำเลยไม่ได้เป็นคู่สัญญาที่จะต้องผูกพันด้วยแต่อย่างใด และตามพยานหลักฐานของโจทก์ก็ปรากฏว่าบริษัทเคอร์รี่ อินกรีเดียนท์ (มาเลเซีย) จำกัด ผู้ซื้อสินค้าได้มีหนังสือเรียกร้องความเสียหาย เป็นค่าสินค้าที่เสียหาย 34,175.57 ริงกิต หรือ 9,254.40 ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับค่าภาษีด้วยแล้วรวมเป็นเงิน 35,961.59 ริงกิต เท่านั้น ซึ่งเฉพาะราคาสินค้าเป็นจำนวนเดียวกับราคาสินค้าที่ยังไม่บวกร้อยละ 10 ตามที่โจทก์นำสืบมา แต่ส่วนเพิ่มที่เป็นภาษีมีเพียง 1,786.02 ริงกิต ไม่ถึงร้อยละ 10 ของราคาสินค้า 34,175.57 ริงกิต แต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าค่าเสียหายที่แท้จริงมีเพียง 35,961.59 ริงกิต เท่านั้น โดยคิดเป็นเงินไทยได้ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินริงกิต เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐดังกล่าว 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 3.6929 ริงกิต แล้วเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่คิดได้เป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์ใช้คิดคำนวณเพื่อการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไป 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 37.91 บาท ซึ่งคำนวนได้เป็นเงิน 369,168.91 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 369,168.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 16,494.02 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเมโกลบ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2916/2555
#599027
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ผู้ส่งทั้งสองซึ่งเอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ไม่ได้ตกลงไว้โดยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดตามใบตราส่งได้นั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิมาจากบริษัท ย. ผู้เอาประกันภัยรายหนึ่ง 133,585.24 บาท และรับช่วงสิทธิมาจากบริษัท พ. ผู้เอาประกันภัยอีกรายหนึ่ง 76,394.38 บาท แม้โจทก์จะฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยรวมมาเป็นคดีเดียวกันก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามฟ้องดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์รับช่วงสิทธิตามสัญญาประกันภัยต่างรายกัน จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่แยกต่างหากจากกันโดยสิ้นเชิง ดังนี้ในการพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์ต้องถือทุนทรัพย์ในสิทธิเรียกร้องแต่ละรายที่โจทก์รับช่วงสิทธิแยกกัน เมื่อทุนทรัพย์ที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาแต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 41 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ส่วนดังกล่าวมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า แม้สินค้าที่ขนส่งจะเป็นอัญมณีแต่ผู้ส่งทั้งสองได้บอกถึงราคาแก่ผู้ขนส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 620 แล้ว จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดนั้น แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 218,155.62 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 209,979.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ผู้ส่งทั้งสองเป็นผู้กรอกข้อความลงในใบรับขนของทางอากาศ และในช่องลงลายมือชื่อและตราประทับของผู้ส่งทั้งสองลงไว้พร้อมกับมีข้อความว่าได้ตกลงเกี่ยวกับข้อสัญญาที่ปรากฏอยู่ที่ด้านหลังของใบรับขนของทางอากาศด้วย ซึ่งข้อความด้านหลังมีข้อความการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ ประกอบกับได้ความด้วยว่าการใช้บริการของจำเลยจะต้องมีการสมัครเป็นสมาชิกก่อนโดยลูกค้าจะรับทราบรายละเอียดข้อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการใช้บริการการขนส่งของจำเลยด้วย เชื่อว่ามีการตกลงจำกัดความรับผิดไว้ชัดแจ้งเป็นเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเที่ยว หรือกิโลกรัมละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า โดยสินค้าที่สูญหายทั้งสองครั้งมีน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม และ 12 กิโลกรัม จำเลยต้องรับผิด 100 ดอลลาร์สหรัฐ และ 240 ดอลลาร์สหรัฐ พิพากษาให้จำเลยใช้เงินรวม 340 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2549 และจากต้นเงิน 240 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในกรณีที่จำเลยจะชำระเป็นเงินบาท ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ในวันหรือก่อนวันที่ใช้เงินแล้วแต่กรณี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ผู้ส่งทั้งสองซึ่งเอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ไม่ได้ตกลงไว้โดยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดตามใบตราส่งได้นั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิมาจากบริษัทไยน่าส์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ผู้เอาประกันภัยรายหนึ่งจำนวน 133,585.24 บาท และรับช่วงสิทธิมาจากบริษัทพริมารส จำกัด ผู้เอาประกันภัยอีกรายหนึ่งจำนวน 76,394.38 บาท แม้โจทก์จะฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยรวมมาเป็นคดีเดียวกันก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามฟ้องดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์รับช่วงสิทธิตามสัญญาประกันภัยต่างรายกัน จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่แยกต่างหากจากกันโดยสิ้นเชิง ดังนี้ ในการพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์ต้องถือทุนทรัพย์ในสิทธิเรียกร้องแต่ละรายที่โจทก์รับช่วงสิทธิแยกกัน เมื่อทุนทรัพย์ที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาแต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 41 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ส่วนดังกล่าวมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า แม้สินค้าที่ขนส่งจะเป็นอัญมณีแต่ผู้ส่งทั้งสองได้บอกถึงราคาแก่ผู้ขนส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 แล้ว จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดนั้น แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2912/2555
#525473
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับ น. ในฐานะนายจ้าง แต่โจทก์มิได้ฟ้องโดยยืนยันว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่ฟ้องว่า น. ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถในทางการที่จ้างโดยประมาทชนรถที่โจทก์รับประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ไว้ในขณะเกิดเหตุ และกรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ในขณะเกิดเหตุ โดยกรมธรรม์มีเงื่อนไขสำคัญว่า หากรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จะรับผิดต่อบุคคลภายนอกในนามของผู้เอาประกันภัยแทนผู้เอาประกันภัย เป็นการฟ้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันภัย ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องผู้รับประกันภัยให้รับผิดได้โดยไม่จำต้องฟ้องผู้เอาประกันภัยด้วย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบรับว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจาก น. และข้อเท็จจริงได้ความว่า น. ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุชนรถที่โจทก์รับประกันภัยโดยละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 209,281 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 185,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังว่า นายนิด ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ -9438 นครปฐม ซึ่งเป็นรถที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนไว้จากนายนิดและยังอยู่ในระยะเวลาประกันภัย จากทางกิ่งอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ มุ่งหน้าไปทางอำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นถนนที่มีช่องเดินรถเพียงสองช่องให้รถแล่นสวนทางกันได้และเป็นทางโค้ง ยางล้อหลังด้านขวารถที่นายนิดขับแตก ขณะนั้นนายชูศักดิ์ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 81-6864 นครราชสีมา แล่นสวนทางมา รถทั้งสองคันจึงเฉี่ยวชนกันรถที่นายชูศักดิ์ขับได้ตกในคูน้ำข้างถนนได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ไม่วินิจฉัยปัญหาอื่น โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 แก้อุทธรณ์ แต่ไม่แก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ไม่ขาดอายุความ ปัญหานี้จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความและพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า นายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย โจทก์ฎีกาว่า นายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไม่ขาดอายุความ และฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และนายนิดขับรถโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

มีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามคำให้การของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ ให้จำเลยทั้งสองทราบถึงความเสียหายของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-6864 นครราชสีมา ความเสียหายที่เรียกร้องมาตามฟ้องจึงเป็นความเท็จ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าซ่อมแซมได้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน รถที่โจทก์รับประกันภัยตกในคูน้ำข้างถนนเสียหายทั้งคัน โจทก์เสียค่าจ้างยกรถที่โจทก์รับประกันภัย 5,000 บาท และโจทก์จัดการซ่อมแซมรถ เสียค่าซ่อมแซม 180,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสอง เป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ส่วนพยานหลักฐานที่แสดงถึงความเสียหายของรถและค่าเสียหายที่โจทก์เสียไป แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายมาในคำฟ้องด้วย โจทก์ก็สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-6864 นครราชสีมา ไว้จากผู้เอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์บรรทุกจึงไม่อาจเอาประกันภัยได้ กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจในกรมธรรม์มิใช่ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนและในขณะเกิดเหตุมิได้อยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอม ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจมิใช่ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ เป็นลายมือชื่อปลอมและเป็นเพียงสำเนาเอกสารโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ชั้นพิจารณาโจทก์มีนายสายัณห์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำก้ด ประกอบกิจการประกันภัย โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุก ในขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาประกันภัย โจทก์มอบอำนาจให้พยานดำเนินคดีนี้แทน จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบในปัญหานี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ตามคำเบิกความของนายสายัณห์ประกอบพยานเอกสารที่นายสายัณห์เบิกความถึง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไว้จากผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในรถยนต์บรรทุกนั้นจึงเอาประกันภัยได้ กรมธรรม์ประกันภัยไม่เป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจในกรมธรรม์เป็นลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน และในขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ หนังสือมอบอำนาจไม่เป็นหนังสือมอบอำนาจปลอม โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปว่า นายนิดขับรถโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การว่า เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของนายชูศักดิ์ที่ขับรถเข้าทางโค้งด้วยความเร็วสูงและล้ำเข้ามาในช่องเดินรถสวน ซึ่งผู้มีชื่อขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ-9438 นครปฐม แล่นสวนทางมาในช่องเดินรถของตน แต่จำเลยทั้งสองมิได้สืบพยานในปัญหาข้อนี้แต่อย่างใด ส่วนโจทก์มีนายชูศักดิ์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะพยานขับรถถึงที่เกิดเหตุนายนิดขับรถยนต์กระบะแล่นสวนทางมา ยางล้อหลังด้านขวาของรถยนต์กระบะแตก รถเสียการทรงตัว ท้ายรถหมุนออกด้านขวาของนายนิด ล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของพยาน ชนกับบริเวณหน้ารถที่พยานขับ ตามภาพถ่ายความเสียหายของรถทั้งสองคันและภาพถ่ายที่เกิดเหตุ ซึ่งตามภาพถ่ายสอดคล้องกับคำเบิกความของนายชูศักดิ์ โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกวรพจน์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานตรวจที่เกิดเหตุและสอบสวนแล้วเห็นว่า เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของนายนิด จึงแจ้งข้อหาแก่นายนิดว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย นายนิดให้การรับสารภาพ ได้เปรียบเทียบปรับนายนิด 400 บาท นายนิดชำระค่าปรับแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า นายนิดเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ-9438 นครปฐม และไม่ตรวจสภาพยางล้อรถให้อยู่ในสภาพดีก่อนที่จะนำรถมาขับในทางเดินรถ เมื่อยางล้อรถแตกไม่สามารถบังคับรถให้อยู่ในช่องเดินรถของตน รถได้แล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกที่นายชูศักดิ์ขับ นายนิดจึงขับรถโดยประมาทเลินเล่อ เป็นการทำละเมิดต่อนายชูศักดิ์ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า นายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบรถยนต์กระบะแก่นายนิดไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์กระบะและไม่ใช่นายจ้างของนายนิด แม้จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานในปัญหาข้อนี้ แต่พยานโจทก์ที่นำสืบมีนายชูศักดิ์เบิกความว่า นายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน กับโจทก์มีนายสายัณห์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ทราบว่านายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จากคำบอกเล่าของพนักงานสอบสวน คำเบิกความของนายสายัณห์เป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย ทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกวรพจน์ พนักงานสอบสวน เบิกความเป็นพยานโจทก์ ก็มิได้เบิกความว่านายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่า นายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับนายนิด ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 1

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับแล้วว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจากนายนิด เมื่อนายนิดทำละเมิด จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องโดยยืนยันว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่ฟ้องว่า นายนิดลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถในทางการที่จ้างโดยประมาทชนรถที่โจทก์รับประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ-9438 นครปฐม ของจำเลยที่ 1 ไว้ในขณะเกิดเหตุและกรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ในขณะเกิดเหตุ โดยกรมธรรม์มีเงื่อนไขสำคัญว่า หากรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จะรับผิดต่อบุคคลภายนอกในนามของผู้เอาประกันภัยแทนผู้เอาประกันภัย เป็นการฟ้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันภัย ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องผู้รับประกันภัยให้รับผิดได้โดยไม่จำต้องฟ้องผู้เอาประกันภัยด้วย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบรับว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจากนายนิด และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายนิดขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุชนรถที่โจทก์รับประกันภัยโดยละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า ค่าสินไหมทดแทนมีเพียงใด ได้ความว่า หลังจากรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน รถที่โจทก์รับประกันภัยตกลงไปในคูน้ำข้างถนน นายฉัตรชัย พนักงานเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ กับนายสายัณห์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า โจทก์ต้องเสียค่าจ้างยกรถ 4,500 บาท และโจทก์จัดการซ่อมแซมรถเสียค่าซ่อมแซม 180,000 บาท ไปตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2541 รวมเป็นเงิน 184,500 บาท คำเบิกความของพยานโจทก์โดยมีบิลเงินสดเป็นหลักฐานจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การและมีนางดลหทัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 2 เพียงปากเดียวมาเบิกความว่า ความเสียหายของรถที่โจทก์รับประกันภัยมีไม่เกิน 10,000 บาท เป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า รถที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายและโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไป 184,500 บาท จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 184,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2543) ต้องไม่เกิน 24,281 บาท ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 18,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพระนครธนบุรีประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสายยนต์ เรียงสันเทียะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีรวัฒน์ เพ็ชรสม
ศาลอุทธรณ์ — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2908/2555
#521420
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ต้องเป็นการสมคบกันกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดในครั้งนั้นด้วย เมื่อจำเลยขับรถมารับยาเสพติดให้โทษไปส่งให้แก่ผู้ค้าคือ อ. 2 ครั้ง แต่ไม่ใช่ครั้งที่ ว. และ ส. กระทำความผิดในครั้งนี้ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ให้ลงโทษประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (ที่ถูก มาตรา 52 (1)) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางวิลาวรรณและนางสุพัฒน์ พร้อมของกลางคือเฮโรอีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 8,865.014 กรัม และเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 188.638 กรัม โดยบุคคลทั้งสองรับสารภาพว่ามียาเสพติดให้โทษจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานสมคบกับพวกเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์มีนายอดุลย์หรือเสียม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและสมัครใจเป็นสายลับให้เจ้าพนักงานตำรวจจนจับกุมนางวิลาวรรณและนางสุพัฒน์ได้ครั้งนี้มาเบิกความว่า พยานเคยรับจ้างนางวิลาวรรณขับรถยนต์ไปขนยาเสพติดให้โทษจากชาวเขาที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อส่งต่อให้แก่ผู้ค้า โดยผู้ค้าจะให้คนขับรถอีกคันหนึ่งมาจอดรอรับยาเสพติดให้โทษจากพยานอีกทอดหนึ่ง พยานเคยพบกับจำเลยมาก่อนโดยครั้งแรกประมาณกลางปี 2547 จำเลยขับรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นฟรอนเทียร์ มารับยาเสพติดให้โทษไป ต่อมาอีกประมาณครึ่งเดือนจำเลยขับรถยนต์คันเดิมมารับยาเสพติดให้โทษอีกครั้งที่ตลาดรวมโชค จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ โจทก์มีพลตำรวจตรีสุวิระ พันตำรวจโทสถาพร พันตำรวจโทอธิวัฒน์ และร้อยตำรวจเอกสุภศักดิ์ มาเบิกความรับฟังได้ความว่า หลังจากพลตำรวจตรีสุวิระกับพวกวางแผนจับกุมผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายนี้โดยให้นายอดุลย์เป็นสายลับขับรถยนต์ให้นางวิลาวรรณขนยาเสพติดให้โทษที่ซื้อมาจากชาวเขาแล้วจะนำไปเก็บที่บ้านของนางสุพัฒน์เพื่อรอส่งให้แก่ผู้ค้านั้น พยานกับพวกจึงเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมนางวิลาวรรณกับนางสุพัฒน์พร้อมของกลางได้ หลังจากนั้นพันตำรวจโทสถาพรและร้อยตำรวจเอกสุภศักดิ์เบิกความว่า ได้ให้นางวิลาวรรณโทรศัพท์ติดต่อกับนายอารีย์ ผู้สั่งซื้อยาเสพติดให้โทษ โดยในการสนทนานายอารีย์บอกให้นางวิลาวรรณติดต่อกับจำเลยเพื่อให้จำเลยขนยาเสพติดให้โทษจำนวนดังกล่าว พยานได้ทำบันทึกรายละเอียดการสนทนาของนางวิลาวรรณและนายอารีย์ไว้ ต่อมาพยานให้นางวิลาวรรณโทรศัพท์ติดต่อหาจำเลยหลายครั้งเพื่อแจ้งจุดนัดพบในการขนยาเสพติดให้โทษแต่สุดท้ายจำเลยปิดโทรศัพท์และหลบหนีไป ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดจึงยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับจำเลย และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ตรวจสอบด้วย จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเห็นได้ว่า มีนายอดุลย์เพียงปากเดียวที่เบิกความว่าพบเห็นจำเลยขับรถมารับยาเสพติดให้โทษไปส่งให้แก่ผู้ค้าคือนายอารีย์ 2 ครั้ง แต่ก็มิใช่ครั้งที่นางวิลาวรรณและนางสุพัฒน์กระทำความผิดในครั้งนี้ ส่วนที่พันตำรวจโทสถาพรและร้อยตำรวจเอกสุภศักดิ์เบิกความถึงการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนางวิลาวรรณกับนายอารีย์ในทำนองให้จำเลยมาขับรถขนยาเสพติดให้โทษหรือที่นางวิลาวรรณโทรศัพท์นัดหมายจำเลยให้มาพบนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมาพบหรือขับรถยนต์มารับยาเสพติดให้โทษจากนางวิลาวรรณแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีส่วนในการกระทำความผิดครั้งนี้ นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ต้องเป็นการสมคบกันกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดในครั้งนั้นด้วย เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีส่วนสมคบกันกระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาตามฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางผกาหรือแอ๋วหรือแอ๊ว พันธ์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์กลาง — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2894/2555
#518480
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า อาวุธปืนแก๊ปของกลางเป็นอาวุธที่สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ การที่กระสุนปืนไม่ลั่นเมื่อสับนกปืนนั้นสามารถเกิดขึ้นกับอาวุธปืนได้ หากดินปืนมีความชื้นหรือเปียกชื้น เพราะประกายไฟซึ่งเกิดจากนกปืนสับไปที่แก๊ปปืนไม่สามารถลุกลามไปติดเนื้อดินปืนในลำกล้องเพื่อส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ออกไปทางปากกระบอกปืนได้ แสดงว่าในวันเกิดเหตุหากดินปืนที่บรรจุอยู่ในลำกล้องอาวุธปืนของกลางแห้ง ไม่เปียกชื้น กระสุนปืนก็ต้องลั่นส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ในลำกล้องออกมาใส่ใบหน้าผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลอันเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80 หาใช่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนของกลางอันเป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตามมาตรา 81 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 295, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 11 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน 20 วัน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคแรก, 83 จำคุก 5 ปี รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน อีก 1 ปี 4 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 6 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยยกอาวุธปืนขึ้นชี้หน้าผู้เสียหายแล้วลั่นไกปืนแต่กระสุนปืนไม่ลั่นซึ่งเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น การพยายามกระทำความผิดของจำเลยเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 หรือการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา 81 เห็นว่า การพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 นั้น ต้องเกิดจากเหตุ 2 ประการ คือ เหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดกับเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ สำหรับคดีนี้ เหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดคืออาวุธปืนแก๊ปยาวแบบประจุปากของกลาง ปัญหาว่าอาวุธปืนแก๊ปยาวดังกล่าวเป็นเหตุให้การพยายามกระทำความผิดนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้หรือไม่ ได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโทกระจ่าง เจ้าพนักงานตำรวจประจำวิทยาการเขต 43 จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลางว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ การที่กระสุนปืนไม่ลั่นเมื่อสับนกปืนนั้นสามารถเกิดขึ้นกับอาวุธปืนของกลางได้ หากดินปืนมีความชื้นหรือเปียกชื้นเพราะประกายไฟซึ่งเกิดจากนกปืนสับไปที่แก๊ปปืนไม่สามารถลุกลามไปติดเนื้อดินปืนในลำกล้องเพื่อส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ออกไปทางปากกระบอกปืนได้ แสดงว่าในวันเกิดเหตุหากดินปืนที่บรรจุอยู่ในลำกล้องอาวุธปืนของกลางแห้ง ไม่เปียกชื้น กระสุนปืนก็ต้องลั่นส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ในลำกล้องออกมาใส่ใบหน้าผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลอันเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 หาใช่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนของกลางอันเป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตามมาตรา 81 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายสุริยะ ตาหลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นางสาวกัญญาณัฐ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2892/2555
#583727
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเพราะผู้ตายใช้อาวุธปืนเด็กเล่นเล็งมายังกลุ่มของจำเลยก่อน ทำให้จำเลยสำคัญผิดว่ากำลังจะถูกผู้ตายใช้อาวุธปืนยิง จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพื่อป้องกันตนอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้น แต่เหตุที่จำเลยเพิ่งยกข้อต่อสู้นี้ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย ก็เนื่องมาจากจำเลยเพิ่งทราบข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนอันเป็นประโยชน์แก่จำเลย เพราะหลังจากเสร็จการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนคดีนี้มาประกอบการวินิจฉัย ซึ่งเอกสารในสำนวนการสอบสวนนั้นมีสาระสำคัญเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวน ศาลจึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากสำนวนการสอบสวนที่โจทก์ไม่ได้อ้างส่งศาลเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ตามที่ ป.วิ.อ.มาตรา 227 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 371, 32, 33, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน แต่เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเรียงกระทงลงโทษความผิดฐานอื่นได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จึงให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเพราะผู้ตายใช้อาวุธปืนเด็กเล่นเล็งมายังกลุ่มของจำเลยก่อน ทำให้จำเลยสำคัญผิดว่ากำลังจะถูกผู้ตายใช้อาวุธปืนยิง จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพื่อป้องกันตนอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้น แต่เหตุที่จำเลยเพิ่งยกข้อต่อสู้นี้ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย ก็เนื่องมาจากจำเลยเพิ่งทราบข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนอันเป็นประโยชน์แก่จำเลย เพราะหลังจากเสร็จการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนคดีนี้มาประกอบการวินิจฉัย ซึ่งเอกสารในสำนวนการสอบสวนนั้น มีสาระสำคัญเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวน ศาลจึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากสำนวนการสอบสวนที่โจทก์ไม่ได้อ้างส่งศาลเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของดาบตำรวจธนยศอีกว่าพยานสอบถามรายละเอียดจากนายไพรสันต์และผู้เสียหายหลังกลับมาที่หมู่บ้านแก้งสมบูรณ์ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหาย นายไพรสันต์ กับผู้ตายและพวกดื่มสุราที่บริเวณงานได้มีพวกของนายไพรสันต์มาแจ้งว่าถูกวัยรุ่นหมู่บ้านห้วยปอตีทำร้ายผู้เสียหาย นายไพรสันต์ กับผู้ตายและพวกที่ดื่มสุราจึงออกไปพบวัยรุ่นหมู่บ้านห้วยปอที่บริเวณที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงผู้ตายวิ่งนำหน้าพวกผู้ตายและใช้อาวุธปืนเด็กเล่นเล็งไปทางกลุ่มวัยรุ่นบ้านห้วยปอจึงถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงสวนได้รับบาดเจ็บในเวลานั้นและได้ความตามบันทึกคำให้การของดาบตำรวจธนยศและนายไพรสันต์ในชั้นสอบสวนตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุนั้นจำเลยกับพวกกำลังจะขึ้นรถจักรยานยนต์เดินทางออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายวิ่งนำหน้าพวกของผู้ตายโดยนายไพรสันต์วิ่งตามไปติด ๆ และผู้ตายใช้อาวุธปืนเด็กเล่นยกขึ้นเล็งไปทางกลุ่มวัยรุ่นบ้านห้วยปอ จึงถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงสวนถูกที่บริเวณหน้าท้อง เห็นว่า คำเบิกความและคำให้การในชั้นสอบสวนของดาบตำรวจธนยศสอดคล้องกับคำเบิกความของนายทินกรและผู้เสียหายในข้อที่ว่าผู้ตายวิ่งนำหน้าพวกของตนเข้าไปหากลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีจำเลยร่วมอยู่ด้วยทำให้น้ำหนักคำเบิกความของนายไพรสันต์ที่อ้างว่าผู้ตายเพียงแต่ใช้ขวดขว้างไปยังกลุ่มวัยรุ่นบ้านห้วยปอ ขณะจำเลยกำลังจะซ้อนรถจักรยานยนต์เพื่ออกไปจากบริเวณดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังประกอบสำนวนการสอบสวนคดีนี้มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย เมื่อผู้ตายกับพวกวิ่งเข้ามาหาโดยผู้ตายถืออาวุธปืนเด็กเล่นจ้องเล็งไปทางจำเลยในระยะใกล้ชิดในสภาวะและพฤติการณ์เช่นนั้น จำเลยย่อมไม่มีเวลาไตร่ตรองว่าอาวุธปืนในมือของผู้ตายเป็นอาวุธปืนจริงหรือไม่ จำเลยจึงมีโอกาสสำคัญผิดคิดว่าผู้ตายจะใช้อาวุธปืนจริงยิงจำเลยก่อนได้ ซึ่งการสำคัญผิดในสภาวะและพฤติการณ์เช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่าเกิดจากความประมาทของจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพียง 1 นัด แล้วขึ้นรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยหลบหนีไป นับว่าเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบด้วย มาตรา 62 วรรคแรก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานฆ่าผู้อื่นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 91 เมื่อรวมโทษจำคุกในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และลหุโทษ ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี และให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นายแสวงหรือหนิด พรมมุณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายล้อม ตั้งวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิริรัตน์ จันทรา
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2555
#541621
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 49 วรรคสอง (1) (2) ได้บัญญัติระยะเวลามีผลใช้บังคับวิธีการหาเสียงเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่เก้าสิบวันก่อนวันครบอายุจนถึงวันเลือกตั้ง ส่วนกรณีที่สองเป็นกรณีที่เป็นการเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากกรณีแรกให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้ง กรณีของผู้คัดค้านเป็นกรณีเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นระยะเวลาที่ใช้บังคับวิธีการหาเสียงกรณีของผู้คัดค้านจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 อันเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นที่ทราบทั่วกัน ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 วรรคสอง (2)

แม้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อ (1)...มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและข้อเท็จจริงเป็นดังที่ผู้คัดค้านอ้าง แต่การยุบสภามีผลเพียงทำให้สมาชิกภาพของผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเท่านั้น ซึ่งหากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะเหตุที่มีการกระทำตามคำร้อง การวินิจฉัยและมีคำสั่งโดยศาลฎีกาก็จะไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป คดีนี้ผู้ร้องมีคำขอเพียงประการเดียวคือ ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลาห้าปี ซึ่งเป็นคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกับการสิ้นสมาชิกภาพของผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงยังคงร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งในกรณีนี้ได้ หาได้ระงับไปเพราะเหตุที่มีการยุบสภาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอศาลได้โปรดมีคำสั่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 239 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 111 และมาตรา 116 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลาห้าปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไปตามกฎหมาย

วันนัดตรวจพยานหลักฐาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ.2553 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โดยให้มีผลใช้บังคับวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 และในวันที่ 19 และ 20 พฤศจิกายน 2553 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมาได้จัดสัมมนาข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนจำนวน 300 คน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน ด้านการจัดการชุมชน พัฒนาทุน และผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยเข้าพักที่โรงแรมบ้านสบ๊ายสบายรีสอร์ท เลขที่ 60/16 หมู่ที่ 5 ถนนหาดแม่รำพึง ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ระหว่างพักที่โรงแรมดังกล่าว ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 มีการจัดเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่ม มีการกล่าวบนเวทีดังที่ปรากฏตามวีดีทัศน์ในรูปแบบดีวีดี และภาพยนตร์สั้น ในยูทูป คดีมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

ประเด็นข้อกฎหมาย

1. การกระทำตามที่ผู้ร้องอ้างเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ.2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนหรือไม่

2. การกระทำตามที่ผู้ร้องอ้างหากเป็นความผิดจะระงับไปเพราะมีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาแล้วหรือไม่

3. การสอบสวนเพิ่มเติมของผู้ร้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์ชอบหรือไม่

ประเด็นข้อเท็จจริง

ผู้คัดค้านมีส่วนสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 (1) (3) และ (4) ทำให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์ในการเลือกตั้งมีผลทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นเหตุให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลาห้าปีหรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยว่าคดีมีประเด็นวินิจฉัยข้อแรกว่า การกระทำตามที่ผู้ร้องอ้างเกิดขึ้นก่อนพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ.2553 มีผลใช้บังคับ ผู้ร้องมีอำนาจสืบสวนสอบสวนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 49 วรรคสอง (1) (2) ได้บัญญัติระยะเวลามีผลใช้บังคับวิธีการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่เก้าสิบวันก่อนวันครบอายุจนถึงวันเลือกตั้ง ส่วนกรณีที่สองเป็นกรณีที่เป็นการเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากกรณีแรกให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้ง กรณีของผู้คัดค้านเป็นกรณีเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นระยะเวลาที่ใช้บังคับวิธีการหาเสียงกรณีของผู้คัดค้านจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 อันเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นที่ทราบทั่วกัน ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 วรรคสอง (2) ที่พระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีผลใช้บังคับในวันรุ่งขึ้นเป็นการใช้บังคับในกรณีอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกรณีวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง ส่วนอำนาจในการสืบสวนสอบสวนของผู้ร้องนั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 บัญญัติแยกไว้เป็นอีกส่วนหนึ่งโดยมาตรา 10 (10) บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 236 (5) คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา 235 วรรคสอง ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ด้วยและระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550 ข้อ 8 วรรคสอง กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจพิจารณาดำเนินการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยเอง หรือสั่งการให้ทำการสืบสวนสอบสวนตามที่เห็นสมควรก็ได้ ดังนั้น เมื่อมีการร้องว่าผู้คัดค้านกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงมีอำนาจดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้ ซึ่งเป็นอำนาจที่ผู้ร้องมีอยู่แล้วตามกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับว่าได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ หรือพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่เมื่อใดข้อต้อสู่ของผู้คัดค้านในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การกระทำตามที่ผู้ร้องอ้างหากเป็นความผิดจะระงับไปเพราะมีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อ (1) ... มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและข้อเท็จจริงเป็นดังที่ผู้คัดค้านอ้าง แต่การยุบสภามีผลเพียงทำให้สมาชิกภาพของผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเท่านั้น ซึ่งหากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะเหตุที่มีการกระทำตามคำร้อง การวินิจฉัยและมีคำสั่งโดยศาลฎีกาก็จะไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป คดีนี้ผู้ร้องมีคำขอเพียงประการเดียวคือ ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลาห้าปี ซึ่งเป็นคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกับการสิ้นสมาชิกภาพของผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงยังคงร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งในกรณีนี้ได้ หาได้ระงับไปเพราะเหตุที่มีการยุบสภาไม่ ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านมีส่วนสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการการทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 (1) (3) และ (4) ทำให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์ในการเลือกตั้ง มีผลทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นเหตุให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลาห้าปีหรือไม่ เห็นว่า ตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดโครงการ หรือมีการกระทำที่เอื้อประโยชน์ต่อโครงการ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่นายสุเทพหรือนางสายพิรุณกล่าว คงมีแต่นางสมมาตย์และนางสาวหัด ที่มาเบิกความต่อศาลโดยนางสมมาตย์เบิกความว่า เห็นผู้คัดค้านยืนอยู่ข้างรถตู้สีบรอนซ์ข้างที่ว่าการอำเภอจักราช ส่วนนางสาวหัดเบิกความว่า เห็นผู้คัดค้านยืนอยู่ข้างรถตู้สีบรอนซ์ในบริเวณโรงแรม แต่พยานสองปากนี้เข้ามาให้การโดยร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์เป็นผู้นำมาภายหลัง หลังจากที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 7 สั่งให้มีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมโดยคณะที่มีร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์เป็นหัวหน้าในการสอบปากคำพยานทั้งสองในครั้งนี้ ปรากฏว่าพยานทั้งสองปากไม่ได้ให้ถ้อยคำต่อร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์ว่าเห็นผู้คัดค้านแต่อย่างใด ทั้งที่เป็นข้อสำคัญในการสืบสวนสอบสวน อีกทั้งหากผู้คัดค้านไปอยู่ในสถานที่และเวลาเช่นนั้นจริง ก็น่าจะมีบุคคลอื่นในสำนวนประมาณ 300 คน ที่เห็นผู้คัดค้านบ้าง แต่ไม่ปรากฏตามทางสอบสวนของผู้ร้อง คำเบิกความของพยาน ผู้ร้องทั้งสองปากดังกล่าวจึงมีพิรุธและมีน้ำหนักน้อยศาลฎีกาเห็นว่า ตามทางไต่สวนยังไม่ปรากฏหลักฐานถึงขนาดอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีส่วนสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นางสายพิรุณ และนายสุเทพกล่าวถ้อยคำหาเสียง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 (1) (3) และ (4) ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างกรณีจึงไม่มีเหตุที่จะมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านได้ตามคำร้อง

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 106
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 49 วรรคสอง ม. 49 (1) ม. 49 ม. 53 (1) ม. 53 (3) ม. 53 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2555
#520027
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 โดยมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ถุงพลาสติกและกระเป๋าผ้า ของกลาง กับสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยทั้งสองมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพทุกข้อหา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ในความผิดฐานที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพคนละกึ่งหนึ่งและลดโทษให้จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถ คงจำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท รวมจำคุก 37 ปี 16 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท จำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถ คงจำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี 4 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน ถุงพลาสติก กระเป๋าผ้าและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางกับให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยทั้งสองมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 โดยมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาต้องยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายกคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 66 วรรคสาม ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายวีระศักดิ์หรือศักดิ์ ศรีบานเย็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวัชระ จิรัฐติเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2840/2555
#521550
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้จำเลยมีทนายความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือจำคุก อันเป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ แม้การริบทรัพย์เป็นโทษทางอาญาอย่างหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 และผู้คัดค้านได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความดังที่ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความฎีกาก็ตาม แต่โทษดังกล่าวก็มิใช่โทษประหารชีวิตหรือจำคุกตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติดังกล่าวมาเทียบเคียงเพื่อจ่ายเงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความในคดีซึ่งผู้ร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านให้มาเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ได้ เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติให้ศาลตั้งทนายความให้แก่ผู้คัดค้านกับให้ศาลจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้ง ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินรางวัลทนายความได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้ ศาลชั้นต้นตั้งนายทินกร เป็นทนายความให้ผู้คัดค้าน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านแล้ว นายทินกรยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลทนายความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความว่า ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความมีสิทธิได้รับเงินรางวัลทนายความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้จำเลยมีทนายความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่เป็นความผิดอุกฉกรรจ์มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือจำคุกอันเป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ แม้การริบทรัพย์เป็นโทษทางอาญาอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 และผู้คัดค้านได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความดังที่ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความฎีกาก็ตาม แต่โทษดังกล่าวก็มิใช่โทษประหารชีวิตหรือจำคุกตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่งและวรรคสองกรณีจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติดังกล่าวมาเทียบเคียงเพื่อจ่ายเงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ได้ เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องให้ศาลตั้งทนายความให้แก่ผู้คัดค้านกับให้ศาลจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้ง ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินรางวัลทนายความในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่จ่ายเงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ขอรับเงินรางวัลทนายความ — นายทินกร เกษทัน
ผู้คัดค้าน — นางสาวปัทมา เลาวพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2807/2555
#521525
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่ากำหนดให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนให้แก่ทางราชการแทนโจทก์ ซึ่งกำหนดให้ชำระทุกปีตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าวตามกำหนดย่อมถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาของโจทก์ โดยหาจำต้องคำนึงว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีในส่วนดังกล่าวให้แก่ทางราชการก่อนนำคดีมาฟ้องหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าภาษีโรงเรือนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานที่เช่า กับห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องต่อไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าที่ค้างกับค่าภาษีโรงเรือนคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,508,200.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,452,678.57 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 90,000 บาท นับแต่เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากสถานที่เช่า

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทเลขที่ 58 และเลขที่ 58/1 - 2 ถนนทางด่วนเอกมัย - รามอินทรา แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยให้ขนย้ายทรัพย์สินและห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,452,678.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเช่าค้างชำระเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายน 2543 เดือนละ 65,000 บาท เดือนสิงหาคม 2543 ถึงเดือนสิงหาคม 2544 เดือนละ 81,250 บาท นับแต่วันที่ค้างชำระ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2544) ต้องไม่เกิน 55,521.56 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีโรงเรือนที่ค้างชำระ 201,428.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 81,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 891,428.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารกับค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่าตึกแถว 4 ชั้น พร้อมชั้นลอย เลขที่ 58 และเลขที่ 58/1 - 2 ถนนทางด่วนเอกมัย - รามอินทรา แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่พิพาทกับโจทก์ผู้ให้เช่า รวม 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 65,000 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ฉบับที่ 2 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 81,250 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน และฉบับที่ 3 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ตกลงค่าเช่าเดือนละ 101,562.50 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน สัญญาเช่าทั้งสามฉบับมีข้อตกลงในข้อ 5 ว่า จำเลยทั้งสามในฐานะผู้เช่ารับภาระค่าภาษีโรงเรือนแทนโจทก์ผู้ให้เช่า ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าให้โจทก์จำนวน 34 ฉบับ เฉพาะฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 ชำระค่าเช่า 2 เดือน และโจทก์ได้รับเงินตามเช็คทั้ง 34 ฉบับแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือนประจำปี 2542 และปี 2543 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า กำหนดให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนให้แก่ทางราชการแทนโจทก์ ซึ่งตามกฎหมายแล้วจะต้องชำระทุกปีตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าวตามกำหนด ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาของโจทก์ โดยหาจำต้องคำนึงว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีในส่วนดังกล่าวให้แก่ทางราชการก่อนนำคดีมาฟ้องหรือไม่ เมื่อกรณีเป็นการโต้แย้งสิทธิดังวินิจฉัยมาแล้ว โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าภาษีโรงเรือนประจำปี 2542 และปี 2543 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปัญหานี้มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทแก่จำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่า ซึ่งการบอกเลิกสัญญาเช่าเพราะการผิดนัดชำระค่าเช่านั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 560 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า "ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้" ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ได้มีหนังสือ เรื่อง "ขอให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระทั้งหมด เลิกสัญญาเช่า" ไปยังจำเลยทั้งสาม ซึ่งเมื่ออ่านเนื้อหาในหนังสือดังกล่าวโดยตลอดแล้ว ก็สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระภายในกำหนดเวลา 20 วัน ตามที่โจทก์กำหนดไว้ในหนังสือดังกล่าว สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทก็ย่อมเลิกกัน เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว การที่จำเลยทั้งสามยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาทย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชำระค่าเสียหายในมูลละเมิดนับแต่วันถัดจากวันฟ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ได้ให้จำเลยที่ 3 รับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ และโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ และคดีนี้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์มีเพียง 1,508,200.13 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 37,705 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทเลขที่ 58, 58/1 และ 58/ 2 ถนนทางด่วนเอกมัย - รามอินทรา แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 891,428.57 บาท กับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2542 และ 2543 จำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 981,428.57 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 81,250 บาท ในการคำนวณค่าเสียหายรายเดือนให้เริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโกศล ฟักหว่าง
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี แอนด์ ที
จำเลย — ควอลิตี้ เฮลท์แคร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ศาลอุทธรณ์ — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2806/2555
#519976
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ส. ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท บ. ตัดและแปรรูปเหล็กม้วนเพื่อนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้า และบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของบริษัท ส. ด้วย เมื่อบริษัท ส. ได้รับสินค้าจากผู้ขนส่งทางเรือแล้วได้ส่งมอบแก่บริษัท บ. ในสภาพเรียบร้อย และบริษัทดังกล่าวไปฝากให้จำเลยเก็บรักษาไว้โดยบริษัท บ. เป็นผู้ทำสัญญาฝากสินค้าเหล็กม้วนนี้เก็บในคลังสินค้ากับจำเลย โดยไม่ได้ความว่าบริษัทดังกล่าวทำสัญญานี้แทนบริษัท ส. แต่อย่างใด เมื่อเกิดความเสียหายแก่สินค้าเหล็กม้วนดังกล่าวก็เป็นกรณีที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้าต่อบริษัท บ. คู่สัญญากับจำเลยตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้า จำเลยหาได้มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาสินค้าด้วยความระมัดระวังตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้านี้ต่อบริษัท ส. ซึ่งมิใช่คู่สัญญากับจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้นกรณีเช่นนี้จึงเป็นกรณีที่บริษัท ส. คู่สัญญาจ้างทำของต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายของสินค้าตามสัญญาจ้างทำของจากบริษัท บ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาจ้างทำของกับจำเลยเท่านั้น หาใช่กรณีบริษัท ส. ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดให้ผิดไปจากความรับผิดโดยตรงของคู่กรณีที่มีต่อกันตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้าและสัญญาจ้างทำของได้อีกไม่ ดังนั้นบริษัท ส. จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในความเสียหายของสินค้าตามฟ้อง แม้โจทก์รับช่วงสิทธิจากบริษัท ส. ตามสัญญาประกันภัยก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเช่นเดียวกับบริษัท ส. จำเลยรวมทั้งจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจากจำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,991,754.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 7,985,710.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยและจำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียก บริษัทไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับประกันภัยของจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวน 3,992,855.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 389,850.01 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2549 และในต้นเงิน 3,603,005.10 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2549) ต้องไม่เกิน 6,044.18 บาท ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้รับฝากสินค้าตามฟ้องไว้จากบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ผู้รับโอนสัญญาประกันภัยเพื่อเก็บรักษาไว้โดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าของจำเลยอันเป็นการเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้า แต่จากพยานหลักฐานของโจทก์กลับได้ความจากพยานโจทก์ปากนายอนุวัฒน์ พนักงานบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด นายภาสกร พนักงานบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด และนายดำรง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ว่า บริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ประกอบกิจการรับจ้างตัดเหล็กม้วนตามที่ลูกค้าสั่งมีบริษัทโตโยต้า จำกัด และบริษัทกัลวิศน์ ออโต้พาร์ท จำกัด เป็นลูกค้ารายใหญ่ และมีลูกค้ารายย่อยซึ่งรวมถึงบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ด้วย โดยบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทบางกอกอีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ตัดและแปรรูปเหล็กม้วนเพื่อนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้า และบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ด้วย รายละเอียดปรากฏตามสัญญาจ้างทำของ เมื่อบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ได้รับสินค้าจากผู้ขนส่งทางเรือแล้วได้ส่งมอบแก่บริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ในสภาพเรียบร้อย และบริษัทดังกล่าวไปฝากให้จำเลยเก็บรักษาไว้ โดยบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด เป็นผู้ทำสัญญาฝากสินค้าเหล็กม้วนนี้เก็บในคลังสินค้ากับจำเลย โดยไม่ได้ความว่าบริษัทดังกล่าวทำสัญญานี้แทนบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ผู้รับโอนสัญญาประกันภัยที่โจทก์รับประกันภัยไว้แต่อย่างใด และตามสัญญาจ้างระหว่างบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด กับบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ตามสัญญาจ้างทำของ ในข้อ 1 ระบุว่า บริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างและบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้รับจ้างตกลงรับจ้างทำของ ตัดเหล็กแผ่นม้วนรีดร้อนและเหล็กแผ่นม้วนรีดเย็นตามขนาดและรูปแบบที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และสัญญาในข้อ 2 ระบุว่า บริษัทสยามบุณฑริก จำกัด เป็นผู้จัดหาวัสดุ (เหล็กแผ่นม้วนรีดร้อนและเหล็กแผ่นม้วนรีดเย็น) และส่งมอบให้แก่บริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ณ ที่ทำการบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ดังนี้บริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้รับจ้างทำของย่อมต้องมีหน้าที่ดูแลเหล็กม้วนและใช้สัมภาระเหล็กม้วนที่บริษัทสยามบุณฑริก จำกัด จัดหามาส่งมอบให้แล้วนั้นด้วยความระมัดระวัง และหากมีเหลือก็ต้องส่งคืนแก่ผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 590 หากเหล็กม้วนนี้เสียหายบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ย่อมเป็นผู้ที่ต้องรับผิดต่อบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ส่วนการที่บริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ได้นำสินค้าเหล็กม้วนพิพาท 1,325 ม้วน ที่บริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ส่งมอบให้รักษานั้นไปฝากให้จำเลยเก็บรักษา โดยจำเลยนายคลังสินค้าตกลงรับฝากไว้ตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้าโดยมีบำเหน็จค่าจ้างนั้น แม้จำเลยเก็บรักษาไว้โดยประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้น รวมทั้งการใช้ฝีมือพิเศษเฉพาะการในการที่จะพึงใช้ฝีมือพิเศษนั้นด้วย อันเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่นายคลังสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 771 ประกอบมาตรา 659 วรรคสอง เมื่อเกิดความเสียหายแก่สินค้าเหล็กม้วนดังกล่าวก็เป็นกรณีที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้าต่อบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด คู่สัญญากับจำเลยตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้า จำเลยหาได้มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาสินค้าด้วยความระมัดระวังตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้านี้ต่อบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ซึ่งมิใช่คู่สัญญากับจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้นกรณีเช่นนี้จึงเป็นกรณีที่บริษัทสยามบุณฑริก จำกัด คู่สัญญาจ้างทำของต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายของสินค้าตามสัญญาจ้างทำของจากบริษัทบางกอก อีสเทิร์น คอยล์ เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญา จ้างทำของเท่านั้น หาใช่กรณีที่บริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดให้ผิดไปจากความรับผิดโดยตรงของคู่กรณีที่มีต่อกันตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้าและสัญญาจ้างทำของดังกล่าวมาแล้วข้างต้นดังที่โจทก์แก้อุทธรณ์ได้อีกไม่ ดังนั้นบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในความเสียหายของสินค้าตามฟ้อง แม้โจทก์รับช่วงสิทธิจากบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ตามสัญญาประกันภัยก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเช่นเดียวกับบริษัทสยามบุณฑริก จำกัด ดังนี้จำเลยรวมทั้งจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจากจำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยกับจำเลยร่วมอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 590 ม. 659 ม. 771
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิปปอนโคอะ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเคอรี่ สยามซีพอร์ต จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2555
#520022
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกับ ส. มีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนี้โจทก์ต้องนำสืบพยานให้สมฟ้องว่า จำเลยกับ ส. ร่วมกันกระทำการดังกล่าวจริง กล่าวคือ จำเลยกับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างไร แต่โจทก์กลับนำสืบพยานว่า ส. ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย 20 เม็ด มาไว้ในการครอบครองของ ส. เองก่อน แล้วต่อมา ส. แบ่งจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่า ส. มีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ล้วนแต่เป็นการกระทำของ ส. ตามลำพังแยกกันไม่เกี่ยวกับจำเลย จะฟังว่าจำเลยร่วมมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ให้จำคุก 6 ปี และปรับ 600,000 บาท คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี และข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยร่วมกับพวกคือนายสุธีหรือเบิ้ม มีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนี้โจทก์ต้องนำสืบพยานให้สมฟ้องว่า จำเลยกับนายสุธีร่วมกันกระทำการดังกล่าวจริง กล่าวคือ จำเลยกับนายสุธีร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างไร แต่โจทก์กลับนำสืบพยานว่า นายสุธีไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย 20 เม็ด มาไว้ในการครอบครองของนายสุธีเองก่อน แล้วต่อมานายสุธีแบ่งจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่า นายสุธีมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ล้วนแต่เป็นการกระทำของนายสุธีตามลำพังแยกกันไม่เกี่ยวกับจำเลย จะฟังว่าจำเลยร่วมมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายเอกพงษ์หรือเอ็ด อุทธิยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2605/2555
#520480
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้คัดค้านเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ต่อมาผู้คัดค้านนำรถยนต์คันดังกล่าวไปเข้าไฟแนนซ์ที่บริษัท ว. ด้วยการโอนรถยนต์ให้แก่บริษัท ว. แล้วทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท ว. กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมตกเป็นของบริษัท ว. แม้ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงในทางทะเบียน เพราะรถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันได้ด้วยเพียงการส่งมอบ และผู้ที่จะนำทรัพย์สินออกให้เช่าซื้อได้ต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 รถยนต์จึงมิใช่ทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมิใช่เป็นผู้ที่จะมีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) ได้

ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคท้าย ว่า บรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้ถูกตรวจสอบมีอยู่หรือได้มาเกินฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่ผู้คัดค้านโอนรถยนต์ของกลางให้แก่บริษัท ว. ยังอยู่ในช่วงเวลา 10 ปี ก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัด จึงเป็นทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีอำนาจตรวจสอบและยึดได้ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มาตรา 22 วรรคห้า (3) เมื่อรถยนต์ของกลาง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องสั่งริบตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2549 เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้คัดค้านและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 80 เม็ด น้ำหนัก 7.77 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.088 กรัมกับอีก 12 เม็ด เป็นของกลาง ผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และปรับ 900,000 บาท ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 361/2549 ของศาลชั้นต้น คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านพบว่า รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 4475 พะเยา ราคาประมาณ 220,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ร้องจึงขอให้มีคำสั่งริบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน บง 4475 พะเยา ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 4, 27, 28, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ให้แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 4475 พะเยา ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง และให้คืนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 4475 พะเยา แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 4475 พะเยา เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันพึงต้องริบหรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง นั้น ให้ศาลไต่สวน หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น เว้นแต่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ยื่นคำร้องขอคืนก่อนคดีถึงที่สุดและแสดงให้ศาลเห็นว่า

(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์และได้ทรัพย์นั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด"

จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดีมีได้เป็น 2 กรณี คือ จะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินและแสดงให้ศาลเห็นว่า ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม (1) กรณีหนึ่ง หรือตนเป็นผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์และได้ทรัพย์นั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ตาม (2) อีกกรณีหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความทั้งตามทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์วันที่ 2 เมษายน 2547 และวันที่ 18 กันยายน 2548 ผู้คัดค้านนำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์ที่บริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด ด้วยการโอนรถยนต์ให้แก่บริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด แล้วทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด ในราคา 35,400 บาท ผ่อนชำระ 12 งวด งวดละ 2,950 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกัน แบบคำขอโอนและรับโอนและหนังสือมอบอำนาจ แล้วผู้คัดค้านผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 ประจำวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นมา ตามหนังสือเตือนให้ชำระค่างวดเช่าซื้อ เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านโอนรถยนต์ให้แก่บริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัดไปแล้ว กับทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด ดังกล่าว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมตกเป็นของบริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด แม้ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงในทางทะเบียน เพราะรถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันได้ด้วยเพียงการส่งมอบและผู้ที่จะนำทรัพย์สินออกให้เช่าซื้อได้ต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 รถยนต์จึงมิใช่เป็นทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมิใช่เป็นผู้ที่จะมีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 (1) ได้ หากแต่ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีก็คือบริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด โดยอ้างว่าตนเป็นผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์และได้ทรัพย์นั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 (2) เท่านั้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย คดีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามข้ออ้างตามคำคัดค้านของผู้คัดค้าน คงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องว่า คดีมีมูลว่า รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 4475 พะเยา เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนายสำเริง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน ประกอบบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้าน ว่า ผู้คัดค้านมิได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ที่แน่นอนและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ที่อ้างว่าบิดาซื้อรถยนต์คันดังกล่าวให้ในราคา 220,000 บาท ด้วยเงินสด ก็เป็นการอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐาน ฟังได้ว่าเป็นการได้มาเกินฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต กับเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคท้าย ว่า บรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้ถูกตรวจสอบมีอยู่หรือได้มาเกินฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งการที่ผู้คัดค้านโอนให้แก่บริษัท วีระลิสซิ่ง จำกัด ก็ยังอยู่ในช่วงเวลา 10 ปี ก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัด จึงเป็นทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีอำนาจตรวจสอบและยึดได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 22 วรรคท้าย (3) พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาจึงมีมูลว่า รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 4475 พะเยา เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องสั่งริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 22 วรรคห้า (3) ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 29 วรรคหนึ่ง (1) ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
ผู้คัดค้าน — นายพนอม เมืองอินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายราชันห์ สังเมฆ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวุฒินัย วงศ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2555
#525478
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เพียงครั้งเดียว เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2529 ในวงเงิน 3,600,000 บาท ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 5 ยังเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อยู่ หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 ลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 อนุมัติให้ลาออก และให้จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการแทน จำเลยที่ 5 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ในกิจการของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า หลังจากที่จำเลยที่ 5 ลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาใช้วงเงินกับโจทก์อีก 6 ครั้ง ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 นำผู้ค้ำประกันคนเดิมรวมทั้งจำเลยที่ 6 มาทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่คงมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เท่านั้นที่เข้าทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 5 มิได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันแต่อย่างใด เนื่องจากมิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์เองมิได้ทักท้วงหรือปฏิเสธไม่ยอมทำสัญญาใช้วงเงินกับจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาครั้งที่ 2 ถึงที่ 7 เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงเรื่องที่จำเลยที่ 5 ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 แล้ว และการที่โจทก์ยอมทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยยอมรับการทำสัญญาค้ำประกันของจำเลยอื่นโดยไม่มีจำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญาค้ำประกันนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 5 ต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับแรกอีกต่อไป นอกจากนั้นปรากฏว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่เกิดหลังจากจำเลยที่ 5 พ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนั้นสัญญาค้ำประกันเดิมที่จำเลยที่ 5 ทำไว้กับโจทก์จึงเป็นอันยกเลิกเพิกถอนไปในตัวโดยปริยาย โจทก์ไม่จำต้องทำหนังสือเพิกถอนสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้และไม่จำต้องแสดงเจตนาว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดในสัญญาค้ำประกันอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 42,252,820.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 38,312,472.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ออกจากสารบบความตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจธนาคาร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 5 เคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินหมุนเวียนเป็นเงินตราสกุลต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาจะใช้เงินเพื่อการส่งออกกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงินไทยและเงินสกุลต่างประเทศ เช่น เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐมาขายให้แก่โจทก์โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะต้องให้กรรมการของจำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมทุกครั้งที่ทำสัญญา โดยหากผิดนัด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงินที่โจทก์ต้องถูกหักบัญชีจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มีการทำสัญญากับโจทก์ในการใช้วงเงิน 7 ครั้ง คือ ครั้งแรก ใช้วงเงิน 3,600,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 5 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และได้รับอนุมัติให้ลาออกจากที่ประชุมของผู้ถือหุ้น โดยมีมติของที่ประชุมให้จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการแทน ซึ่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 มีการทำสัญญาใช้วงเงินกับโจทก์อีก 6 ครั้ง โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นผู้เข้าทำสัญญาค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจึงหักบัญชีจากโจทก์นำเงินไปชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ใช้วงเงินทำให้โจทก์ต้องเสียเงินจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 38,312,472.55 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งหกรับผิดในจำนวนหนี้ดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด แต่จำเลยทั้งหกไม่ชำระ ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เด็ดขาดในคดีที่จำเลยถูกฟ้องในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความ คดีจึงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 5

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้กับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เพียงครั้งเดียว ในวงเงิน 3,600,000 บาท ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 5 ยังเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อยู่ หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 ก็ลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และที่ประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 อนุมัติให้ลาออกและให้จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการแทนจำเลยที่ 5 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ในกิจการของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า หลังจากจำเลยที่ 5 ลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาใช้วงเงินกับโจทก์อีก 6 ครั้ง คือ ครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 7 ซึ่งโจทก์เองก็มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 นำผู้ค้ำประกันคนเดิมรวมทั้งจำเลยที่ 6 มาทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่ในการทำสัญญาค้ำประกันหนี้ครั้งต่อมา คงมีแต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เท่านั้นที่เข้าทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 5 มิได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันแต่อย่างใด เนื่องจากมิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์เองก็มิได้ทักท้วงหรือปฏิเสธไม่ยอมทำสัญญาใช้วงเงินกับจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 7 เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงเรื่องที่จำเลยที่ 5 ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 แล้ว และการที่โจทก์ยอมทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยยอมรับการทำสัญญาค้ำประกันของจำเลยอื่นโดยไม่มีจำเลยที่ 5 เข้าทำสัญญาค้ำประกันนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 5 ต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับแรกอีกต่อไป ดังนั้นสัญญาค้ำประกันเดิมที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ จึงเป็นอันยกเลิกเพิกถอนไปในตัวโดยปริยาย โจทก์ไม่จำต้องทำหนังสือเพิกถอนสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้ และไม่จำต้องแสดงเจตนาว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดในสัญญาค้ำประกันอีก นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ 5 พ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไปแล้ว คือหนี้ที่เกิดจากการทำสัญญาครั้งหลังระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2542 จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 5 ที่จะต้องรับผิดในสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 อีกต่อไป จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท ที.เอ.เอส.ฟูด โปรดักส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวินัส เรืองอำพัน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2543/2555
#520478
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีพฤติการณ์ไปเฝ้าดูผู้ตาย จ. กับพวกที่ร้านข้าวต้มคาราโอเกะพร้อมกับพวกอีก 2 คน ต่อมาจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ตามรถผู้ตายไปจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเรสซิเด้นท์ จำเลยจอดรถจักรยานยนต์ พวกของจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามรถผู้ตายไปอีก 30 เมตร ก็แซงแล้วไปกลับรถจักรยานยนต์แล่นสวนมา เมื่อถึงรถผู้ตาย พวกของจำเลยที่นั่งซ้อนท้ายรถก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด จากนั้นพวกของจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลย พฤติการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกอีก 2 คนปรึกษาหารือ นัดแนะสมคบกันมาก่อนที่จะฆ่าผู้ตายและจำเลยรู้ดีว่าพวกของตนมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปเพื่อใช้ยิงผู้ตาย แม้จำเลยจะจอดรถจักรยานยนต์รอที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเรสซิเด้นท์ แต่ก็อยู่ห่างจุดที่เกิดเหตุเพียง 30 เมตร และมองเห็นกันได้เชื่อว่า เป็นการเฝ้าดูต้นทางและให้ผู้ตายกับพวกคลายใจว่า จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีไม่ได้ตามไปอาจลดความระมัดระวังป้องกันตนลงไปทั้งจำเลยยังอาจเข้าไปช่วยเหลือพวกของตนได้หากเกิดเหตุขัดข้องขึ้น ถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย ฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเรียงกระทงลงโทษความผิดอื่นได้อีก คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันฆ่านายสุพจน์ ผู้ตาย โดยใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณลำคอและกระดูกสันหลังที่ต้นคอหัก เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับคนร้ายกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย ฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายสราวุฒิและนายจิระพงศ์ เป็นพยานเบิกความตรงกันสรุปว่า เริ่มเกิดเหตุจากเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมยามคลองหลวงแพ่งว่ากล่าวตักเตือนนายสราวุฒิกับพวกเรื่องดื่มสุราแล้วส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน ผู้ตายซึ่งเป็นนายจ้างของนายสราวุฒิกับพวกไม่พอใจจำเลยซึ่งเป็นผู้แจ้งเหตุแล้วทะเลาะกัน จำเลยทำท่าจะชกต่อยผู้ตาย แต่เจ้าพนักงานตำรวจห้ามไว้ เรื่องนี้มีจ่าสิบตำรวจกฤษณะ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความในทำนองเดียวกันและระบุว่าเห็นจำเลยเงื้อมือทำท่าจะชกผู้ตาย แต่จ่าสิบตำรวจกฤษณะเป็นผู้ห้ามไว้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จ่าสิบตำรวจกฤษณะรู้จักสนิทสนมกับจำเลย ดังที่จำเลยให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนไว้ว่า จำเลยโทรศัพท์แจ้งเหตุที่นายสราวุฒิกับพวกเมาสุราส่งเสียงดังในขณะที่จำเลยกำลังดูแลร้านอาหารของจ่าสิบตำรวจกฤษณะอยู่ และร้านอาหารของนางไพเราะ มารดาของจำเลย ตั้งอยู่ติดกับร้านอาหารของจ่าสิบตำรวจกฤษณะ จำเลยอาจไม่พอใจผู้ตายมากเพราะผู้ตายเอะอะโวยวายเหมือนไม่เกรงกลัวจ่าสิบตำรวจกฤษณะซึ่งจำเลยถือว่าเป็นลูกพี่ของตนดังที่ได้ความตามบันทึกคำให้การของนางชูศรี ภริยาผู้ตาย ในชั้นสอบสวน ผู้ตายโทรศัพท์บอกนางชูศรีว่าจ่าสิบตำรวจกฤษณะพูดว่า "มึงจะใหญ่มาจากไหน กูไม่ว่า แต่อย่ามาใหญ่ที่นี่ เพราะกูอยู่ที่นี่" แสดงว่าจ่าสิบตำรวจกฤษณะก็ไม่พอใจผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงเป็นมูลเหตุเพียงพอให้จำเลยคิดฆ่าผู้ตายได้ นายสราวุฒิและนายจิระพงศ์เบิกความตรงกันว่า ขณะที่คนทั้งสองกับผู้ตายดื่มเบียร์อยู่ที่ร้านข้าวต้มคาราโอเกะ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า โซนิก สีเหลืองมากับชายอีกสองคนขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงินดำ จอดที่หน้าร้านดังกล่าวแล้วนั่งบนรถจักรยานยนต์เฉย ๆ บางเวลาก็มองเข้ามาในร้าน ผู้ตายเกรงว่าจะมีเรื่องอีกจึงชวนกลับ เมื่อเดินไปขึ้นรถกระบะของผู้ตาย จำเลยกับพวกก็มองผู้ตายกับพวกตลอดเวลา แล้วขับรถจักรยานยนต์ตามไปจนถึงหมู่บ้านเรสซิเด้นท์วิลล์ จนเข้าหมู่บ้านมีเพียงพวกของจำเลย 2 คน ที่ขับรถจักรยานยนต์แซงรถผู้ตายไปกลับรถมาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย สำหรับเหตุการณ์ตอนหลังนี้จำเลยให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนไว้ตามบันทึกคำให้การว่า จากป้อมยามคลองหลวงแพ่ง จำเลยกลับไปที่ร้านอาหารของจ่าสิบตำรวจกฤษณะ พบนายประสิทธิ์ซึ่งเป็นเพื่อนและนายเพทาย ซึ่งเป็นญาติดื่มเบียร์อยู่ที่ร้านอาหารของมารดาจำเลย จำเลยจึงไปดื่มเบียร์แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง อีกพักหนึ่งจำเลยขับรถจักรยานยนต์และนายเพทายขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีดำ ให้นายประสิทธิ์นั่งซ้อนท้ายตามไป เมื่อแวะซื้อบุหรี่ที่ร้านค้าข้างร้านข้าวต้มคาราโอเกะ ก็เห็นผู้ตายกับพวกนั่งอยู่ในร้านจึงชี้ให้นายเพทายและนายประสิทธิ์ดูว่าเป็นพวกที่ทะเลาะกันมา จากนั้นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปที่หมู่บ้านเรสซิเด้นท์วิลล์อันเป็นเส้นทางเดียวกันกับรถผู้ตาย จำเลยจอดรถจักรยานยนต์ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เห็นนายเพทายขับรถจักรยานยนต์ตามรถผู้ตายไปจนนายประสิทธิ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ซึ่งข้อเท็จจริงล้วนแต่เจือสมถ้อยคำพยานโจทก์ตลอดเรื่อง ที่จำเลยอ้างว่านายเพทายกับนายประสิทธิ์ฆ่าผู้ตายโดยพลการจำเลยไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ ขัดแย้งต่อเหตุผลเพราะจำเลยอ้างว่าก่อนออกจากร้านอาหารของจ่าสิบตำรวจกฤษณะ นายเพทายและนายประสิทธิ์บอกจำเลยว่าจะกลับบ้าน ส่วนจำเลยตั้งใจจะไปเล่นไฮโลที่วัดคลองเจ้า แต่กลับปรากฏว่าขับรถจักรยานยนต์ตามกันไปจนพบผู้ตายกับพวกอย่างบังเอิญจนไม่น่าเชื่อ จากนั้นแทนที่จำเลยจะเดินทางไปวัดคลองเจ้า กลับขับรถจักรยานยนต์ตามนายเพทายซึ่งเท่ากับเป็นการตามรถผู้ตายไปด้วย นายเพทายกับนายประสิทธิ์ไม่ใช่คู่กรณีกับผู้ตายโดยตรง ย่อมไม่มีเหตุให้คิดฆ่าผู้ตาย จำเลยยังให้การในชั้นสอบสวนว่า หลังเกิดเหตุจำเลยกับนายเพทายขับรถจักรยานยนต์ตามกันไปจนถึงวัดคลองเจ้า แล้วจำเลย นายเพทายกับนายประสิทธิ์เข้าไปเล่นไฮโลด้วยกัน เหมือนไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนแทบจะในทันทีหลังเกิดเหตุในวันเกิดเหตุนั้นเอง จึงไม่มีเวลาให้จำเลยไตร่ตรองหาหนทางต่อสู้คดี จำต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่มีประจักษ์พยานยืนยันเป็นส่วนใหญ่ ในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความบ่ายเบี่ยงไปว่าจำไม่ได้ว่า ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนไปตามที่บันทึกไว้หรือไม่และจำไม่ได้ว่าลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การหรือไม่ เป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ มีเหตุผลให้เชื่อว่าถ้อยคำตามบันทึกคำให้การเป็นของจำเลยที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนไปตามความสัตย์จริงโดยสมัครใจมีสาระสำคัญเจือสมถ้อยคำประจักษ์พยานโจทก์ให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยมีพฤติการณ์ไปเฝ้าดูผู้ตาย นายจิระพงศ์ กับพวกที่ร้านข้าวต้มคาราโอเกะพร้อมกับพวกอีก 2 คน ต่อมาจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ตามรถผู้ตายไปจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเรสซิเด้นท์วิลล์ จำเลยจอดรถจักรยานยนต์ พวกของจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามรถผู้ตายไปอีก 30 เมตร ก็แซงแล้วไปกลับรถจักรยานยนต์แล่นสวนมา เมื่อถึงรถผู้ตาย พวกของจำเลยที่นั่งซ้อนท้ายรถก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด จากนั้นพวกของจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลย พฤติการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกอีก 2 คน ปรึกษาหารือ นัดแนะสมคบคิดกันมาก่อนที่จะฆ่าผู้ตายและจำเลยรู้ดีว่าพวกของตนมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปเพื่อใช้ยิงผู้ตาย แม้จำเลยจะจอดรถจักรยานยนต์รอที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเรสซิเด้นท์วิลล์ แต่ก็อยู่ห่างจุดที่เกิดเหตุเพียง 30 เมตร และมองเห็นกันได้ เชื่อว่าเป็นการเฝ้าดูต้นทางและให้ผู้ตายกับพวกคลายใจว่าจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีไม่ได้ตามไป อาจลดความระมัดระวังป้องกันตนลงไป ทั้งจำเลยยังอาจเข้าไปช่วยเหลือพวกของตนได้หากเกิดเหตุขัดข้องขึ้น ถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่วินิจฉัยมารับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตาย ฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรให้จำคุกกระทงละ 2 ปี หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม สำหรับคำขอนับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอ โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติ ศาลฎีกาจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทง คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง คำขอนับโทษต่อให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายหนุ่ม สีวิหก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายโชติกะ เพชรเลื่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2555
#520029
เปิดฉบับเต็ม

การพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารไม่ว่าผู้เยาว์จะเต็มใจไปด้วยหรือไม่ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร แม้ไม่ได้บรรยายว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นฟ้องที่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดในข้อสาระสำคัญหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า องค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารที่ว่า ผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยถือเป็นองค์ประกอบในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกโดยไม่มีเหตุอันสมควรร่วมกันพราก นางสาวนวพร อายุ 16 ปีเศษ (เกิดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2532) ไปเสียจากนางสุนัน ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 318 แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายในฟ้องว่าผู้เยาว์เต็มใจหรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์พอเข้าใจได้แล้วว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร เพราะการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารไม่ว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมยศ เงินอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล
ศาลอุทธรณ์ — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2555
#532959
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองตามที่ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องเกิดขึ้นด้วยการแสดงเจตนาโดยใจสมัครของบิดาโจทก์ที่จะประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินของจำเลยที่มีอยู่แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยข้อสัญญาและโดยใช้ทรัพย์สินของตนเป็นประกันซึ่งบิดาโจทก์มีสิทธิทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาบิดาโจทก์ถึงแก่กรรมและโจทก์อ้างว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของบิดา แต่โจทก์ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ตามมูลหนี้ที่ค้างชำระเป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้วจะเป็นผลเสียหายแก่โจทก์เกินสมควร โจทก์ไม่ประสงค์จะค้ำประกันจำเลยอีกต่อไป จึงฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองนั้น นอกจากจำเลยจะไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองแล้ว จำเลยมิได้กระทำการใด ๆ ที่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยและคดียังไม่มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องค้ำประกัน จำนองเฉพาะมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับค้ำประกัน และมาตรา 1600 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะศาลมิได้ใช้บทกฎหมายดังกล่าววินิจฉัยคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง และถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการบอกเลิกสัญญาค้ำประกันระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสิงห์บุรี

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยกู้ยืมเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสิงห์บุรี โดยนายเสวย บิดาโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลย ต่อมานายเสวยถึงแก่กรรม ที่ดินที่จำนองเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสิงห์บุรี โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองตามที่ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง พิเคราะห์แล้ว สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยการแสดงเจตนาโดยใจสมัครของบิดาโจทก์ที่จะประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินของจำเลยที่มีอยู่แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยข้อสัญญาและโดยใช้ทรัพย์สินของตนเป็นประกัน ซึ่งบิดาโจทก์มีสิทธิทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาบิดาโจทก์ถึงแก่กรรมและโจทก์อ้างว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของบิดา แต่โจทก์ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ตามมูลหนี้ที่ค้างชำระเป็นเวลามากกว่า 10 ปี แล้วจะเป็นผลเสียหายแก่โจทก์เกินสมควร โจทก์ไม่ประสงค์จะค้ำประกันจำเลยอีกต่อไป จึงฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง เห็นว่า นอกจากจำเลยจะไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองแล้ว จำเลยมิได้กระทำการใด ๆ ที่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย และคดียังไม่มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่อง ค้ำประกัน จำนองเฉพาะมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับค้ำประกัน และมาตรา 1600 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะศาลมิได้ใช้บทกฎหมายดังกล่าววินิจฉัยคดี ส่วนที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างข้อเท็จจริงอื่นนอกจากที่กล่าวไว้ในคำฟ้อง เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถวิล แดงอร่าม
จำเลย — นางสาวมาลี มาลัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายกฤตย หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2509/2555
#520447
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทยมีข้อความระบุถึงการจัดพื้นที่ชดเชยให้แก่กลุ่มร้านค้าบริเวณตลาดนัดซันเดย์ที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่กับจำเลย จะได้รับสิทธิการเช่าโครงการใหม่มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยผู้ให้เช่าฝ่ายเดียว ประกาศดังกล่าวจึงถือเป็นคำมั่นแก่ผู้ค้ารวมทั้งโจทก์ว่าหากผู้ค้าตกลงเข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิเช่าอาคารมีกำหนด 10 ปี โดยเงื่อนไขว่าผู้จะได้รับสิทธิการเช่าจะต้องร่วมออกค่าก่อสร้างโครงการใหม่ ต้องชำระค่าเช่าตามอัตราที่จำเลยกำหนด และชำระค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ล่วงหน้าจำนวน 10,000 บาท ตลอดจนให้ความร่วมมือในการรื้อถอนอาคารร้านค้าเดิมที่กีดขวางการก่อสร้างโครงการใหม่

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทต่อกัน แสดงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดไว้ในประกาศของจำเลยซึ่งเป็นคำมั่นจะให้เช่า และเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ที่จะสนองรับคำมั่นตามประกาศของจำเลยภายในเวลาที่กำหนดแล้ว จำเลยจึงต้องผูกพันตามคำมั่นของตนและตกเป็นลูกหนี้ที่โจทก์มีสิทธิจะฟ้องบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์ต่อไปจนครบระยะเวลาตามประกาศดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารชั่วคราวชั้นเดียวที่บริเวณย่านพหลโยธิน ริมถนนกำแพงเพชร 2 แปลง 6/1 (โซนเอ) ห้องหมายเลข เอ 604, เอ 605, เอ 610 และ เอ 611 โดยคิดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ จำนวน 38,064 บาท ต่อห้อง ค่าเช่าเดือนละ 976 บาท ต่อห้อง เป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2551 และเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ต่อไปอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2554 โดยคิดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ 44,154 บาท ต่อห้อง และค่าเช่าเดือนละ 1,136 บาท ต่อห้อง ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาเช่าเดิมฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารชั่วคราวชั้นเดียวที่บริเวณย่านพหลโยธิน ริมถนนกำแพงเพชร 2 แปลง 6/1 โซนเอ ห้องหมายเลข เอ 604, เอ 605, เอ 610 และ เอ 611 โดยคิดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์จำนวน 38,064 บาท ต่อห้อง ค่าเช่าเดือนละ 976 บาท ต่อห้อง เป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2551 และเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ต่อไปอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2554 โดยคิดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์จำนวน 44,154 บาท ต่อห้อง ค่าเช่าเดือนละ 1,136 บาท ต่อห้อง ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 จำเลยประกาศนโยบายปรับปรุงพื้นที่บริเวณด้านทิศเหนือของตลาดนัดจตุจักร ให้จัดพื้นที่ชดเชยให้แก่กลุ่มร้านค้าบริเวณพื้นที่แปลง 6 โซนเอ (ตลาดนัดซันเดย์) โดยผู้ค้ารายใดยินยอมรื้อถอนอาคารร้านค้าเดิม และให้จำเลยใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงการใหม่แล้ว จะได้รับสิทธิในการเช่าโครงการใหม่เป็นอันดับแรก มีระยะเวลาการเช่า 10 ปี แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ระยะที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดระยะละ 3 ปี ตามประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์เข้าร่วมโครงการดังกล่าว และเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารชั่วคราวชั้นเดียว (อาคารชดเชย) จากจำเลย คือ อาคารพิพาทรวม 4 ห้อง มีกำหนด 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2544 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ตามสัญญาเช่าอาคาร เมื่อครบเวลาการเช่าระยะที่ 1 โจทก์ขอทำสัญญาเช่าระยะที่ 2 จำเลยแจ้งให้โจทก์มาทำสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลา 1 ปี 10 เดือน 12 วัน โดยอ้างว่าเป็นไปตามมติใหม่ของคณะกรรมการชุดใหม่ของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทนับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2548 ต่อไปจนครบระยะเวลา 10 ปี คือ ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2554 โดยคิดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์และค่าเช่าตามฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า ประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทย มีข้อความระบุถึงการจัดพื้นที่ชดเชยให้แก่กลุ่มร้านค้าบริเวณตลาดนัดซันเดย์ที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่กับจำเลย จะได้รับสิทธิการเช่าโครงการใหม่มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยผู้ให้เช่าฝ่ายเดียว ประกาศดังกล่าวจึงถือเป็นคำมั่นแก่ผู้ค้ารวมทั้งโจทก์ว่าหากผู้ค้าตกลงเข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิเช่าอาคารมีกำหนด 10 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าผู้จะได้รับสิทธิการเช่าจะต้องร่วมออกค่าก่อสร้างโครงการใหม่ ต้องชำระค่าเช่าตามอัตราที่จำเลยกำหนด และชำระค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ล่วงหน้าจำนวน 10,000 บาท ตลอดจนให้ความร่วมมือในการรื้อถอนอาคารร้านค้าเดิมที่กีดขวางการก่อสร้างโครงการใหม่ หลังการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทต่อกันตามสัญญาเช่า แสดงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดไว้ในประกาศของจำเลยซึ่งเป็นคำมั่นจะให้เช่า และเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ที่จะสนองรับคำมั่นตามประกาศของจำเลยภายในเวลาที่กำหนดแล้ว จำเลยจึงต้องผูกพันตามคำมั่นของตนและตกเป็นลูกหนี้ที่โจทก์มีสิทธิจะฟ้องบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์ต่อไปจนครบระยะเวลาตามประกาศดังกล่าวได้ จำเลยฎีกาเป็นข้อแรกว่า ประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ใช่คำมั่น เป็นแต่เพียงการแบ่งระยะเวลาการเช่าซึ่งจำเลยจะถอนประกาศดังกล่าวเสียเมื่อไรก็ได้ เห็นว่า ประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทย มีเนื้อหาอ่านแล้วได้ความว่า จำเลยมีนโยบายจัดพื้นที่ชดเชยให้แก่กลุ่มร้านค้าบริเวณพื้นที่แปลง 6 โซน เอ (บริเวณตลาดนัดซันเดย์) ที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่กับจำเลย โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จำเลยระบุไว้ในประกาศดังกล่าว จะได้รับสิทธิการเช่าในโครงการใหม่เป็นอันดับแรก และมีข้อความในประกาศดังกล่าว ข้อ 11 ว่า อายุสัญญาเช่าอาคารมีกำหนด 10 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ จึงได้ความจากประกาศดังกล่าวว่า จำเลยแสดงเจตนาเสนอจะชดเชยให้แก่ร้านค้าบริเวณพื้นที่แปลง 6 โซนเอ (บริเวณตลาดนัดซันเดย์) ที่ให้ความร่วมมือกับจำเลยในการพัฒนาพื้นที่และปฏิบัติตามเงื่อนไขของจำเลยรวมถึงออกเงินค่าก่อสร้างโครงการใหม่ ด้วยการให้สิทธิเช่าอาคารในโครงการใหม่ อายุสัญญาเช่าอาคารมีกำหนด 10 ปี ซึ่งโจทก์สนองรับเจตนาตามประกาศดังกล่าวของจำเลยจนมีการทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทในโครงการใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาเช่าแล้ว ประกาศดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการแบ่งระยะการเช่าที่จำเลยจะถอนเมื่อไรก็ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาเป็นข้อที่สองว่า คณะกรรมการของจำเลยมีมติใหม่ให้ต่อสัญญาเช่ามีกำหนดคราวละ 1 ปี และมติดังกล่าวเป็นมติสาธารณะผูกพันประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์ด้วย เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจแต่ไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติให้มติคณะกรรมการของจำเลยเป็นมติสาธารณะที่ผูกพันประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตาม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาเป็นข้อที่สามว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา สัญญาเช่ามีระยะเวลาการเช่าเกิน 3 ปี เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงบังคับได้เพียง 3 ปี เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์ตามคำมั่นที่จำเลยให้ไว้ตามประกาศ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า สัญญาเช่า เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ และบังคับได้เพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 354 ม. 538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกร ลาชโรจน์
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพรเทพ ชาญกิจการยนต์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2481/2555
#521442
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์เก๋งของกลาง โดยอ้างว่าจำเลยทั้งห้าใช้รถยนต์เก๋งของกลางดังกล่าวบรรทุกบุหรี่ของกลาง เมื่อคดีนี้มิได้สืบพยานโจทก์จำเลยจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ใช้รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวซุกซ่อนขนย้ายบุหรี่ของกลางไปในลักษณะอย่างไร ทั้งรถยนต์โดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้เป็นยานพาหนะสัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถยนต์เก๋งของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยทั้งห้าได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถยนต์เก๋งของกลางตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้

เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดมาตราดังกล่าว มิใช่มาตรา 27 ซึ่งมาตรา 27 ทวิ เพิ่งบัญญัติขึ้นเมื่อปี 2499 ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2499 ส่วน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 ที่บัญญัติว่า "เรือชนิดใดๆ อันมีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันก็ดี รถ เกวียน ยานพาหนะ หีบห่อ หรือภาชนะใดๆ หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้นหรือขนของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัดหรือต้องห้าม ให้ริบเสียทั้งสิ้น" ย่อมเป็นบทบัญญัติที่เป็นการระบุให้ริบทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรซึ่งใช้ในขณะนั้น ซึ่งมิได้รวมถึงความผิดตามมาตรา 27 ทวิด้วยแต่อย่างใด รถยนต์เก๋งของกลางในคดีนี้จึงจะริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 32 ไม่ได้เช่นกัน

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดให้ลงโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดเป็นสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งแม้จะมิได้บัญญัติความเจาะจงลงไปว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเช่นเดียวกับมาตรา 27 ก็ตาม แต่มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น ในเรื่องโทษนี้ก็ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ นั่นเอง ไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน การที่ศาลลงโทษปรับจำเลยทั้งห้าเรียงตัวคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นการปรับจำเลยทั้งห้าสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ เกินกว่าสี่เท่า ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110,115 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 และสั่งริบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กง - 1793 สุพรรณบุรี ริบบุหรี่ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต กับสั่งจ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ปรับคนละ 6,000 บาท ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ 6,336 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับคนละ 12,336 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 6,168 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า คันหมายเลขทะเบียน กง - 1793 สุพรรณบุรี โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) คำขอในส่วนนี้ให้ยก จ่ายสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำขอริบรถยนต์เก๋งของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้รถยนต์เก๋งของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดโดยใช้บรรทุกบุหรี่ของกลาง ทั้งในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน จำเลยทั้งห้ารับว่าได้ใช้รถยนต์เก๋งของกลางซุกซ่อนบุหรี่ของกลาง และชั้นพิจารณาแม้ไม่มีการสืบพยาน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะใช้รถยนต์เก๋งของกลางในการกระทำความผิดโดยการนำไปเป็นยานพาหนะในการซุกซ่อนขนย้ายบุหรี่ของกลาง รถยนต์เก๋งของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งห้าได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้โดยตรงและเป็นทรัพย์ที่ควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์เก๋งของกลาง โดยอ้างว่าจำเลยทั้งห้าใช้รถยนต์เก๋งของกลางบรรทุกบุหรี่ของกลาง เมื่อคดีนี้มิได้สืบพยานโจทก์ จำเลยจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ใช้รถยนต์เก๋งซุกซ่อนขนย้ายบุหรี่ของกลางไปในลักษณะอย่างไร ทั้งรถยนต์โดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้เป็นยานพาหนะสัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถยนต์เก๋งของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยทั้งห้าได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถยนต์เก๋งของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า รถยนต์เก๋งของกลางเป็นทรัพย์ที่ศาลต้องริบตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้ากระทำผิดมาตราดังกล่าวมิใช่มาตรา 27 ซึ่งมาตรา 27 ทวิ เพิ่งบัญญัติขึ้นเมื่อปี 2499 ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2499 ส่วนพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 ที่บัญญัติว่า "เรือชนิดใด ๆ อันมีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันก็ดี รถ เกวียน ยานพาหนะ หีบห่อ หรือภาชนะใด ๆ หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้นหรือขนของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัดหรือต้องห้าม ให้ริบเสียสิ้น" ก็ย่อมเป็นบทบัญญัติที่เป็นการระบุให้ริบทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรซึ่งใช้ในขณะนั้น ซึ่งมิได้รวมถึงความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ด้วยแต่อย่างใด รถยนต์เก๋งของกลางในคดีนี้จึงจะริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 ไม่ได้เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกคำขอริบรถยนต์เก๋งของกลางจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดให้ลงโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งแม้มาตรา 27 ทวิ จะมิได้บัญญัติความเจาะจงลงไปว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเช่นเดียวกับมาตรา 27 ก็ตาม แต่มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น ในเรื่องโทษนี้ก็ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ นั่นเอง ไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยทั้งห้าเรียงตัวคนละสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นการปรับจำเลยทั้งห้าสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เกินกว่าสี่เท่า ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง นอกจากนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งจ่ายสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายโดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าให้จ่ายสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ และจ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดจากความผิดฐานใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ให้ปรับจำเลยทั้งห้ารวม 6,336 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับรวม 3,168 บาท ให้จ่ายสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดจากเงินที่ได้จากการขายของกลางหรือค่าปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 7 และ 8 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 19 ม. 24
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายธงชัย น้ำแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายโกเมน อินทรกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา