คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2555
#520024
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้บางส่วนอันเนื่องจากลูกค้าของโจทก์ได้ชำระค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแก่โจทก์และจำเลยรับไว้แทน แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าผ้าที่จำเลยเอาผ้าของโจทก์ไปผลิตเกินจากที่โจทก์สั่งแล้วนำไปจำหน่ายก็ตาม เมื่อหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญอันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (5)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงแรก 3 เดือน จำคุกกระทงหลัง 1 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าผ้าที่จำเลยเอาผ้าของโจทก์ไปผลิตเกินจากที่โจทก์สั่งแล้วนำไปจำหน่าย แต่ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้บางส่วน อันเนื่องจากลูกค้าของโจทก์ได้ชำระค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแก่โจทก์และจำเลยรับไว้แทน แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่า เหตุที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ไม่ว่าเพื่อชำระหนี้ค่าผ้าที่จำเลยเอาผ้าของโจทก์ไปผลิตเกินจากที่โจทก์สั่งแล้วนำไปจำหน่าย ตามที่ปรากฏในการพิจารณาหรือเพื่อชำระหนี้บางส่วนอันเนื่องจากลูกค้าของโจทก์ได้ชำระค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแก่โจทก์และจำเลยรับไว้แทนตามฟ้องโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันจะต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แฟชั่นโซซ จำกัด
จำเลย — นายอภิ บุญสรรค์สร้าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายอำนวย หมวดเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2452/2555
#519978
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งลำไยอบแห้งจากจังหวัดเชียงใหม่ไปส่งให้แก่บริษัท ซ ที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ จากท่าเรือแหลมฉบังไปส่งที่ท่าเทียบเรือหมายเลข 9 และ 14 ปรากฏว่าจำเลยจัดส่งสินค้าดังกล่าวไปที่ท่าเทียบเรือหมายเลข 4 ท่าเรือไหว่เกาเชียว เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งพยานจำเลยก็ยอมรับว่า ที่เมืองเซี่ยงไฮ้มีท่าเรือขนาดใหญ่อยู่ 3 ท่าเรือ คือ ท่าเรือไหว่เกาเชียว ท่าเรือวูซองและท่าเรือหยานชาง และข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างได้ความว่าท่าเรือไหว่เกาเชียวไม่มีท่าเรือหมายเลข 9 และ 14 ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่า หากกล่าวถึงท่าเรือหมายเลข 9 และ 14 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ย่อมหมายถึงท่าเรือวูซองหมายเลข 9 และ 14 ดังที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญารับขนของทางทะเล ไม่ขนส่งสินค้าของโจทก์ไปยังท่าเรือปลายทางที่ตกลงไว้ การที่บริษัท ซ. ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งมารับสินค้าไปจากจำเลยที่ท่าเรือปลายทาง ซึ่งมิใช่ท่าเรือที่ตกลงกันไว้ภายในกำหนดเวลาและสินค้าอยู่ในสภาพปกติไม่มีความเสียหาย ก็ถือได้ว่าการปฏิบัติการชำระหนี้ของจำเลยเป็นกรณีไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามที่ได้ตกลงไว้กับโจทก์ หากโจทก์ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,319,546 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญารับขนของทางทะเลหรือไม่ เห็นว่านายบวรวิศาลพยานจำเลยเบิกความรับว่า เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าตามฟ้อง พยานได้เข้าไปที่บริษัทโจทก์พบกับนางจิตนา มีการพูดคุยถึงรายละเอียดในการขนสินค้าลำไยอบแห้งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ท่าเทียบเรือหมายเลข 9 และ14 และได้ออกหนังสือตกลงขนส่งสินค้า และมีหนังสือแจ้งอัตราค่าระวางขนส่งให้โจทก์ทราบ หนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อความระบุยืนยันว่า จำเลยสามารถขนส่งสินค้าไปยังท่าเทียบเรือหมายเลข 9 และ 14 ของท่าเรือเซี่ยงไฮ้ได้ และนายบวรวิศาลเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ภายหลังที่จำเลยตกลงรับขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์แล้ว ฝ่ายจำเลยได้มีการติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งประจำอยู่ที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ และได้รับการแจ้งว่า การขนส่งสินค้ารายนี้สามารถส่งไปยังท่าเรือเซี่ยงไฮ้ที่ท่าเทียบเรือหมายเลข 9 และ 14 ได้ แสดงให้เห็นว่า จำเลยได้ตกลงกับโจทก์ตั้งแต่แรกว่าสามารถขนส่งสินค้าของโจทก์ไปยังท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ท่าเทียบเรือหมายเลข 9 และ 14 ได้ ซึ่งนายบวรวิศาลพยานจำเลยก็ยอมรับว่า ท่าเรือที่เมืองเซี่ยงไฮ้นั้นจะมีท่าเรือขนาดใหญ่อยู่ 3 ท่าเรือ คือ ท่าเรือไหว่เกาเชียว ท่าเรือวูซองและท่าเรือหยานชาง และข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่า เรือสินค้าของจำเลยเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือไหว่เกาเชียว ท่าเทียบเรือหมายเลข 4 และท่าเรือไหว่เกาเชียว ไม่มีท่าเทียบเรือหมายเลข 9 และ 14 ดังนั้น จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า หากกล่าวถึงท่าเรือหมายเลข 9 และ 14 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้นั้นย่อมหมายถึงท่าเรือวูซองหมายเลข 9 และ 14 ดังที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยนำสืบมาว่า จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ตกลงให้จำเลยขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือไหว่เกาเชียว เพราะเรือสินค้าของจำเลยสามารถจอดเทียบท่าได้ที่ท่าเรือดังกล่าว และในใบตราส่งทั้งสองฉบับก็ระบุท่าเรือปลายทางว่าท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งหมายถึงท่าเรือไหว่เกาเชียวนั้น มีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญารับขนของทางทะเล ไม่ขนส่งสินค้าของโจทก์ไปยังท่าเรือปลายทางที่ตกลงไว้ การที่ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งมารับสินค้าไปจากจำเลยที่ท่าเรือปลายทาง ซึ่งมิใช่ท่าเรือที่ตกลงกันไว้ภายในกำหนดเวลาและสินค้าอยู่ในสภาพปกติไม่มีความเสียหายก็ถือได้ว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ของจำเลยเป็นกรณีไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามที่ได้ตกลงไว้กับโจทก์ หากโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 215

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่ เห็นว่า แม้การที่บริษัทเซี่ยงไฮ้ เซนท์ เทรดดิ้ง จำกัดไม่ยอมชำระเงินค่าว่าจ้างให้แก่โจทก์ ถือเป็นความเสียหายของโจทก์อันเกิดแต่การที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือปลายทางที่ไม่ได้ตกลงกันไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่า ความเสียหายตามปกติอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยมีมากน้อยเพียงใด เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 300,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยแพ้คดีในศาลฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 18,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเทอร์นิตี้ คอนเทนเนอร์ ไลนส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทไชน่า ชิปปิ้ง (กรุงเทพ) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2555
#519984
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 271 โจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสามให้ครบองค์ประกอบความผิดตามที่มาตราดังกล่าวบัญญัติไว้ และบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดนั้นรวมทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ด้วย กล่าวคือ โจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามขายของสิ่งใด โดยหลอกลวงด้วยวิธีใดให้โจทก์ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าของนั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด หรือสภาพของนั้นเป็นอย่างไร หรือคุณภาพของนั้นเป็นอย่างไร หรือปริมาณแห่งของนั้นว่ามีจำนวนเท่าใดซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงของนั้นมีแหล่งกำเนิดจากที่ใดหรือมีสภาพหรือคุณภาพเป็นอย่างไรหรือมีปริมาณจำนวนเท่าใด แต่โจทก์กลับบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามส่งมอบสินค้าผิดรุ่นไม่ตรงตามที่โจทก์สั่งซื้อ มิใช่การส่งมอบสินค้าตรงกับรุ่นที่โจทก์สั่งซื้อแต่สินค้านั้นเป็นสินค้าปลอมแต่อย่างใด มูลคดีที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นมูลคดีแพ่ง คดีโจทก์จึงไม่มีมูลเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271, 83 และ 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลเป็นความผิดอาญาฐานขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" การบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติมาตรา 271 นี้ โจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสามให้ครบองค์ประกอบของความผิดตามที่มาตรา 271 บัญญัติไว้ และบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดนั้น รวมทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ด้วย กล่าวคือ โจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามขายของสิ่งใดโดยหลอกลวงด้วยวิธีใดให้โจทก์ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าของนั้นมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด หรือสภาพของของนั้นเป็นอย่างไรหรือคุณภาพของนั้นเป็นอย่างไร หรือปริมาณแห่งของนั้นว่ามีจำนวนเท่าใดซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงของนั้นมีแหล่งกำเนิดจากที่ใดหรือมีสภาพหรือคุณภาพเป็นอย่างไรหรือมีปริมาณจำนวนเท่าใด แต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสามให้ครบองค์ประกอบของความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 โดยโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามกระทำการหลอกลวงโจทก์ผู้ซื้อด้วยความเท็จให้หลงเชื่อในแหล่งกำเนิดของสินค้าหมึกพิมพ์และหมึกคอมพิวเตอร์ว่ามีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใดหรือสภาพหรือคุณภาพของสินค้านั้นเป็นอย่างไร หรือปริมาณของสินค้านั้นมีจำนวนเท่าใด ความจริงแหล่งกำเนิดหรือสภาพหรือคุณภาพหรือปริมาณของสินค้าหมึกพิมพ์และหมึกคอมพิวเตอร์นั้นมาจากที่ใด เป็นอย่างไร หรือมีจำนวนเท่าใด โจทก์กลับบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จ โดยนำสินค้าปลอมมาขายให้แก่โจทก์ดังนี้ วันที่ 28 เมษายน 2549 โจทก์สั่งซื้อหมึกพิมพ์รายการที่ 3 ยี่ห้อบราเดอร์ รุ่นแอลซี สี่เจ็ด บีเค จำนวน 5 กล่อง ราคากล่องละ 590 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,950 บาท แต่จำเลยทั้งสามส่งมอบสินค้ายี่ห้อบราเดอร์ รุ่นแอลซี สี่เจ็ด เอ็มเอฟซี สี่หนึ่งศูนย์ ซีเอ็น จำนวน 5 กล่อง ให้แก่โจทก์ วันที่ 30 พฤษภาคม 2549 โจทก์สั่งซื้อหมึกคอมพิวเตอร์จากจำเลยที่ 1 ตามรายการที่ 8 ยี่ห้อบราเดอร์ รุ่นแอลซี สี่เจ็ด ซี จำนวน 5 กล่อง ราคากล่องละ 335 บาท และรายการที่ 9 ยี่ห้อบราเดอร์ รุ่นแอลซี สี่เจ็ด เอ็ม ราคากล่องละ 335 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 3,350 บาท แต่จำเลยทั้งสามส่งมอบรายการที่ 1 รุ่นอิงค์แอลซี สี่เจ็ด บีเค ฟอร์เอ็มเอฟซี 4100 ซี 3240 จำนวน 5 กล่อง ราคากล่องละ 580 บาท และรายการที่ 2 รุ่นอิงค์ แอลซี สี่เจ็ด วาย ฟอร์เอ็มเอฟซี 4100 ซี 210 ซี 3240 จำนวน 5 กล่อง ราคากล่องละ 335 บาท ให้แก่โจทก์และวันที่ 7 สิงหาคม 2549 โจทก์สั่งซื้อหมึกคอมพิวเตอร์จากจำเลยที่ 1 รายการที่ 1 ยี่ห้อบราเดอร์ รุ่นแอลซี สี่เจ็ด บีเค ออริจินอล จำนวน 5 กล่อง ราคา (ที่ถูกราคากล่องละ) 580 บาท และรายการที่ 2 ยี่ห้อบราเดอร์ รุ่นแอลซี สี่เจ็ด วาย ออริจินอล จำนวน 5 กล่อง ราคากล่องละ 335 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 4,575 บาท แต่จำเลยทั้งสามส่งมอบสินค้ารายการที่ 1 อิงค์แอลซี สี่เจ็ด บีเค ฟอร์เอ็มเอฟซี 4100 ซี 210 ซี 3240 จำนวน 5 กล่อง ราคากล่องละ 580 บาท รายการที่ 2 อิงค์ ฟอร์แอลซี สี่เจ็ด วาย ฟอร์เอ็มเอฟซี 4100 ซี, 210 ซี, 3240 จำนวน 5 กล่อง ราคากล่องละ 335 บาท ให้แก่โจทก์ในวันที่ 8 สิงหาคม 2549 เห็นว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามส่งมอบสินค้าผิดรุ่นไม่ตรงตามรุ่นสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อ มิใช่การส่งมอบสินค้าตรงกับรุ่นที่โจทก์สั่งซื้อแต่สินค้านั้นเป็นสินค้าปลอมแต่อย่างใด มูลคดีที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายสินค้าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นมูลคดีแพ่ง ที่โจทก์บรรยายฟ้องเช่นนี้จึงไม่มีมูลคดีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้โจทก์ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอนซัลแทนท์ ออฟเทคโนโลยี จำกัด
บริษัททีอาร์ที คอมพิวเตอร์ซัพพลาย (ประเทศไทย)
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2555
#554898
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าเมื่อมีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ศาลต้องลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเสมอไป แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะไม่ลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้ ปัญหาว่าจำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 97, 100/2, 102 ริบยาเสพติดให้โทษของกลางและเพิ่มโทษจำเลย กับริบรถจักรยานยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่องของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 และมาตรา 31

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ริบธนบัตรรัฐบาลไทย จำนาน 37,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเกี่ยวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 15 วรรคสาม (2) ด้วย) ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตก็ไม่อาจเพิ่มโทษตามที่โจทก์ขอ จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานตำรวจในชั้นจับกุมมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ต้องระบุประกอบด้วยมาตรา 52 (2) ด้วย) คงจำคุก 50 ปี ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง และริบรถจักยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เงินสด ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยต้องได้รับการลดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งจำเลยยกขึ้นได้ในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อตามคำฟ้องกับทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าหลังถูกจับกุมจำเลยได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งที่นางสาวเมตตาซุกซ่อนไว้ที่ห้องพักเลขที่ 702 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 20,000 เม็ด และดำเนินคดีแก่นางสาวเมตตาเป็นอีกคดีหนึ่ง กรณีนับได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แต่บทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าเมื่อมีการให้ข้อมูลที่สำคัญและประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ศาลจะต้องลดโทษหรือลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเสมอไป เมื่อคำนึงถึงจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยตกลงขายให้นายบริพัตรกับจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว นับว่ามีจำนวนมากเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมอย่างยิ่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษประหารชีวิตก่อนลดโทษให้จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนเรศหรือต่อ เทศวิเชียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตร์สิน
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2360/2555
#520498
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้ไขเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยไม่เพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นกรณีที่พิจารณาเกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีอาญา ดังนี้ การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลย และสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้วส่งมายังศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้องเพราะเป็นอุทธรณ์ข้ามลำดับของศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 57, 91, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 100,000 บาท เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 13 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งและหนึ่งในสาม ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับ 66,667 บาท รวมจำคุก 8 ปี 18 เดือน 20 วัน และปรับ 66,667 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกคำขอริบรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องว่า ภายหลังที่คดีถึงที่สุดแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ล้างมลทินให้แก่จำเลย จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ขอให้ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยและกำหนดโทษจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยยื่นคำร้องขออุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสำเนาให้โจทก์พร้อมสำเนาอุทธรณ์ จะคัดค้านประการใดให้แถลงเข้ามาภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน และสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแก้อุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้ไขเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น เป็นกรณีที่พิจารณาเกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีอาญา ดังนี้ การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลย และสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้วส่งมายังศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้องเพราะเป็นการอุทธรณ์ข้ามลำดับของศาล

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องขออุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งอุทธรณ์ของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายรุ่งโรจน์ ชินนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายเชาวน์ ถวัลย์ธัญญา
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2555
#521491
เปิดฉบับเต็ม

การแอบบันทึกเทปขณะที่มีการสนทนากันระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ 2 โดยที่โจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม ระหว่างพิจารณาคดีได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมาตรา 11 บัญญัติให้เพิ่มมาตรา 226/1 ป.วิ.อ. กำหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ศาลจึงนำบันทึกเทปดังกล่าวมารับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 337, 337 ประกอบมาตรา 86, 362, 364, 365, 91 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมชาย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก, 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 362, 364 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันประกอบกับนางชิดได้พูดเสนอให้เงินคนร้าย 100,000 บาท หากพยานมองไม่เห็นหน้าจะเจรจาต่อรองกับคนร้ายได้อย่างไร ไม่ปรากฏว่าคนร้ายทั้งสี่ได้อำพรางใบหน้าแต่อย่างใด เชื่อว่าถ้าพยานเคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อนก็ย่อมจำได้ว่าเป็นใคร นอกจากนี้โจทก์ร่วมตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ถูกดำเนินคดีแล้วจำเลยที่ 2 เคยมาพูดคุยกับโจทก์ร่วมเกี่ยวกับคดีจะมีการบันทึกเสียงไว้หรือไม่ โจทก์ร่วมไม่ทราบ ทนายจำเลยที่ 2 ได้นำเทปบันทึกเสียงพร้อมกับบันทึกการถอดเทปมาประกอบการถามค้านโจทก์ร่วมและอ้างเป็นพยานวัตถุและพยานเอกสาร ซึ่งแสดงว่าการบันทึกเทปดังกล่าวเป็นการแอบบันทึกขณะที่มีการสนทนากันระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ 2 โดยที่โจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกรณีเจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามระหว่างพิจารณาคดีได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมาตรา 11 บัญญัติให้เพิ่มมาตรา 226/1 ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ถ้าพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับในการรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ดังนั้น เทปบันทึกเสียงรวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าวแม้จะได้มาโดยมิชอบ แต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงนำพยานหลักฐานดังกล่าวมารับฟังได้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทปดังกล่าวได้ใจความว่าโจทก์ร่วมไม่สมัครใจและไม่มีความเป็นอิสระในการชี้ตัวจำเลยที่ 2 จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าโจทก์ร่วมและนางกุลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 และตัวจำเลยที่ 2 ผิดตัวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุอันควรแก่การสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 226/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายสมชาย แย้มเพียร
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ ยุทธนา ศรีตระกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกิตติ บุญธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศล พิรุณ
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2189/2555
#520034
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 ได้แล้ว จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามี และจำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักในอพาร์ตเมนต์ ทั้งได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่ห้องพักดังกล่าวพร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 2 ที่อพาร์ตเมนต์และตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลางอีก 4,000 เม็ด แต่ของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงที่แขวนอยู่และที่ตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอนของจำเลยทั้งสองเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 2 กับตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยทั้งสองและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก ดังนี้ กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์ เคลื่อนที่ของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 4849/2547 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม) และ 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 4849/2547 ของศาลอาญาธนบุรีนั้น ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากจำเลยที่ 2 หลบหนีระหว่างพิจารณา และไม่ปรากฏว่าศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ทั้งนี้ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์ตามมาตราดังกล่าว จะต้องประกอบด้วยเหตุ 2 ประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 ได้แล้ว จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามี และจำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 307 เทพจักรวาลอพาร์ตเมนต์ ทั้งได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่ห้องพักดังกล่าวพร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 2 ที่เทพจักรวาลอพาร์ตเมนต์และตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลางอีก 4,000 เม็ดแต่ของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงที่แขวนอยู่และที่ตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอนของจำเลยทั้งสองเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 2 กับตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยทั้งสองและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก ดังนี้ กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางรัชณีหรือรัชนีหรือแอ๋ว แก้ววิหค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2183/2555
#521600
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว มานิกาหรือบุ้ง เวทไธสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา -
ชื่อองค์คณะ
นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2177/2555
#520454
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1195 บัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย..." เมื่อโจทก์เห็นว่ามติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอาคารชุดไม่ชอบ โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท โจทก์อาจฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์เพื่อให้บังคับตามสิทธินั้นเป็นคดีมีข้อพิพาทก็ได้ คดีนี้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองเรียกประชุม ได้ประชุมกันและจัดให้มีการลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ แต่ในคำขอบังคับท้ายฟ้องขอเพียงให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่และที่แต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการซึ่งเป็นมติมิชอบเสีย แล้วให้โจทก์เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ต่อไป แม้ฟังได้ตามฟ้อง จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้เพราะจะต้องบังคับเอาแก่นิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่มาด้วย กรณีจึงไม่มีบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์มาในฟ้อง ทั้งไม่อาจแปลคำฟ้องว่าเป็นการร้องขอให้บังคับนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ด้วยเพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และโจทก์ไม่ได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ฐานกระทำละเมิด ฟ้องโจทก์ไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมครั้งที่ 1 วันที่ 18 กันยายน 2548 และครั้งที่ 2 วันที่ 25 กันยายน 2548 ของนิติบุคคลอาคารชุด และให้โจทก์คงเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน และพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการประชุมใหญ่ แต่มิได้กล่าวถึงการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่จึงต้องเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยแก่คดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1195 ที่บัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย..." เมื่อโจทก์เห็นว่ามติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอาคารชุดไม่ชอบ โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท อย่างไรก็ตามไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท โจทก์อาจฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์เพื่อให้บังคับตามสิทธินั้นเป็นคดีมีข้อพิพาทก็ได้ คดีนี้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองเรียกประชุม ได้ประชุมกัน และจัดให้มีการลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ แต่ในคำขอบังคับท้ายฟ้องขอเพียงให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่และที่แต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการซึ่งเป็นมติมิชอบเสีย แล้วให้โจทก์เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ต่อไป แม้ฟังได้ตามฟ้อง จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้เพราะจะต้องบังคับเอาแก่นิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่มาด้วย กรณีจึงไม่มีบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์มาในฟ้อง ทั้งไม่อาจแปลคำฟ้องว่าเป็นการร้องขอให้บังคับนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสี่ด้วย เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นอกจากนั้นโจทก์ไม่ได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ฐานกระทำละเมิด ฟ้องโจทก์ไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิบูลย์ เพชรนาค
จำเลย — นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2163/2555
#521486
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ข้อ 17 บัญญัติว่า "ผู้ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานตามข้อ 4 หรือผู้ได้รับอนุญาตตามข้อ 5 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดตามข้อ 7 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และในกรณีที่เป็นความผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังทำการฝ่าฝืนอยู่" เห็นได้ว่าผู้ที่จะมีความผิดดังกล่าว คือ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตหรือได้รับสัมปทานเท่านั้น จึงเป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่อาจมีการร่วมกันกระทำความผิดกับผู้ที่มิได้รับใบอนุญาตหรือมิได้รับสัมปทานด้วยได้เพราะเป็นความผิดอาญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตหรือได้รับสัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้าจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน คือ จำเลยที่ 1 มิใช่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ว่าจะในฐานะกรรมการผู้จัดการหรือในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 17 แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 7, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าปรับวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ทำการฝ่าฝืน (วันที่ 27 ธันวาคม 2549 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2550)

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 7, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท และให้ปรับจำเลยทั้งสามอีกคนละ 1,000 บาท ต่อวัน ตั้งแต่วันทำการฝ่าฝืน ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2550 หากไม่ชำระสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดค่าปรับเป็นรายวันให้จำเลยทั้งสามคนละกึ่งหนึ่ง คงปรับวันละ 500 บาท ตั้งแต่วันทำการฝ่าฝืน ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2550 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 17 บัญญัติว่า "ผู้ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานตามข้อ 4 หรือผู้ได้รับอนุญาตตามข้อ 5 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดตามข้อ 7 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และในกรณีที่เป็นความผิดต่อเนื่องกันให้ปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังทำการฝ่าฝืนอยู่" เห็นได้ว่าผู้ที่จะมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว คือ ผู้ได้รับใบอนุญาตหรือได้รับสัมปทานเท่านั้น จึงเป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่อาจมีการร่วมกันกระทำความผิดกับผู้ที่มิได้รับใบอนุญาตหรือมิได้รับสัมปทานด้วยได้ เพราะเป็นความผิดอาญา เมื่อตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ (นายชัยวัฒน์) และหนังสือขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ท้ายหนังสือขอส่งเอกสารฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกมาจากโจทก์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ได้รับใบอนุญาตหรือได้รับสัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้าจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน คือ จำเลยที่ 1 มิใช่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ว่าจะในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 หรือในฐานะส่วนตัว ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัว จึงไม่มีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 17 แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — บริษัทโรงไฟฟ้าน้ำตาลขอนแก่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางอภิรดี โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2138/2555
#520457
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะยื่นบัญชีพยานระบุเอกสารหนังสือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องแจ้งผลการวินิจฉัยโดยฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 88, 90 แต่เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์หักล้างคำเบิกความของ ว. เจ้าพนักงานที่ดินที่ว่า ต้นฉบับสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่มีข้อความตามหมายเหตุที่โจทก์กล่าวอ้าง ประกอบกับเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการสามารถตรวจสอบถึงความมีอยู่จริงได้โดยง่าย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับเอกสารดังกล่าวตามบัญชีระบุพยานที่ยื่นเพิ่มเติมต่อศาล โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านไว้และอุทธรณ์คำสั่งพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และเห็นสมควรให้รับเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งฟังได้ว่าโจทก์ได้แจ้งคัดค้านการขายที่ดินพิพาทไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามข้อความที่มีหมายเหตุในสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองไปเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ระหว่างจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ว่า วันที่ญาติของจำเลยที่ 1 ไปขอซื้อที่ดินพิพาทนั้น โจทก์บอกไม่ขายจะเอาไว้ให้บุตร วันรุ่งขึ้นโจทก์นำทะเบียนสมรสไปให้จำเลยที่ 1 ดูและบอกว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส โจทก์ไม่ขายและวันเดียวกันนั้นโจทก์ไปแจ้งความไว้ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น โจทก์ไม่ทราบเรื่อง โดยสัญญาดังกล่าวทำที่บ้านที่อยู่อาศัย แต่วันนั้นโจทก์อยู่ที่ร้านโดยโจทก์เปิดร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์รู้เห็นในการขายที่ดินพาท และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าเคยไปที่สถานีตำรวจ 2 ครั้ง โดยไปก่อนวันโอนที่ดินพิพาท 1 ครั้ง และในวันโอนไปอีก 1 ครั้ง เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าโจทก์ไปคัดค้านการขายที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไปสถานีตำรวจเพราะโจทก์หาว่าจำเลยที่ 1 บุกรุก และได้ความจากโจทก์ว่าได้คัดสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีนำไปแจ้งที่สำนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินได้บันทึกไว้ในตอนท้ายของสารบัญจดทะเบียนของที่ดินพิพาท ว่าถ้าเจ้าของมาขอทำนิติกรรมให้แจ้งคุณวัลภาด้วยที่เบอร์โทร 0-3459-9226 โดยในข้อนี้โจทก์ได้อ้างหนังสือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ ผผ. 10/2018 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2551 เรื่องแจ้งผลการวินิจฉัยของประธานผู้ตรวจการแผ่นดินตามที่โจทก์ร้องเรียนเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ได้คัดค้านการขายที่ดินพิพาทไว้แล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินยังดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งจากข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว ปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ลงข้อความหมายเหตุในสารบัญจดทะเบียนของที่ดินพิพาทตามที่โจทก์แจ้งจริง ดังนี้ แม้โจทก์จะยื่นบัญชีพยานระบุเอกสารดังกล่าวโดยฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และ 90 แต่เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์หักล้างคำเบิกความของนายวรวุฒิ เจ้าพนักงานที่ดินที่ว่าต้นฉบับสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาท ไม่มีข้อความตามหมายเหตุที่โจทก์กล่าวอ้าง ประกอบกับเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการสามารถตรวจสอบถึงความมีอยู่จริงได้โดยง่าย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับเอกสารดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับเอกสารดังกล่าวตามบัญชีระบุพยานที่ยื่นเพิ่มเติมต่อศาล โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านไว้และอุทธรณ์คำสั่งพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และเห็นสมควรให้รับเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งฟังได้ว่าโจทก์ได้แจ้งคัดค้านการขายที่ดินพิพาทไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามข้อความที่หมายเหตุในสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทจริง แม้ข้อความที่แจ้งจะไม่ถือเป็นการอายัดที่ดินพิพาท และการที่โจทก์ไม่ทวงถามเงินค่าที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์จากจำเลยที่ 2 ก็ไม่เป็นเหตุให้รับฟังว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาทได้ ส่วนที่โจทก์พูดว่าหากจะขายที่ดินพิพาทก็จะขายในราคา 800,000 บาท ไม่ใช่ 400,000 บาท นั้น เป็นการบอกราคาเกินจริงเพื่อจะไม่ขาย และที่โจทก์บอกจำเลยที่ 2 ว่าหากจะขายที่ดินพิพาทก็ให้ขายเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 แบ่งทรัพย์สินให้โจทก์ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้หย่าตามคำเบิกความของโจทก์ ก็หาใช่เป็นการให้สัตยาบันแก่การขายที่ดินพิพาทไม่ ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ว่าวันที่นางสาวบัวหลายพร้อมด้วยจำเลยที่ 1 สามีจำเลยที่ 1 และนายพีรชา ไปทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์อยู่ที่บ้านและรู้เห็นด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไร นั้น เห็นว่า นางสาวบัวหลาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีส่วนได้เสียในการซื้อขายที่ดินพิพาท ย่อมต้องเบิกความไปในทำนองเดียวกัน ทั้งยังขัดต่อเหตุผลที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 จะไม่พูดอะไร ทั้งที่จำเลยที่ 1 ได้ขอต่อรองราคา นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า วันที่ไปพบโจทก์ที่สถานีตำรวจ ทราบจากเจ้าพนักงานตำรวจว่า โจทก์ไปคัดค้านการขายที่ดินและหาว่าจำเลยที่ 1 บุกรุก จำเลยที่ 1 จึงควรสอบถามโจทก์ว่า มีสิทธิในที่ดินพิพาทอย่างไร แต่กลับไม่สอบถาม อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้จะซื้อที่ดินประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ว่า วันรุ่งขึ้นหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ไปเจรจาขอซื้อที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ไปหาจำเลยที่ 1 ที่ร้านและแสดงทะเบียนการสมรสกับบอกว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ขาย ทั้งยังได้ความว่าโจทก์พบกับจำเลยที่ 1 เกือบทุกวันโดยต่างค้าขายในตลาดเดียวกัน ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์เป็นภริยาจำเลยที่ 2 และที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส การที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 และจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าวโดยไม่ให้โจทก์ได้รับรู้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 80 ม. 87 ม. 90 ม. 142 (5) ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัลภา แช่มชูกลิ่น
จำเลย — นางอวน นามอุทา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี — นายทรงธรรม สุดสวาสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2555
#520462
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเลิกจ้างโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานทั้งหมด ต้องลดอัตรากำลังลูกจ้างลง ทำให้ต้องยุบหน่วยงานและลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย มีการปรับลดหน่วยงานทั้งบริษัทจากระดับแผนกหรือฝ่ายลงเหลือเพียงระดับงาน รวมทั้งฝ่ายจัดซื้อที่โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายก็ถูกปรับลดลงเป็นงานจัดซื้อ ไม่มีตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออีกต่อไป การดำเนินการทั้งหมดจำเลยไม่ได้เลือกปฏิบัติเลิกจ้างเฉพาะโจทก์รายเดียว ดังนี้ย่อมถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,128,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารใหม่ให้เหมาะสม เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานและลดอัตรากำลังลูกจ้างลง ทำให้ต้องยุบและลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย โดยปรับลดหน่วยงานทั้งบริษัทจากระดับแผนกหรือฝ่ายเหลือเพียงระดับงาน ให้หน่วยงานมีขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ง่ายต่อการควบคุมดูแลทางด้านการบริหารงานและลดการทุจริต ในฝ่ายจัดซื้อที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย จำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเหลือเพียงระดับงานจัดซื้อไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร พนักงานจัดซื้อไม่มีอำนาจตัดสินใจในการจัดซื้อ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามภาวะกระแสการแข่งขันทางธุรกิจของโลกปัจจุบันที่ทวีการแข่งขันสูงขึ้น ทั้งเป็นการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการผลิตลง โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติให้เลิกจ้างเฉพาะโจทก์คนเดียว เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานทั้งหมด ต้องลดอัตรากำลังลูกจ้างลง ทำให้ต้องยุบหน่วยงานและลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย มีการปรับลดหน่วยงานทั้งบริษัทจากระดับแผนกหรือฝ่ายลงเหลือเพียงระดับงาน รวมทั้งฝ่ายจัดซื้อที่โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายก็ถูกปรับลดลงเป็นงานจัดซื้อ ไม่มีตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออีกต่อไป การดำเนินการทั้งหมดจำเลยไม่ได้เลือกปฏิบัติเลิกจ้างเฉพาะโจทก์รายเดียว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรลือ เสียงสนั่น
จำเลย — บริษัทไดมอนลีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ดิเรก อิงคนินันท์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1885/2555
#518470
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการมีคำขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 43,150 บาท แก่ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แล้ว ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้คืนเงินจำนวน 43,150 บาท แก่โจทก์ร่วมอีกไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสาม

ดอกเบี้ยของเงินจำนวน 43,150 บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เพราะฉะนั้นพนักงานอัยการจะมีคำขอเรียกค่าดอกเบี้ยแทนโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 43,150 บาท ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ได้ ซึ่งตามมาตรา 253 วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียมจากโจทก์ร่วม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับการขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1443/2551, 1444/2551, 202/2552, 203/2552, 204/2552, 205/2552 และ 206/2552 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 43,150 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางถนอมศรี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนเงินจำนวน 43,188 บาท (ที่ถูก 43,150 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 วัน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 43,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1588/2551, 1589/2551, 1509/2552 และ 1501/2552 ของศาลชั้นต้น สำหรับคำขอให้นับโทษต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ 202/2552, 203/2552, 204/2552, และ 205/2552 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 43,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม โดยไม่ให้โจทก์ร่วมเสียค่าธรรมเนียมชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการมีคำขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 43,150 บาท แก่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนเงินจำนวน 43,188 บาท (ที่ถูก 43,150 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 43,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งต้องตามที่ มาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา 43 แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนเงินจำนวน 43,150 บาท อีกไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมต้องเสียค่าธรรมเนียมในเงินจำนวน 43,188 บาท (ที่ถูก 43,150 บาท) หรือไม่ อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยของเงินจำนวน 43,150 บาท ไมใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เพราะฉะนั้นพนักงานอัยการจะมีคำขอเรียกค่าดอกเบี้ยแทนโจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 43,150 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งได้ ซึ่งตามมาตรา 253 วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียมจากโจทก์ร่วมเว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับการขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 201/2552 ถึง 206/2552 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าวันเวลาเกิดเหตุของคดีนี้และคดีทั้งหกสำนวนเป็นเวลาเดียวกันดังที่จำเลยฎีกาแต่ตามฎีกาของจำเลยก็ระบุว่าผู้เสียหายในคดีทั้งเจ็ดสำนวนเป็นคนละคนกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ มิใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ซ้ำซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 201/2552 ถึง 206/2552 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนเงินจำนวน 43,188 บาท (ที่ถูก 43,150 บาท) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 วรรคสาม ม. 253
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นางถนอมศรี คูอาริยะกุล
จำเลย — นางจุฑาพร ปุญญฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายเฉลิมพล บุตรดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1884/2555
#528530
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป. ทนายความของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและยื่นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 ตามที่ระบุไว้ในใบแต่งทนายความ แต่เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ก่อนที่ทนายความของจำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2549 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาและขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ด้วย หลังจากนั้นทนายความของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกสองฉบับ และยื่นฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งขัดแย้งกับความประสงค์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความตามที่ระบุไว้ในคำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ทนายความของจำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นฎีกาและสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยไม่สอบถามจำเลยที่ 2 ก่อน จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 223 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ฎีกาและวันที่ครบกำหนดฎีกาวันที่ 21 พฤษภาคม 2549 เป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ระยะเวลาฎีกาได้สิ้นสุดลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสองและวรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำคุกกระทงละ 4 เดือน เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบกระดาษอัดปิดหน้ากระสุนปืน กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 และปลอกกระสุนปืนของกลาง สำหรับอาวุธปืนลูกซองยาว และรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ริบ และให้คืนแก่เจ้าของ คดีถึงที่สุดวันที่ 6 พฤษภาคม 2552

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2549 โดยแสดงเจตนาชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุด แม้ต่อมาทนายจำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม ทนายความเป็นเพียงตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการเท่านั้น คำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2549 ถือว่าเป็นการตัดอำนาจทนายความซึ่งเป็นตัวแทนแล้ว ต้องถือเจตนาของตัวการเป็นหลัก ความเห็นของเจ้าหน้าที่ศาลลงวันที่ 9 มิถุนายน 2552 จึงน่าจะคลาดเคลื่อนต่อหลักกฎหมาย ขอให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งให้ทนายความมีอำนาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2549 ว่า ไม่ประสงค์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ซึ่งศาลได้มีคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 ว่า เมื่อครบกำหนดที่อนุญาตให้ฎีกาในวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 แล้ว ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 แต่ปรากฏว่าทนายความจำเลยที่ 2 ที่ได้แต่งตั้งไว้ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ทนายความฎีกาคัดค้านคำพิพากษาให้ ซึ่งศาลได้สั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ตามขอ ต่อมาทนายความจำเลยที่ 2 ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาตามที่ได้รับแต่งตั้งไว้ในใบแต่งทนายความ ดังนี้ การฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของทนายความจำเลยที่ 2 จึงกระทำไปภายในอำนาจที่ได้รับแต่งตั้งจึงชอบแล้ว ทั้งในวันที่ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังแทนศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะฎีกาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2549 ก็น่าจะโต้แย้งคัดค้านว่าตนไม่ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฎีกาให้ เพื่อให้ศาลจังหวัดสีคิ้วงดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง และบันทึกข้อโต้แย้งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แต่ปรากฏว่าศาลจังหวัดสีคิ้วได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งไว้ ดังนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับให้ทนายความฎีกาให้ตามที่ได้แต่งตั้งไว้ ฉะนั้น การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกา จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง วันที่ 25 เมษายน 2549 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อครบกำหนดที่ศาลสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 แล้วจัดการให้ ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2549 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกามีกำหนด 30 วัน และศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 ครั้นวันที่ 16 และ 19 พฤษภาคม 2549 กับวันที่ 22 มิถุนายน 2549 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีก ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2549 ในวันดังกล่าวทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 บัญญัติว่า "ให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับ ให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน" ดังนี้ แม้นายประพัฒน์ ทนายความของจำเลยที่ 2 จะมีอำนาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและยื่นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 ตามที่ระบุไว้ในใบแต่งทนายความดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ก่อนที่ทนายความของจำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2549 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาและขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ด้วย และหลังจากนั้นทนายความของจำเลยที่ 2 ก็ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกสองฉบับ และยื่นฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งขัดแย้งกับความประสงค์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความตามที่ระบุไว้ในคำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับดังกล่าว เช่นนี้ ศาลชั้นต้นต้องสอบถามจำเลยที่ 2 ก่อนว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาหรือยื่นฎีกาตามที่ทนายความจำเลยที่ 2 ดำเนินการแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ก่อนที่จะสั่งอนุญาตให้ทนายความของจำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นฎีกาหรือรับฎีกาของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ทนายความของจำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นฎีกาและสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยไม่สอบถามจำเลยที่ 2 ก่อน จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ฎีกาและวันที่ครบกำหนดฎีกาวันที่ 21 พฤษภาคม 2549 เป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ระยะเวลาฎีกาได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 โดยให้ระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 และเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาและรับฎีกาจำเลยที่ 2 ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่แล้วส่งคำพิพากษาศาลฎีกาและสำนวนให้ศาลฎีกาดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 223
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นางมาลี เดชชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายอำนาจ สิงห์สม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2555
#520026
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 5, 25, 43, 47, 78, 80, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดีวีดิทัศน์ และกระเป๋าผ้าของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ได้ใช้หรือมีไว้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่ริบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยในประเด็นที่ว่า ต้นฉบับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามคำฟ้องโจทก์ ข้อ 1 ก. และ ข. ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์แล้วจริงหรือไม่

จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายชินนะพันธ์ อินธิมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายสุจิต ปัญญาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2555
#520019
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จะเห็นได้ว่า ข้อความที่ว่า "ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด ฯลฯ" จึงเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เกิดขึ้น แต่ตามฟ้องโจทก์ไม่มีคำบรรยายให้ฟังได้ว่า โจทก์ยื่นเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 เพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คและธนาคารปฏิเสธการใช้เงินแต่ประการใด ทั้งมิได้อ้างใบคืนเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 แนบมาท้ายฟ้องเป็นหลักฐานอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องแต่อย่างใด ตามฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อเช็คฉบับแรกถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน โจทก์นำเช็คฉบับดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้วนั้น ก็เป็นวันที่เกิดการกระทำความผิดในการออกเช็คฉบับแรกฉบับเดียว ในวันดังกล่าวเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 ยังไม่ถึงกำหนดชำระและโจทก์มิได้ยื่นเช็คเพื่อเรียกเก็บ ซึ่งหากธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จึงมิใช่วันที่จำเลยกระทำความผิดตามเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยเพียงกระทงเดียวจำคุก 2 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายการกระทำความผิดในการออกเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็ค ผู้ออกเช็คมีความผิด ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าข้อความตามวรรคท้ายที่ว่า "ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็ค ผู้ออกเช็คมีความผิด ฯลฯ" จึงเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เกิดขึ้น แต่ตามฟ้องโจทก์ไม่มีคำบรรยายให้ฟังได้ว่าโจทก์ยื่นเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 เพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คและธนาคารปฏิเสธการใช้เงินแต่ประการใด ทั้งมิได้อ้างใบคืนเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 แนบมาท้ายฟ้องเป็นหลักฐานอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องแต่อย่างใด ตามฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่าเมื่อเช็คฉบับแรกถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน โจทก์นำเช็คฉบับดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้วนั้น เป็นวันที่เกิดการกระทำความผิดในการออกเช็คฉบับแรกฉบับเดียว ในวันดังกล่าวเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 ยังไม่ถึงกำหนดชำระและโจทก์มิได้ยื่นเช็คเพื่อเรียกเก็บ ซึ่งหากธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จึงมิใช่วันที่จำเลยกระทำความผิดตามเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่ประการใด ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามเช็คฉบับที่ 2 ถึงที่ 10 จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก. ธนวัฒน์โลหะกิจ จำกัด
จำเลย — นายกิตติพงษ์ คล้ายสมบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางจินดา ศรีกิตติกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สมควร วิเชียรวรรณ
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1831 -ที่ 1832/2555
#519981
เปิดฉบับเต็ม

คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้ขนส่งโดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับขนส่งสินค้าพิพาทไปยังโรงงานของผู้รับตราส่งทั้งสอง การที่มีผู้ขับเรือนำเรือลำเลียงมารับสินค้าพิพาทเพื่อขนส่งไปยังโรงงานของผู้รับตราส่งทั้งสองย่อมเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อสินค้าพิพาทเสียหายระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 616

สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนมีว่า จำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าพิพาทโดยเรือลำเลียงไปยังโรงงานของผู้รับตราส่งทั้งสอง แต่ระหว่างการขนส่งมีน้ำไหลเข้าไปในเรือลำเลียงเป็นเหตุให้สินค้าพิพาทซึ่งเป็นเหล็กม้วนเป็นสนิม ได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ขนส่งต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเรือมีรอยรั่วบริเวณด้านบนของกราบขวาเรือ ทำให้น้ำเข้าเรือ เป็นเพียงรายละเอียด เพราะแม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าน้ำไหลเข้าไปในเรือลำเลียงได้อย่างไร จำเลยที่ 1 ก็ยังต้องรับผิดตามสภาพแห่งข้อหาดังกล่าว เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะพิสูจน์ได้ว่าการที่น้ำไหลเข้าไปในเรือเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังไม่ได้ว่าน้ำไหลเข้าเรือตามรอยรั่วดังกล่าว แต่ไหลเข้าตามรอยรั่วแห่งอื่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดเพราะเหตุสุดวิสัย ไม่ถือว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,931,281.28 บาท และจำนวน 479,679.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,923,377 บาท และต้นเงินจำนวน 478,205.68 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,923,377 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2550 และชำระเงินจำนวน 478,205.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,904.28 บาท และ 1,473.92 บาท ตามลำดับ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อแรกว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายของสินค้าได้หรือไม่ เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้ขนส่งโดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับขนส่งสินค้าพิพาทไปยังโรงงานของผู้รับตราส่งทั้งสอง การที่มีผู้ขับเรือนำเรือลำเลียงมารับสินค้าพิพาทเพื่อขนส่งไปยังโรงงานของผู้รับตราส่งทั้งสองย่อมเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อสินค้าพิพาทเกิดความเสียหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง และจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนมีว่า จำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าพิพาทโดยเรือลำเลียงไปยังโรงงานของผู้รับตราส่งทั้งสอง แต่ระหว่างการขนส่งมีน้ำไหลเข้าไปในเรือลำเลียงเป็นเหตุให้สินค้าพิพาทซึ่งเป็นเหล็กม้วน เป็นสนิมได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ขนส่งต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเรือมีรอยรั่วบริเวณด้านบนของกราบขวาเรือ ทำให้น้ำเข้าเรือ เป็นเพียงรายละเอียดเพราะแม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าน้ำไหลเข้าไปในเรือลำเลียงได้อย่างไรจำเลยที่ 1 ก็ยังต้องรับผิดตามสภาพแห่งข้อหาดังกล่าว เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะพิสูจน์ได้ว่าการที่น้ำไหลเข้าไปในเรือเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังไม่ได้ว่าน้ำไหลเข้าเรือตามรอยรั่วบริเวณด้านบนของกราบขวาเรือ แต่ไหลเข้าตามรอยรั่วแห่งอื่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดเพราะเหตุสุดวิสัย ไม่ถือว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่า จากรูปถ่ายรอยฉีกขาดของเรือลำเลียงในรายงานการสำรวจภัย จะเห็นตำแหน่งของรอยฉีกขาดอยู่บริเวณด้านข้าง เหนือจากพื้นท้องเรือเล็กน้อย ตัวเรือทำด้วยเหล็กหนา 8 มิลลิเมตร ส่วนข้างของลำเรือมีลักษณะตั้งชันขึ้นมาจากส่วนที่เป็นท้องเรือ มิได้แบะออกทั้งสองข้างเหมือนเรือทั่วไป ดังนั้น ขณะที่เรือลำเลียงถูกลากจูงเล่นไปข้างหน้า โอกาสที่ด้านข้างของลำเรือจะถูกกระแทกจึงมีน้อยมาก เว้นแต่การบังคับเรือลำเลียง หรือการลากจูงเรือลำเลียงไปตามลำน้ำมิได้เป็นไปในลักษณะที่เหมาะสมอาจทำให้ด้านข้างเรือเซไปปะทะกับเหล็กแหลมที่อยู่ใต้น้ำตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบก็อาจเป็นไปได้ แต่เหล็กแหลมที่ว่านี้ต้องมีความแข็งแรงและคมมากและมิได้ลอยอยู่ในน้ำเฉย ๆ ถึงจะมีแรงเจาะทะลุเหล็กผนังเรือเข้าไปได้ โดยที่เหล็กแหลมมิได้หัก ซึ่งมีทางเป็นไปได้น้อย แต่อย่างไรก็ตาม หากเหตุน้ำเข้าเรือเกิดขึ้นจากสาเหตุตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบ ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ทั้งนี้การที่เรือลำเลียงแล่นไป แล้วถูกของแหลมที่อยู่ใต้น้ำซึ่งมองไม่เห็น น่าจะไม่ใช่การเดินเรือตามปกติอย่างที่เรือลำอื่น ๆ ปฏิบัติกัน แต่เห็นได้ว่าหากการลากจูงและบังคับให้เรือแล่นเป็นแนวตรงไปในเส้นทางที่เรือลำอื่นใช้สัญจรก็อาจไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ขนส่งอาจป้องกันได้จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นววัฒนา เอ็กซ์เพรส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2555
#525493
เปิดฉบับเต็ม

แม้หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง อาจมีขึ้นก่อนหรือหลังทำสัญญากู้ก็ตาม อย่างไรก็ดี ตามใบคำขอใช้บริการสินเชื่อระบุข้อความให้ธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมา โอนเงินกู้สินเชื่อเมื่อผ่านขั้นตอนการอนุมัติแล้วแก่จำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานของธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาได้บันทึกไว้ในเอกสารหมายใดให้เชื่อมโยงกันว่าเงินกู้จำนวนดังกล่าวได้ถูกโอนเข้าบัญชีของจำเลย ประกอบกับตามรายการคำนวณยอดหนี้สินเชื่อบุคคล เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว เช่นเดียวกับแบบพิมพ์ข้อมูลแสดงรายการที่ระบุว่าจำเลยรับเงินกู้ ก็เป็นเอกสารของธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาทำขึ้นเอง กับทั้งระบุความเพียงว่ามีการโอนเงินเข้าฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้อง ในชื่อของจำเลย โดยไม่มีลายมือชื่อจำเลยลงนามไว้แต่อย่างใด ดังนี้ ใบคำขอใช้บริการสินเชื่อที่จำเลยกรอกข้อความและลงลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อของผู้กู้ จึงไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะใช้ฟ้องร้องบังคับจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 329,972.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 196,026.79 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานได้ความเป็นเบื้องแรกว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นคำขอใช้บริการสินเชื่อ วงเงิน 230,000 บาท โดยมีข้อตกลงส่งมอบเงินด้วยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากให้แก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำขอใช้บริการสินเชื่อตามฟ้องเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมหรือไม่ เห็นว่า แม้หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อาจมีขึ้นก่อนหรือหลังทำสัญญากู้ก็ตาม เมื่อตามใบคำขอใช้บริการสินเชื่อระบุข้อความให้ธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมา โอนเงินกู้สินเชื่อเมื่อผ่านขั้นตอนการอนุมัติของธนาคารแล้วแก่จำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานของธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาได้บันทึกไว้ในเอกสารหมายใดให้เชื่อมโยงกันว่าเงินกู้จำนวนดังกล่าวได้ถูกโอนเข้าบัญชีข้างต้นตามแบบพิมพ์ข้อมูลแสดงรายการที่ระบุว่าจำเลยรับเงินกู้ที่สำแดงไว้ ประกอบกับตามรายการคำนวณยอดหนี้สินเชื่อบุคคล เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว เช่นเดียวกับแบบพิมพ์ข้อมูลแสดงรายการที่ระบุว่าจำเลยรับเงินกู้ ก็เป็นเอกสารของธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาทำขึ้นเอง กับทั้งระบุความเพียงว่ามีการโอนเงินเข้าฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้อง สาขาบางแค 009 - 3 - 047xxx - x ชื่อบัญชีนายสมศักดิ์ โดยไม่มีลายมือชื่อจำเลยลงนามไว้แต่อย่างใด ดังนี้ ใบคำขอใช้บริการสินเชื่อที่จำเลยกรอกข้อความและลงลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อของผู้กู้ จึงไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะใช้ฟ้องร้องบังคับจำเลยดังที่โจทก์อ้างเถียง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวพรรณิภา วิชิตะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1790/2555
#518425
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับจ้างบริษัท ฟ ทำการขนส่งจากบริษัท ฮ ในประเทศอังกฤษทางรถยนต์ไปยังท่าอากาศยานในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อขนส่งทางเครื่องบินมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในประเทศไทย แล้วจำเลยยังต้องรับผิดชอบขนส่งทางรถยนต์ต่อไปยังคลังสินค้าของบริษัท ฟ ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ด้วย ย่อมเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งทางรถยนต์หรือทางบกกับการขนส่งทางเครื่องบินหรือทางอากาศ อันเป็นรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกัน 2 รูปแบบในสัญญาขนส่งเดียวกัน จากสถานที่รับของในประเทศอังกฤษมาส่งมอบของยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ดังนี้ การใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายตามสัญญาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบของบริษัท ฟ ต่อจำเลยจึงมีอายุความ 9 เดือน นับแต่วันที่จำเลยในฐานะถือว่าเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของ เมื่อได้ความด้วยว่า หากสินค้าไม่สูญหายก็จะส่งถึงบริษัท ฟ ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 จึงฟังได้ว่า วันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยควรจะส่งมอบสินค้า นับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกินกว่า 9 เดือน คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 140,415.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 131,599.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 131,599.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552) ต้องไม่เกิน 8,815.39 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์รับประกันภัยความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งไว้จากบริษัทฟาบริเนท จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาให้ความคุ้มครองระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2552 และเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 บริษัทฟาบริเนท จำกัด สั่งซื้อสินค้าเอสดี ชีท โควาร์ ดี - 82 จากบริษัทไฮ - เรล ลิดส์ จำกัด ในประเทศอังกฤษ จำนวน 2,744 ชิ้น ราคาไม่รวมค่าขนส่งชิ้นละ 1.32 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 3,622.08 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวโดยมีมูลค่าประกันภัย 3,984.29 ดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทฟาบริเนท จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าในลักษณะ Door to Door กล่าวคือขนส่งจากโรงงานบริษัทไฮ - เรล ลิดส์ จำกัด ในประเทศอังกฤษ และขนส่งทางเครื่องบินเพื่อนำมาส่งมอบให้บริษัทฟาบริเนท จำกัด ที่คลังสินค้าของบริษัทในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยหรือตัวแทนจำเลยในประเทศอังกฤษไปรับสินค้าจากบริษัทไฮ - เรล ลิดส์ จำกัด แล้ว แต่สินค้าสูญหายไปทั้งหมดในระหว่างการขนส่งในประเทศอังกฤษ บริษัทฟาบริเนท จำกัด จึงเรียกร้องไปยังโจทก์และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 131,599.90 บาท ให้แก่บริษัทฟาบริเนท จำกัด เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องขาดอายุความตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า จำเลยรับจ้างบริษัทฟาบริเนท จำกัด ทำการขนส่งจากบริษัทไฮ - เรล ลิดส์ จำกัด ในประเทศอังกฤษทางรถยนต์ไปยังท่าอากาศยานในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อขนส่งทางเครื่องบินมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในประเทศไทย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังฟังได้จากคำเบิกความของนางสาวรัชฎาพยานโจทก์อีกว่า หากขนส่งสินค้าทางเครื่องบินมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชอบขนส่งทางรถยนต์ต่อไปยังคลังสินค้าของบริษัทฟาบริเนท จำกัด ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีด้วย และสัญญาขนส่งนี้ทำกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ใช้บังคับแล้ว เมื่อไม่ปรากฏความชัดเจนของสัญญาว่าเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบหรือไม่ คงรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนว่าการขนส่งครั้งนี้ที่มีลักษณะดังวินิจฉัยมาแล้วนั้นย่อมเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งทางรถยนต์หรือทางบกกับการขนส่งทางเครื่องบินหรือทางอากาศ อันเป็นรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันสองรูปแบบในสัญญาขนส่งเดียวกันจากสถานที่รับของในประเทศอังกฤษมาส่งมอบของยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยได้ความชัดเจนจากทางนำสืบว่าเป็นการขนส่งแบบ Door to Door หรือจากโรงงานของผู้ขายไปยังที่ทำการของผู้ซื้อ ที่ถือได้ว่าเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ตามความหมายในบทนิยามมาตรา 4 คำว่า "การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ" แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ดังนี้การใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายตามสัญญาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบของบริษัทฟาบริเนท จำกัด ต่อจำเลยจึงมีอายุความ 9 เดือน นับแต่วันที่จำเลยในฐานะถือว่าเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงยังได้ความตามคำเบิกความของนางสาวรัชฎาพยานโจทก์อีกว่า หากสินค้าไม่สูญหายก็จะส่งถึงบริษัทฟาบริเนท จำกัด ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 จึงฟังได้ว่า วันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยควรจะส่งมอบสินค้าและเมื่อนับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ย่อมเกินกว่า 9 เดือน จึงขาดอายุความตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยย่อมยกเอาเหตุที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความขึ้นปฏิเสธการชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/10
พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ม. 4 ม. 38 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทดีเอสวี แอร์ แอนด์ ซี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัญญู ชูดำ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1730 -ที่ 1731/2555
#525483
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้ร้องซึ่งกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจึงมีอำนาจอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ซึ่งบัญญัติไว้อย่างเดียวกันกับ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด

สัญญาให้บริการโทรศัพท์พกพา (สัญญา TPS) ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านกำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านเกี่ยวกับที่มาและเงื่อนไขการคืนทรัพย์สินในกรณีผู้คัดค้านผิดสัญญาแล้ว ผู้ร้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาว่า ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือเงินคืนจากผู้ร้องและต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่ผู้ร้องในสภาพที่ดีและใช้งานได้ในทันทีที่สัญญาสิ้นสุดลง นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดอีกว่ากรณีความเสียหายเกิดขึ้น ให้ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเงินจากธนาคาร ผู้ออกหนังสือค้ำประกันทั้งหมดหรือบางส่วนตามแต่จะเห็นสมควรเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา และผู้คัดค้านยังมีหนี้ค้างชำระแก่ผู้ร้องอยู่ ย่อมถือว่าผู้ร้องได้รับความเสียหาย ภายหลังจากผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแล้วสิทธิหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านในฐานะคู่สัญญาย่อมเป็นไปตามข้อสัญญาดังกล่าว การที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องรับมอบทรัพย์สินจากผู้คัดค้านและให้ผู้ร้องชดใช้มูลค่าทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้าน โดยไม่กำหนดเงื่อนไขว่าต้องส่งมอบคืนในสภาพที่ดีและใช้งานได้ รวมทั้งไม่กำหนดว่าหากผู้คัดค้านไม่สามารถส่งมอบคืนในสภาพที่ดีและใช้งานได้ให้ผู้คัดค้านใช้เงินแทนมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน และการชี้ขาดให้ผู้ร้องคืนเงินค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้คัดค้านโดยไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ร้องนำไปหักจากหนี้ที่ผู้คัดค้านยังค้างชำระแก่ผู้ร้องตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคำชี้ขาดที่ไม่เป็นตามสัญญา การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา

(1) ปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดที่วินิจฉัยให้ผู้ร้องชดใช้มูลค่าทรัพย์สิน 95,712,417.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณจากราคาทรัพย์สินที่มีการส่งมอบแต่ละรายการนับแต่วันที่ส่งมอบจนกว่าจะชำระเสร็จ เพราะคำชี้ขาดส่วนนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 24

(2) ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนอื่นนอกเหนือจากใน (1) และขอให้บังคับผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องหักกลบลบหนี้เงินค้ำประกัน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเสนอข้อพิพาท (วันที่ 1 มิถุนายน 2541) จนถึงวันแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้รับชำระคืน (วันที่ 22 มิถุนายน 2543) รวมเป็นเงิน 23,092,566.80 บาท กับเงินที่ผู้คัดค้านจะต้องชดใช้แก่ผู้ร้อง 85,455,059.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 75,284,615.17 บาท นับแต่วันบอกเลิกสัญญา (วันที่ 7 พฤษภาคม 2541) จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องได้แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ไปยังผู้คัดค้าน รวมเป็นเงิน 97,482,931.02 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แล้วให้ผู้คัดค้านชำระเงินคงเหลือจากการหักกลบลบหนี้แล้วแก่ผู้ร้อง

(3) ขอให้ผู้คัดค้านคืนทรัพย์สินแก่ผู้ร้องในสภาพที่ดีและใช้งานได้ และผู้คัดค้านไม่มีสิทธิที่จะได้รับการชดใช้มูลค่าทรัพย์สินที่คำนวณจากระยะเวลา 3 ปี เนื่องจากผู้คัดค้านต้องส่งคืนทรัพย์สินก่อนอายุสัญญา โดยคิดราคาตามส่วนจากมูลค่าทรัพย์สินจำนวน 319,014,392.03 บาท ซึ่งคิดคำนวณได้เป็นเงินจำนวน 95,712,417.20 บาท

(4) ขอให้แก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคำชี้ขาดบกพร่องและไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยขอให้มีคำพิพากษาเพิ่มเติมว่า หากผู้คัดค้านไม่สามารถคืนทรัพย์สินทั้งหมดอันได้แก่ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีมูลค่าเดิมจำนวน 319,014,392.03 บาท ที่จัดทำไว้สำหรับดำเนินการตามสัญญาให้แก่ผู้ร้องในสภาพที่ดีและใช้งานได้ ผู้คัดค้านต้องชดใช้มูลค่าของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดเป็นเงิน 319,014,392.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องเลิกสัญญาแก่ผู้คัดค้านจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระให้แก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

สำนวนหลัง ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้พิพากษาตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยพิพากษาให้ผู้คัดค้านคืนเงินค้ำประกัน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เสนอข้อพิพาท (วันที่ 1 มิถุนายน 2541) จนถึงวันยื่นคำร้อง (วันที่ 10 กรกฎาคม 2543) เป็นดอกเบี้ย 3,166,337.29 บาท และขอให้ผู้คัดค้านรับมอบเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการให้บริการโทรศัพท์พกพาระบบ TPS ตามสภาพปัจจุบันจากสำนักงานวางทรัพย์กลาง ให้ชดใช้มูลค่าทรัพย์สินจำนวน 95,712,417.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้ร้องนำทรัพย์ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง (วันที่ 26 มกราคม 2543) จนถึงวันยื่นคำร้องเป็นดอกเบี้ย 3,275,404.44 บาท รวมเป็นเงิน 98,987,821.64 บาท ในส่วนที่ผู้ร้องจะต้องชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้าน 85,455,059.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,284,615.17 บาท นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 ถึงวันวางทรัพย์ คิดเป็นดอกเบี้ย 9,744,649.21 บาท รวมเป็นเงิน 95,199,709.09 บาท ผู้ร้องขอหักกลบลบหนี้กัน คงเหลือเงินที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระแก่ผู้ร้อง 26,954,449.84 บาท จึงขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

ระหว่างพิจารณา บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 โดยให้ผู้ร้องชำระเงินแก่ผู้คัดค้าน 26,954,449.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 10 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ของผู้คัดค้านและคำร้องของผู้ร้องให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องไม่ต้องชดใช้มูลค่าทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านจำนวน 95,712,417.20 บาท ซึ่งผู้คัดค้านมิได้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านต้องส่งมอบคืนแก่ผู้ร้อง เป็นอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่คณะอนุญาโตตุลาการดำเนินการชี้ขาด คณะอนุญาโตตุลาการจะชี้ขาดเกินคำขอของคู่กรณีไม่ได้ ปรากฏว่าปัญหาข้อนี้ผู้คัดค้านไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด แต่คณะอนุญาโตตุลาการกลับวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้แก่ผู้คัดค้าน และศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องจึงอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ซึ่งบัญญัติไว้อย่างเดียวกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชดใช้มูลค่าทรัพย์สินจำนวน 95,712,417.20 บาท และคืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้คัดค้าน จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ในรายละเอียดแห่งสัญญาในส่วนที่กล่าวถึงเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ และทรัพย์สินปรากฏว่า มีข้อตกลงให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ลงทุนในการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ TPS ทั้งหมด (สัญญาข้อ 2) บรรดาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทันทีที่ติดตั้งเสร็จ โดยผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านใช้ประโยชน์ตลอดอายุสัญญา และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ผู้คัดค้านต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนผู้ร้องในสภาพที่ใช้งานได้ดี (สัญญาข้อ 4) เมื่อสัญญาสิ้น สุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ผู้คัดค้านต้องส่งมอบเครื่องมือและอุปกรณ์ตามสัญญาทั้งหมดให้ผู้ร้องในสภาพที่ดีและใช้งานได้ในทันทีที่สัญญาสิ้นสุดลง ก่อนการส่งมอบหากเครื่องมือและอุปกรณ์ขัดข้องหรือชำรุดเสียหายอย่างใด ๆ ผู้คัดค้านต้องจัดหาอุปกรณ์อะไหล่เพื่อการตรวจซ่อมหรือสับเปลี่ยนต่อเครื่องมือและอุปกรณ์ให้อยู่ในลักษณะใช้งานได้ตามอายุการใช้งานที่ผ่านมาให้เป็นที่เรียบร้อย (สัญญาข้อ 20) กรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องคืนแต่อย่างใด (สัญญาข้อ 37) จะเห็นได้ว่า ข้อสัญญาต่าง ๆ ดังกล่าวได้กำหนดถึงสิทธิหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านเกี่ยวกับที่มาและเงื่อนไขการคืนเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ และทรัพย์สินไว้ชัดเจนครอบคลุม ทั้งกรณีสัญญาสิ้นสุดโดยอายุของสัญญาตามสัญญาข้อ 4 และกรณีผู้คัดค้านปฏิบัติผิดสัญญาแล้วผู้ร้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 37 ในกรณีหลังนี้ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินและเงินคืนจากผู้ร้องแต่อย่างใด และต้องส่งมอบคืนให้ผู้ร้องในสภาพที่ดีและใช้งานได้ในทันทีที่สัญญาสิ้นสุดลง ซึ่งปัญหานี้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้แล้วว่าเป็นเรื่องผู้คัดค้านผิดสัญญา ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแล้ว สิทธิหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านในฐานะคู่สัญญาย่อมเป็นไปตามสัญญาข้อ 37 กล่าวคือ ผู้คัดค้านต้องส่งมอบทรัพย์สินในสภาพที่ดีและใช้งานได้ในทันทีที่สัญญาสิ้นสุดลงคือวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 โดยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากผู้ร้อง ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องรับมอบทรัพย์สินจากผู้คัดค้านโดยไม่กำหนดเงื่อนไขว่าต้องส่งมอบคืนในสภาพที่ดีและใช้งานได้ และชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้มูลค่าทรัพย์สินจำนวน 95,712,417.20 บาท แก่ผู้คัดค้านโดยอ้างถึงสัญญาข้อ 4 ซึ่งเป็นเรื่องสัญญาสิ้นสุดโดยอายุของสัญญาด้วยการตีความสัญญากลับว่า หากผู้คัดค้านไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามอายุสัญญาเพียงใด ผู้คัดค้านก็มีสิทธิได้รับชดใช้มูลค่าทรัพย์สินตามระยะเวลาที่ไม่ได้ใช้ มิใช่เป็นเรื่องผู้คัดค้านปฏิบัติผิดสัญญาเช่นคดีนี้ รวมทั้งชี้ขาดให้ผู้คัดค้านส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่ผู้ร้องโดยไม่กำหนดเงื่อนไขว่าหากผู้คัดค้านไม่สามารถส่งมอบคืนในสภาพที่ดีและใช้งานได้แล้ว ให้ผู้คัดค้านใช้เงินแทนมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินนั้น จึงเป็นคำชี้ขาดที่ไม่เป็นไปตามสัญญาและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้อง

สำหรับรายละเอียดแห่งสัญญาในส่วนที่กล่าวถึงหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาปรากฏว่า ในกรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อผู้ร้อง จะเห็นได้ว่า กรณีที่ผู้คัดค้านปฏิบัติผิดสัญญาและผู้ร้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้ร้องมีสิทธิเรียกเงินจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามแต่จะเห็นสมควรเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อผู้คัดค้านยังมีหนี้ค้างชำระเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรวมทั้งเงินค้างจ่ายอื่นๆ พร้อมดอกเบี้ยตามคำชี้ขาดจำนวน 85,455,059.88 บาท ย่อมถือว่าผู้ร้องได้รับความเสียหายอยู่ การที่คณะอนุญาโตตุลาการอ้างสัญญาข้อ 34 เพื่อเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกเงินประกันการชำระหนี้ที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาของผู้คัดค้านอันเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งนั้น เห็นว่า ตามสัญญาข้อ 34 ที่กำหนดว่ากรณีที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดแห่งสัญญาอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือบอกเลิกสัญญา ผู้ร้องมีสิทธิริบหลักประกันทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนตามที่ผู้ร้องเห็นสมควรเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย และผู้คัดค้านจะต้องนำหลักประกันมาเพิ่มเติมให้ครบจำนวนตามสัญญาเสมอไปนั้น เป็นกรณีที่ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเงินประกันได้โดยไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ดังจะเห็นได้ในตอนท้ายของสัญญาข้อนี้ที่กำหนดให้ผู้คัดค้านจะต้องนำหลักประกันมาเพิ่มเติมให้ครบจำนวนตามสัญญาเสมอไป ซึ่งต่างจากกรณีการเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 25 ข้อ 33 และข้อ 37 การที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องคืนเงินค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่เสนอข้อพิพาท โดยมิได้ให้สิทธิแก่ผู้ร้องนำไปหักจากหนี้ที่ผู้คัดค้านค้างชำระตามสัญญาก่อน จึงเป็นคำชี้ขาดที่ไม่เป็นไปตามสัญญา

ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ศาลฎีกาเห็นว่า การบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้รวมทั้งการหักกลบลบหนี้แล้วให้ผู้ร้องชำระเงิน 26,954,449.84 บาท แก่ผู้คัดค้าน จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้ออื่นไม่ จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องไม่ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 ในส่วนที่ให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 95,712,417.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้คัดค้าน และในส่วนที่ให้ผู้ร้องคืนเงินค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 85,455,059.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 75,284,615.17 บาท นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากรด้วย โดยให้ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท ไปหักออกจากดอกเบี้ยที่ผู้คัดค้านต้องชำระก่อน หากมีเหลือจึงหักจากต้นเงินที่ผู้คัดค้านต้องชำระโดยผู้ร้องไม่ต้องชำระเงิน 26,954,449.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นและชั้นนี้ให้เป็นพับกันไปทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 20 ม. 26 (2)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
โดยบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — บริษัทโฟนพ้อยต์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระพงษ์ วิเศษรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา